โพสต์ 08 มิ.ย. 2019, 00:08

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP23)11/4

Episode 24 : Way of the blade


วัล ‘วัลคิลลี่’


“ต่อไป!”

เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและหยาบกระด้างของหญิงสาวรูปร่างผอมบางที่กำลังถือดาบคาตานะเข้าฟาดฟันกับภาพโฮโลแกรมเสมือนจริงในห้องฝึกซ้อม
ของกลุ่มสเป็คเตอร์อย่างเอาเป็นเอาตายเป็นคำสั่งง่ายๆที่จะให้ห้องจำลองการรบสร้างศัตรูชุดใหม่ออกมาให้ต่อสู้เรื่อยๆและวัลคิลลี่มองดูรันฟาหญิงสาวลูกครึ่งเอเชีย-อเมริกัน
ทำแบบนี้มาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว หลายชั่วโมงที่เธอมองผ่านหน้าต่างนิรภัยภายในห้องควบคุมเธอเห็นรันฟาจับดาบสู้กับศัตรูในห้องจำลองการรบไม่ว่าจะเป็น ทหารฝ่ายศัตรู
ซอมบี้ สวีปเปอร์ หรือแม้แต่ทาล่อนก็ตามหญิงสาวเอาแต่สู้ สู้ สู้ และก็สู้ไม่หยุดแม้ว่ามองจากตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังฝืนร่างกายตัวเองอยู่

ตามเนื้อตัวของรันฟาที่วัลคิลลี่มองเห็นจากตรงนี้นอกจากสีหน้าที่โทรมลงมากจากการต่อสู้เป็นเวลานานจนเหงื่อท่วมทั้งร่างเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาหยกๆ ยังรวมไปถึง
รอยบอบช้ำที่เกิดจากตัวช๊อตไฟฟ้าที่ติดตั้งเอาไว้กรณีที่โดนภาพโฮโลแกรมโจมตีก็จะได้รับความเสียหายเหมือนโดนโจมตีจริงๆแม้จะถูกเซ็ตเอาไว้ให้ไม่รุนแรงถึงตาย
แต่การที่สู้มาอย่างต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงก็ต้องมีพลาดกันไปบางในหลายๆครั้งจนตามจุดที่มีขั้วไฟฟ้าติดตั้งเริ่มมีรอยไหม้เล็กๆบางส่วน ยิ่งไปกว่านั้นตรงฝ่ามือที่เคยเรียวบาง
สวยของรันฟาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเลือดอันเป็นผลมาจากการจับดาบเหวี่ยงไปมาเป็นเวลานานจนผิวมือเริ่มแตกเป็นแผล สภาพตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มและสงบนิ่งดุจสายน้ำเลยสักนิด

วัลคิลลี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรันฟาในภารกิจเมื่อสองวันก่อนนี้กันแน่ แต่ว่าที่แน่ใจคือหลังจบภารกิจกลับมารันฟานั้นมีท่าทีแปลกไปอย่าเห็นได้ชัด ทั้งเริ่มเก็บตัวไม่สุงสิง
กับใคร ไม่ว่าจะออกไปไหนก็มักจะพกดาบติดตัวตลอดเวลาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไป แววตาที่เริ่มแข็งกร้าวไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ทำเอาวัลคิลลี่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไป
ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


“เธอเอาแต่สู้แบบนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว สองวันที่ผ่านมานี่เอาแต่ทำแบบนี้ไม่ได้หยุดเลย” อเล็กซ์พูดขึ้นขณะที่วัลคิลลี่กำลังจ้องมองดูรันฟาหวดกับพวกสวีปเปอร์
โฮโลแกรมอยู่

“ยัยนั่นไปเจออะไรมาก็ไม่รู้ล่ะนะ แต่มาทำแบบนี้มันเหมือนจงใจฆ่าตัวตายทางอ้อมชัดๆนายไม่คิดจะเข้าไปหยุดเลยรึไงเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

“ถ้าคิดว่ามันง่ายนักเธอก็ลองไปทำเองสิ ขนาดฉันจะเข้าไปคุยด้วยตั้งหลายรอบก็เกือบจะถูกดาบนั่นหั่นร่างไปแล้ว ตอนนี้พูดไปยัยนั่นคงไม่ฟังหรอก” อเล็กซ์ตอบวัลคิลลี่
และเธอก็เห็นด้วยกับคำตอบนั่น ตอนนี้อีกฝ่ายไม่อยู่ในสภาพที่จะรับฟังใครทั้งนั้น ต่อให้ฝืนไปพูดด้วยก็คงไม่ได้ความอะไรนอกจากจะทำให้เรื่องมันแย่ลงก็เท่านั้น


ยิ่งผ่านไปนานความเฉียบคมของดาบที่รันฟาใช้ก็เริ่มลดน้อยลง วัลคิลลี่มองมันออกแม้ว่าจะไม่ได้ชำนาญเรื่องดาบมากนักแต่การฝึกกับรันฟาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เธอ
เริ่มจะจับทางดาบออกบ้างและที่เห็นตอนนี้มันไม่เหมือนกับรันฟาอย่างเช่นทุกที มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่งไม่สนอะไรนอกจากการล่าและสังหารเหยื่อที่หมายตาเอาไว้
เท่านั้น

ใจจริงแล้ววัลคิลลี่เองก็อยากจะเข้าไปห้ามแต่ก็อย่างที่เห็นขืนเข้าไปขวางสุ่มสี่สุ่มห้าจะโดนหั่นเป็นสองท่อนเอา เด็กหญิงนั้นเข็ดแล้วกับการประดาบกับอีกฝ่ายนี่ยังระบมไม่หาย
จากการประลองครั้งล่าสุดเลยซะด้วยซ้ำ แต่จะปล่อยไว้แบบนี้มันก็ไม่ได้ซะด้วยคิดแล้วเรื่องนี้มันก็น่ารำคาญอยู่นิดๆนะเนี่ย!


วืด!


เสียงของประตูไฟฟ้าเปิดออกจากด้านหลัง วัลคิลลี่และอเล็กซ์หันไปดูพร้อมๆกัน ที่เดินเข้ามานั้นก็คือชายแก่ที่ชื่อว่าโยฮันอะไรนี่ล่ะท่าทางของตาลุงนี่ก็ดูจะไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่
ซะด้วย เอาเข้าจริงแล้ววัลคิลลี่รู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายเท่าไหร่ ทั้งท่าทางที่ขึงขังบึ้งตึงไม่ค่อยเปลี่ยนสีหน้าแถมถ้าไม่ได้คิดไปเองวัลคิลลี่รู้สึกได้ถึงจิตแรงกล้าบางอย่างที่
ชายแก่คนนี้ปล่อยออกมาในบางครั้งด้วย คนประเภทนี้นี่ล่ะที่อันตรายเพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็มองธาตุแท้ไม่ออก


“ว่าไงปู่ยังอยู่ที่นี่อีกรึไงครับ?” อเล็กซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆเริ่มเป็นฝ่ายเปิดประเด็นคำถามก่อน แถมฟังจากน้ำเสียงแล้วท่าทางอเล็กซ์จะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่โยฮันโผล่มาแบบนี้

“ข้ามาที่นี่มันผิดนักรึไงไอ้หนุ่มหรือที่นี่จะมีกฏว่าห้ามเดินเพ่นพ่านตามทางเดินน่ะ?” โยฮันย้อนถามกลับไปด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลยสักนิด ชายแก่ทำเพียงแค่
หยิบเอาซิการ์ขึ้นมาจุดแล้วสูบเอาควันอัดเข้าปอดแบบไม่เกรงใจว่าจะมีเด็กแบบเธอยืนอยู่ตรงนี้


เด็กหญิงรู้ดีว่าทำไมอเล็กซ์ถึงได้แสดงท่าทางไม่พอใจกับการปรากฏตัวของชายแก่คนนี้ หากจะให้พูดตรงตัวเลยก็คือชายแก่ที่กำลังยืนสูบซิการ์สบายใจเฉิบอยู่ตรงหน้านี้
คือสาเหตุที่ทำให้รันฟากลายเป็นแบบนี้ไป ถึงจะยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างภารกิจแต่ว่าหลังกลับมานั้นรันฟาก็มีสภาพอย่างที่เห็นจนหลายคน
รู้ได้เลยว่าโยฮันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย


“ทำพรรคพวกของตัวเองเป็นแบบนั้นแล้วยังกล้าพูดอีกนะครับ คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันจะช่วยอะไรได้รึไง?” อเล็กซ์ยังคงไม่หยุดหาเรื่องกับชายแก่ที่อยู่ตรงหน้า
สายตาของชายหนุ่มที่วัลคิลลี่เห็นมันฟ้องชัดว่าพร้อมจะมีเรื่องได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายต้องการ

“อะไรกันไอ้หนูถ้าจะพูดเรื่องแค่นี้ก็เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นที่มันมีสาระกว่านี้ดีกว่าไหม”

“เดี๋ยวก่อนสินี่จะบอกว่าเรื่องของรันฟาเป็นเรื่องไร้สาระเหรอ รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมาน่ะ!” อเล็กซ์เริ่มแสดงอาการฉุนออกมานิดๆ ซึ่งท่าทีของโยฮันมันก็ชวนให้คิดอะไรแบบนี้
จริงๆ

โยฮันสูบซิการ์ก่อนจะพ่นควันออกมา “คิดว่าในวงการนี้มันจะมีแต่เรื่องสวยงามรึไงไอ้หนู ยอมรับเถอะโลกของพวกเรามันก็เป็นแบบนี้ใครที่ไม่เข้มแข็งพอก็ต้องเจอกับเรื่อง
โหดร้ายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะนายหรือแม่หนูน้อยข้างๆนาย ไม่เว้นแม้แต่ยัยตุ๊กตานั่นด้วย”

“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วน่าตาเฒ่า! ก็แค่บางทีไอ้วิธีการสุดโต่งของนายอย่างการลุยเดี่ยวมันก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไปหรอก มันจะทำให้คนในทีมตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
เหมือนอย่างรันฟาตอนนี้ไง!”

“นายพูดเหมือนกับพ่อนายเลยนะ แต่รู้อะไรไหมไอ้ความคิดอ่อนหัดแบบนั้นล่ะที่ทำให้หมอนั่นตายไป สำหรับพวกเราถ้าตายทุกอย่างคือจบ ไม่ว่าจะเรื่องโลกแตก
หรือเรื่องการเมืองบ้าบอทั้งหลายมันจะหายวับไปเมื่อกระสุนทะลวงเข้าหัวเราเพราะความอ่อนหัดไอ้หนู...”

“กร๊อด!”


คำพูดของโยฮันนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่อเล็กซ์รวมถึงวัลคิลลี่ด้วยเช่นกันโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าพูดจาพาดพิงถึงพ่อของอเล็กซ์เต็มๆนั่นด้วยถึงเจ้าหนุ่มจะไม่ได้ใส่ใจ
ในแง่นั้นก็เถอะ แม้จะมีส่วนถูกในสิ่งที่พูดมาแต่ก็เหมือนจะเป็นแนวคิดที่ออกจาสุดโต่งเกินไปหน่อย เห็นได้ชัดว่าชายแก่คนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าการทำงานเป็นทีมเลยสักนิด
เจ้าตัวที่ได้แต่ลุยเพียงคนเดียวมาตลอดระยะเวลาหลายปี คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่เหมาะสมกับการเป็นหน่วยล่าสังหารนอกองค์กรเท่ากับชายแก่คนนี้
อีกแล้ว ทั้งเด็ดเดี่ยว ไร้หัวใจ ไร้ชีวิต มีแค่ภารกิจและการนองเลือดเท่านั้น

อเล็กซ์ที่ยืนตัวสั่นเพราะความโกรธอยู่ข้างๆวัลคิลลี่นั้นยังคงนิ่งข่มใจของตัวเองเอาไว้แม้ใจจริงเจ้าตัวคงอยากจะไปซัดหน้าแลกหมัดกับอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป น่าแปลก
ที่คราวนี้วัลคิลลี่กลับรู้สึกว่าตัวเองสงบใจลงได้ดีกว่าเก่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงลุยเข้าไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแน่


“ท่าทางแม่ตุ๊กตาในห้องนั่นกำลังใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว บางทีคงต้องรีบหยุดก่อนจะพิการดีกว่ามั้ง...” โยฮันมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่รันฟายังคงไล่ฟันศัตรูในห้องฝึก
อย่างไม่หยุดยั้งราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด ชายแก่ไม่รีรออะไรมากทำเพียงคว้าเอามีดเล่มหนึ่งเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าของห้องฝึก

“เดี๋ยวก่อนสิ! นายคงไม่คิดจะฆ่าเธอทิ้งหรอกใช่ไหม!”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าไอ้หนูฉันไม่ฆ่ายัยนั่นหรอก... ก็แค่จะเตะให้เลิกหัวร้อนก็เท่านั้น...” ว่าแล้วโยฮันก็เปิดประตูเดินเข้าไปในห้องโดยไม่สนว่าข้างในนั้นจะมีคมดาบของรันฟา
ที่กำลังอยู่สภาพไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารรออยู่ในห้อง วัลคิลลี่เห็นแบบนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าชายแก่จะลงมืออีท่าไหนเพื่อหยุดรันฟาลงท้ายก็รีบวิ่งตามเข้าไปติดๆ
ในขณะที่อเล็กซ์ดูจะยังไม่หายโมโหเลยไม่ได้ตามมา


วัลคิลลี่หยิบเอาดาบสำหรับฝึกซ้อมติดมาด้วยมันเป็นดาบที่มีรูปร่างไม่ต่างอะไรกับดาบคาตานะแบบไม้ที่มีขายตามท้องตลาด แค่วัสดุทำจากไมโครคาร์บอนไฟเบอร์
ที่มีความยืดหยุ่นแบบทั่วไปดูไม่มีอะไรพิเศษแต่เมื่อกดสวิตท์ที่ด้ามจับเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำออกมา คาร์บอนที่ตัวดาบจะจับตัวจนมีความแข็งพอๆกับไทเทเนี่ยม
อีกทั้งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ใช้นั้นยังสามารถช๊อตเข้าใส่เพื่อสร้างความเสียหายได้แบบเล็กน้อยด้วยมันอาจจะไม่รุนแรงถึงตายแต่ถ้าโดนเข้าที่ก็แสบใช่เล่น

วัลคิลลี่ต้องจับดาบแน่นพร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่ไม่คาดคิดอย่าลืมว่าตอนนี้รันฟาไม่ได้เป็นเหมือนรันฟาคนเดิมที่เธอรู้จักอีกแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเอาชนะในการประดาบ
ได้เลย ขนาดก่อนหน้านี้เธอยังไม่เคยเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยสักครั้งตอนประลองดาบ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็แทบไม่มีหวังจะชนะเลย ยังไงเสียตอนนี้ความคิดของเด็กหญิงมีเพียงแค่
เดินตามหลังของโยฮันไปและคอยระวังตัวทุกฝีก้าว

ภายในห้องเริ่มเข้าสู่คำว่าเละเทะเข้าไปทุกทีบนพื้นบนผนังแทบจะทุกที่เต็มไปด้วยรอยบากของคมดาบที่เฉือนเข้าใส่จนเป็นรอย คราบของเหงื่อและเลือดที่มองเห็นได้เป็นจุดๆ
ยิ่งทำให้ท้องไส้รู้สึกปั่นป่วนมากขึ้นไม่คิดว่ามันจะเป็นได้ขนาดนี้ และตรงหน้าที่เห็นนั้นรันฟายังคงจับดาบแกว่งไปมาราวกับคนบ้าไม่มีผิด แม้จะเป็นแบบนั้นโยฮันกลับไม่ได้แสดง
อาการหวาดวิตกอะไรออกมาเลยนอกจากอัดควันซิการ์เข้าปอดอึกสุดท้ายก่อนจะทิ้งก้นของมันลงบนพื้นแบบไม่แคร์สายตาใครสักนิด


“เฮ้! แม่ตุ๊กตาฉันว่าเธอหยุดเล่นฟันดาบสักหน่อยดีกว่าไหม ฟันให้ตายไปแค่ไหนมันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกถ้ามัวแต่มาฟันลมเล่นแบบนี้”

“ยังฝึกไม่จบ... ถ้ายังไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ไม่มีทางช่วยใครได้...” รันฟาทำเพียงแค่ตอบกลับมาก่อนจะหันไปสนใจศัตรูภาพจำลองต่อ สภาพในตอนนี้หญิงสาวแทบจะไม่ฟัง
ที่ใครพูดทั้งนั้น

“ก็นับถือในความตั้งใจนะแต่เธอลืมบางอย่างไป...”


เคร้ง!


“แค่ฟันใส่ภาพลวงตาน่ะมันไม่ทำให้เธอเป็นนักฆ่าที่เก่งขึ้นหรอก...”


ดาบของรันฟาถูกหยุดเอาไว้ด้วยมีดของโยฮันที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างเธอกับเป้าซ้อม ทันทีที่ถูกขวางแววตาของรันฟาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นแววตาของสัตว์นักล่าโดยสมบูรณ์
รันฟาจับดาบตวัดเข้าใส่โยฮันแบบไม่ลังเล วัลคิลลี่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รันฟาแสดงออกมานี่คงคิดจะฆ่าโยฮันให้ตายจริงๆแน่แบบนี้ต้องรีบเข้าไปช่วยเป็นการด่วน เด็กหญิงรีบ
จับดาบและเตรียมใจพร้อมที่จะเข้าไปช่วยโยฮัน


“ไม่ต้องเข้ามายัยหนู กับคนเสียสติแค่คนเดียวไม่จำเป็นต้องให้เด็กแบบเธอเข้ามาสอดให้เจ็บตัวฟรีหรอก” โยฮันรีบสั่งให้วัลคิลลี่ถอยออกไปขณะเดียวกันก็ถอยหลังหลบคมดาบ
ของรันฟาออกไปได้


ถึงจะไม่ได้เคลื่อนไหวรวดเร็วอะไรมากมายแต่ชายแก่คนนี้ก็มองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกเลยทำให้หลบไปอย่างสบาย ตรงกันข้ามกับรันฟาที่ตอนนี้ร่างกายโทรมไปทั้งตัว
อ่อนแรงจากการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน รวมทั้งอาการบาดเจ็บที่สะสมมาตลอดหลายวันจากการฝึก วัลคิลลี่มองออกเลยว่าที่รันฟาเคลื่อนไหวได้อืดอาดขาดความเฉียบคมลงนั้น
โยฮันคงจะรู้อยู่แล้ว แบบนี้มันก็พอจะมีลุ้นว่าจะหยุดรันฟาได้


“อย่ามายุ่ง!!”


เคร้ง!


แต่ถึงจะคิดแบบนั้นก็ใช่ว่ารันฟาจะเป็นหมูในฟาร์มที่ให้ใครเชือดได้ง่ายๆหญิงสาวที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ด้วยดาบยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าโยฮันที่ถนัดการต่อสู้ด้วยปืน แน่นอนแม้
ความเร็ว พลังทำลายและความเฉียบคมจะลดลงแต่ก็ยังมีอันตรายอยู่ดี วัลคิลลี่มองสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายในภาพรวมอยู่วงนอกอย่างใจเย็นที่สุด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า
ฝ่ายไหนจะได้เปรียบไปกว่ากัน


“เป็นอะไรไปดาบไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้เลยนะ ไอ้ที่พูดว่าถ้าไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ปกป้องใครไม่ได้คงแค่ราคาคุยมั้ง” ชายแก่เย้ยพลางชี้ปลายมีดใส่หน้ารันฟาที่กำลังอารมณ์
เสียอย่างเห็นได้ชัด

“หุบปาก!”


รันฟาตวาดเสียงดังลั่นก่อนจะเหวี่ยงดาบแนวขวางเล็งเข้าตรงลำตัวของโยฮันซึ่งชายแก่ก็รับมือด้วยการตั้งฉากคมมีดกับลำตัวรับแรงกระแทกเอาไว้ได้ทันก่อนที่คมดาบจะเข้าถึงตัว
แรงปะทะเมื่อครู่ลดลงไปจากก่อนหน้านี้มากจนถึงกับทำให้หนึ่งในดาบชั้นยอดที่สุดในโลกอย่างคาตานะไม่สามารถฟันทะลวงผ่านมีดทหารธรรมดาของโยฮันไปได้ ท่าทาง
เรี่ยวแรงของรันฟาเองก็แทบไม่เหลือแล้วขนาดจะยืนตรงๆยังแทบไม่อยู่ร่างกายที่บอบบางและเล็กไม่ต่างอะไรจากวัลคิลลี่นั้นต้องฝืนแบกรับภาระเกินขีดจำกัดมานานเกินไปจน
แทบจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ

โยฮันทำเพียงแค่ออกแรงปัดดาบออกไปเบาๆเท่านั้นคาตานะที่เคยอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารรุนแรงก็มีอันหลุดจากมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของหญิงสาวซึ่งในตอนนี้มันทั้งล้า
และด้านชาจนไม่รู้สึกอะไร ผลของการต่อสู้ครั้งนี้จบเร็วและรู้ผลกันไปแล้ว


“จะยอมหยุดได้รึยังยัยหนูหรือจะต้องมาต่อยกสองกันอีกรอบ?” โยฮันถาม

“ยังหรอก... มันยังไม่จบ... ฉันยังสู้...”


ตุบ!


ไม่ทันขาดคำรันฟาก็ร่วงลงกับพื้นเหมือนอยู่ๆก็น๊อกไปเสียดื้อๆแทบจะไม่ต้องเดาอะไรให้มากมาย รันฟาหมดสติคาทีหลังจากนั้นจนวัลคิลลี่ต้องรีบมาดูอาการให้เป็นการด่วน
ถึงปกติแล้วเธอจะไม่ได้ชอบยัยหมวยลูกครึ่งนี่เท่าไหร่นักและก็ไม่ได้คิดอยากจะเป็นเพื่อนอะไรแบบนั้นด้วย แต่พอมาเห็นสภาพแบบนี้แล้วก็อดห่วงไม่ได้ว่าหลังจากนี้คงจะ
ไม่ได้เห็นหญิงสาวที่ใจเย็น ร่างเริง มองโลกในแง่ดีและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคนนั้นอีกแล้ว


ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่คงต้องหาทางช่วยจริงๆนั่นล่ะ...


“ยัยบ้าเอ๊ย... เป็นได้ขนาดนี้เชียวแล้วแบบนี้ฉันจะดวลกับเธอเพื่อชิงดาบนั่นมาได้ยังไงกัน”

“อย่าห่วงเลยแม่หมาน้อย... ยังพอมีทางจะช่วยแม่ตุ๊กตาคนนี้อยู่”

“อย่าเรียกฉันว่าหมาน้อยนะ! แล้วจะช่วยยังไงตอนนี้แม่นี่น่ะไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้วนะ!” วัลคิลลี่โวยวายใส่โยฮันแบบชนิดที่ว่าพร้อมจะฉะกับโยฮันแน่หากจำเป็น ตั้งแต่เกิด
มายังไม่เคยเจอใครเลยที่ทำตัวกวนประสาทได้ถึงขนาดนี้ ไอ้ท่าทีที่มองยังไงก็ใจเย็นหักดิบและหยั่งธาตุแท้แทบไม่ออกพูดตามตรงว่ามันกวนใจเด็กหญิงไม่ใช่น้อยๆเลย


จะว่ายังไงก็ตามโยฮันดูจะไม่ใส่ใจสิ่งที่เธอพูดหรือท่าทางอาการไม่พอใจของเธอซะเท่าไหร่ ชายแก่อุ้มร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อและสภาพทรุดโทรมอย่างรุนแรงขึ้นมา ยังไงตอนนี้
คงต้องพักเรื่องตีกันนอกคิวไว้ก่อนสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือพารันฟาไปส่งห้องพยาบาลแล้วก็รักษาทุกอย่างตั้งแต่บาดแผลรวมถึงจิตใจของหล่อนด้วย ถ้าตื่นมายังทำตัวงี่เง่า
แบบเดิมไม่เลิกล่ะก็วัลคิลลี่คงต้องเอาโซ่ล๊อกคล้องติดเตียงเอาไว้แบบในโรงพยาบาลบ้าเลยถ้ามันจำเป็นนะ


“รันฟา! เป็นอะไรไหมนี่นายทำอะไรเธอเนี่ยตาเฒ่า!” อเล็กซ์ถาม

โยฮันส่งสายตาที่มองแล้วให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกมาให้ “อย่าทำเป็นเจ๊กตื่นไฟไอ้หนู แม่นี่แค่สู้ต่อไม่ไหวสลบไปก็เท่านั้นดวลกันได้แค่ดาบเดียวก็ร่วงไปแล้ว
สงสัยคงเหนื่อยจัดจนทนไม่ไหวร่างกายก็เลยน๊อกอย่างที่เห็น”

“งั้นต้องรีบพาเธอไปที่ห้องพยาบาลด่วนเลยส่งเธอมาให้ผมเร็วเข้า!”

“อย่าใจร้อนไอ้หนูลำพังแค่หมอธรรมดาคงรักษาได้แค่ร่างกายเท่านั้นล่ะ แต่สภาพจิตใจไม่ใช่ว่าร่างกายหายแล้วมันจะหายตาม ฉันจะพาแม่นี่ไปรักษาที่อื่นแทน” โยฮันปฏิเสธ
ที่จะส่งตัวรันฟาให้อเล็กซ์ไป วัลคิลลี่เองก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ก็เถียงไม่ได้ว่าที่โยฮันพูดมานั้นก็มีส่วนถูกจริงๆ ร่างกายน่ะหายได้ง่ายแต่จิตใจคงหายยากหน่อย


ที่น่าสงสัยคือใครหน้าไหนกันที่จะมาช่วยรันฟาเรื่องจิตใจที่เปลี่ยนไปซะแบบนั้น ดีไม่ดีตอนคุณเธอฟื้นขึ้นมาจะอาละวาดหนักกว่าเก่าซะอีกนี่ล่ะ...


“หมายความว่าไงกัน นี่คุณจะเอารันฟาไปนอกฐานจริงๆรึไง ทำแบบนั้นไม่ได้นะ!” อเล็กซ์พอได้ยินแบบนั้นก็รีบค้านและเขามาขวางทางออกกันไม่ให้โยฮันพารันฟา
ออกไปจากห้อง


แต่ว่าทันทีที่อเล็กซ์เข้ามาขวางสิ่งแรกที่วัลคิลลี่ได้เห็นจนชัดถนัดตานั่นก็คือใบหน้าและแววตาของโยฮันที่ตอนนี้จะเรียกว่าน่ากลัว หรือควรเรียกว่าน่าเกรงขามดีเพราะแววตาที่เห็น
นั่นมันฟ้องชัดว่าไม่พอใจที่อเล็กซ์เข้ามาขวางเท่าไหร่นัก และมันยังบอกได้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่าถ้าหากอเล็กซ์ยังดื้อเข้ามาขวางอีกล่ะก็ ชายแก่คนนี้คงจะจับชายหนุ่มหักคอแล้วทิ้ง
ศพไว้ข้างทางอย่างไม่ใยดีไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนนตัวนึงแน่


แววตาชวนสยองนั่นทำเอาทั้งเธอและอเล็กซ์ขยับตัวแทบไม่ออกกันไปตามๆกัน หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตสังหารแรงกล้าที่สยบได้แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของคนที่ร่ำลือกัน


“งั้นนายจะปล่อยให้แม่ตุ๊กตานี่เป็นเหมือนก่อนหน้านี้รึไง ถ้าไม่ล่ะก็ขยับก้นออกไปห่างๆแล้วก็หุบปากให้สนิท ถ้าไปหัดฝึกทำให้หัวเย็นลงได้ด้วยก็ดีไอ้หนุ่ม!” โยฮันตวาดลั่น
เป็นการเตือนให้อเล็กซ์ถอยออกไปและยังไม่ลืมที่จะพูดเชิงสั่งสอนอเล็กซ์ว่าให้หัดใจเย็นด้วยอีกต่างหาก


ปกติแล้วอเล็กซ์จะเป็นคนที่แข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอ ใจร้อนและหัวรั้นเกินมนุษย์จนเหมือนไม่มีใครจะหยุดได้เวลามีเรื่องกันจริงๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่วัลคิลลี่เห็นชายหนุ่ม
ออกอาการหวาดเกรงและไม่คิดจะขัดขืนโยฮัน ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่รู้จักกับพ่อของเธอด้วยชักอยากรู้ซะแล้วว่าพ่อของเด็กหญิงนั้นทนอยู่กับคนอันตรายแบบนี้
ได้ยังไงกัน

อเล็กซ์ยังคงยืนนิ่งขวางประตูอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนท่ามกลางความเงียบที่กำลังก่อตัวขึ้นจนน่าอึดอัด วัลคิลลี่ทำได้เพียงแค่รอดูท่าทีของสถานการณ์ว่ากำลังจะเปลี่ยนไปในทาง
ไหนหากเกิดอะไรขึ้นมาในตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟที่ถูกโยนเข้าไปในห้องที่อัดแน่นไปด้วยดินปืนพร้อมจะระเบิดตูมตามออกมาเป็นพลุวันชาติในคราวเดียว


“ก็ได้... พาเธอออกไปซะสิ...” อเล็กซ์ยอมถอยออกมาตามคำขอซึ่งที่จริงมันเหมือนเป็นการบังคับทางอ้อมมากกว่า ชายหนุ่มยอมถอยออกด้านข้างเปิดทางให้โยฮันผ่านไป
แต่โดยดี

“ขอบใจ” โยฮันพูดก่อนจะก้าวขาเดินผ่านอเล็กซ์ไปแต่ก่อนที่จะทันได้ออกไปนอกห้องเพียงก้าวเดียว

“แต่ขอเตือนถ้าคราวหน้าคุณยังทำอะไรให้รันฟาต้องเป็นแบบนี้อีก ได้รู้กันแน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคุณจะเป็นนักฆ่ามือพระกาฬ ทหารในตำนาน หรือพระเจ้ามาจากไหนก็ช่าง
แต่ถ้ามาทำอะไรหมาๆแบบนี้อีกอย่าหาว่ารังแกคนแก่ก็แล้วกัน...”


อเล็กซ์พูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยแววตาและสีหน้าที่ดูจะไม่ต่างกับโยฮันก่อนหน้านี้มากนักถึงจะรู้สึกกดดันไม่เท่า แต่แววตาและน้ำเสียงนั้นบอกไปในทางเดียวกันว่าไม่ได้ล้อเล่น
หรือพูดขู่เฉยๆ มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่หลับใหลมาเป็นเวลานานได้ถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับแรงเกรี้ยวกราดเต็มที่


“จะระวังก็แล้วกัน... นี่ยัยเปี๊ยกฉันว่าเธอคงต้องมากับเราด้วย”

“หา!? เรื่องอะไรเนี่ยตาแก่ทำไมฉันต้องไปกับนายด้วยล่ะ?”

“อย่าถามมากน่ารีบตามมาซะ เว้นแต่เธอจะอยากนอนตีพุง เกาตูดไปวันๆจนกว่าจะมีงานใหม่เข้ามาล่ะ”

“ฮึ้ย! รู้แล้วน่าตาแก่ไม่ต้องพูดให้เห็นภาพก็ได้มันแสลงหูยังไงก็ไม่รู้!” วัลคิลลี่โวยขึ้นมาในทันทีก่อนจะเดินตามโยฮันไปแต่โดยดี ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่ามารยาทซะจริงๆ
พูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย ชักอยากรู้ขึ้นมามากกว่าเดิมซะแล้วว่าพ่อของเธอทนอยู่กับคนแบบนี้ได้ยังไงกัน



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ผิง รันฟา

ปวดไปหมดทั้งตัว...

นี่คือสิ่งเดียวที่หญิงสาวรู้สึกได้หลังได้สติจากการล้มฟุบเอาตอนที่อยู่ในห้องฝึก ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดทั้งหลายที่มาจากการโหมฝึกอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
รันฟาไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหนเหมือนกันและก็ไม่คิดสนด้วย สิ่งที่จำได้ก่อนจะหมดสติคือเธอเผชิญหน้ากับโยฮันและเข้าเล่นงานทหารแก่คนนั้นและเธอยอมรับเลยว่า
เธออยากจะฆ่าชายแก่คนนั้นจริงๆ และหญิงสาวไม่คิดสนใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไง ความคิดของเธอตอนนี้มีแค่ว่าหากเจอศัตรูอยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบจัดการก่อนที่จะโดนจัดการ
ซะเอง ชิงลงมือฆ่าก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกฆ่ากฎง่ายๆที่ก่อนหน้านี้หญิงสาวพยายามเลี่ยงและปฏิเสธมันมาตลอด มันเหมือนประชดกันจริงๆที่ตอนนี้เธอกลับยอมรับมันได้
อย่างไม่มีข้อกังขา

สิ่งที่รับรู้ได้เรื่องถัดมาคือเธอกำลังอยู่ในรถตู้คันหนึ่งที่รู้ได้เพราะเพดานหลังคาของตัวถังรถเป็นสิ่งแรกที่หญิงสาวมองเห็นหลังฟื้นขึ้นมาและถัดจากนั้นคือความรู้สึกอึดอัดตรงข้อมือ
และข้อเท้าไม่นับกับผ้าที่ถูกเอามาพันรอบตัวเธอจนเหมือนกับมัมมี่ยึดติดเอาไว้กับเตียงพับตัวเล็กที่ถูกวางเอาไว้ภายในรถตู้คันนั้นจนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว


“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!” รันฟาอุทานลั่นขณะที่พยายามดิ้นให้หลุด

“ว่าไงฟื้นแล้วเหรอแม่ตุ๊กตา ให้ตายเธอเองก็ขี้เซาใช่เล่นหลับไปสิบกว่าชั่วโมงเห็นจะได้มั้ง” เสียงทักทายหลังฟื้นของโยฮันดังขึ้นมากวนประสาทเธอเล่นๆ บอกตามตรงว่า
เธอชักจะเหม็นขี้หน้าอีตานักรบแก่คนนี้จริงๆ

“เหอะ! น่ารู้ซะไม่มีล่ะปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!” รันฟารีบดิ้นไม่มาอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากการถูกพันธนาการแต่เหมือนโยฮันจะเตรียมการมาดีเพราะรู้ว่าหากหลุดไปได้
เธอเล่นถึงตายแน่ และหญิงสาวเองก็อยากจะทำแบบนั้นซะแล้ว

“ไว้ถึงที่หมายแล้วจะปล่อยออกมาแล้วกัน อยู่นิ่งๆไปก่อนถ้าปวดฉี่ก็ฉี่ออกมาเลยไว้ค่อยไปล้างกันอีกที” โยฮันตอบกลับและยังไม่ลืมที่จะพูดกวนประสาทถึงสภาพของรันฟา
ในตอนนี้มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก


ถึงจะนอนอยู่ตรงมุมนี้แต่หญิงสาวก็พอจะเห็นอะไรได้ชัดบ้างตอนนี้เธอกำลังหันหน้าไปทางฝั่งเบาะหน้าของรถมีโยฮันกำลังขับรถตู้คันนี้แบบสบายๆไม่รีบร้อนอะไรขณะที่วัลคิลลี่
ซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะด้านข้างคนขับไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวทำเพียงแค่ส่งสายตามองมาทางเธอเป็นระยะก็เท่านั้น เหมือนเด็กหญิงเองก็จะถูกโยฮันลากตัวมาด้วยเหมือนกัน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเหมือนตอนนี้ทั้งเธอ วัลคิลลี่และโยฮันจะไม่ได้อยู่ในฐานทัพอีกแล้วแต่กำลังจะมุ่งหน้ายังที่ไหนสักที่ รันฟาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยไม่ใช่เพราะว่าถูกมัดติด
เอาไว้กับเตียงจนขยับไม่ได้แบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่ที่เธอไม่ชอบเลยก็คือการที่จะถูกพาตัวไปในที่ๆเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนต่างหาก สมัยเด็กจำได้ว่าเคยมีหลาย
ครั้งที่เธอมักจะถูกพ่อกับแม่พาไปโน่นหรือนี่โดยไม่ปรึกษากันสักคำและส่วนใหญ่ก็เป็นที่ๆเธอไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ด้วย มันเลยฝังใจเป็นเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองไปแล้ว


“นี่เราจะไปไหนกัน บอกเลยนะว่าถ้าจะพาไม่หาหมอล่ะก็ไม่เอาเด็ดขาดฉันดูแลตัวเองได้!”

“งั้นเหรอ... ฉันเห็นแล้วล่ะว่าเธอดูแลตัวเองยังไง น่าเชื่อซะไม่มีล่ะ แล้วก็อย่าห่วงฉันไม่ได้พาเธอไปหาหมอที่ไหนหรอกที่จริง... ก็ไม่เชิงซะทีเดียว” โยฮันดูจะไม่แยแสกับคำพูด
ของเธอเท่าไหร่ที่สนใจดูจะมีเพียงแค่การจุดซิการ์กลิ่นแรงๆนั่นอัดควันเข้าปอดอีกอึกใหญ่ บอกตามตรงว่ารันฟาไม่ชอบบุหรี่เอามากๆไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน สมัยนี้คงไม่มีใครคิด
แล้วว่าควันบุหรี่ฆ่าคนได้มากกว่าปืน

“ไม่เชิง? ถามจริงเถอะตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันแน่” รันฟาถามกลับไปอีกครั้งเอาเข้าจริงมันชักจะเริ่มน่ารำคาญแล้วสิ

“ชักขี้เกียจพูดแล้วสิ... นี่ยัยเปี๊ยกอธิบายให้ฟังขอละเอียดยิบเลยยิ่งดี”

“อย่ามาเรียกฉันว่ายัยเปี๊ยกนะตาแก่! ใช่ ตอนนี้เราอยู่ที่ไอร์แลนด์น่ะ”

“ว่าไงนะ!!”


รันฟาถึงกับตะโกนผงะลั่นทั้งคันรถหลังรู้ว่าตัวเองกำลังถูกพามาในที่ที่ห่างจากฐานถึงขนาดนั้น ท่าทางไอ้ที่ว่าเธอหมดสติไปสิบกว่าชั่วโมงดูจะไม่ใช่การพูดที่เกินจริงอย่างที่คิด
และที่น่าสงสัยต่อจากนั้นคือมีเหตุอะไรที่โยฮันถึงได้พาเธอมาไกลขนาดนี้กัน ที่แน่ๆคงไม่ใช่แค่การเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศหรืออะไรเทือกนั้นแหงๆ


“พอดีว่าเรากำลังจะไปหาคนรู้จักของพ่อฉันอีกคน ตอนนี้คงจะอยู่ในช่วงพักร้อนพอดี รู้แล้วก็หัดขอบคุณซะล่ะเพราะเธอคงไม่ได้มีโอกาสเจอกับคนระดับนี้อีกแน่” วัลคิลลี่พูด
พลางหยิบเอาหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่ตรงหน้ากระจกรถขึ้นมาอ่านเล่นๆฆ่าเวลา ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นท่าทีของเด็กอายุแค่แปดขวบเท่านั้น จะแก่แดดไปไหนกันนะยัยคนนี้

“แล้วใครกันล่ะที่เรากำลังจะไปหา”

“เดี๋ยวเธอก็ได้รู้เองทางที่ดีทำหัวให้เย็นไว้ก่อนเราไปถึงดีกว่านะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”


วัลคิลลี่ไม่พูดอะไรต่ออีกหลังจากนั้นและหันกลับไปสนใจกับหนังสือการ์ตูนต่อ ทิ้งให้รันฟาต้องนอนนิ่งๆต่อไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนมัดแถมยังถูกพาตัวมาในที่ไกลซะขนาดนี้ ด้วยความสัตย์จริงตอนนี้เธอเองก็ชักจะไม่สนอะไรอีกแล้วไม่ว่าฝ่ายที่โยฮันกำลังจะพาไปเจอจะเป็นใครก็ตามขอเพียงแค่มีโอกาสเท่านั้นหญิงสาวจะใช้โอกาสนั้นหนีออกไปอย่าง
ไวที่สุด เรื่องอะไรจะไปยอมให้คนอื่นมาชี้นิ้วสั่งโน่นสั่งนี่กัน

การนั่งรถนั้นดูจะผ่านเวลาไปอย่างช้าๆและน่าเบื่อเป็นที่สุดยิ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่อาจขยับตัวอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียวมันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ในใจของรันฟาคิดเพียงแค่ว่า
เมื่อไหร่ไอ้การเดินทางไร้สาระนี่จะสิ้นสุดซะทีในเวลานี้คิดว่าอย่างน้อยถ้ามือไม่ได้ถูกมัดเอาไว้เธอก็อยากจะจับดาบของเธอไม่ก็หยิบหนังสือการ์ตูนหรืออะไรก็ได้ขึ้นมาอ่าน
ฆ่าเวลาไปพลาง ท่าทางตาแก่โยฮันนั่นก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเปิดเพลงฟังตอนขับรถซะด้วยเพราะตั้งแต่โดยสารรถด้วยกันมาอีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเอาเพลงมาเปิดในรถ
หรืออะไรพวกนี้นอกจากแค่ขับรถแบบเงียบๆไปซะเฉยๆจนกระทั่ง...


เอี๊ยด!


ช่วงที่กำลังนึกหงุดหงิดกับความน่าเบื่อจากการเดินทางนั้นเองอยู่ๆรถตู้ที่เคยแล่นไปด้วยความเร็วสูงก็มีอันต้องหยุดกะทันหันทำเอาเตียงพับที่รันฟานอนอยู่ถึงกับเคลื่อน
หวิดจะล้มหัวทิ่มไปแล้วหลังคนขับดันเบรกซะตัวโก่งแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า (ซึ่งที่จริงแล้วใครจะไปเตือนทัน)


“โอ๊ย! นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ยถามจริงไปหัดเรียนขับรถมาจากไหนเนี่ย!!” รันฟาเริ่มโวยวายก่อนใครเป็นคนแรกและวัลคิลลี่เองก็เหมือนจะมีอาการเดียวกันแค่เธอไม่แสดงอาการ
ออกมาเหมือนกับรันฟาในตอนนี้

"เรามาถึงแล้ว..." โยฮันตอบกลับสั้นๆก่อนจะพ่นควันซิการ์ออกมาแบบไม่เกรงใจใคร

รันฟาทำหน้ามุ่ย “ถึงซะที ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยแก้มัดด้วยค่ะ!”

“รอก่อนก็แล้วกันที่นี่มันไม่ใช่ที่ๆเราจะเข้าไปได้ง่ายๆเท่าไหร่ด้วย ระวังเรื่องมารยาทหน่อยก็ดี...” โยฮันพูดทิ้งท้ายก่อนจะลงจากรถไป


ไม่นานนักวัลคิลลี่ที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับก็ตรงเข้ามาและปลดตัวล๊อกตรงเตียงออกทำให้รันฟาเริ่มขยับตัวได้นิดหน่อยแต่กระนั้นเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดว่ารันฟาเตรียมตัวที่
จะเผ่นออกจากรถคันนี้แล้วขอเพียงแค่วัลคิลลี่แก้มัดเธอออกเท่านั้นและเด็กหญิงกำลังเริ่มทำมันอยู่ ณ ตอนนี้ ผ้าผืนหนาที่เคยรัดพัดตัวของหญิงสาวกำลังหลุดร่วงออกทีละส่วนๆ
จนกระทั่ง


โครม!


ช่วงที่พอจะขยับตัวออกได้รันฟาก็รีบกระแทกตัวของวัลคิลลี่ออกไปจนกระเด็นก่อนจะรีบพุ่งถลาตัวออกจากทางประตูด้านหลังของรถตู้แม้ว่ามือจะยังโดนมัดอยู่แต่ว่าขาทั้งสองข้าง
ก็ไม่ได้โดนมัดเอาไว้จนแทบจะวิ่งได้อย่างสบาย แทบไม่อยากจะคุยถ้าเป็นเรื่องวิ่งล่ะก็รันฟาไม่แพ้ใครทั้งนั้น อีกไม่ช้าเธอก็คงจะหนีออกไปจากตรงนี้ได้และมุ่งหน้ากลับบ้าน
ของเธอ-


แกร๊ก!


“ใจร้อนจริงนะก็บอกแล้วไงว่าให้รักษามารยาทหน่อย....”


เสียงพูดของโยฮันดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบจำนวนนับสิบคนมาพร้อมปืนไรเฟิลในมือที่เล็งมาทางรันฟาพร้อมยิงถล่มดับชีวิตของหญิงสาว
ให้ตายคาที่ตรงนี้และเดี๋ยวนี้ จากที่สังเกตคร่าวๆกลุ่มของชายติดอาวุธพวกนี้เป็นชาวเอเชียกันแทบทุกคนเห็นได้ชัดว่าตอนนี้รันฟากำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่ดูยังไงแล้วก็ไม่เหมือน
กับที่ไอร์แลนด์เหนือเลยสักนิดมันเหมือนกับเป็นคฤหาสน์ที่ถูกตกแต่งตามสไตล์ของยุโรปผสานกับศิลปะของเอเชียเท่าที่ดูและถ้าไม่ใช่จีนก็คงเป็นญี่ปุ่นไม่ก็เกาหลีจะยังไงก็ช่าง
ตอนนี้เรื่องพวกนั้นถูกกลบความสนใจไปหมดแล้วโดยปืนไรเฟิลนับสิบที่กำลังเล็งเธออยู่


“นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่ไหนบอกว่าเราอยู่ที่ไอร์แลนด์เหนือไงคะ” รันฟาถามและไม่ลืมที่จะส่งเสียงประชดประชันใส่โยฮันเต็มที่ หลังจากที่ต้องอยู่ท่ามกลางดงปืนนับสิบกระบอก
รุมจ่อแบบนี้

“ก็อย่างที่บอกเราอยู่ในไอร์แลนด์จริงๆแค่เพียงแต่ว่าไม่ใช่เขตของไอร์แลนด์เหนือซะทีเดียว...” ชายแก่พูดพลางชี้ไปที่หน้าคฤหาสน์ที่อยู่ตรงหน้า เหนือประตูทางเข้ามีป้าย
ทำจากไม้แกะสลักเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า


สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไอร์แลนด์


แม่เจ้า! นี่เธอลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพื่อจะมายังสถานทูตญี่ปุ่นในไอร์แลนด์พร้อมกับตาแก่โรคจิตกับยัยเด็กแก่แดดอีกคนหนึ่งให้โดนเอาปืนเป็นสิบกระบอกจ่อเล่นๆ
ชีวิตอะไรมันจะสุดติ่งกระดิ่งหมาแบบนั้นกันเชียว ยิ่งตอนนี้เธอกำลังอยู่ในสภาพที่ใช้แขนอย่างอิสระไม่ได้แถมในมือยังมีดาบคาตานะที่เป็นดาบประจำชาติของญี่ปุ่นแบบนี้ด้วย
อะไรมันจะบังเอิญปานนี้...


“เยี่ยม... มาอยู่ในถิ่นของซามูไรซะอีกเจริญล่ะ...” รันฟาวางดาบลงกับพื้นอย่างช้าๆและค่อยๆยกมือขึ้นเหนือหัวเป็นการบอกว่าเจ้าตัวไม่คิดขัดขืน ก็นะถ้าขัดขืนล่ะก็มีหวังพรุน
เละศพไม่สวนคาสถานทูตนี่ล่ะ

“ทุกคนลดอาวุธลง! สามคนนี้เป็นแขกของผมเอง!”


ช่วงที่กำลังตึงเครียดนั้นเองเสียงใสที่ฟังดูเป็นมิตรของใครสักคนก็ดังขึ้นพร้อมกับตอนที่สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ คนที่สั่งให้พวกยามรักษาการณ์ประจำ
สถานทูตลดอาวุธลงเป็นชายท่าทางมีอายุพอสมควรหากมองเผินๆน่าจะอายุสักห้าสิบกว่าผมสีดำแซมขาวหงอกตามธรรมชาติ สวมชุดคลุมฮากามะสีฟ้าครามของผู้ชายแลดูสดใส
ผิดกับบรรยากาศโดยรอบลิบลับ แม้ว่าท่าทางจะดูเป็นมิตรและดูน่านับถือแต่หากมองที่มือบริเวณซอกนิ้วหัวแม่มือจะพบรอยด้านตรงนั้นอย่างชัดเจนและไอ้รอยด้านพวกนั้นรันฟา
รู้ดีว่าหมายถึงอะไร


ชายคนนี้เคยเป็นนักดาบฝีมือดีมาก่อน!


ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเหมือนจะมีอำนาจมากพอดูมากพอที่จะทำให้ทหารยุ่นนับสิบที่กำลังเล็งปืนใส่รันฟายอมถอยห่างออกไปได้ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายไปได้โข
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใครแต่ก็ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลื่อนี่ล่ะนะ


“ขออภัยด้วยเรื่องคนของผมพวกเขาแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นหวังว่าคงไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปนะครับ” ชายแก่สวมชุดฮากามะถามขณะที่บอกให้พวกยามถอยออกไป

“ทางเราควรเป็นฝ่ายขออภัยมากกว่าครับท่านทูต” โยฮันพูดตอบกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นกับชายคนที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านทูต’ ซึ่งรันฟาพอจะฟังออกอยู่บ้างเห็นแบบนี้อาจารย์เอง
ก็สอนเธอมาดีเหมือนกันเรื่องภาษาญี่ปุ่น

“มาคุยกันตรงนี้มันคงจะหนาวเกินไปหน่อยถ้าไม่ว่าอะไรขอให้พวกคุณตามผู้ดูแลไปถ้าให้ดีไปอาบน้ำกันก่อนระหว่างนี้ก็ได้ครับ ผมเองก็มีงานต้องสะสางเล็กน้อยก่อนด้วย”
ตัวแทนทูตแห่งญี่ปุ่นกล่าวอย่างสุภาพพลางผายมือไปทางหญิงสาวในชุดกิโมโนที่ยืนอยู่ข้างๆ จากท่าทางที่สุภาพและดูเป็นมิตรแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ชายอายุห้าสิบคนนี้
จะได้เป็นทูต


หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นทูตก็คือเรื่องของการวางตัวและความเป็นมิตรนี่ล่ะ


ด้วยความที่อากาศของไอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตขั้วโลกซีกเหนืออันหนาวเย็นประกอบกับความเหนือยล้าและอีกหลายๆปัจจัยทำให้รันฟาไม่คิดจะปฏิเสธในสิ่งที่ทูตคนนี้เสนอ
เท่าไหร่นัก ตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อนและค่อยคิดเรื่องหาจังหวะหนีกันทีหลัง รันฟา โยฮันและวัลคิลลี่ เดินตามสาวใช้ที่ท่านทูตแนะนำเมื่อครู่นี้ไป ขณะที่ในใจก็คิดว่า
มีเหตุอันใดที่เธอถึงต้องถ่อสังขารที่กำลังบอบช้ำมาจนถึงที่นี่มายังไอร์แลนด์แถมยังเป็นในสถานทูตญี่ปุ่นอย่างที่นี่กันแน่



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น...


ภายในห้องโถงที่ดูเหมือนเป็นห้องโล่งๆไม่มีอะไรนอกจากเสื่อทาทามิที่ใช้ปูตามพื้นห้อง รันฟาและอีกสองคนที่เหลือเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จมาได้ไม่นานต้องยอมรับว่า
การอาบน้ำร้อนๆหลังจากที่ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนร่างกายได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายเลยจริงๆยิ่งการที่ต้องมาสวมยูกาตะแบบเดียว
กับที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงแรมบ่อน้ำร้อนก็ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายเข้าไหใหญ่ ความเงียบสงบที่ไม่ชวนให้รู้สึกวังเวงแบบนี้มันก็เป็นบรรยากาศที่น่าคิดถึงอยู่เหมือนกัน มันช่าง
ละม้ายคล้ายคลึงกับบรรยากาศในโรงฝึกของอาจารย์ในซานฟรานซิสโกไม่มีผิด


“โปรดรอที่นี่สักครู่นะคะ อีกเดี๋ยวท่านทูตก็จะมาพบพวกคุณแล้วดิฉันจะไปรายงานให้ท่านทราบก่อนนะคะ” สาวใช้ที่คอยดูแลรันฟาและคนอื่นๆกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะเลื่อน
บานประตูปิดและออกไปแจ้งเรื่องให้ท่านทูตทราบ

“ว่าไงเย็นลงบ้างรึยังแม่ตุ๊กตา?” โยฮันถามขณะที่กำลังนั่งคุกเข่าอย่างสงบและจิบชาร้อนๆที่สาวใช้ยกมาเสิร์ฟให้ก่อนหน้านี้ ท่าทางสบายๆและไม่ทุกข์ร้อนแบบนี้มันชวนให้รู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้บอกได้เต็มปากเลยว่าเธอไม่ชอบหน้าคนๆนี้อย่างแรง

“ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำหรอกนะคะช่วยบอกเหตุผลมาได้รึยังคะว่าทำไมเราต้องมาที่นี่กันด้วย สถานทูตไม่ใช่ที่ๆคนทั่วไปจะเข้าออกได้ง่ายๆรีบบอกมาดีกว่าค่ะ”

“ใจเย็นๆตอนนี้ต้องรอให้ท่านทูตมาอธิบายเองอีกอย่างเธอบอกเองนะว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนักดาบไม่ใช่ทักษะแต่เป็นจิตใจที่สงบเยือกเย็นน่ะ ที่พูดเอาไว้ลืมไปแล้วรึไง
หรือว่า... จะดีแต่ปากน่ะ” วัลคิลลี่สวนรันฟากลับมาพร้อมทั้งพูดแขวะเธอนิดๆด้วยสิ่งที่เธอสอนไปเอง รันฟาทำเพียงแค่กัดฟันเอาไว้และไม่แสดงอาการออกมามากนัก


จะยังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้รันฟาจะมีความคิดโลกสวยหรือยึดมั่นในอุดมการณ์อะไรก็ตามเรื่องนั้นมันเป็นเป็นแค่อดีต ประสบการณ์ที่ผ่านมาเธอรู้ซึ้งแล้วว่าหากใจอ่อน
ก็หมายถึงความตาย หากใจอ่อนก็ไม่สามารถปกป้องใครได้ มันมีแค่ว่าจะฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นถึงเธอจะถือดาบและไม่คิดใช้มันฆ่าใครสุดท้ายแล้วดาบที่เคยเปื้อนเลือดไปแล้วครั้ง
หนึ่งล้างให้ตายยังไงมันก็ไม่มีวันหายไปไหน มีเพียงแค่ต้องทำใจยอมรับมันและพร้อมจะหลั่งเลือดทุกเวลาและเพื่อการนั้นความแข็งแกร่งก็เป็นแค่คำตอบเดียว

รันฟายังคงนั่งนิ่งๆอยู่แบบนั้นนานกว่าสิบนาทีก่อนที่ท่านทูตแห่งญี่ปุ่นจะเดินเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ใส่ชุดฮากามะเอาไว้พร้อมโดยมีสาวใช้ในชุดเมดญี่ปุ่นเดินตามเข้ามา
ด้วยอีกคน


“ขออภัยที่ให้รอพอดีงานมีเรื่องยุ่งยากกว่าที่คิดไว้ คุณคงไม่ถือนะครับคุณโยฮัน” หลังจากนั่งลงที่เบาะท่านทูตก็กล่าวขึ้นทันทีและเหมือนเจ้าตัวจะรู้จักโยฮันมาพอสมควรด้วย

“ไม่หรอกครับท่านทูต ฮิเมจิ ทางเราเป็นฝ่ายมารบกวนเวลางานคุณมากกว่า อันที่จริงแล้วที่ผมมาในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีธุระกับคุณโดยตรงหรอกครับแต่ผมมีธุระกับ ‘เธอ’ คนนั้นไม่ทราบว่าเธอยังอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ?” โยฮันถาม

ท่านทูตยิ้มก่อนตอบ “กะแล้วว่าคุณต้องมาหาเธอแน่ผมเลยเรียกเธอไว้แล้ว อีกสักครู่เธอคงจะเข้ามาครับ”

“เยี่ยม...”


บทสนทนาหยุดลงในเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นเช่นเดียวกับรันฟาที่ไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่และเธอคนที่ว่าเป็นใครกันแน่ดูจะมีความสำคัญเอามากๆซะด้วย
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์แปลกๆว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงและที่แย่คือจากที่ผ่านมาลางสังหรณ์ของเธอดันแม่นซะด้วย


และเธอสังหรณ์ว่ากำลังจะมีงานเข้าครั้งใหญ่


“เธอเองน่ะเหรอนักดาบที่ว่าเสียหนทางของตัวเองไปน่ะ? ท่าทางดูไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลยนะว่าไหม” ท่านทูตเริ่มหันมาทางรันฟาบางและเริ่มยิงคำถามแรกแบบไม่ลังเล
ทำเอารันฟาแปลกใจอยู่หน่อยๆเหมือนกัน

“ก็แค่คำพูดเพ้อเจ้อน่ะค่ะ อย่าไปใส่ใจให้มากดิฉันเองก็ไม่ได้เสียเส้นทางอะไรไปทั้งนั้นหรอกค่ะ... ท่านทูต”

“แต่ผมว่าคุณเองก็คงจะรู้ตัวแล้ว ผมมองแว๊บเดียวก็รู้ว่าเธอเป็นนักดาบ น่าจะฝึกมาตั้งแต่เด็กเป็นพวกมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งพอดู อืม... และเท่าที่ดูคงจะฝึกมาหนักมาเลยสินะ
ที่มือถึงได้มีรอยแผลแตกแบบนั้นอยู่...”


ทูตฮิเมจิอนุมานอย่างคร่าวๆให้ฟังและก็ตรงเป๊ะตามที่เล่ามาทั้งหมดแต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายังบอกไม่หมดว่าเห็นอะไรในตัวของรันฟาบ้างซึ่งทูตญี่ปุ่นคนนี้วางตัวอย่างใจเย็นพลาง
สั่งให้สาวใช้เริ่มเตรียมบางอย่างให้ หญิงสาวตอบสนองด้วยการจัดแจงเตรียมชุดชงชาแบบดั้งเดิมให้พร้อมสำหรับสามที่ ขณะรันฟาและอีกสองคนที่เหลือยังคงนั่งคุกเข่าอย่างสงบ
ไม่มีใครขยับตัวแม้แต่นิดเดียว

พอได้มาเห็นพิธีชงชาแบบนี้แล้วมันทำให้นึกถึงความทรงจำสมัยที่ยังอยู่ในโรงฝึกของอาจารย์ทที่ซานฟรานซิสโกหลังจากไม่ได้เห็นมาซะนาน หญิงสาวยังจำได้ช่วงแรกๆที่เข้าพิธี
ชงชาเธอถูกอาจารย์ตำหนิหนักมากชนิดเละไม่มีชิ้นดี ว่ากันตามตรงการเรียนรู้พิธีชงชานั้นยากลำบากซะยิ่งกว่าการฝึกวิชาดาบสังหารตั้งเยอะ แต่กระนั้นการทำพิธีชงชานั้นมันเป็น
ยิ่งกว่าการดื่มชาธรรมดาๆ แต่มันคือการฝึกและขัดเกลาจิตวิญญาณ ทำให้จิตใจถูกยกยกระดับให้มีความสงบนิ่ง แม้แต่คนที่ไม่เคยเข้าพิธีชงชามาก่อนอย่างวัลคิลลี่ก็ยังนิ่งได้
ขนาดนั้น ราวกับว่ามีมนตร์ขลังบางอย่างสถิตอยู่ในพิธีนี้

ถ้าจะให้พูดท่านทูตฮิเมจินั้นนับว่าชงชาได้สมบูรณ์แบบเอามากๆทั้งท่าทางการเคลื่อนไหว การขยับมือคนผงชากับน้ำร้อนด้วย ชะเซน (คล้ายๆแปรงสำหรับคนชาให้ละลาย) และ
รวมไปถึงการทำจิตให้สงบไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวนับว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากมากจนแทบไม่ต่างอะไรกับการเรียนวิชามารยาทแขนงหนึ่ง ตรงข้ามกับรันฟา
ที่ตอนนี้หญิงสาวกำลังถูกความสงบนิ่งนั่นข่มเอาทั้งที่มันควรจะเป็นตรงกันข้ามมากกว่า เนื้อตัวของหญิงสาวมันสั่นไปหมดแม้จะพยายามสั่งการร่างกายแค่ไหนแต่ก็บังคับร่างกาย
ไม่ได้ซะที


“เชิญครับ...” ทูตฮิเมจิวางถ้วยชาลงตรงหน้าพลางเลื่อนถ้วยมาให้รันฟาเป็นคนแรก รันฟาค่อยๆเอื้อมมือขวาไปแตะที่ถ้วยชาหากสังเกตดีๆจะเห็นนิดหน่อยว่ามือของหญิงสาว
กำลังสั่นอยู่


ถ้วยชาในมือสั่นระริกเหมือนสันนิบาติเข้ากะทันหัน รันฟาพยายามจะวางตัวให้สงบนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่เหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ท่าทางของหญิงสาว
ทั้งเก้ๆกังๆและติดขัดไม่ต่างอะไรกับตอนที่เธอเริ่มเรียนรู้ครั้งแรก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแต่มือมันไม่ยอมหยุดสั่นขณะที่ท่านทูตกำลังนั่งอย่างสงบรอให้เธอดื่มชาจนหมด

รสชาติขมๆติดปลายลิ้นของชาเขียวผงผสมกับน้ำร้อนจนข้นมากพอๆกับความหนืดของน้ำมัน การดื่มชาที่ดีควรดื่มอย่างอ่อนช้อยและรักษามารยาทความงดงามเอาไว้เสมอ
แต่ให้ตาย! แค่จะทำจิตตัวเองให้ว่างก็แทบแย่แล้ว รันฟาค่อยๆดื่มชาลงคอไปอย่างช้าๆจนหมดก่อนจะเช็ดขอบถ้วยหมุนทวนเข็มนาฬิกาสามรอบตามมารยาทและวางถ้วยชาลง
ตรงหน้าเธอพร้อมส่งคืนให้แกผู้ที่ชงไป


“ข... ขอบคุณสำหรับชาค่ะ...” หญิงสาวเลื่อนถ้วยชาไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะโค้งคำนับท่านทูต และอีกฝ่ายตอบรับเธอด้วยการโค้งตามพร้อมทั้งเก็บถ้วยชาคืน

“ยังใช้ไม่ได้!”


โป๊ก!!


ฉับพลันนั้นเองเสียงที่ดังราวกับมีสายฟ้าเปรี้ยงใหญ่ผ่าลงมา ณ กลางห้องทำเอาความเงียบสงบของห้องที่เคยมีสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียวพร้อมกับมีอะไรแข็งๆ
หวดเข้ากลางกบาลอย่างจังทำเอารันฟาล้มหัวคะมำลงกับพื้นจนหน้าทิ่มเสื่อแบบจังๆ หลังจัดระบบความคิดได้หญิงสาวก็รีบมองไปด้านหลังทันที


“ไงไม่เจอกันนานนะ... รันฟา”

“อะ... อาจารย์!?”








************************************************************************************************