The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP20)5/9/61

<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 19:21

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

น่าสนใจมากเลยครับ อลิซเซียถึงไม่โผล่ แต่ฝืมือตอนสาวๆคนสุดยอด
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 466

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 ธ.ค. 2017, 19:44

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

Episode 16 : In memory


“ใยท่านต้องมีความลับเยี่ยงนี้กับข้าด้วย...”

“ดวงใจข้าโปรดเข้าใจ ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อเจ้ายอดรัก... แม้ต้องเดินผ่านความมืดมิดในเส้นทางแห่งอสูรข้าก็ยินดีจะทำเพื่อท่านคนเดียว...”


คำพูดสำเนียงยุโรปโบราณที่อเล็กซ์และแม่กับน้องสาวมารับชมและรับฟังกันร่วมหลายชั่วโมงยังคงดำเนินต่อไป อเล็กซ์กำลังนั่งอยู่ที่แถวหน้าของโรงละครทำให้
สามารถมองเห็นนักแสดงได้อย่างชัดเจน นักแสดงชายอีกคนที่พูดกับหญิงสาวผู้รับบทเป็นนางเอกของละครเรื่องนี้พูดสำเนียงและบทที่อเล็กซ์เกือบจะหลุดขำออกมาพอดู
แม้การพูดและท่าทางการแสดงจะออกเป็นธรรมชาติก็ตามที อเล็กซ์มองดูหญิงสาวผู้เป็นนางเอกของเรื่องอย่างลอร่า เธอกำลังเล่นไปตามบทบาทอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนที่อยู่นอกเวทีก็ดูเป็นหญิงสาวหน้าตาดีที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักแต่พอมาอยู่บนเวทีสวมชุดสวยและแต่งหน้าแต่งตาอีกนิดหน่อยด้วยแล้ว ราศีนางเอกก็แทบจะจับในทันที
ราวกับบทบาทสมมุติที่เธอได้รับคือตัวตนของเธอจริงๆ


อเล็กซ์จำได้ดีสมัยที่เขาเคยอยู่ในชมรมละครเช่นเดียวกับลอร่าสมัย ม. ปลาย เขาต้องรับผิดชอบทั้งเป็นนักแสดงและช่างอุปกรณ์ทางเทคนิคการแสดงควบคู่ไปด้วย
เหตุผลที่เขากับลอร่ามาคบกันได้ก็เริ่มมาจากการเข้าชมรมละคร มีคนเคยกล่าวว่าชีวิตคนก็เป็นเหมือนละครบทหนึ่งที่เริ่มเมื่อเราเกิดและจบลงเมื่อเราตาย ละครทั่วไป
ที่มักจบลงตรงส่วนที่พระเอกและนางเอกได้อยู่ร่วมกันแบบมีความสุข ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์คิดว่าการจบแบบมีความสุขนั้นมันคือฉากจบที่ไม่ได้จบจริงๆ


สำหรับทหารมีเพียงความคิดเดียวนั่นคือถ้ายังไม่ตายก็ถือว่ายังไม่จบ


ชายหนุ่มยังคงจำได้ดีว่าหลังจากที่ต้องแยกทางกับลอร่าสมัย ม. ปลายช่วงก่อนเรียนจบปีสุดท้ายอเล็กซ์ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่เขาชอบ
หรือควรเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงดีเพื่อให้เขาได้เจอกับลอร่าอีกครั้ง มันเป็นการตัดสินใจที่หนักมากในตอนนั้น และก็อย่างที่เห็นอเล็กซ์กลายเป็นช่างเทคนิค
ภาคสนามของทีมสเป็คเตอร์ แต่ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้จากการเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงในตอนนั้นมันเป็นความสงสัยใคร่รู้ในการหายไป
ของคนอย่างพ่อของเขา อเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อเมื่อสิบปีก่อนหลังจากได้รับจดหมายแจ้งว่าพ่อของเขาหายสาบสูญในหน้าที่ ซึ่งอันที่จริงเขาไม่คิดจะสนใจด้วย
ว่าผู้ชายเฮงซวยพรรคนั้นจะมีชะตาเป็นยังไง


แต่แล้วเหมือนเส้นบางๆที่เชื่อมระหว่างอเล็กซ์กับพ่อมันยังไม่ขาดสะบั้นลง ชายหนุ่มคิดได้เมื่อเห็นวันที่แม่เขาเอาแต่นั่งรอ รออยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความหวัง
ว่าพ่อจะยังไม่ตายและกลับมาหาแม่อีกครั้งด้วยความหวัง จากวันผ่านเป็นเดือน จากเดือนผ่านเป็นปี อเล็กซ์ในฐานะลูกที่เห็นแบบนั้นแล้วมันก็อดอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆ
เขาอยากรู้สาเหตุการหายตัวไปของพ่อไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่เพื่ออยากให้แม่เลิกเสียเวลาเปล่ากับการเฝ้ารอชายที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของครอบครัวคนนี้ซะที


ช่วงสุดท้ายของละครมาถึงพร้อมกับเสียงขับร้องประสานเสียงที่ทรงพลังบทเพลงอันไพเราะดังลั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เสียงดนตรีบรรเลงอันทรงพลังช่วยให้ช่วงสุดท้าย
ของการแสดงดูตื่นตาขึ้นนับหลายเท่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงหลังจากนั้นตามมาด้วยเสียงปรบมือส่งเสียงเชียร์ของบรรดาผู้ชมรวมทั้งแม่และน้องสาวของอเล็กซ์ด้วย
อเล็กซ์อาจไม่ได้ชอบดูการแสดงละครเวทีเท่าไหร่และไม่ได้ชำนาญแต่ก็บอกได้ว่าเป็นการแสดงละครที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ แม้ตอนนี้จะยังมีการก่อการร้ายระดับโลก
ลุกลามไปทั่วทั้งประเทศแต่ผู้ชมที่มาชมการแสดงละครก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว บางทียิ่งในสถานการณ์เช่นนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน


“สุดยอดเลยค่ะ!! พี่ลอร่า!!” ฟิโอที่อยู่ข้างเวทีตะโกนเชียร์ออกหน้าด้วยความร่าเริงจนอเล็กซ์แทบจะต้องห้ามปรามน้องสาวเอาไว้ไม่ให้ออกตัวแรงเกินไป


“แต่ก็ยอดจริงๆนะการแสดงสนุกมากเลย เข้าใจเลือกแฟนดีนะอเล็กซ์”


อเล็กซ์สะดุ้งโหยงระหว่างกดร่างน้องสาวลง “แม่พูดอะไรเนี่ย! อย่าพูดด้วยหน้ายิ้มแบบนั้นได้ไหมครับแม่ ขนลุกนะนั่น!!”


“ไม่เห็นต้องอายเลยนี่อเล็กซ์แม่ว่าลูกกับหนูลอร่าเข้ากันได้ดีเลยนะ เอานี่”


หญิงชรายื่นบางอย่างให้กับลูกชายและอเล็กซ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ไปเอามาจากไหนเพราะที่ยื่นมาให้นั้นมันคือดอกไม้จำนวนหนึ่งช่อที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
ดอกไม้กำลังบานสวยและดูสดเหมือนเพิ่งตัดจากต้น ช่อดอกไม้สวยๆแบบนี้นึกไม่ออกว่าแม่ไปเอามาจากไหนกัน


“แม่ครับนี่มัน...”


“แม่ปลูกเอาไว้มันบานวันนี้พอดีแม่คิดว่ามันคงเหมาะถ้าลูกจะเอาไปให้เธอนะอเล็กซ์”


แม่ของชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งก่อนยัดช่อดอกไม้ลงในมือของอเล็กซ์ ชายหนุ่มรับเอาไว้อย่างรีๆรอก่อนจะเดินไปที่เวทีตรงเข้าไปหาแฟนสาวของตนที่กำลังรับดอกไม้
จากบรรดาผู้ชมรวมถึงแฟนๆที่มาดูการแสดงในครั้งนี้ ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้โดยที่อเล็กซ์แสดงอาการหน้าแดงออกมาให้เห็นแบบจะๆ ทำเอาลอร่าพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่


“อเล็กซ์....”


“คือ... แม่ฉันฝากมาให้น่ะ...” อเล็กซ์พูดพลางยื่นดอกไม้ไปให้หญิงสาวโดยพยายามปกปิดอาการขวยเขินเอาไว้ เพราะไม่เคยคิดว่าต้องมาให้ดอกไม้กับแฟน
ต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้เลยในชีวิต


ลอร่ามองดูอเล็กซ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มให้และรับดอกไม้ช่อนั้นเอาไว้และกล่าวขอบคุณแฟนหนุ่มที่กำลังออกอาการหน้าแดงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบเดินถอย
กลับมาที่เก้าอี้คนดูไปรวมกับแม่และน้องสาวที่มองดูสิ่งที่อเล็กซ์ทำพร้อมรอยยิ้ม


ชั่วโมงถัดมาหลังการแสดงจบลงบรรดาผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านไปกันหมดแล้ว อเล็กซ์ที่กำลังรออยู่ตรงประตูหลังของโรงละครกำลังยืนรอแฟนสาวของตนขณะที่แม่
และน้องสาวพากันกลับบ้านไปแล้วก่อนหน้านี้ ลมหนาวที่พัดเข้ามากระทบร่างทำเอาร่างกายสั่นสะท้านไปหมดแม้จะสวมเสื้อกันหนาวเอาไว้แต่อากาศอันหนาวเหน็บ
ของฤดูหนาวในมินเนสโซต้านี้ก็สร้างความทรมานให้กับอเล็กซ์ได้โดยไม่ยากเย็นนัก


ชายหนุ่มมายืนรออยู่ที่ตรอกด้านหลังของโรงละครเก่าๆนี่ได้ยี่สิบกว่านาทีหวิดๆจะครึ่งชั่วโมงอยู่แล้วหากรวมเวลาทั้งหมดอเล็กซ์ก็ยืนรออยู่ตรงนี้ชั่วโมงครึ่งทั้งที่หนาว
จนตัวแทบจะแข็ง จนกระทั่งเสียงเปิดประตูบานเก่าๆขึ้นสนิมดังขึ้นอเล็กซ์หันไปมองทางประตูพบบรรดาทีมงานและนักแสดงหลายคนกำลังทยอยเดินออกมาพร้อม
การสนทนาที่ดังจอแจ ดูจากสีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขพอดูสังเกตจากรอยยิ้มที่อเล็กซ์ไม่ได้เห็นมานาน


ก็นะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวงของพวกกองกำลังมืดที่วันๆไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนี้มาเป็นเดือนๆก็ไม่แปลกหรอก...


อเล็กซ์มองดูและสังเกตผู้คนที่ทยอยออกมาจากประตูบานแคบๆนั่นคราวละหลายๆคน จนกระทั่งคนที่เขารอคอยเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวอีกสองคนที่เดินออกมาด้วยกัน
และยังพูดคุยกะหนุงกะหนิง สนุกสนานกันตามประสาผู้หญิงและเมื่อสามสาวรู้ตัวว่าโดนมองอยู่พวกเธอก็หยุดที่ตรงหน้าของอเล็กซ์ซึ่งกำลังยืนพิงผนังตรอกรออยู่ข้างๆถังขยะ
ใบใหญ่


“ท่าทางประชุมกันนานนะว่าไหม ซิลเวีย แอ๊บบี้...”


“อเล็กซ์ นี่นายมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย!” หญิงสาวตัวสูงเสียงแผดแสบแก้วหูแม้จะพูดเบาๆและมีความเป็นผู้นำคนนี้คือซิลเวียพี่สาวของอบิเกลหรือแอ๊บบี้สาวร่างเล็กตัวเตี้ยสุด
ในบรรดาสามคนรองจาก ลอร่าเธอดูท่าทางขี้อายนิดๆและแว๊บแรกที่เห็นอเล็กซ์สองพี่น้องคู่นี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า อเล็กซ์มาเข้าชมการแสดงละครเวที
ของพวกเธอด้วยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว


“ขี้ลืมจังนะซิลเวีย ฉันเคยบอกไปแล้วนี่ว่าฉันย้ายมาอยู่ที่มินเนสโซต้าตั้งสิบปีกว่าแล้ว เธอนี่นะจะกี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไอ้เรื่องความจำเนี่ย...” อเล็กซ์พูดแหย่เล่นๆกับหญิงสาว
และเจ้าหล่อนก็แสดงออกทางสีหน้านิดๆแต่ก็ไม่ได้ออกอาการอะไรมาก


“เอ้อย่ะ! แหม่แค่ลืมนิดลืมหน่อยแค่นี้ไม่เห็นต้องว่ากันเลยนี่นา โลกกลมแบบนี้สงสัยคงต้องฉลองกันหน่อยแล้วว่าไหมแอ๊บบี้?”


“คะ... ค่ะ สวัสดีอเล็กซ์...”


“สวัสดีแอ๊บบี้ เอาเถอะมายืนตรงนี้มันก็กระไรอยู่ ไปหาอะไรกินที่บ้านฉันก่อนไหมท่าทางฟิโอต้องดีใจแน่ เธอเตรียมสตูว์เอาไว้เยอะเลยนะ” อเล็กซ์กล่าวชวน


“งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ!!”



-----------------------------------------------------------------------------------------------



หลังจากนั้นทั้งหมดก็ตรงกลับมาที่บ้านของอเล็กซ์ในทันทีและบรรยากาศแรกที่รู้สึกได้คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฟิโอที่ยิ้มแย้มออกมาหลังการมาเยือนของแขกทั้งสามคน
รวมทั้งแม่ของอเล็กซ์เองก็ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน บรรยากาศอันเงียบเหงาเริ่มหายไปเมื่อสาวๆทั้งสามคนมาเยี่ยมเยือน ท่ามกลาง
อากาศหนาวๆเช่นนี้สตูว์เนื้อวัวก็นับว่าเป็นอาหารเลิศรสที่ช่วยให้บรรเทาจากความหนาวเหน็บได้ การที่มีแขกมาร่วมทานอาหารเย็นด้วยแบบนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ก็ยิ่งครื้นเครงเข้าไปอีก


กว่าชั่วโมงกับการรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงหัวเราะมากมายที่อเล็กซ์ไม่ได้สัมผัสมานานมากไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแต่รู้สึกว่ามันนานมากจริงๆมันทำให้รู้สึกนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่อเล็กซ์และทุกคนยังเป็นเด็กๆวันที่ทุกคนยังได้ยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ทุกคนต่างก็มีหนทางในชีวิตเป็นของตัวเองและในวันนี้
ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้งในมื้ออาหารเล็กๆที่ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก หลังจากมื้อเย็นจบลงและจัดที่จัดทางทุกอย่างเข้ารอยแล้ว ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ห้องของอเล็กซ์
เพื่อพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน และการพูดคุยดูจะออกรสมากทีเดียวฟังจากเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานอกห้องจนได้ยินชัดเจน


“ให้ตายสิจริงเหรอที่เธอหาแฟนได้แล้วน่ะซิลเวียไม่อยากเชื่อว่ะ! หมอนั่นโชคร้ายชะมัดเลยว่าไหม จะรู้ไหมว่าเมื่อก่อนเธอน่ะยังคิดจะบังคับให้ฉันมาจีบเธอเลยนะเนี่ย!!”
อเล็กซ์พูดแซวและไม่ลืมที่จะหัวเราะลั่นก๊ากออกมาอย่างบ้าคลั่งเป็นของแถมทำเอาซิลเวียต้องขว้างหมอนอัดหน้าใส่อเล็กซ์ด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นทันตา


“เงียบไปเลยย่ะ! ว่าแต่นายเถอะไม่นึกว่าจะไปเข้าไอ้หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอะไรนั่นด้วย แล้วเป็นไงบ้างล่ะนั่น”


“ก็ยุ่งๆล่ะน่าเบื่อพอดูชมออกไปไล่ยิงพวกตัวประหลาดไม่ก็อพยพชาวบ้านอาทิตย์ละครั้งได้มั้ง จนถึงตอนนี้ยังหาตัวการไม่ได้เลย” อเล็กซ์โกหกให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถ้าหากบอกว่าตอนนี้เขาทำงานในระดับที่เบื้องลึกกว่านั้นมากแม่สาวแปดหลอดแบบซิลเวียคงได้กรี๊ดทำกระจกแถวนี้แตกหมดแน่คุณเธอยิ่งตกใจง่ายอยู่ด้วย


“แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่ล่ะอเล็กซ์?” อบิเกลถาม


“คงอีกหกวันล่ะมั้งถ้ามีเหตุสุดวิสัยคงถูกเรียกตัวกลับไปทันทีได้เหมือนกัน” อเล็กซ์ตอบ


“เหนื่อยหน่อยนะอเล็กซ์แต่อย่าฝืนตัวเกินล่ะ ฉันยิ่งห่วงๆอยู่ได้ข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตายไปหลายรายแล้วด้วย”


“ฮั่นแน่ห่วงเขาอะดิ!” ซิลเวียหรี่ตายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางเลื้อย (?) เข้ามาใกล้ๆลอร่าราวกับเป็นงูไม่มีผิด


“ก็แค่... อยากให้ระวังตัวเท่านั้นล่ะ ฉันเองก็เสียพ่อไปเพราะเรื่องแบบนี้เหมือนกันเพราะงั้น...”


อเล็กซ์มองดูแฟนสาวของตัวเองที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแบบเงียบๆก่อนจะเข้าไปหาและดึงร่างของเธอเข้ามากอดเบาๆแนบชิดกายและตบหลังเป็นเชิงปลอบ
โดยไม่เกรงใจสองพี่น้องที่นั่งมองตาดำๆอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย นาทีนี้ใครมองยังไงเขาไม่สนอยู่แล้วอเล็กซ์เข้าใจในความสูญเสียงนั่นดีพอๆกับลอร่า


“พี่คะหนูเจออะไรด้วยล่ะ! อุ๊ย!!”


ช่วงที่ทุกอย่างกำลังเดินไปอย่างสวยงามคำว่า ‘มารผจญ’ ก็มักโผล่มาขวางได้ไม่ว่าเวลาไหนและก็ดวงซวยของอเล็กซ์ที่คราวนี้มารผจญที่ว่าดันเป็นน้องสาวสุดเลิฟของเขา
ฟิโอไม่พูดพร่ำทำเพลงหรือเคาะประตูตามมารยาทเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมถืออะไรมาด้วยในมืออย่างร่าเริง พอเข้ามาครู่เดียวก็เห็นภาพที่พี่ชายกำลังกอดกับแฟนอยู่
ก็หยุดชะงักเหมือนมีใครบางคนมากดปุ่มหยุดพักในเครื่องเล่นดีวีดีเอาไว้


“ฟิโอ!?”


“ขอโทษคะไม่นึกว่าจะมาขัดจังหวะเพราะงั้นต่อเลยค่ะตามสบาย” หญิงสาวพูดพลางค่อยๆปิดประตูห้องอย่างช้าๆเป็นทำนองว่าขอโทษและปล่อยให้ทั้งสองคนจู๋จี้กันตามสบาย


“เฮ้ย! กลับมาก่อนฟิโอเข้าใจผิดแล้ว!!”


“ว้าย!!”


อเล็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดประตูแล้วก็ลากตัวน้องสาวเข้าห้องไปอย่างไวโดยไม่สนร่างกายอันบอบบางของน้องสาวว่าจะหักหรือเสียหายอะไรไหม อเล็กซ์คว้าตัวเธอเข้าไปในห้อง
อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ตุ๊กตายัดนุ่นธรรมดา จนสุดท้ายอเล็กซ์ก็ต้องอธิบายเรื่องให้ฟังอยู่พักใหญ่กว่าฟิโอจะเข้าใจว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิด


“อ๋อ... แหะๆ ขอโทษค่ะพี่!” หญิงสาวเกาหัวพลางหัวเราะอย่างอามรณ์ดีที่เข้าใจผิดเมื่อครู่


“ทีหน้าทีหลังหัดเคาะประตูบ้างสิ โผล่มาแบบนั้นพี่ตกใจนะรู้ไหมยัยตัวดี” อเล็กซ์เอามือขยี้หัวน้องสาวตัวแสบอย่างเอ็นดูหลังเพิ่งทำให้ตกใจไปเมื่อครู่นี้


“ขอโทษค่ะพี่ แหะๆ พอดีหนูไปเจอของเจ๋งๆเข้าคิดว่าพี่น่าจะอยากดูด้วยนะคะ” ฟิโอยิ้มแป้นก่อนเอาสิ่งที่ถือมาด้วยในตอนแรกให้อเล็กซ์ไป อเล็กซ์รับของเจ๋งๆที่ว่านั่น
เอาไว้ด้วยความสงสัย


ที่ฟิโอเอามานั้นเหมือนจะเป็นหนังสือแต่มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือและดูจากความหนาอะไรต่อมิอะไรแล้วมันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือดูแล้วไม่น่าจะใช่ คงจะเป็น
อัลบัมภาพถ่ายอะไรพวกนี้มากกว่าดูจากความหนาของปกและสภาพที่เก่าแก่หลายสิบปีแล้วน่าจะใช่ อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเห็นแม่เอามันออกมาจัดภาพและดูเป็นครั้งคราว
เมื่อหลายปีที่แล้ว ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นอีกครั้งในวันนี้


อเล็กซ์ลองเปิดอัลบัมเล่มนั้นดูและภาพแรกที่ได้เห็นคือภาพของเด็กทารกที่เพิ่งออกจากท้องแม่มาใหม่ๆ อเล็กซ์จำได้ดีเพราะนี่คือภาพของตัวเขาเองพวกสาวๆที่เห็นภาพนั้น
ครั้งแรกต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาพร้อมๆกัน


“นายตอนแบเบาะนี่น่ารักดีเหมือนกันนี่ ไม่อยากเชื่อว่าที่เห็นในรูปนี้จะเป็นคนเดียวกับนายทหารบ้าเลือด ปากเสีย เจ้าอารมณ์ ชอบความรุนแร-”


ผัวะ!!


“เลิกนินทาเผาขนได้แล้วน่ายัยผู้หญิงถึกปากเสีย หาแฟนที่ไม่บอกเลิกกับเธอทันทีให้เจอก่อนดีกว่าน่า...” อเล็กซ์จับหมอนฟาดเข้าใส่หัวของซิลเวียอย่างแรงทำเอาคุณเธอ
หน้าฟาดพื้นไปเป็นเด้งที่สอง หญิงสาวเอามือลูบหน้าผากเหม่งๆของเธอไปมาอย่างไวด้วยความเจ็บปวดเหมือนน้ำตาแทบเล็ดซึ่งในความจริงแล้วไม่มีใครคิดสงสารแม้แต่อบิเกล
น้องสาวของเธอยังหัวเราะคิกคักออกมาแบบไม่เกรงใจพี่แม้แต่นิดเดียว


“แต่จะว่าไปก็น่ารักดีนะคะ ตายแล้ว! ไหงภาพนี้ถึงได้ดูดำนักล่ะคะ?” อบิเกลร้องอุทานพลางชี้มือไปที่ภาพถ่ายภาพหนึ่งมันได้ได้ดำเพราะทั้งภาพมีแต่สีดำหรือว่าเสียหายอะไร
อย่างที่เข้าใจ แต่มันเป็นภาพของอเล็กซ์ในวัยน่าจะสักเจ็ดแปดขวบกำลังโดนเขม่าควันเกาะอยู่เต็มใบหน้าและมีภาพที่แม่ในวัยสาวกำลังถือไม้ไล่ตีเขาอยู่


“อ๋อ ภาพนั้น ตอนที่พี่หัดทำระเบิดครั้งแรกแล้วเกิดพลาดเผลอระเบิดโรงรถน่ะ” ฟิโออธิบายเสริมซึงอเล็กซ์ห้ามเอาไว้ไม่ทัน


อเล็กซ์ไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนี้มากนักเพราะเรื่องคราวนั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่อเล็กซ์ไม่อยากจะจำมันมากนัก บอกได้คร่าวๆว่าอเล็กซ์ลองสร้างระเบิด ที่จริงมันคือ
ประทัดขนาดใหญ่มากกว่าอเล็กซ์สร้างมันตามข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและหลังจากนั้นหายนะบังเกิดเมื่อส่วนผสมเกิดติดไฟขึ้นมาก่อนจะปะทุไฟพรึบขึ้นทันทีแบบไม่มีการเตือน
ผลที่เกิดคือไฟไหม้โรงรถและเขม่าควันที่เกิดทำเอาอเล็กซ์ตัวดำปิ๊ดปี๋ไปร่วมสองวัน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นแม่โกรธซะด้วย


ทั้งหมดเปิดดูอัลบัมภาพรูปแล้วรูปเล่าดูกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลากันหมด แต่ละรูปมีทั้งรูปดีๆและรูปที่ดูแย่บ้าง ถึงสมัยนี้จะมีสิ่งที่ล้ำยุคอย่างภาพดิจิตอลและไฟล์ภาพ
แบบเคลื่อนไหวได้ กระนั้นก็ยังสู้ความคลาสสิกของภาพถ่ายแบบเก่าๆไม่ได้อยู่ดีส่วนหนึ่งก็เป็นคุณค่าของการเก็บรักษาที่จะอยู่ไปได้นานตราบเท่าที่ยังมีคนให้ความสำคัญ
อเล็กซ์รู้ถึงข้อนี้ดีแม้ตัวเขาจะชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ตาม ภาพถ่ายภาพแล้วภาพเล่าถูกเปิดออกดูทีละภาพอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นภาพภ่ายของ
พ่อกับแม่ในวันที่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด


วันแต่งงานของทั้งสองคน...


ภาพวันแต่งงานนั้นมันช่างชวนให้นึกถึงแอริโซน่าบ้านเกิดเขาจริงๆเพราะงานแต่งนั้นจัดขึ้นที่แกรนแคนยอนเป็นงานแต่งแบบเรียบง่ายมีแขกฝ่ายแม่มาเป็นส่วนใหญ่ขณะที่
แขกฝ่ายพ่อนั้นอเล็กซ์ไม่คุ้นหน้าเอาซะเลย ชายหนุ่มแทบไม่เคยเจอแขกทางฝ่ายพ่อที่มาร่วมงานแต่งในคราวนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนดูลึกลับไปหมดไม่ต่างอะไรกับพ่อ
ของเขาเลยสักนิด แถมที่ดูแต่ละคนก็น่าจะเป็นทหารกันหมดด้วย ไม่แปลกที่พ่อเขาทำงานอยู่ในกองทัพคงจะมีเพื่อร่วมงานเป็นเซลล์แมนขายเครื่องดูดฝุ่นในกองทัพอยู่หรอก


พวกสาวๆต่างก็มองดูภาพนั้นด้วยความสนอกสนใจมากเป็นพิเศษ มันก็ไม่แปลกนักสำหรับพวกผู้หญิงที่มักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับคู่หมั้นคู่หมาย หนึ่งในเป้าหมายหนึ่งของชีวิต
ที่อเล็กซ์ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไรถึงเขากับลอร่าจะคบกันแบบคู่รักแล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มยังไม่เคยคิดอะไรถึงขั้นนั้น ในหัวตอนนี้อเล็กซ์กลับสนใจเรื่องงานมากกว่าเรื่องพวกนี้
เสียด้วยซ้ำ


อเล็กซ์ไม่ได้ใส่ใจกับภาพพวกนั้นมากนักเหมือนทุกทีและเขาคงจะมองข้ามมันไปเหมือนอย่างที่เคยทำ ถ้าไม่เพียงแต่ว่าเขาดันไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างในภาพเข้า...


‘เดี๋ยวก่อนนะตรงนี้มัน... เป็นไปได้งั้นเหรอ!?’


“เป็นอะไรไปน่ะอเล็กซ์ มีอะไรในภาพนี้เหรอ?” อบิเกลถาม


“เปล่าหรอก ก็แค่... นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ท่าทางกลับไปคราวนี้คงมีเรื่องให้พูดหลายเรื่องแน่” อเล็กซ์บอกปัดไปขณะที่ยังตีสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ในหัวของชายหนุ่ม
ตอนนี้เหมือนพบชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องบางอย่างที่เขากำลังสงสัยอยู่และหากมันเป็นจริงคราวนี้คงได้สนุกกันแน่...


อเล็กซ์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หิมะสีขาวที่กำลังโปรยปรายลงมายังพื้นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบทำให้ในหัวรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด พร้อมกับความคิดสงสัย
และความคาดหวังที่อยากจะรู้คำตอบในเร็ววัน



------------------------------------------------------------------------------------------------



“แร๊บบิท! แร๊บบิท!!”


เสียงตะโกนเรียกของซาร่าห์ที่ดังแข่งกับเสียงห่ากระสุนดังขึ้นขณะที่แร๊บบิทกำลังอยู่ท่ามกลางดงศัตรูห่างจากชุดเกราะรบของซาร่าห์ไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ซาร่าห์ต้องรับมือ
เป็นระวิงกับการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม ลำพังแค่กระสุนไรเฟิลเจาะเกราะคงไม่เท่าไหร่หากไม่รวมกับเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังที่กระหน่ำยิงเข้ามาเป็นชุดๆ ชุดรบที่ซาร่าห์
ใช้งานอยู่นั้นต้านได้เต็มที่ก็แค่กระสุนเจาะเกราะถ้าเจอเข้ากับพวกระเบิดหรืออะไรที่แรงกว่านั้นก็บอกไม่ได้ว่าจะทานทนได้แค่ไหน


ยิ่งไปกว่านั้นสภาพของแร๊บบิทก็ดูจะไม่ดีเท่าไหร่เมื่อชายแก่เพิ่งจะถูกยิงเฉี่ยวเข้าที่ขาข้างหนึ่งจนขยับตัวได้ช้าลง ซาร่าห์เลยต้องคอยยิงไปและทำตัวเป็นกำแพงกันกระสุน
ให้แร๊บบิทถอยไปพลางๆแต่มันก็ทำไม่ได้ทุกครั้งเมื่อมีเครื่องยิงจรวดเข้ามาแจมด้วยแบบนี้


ชุดเกราะรบ MECH ของซาร่าห์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเครื่องยิงจรวดและกระสุนเจาะเกราะที่ดาหน้าเข้ามาแม้ตอนนี้จะฝ่ามาได้ถึงชั้นบนสุดแล้วแต่ก็ยังลำบากอยู่ดี
ถึงจะบอกว่าไอ้ชุดนี่มันกันกระสุนก็เถอะแต่ไม่ใช่ว่าจะทานทนคงกระพันถึงขั้นอมตะเสียหน่อย หลังโดนการปะทะจากเครื่องยิงจรวดประทับบ่าไปนัดสองนัดระบบการขับเคลื่อน
ก็เริ่มรวนอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างเริ่มตอบสนองได้ช้าลง กระสุนเหลือน้อย เกราะเริ่มจะต้านทานไม่อยู่ กระจกกันกระสุนมีรอยร้าวหลายรอย เทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงเก็บ
ใหม่ๆแล้วสภาพในตอนนี้ดูไม่ได้เลย


“แย่จริงเชียวแบบนี้ชักจะไม่ไหวแล้วนะ...”


“ระบบผิดพลาดกำลังดึงพลังงานสำรองมาใช้ เริ่มการบายพาสระบบ” เสียงของอลิซปัญญาประดิษฐ์ที่รับหน้าที่การดูแลระบบของชุดเกราะรบเครื่องนี้ยังคงดังอยู่เรื่อยๆ
หลังชุดเกราะรับแรงโจมตีอย่างต่อเนื่องจากคมกระสุนมาเป็นเวลานาน


ซาร่าห์เริ่มหายใจถี่อย่างเคร่งเครียดส่วนมือก็ขยับไปมากดสวิทต์ที่มีอยู่รอบตัวอย่างวุ่นวายเพื่อจัดแต่งระบบของชุดเกราะให้เข้าที่เข้าทาง นึกถึงสมัยที่เธอกับหน่วยโดนล้อม
ตรงช่องแคบในมิสซูรี่เป๊ะเธอต้องรับมือกับพวก คลีนเนอร์ ที่บุกเข้ามาจากรอบด้านด้วยชุดเกราะรบเพียงสี่เครื่องเท่านั้นขณะที่ฝ่ายตรงข้ามประเคนอาวุธหนักถล่มเข้าใส่พวกเธอ
จนชุดเกราะแทบจะทานไม่อยู่ ชุดเกราะรบของเธอและหน่วยเกือบจะกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วในครานั้น แต่ที่รอดมาได้เพราะหน่วยกำลังเสริมของ Z.S.S. โผล่มาช่วยได้ทัน
เวลาพอดี และคราวนี้สถานการณ์มันต่างออกไปเพราะเธอไม่มีกำลังเสริมไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรเลยที่จะมาช่วย เป็นเวลาที่เธอโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง แร๊บบิทก็โดนยิงบาดเจ็บ
จนขยับตัวได้ลำบาก ชุดเกราะรบก็เสียหายหนักแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้วด้วย


แต่จะหยุดตรงนี้ไม่ได้ถ้าไม่ออกไปจากที่นี่ก็ตายสถานเดียว


ขณะที่ซาร่าห์กำลังยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแร๊บบิทก็ยิงแผดเสียงปืนคำรามเข้าใส่พวกศัตรูแบบไม่หยุดหย่อน ในหัวของชายแก่ไม่มีแม้แต่คำว่ายอมแพ้เลยสักนิดทั้งที่ขาเจ็บอยู่
ไม่รวมกับปวดเมื่อยไขข้อเป็นธรรมดาของโรคคนแก่ ปืนลูกซองยังคงพ่นสาดลูกปรายร้อนๆเข้าใส่ใครก็ตามที่เสนอหน้าเข้ามาใกล้มากเกินไป ซาร่าห์ยังคงมองเห็นแร๊บบิท
หลบอยู่ข้างลังเหล็กที่ใช้เป็นจุดกำบังตัวและยิงต่อสู้ไปอย่างไม่ย่อท้อ


“มาเลยสิวะ มาดูกันว่าแกเจ๋งแค่ไหน แน่จริงก็ส่งมาเลย!!” เสียงตะโกนด่าทอตามมาด้วยปืนลูกซองที่ยิงเข้าใส่พวกมันจนร่วงไปอีกคน


“แร๊บบิท! รีบมาเร็วเข้า!!” ซาร่าห์ตะโกนเรียกหลังปรับวงจรพลังงานของชุดเกราะเสร็จ แร๊บบิทรีบลุกขึ้นและเดินกะเผลกๆไปที่ชุดรบของซาร่าห์ที่เวลานี้สภาพของมัน
ไม่ได้ต่างอะไรกับเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้เลยสักนิด


ซาร่าห์ต้องคิดอย่างหนักเพื่อจะหาทางประคองให้ไอ้เจ้าชุดรบสับปะรังเคนี่เดินไปให้ถึงทางออกให้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องยากเมื่อต้องคอยระวังห่ากระสุนที่จะพุ่งเข้าเจาะ
จากด้านหลังอยู่เนื่องๆ ซาร่าห์คงไม่มีปัญหาถ้าต้องหลบอยู่หลังกระจกกันกระสุนอย่างหน้าหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว แต่แร๊บบิทแทบจะเป็นตรงกันข้าม ชายแก่
ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กลางดงกระสุนโดยมีเพียงแค่ขาของชุดเกราะรบที่โดนกระสุนเจาะจนยับเยินเป็นที่กำบังเท่านั้นยิ่งผ่านไปนานความกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนเหมือน
ร่างกายจะหายใจลำบากขึ้นทุกขณะเสียงปืนของแร๊บบิทยังคงดังอยู่เรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลหยดอยู่ตามทางเหมือนจะเป็นสิ่งที่แร๊บบิททำเป็นไม่สนใจมันและดูจะเรียกว่า
ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวดเลยสักนิดก็ว่าได้


“ระบบผิดพลาดความดันรั่ว พลังงานเหลือแค่ 31% กระสุนไม่เหลือ ระบบอาวุธไม่ทำงานเราไม่เหลือทางเลือกแล้ว!!” ซาร่าห์ร้องออกมาคล้ายจะอยากเอาหัวโขกแป้นให้ได้
สภาพของชุดเกราะเกินเยียวยาแล้วจริงๆ แค่ขยับตัวตอนนี้ยังลำบากเลย


“ยังมีอีกอย่างหนึ่งค่ะ...”


“อีกอย่างหนึ่ง? มีอะไรอีกรึไงอลิ-”


โครม!!


ยังไม่ทันจะพูดจบอยู่ๆร่างของซาร่าห์ก็โดนดีดออกมาจากห้องคนขับแบบไม่ทราบสาเหตุ ซาร่าห์ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะเสียหลักตอนลอยออกมายังดีที่ประสาทส่วนใหญ่
ยังไวพอจะทรงตัวทันทีที่ถึงพื้น หลังตั้งสติได้เธอก็เห็นว่าชุดรบจักรกลที่เธอเพิ่งเข้าไปนั่งควบคุมอยู่จนเมื่อครู่นี้มันกำลังขยับได้เองและเอาตัวเข้ากำบังเธอกับแร๊บบิทเอาไว้


“รีบ... ไปค่ะ.... ดิฉัน... จะต้าน.... เอา... ไว้...” เสียงของอลิซดังออกมาจากชุดเกราะรบนั่น และท่าทางไม่ดีเอาซะเลยเพราะเสียงสั่นมาก อลิซกำลังควบคุมชุดเกราะของ
ซาร่าห์และบังคับแทนร่างเอาไว้เพื่อเป้าหมายเดียวคือการซื้อเวลาให้ทั้งสองคนหนีออกไป


“เดี๋ยวก่อนอลิซ!!”


“รีบไป... ค่ะ...”


ไม่มีการรีรออลิซที่เข้าควบคุมชุดเกราะรบ MECH แบบเต็มตัวพุ่งตรงเข้าหาศัตรูเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ ซาร่าห์ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้เมื่ออลิซเดินฝ่าดงกระสุนเข้าไปก่อน
เธอจะทันได้ค้านอะไรขึ้นมา หญิงผมแดงเลยตัดสินใจเข้าไปพยุงร่างของแร๊บบิทที่กำลังล้มอยู่ข้างๆแทน อีกไม่กี่เมตรก็ถึงทางออกแล้วเธอต้องพยายามให้มากกว่าเดิม
ถ้ายังอยากจะรอดออกไปได้แบบเป็นๆ


ยิ่งผ่านไปนานกระสุนก็ยิ่งเพิ่มเข้ามามากขึ้น ซาร่าห์คว้าเอาปืนกลเบาที่ติดมาด้วยยิงกราดไปด้านหลังอย่างดุร้ายเพื่อเปิดทางให้แร๊บบิทเผ่นออกมาได้ทันเวลา ชุดรบที่อลิซ
ควบคุมอยู่คงถ่วงเวลาได้ไม่นานก่อนที่จะพังเป็นเศษเหล็ก เธอต้องลากแร๊บบิทออกมาจากดงกระสุนโดยไวก่อนเรื่องที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นและมันก็ไม่ง่ายเลยกับหญิงผมแดง
อายุเหยียบสี่สิบกลางๆที่ต้องลากผู้ชายขาเดี้ยงตัวหนักกว่าแปดสิบกิโลออกจากดงกระสุนที่ยิงไปมาภายในบ้านแคบๆหลังหนึ่ง ระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรเหมือนยืดยาว
เป็นกิโลขณะที่ซาร่าห์ต้องลากแร๊บบิทที่ยังคงมีบาดแผลที่ขาดเลือดไหลไม่หยุดออกมา


และฝ่ายข้าศึกก็ดูจะจับทางได้หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเลยมีฝนกระสุนสาดเข้ามาตรงจุดที่ทั้งสองคนอยู่เดือดร้อนต้องรีบเผ่นแยกกันไปหลบกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ตามยถากรรม ซาร่าห์อยู่ใกล้กับทางออกเพียงไม่กี่เมตรขณะที่แร๊บบิทหลบอยู่หลังซากของเก่าท่ามกลางห่ากระสุนที่ยิงเข้าใส่อยู่เนื่องๆ แร๊บบิทยิงโต้อีกฝ่ายกลับไปพร้อมทั้ง
สบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ซาร่าห์ฟังไม่ออกว่าที่แร๊บบิทกำลังคำรามใส่นั้นหมายถึงอะไรแต่เชื่อเลยว่าถ้าพ่อแม่ของชายแก่มาได้ยินคงไม่ปลื้มแน่


“แร๊บบิทรีบวิ่งมาเร็วเข้า!” ซาร่าห์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนที่กำลังลั่นเข้าใส่อยู่เนื่องๆให้แร๊บบิทรีบฝ่าออกมาในขณะที่ยังมีโอกาส พูดให้ขำยังไงมันก็ไม่เห็นว่าจะมีโอกาสอะไร
อยู่เลยสักนิดแร๊บบิทขาเจ็บเคลื่อนไหวได้อืดอาดมาก แค่ก้าวออกมายังไม่พ้นที่กำบังก็คงจะโดนยิงตายคาที่ก่อนจะมาถึงเธอเสียอีก


“ฉันไปไมไหวขาฉันไม่มีความรู้สึกแล้ว... เธอรีบไปซะซาร่าห์!” แร๊บบิทพูดพลางเอาเชือกสายรัดเหนือปากแผลเพื่อห้ามเลือดเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะเสียเลือดจนตาย
ก่อนจะหันไปคว้าเอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนอีกเพียงน้อยนิดขึ้นมาเตรียมเอาไว้


“พูดบ้าอะไรของนายแร๊บบิท ฉันไม่ทิ้งนายหรอกนะไม่มีวัน!”


“มองความจริงซะสิซาร่าห์ถ้าเธอโดนจับได้ก็จะไม่มีใครเปิดโปงเรื่องของพวกมัน ทุกอย่างที่ฉันและเธอเสียไปก็ต้องเปล่าประโยชน์ รีบไปซะไม่ต้องห่วงฉัน!!” แร๊บบิทคำรามลั่น
ก่อนยิงโต้ไปนัดหนึ่ง แววตาของชายแก่ที่จริงจังในทุกคำพูดและไม่ลังเลที่จะทำอย่างที่พูด


ซาร่าห์มองดู DSM ที่บรรจุข้อมูลความลับบางอย่างที่บอกไม่ได้ว่าลับแค่ไหนกับแร๊บบิทที่กำลังโดนยิงเลือดอาบอยู่ข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร ชายแก่กำลังสู้สุดความสามารถ
เพื่อให้เธอมีโอกาสหนีไปได้ตราบเท่าที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่ ความลังเลและสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุดทำให้ซาร่าห์ต้องตัดสินใจจากหลายสิ่งที่เธอต้องคิดในเวลาเพียง
ไม่กี่วินาทีจนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด


“ก็ได้แร๊บบิท... อย่าตายนะนายยังติดค้างดินเนอร์ฉันอยู่...”


“ไม่มีปัญหาแม่ยอดหวานใจหลังจบเรื่องนี้ จะให้เลี้ยงมากกว่ามื้อเดียวยังได้เลย!!” เสียงตอบรับและเสียงปืนดังขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกันแร๊บบิทเอาแรงเฮือกสุดท้าย
เท่าที่ยังเหลืออยู่ต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ รอยยิ้มที่แสดงออกบนไปหน้าของชายแก่ท่ามกลางสะเก็ดระเบิดที่ปะทุขึ้น ณ เวลานั้นบ่งบอกว่ามันคือการปั้นยิ้มขึ้น ซาร่าห์
ทำเพียงแค่หันหลังและวิ่งตรงไปที่ประตูทางออกทิ้งแร๊บบิทให้อยู่ที่นั่นแบบไม่เต็มใจนัก


ภายในบ้านที่ยังคงมีเสียงปืนดังระงมมาจากสองด้าน แร๊บบิทยิงกระสุนนัดสุดท้ายออกจากรังเพลิงก่อนโยนปืนลูกซองที่ไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้วทิ้งไป แร๊บบิทดึงเอามีด
ที่เหน็บอยู่ในซองข้างเอวออกมาแทน ฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ว่ากระสุนเข้าหมดแล้วแต่คงอีกไม่นาน เช่นเดียวกับอลิซที่กำลังคุมชุดเกราะรบเข้าปะทะกับพวกศัตรูก็เสียหายยับเยิน
เกินกว่าจะขยับได้อีกต่อไปแล้ว ชุดรบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยพรุนของกระสุนล้มลงดังโครมพร้อมกับวงจรที่ช๊อตประกายไฟจากความเสียหาย


พวกศัตรูที่เริ่มรู้ตัวว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตอบโต้อะไรได้อีกแล้วก็พากันทยอยออกมาจากที่กำบังทีละราย แร๊บบิทแนบมีดเข้ากับลำตัวสูดลมหายใจเต็มที่พร้อมตะลุมบอน
ในอีกไม่กี่อึดใจ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงซ่าๆที่ฟังได้ไม่ประติดประต่อที่ดังมาจากภายในห้องคนขับของชุด MECH ที่อลิซควบคุมอยู่ได้ใจความว่า...


“ระบบ... ล้ม... เหลว... เข้าสู้ระบบ.... ทำลายตัวเอง.... เริ่ม... นับถอย... หลัง... สาม.... สอง... หนึ่ง...”


เสียงแจ้งเตือนที่ดังไม่ปะติดปะต่อกันของอลิซทำให้แร๊บบิทรู้ถึงชะตากรรมของตนเองที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าชายแก่กลับไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดในทางตรงกันข้าม
เขากลับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังมีความสุขหรือได้เจอเรื่องดีๆเสียด้วยซ้ำ


“แล้วเจอกันนะซาร่าห์...”


ตูม!!


แสงสว่างวาบที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาพร้อมกับเสียงฉีกกระชากที่ดังจนแทบไม่รับรู้ถึงอะไรอีกหลังจกนั้นเกิดขึ้น แร๊บบิททำเพียงนอนนิ่งหายใจเบาๆและมองออกไปที่ทางออก


แรงระเบิดจำนวนมหาศาลขนาดถล่มตึกราบได้ทั้งหลังเกิดขึ้น เสียงที่เกิดจากแรงอัดอันมหาสารดังไปถึงสามบ้านแปดบ้านจนได้ยินกันทั้งแถบ ซาร่าห์เหลียวหลังหันกลับไป
มองดูอาคารที่เธอเพิ่งจะวิ่งออกมากำลังถล่มด้วยแรงระเบิดมีไฟลุกท่วมเป็นหย่อมๆ แร๊บบิทยังคงอยู่ในนั้นด้วยตอนที่มีการระเบิดขึ้นซาร่าห์มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
โดยไม่พูดอะไรออกมา ในมีของเธอก็กำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกทรมานใจ ถึงตอนนี้เธออยากจะวิ่งกลับไปดูแต่กลับต้องเบือนหน้าหนีและวิ่งออกห่างจากที่นั่น
ให้ไวที่สุดท่ามกลางเสียงไซเร็นของรถดับเพลิงหรือรถตำรวจที่กำลังแห่เข้ามาคุมสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดไปหยกๆ การตัดสินใจครั้งนี้เธอไม่สามารถถอยหนีได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของซาร่าห์คือ วิ่งต่อไปและวิ่งต่อไป....



--------------------------------------------------------------------------------------------------



หลังกลับถึงฐานรันฟาก็ต้องรีบแบกเพื่อนร่วมหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บในภารกิจนับว่ายังดีที่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เดือดร้อนแพทย์สนามแบบเธอเอาการ
เพราะหมอประจำฐานมีไม่พอรันฟาเองก็ได้รับบาดเจ็บมาเหมือนกันแต่ก็เพียงแค่แผลถลอกเมื่อเทียบกับรายที่โดนยิงแล้วมันคนละเรื่อง ที่น่าแปลกคือภารกิจนี้ดันไม่มีใครตาย
สักคนที่รันฟาแปลกใจไม่ใช่ทหารพวกนี้หากแต่เป็น วิง ที่รันฟาเห็นกับตาว่าโดนจรวดต่อต้านอากาศยานยิงเข้าใส่แบบจังๆแล้วแท้ๆ แต่ตรงกันข้ามหลังผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง
รันฟาก็เห็นเจ้าตัวออกมาเดินได้แบบหน้าตาเฉยโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเสียด้วยซ้ำ


มันประหลาดมาก ประหลาดเกินไปสำหรับหลายคนด้วยซ้ำ ยิ่งรันฟาที่เป็นทั้งแพทย์สนามมีประสบการณ์มาพอสมควรในการรักษาคนเจ็บนสนามรบก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ถึงที่ผ่านมาหลายเดือนเธอจะทั้งเห็นและสัมผัสอะไรแปลกๆจากคนของสเป็คเตอร์มามาก ทั้งพวกกลายพันธุ์มีความสามารถพิเศษ หรือพวกมนุษย์ธรรมดาที่ดันมีทักษะ
เหนือมนุษย์มนาทั่วไปมันก็ยังไม่แปลกเท่ารายนี้


จะว่าไปแล้วรันฟาเคยสังเกตหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มนักบินเหินเวหาจอมทะเล้นรายนี้ที่เรื่องราวนั้นค่อนข้างจะคลุมเครือและลึกลับจนเดาไม่ออกถึงปกติเจ้าตัวจะชอบทำตัว
เด่นแบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเลยก็ตามแต่ก็ยังอุตส่าห์มีเรื่องให้รันฟาหยิบมาสงสัยได้หลายอย่าง เช่น ทั้งเรื่องที่ว่าเธอไม่เคยเห็นหมอนี่มีแผลเป็นเลยเมื่อเทียบกับสมาชิก
ทุกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน หรือว่าเรื่องที่เจ้าตัวมักจะใส่ชุดแบบเดิมตลอดรันฟาคิดว่ามันน่าจะเป็นชุด EXO รูปแบบหนึ่งที่แปลกใจคือวิงยังสวมมันตลอดเวลาไม่เคยถอดออกทั้งที่
มันน่าจะหนักมากโขอยู่สำหรับหนุ่มร่างบางผอมแห้งอย่างวิง และอย่างสุดท้ายคือเธอไม่เคยเห็นวิงออกมากินอะไรร่วมกับชาวบ้านเขาเลยสักครั้งอย่างน้อยที่สุดหกเดือนก็น่าจะ
มีสักครั้งที่บังเอิญเห็นวิงออกมาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนบนโต๊ะอาหารบ้างแต่นี่กลับไม่เคยเห็นเลยสักครั้งก็นับว่าแปลกทั้งที่สมาชิกคนอื่นของสเป็คเตอร์ต่างก็เห็นมาหมดแล้ว
ยกเว้นรายนี้รายเดียว


แต่ครั้นจะสอบถามรอบตัวก็ดันมีงานล้นมือซะอีก คนเจ็บมากมายมารอแถวกันเรียงเข้ามาให้เธอดูอาการและทำแผลให้ถึงหลักๆจะไม่ได้มีอะไรมากแต่เธอก็ต้องทำตามคำร้องขอ
ของหัวหน้าพยาบาลประจำฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นของเลือดผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อและอะไรต่อมิอะไรจากสนามรบลอยตลบไปทั่วทั้งห้องพยาบาลจนรันฟาแทบจะเป็นลม
อยู่รอมร่อเพราะเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมกับพวกหน่วยฮาวด์ในห้องพยาบาลนี่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับเสียงบ่นเสียงคุยจอแจของหลายคนที่โดนยาฆ่าเชื้อราดแผล
จนเผลอโวยวายออกมาเล็กน้อยอีก


กว่าจะเสร็จงานก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมงเมื่อคนเจ็บรายสุดท้ายออกจากห้องไปเหลือแต่พวกที่อาการหนักต้องนอนในห้องพยาบาลที่หัวหน้าพยาบาลต้องดูแลเอง รันฟาไม่คิดจะ
ทำโอทีอยู่แล้วเพราะงั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะผละตัวออกมาจากห้องพยาบาลพร้อมทั้งถอดถุงมือยางออกและหายใจเข้าให้เต็มปอดสักเฮือก ในเวลานี้หญิงสาวอยากจะไปอาบน้ำ
แล้วนอนพักให้หายเหนื่อยสักทีแต่ก็ดันติดที่ว่ามีคนมารอเธออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้มาแปลกเพราะคนที่มายืนรอเธอกลับเป็นวัลคิลลี่สาวน้อยจากหน่วยพีเจี้ยน เด็กหญิงวางมาด
ท่าทางแบบผู้ใหญ่เกินตัวและยังคาบแผ่นสาหร่ายเอาไว้ในปากเหมือนพวกแมวไม่มีผิด


“รสชาติไม่เลวนะว่าไหมสาหร่ายแผ่นของญี่ปุ่นเนี่ย” แผ่นสาหร่ายถูกฉีกเป็นชิ้นๆและบดด้วยรามไปมาก่อนกลืนลงท้องของวัลคิลลี่ไปแบบไม่มีใครคิดถึง รันฟามองดูท่าทีของ
เด็กหญิงก็รู้สึกได้ว่าเธอคงมีบางอย่างที่ต้องการจากเธออยู่


“เธอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ ถ้าเธอเจ็บแล้วเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ก็เชิญข้างในห้องพยาบาลนะ ฉันจะไปพักแล้ว” รันฟาตอบส่งๆกลับไปบอกตามตรงว่าเธอไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่าย
ที่มีท่าทีคุกคามมากนักในตอนนี้ แต่ท่าทางเด็กหญิงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆด้วยนี่สิ


“ก็แค่มาเดินเล่นเท่านั้นแล้วก็อีกอย่างฉันอยากได้บางอย่างของเธอซะด้วยถ้าเธอส่งมันมาดีๆฉันก็ยินดีแลกกับอะไรดีๆที่ฉันมีนะ” วัลคิลลี่พูดขณะยัดสาหร่ายแผ่นสุดท้ายเข้าปาก
และเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาที่มองมาบ่งบอกว่าอีกฝ่ายขี้ตื้อไม่หยุดจริงๆ


“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะแม่ตุ๊กตา?” รันฟาถาม


“ดาบของทาล่อนที่เธอได้มาจากตาเฒ่าปืนโหดคนนั้นไง” วัลคิลลี่มองไปที่ดาบทาล่อนซึ่งรันฟาเหน็บเอาไว้ข้างเอวอยู่ตอนนี้


“เธอจะเอาดาบเล่มนั้นไปทำอะไรกัน เธอดูไม่ใช่พวกคลั่งดาบหรืออะไรพวกนี้ซะหน่อยนี่นา” รันฟาถามอีกครั้งและเริ่มสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายมากขึ้น


ดาบของทาล่อนที่เพิ่งได้มาในภารกิจแม้รันฟาจะยังไม่เคยได้ลองใช้หรือทดสอบอะไรสักอย่างแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา และมันยังมีอะไรอีกหลายอย่าง
เกินคาดเดาซ่อนอยู่เล่มนั้นด้วย และจนกว่าจะแน่ใจว่าดาบนั่นปลอดภัยพอหรือไม่มีอะไรตุกติกอยู่ภายในก็ไม่ควรจะมีใครได้เอามันไปใช้หรือทำอะไรทั้งสิ้นและโชคร้าย
คนที่ดันมีความรู้เรื่องดาบดันมีแค่รันฟาคนเดียวในฐาน


การที่วัลคิลลี่คิดจะเอาของที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาบอย่างรันฟายังไม่ยืนยันไปในตอนนี้เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน คงต้องลองปฏิเสธอย่างเป็นมิตรดูเผื่อวัลคิลลี่จะเข้าใจ


“ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย ฉันยังให้เธอไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะถ้าเธออยากได้รอให้ตรวจสอบก่อนได้ไหมแล้วฉันจะเอามาให้เธอเองถ้าแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรน่ะ”


“ไม่... ฉันต้องขอมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะงั้นบอกมาว่าเธอต้องการอะไรและกับดาบเล่มนั้น...” เด็กหญิงยังคงดื้อดึงต้องการที่จะเอาดาบเล่มนั้นให้ได้ และแววตาของเธอ
เริ่มส่ออาการไม่พอใจขึ้นมาบ้างแต่รันฟายังคงยืนยันคำตอบเดิม


“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ให้เธอตอนนี้ล่ะ”


“เกลียดชะมัดตอนเจรจาล้มเหลวเนี่ย... คงต้องใช้วิธีง่ายๆซะแล้วสิ...”


เพี๊ยะ!!


ช่วงจังหวะที่กำลังคุยอยู่ท่อนแขนอันเรียวบางแต่เต็มไปด้วยพลังของวัลคิลลี่ก็พุ่งเข้าหารันฟาอย่างรวดเร็ว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของรันฟาที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วทำให้รันฟา
เอาแขนของตนเองปัดและเบี่ยงวิถีมือของอีกฝ่ายไปได้แบบง่ายๆ เห็นแบบนี้อย่าคิดว่ารันฟาเก่งแค่เพลงดาบเชียว อาจารย์ของเธอไม่ได้สอนแค่วิชาดาบเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง
ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างคาราเต้ด้วยและบวกกับการฝึกแบบเฉียดตายผ่านนรกของคอนเนอร์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอีก แค่ฝ่ามือที่หวดเข้ามาตรงๆของเด็กแปดขวบ
ร่างใหญ่แค่นี้อย่าหวังจะล้มรันฟาได้เชียว


“ขยับตัวไม่ไวเลยนะถ้ามีเรื่องกันตรงนี้มีสิทธิเป็นผีเฝ้าทางเดินได้เลยนะ ถ้าบอกป้องกันตัวใครก็ต้องเข้าใจทั้งนั้น เราต่างคนต่างถอยไปไม่มีเรื่องดีกว่าไหม... ขอล่ะ” รันฟา
พยายามพูดกล่อมทำยังไงก็ได้ที่จะเจรจาให้ได้อย่างสันติที่สุด แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ยอมทำตามง่ายๆ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้นสีหน้า
ของวัลคิลลี่บอกชัดว่าครั้งต่อไปมันจะแย่กว่านี้


“ไม่... ส่งมาดีๆไม่งั้นจะไม่เตือน...”


รันฟาเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเอนไปทางเลวร้ายแบบที่คิดเอาเข้าจริงอาจจะมากกว่านั้น สายตาของคนรอบข้างเริ่มเพิ่งมาทางเธอกับเด็กคนนี้เข้าให้แล้วด้วย
ถ้าบังเอิญฟาดปากกันตรงนี้มีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่จะให้เธอมอบของอันตรายแบบนี้ให้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำอยู่ดีนั่นล่ะและอีกอย่างเธอรู้สึกว่าเธออยากจะสอน
บทเรียนอะไรให้หน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจมีเรื่องแบบนี้กล่อมยังไงคงไม่สำเร็จแน่คงต้องให้เป็นอย่างที่เจ้าตัวต้องการ อยากมีเรื่องเจ๊จัดให้!


แต่คงต้องมีเรื่องกันภายใต้ขอบเขตหน่อย...


รันฟาสงบใจให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลาแบบนี้คงต้องทำเป็นใจดีสู้เสือไปก่อน “งั้นก็ได้ฉันจะให้ดาบนั่นกับเธอ แต่มันคงต้องมีเงื่อนไขหน่อยล่ะ...
ถ้าเธอทำได้ก็เอาดาบเล่มนี้ไปได้เลย”


วัลคิลลี่ทำคิ้วขมวดอย่างสงสัย “เงื่อนไข? เงื่อนไขอะไร”


“รู้ไหมในยุคโบราณซามูไรจะพกดาบติดตัวไว้เสมอไม่ว่าเวลาไหนกล่าวกันว่าดาบคือตัวแทนวิญญาณของซามูไรคนนั้นๆ การถูกชิงดาบไปจึงไม่ต่างอะไรกับการชิงวิญญาณ
ของซามูไรคนนั้นไปเลยล่ะ”


“เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่” วัลคิลลี่พูดตัดบท


“หากจะให้ไปแบบง่ายๆมันก็กระไรอยู่ ถ้างั้นเราจะมาทำกันแบบที่พวกซามูไรยุคโบราณทำกันดีไหม เดิมพันวิญญาณด้วยการประลองดาบ ใครชนะก็ได้สิ่งที่ต้องการไป
เอาล่ะว่าไงเงื่อนไขนี้พอรับได้ไหม” รันฟายิ้มออกมาและเธอจงใจเสแสร้งปั้นยิ้มบางส่วนเพราะในใจของเองก็กำลังคิดอย่างว้าวุ่นว่าจะทำยังไงต่อหากอีกฝ่ายไม่สนใจข้อเสนอนี้
มีแววว่าจะได้ปะทะกันกลางทางเดินแคบๆนี่สูงมาก วัลคิลลี่เองก็ดูจะไม่สนใจฟังเหตุผลเท่าไหร่นักถ้าต้องปะทะกันตรงนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่สำหรับทั้งสองฝ่าย


ทางวัลคิลลี่ที่นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิดทบทวนข้อเสนอของรันฟา ทำเอาบรรยากาศเงียบอยู่ได้นานหลายนาทีจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนซึ่งรันฟากำลังรอฟังอยู่


“ก็ได้ถือซะว่าออกกำลังกายเล่นกับพวกมือใหม่อ่อนหัดก็แล้วกัน...”


“อ่อนหัดหรือไม่อ่อนหัดเดี๋ยวก็ได้รู้ แม่ตุ๊กตา”


“อย่าเรียกฉันว่าแม่ตุ๊กตา ยัยจีนขาตะเกียบ!” วัลคิลลี่ตอกกลับก่อนจะรีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่โรงฝึกอย่างว่องไว รันฟาทำเพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งและเหนื่อย
หน่ายในเวลาเดียวกันมองในแง่ดีคือตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น ของจริงกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก


แน่นอนว่าการประลองครั้งนี้รันฟาพยายามจะไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่กัน หญิงสาวเลยปิดเรื่องทุกอย่างและไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นจนถึงขึ้นดึงความสนใจที่ไม่จำเป็นเข้ามาหาตัวเธอ
อย่างน้อยที่สุดเธอก็อยากจะรีบประลองแล้วรีบเผ่นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ภายในห้องโดโจสำหรับฝึกวิชาดาบนั้นมีคนใช้อยู่เพียงไม่กี่คนโดยส่วนมากจะเป็น
สถานที่สำหรับฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่าง ยูโด เทควันโด และคาราเต้ซะมากกว่า คนที่ฝึกวิชาดาบญี่ปุ่นในฐานนี้เลยมีแค่รันฟาคนเดียวเท่านั้น และมันก็ดีตรงที่
ได้ความเป็นส่วนตัวไปเต็มๆ


รันฟาเดินตามเด็กหญิงเข้ามาในห้องฝึกก่อนจะวางดาบทาล่อนเล่มยาวที่ใช้เป็นรางวัลของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ตรงข้างๆพื้นของลานฝึกก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้ไม้เก่าๆ
และดึงดาบไม้สำหรับฝึกที่อยู่ในตู้นั่นออกมาสองเล่ม รันฟาโยนเล่มหนึ่งให้วัลคิลลี่ไปเด็กหญิงรับเอาไว้กลางอากาศแบบง่ายๆพลางควงไปมาเพื่อสร้างความคุ้นเคย


“เราจะแข่งกันสามไม้ ตีโดนหนึ่งจุดหนึ่งไม้ ชนะสองในสามเท่านั้น สงสัยอะไรไหม?” รันฟาถาม


“มี... เมื่อไหร่จะเริ่มซะทีฉันอยากจะเอาดาบนั่นไปดูเร็วๆแล้ว”


รันฟายิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ใจเย็นๆสิ เวลาต่อสู้เขาห้ามใจร้อน จะต้องทำให้ใจสงบและมีสมาธิ นี่คงไม่มีใครสอนเธอเรื่องนี้หรอกใช่ไหมแม่ตุ๊กตา”


“ที่นี่เราไม่สนเรื่องหลักการหรือวิธีการแนวคิดหรอก แค่ให้ชนะได้วิธีการไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้นล่ะ รีบๆเริ่มได้แล้ว!!”


คำตอบที่มาพร้อมท่าทีเร่งรีบและใจร้อนทำให้รันฟายิ้มออกมาได้โดยไม่มีความเครียดเหลืออยู่เท่าไหร่นัก หญิงสาวค่อยๆเดินไปประจำที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมทั้งลองยกดาบ
เพื่อทำความคุ้นเคยกับน้ำหนักของมันก่อนจะจับดาบสองมือชี้ไปลายดาบไม้ไปข้างหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดี ความจริงถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการเธออยากจะเปลี่ยน
เสื้อผ้าเป็นชุดผ้าญี่ปุ่นสำหรับฝึกวิชาดาบมากกว่าชุดรบขาดๆที่เพิ่งผ่านสมรภูมิมาสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ก็ช่างเถอะเพราะอีกฝ่ายรีบร้อนมากคงไม่เสียหายอะไรนัก
ถ้าจะประลองกันทั้งๆใส่เสื้อขาดแบบนี้ไป


รันฟาเริ่มจับดาบไม้ให้มั่นและทำใจให้สงบจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การขยับตัวของกล้ามเนื้อทุกมัด แววตา จิตสังหาร ทุกๆอย่างอยู่
ในการมองเห็นของเธอทั้งหมดราวกับภาพทุกอย่างเคลื่อนที่ช้าลงจนหยุดนิ่ง ต่างฝ่ายต่างจ้องมองเข้าใส่กันรอการเคลื่อนไหวที่จะบังเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะเปิดช่องออกมา
ก่อนกัน


ควับ! เปรี้ยง!


ชั่วพริบตานั้นเองรันฟาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารคมกริบที่ปะทะเข้ามาก่อนเธอจะเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณ ยกการ์ดดาบมาทางด้านหลังรับแรงปะทะของเด็กหญิงที่อยู่ๆก็หายไป
จากด้านหน้าและมาโผล่ด้านหลังเธอในพริบตาเดียวหมายจะเล่นงานจากด้านหลังของรันฟา ทั้งความเร็วและพลังนั่นไม่ใช่อะไรที่จะมองข้ามได้เลย รันฟากลิ้งตัวถอยออกมา
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เธอมีเวลาได้หายใจตวัดดาบเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว รันฟาทำได้เพียงปัดปลายดาบไม้ของอีกฝ่ายออกไปทางด้านข้าง แต่แรงปะทะ
ที่รับรู้ได้ก็มหาศาลเกินกว่าที่รันฟาจะปัดป้องได้นานนัก ไม่น่าเชื่อว่ารูปร่างที่ดูบอบบางไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวจะมีเรี่ยวแรงที่มากขนาดนี้ รันฟาทำได้เพียงแค่ปัดป้องหลบคมดาบ
เท่านั้นช่องว่างในการสวนกลับแทบไม่มีให้เห็น


รันฟาต้องประคองร่างระหว่างที่จัดระบบความคิดของตัวเองให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความเร็วของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ธรรมดาราวกับไม่ใช่ความเร็วของมนุษย์เช่นเดียวกับแรงปะทะ
ของดาบนั่นไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันจะมาจากท่อนแขนอันเรียวบางไม่ต่างอะไรกับแขนของเธอเลยสักนิด วัลคิลลี่ยังคงฟาดดาบเข้าใส่รันฟาอย่างต่อเนื่องไปเปิดช่องให้รันฟา
สวนกลับเลยสักนิด


“อะไรกันมีดีแค่นี้เหรอ ท่าทีที่บอกว่าจะเอาชนะฉันมันหายไปไหนหมดกัน” เด็กหญิงผมดำยิ้มเยาะขณะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าหารันฟา


ยิ่งนานเข้าแขนสองข้างของรันฟาก็เริ่มชาจนเคลื่อนไหวได้ช้าลง ความเหนื่อยล้าที่ยังไม่หายไปไหนมาจากการทำภารกิจและการรักษาคนจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อมีความเหนื่อยล้านั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวอืดลง และการเคลื่อนไวที่อืดลงก็หมายถึงช่องว่างที่วัลคิลลี่จะสามารถช่วงชิงไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดาบไม้
เล่มยาวบุกเข้าถึงตัวก่อนจะหวดโดนชายโครงของรันฟาไปเต็มๆครั้งหนึ่ง


ร่างของรันฟากระเด็นตามแรงปะทะ ความรู้สึกตอนถูกฟาดเข้าเมื่อครู่นี้ทำเอาขยับตัวแทบไม่ออก อย่างกับโดนค้อนยักษ์หวดเข้าใส่จริงๆ


“ว้าแย่จังสงสัยงานนี้คงได้ดาบเล่มนั้นมาแบบกินหมูซะแล้วล่ะมั้ง...” เสียงเยาะเย้ยของอีกฝ่ายกระตุ้นให้รันฟาต้องรีบลุกขึ้นมาโดยไว สิ่งที่แย่กว่าความตายสำหรับนักดาบ
คือการโดนดูถูกและหยามศักดิ์ศรี


ถึงรู้สึกราวกับปลายประสาทจะส่งสัญญาณเตือนถี่ๆออกมาไม่มีหยุดเป็นไมเกรนว่าอย่าฝืนแต่รันฟาก็ต้องลุกขึ้นมาอีกรอบ เทียบกับตอนที่สู้กับอาจารย์ในการฝึกซ้อม
เมื่อหลายปีก่อนแล้ว นี่เทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


แหงล่ะ... ตอนฝึกคราวนั้นดันใช้ดาบจริงเลยนี่นา...


แต่ที่รันฟาต้องลุกขึ้นมาเหตุผลหลักคือเธอไม่สามารถทนได้หาต้องโดนดูถูกแบบนี้ โดนดูถูกโดยเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้ในวิถีแห่งดาบเลยสักนิด เด็กที่เธอต้อง
แพ่นกบาลให้หายซ่าสักทีท่าทางได้เวลาสอนให้รู้จักสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ซะแล้ว เมื่อคิดแบบนั้นรันฟาก็รีบทรงตัวและยื่นปลายดาบตรงไปข้างหน้า


“อย่าแน่ใจไป มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ตั้งการ์ดให้ดีๆล่ะแม่หนูรอฉันบุกบ้าง...” สายตาพาดขวางของรันฟามองมาทางวัลคิลลี่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สายตาที่คมกริบราวกับ
นักล่าท่อนแขนเรียวบางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำขยับขึ้นจับดาบเอาไว้อย่างมั่นคงเกินกว่าตาเห็น ลมหายใจเขาออกเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ประสาทสัมผัสทุกด้าน
ราวกับถูกลับขึ้นจนคมกริบในชั่วระยะเวลาหนึ่ง


วัลคิลลี่มองดูท่าทีของรันฟาทั้งที่ปากพูดแบบนั้นแต่ทั้งร่างกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ สารรูปดูไม่ได้แม้แววตานั่นจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพูดจริงก็เถอะ แต่ด้วยสภาพร่างกาย
แบบนั้นแค่เป่าเบาๆก็คงกระเด็นแล้ว เด็กหญิงจึงทำเพียงยกดาบขึ้นมาและแสร้งทำเป็นตั้งท่าป้องกันทั้งที่ความเป็นจริงเธอไม่ได้สนใจจะป้องกันอะไรทั้งนั้น


“ทำเก่งไปก็เท่านั้นน่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพิ่มก็ส่งดาบนั่นมาซะดีๆจะดีกว่าน่าไม่งั้น-”


ควับ!!


“ไม่งั้นอะไร...”


ช่วงก่อนพูดจบประโยครันฟาก็หายไปจากการรับรู้ของวัลคิลลี่ รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มาโผล่ที่ด้านหลังพร้อมทั้งจ่อดาบไม้ที่หลังคอของวัลคิลลี่ ทำเอาเด็กหญิงตัวแข็งทื่อไม่กล้า
ขยับอะไรปุบปับ ความเร็วที่เห็นเมื่อกี้นี้มองแทบไม่ทัน รันฟาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำแต่ที่เธอรู้แจ้งชัดเจนคือถึงต่อจากนี้อาจจะรุนแรงไปหน่อยเธอก็
ต้องฟาดให้ใครบางคนเลิกร้อนวิชาได้แล้ว


“เป็นอะไรไปมองไม่ทันรึไง...” รันฟาเย้ย


วัลคิลลี่กระโดดออกมาตั้งหลักทันทีโดยที่รันฟาไม่ได้วิ่งตามไปแต่อย่างใด หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่จับดาบอย่างมั่นคงไม่พูดเอ่ยวาจาใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว
แววตาที่มุ่งมั่น สงบนิ่ง เยือกเย็น และไม่คิดอะไรในหัวนอกจากความว่างเปล่าในจิตใจและการขยับตัวที่เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบุกเข้ามาตรงๆ
รันฟาก็ต้องเล่นอย่างอื่นแทนและเธอก็จับทางได้แล้วว่าควรทำยังไง


“กลัวรึไงแม่หนูน้อยอยากกลับบ้านไปหาหม่าม้าแล้วรึไง...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มแบบเหยียดๆ ขณะจ่อปลายดาบไม้มาข้างหน้าเป็นเชิงท้าทายเด็กหญิงที่กำลัง
ออกอาการตกใจอยู่เล็กน้อย


“ฮึ่ม... กร๊อด!!”


และอีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาด้วยการเหวี่ยงดาบไม้เข้าใส่อย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้แต่เหมือนดาบนั่นจะตีไม่ถูกอะไรเลยสักอย่างนอกจากอากาศเท่านั้น ร่างกายของหญิงสาวขยับอย่างรวดเร็วหลบดาบไม้ไปได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือมนุษย์ที่วัลคิลลี่มีแทบไม่มีผลใดๆเลยกับรันฟา หลังปรับตัวได้รันฟาก็มองออกแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้จะขยับดาบเคลื่อนไหวยังไง ความเร็วที่เหนือมนุษย์อาจเป็นจุดแข็ง แต่มันไม่อาจกลบจุดอ่อนที่รันฟามองเห็นในตัวของวัลคิลลี่เลยสักนิด


ความหยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเอง ใจร้อน ขาดความเยือกเย็น และมุ่งจะเอาชนะทุกอย่างที่เธอมีคือข้อเสียร้ายแรงของผู้ที่เป็นนักดาบแทบทั้งสิ้น ไม่นับกับประสบการณ์ทางเชิงดาบ
ที่อีกฝ่ายมีเพียงน้อยนิด ช่องทางดาบที่กวัดแกว่งอย่างรวดเร็วราวกับเป็นกำแพงเหล็กนั่นอาจจะดูพึ่งพาได้แต่ในทางตรงกันข้าม


เปรี้ยง!!


รันฟาหวดดาบไม้กระแทกเข้าตรงจุดที่การป้องกันต่ำสุดอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือของวัลคิลลี่เคลื่อนออกจากมืออย่างช้าๆ รันฟาสวนช่องว่างต่อทันทีอีกสามดาบอย่างหนักหน่วง
อย่างที่คิดดาบไม้หลุดออกจากมือของเด็กหญิงลอยหมุนคว้างกลางอากาศอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรยึดไว้ก่อนหน้านี้ ร่างกายที่แข็งแรงเกินมนุษย์นั่นเทียบไม่ได้กับกำลัง
ข้อแขนทรงพลังที่รันฟาฝึกมาตั้งแต่เด็ก สำหรับนักดาบหากขาดข้อแขนที่แข็งแรงก็อาจจับดาบไม่มั่นคง เมื่อดาบหลุดมือก็หมายถึงความตาย เหมือนกับวัลคิลลี่ที่โดนรันฟา
หวดเข้าชายโครงอย่างแรงจนกระเด็น


ร่างของเด็กหญิงลอยละลิ่วปลิวตามแรงฟาดก่อนหลังกระแทกพื้นดังโครมจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น พอตั้งสติได้รันฟาก็ยืนอยู่ตรงหน้าและเอาดาบไม้จ่อหน้าเอาไว้


“ดาบนี้เธอแพ้แม่ตุ๊กตา...”


“ฮึ่ม...!!”


เด็กสาวถีบตัวเองพุ่งจากพื้นก่อนจะกลิ้งตัวไปคว้าเอาดาบไม้ที่โดนปลดออกจากมือไปเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงฟาดเข้าใส่รันฟาอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะจนแทบไม่เหลือ
ความรุนแรงหรือความเฉียบคมเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ กับคนที่โมโหจนตาบอดย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรันฟา หญิงสาวทำเพียงกระโดดถอยหลังออกมาเท่านั้นดาบไม้ที่ฟาดเข้ามา
ก็กลายเป็นการฟาดอย่างสูญเปล่าไปโดยง่ายหญิงสาวมองการเคลื่อนไหวของดาบอีกฝ่ายอย่างใจเย็นรอจังหวะที่เหมาะสมจนกระทั่งได้โอกาสโต้กลับ รันฟารับการโจมตีเอาไว้
พร้อมเบี่ยงวิถีดาบไปทางอื่นและกระแทกใส่ท้ายทอยด้วยด้ามดาบจนวัลคิลลี่ล้มลง การประลองนี้รู้ผลแล้ว


“เธอแพ้แล้ว... ตามสัญญาฉันเก็บดาบเอาไว้เหมือนเดิม...” รันฟาพูดพร้อมทั้งหันหลังเดินไปเพื่อจะหยิบดาบทาล่อนที่เป็นรางวัลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าวัลคิลลี่เพิ่งจะลุกขึ้น
และคว้าเอามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ออกมาและปาใส่รันฟากะเล่นทีเผลอ รันฟาไม่ทันตั้งตัวเลยเพิ่งจะรู้สึกตอนที่มีดพุ่งเข้ามาหาได้ครึ่งทางแล้วอีกไม่กี่วิมันคงพุ่งเข้าปักกลางหัว
ของเธอจนเป็นรูโหว่แน่


กึก!!


ปลายมีดกลับหยุดกึกกลางอากาศห่างจากหน้าผากไปเพียงไม่กี่นิ้วแทนที่จะปักเข้าไปในหัวของรันฟา หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้จะขยับตัวแต่อย่างใด เมื่อมีมือของ
คนๆหนึ่งมาจับคมมีดเอาไว้กลางอากาศพอดี รันฟารอดตายหวุดหวิดมาได้ขณะที่บุคคลที่เข้ามาช่วยนั้นมองไปที่วัลคิลลี่ด้วยแววตาและท่าทางที่ชวนสยดสยองเป็นที่สุด
สิ่งที่รันฟาเห็นจะเรียกว่าพลังงานลึกลับ เวทมนตร์ หรือความมืดดีเพราะเธอแยกไม่ออกว่ามันคืออะไรแล้ว หญิงสาวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่รุนแรงแบบไม่เคยเจอมาก่อน
จากผู้ที่เข้ามาช่วยจนแทบหายใจไม่ออก วัลคิลลี่มองกลับมาด้วยนัยน์ตาที่เบิ่งออกกว้างด้วยความกลัวและตกใจในเวลาเดียวกัน


“วัลคิลลี่... นี่คิดจะทำอะไร...” เสียงสะท้อนดังก้องในลำคอให้ความรู้สึกน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ไม่นับกับไอความมืดสีดำประหลาดๆที่แผ่ออกมาจาก
ร่างของคนๆนี้ และดวงตาสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องไปทางเด็กหญิงร่างใหญ่แบบไม่ลดละ


“มะ... แม่...”


“คุณเรเวน... คือเรื่องนี้...” รันฟาพูดหลังตั้งสติได้


“ไม่ต้องพูดฉันเห็นหมดแล้ว... ลูกคิดจะทำอะไร... คิดจะฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยรึไง... เพื่อดาบเล่มเดียว... ลูกรู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่!!!” เรเวนตวาดคำรามลั่นพร้อมกับความมืด
ที่ห่อหุ้มกายแผ่กว่างขยายรัศมีออกมา คราวนี้รันฟาได้รับผลไปเต็มๆเช่นเดียวกับวัลคิลลี่แม้จะไม่ได้หนักเท่า มีดสั้นที่วัลคิลลี่ปาใส่เธอเมื่อครู่ถูกสนิมเกาะในเวลาอันสั้น
ก่อนสลายเป็นผุยผงไปในที่สุด วัลคิลลี่ได้รับผลกระทบนี้หนักมากจนออกอาการหายใจลำบากเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบกโดยมนุษย์ไม่มีผิด


รันฟาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลยเหมือนกับตัวเองกำลังโดนดูดพลังงานออกจากร่างและเฉียดเข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกวินาที มันต่างกับคราวที่เรเวนสู้กับโครว์ก่อนหน้านี้
ลิบลับ มันทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันหากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงแย่แน่ รันฟารีบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่เดินเข้าไปหาวัลคิลลี่ที่อ้าปากพะงาบๆอยู่ตรงหน้า
ทีละก้าวอย่างยากลำบากเหมือนกับกำลังเดินต้านกลางลมพายุไม่มีผิด ไอสีดำพวกนี้มันมีคุณสมบัติที่แปลกชะมัดบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอะไรหรือมีสถานะเป็นอะไรกันแน่
แต่รันฟาก็ยังเดินฝ่ามันเข้าไปและเอาตัวบังวัลคิลลี่ไว้ทั้งที่มันอาจจะไม่ช่วยอะไรมากนัก


“หยุดก่อนค่ะ... คุณเรเวน...” รันฟาตะโกนสวนกับกระแสของคลื่นไอสีดำที่ถาโถมเข้ามา ทำเอาเรเวนต้องรีบผ่อนลงแต่ก็ยังไม่คลายหมดเสียทีเดียว


“คิดจะทำอะไร...”


“เธอยังเด็กอยู่ยังต้องเรียนรู้... อย่าทำแบบนี้ค่ะ...” รันฟาตอบเสียงหอบ


“ถอยไปซะ... ครั้งนี้วัลคิลลี่ทำเกินไป... ต้องให้บทเรียน... อย่าได้หันอาวุธใส่เพื่อนเด็ดขาด...” เสียงของผู้เป็นแม่แสดงถึงความเด็ดขาดแม้น้ำเสียงจะบอกว่าไม่อยากทำ
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มากนัก แต่ก็จำเป็นต้องทำ รันฟาเข้าใจในข้อนี้ดีแต่พอเห็นวัลคิลลี่ทรมานแบบนี้ใจมันก็อดทำแบบนี้ไม่ได้ แม้อีกฝ่ายกะจะฆ่าเธอเมื่อกี้นี้เลยก็ตามแต่เธอเพียง
แค่อยากจะสอนบทเรียนให้กับวัลคิลลี่เท่านั้นไม่ได้อยากเห็นเธอถูกทรมานอย่างที่เห็น ท่าทางนิสัยเก่าของเธอจะยังไม่ได้หายไปไหน


“เด็กคนนี้คือลูกสาวของคุณ... เห็นเธอทรมานแบบนี้... คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไงคะ!”


“....”


รันฟาตะโกนสุดเสียงด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ สติของเธอใกล้จะหลุดเต็มทีภาพรอบตัวเริ่มเลือนราง เรี่ยวแรงที่จะยืนต่อก็แทบไม่เหลือ ไอสีดำที่เรเวนแผ่ออกมา
กระทบร่างของรันฟาจนตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่หรี่ลงอย่างช้าๆเหมือนจะหนักอึ้งปิดสนิท เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน
คือเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอของใครบางคนเท่านั้น


“รันฟา... รันฟา... ผิง!”


แสงสว่างแยงตาคือสิ่งแรกที่รันฟารู้สึกถึงตอนที่เปลือกตาของเธอค่อยๆเปิดออก หญิงสาวต้องยกมือขึ้นมาป้องแสงไม่ให้เข้าตามากเกินไปแสดงว่าเธอต้องหมดสติไปนาน
เอามากๆด้วย ร่างกายแสดงออกอย่างชัดเจนถึงอาการอ่อนเพลีย มึน เวียนหัวจนแทบจะลุกขึ้นมาในตอนนี้ไม่ได้และความรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเธอหมดสติไปนาน
แค่ไหนแต่คงจะนานพอที่จะมีใครพาเธอมาไว้ที่ห้องพยาบาลแน่ ชักเกลียดกลิ่นแบบนี้ขึ้นมายังไงชอบกลซะแล้วสิ...


“ไงตื่นแล้วเหรอเจ้าหญิง...” เสียงของชายหนุ่มเป็นเสียงแรกที่ทักทายหลังเธอฟื้นตัว


“คุณอเล็กซ์... กลับมาแล้วเหรอคะ” รันฟากล่าทักทายอเล็กซ์ที่กลับมาจากการพักผ่อนเป็นที่เรียบร้อย แสดงว่าเธอต้องหลับไปนานมากแน่


อเล็กซ์หัวเราะในลำคอก่อนตอบ “ก็นะ... กลับมาได้พักหนึ่งแล้วล่ะ เธอเล่นสลบไปสองวันแบบนี้ทำเอาคนในทีมเป็นห่วงไปหมดเลยรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...”


“ไม่รู้สิคะ จำได้ว่าฉันดวลดาบกับวัลคิลลี่อยู่ดีๆจากนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเลย...”


“ก็ไม่ถามเพิ่มนะ... เธอต้องพักก่อนเสียดายที่ฉันไม่อยู่ด้วยตอนภารกิจก่อนหน้านี้ไม่งั้นคงได้ช่วยอะไรบ้าง จะว่าไปนี่มันดาบของเธอเหรอทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นเลยล่ะ?”
อเล็กซ์พูดพลางชูดาบทาล่อนที่อยู่ในมือให้ดู มันยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่มีใครได้ไปยุ่งอะไรกับมันเหมือนอย่างที่ควรเป็น


“ฉันได้มาในภารกิจน่ะค่ะ อยากให้ช่วยรบกวนตรวจสอบให้หน่อยไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?” รันฟาถาม


“ตรวจสอบดาบนี่น่ะเหรอ” อเล็กซ์มองดูดาบที่ถืออยู่ในมืออย่างพินิจ “จะว่าไปมันก็น่าสนเหมือนกันนะมีเทคโนโลยีแปลกๆติดอยู่ตรงฝักดาบด้วย เอาเป็นว่าจะช่วยตรวจสอบ
ให้ก็แล้วกันหลังจากฉันถามอะไรบางอย่างกับฮอว์คอายส์เรียบร้อยแล้ว” อเล็กซ์วางดาบลงที่ข้างเตียงก่อนดึงรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู รันฟาเกิดสงสัยขึ้นมาในน้ำเสียงและถ้อยคำ
ที่อเล็กซ์พูดออกมาเมื่อครู่นี้มันมีนัยบางอย่างจนอดที่จะถามไม่ได้


“มีเรื่องอะไรเหรอคะ?”


อเล็กซ์มองดูรูปถ่ายเก่าๆใบนั้นอย่างไม่วางตาก่อนพูดขึ้น “ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉันที่ยัยนั่นปิดบังเอาไว้เท่านั้นล่ะ...”









*************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 ธ.ค. 2017, 23:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

น่าสนใจมากเลยครับ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 466

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 06 มี.ค. 2018, 19:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

ขออภัยที่หายไปนานครับ!!! พอดีว่ายุ่งกับเรื่องงานมากไปหน่อยเลยไม่มีเวลามาแต่งมากนักกว่าจะหาเวลาได้ก็แทบแย่

เอาล่ะ!! มาชดเชยจากการที่หายไปนานเลยครับ!!


-------------------------------------------------------------------------------------

Episode 17 : Behind blue eye


กองเอกสารมากมายที่วางระเกระกะอยู่บนโต๊ะทำงานภายในห้องของผู้บัญชาการหญิงอย่างมิชเชลทำเอาหญิงแก่ต้องถอนหายใจมาหลายครั้งหลายคราแล้ว
นับแต่ภารกิจที่นิวยอร์กเรื่องราวเบาะแสข้อมูลทั้งหลายที่ต้องผ่านสายตาเธอทุกอย่างก็แห่กันเทเข้ามาสุมบนโต๊ะเธอจนรกไปหมด ขนาดนั่งเคลียร์ออกไปเกือบสามวัน
ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะลดลงแม้แต่นิดเดียว มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการไม่ว่าจะเป็นการจัดหากำลังพลใหม่มาทดแทนกำลังพลที่เสียไป หรือการตามรอยกลุ่มของ
พวก ดิ เซอร์เพนท์ ที่กำลังกบดานและซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆที่ไหนสักแห่ง ยิ่งได้รู้ว่าเรื่องราวพวกนี้มีชายหนุ่มสายพันธุ์อสูรอย่างโครว์อยู่เบื้องหลังด้วย


มิชเชลทำได้เพียงเอามือกายหน้าผากหนักๆและยอมรับว่าจะต้องมีเรื่องใหญ่มากกว่าเสียเมืองๆเดียวเกิดขึ้นแน่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่เธอมีหน้าที่ที่จะต้องทำ
ไม่มีเวลามาหยุดพักให้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ


แต่ถ้าจะมีเวลาให้งีบหรือนั่งเอนหลังนวดขมับเป็นพักๆก็พอจะมีเวลาอยู่บ้าง มิชเชลวางขวดเปล่าของเครื่องดื่มชูกำลังที่เพิ่งจะกระดกไปเป็นขวดที่สองแล้วของวันนี้
ลงบนมุมหนึ่งของโต๊ะก่อนจะเอนหลังและหลับตาลงเป็นการพักสายตาชั่วคราว ดวงตาทั้งสองข้างของเธอแทบจะมองอะไรไม่ชัดตาลายไปหมดหลังต้องนั่งอ่านกองเอกสาร
ข้อมูลติดต่อกันนานเกินไป ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นออกจากรูจมูกด้วยความเหนื่อยล้า คงมีเวลาให้พักอีกสักครู่ก่อนที่จะเริ่มลงมือจัดการกับกองเอกสารพวกนี้ต่อ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!


ท่าทางจะไม่ได้พักอย่างที่คิดซะแล้วเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นใจจริงอยากจะคิดว่านั่นคงเป็นเสียงเคาะประตูของห้องอื่นมากกว่าแต่ก็จำใจคิดแบบนั้นไม่ได้
เพราะห้องเดียวที่อยู่ในแถบนี้คือห้องทำงานของมิชเชลและเสียงเคาะก็ยังดังขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป มิชเชลเกาหัวที่เต็มไปด้วยผมยุ่งๆของเธอสองสามครั้ง
ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง คราวนี้คงไม่พ้นเรื่องสำคัญอย่างปัญหาโลกแตกหรือไม่ก็เรื่องมีเหตุโจมตีอีกตามเคย


“รู้แล้วกำลังไป...”


มิชเชลเปิดประตูเพื่อดูว่าใครกันที่มาหาเธอในเวลาแบบนี้แต่แล้วก็ต้องผิดคาด...


“อเล็กซ์? มีเรื่องอะไรล่ะถ้าจะมาคุยเรื่องเมื่อไหร่จะได้ออกงานก็รอก่อนนะมีเอกสารอีกเยอะที่ฉันต้องสะสาง...” มิชเชลรีบชิงพูดและตัดบทในทันทีพร้อมทั้ง
ปิดประตูแต่อเล็กซ์ก็เอามือขวางไว้


“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อผม?” อเล็กซ์ถามเสียงเรียบ


ประตูหยุดในทันใดมิชเชลมองมาทางอเล็กซ์อย่างสงสัยประหลาดใจ “นายพูดเรื่องอะไรน่ะ?”


“อย่ามาทำไขสือดีกว่าผู้บัญชาการ... คุณรู้จักกับพ่อผมรู้ตั้งแต่แรกรู้ว่าเขาเป็นใครแต่คุณไม่ยอมบอกผม บอกมาว่าพ่อของผมคือคนของสเป็คเตอร์ใช่ไหม?”


คำถามคาดคั้นพร้อมสีหน้าแววตาที่อเล็กซ์แสดงออกมาอย่างชัดเจนนั้นทำให้มิชเชลไม่รู้จะพูดอะไรไปพักหนึ่ง


“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”


อเล็กซ์พ่นลมหายใจออกจมูกดังพรืดพร้อมรอยยิ้มแห้งๆตรงริมฝีปาก ชายหนุ่มดึงแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมามันเป็นรูปถ่ายเก่าๆใบหนึ่งที่ถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์
ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยก่อน ในภาพถ่ายนั้นเป็นภาพหมู่ภายในงานแต่งงานซึ่งมีแขกผู้มีเกียรติหลายคนยืนเรียงแถวกันถ่ายภาพจนแน่น


“ถ้าผมตาไม่บอดคุณอยู่ด้วยในงานแต่งงานของพ่อผม ตรงนี้ไง” มิชเชลมองไปตามที่ชายหนุ่มชี้จุดนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆผู้เป็นเจ้าบ่าว
ถึงภาพจะมัวไปบ้างตามกาลเวลาและเค้าโครงหน้าที่ดูอ่อนกว่าหลายสิบปีแต่ก็ชัดเจนแน่ว่านั่นคือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่...


เจอเรื่องยุ่งเข้าให้แล้วไง...


มิชเชลถอนหายใจก่อนพูด “นายจำผิดแล้วมั้งอเล็กซ์บางทีนั่นอาจจะแค่คนที่หน้าเหมือนฉันก็ได้โลกใบนี้มีเรื่องแบบนั้นออกเยอะแยะไม่ใช่รึไงกัน”


อเล็กซ์ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูด “ก็ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นจริงก็คงใช่... แต่ถ้ามีคนมากกว่าหนึ่งที่หน้าเหมือนคอนเนอร์ คุณนุสจากแผนกซ่อม
หรือสมาชิกอาวุโสหน่วยฮาว์ดอีกหลายคนอยู่ในรูปนี้ ผมว่านี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญซะล่ะมั้งครับท่านผู้บัญชาการ...”


คราวนี้เหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่น่ากังวลเมื่อในภาพนั้นหากสังเกตดีๆจริงจะเห็นว่าที่อเล็กซ์พูดมานั้นเป็นจริงอย่างที่ว่ามา ภายในกลุ่มของแขกที่มาร่วมงาน
ในภาพนั้นนอกจากจะมีมิชเชลแล้ว ยังมีคนอีกหลายคนที่คุ้นหน้าทั้งคอนเนอร์ผู้บังคับบัญชาหน่วยฮาว์ดทีมอัลฟ่า นุสหัวหน้าช่างจากแผนกซ่อมบำรุงในช่วงที่ยังสาวๆ
และยังมีพวกคนแก่อีกหลายคนที่พอจะคุ้นหน้ายืนเรียงกันสลอนเสียจนปฏิเสธไม่ได้ว่าที่อยู่ในภาพนี้กว่าครึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสเป็คเตอร์แทบทั้งสิ้น


มิชเชลมองดูรูปภาพนั่นและดูดีว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงครั้นจะบ่ายเบี่ยงดูแววตาของอเล็กซ์แล้วเจ้าหนุ่มนี่คงจะไม่เลิกราง่ายๆแน่คนฉลาดแบบอเล็กซ์คงจะหาทาง
ล้วงความจริงได้สักทางสุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี บางทีการบอกความจริงไปตามตรงอาจจะเป็นทางเลือกเดียว


แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วแบบนี้เท่านั้นล่ะ...


“งั้นเข้ามาก่อนสิ ฉันว่าเราคงมีเวลานั่งคุยไปจิบชาไปได้นะ...”


มิชเชลออกปากเชิญชายหนุ่มให้เข้าไปในห้องของเธอ และอเล็กซ์ก็ตอบรับแต่โดยดีโดยการเข้ามาตามคำขอ ขณะที่อเล็กซ์เดินเข้ามาในห้องในทุกย่างก้าว
มิชเชลก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะตอบอเล็กซ์ให้ดีๆ เพราะว่าสิ่งที่เจ้าหนุ่มกำลังถามนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่าง ที่มิชเชลต้องตอบให้ดีๆไม่งั้นมันอาจจะเป็นการนำปัญหา
อีกอย่างมาให้แบบที่เธอไม่ได้ต้องการมันมากนัก โดยเฉพาะกับชายหนุ่มสมองไวแบบอเล็กซ์ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียวอย่าลืมว่าอเล็กซ์นั้นเป็นพวกที่ไม่สนอยู่แล้ว
ว่าจะต้องไปเหยียบใครเข้าเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการเพราะงั้นมิชเชลจึงต้องหาทางจัดการกับปัญหานี้อย่างรอบคอบที่สุด


กาน้ำชาขนาดเล็กถูกยกขึ้นรินลงบนถ้วยชาสองใบ กลิ่นหอมๆและไออุ่นจากชาร้อนๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย แต่อเล็กซ์นั้นกลับไม่แต่ถ้วยชาแม้แต่นิดเดียว
สีหน้าของเจ้าหนุ่มดูจะไม่มีอารมณ์มาจิบชาเท่าไหร่ อย่างน้อยคงไม่ใช่ตอนนี้ มิชเชลยกถ้วยชาของตัวเองยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม


“นายน่าจะจิบชาแก้เปรี้ยวปากหน่อยนะ ช่วยให้หายเครียดได้ดีเลย”


“อย่าห่วงเลยผู้บัญชาการ... ผมจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งชาหรอก เลิกวางมาดยักท่าแล้วบอกมาดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของผมกันแน่”
อเล็กซ์ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาขึงขังกระหายในคำตอบนั่นบอกอย่างชัดเจน มิชเชลทำเพียงแค่จิบชาต่ออีกอึกแล้ววางถ้วยลง


“ใจเย็นสิ อย่าลืมว่าการทำอะไรเขาห้ามใจร้อนต้องตั้งสติ ไม่งั้นหากอยู่ในสนามรบแล้วทำอะไรไม่รอบคอบมันจะมีผลร้ายแรงตามมา นี่โรงเรียนฝึกทหาร
เขาไม่ได้สอนนายมารึไง” มิชเชลถาม


“พอดีครูฝึกผมสอนว่าทำอะไรทำให้ไว พลาดวินาทีเดียวก็หมายถึงความตาย ตกลงว่าไงครับจะบอกไหมหรือต้องให้ผมลงมือแฮ๊กข้อมูลที่ว่านั่น ที่นี่...”
อเล็กซ์เริ่มกดเข้าอุปกรณ์สื่อสารพ่วงกับอุปกรณ์แฮ๊กของตน “...และเดี๋ยวนี้...”


นิ้วมือที่ทาบเอาไว้บนอุปกรณ์เป็นเหมือนกับไกปืนที่พร้อมจะลั่นเข้าใส่คลังข้อมูลและดูดเอาข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการออกมาได้ด้วยปุ่มเดียว มิชเชลรู้ดีว่าอเล็กซ์
ทำได้อย่างที่ว่าจริงๆ หกเดือนที่ผ่านมาเธอสังเกตดูชายหนุ่มทุกฝีก้าวเพื่อทดสอบความสามารถและอเล็กซ์ก็แสดงความสามารถทางด้านการล้วงและเจาะข้อมูลเครือข่าย
ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทำเอาแม้แต่โรห์น่าหรือโอราเคิ้ลยังทาบไม่ติด หากเครื่องเจาะข้อมูลนั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มสร้างและออกแบบเองก็คงไม่ต้องคิดว่ามันจะทำอย่าง
ที่พูดมาได้ไหม


เป็นเด็กที่รับมือยากจริงๆนั่นล่ะ..


อเล็กซ์หรี่ตามองพร้อมเอ่ยปากถามอีกครั้ง “ตกลงว่ายังไงครับ คำตอบน่ะ...”


มิชเชลถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมทั้งคิดในหัวอย่างถี่ถ้วนก่อนตอบ


“ใช่... พ่อของนายเคยเป็นอดีตสมาชิกของหน่วยสเป็คเตอร์ และเขาก็ตายในวันล่าเงาครั้งนั้นด้วย...”



อเล็กซ์ทำได้เพียงนั่งตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออกในหัวของชายหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงดีจะดีใจที่ในที่สุดก็ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กับพ่อที่หายไป หรือควรเสียใจที่ได้รู้ว่าเขา แม่และน้องสาวได้เสียพ่อไปเป็นเวลานานแล้ว ที่ผ่านมาถึงเขาจะรู้ว่าพ่อคงจะตายไปแล้วแต่พอมาได้ยินแบบนี้จริงๆ
กลับรู้สึกช๊อกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน


ชายหนุ่มพยายามคิดอย่างแทบเป็นแทบตายว่าจะทำยังไงต่อดี เขาควรบอกแม่และน้องสาวไหมว่าพ่อของเขาได้ตายไปแล้ว หรือว่าควรจะทำยังไงต่อไปดีกับอนาคต
ของตัวเอง อย่าลืมว่าตัวเขานั้นที่มาเป็นทหารก็เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อ และในเมื่อวันนี้ได้มารู้แล้วมันก็เหมือนกับว่าตนเองได้เสียจุดหมายที่ตามหา
มานานไปในที่สุด


มันเป็นความรู้สึกที่ชวนสับสนอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน...


“เขาตายยังไงครับ....” อเล็กซ์ถาม


แทนที่ฮอว์คอายส์จะเงียบปากเอาไว้เธอกลับเริ่มพูด “เขาตายระหว่างที่มีการบุกโดยพวก นอร์ท เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนคุ้มกันเจ้า เร้ดอายส์
ช่วงที่เรากำลังจัดการกับเรื่องชุลมุนหลายอย่างดันเกิดเรื่องเข้า...” ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์หยุดพูดไปกะทันหันเหมือนมีเรื่องที่ลำบากใจเกินจะพูดอยู่และอเล็กซ์
ก็อยากจะรู้คำตอบ


“เกิดเรื่องอะไรครับ บอกมาหน่อย!”


ฮอว์คอายส์นิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่งและตอบคำถาม “เขาถูกฆ่าโดยหนึ่งในอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของพวกนั้น... เขาถูกฆ่าโดย โครว์...”


คำตอบคราวนี้ยิ่งชวนอึ้งหนักกว่าคำตอบแรกหลายเท่านักหากพ่อเขาตายเพราะถูกยิงหรือว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้ฟังดูเหลือเชื่อแบบนี้ โครว์ชายหนุ่มผมดำที่อเล็กซ์
เคยเผชิญหน้ามาแล้วและยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าหมอนั่นไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน อเล็กซ์ยังไม่ลืมใบหน้าอันเย็นชาไร้ความรู้สึก แววตาที่กระหายเลือดราวกับ
เป็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงสวมร่างของมนุษย์อาศัยอยู่ อเล็กซ์มองครั้งเดียวก็รู้ว่าอันตรายแต่ก็ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะเป็นคนเดียวกับที่ฆ่าพ่อของเขาด้วย


โลกเรามันก็พิลึกดีนะว่าไหม...


อเล็กซ์ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ชายหนุ่มรู้สึกสับสนถึงขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน อเล็กซ์ต้องใช้เวลา
คิดทบทวนและพยายามสงบใจอยู่นานแต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้จากเวลาเพียงไม่กี่นาทีเริ่มพร่าเลือนกลายเป็นหลายสิบนาทีอเล็กซ์ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้จนกระทั้ง...


“แล้วนายจะเอาไงต่ออเล็กซ์?” ฮอว์คอายส์ถามหลังจากเงียบอยู่นานพอดู คงเพราะอเล็กซ์ยังไม่พูดอะไรออกมากว่าสิบนาที แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้อเล็กซ์ยังคิดไม่ออก
น่าแปลกที่ปกติเขามันเจ้าความคิดเข้าขั้นอัจฉริยะแท้ๆแต่พอมาเจอเรื่องแบบนี้สมองดันง่อยกินซะงั้น...


“ผมไม่รู้ครับ... ผมไม่รู้...”


ฮอว์คอายส์วางถ้วยชาที่เพิ่งกินหมดลงบนโต๊ะ “ถ้าให้ฉันเสนอคิดว่านายคงมีทางเลือกสองทางหนึ่งออกจากหน่วยนี้ฉันลบความจำโอนนายกลับเข้าสังกัดเดิม
ยกเว้นเรื่องพ่อของนาย ฉันจะเตรียมหลักฐานการตายของพ่อนายให้แล้วนายจะได้ไปบอกกับน้องสาวและแม่จบเรื่องไม่มีอะไรทั้งนั้น”


อเล็กซ์มองฮอว์คอายส์คิ้วขมวด “แล้วทางเลือกที่สองล่ะครับ?”


“ทางเลือกที่สอง นายอยู่หน่วยเราต่อไปทำงานอย่างที่ทำๆมาไปเรื่อยๆแล้วหยุดพวก ดิ เซอร์เพนท์ให้ได้ไม่แน่นายอาจได้โบนัสแถมคือการแก้แค้นให้กับพ่อนาย แต่ก็นะ... นายคงไม่สนข้อนี้เพราะยังไงนายก็คงเกลียดพ่อของนายเขาตายสักคนคงไม่มีความหมายกับนายใช่ไหมล่ะ?”


โครม!!


ชั่วขณะหนึ่งเหมือนโดนใครบางคนเอาค้อนมาตีหัวแรงๆแล้วพ่นไฟเผาหน้าซ้ำอีกที อเล็กซ์พุ่งตัวเข้าไปคว้าคอฮอว์คอายส์ด้วยอารมณ์โทสะเพียงชั่ววูบชายหนุ่มยกกำปั้น
ชูขึ้นเตรียมจะเหวี่ยงใส่หน้าฮอว์คอายส์โดยที่เธอไม่มีท่าทีขัดขืนในทางตรงกันข้ามเธอกับอยู่นิ่งๆให้อเล็กซ์ทำแบบนั้นไป ไม่รู้ทำไมทั้งที่ใจก็บอกว่าไม่สนพ่อคนนี้แต่ทำไม
พ่อมิชเชลพูดแบบนี้แล้วมันกลับคุมตัวเองไม่ได้ร่างกายขยับไปเองตามสัญชาติญาณ หรือว่าบางทีชายหนุ่มจะยังมีความรู้สึกกับพ่อคนนี้ลึกๆในใจ


สร้างปัญหาได้แม้กระทั่งตอนตายเลยนะ... ตาเฒ่า...


“เอ้า! ว่าไงจะเลือกอย่างไหนล่ะถ้าจะชกก็ชกซะสิ... เว้นแต่ว่านายไม่ได้เกลียดพ่อเหมือนอย่างที่นายพูดมาน่ะ...” ฮอว์คอายส์พูดท้าทายหน้านิ่งให้อเล็กซ์ต่อย
แบบไม่กลัวอเล็กซ์นิ่งอยู่ครู่เดียวก่อนจะปล่อยคอเสื้อของฮอว์คอายส์ลง


“.... นี่ไม่เกี่ยวกับตาเฒ่านั่นอีกแล้ว... ผมจะอยู่ที่นี่ต่ออย่างน้อยก็เพื่อแม่กับน้องสาวของผม... ขอบคุณที่บอกผมตรงๆ” อเล็กซ์หันหลังกลับไปที่ประตู
มือแตะเข้าที่ลูกบิดพลางเดินออกมาแบบเงียบๆ สิ่งที่ฮอว์คอายส์พูดมันจี้ใจชะมัด เกิดมายังไม่เคยเจอใครที่คุยด้วยแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์แบบนี้เลย


ความคิดของอเล็กซ์ยังคงสับสนกับสิ่งที่เพิ่งจะรับรู้มามีหลายสิ่งที่เขาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจหรือแม้กระทั่งยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการก็ตาม จุดยืนของชายหนุ่มเปลี่ยนไป
แทบจะในทันทีที่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเผชิญ แต่ถ้ามองในมุมกลับกันนี่อาจจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เขาต้องการก็ได้และเหมือนเป้าหมายที่เลือนลางในตอนแรกเริ่มปรากฏ
ให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย ซึ่งเป้าหมายที่ว่านั่นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว... โครว์


มีแค่ชื่อนี้เท่านั้นที่อยู่ภายในหัวของชายหนุ่มคงต้องเริ่มจากการหาข้อมูลของไอ้เจ้าอมนุษย์ตนนี้ให้ได้เสียก่อน หวังว่าในคลังข้อมูลจะมีอะไรเหลือเอาไว้บ้างนะ
อเล็กซ์ทำได้แค่หวังว่าจะมีข้อมูลมาพอที่ทำให้เขาไม่ต้องแฮ๊กเข้าไปในระบบฐานข้อมูลขององค์กรแบบไม่จำเป็น ว่าแล้วชายหนุ่มก็มุ่งหน้าตรงเข้าไปที่ห้องเก็บข้อมูล
ของหน่วยสเป็คเตอร์ในทันที


“อ-าเล็ก!!!”


เสียงทักทายกวนๆมาพร้อมการลากเสียงที่อเล็กซ์จำได้แทบจะในทันทีจนต้องรีบก้าวขาหลบออกด้านข้างด้วยความรู้สึกขยะแขยง ร่างอันผอมบางแต่หนักกว่าที่เห็น
ภายนอกกระแทกพื้นอย่างจังจนได้ยินเสียงดังไปทั่วทั้งบริเวณ ผมสีเหลืองทองสวมชุดประหลาดๆพร้อมอุปกรณ์สำหรับบินคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘วิง’ รูมเมทจอมป่วน
ประจำห้องของเขาที่กำลังหัวทิ่มพื้นก้นชี้ฟ้าแบบไม่เกรงหน้าประชาชีใดๆทั้งสิ้น และอเล็กซ์ก็ไม่ใส่ใจที่จะช่วยดึงขึ้นมาเพราะงั้นเลยปล่อยให้นอนก้นชี้ฟ้าอยู่แบบนั้นไป


“ไม่ใช่ตอนนี้วิง... ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเล่นหรือฟังมุขฝืดๆของนายหรอกนะ แล้วอีกอย่างนายเองก็ยังเจ็บอยู่ไม่ใช่รึไง?”


อเล็กซ์ตอบและถามกลับในทันทีหลังจากที่เห็น วิง ชายหนุ่มผู้เป็นกำลังรบทางอากาศรูปแบบมนุษย์ของทีม ดรากอนฟลาย โดดเข้ามาหาเขาได้ทำอย่างกับว่า
ไอ้อาการบาดเจ็บที่ถูกจรวดสตริงเกอร์ ยิงเข้าอย่างจังประกอบกับร่วงลงมาจากความสูงร่วมสามพันฟุตอีกก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น อเล็กซ์เองก็สงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน
เพราะไม่ว่าจะอึดทนทานได้แค่ไหนการที่โดนเครื่องยิงจรวดถล่มเข้าใส่ตรงๆแบบนั้นก็ไม่น่าจะลุกขึ้นมาวิ่งไล่จับชาวบ้านเขาแบบนี้ได้ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ เว้นเสียแต่ว่า
วิงจะเป็นพวกมีพลังพิเศษเหมือนอย่างคลอว์หรือคาเมเลี่ยน แต่มันจะเป็นพลังแบบไหนกันที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันได้ถึงขนาดนี้


“แหมใจร้ายอ่ะ!! อุตส่าห์หายดีแล้วแท้ว่าจะมากอดตัวเองให้หายคิดถึงหน่อย!”


“ไม่ต้องมาทำเป็นตลกรักไม้ป่าเดียวกันเลยมันน่าขยะแขยง!!” อเล็กซ์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตามที่พูดเป๊ะ อยู่ๆผู้ชายพายเรือทั้งแท่งมาพูดเรื่องอะไรสีม่วงแบบนี้
เจอเข้าเป็นใครก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างรวมถึงอเล็กซ์ด้วย


“ก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ว่าแต่กำลังจะไปไหนเหยอ?”


“จะไปที่ห้องข้อมูลฉันคิดว่าต้องไปหาข้อมูลของใครบางคนซะหน่อย...” อเล็กซ์ตอบส่งๆไปเพราะอยากจะสลัดไอ้จอมเพี้ยนรายนี้ให้หลุด เขาไม่มีเวลาว่างมาเล่นไร้สาระ
อะไรนักมันเป็นนิสัยของเขาที่มักจะจริงจังกับชีวิตเสมอจนคนรอบข้างมองว่าเขาเครียดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช้เสียทั้งหมด


คนอื่นจะมองยังไงก็ช่างฉันขอเลือกมีชีวิตแบบนี้นี่ล่ะดีที่สุดแล้ว...


“งั้นขอไปด้วยได้มะ?” วิงถามอย่างร่าเริง


อเล็กซ์พ่นล่มหายใจพลางกุมขมับ “แกไปแล้วจะได้อะไรฟะวิง ฉันแค่จะไปหาข้อมูลเท่านั้นแกเอาเวลาไปเล่นไร้สาระกับคนอื่นๆ อย่างคอนเนอร์ หรือ รันฟาไม่ดีกว่ารึไง?”


“ก็แค่อยากช่วย เอาน่าให้ฉันไปด้วยเถอะ!!!”


เจ้าหัวทองชุดไซบอร์กขอร้องเขาด้วยสายตาที่ออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆไม่มีผิดเห็นแล้วชวนให้อยากถีบไปไกลๆสายตา แต่จนแล้วจนรอดก็หมดปัญญา
ไม่รู้ว่าจะพูดไล่ยังไงดี ขืนไล่ไปอีกเดี๋ยวก็ได้ตามมาอีกแน่ อเล็กซ์เลยต้องยอมให้ตามมาด้วยเงื่อนไขที่เขาคิด


“ก็ได้... แต่ว่าต้องอยู่เงียบๆไปอย่ากวนประสาทฉันเด็ดขาดไม่งั้น...” อเล็กซ์เอาปืนลูกซองสั้นที่ขึ้นลำเรียบร้อยแล้วจ่อมาที่หน้าของวิงที่กำลังกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“คงรู้ผลนะ...”


“รับทราบครับ...”



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงถัดจากนั้นอเล็กซ์ใช้เวลาตลอดหนึ่งชั่วโมงในการหาข้อมูลทุกความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับอมนุษย์สุดโหดอย่าง โครว์ แต่ให้ตาย! ไอ้หมอนี่
ไม่ใช่พวกที่ใครควรจะไปต่อกรด้วยอย่างที่ฮอว์คอายส์บอกมาจริงๆนั่นล่ะเหยื่อแต่ละรายที่อยู่ในไฟล์ภาพนั้นถ้าจะให้จำกัดความในการพูดคือ ความตาย
อาจจะเป็นสิ่งที่ทรมานน้อยกว่าการตกเป็นเหยื่อของโครว์เสียอีกเห็นแล้วน่าขนลุกชะมัด แถมครั้นจะค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากข้อมูลทั่วไป
ไม่มีข้อมูลภูมิหลัง ไม่มีจุดกำเนิดทั้งไฟล์ภาพ เสียง หรือแม้แต่ชื่อจริง เหมือนเป็นผีมากกว่าคน เล่นเอาอเล็กซ์ต้องปวดขมับไปตามๆกัน สำหรับเขาแล้ว
การรู้เขารู้เรามากเท่าไหร่โอกาสที่จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งก็มีสูงขึ้นตามโดยเฉพาะกับคนธรรมดาอย่างอเล็กซ์ที่จะต้องไปต่อกรกับอีกฝ่ายที่เป็นพวกเหนือมนุษย์


“เจอทางตันเข้าอีกแล้วไง... ไอ้บ้านี่มันเป็นใครกันแน่นะ...” อเล็กซ์ถอดแว่นสายตาออกพลางขยี้ตาถี่ๆหลังจากใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงมองดูข้อมูลและภาพชวนสยอง
มาติดต่อกันร่วมชั่วโมง กาแฟเย็นชืดในแก้วลดเหลือแค่ครึ่งเดียวอเล็กซ์ทำเพียงซดลงคอหมดในรวดเดียวเท่านั้น


“แล้วทำไมถึงข้องมาหาข้อมูลของโครว์ด้วยล่ะ อ-าเล็ก” วิงที่นั่งเงียบๆอยู่ข้างอเล็กซ์มานานกว่าชั่วโมงแล้วถามในสภาพที่ร่างกายท่อนบนนอนแผ่ลงกับโต๊ะหนังสือ
ราวกับแมวขี้เกียจตัวหนึ่ง


“ก็แค่ต้องรู้จักศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เจอกันคราวหน้ามันอาจจะมีโอกาสให้เราเล่นงานมันได้ อีกอย่างนะถ้าเบื่อนักล่ะก็จะไปตอนนี้ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ...”
อเล็กซ์มองค้อนไปทาง วิง อย่างเหนือยหน่าย อย่างน้อยถึงชั่วโมงที่ผ่านมาเจ้าหัวทองสุดขี้เกียจตัวนี้จะไม่ได้พูดกวนประสาทอะไรเขาก็เถอะแต่มาแบบนี้มันก็เหมือนมา
เสียเวลาไปเปล่าๆนั่นล่ะ อเล็กซ์รู้ดีว่ามันอาจจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาแต่ว่าทุกวินาทีนั้นมีค่าไม่ควรใช้เวลาไปอย่างเสียเปล่ากับเรื่องไร้สาระไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
ทุกคนล้วนมีเวลาเป็นของตัวเองแทบทั้งสิ้น...


“เปล่-า...แค่อยากถามว่าถ้าอยากรู้เรื่องโครว์ทำไมไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ ก็เธอเป็นน้องสาวของเจ้านั่นไม่ใช่รึไงกัน...” วิงตอบขณะยังคงนอนแผ่บนโต๊ะเหมือนเช่นเดิม


“เมื่อกี้นายว่าไงนะ...”


วิงชะเง้อหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก่อนตอบอีกที “ฉันบอกว่าทำไมนายไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ เพราะเธอเป็นน้องสาวของโครว์นี่นา...”


อเล็กซ์ถึงกับบางอ้อขึ้นในทันทีไอ้เขาก็มัวแต่โง่อยู่นาน การจะหาข้อมูลของใครก็ตามหากอยากจะได้ข้อมูลบุคคลที่ละเอียดมากกว่าในฐานข้อมูลวิธีนั้นคือ
การถามพวกคนสนิทรวมไปถึงญาติพี่น้องทำนองนี้ด้วย ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้กันนะ ต้องให้คนเพี้ยนๆอย่าง วิง มาชี้แนะให้แบบนี้มันเสียฟอร์มหมด


มีหัวให้ผมขึ้นแท้ๆอเล็กซ์เอ๋ย...


พอได้ความอเล็กซ์ก็รีบตรงไปที่ห้องของเรเวนที่อยู่ในเขตที่พักของหน่วยพีเจี้ยนในทันทีโดยไม่สนใจที่จะเก็บของส่วนตัวที่วางอยู่บนโต๊ะของห้องเก็บข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่อเล็กซ์สนใจในตอนนี้คือคำถามใหม่ที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่นี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสองพี่น้องคู่นี้กันแน่และจะว่าไปทั้งสองคนมีชื่อเรียกเป็นชื่อนกเหมือนกันด้วย โครว์ (อีกา)
และเรเวน (นกเรเวน) ทั้งสองชื่อนี่เป็นนกที่มีรูปร่างและสีสันใกล้เคียงเหมือนกัน ฟังดูแล้วมันไม่น่าจะใช่ชื่อจริงน่าจะเป็นชื่อรหัสเสียมากกว่าบางทีมันอาจจะมีเรื่องราว
ที่น่าดูชมซ่อนอยู่ก็ได้ยิ่งคิดแล้วมันยิ่งอยากรู้คำตอบเร็วๆซะจริง...


อเล็กซ์เดินตรงเข้าไปที่ห้องฝึกซ้อมของกลุ่ม พีเจี้ยน เท่าที่จำได้ ด๊อกเตอร์นุสรา เคยบอกว่าเรเวนมันจะชอบใช้เวลาช่วงนี้อยู่ในโรงฝึกของกลุ่มพีเจี้ยนเพียงลำพัง
แถมยังห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ต้องใช้ห้องฝึกขนาดพอๆกับสนามบาสเก็ตบอลสองสนามเพียงคนเดียวแถมยังห้ามไม่ให้คนอื่นเข้าไป
รบกวนด้วย แต่ก็ห้ามอเล็กซ์จากความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้เพราะงั้นอเล็กซ์เลยตัดสินใจที่จะเข้าไปในห้องฝึกแล้วก็....


โครม!!


ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปร่างของชายหนุ่มก็แทบจะปลิวติดฝาทันทีก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นฟาดเข้าให้อย่างจังไม่รวมกับ
ความรู้สึกกดดันหายใจไม่ออกเหมือนโดนคลื่นยักษ์ในท้องสมุทรพัดจมลงไปใต้เกลียวคลื่น อเล็กซ์แทบจะลืมตาไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำแรงกดดันมันมากไป ที่พอจะทำได้
คือการเปิดตามองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่แรงกดดันนั่นเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป


‘นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!’ อเล็กซ์ต้องอุทานในใจดังๆเพราะเมื่อได้เห็นออร่าสีดำประหลาดที่แฝงเข้ามากับแรงกดดันนั่นด้วย มันราวกับเป็นคลื่นสีดำที่เปี่ยมด้วยพลังมหาศาล
ยากจะหยั่งถึงและตรงใจกลางที่ความดำมืดเข้มข้นที่สุดก็มีร่างเงาสีดำกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีที่สงบตรงกันข้ามกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิง


อเล็กซ์รีบกระเสือกกระสนที่จะหลุดออกจากสภาวะเช่นนี้ให้ได้ชายหนุ่มพยายามออกแรงอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเอาตัวรอดแต่มันก็ไม่มีผลอะไรร่างกายไม่ขยับอย่างที่ใจนึก
เลยสักนิดจนกระทั้งเริ่มอ่อนแรง อเล็กซ์ไม่เหลือพละกำลังพอที่จะทานทนต่อไปได้สติเริ่มเลือนลางขณะที่ภาพของคลื่นสีดำกำลังพร่ามัวเลือนลางหายไปที่ละนิดก่อนจะ
แทนที่ด้วยความมืดในเวลาไม่นาน...



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ภายในห้องเล็กๆของผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์ มิชเชลกำลังนอนอยู่บนเตียงพลางคิดในหัวไปมาจนรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าแล้วก็กลับมานอนบนเตียงเหมือนเดิม
วนไปเรื่อยเหมือนลูบที่ไม่มีสิ้นสุดการพูดคุยกับอเล็กซ์เมื่อครู่นี้ดูจะเป็นเรื่องที่จะมีผลบางอย่างตามมาในอนาคตด้วยจากนี้ไปเรื่องมันคงจะยุ่งยากขึ้นกว่าเก่าแน่เธอสังหรณ์ใจ
ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายสิบปีในเรื่องพวกนี้ ความสงสัยและความกระตือรือร้นของพวกหนุ่มสาวไม่ใช่อะไรที่จะดูถูกได้


และขณะที่นอนบนเตียงสายตาของเธอยังมองเพ่งไปที่ป้ายชื่อทหารจำนวนมากถูกแขวนร้อยกันเป็นพวงเดียวกันห้อยอยู่ตรงหัวนอนเธอไม่ต่างจากโมบายของเล่นเด็กแรกเกิด
ที่ห้อยไว้เหนือเปลเลยสักนิดป้ายชื่องเหล่ามิตรสหารมากมายที่ร่วงโรยกันไปตามกาลเวลาและในหน้าที่ทุกรายชื่อที่แขวนอยู่นั้นยังรวมถึงป้ายของริโก้ ที่ยังคงมีคราบเลือดแห้งๆ
ติดอยู่บางจุด...


ความเจ็บปวดลึกๆในใจปรากฏขึ้นเมื่อมิชเชลนึกย้อนกลับไปยังอดีตที่ยังค้างคาอีกครั้งเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะเริ่มขึ้นเป็นการเปิดม่านของการสูญเสียครั้งใหญ่
ของสเป็คเตอร์เมื่อสิบปีก่อน...


ภายหลังจากมีการยืนยันการปรากฏตัวของทาล่อนไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้นการปะทะน้อยใหญ่ก็เริ่มขึ้นทหารจากหน่วยฮาวด์และฟอกซ์จำนวนมากได้ยืนหยัดตั้งมั่น
ตรึงพื้นที่เอาไว้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ทำได้เพียงซื้อเวลาเพียงน้อยนิดเพราะทุกคนต้องเข้าปะทะกับทาล่อนที่บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก พวกทาล่อนที่ดูภายนอกเหมือน
มนุษย์รูปแบบหุ่นไซบอร์กนินจากลับมีพิษสงร้ายกว่าที่เห็นมาก นักรบรายแล้วรายเล่าที่ตกเป็นเหยื่อคมดาบและความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของพวกมันแทบไม่มีโอกาสรอด
เลยเสียด้วยซ้ำจากการต่อสู้อาจจะมีพวกมันถูกทำลายไปบ้างแต่นั่นก็ยังเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยหากเทียบกับหน่วยทาล่อนส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่


มิชเชลที่ตอนแรกถูกส่งไปต้านทานพวกทาล่อนพ่ายแพ้กลับมาจนต้องพลัดหลงจากกลุ่มมีเพียงริโก้นายทหารหน่วยฮาวด์ผู้เป็นคนรักของเธอเท่านั้นที่เหลืออยู่
ขณะที่สมาชิกคนอื่นๆทำได้เพียงกระจัดกระจายกันออกไปตามยถากรรม ริโก้ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากแผลถลอกเล็กๆตามตัวขณะที่มิชเชลได้รับบาดเจ็บที่ขา
แม้ไม่มีบาดแผลภายนอกแต่อาการข้อเท้าพลิกก็หนักหนาสาหัสไม่ใช่เล่นจนริโก้ต้องคอยพยุงเธอเดินไปตามทางเดินมืดๆที่มีเพียงความเงียบสงัดเป็นบรรยากาศของที่นี่
ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่หน่วยรบทมิฬกว่าพันชีวิต


น่าขำที่ตอนนี้มันเงียบอย่างกับป่าช้าไปแล้ว...


“พักตรงนี้ก่อนนะมิจจี้ ขอดูขาเธอก่อน...” ริโก้พูดขณะที่พยุงร่างของหญิงสาวให้นั่งพิงกำแพงพร้อมทั้งดูอาการตรงขาของเธอ แม้ในเวลาแบบนี้ริโก้ยังเรียกเธอว่า ‘มิจจี้’
ได้อีก เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเจ้าหนุ่มก็เรียกเธอแบบนี้จนชินแล้ว


“ไม่เป็นไรหรอกริโก้ฉันพอทนไหว ห่วงก็แต่ลูกของเรานั่นล่ะป่านนี้ไม่รู้จะร้องไห้งอแงไปถึงไหนแล้วนี่สิ...” หญิงสาวกล่าวขณะที่หยิบรูปภาพของเด็กทารก
ท่าทางน่ารักน่าชังคนหนึ่งขึ้นมาดู


อันที่จริงแล้วเธอกับริโก้แต่งงานกันได้ไม่ถึงปี อาจจะเรียกว่าเธอตั้งท้องก่อนแต่งก็ไม่ผิดนักอันที่จริงทั้งเธอและริโก้มีความคิดจะแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว
แต่เพราะทั้งสองฝ่ายยังลังเลว่าภาระหน้าที่ที่แบกรับอยู่จะนำมาซึ่งปัญหาของชีวิตคู่ มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักสำหรับการตั้งท้องก่อนแต่งงานแบบนี้
แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองคนสามารถตัดสินใจแต่งงานกันได้ในท้ายที่สุดก็คงต้องขอบคุณ ‘นางฟ้าตัวน้อยๆ’ คนนี้เหมือนกันที่ช่วยให้อะไรหลายๆอย่าง
มันง่ายขึ้นอีกเยอะ


“หายห่วงน่า ไอช่า ตอนนี้อยู่กับนุส เธอรับผิดชอบดูและลูกของเรามาตลอดเพราะงั้นหายห่วงได้ ตอนนี้ที่เราต้องทำก็คือออกไปจากที่นี่ไปกอดลูกกัน...” ชายหนุ่ม
ยิ้มกับภรรยาขณะที่เอาผ้าพันแผลพันตรงข้อเท้าของมิชเชลไม่ให้เคลื่อน


มิชเชลมองดูชายหนุ่มผู้เป็นสามีอย่างสุขใจแม้จะเป็นสถานการณ์คับขันแต่ริโก้ก็ยังคงทำให้เธอยิ้มได้เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน เธอเองก็จะมัวแต่เป็นตัวถ่วงไม่ได้แล้ว
หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันทีหลังจากพันขาเสร็จ ทางออกจากที่นี่อยู่อีกไม่ไกลป่านนี้คนอื่นๆในทีมคงกำลังรอพวกเธออยู่ ไม่มีเวลามามัวโอ้เอ้อีกแล้ว


“ไปกันเธอชักเป็นห่วงแล้วว่าไอช่าจะป่วนนุสไปขนาดไหนแล้วด้วยสิ...”


ริโก้พยักหน้ารับก่อนจะพยุงร่างมิชเชลขึ้นมายืนอีกครั้ง ทว่าไม่ถึงอึดใจถัดจากนั้นริโก้ก็หยุดเท้าเหมือนมีอะไรบางอย่างก่อนจะยกปืนกล M240L กระบอกเขื่องขึ้นมาเล็ง
เตรียมเจาะอะไรก็ตามที่มีท่าทีคุกคามไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนชายหนุ่มก็ไม่หวั่น หากงานนี้จะต้องยิงแหลกเพื่อปกป้องภรรยาผู้เป็นที่รักของเขาคนนี้ สายตาของริโก้จับจ้อง
มองไปที่บางอย่าง กำลังเคลื่อนที่ตรงมาทางพวกเขาอย่างเชื่องช้า ริโก้ขึ้นลำปืนนิ้วสอดเข้าโกร่งไกเตรียมเอาไว้ และกำลังจะกดเหนี่ยวไกปืนในอีกไม่กี่อึดใจ


“พวกนาย! ริโก้ ฮอว์ค!” ร่างในเงามืดพูดทักทั้งคู่ขึ้นมาก่อนจะเดินออกมาจากเงา จนเห็นใบหน้าและร่างบางส่วนชัดเจนมากขึ้น หน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าแดง
พร้อมปืนลูกซองดุ้นเบ่อเริ่มในมือ ถึงสภาพร่างกายอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยเขม่าควันและเศษอิฐเศษปูนมิชเชลก็พอจะมองออกว่าเป็นใคร


“หัวหน้า! มาได้ไงคะเนี่ย?” มิชเชลถามอย่างประหลาดใจหลังจากที่เร้ดวูลฟ์หัวหน้าทีมอัลฟ่าเดินออกมาจากเงามืดในสภาพที่มอมแมมไปทั่วทั้งร่าง
ท่าทางจะผ่านอะไรที่หนักหนาสาหัสมาเอาการทีเดียว ริโก้เห็นดังนั้นเลยรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนหลังล้มทรุดลงไปเมื่อครู่ ถึงสภาพจะสะบักสะบอมมา
แต่มองในแง่ดีก็ไม่ได้มีแค่เธอกับริโก้เท่านั้นที่ยังรอดอยู่


“อย่าเพิ่งถามเลย... เราต้องรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เร้ดวูลฟ์พูดเสียงหอบ มิชเชลอาจจะไม่ใช่หมอแต่เธอก็ดูออกว่าเร้ดวูลฟ์กำลังแย่ อาการหายใจหอบถี่ ครั้นเนื้อครั่นตัว
ไอแห้งๆออกมาเป็นระยะและอาการที่เหมือนจะมีไข้ อาการแบบนี้คล้ายกับถูกพิษ หรือไม่ก็โดนไวรัสอะไรสักอย่างมา


ร่างของผู้บัญชาการทรุดลงกับพื้นอีกรอบ มิชเชลเลยรีบต้องรีบเข้าไปช่วยริโก้พยุงเนื้อตัวของหัวหน้าอีกแรง เนื้อตัวดูจะร้อนไม่ใช่เล่น นี่คงไม่ใช่อะไรพื้นๆอย่าง
ไข้หวัดใหญ่อะไรเทือกนั้นแน่...


“เห็นด้วยครับ หัวหน้าเองท่าทางต้องการหมอ หวังว่าจะยังมีใครรอเราอยู่ที่ทางออกนะครับ”


“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่ฉันกังวลตอนนี้ไม่ใช่พวกกองกำลังนอร์ทหรือพวกทาล่อนหรอก ที่ฉันกังวลคือ โครว์ต่างหากล่ะ...”


มิชเชลนิ่งไปครู่หนึ่งหลังได้ยินชื่อที่มีความหมายว่าอีกาหลุดออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยลมหายใจแผ่วเบาของเร้ดวูลฟ์ มิชเชลรู้จักมันเป็นอย่างดีเพราะมันคือตัวอันตราย
อันดับต้นๆของบัญชีดำสเป็คเตอร์ โครว์ อมนุษย์ที่เกิดจากการทดลองวิปริตของพวกนอร์ทในความพยายามที่จะสร้างสุดยอดทหารเหนือมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธชีวภาพ
แต่ผลการทดลองที่ได้กลับสร้างสิ่งที่สยดสยองกว่านั้นขึ้นมาเกิดกว่าจะเรียกว่าเป็นแค่อาวุธชีวภาพธรรมดา มิชเชลไม่เคยลืมเพราะการปะทะกับโครว์ครั้งล่าสุด
เธอต้องเสียลูกน้องไปทั้งหน่วยจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ทุกคนที่เผชิญหน้ากับโครว์ล้วนแต่หายสาปสูญไปโดยที่ไม่เหลือแม้กระทั่งศพให้ค้นหา


หากที่เร้ดวูลฟ์พูดมาเป็นจริงล่ะก็ นั่นก็หมายความว่ามิชเชลกำลังงานเข้าครั้งใหญ่ อาจจะมโหฬารเลยเสียด้วยซ้ำ...


มัวเสียเวลาอยู่ไม่ได้อีกแล้วในฐานทัพนี้อันตรายเกินไป พวกเขาต้องรีบไปให้พ้นจากตรงนี้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้-


ปัง!!


เสียงปืนดังขึ้นจากมุมมืดทำให้ทั้งหมดต้องรีบหาที่หลบโดยด่วน เร้ดวูลฟ์ที่พอจะจับอาวุธสู้ได้ในระดับหนึ่งยิงสวนกลับไปในเงามืด สายตาของผู้บัญชาการแก่ๆ
กำลังมองหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขยับได้และยิงใส่ทันทีที่สบโอกาส ริโก้รีบลากมิชเชลออกมาจากจุดปะทะก่อนจะวางร่างมิชเชลเอาไว้ตรงเศษซากของอาคารที่ถล่ม
บางส่วน มันเหมาะจะใช้เป็นที่กำบังชั่วคราวได้ อาจจะไม่มากแต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร


“เธออยู่นี่ก่อนนะฉันจะไปช่วยหัวหน้า!”


มิชเชลพยักหน้า “ไปเถอะ... ระวังตัวด้วยนะ”


ริโก้ตอบรับก่อนจะคว้าปืนออกไปช่วยยิงสนับสนุนเร้ดวูลฟ์อีกแรง เสียงปืนคำรามดังติดๆกันเป็นจังหวะขณะที่มิชเชลทำได้เพียงยิงคุ้มกันจากจุดที่อยู่แบบห่างๆเท่านั้น
ถึงเธอจะยิงแม่นที่สุดในกลุ่มแต่ด้วยสภาพแบบนี้บวกกับกระสุนที่มีจำนวนจำกัด การยิงทุกนัดต้องยิงแบบหวังผลเข้าจุดตายจริงๆ


หลังการปะทะอย่างดุเดือดเริ่มขึ้นไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแต่มันคงนานมากแล้วแน่ๆเพราะเธอได้ยินเสียงปืนของริโก้คำรามอยู่เนื่องๆคอยพ่นลูกตะกั่ว
เข้าใส่ความมืดที่ย่างกรายเข้ามา หากมันเป็นการปะทะด้วยปืนอย่างเดียวอันนี้คงพอทนไหวแต่อีกฝ่ายดันขนอาวุธหนักอย่างเครื่องยิงจรวดติดมาด้วยนี่สิ
มิชเชลแทบต้องระวังจรวดที่พุ่งเข้ามาอยู่เป็นระยะถึงโครงสร้างของทางเดินนี่จะออกแบบมาให้ทนทานกับระเบิดก็เถอะแต่ก็ใช่ว่ามันจะทนรับได้ตลอด
แถมยังต้องคอยระวังสะเก็ดระเบิดที่อาจจะพุ่งเข้ามาทิ่มร่างของทุกคนได้ทุกเมื่อ


พูดตามตรงว่าสถานการณ์ตอนนี้กำลังเสียเปรียบสุดๆ หัวหน้าก็ดูเหมือนจะโดนอะไรเข้าจนทำให้สู้ได้ไม่เต็มที่ มิชเชลก็ขาแพลงเดินไม่ได้กระสุนก็เริ่มเหลือน้อย
มันคงถึงเวลาที่ต้องเผ่นออกมาโดยด่วนแล้ว


“ริโก้! เราต้องออกไปจากที่นี่ กระสุนฉันจะไม่เหลือแล้ว!” มิชเชลตะโกนบอก


“รู้แล้ว คุ้มกันด้วยฉันจะไปเอาตัวหัวหน้าออกมาก่อน!” ชายหนุ่มลดจำนวนการยิงลงก่อนจะตรงเข้าไปลากร่างของเร้ดวูลฟ์ที่นอนหมอบอยู่ตรงกองซากปรักหักพังใกล้ๆนั้น


มิชเชลยกปืนประทับบ่าอย่างมั่นคงพลางมองหาเป้าหมายอย่างใจเย็น เมื่อจับทางได้เธอก็กดไกปืนระเบิดกระสุนออกไปทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
จนแทบจะได้ยินเสียงโหยหวนของเหยื่อก่อนตายแทบจะในทันทีที่ยิงออกไป เปิดช่องให้ริโก้วิ่งไปหาเร้ดวูลฟ์ได้อย่างปลอดภัย มิชเชลรีบยิงนัดที่สอง
ตามไปติดๆเพื่อเป็นการล่อเป้าให้ข้าศึกหันมาสนใจเธอแทนขณะที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกมาจากที่กำบังและตรงเข้ามาหาเธอโดยไม่มีใครยิง


แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่มิชเชลคิดว่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวล่ะก็เธอคงต้องคิดใหม่...


ช่วงที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกจากดงกระสุน อยู่ๆฝ่ายข้าศึกก็หยุดยิงไปแบบไม่ทราบสาเหตุ มันอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับคนส่วนใหญ่แต่กับทุกคนรู้ดีว่ามันไม่ใช่
การที่ข้าศึกหยุดยิงพร้อมกันทั้งที่กำลังได้เปรียบมันก็มีความหมายอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือกำลังจะมีบางอย่างที่ร้ายกว่าลูกกระสุนเข้ามาทางนี้


“เขามาแล้ว... โครว์...”


เร้ดวูลฟ์พูดเสียงแผ่วขณะมองดูกลุ่มควันประหลาดมาพร้อมขนนกสีดำทมิฬกำลังลอยเข้ามาจากความมืดก่อนจะก่อตัวควบแน่นเป็นรูปร่างของคนในเวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น
มิชเชลมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดจากมุมนี้และรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะตามมานั้นมันเลวร้ายมากเข้าขั้นวิกฤต เธอรีบค้นตัวว่าเหลืออะไรที่พอจะใช้งานได้บ้าง จนแล้วจนรอด
ไม่มีอะไรเลยระเบิดมือ ระเบิดแสงก็ไม่มี หรือแม้แต่ควันก็หมดไม่เหลืออะไรสักอย่างนอกจากกระสุนไรเฟิลอีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น


‘วิกฤตสุดขั้วของจริง... เอาเถอะนัดนี้จะต้องมีคนตายสักคน...’


มิชเชลคิดอย่างร้อนใจก่อนจะใส่กระสุนนัดสุดท้ายเข้ารังเพลิงและรอจังหวะเหมาะๆสักวินาทีที่จะลั่นไกเพื่อพลิกเกม ถึงเธอไม่ใช่พลแม่ปืนหลักของทีมแต่คนระบุเป้าแบบเธอ
ก็พอจะยิงได้อยู่แถมระยะแค่นี้การจะยิงให้โดนหัวในทีแคบๆภายในนัดเดียวก็ไม่ได้เกินความสามารถของเธอมากนักหรอก


กลุ่มควันสีนิลรวมร่างเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งร่างกายผอมสมส่วน ใบหน้าคมเข้มผิวขาวซีดเหมือนซากศพตัดกับสีผมที่ดำสนิทมีควันประหลาดสีดำลอยอยู่รอบตัวแบบจางๆ
ดวงตาสีเหลืองอำมหิตพาดขวางราวกับตาของเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อหากแต่นั่นไม่ใช่นกนักล่าอย่างที่เข้าใจ มันคือวิหกผู้ส่งสารแห่งความตาย ผู้รับใช้ของยมทูตล่าวิญญาณ
จากนรก บ่งบอกนามได้ชัดเจนที่สุด


“โครว์...”


“ไม่เจอกันนานทีเดียว... เร้ด...” ชายหนุ่มกล่าวทักขณะมองไปรอบตัวอย่างช้าๆ สายตาของโครว์นั้นไวมากพอจะมองเห็นมิชเชลที่ซุ่มตัวอยู่ตรงซากปรักหักพัง
พร้อมไรเฟิลหนึ่งกระบอก มิชเชลรู้ข้อนี้ดีแต่เธอพยายามไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ ขอแค่เปิดโอกาสเหมาะๆเท่านั้นเธอจะลั่นไกเด็ดหัวไอ้อีกาตัวนี้ให้ร่วงจากฟากฟ้าเลย


“ก็ตลกดีนะที่อีกาแบบแกโผล่มาในที่แบบนี้ เป็นอะไรไปพวกนอร์ทไม่ให้ซากศพแกกินเป็นของว่างอีกแล้วรึไงกัน...” ริโก้ที่พยุงตัวของเร้ดวูลฟ์อยู่พยายามพูดแถ
ทำใจดีสู้เสือ เพื่อถ่วงเวลาให้หาทางเผ่นออกจากสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้ก่อน แต่อีกฝ่ายกลับมองมาทางเขาด้วยอารมณ์เมินเฉยคล้ายจะไม่สนใจในคำพูดยั่วยุของริโก้
มากไปกว่าสภาพของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังย่ำแย่ลงทุกที


“ถ้าจะแค้นใครคนๆนั้นก็ควรเป็นฉัน ลูกน้องฉันไม่เกี่ยวนายทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน...” เร้ดวูลฟ์ถามและพยายามฮึดสู้กับอาการของตัวเอง ทั้งที่ร่อแร่เต็มแก่จนกระทั่งทรุด
ลงไปกับพื้นขนาดริโก้ยังประคองแทบไม่อยู่


“อย่าอวดเก่งหน่อยเลย... ไวรัสของฉันมันจะทำให้นายตายอย่างช้าๆและทรมาน... ถ้ายังอยากจะมีชีวิตลมหายใจสุดท้ายดีๆ อย่าขัดขืนออกแรงดีกว่า...”


“ไวรัส!? นี่แกทำอะไรกับหัวหน้ากัน” ริโก้พูดขึ้นด้วยความตกใจและพยายามคาดคั้นความจริงให้ได้แต่เร้ดวูลฟ์กลับยั้งมือห้ามเอาไว้เป็นการปราม
ก่อนจะรีบรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นมา


“เขาพูดไม่ผิด... ฉันโดนไวรัสของโครว์เล่นงานเข้า... มันเป็นไวรัสที่สร้างจากเลือดของเขา... มันกำลังลามไปเรื่อยๆฉันไม่รู้ว่าจะยั้งได้อีกนานแค่ไหน...
นายควรทิ้งฉันแล้วไปซะดีกว่าริโก้...”


“ถูกแล้ว... และมันจะต้องจบวันนี้... ฉันจะกำจัดสวะที่พรากทุกอย่างไปจากฉัน.... พวกแกทุกคนจะต้องตาย... ตายไปพร้อมกับองค์กรเน่าๆของพวกแกที่ฉันจะกินให้หมด!!”


ไอแห่งความตายแผ่ออกมาจากร่างของโครว์ในชั่วพริบตาเดียวทุกคนรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อร่างของโครว์กำลังถูกย้อมไปด้วยสีดำทมิฬ
มิชเชลจ้องเขม่งเล็งเป้าอีกฝ่ายไม่ขยับตัวนี่คือโอกาสของเธอแล้ว กระสุนเหลือเพียงนัดเดียวไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด โอกาสมาถึงเป้าไม่เคลื่อนที่ไม่มีสิ่งใดขวาง
มิชเชลสอดนิ้วเข้าไกและออกแรงกดเพียงเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจให้เข้ากับจังหวะของการยิง เล็งไปที่หัว...


“ลาขาดล่ะ...”

ปัง!!


ไกปืนถูกกดอย่างนิ่มนวลก่อนจะบรรจงกระแทกเข็มแทงชนวนตีเข้าลูกปืนในรังเพลิงส่งกระสุนรีดผ่านลำกล้องพุ่งทะยานออกไปหาเป้าหมายที่เล็งเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ โครว์ที่กำลังตกเป็นเป้าของคมกระสุนยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหน แต่แล้วรอยยิ้มเล็กๆแสดงถึงความเจ้าเล่ห์
ของชายหนุ่มก็ปรากฏออกมา มิชเชลมองเห็นมันในเสี้ยววินาทีก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเลือนรางเงาดำพุ่งออกจากร่างของโครว์ยืดไปที่ริโก้และเร้ดวูลฟ์ ดวงตาสองข้าง
ของหญิงสาวเบิ่งออกกว้างเมื่อตอนนี้ร่างที่อยู่ในวิถีปืนไม่ใช่โครว์อีกแล้ว หากแต่เป็นผู้ชายอีกคนที่เธอรักที่สุดกำลังถูกดึงเข้ามาใช้ให้เป็นโล่มนุษย์ในตอนนี้...


“ไม่นะ ริโก้!!”


มิชเชลตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติเมื่อเห็นร่างของสามีถูกเจาะด้วยคมกระสุนของเธอเอง กระสุนพุ่งเข้าเจาะส่วนที่เป็นช่องว่างไม่มีเสื้อเกราะป้องกัน ร่างของริโก้
ลอยอยู่เหนือพื้นกลางลำตัวมีรอยกระสุนเจาะเข้าอย่างจัง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวมือเท่าอ่อนยวบไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตา เลือดไหลไม่หยุดก่อนจะถูกเหวี่ยงทิ้งลงราวกับ
เป็นของไร้ค่าในสายตาของโครว์ เธอทิ้งปืนลงตัวสั่นสะท้านความคิดยุ่งเหยิงทำอะไรแทบไม่ถูกภาพที่เห็นนั้นมันเหมือนดาบนับพันที่กำลังทิ่มเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเธอ
พร้อมๆกันจนเธอแทบจะขาดใจตาย แต่ก็ตายไม่ได้เหมือนถูกใครบางคนจับหัวขึ้นมาแล้วย้อนให้ดูภาพนั้นซ้ำๆไม่หยุด ร่างของริโก้นอนนิ่งกับพื้นเลือดไหลท่วม
ไม่นับกับอีกส่วนที่ไหลออกทางปากเห็นได้ชัดว่าอาการแย่มากๆ มิชเชลไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีในหัวมันว่างเปล่าไปหมดมีเพียงภาพที่เห็นติดตาเมื่อครู่เท่านั้น
ที่ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หาย


เมื่อไม่มีตัวคอยขัดขวางโครว์ก็เดินเข้ามาตรงหน้าของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก แขนของชายหนุ่มผมดำเริ่มมีควันสีดำแผ่ออกมาก่อนจะเริ่มกลายสภาพเปลี่ยน
ไปเป็นหลาวอันแหลมคมที่พร้อมจะทะลวงร่างของชายแก่สวมหน้ากากหมาป่าที่ไม่อยู่ในสภาพจะลุกขึ้นสู้ได้เลยในเวลานี้ โครว์มองดูเป้าหมายของตนเองด้วยสายตา
ที่เหยียดหยามและรังเกียจจับขั้วหัวใจเป็นที่สุด


“ทีนี้สำหรับนาย... ลาก่อนเร้ด... มีอะไรจะสั่งเสียไหม”


โครว์ส่งสายตาอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าเต็มที่มาให้เร้ดวูลฟ์ตอนนี้ไม่เหลือใครช่วยอีกแล้ว คนนึงบาดเจ็บสาหัส อีกคนก็เสียสติจนไม่สามารถทำอะไรได้ มันช่างเหมาะมาก
ที่จะมอบความตายให้พร้อมกับความสิ้นหวังที่ไม่มีอะไรจะช่วยได้อีก


แต่ว่าสายตาของเร้ดวูลฟ์ที่โครว์เห็นนั้นไม่ใช่ความสิ้นหวังหากแต่เป็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและลำพองใจ...


“มี... กฎข้อที่หนึ่งของสนามรบ... ‘จงเตรียมพร้อมเสมอ’ ไอ้ลูกชาย...”


คลิ๊ก! ตูม!!


พริบตาเดียวก่อนที่โครว์จะทันตั้งตัวใต้เท้าของชายหนุ่มผมดำก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงแสงสว่างวาบและเสียงที่ดังจนแทบหูแตกกันไปข้าง เป็นผลจากระเบิดที่เร้ดวูลฟ์
แอบวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ช่วงที่ริโก้กำลังพูดยั่วให้โครว์สนใจอยู่นั่นเอง ที่เร้ดวูลฟ์ล้มทรุดลงกับพื้นก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่เพราะทรุดจากฤทธิ์ของเชื้อไวรัส แต่แกล้งล้มก็เพื่อ
แอบโยนระเบิดไปที่ตำแหน่งใต้เท้าของโครว์เท่านั้น ท่ามกลางซากปรักหักพังเช่นนี้ระเบิดลูกเดียวก็สามารถกลืนไปพร้อมๆกับพื้นที่ได้ไม่ยากนัก แต่ก็น่าเสียดายที่ใช้เวลา
เตรียมการนานเกินไป นานจนไม่สามารถช่วยริโก้ได้ทันท่วงที


เร้ดวูลฟ์รีบรวบรวบเรี่ยวแรงเท่าที่ยังเหลืออยู่พยุงร่างของริโก้ออกมาระหว่างที่โครว์กำลังสับสนกับแรงระเบิดและเริ่มฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายจากแรงระเบิดอยู่
ลำพังระเบิดแค่นี้ฆ่าโครว์ไม่ได้แน่ แต่ก็มากพอจะซื้อเวลาให้หนีไปได้ มิชเชลนั้นแม้จะยังช๊อกแต่ก็รวบรวมสติวิ่งเข้าไปช่วยขณะที่เสียงปืนดังลั่นออกมาจากเงามืด
พวกลูกสมุนผู้ติดตามของโครว์กำลังยิงเข้ามาแต่ก็ช้าไปทั้งสามคนเผ่นออกจากพื้นที่สังหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ไม่รู้มันนานแค่ไหนแล้วหลังจากวิ่งฝ่าความมืดคลำทางเข้ามาสิ่งสุดท้ายที่มิชเชลจำได้มันคือความสิ้นหวังที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เร้ดวูลฟ์รวบรวมเรี่ยวแรงเท่าที่ยังมี
พาเธอกับริโก้หนีออกจากความตายที่อาจจะกำลังคืบคลานเข้ามาหาเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ถึงจะยังไม่มีใครตามมาในตอนนี้แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ มิชเชลทำได้เพียงพยุงริโก้
วิ่งไปเรื่อยๆขณะที่เอามือกดแผลสามีของเธอเอาไว้แต่ให้ตาย! เลือดมันยังไหลผ่านร่องมือของเธอออกมาไม่หยุด ตอนนี้เธอไม่มีชุดปฐมพยาบาล ยาห้ามเลือด ผ้าพันแผล
แม้แต่ผ้าสะอาดๆสักชิ้นที่จะใช้อุดแผลก็ยังไม่มี


วิ่งต่อไปได้ไม่นานริโก้ก็ล้มทรุดลงเช่นเดียวกับเร้ดวูลฟ์ที่ถึงขีดจำกัดแล้ว ในยามคับขันมนุษย์สามารถหลั่งอะดรีนะลีนเพื่อรีดเค้นพลังแฝงที่มีอยู่ในร่างออกมาใช้ได้
เพื่อเอาตัวรอด แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน เร้ดวูลฟ์เริ่มขยับตัวไม่ค่อยได้แม้แต่จะเดินต่อตอนนี้ยังไม่ไหว แต่กระนั้นอาการก็ยังดูดีกว่าริโก้บาดแผลจากระสุนมันสาหัสมาก
มันเป็นบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือของมิชเชลเองเธอพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อห้ามเลือดแต่ก็ไร้ผล ริโก้กำลังเสียเลือดไปเรื่อยๆ


“ข... ขอโทษนะริโก้.... ฉันขอโทษ... ความผิดฉันเอง... ฉัน.... ยิงนาย...” มิชเชลพูดด้วยน้ำเสียงสันเครือเต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงดี
ขณะที่บ่อน้ำตาทั้งสองข้างกำลังเจิ่งนองและน้ำตาเอ่อล้นไหลอาบแก้มที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าและรอยเลือด


ริโก้ยิ้มแก้มปริขณะที่ขยับมือไปจับที่ใบหน้าของภรรยาช้าๆ อันที่จริงแล้วเพราะเขาแทบไม่เหลือแรงจะขยับร่างกายอะไรมากกว่าหลังวิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง
ทั้งๆที่มีแผลตรงท้องมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ พูดตามตรงว่าจะให้เทียบเป็นความเจ็บคงบอกได้เลยว่าตอนนี้แทบไม่รู้สึกอะไรแล้วเสียด้วยซ้ำ


“เธอไม่ผิดหรอกมิจจี้... แต่สงสัยคงต้องเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ก่อนไปหาลูกแล้วสิ...”


“นายนะเวลาแบบนี้ยังตลกได้อีก... แข็งใจไว้ก่อนนะเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วยแน่...” มิชเชลหัวเราะนิดๆกับมุขฝืดๆของสามีเธอและรีบหาทางหยุดไม่ให้เลือดไหลไปมากกว่านี้
เธอคิดว่าน่าจะฉีกเสื้อเธอออกมาอุดห้ามเลือดเอาไว้แต่เสื้อที่สวมก็ดันหนาเกินกว่าจะฉีกได้ จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีไม่มีทางที่จะห้ามเลือดแผลใหญ่ขนาดนี้
ได้ด้วยเศษชิ้นส่วนของเสื้อแน่


“เอานี่ไป... ใช้ไอ้นี่ซะ...”


เร้ดวูลฟ์พูดขณะยื่นบางอย่างที่น่าจะเป็นผ้าสีดำผืนหนึ่งมิชเชลมองไปที่เร้ดวูลฟ์และก็เห็นผู้บัญชาการในสภาพที่หน้าเปลือยเปล่าไม่สวมหน้ากาก เธอรู้ทันทีว่า
สิ่งที่เขายื่นมาให้คือหน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าที่เขามักจะสวมใส่เอาไว้ตลอดเวลา ใบหน้ากร้านโลกมีรอยแผลเป็นหลายจุดบนใบหน้าดวงตาข้างซ้ายปิดไปข้าง
บ่งบอกว่าบอดสนิท ผมดำแซมขาวตามประสาคนมีอายุเช่นเดียวกับใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นบางส่วน สีหน้าดูซีเซียวมากแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกิดจากไวรัสดูจะหนักเอาการ


มิชเชลมองหน้าของหัวหน้าเธออยู่พักใหญ่ก่อนจะรีบคว้าหน้ากากนั่นไปอุดแผลของสามีเป็นการด่วนเธอไม่สนแล้วว่าเร้ดวูลฟ์จะติดเชื้ออะไรหรือว่าหน้ากากอันนี้
จะปนเปื้อนเชื้อหรือไม่ เธอต้องทำทุกอย่างให้ริโก้รอดไปให้ได้ ทั้งเธอและลูกสาวที่อายุไม่ถึงขวบดีกำลังรอให้พ่อตัวดีคนนี้กลับไปหา กลับไปแหย่เล่นแลเอาหน้า
ถูๆไปมาเหมือนอย่างที่เห็นทุกวันจนชินตา


เธอยังอยากเห็นภาพเช่นนั้นอยู่...


ก็นับว่าได้ผล เลือดหยุดไหลไปแล้วหน้ากากนี่คงช่วยได้จริงๆแต่มันจะได้แค่ไหนริโก้เสียเลือดไปเกือบจะครึ่งลิตรแล้วก่อนมาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเขาเสียเลือดไปมากแค่ไหน
แต่คงไม่ดีแน่ ร่างกายกำลังเย็นเฉียบ ใบหน้าเริ่มซีดไม่มีเลือดฝาด ตัวสั่นมันเป็นอาการขั้นแรกของอาการเสียเลือด ตอนนี้เธอเคลื่อนย้ายทั้งริโก้และเร้ดวูลฟ์ไปไหนไม่ได้
แถมไม่รู้ว่าพรรคพวกที่เหลือจะมาช่วยเมื่อไหร่แทบจะต้องคิดด้วยว่าจะมีใครเหลือรอดมาช่วยเธอบ้างไหม หญิงสาวทำได้เพียงแค่รอ... รอด้วยความหวังอันริบหรี่


“มิชเชล... คิดไหมว่าวันที่เราเจอกัน... มันเหมือนโชคชะตาน่ะ...” ริโก้พูดพลางเอามือกดแผลเอาไว้ด้วยแรงที่ยังเหลืออยู่


“ใช่... โชคชะตาที่มั่วซั่วซะไม่มีเลย... ฉันยังแปลกใจที่ดันนึกชอบมันนะ...” มิชเชลตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า เธอมองดูสามีของเธอตัวสั่นด้วยความรู้สึกปวดใจจริงๆ


“ฉันคงเป็นทหารที่ดี... แต่คงเป็นพ่อกับสามีที่แย่มากเลยใช่ไหม... บางทีฉันน่าจะไปทำงานเป็นชาวไร่แบบปู่ฉันนะ....แค่ก! แค่ก!”


“อย่าพูดอะไรเลยริโก้ เก็บแรงไว้เถอะต้องมีคนมาช่วยนายแน่ เราจะได้กลับไปหาไอช่าอีกครั้งเหมือนทุกทีไง อย่ายอมแพ้นะคุณพ่อ...” มิชเชลพูดปลอบประโลมสามี
ให้มีกำลังใจสู้ต่อขณะที่อาการกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ริโก้ฮึดสู้เต็มที่แต่จะได้อีกสักแค่ไหน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น...


ริโก้เอื้อมมือที่ชุมไปด้วยเลือดของตนเอื้อมไปจับหน้าของภรรยาผู้เป็นที่รักอย่างเชื่องช้า “เธอคือผู้หญิงที่พิเศษที่สุดสำหรับฉันนะมิชเชล... และหวังว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีด้วย...
ถึงหลายๆเรื่องเธอจะไม่เอาไหน... โดยเฉพาะเรื่องทำอาหารก็เถอะ... แต่ฉันก็รักที่เธอเป็นแบบนี้นะ...”


“ริโก้... อย่าพูดแบบนี้สิ... นายจะต้องรอดกลับไป... คุณต้องรอด...”


“ฉันรอดมาหลายครั้งแล้ว... ที่รักของฉัน...”


ร่างของริโก้หยุดสั่นโดยพลันมาแทนที่ด้วยร่างกายเย็นเฉียบ ลมหายใจหยุดไปกลางคัน โดยที่ดวงตาทั้งสองข้างยังไม่ปิดสนิทดี มิชเชลเห็นอาการแบบนั้นก็เหมือน
ร่างของเธอถูกดูดวิญญาณออกไปจนหมด เธอรีบเอามือกดตรงหน้าอกหลายๆครั้งเพื่อกระตุ้นหัวใจของริโก้ ชีพจรของเขาหยุดเต้นไปแล้ว


“ไม่นะริโก้ อย่าทำแบบนี้สิ!! อย่าทิ้งฉันไป ตื่นขึ้นมาสิ ตื่นขึ้นมา!!!” มิชเชลตะโกนร้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่รีบทำ CPR เพื่อช่วยชีวิตริโก้ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง
ริโก้ยังคงนิ่งไม่ขยับตัวใดๆ มิชเชลพยายามอย่างหนักมากกว่าเดิมแต่ก็ยังไร้ผล ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีการตอบสนอง ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากร่างอันไร้วิญญาณของสามี
และผู้เป็นพ่อที่ตอนนี้กำลังลืมตาอยู่ เขาจากไปแล้วตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับ พร้อมทั้งน้ำตาของหญิงสาวไหลอาบใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจโศกเศร้าที่สุดในชีวิต...




-------------------------------------------------------------------------------------------------



“คุณมิชเชล... ตื่นเถอะค่ะ...”


มิชเชลเป็นอันต้องตื่นขึ้นจากฝันร้ายของเธอในทันทีหลังได้ยินเสียงใครบางคนพูดปลุกเธอขึ้นมาก ผู้บัญชาการหญิงมองไปรอบๆและเธอยังอยู่ในห้องเหมือนเดิม
เพิ่มมานิดหน่อยคือมีอีกคนอยู่ในห้องด้วยนั่นคือนุส ที่ยืนอยู่ข้างๆเตียงของเธอพร้อมกองเอกสารมากมายในมือ กลิ่นฉุกกึกของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์คือกลิ่นตัว
ที่เป็นเอกลักษณ์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มิชเชลตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายเมื่อครู่นี้ก็เป็นได้...


“นุสเองเหรอ... มีอะไรล่ะ?” มิชเชลเอามือปาดเหงื่ออกจากใบหน้าและสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติ


“คุณมิชเชล... เมื่อกี้นี้มัน...”


“แค่ฝันร้ายน่ะ... ไม่มีอะไรหรอก... ว่ามาสิ...” มิชเชลตอบส่งๆเปลี่ยนประเด็นทันควัน เธอไม่อยากพูดถึงสิ่งที่เธอฝันถึงและความจริงแล้วมันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น
ความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาโดยตลอด


นุสไม่ซักไซ้ถามให้มากความเพราะยังมีเรื่องที่ต้องรายงานอยู่ “ค่ะ... เมื่อครู่นี้มีเรื่องแจ้งมาจากโอราเคิ้ลว่าได้รับการติดต่อจากทางช่องสัญญาณฉุกเฉินขอลี้ภัย


โดยอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. คนหนึ่งค่ะ... เราเพิ่งตอบรับแล้วส่งทีมเข้าไปช่วยเหลือแล้วด้วยเลยต้องมารายงานก่อนเพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินค่ะ”


“อดีตเจ้าหน้าที่ Z.S.S. ที่ว่านี่ใครกันล่ะ...” มิชเชลถามพลางขยี้ตา


“อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยยานเกราะพิเศษ Z.S.S. ซาร่าห์ ค่ะ...”









**************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 มี.ค. 2018, 19:40

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

น่าสนใจมากครับ งานนี้
<<

Vermontf

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2018, 14:06

โพสต์ 17 เม.ย. 2018, 15:05

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

เนื้อเรื่องชอบมากเลย
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 466

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 07 พ.ค. 2018, 22:16

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

Episode 18 : P.F.S. [Prepare for strike]

16 พฤษภาคม 2045

Spectre base 'Wolf den'


ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากได้รับรู้ถึงการมาเยือนของแขกคนหนึ่งหน่วย สเป็คเตอร์ทุกนายที่ยังประจำการอยู่ภายในฐานก็ถูกเรียกตัวมารวมกันภายในห้องพยาบาล
เอาเข้าจริงสมาชิกของสเป็คเตอร์ภายในฐานที่เหลืออยู่ก็มีแค่ ฮอว์คอายส์ อาร์เชอร์ ออสเปรย์ และอเล็กซ์เท่านั้น ส่วนที่เหลือถ้าไม่บาดเจ็บจนลุกไม่ได้ก็ยุ่งอยู่กับ
งานภาคสนามจนไม่มีเวลากลับมาที่ฐาน อเล็กซ์เดินเข้ามาถึงห้องแทบจะเป็นคนสุดท้ายตอนที่ถูกเรียกเมื่อไม่ถึงสิบนาทีก่อน ทันทีที่เข้ามาในห้องสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ
ร่างของหญิงสูงวัยที่กำลังนั่งทำแผลอยู่บนเตียง จากสภาพบาดแผลแล้วดูไม่หนักหนาอะไรนักเดาว่าคงเกิดจากสะเก็ดระเบิดขนาดเล็กที่พุ่งเฉี่ยวผ่านผิวหนังไป รวมถึง
รอยกระสุนเฉี่ยวอีกหลายจุด เคราะห์ดีที่ไม่ใช่แผลใหญ่หรือโดนจุดสำคัญอะไรมากมายแผลพวกนี้แค่พักไม่กี่วันก็หายสนิท


แต่ที่อเล็กซ์ประหลาดใจคงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าอเล็กซ์เคยเจอกับเธอมาก่อน รู้สึกจะเป็นผู้หญิงคนที่แร๊บบิทเคยพาไปดินเนอร์ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน
ก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมาทำอะไรที่นี่แต่หวังว่าเธอจะยังจำหน้าเขาไม่ได้นะ


“เอเจนท์ ซาร่าห์... ”

“แค่อดีตเท่านั้นค่ะ... ไม่ได้เจอกันนานนะ ฮอว์คอายส์” หญิงสูงวัยนามซาร่าห์ยกมือขึ้นมาจับเป็นการทักทายเหมือนรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอดีตเจ้าหน้าที่ Z.S.S. แบบเธอถึงได้เรียกเรา แล้วนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นไหงบาดเจ็บมาซะขนาดนี้... ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอลาพักร้อน
อยู่ที่เมืองไทยรึไง...” ฮอว์คอายส์ถาม

“ทีแรกก็เป็นแบบนั้นล่ะ... ฉันกับแร๊บบิทกำลังพักผ่อนจนเราไปเจอเรื่องอะไรเข้าเกี่ยวกับพวกองค์กร ดิเซอร์เพนท์เข้า... เราถูกลอบโจมตีแต่เราได้ไอ้นี่มา...”


ซาร่าห์ยื่นของชิ้นหนึ่งให้ฮอว์คอายส์อเล็กซ์พอจะรู้ว่ามันคืออะไรมันคือ DSM หนึ่งในชุดดาว์ดโหลดข้อมูลแบบพกพาแบบเดียวกับที่พวกกองทัพ
ไม่ก็หน่วยข่าวกรองใช้กันในสมัยก่อน มันออกจะล้าสมัยไปหน่อยสำหรับยุคนี้แต่ถ้าเป็นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมันโคตรจะไฮเทคเลยก็ว่าได้


ฮอว์คอายส์ส่ง DSM นั่นมาให้อเล็กซ์ชายหนุ่มมองมันอยู่พักหนึ่งแล้วลองตรวจสอบดูว่ามีอะไรเสียหายไหม จากสภาพของคนที่เอามายังเป็นซะขนาดนั้น
ถ้าเจ้าเครื่องเก็บข้อมูลตัวนี้ยังอยู่ในสภาพดีก็คงโชคดีชะมัดยาดเลย


“ไม่เป็นไรตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว... เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอไปพักร้อนกับแร๊บบิท แล้วแร๊บบิทล่ะตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” ฮอว์คอายส์ถามอีกครั้งถึงแร๊บบิท
ซึ่งอเล็กซ์เองก็อยากจะถามเหมือนกัน ว่าตอนนี้อดีตหัวหน้าเก่าปากดี โลว์เทค และจอมเก๋าของ แร๊ทส์ หายไปไหนถ้าแม่ซาร่าห์นี่เป็นคนสำคัญของเขาจนถึงขั้น
ลาพักร้อนไปด้วยกันได้ไม่มีทางที่แร๊บบิทจะทิ้งเธอแน่หากไม่จำเป็นจริงๆ


แต่ซาร่าห์กลับไม่ตอบอะไรออกมาทำเพียงมองหน้าฮอว์คอายส์ด้วยสายตาที่มีนัยบางอย่าง แววตาของความเศร้าที่แฝงอยู่อย่างชัดเจน...


“แร๊บบิท... เขา... เขาตายแล้วค่ะ...”


ซาร่าห์ตอบด้วยเสียงเศร้าเช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนที่ออกอาการตกใจนิดหน่อยจะมีก็แต่อเล็กซ์ที่ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ซาร่าห์เพิ่งพูดออกมา
แร๊บบิทตายแล้วงั้นเหรอ... นี่มันบ้าชัดๆเลย!


อเล็กซ์ยังกำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นขณะมองไปที่มัน เพื่อของสิ่งนี้แร๊บบิทถึงกับยอมใช้ชีวิตตัวเองเข้าแลกชายหนุ่มหวังว่า... ไม่สิ สาบานว่าเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่า
อะไรกันแน่ที่อยู่ในเครื่องบันทึกข้อมูลแบบพกพาเครื่องนี้กันแน่แร๊บบิทจะต้องไม่ตายเปล่าอย่างไร้ความหมาย คิดแล้วอเล็กซ์ก็รีบออกจากห้องตรงไปที่แล๊บวิจัยพัฒนาอาวุธ
ของฟางในทันที ชายหนุ่มจำได้ว่าในห้องนั้นมีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและประมวลผลได้ไวที่สุดในโลกอยู่ มันคงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการเริ่มต้น


อเล็กซ์เดินก้าวเท้ายาวๆตรงไปที่ห้องแล๊ปโดยไม่สนว่าระหว่างทางจะมีใครทักหรือพลาดไปเดินชนใครเข้า ชายหนุ่มในเวลานี้ไม่สนอะไรมากไปกว่าการหาว่า
ข้อมูลอะไรกันแน่ที่แร๊บบิทเจอจนต้องถูกฆ่าเอาแบบนี้ ประตูห้องแล๊ปอยู่ตรงหน้าอเล็กซ์แค่เดินอาดๆพุ่งเข้าไปแบบไม่ปรึกษาใครตรงเข้าไปที่ห้องแล๊ปและต่อ DSM
เข้ากับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ภายในห้องในทันที


“นายเข้ามาทำอะไรในนี้น่ะอเล็กซ์ แล้วนั่นมันอะไรกัน?” นุสหัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาอาวุธภายในห้องถามทันทีหลังเห็นอเล็กซ์เดินเข้ามาต่อ DSM กับเครื่องคอม

“แค่ขอยืมใช้คอมดูอะไรหน่อยเท่านั้นล่ะ...” อเล็กซ์ตอบโดยไม่สนใจที่จะหันมาพูดต่อหรือกล่าวขอโทษที่บุกเข้ามาเลยสักนิด ชายหนุ่มเริ่มคีย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว
และทำการสร้างระบบป้องกันข้อมูลเพิ่มเติมบวกเข้ากับโปรแกรมแฮ๊กที่พัฒนาขึ้นเองก่อนหน้านี้เข้าไป


ข้อมูลเส้นสายจำนวนมากถูกฉายขึ้นบนหน้าจอชนิดที่ว่ามีเวลาอ่านเป็นอาทิตย์อาจจะไม่หมดก็เป็นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือรายชื่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพวก ดิ เซอร์เพนท์
ทั้งหมด ย้ำว่าทั้งหมด ไม่เพียงแค่นั้นหากแต่ยังรวมถึงข้อมูลลับทั้งของพวกนอร์ธ และ พวกคลีนเนอร์ ข้อมูลทั้งหมดประวัติรายชื่อคนในองค์กร อาวุธชีวภาพ พันธมิตร เงินทุน
ข้อมูลธุรกิจบังหน้า แทบทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันหมด แม้แต่นุสที่มองดูอยู่ก็พอจะรู้ว่ามันคืออะไร แร๊บบิทเจอเข้ากับขุมทองขุมใหญ่เข้าให้แล้ว ตาแก่นั่นแม้จะตาย
ก็ไม่ทำให้ชีวิตตัวเองเสียเปล่าเลยจริงๆ


“นี่นาย... ไปเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหนกันเนี่ย...”

“จากตาแก่คนนึงน่ะ...” อเล็กซ์ตอบส่งๆขณะที่มองหาข้อมูลที่ต้องการ หากนี่คือข้อมูลของพวกนอร์ทและคลีนเนอร์รวมถึง ดิเซอร์เพนท์ด้วยแล้วก็มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะมีข้อมูลของโครว์ บุคคลที่อเล็กซ์ต้องการตามหาอยู่ด้วยแต่ยังไม่ทันจะดูข้อมูลอยู่ๆระบบก็เริ่มค้างและทำงานแปลกๆ จะว่าค้างเพราะข้อมูลมากไปก็ไม่ใช่
ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์มีระบบการประมวลผลที่รองรับข้อมูลขนาดเท่าสนามฟุตบอลได้สบายมาก ถ้าข้อมูลแค่ขนาดเท่าแล๊ปท๊อปนี่คงเป็นเรื่องจิ๊บๆเสียด้วยซ้ำ
อเล็กซ์คิดว่าอาจจะเป็นไวรัสชายหนุ่มลงมือเปิดโปรแกรมต้านไวรัสแต่ก็ต้านได้ไม่นานเพราะว่าเหมือนโปรแกรมต้านไวรัสจะโดนเจาะไปด้วยไม่รู้ว่าทำได้ยังไง


ทุกครั้งที่อเล็กซ์ปรับโปรแกรมให้ต้านทานไวรัสได้มันก็จะเปลี่ยนรูปแบบเหมือนสามารถปรับตัวเลี่ยงระบบป้องกันไปได้ทุกครั้งเหมือนมีชีวิตจิตใจ มันจะมีไวรัสคอมพิวเตอร์
แบบที่สามารถปรับตัวเรียนรู้ได้เหมือนกับสิ่งมีชีวิตได้ยังไงกันโลกนี้มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น...


“เลิกต้านฉันได้แล้วค่ะ ดิฉันไม่ได้ต้องการทำร้ายระบบของคุณซะหน่อย!!” เสียงตวาดของเด็กผู้หญิงดังออกมาจากเครื่องคอมแบบไม่รู้สาเหตุทำเอาอเล็กซ์และคนส่วนใหญ่
ในห้องสะดุ้งโหยงโดยพร้อมเพรียงกัน


พริบตาถัดจากนั้นภายในหน้าจอคอมก็ปรากฏร่างของเด็กหญิงผมยาวในชุดเดรสสีขาวสวมหมวกแบเร็ตสีฟ้ากำลังตะโกนพลางแยกเขี้ยวใส่ด้วยท่าทางน่าเอ็นดูซะเต็มจอ
อเล็กซ์ยังคงจัดความคิดของตัวเองไม่ได้ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันหรือมีใครบางคนคิดอุตริเล่นพิเรนทร์ใส่กับดักภาพเคลื่อนไหวแบบนี้เอาไว้ในเครื่องตอนที่มีใครมาใช้คอม
โดยไม่ได้รับอนุญาตกันแน่ จะอะไรก็ช่างเหมือนเด็กหญิงในคอมนั่นดูจะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอยู่พักหนึ่ง


“ทะ... เธอเป็นใครน่ะ!” อเล็กซ์ถามขณะยกตัวขึ้นจากพื้นหลังตกใจจนหงายท้องเมื่อครู่

“ดิฉันคือโปรแกรมสมองกลปัญญาประดิษฐ์ฝ่ายข่าวกรองลับ หมายเลขสาม อลิซค่ะ!” ร่างของเด็กหญิงบนหน้าจอกล่าวพลางตะเบ๊ะท่าแบบทหารด้วยมาดจริงจัง
ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ทำให้ดูเป็นอย่างที่ว่าเลยสักนิดกลับกันมันยิ่งทำให้ดูน่าเอ็นดูขึ้นซะมากกว่า


หากนี่เป็นอย่างที่อเล็กซ์คิดชายหนุ่มคงจะกำลังเจอเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ระดับสุดยอดเข้าให้แล้วแบบเดียวกับไอร์ม่าเป๊ะจะรับมือยังไงกันล่ะอีแบบนี่เขาเองก็ไม่เคยเจอซะด้วย...


“กลับมาแล้วเหรออลิซ เป็นไงบ้างไม่เจอกันนานเลยนะ!” ช่วงที่สับสนนุสก็กล่าวทักทายปัญญาประดิษฐ์นามอลิซราวกับเป็นคนรู้จักกัน อเล็กซ์มองไปทางเธอด้วยความสงสัย

“นี่รู้จักด้วยเหรอครับ?”

“ก็นะ.. จะว่ายังไงดีล่ะเธอคือ...” นุสพูดพลางหลบหน้าราวกับจะปิดบังอะไรบางอย่าง อเล็กซ์เริ่มมองเธอคิ้วขมวดด้วยความสงสัย

“สวัสดีค่ะคุณแม่!”

“หา!?”


ชั่วขณะเดียวกันคนทั้งห้องพร้อมใจตะโกนเข้ามาเป็นเสียงเดียวโดยมิได้นัดหมาย เหมือนทุกคนจะรู้มากพอๆกับอเล็กซ์ถึงเรื่องนี้ ที่จริงถ้าให้พูดมันก็คงจะฟังดูน่าเหลือเชื่ออยู่
ที่ว่านุสมีลูกสาวเป็นปัญญาประดิษฐ์แบบนี้มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ซึ่งมันก็มากพอจะทำให้ทุกคนเกิดอาการสงสัยผสานสายตามองมาทางนุสกันเป็นมันเลยทีเดียว


“อลิซ! บอกแล้วไงล่ะว่าอย่าเรียกฉันแบบนั้นน่ะถึงฉันจะสร้างเธอมาเองก็เถอะ แต่เล่นพูดแบบนั้นเดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก!” นุสตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงที่
บอกชัดว่ากำลังประหม่า ซึ่งมันก็ไม่ได้มีให้เห็นกันทุกวัน...

“ค่ะ! คุณแม่!”

“ว้อย...!” นุสเอามือกุมขมับด้วยอาการปวดกะโหลกตุบๆหลังถูกปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยเรียว่า ‘แม่’ และยังโดนเธอพูดเหมือนจงใจกวนประสาทอีกว่าแม่
ทั้งที่เธอสั่งห้ามชัดเจน

“ก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันเรื่องอะไรแต่ว่า... ฉันอยากรู้ข้อมูลของโครว์ในนั้นหน่อยจะได้ไหม?” อเล็กซ์หันไปถามอลิซ ซึ่งเหมือนแม่ปัญญาประดิษฐ์จะฟังอเล็กซ์อยู่
เธอตอบกลับมาด้วยคำสั้นๆคำเดียว...

“ไม่!”

“อ้าวเฮ้ย! เจริญละ ทำไมล่ะนั่น...”

“คุณไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลที่ว่าได้ค่ะ มีเพียงผู้บัญชาการฮอว์คอายส์และสมาชิกระดับหนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงค่ะ...” อลิสตอบพลางปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครว์
ด้วยการเซนเซอร์ข้อมูลเกือบทั้งหมดเอาไว้ อเล็กซ์กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ


ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่สามารถแฮ๊กเข้าไปในฐานข้อมูลนี้ได้เหมือนทุกครั้งแน่หากยังมีเอไออย่างอลิซคอยป้องกันข้อมูลเอาไว้ ขนาดโปรแกรมป้องกันการแฮ๊กที่เขาออกแบบ
และการลงมือป้องกันอย่างสุดความสามารถอลิซก็ยังเจาะเข้ามาได้แบบง่ายๆ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการป้องกันข้อมูลคงจะเป็นงานที่หินกว่าการแฮ๊กเข้าเพนตากอนอย่างที่เคยทำ
แน่ อเล็กซ์เองก็ไม่เคยเจอระบบป้องกันที่มีความซับซ้อนและมีจิตใจพื้นฐานแบบมนุษย์อย่างนี้เลยครั้งนี้มันออกจะ... เกินกำลังไปนิด... คิดว่านะ...


“เอาเถอะยังไงข้อมูลนั่นใช่ว่าจะหาเองที่อื่นไม่ได้ ไว้ฉันลองหาทางอื่นดูแล้วกัน...” อเล็กซ์พูดด้วยความจำยอมทั้งที่เจ็บใจอยู่นิดๆเหมือนกัน ไว้รอให้มีโอกาสก่อนเถอะ
แล้วเขาจะเล่นแม่เอไอตัวน้อยนี้เอาให้หลุดจากโลกไซเบอร์ไปเลย...

“แล้วไปสืบข่าวที่นั่นตั้งห้าปีได้ความอะไรบ้างล่ะอลิซ อย่าเธอคงไม่ยอมเผยตัวแน่หากไม่มีเหตุจำเป็นใช่ไหม?” นุสถามเอไอของตนด้วยความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม
แน่นอนว่าเอไอตัวน้อยยิ้มออกมาให้เห็นยืนยันว่าสิ่งที่นุสถามถูกต้องแล้ว

“ค่ะ... หนูได้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่พวก ดิ เซอร์เพนท์ พยายามทดลองอยู่ในช่วงห้าปีนี้มาแล้ว พวกนั้นเหมือนอย่างที่แม่บอกเลยค่ะ... เจ้าพวกนั้นคือพวกที่เหลือรอด
จากกลุ่มของนอร์ท แถมยังแฝงตัวแล้วก็แทรกซึมอยู่ทั่วในหน่วยงานรัฐเต็มไปหมด ยิ่งกว่านั้น แปดในสิบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการฑูตของสภาความมั่นคงโลกเองก็เป็นหนึ่งพวกนั้น
ด้วยค่ะ...”


ข้อมูลทั้งหลายที่อลิซพูดถึงวิ่งผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างไม่ขาดสาย แต่ละข้อมูลเชื่อมโยงกันไปเป็นทอดๆ จนดูเหมือนกับโครงข่ายขนาดยักษ์
ของรากต้นไม้ใหญ่ ทุกคนที่มีชื่อขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับสูง มีตั้งแต่คนที่อเล็กซ์ไม่แปลกใจนักหากพวกนั้นจะเป็นหนึ่งในนั้นไปจนถึงคนที่อเล็กซ์ไม่ทันคิดว่าจะเป็น
พวกเดียวกับเจ้าพวกนั้นด้วย


อย่างกับรังอสรพิษไม่มีผิด...


“เยี่ยมเลย... แล้วยังมีข้อมูลอย่างอื่นอีกไหม?” นุสถามอีกครั้งเผื่อมีอะไรสำคัญเพิ่มเติม

“ก็... จะว่าเป็นข่าวดีรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ ตอนนี้พวก ดิ เซอร์เพนท์ กำลังวางแผนการบางอย่างอยู่มันกำลังเริ่มนับถอยหลังหนูโชคดีที่ได้ข้อมูลกำหนดการ
ของพวกมันมา แผนการของพวกนั้นจะเริ่มในอีก... สองอาทิตย์... สามวัน... สี่ชั่วโมง... สิบสามนาที... กับอีกสามสิบสามวินาที... ค่ะ”

“แผนการที่ว่าคืออะไรล่ะ?” อเล็กซ์ถาม

ข้อมูลถูกเด้งขึ้นจอเพียงเล็กน้อย “ยังไม่ทราบรายละเอียดค่ะแต่ชื่อโครงการของพวกมันถูกเขียนขึ้นมาในฐานข้อมูลค่ะชื่อว่า ‘โลกใหม่’ ไม่มีรายละเอียดอื่นเพิ่มเติมค่ะ...”


มันก็ฟังดูเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือตอนนี้รู้แล้วว่าพวก ดิ เซอร์เพนท์ มีแผนการร้ายบ้างอย่างที่น่าจะเป็นแผนการใหญ่และทุกคนรู้เวลาของแผนการนี้
แต่ข่าวร้ายคือยังไม่รู้ว่าแผนการที่ว่าคืออะไรฟังแล้วมันเหมือนกำลังสู้แบบแปดด้านไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหนอีก ขนาดแค่แพร่ไวรัสไปตามหัวเมืองใหญ่ๆของโลก
ก็แย่พอแล้ว ถ้านั่นเป็นแค่แผนป่วนเล็กๆล่ะก็แผนการที่แท้จริงของมันคงจะยิ่งกว่าคำว่าหายนะแบบไม่ต้องสงสัย


“ส่งข้อมูลพวกนี้ไปให้ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์งานนี้เราคงได้เจอของใหญ่แน่ ตั้งระบบป้องกันข้อมูลเซิฟเวอร์ อลิซไปสมทบกับทีมของโอราเคิลแจ้งข่าวให้เธอรู้
และทีมซ่อมแซมเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ระดับสอง เปิดคลังแสงออกมาซ่อมแซมอาวุธทั้งหมดให้พร้อมใช้งานในหนึ่งอาทิตย์ซะ ได้เวลาเริ่มสงครามกันแล้ว...”


สิ้นคำสั่งทุกคนในห้องต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองกันในทันที อเล็กซ์เองก็เช่นเดียวกันชายหนุ่มวิ่งออกจากห้องไปและเริ่มตรงไปที่ห้องทำงานของเขา
หากครั้งนี้เหตุการณ์กำลังเริ่มดิ่งลงเหวเขาคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้สำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า...



----------------------------------------------------------------------------------------------------



ควับ! ควับ!


เสียงดาบพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วจนเป็นที่ชินตาสำหรับใครหลายคน ร่างอันบอบบางแต่เปี่ยมด้วยพลังของหญิงสาวกำลังแกว่งดาบญี่ปุ่นเล่มยาวคู่กับมีดสั้นอีกเล่ม
ที่ดูไม่เข้ากันเท่าไหร่เพราะมีดสั้นนั้นมีรูปทรงแบบมีดที่ล้ำสมัยมากไปหน่อย รวมถึงการแกว่งดาบเป็นกระบวนท่าที่ยังแลดูขัดตาขาดความพลิ้วไหวและความลงตัวอาจเป็นเพราะ
ยังไม่ชินกับการใช้งานก็เป็นได้


รันฟายังคงแกว่งดาบฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและคราวนี้หญิงสาวกำลังฝึกการใช้กระบวนท่าดาบคู่อยู่ซึ่งหญิงสาวเองก็เคยเรียนวิชานี้มาจากอาจารย์บ้างแต่เธอไม่ได้ใส่ใจ
กับมันมากไปกว่าการเรียนวิชาดาบเดียวที่เธอถนัด ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาฝึกมันอีกในครั้งนี้ด้วยผลก็เป็นอย่างที่เห็นเธอเลยต้องมาปรับสร้างความคุ้นเคยอยู่นี่เกือบจะอาทิตย์หนึ่ง
แล้วแต่ความเงอะงะจากการแกว่งดาบสองเล่มพร้อมกันก็ยังไม่หายไปไหน


“เงอะงะแบบนั้นจะไปสู้ใครเขาได้ไหมล่ะ...”


เสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้นหลังจากรันฟาหยุดแกว่งดาบไปได้สักพักแต่หญิงสาวไม่ได้ใส่ใจมากนักเธอกลับนั่งคุกเข่าลงและเริ่มเช็ดคมดาบอย่างประณีตด้วยผ้า


“อย่างน้อยฉันก็ยังฝึกสม่ำเสมอ ไม่เหมือนเธอหรอกนะวัลคิลลี่ คนเราต่อให้มีพรสวรรค์ถ้าไม่รู้จักฝึกฝนมันก็ไม่มีค่าอะไร สุดท้ายก็จะมีแต่แพ้คนที่ไร้พรสวรรค์
แต่มีความมุ่งมั่นนั่นล่ะ...”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ!”

“ก็อย่างที่ว่าไปนั่นล่ะ... ต้องให้ย้ำอีกรอบรึไง?”


แววตาของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกรันฟาพูดกระทบเชิงสั่งสอนเข้าใส่ ทีแรกท่าทางของวัลคิลลี่คล้ายจะเล่นงานรันฟาจากทางด้านหลัง
แต่ความที่ว่ายังเข็ดจากการประลองครั้งก่อนไม่หายประกอบกับคราวก่อนโดนเรเวนที่เป็นแม่ลงโทษอย่างหนักเข้าไปทีนึงอีก เด็กหญิงเลยต้องเปลี่ยนความคิดไปกระทันหัน
และไปนั่งอยู่ข้างๆลานฝึกแทน


“ถ้างั้นเธอมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ ถ้าจะมาแก้มือเรื่องดวลดาบล่ะก็ ไว้มาใหม่คราวหน้าก็แล้วกันวันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว...” รันฟาถามพลางเก็บดาบเขาฝัก ส่วนมีดสั้นของทาล่อน
อีกเล่มหญิงสาวก็เสียบมันกลับเข้าซองรูปร่างแปลกๆตามเดิม

วัลคิลลี่เดาะลิ้นทำเสียงจิ๊จ๊ะพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ “ก็ไม่เชิงหรอก แค่มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยเท่านั้น... ทำไมเธอถึงช่วยฉันตอนนั้นกันทั้งที่ฉันเกือบจะฆ่าเธอน่ะ”

“ทำไมถึงอยากรู้นักล่ะ ยังไงเธอก็ไม่โดนคุณเรเวนลงโทษหนักก็ดีแล้วนี่” รันฟาตอบแบบส่งๆไปซึ่งเหมือนมันไม่ใช่คำตอบที่เด็กหญิงพอใจนัก

“ฉันแค่ไม่ชอบเป็นหนี้ใครแบบไม่รู้เหตุผล ถ้าหากต้องคิดหนี้ใครฉันก็อยากรู้ว่าติดเพราะอะไร...”


รันฟาวางดาบที่สอดเข้าฝักแล้วลงที่พื้นตรงหน้าและนั่งเข่าโน้มตัวลงคำนับเป็นการทำความเคารพแก่ดาบที่เธอใช้ ก่อนจะยืนขึ้นและหันไปทางวัลคิลลี่ที่กำลังรอคำตอบ


“ก็แค่ไม่อยากเห็นคนที่หลงทางต้องเจ็บตัวเพราะความเข้าใจแบบผิดๆเท่านั้นล่ะ ถึงเธอจะพูดเหมือนผู้ใหญ่แต่ความจริงเธอก็เป็นแค่เด็กเท่านั้น เธอยังต้องเรียนรู้อะไร
อีกมากแน่ล่ะว่าหนึ่งในนั้นมันก็เป็นความนอบน้อมกับความมีน้ำใจ...”


จากคำตอบที่พูดไปทีแรกรันฟาคิดว่าวัลคิลลี่คงจะต้องเดือดและพุ่งเข้ามาหาเธอแบบครั้งก่อนแน่ แต่ก็ผิดคาดเมื่ออีกฝ่ายกลับนั่งฟังอย่างตั้งใจและดูจะสงบเสงี่ยม
กว่าที่คาดเอาไว้มาก สำหรับรันฟาแล้ววัลคิลลี่เองก็ไม่ต่างอะไรกับเธอในตอนที่เริ่มฝึกวิชาดาบกับอาจารย์เท่าไหร่นักอาจจะต่างกันที่เธอไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เกินวัยและไม่ได้
อารมณ์ร้อนเท่า สิ่งที่อาจารย์มักจะพูดมีหลายอย่างและหนึ่งในนั้นคือคำสอนที่บอกว่า


‘ไม่มีใครสมควรถูกลงโทษเพียงเพราะว่าทำผิดพลาดจากความที่เป็นเด็กเท่านั้น’


รันฟาหลังพูดจบก็รีบความดาบที่วางอยู่ตรงพื้นขึ้นมาและตรงไปที่ประตูทางออกของโรงฝึกหญิงสาวในตอนนี้ชักอยากจะไปอาบน้ำแล้วนอนพักผ่อนให้สบายซะทีหลังจากที่
วันนี้ทั้งวันทำได้แค่ฝึกซ้อมรบกับคอนเนอร์หลังจากนั้นก็มาเริ่มฝึกดาบต่อแทบจะในทันที เรื่องข้าวปลาคงไม่ต้องพูดเธอหิวไส้กิ่วจนแทบกินได้ทุกอย่างที่เธอเจอแม้แต่กาแฟ
รสชาติห่วยๆของคลอว์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่เองก็เช่นกันหลังฝึกไปนานๆมันก็เริ่มอบอ้าวทำเอาเหงื่อหญิงสาวไหลท่วมเหมือนอาบน้ำไม่มีผิด


“เดี๋ยวก่อน! เธอว่าฉันหลงทางแล้วก็ต้องเรียนรู้อีกเยอะถ้างั้นก็....” เด็กหญิงออกอาการกระอักกระอ่วนพอดูหลังพูดไปได้สักพัก เหมือนสิ่งที่จะพูดต่อไปเป็นเรื่อง
ความเป็นความตายเสียด้วย

“ถ้างั้นอะไร?” รันฟาทำท่าคิ้วขมวดพลางถามกลับ

วัลคิลลี่บิดตัวแทบจะเป็นเกลียวเนื้อตัวสั่นเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากพูด “เธอต้องสอนฉัน... ทุกเรื่องที่เธอพูดมา... แล้วก็วิชาดาบด้วย...”


แค่ประโยคเดียวความคิดแรกของรันที่แล่นเข้าหัวคือความฉงนสงสัยว่าเด็กหญิงอารมณ์ร้อนแบบวัลคิลลี่เนี่ยนะจะมาขอให้เธอสอนทั้งเรื่องความนอบน้อมหรือวิชาดาบ
ถ้าพูดในภาพรวมเด็กหญิงกำลังขอให้รับเธอเป็นลูกศิษย์ชัดๆ อีแบบนี้จะให้รันฟาตอบยังไงล่ะขนาดแค่ฝึกวิชาเองยังเอาแทบไม่รอดแล้วจะมีหน้าที่ไหนไปสอนคนอื่นกัน
ยิ่งเป็นวัลคิลลี่ที่มีอุปนิสัยตรงข้ามกับผู้จะเป็นนักดาบโดยสิ้นเชิงอีกด้วย หญิงสาวเลยต้องคิดหนักทีเดียวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายคาดคั้นคำตอบอย่างไวแบบนี้


“เออ... ทำไมล่ะเรื่องแบบนี้แม่เธอน่าจะสอนได้นะ แล้วก็เรื่อวิชาดาบน่ะเธอแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากเรียนน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างที่เห็นหรอกนะ...”

“แม่ไม่เคยสอนอะไรฉันเลยนอกจากคอยห้ามในทุกเรื่องที่ฉันทำ อีกอย่างวิชาดาบมันจะยากอะไรเชียวก็แค่แกว่งดาบไปมาก็เท่านั้นเองนี่!” เด็กหญิงร้องกล่าวอย่างกระตือรือร้น
แต่เด็กหญิงพลาดไปเรื่องหนึ่งแล้วที่บอกว่าวิชาดาบเป็นแค่การแกว่งดาบ สำหรับรันฟาจะพูดอะไรก็เธอก็ช่างนะแต่เล่นมาดูถูกกันแบบนี้มันคงต้องลากมาตบเกรียนสั่งสอนซะ
หน่อยแล้ว...

“เข้าใจแล้ว... งั้นก็ได้ฉันจะสอนเธอเองก็แล้วกัน แต่ขอบอกก่อนนะว่าฉันฝึกโหดไม่มีปราณีถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ถอนตัวซะเลยนะ!” รันฟาถามอีกครั้งเพื่อให้โอกาสวัลคิลลี่
ถอยตอนนี้แต่เธอเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว


วัลคิลลี่พยักหน้ากลับพร้อมแววตาที่มุ่งมั่นแบบเด็กๆกระนั้นมันก็ไม่ทำให้รันฟาคิดใจอ่อน เมื่ออีกฝ่ายเลือกทางที่ว่ามาแล้วรันฟาก็ต้องจัดให้สาสมกันหน่อย...



------------------------------------------------------------------------------------------------



ข้อมูลที่ได้จากซาร่าห์นั้นนับว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อทุกคน โรห์น่ารู้ดีถึงเรื่องนี้หลังจากที่เธอได้ข้อมูลส่วนนี้จากนุสอีกทีหนึ่ง นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับงานที่ทุกคนทำ
มาตลอดหลายปีเลยก็ว่าได้ ข้อมูลที่มากมายมหาศาลจนแม้แต่ไอร์ม่าเอไอบริหารจัดการของทีมสเป็คเตอร์ยังจัดการได้ไม่หมดต้องให้เธอเข้าช่วยตลอดแต่นั่นคงเป็นปัญหาใหญ่
เพราะข้อมูลที่ได้มานี่คงจะใช้ได้อีกไม่นาน ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ดิ เซอร์เพนท์คจะไม่โง่หลังรู้ว่าฐานข้อมูลทั้งหมดโดนล้วงเอาไปหมดทั้งดุ้นแบบนี้ ข้อมูลที่ได้คงใช้ได้แค่
ยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนที่อีกฝ่ายจะเร่งเปลี่ยนข้อมูลหรือที่ซ่อน นี่คงเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสิบชั่วโมงคงต้องใช้ประโยชน์จากจุดนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


“เอาล่ะ... เหมือนตรงนี้จะมีฐานข้อมูลของพวกนั้นอยู่ ที่ตั้งของศูนย์วิจัยทั้งหมดมีอันไหนสำคัญพอจะให้บุกบ้างนะ...” โรห์น่าขยับกรอบแว่นที่สวมอยู่ให้เข้าที่พลางมองหา
สิ่งที่น่าสนใจในกองข้อมูลจาก DSM นั่น

“คิดว่าเครียดไปหน่อยรึเปล่าคะ ยังไงถึงเรื่องนี้มันจะสำคัญแต่ก็อย่าหักโหมนะคะ...” ไอร์ม่าปัญญาประดิษฐ์ที่แสดงผ่านอินเตอร์เฟสรูปร่างของหญิงสาวในชุดเมดแบบโบราณ
กล่าวเตือนระหว่างที่ทำการวิเคราห์ข้อมูลช่วยโรห์น่าไปด้วย

“ยุ่งน่าไอร์ม่ายังไงเสียตอนนี้ฉันก็เพิ่งพักได้ไป เพราะงั้นไอ้เรื่องพักน่ะอย่าห่วง ช่วยกันหาจุดที่จะพลิกสถานการณ์เราได้มากที่สุดดีกว่า...” โรห์น่าตอบเอไอหญิงกลับไป
ราวกับกำลังคุยกับเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เวลานี้เธอไม่มีเวลาคิดเรื่องพักมากไปกว่าการหาทางพลิกสถานการณ์อย่างที่ว่ามา ถึงมันจะเป็นงานที่น่าเบื่อแต่ก็มีความสำคัญมาก
เป็นไปได้ว่าชีวิตของทุกคนขึ้นอยู่กับข่าวกรองที่เธอกับไอร์ม่าเป็นคนเลือก


หากมองจากระดับความสำคัญแล้วมันก็กินกันไม่ลงทุกอย่างที่ไอร์ม่าเลือกเฟ้นมาล้วนแต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญแทบทั้งสิ้นการเข้าจัดการที่จุดใดจุดหนึ่งอาจจะมีผล
ใหญ่หลวงต่อสถานการณ์ในปัจจุบันเลยก็เป็นได้ เรื่องใหญ่แบบที่แม้แต่ไอร์ม่าก็ยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลือกออกมาได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีเวลาและกำลังพลที่จะโจมตีได้
ทุกจุดเห็นทีคงจะต้องเอาข้อมูลพวกนี้ไปให้ฮอว์คอายส์ดูแล้วตัดสินใจแทน


หริ่ง! หริ่ง! หริ่ง!


“มีการติดต่อเข้ามาค่ะ... จากแฟนของคุณจะให้ดิฉันตอบกลับไปเองไหมคะ?” ไอร์ม่าถามหลังมาการติดต่อผ่านเข้ามาทางอินเตอร์เฟสโดยแฟนหนุ่มของโรห์น่า

“ไม่จำเป็น... ต่อสายเขาเข้ามาเลยไอร์ม่า...”


สักครู่หนึ่งหลังบอกไปไอร์ม่าก็ต่อสายเข้ามาทางเฮดโฟนของโรห์น่า สิ่งแรกที่ได้ยินหลังจากนั้นคือเสียงของชายที่เธอเพิ่งจะไปออกเดทกับเขามาเมื่อไม่นานนี้เอง
ไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงโทรมาแต่ว่าอาจจะเป็นโอกาสดีก็ได้เพราะเธอกำลังเครียดๆอยู่มีใครสักคนมาพูดคุยคลายทุกข์ให้คงดีไม่น้อย


“ว่าไงที่รัก มีอะไรเหรอ?” โรห์น่าถามพลางเอนตัวลงหลังพิงเก้าอี้ผ่อนคลายท่าทางให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างน้อยก็ในเวลานี้

“ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่เห็นข่าวในทีวีมาท่าทางสถานการณ์น่าเป็นห่วงเลยโทรมาถามน่ะ เรื่องงานโอเปอเรเตอร์เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

“ไม่มีอะไรมากค่ะก็ยุ่งๆเหมือนกันตั้งแต่มีการโจมตีก็มีคนโทรเข้ามาเป็นร้อยสายไม่หยุด หัวหน้าก็เพิ่งให้ทำโอทีหมดไปเมื่อวานนี้เอง...” โรห์น่าพูดพร้อมทั้งพยายามโกหก
ให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขืนบอกไปว่าตอนนี้เธอกำลังทำงานข่าวกรองลับที่จะเลือกจุดโจมตีให้กับหน่วยล่าสังหารเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ชาวโลกล่ะก็ เหอะ!
ไม่อยากคิด... พ่อได้ร้องบ้านลั่นแน่ถึงอีกฝ่ายจะเคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. แต่เจอแบบนี้คงต้องมีสะดุ้งกันบ้างล่ะ

“งั้นเหรอ ยังไงก็อย่าหักโหมล่ะดูแลสุขภาพบ้างก็ดีนะ” แฟนหนุ่มกล่าวขณะที่โรห์น่ากำลังพยายามเต็มที่เพื่อจะไม่มองไปที่หน้าจอในตอนนี้อย่างน้อยก็อยากจะละสายตา
จากงานสักพักก่อน

“จะพยายามนะ แล้วทางนายเป็นไงบ้างล่ะได้ข่าวว่าที่โรงพยาบาลคนป่วยเยอะขึ้นกว่าเดิมด้วย เป็นเรื่องจริงเหรอ?” โรห์น่าถามกลับไปบ้างเพราะว่าแฟนของเธอ
ทำงานเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาลซะด้วย เธอกลัวว่าหากพวก ดิ เซอร์เพนท์ คิดทำบ้าๆอะไรสักอย่างแบบการใช้ไวรัสมรณะกับเมืองใดสักเมือง หากเมืองนั้น
คือเมืองที่แฟนหนุ่มของเธอทำงานอยู่ล่ะก็คงไม่ต้องคิดอะไรมากหายนะชัดๆเลยว่าไหม...

“จริง... มีคนป่วยโรคประหลาดมากขึ้นส่วนใหญ่เป็นพวกมนุษย์ปกติ ส่วนพวกมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนบางรายจะมีอาการนิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ระยะหลังนี่มีคนป่วย
เป็นโรคประหลาดแบบเดียวกันเหมือนจะเป็นผื่นสีดำอะไรนี่ล่ะเดือนนี้ก็เล่นเอาเป็นโหลได้แล้วมั้ง เธอเองก็ต้องระวังนะ”


เหมือนสิ่งที่แฟนหนุ่มบอกจะไปกระตุ้นต่อมความสงสัยของเธอเข้าให้แล้ว จริงๆไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าผื่นสีดำที่กล่าวถึงอาจจะเป็นหนึ่งในเบาะแสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ
แผนการของพวก ดิ เซอร์เพนท์ก็เป็นได้ นี่อาจจะช่วยจำกัดวงการค้นหาบางอย่างให้แคบลงด้วย


“อืม...ขอบใจแล้วเจอกันคราวหน้านะ”

“ดูแลตัวเองด้วยโรห์น่า...”


สายถูกตัดไปขณะที่โรห์น่าเริ่มนั่งคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดเท่าที่จะเกิดขึ้น การเป็นหน่วยข่าวกรองฝ่ายข้อมูลเชิงกลยุทธหลายปีทำให้เธอต้องเรียนรู้ที่จะละเอียดละออกับ
ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะบางครั้งรายละเอียดเล็กๆที่คนส่วนใหญ่มองข้ามก็สำคัญที่สุดเช่นเดียวกับเรื่องนี้ เป็นไปได้ว่าโรคระบาดแบบใหม่ที่แฟนหนุ่มของเธอกำลังเจออยู่นั้น
อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญของสิ่งที่พวก ดิ เซอร์เพนท์ กำลังทำอยู่ก็เป็นได้


“ส่งข้อมูลชุดนี้ไปให้กับหัวหน้าเผื่อมีทางเลือกอื่นเพิ่มเติมหลังจากนั้นฉันอยากขอยืมแรงเธอหน่อยนะไอร์ม่า...” โรห์น่ากล่าวพลางรีบเปิดระบบข้อมูลเครือข่ายเชื่อมต่อ
กับเซิฟเวอร์ของโลกภายนอก เธอแฮ๊กเข้าไปในฐานข้อมูลของทุกที่ในโลกเพื่อหาข้อมูลบางอย่างหลังเริ่มคิดอะไรได้

“คุณจะทำอะไรคะ?” เอไอชุดเมดถาม

“ฉันคิดว่าเราควรสืบดูบางเรื่องหน่อย ฉันอยากให้เธอลองแฮ๊กเข้าไปดูในเซิฟเวอร์ข้อมูลของทุกโรงพยาบาลในโลกที่อยู่ในเขตโจมตีทั้งหมด ตรวจหาผู้ป่วย
ที่มีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันในช่วงตลอดหนึ่งเดือนมานี้ พวกอาการผิดปกติโรคติดต่อที่ไม่เคยพบเจอหรือพวกคนที่มีอาการป่วยแบบแปลกๆที่ป่วยพร้อมกัน
ถ้าเรื่องที่ฉันคิดเป็นจริงเราคงเจอเรื่องใหญ่กว่าที่คาดแน่...” โรห์น่าตอบขณะที่เริ่มทำการลงมือตรวจดูข้อมูลหลายส่วนที่อยู่ใน DSM เทียบกับข้อมูลของโลกภายนอก
อีกครั้งเพื่อหาบางอย่าง

“เออ... ทั้งโลกเลยเหรอคะ?”

“ใช่... ทั้งโลกเว้นแต่ว่าจะมีนอกโลกด้วย ถ้ามีเธอก็ต้องค้นที่นั่นเหมือนกัน...”


คำตอบของโรห์น่าทำเอาเอไอสาวถึงกับร้องออกมาดังๆหลังจากที่มีงานใหญ่เท่าช้างถูกโยนเข้ามาให้แบบดื้อๆ และถึงเธอจะไม่อยากทำแต่เอไอสาวก็ไม่ได้ถูกโปรแกรม
มาให้ขัดคำสั่งซะด้วยโรห์น่ารู้ถึงข้อนี้ดีเพราะงั้นฮอว์คอายส์ถึงให้อำนาจสั่งการเอไอส่วนตัวของเธอให้กับโรห์น่าสำหรับการทำทุกอย่างเพื่อหาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการ


โรห์น่าส่งข้อมูลที่คัดลอกเรียบร้อยให้ฮอว์คอายส์ผ่านอ๊อบแซ๊ทก่อนจะเริ่มไปจดจ่อกับงานที่เหลือของเธอกับไอร์ม่าต่อ...



------------------------------------------------------------------------------------------------



ห้านาทีหลังจากได้ข้อมูลมาจากโรห์น่าฮอว์คอายส์ก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการตรวจสอบและเทียบเคียงข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจ แต่ละเป้าหมายที่ได้นั้นมีความสำคัญมากๆ
จนเลือกไม่ถูก แต่ว่าเธอก็มองเห็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมากถึงสามจุดด้วยกัน จุดแรกคือห้องทดลองทางวิศวะพันธุ์กรรมในออสเตเรีย สถานที่เก็บกักและทดลองอาวุธชีวภาพ
ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ส่วนที่สองฐานบัญชาการใหญ่ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ในตะวันออกกลางฐานทัพใต้ดินในทะเลทรายแหล่งกบดานของสมาชิกคนสำคัญของพวก
ดิ เซอร์เพนท์ และสุดท้ายบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเซ้าท์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น ที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่สุดของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ณ ขณะนี้


ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนลำพังฮอว์คอายส์ก็มีกำลังพลที่พร้อมใช้งานบุกได้แค่จุดเดียวเท่านั้นและใจจริงเธอก็อยากจะบุกสามจุดนี่พร้อมๆกันมากกว่า แถมต่อให้บุกจุดใดจุดหนึ่ง
สำเร็จมันก็เป็นแค่การซื้อเวลาให้ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นหากต้องการจะพลิกเกมเธอก็ไม่เห็นทางไหนเลยนอกจากการบุกสามจุดนี้พร้อมๆกัน ผู้บัญชาการหญิงนั่งเอาหัวฟุบ
ลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกคิดไม่ตกกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจในเวลาเช่นนี้ พลางเหลือบมองไปที่กรอบรูปบนโต๊ะของเธอแทน


บนโต๊ะทำงานเก่าๆของเธอมีกรอบรูปวางอยู่ถึงสามกรอบด้วยกันกรอบแรกเป็นรูปของเธอและสมาชิกในทีมสเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิกมิชเชลจำได้ว่าเธอถ่ายภาพนี้ในวันที่
ได้ทำภารกิจแรกในฐานะสเป็คเตอร์ที่ฟิลเลอร์ กรีน ตอนนั้นทั้ง เธอ บูลอายส์ และไอแวนยังเป็นแค่เด็กใหม่ของทีม พวกเขาได้เห็นและเจออะไรมามากมายในภารกิจนั้น
จนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งตั้งแต่ภารกิจแรก


ส่วนกรอบรูปใบที่สองเป็นรูปภาพของเธอ ริโก้ ฟาง นุส และโรห์น่าเป็นภาพที่สไนป์ถ่ายให้เธอในตอนนั้นซึ่งจะเรียกว่าจังหวะพอดีก็ได้เพราะเป็นภาพตอนที่ริโก้กำลังยิ้ม
และเอามือขยี้หัวเธอเล่นเหมือนกับเด็กๆเอาเข้าจริงแล้วมันออกจะเป็นภาพที่ดีภาพหนึ่งแต่มันยังเทียบไม่ได้กับภาพสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือสุด


กรอบรูปใบสุดท้ายถูกวางคว่ำเอาไว้แต่เหมือนไม่ใช่เพราะเผลอปัดคว่ำแต่เหมือนเกิดจากความจงใจมากกว่าเพราะกรอบรูปนั้นมีฝุ่นจับอยู่พอสมควร มิชเชลเอื้อมมือ
ไปที่กรอบรูปนั่นกะจะวางมันให้ตั้งเหมือนอย่างเดิมแต่แล้วเธอกลับยั้งมือไว้แล้วดึงมือกลับไปเหมือนมีบางอย่างในใจจนไม่อยากจะตั้งภาพนั่นขึ้นมา


‘ไม่ดีกว่า...’


ความคิดของผู้บัญชาการหญิงย้อนกลับมาที่งานอีกครั้งหลังนอกเรื่องไปได้ไม่นานตอนนี้เธอต้องคิดว่าจะมีทางไหนไหมที่สามารถบุกได้ถึงสามที่พร้อมๆกันด้วยกำลังพล
ที่มีจำกัดถึงขั้นนี้ หรือไม่งั้นก็คงต้องเลือกทางใดสักทางหนึ่งแทน มิชเชลคิดไปคิดมาอยู่นานครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงเตือนดังมาจากอ๊อบแซ๊ทของเธอที่วางอยู่ข้างๆเตียงนอน
เสียงสัญญาณนี่ระบุว่ามีคนโทรเข้ามาเพื่อติดต่อเธอ


มิชเชลต้องละจากงานชั่วคราวเพื่อไปดูว่าใครกันแน่ที่โทรมาหาเธอในเวลาแบบนี้ มันชักจะเริ่มน่าหงุดหงิดขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าเธอมาอยู่ถึงจุดนี้ได้ยังไงกันการมาเป็นผู้นำ
ให้กับองค์กรลับแบบนี้มันไม่ใช่เธอเลยจริงๆ อ๊อบแซ๊ทยังคงส่งสัญญาณอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งเธอรับสายดังกล่าว


“ค่ะ”

“สวัสดีครับผู้บัญชาการวิลโบสกี้” เสียงทักทายที่ฟังดูไม่จริงจังเท่าไหร่นักดังขึ้นจนมิชเชลจำได้แทบจะในทันทีว่าเป็นเสียงใคร

“มีอะไรคนาฟท์ ตอนนี้กำลังยุ่งนะไว้เป็นวันอื่นได้ไหม” มิชเชลตอบปลายสายกลับไปอย่างเซ็งๆหลังรู้ว่าคนที่โทนมาคือคนาฟท์ผู้บริหารของกลุ่มทหารรับจ้าง DSSS
ที่เคยร่วมงานกันในภารกิจที่นิวยอร์กก่อนหน้านี้

“ไม่เอาน่าผู้บัญชาการ เราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนมีปัญหาก็ต้องช่วยกันสิจริงไหม?”

มิชเชลขมวดคิ้วลงเล็กน้อย “ปัญหา? นายรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ฉันกำลังมีปัญหา”


แน่ล่ะว่าเรื่องนี้มิชเชลต้องสนเป็นธรรมดาเพราะว่าคนาฟท์ก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่มีความสามารถในการอ่านใจได้เหมือนพวกกลายพันธุ์บางคน จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะรู้
ว่าตอนนี้ทุกคนในหน่วยกำลังเจอกับปัญหาอย่างการบุกพื้นที่ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ถึงสามที่


เว้นแต่ว่ามีข้อมูลรั่วไหลออกไป...


“วางใจได้ผมไม่ได้ส่งสายลับหรือเข้าไปแฮ๊กข้อมูลอะไรคุณหรอก แค่ออสเปรย์มาคุยกับผมเรื่องนี้เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง ท่าทางจะมีปัญหาในการบุกอยู่ใช่ไหมล่ะครับ
ผู้บัญชาการ...” คำตอบของคนาฟท์ทำเอามิชเชลรู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยองค์กรของเธอในตอนนี้ยังไม่ได้ถูกเจาะ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่พอใจนิดหน่อยที่ออสเปรย์
หรือสไนป์เอาเรื่องที่เป็นความลับสุดยอดนี้ไปบอกกับคนนอกองค์กรอย่างคนาฟท์


ถึงคนาฟท์จะเป็นคนที่ไว้ใจได้แต่การเอาข้อมูลภายในองค์กรไปบอกคนอื่นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอยู่ดีนั่นล่ะ


ยุ่งอะไรไม่เข้าเรื่องซะจริงเชียว...


“อย่าไปโทษลูกทีมเธอเลย เมื่อมีปัญหาเราก็ต้องช่วยกันแก้ เธอคงไม่ลืมสิ่งที่คุณเร้ดเคยสอนหรอกใช่ไหม... การเป็นผู้นำน่ะไม่ได้อยู่ที่ความรับผิดชอบ แต่อยู่ที่
การเลือกที่จะตัดสินใจทั้งแบบดีๆและแบบสั่วๆ ถ้ามีปัญหาเธอต้องเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าสมอง...” คนาฟท์พูดต่อเหมือนอ่านใจได้ว่ามิชเชลกำลังคิดอะไร
มิชเชลเลยจำยอมต่อเหตุผลเพราะสิ่งที่คนาฟท์พูดมาเป็นจริงทีเดียว

“แล้วนายจะช่วยฉันยังไงล่ะ?” มิชเชลถามกลับ

“ผมจะส่งทหารมือดีของผมไปช่วยคุณในครั้งนี้ด้วย จะคัดเอาแต่ระดับยอดฝีมือไปเท่านั้นแล้วก็ภารกิจนี้เป็นความลับเพราะงั้นจบงานแล้วคุณลบความจำพวกเขาเลยก็ได้”

“แต่ก็ยังเหลืออีกทางอยู่ดี ถึงนายจะส่งกำลังมาช่วยสองทางแต่แบบนั้นจะเป็นการล่อความสนใจมาที่นายเปล่าๆหากมีอะไรพลาดขึ้นมาแล้วเราโดนสืบเข้ามีหวังทั้งโลก
ได้รู้แน่ว่ามีพวกเราสเป็คเตอร์อยู่บนโลกนี้ เว้นนายจะมีแผนอื่นนะ...”

“เธอคิดว่าไงล่ะ?”


คนาฟท์ถามมิชเชลกลับมาโดยที่เธอคิดถึงการบุกอีกทางหนึ่งอย่างที่พูดมาต่อให้คนาฟท์มาช่วยก็ยังเหลือทางที่ต้องบุกอีกทางหนึ่งอยู่ดีนั่นล่ะ เธอยังต้องการตัวช่วย
มากกว่านี้ตัวช่วยที่มากกว่าคนาฟท์เพียงคนเดียว และก็เหมือนมิชเชลจะเดาออกว่าคนาฟท์กำลังจะพูดถึงใครเป็นตัวเลือกต่อมาและเธอก็รู้ดีว่ามันเป็นตัวเลือกเดียวที่เธอเหลืออยู่


และมันก็เป็นไอเดียที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยพับผ่า...


“ไม่... ไม่... ไม่... ไม่... ไม่เอาแบบนั้นหรอกนะไม่มีทางซะล่ะ...” มิชเชลปฏิเสธทันทีเพราะเธอรู้ว่าคนที่กำลังจะไปขอความช่วยเหลือคือใคร หมอนั่นคือคนที่ไม่ควร
เอามาในภารกิจนี้เป็นที่สุด...

“ใช่... คุณต้องเรียก โยฮัน หรือ แบล๊กวูล์ฟกลับมา ผู้บัญชาการ...”


มิชเชลอยากจะบ้าตายเสียให้ได้เมื่อตัวเลือกที่คนาฟท์บอกมาดันเป็นตัวเลือกที่เธอไม่อยากใช้มากที่สุด โยฮัน แมกเกรเกอร์ หรือ ‘แบล๊ควูล์ฟ’ นักฆ่าชรา
ฝีมือระดับพระกาฬที่มีสถิติการสังหารข้าศึกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน สเป็คเตอร์ ชายผู้เป็นเหมือนหน่วยรบนอกองค์กรทำหน้าที่ปกป้องหน่วยจากศัตรูเพียงลำพัง
หมาป่าเดียวดาย กองทัพในร่างคนๆเดียวแล้วแต่ใครจะเรียก สิ่งที่มิชเชลไม่อยากให้โผล่มาในภารกิจนี้คือการส่งหมาป่าเข้าไปในเล้าไก่แล้วฆ่าไก่ทั้งเล้าก็ตายเรียบ
ในคราวเดียว เธอรู้ดีเพราะโยฮันไม่ใช่พวกที่ทำงานแบบจับเป็นเชลยเท่าใดนัก


“นายคงอยากจะให้ที่ๆฉันส่งเขาไปพังราบเลยใช่ไหมเนี่ย... หมอนั่นคงอยากมาช่วยเราอยู่หรอก เขาไม่สนอะไรมากไปกว่าเงิน หรือการฆ่าคนแบบยกแผงหรอกนะ
หมอนั่นมันตัวทำลายล้าง เลือดกระสุน หรือพระเจ้าพิโรธอะไรนั่นนายคงเข้าใจนะ...” มิชเชลตอบกลับและอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมแต่ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจในข้อนั้นนัก

“แต่อย่างน้อยหากเป็นเรื่องการฆ่าศัตรูของสเป็คเตอร์เข้าก็สนใจนี่ผู้บัญชาการ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามเขาคือคนที่ถูกฝึกมาโดยคุณ เร้ดวูล์ฟนะครับ ยังไงเขาก็คงมีเหตุผล
พอนั่นล่ะ ไม่งั้นคุณก็ใช้ ‘เรื่องนั้น’ ให้เขาทำตามคำสั่งคุณซะก็สิ้นเรื่องนี่นา....”


มิชเชลสะดุ้งเฮือกนิดๆหลังได้ยินสิ่งที่คนาฟ์ทพูดออกมาอีกอย่างเกี่ยวกับ ‘เรื่องนั้น’ ที่ว่ามันเป็นเรื่องที่แย่ยิ่งกว่าการใส่โยฮันเข้ามาในภารกิจนี้เสียอีก เรื่องที่มิชเชล
ตัดสินใจว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่คิดถึงมันเด็ดขาด สถานการณ์ตอนนี้เธอต้องการกำลังเสริมในทุกแบบเท่าที่จะหาได้อย่างเร็วที่สุด มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วถึง
การเอาโยฮันเข้ามาจะฟังดูแย่ แต่ยังไงมันก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุดซะทีเดียว...


ผู้บัญชาการหญิงนั่งเงียบอยู่นานพักใหญ่ก่อนจะตอบคนาฟ์ทกลับไป...


“โอเคนายได้ตามนั้น... รีบเตรียมคนของนายซะเราจะเริ่มภารกิจกัน...”

“เมื่อไหร่ครับ?”

“เดี๋ยวนี้...”






************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 15 พ.ค. 2018, 20:03

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP18)7/5/

พวกพระเอกจะรอดไปได้มั้ยนะ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 466

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 08 ก.ค. 2018, 18:10

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP18)7/5/

Episode 19 : Blood trail


หริ่งๆๆๆๆ

เสียงระงมของจิ้งหรีดนับสิบดังระงมไปทั่วทั้งผืนป่าฝนเขตร้อนของออสเตเรียอันสงบสุข และเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ ประเทศที่เต็มไปด้วย
ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับหนึ่ง หากแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ฉากหน้าของสิ่งที่กบดานซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผืนธรรมชาติเช่นนี้ ภายใต้เงามืดของป่า
ร่างของมนุษย์ในชุดพรางนับสิบกำลังคืบคลานเข้าไปอย่างช้าๆทีละคืบทีละคืบอย่างระมัดระวังความเงียบเชียบได้กลายเป็นกุญแจสำคัญของการทำภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่
ณ ตอนนี้ไปแล้ว


รันฟาคืบคลานผ่านผืนดินที่เต็มไปด้วยเศษไม้และมอสตะไคร่ชื้นๆอย่างระมัดระวังโดยมีร่างๆหนึ่งคลานนำหน้าไปอย่างชำนาญ ร่างของนักรบชราที่กำลังคลานนำหน้าทุกคน
ไปอย่างเชื่องช้าจนน่าหงุดหงิดแต่ทุกครั้งที่คลานผ่านไปนักรบชรารายนี้จะเช็คทุกจุดที่กำลังจะเคลื่อนผ่านไปด้วยความระมัดระวังจนบางครั้งรันฟาเห็นว่ามันเป็นการระแวงมาก
จนเกินไปเสีย


หญิงสาวจำชายชราที่กำลังนำหน้าทุกคนได้ดี เขาคือคนเดียวกับที่ช่วยหน่วยรบฮาว์ดทั้งกองร้อยเอาไว้ที่แอฟริกาเมื่อราวๆเดือนที่แล้ว ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ โยฮัน
อะไรสักอย่างนี่ล่ะ ฟังชื่อแล้วอย่างกับเป็นคนเยอรมันจริงๆแต่กระนั้นที่รันฟาสนใจคงเป็นที่ว่าเขาคือคนๆเดียวที่สามารถจัดการกับข้าศึกในระดับกองพันได้โดยไม่มีแม้รอยขีดข่วน
เห็นได้ชัดว่าถูกฝึกมาอย่างหนักและมีแรงจูงใจที่ให้มาทำงานแบบนี้อยู่แม้จะอายุย่างห้าสิบตอนปลายไปแล้ว นั่นเป็นความคิดเดียวที่ทำให้รันฟาสนใจในตัวนักรบชรารายนี้มากกว่า
การคืบคลานไปบนพื้นของป่าสนที่เต็มไปด้วยความร้อนและความชื้นจนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบตาย


“นี่ต้องคลานแบบนี้อีกนานไหมเนี่ย เราคลานแบบนี้มาได้สี่ชั่วโมงแล้วนะ...” คีแกนบ่นไล่หลังรันฟามาหลังจากต้องสวมชุดพรางคลานอยู่ในป่าร่วมหลายชั่วโมง

“คงต้องคลานกันอีกนานว่ะเพื่อน... ตาแก่นั่นจะพาเราหลงทางรึเปล่าวะเนี่ย... ถ้าหลงทางงานนี้ข้าคงยอมถอดไอ้ชุดบ้าๆนี่ออกก่อนล่ะไม่ไหวว่ะ... โคตรร้อน...”
โคลท์ตอบกลับอย่างเห็นด้วยพลางคลานตามมาติดๆ


ที่จริงรันฟาเองก็คงจะร่วมวงบ่นเป็นหมีกินผึ้งร่วมกับเพื่อนอีกสองคนไปแล้วหากไม่เป็นเพราะว่าเธอถูกฝึกมาไม่ให้ปริปากบ่นตั้งแต่เด็กด้วยอาจารย์ของเธอความอดทนคือสิ่งแรก
ที่อาจารย์เคี่ยวกร่ำและฝึกสอนเธออย่างหนัก เพื่อให้ใจสงบที่สุดจนตอนนี้หญิงสาวคิดว่าการฝึกสมาธิและความอดทนมันมีประโยชน์อย่างมากในอาชีพนี้


รันฟาปาดเหงื่อเล็กน้อยก่อนเริ่มถามคนที่กำลังคลานนำทางเธอกับพรรคพวก “คุณโยฮัน... เราเจออะไรรึยังคะ?”

“...”

“คุณโยฮัน?”


ยังคงไม่มีคำตอบจากนักรบชรา โยฮันทำเพียงแค่คลานต่อไปแบบเงียบๆและส่งสัญญาณมือให้รันฟากับพรรคพวกเงียบเสียงเท่านั้น รันฟาเองก็ไม่สบอารมณ์นักที่อีกฝ่าย
ไม่พูดไม่จาอะไรกับเธอแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะตอนนี้เธอกำลังอยู่ในระหว่างการเป็นหน่วยสอดแนมเพื่อหาลาดเลาของฐานที่พวก ดิเซอร์เพนท์ตามข้อมูลที่ได้รับมาว่ามีฐาน
ของพวกนั้นซ่อนตัวอยู่แถวป่านี้ แต่กระนั้นมันเหมือนจะเป็นข้อมูลเก๊มากกว่าเพราะพวกเธอคลานไปมาในป่านี่เป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เจออะไรนอกจากต้นไม้หรือเสียงจิ้งหรีด
ที่ส่งเสียงร้องไปมาเป็นระยะเท่านั้น


ร่างกายของหญิงสาวมันล้าไปหมดแล้วการคลานต่อเนื่องนานๆมันไม่ดีกับร่างกายเอาเสียเลย ไม่รวมกับความร้อนอบอ้าวในป่าฝนเขตร้อนที่แทบจะทำให้เป็นลมได้ทุกเมื่อ
ในหัวก็เริ่มคิดแล้วว่าเมื่อไหร่จะได้เริ่มงานจริงๆซะที ความหงุดหงิดของเธอกำลังเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไปจนเมื่อตอนที่เธอกำลังจะหมดความอดทนบ่นออกมาเหมือนกับพวก
เพื่อนๆโยฮันก็เริ่มให้สัญญาณมือว่าเจออะไรแล้ว


“เงียบไว้ห้ามส่งเสียงกระจายตัวออกไปช้าๆอย่าให้มีเสียงล่ะ...” โยฮันเริ่มเปิดปากพูดออกมาหลังเงียบอยู่นานหลายชั่วโมง ขณะที่เจ้าตัวกำลังยกกล้องส่องทางไกล
ขึ้นมาส่องดูที่บริเวณเนินใกล้ๆหุบเขา

“มีอะไรคะ?” รันฟาขยับเข้าไปใกล้แล้วลองถาม

“เจอฐานของพวกมันแล้วระวังให้ดี...”


โยฮันตอบโดยไม่หันมามองรันฟา หญิงสาวไม่คิดซักไซ้ถามให้มากความรันฟาลองสองกล้องเล็งติดปืนมองไปตรงทิศทางเดียวกับโยฮัน แต่ก็ยังมองไม่เห็นอะไร
นอกจากต้นไม้เท่านั้นรันฟาเริ่มคิดว่ามันชักจะยังไงกันแน่ถ้าโยฮันเจ๋งจริงอย่างว่า ก็คงเป็นแค่เรื่องเล่าแล้วเว้นแต่ว่าโยฮันจะมองเห็นบางอย่างที่เธอกับคนอื่นๆมองไม่เห็นกัน


สักพักช่วงที่ความสงสัยยังคงคลุมเครืออยู่ๆที่ด้านหน้าบริเวณใกล้ๆหุบเขาก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นฟังดูแล้วไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติฟังดูคล้ายเสียงฝีเท้าของ
ตัวอะไรสักอย่าง ตามมาด้วยความเคลื่อนไหวแปลกๆของต้นไม้ ไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นร่างของทหารสวมชุดเกราะหนาจำนวนสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันทั้งที่ก่อนหน้านี้
แทบจะไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเสียด้วยซ้ำ


“ชุดเกราะอำพรางรุ่นล่าสุด... เหมือนจะคิดไม่ผิดมีพวกมันอยู่แถวนี้จริงๆ” โยฮันกระซิบอย่างเงียบเชียบขณะมองไปรอบๆเผื่อว่าจะมีศัตรูมากกว่าที่เห็นอยู่แถวนี้อีก

“ได้ไงกันนี่คุณรู้ได้ไงคะว่ามีพวกนี้อยู่?” รันฟาถามด้วยความสงสัยเพราะเธอเองก็ยังจับทางไม่ได้ว่ามีพวกนี้อยู่ด้วยแล้วทำไมโยฮันถึงรู้ได้แบบนี้กัน

“กลิ่นไง... ธรรมชาติมีกลิ่นของมันเอง เช่นเดียวกับกลิ่นที่มนุษย์สร้างขึ้นมันมีกลิ่นเฉพาะ ฉันได้กลิ่นฉี่ของไอ้พวกเวรนี่ตั้งแต่ร้อยเมตรแรกแล้ว...”


โยฮันตอบคำถามเธออย่างระมัดระวังตัวแววตาของชายชราที่กำลังมองไปทางทหารสวมชุดพรางสองรายนั้นดูมีแววตาของเพชฌฆาตที่พร้อมจะฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างที่หมายตา
เอาไว้แบบไม่ลังเล รันฟาไม่เคยเจอใครที่มีแววตาแบบนี้มาก่อน แววตาที่ว่านี้พบได้ไม่บ่อยนักส่วนมากหญิงสาวคิดว่าโยฮันคงจะจงเกลียดจงชังพวก ดิ เซอร์เพนท์ ไม่ใช่น้อย
ครั้งก่อนที่เจอกันโยฮันก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าในตัวของชายแก่คนนี้มีความเกลียดชังในบางสิ่งที่ฝังรากลึกลงกระดูกดำอยู่


ส่วนตัวแล้วรันฟาไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่เพราะสำหรับนักดาบแล้วความเกลียดชังก็เป็นเหมือนปรสิตที่จะคอยเกาะและกัดกินหัวใจอย่างช้าๆ เมื่อมีความเกลียดชัง
ในจิตใจก็เท่ากับเปิดช่องว่างให้ความรู้สึกด้านลบอย่างอื่นเข้ามาด้วย และความรู้สึกด้านลบแบบนี้หากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่วพริบตานั่นอาจหมายถึงความตายที่จะรออยู่


ก่อนที่รันฟาจะคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ทางกลุ่มทหารสวมชุดพรางก็เริ่มพูดคุยกันจนไม่ทันสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว เดาว่าพวกนั้นอาจจะแค่พักเฉยๆจนไม่ทันระวังอะไรรอบตัว
มากนัก รันฟามองดูท่าทีของอีกฝ่ายสังเกตทุกอย่างโดยละเอียด นี่คงได้เวลาที่จะส่งสัญญาณให้กองกำลังหลักรู้ได้แล้ว


“ได้เวลาส่งสัญญาณแล้วคุณโยฮัน... คุณโยฮัน?”


รันฟาหันมาบอกกับโยฮันถึงสิ่งที่ควรทำต่อ แต่แล้วก็พบว่านักรบชราที่มาด้วยกันในตอนแรกหายตัวไปแล้ว รันฟาไม่ทันสังเกตว่าโยฮันหายไปตอนไหนแต่คิดว่าคงเป็น
ตอนที่เธอมัวแต่สนใจกับทหารสวมชุดพรางนั่น แต่ถึงกับหายไปโดยที่คีแกนกับโคลท์ไม่รู้นี่มันยังไงกันนะ


“ตาแก่นั่นหายไปไหนแล้วล่ะเนี่ย! คงไม่ได้คิดออกไปทำอะไรห่ามๆหรอกนะ” โคลท์พูดขึ้นทันทีหลังจากรู้ตัวพร้อมๆกับรันฟาว่าโยฮันหายตัวไป และมันคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
ถ้าหากว่าพวกศัตรูจับได้ว่ารันฟากับพรรคพวกอยู่แถวๆนี้หากเป็นแบบนั้นจริงภารกิจนี้ล่มแน่

รันฟาเอามือก่าหน้าผากเหมือนอยากจะเป็นลมเสียให้ได้หากไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังซ่อนตัวอยู่“เอาไงดีหัวหน้าทีมหายไปแบบนี้พวกเรายังยืนยันไม่ได้แน่ คิดอะไรของเขากันแน่นะ...”

“งั้นให้ช่วยตอบให้เอาไหม?”

“!!?”


พริบตาที่ราวกับเวลาทั้งหมดหยุดนิ่งกับที่เมื่อมีเสียงของคนที่ไม่ใช่พรรคพวกเดียวกันดังขึ้นพร้อมกับร่างโปรงแสงที่ค่อยๆเผยตัวออกมาจากทางด้านหลังราวกับเล่นกล
ปืนไรเฟิลรุ่นพิเศษที่สามารถพรางตัวได้เหมือนกับชุดที่สวมค่อยๆเผยปากกระบอกที่จ่อหัวของรันฟาเอาไว้ออกมาหญิงสาวตกอยู่ในสถานการณ์คับขันภายในเวลาไม่ถึงนาที
หลังจากที่โยฮันหายตัวไป


รันฟายังไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะว่าอีกฝ่ายกำลังเอาปืนจ่อหัวเธออยู่ ไม่คิดว่าจะโดนจับได้ง่ายแบบนี้ทั้งที่มั่นใจว่าตัวเองพรางตัวได้ดีแล้วแท้ๆ


“เอาล่ะลุกขึ้นมาได้แล้ว วางปืนลงอย่ามีลูกไม้ล่ะไม่งั้นปืนลั่นแน่...” ทหารฝ่ายศัตรูพูดสั่งให้รันฟาทำตามที่บอก หญิงสาวไม่มีทางเลือกเลยต้องทำตามที่บอกไป
อย่างช่วยไม่ได้


หากรวมกับศัตรูคนที่กำลังเอาปืนจ่อหัวเธอและอีกสองคนที่เจอก่อนหน้านี้ก็นับได้สามคนพอดีและอีกสองรายที่เหลือก็รู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาที่นี่ ชะตากรรมที่รออยู่
แทบจะแล่นเข้ามาในหัวของรันฟาเป็นภาพฉายทีละฉากทีละฉากเลยเสียด้วยซ้ำยังไม่รวมกับภาพความเป็นได้อีกนับสิบรูปแบบที่แล่นเข้ามาในหัวเพียงเสี้ยววิ


เชือดคอ... ยิงหัว... รัดคอ... ทรมานก่อนฆ่า... อีกหลายสารพัดสิ่งที่พวกนี้จะทำกับเธอได้...


“เรียกฐาน เราเจอตัวผู้บุกรุกสามรายที่ประตูทิศใต้กำลังเริ่มทำการกำจัดแล้ว...”

“ทราบแล้ว... จับตัวกลับมาที่นี่คนนึงที่เหลือกำจัดทิ้งซะอย่าให้เหลือร่องรอย”

“รับทราบ-”

ฉึก!!

ไม่ทันขาดคำหลังรายงานจบ ร่างของศัตรูสวมชุดพรางรายนั้นก็กระตุกอย่างรุนแรงหนึ่งทีก่อนจะตามมาด้วยเลือดที่พุ่งกระฉูดออกจากลำคอและที่สังเกตได้หลังจากนั้นคือ
มืออันหยาบกร้านของใครบางคนที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดกำลังจับมีดเล่มหนึ่งเสียบทะลุคอหอยของทหารชุดพรางอย่างรวดเร็วแทบจะขาดใจตายในทันที ขณะที่ช่วงเวลาสับสน
กำลังดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาเสียงปืนก็ดังขึ้นสองนัดพร้อมกับส่วนหัวของศัตรูที่เหลืออีกสองรายแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆเศษสมองและเศษเนื้อกระจายบานออกเหมือน
ดอกไม้สีแดงในชั่วพริบตาเดียวด้วยกระสุนแรงสูงที่ยิงออกมาจากปืนพกขนาด .50 AE ของ Desert Eagle ในมือชายแก่ที่เพิ่งเอามีดแทงคอหอยของศัตรูจนมิดด้าม


รันฟาทรุงลงกับพื้นนั่งตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความตกใจขณะที่ชายแก่กำลังดึงมีดออกจากคอหอยของเหยื่อ เลือดสีแดงสดๆไหลทะลักออกมาราวเขื่อนแตก รันฟามองเห็นหน้า
ของคนที่ทำแบบนี้ได้แบบชัดเจน... โยฮัน หมาป่าดำผู้เป็นตำนานของสเป็คเตอร์กำลังเช็ดรอยเลือดบนมีดออกกับเสื้อของตนเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกแยแส
ใดๆทั้งสิ้นต่อสิ่งที่ทำไป ไม่เพียงแค่รันฟาเท่านั้นแม้แต่คีแกนหรือโคลท์เองก็อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่ง


“เฮอะ... พวกเด็กใหม่สิท่า... ไม่รู้จักระวังรอบตัวเลยต้องตายแบบนี้ไง...”

“นะ... นี่คุณรู้แล้วใช่ไหมว่ามีพวกมันอีกคน...?” รันฟาถามเสียงสั่นขณะที่ยังคงมองดูศพของศัตรูที่เพิ่งโดนทะลวงคอหอยไปแบบไม่วางตา

“รู้อยู่แล้ว...”

“ถ้างั้นทำไม่ไมบอกเราก่อนคะ!!”

“ขืนบอกไปพวกมันก็ไม่ติดกับสิ จะล่อพวกมันได้ก็ต้องทำแบบนี้ก่อนทั้งนั้น...” โยฮันตอบสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจ

“นี่ใช่พวกเราเป็นเหยื่อล่องั้นเหรอ!!”


โยฮันไม่ตอบกลับเจ้าตัวทำเพียงแค่ตรวจเช็คอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ของศพเพียงเท่านั้นและเริ่มปลดมันออกจากร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วทั้งหมด รันฟาเริ่มจะไม่สบอารมณ์
ในการทำงานของชายแก่คนนี้ขึ้นทุกทีแล้วทีแรกก็ทำตัวไม่เป็นมิตรมาคราวนี้ก็หลอกใช้เธอกับเพื่อนเป็นเหยื่อล่ออีก ถ้านี่เป็นคนที่ฮอว์คอายส์ยอมรับล่ะก็ควรคิดเสียใหม่
คนที่ไม่รู้จักค่าความสำคัญของชีวิตแบบนี้ไม่มีทางที่จะเป็นคนดีแน่ในความคิดของรันฟา


ชายแก่ยังคงทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และดูท่าทางจะไม่ใส่ใจกับสิ่งที่รันฟาพูดแม้แต่น้อยร่างที่ไร้วิญญาณของศัตรูทั้งสามถูกลอกคราบออกจนหมด
เหลือเพียงแค่เสื้อชั้นในเท่านั้น ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงได้มาถอดเสื้อผ้าคนตายเล่นแบบนี้กัน


“นี่คิดจะทำอะไร หรือว่านายมีรสนิยมชอบปล้นคนตายรึไงตาเฒ่า?” โคลท์ถาม

“ถ้าหัดใช้สมองทื่อๆของแกคิดมากกว่าจะใช้แรงควายของแกนะ แกจะรู้ว่าเรากำลังจะปลอมตัวเข้าไปในฐานของพวกมันนะไอ้หนู เอ้า! เลือกไปซะหวังว่าจะพอดีตัวด้วย...”
โยฮันพูดแดกดันก่อนจะโยนชุดพรางตัวจากศพให้โคลท์ไป

“ปลอมตัว? คิดอะไรคะเนี่ยเราแค่ต้องมาที่นี่เพื่อแจ้งพิกัดให้กำลังหลักของเราจู่โจม งานนี้มันเสี่ยงเกินไปนะคะ”

“ฟังนะยัยหนูถ้าเธอไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ก็นั่งรออยู่ที่นี่ซะ แล้วก็บางทีหัดคิดซะด้วยว่าถ้ากำลังหลักมาถึงพวกมันก็ไหวตัวทันปิดตายฐานขึ้นมาแค่นั้นก็เกมโอเวอร์ แต่ถ้ามีใคร
ลอบเข้าไปป่วนในนั้นได้ ตอนกำลังหลักมาถึงก็จะได้เปิดประตูฐานเอาไว้ให้กองกำลังหลักของพวกเธอจัดการล้างบางพวกมันให้เหี้ยนในคราวเดียว ว่าไงจะไปหรือไม่ไปรีบๆเลือก
เวลาไม่คอยท่าหรอกนะ...”


โยฮันสวนกลับด้วยเหตุผลยาวเหยียดที่ฟังยังไงก็เถียงไม่ออกเลยจริงๆ ถึงการกระทำทั้งหลายจะดูไร้หัวใจและไร้ความรู้สึกแต่หากมองในทางกลับกันมันก็เป็นการกระทำ
ที่ตรงประเด็นและเฉียบคมทีเดียวสำหรับทหารคนหนึ่ง ส่วนตัวรันฟาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้แต่อีกฝ่ายมีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวมามากกว่าก็ย่อมรู้ดีว่าควรทำยังไง
กับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงทำได้แค่ยอมรับไปแบบไม่เต็มใจนัก


ถึงไม่สบอารมณ์รันฟาก็ต้องยอมทำตามและเห็นด้วยกับแผนของโยฮัน หญิงสาวไม่พูดค้านอะไรนอกจากจะมีคำถามบางอย่างที่เธอยังค้างคาใจอยู่นิดๆ


“แล้วเราจะเข้าไปได้ยังคะ ถึงเราจะมีเครื่องแบบแต่ทางเข้าออกคงต้องมีรหัสยืนยันตัวแน่ค่ะ”

“อย่าห่วง... พอดีว่าฉันเหลือ ‘ของหวาน’ เอาไว้กินแกล้มนิดหน่อย...”


โยฮันตอบพลางเดินไปที่ขอนไม้ผุๆที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นเท่าไหร่นัก ฝ่ามืออันหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเป็นนับไม่ถ้วนก็กระชากบางอย่างขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือร่างของคน
ที่ถูกอัดจนน่วมมัดมือมัดเท้าเอาไว้และยังมีผ้าพันคอตาข่ายอุดปากเอาไว้ไม่ให้ขยับปากได้ คงไม่ต้องเดาอะไรมากช่วงที่หายไปโยฮันแอบไปจับตัวข้าศึกอีกรายที่ซุ่มตัวอยู่แถวๆ
นั้นคงกะจะใช้รีดข้อมูลเพื่อเป็นทางผ่านตามแผนที่วางไว้ ชายแก่ทำเพียงจิกหัวกระชากผมลากร่างของเชลยที่จับได้มากลางวงโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะร้องโวยวายแค่ไหน
ตอนที่ผมเป็นกระจุกถูกดึงออกไป


ปืนพกรุ่นเก่าเหยี่ยวทะเลทรายขึ้นลำอย่างว่องไวก่อนจะจ่อที่หน้าผากของเชลยที่จับมาได้อย่างไม่ลังเล รันฟาแทบจะมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวัง
และยอมจำนนนั่นแบบชัดเจนมันไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบเอาเสียเลย


“แกมีเวลาแค่ไม่กี่วิก่อนฉันเหนี่ยวไกบอกมาว่าจะเข้าไปในนั้นได้ยังไง... ไม่ต้องบอกก็คงรู้ดีอยู่แล้วนี่นา...” โยฮันกล่าวด้วยท่าทางที่เหมือนกับเป็นยมทูตไม่ก็เพชฌฆาต
ที่กำลังพิพากษาเหยื่อรายนี้ที่ความเป็นหรือความตายเท่านั้น

ความกลัวที่แสดงออกมาจากใบหน้าของเชลยรายนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนพร้อมกับถ้อยคำที่ค่อยๆลอดผ่านช่องปากที่สั่นครือ “มะ... มีทางเข้าอยู่ที่... ช่องเขาตรงนั้น...
ใช้การ์ดในการผ่านเข้าไป... รหัสผ่าน สี่สองแปดห้าหนึ่งศูนย์... ได้โปรด...อย่าฆ่าผมเลย...”

รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาบนหน้าของโยฮัน “ดี...”

“ขะ... ขอบคุ-”


ปัง!!


ชั่วพริบตานั้นเองระหว่างที่ทุกคนกำลังคลายใจส่วนหัวของเชลยรายนั้นก็ระเบิดแยกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะตามมาด้วยเศษซากเศษสมองที่ระเบิดกระจายออกไปรอบๆกระเด็น
มาถูกรันฟาบางส่วนด้วยฝีมือของโยฮัน ชายแก่เพิ่งจะกดเหนี่ยวไกเบาๆอย่างบรรจงระเบิดหัวอีกฝ่ายจนเละไปแบบไม่รีรอ เศษสมองที่เด็นเลอะถูกตัวรันฟาแทบจะทำให้หญิงสาว
คลั่งไปเลยและในพริบตานั้นเธอกะจะชักดาบที่สะพายอยู่ข้างหลังออกมาฟันร่างของโยฮันให้ขาดเป็นสองท่อนอย่างเหลืออดแล้ว


หญิงสาวเอามือจับดาบเตรียมจะดึงออกจากฝักแต่โคลท์และคีแกนก็เข้ามาห้ามเธอไว้


“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยก็เขายอมแล้วนี่ นายโกหกเขาทำไม!!!”

“โกหก? เธอเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าแม่หนู ฉันไม่ได้บอกสักคำว่าจะไว้ชีวิตมันซะหน่อย อีกอย่างนั่นมันศัตรูจะช้าหรือเร็วก็ต้องฆ่าทิ้งอยู่แล้วนี่...”

“แต่ถึงอย่างนั้น-”

“จำไว้... ชีวิตแบบนี้เมื่อไหร่ที่ประมาททเปิดช่องให้ความรู้สึกกับศัตรู...” เหยี่ยวทะเลทรายถูกยกขึ้นและจ่อที่หน้าของรันฟา

“ก็เท่ากับเปิดช่องว่างรับกระสุน... แม่หนูน้อย...”


น้ำเสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นในพริบตาและการกระทำที่แลดูโหดเหี้ยมไม่มีคำว่าปราณี รันฟาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหนทั้งนั้น หญิงสาวมองลึกเข้าไป
ข้างในดวงตาของโยฮันสายตานั่นบอกชัดว่าอีกฝ่ายไม่ลังเลที่จะฆ่าเธอด้วยหากต้องการ ความตึงเครียดนั้นยังคงมีให้สัมผัสได้จนกระทั่งโยฮันลดปืนลงและหันไปง่วนกับการเดิน
ตามแผนของตัวเองไป


รันฟาทำได้เพียงนิ่งเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นขยับตัวอะไรแทบไม่ออกหญิงสาวรู้สึกกดดันและสับสนอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งที่มองไปทางโยฮันมันเหมือนได้เห็นสิ่งที่เป็นด้านตรงข้าม
กับตัวเอง


เหมือนแสงและเงา ความดีและความชั่วที่อยู่ตรงกันข้ามกัน...



----------------------------------------------------------------------------------------------------

โยฮัน 'แบล๊ควูล์ฟ' แม๊คเกรเกอร์...


ยี่สิบนาทีถัดจากนั้นหลังมีการปะทะคารมและโต้แย้งกันเรื่อสามัญสำนักไปพักใหญ่โยฮันก็เดินเข้ามาในฐานทัพของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ได้สำเร็จพร้อมกับเจ้าหนุ่มที่น่าจะชื่อว่า
โคลท์ กับยัยหนูซามูไรโลกสวยที่เขาเองก็จำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไรพูดตามตรงว่าชื่อของฝั่งเอเชียนี่พูดยากชะมัด โยฮันเลยเรียกแม่หนูคนนี้ว่า ‘ยัยตุ๊กตา’ เพราะว่ามองเผินๆแล้ว
อย่างกับตุ๊กตาญี่ปุ่นไม่มีผิด ส่วนอีกคนที่ชื่อว่าคีแกนโยฮันก็สั่งให้ซุ่มอยู่นอกฐานคอยติดต่อกับกองกำลังหลักหากได้รับสัญญาณหรือว่ามีอะไรผิดพลาด


การเข้ามาในฐานนี้แม่ตุ๊กตาต้องแกล้งรับบทเป็นเชลยที่ถูกจับด้วยเหตุผลง่ายๆว่าชุดที่ใส่นั้นมันตัวใหญ่ไปสำหรับแม่หนูร่างเล็กคนนี้โยฮันกับโคลท์เลยต้องรับบทปลอมตัวแทน
ขณะที่แม่หนูตุ๊กตาต้องโดนสวมกุญแจมือโดยมีโยฮันและโคลท์เดินขนาบทั้งสองข้างแสร้งทำเป็นเหมือนกับคนที่จับเชลยได้


ดูท่าทางเจ้าหล่อนจะไม่ปลื้มในตัวของเขาเท่าไหร่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่โยฮันจะใส่ใจอยู่แล้ว ตลอดเวลากว่าสามสิบปีที่ชายแก่สู้รบปรบมือกับศัตรูอย่างพวกพ่อค้าอาวุธชีวภาพ
ประสบการณ์ทั้งหลายไม่ว่าจะพวกนอร์ท คลีนเนอร์ หรือพวก ดิ เซอร์เพนท์ ประสบการณ์สอนโยฮันมาอย่างดีว่าไม่มีผิดหรือถูกเมื่ออยู่ในสงครามหากแต่ความตายเท่านั้นที่แน่นอน
แม้ว่าพวกมือใหม่อ่อนหัดที่ติดตามมาจะมองว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยมไร้มนุษย์ธรรม แต่สิ่งที่โยฮันคิดคือความโหดเหี้ยมมันก็เป็นแค่มุมมองของแต่ละคนเท่านั้น สันดานของมนุษย์
เดิมทีมันก็เหมือนกับสัตว์ที่มีความโหดเหี้ยมอยู่ในตัวเขาเพียงแค่อ้าแขนรับมันอย่างไม่ปฏิเสธ


เป็นผู้ดีไม่มีทางชนะสงคราม ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้ที่แกร่งกว่า...


ไม่ว่าจะยังไงโยฮันไม่คิดจะแย่แสเด็กอมมือพวกนี้อยู่แล้ว สำหรับชายแก่เด็กพวกนี้มันก็แค่ตัวเกะกะเท่านั้น หากจะตายไปในภารกิจนี่เขาก็ไม่สนเพราะยังไงมันก็ไม่เหมาะกับ
แนวโซโล่เดี่ยวแบบเขาอยู่แล้ว


“ถามจริงเถอะไม่คิดรึไงคะว่าใส่กุญแจมือแน่นไปหน่อย” ระหว่างที่เดินแม่ตุ๊กตาที่ถูกล๊อกุญแจมือก็กระซิบถามเขาโดยไม่หันหัวมาให้มีพิรุธ โยฮันนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ทำเพียงแค่เดินนำหน้าไปนิดหน่อยและตอบกลับอย่างแผ่วเบา

“โอ้! งั้นก็ขอโทษทีนะที่แน่นไป พอดีว่าฉันไม่รู้ว่าข้อมือเล็กๆแบบนั้นจะต้องใส่แบบไหนน่ะคราวหน้าไว้จะเอาเชือกไหมพรมมามัดให้ก็แล้วกัน...”

“...”


แม่สาวน้อยนิ่งไปและไม่สวนประโยคใดๆกลับมาอีกก็ถือว่าสบายหูไปเยอะเหมือนกัน แค่ต้องมาใส่ไอ้ชุดคนเหล็กเต้นดิสโก้บ้าๆนี่ก็ลำบากพอแล้ว ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่โยฮัน
ปลอมตัวลอบเข้ามาในฐานศัตรูแต่นี่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาต้องร่วมมือกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกมือใหม่อ่อนหัดที่เพิ่งมีประสบการณ์ลงสนามรบแค่ไม่ถึงปีซะด้วยอีก
ส่วนตัวแล้วเจ้าหนุ่มคีแกนกับโคลท์ดูจะมีประสบการณ์มากกว่าหนึ่งปี แต่กับแม่ตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่แค่เด็กสามขวบก็ดูออกว่าเจ้าหล่อนยังออกสนามมาไม่มาก นี่คงเป็นครั้งแรกที่ลอบ
ปลอมตัวเข้ามาในถิ่นข้าศึกเลยมั้ง


สถานการณ์ยิ่งชวนกดดันเข้าไปกันใหญ่เมื่อพบว่ายิ่งเดินเข้ามาลึกมากเท่าไหร่จำนวนเวรยามและศัตรูติดอาวุธในพื้นที่ก็มากขึ้นตามไปด้วย โยฮันพยายามทำตัวสบายๆ
ไม่เกร็งมากจนเกินไปจนดูมีพิรุธ เวลาเดินเองก็ต้องระวังเพราะว่าชายแก่ไม่อยากจะไปเดินชนใครแล้วให้อีกฝ่ายต้องมาสุงสิงกับเขาจนความแตกเข้าเสียก่อน


“นี่พวกนายจะไปไหนกันนั่นน่ะ?” เสียงของทหารฝ่ายศัตรูนายหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอารู้สึกเสียวสันหลังวาบนิดๆ

โยฮันตั้งสติให้มั่นและตอบกลับไป “กำลังจะพานังนี่ไปที่ห้องสอบสวนน่ะ ข้าว่าชักอยากจะถลกหนังนังนี่เล่นสักแผ่นสองแผ่นหน่อย...”

“ว้าว... ท่าทางน่าสนุกดีนี่ ชุดนั่นหน่วยเฝ้าระวังสินะ... พวกนายอยู่หน่วยไหน?”

“พวกเราหน่วยเฝ้าระวังประตูทิศใต้แต่ก็เป็นคนใหม่น่ะยังไม่คุ้นกับที่ทางแถวนี้...” โยฮันตอบกลับไปและภาวนาว่าของให้ที่พูดถูกต้องและไม่มีพิรุธด้วยเถอะ
ไม่งั้นคราวนี้หากมีอะไรผิดแผนคงไม่พ้นเจอรายการซัลโวกันแหลกแน่


ถึงปกติเขาจะชอบอะไรแบบนี้แต่คงต้องขอผ่านเมื่อต้องอยู่กลางดงตีนเป็นร้อย....


“อ๋อเหรอ... แต่นั่นมันทางไปห้องเซิฟเวอร์นะ ห้องสอบสวนไปทางนั้น... ขอให้สนุกล่ะ” ทหารฝ่ายศัตรูชี้ทางไปอีกด้านหนึ่งทางซ้ายมือ

“ขอบใจ... เช่นกัน...”


ทหารฝ่ายศัตรูเดินจากไปทำเอาหายใจทั่วท้องขึ้นอีกนิด และยังดีที่รู้ว่าห้องเซิฟเวอร์ไปทางนั้นดีไม่ดีถ้าบุกเข้าไปถึงห้องนั้นได้อาจจะมีข้อมูลมากมายให้แฮ๊กเพิ่มอีกด้วย
แต่ยังไงเสียตอนนี้การตัดระบบรักษาความปลอดภัยดูจะสำคัญกว่า


“ไอ้หนุ่มนายไปที่ห้องเซิฟเวอร์ดูดเอาข้อมูลออกมาแล้วเอาไวรัสใส่เข้าไปในระบบด้วย ทันทีที่ระบบที่นี่ล่มส่งสัญญาณให้กำลังหลักเข้าตีได้” โยฮันเริ่มออกคำสั่งทันที
หลังเส้นทางทั้งหมดเปิดโล่งถึงจะยังไม่ความแตกแต่ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวโอ้เอ้อีกไม่ถึงสิบนาทีจะมีการเข้าตีฐานทั้งสามแห่งรวมทั้งที่นี่แล้ว หากไม่รีบทำอะไรตอนนี้ทุกอย่าง
ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจจะมีผลต่อสถานการณ์ทั้งหมดไปด้วย

“แล้วปู่ล่ะ?”

“เออ... ข้ากับแม่ตุ๊กตานี่จะไปเตรียมสร้างความวุ่นวายหน่อย จะได้ซื้อเวลาให้เอ็งไง...” โยฮันตอบกลับไป


ทันทีที่ตกลงกันได้โยฮันก็แยกตัวมากับรันฟาในทันทีหวังว่าไอ้หนูโคลท์นั่นจะไม่เซ่อซ่าขนาดทำให้ตัวเองถูกจับได้หรือแย่กว่านั้น ส่วนแม่ตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่ก็เอาแต่ถลึงตาใส่เขา
เหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ตั้งแต่เข้ามาในนี้แล้ว เชื่อเถอะว่าถ้าคราวนี้จะโดนเกลียดยังไงโยฮันก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วล่ะ ว่าแล้วชายแก่ก็จับไหล่ของแม่สาวน้อยนี่ดันไปและ
แสร้งทำเป็นพาเชลยไปสอบสวนเหมือนเดิม


จะว่าไปแล้วโยฮันเองก็ไม่ค่อยได้มีเวลาพิจารณาแม่สาวตุ๊กตานี่มากนักถึงก่อนหน้านี้จะจำได้ลางๆว่าเธอเคยโผล่ที่แอฟริกาด้วยโยฮันจำเธอได้ดีเพราะดาบญี่ปุ่นที่เจ้าหล่อน
พกเอาไว้กลางหลังเล่มนั้นมันสะดุดตากว่าใครเพื่อนซะจริงจะมีสักกี่คนกันที่พกดาบซามูไรมาในสนาบรบในยุคนี้


คนที่ใช้ดาบแบบนี้ล่าสุดที่จำได้คืออดีตสมาชิก Z.S.S. ไอ้หนูอายุตะนั่นล่ะ...


แม่ตุ๊กตานี่พกดาบไว้กลางหลังเล่มหนึ่งเป็นดาบคาตะนะที่เจ้าตัวพกเอาไว้ตอนแรกส่วนอีกเล่มเป็นดาบมีดแบบพิเศษโยฮันจำได้ว่ามันคือดาบของทาล่อนที่เขาให้เธอไป
ไม่รู้ว่าแม่สาวคนนี้ใช้ดาบนี่คล่องแค่ไหนแล้วแต่ก็หวังว่ามันจะช่วยได้หากเจอเหตุหน้าสิ่วหน้าขวานเข้า เพราะดาบของทาล่อนนั้นไม่ใช่ดาบธรรมดาอย่างที่ใครหลายคนคิดกัน
ซะด้วย


“แล้วเราจะป่วนพวกนี่ยังไงคะท่านหัวหน้า?” หญิงสาวถามโยฮันด้วยท่าทางประชดประชันเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าเธออยากจะหลุดจากการถูกล๊อกมือแบบนี้เต็มทีแล้ว

โยฮันหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนตอบ “ไม่เห็นยาก... อีเอ็มพีช๊อกที่ฉันแอบติดเอาไว้ กับระเบิดอีกนิดหน่อยคงจะพอป่วนให้พวกมันวิ่งงับหางกันไปเองสักพัก
หวังว่าเธอจะเจ๋งจริงนะแม่ตุ๊กตา”

“ฉันเจ๋งกว่าที่คุณคิดแน่คะ... แล้วอีกอย่างฉันไม่ใช่แม่ตุ๊กตานะคะ อย่างน้อยฉันก็มีชื่อว่ารันฟาให้เรียกนะคะ...”


วืด!!


มันเหมือนกับมีเสียงของกลไกบางอย่างทำงานตอนที่โยฮันเริ่มก้าวขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวหลังจากนั้น อย่างแรกที่เห็นชัดสุดคือกำแพงกระจกผุดขึ้นมาจากใต้พื้นปิดทางไปต่อ
ของโยฮันเอาไว้ ครั้นจะวิ่งกลับไปด้านหลังก็โดนกำแพงกระจกแบบเดียวกันปิดทางขนาบเอาไว้อีก มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่านี่คือกระจกนิรภัยอย่างหนาสามารถป้องกันกระสุนขนาด
.50 แบบเจาะทะลวงได้อย่างสบาย เห็นชัดๆเลยว่านี่เป็นความจงใจ มีใครบางคนขังพวกเขาไว้ในนี้ในกรงใสแจ๋วกันกระสุนกรงนี้


“แหมๆ ดูซิว่าใครมาที่แท้ก็แบล๊ควูลฟ์ผู้โด่งดังกับมือใหม่อ่อนหัดอีกหนึ่งนี่เอง...” เสียงเยาะเย้ยของผู้หญิงที่ฟังดูแล้วกวนประสาทนิดๆดังผ่านลำโพงกระจายเสียงภายในฐานทัพ
เจตนาบ่งบอกชัดว่ากำลังพูดกับโยฮันและแม่ตุ๊กตาคนนี้ด้วย โยฮันจำเสียงนี้ได้ดีเพราะนี่คือหนึ่งในเป้าหมายหลักที่เขาตามล่ามาตลอดหลายปี


ชิ... ยัยเด็กเมื่อวานซืนยังไม่เลิกสันดานเสียอีกนะ...


“โผล่หน้ามาดีกว่า... ไซเร็น...” โยฮันพูดเบาๆขณะที่เริ่มถอดหน้ากากออก ไหนๆอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบังตัวตนอีก


และคำตอบที่ได้คือภาพฉายโฮโลแกรมของหญิงร่างบางในชุดเดรสวันพีชสีขาวประดับลายลูกไม้สีเหลืองตรงชายผ้าพร้อมกับผ้าคลุมไหล่สีม่วงดูหรูหราราคาแพงนั่นคงไม่สำคัญ
มากไปกว่าผมสีเขียวยาวสลวยดูผิดธรรมชาติเอามากๆ และที่ตรงไหลยังมีสัตว์เลี้ยงตัวเล็กท่าทางแปลกประหลาดดูไม่เหมือนสัตว์ในธรรมชาติทั่วๆไปนัก


แค่เห็นแวบเดียวมันก็ทำให้ความทรงจำเก่าๆมันกลับมาอีกครั้ง เธอคนนี้คือมรดกอันบ้างคลั่งเพียงไม่กี่อย่างของไอ้พวกบ้านั่น...


“ไม่เจอหน้ากันนานเหี่ยวลงไปเยอะเลยนะคะ ว่าแต่ว่าสนุกไหมล่ะคะกับการไล่ฆ่าพวกเราทั้งหมด...”

“เออ... สนุกมาเลยยัยหนู ระวังหน่อยก็แล้วกันเพราะเธอเองก็เป็นหนึ่งในลิสต์สำคัญที่ฉันต้องจัดการ อย่าให้ฉันหาเธอเจอก็แล้วกัน...” โยฮันเริ่มพูดขู่ต่อไปโดยไม่สนใจรันฟา
ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆมากนัก

“ฮิ ฮิ ฮิ งั้นไหนๆเราก็อุตส่าห์ได้เจอกันทั้งทีก็คงต้องต้อนรับกันหน่อยนะคะ!”


สิ่งที่เหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังแอ๊คชั่นห่วยๆทุกเรื่อง ตัวเอกหลงเข้ามาในกับดักของตัวร้าย ติดอยู่ในกับดักขยับไปไหนไม่ได้และที่เกลียดที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกลูกกระจ๊อก
ปลายแถวที่แห่กันออกมาพร้อมอาวุธครบมือเหมือนกะจะถล่มศัตรูทั้งกองพันทั้งที่มีแค่คนสองคนเท่านั้น สำหรับยัยหนูหน้าตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่จะคิดยังไงก็ช่างแต่โยฮันโคตรเกลียดเลย
มุขนี้


อันที่จริงควรเรียกว่าน่าเบื่อจะเหมาะกว่า...


“ฮิ ฮิ ฮิ!! ยอมแพ้ดีกว่ามั้งคะ ยังไงเสียตอนนี้คุณมีกำลังน้อยกว่าแถมถ้าคิดจะใช้ระเบิดนั่นล่ะก็...” เครื่องจุดระเบิดของโยฮันระเบิดแตกคามือทันทีที่พูดจบ “มันคงไม่ได้ผลหรอก
ค่ะ... แล้วก็วิทยุคงใช้ไม่ได้ด้วยคงไม่ต้องหวังเรื่องมีคนมาช่วยใช่ไหมคะ?”

“อย่างนี้เอง... ปล่อยคลื่นแม่เหล็กเข้มข้นทำลายรีโมทแถมยังสกัดการสื่อสารได้อีก มีหัวคิดไม่เลว... แบบนี้คงต้องยอมแพ้จริงๆสินะ...” โยฮันพูดพลางวางอาวุธลง
และเอามือประสานกันไว้ที่หัว

“ดะ... เดี๋ยวก่อนสิคะ!” รันฟาเริ่มโวยขึ้นมาหลังเห็นว่าโยฮันจะยอมแพ้ ซึ่งเขาเองไม่สนหรอกว่าแม่หนูคนนี้จะคิดยังไงกับเรื่องนี้ยังไงก็ขอตามน้ำไปก่อนสักพัก


ไซเร็นหญิงผมเขียวฝ่ายศัตรูเลิกคิ้วเล็กน้อยหลังเห็นท่าทีของเขา แต่ท่าทางคุณเธอจะไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก ในทางตรงข้ามเจ้าหล่อนดูจะพอใจเสียส่วนใหญ่กับการที่โยฮัน
เอ่ยปากยอมแพ้เสียด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นดูท่าทางฝ่ายนั้นจะมีความระแวงสงสัยในตัวเขาอยู่


“เห... ผิดคาดแฮะ นึกว่าคุณจะโวยวายแล้วก็หาทางพังออกไปเหมือนที่ผ่านๆมาซะอีก...”

“เป็นอะไรผิดหวังรึไง?” โยฮันถามกลับไป

รอยยิ้มเล็กๆผุดที่ใบหน้าของหญิงผมเขียวบอกชัดว่ากำลังพอใจกับผลที่ได้ “ก็นิดๆล่ะค่ะ นึกว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากกว่านี้อีกตอนจับคุณได้นะ...”

“ให้ตาย... เธอนี่เหมือนพ่อเธอเป๊ะๆเลยนะไอ้เรื่องความคิดที่ไม่เข้าท่าเนี่ย... ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ได้ผิดหวังซะทีเดียวหรอก...”

“หมายความว่า-”


ตูม!!!


“!!!”


ไม่ทันขาดคำหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงภาพของไซเร็นอยู่ก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพขาดช่วงไปเล็กน้อยเหมือนกับว่าทางฝั่งของไซเร็นนั้นมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้น
สังเกตจากการที่ไซเร็นหันหน้าอย่างฉับพลันและตามมาด้วยเสียงระเบิดตูมตามดังลอดผ่านการสื่อสารเข้ามา สีหน้าที่ดูกวนประสาทและการวางตัวอย่างใจเย็นเมื่อครู่หายไปในช่วง
เวลาหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่โยฮันวางเอาไว้ซะด้วย...


ไอ้เรื่องหยิ่งผยองมั่นใจในตัวเองเกินไปก็คือจุดอ่อนอย่างนึงของยัยหนูผมเขียวนี่ล่ะ...


และด้วยสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่โยฮันคาดไว้ เขาทำเพียงยิ้มเล็กน้อยและยื่นนิ่งๆรอดูผลงานที่มาจากการพล่ามแกล้งทำเป็นยอมแพ้เพื่อถ่วงเวลา
ให้ทีมจู่โจมเข้าที่พร้อมประจัญบาน อย่างยัยหนูนี่ถ้าจะมาลูบคมผู้ใหญ่แบบเขาล่ะก็มันยังเร็วไปร้อยปี!


“นี่มัน... รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหนคะ!!” ไซเร็นเริ่มตวาดถามท่าทีนิ่งเงียบสุขุมเมื่อครู่หายไปแทบจะในทันที ขณะที่โยฮันยิ้มอย่างลำพองในชัยชนะเล็กๆของเขา

“เธอลืมไปแล้วรึไง... ว่าฉันเป็นใคร ฉันรู้ดีว่าเธอมีความคิดแบบไหนก็บอกแล้วว่าเธอน่ะนิสัยถอดแบบมาจากพ่อเธอเปี๊ยบ และก็อย่าลืมถึงฉันอยากจะฆ่าเธอแค่ไหน
แต่ฉันก็ยังเป็น ‘คุณอา’ ของเธอนะ... ‘เมโลดี้’”


ชายแก่ยืนมองไซเร็นที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังได้ยินโยฮันเรียกว่าเมโลดี้ด้วยรอยยิ้มประหลาดในเวลาเดียวกับที่กระจกนิรภัยตรงหน้าเริ่มแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆอย่างง่ายดายราวกับ
เป็นแค่กระจกทั่วไป อันที่จริงจะเรียกว่าแตกก็ไม่ถูกเสียทีเดียวมันควรจะเรียกว่าถูกตัดมากกว่าเพราะว่ารอยแตกนั้นเรียบเนียนเหมือนโดนบางอย่างเฉือนในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อสบโอกาสโยฮันก็ไม่รอช้าประเคนกระสุนจากปืนไรเฟิลเจาะเกราะเข้าใส่พวกศัตรูที่กำลังอึ้งและสบสนกับสถานการณ์ทั้งหมดในทันที


และสาเหตุที่กระจกกันกระสุนถูกตัดนั้นมาจากฝีมือของหญิงสาวที่โยฮันพามาด้วยกัน รันฟาที่เธอใช้ดาบสั้นของทาล่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษฟันกระจกกันกระสุนที่หนาร่วม
หนึ่งนิ้วให้ขาดได้เหมือนกับตัดกระดาษ ถึงปกติดาบทาล่อนจะมีคุณสมบัติเพิ่มความคมให้กับใบดาบได้แต่การที่ตวัดดาบได้รวดเร็วและเฉียบคมแบบนี้คงต้องผ่านการฝึกมาไม่ใช่
น้อยแน่ มองในแง่ดีถึงจะอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสาไปบ้างแม่หนูคนนี้ก็มีทีเด็ดซ่อนอยู่เหมือนกันล่ะนะ


“แค่นี้ก็คงส่งสัญญาณได้แล้วสินะ จบเกมแล้ว... เมโลดี้” โยฮันหันไปพูดเยาะเย้ยใส่หญิงผมเขียวที่กำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาที่โกรธและอาฆาตนิดๆ ซึ่งใจจริงเจ้าตัว
คงจะอยากเถียงกลับมาเป็นชุดใส่โยฮันหากไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังโดนถล่มอยู่ ภาพโฮโลแกรมที่ฉายขึ้นมาดับไปหลังจากนั้นไม่นาน


ตอนนี้ภารกิจทุกอย่างสำเร็จแล้วที่เหลือก็แค่ทำลายที่นี่ให้ราบและเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อจัดการล้างบางพวกอสรพิษทั้งหลายให้พินาศในคราวเดียว และอีกไม่กี่
อึดใจกองกำลังหลักคงจะมาถึงที่นี่แล้วเข้าถล่มทุกอย่างในฐานทัพนี่จนวอด


ก่อนจะถึงตอนนั้นก็ขออาละวาดซะหน่อย แค่เชลยศึกเหลือแค่คนเดียวก็คงพอแล้ว...


ปัง!!


คำตอบในใจของโยฮันนั้นแสดงออกมาผ่านการกระทำแทบจะในทันที เมื่อศัตรูทุกรายที่โยฮันเจอหน้าระหว่างทางนั้นพากันร่างกระจายเป็นชิ้นๆด้วยปืนเจาะเกราะรถถัง
ที่เอามาด้วย แม้จะรู้ดีว่าทางสเป็คเตอร์สั่งมาอย่างชัดเจนว่าให้จับเชลยอย่าฆ่าศัตรูในภารกิจนี้ แต่จะยังไงก็ช่างหัวพวกมันสิ! เพราะเขาไม่ใช่คนที่จะฟังคำสั่งใครอยู่แล้ว
สำหรับโยฮันพวกที่ทำงานให้กับองค์กรนรกนี่ไม่ว่าจะเป็นใครมันก็เลวเหมือนกันหมดนั่นล่ะจะเก็บเอาไว้ให้รกโลกไปทำไมกัน


เหยื่อรายแล้วรายเล่าที่ล้มตายกันราวกับหนอนแมลงน่ารังเกียจนอนกองกันเป็นเบือเหมือนเป็นภูเขาก้อนเนื้อที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม กลิ่นคาวเลือดและคราบเขม่า
ดินปืนแทบไม่ต่างอะไรกับกลิ่นหอมในยามเช้าสำหรับโยฮันต่กระนั้นใช่ว่าทุกคนจะชอบมันหนึ่งในนั้นคงเป็นแม่สาวตุ๊กตาญี่ปุ่นที่กำลังตามหลังเขามา แม้จะสู้อยู่โยฮันก็ยังสังเกตว่า
รันฟาหญิงสาวที่มาด้วยกันนั้นไม่ค่อยจะพอใจในสิ่งที่โยฮันทำ แต่เชื่อเถอะว่าโยฮันเจอแบบนี้มาเยอะแล้วกับสายตาที่มองมาทางเขาและตัดสินทุกการกระทำของเขาจากสิ่งที่เห็น
ว่าเขาเป็นเพียงแค่ฆาตกรหรือไม่ก็สัตว์นรกในร่างคน หรือจะอะไรก็แล้วแต่มันคงไม่ต่างกันมากนักและเขาไม่คิดจะใส่ใจกับมัน อย่างที่เขาพูดเสมอ ว่าเป็นผู้ดีก็ไม่มีทางชนะสงคราม ความดีกับความชั่วก็เป็นแค่คำๆหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่โยฮันแตกต่างกับคนอื่นๆคือเขาไม่มีคำว่าลังเลที่จะทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึง
การทำเรื่องไร้มนุษย์ธรรมก็ตามที


ยังไงเสีย...มนุษย์ก็คือสัตว์ที่ข่มสัญชาติญาณดิบของการฆ่าฟันเอาไว้ เขาแค่ทำตัวตามที่ธรรมชาติสร้างมาแต่แรกเท่านั้น...


กระสุนนัดแล้วนัดเล่าพุ่งผ่านอากาศเข้าเจาะสังหารทุกอย่างที่ขวางทางมัน ไม่เว้นแม้แต่ทหารฝ่ายข้าศึกที่ยังรอดตายแม้จะถูกยิงถล่มไปหลายต่อหลายนัด อีกฝ่าย
แทบไม่อยู่ในสภาพต่อสู้เลยสักนิด อีกฝ่ายวางอาวุธ ตัวสั่นงกๆและคุกเข่าทำท่าอย่างกับจะอ้อนวอนชวนให้น่าสมเพชเข้าไปอีก


“ยะ... ยอมแล้วได้โปรดอย่ายิง!!”


ปัง!!


คำอ้อนวอนนั่นไม่มีผลเมื่อโยฮันกลายเป็นผู้พิพากษาและเพชฌฆาตในคราวเดียว ปากกระบอกปืนถูกจ่อที่หัวชิดหน้าผากไกปืนที่บรรจงกดเบาๆสามารถพรากเอาสิ่งที่สำคัญ
ที่สุดของมนุษย์อย่างชีวิตได้ในพริบตา เลือดสีแดงสาดกระเซ็นทั่วทั้งผนังขาวๆราวกับผืนผ้าใบที่กำลังกลายเป็นงานศิลปะอันน่ากลัว และจิตรกรนั้นก็เต็มไปด้วยอารมณ์ของ
ความกระหายเลือดอันแรงกล้าอีกต่างหาก ภาพของความโหดร้ายที่เห็นนี่ไม่ต่างอะไรกับเรื่องปกติของโยฮันเลยสักนิดและเขารู้สึกภูมิใจกับมัน ไม่มีความดีหรือความเลวในสิ่งที่
ทำลงไปมีแค่การทำเพื่อเป้าหมายเท่านั้น


“นั่นเขายอมแล้วนะคะทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วย!!” รันฟาประท้วงขึ้นในทันทีหลังจากที่โยฮันเพิ่งจะยิงศัตรูจนหัวระเบิดไปอีกรายดาบในมือของหญิงสาวขยับเข้าไป
จ่อที่คอของโยฮันห่างออกไปแค่ไม่กี่นิ้ว


โยฮันทำเพียงแค่ยืนเฉยๆอย่างไร้ซึ่งความกลัวแม้ว่าดาบนั่นจะจ่อคออยู่ก็ตาม


“ฉันคงไม่เสียเวลาตอบคำถามไร้สาระของเธอหรอกนะ ไม่มีการลังเลในสนามรบ ฉันบอกแล้วนี่เมื่อไหร่ที่ประมาทเปิดช่องให้ความรู้สึกกับศัตรูก็เท่ากับเปิดช่องว่างรับกระสุน...”

หญิงสาวกัดฟันกรอดพ่นลมหายใจออกทางจมูก “นี่คุณเป็นอะไรไป... ฆ่าคนไปตั้งขนาดนั้นแม้แต่กับคนที่ไม่มีทางสู้ด้วย... ทำแบบนี้ยังเรียกตัวเองได้ว่ามนุษย์อีกรึไงกัน?”


คำถามที่อีกฝ่ายถามมามันทั้งซื่อไร้เดียงสาเสียไม่มีฟังแล้วแทบจะให้ความรู้สึกคันยิบๆขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ บอกตามตรงว่าโยฮันไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นอยู่ในหัวเลยสักนิด


“ฟังนะยัยหนู... ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่เพื่อจะมาทำตัวเป็นพระแม่มารีผู้เมตตากับทุกคนล่ะก็เธอมาผิดที่แล้วแม่สาวน้อย... ที่นี่มันมีแต่การฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นถ้าเราไม่ฆ่ามัน
มันก็ฆ่าเรา ถามใจเธอเองแล้วกันว่าเธอมาที่นี่ด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะลงมือฆ่ารึเปล่า”


“อึก!”


โยฮันลากนิ้วอย่างช้าๆลงบนสันดาบอย่างช้าๆจนน่าขนลุกสายตาของเขาจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนหรือสรรหาข้ออ้างอะไรที่จะกลบเกลื่อน
ความขี้ขลาดทำให้ตัวเองสบายใจ สุดท้ายแล้วดาบของเธอน่ะมันก็เปื้อนเลือดไปแล้วต่อให้ล้างแค่ไหนมันก็ไม่มีวันหายไปหรอก...”


คำพูดสุดท้ายนี่คงจะจี้ใจดำแม่สาวน้อยนี่มากทีเดียวดูจากท่าทางที่คิดจะเถียงก็เถียงไม่ออก โยฮันไม่คิดโทษในความคิดอันอ่อนต่อโลกของเธอหรอก เพราะเมื่อครั้งยังหนุ่ม
เขาเองก็เคยเป็นเช่นนั้น ทั้งซื่อและบื้อ อ่อนแอเกินเยียวยาจนแทบปกป้องใครไม่ได้ แล้วมาตอนนี้ทุกอย่างดูราวกับเป็นอีกด้านของเหรียญ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กตัวเขาเองก็เคยคิดว่า
จะโตขึ้นมาเป็นแบบไหนแต่ก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเดินในเส้นทางแบบนี้


เส้นทางของความมืดที่ดูจะทอดยาวตรงไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...


เวลาผ่านไปนานพอดูคิดว่าด้วยเวลาขนาดนี้อีกไม่นานกองกำลังหลักของพวกสเป็คเตอร์คงจะมาถึงพร้อมอาวุธครบมือที่จะถล่มที่นี่ให้วอด ในใจของโยฮันอยากจะจบภารกิจนี้
ให้ได้เร็วๆเขาจะได้กลับไปลุยเดี่ยวทำงานที่เขาถนัด... นั่นคือการฆ่าไอ้พวกนรกนี่ให้เหี้ยนยังจะต้องฆ่ากันอีกเยอะและยังจะต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกมากกว่าเรื่องนี้จะจบลง
เรื่องที่เขาต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ...


“...ทำเอาซะวุ่นวายเชียว... ก็ต้องยอมรับว่าไม่เลวเลยสำหรับคนแก่...” เสียงของยัยเมโลดี้ดังขึ้นอีกแล้ว โยฮันไม่เห็นภาพโฮโลแกรมโผล่ออกมานอนจากเสียงเลยไม่คิด
จะใส่ใจให้มากความเพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่ากำลังอยู่ต่อหน้า ประตูเหล็กกล้าที่ฝั่งตรงข้ามกำลังยกเลื่อนเปิดขึ้นอย่างช้าๆพร้อมกับควันหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาเหมือนเอฟเฟกต์
ไอซ์ดรายในเวทีสมัยก่อนไม่มีผิด โยฮันยกปืนขึ้นพร้อมเล็งและลั่นไกทุกเมื่อ ขณะเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆของไซเร็นลอดผ่านระบบเสียงภายในฐานเข้ามา

“แต่ว่า... ยังต้องทำอะไรมากกว่านี้... มันคงดีนะถ้าคุณลุงจะต้องมาตายด้วยผลงานของคุณลุงเองอย่างเจ้าพวกนี้ไง...”


เสียงหัวเราะลากยาวของไซเร็นดังขึ้นก่อนจะหายเงียบไปเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเลื่อนเหล็กกล้าบานใหญ่เปิดออกอย่างเต็มที่


“ยัยตัวแสบ...”


สิ่งที่น่ากังวลที่สุดมาอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว เมื่อยัยตัวแสบดันพูดถึง ‘ผลงาน’ ที่เขาเป็นคนออกแบบผลงานชิ้นยอดที่เป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนโยฮันมาชั่วชีวิต
มันคืออาวุธสังหารขั้นสุดยอดสิ่งผิดพลาดที่เขาไม่น่าคิดมันขึ้นมาเลย...


ควับ!!


เคร้ง!!


ชั่ววูบเดียวที่โยฮันคลายใจบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วเหมือนมัจจุราชตรงดิ่งมาทางเขาถูกสกัดเอาไว้โดยรันฟาหญิงสาวที่ชักดาบเข้ามาขวางทางความกังวล
ของเขาได้แบบหวุดหวิด


โยฮันจ้องมองดาบยาวเล่มหนึ่งที่กำลังปะทะกับดาบของหญิงสาวขณะที่เธอพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจและตื่นกลัวในเวลาเดียวกัน


“ไม่ตลกเลยนะเนี่ย... ทาล่อนเนี่ยนะ!!”










**************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 16 ก.ค. 2018, 00:04

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP19)8/7/

น่าสนใจมากครับ ใครจะจบยังใงกันแน่
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 466

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 05 ก.ย. 2018, 22:07

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP19)8/7/

Episode 20 : The Bloody Busniess


ฮ่องกง...


กว่าสิบชั่วโมงจากการเดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์มันทำให้วัลคิลลี่รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้อ่อนเพลียจนเหมือนอยากจะนอนให้ได้ในเร็วๆนี้ หลังได้รับภารกิจสำคัญมาจาก
ผู้บัญชาการ มิชเชล วิลโบสกี้ ถึงภารกิจสำคัญนั่นคือการบุกโจมตีสถานที่สำคัญของพวก ดิ เซอร์เพนท์ พร้อมกันถึงสามจุดทั่วโลก สองจุดแรกนั้นมีทีมอื่นคอยรับผิดชอบไปแล้ว
และมันเป็นหนึ่งในสองที่ที่เธออยากไปมากกว่าเพราะอย่างน้อยภารกิจพวกนั้นมันคือการบุกโจมตีจริงๆไม่ใช่การเข้าแทรกซึมปลอมตัวเข้ามาในฮ่องกงในฐานะนักธุรกิจแบบนี้


ใช่แล้วตอนนี้เธอกำลังปลอมตัวเป็นนักธุรกิจที่จะมาทำการเจรจาค้าขายกับบริษัทอย่าง ‘เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น’ ที่หน้าฉากเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศ
รายใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของซีกโลกเหนือแต่ความจริงแล้วเบื้องหลังบริษัทนี้แอบสนับสนุนพวกกลุ่มอาชญากรที่กำลังตกเป็นเป้าหมายกับทุกหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก
อย่าง ดิ เซอร์เพนท์ องค์กรนรกที่เป็นเหตุของความสูญเสียอีกมากมายนับไม่ถ้วน สำหรับวัลคิลลี่แล้วองค์กรพวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกนอร์ทหรือคลีนเนอร์ที่ทำให้ครอบครัว
ของเธอต้องมาเจอกับชะตากรรมที่ยุ่งยากอย่างเช่นตอนนี้


อากาศที่ร้อนอบอ้าวของภายในเมืองที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นทำให้เด็กหญิงที่ภายนอกดูเหมือนหญิงสาวอายุยี่สิบต้องขยับเสื้อสูทสีน้ำเงินโทนมืดไปมาเป็นพักๆ
วัลคิลลี่ไม่ชอบเลยที่ต้องมาใส่เสื้อรุ่มร่ามขยับตัวลำบากยิ่งเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยการแทรกซึมแบบนี้ เธออยากออกไปลุยแบบซึ่งๆหน้าถล่มระเบิดทุกอย่างที่เห็นให้เละเทะ
เอามากกว่า


“ให้ตาย... ปวดชะมัดยัยนั่นดันซ้อมแบบไม่ออมมือเลย...” วัลคิลลี่บ่นโอดโอยขณะเอามือบีบไหล่อย่างช้าๆพลางกระชับกระเป๋าเอกสารที่สะพายอยู่ข้างเอวให้เข้าที่


รอยช้ำเล็กๆที่ผ่านมาได้ไม่กี่วันมีเหตุมาจากการที่เธอตัดสินใจที่จะเรียนรู้ในวิถีดาบของรันฟา ทีแรกก็นึกว่าจะเป็นแค่การแกว่งดาบไม้ไปมาแล้วฟาดอีกฝ่ายให้โดนเท่านั้น
ที่ไหนได้มันกลายเป็นว่าวัลคิลลี่เป็นฝ่ายโดนฟาดอย่างเดียวมากกว่า ไม่รู้ว่าแม่นักดาบชาวจีนนั่นสะกดคำว่าออมมือเป็นรึเปล่าเพราะไม่ว่าจะฟาดกลับไปแค่ไหนก็ไม่ได้เฉียด
โดนเลยสักไม้ในทางกลับกัน แม่นักดาบที่ชื่อรันฟานั่นก็ฟาดเข้าตรงไหล่ของเธอซะจนเป็นรอยช้ำเล่นเอาขยับแขนไม่ได้หลายชั่วโมงหลังจากนั้น


ขนาดวัลคิลลี่มีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่ามนุษย์ทั่วๆไปยังเจ็บได้ขนาดนี้ไม่รู้ว่าแม่นักดาบนั่นฟาดแรงแค่ไหนกัน แต่รับรองได้ว่าซ้อมครั้งหน้าจะเอาคืนคิดทั้งต้นทั้งดอก
เอาให้เพียบเลยเชียว!


“วัล... ได้เวลานัดแล้วนะรีบไปได้แล้ว” เสียงหวานใสของผู้หญิงดังขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่เสียบอยู่ในช่องปากใกล้ๆฟันกราม หนึ่งในอุปกรณ์พิเศษที่ออกแบบมา
เพื่อภารกิจแทรกซึมโดยเฉพาะมันไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่สำหรับองค์กรอย่างสเป็คเตอร์ที่เป็นองค์กรความมั่นคงใต้ดิน แต่ที่ไม่ชอบคือการจะติดตั้งมันจะต้องเจาะเข้าฟันกราม
ซี่ในแล้วฝังมันลงไปในเนื้อฟัน อย่างกับมีใครเอาสว่านเจาะถนนมาเจาะเข้าที่ฟันกรามไม่มีผิด


แบบนี้คงกินของหวานๆไปไม่ได้อีกนาน...


นั่นคงไม่แย่มากพอที่จะให้เด็กหญิงออกอาการเบื่อหน่ายได้ถ้าไม่เป็นเพราะคนที่เธอกำลังคุยด้วยนั้นไม่ใช่มนุษย์ อย่างน้อยก็ไม่เชิงว่าเป็นมนุษย์ซะทีเดียว...


“รู้แล้วน่าไอร์ม่า... ฉันกำลังไปสถานะของคนอื่นๆเป็นไงบ้าง?” วัลคิลลี่ตอบกลับด้วยท่าทีเบื่อหน่ายนิดๆกับการที่ต้องมาสนทนากับเอไอที่เป็นฝ่ายข้อมูลทางยุทธวิธีในภารกิจนี้
เอาเข้าจริงแค่ต้องมาทำภารกิจแทรกซึมก็แย่พอแล้ว เชื่อเลยว่ายังต้องมารับคำสั่งจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้อีก

“ทุกคนกำลังเดินทางไปที่พิกัดเป้าหมายค่ะ อย่าลืมนะคะว่าเราพลาดไม่ได้ทุกอย่างของภารกิจนี้-”

“ขึ้นอยู่กับฉันใช่ไหมล่ะ? บอกเป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้งฉันรู้ดีไม่ต้องให้โปรแกรมสมองกลแบบเธอมาคอยย้ำหรอก...” วัลคิลลี่ชิงพูดตัดบทก่อนด้วยความรำคาญ
ถึงการย้ำคิดย้ำทำจะเป็นเรื่องดีแต่มากเกินไปมันก็รู้สึกหงุดหงิดได้เหมือนกัน

“ถึงฉันจะเป็นแค่ปัญญาประดิษฐ์แต่ก็ถูกโปรแกรมมาให้มีความรู้สึกนะคะ ยังไงก็แล้วแต่อาการของคุณที่จริงแล้วควรจะพักผ่อนมากกว่านะคะ”


เห็นได้ชัดว่าไอร์ม่ารู้เรื่องร่างกายของเธอเป็นอย่างดี ความจริงแล้วนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหงุดหงิดซะเท่าไหร่จนต้องมาเป็นประเด็นให้วัลคิลลี่ออกอาการ แต่ด้วยตอนนี้เธอกำลัง
อยู่ในประเทศเกาะเล็กๆพื้นที่ขนาดเท่าลอนดอนที่มีประชากรแออัดเต็มไปด้วยความร้อนและตึกสูงเสียดฟ้ามากมาย และที่สำคัญเธอกำลังจะบุกเข้าไปในรังของหมาป่าแบบซึ่งๆ
หน้าถึงแม้จะเป็นแค่การปลอมตัวก็ตาม โดยพื้นฐานแล้ววัลคิลลี่ก็ทำงานแบบนี้ได้เหมือนกันแค่เพียงว่ามันไม่ใช่งานที่เธอถนัดที่สุด


ภารกิจในครั้งนี้มันคือการบุกเข้าไปในบริษัทหาทางปิดระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อเคลียร์เส้นทางให้ทีมจู่โจมที่กำลังรออยู่แล้วบุกเข้ามาได้แบบเงียบๆที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะถึงยังไง เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น ก็เป็นถึงบริษัทการค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของโลก การบุกโจมตีอย่างเอิกเกริกดูจะเป็นการพุ่งเป้าความสนใจ
จากทั่วโลกมากเกินไป คงไม่มีใครในหน่วยอยากให้สายตาคนทั้งโลกเพ่งมาที่พวกตนมากนักหรอกและวัลคิลลี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น


เด็กหญิงร่างสูงค่อยๆเดินตรงเข้ามาที่ตึกสำนักงานใหญ่สูงกว่าร้อยชั้นของบริษัทการค้าข้ามชาติ ด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติและดูมีมาดสง่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ก็พยายาม
ไม่ให้โดดเด่นจนเป็นเป้าสายตาจนเกินไป ประตูกระจกถูกผลักเข้าไปอย่างช้าๆและนิ่มนวล วัลคิลลี่สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆก่อนเดินไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่บริเวณเคาท์เตอร์
หน้าทางเข้า


“ขอต้อนรับสู่ เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น สาขา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ?” พนักงานตอนรับกล่าวทักทายวัลคิลลี่ตามมารยาทของงาน

“สวัสดีค่ะดิฉัน มายา ควินท์ มาขอพบ ท่านประธาน โรเจอร์ หวัง ดิฉันเป็นตัวแทนจาก ‘จีแอนด์เค อินดัสทรี’ ที่นัดเอาไว้วันนี้ค่ะ”

“กรุณารอสักครู่นะคะ...” พนักงานต้อนรับกล่าวพลางคีย์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง


อันที่จริงแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไรเพราะก่อนหน้านี้ไม่นานวัลคิลลี่เพิ่งจะดักเล่นงานตัวแทนของ จีแอนด์เค อินดัสทรีตัวจริงไปจากข้อมูลที่ระบุได้มา จีแอนด์เค อินดัสทรี นั้น
เป็นบริษัทผลิตสินค้าจำพวกเสื้อผ้าของกองทัพที่มีเบื้องหลังเป็นการแอบลักลอบค้าอาวุธสงคราม เพราะงั้นวัลคิลลี่จึงลงมือสวมรอยแทนและศึกษาข้อมูลการค้าที่อยู่ในกระเป๋า
เอกสารอย่างละเอียด แน่นอนว่าต่อให้ตรวจสอบไปยังไงก็ตามไม่มีทางที่จะมีใครจับได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้


ช่วงที่กำลังรอการยืนยัน ก็มีการติดต่อเข้ามาจากทางอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ตรงฟันกรามของเธอ


“ว่าไงวัลคิลลี่! ได้ข่าวว่าเธอมาทำภารกิจนี้ด้วยหลังจากจบงานนี้เราไปหาอะไรกินกันสองต่อสองไหมจ๊ะ?”


เอาเข้าไป... ท่าทางภารกิจนี้ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้วเสียงกวนประสาทแบบที่ไม่มีใครคิดอยากจะได้ยินอีกเป็นรอบที่สอง และไอ้คำพูดจีบหญิงเชยๆที่ฟังยังไงก็ไม่เข้าท่า
อุตส่าห์ภาวนาแล้วว่าภารกิจนี้ขออย่าได้เจอกับไอ้ตูดหมึกนี่จะเป็นดีที่สุด แต่ท่าทางจะเหลวซะแล้ว...


อลาส เค ลี ทหารรับจ้างของ DSSS คนที่เธอเคยอัดจนติดฝามาแล้ว...


ที่จริงวัลคิลลี่ก็ไม่ได้อยากตอบกลับนักหรอกแต่ดูแล้วอีกฝ่ายคงไม่เลิกง่ายๆหากเธอไม่ตอบแน่ “ไม่ย่ะ... ขอบใจลุงเองคิดจะเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนรึไงกัน ตาเฒ่าหัวงู...”

“ไม่เอาน่า อย่าพูดจาโหดร้ายแบบนั้นสิ แค่ไปกินข้าวด้วยกันเอง!”

“ไอร์ม่า...”

“ขอตัดการเชื่อต่อของคุณอลาสนะคะ”

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน-”


เสียงของอลาสเงียบหายไปกลังจากนั้นในทันที สบายหูไปเยอะสิให้ตาย... เด็กหญิงรำคาญพวกช่างตื้อแบบนี้เป็นที่สุดและยิ่งเกลียดมากๆคือพวกผู้ชายที่ชอบมองผู้หญิง
จากหน้าตาภายนอก ถ้าได้รู้ว่าแท้จริงแล้วสาเหตุที่เธอมีร่างกายแบบนี้ทั้งที่อายุแค่แปดขวบล่ะก็จะหนาว ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครได้อยู่แล้วนอกจากแม่หรือคนใน
สเป็คเตอร์บางคนเท่านั้น


ยิ่งนานเข้าเรื่องชักจะน่าเบื่อจนชวนหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ การรออะไรนานๆโดยที่ไม่ได้ทำอะไรมันทั้งน่าเบื่อและชวนให้อารมณ์เสียซะจริง ในใจของเด็กสาวคิดว่าหากพนักงาน
ต้อนรับยังไม่ให้คำตอบกลับมาในอีกห้านาที เธอจะบุกเขาไปในนั้นแล้วเล่นทุกอย่างจนพินาศให้รู้แล้วรู้รอดไป เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้วในตอนนี้...


“มิสควินท์คะ ตอนนี้ท่านประธาน โรเจอร์ หวัง กำลังเข้าประชุมกับคณะผู้บริหารอยู่ค่ะโปรดไปรอที่ห้องรับรองก่อนนะคะ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ...”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันจะเข้าไปรอก็แล้วกันค่ะ” วัลคิลลี่ตอบอย่าสุภาพทั้งที่ความจริงแล้วมันเกร็งเอามากๆที่ต้องมาพูดจาแบบนักธุรกิจคิดแล้วรู้สึกแหยงๆยังไงก็ไม่รู้

“ถ้างั้นตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไปที่ห้องรับรองด้วยนะคะ” พนักงานต้อนรับผายมือไปทางซ้ายพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเริ่มกลับไปทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต่อ


วัลคิลลี่เดินตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าไปในนั้น ประเมินด้วยสายตาอย่างคร่าวๆพวกยามมีจำนวนหกคน ประสบการณ์เท่าที่ดูคงจะสองปีเป็นอย่างน้อย
ไม่ค่อยได้ออกปฏิบัติงานแบบจริงจังมากนักไม่ใช่อดีตทหารหรือว่าตำรวจสักคน เป็นแค่พวกรับงานพาร์ทไทม์ ไม่งั้นก็แค่หายใจรดทิ้งไปวันๆ ระดับแค่นี้คงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่
หากเทียบกับระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดูจะอันตรายยิ่งกว่า


‘กล้องรักษาการณ์มุมมองสามร้อยหกสิบองศา มีระบบวิเคราะห์ใบหน้า กล้องตรวจจับความร้อนพ่วงอยู่ ประตูทุกบานเป็นระบบล๊อกไฟฟ้า เปิดได้ด้วยระบบแถบแม่เหล็กสี่ระดับ
ยุ่งยากน่าดู...’

“ระบบรักษาความปลอดภัยหินน่าดูนะคะ คิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับคุณไหมคะ?” ไอร์ม่าถาม

“คิดว่าฉันเป็นใครล่ะ? เธอรอโอกาสลงมือก็พอแค่อย่าให้พลาดโดนจับได้ก็แล้วกัน...” วัลคิลลี่ตอบกลับพลางเดินตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปติดๆ


ช่วงที่กำลังจะเลี้ยวเข้าหัวมุมทางเดิน เด็กสาวก็แอบขยับมือโปรยบางอย่างลงที่พื้นอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้มีพิรุธ สิ่งที่โปรยออกไปเป็นวัตถุทรงกลมมีรูปร่างคล้ายๆกับ
ลูกปิงปองสีขาวดูไม่มีพิษสงหรืออะไรพิเศษจำนวนสองสามลูกแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือพื้นผิวสีขาวของมันเริ่มมีการเปลี่ยนสีให้เข้ากับพื้นผิวของสิ่งที่มันสัมผัส
ลูกบอลทรงกลมกำลังเข้าสู่ภาวะพรางตัวไม่เพียงแค่นั้นหลังจากโปรยไปได้ไม่นานมันก็เริ่มออกกลิ้งไปในหลายทิศทางด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ นั่นคือ ‘บอลโดรน’
เป็นโดรนขนาดเล็กออกแบบมาเพื่อการแทรกซึมโดยเฉพาะ ปกติแล้วจะใช้ในกรณีที่ต้องการป่วนหรือไม่ก็ใช้เพื่อเบนความสนใจของศัตรู


แต่ครั้งนี้มันออกจากต่างไปสักหน่อยเพราะโดรนตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการแฮ๊กเข้าระบบเซิฟเวอร์ของที่นี่ และคนที่บังคับมันอยู่ก็ไม่ใช่วัลคิลลี่แต่เป็นไอร์ม่าปัญญาประดิษฐ์
ที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจหาข้อมูลโดยเฉพาะคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการก่อวินาศกรรมทางเซิฟเวอร์ แน่นอนว่างานของวัลคิลลี่ยังไม่หมดแค่นั้นเธอยังมีงานอีกอย่างรออยู่
ข้างหน้า


“รอในนี้ก่อนนะครับจนกว่ามิสเตอร์หวังจะเสร็จจากการประชุม ผมจะแจ้งให้เขาทราบก่อนนะครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวพลางเปิดประตูห้องรับรองให้เด็กสาว
เดินเข้าไป วัลคิลลี่พยักหน้าตอบรับและเดินเข้าไปในนั้น


พอเข้ามาถึงภายในห้องประตูของห้องก็ถูกปิดในทันทีและล๊อกสนิทจากด้านนอก เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อไม่ให้แขกที่มาเยือนไปเพ่นพ่านในส่วนที่
ไม่ต้องการซึ่งในนี้ก็มีพร้อมทุกอย่างทั้งห้องน้ำ เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งกล้องวงจรปิด นับว่าเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยที่หินทีเดียวแต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าแปลกใจแต่อย่างใด


วัลคิลลี่นั่งลงบนโซฟาอย่างช้าๆตีเนียนหลอกกล้องให้มากที่สุด “ฉันเข้ามาได้แล้ว เริ่มแผนขั้นที่สองได้...”

“รับทราบแล้ว กำลังจะเริ่มดำเนินการในอีกสามนาที...”


การสื่อสารสิ้นสุดลงในเวลาสั้นๆเพียงไม่ถึงครึ่งนาที โดยแผนการครั้งนี้มีอยู่ด้วยกันสามขั้นตอน ขั้นแรกคือการลอบเข้ามาในบริษัทเพื่อประเมินกำลังพลและส่งโดรนให้เข้าไป
ในจุดสำคัญเพื่อทำลายหรือยับยั้งระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของอาคารเตรียมเข้าสู่ขั้นที่สองนั่นคือส่วนที่วัลคิลลี่และเจ้าหน้าที่คนอื่นกำลังดำเนินการนั่นคือ
การเคลื่อนกำลังปฏิบัติการทั้งหมดให้เข้าสู่ตำแหน่งพร้อมจู่โจม


มันเป็นการดำเนินแผนการที่เป็นไปอย่างตึงเครียดเอามากๆ ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกที่ซุ่มรออยู่ด้านนอกจะมาถึงแล้วรึยังขณะที่เด็กสาวต้องมาติดอยู่ในห้องรับรองแขกที่ไม่ต่างอะไรกับ
กรงขังดีๆนี่เอง การทำอะไรผิดสังเกตแม้เพียงน้อยนิดดูจะเป็นการทำให้ยามรักษาการณ์ที่กำลังตรวจตราผ่านกล้องวงจรปิดภายในห้องสงสัยขึ้นมาเสียเปล่า


“บอลโดรน อัลฟ่า ประจำที่ห้องเซิฟเวอร์แล้ว...”

“บอลโดรน เบต้า ประจำที่ห้องจ่ายพลังงานแล้ว”

“บอลโดรน ชาร์ลี ประจำที่ห้องรักษาการณ์แล้ว”

“ทราบแล้ว ทีมเอคโค่ เป็นไงบ้าง?” วัลคิลลี่ถามถึงทีมจู่โจมที่กำลังเข้าประจำที่

“เอคโค่ 0-1 อยู่ในตำแหน่งแล้ว”

“เอคโค่ 0-2 กำลังเตรียมพร้อม”

“เอคโค่ 0-3 พร้อมแล้วจ้าที่รัก!!”

“เอคโค่ 0-4 กำลังประจำตำแหน่งในอีกอึดใจ”


ทุกคนในทีมจู่โจมทีมเอคโค่รายงานตัวเข้ามา (มีเสียงกวนประสาทของอลาสแถมมาอีกนิดๆ) ส่วนใหญ่พร้อมลงมือปฏิบัติการทันทีที่เธอให้สัญญาณ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีทั้ง
ทีม อัลฟ่า บราโว่และชาร์ลีอีกสามทีมรอประจำที่พร้อมอยู่ในจุดต่างๆของเกาะฮ่องกงเตรียมตอบสนองได้ในทันทีหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในภารกิจ แน่นอนว่ามันเป็นทางเลือก
สุดท้ายของภารกิจนี้ ก็ได้แต่หวังว่าภารกิจจะไม่ล่มจนถึงกับต้องใช้มาตรการฉุกเฉินแบบนั้นหรอกนะ


ไม่ถึงนาทีถัดจากนั้นทุกอย่างก็เข้าที่พร้อมดำเนินการ วัลคิลลี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเป็นการตั้งสติและเตรียมออกคำสั่งสุดท้าย...


“ทุกหน่วยเตรียมพร้อม เริ่มดำเนินภาร-”

“มิสควินท์ครับ”

“!!?”


ช่วงก่อนที่วัลคิลลี่จะเริ่มออกคำสั่งเดินหน้าภารกิจอยู่ๆเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่หน้าห้องก็เปิดประตูและเรียกชื่อปลอมของเธอขึ้นมา เด็กสาวเป็นอันสะดุ้งจนเกือบ
จะหลุดมาดสบถออมาแบบไม่เป็นภาษาคนแล้วยังดีที่ตั้งสติทันไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าเพราะเหมือนเธอจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างผ่านวิทยุฟังดูคล้ายๆเสียงลมหงายท้องหรือ
อะไรนี่ล่ะ


ไม่รู้ว่าจะเพราะบังเอิญหรือจงใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าทำเอาปฏิบัติการนี้หยุดชะงักได้ในทันที ก็รู้ว่าต้องรอสักพักก่อนการประชุมจะเริ่มแต่ก็ไม้คิดว่าจะเร็วขนาดนี้อย่างน้อยถ้ามาช้า
กว่านี้สักสิบนาทีคงจะเริ่มดำเนินแผนไปได้แบบราบรื่นแล้วแท้ๆ


แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำเนียนรักษามาดต่อไป “มีเรื่องอะไรคะ?”

“ตอนนี้คุณหวังเสร็จจากการประชุมแล้วครับเขากำลังรอคุณอยู่ที่ห้องทำงานของเขา โปรดตามผมมาด้วยครับ”

“จะให้ดำเนินการต่อไหมคะ?” ไอร์ม่าถาม

“ไม่... รอไปก่อนไม่แน่ว่าเราอาจได้ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม จากนี้ให้เธอดูแลภารกิจก่อนเป็นการชั่วคราวบอกให้ทุกทีมรอไปก่อนเตรียมพร้อมเอาไว้” เด็กสาวกระซิบสั่งมอบหมายงาน
ให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ดูแลทีมที่เหลือเป็นการชั่วคราว อาจจะฟังดูตลกที่จะให้ปัญญาประดิษฐ์มาออกคำสั่งกับมนุษย์แต่ไอร์ม่านั้นนับว่าเป็น ‘คน’ ที่ไว้ใจได้ในระดับหนึ่งอยู่


วัลคิลลี่ลุกจากที่นั่งและเดินตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าแต่ลางสังหรณ์ของเด็กสาวมันกำลังร้องเตือนว่ามีเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นเรื่องที่เรียกว่าใหญ่มากๆ
ซะด้วย อาจจะฟังดูเหมือนแค่คิดไปเองหรือไม่ก็ขี้กังวลจนเกินเหตุแต่โชคร้ายที่ลางสังหรณ์ของเธอเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มันดันแม่นซะทุกครั้งด้วยนี่สิ


ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเดาไม่ออกว่าจะเป็นแบบนี้ เรากำลังอยู่ในดงของศัตรูนะอย่าลืมสิ...


แต่ไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้าตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อนบางทีอาจจะเป็นแค่การคิดไปเองก็ได้ คงต้องไปคุยกับนาย โรเจอร์ หวัง คนนี้ซะก่อนอย่างน้อยจะได้ไม่ดูมีพิรุธ
หรือน่าสงสัยจนเกินไป ในทางกลับกันอาจจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมาเป็นของแถมด้วยก็ได้... หวังว่านะ


ระหว่างทางไปห้องทำงานของนายคนที่ชื่อโรเจอร์ หวัง นั้นรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นการคิดไปเองรึเปล่าแต่ว่าเหมือนเวรยามในเขตนี้จะน้อยกว่าในเขตรับรอง
แขกเสียอีก พูดอีกอย่างก็คือแทบไม่มีเวรยามคอยเฝ้าในเขตนี้เลยมากกว่าทั้งที่ก่อนหน้านี้มีเวรยามคอยเฝ้าอยู่แทบจะทุกจุดเลยแท้ๆยิ่งเป็นห้องของประธานสาขาฮ่องกงอย่าง
โรเจอร์ หวัง ด้วยแล้วการวางเวรยามก็น่าจะแน่นหนามากกว่านี้หากเทียบกับระบบการรักษาความปลอดภัยที่กระจายอยู่ทั่วตึก


จะอะไรก็ช่างล่ะเหมือนตอนนี้ลางสังหรณ์ของเธอชักจะเริ่มเป็นจริงเข้าให้แล้วสิ


สักพักหลังเดินตามเจ้าหน้าที่มาอีกหน่อยทั้งสองคนก็มาหยุดตรงที่ประตูห้องตรงสุดโถงทางเดิน ยามที่เดินนำทางมาเปิดประตูให้และยืนคอยอยู่หน้าห้องตรงนั้น วัลคิลลี่ก้าวผ่าน
ประตูเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่น่าจะเดาได้ไม่ยากสำหรับประธานบริษัทสาขาฮ่องกง ยังคงเต็มไปด้วยความหรูหรามีระดับแบบที่เดาๆกันได้ อยากรู้จริงว่าต้องทำเรื่อง
ผิดกฎหมายกี่เรื่องกันเชียวถึงจะได้มานั่งตีพุงในห้องแบบนี้กัน


“ขออภัยที่ให้รอนะครับคุณผู้หญิง เชิญนั่งก่อนสิครับ” ชายชาวจีนร่างเตี้ยหุ่นท้วมสวมสูทสีดำขลับเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกล่าวทักทายพลางเชิญให้วัลคิลลี่
นั่งตามมารยาทของนักธุรกิจ วัลคิลลี่ตอบรับโดยการนั่งตามคำเชื้อเชิญและพยายามรักษามาดให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดจนไม่ก่อพิรุธขึ้นมาให้เห็น


เขาว่ากันว่านักธุรกิจน่ากลัวตรงที่มองแว๊บเดียวก็รู้แล้วว่าคู่ค้าตรงข้ามคิดยังไงใจเย็นไว้วัล...


“สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นตัวแทนจาก จีแอนด์เค อินดัสทรี มายา ควินท์ค่ะ” เด็กหญิงกล่าวทักทายพล่างยื่นนามบัตรที่ยึดมาได้จากคนของบริษัทที่เธอสวมรอยแทน

“อืม... คุณควินท์ ท่าทางคุณเองจะมีอะไรพิเศษอยู่นะครับ ทีแรกผมคิดว่าคุณจะดูมีอายุมากกว่านี้ซะอีกแต่ก็เอาเถอะครับ... ถ้างั้นเรามาเข้าประเด็นเรื่องธุรกิจของเราเลย
ดีกว่านะครับ” หวังลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปที่มินิบาร์ที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มมากมายสารพัดชนิดมีตั้งแต่ชาอู่หลงจืดๆไปจนถึงเหล้าไวน์ราคาแพงระยับประดับประดาอยู่
เต็มบาร์ไปหมด

“คือเรื่องการร่วมทุนธุรกิจของบริษัทเราทั้งคู่ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องมีการเจรจาต่อรองกันเพิ่มเติมเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันค่ะ...”

“ไม่ต้องเครียดก็ได้ครับ สบายๆดีกว่า ไม่ทราบว่าคุณจะรับอะไรครับไวน์หรือว่าชาดีครับ?” หวังพูดตัดบทพร้อมรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าพลางถามกลับมา

“ขอชาก็แล้วกันค่ะ...” วัลคิลลี่ตอบกลับขณะที่ในใจนั้นรู้สึกกดดันอย่างหนัก... ในอีกความหมายหนึ่ง


ผ่านไปสักพักที่บนเคาท์เตอร์ก็ถูกเติมด้วยแก้วสองใบสองแบบ ใบแรกเป็นแก้วเหล้าเจียระไนอย่างดีพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านเหล้าหรือภัตตาคารอาหารดังๆภายในนั้นบรรจุ
เหล้าวิสกี้เอาไว้ประมาณหนึ่งในสามของแก้ว ขณะที่อีกใบเป็นแก้วชาดินเผาดูเก่าแกและมีความขลังแบบแปลกๆ


“เอาล่ะเราถึงไหนแล้ว อ้อใช่... เรื่องการร่วมทุนทางธุรกิจ ผมเห็นว่าคงเป็นการดีกว่าหากตอนนี้เราจะชะลอเรื่องนี้ไปก่อนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้
ยังล่อแหลมเกินไปสำหรับการดำเนินการของพวกเราในตอนนี้ครับ...”

“อย่างนั้นเหรอคะ... ถ้างั้นเรื่องการผลิตสินค้าของพวกเราจะให้ระงับการส่งก่อนด้วยไหมคะ?”


วัลคิลลี่ถามต่อในทันทีซึ่งไอ้ ‘สินค้า’ ที่ว่ามันก็ไม่ใช่สินค้าอย่างเสื้อ หรือ อาหารสนามอย่างที่เข้าใจกัน สินค้าที่วัลคิลลี่พูดถึงมันคือยุทธภัณฑ์ทางการทหารตั้งแต่
เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธปืน กระสุน รถเกราะ และอีกสารพัดอย่างเท่าที่จะนึกออก จีแอนด์เค อินดัสทรี ฉากหน้าแม้จะทำธุรกิจเกี่ยวกับของใช้ทั่วไปในกองทัพแต่ลับหลัง
อย่างที่รู้ๆคือแอบค้าอาวุธหากินกับสงครามหรือความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลก อันที่จริงแล้วสเป็คเตอร์ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกนี้มานานแล้ว แค่เลี้ยงเอาไว้
เป็นเหยื่อล่อปลาตัวใหญ่ก็เท่านั้น


สีหน้าของประธานชาวจีนเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังถูกถามแต่ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง “คิดว่ายังไม่จำเป็นถึงขั้นนั้นครับแต่อาจจะต้องลดจำนวนลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ลดจำนวน
ล๊อตที่สั่งลงด้วยเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตามากเกินไป...”

“งั้นเหรอคะถ้างั้นดิฉันจะแจ้งท่านประธานให้ทราบค่ะ ถ้างั้นไม่ทราบว่ามีอะไรจะฝากถึงท่านประธานด้วยไหมคะ?” วัลคิลลี่เริ่มคำถามต่อไปซึ่งเป็นคำถามสุดท้าย
ถึงตอนนี้อยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มแก่แล้วก็ตามแต่การจะพรวดพราดออกไปเลยมันก็ดูจะผิดสังเกตเกินไป

“ก็คิดว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งครับ... เกี่ยวกับกลุ่มคนที่กำลังจับตาดูพวกเราอยู่ตอนนี้... ก่อนหน้านี้ท่านประธานใหญ่ของพวกเราได้เตือนมาถึงกลุ่มลับกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า
สเป็คเตอร์ พวกนี้มันร้ายตรงที่มีสายสืบแทรกอยู่ทุกที่...”


คำตอบของฝ่ายตรงข้ามเริ่มทำให้วัลคิลลี่กังวลใจขึ้นมาในบัลดล อีกฝ่ายเล่นพูดถึงองค์กรของเธอขึ้นมาแบบดื้อๆซะขนาดนี้เหมือนมีสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์
เริ่มจะไม่สู้ดีเท่าไหร่ แต่ยังต้องตีเนียนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากอีตาประธานนี่จับได้ว่าเธอเป็นคนของสเป็คเตอร์ล่ะก็ภารกิจนี่ล่มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแน่ ใครจะไปยอม
ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกัน!


“คิดว่าตอนนี้พวกนั้นกำลังจับตามองพวกเราอยู่รึเปล่าคะ?”

“ก็... อาจจะเป็นไปได้ครับ... อย่างเช่นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนช่วงที่พวกนอร์ทยังคงคุมอำนาจทางธุรกิจทั้งหมดของโลกใบนี้ทั้งใบ... พวกนั้นพูดถึงโปรเจคบางอย่าง
โปรเจคที่พวกนอร์ทกำลังวิจัยมีชื่อว่า ‘ปักษาทมิฬ’ เคยได้ยินไหมครับ?”

“คิดว่าไม่นะคะ เรื่องนั้นคงจะนานมากก่อนดิฉันจะเกิดมาเสียอีกค่ะ...”


แก้ววิสกี้ถูกกระดกยกขึ้นซดอย่างใจเย็นขณะเล่าเรื่องต่อ “ถ้างั้นผมคงถือโอกาสนี้เล่าเท้าความไปเลยก็แล้วกันครับ... เรื่อมันมีอยู่ว่าในยุคนั้นการค้าอาวุธชีวภาพยังคงเป็น
ที่แพร่หลายกันบนโลก หลายเจ้าเองก็คิดค้นอาวุธชีวภาพใหม่ๆขึ้นมาเพื่อทำการตลาดแข่งกันชนิดแทบจะเหมือนซื้อขายมือถือกันตามท้องตลาด แต่ว่าก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์หัวใส
เจ้าหนึ่งคิดค้นอาวุธชีวภาพแบบใหม่ขึ้นมา... อาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์”

“อาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์เหรอคะ? ฟังดูน่าสนใจนะคะนั่น...”

“ใช่ไหมล่ะครับ อาวุธชีวภาพถึงจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังแต่ว่าจุดอ่อนร้ายแรงที่ไม่ว่ารุ่นไหนๆก็มีเหมือนกันหมดคือควบคุมไม่ได้ โปรเจคนี้มันเลยเป็นเหมือนกับการแก้ไข
จุดเสียของอาวุธชีวภาพพวกนั้น ทำให้เป็นรูปแบบมนุษย์ซะเพื่อจะได้ง่ายต่อการควบคุม”


วัลคิลลี่ฟังหวังพูดขณะที่หัวใจเริ่มเต้นแรงจากอาการตื่นเต้นซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ กับสิ่งที่นักธุรกิจปีศาจรายนี้กำลังพล่ามออกมา เด็กสาวพยายามตั้งสติ
ให้มั่นคงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้พยามยามแกล้งฟอร์มดื่มชาให้ใจเย็นลงทั้งที่ตอนนี้แทบจะข่มอาการแทบไม่อยู่ จนอาการของเธอเผลอหลุดออกมาให้เห็นเล็กน้อย
แต่ก็ต้องพูดต่อไป


“ฟังดูดีจังเลยนะคะ ถ้าหากว่ามีของแบบนั้นอยู่จริงๆล่ะก็คงทำเงินได้มากแน่ๆเลยค่ะ...”

“ก็คิดว่าอย่างนั้นครับ มันดีต่อธุรกิจของเราทั้งสองฝ่ายซะด้วยสิ” หวังกล่าวพลางหัวเราะร่วนขณะที่วัลคิลลี่ในใจนั้นคิดอยากเชือดไอ้ผู้ดีใส่สูทนี่ให้กลายเป็นเศษเนื้อ
ไปซะ ดันมาพูดถึงเรื่องแบบนี้ได้แบบหน้าตายเฉยมันทำให้นึกถึง ‘เรื่องนั้น’ ขึ้นมา

“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นเหรอคะ?”

“ครับ... ได้ยินว่าตอนนั้นการทดลองการสร้างอาวุธในฝันนี่ส่วนใหญ่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดตัวอย่างทดลองที่สร้างขึ้นมามีปัญหาเรื่องอายุขัยที่สั้นเกินไปจนไม่มีใครทำสำเร็จ
ยกเว้นแค่รายเดียวเท่านั้น...”

“รายเดียวเหรอคะ?”

“รายเดียวที่ว่าคืออาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพวก นอร์ท ฝาแฝดสองรายรหัสเรียก ‘ปักษาทมิฬ’ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะได้ชื่อว่า โครว์และเรเวน นะครับ...”


เหมือนโดนฟ้าฝ่าเข้ากลางกบาลอย่างจังเมื่อคำพูดของนักธุรกิจมืดรายนี้ดันมีชื่อของแม่แท้ๆของเธอรวมทั้งโครว์บุคคลเพียงคนเดียวที่เธอไม่ยอมรับแม้จะเป็นความจริงที่ว่า
ชายคนนั้นคือ ‘อา’ แท้ๆของเธอแค่ได้ยินชื่อก็ทำให้เด็กสาวเกิดอาการหวั่นเกรงขึ้นมาลึกๆในใจแล้วมันมากขนาดที่ว่าใบหน้าของเธอมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเธอกลับไม่สามารถสงบใจลงได้เลย อย่าบอกนะว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกกังวลในใจมากขนาดนี้มากซะจนตอบสนองตามสัญชาตญาณ


“ท่าทางคุณดูเครียดไปหน่อยนะครับ ผ่อนคลายบ้างก็ดีนะครับ” รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชาวจีน แต่ครั้งนี้วัลคิลลี่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่านั่นเป็นการ
เสแสร้งปั้นยิ้ม ระดับความอันตรายดูจะเพิ่มขึ้นทะลุเพดานในเสี้ยววินาทีในหัวก็คิดแค่ประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมา ต้องรีบออกไปจากที่นี่!!

“ก็แหม... เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับดิฉันเลยนี่คะ มันน่าสนใจซะจนคาดไม่ถึงเลยจริงๆ โฮ๊ะๆๆๆ”

“โอ้! ท่าทางคุณเป็นแบบนั้นจริงๆ เอาล่ะถึงไหนแล้ว... อ้อ! ใช่ แต่ก็โชคไม่ดีที่หลังจากนั้นไม่นานข่าวก็เงียบหายไปได้ยินว่าสองฝาแฝดล้ำค่าคู่นั้นหายสาปสูญได้ซะดื้อๆ
แต่ก็ยังมีข่าวลือหนาหูว่าสองคนนั้นยังไม่ตาย แถมหนึ่งในนั้นยังมีทายาทอาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์ขึ้นมาซะด้วย...”

“!!?”


ทีแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรที่ชวนตะลึงไปมากกว่านี้แล้ว แต่คราวนี้มันทำให้เด็กสาวขยับตัวทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่เลยจริงๆ เธอทนแทบไม่ไหวในหัวความคิดทั้งหลาย
มันกำลังตีกันมั่วไปหมด ความรู้สึกที่แย่ราวกับถูกไล่ต้อนให้จนมุมด้วยวาจาจนแทบจะเป็นบ้าตาย ยิ่งเรื่องราวของเธอกับแม่ที่อีกฝ่ายกำลังพูดอยู่นั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ไหวจริงๆ
เธอต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะเป็นบ้าไปมากกว่านี้!!


วัลคิลลี่รีบรวบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่วางท่าให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าเธอจะออกไปจากสถานการณ์บ้าๆอย่างตอนนี้


“อาวุธชีวภาพมีทายาทงั้นเหรอคะ? เรื่องนี้มันฟังดูเหมือนนิยายยังไงก็ไม่รู้สิคะ...”

“ก็อาจะใช่ครับ... มันฟังดูเหมือนนิยายจริงๆ แต่ว่ามันก็เป็นความจริงครับ ที่สำคัญที่สุดทายาทที่กำเนิดออกมาในครั้งนั้นมีถึงสามตัวด้วยกัน...” หวังวางแก้ววิสกี้ลง
และเดินย่างสามขุมเข้ามาหาวัลคิลลี่อย่างช้าๆจนน่าขนลุกพลางเอามือลูบไล้ไปบนเคาท์เตอร์ “...สองตัวแรกนั้นยังคงกบดานเงียบปัจจุบันนี้เรายังหาตัวไม่พบ แต่อีกตัว
ที่เหลือนั้นเราเพิ่งพบตัวไม่นานมานี้เองและผมเองก็คิดถูกใช่ไหม... วัลคิลลี่”

“!!”


คราวนี้คงหมดหนทางจะแกล้งตีฟอร์มต่อไปแล้วเมื่ออีกฝ่ายพูดชื่อเธอออกมาแบบโต้งๆ แถมสายตาที่มองมามันบอกชัดว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วว่าเธอเป็นใคร
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ข้อมูลรั่วไหลออกไปรึไงหรือว่า-


“คงแปลกใจสินะครับว่าทำไมผมถึงรู้ว่าคุณเป็นใคร... ก็นะอย่าคิดว่ามีพวกคุณแค่ฝ่ายเดียวที่มีสายข่าวสิครับ...” หวังยังคงตีมาดเข้มรักษาภาพพจน์ของนักธุรกิจได้
อย่างใจเย็นทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้กำลังตึงเครียดแบบสุดๆ


ในเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้วว่าเธอเป็นใครก็คงถึงคราวที่ต้องชิ่งกันเป็นการด่วน เด็กสาวคิดขณะที่กวาดตามองอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหนีออกจากที่นี่ มีประตูด้านหลังที่เธอเพิ่ง
เข้ามาทางนั้น กับทางหน้าต่างพร้อมความสูงกว่าห้าสิบชั้นที่รออยู่หรือจะพังกำแพงเพื่อทะลุไปอีกห้องหนึ่งเอาแบบดิบๆไปเลยดี จะเลือกทางไหนก็แล้วแต่สถานะของเธอ
ถูกเปิดโปงแล้วแบบนี้เท่ากับภารกิจครั้งนี้เป็นอันจบเห่...


“อย่าได้คิดหนีดีกว่าครับ... ถ้าจะหนีทางหน้าต่างคุณก็ต้องบินได้ซะก่อน ถ้าคิดจะพังกำแพงหนีออกไปขอบอกนะครับว่ามันเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กออกแบบมาให้ทนทาน
กับแรงระเบิดแล้วก็...”


เป๊าะ!!

ครืน!!


ครู่เดียวประตูทางเข้าที่เป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียวก็ถูกปิดตายด้วยบานเลื่อนเหล็กกล้าที่ปิดลงมาอย่างรวดเร็วทำให้ทั้งห้องนี้กลายเป็นเหมือนกรงขังสำหรับวัลคิลลี่ไปด้วย
เด็กสาวมีอันสะดุ้งไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันเหมือนเธอเดินเข้ามาหลงติดกับดักเข้าเองง่ายๆแบบนี้คิดไม่ออกเลยว่าเธอซื้อบื้อขนาดนี้ได้ยังไงกัน


“คุณหนีไปไหนไม่ได้หรอกครับ... ตอนนี้คุณกลายเป็นของพวกเราไปแล้ว... เผื่อคุณยังไม่ทันสังเกตระบบสื่อสารของคุณเองก็ถูกตัดตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณก้าวเข้ามาในห้องนี้
แล้วละครับ... เอาล่ะจะว่ายังไงดีล่ะจะยอมแพ้เลยไหม?” รอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะชั่วร้ายในลำคอทำเอาวัลคิลลี่ฉุนกึกที่โดนไอ้หมูอ้วนใส่สูทนี่เยาะเย้ยเข้าใส่


และก็เป็นจริงอย่างที่ว่ามาอุปกรณ์สื่อสารที่ฝังอยู่ในฟันกรามของเธอไม่ตอบสนองเลยตั้งแต่เหยียบเข้ามาในห้องนี้แล้ว ภาพรวมของสถานะตอนนี้แย่เอาการ ทั้งโดนขัง
หมดทางหนี ติดต่อกับใครไม่ได้ และอีกฝ่ายก็รู้เรื่องของเธอด้วย ไม่ว่าจะมองทางไหนก็มีแต่เสียเปรียบ ยกเว้นอย่างเดียวจากที่ดู โรเจอร์ หวัง คงเป็นพวกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถนัด
เล่นแผนการไม่ใช่พวกนักรบสายบู๊ที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีแบบเธอแน่เพราะงั้นหากจะงัดกันด้วยกำลังเธอก็มีโอกาสชนะ-


ฟูว์!


“ทักทายหุ้นส่วนธุรกิจของผมหน่อยสิครับ... มาช้าจังนะครับ...”

“พอดีมีเรื่องยุ่งนิดหน่อย... แค่จัดการปัญหาของพวกหนอนแมลงก็ทำเอายุ่งยากน่ารำคาญ... แต่ก็รีบมาเพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะได้เจอ ‘หลาน’ ของตัวเอง
ซะด้วย...”


ออร่าสีดำประหลาดมาพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจนน่าขนลุกดังขึ้นภายในห้องนั้นก่อนที่พริบตาเดียวออร่าประหลาดดั่งกล่าวจะก่อตัวควบแน่น
จนกลายเป็นร่างของคน และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า ‘เศษ’ ตกค้างของออร่าที่ไม่ได้ก่อร่างเป็นคนนั้นได้เปลี่ยนรูปร่างจนดูคล้ายขนนกสีดำ ใบหน้าอันคมเข้ม ผิวสีขาวจนแทบเรียกว่า
ซีดเป็นไก่ต้ม และสายตาคมกริบสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องมองมาทางเด็กสาวด้วยความรู้สึกราวกับเป็นสัตว์นักล่าสุดสะพรึง แค่มองก็ทำให้วัลคิลลี่ขยับตัวไม่ได้หายใจแทบไม่ออก
ความหวั่นเกรงค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกอย่างมาจากร่างของชายที่ปรากฏตัวราวกับผีคนนี้


“โครว์!?”

โครว์เอานิ้วจิ้มหน้าผากพลางหลับตาส่ายหน้า “ทักทายอาตัวเองแบบห้วนๆเลยเหรอ... ท่าทางเรเวนคงไม่ได้สอนเรื่องมารยาทกับคนในครอบครัวเลยใช่ไหมเนี่ย...”

“...จำไม่ได้ว่าแม่เคยพูดว่ามีคุณอาเลวๆแบบนายนะ...”

“งั้นเหรอ... สงสัยเราคงต้องมาทำความรู้จักกันเองแล้วมั้ง...”


พริบตานั้นเองที่ราวกับบรรยากาศของทั้งห้องถูกบีบจนอึดอัดขึ้นมาวัลคิลลี่ได้รับผลไปเต็มๆในขณะที่ โรเจอร์ หวัง ยังคงยืนนิ่งๆยิ่มเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรือว่านี่จะเป็น
ความสามารถของโครว์ที่มีผลกับเธอที่มีเชื้อสายของอาวุธชีวภาพแบบมนุษย์หรือว่ามีผลกับเชื้อสายทางเครือญาติกันแน่ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ตอนนี้เด็กสาวไม่อยู่ในสภาพ
ที่จะตอบโต้อะไรได้ ไม่มีอาวุธ ไม่มีกำลังเสริม ไม่มีใครช่วยอะไรทั้งสิ้น ร่างกายมันหนักขึ้นเรื่อยๆจนแทบไม่มีแรงจะไปต่อต้าน ในหัวพลางคิดแต่เรื่องที่ว่าถ้าเธอมีความสามารถ
เหมือนแม่ของเธอล่ะก็....


ไม่ได้... แม่สั่งแล้วว่าไม่ว่ายังไงก็อย่าให้ ‘สิ่งนั้น’ ตื่นขึ้นมาเด็ดขาด!


“ท่าทางแบบนั้นเซลล์กลายพันธุ์ในร่างคงยังตื่นไม่เต็มที่สินะ... งั้นบางทีอาคงช่วยเธอให้การกลายพันธุ์ของเธอตื่นแบบเต็มที่ได้...” ออร่าสีดำประหลาดรูปร่างเหมือนควัน
ก่อตัวขึ้นที่บริเวณฝ่ามือของโครว์ที่เป็นอาแท้ๆของเธอ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ถ้าโดนเข้าคงไม่จบแค่เจ็บแน่ๆ วัลคิลลี่พยายามดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อขัดขืนแต่ก็ทำได้เพียงขยับตัวอย่างช้าๆ
เท่านั้น หากเซลล์กลายพันธุ์ในร่างของเธอตื่นขึ้นมาล่ะก็ มันไม่จบแค่ปัญหาเล็กๆอย่างที่ใครหลายคนคิด

‘โธ่เอ้ย! ขยับซะทีสิ แค่ขยับตัวมันจะยากถึงขนาดนี้รึไง!!’ วัลคิลลี่ร้องในใจขณะที่รีบขัดขืนให้ร่างกายขยับหนีออกไปให้พ้น มือของโครว์ที่อาบด้วยออร่าสีดำประหลาด
กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ตรงหัวเธออย่างช้าๆ

“ขอต้อนรับสู่โลกของพวกเรา... วัลคิลลี่...”

“ไม่!!”


เพล้ง!! ฟุบ!!


ช่วงที่ฝ่ามือกำลังจะสัมผัสส่วนศีรษะของวัลคิลลี่ ก็บังเกิดเสียงกระจกแตกมาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งเข้าชนร่างของโครว์จนกระเด็นออกไปจากตัวของวัลคิลลี่ได้
แบบหวุดหวิด วัลคิลลี่จำเสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นครู่หนึ่งก่อนร่างของโครว์จะกระเด็นออกไปได้ มันเป็นเสียงของกระสุนความเร็วสูงที่ถูกยิงจากระยะไกลโดยพลแม่นปืน
ดูจากพลังทำลายที่รุนแรงขนาดนี้มันต้องเป็นปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังขนาดลำกล้องยาวไม่ผิดแน่ เลือดสีดำสาดกระเซ็นไปทั่วห้องราวกับเป็นคราบเชื้อราเน่าๆที่อัดแน่น
อยู่ภายในร่างของโครว์ไม่มีผิด


ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้องที่ยังเหลืออยู่ เสียงกระจกแตกก็ดังขึ้นอีกคราแต่คราวนี้มันดังชัดกว่าเดิมมากเพราะมีคนสวมชุดดำมาพร้อม
หน้ากากกันแก๊สและเครื่องยิงลูกระเบิดโรยตัวลงมาจากชั้นบนด้วยเชือกก่อนจะพังกระจกเข้ามาในห้องนั้น


“ไง ฉันมาผิดเวลาใช่ไหมไอ้ไก่ดำ!!”


ปุ้ง! ตูม!!


โดยไม่รีรอเครื่องยิงลูกระเบิดพ่นกระสุนออกมาก่อนจะกระแทกกับร่างของโครว์ที่กำลังเสียศูนย์อย่างจัง แรงระเบิดสาดลูกเหล็กนับพันออกไปฉีกทุกอย่างในรัศมีสามเมตรจน
แหลกกระจุยพร้อมกันนั้นชายชุดดำก็วิ่งเข้ามาลากตัววัลคิลลี่และร่างที่กำลังจะสิ้นสติของ โรเจอร์ หวัง ไปที่ริมหน้าต่างโดยไม่รีรอชายชุดดำเกี่ยวร่างของนักธุรกิจเถื่อนชาวจีน
ที่กำลังจะสิ้นสติอยู่รอมร่อเข้ากับเชือกและรอกทดแรง


“งานนี้เสียวเยี่ยวเล็ดแน่!” นั่นเป็นคำสุดท้ายที่หลุดออกจากปากของชายชุดดำก่อนที่จะถีบร่างของหวังลงไปจากชั้นที่ห้าสิบโดยไม่ลังเล โครว์ที่ยังคง

“กะ... แก...!!”

“ขอโทษทีอยู่คุยด้วยไม่ได้ว่ะ! มีนัดต้องไปกินข้าวกับเธอคนนี้น่ะ”

“อลาส...?”

“ขอโทษนะวัล แต่พอดีมีรอกเกี่ยวเหลือแค่ตัวเดียวเพราะงั้น...”

“หมายความว่าไง- ว้าย!!


คำตอบที่ได้รับก็ดันมาตามที่ต้องการแบบไวทันใจ เมื่ออลาสเกี่ยวร่างตัวเองเข้ากับรอกทดแรงก่อนจะรีบอุ้มร่างของวัลคิลลี่ขึ้นมาในอ้อมแขนแล้วโดดลงจากตึกชั้นที่ห้าสิบ
โดยไม่ปรึกษาหรือแม้แต่ให้สัญญาณเธอเตรียมตัวสักคำ รอกทดแรงนั่นช่วยลดความเร็วจากการตกลงได้มากถึงสองในสามดังนั้นวางใจได้ว่าไม่ตายเพราะตกจากที่สูงแน่นอน
ใจจริงแล้ววัลคิลลี่ไม่กลัวการโดดลงจากตึกสูงๆเท่ากับการโดนอุ้มโดยผู้ชายหน้าหม้อแบบอลาสหรอก


ยิ่งท่าอุ้มที่เหมือนกำลังอุ้มเจ้าสาวด้วยแล้วนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...


ในชั่วอึดใจเดียวทั้งสองคนก็ลงมาถึงพื้นข้างล่างได้อย่างปลอดภัยโดยที่มี โรเจอร์ หวัง มานอนรออยู่ด้านล่างก่อนแล้วท่าทางเจ้าอ้วนพุงป่องนี่จะร่วงลงมากระแทกพื้นจนมึน
พอสมควรและอีกอย่างคงเป็นเพราะว่าโดนมัดมือเอาไว้ไม่ให้ขยับตัวได้ก็เลยตกลงมาจนมีสภาพอย่างที่เห็น โดยส่วนตัวแล้ววัลคิลลี่ไม่คิดสงสารหมอนี่เลยแม้แต่นิดเดียว
แทบอยากจะลงมือเชือดให้ตายเสียตรงนี้เลยด้วยซ้ำไป


แต่ถึงอย่างนั้นหมอนี่ก็มีข้อมูลที่อาจจะเป็นประโยชน์กับเธออยู่ ไว้รีดข้อมูลทั้งหมดออกมาจากสมองเน่าๆของมันก่อนแล้วค่อยเชือดทิ้งทีหลังก็ยังทัน...


“ปล่อยฉันลงได้แล้ว อีตาลุงโรคจิต!!” วัลคิลลี่ตะโกนบอกอลาสให้ปล่อยตัวเธอได้แล้ว หากยังไม่ทันสังเกตเธอกำลังถูกอลาสอุ้มต่อหน้าผู้คนมากมายที่แม้จะกำลังตกใจ
กับภาพที่เห็นมากกว่าจะสนใจเรื่องแบบที่เธอคิดก็ตาม แต่เธอก็ยังเป็นผู้หญิงมาโดนผู้ชายแปลกหน้าอุ้มแบบนี้มันไม่สมควรนะเนี่ย!

“ขอโทษที เอาล่ะมานี่เลยไอ้หมูสกปรก!!” อลาสหลังปล่อยวัลคิลลี่ลงก็รีบพุ่งความสนใจมาที่หวังซึ่งกำลังนอนรออยู่ ชายหนุ่มรีบจิกหัวของนักธุรกิจเถื่อนรายนี้ขึ้นมา
และพาเดินผ่านฝูงชนที่หนาแน่นออกไปขณะที่วัลคิลลี่ทำเพียงเดินตามไปแบบห่างๆ


ไม่รู้ว่าภารกิจนี้จะเป็นยังไงต่อไป แต่การที่อีกฝ่ายรู้ถึงตัวตนของเธอแบบนี้ย่อมไม่มีผลดีแน่ต้องรีบสั่งยกเลิกภารกิจแล้วให้ทุหน่วยถอนตัวออกเป็นการด่วน ถ้าหากว่าโครว์
ปรากฏตัวออกมาแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีกองกำลังฝ่ายศัตรูแฝงตัวอยู่แถวนี้ด้วยถึงตอนนี้จะยังไม่เห็นตัวก็ไม่ควรจะประมาท อลาสลากตัวหวังถูลู่ถูกังไปตามพื้นฟุตบาท
ขณะเดียวกันก็ปลดสายปืนยิงลูกระเบิดส่งให้วัลคิลลี่ด้วย


“คุ้มกันด้วยระวังดีๆล่ะนั่นกระสุนหัวยูเรเนี่ยม หัวหน้าฉันบอกมาว่ามันใช้ได้ผลดีกับเจ้าคนที่ชื่อว่าโครว์นั่นน่ะ...”

“มันก็แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น... ทุกหน่วยถอนกำลังได้ อีกาเจอเหยื่อแล้ว ย้ำ! อีกาเจอเหยื่อแล้ว!!”


เด็กสาวรีบตะโกนบอกสมาชิกคนอื่นในหน่วยให้รีบถอนกำลังเป็นการด่วนขณะที่เธอรีบยกปืนยิงลูกระเบิดที่อลาสให้มา วิ่งตามไปและคอยทำหน้าที่คุ้มกันทั้งสองคนเพื่อไป
ให้ถึงจุดรับตัว ยังต้องวิ่งไปอีกไกลถึงโครว์จะโดนกระสุนหัวยูเรเนี่ยมสกัดยิงจนขยับไม่ได้ไปพักใหญ่แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าอีกฝ่ายจะยอมรามือแค่นี้ พวกมันกัดไม่ปล่อยแน่


ปัง! ปัง! ปัง!


และไม่นานเกินรอสิ่งที่คาดเอาไว้เหมือนในหนังแอ๊คชั่นทั่วไปที่มีกันดาษดื่นสูตรสำเร็จที่ว่าคนร้ายเปิดฉากยิงก่อน และก็ตามฟอร์มประชาชนพากันแตกตื่นและพวกตำรวจ
ก็ตามมาตอนจบเสมอ แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เดาได้ไม่ยากเช่นกันนั่นคือยิงกันนรกแตกและมันก็เป็นสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ ณ เวลานี้


“มาตรงเวลาจริงนะไอ้พวกนี้! เวลาไม่คอยท่าแล้วเราต้องรีบเผ่นออกจากตรงนี้ก่อนที่พวกตำรวจจะแห่กันมารุมกินโต๊ะพวกเราอีกกลุ่ม!!” อลาสตะโกนออกมาดังๆขณะกดหัว
ของหวังเอาไว้กับพื้นพลางใช้ปืนกลเบายิงโต้กลับไป

“ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยคิดว่าฉันทำอะไรอยู่ล่ะ! พวกเรากำลังจะโดนล้อมกำลังคนน้อยแบบนี้เราฝ่าออกไปไม่ได้แหง!” วัลคิลลี่ตอบกลับอย่างหัวเสียพอกันหลังยก
เครื่องยิงลูกระเบิดอัดหน้าพวกศัตรูติดอาวุธจนกระเจิงไปสามนัดรวด

“มันก็ไม่แน่หรอกเรามีตาเหยี่ยวเพชฒฆาตคอยคุ้มกันอยู่นี่นา... เปิดอินฟาเรดชี้เป้าเร็วเข้า!” อลาสพูดเหมือนมีแผนบางอย่างที่วัลคิลลี่เองก็งงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
แต่ก็ยอมทำตาม


เด็กสาวกดเปิดอินฟาเรดชี้เป้าที่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สามารถมองเห็นได้หากมีกล้องตรวจจับความร้อนหรือว่ากล้องที่สามารถมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ก็จะมองเห็น
เป็นเส้นเลเซอร์อินฟาเรดที่ยาวและมองได้ไกลหลายกิโลเมตร ไม่รู้ว่าอลาสมีแผนอะไรกินแน่แล้วตาเหยี่ยวเพชฒฆาตที่ว่าหมายถึงอะไรกัน


“นายคงไม่คิดจะเลเซอร์ชี้เป้าให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่นี่หรอกใช่ไหมแบบนั้นมีหวังได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่...”

“ไม่หรอกหวานใจ... ก็แค่ชี้เป้าไปหาคนที่เธอเห็นเท่านั้น” อลาสหยอกล้อตามประสา ก่อนจะประเดิมชี้เป้ารายแรกไปที่ศัตรูซึ่งแอบอยู่หลังต้นไม้ “เห็นคนนี้ไหม... ยิงได้เลย”

“จัดให้...”


เสียงตอบรับที่ฟังดูแหบแห้งและเงียบจนน่าขนลุกดังขึ้นไม่กี่วินาทีถัดจากนั้น ก็เหมือนมีบางอย่างพุ่งทะลวงเข้าใส่ต้นไม้ที่เป็นจุดกำบังของศัตรู ต้นไม่แตกกระจายเนื้อและเศษไม้
ราวกับถูกระเบิดออกเป็นเสี่ยง เช่นเดียวกับร่างของข้าศึกที่ตกเป็นเป้าสังหารที่ร่างกระจุยแหลกไม่มีชิ้นดีไปพร้อมกับที่กำบัง นี่เป็นฝีมือของพลซุ่มยิงไม่ผิดแน่แถมถ้าประเมิน
อย่างคร่าวๆคงจะยิงมาจากระยะไกลมากอีกด้วยเพราะแทบไม่ได้ยินเสียงปืนเลยแล้วไหนจะอานุภาพของกระสุนที่ป่นร่างมนุษย์ให้กลายเป็นของเหลวได้แบบนั้นอีก


เมื่อได้โอกาสวัลคิลลี่ก็ไม่รอช้ากดชี้เป้าให้พลซุ่มยิงจัดการเป็นรายต่อไปและก็อย่างที่คิด แม้จะมีที่กำบังก็ยังไม่รอดจากคมกระสุนสังหารที่อานุภาพเปรียบได้กับขีปนาวุธ
ขนาดย่อม เสียงกรีดร้องของพลเรือนที่เคยได้ยินก่อนหน้านี้เงียบหายไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่เสียงปืนและเสียงตะโกนเป็นภาษาจีนกวางตุ้งที่เธอเองก็ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่
ศัตรูคนแล้วคนเล่าที่โดนระเบิดร่างกระจายเป็นชิ้นๆไม่ต่างอะไรกับเป้าซ้อมยิงสำหรับพลซุ่มยิงคนนี้เลยสักนิด


“เอาล่ะทางโล่งแล้วรีบไปเร็วเข้า!!” วัลคิลลี่พูดพลางใส่กระสุนระเบิดเพิ่มเข้าไป

“ทราบแล้วขอบใจมาก บราโว่ 0-2 เรากำลังไปที่จุดถอนตัว นายเองก็รีบถอนกำลังเถอะ!” อลาสพูด

“ไม่ล่ะ... จะคุ้มกันให้จนถึงจุดรับตัว รีบไปเร็ว...” พลซุ่มยิงรหัสบราโว 0-2 ตอบปฏิเสธและเหมือนจะยังคอยจับตาดูวัลคิลลี่กับอลาสเพื่อให้แน่ใจว่าเธอกับอลาสจะไปถึง
ที่หมายได้โดยสวัสดิภาพ


การยิงชี้ไปไปสามสี่นัดมากพอที่จะข่มข้าศึกที่ยิงกดดันอยู่ให้ถอนกำลังได้ เปิดเส้นทางทั้งหมดจนโล่งวัลคิลลี่และอลาสรีบลากคอ โรเจอร์ หวัง ที่กำลังอยู่ในอาการประสาท
กลับเพราะไม่บ่อยนักที่นักธุรกิจระดับประธานสาขาจะต้องมาอยู่กลางดงกระสุนแบบนี้ คิดแล้วมันก็น่าสมเพชทั้งที่ก่อนหน้านี้วางท่าทางยกตนข่มท่านใส่เธอเอาซะเต็มที่พอมา
ตอนนี้กลับมานั่งตัวสั่นเหมือนเด็กที่มุดอยู่หลังกระโปรงของแม่ตัวเองตอนมีเรื่องเท่านั้น วัลคิลลี่วิ่งนำหน้าไปโดยที่มีอลาสวิ่งลากคอหวังตามมาติดๆ จุดถอนตัวอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้
มากนักถ้ารีบๆซอยเท้าถี่หน่อยก็คงจะพอไปถึงที่หมายได้ก่อนตำรวจหรือกำลังเสริมข้าศึกจะไล่มาถึง


ฟูว์!


ราวกับเป็นคราวเคราะห์ไม่ก็ฟ้าแกล้งแหงๆ คราวนี้ที่โผล่มาดักตรงหน้าไม่ใช่ทหารข้าศึกหรือว่าอาวุธชีวภาพสุดอัปลักษณ์ที่ไหนทั้งนั้น หากแต่เป็นโครว์ที่ฟื้นตัวจากการ
ถูกยิงด้วยกระสุนยูเรเนี่ยม แม้บาดแผลจะยังไม่หายดีอย่างที่ควรเป็น แต่กระนั้นไอ้ท่าทางน่าขนลุกแบบที่คุ้นเคยก็ต้องยอมรับว่าข่มขวัญศัตรูได้ผลอย่างชะงัดเลยจริงๆ


“จะรีบไปไหนอยู่คุยกับอาก่อนสิ... วัลคิลลี่” ร่างเงาที่ดำสนิทราวกับเงาของโครว์ก่อร่างขึ้นพร้อมทั้งพูดกับวัลคิลลี่เรื่องความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ฟังยังไงก็รู้สึกรับไม่ได้
ในทุกทาง

“ฉันไม่มีอาแบบแก ถอยไปซะไม่อย่างนั้นนัดต่อไปฉันยิงที่หัวแกแน่!!” วัลคิลลี่ตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวพลางยกปืนยิงลูกระเบิดขึ้นมาและเริ่มนับถอยหลังในใจสามวินาที
เตรียมเหนี่ยวไก

“ถ้าจะมองอาเป็นศัตรูก็ช่างเถอะ แต่หลานยังไม่รู้ถึงความจริงของเรื่องทั้งหมด เรื่องของแม่หลานและเรื่องราวของพ่อหลานด้วย... ไม่อยากรู้รึไงว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งกับพ่อ
ของหลานและพี่น้องของหลานน่ะ...”

“นี่แกรู้เรื่องของพ่องั้นเหรอ!!”


กลายเป็นความลังเลที่ทำให้เด็กสาวไม่คิดยิงอีกฝ่ายไปซะดื้อๆ โครว์รู้จักกับพ่อเธองั้นหรือถ้างั้นได้ยังไงกันแล้วยิ่งที่พูดว่าความจริงของพ่อและแม่นั่นมันอะไรกันแน่
เด็กสาวเกิดอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในใจ ใจหนึ่งก็กลัวจะเป็นแค่แผนหลอกให้ตายใจของโครว์ที่จะสร้างความสับสนให้กับเธอ ส่วนอีกใจก็คิดว่าหากสิ่งที่พูดมาเป็นจริง
เธอก็อยากจะรู้ว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่พ่อกับแม่มีความลับกับเธอกัน


“มากับอาสิแล้วอาจะบอกเธอทุกเรื่องที่อยากรู้...”

“ฝันไปเถอะ! วัล อย่าไปเชื่อมันเชียวมันก็แค่หลอกเธอให้ตามมันไปเท่านั้นล่ะ!” อลาสตะโกนค้านขณะที่ยกปืนพกเล็งเข้าใส่หัวของโครว์


ช่วงเวลาของความสับสนเกิดขึ้นในใจของเด็กสาวทั้งที่รู้ว่าควรตอบปฏิเสธไปแต่ว่าที่ผ่านมาเธอก็ติดตามหาข่าวคราวของพ่อและพี่น้องของเธอมาโดยตลอด แม้จะเคยถาม
เรื่องนี้กับแม่มาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบแม้แต่ครั้งเดียว หากนี่เป็นโอกาสบางทีมันก็ควรจะลองเสี่ยงเชื่อดูสักครั้งเหมือนกัน


“เอาล่ะ... คำตอบว่าไง?” โครว์ถาม

“...คือ...”


เอี้ยด!! โครม!!


ยังไม่ทันได้ตัดสินใจพูดอะไรออกไปเสียงของล้อรถที่ไถลเสียดทานมากับพื้นถนนจนเกิดควันและรอยลากยาวไปไกลหลายเมตรก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของรถตู้สีดำ
สนิทกำลังไถลดริฟท์ซัดโค้งเข้ามาก่อนจะชนร่างโครว์จนกระเด็นไปไกลท่ามกลางความตกใจและอึ้งรับประทานของวัลคิลลี่และอลาส เธอไม่คิดว่าจะมีใครพุ่งเข้ามาขัดได้
ถูกจังหวะแถมยังซัดดริฟท์ชนโครว์ได้แบบไม่มีลังเลซะอีก เจอแบบนี้เข้าก็คงต้องใช้เวลาจัดการกับระบบของความคิดกันสักพักล่ะ


“อุ้ย! เผลอ...”

“พะ... ผู้บัญชาการ!!”

“รีบขึ้นมาอลาส วัล... อย่างไอ้บ้านั่นน่ะแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก...” คนที่ขับรถพูดขึ้นก่อนที่อลาสจะทันได้พูดอะไรเพราะตอนนี้ก็เป็นอย่างที่ว่า แค่โดนรถชนน่ะหยุดโครว์ไม่ได้
อย่างที่ว่าจริงๆนั่นล่ะ


วัลคิลลี่ตอบรับคำพูดของ คนาฟท์ ผู้บัญชาการของกลุ่มทหารรับจ้าง DSSS ผู้ที่เป็นคนขับรถตู้คันนี้ชนเสยโครว์จนกระเด็นไปเมื่อครู่ เธอรีบลากร่างของ โรเจอร์ หวัง
โยนขึ้นท้ายรถตู้ก่อนจะรีบเข้ามาในรถและเด็กสาวไม่ลืมที่จะยิงอัดใส่โครว์ที่กำลังลุกขึ้นมาด้วยกระสุนหัวยูเรเนี่ยมอีกนัดก่อนที่รถจะรีบหันหัวกลับแล้วเหยียบมิดออกจากจุดนั้นไป
นับว่าเป็นจังหวะที่เหมาะเหม็งทีเดียวที่มีคนขับรถมาช่วยเธอแบบนี้ อันที่จริงแล้วเด็กสาวไม่คิดว่าคนที่ขับรถมาจะเป็นถึงประธานและซีอีโอของบริษัทกองกำลังเอกชนรายใหญ่
ของโลกอย่าง คนาฟท์เสียด้วยซ้ำไป


ระดับผู้นำของบริษัทมาเลยเองแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนซะด้วย ถึงพอจะมองออกว่าตาแก่คนนี้เคยเป็นทหารมาก่อนก็ตามมันก็ใช่ว่าทุกคนอยากจะกลับมารบตอนอายุปูนนี้
ซะหน่อย


“ผู้บัญชาการ... คุณมาทำอะไรที่นี่ครับผมจำได้ว่าคุณยังติดประชุมอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ไม่ใช่เหรอครับ?” อลาสกล่าวถามหลังจากที่รู้ว่าปลอดภัยแล้ว คนาฟท์นั้นยังคงขับรถ
ฝ่าความวุ่นวายออกไปโดยที่มีรถตำรวจอีกโขยงแล่นสวนกับรถตู้คันนี้

“ก็แค่มีการปรับเปลี่ยนแผนการนิดหน่อย... เหมือนฝีมือจะยังไม่ตกนะ” คนาฟท์ตอบกลับพลางเหลือบตามองไปยังไรเฟิลซุ่มยิงที่วางอยู่ตรงเบาะที่นั่งข้างคนขับ

“เดี๋ยวก่อนนะ นายคือคนที่คุ้มกันพวกเราเมื่อกี้นี้เหรอ นายคือ บราโว 0-2 นั่นนะ!?”


วัลคิลลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ คนาฟท์ไม่ได้ตอบอะไรออกมาแต่ดูจากการวางตัวก็ไม่ผิดแน่ แต่อีกฝ่ายทำได้ยังไงการยิงระยะไกลแบบนั้นประกอบกับ
ระยะทางที่มาถึงนี่ร่วมกิโล การจะมาให้ทันในเวลาที่เหมาะสมแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


นอกซะจากว่านายคนนี้จะหายตัวไปที่ไหนก็ได้ในเวลาสั้นๆล่ะนะ...


“โครว์ปรากฏตัวออกมาแบบนี้แสดงว่ามันกำลังหมายหัวเธออยู่ หมายหัวพวกที่มีสายเลือดพิเศษ พวกกลายพันธุ์ หรือไม่ก็พวกเชื้อสายอาวุธชีวภาพแบบเธอ แม่หนู”
คนาฟท์พูดพลางจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังส่งสัญญาณออกมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ไม่รู้เอาไว้ทำอะไรแต่คาดว่ามันคงสำคัญพอดู

“หมายหัวพวกเรางั้นเหรอ แล้วมันจะเอาพวกเราที่มีเชื้อสายพิเศษไปทำอะไรกัน?”

ชายแก่ถอนหายใจออกมาดังๆเฮือกหนึ่งก่อนตอบ “ก็... มันก็คงเป็นแผนล้างโลกเมื่อยี่สิบปีก่อนที่โดนหน่วยสเป็คเตอร์ขัดขวาง และกำลังจะกลับมามาเริ่มใหม่อีกครั้ง
ในตอนนี้... เชื่อเถอะฉันรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากดูจากนิสัยของหมอนั่น....”

“ท่าทางนายจะรู้จักหมอนั่นดีจังเลยนะ ไม่ทราบว่านายเป็นใครกันแน่ ‘ท่านประธาน’ ”


วัลคิลลี่ถามกลับและเน้นที่คำว่า ‘ท่านประธาน’ เสียงสูงเป็นพิเศษ รอยยิ้มเล็กๆและเสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆโดยไม่มีวี่แววของความตื่นตระหนกหรือร้อนรน
แต่อย่างใด ชายแก่กลับทำท่าทางสบายๆและเลือกที่จะตอบกลับมา


“ที่จริงก็อยากให้เรียกชื่อตอนนี้มากกว่า แต่ก็นะไหนๆก็เห็นแก่เธอที่กล้าถามงั้นจะเรียกฉันด้วยชื่อเก่าก็ได้มั้ง....”

“แล้วจะให้เรียกนายว่าอะไรล่ะ?” เด็กสาวถามกลับ

“ตอนฉันเกิดชื่อที่พ่อตั้งให้คือ ‘แฟรงค์’ แต่กับพวกเธอให้เรียกฉันว่า ‘บูลส์อายส์’ ก็แล้วกัน...”









******************************************************************************************************************

คุยกันท้ายตอน

หลังจากหายไปนานอย่างที่รู้ๆกันและครั้งนี้เราจะกลับมาที่ช่วงส่วนเสริมตอนท้าย คราวนี้เราจะมาพูดถึงหนึ่งในตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครตัวนี้หลังผ่านไปถึง 20 ปีแล้ว โดยตัวละครที่เราจะพูดถึงนั้นคือหนึ่งในสมาชิก สเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิก

แฟรงค์ 'บูลส์อายส์' สเวนสัน หรือ ในชื่อแฝงปัจจุบัน 'คนาฟท์'

แฟรงค์คือตัวละครที่ปรากฏครั้งแรกในภาคที่สาม ฐานะสมาชิกของทีม สเป็คเตอร์ที่ถูกจ้างมาเป็นการชั่วคราวและมีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าทีม (ในภารกิจนั้น)

ด้วยความที่เป็นทหารเจนจัดจากสมรภูมิมากมาย มีฝีมือทางด้านการซุ่มยิงและการตัดสินใจที่เฉียบขาดเยือกเย็นในทุกสถานการณ์ ทำให้แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน

ช่วงภารกิจในเมือง ฟิลลเลอร์ กรีน แฟรงค์ก็ไม่เคยแสดงอาการประสาทเสียหรือความหวาดกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

หลังจบภารกิจของเมือง ฟิลเลอร์ กรีน แฟรงค์ได้รับการบรรุเข้าทีมเป็นการถาวรและถูกย้ายเป็นพลซุ่มยิงประจำทีม (ตำแหน่งรองหัวหน้าเลยตกเป็นของ มิชเชลหลังจากนั้น)


ยี่สิบปีถัดจากนั้น

หลังจากรอดตายมาได้ในเหตุการณ์ 'วันล่าเงา' แฟรงค์ก็ได้ออกจากหน่วยเพื่อกบดานและทำงานเป็นสายข่าวนอกองค์กรให้แก่สเป็คเตอร์ และได้ก่อนตั้งกลุ่มทหารรับจ้าง

Desert Strom Security Solution หรือ DSSS ขึ้นมา และในเวลาไม่นานองค์กรก็ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนมีอิทธิพลในวงการบริษัททหารรับจ้างเอกชนรายใหญ่ของโลก

แฟรงค์ทำงานลบประวัติเก่าและเปลี่ยนชื่อเป็น 'คนาฟท์' ที่ได้มาจากการสลับตัวอักษรในชื่อ Frank เป็น Knarf ซึ่งเจ้าตัวยังคอยช่วยเหลือกลุ่ม สเป็คเตอร์อย่างลับๆเรื่อยมา
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 11 ก.ย. 2018, 19:11

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP20)5/9/

อีกไม่นานบอสใหญ่ก็คงจะมาเองแล้วสินะ
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron