กฎหมายคอมพิวเตอร์ "ประกาศห้ามโพสอะไรทั้งสิ้นในกระทู้"

คุณเคยมีปัญหาในด้านการใช้คอมพิวเตอร์ไหม

มี
9
53%
ก็มีบ้าง
8
47%
ไม่มีเลย
0
ไม่โหวต
 
โหวตทั้งหมด : 17
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 958

ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 14:56

ที่อยู่: ฟ้าสีคราม

โพสต์ 18 พ.ย. 2009, 11:49

กฎหมายคอมพิวเตอร์ "ประกาศห้ามโพสอะไรทั้งสิ้นในกระทู้"

จากใจเจ้าของกระทู้ : เนื่องด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายบนเว็บบอร์ดของพวกเรา ที่ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีส่งข้อความขู่เข้ามา
กระผมจึงไปหาข้อมูลกฎหมายทางด้านคอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทางด้านเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์
พี่ชายของผมซึ่งเรียนนิติศาสตร์(ด้านกฎหมาย)อยู่มหาลัยปีที่ 4 แล้ว ได้ให้หนังสือกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มา
ซึ่งผมและเพื่อนๆทุกคนบนบอร์ดนี้ก็เป็นคนที่รักการใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว(มั๊ง)
แต่คงมีน้องๆอีกหลายคนที่ไม่รู้โทษคุณหรือใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิดเป็นจำนวนมาก
และมีหลายเว็บที่ใช้ช่องโหว่ของกฏหมาย ในการดำเนินธรุกิจ(เดี๋ยวอธิบายภายหลัง)
***************************************************************************
ตอนนี้มาเริ่มเรียนรู้กันค่อยๆไปทีละขั้น หนังสือกฎหมายเล่มนี้มีชื่อว่า

"การใช้คอมพิวเตอร์ทางกฎหมายและกฎหมายที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์"(Computer Usage in Legal Practice and Laws Related to Computer)

เขียนโดย : ดร.ไพจิตร สวัสดิสาร ผู้พิพากษาศาลอุธรณ์ภาค 9

พิมพ์ครั้งที่ 4 (แก้ไขเพิ่มเติม) 2550

คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ 4 ) เขียน:
ในการผลิตตำราวิชาการเล่มนี้ ผู้เขียนต้องใช้เวลานานพอสมควร เนื่องด้วยเป็นสิ่งที่ยากยิ่งในการเขียนหนังสือหรือเอกสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
หรือเทคโยโลยีที่มีพลวัต และมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้พยายามเขียนเกี่ยวกับแนวคิดหลัก ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลง
ทางด้านเทคโนโลยีก็ยังสามารถนำมาใช้ได้เสมอ

............ผู้เขียนมุ่งหวังให้หนังสือเล่มนี้ เป็นแหล่งค้นคว้าทางตำราสำหรับนักศึกษาหรือผู้ที่ใคร่เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ทางกฎหมาย
และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ ทำให้มองเห็นภาพกว้างๆ ว่าสามารถนำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยการทำงานในวงการกฎหมายได้อย่างไร
และกฎหมายหลักที่ต้ิองตราออกมาโดยฝ่ายนิติบัญญัติมีอะไรบ้าง ซึ่งแนวโน้มการออกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะเป็นในลักษณะที่ต้องตาม
ไล่หลังเทคโนโลยีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งกฎหมายที่ออกมาล้วนเป็นกฎหมายพิเศษเรียกว่า Sui Generis

............อย่างไรก็ตามผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะยังเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้อ่านทุกระดับ ผู้เขียนขอขอบคุณ
ดร.ธงชัย สวัสดิสาร พี่ชายของผู้เขียนที่ช่วยออกแบบปกของหนังสือเล่มนี้ ทั้งขอขอบคุณ ดร.วิลาสินี สวัสดิสาร และ ด.ช.พชรกฤษฎิ์ สวัสดิสาร
ภรรยาและบุตรของผู้เขียนที่เป็นกำลังใจตลอดมา

...........ในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ทั้งสามครั้งที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากนักศึกษา ผู้อ่าน ตลอดจนสถาบันศึกษาได้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนใคร่ขอขอบคุณทุกท่าน ณ โอกาสนี้ สำหรับการพิมพ์ครั้งที่ 4 ครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วน
อาทิ บทที่ 1 ได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในบางส่วนให้ละเอียดเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น บทที่ 2 ได้เพิ่มการสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นการปฏิบัติจริง
กับได้เพิ่มระบบผู้เชี่ยวชาญในคดีละเมิดของประเทศญี่ปุ่น บทที่ 4 ได้แก้ไขส่วนที่เป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เป็นพระราชบัญญัติฉบับจริงพ.ศ. 2550 พร้อมคำอธิบาย และได้เพิ่มพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ 17 พ.ศ. 2547
และฉบับที่ 22 พ.ศ. 2547 เรื่องความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และเกี่ยวกับหมายศาลกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมคำอธิบายตามลำดับ
และในบทที่ 5 ได้เพิ่มคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าที่ได้ตัดสินเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

...........ผู้เขียนหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านทุกท่านเช่นเดิม ทั้งหวังให้ได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้อย่างคุ้มต่าเช่นเดียวกัน

..................................................................................................ดร.ไพจิตร สวัสดิสาร
......................................................................................................ตุลาคม 2550


"กรุณาอ่านก่อน"
ขอความกรุณาอย่าพึ่งโพสแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งสิ้น และขอให้ Mod ผู้ดูแลทุกท่านถ้าเป็นไปได้ช่วยมาลบเรป(ข้อความ) ที่ไม่ใช่ของผมออกไปก่อน

เพื่อเนื้อหาทั้งหมดนี้จะได้ต่อเนื่องกัน และจะใช้เรปต่อไปเป็นสารบัญในการค้นหาข้อมูลสำหรับผู้ที่สงสัยในตัวกฎหมายต่อไป

ข้อความและเนื้อหาทั้งหมดถูกคัดลอกมาจากหนังสือ พิมพ์ตัวต่อตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรใดๆทั้งสิ้น

ถ้าจะนำเนื้อหาในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ที่อื่น ก็อย่าลืมให้เครดิตกันด้วยนะ (เหนื่อยนะโว้ย = =" มาันั่งพิมพ์ทีละตัว)

ถ้ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเนื้อหา ก็ PM มาถามได้นะครับ จะมาอัพวันละบทความ

ส่วนเรื่องเครดิต ก็อยู่ในบทนำแล้วนะครับ คงไม่ต้องถามหา (- - ) ว่าเอามาจากไหน

ปล.กระทู้นี้มิได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางกำไร ธรุกิจแต่อย่างใด แต่ทำเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชน

อย่างที่ประชาชนมีสิทธิ์จะได้รับรู้กฎหมายทางด้านคอมพิวเตอร์ และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น
แก้ไขล่าสุดโดย SoulAssTra เมื่อ 18 พ.ย. 2009, 18:54, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
~【Nelliel Tu Odelschwanck】~
https://www.facebook.com/KeroroBong
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 958

ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 14:56

ที่อยู่: ฟ้าสีคราม

โพสต์ 18 พ.ย. 2009, 13:44

Re: กฎหมายคอมพิวเตอร์

ทำสารบัญไว้ก่อนเนื้อหาจะค่อยๆทยอยๆลงมาเรื่อยๆ และจะทำลิงค์ "กดที่นี่" เพื่อไปสู่เนื้อหานั้นๆตามมาที่หลังนะครับ*
**************************************************************************
สารบัญบทความ

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กดที่นี่

1.1 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นฮาร์ดแวร์(Hardware) และข้อมูล(Data)กดที่นี่

1.2 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นซอฟต์แวร์(Software)กดที่นี่

1.3 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครือข่าย(Networking)

1.4 อินเตอร์เน็ต(Internet)
1.4.1 อินเตอร์เน็ต คืออะไร
1.4.2 การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต
1.4.3 ใครเป็นเจ้าของอินเตอร์เน็ต
1.4.4 อินเตอร์เน็ตมีการจัดการบริหารอย่างไร
1.4.5 ลำดับชั้นสามชั้นในอินเตอร์เน็ต

บทที่ 2 การนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในทางกฎหมาย

2.1 ระบบสืบค้นข้อความ (Text Retrieval System)
2.1.1 ระบบการสืบค้นเอกสาร
2.1.2 ระบบฐานข้อมูลควบคุมเอกสาร
2.1.3 ระบบสืบค้นทางกฎหมายโดยคำกำกับข้อความ

2.2 การสร้างสถานการณ์จำลองในการศึกษากฎหมายและการพิจารณาคดี(Computer Simulation in Legal Education and Trial)
2.2.1 การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสถานการณ์จำลองในการศึกษากฎหมาย
2.2.2 การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสถานการณ์จำลองในการพิจารณาคดี

2.3 ระบบฐานความรู้ทางกฎหมายและระบบผู้เชี่ยวชาญ(Legal Knowledge-Based System and Expert System)
2.3.1 ระบบคอมพิวเตอร์ฐานความรู้ทางกฎหมาย
2.3.2 ระบบผู้เชี่ยวชาญ
1. ระบบให้เหตุผลโดยใช้ฐานในคดีก่อน(Case-based reasoners)
2. ระบบตาข่ายเส้นประสาท(Neural nets)
3. ระบบตรรกะแบบไม่ชัดแจ้ง(Fuzzy logic-based systems)
4. ระบบการใช้ตรรกะแบบมีหลักเบื้องต้น(Deontic login-based systems)
5. ระบบการใช้ตรรกะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ใช้เพียงครั้งเดียว(Non-monotonic logic-based systems)

บทที่ 3 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

3.1 นิติกรรมสัญญา
3.1.1 การทำนิติกรรมสัญญาด้วยระบบคอมพิวเตอร์
3.1.2 ข้อพิจารณาสถานที่และเวลาเกิดของสัญญา
3.1.3 การใช้ตัวแทนอิเล็กทรอนิกส์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์
3.1.4 กฎหมายไทยที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญาด้วยระบบคอมพิวเตอร์

3.2 ละเมิด
3.2.1 หลักละเมิดตามกฎหมายคอมมอนลอว์
1 การฉ้อโกง(Fraud)
2 การประมาทเลินเล่อ(Traditional Negligence)
3 การแสดงความเท็จโดยประมาทเลินเล่อ(Misrepresentation)
4 หลัก Res Ipsa Loquitur (The thing speaks to itself)
5 กระทำผิดวิชาชีพ(Malpractice)
6 หลักความรับผิดอย่างเคร่งครัด(Strict Liability)
3.2.2 หลักละเมิดตามกฎหมายไทย

บทที่ 4 กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

4.1 อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime)
4.1.1 ความหมายของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
4.1.2 วิธีที่ใช้ในการกระทำผิดทางอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
4.1.3 อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
4.1.4 ปัญหาทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคอมพิวเตอร์

4.2 วิธีพิจารณาความอาญา
4.2.1 อำนาจพนักงานสอบสวน
4.2.2 การสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
4.2.3 การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์
1 ปัญหาทางกฎหมาย
2 ตัวอย่างกฎหมายที่เกียวกับการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพวเตอร์หรือนิติคอมพิวเตอร์
3 การรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา
4 ตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์
5 การตรวจพิสูจน์หลักฐานทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software Forensics)

4.2.4 เขตอำนาจ (ของรัฐและศาล)

4.3 มาตรการด้านกฎหมายไทย
4.3.1 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
4.3.2 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 17)พ.ศ.2547 (ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์)
4.3.3 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 (หมายศาลกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์)

บทที่ 5 กฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์

5.1 กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
5.1.1 กฎหมายที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์
1. กฎหมายกับการพัฒนาและคุ้มครองโปรแกรมคอมพิวเตอร์
2. การพัฒนาของการคุ้มครองระหว่างประเทศ
3. แนวคดีละเมิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์
(1) การพิจารณาคดีละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมว่าคุ้มครองอะไร
(2) การนำหลักละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้กับการลอกเลียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
(3) การคุ้มครองการแสดงบนจอ การโต้ตอบกับผู้ใช้ และการกระทำโดยการออกแบบใหม่จากผลลัพธ์ที่เห็นแล้วหรือวิศวกรรมย้อนรอย
(4) การคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเตอร์เน็ต
(5) แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเตอร์เน็ต
5.1.2 กฎหมายเครื่องหมายการค้า
1. เครื่องหมายการค้า
2. เครื่องไหมการค้าในอินเตอร์เน็ต
(1) ลักษณะและหน้าที่ของโดเมนเนม
(2) การใช้อินเตอร์เน็ตอื่นๆ ที่ละเมิดต่อสิทธิ์เครื่องหมายการค้า
5.1.3 กฎหมายสิทธิ์บัตร
1. สิทธิ์บัตรทั่วไป
2.การประดิษฐ์ที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
5.1.4 คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ สิทธิ์บัตรและเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

5.2 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

5.3 กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
5.3.1 หลักการเบื้องต้นที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
5.3.2 ตัวอย่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

5.4 กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
5.4.1 ความหมาย
5.4.2 ปัญหาทางกฎหมาย
5.4.3 ประเด็นเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา
5.4.4 ประเด็นกฎหมายเรื่องพยานหลักฐาน
5.4.5 กฎหมายที่จำเป็นในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
1. พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
2. อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ
5.4.6 ปัญหาการทำธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์ (E-auction)

5.5 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์โมไบล์ (M-Commerce)

ประวัติผู้เขียน
แก้ไขล่าสุดโดย SoulAssTra เมื่อ 18 ธ.ค. 2009, 23:01, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
~【Nelliel Tu Odelschwanck】~
https://www.facebook.com/KeroroBong
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 958

ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 14:56

ที่อยู่: ฟ้าสีคราม

โพสต์ 18 พ.ย. 2009, 23:02

Re: กฎหมายคอมพิวเตอร์

บทที่ 1 : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

การศึกษาเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ทางกฎหมาย และกฎหมายที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ควรทราบคือ

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ เพราะเมื่อนำความรู้ในส่วนนี้ไปบูรณาการกับองค์ความรู้ทางกฎหมายแล้ว

จะทำให้ผู้ที่ศึกษามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับลิขสิทธฺ์ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ผู้ศึกษาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี มิฉะนั้นอาจไม่เข้าใจโดยถ่องแท้ว่าลิขสิทธิ์จะใช้จะใช้เพื่อคุ้มครองโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร

หรือเมื่อต้องการศึกษาปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต ผู้ศึกษาจำเป็นต้องรู้และเข้าใจถึงการทำงานของระบบอินเตอร์เน็ตก่อน

จึงสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ถูกต้องและตรงประเด็น

.........องค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ข้อมูลและสารสนเทศ(Data/Information)

ซอฟต์แวร์ (Software) และระบบเครือข่าย (Networks) รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ต (Internet) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
~【Nelliel Tu Odelschwanck】~
https://www.facebook.com/KeroroBong
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 958

ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 14:56

ที่อยู่: ฟ้าสีคราม

โพสต์ 19 พ.ย. 2009, 03:46

1.1 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นฮาร์ดแวร์(Hardware) และข้

ประกาศเล็กน้อย : เนื่องจากข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ มันเขียนสำนวนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แปลกตามากๆๆ = ="
เลยจะขอเปลี่ยนเนื้อหาจากในหนังสือเล็กน้อย หรืออาจเยอะเลยก็ว่าได้ เพื่อที่จะได้ให้ทุกคนอ่านและเข้าใจได้ง่าย
ปัญหาอาจมาจากผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ อาจจะไม่รู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก ทำให้ผู้อ่านที่เป็นชาวไซเบอร์อย่างเราๆ เข้าใจได้ยาก
ขอเอาตัวอย่างจากในหนังสือมาแค่บางส่วน จึงกราบเรียนมา ณ ที่นี้ -.-


1.1 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นฮาร์ดแวร์(Hardware) และข้อมูล(Data)

ฮาร์ดแวร์(Hardware) คืออะไร ?

ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง

ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง (Peripheral) ที่สามารถสัมผัสได้

โดยจะประกอบด้วยอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการประมวลผลข้อมูล

การรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์

Case
เคส (Case) มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่ทำด้วยเหล็กหรือพลาสติกชนิดแข็ง ซึ่งเคสนี้จะเป็นที่บรรจุชิ้นส่วนอุปกรณ์
ที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานได้ โดยทั่วไปเคสจะมีอยู่ 2 แบบคือ


1. คอมพิวเตอร์แบบเดสค์ทอป (Desktop)

รูปภาพ
แบบที่วางในแนวนอนหรือเดสก์ทอป (Desktop) เป็นคอมพิวเตอร์รูปร่างแบนๆ

2. คอมพิวเตอร์แบบทาวเวอร์ (Tower)
รูปภาพ

เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะตั้งตรง เหมือนกับการนำคอมพิวเตอร์แบบเดสค์ทอปมาวางด้านข้าง

เรายังแบ่งออกได้เป็น 3 ขนาดคือ

-ขนาดเล็กที่เรียกว่า มินิทาวเวอร์ (Mini-Tower)

-ขนาดกลาง หรือมีเดียมทาวเวอร์ (Medium-Tower)

-ขนาดใหญ่หรือทาวเวอร์ (Tower) เครื่องพีซีที่เราใช้งานกันอยู่ตามบ้านหรือสำนักงานส่วนมากจะเป็นเคสแบบมินิ

ทาวเวอร์และมีเดียมทาวเวอร์ สำหรับแบบทาวเวอร์ขนาดใหญ่นั้นมักจะพบในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก


3. จอภาพ (Monitor)

รูปภาพ

เป็นจอที่ทำขึ้นพิเศษโดยมีความละเอียดของภาพสูง คล้ายกับโทรทัศน์คุณภาพสูง จอภาพประกอบด้วยจุดสีแดง เขียว และน้ำเงิน

ในเวลา 1 วินาที วีดีโอการ์ดส่งสัญญาณไปที่จอภาพ ข้อมูลที่ส่งจะควบคุมว่าจุดใดที่เปิดแสงและจะมีความสว่างเพียงใด

เป็นตัวแสดงผลลัพธ์จากการทำงานของเครื่องพีซี(ที่เรียกว่า Case เคส)



4. แป้นพิมพ์ (Keyboard)

รูปภาพ

เป็นอุปกรณ์การนำเข้าหลักคอมพิวเตอร์ทั่วไป ประกอบด้วยกลุ่มของตัวพิมพ์ (Keys) ด้านซ้ายของแป้นพิมพ์เป็นตัวพิมพ์ที่เหมือนกับเครื่องพิมพ์ดีด

เป็นอักษรและสัญญลักษณ์ต่างๆ ใช้ในการป้อนข้อมูลที่เป็นข้อความ ด้านขวาเป็นตัวพิมพ์ที่เป็นตัวเลขคล้ายกับเครื่องคิดเลข

ตัวพิมพ์ที่ใช้ในการควบคุมตัวลูกศรหรือตัวกระพริบ (Cursor) หรือควบคุมทิศทางอยู่ส่วนกลาง ส่วนที่เหลือที่เป็นพิมพ์ใช้ทำหน้าที่เฉพาะพิเศษ(Function)

อยู่ในแถบบนและล่างของแป้นพิมพ์


5. เม้าส์หรือตัวเลื่อนลูกศร (Mouse)

รูปภาพ

เป็นอุปกรณ์การนำเข้าที่ให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ "ชี้และกด" หรือ "ลากและวาง"

หน้าที่หลักเป็นการใช้โดยการเคลื่อนตัวกระพริบหรือลูกศรบนจอภาพ(Monitor)

โดยการไหลเลื่อนเม้าส์บนแผ่นรองเม้าส์ การกดใช้ปุ่มซ้ายและขวาของเมาส์

และการลากเพียงกดปุ่มซ้ายไว้ในขณะที่เคลื่อนเม้าส์


6. แผนวงจรหลัก (Mainboard หรือ Motherboard)

รูปภาพ

เป็นชื่อเรียกอุปกรณ์หลักที่สำคัญของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ผู้ผลิตบางรายเรียก แผนวงจรแม่ หรือMotherboard ว่าเป็น System Board หรือ Planar

ดังนั้นคำว่าเมนบอร์ด แผนวงจรแม่ (Motherboard) System Board และ Planar จึงมีความหมายเหมือนกัน เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญรองมาจากซีพียู

ทำหน้าที่ควบคุมดูแลและจัดการ การทำงานของอุปกรณ์ชนิดต่างๆ แทบทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ซีพียู ไปจนถึงหน่วยความจำแคช หน่วยความจำหลัก

ฮาร์ดดิสส์ ระบบบัสโดยเมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่ติดตั้ง อุปกรณ์ที่เป็นปัจจัยในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

ซึ่งบนเมนบอร์ดประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย

7. หน่วยประมวลผลกลาง (Processor หรือที่เรียกสั้นๆว่า CPU)

รูปภาพ

CPU คืออะไร

CPU ย่อมาจาก Central Processing Unit คือ หน่วยประมวลผลกลาง ตามที่พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์เอาไว้

หรือเีรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (Chip) มีลักษณะเป็นชิปตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งภายใน CPU จะประกอบไปด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์

จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า CPU จะทำหน้าที่คำนวณตัวเลขจากชุดคำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนโปรแกรมเข้าไปแล้ว

CPU จะไปอ่านชุดคำสั่งมาแปลความหมาย และทำการคำนวณ เมื่อได้ผลลัพธ์ก็จะส่งผลลัพธ์ออกไปแสดงผลทางหน้าจอ

CPU เปรียบเสมือนสมองของมนุษย์ มีหน้าที่คิด ประมวลผล

8. หน่วยความจำ RAM (Random Access Memory)

รูปภาพ

หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือที่เราเรียนกว่า แรม (Random Access Memory : RAM)

เป็นหน่วยความจำหลักที่สามารถนำโปรแกรมและข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอกหรือหน่วยความจำรองมาบรรจุไว้

หน่วยความจำแรมนี้ต่างจากรอมที่สามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีไฟฟ้าเลี้ยงวงจรอยู่เท่านั้น หากปิดเครื่องข้อมูลจะหายไปหมดสิ้น

เมื่อเปิดเครื่องใหม่อีกครั้งจึงจะนำข้อมูลหรือโปรแกรมมาเขียนใหม่อีกครั้ง หน่วยความจำชนิดนี้ทำงานเหมือนกระดานดำ

คือสามารถลบข้อมูลที่ไม่ใช้งานแล้วออกได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างในการเก็บข้อมูลใหม่

9. ฮาร์ดดิสค์ หรือ ฮาร์ดไดร์ฟ

รูปภาพ

Hard Disk คือ อุปกรณ์กล่องโลหะสี่เหลี่ยมแบบที่มีหน้าที่ในการบันทึกข้อมูล

และอ่านข้อมูลส่งไปยัง CPU มีขนาดเท่าฝ่ามือ โดยที่กล่องจะปิดสนิทแบบ สูญญากาศ เพื่อป้องกัน

ไม่ให้ฝุ่นเข้าไปทำลายความเสียหายแก่ข้อมูลภายใน ซึ่งภายในจะมีแผ่นวงกลมโลหะแข็ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 นิ้ว

จะเคลือบแม่เหล็กบางๆ เอาไว้ หมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

Hard Disk แต่ละรุ่นมีความจุต่างกัน เช่น 20GB 40GB 80GB 120GB 200GB ปัจจุบันมีเกิน 1TB(1000GB) ^_^

และมีราคาที่แตกต่างกันตามความจุข้อมูลของ Hard Disk

ปัจจุบันมี HD ออกมามากมายจนราคาไม่แพงมากนัก

** ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีอะไรสำคัญเท่าไหร่ ขอลงเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์แค่นี้แล้วกัน ถ้ามีอะไรที่สำคัญๆ มาก จะมาลงเพิ่มในเรปนี้นะครับ**


ข้อมูล (Data)

.........คือข้อเท็จจริงของสิ่งที่เราสนใจ ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลข ข้อความ หรือรายละเอียดซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง วีดิโอ

ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ข้อมูลเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องถูกต้องแม่นยำ

ครบถ้วน ขึ้นอยู่กับผู้ดำเนินการที่ให้ความสำคัญของความรวดเร็วของการเก็บข้อมูล ดังนั้นการเก็บข้อมูลจึงเป็นการเก็บรวบรวมเกี่ยวกับข้อเท็จจริง

ของสิ่งที่ เราสนใจนั่นเอง ข้อมูลจึงหมายถึงตัวแทนของข้อเท็จจริง หรือความเป็นไปของสิ่งของที่เราสนใจ

BIT (Binary Digit)

เป็นการวัดข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำและดิสค์ เป็นหน่วยในการวัดที่เล็กที่สุด

คำว่า BIT ย่อมาจาก Binary Digit ซึ่งเป็นตัวเลขฐานสอง คือ 1 กับ 0 ใช้แทนสวิทช์เปิด และปิด

BYTE

เป็นส่วนที่ยังคงเล็กอยู่ ประกอบมาจาก BIT หลายบิตมาประกอบกันมีค่าเท่ากับ 1 ตัวอักษรหรือที่เรียกว่า Character หรือ ตัวอักษร

ดังนั้นจึงได้มีการสร้างตัวอักษร หรือตัวเลข หรือสัญลักษณ์ที่ประกอบด้วยหลายบิต

ตัวอย่าง เขียน:
8 บิต สามารถสร้างได้
2 ยกกำลัง 8 จะมีค่าเท่ากับ 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 = 256 ตัว

16 บิตสร้างได้
2 ยกกำลัง 16 จะมีค่าเท่ากับ 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x 2 = 256 x 256 ตัว



เช่น เขียน:ตัวเลข 5 ในฐาน 10 คือตัว 00000101 ในข้อมูล 8 บิต หรือตัว
0000000000000101 ในข้อมูล 16 บิต

ตัวเลข 8 ในฐาน 10 คือตัว 00001000 ในข้อมูล 8 บิต หรือตัว
0000000000001000 ในข้อมูล 16 บิต


Kilobyte (KB)

โดยปกติแล้วเท่ากับ 1,024 ไบต์ เอกสารที่ใช้โปรแกรมการพิมพ์เอกสารจะใช้ข้อมูลประมาณ 100 กิโลไบต์

Megabyte (MB)

โดยปกติแล้วเท่ากับ 1,024 กิโลไบต์ หรือ 1.000.000 ไบต์ ในฟลอบปี้ดิสก์จะมีข้อมูล 1.44 เมกาไบต์ แผ่นซีดีเก็บข้อมูลได้ประมาณหรือมากกว่า 650 เมกาไบต์

Gigabyte (GB)

โดยปกติแล้วเท่ากับ 1,024 เมกาไบต์ แผ่นดีวีดีเก็บข้อมูลได้ประมาณหรือมากกว่า 1 GB และฮาร์ดดิสสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 80 กิกาไบต์

ขึ้นอยุ่กับขนาดและราคา ประเภทของการใช้งาน
แก้ไขล่าสุดโดย SoulAssTra เมื่อ 24 พ.ย. 2009, 14:06, แก้ไขแล้ว 10 ครั้ง.
~【Nelliel Tu Odelschwanck】~
https://www.facebook.com/KeroroBong
<<

Khow

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2339

ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2007, 22:47

โพสต์ 19 พ.ย. 2009, 10:55

Re: กฎหมายคอมพิวเตอร์ "ประกาศห้ามโพสอะไรทั้งสิ้นในกระทู้"

แก้ไขข้อมูลจำเป็นต้องโพสต์เดี๋ยวผมจะลบออกให้ที่หลัง
1. คอมพิวเตอร์แบบเดสค์ทอป (Desktop)
2. คอมพิวเตอร์แบบทาวเวอร์ (Tower)

รูปที่เจ้าของกระทู้เอามาเป็น PC desktop ทั้งคู่ อันแรกเป็นเคสแบบนอนวางจอด้านบน
อันที่2แบบ tower ทั่วไป ปัจจุบันมี มินิเคสแล้วดังรูป
รูปภาพ แต่ก็ยังเป็น desktop อยู่นะ
เราไม่ได้แยก desktop ด้วยขนาดเคสอย่างเดียว แต่แยกตามลักษณะการทำงาน, ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน และ ตามขนาดของคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้
ที่มา http://yalor.yru.ac.th/~sirichai/e-lear ... e-com.html

จำแนกตามลักษณะการทำงาน
คือ การจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์ตามลักษณะของข้อมูลที่นำเข้า ลักษณะการประมวลผลข้อมูล การเก็บข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ สามารถแบ่งได้ เป็น 3 ประเภท ดังนี้

ก. คอมพิวเตอร์แบบอนาลอก (Analog Computer)
คอมพิวเตอร์แบบอนาลอก(Analog Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับข้อมูลเข้ามาเป็นแบบอนาลอก (Analog) มีลักษณะเป็นปริมาณหรือจำนวนซึ่งมีหน่วยวัดแบบต่อเนื่อง เช่น ความเร็วของรถยนต์ อุณหภูมิของอากาศ ความดังของเสียง ความเข้มของแสง ข้อมูลประเภทนี้ไม่สามารถวัดออกมาเป็นจำนวนนับทีละ 1 หน่วยได้ แต่วัดออกมาเป็นค่าต่อเนื่องแบบทศนิยม คอมพิวเตอร์แบบนี้เหมาะสำหรับงานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก มี ข้อดีและข้อเสีย ดังตารางต่อไปนี้


ตาราง แสดงการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก

(Analog Computer)

ข้อดี
1. เหมาะกับงานที่ใส่ข้อมูลเข้าไป แล้วต้องการผลลัพธ์ทันที
2. ผลลัพธ์ที่แสดงจากเครื่องคอมพิวเตอร์
ไม่มีความผิดพลาด

3. ไม่มีความผิดพลาดในการปัดเศษทศนิยม

4. การสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์
ประกอบน้อย ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก

ข้อเสีย
1. เหมาะสำหรับงานที่มีวัตถุประสงค์เป็น
พิเศษ
2. ปรับปรุงไปใช้กับงานอื่น ๆ ได้ยาก
3. มีความสึกหรอในการใช้สูง

4. ความละเอียดถูกต้องในการคำนวณ
ขึ้นอยู่กับการสร้างเครื่อง
5. เก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนน้อย
6. การคำนวณตัวเลขภายในเครื่องมีความ
ยุ่งยากมาก



ข. คอมพิวเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Computer)




คอมพิวเตอร์แบบดิจิตอล(Digital Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยสามารถรับข้อมูลประเภทที่ไม่ต่อเนื่อง เป็นจำนวนนับที่วัดเป็นหน่วยได้โดยตรง ข้อมูลที่ใช้เก็บเป็นรหัสตัวเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 มีความแม่นยำในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลไม่จำกัดเวลา เช่น จำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย จำนวนประชากร รายได้ จึงนิยมใช้คอมพิวเตอร์แบบดิจิตอลประยุกต์กับงานทั่ว ๆ ไป เช่น ด้านธุรกิจ ด้านการศึกษา เป็นต้น เครื่องคอมพิวเตอร์แบบดิจิตอลมี ข้อดีและข้อเสีย ดังตารางต่อไปนี้

ตาราง แสดงข้อดีและข้อเสียของคอมพิวเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Computer)

ข้อดี
1. มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์เป็น
มาตรฐานเดียวกัน
2. มีความคล่องตัวในการใช้งาน
3. มีความสึกหรอในการใช้งานต่ำ ประหยัด
ค่าใช้จ่าย
4. มีความเร็วในการประมวลผลสูง
5. ออกแบบงานเพื่อประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์
แบบดิจิตอลได้ง่าย
6. เหมาะสมกับงานที่ใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง การหา
ข้อมูลทางสถิติ ทางธุรกิจ
ข้อเสีย
1. มีความผิดพลาดในการปัดเศษทศนิยม
2. ข้อมูลที่นำเข้าและแสดงผลออกมาเป็น
ตัวอักขระเป็นส่วนใหญ่
3. เสียค่าใช้จ่ายในการสร้างเครื่องมือและ
ยากในการเขียนโปรแกรมควบคุมการ
ทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์




ค. คอมพิวเตอร์แบบไฮบริด (Hybrid Computer)



คอมพิวเตอร์แบบไฮบริด (Hybrid Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก (Analog Computer) และแบบดิจิตอล (Digital Computer) มาทำงานร่วมกัน ลักษณะสำคัญ คือสามารถรับข้อมูลประเภทที่มีหน่วยวัดต่อเนื่อง (Analog) มาประมวลผลหรือแปลงเป็นข้อมูลแบบดิจิตอล (Digital) แลกเปลี่ยนกันได้ โดยผ่านอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ การวัดคลื่นสมองของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยวัดแบบต่อเนื่อง จากนั้นแปลงเป็นสัญญาณให้เป็นข้อมูลตัวเลขที่ส่งให้คอมพิวเตอร์ทำการคำนวณในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลและแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ผลทางการแพทย์ได้ เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจะสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น คอมพิวเตอร์ทางด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น

จำแนกตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
สามารถจำแนกคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งาน ได้ 2 ประเภท ดังนี้

ก. คอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ (General Purpose Computer)

คอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ (General Purpose Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลาย ๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานด้านธุรกิจในปัจจุบัน สามารถทำงานได้หลาย ๆ ด้านขึ้นอยู่กับโปรแกรมต่าง ๆ ที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ใช้จัดการพิมพ์เอกสาร คำนวณ นำเสนอผลงาน ใช้ในการวาดภาพ ใช้การเชื่อมโยงติดต่อสื่อสาร เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)






ข. คอมพิวเตอร์เฉพาะงาน (Special Purpose Computer)



คอมพิวเตอร์เฉพาะงาน (Special Purpose Computer) คือ คอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ทำงานด้วยโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านอื่น ๆ ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ควบคุมยานอวกาศ คอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องบิน คอมพิวเตอร์ทางการแพทย์ คอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องจักรของโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

จำแนกตามขนาดของคอมพิวเตอร์
คือ การแบ่งประเภทคอมพิวเตอร์ตามขนาดของหน่วยความจำและความสามารถในการประมวลผล รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

ก. คอมพิวเตอร์แบบวางตักหรือแบบหิ้ว ( Laptop or Portable Computer) คอมพิวเตอร์แบบวางตักหรือแบบหิ้ว ( Laptop or Portable Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ที่มีความสามารถในการทำงานเทียบเท่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ทำงานได้ทั้งในลักษณะเครื่องเดี่ยว ๆ (Stand Alone) หรือนำไปเชื่อมต่อเป็นระบบเครือข่าย (Local Area Network : LAN) มีอุปกรณ์ครบทุกอย่างภายในเครื่องเดียว มีน้ำหนักเบาสามารถพกพาติดตัวไปได้โดยสะดวก เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท “Note Book Computer” ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย


ข. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางครั้งเรียกว่า คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอเนกประสงค์ทั่ว ๆ ไป ปัจจุบันไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงมาก มีความสามารถเทียบเท่าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ราคาไม่แพงมากนักคือ ประมาณ 30,000 - 80,000 บาท สามารถซื้อมาใช้ภายในบ้านได้ ปกติไมโครคอมพิวเตอร์จะมีอุปกรณ์สำหรับการนำข้อมูลเข้า การประมวลผล และการแสดงผลประกอบเป็น 1 ชุด มีขนาดเล็กทำให้เคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก ปกติเป็นเครื่องที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานเพียงคนเดียว จึงเรียกว่า “Personal Computer หรือ PC” เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสำนักงานธุรกิจทั่วไป คอมพิวเตอร์ที่ใช้ภายในบ้าน คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในหน่วยงานราชการทั่วไป เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถนำไมโครคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องมาต่อเชื่อมเป็นเครือข่ายภายหน่วยงานได้ เรียกว่า Local Area Networt (LAN) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานได้

ค. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer or Minis)

มินิคอมพิวเตอร์(Minicomputer or Minis) คือ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ที่มีขนาดตั้งโต๊ะไปจนถึงขนาดเท่ากับตู้เก็บเอกสาร มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลด้วยความเร็วสูงกว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ และมีราคาสูงกว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้หลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานธุรกิจขนาดกลาง เป็นต้น

ง. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์(Mainframe Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์และมินิคอมพิวเตอร์ ภายในระบบงานของเครื่องเมนเฟรมควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่ เชื่อมต่อกันอุปกรณ์รับและแสดงผลได้เป็นจำนวนมากและหลายอุปกรณ์ ราคาสูงมาก บางเครื่องอาจมีราคาหลายล้านบาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ มักใช้เป็นคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางขององค์กรเพื่อกระจายและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสาขา อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ศูนย์กลางของธนาคาร บริษัทประกันภัย การรถไฟ สายการบิน มหาวิทยาลัย เป็นต้น

จ. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)

ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทำงานด้วยความเร็วสูง จัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก ในด้านธุรกิจจะใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเช่นเดียวกับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่มักใช้กับองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น การควบคุมสาขาของบริษัททั่วโลก หรือใช้สำหรับงานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความต้องการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและต้องการความเร็วสูง เช่น การวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ การพยากรณ์อากาศ การวิจัยบรรยากาศของโลก การวิจัยทางด้านอวกาศ เป็นต้น
---

ในเว็บ THBIO จะเน้น Micro computer และ laptop computer เป็นหลัก

พวก LAPTOP มักจะมีจอติดมากับเครื่องเลย
ส่วนพวกจอแยกที่เราใช้ๆกันเป็น desktop แทบทั้งหมด
PC จะมีทั้งกลุ่ม Desktop และ Workstation ซึ่งเน้นงานคนละประเภท
workstation จะเน้นงานด้านคำนวนสูงๆทำ animation ในขณะที่ Desktop เน้นงานทั่วไป+เล่นเกม
รูปภาพ
เตรียมพบกับบ้านใหม่คลับของคนวัยมันส์ เร็วๆนี้
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 958

ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2009, 14:56

ที่อยู่: ฟ้าสีคราม

โพสต์ 18 ธ.ค. 2009, 22:38

1.2 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นซอฟต์แวร์(Software)

1.2 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เป็นซอฟต์แวร์(Software)

ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง

ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจเรียกว่า “ โปรแกรม ” ก็ได้
ซึ่งหมายถึงคำสั่งหรือชุดคำสั่ง สามารถใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เราต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไร
ก็เขียนเป็นคำสั่งที่จะต้องสั่งเป็นขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วนก็จะเรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
สำหรับการเขียนโปรแกรมดังกล่าวใช้ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ หรือหมายถึง ภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้
เช่น ภาษาเบสิก ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาก็จะนำไปใช้ในงานเฉพาะอย่าง
เช่น โปรแกรมสต็อกสินค้าคงคลัง โปรแกรมคำนวณภาษี โปรแกรมคิดเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

2. ประเภทของซอฟต์แวร์

ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆได้ 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์ระบบ(System Software)
และซอฟต์แวร์ประยุกต์ ( Application Softwaer) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software)
หมายถึง โปรแรกมที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
แบ่งออกเป็นโปรแกรมตามหน้าที่การทำงานดังนี้

1.1 OS (Operating System)

คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานส่วนต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจำ ควบคุมหน่วยประมวลผล
ควบคุมหน่วยรับและควบคุมหน่วยแสดงผล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด และสามารถใช้อุปกรณ์ทุกสาวน
ของคอมพิวเตอร์และช่วยจัดการกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
เช่นการเปิด หรือปิดไฟล์ การสื่อสารกันระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่อง การส่งข้อมูลออกสู่เครื่องพิมพ์หรือสู่จอภาพ เป็นต้น
ก่อนที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถอ่านไฟล์ต่าง ๆ หรือสามารถใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้จะต้องผ่านการดึงระบบปฏิบัติการออกมาฝังตัวอยู่ใน
หน่าวความจำก่อน ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมระบบบอยู่หลายตัวด้วยกันซึ่งแต่ละตัวนั้นก็เป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการเหมือนกัน
แต่ต่างกันที่ลักษณะการทำงานจะไม่เหมือนกัน ดังนี้

- DOS (Disk operating System) เป็นระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในอดีตออกมาพร้อมกับเครื่องพีซีของไอบีเอ็มรุ่นแรก ๆ
จากนั้นก็มีการพัฒนารุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวอร์ชั่นสุดท้ายคือ เวอร์ชั่น 6.22 หลังจากที่มีการประกาศใช้วินโดวส์ 95
ก็คงจะไม่ผลิต DOS เวอร์ชชั่นใหม่ออกมาแล้ว โดยทั่วไปจะนิยมใช้วินโดวส์ 3. x ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมเสริมชนิดหนึ่งที่ใช้ในดอส

- UNIX เป็นระบบ OS ที่สามารถใช้ร่วมกันได้หลายคน (Multiuser) หรือเป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย โดยที่ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องมีชื่อ
และพาสเวิร์ดส่วนตัว และสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วโลก โดยผ่านทางสายโทรศัพท์และมี Modem เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลหรือโอนย้ายข้อมูล
นิยมใช้อย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐบาล หรือบริษัทเอกชนที่มีระบบคอมพิวเตอร์ใหญ่ ๆ ใช้ ในระบบยูนิกซ์เองก็มีวินโดวส์อีกชนิดหนึ่ง
ใช้เรียกว่า X Windows สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ระบบยูนิกซ์ในเครื่องพีซีที่บ้านก็มีเวอร์ชั่นสำหรับพีซีเรียกว่า Linux ซึ่งจะมีคำสั่งพื้นฐานคล้ายๆ กับระบบยูนิกซ์

- LAN เป็นระบบปฏิบัติการแบบเครือข่ายเช่นเดียวกัน แต่จะใช้เชื่อมโยงกันใกล้ ๆ เช่น ในอาคารเดียวกันหรือระหว่างอาคารที่อยู่ใกล้กัน โดยใช้สาย Lan เป็นตัวเชื่อมโยง

- WINDOWS เป็นระบบปฏิบัติการที่กำลังนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาถึงรุ่น Windows 2000 แล้ว
บริษัทไมโครซอฟต์ได้เริ่มประกาศใช้ MS Windows 95 ครั้งแรกเมื่อ 24 สิงหาคม ค.ศ.1995 โดยมีความคิดที่ว่าจะออกมาแทน MS-DOS
และ วินโดวส์ 3. X ที่ใช้ร่วมกันอยู่ ลักษณะของวินโดวส์ 95 จึงคล้ายกับเป็นระบบโอเอสที่มีทั้งดอสและวินโดวส์อยู่ในตัวเดียวกัน
แต่เป็นวินโดวส์ที่มีลักษณะพิเศษกว่าวินโดวส์เดิม เช่น มีคุณสมบัติเป็น Plug and play ซึ่งสามารถจะรู้จักฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องได้โดยอัตโนมัติ
มีลักษณะเป็นระบบ 32 บิต ในขณะที่วินโดวส์ เดิมเป็นระบบ 16 บิต เป็นต้น บริษัทไมโครซอฟต์ไม่ได้หยุดเพียงแค่วินโดวส์ 95
แต่ได้มีการพัฒนาเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ๆ เข้าไป ในที่สุดก็ออกระบบโอเอสตัวถัดมาเป็น MS Windows 98 และ MS Windows 2000
ตามลำดับโดยที่มีการติดตั้ง และการใช้งานที่มีพื้นฐานไม่แตกต่างกันมากนัก จึงง่ายสำหรับผู้ใช้ในการปรับตัวเข้ากับระบบโอดอสใหม่ ๆ

- Windows NT เป็นระบบ OS ที่ผลิตจากบริษัทไมโครซอฟต์เข่นเดียวกัน เป็นระบบ 32 บิต มีรูปลักษณ์เป็นกราฟิกที่ต้องใช้เมาส์กล้ายกับวินโดวส์ทั่วไป
แต่นิยมใช้ในระบบเวิร์กสเตชันมากกว่าในเครื่องพีซีทั่ว ไป

OS/2 เป็นระบบ OS ที่ผลิตออกมาจากบริษัท IBM เป็นระบบ 32 บิต ที่มีรูปลักษณ์เป็นกราฟฟิกที่ต้องใช้เมาส์ คล้ายกับวินโดวส์ทั่วไปเช่นกัน


1.2 Translation Program คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้เรื่องเข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC ,COBOL,C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น สำหรับตัวแปลนั้นจะมี 3 แบบคือ

Assembler เป็นโปแกรมที่ใช้แปลภาษาแอสแซมบลี ซึ่งมีลักษณะการแปลทีละคำสั่ง เมื่อทำตามคำสั่งนั้นเสร็จแล้ว ก็จะแปลคำสั่งถัดไปเรื่อย ๆ จนจบ

Interpreter เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาเบสิก โดยจะแปลทีละคำสั่งแล้วทำตามคำสั่งนั้น แล้วแปลต่อไปเรื่อย ๆ จนจบโปรแกรม

Compiler เป็นโปรแกรมที่ใช้แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง ซึ่งจะแปลทั้งโปรแกรมให้เสร็จก่อน จากนั้นจึงจะปฏิบัติตามคำสั่งทีละคำสั่ง
1.3 Utility Program คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการเรียงลำดับข้อมูล โปรแกรมโอนย้ายข้อมูลจากชนิดหนึ่งไปยังอักชนิดหนึ่ง โปรแกรมรวบรวมข้อมูล 2 ชุดเข้าด้วยกัน โปรแกรมคัดลอกข้อมูลเป็นต้น

1.4 Diagnostic Program คือ โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อผิดพลาดใน การทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นต้น และเมื่อพบข้อผิดพลาดก็จะแจ้งขึ้นบนจอภาพให้ทราบ



2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

หมายถึง โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้



2.1 User Program คือ โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนมาใช้เอง โดยใช้ภาษาระดับต่าง ๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษา BSDIC , COBOL , PSDCSL , C , ASSEMBLY FORTRAN ฯลฯ ซึ่งการที่จะเลือกใช้ภาษาใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงานเหล่านั้นด้วย เช่น โปรแกรมระบบบัญชี, โปแกรมควบคุมสต็อกสินค้า, โปแกรมแฟ้มทะเบียนประวัติ โปรแกรมคำนวณภาษี,โปรแกรมคิดเงินเดือน เป็นต้น
2.2 Package Program คือ โปรแกรมสำเร็จรูปซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างหรือเขียนขึ้นมาโดยบริษัทต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้ทันทีตัวอย่างเช่น

Word Processor โปรแกรมที่ช่วยในการทำเอกสาร พิมพ์งานต่าง ๆ เช่น เวิร์ดจุฬา, เวิร์ดราชวิถี, Microsoft Word, WordPerfect, AmiPro เป็นต้น

Spreadsheet โปรแกรมที่ใช้ในการคำนวณข้อมูล มีลักษณะเป็นตาราง เช่น Lotus 1-2-3, Microsoft Excel เป็นต้น

Database โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านฐานข้อมูลจะใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ และมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก เช่น dBASE lll Plis, Foxbase, Microsoft Access, foxpro, Visual Foxpro เป็นต้น

โปรแกรมที่ใช้ในการทำงานทางด้านการสร้างรูปภาพและกราฟฟิกต่าง ๆ รวมทั้งงานทางด้านสิ่งพิมพ์ การทำโบรชัวร์ แผ่นพับ นามบัตร เช่น CorelDraw, Photoshop, Harvard Graphic, Freelance Graphic, PowerPoint, PageMaker เป็นต้น
จากข้างต้นเป็นตัวอย่างของ Package Program ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน ที่จริงแล้ว Package Program สามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ประเภทด้วยกัน สำหรับรายละเอียดของโปรแกรมแต่ละประเภทนั้น มีรายละเอียดดังนี้

1. โปรแกรมทางด้าน Word Processor



โปรแกรมทางด้าน Word Processor นั้น เป็นโปรแกรมที่ทำงานเกี่ยวกับทางด้านการประมวลผลคำ สามารถจัดทำเอกสาร รายงาน จดหมาย หนังสือต่าง ๆ ได้ ทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพ สวยงาม เนื่องจากสามารถจัดรูปแบบงานตามต้องการได้รวมทั้งยังแก้ไขงานที่ทำได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการแก้ไขงาน และสามารถค้นหาข้อความต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก

โปรแกรมที่จัดอยู่ในกลุ่ม Word Processor มีดังนี้ คือ WordStat, ราชวิถีเวิร์ด เวิร์ดจุฬา โปรแกรมเหล่านี้จะเป็นโปรแกรมที่ทำงานบน Dos นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมที่ทำงานบนวินโดวส์อีกด้วย คือ Word Perfect, Microsoft Word และ AmiPro โปรแกรมเหล่านี้จะใช้งานง่าย สะดวก สามารถจัดรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามต้องการ รวมทั้งสามารถนำภาพมาประกอบกับงานเอกสาร หรือนำเอกสารจากโปรแกรมอื่นมาจัดรูปแบบในโปรแกรมเหล่านี้ก็ได้

2. โปรแกรมทางด้าน Spreadsheet



โปรแกรมทางด้าน Spreadsheet เป็นโปรแกรมที่มีลักษณะเป็นกระดาษทำการขนาดใหญ่ หรือ เรียกว่า Worksheet ประกอบด้วยส่วนที่เป็น Row หรือแถวตามแนวนอนและส่วนที่เป็น Column หรือแถวตามแนวตั่ง ซึ่งใช้ในด้านการคำนวณเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอข้อมูลออกมาในรูปของกราฟโดยสร้างเป็นกราฟ 2 มิติและ 3 มิติได้อีกด้วย โปรแกรม Spreadsheet เหมาะกับการทำงานในด้านการบัญชี การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล หรืองานการคิดคะแนนและเกรดของนักศึกษา เป็นต้น

สำหรับโปแกรมที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โปรแกรม Lotus ซึ่งมีทั้งที่ทำงานบน Dos และบน Windows, โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดรูปแบบตัวอักษรและกำหนดขนาดตัวอักษร รวมทั้งสามารถตีกรอบ สร้างตารางระบายสีลงในเซลล์ต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้นยังสามารถนำรูปกราที่สร้างไว้มารวมกับข้อมูลที่อยู่ใน Worksheet เดียวกันได้ ทำให้ได้งานที่สมบูรณ์ขึ้น

3. โปรแกรมทางด้าน Database



โปรแกรมประเภทนี้เป็นโปรแกรมที่ทำงานทางด้านการจัดการฐานข้อมูล ช่วยจัดเก็บข้อมูล แก้ไข ค้นหา เพิ่มเติม รวมทั้งการจัดเรียงข้อมูล ทำให้ผู้ใช้สะดวกรวดเร็วสามารถทำงานได้เป็นระบบ โปรแกรม Database เหมาะกับการทำงานที่มีข้อมูลมาก ๆ เช่น การเก็บสต็อกสินค้าคงคลัง การเก็บประวัติพนักงาน การเก็บรายชื่อนักศึกษาในโรงเรียน การเก็บรายชื่อหนังสือในห้องสมุด เป็นต้น

โปรแกรมที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ โปรแกรม dBase lll Plus ซึ่งทำงานบน Dos โปรแกรม Foxpro ซึ่งมีหน้าที่ทำงานบน Dos และบน Windows, โปรแกรม Microsoft Access และในปัจจุบันมีโปรแกรม Visual Foxpro ซึ่งเป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่ทำงานบน Windows เช่นกัน

4. โปรแกรมทางด้าน Graphic



โปรแกรม Graphic ส่วนมากแล้วจะเกี่ยวกับทางด้านงานออกแบบ เขียนแบบวาดภาพ จัดทำสิ่งพิมพ์และจะเป็นทางด้านการนำเสนองาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานโฆษณา ทำ Slide Show หรือนำไปใช้กับระบบ Multimedia ได้ ปัจจุบันโปรแกรมกลุ่มนี้เป็นที่นิยมมาก

สำหรับโปรแกรมที่ทำงานทางด้าน Graphic นั้น มีอยู่หลายโปรแกรมและแต่ละโปรแกรมนั้น ส่วนใหญ่จะทำงานคล้ายกัน แต่มีบางคำสั่งที่แตกต่างกันไปดังนี้

CorelDraw และ Photoshop จะทำเกี่ยวกับงานออกแบบ วาดภาพ จัดทำ สิ่งพิมพ์ ตกแต่งภาพให้สวยงาม เหมาะกับงานทางด้านโฆษณา

Harvard Graphic, Freelance Graphic และ PowerPoint เหมาะกับงานที่ต้องการนำเสนอ หรือแสดงออกโดยการสร้าง Slide Show สามารถนำภาพและเสียงมาประกอบกับงานได้ ทำให้ได้ Presentation ที่สวยงามออกมา

PageMaker เหมาะกับงานประเภทสิ่งพิมพ์ ใช้สร้างโบรชัวร์ แผ่นพับ ใบปลิว นามบัตร และการทำหนังสือ โปรแกรมที่นิยมใช้กับโรงพิมพ์มาก

5. โปรแกรมเกม ( Game)



เป็นโปรแกรมที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และปัจจุบันนี้มีโปรแกรมเกมต่าง ๆ มากมาย ทั้งแบบธรรมดาและแบบ 3 มิติ ซึ่งที่จริงแล้วโปรแกรมเกมส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นมา เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในการทำงานแต่ละส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าเด็กจะเล่น เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่า ผู้ใหญ่ควรควบคุมเกมที่เด็ก ๆเล่นด้วย เพราะบางเกมเป็นลักษณะของการต่อสู้ เพื่อให้เกิดชัยชนะ ซึ่งจะทำให้เด็กสร้างนิสัยผิด ๆ กลายเป็นเด็กที่ชอบเอาชนะคนอื่นชอบการต่อสู้ และอาจเป็นคนดุร้าย เห็นแก่ตัวได้

6. โปรแกรมทางด้านการสร้างสถานการณ์จำลอง



เป็นโปรแกรมที่ให้ผู้เล่นได้ทดลองสร้างสถานการณ์จำลองของงานที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรืออาจจะเรียกว่า เกมส์ทางธุรกิจ โดยให้ผู้เล่นได้รู้จักวางแผนในการทำงาน คิดถึงผลกำไรขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รู้จักจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ให้ได้ผลกำไรมากที่สุด
7. โปรแกรมทางด้านการติดต่อสื่อสาร



เป็นโปรแกรมที่มักนิยมใช้ตามสำนักงานต่างๆทั้งของรัฐและเอกชนในการนัดหมายประชุม การทำจดหมายเวียนไปตามฝ่ายต่างๆ โดยการเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์แทนที่จะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ เพื่อแจ้งให้พนักงานทราบ ข้อดีของโปรแกรมชนิดนี้คือ ทำให้ประหยัดกระดาษลงไปได้มาก

8. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน



โปรแกรมประเภทนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า CAI (Computer Assisted Instruction) เป็นโปรแกรมที่นำมาสอนให้กับนักเรียนในวิชาต่าง ๆ โดยที่นักเรียนจะเรียนกับโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์และครูเป็นผู้ชีแนะ ทดสอบ และวัดความเข้าใจ รวมทั้งสรุปเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนจากโปรแกรม CAI นี้ ปัจจุบันโปรแกรมประเภทนี้เริ่มนำเข้ามาใช้ในโรงเรียนแพร่หลายมากขึ้น เพราะทุกโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนของครูวีหนึ่ง ที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อ และสนใจการเรียนมากขึ้นด้วย

สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะใช้สร้างโปรแกรม CAI นั้นได้แก่ โปรแกรม Authorware และโปรแกรม ToolBook เป็นต้น


เครดิตข้อมูลเนื้อหา : http://elearning.northcm.ac.th
~【Nelliel Tu Odelschwanck】~
https://www.facebook.com/KeroroBong

ย้อนกลับไปยัง Computer

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน