The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/61

<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 19:21

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

น่าสนใจมากเลยครับ อลิซเซียถึงไม่โผล่ แต่ฝืมือตอนสาวๆคนสุดยอด
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 463

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 ธ.ค. 2017, 19:44

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

Episode 16 : In memory


“ใยท่านต้องมีความลับเยี่ยงนี้กับข้าด้วย...”

“ดวงใจข้าโปรดเข้าใจ ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อเจ้ายอดรัก... แม้ต้องเดินผ่านความมืดมิดในเส้นทางแห่งอสูรข้าก็ยินดีจะทำเพื่อท่านคนเดียว...”


คำพูดสำเนียงยุโรปโบราณที่อเล็กซ์และแม่กับน้องสาวมารับชมและรับฟังกันร่วมหลายชั่วโมงยังคงดำเนินต่อไป อเล็กซ์กำลังนั่งอยู่ที่แถวหน้าของโรงละครทำให้
สามารถมองเห็นนักแสดงได้อย่างชัดเจน นักแสดงชายอีกคนที่พูดกับหญิงสาวผู้รับบทเป็นนางเอกของละครเรื่องนี้พูดสำเนียงและบทที่อเล็กซ์เกือบจะหลุดขำออกมาพอดู
แม้การพูดและท่าทางการแสดงจะออกเป็นธรรมชาติก็ตามที อเล็กซ์มองดูหญิงสาวผู้เป็นนางเอกของเรื่องอย่างลอร่า เธอกำลังเล่นไปตามบทบาทอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนที่อยู่นอกเวทีก็ดูเป็นหญิงสาวหน้าตาดีที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักแต่พอมาอยู่บนเวทีสวมชุดสวยและแต่งหน้าแต่งตาอีกนิดหน่อยด้วยแล้ว ราศีนางเอกก็แทบจะจับในทันที
ราวกับบทบาทสมมุติที่เธอได้รับคือตัวตนของเธอจริงๆ


อเล็กซ์จำได้ดีสมัยที่เขาเคยอยู่ในชมรมละครเช่นเดียวกับลอร่าสมัย ม. ปลาย เขาต้องรับผิดชอบทั้งเป็นนักแสดงและช่างอุปกรณ์ทางเทคนิคการแสดงควบคู่ไปด้วย
เหตุผลที่เขากับลอร่ามาคบกันได้ก็เริ่มมาจากการเข้าชมรมละคร มีคนเคยกล่าวว่าชีวิตคนก็เป็นเหมือนละครบทหนึ่งที่เริ่มเมื่อเราเกิดและจบลงเมื่อเราตาย ละครทั่วไป
ที่มักจบลงตรงส่วนที่พระเอกและนางเอกได้อยู่ร่วมกันแบบมีความสุข ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์คิดว่าการจบแบบมีความสุขนั้นมันคือฉากจบที่ไม่ได้จบจริงๆ


สำหรับทหารมีเพียงความคิดเดียวนั่นคือถ้ายังไม่ตายก็ถือว่ายังไม่จบ


ชายหนุ่มยังคงจำได้ดีว่าหลังจากที่ต้องแยกทางกับลอร่าสมัย ม. ปลายช่วงก่อนเรียนจบปีสุดท้ายอเล็กซ์ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่เขาชอบ
หรือควรเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงดีเพื่อให้เขาได้เจอกับลอร่าอีกครั้ง มันเป็นการตัดสินใจที่หนักมากในตอนนั้น และก็อย่างที่เห็นอเล็กซ์กลายเป็นช่างเทคนิค
ภาคสนามของทีมสเป็คเตอร์ แต่ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้จากการเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงในตอนนั้นมันเป็นความสงสัยใคร่รู้ในการหายไป
ของคนอย่างพ่อของเขา อเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อเมื่อสิบปีก่อนหลังจากได้รับจดหมายแจ้งว่าพ่อของเขาหายสาบสูญในหน้าที่ ซึ่งอันที่จริงเขาไม่คิดจะสนใจด้วย
ว่าผู้ชายเฮงซวยพรรคนั้นจะมีชะตาเป็นยังไง


แต่แล้วเหมือนเส้นบางๆที่เชื่อมระหว่างอเล็กซ์กับพ่อมันยังไม่ขาดสะบั้นลง ชายหนุ่มคิดได้เมื่อเห็นวันที่แม่เขาเอาแต่นั่งรอ รออยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความหวัง
ว่าพ่อจะยังไม่ตายและกลับมาหาแม่อีกครั้งด้วยความหวัง จากวันผ่านเป็นเดือน จากเดือนผ่านเป็นปี อเล็กซ์ในฐานะลูกที่เห็นแบบนั้นแล้วมันก็อดอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆ
เขาอยากรู้สาเหตุการหายตัวไปของพ่อไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่เพื่ออยากให้แม่เลิกเสียเวลาเปล่ากับการเฝ้ารอชายที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของครอบครัวคนนี้ซะที


ช่วงสุดท้ายของละครมาถึงพร้อมกับเสียงขับร้องประสานเสียงที่ทรงพลังบทเพลงอันไพเราะดังลั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เสียงดนตรีบรรเลงอันทรงพลังช่วยให้ช่วงสุดท้าย
ของการแสดงดูตื่นตาขึ้นนับหลายเท่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงหลังจากนั้นตามมาด้วยเสียงปรบมือส่งเสียงเชียร์ของบรรดาผู้ชมรวมทั้งแม่และน้องสาวของอเล็กซ์ด้วย
อเล็กซ์อาจไม่ได้ชอบดูการแสดงละครเวทีเท่าไหร่และไม่ได้ชำนาญแต่ก็บอกได้ว่าเป็นการแสดงละครที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ แม้ตอนนี้จะยังมีการก่อการร้ายระดับโลก
ลุกลามไปทั่วทั้งประเทศแต่ผู้ชมที่มาชมการแสดงละครก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว บางทียิ่งในสถานการณ์เช่นนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน


“สุดยอดเลยค่ะ!! พี่ลอร่า!!” ฟิโอที่อยู่ข้างเวทีตะโกนเชียร์ออกหน้าด้วยความร่าเริงจนอเล็กซ์แทบจะต้องห้ามปรามน้องสาวเอาไว้ไม่ให้ออกตัวแรงเกินไป


“แต่ก็ยอดจริงๆนะการแสดงสนุกมากเลย เข้าใจเลือกแฟนดีนะอเล็กซ์”


อเล็กซ์สะดุ้งโหยงระหว่างกดร่างน้องสาวลง “แม่พูดอะไรเนี่ย! อย่าพูดด้วยหน้ายิ้มแบบนั้นได้ไหมครับแม่ ขนลุกนะนั่น!!”


“ไม่เห็นต้องอายเลยนี่อเล็กซ์แม่ว่าลูกกับหนูลอร่าเข้ากันได้ดีเลยนะ เอานี่”


หญิงชรายื่นบางอย่างให้กับลูกชายและอเล็กซ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ไปเอามาจากไหนเพราะที่ยื่นมาให้นั้นมันคือดอกไม้จำนวนหนึ่งช่อที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
ดอกไม้กำลังบานสวยและดูสดเหมือนเพิ่งตัดจากต้น ช่อดอกไม้สวยๆแบบนี้นึกไม่ออกว่าแม่ไปเอามาจากไหนกัน


“แม่ครับนี่มัน...”


“แม่ปลูกเอาไว้มันบานวันนี้พอดีแม่คิดว่ามันคงเหมาะถ้าลูกจะเอาไปให้เธอนะอเล็กซ์”


แม่ของชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งก่อนยัดช่อดอกไม้ลงในมือของอเล็กซ์ ชายหนุ่มรับเอาไว้อย่างรีๆรอก่อนจะเดินไปที่เวทีตรงเข้าไปหาแฟนสาวของตนที่กำลังรับดอกไม้
จากบรรดาผู้ชมรวมถึงแฟนๆที่มาดูการแสดงในครั้งนี้ ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้โดยที่อเล็กซ์แสดงอาการหน้าแดงออกมาให้เห็นแบบจะๆ ทำเอาลอร่าพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่


“อเล็กซ์....”


“คือ... แม่ฉันฝากมาให้น่ะ...” อเล็กซ์พูดพลางยื่นดอกไม้ไปให้หญิงสาวโดยพยายามปกปิดอาการขวยเขินเอาไว้ เพราะไม่เคยคิดว่าต้องมาให้ดอกไม้กับแฟน
ต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้เลยในชีวิต


ลอร่ามองดูอเล็กซ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มให้และรับดอกไม้ช่อนั้นเอาไว้และกล่าวขอบคุณแฟนหนุ่มที่กำลังออกอาการหน้าแดงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบเดินถอย
กลับมาที่เก้าอี้คนดูไปรวมกับแม่และน้องสาวที่มองดูสิ่งที่อเล็กซ์ทำพร้อมรอยยิ้ม


ชั่วโมงถัดมาหลังการแสดงจบลงบรรดาผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านไปกันหมดแล้ว อเล็กซ์ที่กำลังรออยู่ตรงประตูหลังของโรงละครกำลังยืนรอแฟนสาวของตนขณะที่แม่
และน้องสาวพากันกลับบ้านไปแล้วก่อนหน้านี้ ลมหนาวที่พัดเข้ามากระทบร่างทำเอาร่างกายสั่นสะท้านไปหมดแม้จะสวมเสื้อกันหนาวเอาไว้แต่อากาศอันหนาวเหน็บ
ของฤดูหนาวในมินเนสโซต้านี้ก็สร้างความทรมานให้กับอเล็กซ์ได้โดยไม่ยากเย็นนัก


ชายหนุ่มมายืนรออยู่ที่ตรอกด้านหลังของโรงละครเก่าๆนี่ได้ยี่สิบกว่านาทีหวิดๆจะครึ่งชั่วโมงอยู่แล้วหากรวมเวลาทั้งหมดอเล็กซ์ก็ยืนรออยู่ตรงนี้ชั่วโมงครึ่งทั้งที่หนาว
จนตัวแทบจะแข็ง จนกระทั่งเสียงเปิดประตูบานเก่าๆขึ้นสนิมดังขึ้นอเล็กซ์หันไปมองทางประตูพบบรรดาทีมงานและนักแสดงหลายคนกำลังทยอยเดินออกมาพร้อม
การสนทนาที่ดังจอแจ ดูจากสีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขพอดูสังเกตจากรอยยิ้มที่อเล็กซ์ไม่ได้เห็นมานาน


ก็นะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวงของพวกกองกำลังมืดที่วันๆไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนี้มาเป็นเดือนๆก็ไม่แปลกหรอก...


อเล็กซ์มองดูและสังเกตผู้คนที่ทยอยออกมาจากประตูบานแคบๆนั่นคราวละหลายๆคน จนกระทั่งคนที่เขารอคอยเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวอีกสองคนที่เดินออกมาด้วยกัน
และยังพูดคุยกะหนุงกะหนิง สนุกสนานกันตามประสาผู้หญิงและเมื่อสามสาวรู้ตัวว่าโดนมองอยู่พวกเธอก็หยุดที่ตรงหน้าของอเล็กซ์ซึ่งกำลังยืนพิงผนังตรอกรออยู่ข้างๆถังขยะ
ใบใหญ่


“ท่าทางประชุมกันนานนะว่าไหม ซิลเวีย แอ๊บบี้...”


“อเล็กซ์ นี่นายมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย!” หญิงสาวตัวสูงเสียงแผดแสบแก้วหูแม้จะพูดเบาๆและมีความเป็นผู้นำคนนี้คือซิลเวียพี่สาวของอบิเกลหรือแอ๊บบี้สาวร่างเล็กตัวเตี้ยสุด
ในบรรดาสามคนรองจาก ลอร่าเธอดูท่าทางขี้อายนิดๆและแว๊บแรกที่เห็นอเล็กซ์สองพี่น้องคู่นี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า อเล็กซ์มาเข้าชมการแสดงละครเวที
ของพวกเธอด้วยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว


“ขี้ลืมจังนะซิลเวีย ฉันเคยบอกไปแล้วนี่ว่าฉันย้ายมาอยู่ที่มินเนสโซต้าตั้งสิบปีกว่าแล้ว เธอนี่นะจะกี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไอ้เรื่องความจำเนี่ย...” อเล็กซ์พูดแหย่เล่นๆกับหญิงสาว
และเจ้าหล่อนก็แสดงออกทางสีหน้านิดๆแต่ก็ไม่ได้ออกอาการอะไรมาก


“เอ้อย่ะ! แหม่แค่ลืมนิดลืมหน่อยแค่นี้ไม่เห็นต้องว่ากันเลยนี่นา โลกกลมแบบนี้สงสัยคงต้องฉลองกันหน่อยแล้วว่าไหมแอ๊บบี้?”


“คะ... ค่ะ สวัสดีอเล็กซ์...”


“สวัสดีแอ๊บบี้ เอาเถอะมายืนตรงนี้มันก็กระไรอยู่ ไปหาอะไรกินที่บ้านฉันก่อนไหมท่าทางฟิโอต้องดีใจแน่ เธอเตรียมสตูว์เอาไว้เยอะเลยนะ” อเล็กซ์กล่าวชวน


“งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ!!”



-----------------------------------------------------------------------------------------------



หลังจากนั้นทั้งหมดก็ตรงกลับมาที่บ้านของอเล็กซ์ในทันทีและบรรยากาศแรกที่รู้สึกได้คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฟิโอที่ยิ้มแย้มออกมาหลังการมาเยือนของแขกทั้งสามคน
รวมทั้งแม่ของอเล็กซ์เองก็ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน บรรยากาศอันเงียบเหงาเริ่มหายไปเมื่อสาวๆทั้งสามคนมาเยี่ยมเยือน ท่ามกลาง
อากาศหนาวๆเช่นนี้สตูว์เนื้อวัวก็นับว่าเป็นอาหารเลิศรสที่ช่วยให้บรรเทาจากความหนาวเหน็บได้ การที่มีแขกมาร่วมทานอาหารเย็นด้วยแบบนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ก็ยิ่งครื้นเครงเข้าไปอีก


กว่าชั่วโมงกับการรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงหัวเราะมากมายที่อเล็กซ์ไม่ได้สัมผัสมานานมากไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแต่รู้สึกว่ามันนานมากจริงๆมันทำให้รู้สึกนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่อเล็กซ์และทุกคนยังเป็นเด็กๆวันที่ทุกคนยังได้ยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ทุกคนต่างก็มีหนทางในชีวิตเป็นของตัวเองและในวันนี้
ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้งในมื้ออาหารเล็กๆที่ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก หลังจากมื้อเย็นจบลงและจัดที่จัดทางทุกอย่างเข้ารอยแล้ว ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ห้องของอเล็กซ์
เพื่อพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน และการพูดคุยดูจะออกรสมากทีเดียวฟังจากเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานอกห้องจนได้ยินชัดเจน


“ให้ตายสิจริงเหรอที่เธอหาแฟนได้แล้วน่ะซิลเวียไม่อยากเชื่อว่ะ! หมอนั่นโชคร้ายชะมัดเลยว่าไหม จะรู้ไหมว่าเมื่อก่อนเธอน่ะยังคิดจะบังคับให้ฉันมาจีบเธอเลยนะเนี่ย!!”
อเล็กซ์พูดแซวและไม่ลืมที่จะหัวเราะลั่นก๊ากออกมาอย่างบ้าคลั่งเป็นของแถมทำเอาซิลเวียต้องขว้างหมอนอัดหน้าใส่อเล็กซ์ด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นทันตา


“เงียบไปเลยย่ะ! ว่าแต่นายเถอะไม่นึกว่าจะไปเข้าไอ้หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอะไรนั่นด้วย แล้วเป็นไงบ้างล่ะนั่น”


“ก็ยุ่งๆล่ะน่าเบื่อพอดูชมออกไปไล่ยิงพวกตัวประหลาดไม่ก็อพยพชาวบ้านอาทิตย์ละครั้งได้มั้ง จนถึงตอนนี้ยังหาตัวการไม่ได้เลย” อเล็กซ์โกหกให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถ้าหากบอกว่าตอนนี้เขาทำงานในระดับที่เบื้องลึกกว่านั้นมากแม่สาวแปดหลอดแบบซิลเวียคงได้กรี๊ดทำกระจกแถวนี้แตกหมดแน่คุณเธอยิ่งตกใจง่ายอยู่ด้วย


“แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่ล่ะอเล็กซ์?” อบิเกลถาม


“คงอีกหกวันล่ะมั้งถ้ามีเหตุสุดวิสัยคงถูกเรียกตัวกลับไปทันทีได้เหมือนกัน” อเล็กซ์ตอบ


“เหนื่อยหน่อยนะอเล็กซ์แต่อย่าฝืนตัวเกินล่ะ ฉันยิ่งห่วงๆอยู่ได้ข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตายไปหลายรายแล้วด้วย”


“ฮั่นแน่ห่วงเขาอะดิ!” ซิลเวียหรี่ตายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางเลื้อย (?) เข้ามาใกล้ๆลอร่าราวกับเป็นงูไม่มีผิด


“ก็แค่... อยากให้ระวังตัวเท่านั้นล่ะ ฉันเองก็เสียพ่อไปเพราะเรื่องแบบนี้เหมือนกันเพราะงั้น...”


อเล็กซ์มองดูแฟนสาวของตัวเองที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแบบเงียบๆก่อนจะเข้าไปหาและดึงร่างของเธอเข้ามากอดเบาๆแนบชิดกายและตบหลังเป็นเชิงปลอบ
โดยไม่เกรงใจสองพี่น้องที่นั่งมองตาดำๆอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย นาทีนี้ใครมองยังไงเขาไม่สนอยู่แล้วอเล็กซ์เข้าใจในความสูญเสียงนั่นดีพอๆกับลอร่า


“พี่คะหนูเจออะไรด้วยล่ะ! อุ๊ย!!”


ช่วงที่ทุกอย่างกำลังเดินไปอย่างสวยงามคำว่า ‘มารผจญ’ ก็มักโผล่มาขวางได้ไม่ว่าเวลาไหนและก็ดวงซวยของอเล็กซ์ที่คราวนี้มารผจญที่ว่าดันเป็นน้องสาวสุดเลิฟของเขา
ฟิโอไม่พูดพร่ำทำเพลงหรือเคาะประตูตามมารยาทเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมถืออะไรมาด้วยในมืออย่างร่าเริง พอเข้ามาครู่เดียวก็เห็นภาพที่พี่ชายกำลังกอดกับแฟนอยู่
ก็หยุดชะงักเหมือนมีใครบางคนมากดปุ่มหยุดพักในเครื่องเล่นดีวีดีเอาไว้


“ฟิโอ!?”


“ขอโทษคะไม่นึกว่าจะมาขัดจังหวะเพราะงั้นต่อเลยค่ะตามสบาย” หญิงสาวพูดพลางค่อยๆปิดประตูห้องอย่างช้าๆเป็นทำนองว่าขอโทษและปล่อยให้ทั้งสองคนจู๋จี้กันตามสบาย


“เฮ้ย! กลับมาก่อนฟิโอเข้าใจผิดแล้ว!!”


“ว้าย!!”


อเล็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดประตูแล้วก็ลากตัวน้องสาวเข้าห้องไปอย่างไวโดยไม่สนร่างกายอันบอบบางของน้องสาวว่าจะหักหรือเสียหายอะไรไหม อเล็กซ์คว้าตัวเธอเข้าไปในห้อง
อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ตุ๊กตายัดนุ่นธรรมดา จนสุดท้ายอเล็กซ์ก็ต้องอธิบายเรื่องให้ฟังอยู่พักใหญ่กว่าฟิโอจะเข้าใจว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิด


“อ๋อ... แหะๆ ขอโทษค่ะพี่!” หญิงสาวเกาหัวพลางหัวเราะอย่างอามรณ์ดีที่เข้าใจผิดเมื่อครู่


“ทีหน้าทีหลังหัดเคาะประตูบ้างสิ โผล่มาแบบนั้นพี่ตกใจนะรู้ไหมยัยตัวดี” อเล็กซ์เอามือขยี้หัวน้องสาวตัวแสบอย่างเอ็นดูหลังเพิ่งทำให้ตกใจไปเมื่อครู่นี้


“ขอโทษค่ะพี่ แหะๆ พอดีหนูไปเจอของเจ๋งๆเข้าคิดว่าพี่น่าจะอยากดูด้วยนะคะ” ฟิโอยิ้มแป้นก่อนเอาสิ่งที่ถือมาด้วยในตอนแรกให้อเล็กซ์ไป อเล็กซ์รับของเจ๋งๆที่ว่านั่น
เอาไว้ด้วยความสงสัย


ที่ฟิโอเอามานั้นเหมือนจะเป็นหนังสือแต่มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือและดูจากความหนาอะไรต่อมิอะไรแล้วมันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือดูแล้วไม่น่าจะใช่ คงจะเป็น
อัลบัมภาพถ่ายอะไรพวกนี้มากกว่าดูจากความหนาของปกและสภาพที่เก่าแก่หลายสิบปีแล้วน่าจะใช่ อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเห็นแม่เอามันออกมาจัดภาพและดูเป็นครั้งคราว
เมื่อหลายปีที่แล้ว ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นอีกครั้งในวันนี้


อเล็กซ์ลองเปิดอัลบัมเล่มนั้นดูและภาพแรกที่ได้เห็นคือภาพของเด็กทารกที่เพิ่งออกจากท้องแม่มาใหม่ๆ อเล็กซ์จำได้ดีเพราะนี่คือภาพของตัวเขาเองพวกสาวๆที่เห็นภาพนั้น
ครั้งแรกต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาพร้อมๆกัน


“นายตอนแบเบาะนี่น่ารักดีเหมือนกันนี่ ไม่อยากเชื่อว่าที่เห็นในรูปนี้จะเป็นคนเดียวกับนายทหารบ้าเลือด ปากเสีย เจ้าอารมณ์ ชอบความรุนแร-”


ผัวะ!!


“เลิกนินทาเผาขนได้แล้วน่ายัยผู้หญิงถึกปากเสีย หาแฟนที่ไม่บอกเลิกกับเธอทันทีให้เจอก่อนดีกว่าน่า...” อเล็กซ์จับหมอนฟาดเข้าใส่หัวของซิลเวียอย่างแรงทำเอาคุณเธอ
หน้าฟาดพื้นไปเป็นเด้งที่สอง หญิงสาวเอามือลูบหน้าผากเหม่งๆของเธอไปมาอย่างไวด้วยความเจ็บปวดเหมือนน้ำตาแทบเล็ดซึ่งในความจริงแล้วไม่มีใครคิดสงสารแม้แต่อบิเกล
น้องสาวของเธอยังหัวเราะคิกคักออกมาแบบไม่เกรงใจพี่แม้แต่นิดเดียว


“แต่จะว่าไปก็น่ารักดีนะคะ ตายแล้ว! ไหงภาพนี้ถึงได้ดูดำนักล่ะคะ?” อบิเกลร้องอุทานพลางชี้มือไปที่ภาพถ่ายภาพหนึ่งมันได้ได้ดำเพราะทั้งภาพมีแต่สีดำหรือว่าเสียหายอะไร
อย่างที่เข้าใจ แต่มันเป็นภาพของอเล็กซ์ในวัยน่าจะสักเจ็ดแปดขวบกำลังโดนเขม่าควันเกาะอยู่เต็มใบหน้าและมีภาพที่แม่ในวัยสาวกำลังถือไม้ไล่ตีเขาอยู่


“อ๋อ ภาพนั้น ตอนที่พี่หัดทำระเบิดครั้งแรกแล้วเกิดพลาดเผลอระเบิดโรงรถน่ะ” ฟิโออธิบายเสริมซึงอเล็กซ์ห้ามเอาไว้ไม่ทัน


อเล็กซ์ไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนี้มากนักเพราะเรื่องคราวนั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่อเล็กซ์ไม่อยากจะจำมันมากนัก บอกได้คร่าวๆว่าอเล็กซ์ลองสร้างระเบิด ที่จริงมันคือ
ประทัดขนาดใหญ่มากกว่าอเล็กซ์สร้างมันตามข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและหลังจากนั้นหายนะบังเกิดเมื่อส่วนผสมเกิดติดไฟขึ้นมาก่อนจะปะทุไฟพรึบขึ้นทันทีแบบไม่มีการเตือน
ผลที่เกิดคือไฟไหม้โรงรถและเขม่าควันที่เกิดทำเอาอเล็กซ์ตัวดำปิ๊ดปี๋ไปร่วมสองวัน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นแม่โกรธซะด้วย


ทั้งหมดเปิดดูอัลบัมภาพรูปแล้วรูปเล่าดูกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลากันหมด แต่ละรูปมีทั้งรูปดีๆและรูปที่ดูแย่บ้าง ถึงสมัยนี้จะมีสิ่งที่ล้ำยุคอย่างภาพดิจิตอลและไฟล์ภาพ
แบบเคลื่อนไหวได้ กระนั้นก็ยังสู้ความคลาสสิกของภาพถ่ายแบบเก่าๆไม่ได้อยู่ดีส่วนหนึ่งก็เป็นคุณค่าของการเก็บรักษาที่จะอยู่ไปได้นานตราบเท่าที่ยังมีคนให้ความสำคัญ
อเล็กซ์รู้ถึงข้อนี้ดีแม้ตัวเขาจะชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ตาม ภาพถ่ายภาพแล้วภาพเล่าถูกเปิดออกดูทีละภาพอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นภาพภ่ายของ
พ่อกับแม่ในวันที่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด


วันแต่งงานของทั้งสองคน...


ภาพวันแต่งงานนั้นมันช่างชวนให้นึกถึงแอริโซน่าบ้านเกิดเขาจริงๆเพราะงานแต่งนั้นจัดขึ้นที่แกรนแคนยอนเป็นงานแต่งแบบเรียบง่ายมีแขกฝ่ายแม่มาเป็นส่วนใหญ่ขณะที่
แขกฝ่ายพ่อนั้นอเล็กซ์ไม่คุ้นหน้าเอาซะเลย ชายหนุ่มแทบไม่เคยเจอแขกทางฝ่ายพ่อที่มาร่วมงานแต่งในคราวนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนดูลึกลับไปหมดไม่ต่างอะไรกับพ่อ
ของเขาเลยสักนิด แถมที่ดูแต่ละคนก็น่าจะเป็นทหารกันหมดด้วย ไม่แปลกที่พ่อเขาทำงานอยู่ในกองทัพคงจะมีเพื่อร่วมงานเป็นเซลล์แมนขายเครื่องดูดฝุ่นในกองทัพอยู่หรอก


พวกสาวๆต่างก็มองดูภาพนั้นด้วยความสนอกสนใจมากเป็นพิเศษ มันก็ไม่แปลกนักสำหรับพวกผู้หญิงที่มักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับคู่หมั้นคู่หมาย หนึ่งในเป้าหมายหนึ่งของชีวิต
ที่อเล็กซ์ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไรถึงเขากับลอร่าจะคบกันแบบคู่รักแล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มยังไม่เคยคิดอะไรถึงขั้นนั้น ในหัวตอนนี้อเล็กซ์กลับสนใจเรื่องงานมากกว่าเรื่องพวกนี้
เสียด้วยซ้ำ


อเล็กซ์ไม่ได้ใส่ใจกับภาพพวกนั้นมากนักเหมือนทุกทีและเขาคงจะมองข้ามมันไปเหมือนอย่างที่เคยทำ ถ้าไม่เพียงแต่ว่าเขาดันไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างในภาพเข้า...


‘เดี๋ยวก่อนนะตรงนี้มัน... เป็นไปได้งั้นเหรอ!?’


“เป็นอะไรไปน่ะอเล็กซ์ มีอะไรในภาพนี้เหรอ?” อบิเกลถาม


“เปล่าหรอก ก็แค่... นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ท่าทางกลับไปคราวนี้คงมีเรื่องให้พูดหลายเรื่องแน่” อเล็กซ์บอกปัดไปขณะที่ยังตีสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ในหัวของชายหนุ่ม
ตอนนี้เหมือนพบชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องบางอย่างที่เขากำลังสงสัยอยู่และหากมันเป็นจริงคราวนี้คงได้สนุกกันแน่...


อเล็กซ์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หิมะสีขาวที่กำลังโปรยปรายลงมายังพื้นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบทำให้ในหัวรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด พร้อมกับความคิดสงสัย
และความคาดหวังที่อยากจะรู้คำตอบในเร็ววัน



------------------------------------------------------------------------------------------------



“แร๊บบิท! แร๊บบิท!!”


เสียงตะโกนเรียกของซาร่าห์ที่ดังแข่งกับเสียงห่ากระสุนดังขึ้นขณะที่แร๊บบิทกำลังอยู่ท่ามกลางดงศัตรูห่างจากชุดเกราะรบของซาร่าห์ไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ซาร่าห์ต้องรับมือ
เป็นระวิงกับการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม ลำพังแค่กระสุนไรเฟิลเจาะเกราะคงไม่เท่าไหร่หากไม่รวมกับเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังที่กระหน่ำยิงเข้ามาเป็นชุดๆ ชุดรบที่ซาร่าห์
ใช้งานอยู่นั้นต้านได้เต็มที่ก็แค่กระสุนเจาะเกราะถ้าเจอเข้ากับพวกระเบิดหรืออะไรที่แรงกว่านั้นก็บอกไม่ได้ว่าจะทานทนได้แค่ไหน


ยิ่งไปกว่านั้นสภาพของแร๊บบิทก็ดูจะไม่ดีเท่าไหร่เมื่อชายแก่เพิ่งจะถูกยิงเฉี่ยวเข้าที่ขาข้างหนึ่งจนขยับตัวได้ช้าลง ซาร่าห์เลยต้องคอยยิงไปและทำตัวเป็นกำแพงกันกระสุน
ให้แร๊บบิทถอยไปพลางๆแต่มันก็ทำไม่ได้ทุกครั้งเมื่อมีเครื่องยิงจรวดเข้ามาแจมด้วยแบบนี้


ชุดเกราะรบ MECH ของซาร่าห์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเครื่องยิงจรวดและกระสุนเจาะเกราะที่ดาหน้าเข้ามาแม้ตอนนี้จะฝ่ามาได้ถึงชั้นบนสุดแล้วแต่ก็ยังลำบากอยู่ดี
ถึงจะบอกว่าไอ้ชุดนี่มันกันกระสุนก็เถอะแต่ไม่ใช่ว่าจะทานทนคงกระพันถึงขั้นอมตะเสียหน่อย หลังโดนการปะทะจากเครื่องยิงจรวดประทับบ่าไปนัดสองนัดระบบการขับเคลื่อน
ก็เริ่มรวนอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างเริ่มตอบสนองได้ช้าลง กระสุนเหลือน้อย เกราะเริ่มจะต้านทานไม่อยู่ กระจกกันกระสุนมีรอยร้าวหลายรอย เทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงเก็บ
ใหม่ๆแล้วสภาพในตอนนี้ดูไม่ได้เลย


“แย่จริงเชียวแบบนี้ชักจะไม่ไหวแล้วนะ...”


“ระบบผิดพลาดกำลังดึงพลังงานสำรองมาใช้ เริ่มการบายพาสระบบ” เสียงของอลิซปัญญาประดิษฐ์ที่รับหน้าที่การดูแลระบบของชุดเกราะรบเครื่องนี้ยังคงดังอยู่เรื่อยๆ
หลังชุดเกราะรับแรงโจมตีอย่างต่อเนื่องจากคมกระสุนมาเป็นเวลานาน


ซาร่าห์เริ่มหายใจถี่อย่างเคร่งเครียดส่วนมือก็ขยับไปมากดสวิทต์ที่มีอยู่รอบตัวอย่างวุ่นวายเพื่อจัดแต่งระบบของชุดเกราะให้เข้าที่เข้าทาง นึกถึงสมัยที่เธอกับหน่วยโดนล้อม
ตรงช่องแคบในมิสซูรี่เป๊ะเธอต้องรับมือกับพวก คลีนเนอร์ ที่บุกเข้ามาจากรอบด้านด้วยชุดเกราะรบเพียงสี่เครื่องเท่านั้นขณะที่ฝ่ายตรงข้ามประเคนอาวุธหนักถล่มเข้าใส่พวกเธอ
จนชุดเกราะแทบจะทานไม่อยู่ ชุดเกราะรบของเธอและหน่วยเกือบจะกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วในครานั้น แต่ที่รอดมาได้เพราะหน่วยกำลังเสริมของ Z.S.S. โผล่มาช่วยได้ทัน
เวลาพอดี และคราวนี้สถานการณ์มันต่างออกไปเพราะเธอไม่มีกำลังเสริมไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรเลยที่จะมาช่วย เป็นเวลาที่เธอโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง แร๊บบิทก็โดนยิงบาดเจ็บ
จนขยับตัวได้ลำบาก ชุดเกราะรบก็เสียหายหนักแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้วด้วย


แต่จะหยุดตรงนี้ไม่ได้ถ้าไม่ออกไปจากที่นี่ก็ตายสถานเดียว


ขณะที่ซาร่าห์กำลังยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแร๊บบิทก็ยิงแผดเสียงปืนคำรามเข้าใส่พวกศัตรูแบบไม่หยุดหย่อน ในหัวของชายแก่ไม่มีแม้แต่คำว่ายอมแพ้เลยสักนิดทั้งที่ขาเจ็บอยู่
ไม่รวมกับปวดเมื่อยไขข้อเป็นธรรมดาของโรคคนแก่ ปืนลูกซองยังคงพ่นสาดลูกปรายร้อนๆเข้าใส่ใครก็ตามที่เสนอหน้าเข้ามาใกล้มากเกินไป ซาร่าห์ยังคงมองเห็นแร๊บบิท
หลบอยู่ข้างลังเหล็กที่ใช้เป็นจุดกำบังตัวและยิงต่อสู้ไปอย่างไม่ย่อท้อ


“มาเลยสิวะ มาดูกันว่าแกเจ๋งแค่ไหน แน่จริงก็ส่งมาเลย!!” เสียงตะโกนด่าทอตามมาด้วยปืนลูกซองที่ยิงเข้าใส่พวกมันจนร่วงไปอีกคน


“แร๊บบิท! รีบมาเร็วเข้า!!” ซาร่าห์ตะโกนเรียกหลังปรับวงจรพลังงานของชุดเกราะเสร็จ แร๊บบิทรีบลุกขึ้นและเดินกะเผลกๆไปที่ชุดรบของซาร่าห์ที่เวลานี้สภาพของมัน
ไม่ได้ต่างอะไรกับเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้เลยสักนิด


ซาร่าห์ต้องคิดอย่างหนักเพื่อจะหาทางประคองให้ไอ้เจ้าชุดรบสับปะรังเคนี่เดินไปให้ถึงทางออกให้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องยากเมื่อต้องคอยระวังห่ากระสุนที่จะพุ่งเข้าเจาะ
จากด้านหลังอยู่เนื่องๆ ซาร่าห์คงไม่มีปัญหาถ้าต้องหลบอยู่หลังกระจกกันกระสุนอย่างหน้าหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว แต่แร๊บบิทแทบจะเป็นตรงกันข้าม ชายแก่
ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กลางดงกระสุนโดยมีเพียงแค่ขาของชุดเกราะรบที่โดนกระสุนเจาะจนยับเยินเป็นที่กำบังเท่านั้นยิ่งผ่านไปนานความกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนเหมือน
ร่างกายจะหายใจลำบากขึ้นทุกขณะเสียงปืนของแร๊บบิทยังคงดังอยู่เรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลหยดอยู่ตามทางเหมือนจะเป็นสิ่งที่แร๊บบิททำเป็นไม่สนใจมันและดูจะเรียกว่า
ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวดเลยสักนิดก็ว่าได้


“ระบบผิดพลาดความดันรั่ว พลังงานเหลือแค่ 31% กระสุนไม่เหลือ ระบบอาวุธไม่ทำงานเราไม่เหลือทางเลือกแล้ว!!” ซาร่าห์ร้องออกมาคล้ายจะอยากเอาหัวโขกแป้นให้ได้
สภาพของชุดเกราะเกินเยียวยาแล้วจริงๆ แค่ขยับตัวตอนนี้ยังลำบากเลย


“ยังมีอีกอย่างหนึ่งค่ะ...”


“อีกอย่างหนึ่ง? มีอะไรอีกรึไงอลิ-”


โครม!!


ยังไม่ทันจะพูดจบอยู่ๆร่างของซาร่าห์ก็โดนดีดออกมาจากห้องคนขับแบบไม่ทราบสาเหตุ ซาร่าห์ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะเสียหลักตอนลอยออกมายังดีที่ประสาทส่วนใหญ่
ยังไวพอจะทรงตัวทันทีที่ถึงพื้น หลังตั้งสติได้เธอก็เห็นว่าชุดรบจักรกลที่เธอเพิ่งเข้าไปนั่งควบคุมอยู่จนเมื่อครู่นี้มันกำลังขยับได้เองและเอาตัวเข้ากำบังเธอกับแร๊บบิทเอาไว้


“รีบ... ไปค่ะ.... ดิฉัน... จะต้าน.... เอา... ไว้...” เสียงของอลิซดังออกมาจากชุดเกราะรบนั่น และท่าทางไม่ดีเอาซะเลยเพราะเสียงสั่นมาก อลิซกำลังควบคุมชุดเกราะของ
ซาร่าห์และบังคับแทนร่างเอาไว้เพื่อเป้าหมายเดียวคือการซื้อเวลาให้ทั้งสองคนหนีออกไป


“เดี๋ยวก่อนอลิซ!!”


“รีบไป... ค่ะ...”


ไม่มีการรีรออลิซที่เข้าควบคุมชุดเกราะรบ MECH แบบเต็มตัวพุ่งตรงเข้าหาศัตรูเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ ซาร่าห์ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้เมื่ออลิซเดินฝ่าดงกระสุนเข้าไปก่อน
เธอจะทันได้ค้านอะไรขึ้นมา หญิงผมแดงเลยตัดสินใจเข้าไปพยุงร่างของแร๊บบิทที่กำลังล้มอยู่ข้างๆแทน อีกไม่กี่เมตรก็ถึงทางออกแล้วเธอต้องพยายามให้มากกว่าเดิม
ถ้ายังอยากจะรอดออกไปได้แบบเป็นๆ


ยิ่งผ่านไปนานกระสุนก็ยิ่งเพิ่มเข้ามามากขึ้น ซาร่าห์คว้าเอาปืนกลเบาที่ติดมาด้วยยิงกราดไปด้านหลังอย่างดุร้ายเพื่อเปิดทางให้แร๊บบิทเผ่นออกมาได้ทันเวลา ชุดรบที่อลิซ
ควบคุมอยู่คงถ่วงเวลาได้ไม่นานก่อนที่จะพังเป็นเศษเหล็ก เธอต้องลากแร๊บบิทออกมาจากดงกระสุนโดยไวก่อนเรื่องที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นและมันก็ไม่ง่ายเลยกับหญิงผมแดง
อายุเหยียบสี่สิบกลางๆที่ต้องลากผู้ชายขาเดี้ยงตัวหนักกว่าแปดสิบกิโลออกจากดงกระสุนที่ยิงไปมาภายในบ้านแคบๆหลังหนึ่ง ระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรเหมือนยืดยาว
เป็นกิโลขณะที่ซาร่าห์ต้องลากแร๊บบิทที่ยังคงมีบาดแผลที่ขาดเลือดไหลไม่หยุดออกมา


และฝ่ายข้าศึกก็ดูจะจับทางได้หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเลยมีฝนกระสุนสาดเข้ามาตรงจุดที่ทั้งสองคนอยู่เดือดร้อนต้องรีบเผ่นแยกกันไปหลบกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ตามยถากรรม ซาร่าห์อยู่ใกล้กับทางออกเพียงไม่กี่เมตรขณะที่แร๊บบิทหลบอยู่หลังซากของเก่าท่ามกลางห่ากระสุนที่ยิงเข้าใส่อยู่เนื่องๆ แร๊บบิทยิงโต้อีกฝ่ายกลับไปพร้อมทั้ง
สบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ซาร่าห์ฟังไม่ออกว่าที่แร๊บบิทกำลังคำรามใส่นั้นหมายถึงอะไรแต่เชื่อเลยว่าถ้าพ่อแม่ของชายแก่มาได้ยินคงไม่ปลื้มแน่


“แร๊บบิทรีบวิ่งมาเร็วเข้า!” ซาร่าห์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนที่กำลังลั่นเข้าใส่อยู่เนื่องๆให้แร๊บบิทรีบฝ่าออกมาในขณะที่ยังมีโอกาส พูดให้ขำยังไงมันก็ไม่เห็นว่าจะมีโอกาสอะไร
อยู่เลยสักนิดแร๊บบิทขาเจ็บเคลื่อนไหวได้อืดอาดมาก แค่ก้าวออกมายังไม่พ้นที่กำบังก็คงจะโดนยิงตายคาที่ก่อนจะมาถึงเธอเสียอีก


“ฉันไปไมไหวขาฉันไม่มีความรู้สึกแล้ว... เธอรีบไปซะซาร่าห์!” แร๊บบิทพูดพลางเอาเชือกสายรัดเหนือปากแผลเพื่อห้ามเลือดเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะเสียเลือดจนตาย
ก่อนจะหันไปคว้าเอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนอีกเพียงน้อยนิดขึ้นมาเตรียมเอาไว้


“พูดบ้าอะไรของนายแร๊บบิท ฉันไม่ทิ้งนายหรอกนะไม่มีวัน!”


“มองความจริงซะสิซาร่าห์ถ้าเธอโดนจับได้ก็จะไม่มีใครเปิดโปงเรื่องของพวกมัน ทุกอย่างที่ฉันและเธอเสียไปก็ต้องเปล่าประโยชน์ รีบไปซะไม่ต้องห่วงฉัน!!” แร๊บบิทคำรามลั่น
ก่อนยิงโต้ไปนัดหนึ่ง แววตาของชายแก่ที่จริงจังในทุกคำพูดและไม่ลังเลที่จะทำอย่างที่พูด


ซาร่าห์มองดู DSM ที่บรรจุข้อมูลความลับบางอย่างที่บอกไม่ได้ว่าลับแค่ไหนกับแร๊บบิทที่กำลังโดนยิงเลือดอาบอยู่ข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร ชายแก่กำลังสู้สุดความสามารถ
เพื่อให้เธอมีโอกาสหนีไปได้ตราบเท่าที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่ ความลังเลและสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุดทำให้ซาร่าห์ต้องตัดสินใจจากหลายสิ่งที่เธอต้องคิดในเวลาเพียง
ไม่กี่วินาทีจนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด


“ก็ได้แร๊บบิท... อย่าตายนะนายยังติดค้างดินเนอร์ฉันอยู่...”


“ไม่มีปัญหาแม่ยอดหวานใจหลังจบเรื่องนี้ จะให้เลี้ยงมากกว่ามื้อเดียวยังได้เลย!!” เสียงตอบรับและเสียงปืนดังขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกันแร๊บบิทเอาแรงเฮือกสุดท้าย
เท่าที่ยังเหลืออยู่ต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ รอยยิ้มที่แสดงออกบนไปหน้าของชายแก่ท่ามกลางสะเก็ดระเบิดที่ปะทุขึ้น ณ เวลานั้นบ่งบอกว่ามันคือการปั้นยิ้มขึ้น ซาร่าห์
ทำเพียงแค่หันหลังและวิ่งตรงไปที่ประตูทางออกทิ้งแร๊บบิทให้อยู่ที่นั่นแบบไม่เต็มใจนัก


ภายในบ้านที่ยังคงมีเสียงปืนดังระงมมาจากสองด้าน แร๊บบิทยิงกระสุนนัดสุดท้ายออกจากรังเพลิงก่อนโยนปืนลูกซองที่ไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้วทิ้งไป แร๊บบิทดึงเอามีด
ที่เหน็บอยู่ในซองข้างเอวออกมาแทน ฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ว่ากระสุนเข้าหมดแล้วแต่คงอีกไม่นาน เช่นเดียวกับอลิซที่กำลังคุมชุดเกราะรบเข้าปะทะกับพวกศัตรูก็เสียหายยับเยิน
เกินกว่าจะขยับได้อีกต่อไปแล้ว ชุดรบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยพรุนของกระสุนล้มลงดังโครมพร้อมกับวงจรที่ช๊อตประกายไฟจากความเสียหาย


พวกศัตรูที่เริ่มรู้ตัวว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตอบโต้อะไรได้อีกแล้วก็พากันทยอยออกมาจากที่กำบังทีละราย แร๊บบิทแนบมีดเข้ากับลำตัวสูดลมหายใจเต็มที่พร้อมตะลุมบอน
ในอีกไม่กี่อึดใจ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงซ่าๆที่ฟังได้ไม่ประติดประต่อที่ดังมาจากภายในห้องคนขับของชุด MECH ที่อลิซควบคุมอยู่ได้ใจความว่า...


“ระบบ... ล้ม... เหลว... เข้าสู้ระบบ.... ทำลายตัวเอง.... เริ่ม... นับถอย... หลัง... สาม.... สอง... หนึ่ง...”


เสียงแจ้งเตือนที่ดังไม่ปะติดปะต่อกันของอลิซทำให้แร๊บบิทรู้ถึงชะตากรรมของตนเองที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าชายแก่กลับไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดในทางตรงกันข้าม
เขากลับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังมีความสุขหรือได้เจอเรื่องดีๆเสียด้วยซ้ำ


“แล้วเจอกันนะซาร่าห์...”


ตูม!!


แสงสว่างวาบที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาพร้อมกับเสียงฉีกกระชากที่ดังจนแทบไม่รับรู้ถึงอะไรอีกหลังจกนั้นเกิดขึ้น แร๊บบิททำเพียงนอนนิ่งหายใจเบาๆและมองออกไปที่ทางออก


แรงระเบิดจำนวนมหาศาลขนาดถล่มตึกราบได้ทั้งหลังเกิดขึ้น เสียงที่เกิดจากแรงอัดอันมหาสารดังไปถึงสามบ้านแปดบ้านจนได้ยินกันทั้งแถบ ซาร่าห์เหลียวหลังหันกลับไป
มองดูอาคารที่เธอเพิ่งจะวิ่งออกมากำลังถล่มด้วยแรงระเบิดมีไฟลุกท่วมเป็นหย่อมๆ แร๊บบิทยังคงอยู่ในนั้นด้วยตอนที่มีการระเบิดขึ้นซาร่าห์มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
โดยไม่พูดอะไรออกมา ในมีของเธอก็กำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกทรมานใจ ถึงตอนนี้เธออยากจะวิ่งกลับไปดูแต่กลับต้องเบือนหน้าหนีและวิ่งออกห่างจากที่นั่น
ให้ไวที่สุดท่ามกลางเสียงไซเร็นของรถดับเพลิงหรือรถตำรวจที่กำลังแห่เข้ามาคุมสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดไปหยกๆ การตัดสินใจครั้งนี้เธอไม่สามารถถอยหนีได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของซาร่าห์คือ วิ่งต่อไปและวิ่งต่อไป....



--------------------------------------------------------------------------------------------------



หลังกลับถึงฐานรันฟาก็ต้องรีบแบกเพื่อนร่วมหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บในภารกิจนับว่ายังดีที่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เดือดร้อนแพทย์สนามแบบเธอเอาการ
เพราะหมอประจำฐานมีไม่พอรันฟาเองก็ได้รับบาดเจ็บมาเหมือนกันแต่ก็เพียงแค่แผลถลอกเมื่อเทียบกับรายที่โดนยิงแล้วมันคนละเรื่อง ที่น่าแปลกคือภารกิจนี้ดันไม่มีใครตาย
สักคนที่รันฟาแปลกใจไม่ใช่ทหารพวกนี้หากแต่เป็น วิง ที่รันฟาเห็นกับตาว่าโดนจรวดต่อต้านอากาศยานยิงเข้าใส่แบบจังๆแล้วแท้ๆ แต่ตรงกันข้ามหลังผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง
รันฟาก็เห็นเจ้าตัวออกมาเดินได้แบบหน้าตาเฉยโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเสียด้วยซ้ำ


มันประหลาดมาก ประหลาดเกินไปสำหรับหลายคนด้วยซ้ำ ยิ่งรันฟาที่เป็นทั้งแพทย์สนามมีประสบการณ์มาพอสมควรในการรักษาคนเจ็บนสนามรบก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ถึงที่ผ่านมาหลายเดือนเธอจะทั้งเห็นและสัมผัสอะไรแปลกๆจากคนของสเป็คเตอร์มามาก ทั้งพวกกลายพันธุ์มีความสามารถพิเศษ หรือพวกมนุษย์ธรรมดาที่ดันมีทักษะ
เหนือมนุษย์มนาทั่วไปมันก็ยังไม่แปลกเท่ารายนี้


จะว่าไปแล้วรันฟาเคยสังเกตหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มนักบินเหินเวหาจอมทะเล้นรายนี้ที่เรื่องราวนั้นค่อนข้างจะคลุมเครือและลึกลับจนเดาไม่ออกถึงปกติเจ้าตัวจะชอบทำตัว
เด่นแบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเลยก็ตามแต่ก็ยังอุตส่าห์มีเรื่องให้รันฟาหยิบมาสงสัยได้หลายอย่าง เช่น ทั้งเรื่องที่ว่าเธอไม่เคยเห็นหมอนี่มีแผลเป็นเลยเมื่อเทียบกับสมาชิก
ทุกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน หรือว่าเรื่องที่เจ้าตัวมักจะใส่ชุดแบบเดิมตลอดรันฟาคิดว่ามันน่าจะเป็นชุด EXO รูปแบบหนึ่งที่แปลกใจคือวิงยังสวมมันตลอดเวลาไม่เคยถอดออกทั้งที่
มันน่าจะหนักมากโขอยู่สำหรับหนุ่มร่างบางผอมแห้งอย่างวิง และอย่างสุดท้ายคือเธอไม่เคยเห็นวิงออกมากินอะไรร่วมกับชาวบ้านเขาเลยสักครั้งอย่างน้อยที่สุดหกเดือนก็น่าจะ
มีสักครั้งที่บังเอิญเห็นวิงออกมาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนบนโต๊ะอาหารบ้างแต่นี่กลับไม่เคยเห็นเลยสักครั้งก็นับว่าแปลกทั้งที่สมาชิกคนอื่นของสเป็คเตอร์ต่างก็เห็นมาหมดแล้ว
ยกเว้นรายนี้รายเดียว


แต่ครั้นจะสอบถามรอบตัวก็ดันมีงานล้นมือซะอีก คนเจ็บมากมายมารอแถวกันเรียงเข้ามาให้เธอดูอาการและทำแผลให้ถึงหลักๆจะไม่ได้มีอะไรมากแต่เธอก็ต้องทำตามคำร้องขอ
ของหัวหน้าพยาบาลประจำฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นของเลือดผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อและอะไรต่อมิอะไรจากสนามรบลอยตลบไปทั่วทั้งห้องพยาบาลจนรันฟาแทบจะเป็นลม
อยู่รอมร่อเพราะเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมกับพวกหน่วยฮาวด์ในห้องพยาบาลนี่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับเสียงบ่นเสียงคุยจอแจของหลายคนที่โดนยาฆ่าเชื้อราดแผล
จนเผลอโวยวายออกมาเล็กน้อยอีก


กว่าจะเสร็จงานก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมงเมื่อคนเจ็บรายสุดท้ายออกจากห้องไปเหลือแต่พวกที่อาการหนักต้องนอนในห้องพยาบาลที่หัวหน้าพยาบาลต้องดูแลเอง รันฟาไม่คิดจะ
ทำโอทีอยู่แล้วเพราะงั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะผละตัวออกมาจากห้องพยาบาลพร้อมทั้งถอดถุงมือยางออกและหายใจเข้าให้เต็มปอดสักเฮือก ในเวลานี้หญิงสาวอยากจะไปอาบน้ำ
แล้วนอนพักให้หายเหนื่อยสักทีแต่ก็ดันติดที่ว่ามีคนมารอเธออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้มาแปลกเพราะคนที่มายืนรอเธอกลับเป็นวัลคิลลี่สาวน้อยจากหน่วยพีเจี้ยน เด็กหญิงวางมาด
ท่าทางแบบผู้ใหญ่เกินตัวและยังคาบแผ่นสาหร่ายเอาไว้ในปากเหมือนพวกแมวไม่มีผิด


“รสชาติไม่เลวนะว่าไหมสาหร่ายแผ่นของญี่ปุ่นเนี่ย” แผ่นสาหร่ายถูกฉีกเป็นชิ้นๆและบดด้วยรามไปมาก่อนกลืนลงท้องของวัลคิลลี่ไปแบบไม่มีใครคิดถึง รันฟามองดูท่าทีของ
เด็กหญิงก็รู้สึกได้ว่าเธอคงมีบางอย่างที่ต้องการจากเธออยู่


“เธอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ ถ้าเธอเจ็บแล้วเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ก็เชิญข้างในห้องพยาบาลนะ ฉันจะไปพักแล้ว” รันฟาตอบส่งๆกลับไปบอกตามตรงว่าเธอไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่าย
ที่มีท่าทีคุกคามมากนักในตอนนี้ แต่ท่าทางเด็กหญิงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆด้วยนี่สิ


“ก็แค่มาเดินเล่นเท่านั้นแล้วก็อีกอย่างฉันอยากได้บางอย่างของเธอซะด้วยถ้าเธอส่งมันมาดีๆฉันก็ยินดีแลกกับอะไรดีๆที่ฉันมีนะ” วัลคิลลี่พูดขณะยัดสาหร่ายแผ่นสุดท้ายเข้าปาก
และเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาที่มองมาบ่งบอกว่าอีกฝ่ายขี้ตื้อไม่หยุดจริงๆ


“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะแม่ตุ๊กตา?” รันฟาถาม


“ดาบของทาล่อนที่เธอได้มาจากตาเฒ่าปืนโหดคนนั้นไง” วัลคิลลี่มองไปที่ดาบทาล่อนซึ่งรันฟาเหน็บเอาไว้ข้างเอวอยู่ตอนนี้


“เธอจะเอาดาบเล่มนั้นไปทำอะไรกัน เธอดูไม่ใช่พวกคลั่งดาบหรืออะไรพวกนี้ซะหน่อยนี่นา” รันฟาถามอีกครั้งและเริ่มสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายมากขึ้น


ดาบของทาล่อนที่เพิ่งได้มาในภารกิจแม้รันฟาจะยังไม่เคยได้ลองใช้หรือทดสอบอะไรสักอย่างแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา และมันยังมีอะไรอีกหลายอย่าง
เกินคาดเดาซ่อนอยู่เล่มนั้นด้วย และจนกว่าจะแน่ใจว่าดาบนั่นปลอดภัยพอหรือไม่มีอะไรตุกติกอยู่ภายในก็ไม่ควรจะมีใครได้เอามันไปใช้หรือทำอะไรทั้งสิ้นและโชคร้าย
คนที่ดันมีความรู้เรื่องดาบดันมีแค่รันฟาคนเดียวในฐาน


การที่วัลคิลลี่คิดจะเอาของที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาบอย่างรันฟายังไม่ยืนยันไปในตอนนี้เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน คงต้องลองปฏิเสธอย่างเป็นมิตรดูเผื่อวัลคิลลี่จะเข้าใจ


“ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย ฉันยังให้เธอไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะถ้าเธออยากได้รอให้ตรวจสอบก่อนได้ไหมแล้วฉันจะเอามาให้เธอเองถ้าแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรน่ะ”


“ไม่... ฉันต้องขอมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะงั้นบอกมาว่าเธอต้องการอะไรและกับดาบเล่มนั้น...” เด็กหญิงยังคงดื้อดึงต้องการที่จะเอาดาบเล่มนั้นให้ได้ และแววตาของเธอ
เริ่มส่ออาการไม่พอใจขึ้นมาบ้างแต่รันฟายังคงยืนยันคำตอบเดิม


“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ให้เธอตอนนี้ล่ะ”


“เกลียดชะมัดตอนเจรจาล้มเหลวเนี่ย... คงต้องใช้วิธีง่ายๆซะแล้วสิ...”


เพี๊ยะ!!


ช่วงจังหวะที่กำลังคุยอยู่ท่อนแขนอันเรียวบางแต่เต็มไปด้วยพลังของวัลคิลลี่ก็พุ่งเข้าหารันฟาอย่างรวดเร็ว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของรันฟาที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วทำให้รันฟา
เอาแขนของตนเองปัดและเบี่ยงวิถีมือของอีกฝ่ายไปได้แบบง่ายๆ เห็นแบบนี้อย่าคิดว่ารันฟาเก่งแค่เพลงดาบเชียว อาจารย์ของเธอไม่ได้สอนแค่วิชาดาบเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง
ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างคาราเต้ด้วยและบวกกับการฝึกแบบเฉียดตายผ่านนรกของคอนเนอร์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอีก แค่ฝ่ามือที่หวดเข้ามาตรงๆของเด็กแปดขวบ
ร่างใหญ่แค่นี้อย่าหวังจะล้มรันฟาได้เชียว


“ขยับตัวไม่ไวเลยนะถ้ามีเรื่องกันตรงนี้มีสิทธิเป็นผีเฝ้าทางเดินได้เลยนะ ถ้าบอกป้องกันตัวใครก็ต้องเข้าใจทั้งนั้น เราต่างคนต่างถอยไปไม่มีเรื่องดีกว่าไหม... ขอล่ะ” รันฟา
พยายามพูดกล่อมทำยังไงก็ได้ที่จะเจรจาให้ได้อย่างสันติที่สุด แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ยอมทำตามง่ายๆ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้นสีหน้า
ของวัลคิลลี่บอกชัดว่าครั้งต่อไปมันจะแย่กว่านี้


“ไม่... ส่งมาดีๆไม่งั้นจะไม่เตือน...”


รันฟาเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเอนไปทางเลวร้ายแบบที่คิดเอาเข้าจริงอาจจะมากกว่านั้น สายตาของคนรอบข้างเริ่มเพิ่งมาทางเธอกับเด็กคนนี้เข้าให้แล้วด้วย
ถ้าบังเอิญฟาดปากกันตรงนี้มีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่จะให้เธอมอบของอันตรายแบบนี้ให้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำอยู่ดีนั่นล่ะและอีกอย่างเธอรู้สึกว่าเธออยากจะสอน
บทเรียนอะไรให้หน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจมีเรื่องแบบนี้กล่อมยังไงคงไม่สำเร็จแน่คงต้องให้เป็นอย่างที่เจ้าตัวต้องการ อยากมีเรื่องเจ๊จัดให้!


แต่คงต้องมีเรื่องกันภายใต้ขอบเขตหน่อย...


รันฟาสงบใจให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลาแบบนี้คงต้องทำเป็นใจดีสู้เสือไปก่อน “งั้นก็ได้ฉันจะให้ดาบนั่นกับเธอ แต่มันคงต้องมีเงื่อนไขหน่อยล่ะ...
ถ้าเธอทำได้ก็เอาดาบเล่มนี้ไปได้เลย”


วัลคิลลี่ทำคิ้วขมวดอย่างสงสัย “เงื่อนไข? เงื่อนไขอะไร”


“รู้ไหมในยุคโบราณซามูไรจะพกดาบติดตัวไว้เสมอไม่ว่าเวลาไหนกล่าวกันว่าดาบคือตัวแทนวิญญาณของซามูไรคนนั้นๆ การถูกชิงดาบไปจึงไม่ต่างอะไรกับการชิงวิญญาณ
ของซามูไรคนนั้นไปเลยล่ะ”


“เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่” วัลคิลลี่พูดตัดบท


“หากจะให้ไปแบบง่ายๆมันก็กระไรอยู่ ถ้างั้นเราจะมาทำกันแบบที่พวกซามูไรยุคโบราณทำกันดีไหม เดิมพันวิญญาณด้วยการประลองดาบ ใครชนะก็ได้สิ่งที่ต้องการไป
เอาล่ะว่าไงเงื่อนไขนี้พอรับได้ไหม” รันฟายิ้มออกมาและเธอจงใจเสแสร้งปั้นยิ้มบางส่วนเพราะในใจของเองก็กำลังคิดอย่างว้าวุ่นว่าจะทำยังไงต่อหากอีกฝ่ายไม่สนใจข้อเสนอนี้
มีแววว่าจะได้ปะทะกันกลางทางเดินแคบๆนี่สูงมาก วัลคิลลี่เองก็ดูจะไม่สนใจฟังเหตุผลเท่าไหร่นักถ้าต้องปะทะกันตรงนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่สำหรับทั้งสองฝ่าย


ทางวัลคิลลี่ที่นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิดทบทวนข้อเสนอของรันฟา ทำเอาบรรยากาศเงียบอยู่ได้นานหลายนาทีจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนซึ่งรันฟากำลังรอฟังอยู่


“ก็ได้ถือซะว่าออกกำลังกายเล่นกับพวกมือใหม่อ่อนหัดก็แล้วกัน...”


“อ่อนหัดหรือไม่อ่อนหัดเดี๋ยวก็ได้รู้ แม่ตุ๊กตา”


“อย่าเรียกฉันว่าแม่ตุ๊กตา ยัยจีนขาตะเกียบ!” วัลคิลลี่ตอกกลับก่อนจะรีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่โรงฝึกอย่างว่องไว รันฟาทำเพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งและเหนื่อย
หน่ายในเวลาเดียวกันมองในแง่ดีคือตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น ของจริงกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก


แน่นอนว่าการประลองครั้งนี้รันฟาพยายามจะไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่กัน หญิงสาวเลยปิดเรื่องทุกอย่างและไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นจนถึงขึ้นดึงความสนใจที่ไม่จำเป็นเข้ามาหาตัวเธอ
อย่างน้อยที่สุดเธอก็อยากจะรีบประลองแล้วรีบเผ่นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ภายในห้องโดโจสำหรับฝึกวิชาดาบนั้นมีคนใช้อยู่เพียงไม่กี่คนโดยส่วนมากจะเป็น
สถานที่สำหรับฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่าง ยูโด เทควันโด และคาราเต้ซะมากกว่า คนที่ฝึกวิชาดาบญี่ปุ่นในฐานนี้เลยมีแค่รันฟาคนเดียวเท่านั้น และมันก็ดีตรงที่
ได้ความเป็นส่วนตัวไปเต็มๆ


รันฟาเดินตามเด็กหญิงเข้ามาในห้องฝึกก่อนจะวางดาบทาล่อนเล่มยาวที่ใช้เป็นรางวัลของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ตรงข้างๆพื้นของลานฝึกก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้ไม้เก่าๆ
และดึงดาบไม้สำหรับฝึกที่อยู่ในตู้นั่นออกมาสองเล่ม รันฟาโยนเล่มหนึ่งให้วัลคิลลี่ไปเด็กหญิงรับเอาไว้กลางอากาศแบบง่ายๆพลางควงไปมาเพื่อสร้างความคุ้นเคย


“เราจะแข่งกันสามไม้ ตีโดนหนึ่งจุดหนึ่งไม้ ชนะสองในสามเท่านั้น สงสัยอะไรไหม?” รันฟาถาม


“มี... เมื่อไหร่จะเริ่มซะทีฉันอยากจะเอาดาบนั่นไปดูเร็วๆแล้ว”


รันฟายิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ใจเย็นๆสิ เวลาต่อสู้เขาห้ามใจร้อน จะต้องทำให้ใจสงบและมีสมาธิ นี่คงไม่มีใครสอนเธอเรื่องนี้หรอกใช่ไหมแม่ตุ๊กตา”


“ที่นี่เราไม่สนเรื่องหลักการหรือวิธีการแนวคิดหรอก แค่ให้ชนะได้วิธีการไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้นล่ะ รีบๆเริ่มได้แล้ว!!”


คำตอบที่มาพร้อมท่าทีเร่งรีบและใจร้อนทำให้รันฟายิ้มออกมาได้โดยไม่มีความเครียดเหลืออยู่เท่าไหร่นัก หญิงสาวค่อยๆเดินไปประจำที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมทั้งลองยกดาบ
เพื่อทำความคุ้นเคยกับน้ำหนักของมันก่อนจะจับดาบสองมือชี้ไปลายดาบไม้ไปข้างหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดี ความจริงถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการเธออยากจะเปลี่ยน
เสื้อผ้าเป็นชุดผ้าญี่ปุ่นสำหรับฝึกวิชาดาบมากกว่าชุดรบขาดๆที่เพิ่งผ่านสมรภูมิมาสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ก็ช่างเถอะเพราะอีกฝ่ายรีบร้อนมากคงไม่เสียหายอะไรนัก
ถ้าจะประลองกันทั้งๆใส่เสื้อขาดแบบนี้ไป


รันฟาเริ่มจับดาบไม้ให้มั่นและทำใจให้สงบจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การขยับตัวของกล้ามเนื้อทุกมัด แววตา จิตสังหาร ทุกๆอย่างอยู่
ในการมองเห็นของเธอทั้งหมดราวกับภาพทุกอย่างเคลื่อนที่ช้าลงจนหยุดนิ่ง ต่างฝ่ายต่างจ้องมองเข้าใส่กันรอการเคลื่อนไหวที่จะบังเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะเปิดช่องออกมา
ก่อนกัน


ควับ! เปรี้ยง!


ชั่วพริบตานั้นเองรันฟาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารคมกริบที่ปะทะเข้ามาก่อนเธอจะเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณ ยกการ์ดดาบมาทางด้านหลังรับแรงปะทะของเด็กหญิงที่อยู่ๆก็หายไป
จากด้านหน้าและมาโผล่ด้านหลังเธอในพริบตาเดียวหมายจะเล่นงานจากด้านหลังของรันฟา ทั้งความเร็วและพลังนั่นไม่ใช่อะไรที่จะมองข้ามได้เลย รันฟากลิ้งตัวถอยออกมา
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เธอมีเวลาได้หายใจตวัดดาบเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว รันฟาทำได้เพียงปัดปลายดาบไม้ของอีกฝ่ายออกไปทางด้านข้าง แต่แรงปะทะ
ที่รับรู้ได้ก็มหาศาลเกินกว่าที่รันฟาจะปัดป้องได้นานนัก ไม่น่าเชื่อว่ารูปร่างที่ดูบอบบางไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวจะมีเรี่ยวแรงที่มากขนาดนี้ รันฟาทำได้เพียงแค่ปัดป้องหลบคมดาบ
เท่านั้นช่องว่างในการสวนกลับแทบไม่มีให้เห็น


รันฟาต้องประคองร่างระหว่างที่จัดระบบความคิดของตัวเองให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความเร็วของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ธรรมดาราวกับไม่ใช่ความเร็วของมนุษย์เช่นเดียวกับแรงปะทะ
ของดาบนั่นไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันจะมาจากท่อนแขนอันเรียวบางไม่ต่างอะไรกับแขนของเธอเลยสักนิด วัลคิลลี่ยังคงฟาดดาบเข้าใส่รันฟาอย่างต่อเนื่องไปเปิดช่องให้รันฟา
สวนกลับเลยสักนิด


“อะไรกันมีดีแค่นี้เหรอ ท่าทีที่บอกว่าจะเอาชนะฉันมันหายไปไหนหมดกัน” เด็กหญิงผมดำยิ้มเยาะขณะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าหารันฟา


ยิ่งนานเข้าแขนสองข้างของรันฟาก็เริ่มชาจนเคลื่อนไหวได้ช้าลง ความเหนื่อยล้าที่ยังไม่หายไปไหนมาจากการทำภารกิจและการรักษาคนจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อมีความเหนื่อยล้านั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวอืดลง และการเคลื่อนไวที่อืดลงก็หมายถึงช่องว่างที่วัลคิลลี่จะสามารถช่วงชิงไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดาบไม้
เล่มยาวบุกเข้าถึงตัวก่อนจะหวดโดนชายโครงของรันฟาไปเต็มๆครั้งหนึ่ง


ร่างของรันฟากระเด็นตามแรงปะทะ ความรู้สึกตอนถูกฟาดเข้าเมื่อครู่นี้ทำเอาขยับตัวแทบไม่ออก อย่างกับโดนค้อนยักษ์หวดเข้าใส่จริงๆ


“ว้าแย่จังสงสัยงานนี้คงได้ดาบเล่มนั้นมาแบบกินหมูซะแล้วล่ะมั้ง...” เสียงเยาะเย้ยของอีกฝ่ายกระตุ้นให้รันฟาต้องรีบลุกขึ้นมาโดยไว สิ่งที่แย่กว่าความตายสำหรับนักดาบ
คือการโดนดูถูกและหยามศักดิ์ศรี


ถึงรู้สึกราวกับปลายประสาทจะส่งสัญญาณเตือนถี่ๆออกมาไม่มีหยุดเป็นไมเกรนว่าอย่าฝืนแต่รันฟาก็ต้องลุกขึ้นมาอีกรอบ เทียบกับตอนที่สู้กับอาจารย์ในการฝึกซ้อม
เมื่อหลายปีก่อนแล้ว นี่เทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


แหงล่ะ... ตอนฝึกคราวนั้นดันใช้ดาบจริงเลยนี่นา...


แต่ที่รันฟาต้องลุกขึ้นมาเหตุผลหลักคือเธอไม่สามารถทนได้หาต้องโดนดูถูกแบบนี้ โดนดูถูกโดยเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้ในวิถีแห่งดาบเลยสักนิด เด็กที่เธอต้อง
แพ่นกบาลให้หายซ่าสักทีท่าทางได้เวลาสอนให้รู้จักสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ซะแล้ว เมื่อคิดแบบนั้นรันฟาก็รีบทรงตัวและยื่นปลายดาบตรงไปข้างหน้า


“อย่าแน่ใจไป มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ตั้งการ์ดให้ดีๆล่ะแม่หนูรอฉันบุกบ้าง...” สายตาพาดขวางของรันฟามองมาทางวัลคิลลี่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สายตาที่คมกริบราวกับ
นักล่าท่อนแขนเรียวบางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำขยับขึ้นจับดาบเอาไว้อย่างมั่นคงเกินกว่าตาเห็น ลมหายใจเขาออกเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ประสาทสัมผัสทุกด้าน
ราวกับถูกลับขึ้นจนคมกริบในชั่วระยะเวลาหนึ่ง


วัลคิลลี่มองดูท่าทีของรันฟาทั้งที่ปากพูดแบบนั้นแต่ทั้งร่างกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ สารรูปดูไม่ได้แม้แววตานั่นจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพูดจริงก็เถอะ แต่ด้วยสภาพร่างกาย
แบบนั้นแค่เป่าเบาๆก็คงกระเด็นแล้ว เด็กหญิงจึงทำเพียงยกดาบขึ้นมาและแสร้งทำเป็นตั้งท่าป้องกันทั้งที่ความเป็นจริงเธอไม่ได้สนใจจะป้องกันอะไรทั้งนั้น


“ทำเก่งไปก็เท่านั้นน่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพิ่มก็ส่งดาบนั่นมาซะดีๆจะดีกว่าน่าไม่งั้น-”


ควับ!!


“ไม่งั้นอะไร...”


ช่วงก่อนพูดจบประโยครันฟาก็หายไปจากการรับรู้ของวัลคิลลี่ รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มาโผล่ที่ด้านหลังพร้อมทั้งจ่อดาบไม้ที่หลังคอของวัลคิลลี่ ทำเอาเด็กหญิงตัวแข็งทื่อไม่กล้า
ขยับอะไรปุบปับ ความเร็วที่เห็นเมื่อกี้นี้มองแทบไม่ทัน รันฟาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำแต่ที่เธอรู้แจ้งชัดเจนคือถึงต่อจากนี้อาจจะรุนแรงไปหน่อยเธอก็
ต้องฟาดให้ใครบางคนเลิกร้อนวิชาได้แล้ว


“เป็นอะไรไปมองไม่ทันรึไง...” รันฟาเย้ย


วัลคิลลี่กระโดดออกมาตั้งหลักทันทีโดยที่รันฟาไม่ได้วิ่งตามไปแต่อย่างใด หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่จับดาบอย่างมั่นคงไม่พูดเอ่ยวาจาใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว
แววตาที่มุ่งมั่น สงบนิ่ง เยือกเย็น และไม่คิดอะไรในหัวนอกจากความว่างเปล่าในจิตใจและการขยับตัวที่เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบุกเข้ามาตรงๆ
รันฟาก็ต้องเล่นอย่างอื่นแทนและเธอก็จับทางได้แล้วว่าควรทำยังไง


“กลัวรึไงแม่หนูน้อยอยากกลับบ้านไปหาหม่าม้าแล้วรึไง...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มแบบเหยียดๆ ขณะจ่อปลายดาบไม้มาข้างหน้าเป็นเชิงท้าทายเด็กหญิงที่กำลัง
ออกอาการตกใจอยู่เล็กน้อย


“ฮึ่ม... กร๊อด!!”


และอีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาด้วยการเหวี่ยงดาบไม้เข้าใส่อย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้แต่เหมือนดาบนั่นจะตีไม่ถูกอะไรเลยสักอย่างนอกจากอากาศเท่านั้น ร่างกายของหญิงสาวขยับอย่างรวดเร็วหลบดาบไม้ไปได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือมนุษย์ที่วัลคิลลี่มีแทบไม่มีผลใดๆเลยกับรันฟา หลังปรับตัวได้รันฟาก็มองออกแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้จะขยับดาบเคลื่อนไหวยังไง ความเร็วที่เหนือมนุษย์อาจเป็นจุดแข็ง แต่มันไม่อาจกลบจุดอ่อนที่รันฟามองเห็นในตัวของวัลคิลลี่เลยสักนิด


ความหยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเอง ใจร้อน ขาดความเยือกเย็น และมุ่งจะเอาชนะทุกอย่างที่เธอมีคือข้อเสียร้ายแรงของผู้ที่เป็นนักดาบแทบทั้งสิ้น ไม่นับกับประสบการณ์ทางเชิงดาบ
ที่อีกฝ่ายมีเพียงน้อยนิด ช่องทางดาบที่กวัดแกว่งอย่างรวดเร็วราวกับเป็นกำแพงเหล็กนั่นอาจจะดูพึ่งพาได้แต่ในทางตรงกันข้าม


เปรี้ยง!!


รันฟาหวดดาบไม้กระแทกเข้าตรงจุดที่การป้องกันต่ำสุดอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือของวัลคิลลี่เคลื่อนออกจากมืออย่างช้าๆ รันฟาสวนช่องว่างต่อทันทีอีกสามดาบอย่างหนักหน่วง
อย่างที่คิดดาบไม้หลุดออกจากมือของเด็กหญิงลอยหมุนคว้างกลางอากาศอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรยึดไว้ก่อนหน้านี้ ร่างกายที่แข็งแรงเกินมนุษย์นั่นเทียบไม่ได้กับกำลัง
ข้อแขนทรงพลังที่รันฟาฝึกมาตั้งแต่เด็ก สำหรับนักดาบหากขาดข้อแขนที่แข็งแรงก็อาจจับดาบไม่มั่นคง เมื่อดาบหลุดมือก็หมายถึงความตาย เหมือนกับวัลคิลลี่ที่โดนรันฟา
หวดเข้าชายโครงอย่างแรงจนกระเด็น


ร่างของเด็กหญิงลอยละลิ่วปลิวตามแรงฟาดก่อนหลังกระแทกพื้นดังโครมจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น พอตั้งสติได้รันฟาก็ยืนอยู่ตรงหน้าและเอาดาบไม้จ่อหน้าเอาไว้


“ดาบนี้เธอแพ้แม่ตุ๊กตา...”


“ฮึ่ม...!!”


เด็กสาวถีบตัวเองพุ่งจากพื้นก่อนจะกลิ้งตัวไปคว้าเอาดาบไม้ที่โดนปลดออกจากมือไปเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงฟาดเข้าใส่รันฟาอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะจนแทบไม่เหลือ
ความรุนแรงหรือความเฉียบคมเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ กับคนที่โมโหจนตาบอดย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรันฟา หญิงสาวทำเพียงกระโดดถอยหลังออกมาเท่านั้นดาบไม้ที่ฟาดเข้ามา
ก็กลายเป็นการฟาดอย่างสูญเปล่าไปโดยง่ายหญิงสาวมองการเคลื่อนไหวของดาบอีกฝ่ายอย่างใจเย็นรอจังหวะที่เหมาะสมจนกระทั่งได้โอกาสโต้กลับ รันฟารับการโจมตีเอาไว้
พร้อมเบี่ยงวิถีดาบไปทางอื่นและกระแทกใส่ท้ายทอยด้วยด้ามดาบจนวัลคิลลี่ล้มลง การประลองนี้รู้ผลแล้ว


“เธอแพ้แล้ว... ตามสัญญาฉันเก็บดาบเอาไว้เหมือนเดิม...” รันฟาพูดพร้อมทั้งหันหลังเดินไปเพื่อจะหยิบดาบทาล่อนที่เป็นรางวัลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าวัลคิลลี่เพิ่งจะลุกขึ้น
และคว้าเอามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ออกมาและปาใส่รันฟากะเล่นทีเผลอ รันฟาไม่ทันตั้งตัวเลยเพิ่งจะรู้สึกตอนที่มีดพุ่งเข้ามาหาได้ครึ่งทางแล้วอีกไม่กี่วิมันคงพุ่งเข้าปักกลางหัว
ของเธอจนเป็นรูโหว่แน่


กึก!!


ปลายมีดกลับหยุดกึกกลางอากาศห่างจากหน้าผากไปเพียงไม่กี่นิ้วแทนที่จะปักเข้าไปในหัวของรันฟา หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้จะขยับตัวแต่อย่างใด เมื่อมีมือของ
คนๆหนึ่งมาจับคมมีดเอาไว้กลางอากาศพอดี รันฟารอดตายหวุดหวิดมาได้ขณะที่บุคคลที่เข้ามาช่วยนั้นมองไปที่วัลคิลลี่ด้วยแววตาและท่าทางที่ชวนสยดสยองเป็นที่สุด
สิ่งที่รันฟาเห็นจะเรียกว่าพลังงานลึกลับ เวทมนตร์ หรือความมืดดีเพราะเธอแยกไม่ออกว่ามันคืออะไรแล้ว หญิงสาวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่รุนแรงแบบไม่เคยเจอมาก่อน
จากผู้ที่เข้ามาช่วยจนแทบหายใจไม่ออก วัลคิลลี่มองกลับมาด้วยนัยน์ตาที่เบิ่งออกกว้างด้วยความกลัวและตกใจในเวลาเดียวกัน


“วัลคิลลี่... นี่คิดจะทำอะไร...” เสียงสะท้อนดังก้องในลำคอให้ความรู้สึกน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ไม่นับกับไอความมืดสีดำประหลาดๆที่แผ่ออกมาจาก
ร่างของคนๆนี้ และดวงตาสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องไปทางเด็กหญิงร่างใหญ่แบบไม่ลดละ


“มะ... แม่...”


“คุณเรเวน... คือเรื่องนี้...” รันฟาพูดหลังตั้งสติได้


“ไม่ต้องพูดฉันเห็นหมดแล้ว... ลูกคิดจะทำอะไร... คิดจะฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยรึไง... เพื่อดาบเล่มเดียว... ลูกรู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่!!!” เรเวนตวาดคำรามลั่นพร้อมกับความมืด
ที่ห่อหุ้มกายแผ่กว่างขยายรัศมีออกมา คราวนี้รันฟาได้รับผลไปเต็มๆเช่นเดียวกับวัลคิลลี่แม้จะไม่ได้หนักเท่า มีดสั้นที่วัลคิลลี่ปาใส่เธอเมื่อครู่ถูกสนิมเกาะในเวลาอันสั้น
ก่อนสลายเป็นผุยผงไปในที่สุด วัลคิลลี่ได้รับผลกระทบนี้หนักมากจนออกอาการหายใจลำบากเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบกโดยมนุษย์ไม่มีผิด


รันฟาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลยเหมือนกับตัวเองกำลังโดนดูดพลังงานออกจากร่างและเฉียดเข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกวินาที มันต่างกับคราวที่เรเวนสู้กับโครว์ก่อนหน้านี้
ลิบลับ มันทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันหากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงแย่แน่ รันฟารีบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่เดินเข้าไปหาวัลคิลลี่ที่อ้าปากพะงาบๆอยู่ตรงหน้า
ทีละก้าวอย่างยากลำบากเหมือนกับกำลังเดินต้านกลางลมพายุไม่มีผิด ไอสีดำพวกนี้มันมีคุณสมบัติที่แปลกชะมัดบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอะไรหรือมีสถานะเป็นอะไรกันแน่
แต่รันฟาก็ยังเดินฝ่ามันเข้าไปและเอาตัวบังวัลคิลลี่ไว้ทั้งที่มันอาจจะไม่ช่วยอะไรมากนัก


“หยุดก่อนค่ะ... คุณเรเวน...” รันฟาตะโกนสวนกับกระแสของคลื่นไอสีดำที่ถาโถมเข้ามา ทำเอาเรเวนต้องรีบผ่อนลงแต่ก็ยังไม่คลายหมดเสียทีเดียว


“คิดจะทำอะไร...”


“เธอยังเด็กอยู่ยังต้องเรียนรู้... อย่าทำแบบนี้ค่ะ...” รันฟาตอบเสียงหอบ


“ถอยไปซะ... ครั้งนี้วัลคิลลี่ทำเกินไป... ต้องให้บทเรียน... อย่าได้หันอาวุธใส่เพื่อนเด็ดขาด...” เสียงของผู้เป็นแม่แสดงถึงความเด็ดขาดแม้น้ำเสียงจะบอกว่าไม่อยากทำ
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มากนัก แต่ก็จำเป็นต้องทำ รันฟาเข้าใจในข้อนี้ดีแต่พอเห็นวัลคิลลี่ทรมานแบบนี้ใจมันก็อดทำแบบนี้ไม่ได้ แม้อีกฝ่ายกะจะฆ่าเธอเมื่อกี้นี้เลยก็ตามแต่เธอเพียง
แค่อยากจะสอนบทเรียนให้กับวัลคิลลี่เท่านั้นไม่ได้อยากเห็นเธอถูกทรมานอย่างที่เห็น ท่าทางนิสัยเก่าของเธอจะยังไม่ได้หายไปไหน


“เด็กคนนี้คือลูกสาวของคุณ... เห็นเธอทรมานแบบนี้... คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไงคะ!”


“....”


รันฟาตะโกนสุดเสียงด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ สติของเธอใกล้จะหลุดเต็มทีภาพรอบตัวเริ่มเลือนราง เรี่ยวแรงที่จะยืนต่อก็แทบไม่เหลือ ไอสีดำที่เรเวนแผ่ออกมา
กระทบร่างของรันฟาจนตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่หรี่ลงอย่างช้าๆเหมือนจะหนักอึ้งปิดสนิท เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน
คือเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอของใครบางคนเท่านั้น


“รันฟา... รันฟา... ผิง!”


แสงสว่างแยงตาคือสิ่งแรกที่รันฟารู้สึกถึงตอนที่เปลือกตาของเธอค่อยๆเปิดออก หญิงสาวต้องยกมือขึ้นมาป้องแสงไม่ให้เข้าตามากเกินไปแสดงว่าเธอต้องหมดสติไปนาน
เอามากๆด้วย ร่างกายแสดงออกอย่างชัดเจนถึงอาการอ่อนเพลีย มึน เวียนหัวจนแทบจะลุกขึ้นมาในตอนนี้ไม่ได้และความรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเธอหมดสติไปนาน
แค่ไหนแต่คงจะนานพอที่จะมีใครพาเธอมาไว้ที่ห้องพยาบาลแน่ ชักเกลียดกลิ่นแบบนี้ขึ้นมายังไงชอบกลซะแล้วสิ...


“ไงตื่นแล้วเหรอเจ้าหญิง...” เสียงของชายหนุ่มเป็นเสียงแรกที่ทักทายหลังเธอฟื้นตัว


“คุณอเล็กซ์... กลับมาแล้วเหรอคะ” รันฟากล่าทักทายอเล็กซ์ที่กลับมาจากการพักผ่อนเป็นที่เรียบร้อย แสดงว่าเธอต้องหลับไปนานมากแน่


อเล็กซ์หัวเราะในลำคอก่อนตอบ “ก็นะ... กลับมาได้พักหนึ่งแล้วล่ะ เธอเล่นสลบไปสองวันแบบนี้ทำเอาคนในทีมเป็นห่วงไปหมดเลยรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...”


“ไม่รู้สิคะ จำได้ว่าฉันดวลดาบกับวัลคิลลี่อยู่ดีๆจากนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเลย...”


“ก็ไม่ถามเพิ่มนะ... เธอต้องพักก่อนเสียดายที่ฉันไม่อยู่ด้วยตอนภารกิจก่อนหน้านี้ไม่งั้นคงได้ช่วยอะไรบ้าง จะว่าไปนี่มันดาบของเธอเหรอทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นเลยล่ะ?”
อเล็กซ์พูดพลางชูดาบทาล่อนที่อยู่ในมือให้ดู มันยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่มีใครได้ไปยุ่งอะไรกับมันเหมือนอย่างที่ควรเป็น


“ฉันได้มาในภารกิจน่ะค่ะ อยากให้ช่วยรบกวนตรวจสอบให้หน่อยไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?” รันฟาถาม


“ตรวจสอบดาบนี่น่ะเหรอ” อเล็กซ์มองดูดาบที่ถืออยู่ในมืออย่างพินิจ “จะว่าไปมันก็น่าสนเหมือนกันนะมีเทคโนโลยีแปลกๆติดอยู่ตรงฝักดาบด้วย เอาเป็นว่าจะช่วยตรวจสอบ
ให้ก็แล้วกันหลังจากฉันถามอะไรบางอย่างกับฮอว์คอายส์เรียบร้อยแล้ว” อเล็กซ์วางดาบลงที่ข้างเตียงก่อนดึงรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู รันฟาเกิดสงสัยขึ้นมาในน้ำเสียงและถ้อยคำ
ที่อเล็กซ์พูดออกมาเมื่อครู่นี้มันมีนัยบางอย่างจนอดที่จะถามไม่ได้


“มีเรื่องอะไรเหรอคะ?”


อเล็กซ์มองดูรูปถ่ายเก่าๆใบนั้นอย่างไม่วางตาก่อนพูดขึ้น “ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉันที่ยัยนั่นปิดบังเอาไว้เท่านั้นล่ะ...”









*************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 ธ.ค. 2017, 23:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

น่าสนใจมากเลยครับ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 463

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 06 มี.ค. 2018, 19:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

ขออภัยที่หายไปนานครับ!!! พอดีว่ายุ่งกับเรื่องงานมากไปหน่อยเลยไม่มีเวลามาแต่งมากนักกว่าจะหาเวลาได้ก็แทบแย่

เอาล่ะ!! มาชดเชยจากการที่หายไปนานเลยครับ!!


-------------------------------------------------------------------------------------

Episode 17 : Behind blue eye


กองเอกสารมากมายที่วางระเกระกะอยู่บนโต๊ะทำงานภายในห้องของผู้บัญชาการหญิงอย่างมิชเชลทำเอาหญิงแก่ต้องถอนหายใจมาหลายครั้งหลายคราแล้ว
นับแต่ภารกิจที่นิวยอร์กเรื่องราวเบาะแสข้อมูลทั้งหลายที่ต้องผ่านสายตาเธอทุกอย่างก็แห่กันเทเข้ามาสุมบนโต๊ะเธอจนรกไปหมด ขนาดนั่งเคลียร์ออกไปเกือบสามวัน
ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะลดลงแม้แต่นิดเดียว มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการไม่ว่าจะเป็นการจัดหากำลังพลใหม่มาทดแทนกำลังพลที่เสียไป หรือการตามรอยกลุ่มของ
พวก ดิ เซอร์เพนท์ ที่กำลังกบดานและซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆที่ไหนสักแห่ง ยิ่งได้รู้ว่าเรื่องราวพวกนี้มีชายหนุ่มสายพันธุ์อสูรอย่างโครว์อยู่เบื้องหลังด้วย


มิชเชลทำได้เพียงเอามือกายหน้าผากหนักๆและยอมรับว่าจะต้องมีเรื่องใหญ่มากกว่าเสียเมืองๆเดียวเกิดขึ้นแน่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่เธอมีหน้าที่ที่จะต้องทำ
ไม่มีเวลามาหยุดพักให้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ


แต่ถ้าจะมีเวลาให้งีบหรือนั่งเอนหลังนวดขมับเป็นพักๆก็พอจะมีเวลาอยู่บ้าง มิชเชลวางขวดเปล่าของเครื่องดื่มชูกำลังที่เพิ่งจะกระดกไปเป็นขวดที่สองแล้วของวันนี้
ลงบนมุมหนึ่งของโต๊ะก่อนจะเอนหลังและหลับตาลงเป็นการพักสายตาชั่วคราว ดวงตาทั้งสองข้างของเธอแทบจะมองอะไรไม่ชัดตาลายไปหมดหลังต้องนั่งอ่านกองเอกสาร
ข้อมูลติดต่อกันนานเกินไป ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นออกจากรูจมูกด้วยความเหนื่อยล้า คงมีเวลาให้พักอีกสักครู่ก่อนที่จะเริ่มลงมือจัดการกับกองเอกสารพวกนี้ต่อ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!


ท่าทางจะไม่ได้พักอย่างที่คิดซะแล้วเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นใจจริงอยากจะคิดว่านั่นคงเป็นเสียงเคาะประตูของห้องอื่นมากกว่าแต่ก็จำใจคิดแบบนั้นไม่ได้
เพราะห้องเดียวที่อยู่ในแถบนี้คือห้องทำงานของมิชเชลและเสียงเคาะก็ยังดังขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป มิชเชลเกาหัวที่เต็มไปด้วยผมยุ่งๆของเธอสองสามครั้ง
ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง คราวนี้คงไม่พ้นเรื่องสำคัญอย่างปัญหาโลกแตกหรือไม่ก็เรื่องมีเหตุโจมตีอีกตามเคย


“รู้แล้วกำลังไป...”


มิชเชลเปิดประตูเพื่อดูว่าใครกันที่มาหาเธอในเวลาแบบนี้แต่แล้วก็ต้องผิดคาด...


“อเล็กซ์? มีเรื่องอะไรล่ะถ้าจะมาคุยเรื่องเมื่อไหร่จะได้ออกงานก็รอก่อนนะมีเอกสารอีกเยอะที่ฉันต้องสะสาง...” มิชเชลรีบชิงพูดและตัดบทในทันทีพร้อมทั้ง
ปิดประตูแต่อเล็กซ์ก็เอามือขวางไว้


“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อผม?” อเล็กซ์ถามเสียงเรียบ


ประตูหยุดในทันใดมิชเชลมองมาทางอเล็กซ์อย่างสงสัยประหลาดใจ “นายพูดเรื่องอะไรน่ะ?”


“อย่ามาทำไขสือดีกว่าผู้บัญชาการ... คุณรู้จักกับพ่อผมรู้ตั้งแต่แรกรู้ว่าเขาเป็นใครแต่คุณไม่ยอมบอกผม บอกมาว่าพ่อของผมคือคนของสเป็คเตอร์ใช่ไหม?”


คำถามคาดคั้นพร้อมสีหน้าแววตาที่อเล็กซ์แสดงออกมาอย่างชัดเจนนั้นทำให้มิชเชลไม่รู้จะพูดอะไรไปพักหนึ่ง


“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”


อเล็กซ์พ่นลมหายใจออกจมูกดังพรืดพร้อมรอยยิ้มแห้งๆตรงริมฝีปาก ชายหนุ่มดึงแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมามันเป็นรูปถ่ายเก่าๆใบหนึ่งที่ถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์
ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยก่อน ในภาพถ่ายนั้นเป็นภาพหมู่ภายในงานแต่งงานซึ่งมีแขกผู้มีเกียรติหลายคนยืนเรียงแถวกันถ่ายภาพจนแน่น


“ถ้าผมตาไม่บอดคุณอยู่ด้วยในงานแต่งงานของพ่อผม ตรงนี้ไง” มิชเชลมองไปตามที่ชายหนุ่มชี้จุดนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆผู้เป็นเจ้าบ่าว
ถึงภาพจะมัวไปบ้างตามกาลเวลาและเค้าโครงหน้าที่ดูอ่อนกว่าหลายสิบปีแต่ก็ชัดเจนแน่ว่านั่นคือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่...


เจอเรื่องยุ่งเข้าให้แล้วไง...


มิชเชลถอนหายใจก่อนพูด “นายจำผิดแล้วมั้งอเล็กซ์บางทีนั่นอาจจะแค่คนที่หน้าเหมือนฉันก็ได้โลกใบนี้มีเรื่องแบบนั้นออกเยอะแยะไม่ใช่รึไงกัน”


อเล็กซ์ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูด “ก็ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นจริงก็คงใช่... แต่ถ้ามีคนมากกว่าหนึ่งที่หน้าเหมือนคอนเนอร์ คุณนุสจากแผนกซ่อม
หรือสมาชิกอาวุโสหน่วยฮาว์ดอีกหลายคนอยู่ในรูปนี้ ผมว่านี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญซะล่ะมั้งครับท่านผู้บัญชาการ...”


คราวนี้เหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่น่ากังวลเมื่อในภาพนั้นหากสังเกตดีๆจริงจะเห็นว่าที่อเล็กซ์พูดมานั้นเป็นจริงอย่างที่ว่ามา ภายในกลุ่มของแขกที่มาร่วมงาน
ในภาพนั้นนอกจากจะมีมิชเชลแล้ว ยังมีคนอีกหลายคนที่คุ้นหน้าทั้งคอนเนอร์ผู้บังคับบัญชาหน่วยฮาว์ดทีมอัลฟ่า นุสหัวหน้าช่างจากแผนกซ่อมบำรุงในช่วงที่ยังสาวๆ
และยังมีพวกคนแก่อีกหลายคนที่พอจะคุ้นหน้ายืนเรียงกันสลอนเสียจนปฏิเสธไม่ได้ว่าที่อยู่ในภาพนี้กว่าครึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสเป็คเตอร์แทบทั้งสิ้น


มิชเชลมองดูรูปภาพนั่นและดูดีว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงครั้นจะบ่ายเบี่ยงดูแววตาของอเล็กซ์แล้วเจ้าหนุ่มนี่คงจะไม่เลิกราง่ายๆแน่คนฉลาดแบบอเล็กซ์คงจะหาทาง
ล้วงความจริงได้สักทางสุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี บางทีการบอกความจริงไปตามตรงอาจจะเป็นทางเลือกเดียว


แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วแบบนี้เท่านั้นล่ะ...


“งั้นเข้ามาก่อนสิ ฉันว่าเราคงมีเวลานั่งคุยไปจิบชาไปได้นะ...”


มิชเชลออกปากเชิญชายหนุ่มให้เข้าไปในห้องของเธอ และอเล็กซ์ก็ตอบรับแต่โดยดีโดยการเข้ามาตามคำขอ ขณะที่อเล็กซ์เดินเข้ามาในห้องในทุกย่างก้าว
มิชเชลก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะตอบอเล็กซ์ให้ดีๆ เพราะว่าสิ่งที่เจ้าหนุ่มกำลังถามนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่าง ที่มิชเชลต้องตอบให้ดีๆไม่งั้นมันอาจจะเป็นการนำปัญหา
อีกอย่างมาให้แบบที่เธอไม่ได้ต้องการมันมากนัก โดยเฉพาะกับชายหนุ่มสมองไวแบบอเล็กซ์ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียวอย่าลืมว่าอเล็กซ์นั้นเป็นพวกที่ไม่สนอยู่แล้ว
ว่าจะต้องไปเหยียบใครเข้าเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการเพราะงั้นมิชเชลจึงต้องหาทางจัดการกับปัญหานี้อย่างรอบคอบที่สุด


กาน้ำชาขนาดเล็กถูกยกขึ้นรินลงบนถ้วยชาสองใบ กลิ่นหอมๆและไออุ่นจากชาร้อนๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย แต่อเล็กซ์นั้นกลับไม่แต่ถ้วยชาแม้แต่นิดเดียว
สีหน้าของเจ้าหนุ่มดูจะไม่มีอารมณ์มาจิบชาเท่าไหร่ อย่างน้อยคงไม่ใช่ตอนนี้ มิชเชลยกถ้วยชาของตัวเองยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม


“นายน่าจะจิบชาแก้เปรี้ยวปากหน่อยนะ ช่วยให้หายเครียดได้ดีเลย”


“อย่าห่วงเลยผู้บัญชาการ... ผมจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งชาหรอก เลิกวางมาดยักท่าแล้วบอกมาดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของผมกันแน่”
อเล็กซ์ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาขึงขังกระหายในคำตอบนั่นบอกอย่างชัดเจน มิชเชลทำเพียงแค่จิบชาต่ออีกอึกแล้ววางถ้วยลง


“ใจเย็นสิ อย่าลืมว่าการทำอะไรเขาห้ามใจร้อนต้องตั้งสติ ไม่งั้นหากอยู่ในสนามรบแล้วทำอะไรไม่รอบคอบมันจะมีผลร้ายแรงตามมา นี่โรงเรียนฝึกทหาร
เขาไม่ได้สอนนายมารึไง” มิชเชลถาม


“พอดีครูฝึกผมสอนว่าทำอะไรทำให้ไว พลาดวินาทีเดียวก็หมายถึงความตาย ตกลงว่าไงครับจะบอกไหมหรือต้องให้ผมลงมือแฮ๊กข้อมูลที่ว่านั่น ที่นี่...”
อเล็กซ์เริ่มกดเข้าอุปกรณ์สื่อสารพ่วงกับอุปกรณ์แฮ๊กของตน “...และเดี๋ยวนี้...”


นิ้วมือที่ทาบเอาไว้บนอุปกรณ์เป็นเหมือนกับไกปืนที่พร้อมจะลั่นเข้าใส่คลังข้อมูลและดูดเอาข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการออกมาได้ด้วยปุ่มเดียว มิชเชลรู้ดีว่าอเล็กซ์
ทำได้อย่างที่ว่าจริงๆ หกเดือนที่ผ่านมาเธอสังเกตดูชายหนุ่มทุกฝีก้าวเพื่อทดสอบความสามารถและอเล็กซ์ก็แสดงความสามารถทางด้านการล้วงและเจาะข้อมูลเครือข่าย
ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทำเอาแม้แต่โรห์น่าหรือโอราเคิ้ลยังทาบไม่ติด หากเครื่องเจาะข้อมูลนั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มสร้างและออกแบบเองก็คงไม่ต้องคิดว่ามันจะทำอย่าง
ที่พูดมาได้ไหม


เป็นเด็กที่รับมือยากจริงๆนั่นล่ะ..


อเล็กซ์หรี่ตามองพร้อมเอ่ยปากถามอีกครั้ง “ตกลงว่ายังไงครับ คำตอบน่ะ...”


มิชเชลถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมทั้งคิดในหัวอย่างถี่ถ้วนก่อนตอบ


“ใช่... พ่อของนายเคยเป็นอดีตสมาชิกของหน่วยสเป็คเตอร์ และเขาก็ตายในวันล่าเงาครั้งนั้นด้วย...”



อเล็กซ์ทำได้เพียงนั่งตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออกในหัวของชายหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงดีจะดีใจที่ในที่สุดก็ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กับพ่อที่หายไป หรือควรเสียใจที่ได้รู้ว่าเขา แม่และน้องสาวได้เสียพ่อไปเป็นเวลานานแล้ว ที่ผ่านมาถึงเขาจะรู้ว่าพ่อคงจะตายไปแล้วแต่พอมาได้ยินแบบนี้จริงๆ
กลับรู้สึกช๊อกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน


ชายหนุ่มพยายามคิดอย่างแทบเป็นแทบตายว่าจะทำยังไงต่อดี เขาควรบอกแม่และน้องสาวไหมว่าพ่อของเขาได้ตายไปแล้ว หรือว่าควรจะทำยังไงต่อไปดีกับอนาคต
ของตัวเอง อย่าลืมว่าตัวเขานั้นที่มาเป็นทหารก็เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อ และในเมื่อวันนี้ได้มารู้แล้วมันก็เหมือนกับว่าตนเองได้เสียจุดหมายที่ตามหา
มานานไปในที่สุด


มันเป็นความรู้สึกที่ชวนสับสนอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน...


“เขาตายยังไงครับ....” อเล็กซ์ถาม


แทนที่ฮอว์คอายส์จะเงียบปากเอาไว้เธอกลับเริ่มพูด “เขาตายระหว่างที่มีการบุกโดยพวก นอร์ท เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนคุ้มกันเจ้า เร้ดอายส์
ช่วงที่เรากำลังจัดการกับเรื่องชุลมุนหลายอย่างดันเกิดเรื่องเข้า...” ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์หยุดพูดไปกะทันหันเหมือนมีเรื่องที่ลำบากใจเกินจะพูดอยู่และอเล็กซ์
ก็อยากจะรู้คำตอบ


“เกิดเรื่องอะไรครับ บอกมาหน่อย!”


ฮอว์คอายส์นิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่งและตอบคำถาม “เขาถูกฆ่าโดยหนึ่งในอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของพวกนั้น... เขาถูกฆ่าโดย โครว์...”


คำตอบคราวนี้ยิ่งชวนอึ้งหนักกว่าคำตอบแรกหลายเท่านักหากพ่อเขาตายเพราะถูกยิงหรือว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้ฟังดูเหลือเชื่อแบบนี้ โครว์ชายหนุ่มผมดำที่อเล็กซ์
เคยเผชิญหน้ามาแล้วและยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าหมอนั่นไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน อเล็กซ์ยังไม่ลืมใบหน้าอันเย็นชาไร้ความรู้สึก แววตาที่กระหายเลือดราวกับ
เป็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงสวมร่างของมนุษย์อาศัยอยู่ อเล็กซ์มองครั้งเดียวก็รู้ว่าอันตรายแต่ก็ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะเป็นคนเดียวกับที่ฆ่าพ่อของเขาด้วย


โลกเรามันก็พิลึกดีนะว่าไหม...


อเล็กซ์ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ชายหนุ่มรู้สึกสับสนถึงขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน อเล็กซ์ต้องใช้เวลา
คิดทบทวนและพยายามสงบใจอยู่นานแต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้จากเวลาเพียงไม่กี่นาทีเริ่มพร่าเลือนกลายเป็นหลายสิบนาทีอเล็กซ์ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้จนกระทั้ง...


“แล้วนายจะเอาไงต่ออเล็กซ์?” ฮอว์คอายส์ถามหลังจากเงียบอยู่นานพอดู คงเพราะอเล็กซ์ยังไม่พูดอะไรออกมากว่าสิบนาที แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้อเล็กซ์ยังคิดไม่ออก
น่าแปลกที่ปกติเขามันเจ้าความคิดเข้าขั้นอัจฉริยะแท้ๆแต่พอมาเจอเรื่องแบบนี้สมองดันง่อยกินซะงั้น...


“ผมไม่รู้ครับ... ผมไม่รู้...”


ฮอว์คอายส์วางถ้วยชาที่เพิ่งกินหมดลงบนโต๊ะ “ถ้าให้ฉันเสนอคิดว่านายคงมีทางเลือกสองทางหนึ่งออกจากหน่วยนี้ฉันลบความจำโอนนายกลับเข้าสังกัดเดิม
ยกเว้นเรื่องพ่อของนาย ฉันจะเตรียมหลักฐานการตายของพ่อนายให้แล้วนายจะได้ไปบอกกับน้องสาวและแม่จบเรื่องไม่มีอะไรทั้งนั้น”


อเล็กซ์มองฮอว์คอายส์คิ้วขมวด “แล้วทางเลือกที่สองล่ะครับ?”


“ทางเลือกที่สอง นายอยู่หน่วยเราต่อไปทำงานอย่างที่ทำๆมาไปเรื่อยๆแล้วหยุดพวก ดิ เซอร์เพนท์ให้ได้ไม่แน่นายอาจได้โบนัสแถมคือการแก้แค้นให้กับพ่อนาย แต่ก็นะ... นายคงไม่สนข้อนี้เพราะยังไงนายก็คงเกลียดพ่อของนายเขาตายสักคนคงไม่มีความหมายกับนายใช่ไหมล่ะ?”


โครม!!


ชั่วขณะหนึ่งเหมือนโดนใครบางคนเอาค้อนมาตีหัวแรงๆแล้วพ่นไฟเผาหน้าซ้ำอีกที อเล็กซ์พุ่งตัวเข้าไปคว้าคอฮอว์คอายส์ด้วยอารมณ์โทสะเพียงชั่ววูบชายหนุ่มยกกำปั้น
ชูขึ้นเตรียมจะเหวี่ยงใส่หน้าฮอว์คอายส์โดยที่เธอไม่มีท่าทีขัดขืนในทางตรงกันข้ามเธอกับอยู่นิ่งๆให้อเล็กซ์ทำแบบนั้นไป ไม่รู้ทำไมทั้งที่ใจก็บอกว่าไม่สนพ่อคนนี้แต่ทำไม
พ่อมิชเชลพูดแบบนี้แล้วมันกลับคุมตัวเองไม่ได้ร่างกายขยับไปเองตามสัญชาติญาณ หรือว่าบางทีชายหนุ่มจะยังมีความรู้สึกกับพ่อคนนี้ลึกๆในใจ


สร้างปัญหาได้แม้กระทั่งตอนตายเลยนะ... ตาเฒ่า...


“เอ้า! ว่าไงจะเลือกอย่างไหนล่ะถ้าจะชกก็ชกซะสิ... เว้นแต่ว่านายไม่ได้เกลียดพ่อเหมือนอย่างที่นายพูดมาน่ะ...” ฮอว์คอายส์พูดท้าทายหน้านิ่งให้อเล็กซ์ต่อย
แบบไม่กลัวอเล็กซ์นิ่งอยู่ครู่เดียวก่อนจะปล่อยคอเสื้อของฮอว์คอายส์ลง


“.... นี่ไม่เกี่ยวกับตาเฒ่านั่นอีกแล้ว... ผมจะอยู่ที่นี่ต่ออย่างน้อยก็เพื่อแม่กับน้องสาวของผม... ขอบคุณที่บอกผมตรงๆ” อเล็กซ์หันหลังกลับไปที่ประตู
มือแตะเข้าที่ลูกบิดพลางเดินออกมาแบบเงียบๆ สิ่งที่ฮอว์คอายส์พูดมันจี้ใจชะมัด เกิดมายังไม่เคยเจอใครที่คุยด้วยแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์แบบนี้เลย


ความคิดของอเล็กซ์ยังคงสับสนกับสิ่งที่เพิ่งจะรับรู้มามีหลายสิ่งที่เขาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจหรือแม้กระทั่งยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการก็ตาม จุดยืนของชายหนุ่มเปลี่ยนไป
แทบจะในทันทีที่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเผชิญ แต่ถ้ามองในมุมกลับกันนี่อาจจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เขาต้องการก็ได้และเหมือนเป้าหมายที่เลือนลางในตอนแรกเริ่มปรากฏ
ให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย ซึ่งเป้าหมายที่ว่านั่นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว... โครว์


มีแค่ชื่อนี้เท่านั้นที่อยู่ภายในหัวของชายหนุ่มคงต้องเริ่มจากการหาข้อมูลของไอ้เจ้าอมนุษย์ตนนี้ให้ได้เสียก่อน หวังว่าในคลังข้อมูลจะมีอะไรเหลือเอาไว้บ้างนะ
อเล็กซ์ทำได้แค่หวังว่าจะมีข้อมูลมาพอที่ทำให้เขาไม่ต้องแฮ๊กเข้าไปในระบบฐานข้อมูลขององค์กรแบบไม่จำเป็น ว่าแล้วชายหนุ่มก็มุ่งหน้าตรงเข้าไปที่ห้องเก็บข้อมูล
ของหน่วยสเป็คเตอร์ในทันที


“อ-าเล็ก!!!”


เสียงทักทายกวนๆมาพร้อมการลากเสียงที่อเล็กซ์จำได้แทบจะในทันทีจนต้องรีบก้าวขาหลบออกด้านข้างด้วยความรู้สึกขยะแขยง ร่างอันผอมบางแต่หนักกว่าที่เห็น
ภายนอกกระแทกพื้นอย่างจังจนได้ยินเสียงดังไปทั่วทั้งบริเวณ ผมสีเหลืองทองสวมชุดประหลาดๆพร้อมอุปกรณ์สำหรับบินคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘วิง’ รูมเมทจอมป่วน
ประจำห้องของเขาที่กำลังหัวทิ่มพื้นก้นชี้ฟ้าแบบไม่เกรงหน้าประชาชีใดๆทั้งสิ้น และอเล็กซ์ก็ไม่ใส่ใจที่จะช่วยดึงขึ้นมาเพราะงั้นเลยปล่อยให้นอนก้นชี้ฟ้าอยู่แบบนั้นไป


“ไม่ใช่ตอนนี้วิง... ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเล่นหรือฟังมุขฝืดๆของนายหรอกนะ แล้วอีกอย่างนายเองก็ยังเจ็บอยู่ไม่ใช่รึไง?”


อเล็กซ์ตอบและถามกลับในทันทีหลังจากที่เห็น วิง ชายหนุ่มผู้เป็นกำลังรบทางอากาศรูปแบบมนุษย์ของทีม ดรากอนฟลาย โดดเข้ามาหาเขาได้ทำอย่างกับว่า
ไอ้อาการบาดเจ็บที่ถูกจรวดสตริงเกอร์ ยิงเข้าอย่างจังประกอบกับร่วงลงมาจากความสูงร่วมสามพันฟุตอีกก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น อเล็กซ์เองก็สงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน
เพราะไม่ว่าจะอึดทนทานได้แค่ไหนการที่โดนเครื่องยิงจรวดถล่มเข้าใส่ตรงๆแบบนั้นก็ไม่น่าจะลุกขึ้นมาวิ่งไล่จับชาวบ้านเขาแบบนี้ได้ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ เว้นเสียแต่ว่า
วิงจะเป็นพวกมีพลังพิเศษเหมือนอย่างคลอว์หรือคาเมเลี่ยน แต่มันจะเป็นพลังแบบไหนกันที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันได้ถึงขนาดนี้


“แหมใจร้ายอ่ะ!! อุตส่าห์หายดีแล้วแท้ว่าจะมากอดตัวเองให้หายคิดถึงหน่อย!”


“ไม่ต้องมาทำเป็นตลกรักไม้ป่าเดียวกันเลยมันน่าขยะแขยง!!” อเล็กซ์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตามที่พูดเป๊ะ อยู่ๆผู้ชายพายเรือทั้งแท่งมาพูดเรื่องอะไรสีม่วงแบบนี้
เจอเข้าเป็นใครก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างรวมถึงอเล็กซ์ด้วย


“ก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ว่าแต่กำลังจะไปไหนเหยอ?”


“จะไปที่ห้องข้อมูลฉันคิดว่าต้องไปหาข้อมูลของใครบางคนซะหน่อย...” อเล็กซ์ตอบส่งๆไปเพราะอยากจะสลัดไอ้จอมเพี้ยนรายนี้ให้หลุด เขาไม่มีเวลาว่างมาเล่นไร้สาระ
อะไรนักมันเป็นนิสัยของเขาที่มักจะจริงจังกับชีวิตเสมอจนคนรอบข้างมองว่าเขาเครียดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช้เสียทั้งหมด


คนอื่นจะมองยังไงก็ช่างฉันขอเลือกมีชีวิตแบบนี้นี่ล่ะดีที่สุดแล้ว...


“งั้นขอไปด้วยได้มะ?” วิงถามอย่างร่าเริง


อเล็กซ์พ่นล่มหายใจพลางกุมขมับ “แกไปแล้วจะได้อะไรฟะวิง ฉันแค่จะไปหาข้อมูลเท่านั้นแกเอาเวลาไปเล่นไร้สาระกับคนอื่นๆ อย่างคอนเนอร์ หรือ รันฟาไม่ดีกว่ารึไง?”


“ก็แค่อยากช่วย เอาน่าให้ฉันไปด้วยเถอะ!!!”


เจ้าหัวทองชุดไซบอร์กขอร้องเขาด้วยสายตาที่ออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆไม่มีผิดเห็นแล้วชวนให้อยากถีบไปไกลๆสายตา แต่จนแล้วจนรอดก็หมดปัญญา
ไม่รู้ว่าจะพูดไล่ยังไงดี ขืนไล่ไปอีกเดี๋ยวก็ได้ตามมาอีกแน่ อเล็กซ์เลยต้องยอมให้ตามมาด้วยเงื่อนไขที่เขาคิด


“ก็ได้... แต่ว่าต้องอยู่เงียบๆไปอย่ากวนประสาทฉันเด็ดขาดไม่งั้น...” อเล็กซ์เอาปืนลูกซองสั้นที่ขึ้นลำเรียบร้อยแล้วจ่อมาที่หน้าของวิงที่กำลังกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“คงรู้ผลนะ...”


“รับทราบครับ...”



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงถัดจากนั้นอเล็กซ์ใช้เวลาตลอดหนึ่งชั่วโมงในการหาข้อมูลทุกความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับอมนุษย์สุดโหดอย่าง โครว์ แต่ให้ตาย! ไอ้หมอนี่
ไม่ใช่พวกที่ใครควรจะไปต่อกรด้วยอย่างที่ฮอว์คอายส์บอกมาจริงๆนั่นล่ะเหยื่อแต่ละรายที่อยู่ในไฟล์ภาพนั้นถ้าจะให้จำกัดความในการพูดคือ ความตาย
อาจจะเป็นสิ่งที่ทรมานน้อยกว่าการตกเป็นเหยื่อของโครว์เสียอีกเห็นแล้วน่าขนลุกชะมัด แถมครั้นจะค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากข้อมูลทั่วไป
ไม่มีข้อมูลภูมิหลัง ไม่มีจุดกำเนิดทั้งไฟล์ภาพ เสียง หรือแม้แต่ชื่อจริง เหมือนเป็นผีมากกว่าคน เล่นเอาอเล็กซ์ต้องปวดขมับไปตามๆกัน สำหรับเขาแล้ว
การรู้เขารู้เรามากเท่าไหร่โอกาสที่จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งก็มีสูงขึ้นตามโดยเฉพาะกับคนธรรมดาอย่างอเล็กซ์ที่จะต้องไปต่อกรกับอีกฝ่ายที่เป็นพวกเหนือมนุษย์


“เจอทางตันเข้าอีกแล้วไง... ไอ้บ้านี่มันเป็นใครกันแน่นะ...” อเล็กซ์ถอดแว่นสายตาออกพลางขยี้ตาถี่ๆหลังจากใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงมองดูข้อมูลและภาพชวนสยอง
มาติดต่อกันร่วมชั่วโมง กาแฟเย็นชืดในแก้วลดเหลือแค่ครึ่งเดียวอเล็กซ์ทำเพียงซดลงคอหมดในรวดเดียวเท่านั้น


“แล้วทำไมถึงข้องมาหาข้อมูลของโครว์ด้วยล่ะ อ-าเล็ก” วิงที่นั่งเงียบๆอยู่ข้างอเล็กซ์มานานกว่าชั่วโมงแล้วถามในสภาพที่ร่างกายท่อนบนนอนแผ่ลงกับโต๊ะหนังสือ
ราวกับแมวขี้เกียจตัวหนึ่ง


“ก็แค่ต้องรู้จักศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เจอกันคราวหน้ามันอาจจะมีโอกาสให้เราเล่นงานมันได้ อีกอย่างนะถ้าเบื่อนักล่ะก็จะไปตอนนี้ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ...”
อเล็กซ์มองค้อนไปทาง วิง อย่างเหนือยหน่าย อย่างน้อยถึงชั่วโมงที่ผ่านมาเจ้าหัวทองสุดขี้เกียจตัวนี้จะไม่ได้พูดกวนประสาทอะไรเขาก็เถอะแต่มาแบบนี้มันก็เหมือนมา
เสียเวลาไปเปล่าๆนั่นล่ะ อเล็กซ์รู้ดีว่ามันอาจจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาแต่ว่าทุกวินาทีนั้นมีค่าไม่ควรใช้เวลาไปอย่างเสียเปล่ากับเรื่องไร้สาระไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
ทุกคนล้วนมีเวลาเป็นของตัวเองแทบทั้งสิ้น...


“เปล่-า...แค่อยากถามว่าถ้าอยากรู้เรื่องโครว์ทำไมไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ ก็เธอเป็นน้องสาวของเจ้านั่นไม่ใช่รึไงกัน...” วิงตอบขณะยังคงนอนแผ่บนโต๊ะเหมือนเช่นเดิม


“เมื่อกี้นายว่าไงนะ...”


วิงชะเง้อหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก่อนตอบอีกที “ฉันบอกว่าทำไมนายไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ เพราะเธอเป็นน้องสาวของโครว์นี่นา...”


อเล็กซ์ถึงกับบางอ้อขึ้นในทันทีไอ้เขาก็มัวแต่โง่อยู่นาน การจะหาข้อมูลของใครก็ตามหากอยากจะได้ข้อมูลบุคคลที่ละเอียดมากกว่าในฐานข้อมูลวิธีนั้นคือ
การถามพวกคนสนิทรวมไปถึงญาติพี่น้องทำนองนี้ด้วย ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้กันนะ ต้องให้คนเพี้ยนๆอย่าง วิง มาชี้แนะให้แบบนี้มันเสียฟอร์มหมด


มีหัวให้ผมขึ้นแท้ๆอเล็กซ์เอ๋ย...


พอได้ความอเล็กซ์ก็รีบตรงไปที่ห้องของเรเวนที่อยู่ในเขตที่พักของหน่วยพีเจี้ยนในทันทีโดยไม่สนใจที่จะเก็บของส่วนตัวที่วางอยู่บนโต๊ะของห้องเก็บข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่อเล็กซ์สนใจในตอนนี้คือคำถามใหม่ที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่นี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสองพี่น้องคู่นี้กันแน่และจะว่าไปทั้งสองคนมีชื่อเรียกเป็นชื่อนกเหมือนกันด้วย โครว์ (อีกา)
และเรเวน (นกเรเวน) ทั้งสองชื่อนี่เป็นนกที่มีรูปร่างและสีสันใกล้เคียงเหมือนกัน ฟังดูแล้วมันไม่น่าจะใช่ชื่อจริงน่าจะเป็นชื่อรหัสเสียมากกว่าบางทีมันอาจจะมีเรื่องราว
ที่น่าดูชมซ่อนอยู่ก็ได้ยิ่งคิดแล้วมันยิ่งอยากรู้คำตอบเร็วๆซะจริง...


อเล็กซ์เดินตรงเข้าไปที่ห้องฝึกซ้อมของกลุ่ม พีเจี้ยน เท่าที่จำได้ ด๊อกเตอร์นุสรา เคยบอกว่าเรเวนมันจะชอบใช้เวลาช่วงนี้อยู่ในโรงฝึกของกลุ่มพีเจี้ยนเพียงลำพัง
แถมยังห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ต้องใช้ห้องฝึกขนาดพอๆกับสนามบาสเก็ตบอลสองสนามเพียงคนเดียวแถมยังห้ามไม่ให้คนอื่นเข้าไป
รบกวนด้วย แต่ก็ห้ามอเล็กซ์จากความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้เพราะงั้นอเล็กซ์เลยตัดสินใจที่จะเข้าไปในห้องฝึกแล้วก็....


โครม!!


ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปร่างของชายหนุ่มก็แทบจะปลิวติดฝาทันทีก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นฟาดเข้าให้อย่างจังไม่รวมกับ
ความรู้สึกกดดันหายใจไม่ออกเหมือนโดนคลื่นยักษ์ในท้องสมุทรพัดจมลงไปใต้เกลียวคลื่น อเล็กซ์แทบจะลืมตาไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำแรงกดดันมันมากไป ที่พอจะทำได้
คือการเปิดตามองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่แรงกดดันนั่นเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป


‘นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!’ อเล็กซ์ต้องอุทานในใจดังๆเพราะเมื่อได้เห็นออร่าสีดำประหลาดที่แฝงเข้ามากับแรงกดดันนั่นด้วย มันราวกับเป็นคลื่นสีดำที่เปี่ยมด้วยพลังมหาศาล
ยากจะหยั่งถึงและตรงใจกลางที่ความดำมืดเข้มข้นที่สุดก็มีร่างเงาสีดำกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีที่สงบตรงกันข้ามกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิง


อเล็กซ์รีบกระเสือกกระสนที่จะหลุดออกจากสภาวะเช่นนี้ให้ได้ชายหนุ่มพยายามออกแรงอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเอาตัวรอดแต่มันก็ไม่มีผลอะไรร่างกายไม่ขยับอย่างที่ใจนึก
เลยสักนิดจนกระทั้งเริ่มอ่อนแรง อเล็กซ์ไม่เหลือพละกำลังพอที่จะทานทนต่อไปได้สติเริ่มเลือนลางขณะที่ภาพของคลื่นสีดำกำลังพร่ามัวเลือนลางหายไปที่ละนิดก่อนจะ
แทนที่ด้วยความมืดในเวลาไม่นาน...



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ภายในห้องเล็กๆของผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์ มิชเชลกำลังนอนอยู่บนเตียงพลางคิดในหัวไปมาจนรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าแล้วก็กลับมานอนบนเตียงเหมือนเดิม
วนไปเรื่อยเหมือนลูบที่ไม่มีสิ้นสุดการพูดคุยกับอเล็กซ์เมื่อครู่นี้ดูจะเป็นเรื่องที่จะมีผลบางอย่างตามมาในอนาคตด้วยจากนี้ไปเรื่องมันคงจะยุ่งยากขึ้นกว่าเก่าแน่เธอสังหรณ์ใจ
ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายสิบปีในเรื่องพวกนี้ ความสงสัยและความกระตือรือร้นของพวกหนุ่มสาวไม่ใช่อะไรที่จะดูถูกได้


และขณะที่นอนบนเตียงสายตาของเธอยังมองเพ่งไปที่ป้ายชื่อทหารจำนวนมากถูกแขวนร้อยกันเป็นพวงเดียวกันห้อยอยู่ตรงหัวนอนเธอไม่ต่างจากโมบายของเล่นเด็กแรกเกิด
ที่ห้อยไว้เหนือเปลเลยสักนิดป้ายชื่องเหล่ามิตรสหารมากมายที่ร่วงโรยกันไปตามกาลเวลาและในหน้าที่ทุกรายชื่อที่แขวนอยู่นั้นยังรวมถึงป้ายของริโก้ ที่ยังคงมีคราบเลือดแห้งๆ
ติดอยู่บางจุด...


ความเจ็บปวดลึกๆในใจปรากฏขึ้นเมื่อมิชเชลนึกย้อนกลับไปยังอดีตที่ยังค้างคาอีกครั้งเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะเริ่มขึ้นเป็นการเปิดม่านของการสูญเสียครั้งใหญ่
ของสเป็คเตอร์เมื่อสิบปีก่อน...


ภายหลังจากมีการยืนยันการปรากฏตัวของทาล่อนไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้นการปะทะน้อยใหญ่ก็เริ่มขึ้นทหารจากหน่วยฮาวด์และฟอกซ์จำนวนมากได้ยืนหยัดตั้งมั่น
ตรึงพื้นที่เอาไว้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ทำได้เพียงซื้อเวลาเพียงน้อยนิดเพราะทุกคนต้องเข้าปะทะกับทาล่อนที่บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก พวกทาล่อนที่ดูภายนอกเหมือน
มนุษย์รูปแบบหุ่นไซบอร์กนินจากลับมีพิษสงร้ายกว่าที่เห็นมาก นักรบรายแล้วรายเล่าที่ตกเป็นเหยื่อคมดาบและความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของพวกมันแทบไม่มีโอกาสรอด
เลยเสียด้วยซ้ำจากการต่อสู้อาจจะมีพวกมันถูกทำลายไปบ้างแต่นั่นก็ยังเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยหากเทียบกับหน่วยทาล่อนส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่


มิชเชลที่ตอนแรกถูกส่งไปต้านทานพวกทาล่อนพ่ายแพ้กลับมาจนต้องพลัดหลงจากกลุ่มมีเพียงริโก้นายทหารหน่วยฮาวด์ผู้เป็นคนรักของเธอเท่านั้นที่เหลืออยู่
ขณะที่สมาชิกคนอื่นๆทำได้เพียงกระจัดกระจายกันออกไปตามยถากรรม ริโก้ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากแผลถลอกเล็กๆตามตัวขณะที่มิชเชลได้รับบาดเจ็บที่ขา
แม้ไม่มีบาดแผลภายนอกแต่อาการข้อเท้าพลิกก็หนักหนาสาหัสไม่ใช่เล่นจนริโก้ต้องคอยพยุงเธอเดินไปตามทางเดินมืดๆที่มีเพียงความเงียบสงัดเป็นบรรยากาศของที่นี่
ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่หน่วยรบทมิฬกว่าพันชีวิต


น่าขำที่ตอนนี้มันเงียบอย่างกับป่าช้าไปแล้ว...


“พักตรงนี้ก่อนนะมิจจี้ ขอดูขาเธอก่อน...” ริโก้พูดขณะที่พยุงร่างของหญิงสาวให้นั่งพิงกำแพงพร้อมทั้งดูอาการตรงขาของเธอ แม้ในเวลาแบบนี้ริโก้ยังเรียกเธอว่า ‘มิจจี้’
ได้อีก เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเจ้าหนุ่มก็เรียกเธอแบบนี้จนชินแล้ว


“ไม่เป็นไรหรอกริโก้ฉันพอทนไหว ห่วงก็แต่ลูกของเรานั่นล่ะป่านนี้ไม่รู้จะร้องไห้งอแงไปถึงไหนแล้วนี่สิ...” หญิงสาวกล่าวขณะที่หยิบรูปภาพของเด็กทารก
ท่าทางน่ารักน่าชังคนหนึ่งขึ้นมาดู


อันที่จริงแล้วเธอกับริโก้แต่งงานกันได้ไม่ถึงปี อาจจะเรียกว่าเธอตั้งท้องก่อนแต่งก็ไม่ผิดนักอันที่จริงทั้งเธอและริโก้มีความคิดจะแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว
แต่เพราะทั้งสองฝ่ายยังลังเลว่าภาระหน้าที่ที่แบกรับอยู่จะนำมาซึ่งปัญหาของชีวิตคู่ มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักสำหรับการตั้งท้องก่อนแต่งงานแบบนี้
แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองคนสามารถตัดสินใจแต่งงานกันได้ในท้ายที่สุดก็คงต้องขอบคุณ ‘นางฟ้าตัวน้อยๆ’ คนนี้เหมือนกันที่ช่วยให้อะไรหลายๆอย่าง
มันง่ายขึ้นอีกเยอะ


“หายห่วงน่า ไอช่า ตอนนี้อยู่กับนุส เธอรับผิดชอบดูและลูกของเรามาตลอดเพราะงั้นหายห่วงได้ ตอนนี้ที่เราต้องทำก็คือออกไปจากที่นี่ไปกอดลูกกัน...” ชายหนุ่ม
ยิ้มกับภรรยาขณะที่เอาผ้าพันแผลพันตรงข้อเท้าของมิชเชลไม่ให้เคลื่อน


มิชเชลมองดูชายหนุ่มผู้เป็นสามีอย่างสุขใจแม้จะเป็นสถานการณ์คับขันแต่ริโก้ก็ยังคงทำให้เธอยิ้มได้เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน เธอเองก็จะมัวแต่เป็นตัวถ่วงไม่ได้แล้ว
หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันทีหลังจากพันขาเสร็จ ทางออกจากที่นี่อยู่อีกไม่ไกลป่านนี้คนอื่นๆในทีมคงกำลังรอพวกเธออยู่ ไม่มีเวลามามัวโอ้เอ้อีกแล้ว


“ไปกันเธอชักเป็นห่วงแล้วว่าไอช่าจะป่วนนุสไปขนาดไหนแล้วด้วยสิ...”


ริโก้พยักหน้ารับก่อนจะพยุงร่างมิชเชลขึ้นมายืนอีกครั้ง ทว่าไม่ถึงอึดใจถัดจากนั้นริโก้ก็หยุดเท้าเหมือนมีอะไรบางอย่างก่อนจะยกปืนกล M240L กระบอกเขื่องขึ้นมาเล็ง
เตรียมเจาะอะไรก็ตามที่มีท่าทีคุกคามไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนชายหนุ่มก็ไม่หวั่น หากงานนี้จะต้องยิงแหลกเพื่อปกป้องภรรยาผู้เป็นที่รักของเขาคนนี้ สายตาของริโก้จับจ้อง
มองไปที่บางอย่าง กำลังเคลื่อนที่ตรงมาทางพวกเขาอย่างเชื่องช้า ริโก้ขึ้นลำปืนนิ้วสอดเข้าโกร่งไกเตรียมเอาไว้ และกำลังจะกดเหนี่ยวไกปืนในอีกไม่กี่อึดใจ


“พวกนาย! ริโก้ ฮอว์ค!” ร่างในเงามืดพูดทักทั้งคู่ขึ้นมาก่อนจะเดินออกมาจากเงา จนเห็นใบหน้าและร่างบางส่วนชัดเจนมากขึ้น หน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าแดง
พร้อมปืนลูกซองดุ้นเบ่อเริ่มในมือ ถึงสภาพร่างกายอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยเขม่าควันและเศษอิฐเศษปูนมิชเชลก็พอจะมองออกว่าเป็นใคร


“หัวหน้า! มาได้ไงคะเนี่ย?” มิชเชลถามอย่างประหลาดใจหลังจากที่เร้ดวูลฟ์หัวหน้าทีมอัลฟ่าเดินออกมาจากเงามืดในสภาพที่มอมแมมไปทั่วทั้งร่าง
ท่าทางจะผ่านอะไรที่หนักหนาสาหัสมาเอาการทีเดียว ริโก้เห็นดังนั้นเลยรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนหลังล้มทรุดลงไปเมื่อครู่ ถึงสภาพจะสะบักสะบอมมา
แต่มองในแง่ดีก็ไม่ได้มีแค่เธอกับริโก้เท่านั้นที่ยังรอดอยู่


“อย่าเพิ่งถามเลย... เราต้องรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เร้ดวูลฟ์พูดเสียงหอบ มิชเชลอาจจะไม่ใช่หมอแต่เธอก็ดูออกว่าเร้ดวูลฟ์กำลังแย่ อาการหายใจหอบถี่ ครั้นเนื้อครั่นตัว
ไอแห้งๆออกมาเป็นระยะและอาการที่เหมือนจะมีไข้ อาการแบบนี้คล้ายกับถูกพิษ หรือไม่ก็โดนไวรัสอะไรสักอย่างมา


ร่างของผู้บัญชาการทรุดลงกับพื้นอีกรอบ มิชเชลเลยรีบต้องรีบเข้าไปช่วยริโก้พยุงเนื้อตัวของหัวหน้าอีกแรง เนื้อตัวดูจะร้อนไม่ใช่เล่น นี่คงไม่ใช่อะไรพื้นๆอย่าง
ไข้หวัดใหญ่อะไรเทือกนั้นแน่...


“เห็นด้วยครับ หัวหน้าเองท่าทางต้องการหมอ หวังว่าจะยังมีใครรอเราอยู่ที่ทางออกนะครับ”


“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่ฉันกังวลตอนนี้ไม่ใช่พวกกองกำลังนอร์ทหรือพวกทาล่อนหรอก ที่ฉันกังวลคือ โครว์ต่างหากล่ะ...”


มิชเชลนิ่งไปครู่หนึ่งหลังได้ยินชื่อที่มีความหมายว่าอีกาหลุดออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยลมหายใจแผ่วเบาของเร้ดวูลฟ์ มิชเชลรู้จักมันเป็นอย่างดีเพราะมันคือตัวอันตราย
อันดับต้นๆของบัญชีดำสเป็คเตอร์ โครว์ อมนุษย์ที่เกิดจากการทดลองวิปริตของพวกนอร์ทในความพยายามที่จะสร้างสุดยอดทหารเหนือมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธชีวภาพ
แต่ผลการทดลองที่ได้กลับสร้างสิ่งที่สยดสยองกว่านั้นขึ้นมาเกิดกว่าจะเรียกว่าเป็นแค่อาวุธชีวภาพธรรมดา มิชเชลไม่เคยลืมเพราะการปะทะกับโครว์ครั้งล่าสุด
เธอต้องเสียลูกน้องไปทั้งหน่วยจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ทุกคนที่เผชิญหน้ากับโครว์ล้วนแต่หายสาปสูญไปโดยที่ไม่เหลือแม้กระทั่งศพให้ค้นหา


หากที่เร้ดวูลฟ์พูดมาเป็นจริงล่ะก็ นั่นก็หมายความว่ามิชเชลกำลังงานเข้าครั้งใหญ่ อาจจะมโหฬารเลยเสียด้วยซ้ำ...


มัวเสียเวลาอยู่ไม่ได้อีกแล้วในฐานทัพนี้อันตรายเกินไป พวกเขาต้องรีบไปให้พ้นจากตรงนี้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้-


ปัง!!


เสียงปืนดังขึ้นจากมุมมืดทำให้ทั้งหมดต้องรีบหาที่หลบโดยด่วน เร้ดวูลฟ์ที่พอจะจับอาวุธสู้ได้ในระดับหนึ่งยิงสวนกลับไปในเงามืด สายตาของผู้บัญชาการแก่ๆ
กำลังมองหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขยับได้และยิงใส่ทันทีที่สบโอกาส ริโก้รีบลากมิชเชลออกมาจากจุดปะทะก่อนจะวางร่างมิชเชลเอาไว้ตรงเศษซากของอาคารที่ถล่ม
บางส่วน มันเหมาะจะใช้เป็นที่กำบังชั่วคราวได้ อาจจะไม่มากแต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร


“เธออยู่นี่ก่อนนะฉันจะไปช่วยหัวหน้า!”


มิชเชลพยักหน้า “ไปเถอะ... ระวังตัวด้วยนะ”


ริโก้ตอบรับก่อนจะคว้าปืนออกไปช่วยยิงสนับสนุนเร้ดวูลฟ์อีกแรง เสียงปืนคำรามดังติดๆกันเป็นจังหวะขณะที่มิชเชลทำได้เพียงยิงคุ้มกันจากจุดที่อยู่แบบห่างๆเท่านั้น
ถึงเธอจะยิงแม่นที่สุดในกลุ่มแต่ด้วยสภาพแบบนี้บวกกับกระสุนที่มีจำนวนจำกัด การยิงทุกนัดต้องยิงแบบหวังผลเข้าจุดตายจริงๆ


หลังการปะทะอย่างดุเดือดเริ่มขึ้นไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแต่มันคงนานมากแล้วแน่ๆเพราะเธอได้ยินเสียงปืนของริโก้คำรามอยู่เนื่องๆคอยพ่นลูกตะกั่ว
เข้าใส่ความมืดที่ย่างกรายเข้ามา หากมันเป็นการปะทะด้วยปืนอย่างเดียวอันนี้คงพอทนไหวแต่อีกฝ่ายดันขนอาวุธหนักอย่างเครื่องยิงจรวดติดมาด้วยนี่สิ
มิชเชลแทบต้องระวังจรวดที่พุ่งเข้ามาอยู่เป็นระยะถึงโครงสร้างของทางเดินนี่จะออกแบบมาให้ทนทานกับระเบิดก็เถอะแต่ก็ใช่ว่ามันจะทนรับได้ตลอด
แถมยังต้องคอยระวังสะเก็ดระเบิดที่อาจจะพุ่งเข้ามาทิ่มร่างของทุกคนได้ทุกเมื่อ


พูดตามตรงว่าสถานการณ์ตอนนี้กำลังเสียเปรียบสุดๆ หัวหน้าก็ดูเหมือนจะโดนอะไรเข้าจนทำให้สู้ได้ไม่เต็มที่ มิชเชลก็ขาแพลงเดินไม่ได้กระสุนก็เริ่มเหลือน้อย
มันคงถึงเวลาที่ต้องเผ่นออกมาโดยด่วนแล้ว


“ริโก้! เราต้องออกไปจากที่นี่ กระสุนฉันจะไม่เหลือแล้ว!” มิชเชลตะโกนบอก


“รู้แล้ว คุ้มกันด้วยฉันจะไปเอาตัวหัวหน้าออกมาก่อน!” ชายหนุ่มลดจำนวนการยิงลงก่อนจะตรงเข้าไปลากร่างของเร้ดวูลฟ์ที่นอนหมอบอยู่ตรงกองซากปรักหักพังใกล้ๆนั้น


มิชเชลยกปืนประทับบ่าอย่างมั่นคงพลางมองหาเป้าหมายอย่างใจเย็น เมื่อจับทางได้เธอก็กดไกปืนระเบิดกระสุนออกไปทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
จนแทบจะได้ยินเสียงโหยหวนของเหยื่อก่อนตายแทบจะในทันทีที่ยิงออกไป เปิดช่องให้ริโก้วิ่งไปหาเร้ดวูลฟ์ได้อย่างปลอดภัย มิชเชลรีบยิงนัดที่สอง
ตามไปติดๆเพื่อเป็นการล่อเป้าให้ข้าศึกหันมาสนใจเธอแทนขณะที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกมาจากที่กำบังและตรงเข้ามาหาเธอโดยไม่มีใครยิง


แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่มิชเชลคิดว่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวล่ะก็เธอคงต้องคิดใหม่...


ช่วงที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกจากดงกระสุน อยู่ๆฝ่ายข้าศึกก็หยุดยิงไปแบบไม่ทราบสาเหตุ มันอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับคนส่วนใหญ่แต่กับทุกคนรู้ดีว่ามันไม่ใช่
การที่ข้าศึกหยุดยิงพร้อมกันทั้งที่กำลังได้เปรียบมันก็มีความหมายอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือกำลังจะมีบางอย่างที่ร้ายกว่าลูกกระสุนเข้ามาทางนี้


“เขามาแล้ว... โครว์...”


เร้ดวูลฟ์พูดเสียงแผ่วขณะมองดูกลุ่มควันประหลาดมาพร้อมขนนกสีดำทมิฬกำลังลอยเข้ามาจากความมืดก่อนจะก่อตัวควบแน่นเป็นรูปร่างของคนในเวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น
มิชเชลมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดจากมุมนี้และรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะตามมานั้นมันเลวร้ายมากเข้าขั้นวิกฤต เธอรีบค้นตัวว่าเหลืออะไรที่พอจะใช้งานได้บ้าง จนแล้วจนรอด
ไม่มีอะไรเลยระเบิดมือ ระเบิดแสงก็ไม่มี หรือแม้แต่ควันก็หมดไม่เหลืออะไรสักอย่างนอกจากกระสุนไรเฟิลอีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น


‘วิกฤตสุดขั้วของจริง... เอาเถอะนัดนี้จะต้องมีคนตายสักคน...’


มิชเชลคิดอย่างร้อนใจก่อนจะใส่กระสุนนัดสุดท้ายเข้ารังเพลิงและรอจังหวะเหมาะๆสักวินาทีที่จะลั่นไกเพื่อพลิกเกม ถึงเธอไม่ใช่พลแม่ปืนหลักของทีมแต่คนระบุเป้าแบบเธอ
ก็พอจะยิงได้อยู่แถมระยะแค่นี้การจะยิงให้โดนหัวในทีแคบๆภายในนัดเดียวก็ไม่ได้เกินความสามารถของเธอมากนักหรอก


กลุ่มควันสีนิลรวมร่างเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งร่างกายผอมสมส่วน ใบหน้าคมเข้มผิวขาวซีดเหมือนซากศพตัดกับสีผมที่ดำสนิทมีควันประหลาดสีดำลอยอยู่รอบตัวแบบจางๆ
ดวงตาสีเหลืองอำมหิตพาดขวางราวกับตาของเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อหากแต่นั่นไม่ใช่นกนักล่าอย่างที่เข้าใจ มันคือวิหกผู้ส่งสารแห่งความตาย ผู้รับใช้ของยมทูตล่าวิญญาณ
จากนรก บ่งบอกนามได้ชัดเจนที่สุด


“โครว์...”


“ไม่เจอกันนานทีเดียว... เร้ด...” ชายหนุ่มกล่าวทักขณะมองไปรอบตัวอย่างช้าๆ สายตาของโครว์นั้นไวมากพอจะมองเห็นมิชเชลที่ซุ่มตัวอยู่ตรงซากปรักหักพัง
พร้อมไรเฟิลหนึ่งกระบอก มิชเชลรู้ข้อนี้ดีแต่เธอพยายามไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ ขอแค่เปิดโอกาสเหมาะๆเท่านั้นเธอจะลั่นไกเด็ดหัวไอ้อีกาตัวนี้ให้ร่วงจากฟากฟ้าเลย


“ก็ตลกดีนะที่อีกาแบบแกโผล่มาในที่แบบนี้ เป็นอะไรไปพวกนอร์ทไม่ให้ซากศพแกกินเป็นของว่างอีกแล้วรึไงกัน...” ริโก้ที่พยุงตัวของเร้ดวูลฟ์อยู่พยายามพูดแถ
ทำใจดีสู้เสือ เพื่อถ่วงเวลาให้หาทางเผ่นออกจากสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้ก่อน แต่อีกฝ่ายกลับมองมาทางเขาด้วยอารมณ์เมินเฉยคล้ายจะไม่สนใจในคำพูดยั่วยุของริโก้
มากไปกว่าสภาพของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังย่ำแย่ลงทุกที


“ถ้าจะแค้นใครคนๆนั้นก็ควรเป็นฉัน ลูกน้องฉันไม่เกี่ยวนายทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน...” เร้ดวูลฟ์ถามและพยายามฮึดสู้กับอาการของตัวเอง ทั้งที่ร่อแร่เต็มแก่จนกระทั่งทรุด
ลงไปกับพื้นขนาดริโก้ยังประคองแทบไม่อยู่


“อย่าอวดเก่งหน่อยเลย... ไวรัสของฉันมันจะทำให้นายตายอย่างช้าๆและทรมาน... ถ้ายังอยากจะมีชีวิตลมหายใจสุดท้ายดีๆ อย่าขัดขืนออกแรงดีกว่า...”


“ไวรัส!? นี่แกทำอะไรกับหัวหน้ากัน” ริโก้พูดขึ้นด้วยความตกใจและพยายามคาดคั้นความจริงให้ได้แต่เร้ดวูลฟ์กลับยั้งมือห้ามเอาไว้เป็นการปราม
ก่อนจะรีบรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นมา


“เขาพูดไม่ผิด... ฉันโดนไวรัสของโครว์เล่นงานเข้า... มันเป็นไวรัสที่สร้างจากเลือดของเขา... มันกำลังลามไปเรื่อยๆฉันไม่รู้ว่าจะยั้งได้อีกนานแค่ไหน...
นายควรทิ้งฉันแล้วไปซะดีกว่าริโก้...”


“ถูกแล้ว... และมันจะต้องจบวันนี้... ฉันจะกำจัดสวะที่พรากทุกอย่างไปจากฉัน.... พวกแกทุกคนจะต้องตาย... ตายไปพร้อมกับองค์กรเน่าๆของพวกแกที่ฉันจะกินให้หมด!!”


ไอแห่งความตายแผ่ออกมาจากร่างของโครว์ในชั่วพริบตาเดียวทุกคนรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อร่างของโครว์กำลังถูกย้อมไปด้วยสีดำทมิฬ
มิชเชลจ้องเขม่งเล็งเป้าอีกฝ่ายไม่ขยับตัวนี่คือโอกาสของเธอแล้ว กระสุนเหลือเพียงนัดเดียวไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด โอกาสมาถึงเป้าไม่เคลื่อนที่ไม่มีสิ่งใดขวาง
มิชเชลสอดนิ้วเข้าไกและออกแรงกดเพียงเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจให้เข้ากับจังหวะของการยิง เล็งไปที่หัว...


“ลาขาดล่ะ...”

ปัง!!


ไกปืนถูกกดอย่างนิ่มนวลก่อนจะบรรจงกระแทกเข็มแทงชนวนตีเข้าลูกปืนในรังเพลิงส่งกระสุนรีดผ่านลำกล้องพุ่งทะยานออกไปหาเป้าหมายที่เล็งเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ โครว์ที่กำลังตกเป็นเป้าของคมกระสุนยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหน แต่แล้วรอยยิ้มเล็กๆแสดงถึงความเจ้าเล่ห์
ของชายหนุ่มก็ปรากฏออกมา มิชเชลมองเห็นมันในเสี้ยววินาทีก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเลือนรางเงาดำพุ่งออกจากร่างของโครว์ยืดไปที่ริโก้และเร้ดวูลฟ์ ดวงตาสองข้าง
ของหญิงสาวเบิ่งออกกว้างเมื่อตอนนี้ร่างที่อยู่ในวิถีปืนไม่ใช่โครว์อีกแล้ว หากแต่เป็นผู้ชายอีกคนที่เธอรักที่สุดกำลังถูกดึงเข้ามาใช้ให้เป็นโล่มนุษย์ในตอนนี้...


“ไม่นะ ริโก้!!”


มิชเชลตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติเมื่อเห็นร่างของสามีถูกเจาะด้วยคมกระสุนของเธอเอง กระสุนพุ่งเข้าเจาะส่วนที่เป็นช่องว่างไม่มีเสื้อเกราะป้องกัน ร่างของริโก้
ลอยอยู่เหนือพื้นกลางลำตัวมีรอยกระสุนเจาะเข้าอย่างจัง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวมือเท่าอ่อนยวบไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตา เลือดไหลไม่หยุดก่อนจะถูกเหวี่ยงทิ้งลงราวกับ
เป็นของไร้ค่าในสายตาของโครว์ เธอทิ้งปืนลงตัวสั่นสะท้านความคิดยุ่งเหยิงทำอะไรแทบไม่ถูกภาพที่เห็นนั้นมันเหมือนดาบนับพันที่กำลังทิ่มเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเธอ
พร้อมๆกันจนเธอแทบจะขาดใจตาย แต่ก็ตายไม่ได้เหมือนถูกใครบางคนจับหัวขึ้นมาแล้วย้อนให้ดูภาพนั้นซ้ำๆไม่หยุด ร่างของริโก้นอนนิ่งกับพื้นเลือดไหลท่วม
ไม่นับกับอีกส่วนที่ไหลออกทางปากเห็นได้ชัดว่าอาการแย่มากๆ มิชเชลไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีในหัวมันว่างเปล่าไปหมดมีเพียงภาพที่เห็นติดตาเมื่อครู่เท่านั้น
ที่ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หาย


เมื่อไม่มีตัวคอยขัดขวางโครว์ก็เดินเข้ามาตรงหน้าของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก แขนของชายหนุ่มผมดำเริ่มมีควันสีดำแผ่ออกมาก่อนจะเริ่มกลายสภาพเปลี่ยน
ไปเป็นหลาวอันแหลมคมที่พร้อมจะทะลวงร่างของชายแก่สวมหน้ากากหมาป่าที่ไม่อยู่ในสภาพจะลุกขึ้นสู้ได้เลยในเวลานี้ โครว์มองดูเป้าหมายของตนเองด้วยสายตา
ที่เหยียดหยามและรังเกียจจับขั้วหัวใจเป็นที่สุด


“ทีนี้สำหรับนาย... ลาก่อนเร้ด... มีอะไรจะสั่งเสียไหม”


โครว์ส่งสายตาอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าเต็มที่มาให้เร้ดวูลฟ์ตอนนี้ไม่เหลือใครช่วยอีกแล้ว คนนึงบาดเจ็บสาหัส อีกคนก็เสียสติจนไม่สามารถทำอะไรได้ มันช่างเหมาะมาก
ที่จะมอบความตายให้พร้อมกับความสิ้นหวังที่ไม่มีอะไรจะช่วยได้อีก


แต่ว่าสายตาของเร้ดวูลฟ์ที่โครว์เห็นนั้นไม่ใช่ความสิ้นหวังหากแต่เป็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและลำพองใจ...


“มี... กฎข้อที่หนึ่งของสนามรบ... ‘จงเตรียมพร้อมเสมอ’ ไอ้ลูกชาย...”


คลิ๊ก! ตูม!!


พริบตาเดียวก่อนที่โครว์จะทันตั้งตัวใต้เท้าของชายหนุ่มผมดำก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงแสงสว่างวาบและเสียงที่ดังจนแทบหูแตกกันไปข้าง เป็นผลจากระเบิดที่เร้ดวูลฟ์
แอบวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ช่วงที่ริโก้กำลังพูดยั่วให้โครว์สนใจอยู่นั่นเอง ที่เร้ดวูลฟ์ล้มทรุดลงกับพื้นก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่เพราะทรุดจากฤทธิ์ของเชื้อไวรัส แต่แกล้งล้มก็เพื่อ
แอบโยนระเบิดไปที่ตำแหน่งใต้เท้าของโครว์เท่านั้น ท่ามกลางซากปรักหักพังเช่นนี้ระเบิดลูกเดียวก็สามารถกลืนไปพร้อมๆกับพื้นที่ได้ไม่ยากนัก แต่ก็น่าเสียดายที่ใช้เวลา
เตรียมการนานเกินไป นานจนไม่สามารถช่วยริโก้ได้ทันท่วงที


เร้ดวูลฟ์รีบรวบรวบเรี่ยวแรงเท่าที่ยังเหลืออยู่พยุงร่างของริโก้ออกมาระหว่างที่โครว์กำลังสับสนกับแรงระเบิดและเริ่มฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายจากแรงระเบิดอยู่
ลำพังระเบิดแค่นี้ฆ่าโครว์ไม่ได้แน่ แต่ก็มากพอจะซื้อเวลาให้หนีไปได้ มิชเชลนั้นแม้จะยังช๊อกแต่ก็รวบรวมสติวิ่งเข้าไปช่วยขณะที่เสียงปืนดังลั่นออกมาจากเงามืด
พวกลูกสมุนผู้ติดตามของโครว์กำลังยิงเข้ามาแต่ก็ช้าไปทั้งสามคนเผ่นออกจากพื้นที่สังหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ไม่รู้มันนานแค่ไหนแล้วหลังจากวิ่งฝ่าความมืดคลำทางเข้ามาสิ่งสุดท้ายที่มิชเชลจำได้มันคือความสิ้นหวังที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เร้ดวูลฟ์รวบรวมเรี่ยวแรงเท่าที่ยังมี
พาเธอกับริโก้หนีออกจากความตายที่อาจจะกำลังคืบคลานเข้ามาหาเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ถึงจะยังไม่มีใครตามมาในตอนนี้แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ มิชเชลทำได้เพียงพยุงริโก้
วิ่งไปเรื่อยๆขณะที่เอามือกดแผลสามีของเธอเอาไว้แต่ให้ตาย! เลือดมันยังไหลผ่านร่องมือของเธอออกมาไม่หยุด ตอนนี้เธอไม่มีชุดปฐมพยาบาล ยาห้ามเลือด ผ้าพันแผล
แม้แต่ผ้าสะอาดๆสักชิ้นที่จะใช้อุดแผลก็ยังไม่มี


วิ่งต่อไปได้ไม่นานริโก้ก็ล้มทรุดลงเช่นเดียวกับเร้ดวูลฟ์ที่ถึงขีดจำกัดแล้ว ในยามคับขันมนุษย์สามารถหลั่งอะดรีนะลีนเพื่อรีดเค้นพลังแฝงที่มีอยู่ในร่างออกมาใช้ได้
เพื่อเอาตัวรอด แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน เร้ดวูลฟ์เริ่มขยับตัวไม่ค่อยได้แม้แต่จะเดินต่อตอนนี้ยังไม่ไหว แต่กระนั้นอาการก็ยังดูดีกว่าริโก้บาดแผลจากระสุนมันสาหัสมาก
มันเป็นบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือของมิชเชลเองเธอพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อห้ามเลือดแต่ก็ไร้ผล ริโก้กำลังเสียเลือดไปเรื่อยๆ


“ข... ขอโทษนะริโก้.... ฉันขอโทษ... ความผิดฉันเอง... ฉัน.... ยิงนาย...” มิชเชลพูดด้วยน้ำเสียงสันเครือเต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงดี
ขณะที่บ่อน้ำตาทั้งสองข้างกำลังเจิ่งนองและน้ำตาเอ่อล้นไหลอาบแก้มที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าและรอยเลือด


ริโก้ยิ้มแก้มปริขณะที่ขยับมือไปจับที่ใบหน้าของภรรยาช้าๆ อันที่จริงแล้วเพราะเขาแทบไม่เหลือแรงจะขยับร่างกายอะไรมากกว่าหลังวิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง
ทั้งๆที่มีแผลตรงท้องมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ พูดตามตรงว่าจะให้เทียบเป็นความเจ็บคงบอกได้เลยว่าตอนนี้แทบไม่รู้สึกอะไรแล้วเสียด้วยซ้ำ


“เธอไม่ผิดหรอกมิจจี้... แต่สงสัยคงต้องเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ก่อนไปหาลูกแล้วสิ...”


“นายนะเวลาแบบนี้ยังตลกได้อีก... แข็งใจไว้ก่อนนะเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วยแน่...” มิชเชลหัวเราะนิดๆกับมุขฝืดๆของสามีเธอและรีบหาทางหยุดไม่ให้เลือดไหลไปมากกว่านี้
เธอคิดว่าน่าจะฉีกเสื้อเธอออกมาอุดห้ามเลือดเอาไว้แต่เสื้อที่สวมก็ดันหนาเกินกว่าจะฉีกได้ จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีไม่มีทางที่จะห้ามเลือดแผลใหญ่ขนาดนี้
ได้ด้วยเศษชิ้นส่วนของเสื้อแน่


“เอานี่ไป... ใช้ไอ้นี่ซะ...”


เร้ดวูลฟ์พูดขณะยื่นบางอย่างที่น่าจะเป็นผ้าสีดำผืนหนึ่งมิชเชลมองไปที่เร้ดวูลฟ์และก็เห็นผู้บัญชาการในสภาพที่หน้าเปลือยเปล่าไม่สวมหน้ากาก เธอรู้ทันทีว่า
สิ่งที่เขายื่นมาให้คือหน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าที่เขามักจะสวมใส่เอาไว้ตลอดเวลา ใบหน้ากร้านโลกมีรอยแผลเป็นหลายจุดบนใบหน้าดวงตาข้างซ้ายปิดไปข้าง
บ่งบอกว่าบอดสนิท ผมดำแซมขาวตามประสาคนมีอายุเช่นเดียวกับใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นบางส่วน สีหน้าดูซีเซียวมากแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกิดจากไวรัสดูจะหนักเอาการ


มิชเชลมองหน้าของหัวหน้าเธออยู่พักใหญ่ก่อนจะรีบคว้าหน้ากากนั่นไปอุดแผลของสามีเป็นการด่วนเธอไม่สนแล้วว่าเร้ดวูลฟ์จะติดเชื้ออะไรหรือว่าหน้ากากอันนี้
จะปนเปื้อนเชื้อหรือไม่ เธอต้องทำทุกอย่างให้ริโก้รอดไปให้ได้ ทั้งเธอและลูกสาวที่อายุไม่ถึงขวบดีกำลังรอให้พ่อตัวดีคนนี้กลับไปหา กลับไปแหย่เล่นแลเอาหน้า
ถูๆไปมาเหมือนอย่างที่เห็นทุกวันจนชินตา


เธอยังอยากเห็นภาพเช่นนั้นอยู่...


ก็นับว่าได้ผล เลือดหยุดไหลไปแล้วหน้ากากนี่คงช่วยได้จริงๆแต่มันจะได้แค่ไหนริโก้เสียเลือดไปเกือบจะครึ่งลิตรแล้วก่อนมาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเขาเสียเลือดไปมากแค่ไหน
แต่คงไม่ดีแน่ ร่างกายกำลังเย็นเฉียบ ใบหน้าเริ่มซีดไม่มีเลือดฝาด ตัวสั่นมันเป็นอาการขั้นแรกของอาการเสียเลือด ตอนนี้เธอเคลื่อนย้ายทั้งริโก้และเร้ดวูลฟ์ไปไหนไม่ได้
แถมไม่รู้ว่าพรรคพวกที่เหลือจะมาช่วยเมื่อไหร่แทบจะต้องคิดด้วยว่าจะมีใครเหลือรอดมาช่วยเธอบ้างไหม หญิงสาวทำได้เพียงแค่รอ... รอด้วยความหวังอันริบหรี่


“มิชเชล... คิดไหมว่าวันที่เราเจอกัน... มันเหมือนโชคชะตาน่ะ...” ริโก้พูดพลางเอามือกดแผลเอาไว้ด้วยแรงที่ยังเหลืออยู่


“ใช่... โชคชะตาที่มั่วซั่วซะไม่มีเลย... ฉันยังแปลกใจที่ดันนึกชอบมันนะ...” มิชเชลตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า เธอมองดูสามีของเธอตัวสั่นด้วยความรู้สึกปวดใจจริงๆ


“ฉันคงเป็นทหารที่ดี... แต่คงเป็นพ่อกับสามีที่แย่มากเลยใช่ไหม... บางทีฉันน่าจะไปทำงานเป็นชาวไร่แบบปู่ฉันนะ....แค่ก! แค่ก!”


“อย่าพูดอะไรเลยริโก้ เก็บแรงไว้เถอะต้องมีคนมาช่วยนายแน่ เราจะได้กลับไปหาไอช่าอีกครั้งเหมือนทุกทีไง อย่ายอมแพ้นะคุณพ่อ...” มิชเชลพูดปลอบประโลมสามี
ให้มีกำลังใจสู้ต่อขณะที่อาการกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ริโก้ฮึดสู้เต็มที่แต่จะได้อีกสักแค่ไหน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น...


ริโก้เอื้อมมือที่ชุมไปด้วยเลือดของตนเอื้อมไปจับหน้าของภรรยาผู้เป็นที่รักอย่างเชื่องช้า “เธอคือผู้หญิงที่พิเศษที่สุดสำหรับฉันนะมิชเชล... และหวังว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีด้วย...
ถึงหลายๆเรื่องเธอจะไม่เอาไหน... โดยเฉพาะเรื่องทำอาหารก็เถอะ... แต่ฉันก็รักที่เธอเป็นแบบนี้นะ...”


“ริโก้... อย่าพูดแบบนี้สิ... นายจะต้องรอดกลับไป... คุณต้องรอด...”


“ฉันรอดมาหลายครั้งแล้ว... ที่รักของฉัน...”


ร่างของริโก้หยุดสั่นโดยพลันมาแทนที่ด้วยร่างกายเย็นเฉียบ ลมหายใจหยุดไปกลางคัน โดยที่ดวงตาทั้งสองข้างยังไม่ปิดสนิทดี มิชเชลเห็นอาการแบบนั้นก็เหมือน
ร่างของเธอถูกดูดวิญญาณออกไปจนหมด เธอรีบเอามือกดตรงหน้าอกหลายๆครั้งเพื่อกระตุ้นหัวใจของริโก้ ชีพจรของเขาหยุดเต้นไปแล้ว


“ไม่นะริโก้ อย่าทำแบบนี้สิ!! อย่าทิ้งฉันไป ตื่นขึ้นมาสิ ตื่นขึ้นมา!!!” มิชเชลตะโกนร้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่รีบทำ CPR เพื่อช่วยชีวิตริโก้ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง
ริโก้ยังคงนิ่งไม่ขยับตัวใดๆ มิชเชลพยายามอย่างหนักมากกว่าเดิมแต่ก็ยังไร้ผล ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีการตอบสนอง ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากร่างอันไร้วิญญาณของสามี
และผู้เป็นพ่อที่ตอนนี้กำลังลืมตาอยู่ เขาจากไปแล้วตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับ พร้อมทั้งน้ำตาของหญิงสาวไหลอาบใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจโศกเศร้าที่สุดในชีวิต...




-------------------------------------------------------------------------------------------------



“คุณมิชเชล... ตื่นเถอะค่ะ...”


มิชเชลเป็นอันต้องตื่นขึ้นจากฝันร้ายของเธอในทันทีหลังได้ยินเสียงใครบางคนพูดปลุกเธอขึ้นมาก ผู้บัญชาการหญิงมองไปรอบๆและเธอยังอยู่ในห้องเหมือนเดิม
เพิ่มมานิดหน่อยคือมีอีกคนอยู่ในห้องด้วยนั่นคือนุส ที่ยืนอยู่ข้างๆเตียงของเธอพร้อมกองเอกสารมากมายในมือ กลิ่นฉุกกึกของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์คือกลิ่นตัว
ที่เป็นเอกลักษณ์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มิชเชลตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายเมื่อครู่นี้ก็เป็นได้...


“นุสเองเหรอ... มีอะไรล่ะ?” มิชเชลเอามือปาดเหงื่ออกจากใบหน้าและสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติ


“คุณมิชเชล... เมื่อกี้นี้มัน...”


“แค่ฝันร้ายน่ะ... ไม่มีอะไรหรอก... ว่ามาสิ...” มิชเชลตอบส่งๆเปลี่ยนประเด็นทันควัน เธอไม่อยากพูดถึงสิ่งที่เธอฝันถึงและความจริงแล้วมันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น
ความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาโดยตลอด


นุสไม่ซักไซ้ถามให้มากความเพราะยังมีเรื่องที่ต้องรายงานอยู่ “ค่ะ... เมื่อครู่นี้มีเรื่องแจ้งมาจากโอราเคิ้ลว่าได้รับการติดต่อจากทางช่องสัญญาณฉุกเฉินขอลี้ภัย


โดยอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. คนหนึ่งค่ะ... เราเพิ่งตอบรับแล้วส่งทีมเข้าไปช่วยเหลือแล้วด้วยเลยต้องมารายงานก่อนเพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินค่ะ”


“อดีตเจ้าหน้าที่ Z.S.S. ที่ว่านี่ใครกันล่ะ...” มิชเชลถามพลางขยี้ตา


“อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยยานเกราะพิเศษ Z.S.S. ซาร่าห์ ค่ะ...”









**************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 มี.ค. 2018, 19:40

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

น่าสนใจมากครับ งานนี้
<<

Vermontf

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2018, 14:06

โพสต์ 17 เม.ย. 2018, 15:05

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

เนื้อเรื่องชอบมากเลย
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน