Perfect Resonance: อัพ plot [06/08/16]

<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 18 เม.ย. 2014, 11:00

Re: Perfect Resonance: อัพ VIII. Infinitesimal [14/04/14]

5555555 น่ารักกกกกกกอ่า ทุกภาพเลย ><

ภาพแรกนี่เวสเกอร์มันงอลล์เพราะนาริทราให้แค่ 7 รึเปล่า อาจจะกำลังคิดว่าหัก 3 คะแนนเพราะอะไรนะ ชิชะ ไรงี้ 55
ภาพที่สองนี่แสดงให้เห็นความป๊อดของนาริทราชัดเลย แหม่ อะไรจะกลัวหัวหดปานน้าน 55
ภาพคาร์ลินล้อวิคเตอร์ก็น่ารัก โดนความแบ๊ววิคเตอร์ตอกกลับเข้าให้ หน้าหงายไปเลยชิมิล่า (อืม...แต่ทำไมคาร์ลินมันต้องไปยืนประชิดหลังวิคเตอร์ขนาดนั้นด้วยฟระ แอบสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง :e12 :e12 สยองแทนวิคเตอร์เล็ก ๆ 55) เวสเกอร์นี่ยังไม่วายแขวะนาริทราเนอะ จริง ๆ แอบหึงก็บอกมาเหอะเนอะ 5555

ภาพคาร์ลินกะป้า Viperine นี่ดูเคมีเข้ากั๊นเข้ากันอ่ะ แบบโหมันใช่มาก ๆ เสียดายอ่ะทำไมไม่เอามาแจมในเรื่องด้วย ไม่งั้นเราคงได้คู่จิ้นเพิ่มแหง ๆ >< (อีกเหตุผลนึงคืออยากเห็นคาร์ลินถูกกดเสียหมาเสียผู้เสียคนเสียความเป็นมนุษย์ :e14 :e14 )


ส่วนที่กลัวว่าจะผิดคาแรคเตอร์ไหมที่เวสเกอร์เริ่มสนิทกะนาริทรา เราว่าไม่แปลกนะ ก็อยุ่ด้วยกันมาตั้งนานขนาดนี้ 555
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 20 เม.ย. 2014, 11:12

Re: Perfect Resonance: อัพ VIII. Infinitesimal [14/04/14]

JumJim เขียน:(อีกเหตุผลนึงคืออยากเห็นคาร์ลินถูกกดเสียหมาเสียผู้เสียคนเสียความเป็นมนุษย์ :e14 :e14 )


ฮามากอะ มันจะเหลืออะไรบ้างไหม เสียทั้งคนทั้งหมาเลยเนี่ย :e14


----------------------



ประกาศเกี่ยวกับนาริทราค่ะ


เนื่องจากตอนแรกที่เขียนฟิคเรื่องนี้ เราชอบสาวลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชียนมาก เราเลยแต่งให้นาริทราเป็นลูกเสี้ยว (แม่เป็นลูกครึ่ง) ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร เนื่องจากไม่มีผลอะไรต่อเนื้อเรื่องเลย นอกจากความชอบส่วนตัว (กรรม -*-) และเรื่องที่ว่าแม่นาริทราจะเป็นลูกครึ่งหรืออเมริกันแท้ ๆ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อเนื้อเรื่องอีกเหมือนกัน (เพื่อ...?) ที่แน่ ๆ แม่เธอสวย (กว่าลูกมาก) จบ 555 ...คนที่สำคัญกว่าคือพ่อนาริทราต่างหาก แล้วเราก็กำหนดตัวพ่อนาริทรามานานนมนับตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้ว ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และเขาก็เป็นคอเคเซียน 1000% ไม่ได้มีเชื้อเอเชียนแต่อย่างใด

หลังจากทำรูปภาพตัวละครออกมา ประกอบกับนิสัยของเธอ ภาษาที่ใช้ (พูดได้แค่อังกฤษ ง่อยสุดในเรื่องเลย) ฯลฯ แล้ว เราก็เลยไม่รู้ว่าจะให้มันเป็นลูกเสี้ยวไปเพื่ออะไร เลยขอประกาศให้เธอเป็นอเมริกันเต็มตัวนับจากนี้เป็นต้นไป (เอาจริง ๆ คนอ่านก็คงจะคิดว่าเป็นแบบนั้นมาตลอดอยู่แล้วล่ะ :e13) ตอนใดในฟิค ไม่ว่าจะฟิคหลัก ฟิคเสริม รวมถึง FoF ทั้งหลายที่ imply ว่าเธอเป็นลูกเสี้ยว/ลูกครึ่ง เราจะตามไปแก้ทั้งหมด แต่เนื้อหาที่เหลือคงเดิมนะคะ เลยแค่อยากจะประกาศให้ทราบทั่วกันค่ะ 555+

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

Goku

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1454

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2008, 15:08

ที่อยู่: โลกหน้า กันท่านเจ้าภิภพ

โพสต์ 03 พ.ค. 2014, 00:18

Re: Perfect Resonance: ประกาศอะไรนิดหน่อยค่ะ 20/04/14]

เป็นการตามอ่านที่บ้าคลั่งสะใจจอร์จ มากกกกกกกกกกก

ผมจำได้ว่าตอนเริ่มตามอ่านนี่ผม log in ไว้นะ เเต่พอจะเม้นท์ตอบ เหมือนมันหมดเวลาไปซะงั้น ต้อง log in ใหม่......

มาดามสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สวยมาก ๆ อ๊ะ เรย์นาร์ดนี่เเบบ (555555555+) ถ้าไม่ตายนี่ผมเชียร์พอ ๆ กับป๋า เลยนะ (เเต่ไม่อยู่ตั้งเเต่สมัยพระนเรศวรยังไม่ทำยุทธหัตถีเลย :e20 )

ส่วนอเล็กซานเดอร์กับวิคเตอร์นี่เหมือนมาก ๆ เลยเเหะ เเบบว่า ถอดบล๊อคออกมาเเทบจะว่าได้เลย - -" ( คนพ่อนี่อย่างเเมนเลยนะ คนลูกนี่คิระชัดๆ....//ไม่ใช่ละ)

ผมชอบตอนล่าสุดมากอ่ะ เเบบ ไม่ได้อ่านฟิคที่ทำให้อ๋ออออ ได้เเบบนี้นานเเล้ว (ฮาด้วย) กลับกันผมเชียร์ให้ป๋าขุ้ยต่อนะ เฮ้ยนี่มันพ่อนางเอกเรื่องเลยนะ (รึเปล่าหว่า) มันต้องมีอยากรู้เเหละ "ตัวละครลับสุดยอด" นี่มันใครน้อ อะไรงี้

ป.ล.ในฟิคพูดถึงป๋าเป็นไทเเรนซ์ไม่เเก่ไม่เหี่ยว เเล้วมันช้ำใจ :e6

ป.ล. วิคเตอร์นี่คงจะอยู่ใน internet ส่วนที่ไม่มี 2 girls 1 cup เเหง ๆ
รูปภาพ
MEP Project Presents:IRATUS
FICTION 6 ตอนที่Co-oP ผู้เขียน3คนในเรื่องเดียวกัน อยากรู้ว่าใครบ้าง เรื่องอะไร เข้าไปอ่านกันนะครับ


-------------My Fiction : Original Fiction---------------------------------
Empty Soul [Status: Chapter 12 : Dark Wolf อัพเเล้ว]
Twins [Status: Chapter 5 อัพเเล้ว]
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 03 ม.ค. 2015, 22:13

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]


สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังค่า

หลังลง PR: RECAP แบบเป็นตอนสั้น ๆ (คล้าย A-Z ขนาดยาว) มาได้หลายตอนแล้ว ขอแทรกด้วยการลง plot สลับบ้างนะคะ โดยเรา ไม่ได้จะเลิกเขียนตอนสั้น นะคะ แต่จะเลือกเขียน RECAP เฉพาะบางฉากที่คิดว่าเขียนเป็นนิยายเหมาะสมกว่าการเล่าเป็น plot เรื่องไปเลย เช่น ฉาก drama/ ฉากสำคัญ ๆ ของฟิค / ฉากที่แฝงข้อความเป็นนัย ๆ บางอย่างไว้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่เราไม่ได้เขียนออกมาเป็นนิยายนั้นใช่ว่าไม่มีความสำคัญนะคะ เพียงแต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นพวกฉากเกี่ยวกับแผนการหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่สามารถเล่าออกมาเป็น plot ได้เลยโดยไม่เสียอรรถรส บทสนทนา/เนื้อหาตรงไหนที่เคยเขียนไว้นานแล้วตั้งแต่ตอนวาง plot ใหม่ ๆ เมื่อหลายปีก่อน ก็อาจจะแปะเป็นบทสนทนาแทรกลงไปให้อ่านกันเลย เรียกว่าเป็นการเขียนสรุปเรียบเรียงเนื้อหาให้ผู้อ่านเข้าใจถึงการเชื่อมโยงระหว่างเนื้อเรื่องหลักและ RECEP ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

อนึ่ง plot เหล่านี้ แม้จะคัดลอกมาจาก plot ดั้งเดิมที่เราวางไว้แล้วก็จริง แต่เราเอามาจัดระเบียบใหม่ให้เป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการสรุปและคลายปมต่าง ๆ ของเรื่อง ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อเรื่องที่เราเขียนมานี้จึงไม่ได้อยู่ในตอนติด ๆ กันนะคะ ถ้าเอามาเขียนเป็นฟิคมันจะค่อย ๆ เฉลยออกมาเรื่อย ๆ กระโดดไปมา แทรกอยู่ตาม Chapter ต่าง ๆ เหมือนวิธีการเล่าเรื่องของเราใน 4 ภาคแรกนั่นเองค่ะ ทว่า เนื่องจากนี่เป็นการเขียนแบบ RECAP เราจึงไม่สามารถทำแบบตอนเขียนฟิคได้อีก ต้องเอามาเขียนรวมกันไว้ในตอนเดียวเพื่อให้เข้าใจง่าย เป็นไปตาม Timeline และกระชับได้ใจความที่สุด ยังไงลองอ่านตอนนี้กันดูนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


IX. Audeamus


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 1999

วิคเตอร์และนาริทราเดินทางกลับ NYC หลังเสร็จงานแต่งของบารอนในเอสเซิน เวสเกอร์ซึ่งปลอมตัวเป็นลุควิก แอดเลอร์ไม่ได้กลับมาด้วย แต่ไปเบอร์ลินต่อเพื่อตรวจสุขภาพของชารอน (อ่านเพิ่มเติม Naritra's Report VII)


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 1999


นาริทราไปรายงานตัวที่ศูนย์วิจัยตามปกติ (ต้องไปทุกวันจันทร์) เวสเกอร์ยังไม่กลับมา


วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 1999


คาร์ลินสั่งให้นาริทราอารักขาแขกของตน ทั้งที่จารชนระดับล่างอีกมากสามารถทำงานนี้แทนได้ เป็นเหตุให้นาริทราถูกยิงที่ชายโครง 3 นัด แม้จะใส่เกราะกันกระสุน แต่แรงปะทะก็ทำให้หล่อนได้รับบาดเจ็บ (อ่านเพิ่มเติม IV. Espy ) โดยความผิดพลาดในครั้งนี้ทำให้หล่อนรู้สึกอับอายอย่างมาก เพราะอีกฝ่ายเป็นแค่มือปืนรับจ้างชั้นรอง นอกจากคาร์ลินซึ่งนาริทราจำเป็นต้องติดต่อโดยตรงเพื่อรายงานผลแล้ว หล่อนจึงไม่ได้ติดต่อใครอีกเลยแม้แต่เวสเกอร์ เพราะไม่อยากให้คนอื่น- โดยเฉพาะจารชนในบังคับบัญชา- ได้รับรู้ว่าตนต้องลดตัวมาทำงานที่ไม่สลักสำคัญนี่เพราะคาร์ลินไม่โปรดปราน ซ้ำยังพลาดท่าจนบาดเจ็บอีกด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 1999


วิคเตอร์ได้รับเอกสารจากบารอนว่าด้วยการส่งมอบอาวุธและยานพาหนะที่ตนขอให้พ่อทูนหัวช่วยขายให้มากาเร็ต เดอ นีโร (นาริทรา) ในราคาถูกเพื่อการจัดส่งเวชภัณฑ์ในเขตทุรกันดาร ซึ่งสุดท้ายบารอนก็ตัดสินใจให้เปล่าแทนที่จะขาย (อ่านเพิ่มเติมใน Chapter 41: Beyond Wordsและ Naritra's Report VIII) วิคเตอร์โทรหานาริทราเพื่อให้มารับเอกสารเองกับมือ แต่พบว่านาริทรายังพักฟื้นอยู่ที่ศูนย์พยาบาลขององค์กร


วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 1999


วิคเตอร์ไปหานาริทราด้วยตนเองหลังเลิกงานและมอบเอกสารให้ นาริทราสะพรึงมากที่อยู่ ๆ นายก็โผล่มา แต่ก็ได้แต่ปั้นหน้าแสดงความซาบซึ้งใจอย่างมากที่เขามาเยี่ยม แม้ในใจจะนึกรำคาญที่ถูกตามงานทั้ง ๆ ที่ตนยังนอนเดี้ยงอยู่บนเตียง

หลังสั่งงานรัว ๆ เกี่ยวกับเอกสารของบารอนและการจัดการกับ Anti-Umbrella Activist (AUA) แล้ว วิคเตอร์ได้สอบถามต่อไปว่านาริทราคิดว่าตนจะสามารถหายจากอาการบาดเจ็บได้ทันสิ้นเดือนหรือไม่ นาริทราแอบคิดในใจว่า กูคนนะเว้ย ไอ้ห่า ไม่มีทางที่จะหายทัน 100% หรอก แต่ก็ยินดีรับงานโดยไม่ปริปากบ่น อย่างไรก็ตาม พอได้ฟังงานที่วิคเตอร์อยากจะให้ทำเท่านั้น นาริทราก็ตกใจมาก เพราะงานที่ว่าคือการเป็นหัวหน้าทีมอารักขาท่านประธานที่มีกำหนดการจะเดินทางไปยุโรปตอนต้นเดือนมีนาคม ซึ่งโดยสายงานแล้วนาริทราไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำ ซ้ำหล่อนยังเพิ่งพลาดถูกยิงในภารกิจกิ๊กก๊อก หากวิคเตอร์เสนอชื่อตนไปย่อมจะต้องถูกคาร์ลินคัดค้านแน่

เมื่อนาริทราบอกความกังวลใจข้างต้นให้วิคเตอร์ฟัง เขาก็บอกปัดว่าไม่สลักสำคัญ วิคเตอร์จะยกผลงานอารักขาของนาริทราที่ช่วยชีวิตเขาและโมเรโน่ที่สเปนขึ้นเสนอท่านประธาน (อ่านเพิ่มเติมใน Chapter 38: You Can’t Betray the World Forever) ส่วนครั้งนี้ แม้นาริทราจะถูกยิง แต่ก็ปกป้องแขกไว้ได้โดยปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (คาร์ลิน) อย่างเคร่งรัด คาร์ลินต่างหากที่ควรจะพิจารณาการตัดสินใจของตนเสียใหม่ว่าควรส่งนาริทรามาทำงานระดับนี้หรือไม่

เหตุที่วิคเตอร์พยายามดันหล่อนขึ้นไปในตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบสูง ก็เพราะต้องการกันท่าไม่ให้คาร์ลินนำนาริทราไปใช้ในงานที่เสี่ยงตายอย่างไม่สมฐานะรองหัวหน้าหน่วยจารชนอีก เมื่อนาริทราได้เป็นหัวหน้าทีมอารักขาของท่านประธานแล้ว การที่คาร์ลินจะเอาหล่อนไปอารักขาแขกที่ไม่ใช่แขก A-List ก็จะเป็นการข้ามหน้าท่านประธาน ทำให้คาร์ลินไม่กล้าทำ และนาริทราก็จะปลอดภัยอยู่รับใช้เขาไปอีกนาน นาริทราเองก็ทราบในข้อนี้เช่นกัน หลังจากได้เป็นหัวหน้าทีมอารักขาอย่างเต็มตัวแล้ว หล่อนเลยกล้าเอาใจออกห่างคาร์ลินในบางครั้ง ส่งผลให้ในระยะหลังคาร์ลินเรียกใช้แต่เวสเกอร์เท่านั้น (อ่านเพิ่มเติมใน III. Zemblanity, VI. Entr'acte และ VIII. Infinitesimal)


วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2000


(Timeline หลังเหตุการณ์ใน RECAP ตอนล่าสุดหรือ VIII. Infinitesimal) จอร์จ ดับเบิลยู บุช ตัวแทนจากพรรค Republican ชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากผลโหวตในรัฐฟลอริดาใกล้เคียงกับอัล กอร์ตัวแทนจาก Democrat มากจึงต้องมีการนับใบลงคะแนนใหม่ แต่การนับคะแนนใหม่ในครั้งนี้มีข้อพิพาทมาก คดีจึงต้องขึ้นสู่ศาล (รายละเอียดยืดยาวมากและเต็มไปด้วยข้อกฎหมายสุด ๆ ไม่เกี่ยวห่านอะไรกับ PR เลย ดังนั้นข้ามไปแล้วกันนะคะ) ทั้งปู่วิคเตอร์ บารอน ประธานและผู้บริหารส่วนใหญ่ของ The Agency ที่สนับสนุนฝ่าย Republican ต่างรู้สึกเป็นกังวลใจ เพราะผลคะแนนของทั้งคู่สูสีมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ส่วนวิคเตอร์ก็คุยกับนาริทราว่าหากบุชแพ้จริง เรื่องที่จะสนับสนุน AUA ต่อคงจะลำบากมาก เพราะตนไม่มีเส้นสายอะไรกับคนของ Democrat เท่าไหร่ ซ้ำล็อบบี้ยิตส์ของ Umbrella ก็มีอำนาจต่อรองกับนักการเมืองของพรรคนี้สูง นาริทรารับปากว่าหากเหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นนั้นจริง ตนจะพยายามหาแผนสำรองอื่น วิคเตอร์ไม่ได้ว่าอะไรต่อ นาริทราคิดว่าเขาอาจจะคิดถึงเรื่องนั้นไปก่อนหล่อนนานแล้ว

เวสเกอร์สงบปากสงบคำตลอดทั้งวัน หมกตัวทำงานในแล็บ นาริทรากลับมาถึงบ้านตอนหัวค่ำ เล่าเรื่องที่วิคเตอร์บอกให้เขาฟัง และบอกว่าตนอาจต้องหาแผน B เตรียมไว้ แต่เวสเกอร์กลับบอกให้นาริทราหาอะไรดื่มแล้วเลิกคิดซะ เรื่องนั้นให้ลิวานอสมันทำไป หากกอร์เป็นผู้ชนะขึ้นมาจริง และ Umbrella ได้ประโยชน์จากชัยชนะของ Democrat ต่อให้ต้องทำลายพรรคการเมืองทั้งพรรค ไอ้คนที่บ้าบอขนาดวางแผนล้างแค้นได้เป็นสิบ ๆ ปีอย่างลิวานอสก็จะคงหาทางทำของมันเอง แน่นอนว่าเวสเกอร์แค่จงใจพูดเกินจริง แต่นาริทราก็ตัดสินใจเชื่อคำแนะนำนั้น และบอกให้เขาไปเปลี่ยนชุดเพื่อออกไปหาอะไรกินข้างนอกกับหล่อน


วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม ปี 2000


หน่วยข่าวกรองค้นเจอที่อยู่ปัจจุบันของ นิโคไล จีโนเวฟ (Nikolai Zinoviev)ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเจนีวา นิโคไลเคยทำงานเป็นทหารรับจ้างในหน่วย Umbrella Biohazard Countermeasure Service (UBSC) ของ Umbrella และเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Outbreak ใน Raccoon City

เท่าที่หน่วยข่าวกรองสืบทราบ นิโคไลยังคงทำงานให้กับ Umbrella อยู่จนถึงกลางปี 2000 แต่ช่วงหลายเดือนหลังที่เขาหนีมากบดานอยู่เจนีวา เป็นได้ว่าเขาอาจต้องการสลัดตนเองออกจาก Umbrella ที่นับวันก็ยิ่งตกต่ำลง และปรารถนาจะใช้เจนีวาเป็นสถานที่นัดพบกับคนของรัฐบาลสหรัฐฯ ประเทศมหาอำนาจอื่น หรือกระทั่งใครก็ได้ที่ยินดีจะจ่ายมากพอเพื่อข้อมูล Performance ของ B.O.W.s แทบทุกประเภทในสนามรบจริงซึ่งเขาเป็นผู้เก็บรวบรวมด้วยตนเอง (อ้างอิงจาก RE3)

คาร์ลินนำเรื่องนี้ขึ้นปรึกษาในที่ประชุม ซึ่งล้วนมีมติว่าจะลองเจรจากับนิโคไลดู แม้ข้อมูล B.O.W. ที่เขามีอาจไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรมากนักสำหรับ The Agency ที่มีนักวิจัยอย่างอัลเบิร์ท เวสเกอร์ทำงานให้อยู่แล้ว แต่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภายในของ Umbrella ต่างหากที่บริษัทสนใจ และหากไม่สามารถเจรจาให้นิโคไลให้ความร่วมมือได้ ก็ต้องกำจัดทิ้งเสีย เพราะไม่ประสงค์จะให้นิโคไลน์มอบข้อมูลดังกล่าวให้แก่ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาใหญ่คือนิโคไลจงใจเลือกพักในโรงแรมที่อยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (United Nation) มีคนของรัฐบาลพักอยู่เพียบ ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยของโรงแรมเข้มงวดมาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพกอาวุธปืนเข้าไป แค่ของมีคมยังลำบาก และการจะทำอะไรเอิกเหริก เช่นการเอาหน่วยมือสังหารไปบุกก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าเกิดมีปัญหาหรือมีใครโดนลูกหลงขึ้นมาก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกแน่ ในกรณีที่ร้ายยิ่งกว่านั้น นิโคไลซึ่งพักอยู่ที่นั่นได้หลายเดือนแล้วอาจจะหาทางลักลอบนำอาวุธเข้าไปได้ และห้องพักของเขาก็จะเป็นเสมือนฐานตั้งรับที่ปลอดภัย ทำให้คนที่เป็นฝ่ายหาเขาต้องเสียเปรียบอย่างมาก จำเป็นจะต้องใช้จารชนฝีมือดี และมีประสบการณ์สูง คาร์ลินจึงเสนอตัวไปจัดการเอง แต่ท่านประธานได้ห้ามไว้ เพราะไม่ต้องการให้ลูกน้องเก่าแก่ของตนต้องทำงานที่เสี่ยงเกินควร

ใจจริงคาร์ลินอยากจะโยนงานนี้ให้นาริทราทำเสีย เพราะถ้าทำงานเรียบร้อยดีหัวหน้าหน่วยอย่างเขาก็ได้หน้า ทำพลาดขึ้นมานาริทราก็รับเคราะห์ไป เขาไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ก็ไม่อยากเร่งเสนอชื่อนาริทรา เพราะเดาว่าวิคเตอร์จะต้องขัดขึ้นมาอีก และวิลเลี่ยม เกรย์ (ที่ปรึกษาท่านประธาน ลูกชายคนเดียวของบารอน) ก็จะต้องเข้าข้างวิคเตอร์แน่นอน ทำให้เขาอาจต้องเสียหน้า แต่โดยไม่มีใครคาดคิด วิลเลี่ยม เกรย์กลับเป็นคนที่เสนอชื่อของนาริทราขึ้นมาซะเอง โดยประธานก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะงานนี้เป็นงานสำคัญ ผิดพลาดไม่ได้ และต่างก็เห็นว่านาริทราว่าทำงานเจรจาไกล่เกลี่ยได้ดี คาร์ลินได้ฟังก็ยิ้มเลย ไม่มีข้อคัดค้าน ส่วนผู้บริหารอื่นก็ไม่สนใจว่าใครจะทำ วิคเตอร์เลยกลายเป็นคนเดียวที่มีความเห็นแย้ง และเสนอว่าน่าจะให้เวสเกอร์ไปมากกว่า เพราะถ้าเป็นไทแรนซ์ล่ะก็ ต่อให้ไม่มีอาวุธอะไรเลยก็ไม่มีทางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน คาร์ลินรีบสวนทันทีว่า ถ้าเป้าหมายของเราคือกำจัดนิโคไล มันคงจะไม่ขัดอะไรเลย เพราะเวสเกอร์เก็บงานได้หมดจดแน่นอน แต่นี่เราจะไปเปิดฉากเจรจาก่อน ไม่คิดว่าเวสเกอร์จะเหมาะสม เพราะแม้เวสเกอร์จะเป็นนักวิจัยระดับสูง แต่เป็นแค่จารชนระดับกลาง การเข้าถึงข้อมูลในองค์กรของเขาต่ำกว่านาริทรามาก จะไปเจรจาโดยไม่รู้จะใช้อะไรต่อรอง หรือไม่รู้ว่าตนเองมีอำนาจจะเสนออะไรให้ฝ่ายตรงข้ามบ้างเป็นไปไม่ได้ วิคเตอร์ฟังแล้วก็บอกว่าตนไม่เห็นเป็นปัญหา เพียงแค่ส่งนาริทรากับเวสเกอร์ไปด้วยกันก็สิ้นเรื่อง การเข้าพักในโรงแรมเป็นคู่ โดยเฉพาะโรงแรมในสวิสที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวย่อมไม่สะดุดตาเสียยิ่งกว่าการไปพักเพียงคนเดียวเสียอีก

วิลเลี่ยม เกรย์พิจารณาอยู่สักครู่ ก็ตอบว่าจริง ๆ ตนเองก็เห็นด้วยกับวิคเตอร์ว่าเวสเกอร์กับนาริทราเป็นพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมสำหรับงานนี้ แต่เกรย์ก็มีสิ่งที่อยากให้เวสเกอร์ทำโดยเร็วเช่นกัน เนื่องจากเมื่อสองวันก่อนเขาได้รับการติดต่อโดยตรงจากอดีตนายพลที่มีอิทธิพลอย่างมากในแอฟริกาใต้ โดยนายพลผู้นี้ได้เสนอแลก “อาวุธชีวภาพ” ที่รัฐบาลของแอฟริกาใต้ได้ค้นคว้าวิจัยและสร้างขึ้นในยุคการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว (ช่วงปี 70s) และยังคงมีสต็อกคงค้างอยู่จนปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติม Project Coast) กับอาวุธสงครามของ The Agency ซึ่งหากอาวุธชีวภาพดังกล่าวเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณค่าทางการวิจัยจริง ท่านประธานและเขาก็เห็นสมควรที่จะทำธุรกิจด้วย เพื่อการนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่มีความรู้สูงในการประเมินมูลค่าของเชื้อดังกล่าว ซึ่งเกรย์เชื่อว่าผู้ที่มีประสบการณ์และวิจารณญาณเหมาะสมกับงานนี้ก็คือ เวสเกอร์ และไม่เพียงแต่ความจำเป็นด้านบุคลากรเท่านั้น ความเร่งด่วนของสองอย่างนี้ยังพอ ๆ กัน เพราะหากไม่รีบไปเจรจากับนิโคไลโดยเร็ว เขาก็อาจจะตัดสินใจขายข้อมูลให้แก่คู่แข่ง ส่วนอดีตนายพลเองก็ไม่น่าจะติดต่อ The Agency เพียงบริษัทเดียว แต่อาจจะติดต่อบริษัทอื่นเช่นกัน การที่จะให้เวสเกอร์ไปทั้งสองงานที่อยู่ห่างกันคนละทวีปย่อมจะทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ งานที่เจนีวาแม้จะเสี่ยงภัยอยู่บ้าง แต่นาริทราก็ไม่ใช่จารชนด้อยประสบการณ์ เกรย์คิดว่าทหารรับจ้างของ Umbrella แค่คนเดียวไม่ควรเก่งกาจไปกว่ารองหัวหน้าหน่วยจารชนของ The Agency ซ้ำเกรย์ยังมีคำสั่งต่อไปอีกว่า เนื่องจากงานที่ต้องการให้เวสเกอร์ไปจัดการเป็นงานเกี่ยวกับการค้าอาวุธชีวภาพและอาวุธหนักโดยตรง เขาจึงอยากจะขอให้คาร์ลินไปกับเวสเกอร์ด้วย เพราะคาร์ลินเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการสั่งจ่ายคลังอาวุธลำดับต้น ๆ ของบริษัทเช่นกัน นั่นทำให้คาร์ลินดีใจอย่างมากที่ได้ทำงานที่ชอบ แม้ตนจะต้องถ่อไปถึงแอฟริกาก็ตาม

วิคเตอร์ได้ฟังเหตุผลของเกรย์ก็ถึงกับเครียด เพราะจริง ๆ แล้วที่ปรึกษาท่านประธานพูดมีเหตุผลทุกอย่าง หากเป็นภาวะปกติเขาก็จะต้องเห็นด้วยไปแล้วเพราะนาริทราก็เป็นตัวเต็งในงานนี้จริง แต่หล่อนเป็นคนเดียวที่สามารถจัดการเรื่อง AUA ให้เขาได้ วิคเตอร์เลยไม่อยากให้หล่อนไปเสี่ยงแลกชีวิตกับนิโคไลที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรในสายตาตน เพื่อการนั้น เขาจึงพยายามแย้งจนถึงที่สุดว่า ภารกิจที่เวสเกอร์ควรทำและมีแต่เวสเกอร์เท่านั้นที่ทำได้คือการไปเจนีวากับนาริทรา ส่วนการไปแอฟริกาใต้เพื่อตรวจสอบเรื่องอาวุธชีวภาพนั้นเป็นงานของ “ผู้อำนวยการหน่วยวิจัย” อย่างเขามากกว่า และเขาเชื่อว่าคุณสมบัติในฐานะนักวิจัยของตนนั้นคงเพียงพอจะทำหน้าที่แทนเวสเกอร์ได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง นัยว่าหากเกรย์หรือใครก็ตามในองค์ประชุมปฏิเสธว่าวิคเตอร์ไม่เหมาะ ก็เท่ากับดูถูกเขาว่าเก่งน้อยกว่าเวสเกอร์ ซึ่งย่อมต้องไม่มีใครกล้าพูดแบบนั้นแน่แม้แต่ตัวท่านประธานเอง นอกจากนี้ การไปแอฟริกาก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้สำรวจตลาดวัตถุดิบเพิ่มเติมด้วย เพราะในทศวรรษหน้า แอฟริกามีแนวโน้มจะกลายเป็นตลาดแลกเปลี่ยนและฐานผลิตใหญ่ของอาวุธชีวภาพที่บริษัทไม่ควรมองข้าม

คาร์ลินที่ปกติตั้งท่าจะแย้งมาตลอดพอได้ฟังก็ถึงกับอึ้งที่วิคเตอร์ยอมลงทุนเสนอตัวไปทำงานเองทั้ง ๆ ที่ไม่ถูกกัน แถมยังต้องเสี่ยงเดินทางเข้าทวีปที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและอัตราการก่ออาชญากรรมรุนแรงสูงลิบลิ่วอีก ถึงแม้ว่าบุคลากรระดับผู้บริหารอย่างพวกเขาจะได้รับการอารักขาและการอำนวยความสะดวกสบายอย่างดีก็ตาม แต่สำหรับคนตระกูลลิวานอสแล้ว การต้องไปเจรจากับนายพลในประเทศโลกที่ 3 ก็อาจมองว่าเป็นงานที่ต้อง ‘ลดตัว’ ลงไปทำอยู่ดี ส่วนวิลเลี่ยม เกรย์นั่งเงิบไปนานแล้ว เพราะนึกไม่ถึงว่าน้องชายจะเถียงตัวเองแบบเอาเป็นเอาตาย จากที่ปกติมีอะไรก็จะเออออห่อหมกกันตามนั้นตลอด

สุดท้ายท่านประธานที่ฟังมานานเลยตัดบทว่านาริทราและเวสเกอร์เป็นคนของทั้งวิคเตอร์และคาร์ลิน จึงขอให้ทั้งคู่ไปตกลงกันเอาเองแล้วกันว่าจะให้ใครไปทำอะไรยังไง เพราะไม่อยากให้ทั้งที่ปรึกษาของตนหรือวิคเตอร์ต้องเสียหน้าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง รวมทั้งอยากจะให้เกียรติคาร์ลินในการร่วมตัดสินใจ เกรย์เข้าใจจึงไม่พูดอะไรต่อ ส่วนคาร์ลินก็ไม่อยากจะงัดข้อกับวิคเตอร์ให้เสียเวลา เพราะการเดินทางไปพร้อมวิคเตอร์ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรมาก นอกจากอาจเสียสุขภาพจิตนิดหน่อย จริง ๆ เผลอ ๆ การเดินทางไปกับหลานลิวานอสอาจจะทำให้เขาจะสะดวกสบายมากขึ้นด้วยซ้ำไป จึงได้ตกลงให้เวสเกอร์ไปกับนาริทราตามวิคเตอร์ต้องการ ทั้งนี้ เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้นิโคไลหลุดมือบริษัทไปง่าย ๆ เช่นกัน เรื่องเดียวที่เขาติดใจสงสัยมาก ๆ มาตลอดคืออะไรที่ดลใจให้วิคเตอร์มันถือหางนาริทราขนาดนั้น จะบอกว่าเรื่องชู้สาวก็เชื่อได้ยาก เพราะดูจากผู้หญิงแต่ละคนที่ตระกูลลิวานอส (คนปู่และคนพ่อ) ข้องเกี่ยวด้วย มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่วิคเตอร์จะใฝ่ต่ำขนาดมาชอบนาริทรา หรือต่อให้เสือกโง่ชอบขึ้นมาจริง ๆ นาริทราก็เป็นแค่ผู้หญิงกาก ๆ ไม่ต้องทำอะไรให้มากมายก็พร้อมจะพลีกายให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงขนาดนี้ คาร์ลินจึงแอบสงสัยอยู่ลึก ๆ ว่าทั้งคู่อาจจะมีข้อตกลงหรือผลประโยชน์บางอย่างร่วมกันมากกว่า ซึ่งเขาจะต้องสืบให้ได้ว่ามันคืออะไร

คนที่คาใจในเรื่องนี้ไม่ได้มีแต่คาร์ลิน แต่รวมถึงวิลเลี่ยม เกรย์ด้วย ที่เขาแสร้งเสนอชื่อนาริทราขึ้นมาก็แค่เพราะอยากจะดูท่าทีของวิคเตอร์เท่านั้น ส่วนไอ้เรื่องที่ใครจะไปตามจัดการกับอดีตทหารรับจ้างเดนตายของ Umbrella ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนระดับเขาหรือประธานขนาดนั้นมาตั้งแต่ต้นแล้ว ย้อนไปสองปีก่อน เกรย์ไม่เคยเห็นด้วยเลยที่น้องชายตั้งนาริทราขึ้นเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว เพราะนอกจากจะเป็นการข้ามหัวคาร์ลิน (ซึ่งเป็นนายโดยตรงของนาริทรา) อย่างมากจนก่อให้เกิดความกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังไม่มีเหตุผลดี ๆ อะไรเลยที่วิคเตอร์จะเลือกใช้นาริทราที่ก็ไม่ได้มีความรู้ในสายงานวิจัย ครั้งหนึ่งเกรย์เคยถามวิคเตอร์ในเรื่องนี้ และเขาก็ให้คำตอบว่า หากได้ความสวามิภักดิ์จากนาริทรา ก็จะได้ความสวามิภักดิ์จากเวสเกอร์เช่นกัน แน่นอนว่าเกรย์ไม่เชื่อว่าเหตุผลจะมีเพียงแค่นั้น แต่ก็ไม่ต้องการก้าวก่ายเรื่องยิบย่อยส่วนตัวของน้องชาย ทั้งนอกจากงานจัดซื้อจัดขายสเกลเล็ก ๆ (อ่านเพิ่มเติม Chapter 36: Quid Pro Quo) ที่นาริทราช่วยรับผิดชอบแล้ว เขาก็ไม่เห็นว่านาริทราจะมีอิทธิพลอะไรต่อการตัดสินใจของวิคเตอร์เท่าไหร่ จนกระทั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่วิคเตอร์เสนอนาริทราเป็นหัวหน้าหน่วยอารักขาของท่านประธาน ซึ่งปกติถ้าไม่มั่นใจสุด ๆ ว่าคนของตนแน่จริง ย่อมไม่มีใครกล้าเสนอชื่อลูกน้องมารับตำแหน่งนี้แน่ การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ของวิคเตอร์ที่มักจะ play safe อยู่เสมอจึงทำให้เกรย์ประหลาดใจ เพราะผิดวิสัยเขาที่จะเอาชื่อเสียงของตนเป็นเดิมพันในการโปรโมทใครจนออกนอกหน้าแบบนั้น ไหนจะเรื่องในที่ประชุมวันนี้อีก เกรย์จึงคิดว่าตนอาจจะต้องจับตาดูวิคเตอร์อย่างจริงจัง เพราะยังไงซะคนตระกูลลิวานอสก็มีชื่อในเรื่องการทำอะไรตามอำเภอใจอยู่เสมอ แม้ดูเผิน ๆ แล้ววิคเตอร์จะห่างไกลจาก stereotype นั้นก็ตามที

หัวค่ำวันเดียวกันนั้น เวสเกอร์และนาริทราได้รับคำสั่งด่วนให้เตรียมตัวไปเจนีวา พร้อมจัดการ check-in ในโรงแรมเดียวกับนิโคไล เวสเกอร์ค่อนข้างหงุดหงิดเพราะเขาตั้งใจจะไปเบอร์ลินเพื่อตรวจสุขภาพชารอนทุกวันที่ 4 จึงได้แต่หวังว่างานนี้จะเสร็จสิ้นลงโดยไว ส่วนนาริทราโอดครวญว่าวันที่ 4 ดันตรงกับวันจันทร์พอดี หากเวสเกอร์ไปเบอร์ลิน หล่อนก็ต้องเข้าแล็บคนเดียวอีก ด้วยความเวทนาเวสเกอร์เลยรับปากว่าจะเดินทางกลับไฟล์ทดึกเพื่อมาถึงให้ทันเช้าวันที่ 4 แทน


วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม ปี 2000


เวสเกอร์และนาริทราขึ้นเครื่องตอนตี 2 กว่า นาริทราม้วนผมหยิก ใช้สเปรย์ย้อมผมสีน้ำตาลเรียบ ๆ ไม่ชวนให้จดจำเหมือนเดิม ส่วนเวสเกอร์ก็ทำผมสีน้ำตาลเช่นกัน แต่นาริทราให้ความเห็นว่าโครงหน้าของเวสเกอร์ยากมากที่จะปลอมตัว ไม่เหมาะเป็นจารชนสุด ๆ เพราะมีโหนกแก้มและคางที่เห็นครั้งเดียวก็จำได้ เหนืออื่นใด ถึงปลอมตัวแบบไหนมึงก็ใส่ไอ้แว่นดำนี่อยู่ดี แต่เวสเกอร์ก็บอกว่าช่างหัวมันเถอะ เราไม่อยู่นานพอที่จะมีคนจดจำหรอก

เนื่องจากที่นั่นเวลาเร็วกว่า NYC 5 ชั่วโมง กว่าจะไปถึงก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว ระหว่างเดินทางทั้งคู่จึงซักซ้อมแผนรับมือกับนิโคไลกัน เวสเกอร์ถามหยั่งเชิงนาริทราว่าหล่อนคาดหวังว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากหน่วยรบอย่างนิโคไลมากกว่าที่ได้จากนักวิจัยอย่างตนจริง ๆ หรือ นาริทราก็บอกว่าไม่เลย ไม่คิดจะเอาข้อมูลของ Umbrella ห่าเหวอะไรจากหมอนั่นอยู่แล้ว ไม่แม้แต่คิดจะเจรจาให้มาร่วมมือกับ The Agency ด้วยซ้ำไป เพราะมันเปล่าประโยชน์สิ้นดี มีเวสเกอร์อยู่ก็พอแล้ว จะเอาคนอื่นมาให้วุ่นวายอีกทำไมวะ ต่อให้นิโคไลมันอยากมา กูก็ไม่อยากให้มันมาหรอกว้อย สิ่งที่อยากจะทำคือเค้นคอนิโคไลเพื่อเอาข้อมูลของ “ผู้ที่เขาตั้งใจจะติดต่อเพื่อขายความลับ” มามากกว่า แค่นั้นก็น่าจะพอชดเชยให้พวกผู้บริหารได้ และหล่อนก็ไม่คิดว่าจะมีผู้บริหาระดับสูงคนไหนสนใจอะไรกะนิโคไลจริง ๆ หรอก ยังไงเรื่องวันนี้ก็มีแค่เราสองคนที่รู้อยู่แล้ว (และนิโคไลก็จะต้องถูกเก็บแน่นอน)

เวสเกอร์ได้ฟังก็เห็นด้วยตามนั้น เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้มีอดีตคนของ Umbrella มาอยู่ใน The Agency เพิ่มเช่นกัน และแสร้งตั้งข้อสังเกตขึ้นมาเล่น ๆ ว่า นาริทราที่ปกติขี้ป็อดสุดชีวิต พักนี้ทำอะไรตามอำเภอใจเหลือเกิน นาริทราบอกปัดว่า มันไม่ได้ต้องอาศัยความกล้าอะไรสักหน่อยนี่หว่า กูแค่คิดมาหลายตลบแล้วต่างหาก แต่ถ้าคุณนิยมผู้ที่อหังการ์บ้าบิ่น คุณคงชอบที่จะได้ร่วมงานกับอดีตรองฯ (เรย์นาร์ด) เพราะเขาเป็นจารชนที่ทำอะไรตามอำเภอใจมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่หล่อนเคยรู้จัก และที่น่าประทับใจยิ่งคือการทำตามอำเภอใจของเขานั้นไม่เคยทำให้ระดับสูงคนใดผิดหวังหรือหาข้อมาตำหนิได้เลย จนกระทั่งการทำตามอำเภอใจครั้งสุดท้าย (ทรยศองค์กร) นั่นเองที่นำมาสู่ความย่อยยับของเขา

เวสเกอร์แทรกขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่า ต่อให้นาริทราจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชิงชังทางเลือกอันโง่เขลาของเรย์นาร์ดมากแค่ไหน แต่หล่อนก็ไม่เคยซุกซ่อนร่องรอยของความเคารพยกย่องที่ตนเคยมีให้แก่อดีตรองฯ ได้เลย มันคงจะน่าแค้นใจมากที่คนที่หล่อนเคยมอบความนับถือให้อย่างจริงใจกลับเป็นคนที่สร้างความผิดหวังให้อย่างที่สุด นาริทราหัวเราะ ถามกลับว่า “จนถึงตอนนี้ คุณยังคิดว่าเบอร์กิ้นเป็นอัจฉริยะอยู่อีกหรือเปล่า?” ถึงแม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่ดวงตาของเวสเกอร์ก็วาวโรจน์ด้วยความโกรธเมื่อถูกย้ำหัวตะปูถึงการทรยศของสหายเก่า (อ่านเพิ่มเติม Chapter 23: Renegade)

นาริทรายกมือขึ้นลูบหลังมือเขา ปลอบใจ “อย่างน้อยคุณก็ไม่เคยต้องโม้กมันจนมิดลำ” เวสเกอร์ทำหน้าแขยง “เคยชอบเขามากหรือ?” เขาถาม “...มากว่ะ มาก” หล่อนตอบ

ห้าโมงเย็นตามเวลาท้องถิ่นในเยอรมัน นาริทราและเวสเกอร์มาถึงโรงแรม เช็คอินด้วยเอกสารปลอมที่เตรียมมา โดยห้องพักที่จองไว้อยู่ในชั้นเดียวกันกับห้องพักของนิโคไลแต่คนละมุมตึก ระหว่างทางมีกล้องวงจรปิดทั้งหมด จึงต้องหาทางลากตัวนิโคไลออกมาหรือให้เขาเชิญทั้งคู่เข้าไปเอง ทันทีที่วางกระเป๋าเดินทางลงบนเตียง เวสเกอร์ใช้โทรศัพท์ในห้องพักโทรเข้าไปยังเบอร์ห้องของนิโคไล พร้อมบอกกับอีกฝ่ายอย่างไม่อ้อมค้อมว่าตนคือ อัลเบิร์ท เวสเกอร์ “ไทแรนซ์” พักอยู่ห่างจากนิโคไลไป 17 ห้อง จงยอมให้ตนเข้าพบแต่โดยดี แค่ได้ยินเสียงเท่านั้น นิโคไลก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น เขาคว้ากระเป๋าใส่เงินและเอกสารสำคัญแล้วเผ่นออกจากห้องทันที แต่พอเปิดประตูมาก็เจอกับนาริทราที่ยืนยิ้มให้อยู่หน้าห้อง นาริทราเข้าไปสวมกอดเขาเหมือนคนรู้จัก และกระซิบขู่ว่าตนเองก็เป็นไทแรนซ์ เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ขัดขืนเป็นอันขาด นิโคไลไม่รู้ว่านาริทราพูดจริงหรือไม่ แต่ดูจากวิธีที่นาริทราเข้าประชิดตัวเขาก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่ไม่มีทักษะด้านการต่อสู้เลย จึงคิดว่าไม่ควรจะบุ่มบ่ามดีกว่า ไม่งั้นนอกจากจะโดนผู้หญิงคนนี้อัดไส้แตกแล้ว ยังอาจจะโดนเวสเกอร์ตามมากระทืบซ้ำ

อึดใจต่อมา เวสเกอร์ก็ตามมาสมทบ นิโคไลเห็นหน้าถึงกับอุทานว่า “นี่ปลอมตัวแล้วได้แค่นี้เหรอวะ?” แต่เวสเกอร์ทำเป็นไม่สนใจ และเข้าไปส่งมือให้นิโคไลจับ ซึ่งนิโคไลก็ยอมเล่นตามน้ำแต่โดยดี เวสเกอร์บอกให้ไปคุยต่อในห้อง แต่นิโคไลบอกว่า ทั้งสองมาผิดเวลามาก อีกไม่กี่นาทีคนที่ตน “นัดไว้” จะมา และคงไม่ใช่คนที่พวกคุณอยากเจอแน่ โปรดกลับไปก่อนเถอะ ไม่งั้นฉิบหายบรรลัยกันหมดแน่ ๆ เวสเกอร์ถามว่า ใคร? นิโคไลบอกเพียงว่า เป็นคนของรัฐบาลที่ต้องการหลักฐานในการโค่นล้ม Umbrella ตนจึงยอมเสนอข้อมูลทั้งหมดให้ พร้อมทั้งยินดีให้ปากคำในศาล แลกกับการนิรโทษกรรม

นาริทราหัวเราะแล้วบอกว่า คิดว่าไม่มีคนของ Umbrella แฝงตัวอยู่ในรัฐบาลเลยรึไง? นิรโทษกรรมเหรอ เหี้ยระดับมึงเมินเสียเถอะว่าจะมีใครจะมอบโอกาสดี ๆ แบบนั้นให้ บางทีคนที่กำลังมาที่นี่อาจจะมาฆ่ามึงตายคาห้องพักก็ได้ โทรไปยกเลิกนัดกับพวกมันเสียจะฉลาดกว่า

นิโคไลส่ายหัว หันหน้าไปมองเวสเกอร์ แล้วถามว่านี่ใครวะ? เมียแกหรือ โง่ฉิบหาย กูไม่ได้อยู่รอดในวงการนี้มาเกือบ 20 ปีแบบฟลุ๊ก ๆ หรอกนะว้อย ถ้าสะเออะจะมาสอนกูเรื่องการหักหลัง ก็คิดผิดแล้วว่ะ ถ้ากูบอกชื่อคนที่กูติดต่อไป เชื่อว่ามึงจะไม่กล้าทึกทักเอาว่ามันเป็นคนของ Umbrella แน่นอน เวสเกอร์ฟังแล้วก็หมั่นไส้ในความกร่างมาก เลยออกคำสั่งเด็ดขาดว่า คนที่นิโคไลนัดมันจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐหรือจักรพรรดิโรม ตนก็ไม่สน โทรไปยกเลิกนัดมันเดี๋ยวนี้ ไม่ก็บอกให้มันรอ ถ้านิโคไลทำให้พวกเขาต้องยืนรออยู่หน้าห้องนี่อีกนาทีเดียว รับประกันได้เลยว่า “การปฏิบัติ” ที่นิโคไลจะได้รับจากพวกเขาต่อจากนี้จะไม่เป็นไปอย่างผู้มีอารยะแน่

นิโคไลบอกว่าเสียใจด้วย แต่เขาไม่มีเบอร์มือถือของอีกฝ่าย เผลอ ๆ อีกฝ่ายมีมือถือหรือเปล่ายังไม่รู้ จะโทรไปยกเลิกตอนนี้ไม่ทันแน่ แถมจุดนัดพบยังเป็นห้องพักของเขาเองด้วย เวสเกอร์ได้ฟังแล้วหันไปมองนาริทราอย่างชั่งใจว่าจะเอาไงต่อ นาริทราโบกมือเป็นสัญญาณว่าจะทำอะไรก็ทำ เดี๋ยวกูตามเช็ดตามล้างเอง เวสเกอร์จึงสั่งให้นิโคไลเปิดประตูห้อง นิโคไลได้แต่ถอนใจแล้วจำยอมทำตาม เดินนำทั้งคู่เข้าไปภายใน เวสเกอร์ให้นาริทราเข้าไปก่อนแล้วปิดประตูตามหลัง ลงล็อกทั้ง 2 ชั้น จากนั้นชี้ไปที่โซฟารับแขก “นั่งรออยู่ตรงนั้น หุบปากเงียบให้เหมือนศพ- ในกรณีที่แกไม่ต้องการจะเป็นจริง ๆ- ส่วนเรื่องที่ประตูจะถูกเปิดรับแขกหรือไม่ เราจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง”

นิโคไลทิ้งตัวลงในโซฟา คงกำลังคำนวณหาทางรอด เขากวาดตาตามการเคลื่อนไหวของเวสเกอร์ที่เดินไปปิดม่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกลับมามองนาริทราที่เพิ่งเดินกลับออกมาจากห้องนอนพร้อมปืนสั้นที่เขาซ่อนไว้ใต้หมอน ซึ่งพอพิจารณาดี ๆ ก็จะพบว่านาริทราไม่น่าจะเป็นไทแรนซ์เหมือนเวสเกอร์ เขาจึงถามนาริทราว่าจะไม่แนะนำตัวหน่อยหรือ นาริทราตอบติดตลกไปว่าตนเป็นลูกน้องของเวสเกอร์ หากอยากจะถามชื่อ ก็ต้องรอให้เวสเกอร์อนุญาตก่อน ตอนนั้นเองที่เวสเกอร์ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เขาส่งสัญญาณให้คนในห้องเงียบ และมองผ่านช่องตาแมวออกไปนอกห้อง คนคนแรกที่เดินนำขบวนมาคือชายวัยกลางคนในชุดสูท ดูแล้วน่าจะเป็นข้าราชการ แต่พอเวสเกอร์มองเห็นขบวนที่ตามมา เขาก็ถอนใบหน้าออกจากช่องตาแมวทันที นาริทราเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เขาไม่ตอบ แต่ส่งสัญญาณให้นาริทรามาดูด้วยตนเอง

ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือบุคคลในชุดสูท 5 คน คนแรกนาริทราไม่รู้จัก แต่ที่เหลือคือคนที่ทั้งสองต่างรู้จักดี

คริส เรดฟิลด์, จิล วาเลนไทน์, แบรี่ เบอร์ตัน และคาลอส โอลิเวียร่า

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 04 ม.ค. 2015, 01:11

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

กรี๊ดดดดดดดด หายไปนานโพดดดดดดด

มาเป็น plot แบบนี้ก็ดีนะ มันรวบรัดดี 555 ชอบตรงที่ยังแทรกบทสนทนาสำคัญ ๆ มาทำให้ยังได้อรรถรสอยู่ :e7

เราว่าตอนนี้เวสเกอร์ดูมีซัมติงกับนาริทราแล้วนะ 555 (ต่อมจิ้นทำงานเต็มพิกัด :e8 ) ดูเข้าขากับนาริทราดีมากแล้วตอนนี้ แถมมีการเหมือนจะแอบหึงเรย์นาร์ดด้วย 5555

คิดภาพฉากในห้องประชุมแล้วขำอ่ะ แบบเงิบกันเป็นแถบ ๆ (จริงๆที่เงิบคงมีแค่ประธาน วิลเลี่ยม เกรย์ กะคาร์ลิน คนอื่นคงไม่รู้ไม่สนด้วยซ้ำมั้ง) ไม่รู้เกรย์กับประธานจะจินตนาการว่าวิคเตอร์ได้กับนาริทราไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้เนอะ อั่ยย่ะ แล้วถ้าคิดว่าวิคเตอร์ชอบนาริทราจริง ๆ แล้วจะทำยังไงอ่ะ ประธานคงเหงื่อตกมิใช่น้อย กลัวโดนปู่วิคเตอร์โกรธเอา 555 ส่วนวิลเลี่ยม เกรย์ พิจารณาจากการที่เอ็งแอบรักเมียชาวบ้านมานานเป็นสิบ ๆ ปีชั้นว่าเอ็งไม่มีสิทธิ์มีปากมีเสียงอะไรทั้งนั้นแหละย่ะ จบนะ :e1

เอาจริง ๆ อยากจะจิ้นนาริทรา x วิคเตอร์นะ แต่สงสารมันคงไม่แคล้วได้เป็นพระรอง (ตูยิ่งมีชะตากรรมมักจะชอบพระรองอยู่ด้วย OTZ) แต่ก็อยากให้วิคเตอร์มันได้เป็นฝั่งเป็นฝาซะที โอ้ยเครียดเกินบ่งตง ผู้หญิงในเรื่องก็ไม่ค่อยจะมี ป่ะ ไปจิ้นคาร์ลิน x วิคเตอร์แทนม่าง (ไม่ใช่แระ) บอกเลยว่าวิคเตอร์ไปแอฟฟริกานี่ไม่ได้ห่วงภยันอันตรายโรคภัยไข้เจ็บงูเงี้ยวเขี้ยวขออะไรหรอก ห่วงไอ้คนที่ไปด้วยเนี่ยแหละ ยิ่งดูเป็นตาลุงโสดกำลังเปลี่ยวจิตหงุดเงี้ยวอยู่ด้วย โธ่วิคเตอร์ลูกแม่ = =''
<<

PREUK_RE

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 3142

ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 23:44

โพสต์ 04 ม.ค. 2015, 01:49

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก จบได้แบบลุ้นมาก เอาไงเนี่ย A.U.A. มาทั้งทีม ตอนแรกนึกว่า Wesker จะพังประตูไปอัด Chris ไส้แตกเดี๋ยวนั้นแล้วนะ นี่แสดงว่าอดทนโคตร 555+

นาริทราคงช๊อคอ่ะ ต้องห้ามบุคคลเหล่านี้เป็นอันตรายเด็ดขาดสินะ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) เพราะการที่ตัวเองก้าวหน้าขนาดนี้ก็เพราะ Victor ดัน แล้ว Victor ฝากฝังเรื่อง A.U.A. ไว้กับนาริทรา

แถมอวยสุดชีวิตขนาดยอมไป Honeymoon กับคาร์ลินต์ที่แอฟริกา (ไม่ใช่ละ -*-) ลองนึกถึงถ้าคาร์ลอสจำนาริทราได้นี่ทำไงเนี่ย 555 คงงานเข้าน่าดู :e13


ปล. ตอนนี้สนุกมากอ่ะ หายคิดถึงเลย เล่าเรื่องแบบนี้ก็ดีนะ กระทัดรัดได้ใจความดี รอติดตามตอนต่อไป
ปล.2 เนื่องจากไม่ได้อ่านนาน เลยไปตามอ่าน Link ที่น้องแพรแทรกๆไว้บางอันด้วยทวนความจำ เลยอ่านช้าไปหน่อย อิอิ :e13
รูปภาพ
รูปภาพ

''It's about time someone took my place. And I'd be honored if it was you.''

                  - Chris Redfield
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 06 ม.ค. 2015, 00:16

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

กลับมาแล้ว หลังจากหายไปนาน 55555+

เห็นด้วยกับวาวว่า เวสเกอร์กับนาริทราดูเข้าขากันดี เหมือนมีอะไรในก่อไผ่ให้คิดไปไกลแสนไกล 555555+

ชอบตอนที่นิโคไลด่าเวสเกอร์ว่า "มึงปลอมตัวได้แค่นี้เหรอวะ" คือแบบนึกภาพแล้วฮามาก โดยเฉพาะไอ้แว่นดำนั่นคือแบบแทบเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวไปแล้ว คือน่าคิดนะว่าถ้าแบบเดี่ยว ๆ กับนาริทรา นิโคไล ไม่น่าแพ้แน่ แต่มากับเวสเกอร์คงต้องยอมไปก่อน

แต่ที่ลุ้นมาก ระทึกมากเมื่อแขกที่เชิญมานั่นคือแก๊งค์ของพวกคริส จิล แบรี่ และคาลอส เชร็ดดดดดดด คือแบบลุ้นระทึกมาก อยากรู้มากครับว่าจะเกิดอะไรต่อไปอีก
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 10 ม.ค. 2015, 23:47

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

ยุ่งจริงชีวิต วันนี้พอมีเวลาว่างบ้างเลยรีบมาตอบ ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะที่ตอบช้า :e3


พี่เบียร์:

จริง ๆ ถ้านาริทรามาคนเดียว คงไม่กล้าเข้าไปฉะกับนิโคไลน์ตรง ๆ แน่นอน เพราะกลัวว่าเขาจะมีอาวุธ ขณะที่ตัวเองไม่มี
แต่มากับเวสเกอร์ก็สบายไป ขอขอบคุณสปอนเซอร์จากวิคเตอร์ผู้ลงทุนเดินทางไปฮันนีมูนกับคาร์ลินแทน อิ ๆ :e7

ส่วนทีม AUA นี่ หลังจากหายไปนานมาก ตอนนี้ก็กลับมามีบทสักที ตอนเขียนดีใจมากค่ะ 555+


พี่พฤกษ์:

เวสเกอร์หลังทำงานกับนาริทรามานาน มีสติสตังขึ้นค่ะ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี กว่าจะคิดได้ เวลาผ่านมา 2 ปีแน่ะ

ณ ตอนนี้ คาร์ลอสคือคนที่นาริทรากลัว (จะถูกจำได้) ที่สุดเลยค่ะ แต่จริง ๆ เธอก็ไม่อยากปะทะกับคริส/จิล/แบรี่เช่นกัน
เพราะ 3 คนนี้คือบุคคลากรหลัก ๆ ที่ทำให้ในภายหลังเริ่มมีองค์กรอิสระและรัฐบาลเริ่มให้ความสนใจ AUA มากขึ้น


วาว:

ฮาวาวมาก ไม่แน่นะวาว จริง ๆ วิคเตอร์อาจจะเป็นพระเอกก็ได้ อย่าเพิ่งด่วนสรุปนะ หักมุมกว่าคือนาริทราก็ไม่ใช่นางเอก
เพราะนางเอกของ PR จริงๆ คือคาร์ลินนั่นเอง ทุกวันนี้อยู่ในบอร์ดแอ๊บแมนเหนื่อยมาก รอวันแต๋วแตกออกสื่อมานานแล้ว
แต่กลัวว่าปู่วิคเตอร์จะว่าเอาได้ เลยต้องรอให้ปู่ตายก่อน สองคนนี้เขาถึงจะเปิดตัวคบกันอย่างเป็นทางการ

บอกแล้ว ฟิคนี้จริง ๆ Romance มาก :e13

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 05 ก.พ. 2015, 23:42

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

เอา Fan Art มาฝากครับ จริง ๆ ให้แล้วในเฟซ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอามาแปะในบอร์ดเลย ตอนแรกจะทำแบบ Wallpaper แต่ทำไปทำมา มันไม่ค่อยเวิร์ค เลยเอาภาพมาลงในนี้แทน คือบอกเลยว่ามันเป็นความซนของผมเองที่ไปเจอเว็บสร้าง Avartar แบบมังงะเข้า ก็เลย.....อย่างที่เห็น

ขอเรียก Set Fan Art นี้ว่า Pretty Resonance นะครับ โมเอะ โมเอะกันเข้าไป 55555555+

รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ

คิดว่าแฟน ๆ ของ PR น่าจะจำได้นะครับว่าใครเป็นใคร :e13
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 08 ก.พ. 2015, 03:37

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

เข้ามาขอบคุณพี่เบียร์อีกครั้งสำหรับภาพน่ารัก ๆ ค่ะ ขอโทษที่แวะเข้ามาช้า เพิ่งสอบเสร็จ หมดเรี่ยวแรงมาก :e7

ป.ล. ไม่รู้ทำไมชอบหน้าตาลุงคาร์ลินมาก ๆ อะ มันกวนดี

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 08 ก.พ. 2015, 03:53

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

คาร์ลินหน้าตากวนตีนดี แถมฉากหลังก็เข้ากับมันมาก 555
วิคเตอร์โคตรแบ๊ว เห็นแล้วอยากวิ่งเข้าไปกอด ><
นาริทรานี่มามาดจริงจังเชียว
เวสเกอร์นี่เหมือนจะเปลี่ยนลุคด้วยเสื้อสีน้ำเงิน แต่ยังคงคอนเซ็ปแว่นดำอยู่เช่นเดิม
ส่วนเชอรี่ก็น่าร๊ากกกกกกก โมเอะมากอ่ะ 555
<<

BioKunG

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 3009

ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2008, 00:08

ที่อยู่: BSAA : South East Asia - Special Operation Agents

โพสต์ 07 พ.ค. 2015, 23:54

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [03/01/2015]

พี่ไม่ได้ปั๊มเรปนะเเพร ถ้าพี่จะกลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ตอนแรก ต้องใช้เวลากี่ปีอย่างน้อยจะอ่านถึงตอนปัจจุบันเนี่ย

//หวัดดีครับพี่ฝุ่น
รูปภาพ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 06 ส.ค. 2016, 16:23

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [06/08/16]


สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่ยังกรุณาอ่านมาถึงตอนนี้ T/\T


หายไปนาน กลับมาคราวนี้ทำไม...ว่างเหรอ? เปล่า ยุ่งกว่าเดิมอีก ฮ่าๆ แต่เป็นคนไม่ชอบเขียนอะไรไม่จบ ค้างคาเอาไว้ เพราะฟิคที่เขียนในบอร์ดนี้ก็จบเกือบหมดแล้ว (Eden เดี๋ยวก็จบนะ แม้จะมีดอง งุงิๆ) สุดท้ายเลยกลับมาเขียน Recap ต่อให้จบ ซึ่งนี่น่าจะเป็นตอนสุดท้ายแล้วที่เราจะเขียนเนื้อเรื่องให้อ่านอย่างละเอียดนะคะ มีบางส่วนเป็น quote จริงจากเรื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นภาษาพูดหมดเลยค่ะ ไม่ได้เขียนเป็นภาษานิยาย ซึ่ง copy มาจากไฟล์บันทึก plot ของเรานั่นแหละ ตอนหลังจากนี้ เราจะเล่าสรุป plot ที่เหลือเป็น bullet สั้นๆ ทั้งหมด แต่ถ้าส่วนไหนแต่งไว้แล้วก็จะเอามาแปะให้อ่านนะคะ เสียดายง่ะ

สำหรับสรุปแบบ bullet คิดว่าไม่เกิน 2-3 part ก็น่าจะจบค่ะ ซึ่งส่วนนั้นขอเวลาเราไปรวบรวมสักพักเพราะบางอย่างจดไว้แบบอ่านเข้าใจคนเดียวค่ะ ต้องเอามาเล่าเรียง Timeline + เพิ่มคำอธิบายให้อ่านง่ายหน่อย ใครสนใจก็รออ่านได้นะคะจะได้อวสาน PR แบบไม่รู้สึกค้างคาว่าสรุปมุงจะจบจบยังไงแน่วะ พระเอกตาย นางเอกเป็นบ้า ผู้ร้ายครองโลกหรือเปล่า 55555+ (ในเลข 5 มีความระทม)

ความเดิมตอนเก่าๆ เชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนใดจำได้แล้ว คนแต่งยังแทบจะลืม ขอสรุปเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครให้ฟังโดยคร่าวแล้วกันนะคะ หากใครมีเวลากลับไปอ่านทวนแค่ตอนที่แล้ว IX Audeamus ก็จะเข้าใจเนื้อเรื่องอย่างสมบูรณ์มากขึ้นค่ะ


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


Update สถานะล่าสุดของตัวละคร

1. อัลเบิร์ท เวสเกอร์: พ่อแม่ตายหมดแล้ว ชื่อเดิมคือวิลเลี่ยม เคย์เวิร์ท ปัจจุบันเป็นนายกอง HCF และหัวหน้านักวิจัยที่ The Agency ทำงานใต้สายบังคับบัญชาของวิคเตอร์โดยตรง และมีตำแหน่งรองจากนาริทรา แต่จริงๆ ก็เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนทางธุรกิจกันนั่นแหละ ยังคงลักลอบปล่อยขายอาวุธชีวภาพลับหลังบริษัทอยู่เป็นระยะ และยังพยายามวิจัย G-Virus ในตัวชารอนต่อไปแม้จะไม่ประสบผลดีเท่าไหร่ รู้เรื่องที่นาริทรา ใช้ตัวตนปลอม มากาเร็ต เดอ นีโร (ลูกสาวของนักธุรกิจ ขนส่งและค้าเวชภัณฑ์ในเขตทุรกันดาร) ติดต่อจ้างวานคาร์ลอสให้ร่วมมือกับ AUA แล้ว แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเริ่มปลง เขาและเบอร์กิ้นนี่เองที่เป็นคนฆ่ามาดามของวิคเตอร์ตามคำสั่งของสเปนเซอร์

2. นาริทรา ไมเยอร์: แม่ยังมีชีวิตอยู่แต่เลิกติดต่อกันนานแล้ว ส่วนพ่อเป็นใครไม่รุ้ ไม่ทราบชะตากรรม เข้า The Agency เพราการชักชวนของ ชาร์ล เรย์นาร์ด ตอนนี้เสื่อมความนิยมจากคาร์ลินอย่างหนัก ถึงขั้นถูกสั่งให้ไปทำงานเสี่ยงตายที่ระดับความสำคัยไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยจารชนบ่อยๆ แต่ขึ้นหม้อวิคเตอร์มาก เพราะดันถูกเข้าใจไปว่ามีอุดมการณ์ร่วมกันในการทำลาย Umbrella (โถ) ถูกตั้งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว และยังได้เป็นหัวหน้าหน่วยอารักขาของท่านประธานในภารกิจสำคัญๆ อีกด้วย ทั้งหมดนี้อานิสงค์วิคเตอร์ทั้งนั้น จนแม้แต่วิลเลี่ยม เกรย์ยังแอบเหล่ด้วยความไม่พอใจ แต่วิคเตอร์ก็หาได้สนใจไม่ ล่าสุดถึงกับเสนอตัวไปทำภารกิจที่แอฟริกากับคาร์ลินคู่อริแทนนาริทราเลยทีเดียว

3. ชาร์ล เรย์นาร์ด: สหายเก่าของวิลเลี่ยม เกรย์ เคยเรียนมหา’ลัยมาด้วยกัน เป็นทั้งอดีตผู้บริหารและรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองคนเก่า ถูกเก็บเพราะดันไปขโมยเงินบริษัทและหนีตามผู้หญิงไปเสียอย่างนั้น สร้างความผิดหวังให้นาริทราที่เข้า The Agency เพราะการชักชวนของเขาอย่างมาก ซ้ำยังส่งผลให้ท่านประธานตัดสินใจลดความสำคัญของตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองลงนับตั้งแต่บัดนั้น นาริทราที่เป็นรองคนถัดไปต่อจากเขาจึงได้เป็นแค่ระดับปฏิบัติการ อดเป็นผู้บริหารไปโดยปริยาย เวสเกอร์พยายามสืบเรื่องเขา แต่ไม่ได้อะไรนักนอกจากเรื่องที่ว่านาริทราเคยให้ความนับถือเขาอย่างมาก

4. วิคเตอร์ ทิสเซน ลิวานอส:
พ่อแม่ตายหมดแล้ว มีบารอนเป็นพ่อทูนหัว ส่วนแม่ทูนหัว มาดาม เป็นอดีตนักวิจัยของ White Umbrella คิดค้นบางอย่างได้จึงถูกสเปนเซอร์สั่งเก็บ และยกโครงการให้เบอร์กิ้นกับเวสเกอร์ทำต่อแทน มีนาริทราเป็นที่ปรึกษา ถึงจะให้ความวางใจในความสามารถ แต่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจอะไรสักนิดเดียว เพราะรู้แล้วว่าทั้งเวสเกอร์และนาริทราต่างทรยศบริษัท หรืออย่างน้อยๆ ก็ติดต่อกับคนอื่นเพื่อขายอาวุธชีวภาพ ซึ่งไอ้เรื่องนั้นวิคเตอร์ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก แม้จะทำงานให้ The Agency ก็ตามเพราะเป้าหมายของเขามีเพียงแค่การทำลาย Umbrella ให้สิ้นซากเท่านั้น ปัจจุบันโดนนาริทราเอาไปอุปโลกน์เป็นเพื่อนชายของมากาเร็ต เดอ นีโร เรียบร้อย

5. โทมัส แอล. คาร์ลิน: หัวหน้าหน่วยข่าวกรองคนปัจจุบัน หัวหน้าสายตรงของนาริทรา อยากเขี่ยนาริทราแล้วเอาเวสเกอร์มาแทนเต็มแก่ แต่เวสเกอร์เสือกเข้าข้างนาริทรามากกว่าเสียอย่างนั้น (แหงล่ะ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่าง) เลยทำให้เวสเกอร์พาลไม่ชอบขี้หน้าเขาไปเสียด้วย (แต่จริงๆ ก็ไม่ชอบมาตั้งแต่เขาบุกไปเบอร์ลินเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดของชารอนแล้วนั่นแหละ)

6. คริส เรดฟิลด์: ปัจจุบันเป็นหัวหน้ากลุ่ม Anti-Umbrella Activist (AUA) ร่วมกับจิล วาเลนไทน์ และแบรี่ เบอร์ตัน มีคาร์ลอสและทหารรับจ้างของเขาร่วมทีม ซึ่งทั้งหมดต่างหารู้ไม่ว่านายจ้างของคาร์ลอสก็คือนาริทรานั่นเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร เพราะหลังจากได้คาร์ลอสมา AUA ก็สามารถเข้าถึงแหล่งข่าวต่างๆ ได้มากขึ้น และปัจจุบันก็เริ่มมีคนให้ความสนใจกับภัยคุกคามของอาวุธชีวภาพอย่างจริงจังจนมีพลเมืองจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับ AUA ด้วย ทั้งนี้วิคเตอร์ประมาณการณ์ไว้ว่า หากพรรค Republican หรือ บุช ชนะการเลือกตั้งหนนี้ ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนใน The Agency รวมทั้งปู่เขาน่าจะกล่อมให้รัฐบาลย่อมสนับสนุน AUA อย่างเป็นทางการได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


X. Prolong



กริ่งหน้าห้องดังขึ้น ชายในชุดสูทเป็นคนกด ในขณะที่นาริทรากำลังสับสนกับชีวิต เวสเกอร์ลากคอนิโคไลให้ลุกขึ้น และสะกิดหล่อนให้ตามเข้าไปในห้องนอนซึ่งอยู่ห่างจากประตูมากที่สุดเพื่อปรึกษากันว่าจะเอาไงต่อ เวสเกอร์บอกถ้าจำเป็นจะต้องปะทะจริง ๆ ตนสามารถจัดการทั้งหมดได้ในครึ่งนาที แล้วเราก็ค่อยหนีออกไปด้วยกัน แต่นิโคไลรีบบอกว่า ทางเดินที่นี่มีกล้องวงจรปิดอยู่นะ ถ้าในห้องนี่กลายเป็นสถานที่ฆ่ากรรมหมู่ ตำรวจต้องมาเช็คกล้องย้อนหลังแน่ แล้วพวกแกก็จะเดือดร้อน

เวสเกอร์สวนทันทีว่า คิดหรือว่าพวกกูจะแคร์ เต็มที่ก็แค่ภารกิจล้มเหลวเท่านั้น กล้องบริเวณทางเดิน ถึงจะจับภาพไว้ได้ก็เป็นแค่วิดีโอคุณภาพกลาง ๆ ที่ใช้ระบุรูปพรรณสรรฐานคร่าว ๆ ถ้าจะสืบหาตัวจริง ๆ ก็ต้องเอาภาพไปเทียบหาประวัติในระเบียนฐานข้อมูลประชากรนั่นแหละ ซึ่งนิโคไลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลจารชนอย่างของนาริทรากับเวสเกอร์ย่อมไม่มีอยู่ เรื่องที่ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน ทำงานให้ใครก็จะเป็นความลับตลอดไป คนที่พอจะระบุตัวตนของทั้งคู่ได้ในโลกนี้ ก็มีแค่นิโคไลกับพวกที่รออยู่นอกประตูนั่นเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวก็จะต้องตายทั้งหมด พาสปอร์ตที่ให้โรงแรมทำสำเนาไว้ตอน check-in ก็เป็นคนละฉบับกับที่ใช้ตอนขึ้นเครื่องมา และไม่ใช่ภาพใบหน้าของนาริทราและเวสเกอร์จริง ๆ ด้วยซ้ำไป

กริ่งหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้งขัดจังหวะ นิโคไลรีบแก้ตัวว่า เขาก็ไม่ได้อยากจะให้มันเป็นแบบนี้หรอกว้อย และยินดีจะร่วมมือเต็มที่ พวกเอ็งใจเย็นเถอะ อย่าเพิ่งฆ่าตูเลย การได้ทำธุรกิจไม่ว่าจะร่วมกับเวสเกอร์หรือ AUA ก็ถือเป็นธุรกิจทั้งนั้น และเขาก็ไม่อยากให้มันพัง เดี๋ยวเขาจะบอกพวกที่รออยู่หน้าประตูว่าจะเปลี่ยนจุดนัดพบก่อนแล้วกัน เวสเกอร์พยักหน้าอนุญาต นิโคไลจึงกดอินเตอร์คอมที่หัวเตียงให้เสียงไปดังที่อินเตอร์คอมหน้าประตูห้องแล้วแจ้งว่า ขออภัย แต่ตนไม่พร้อมให้แขกเข้ามาภายในห้องส่วนตัว เปลี่ยนไปเจอที่ล็อบบี้แทนได้ไหม มันน่าจะปลอดภัยมากกว่าสำหรับเราทั้งคู่

เมื่อได้ยินคำขอของนิโคไล จิลมองหน้าคริสเป็นเชิงถามว่าจะเอาไง แต่คริสกดอินเตอร์คอมตอบกลับไปว่า ยังไงก็ต้องการจะเจอเขาในห้อง ทั้งนี้เพราะคริสคิดว่าถ้าเจรจาไม่ได้จนต้องมีการปะทะกัน ก็ไม่อยากให้เกิดในสถานที่ที่มีคนมากและสามารถมีการจับตัวประกัน พร้อมทั้งยังขู่สำทับนิโคไลไปว่า ยังไงสถานะของนิโคไลตอนนี้ก็เป็นแค่ผู้กระทำผิดกฎหมาย คงไม่อยากจะถูกเปิดโปงกับตำรวจ โดยเสียสิทธิในการได้รับการละเว้นโทษหรอกใช่ไหม

นิโคไลเลยตอบไปได้แค่ว่า งั้นให้รอมันสักครู่ จากนั้นหันมามองหน้าเวสเกอร์ประมาณว่า เอาไงดีวะ ซวยแล้วมึง ก่อนเดินไปนั่งอยู่เก้าอี้นวมตรงมุมห้องอย่างรู้งาน ส่วนเวสเกอร์ก็เริ่มเข้าใจว่าที่นาริทรายังลังเลหากตนจะเปิดฉากฟาดปากกับพวกคริส ก็เพราะไม่อยากทำลายกลุ่ม AUA ที่วิคเตอร์สนับสนุนอยู่ จึงบอกหล่อนไปว่า ถ้านาริทราต้องการ เราหนีไปจากที่นี่โดยไม่ฆ่าพวกนั้นก็ได้ (ส่วนนิโคไลนี่ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าไม่รอด) ถึงพวก AUA จะให้ปากคำกับตำรวจได้ว่าคนก่อเรื่องเป็นใครก็ช่าง ยังไงก็ไม่มีทางสืบสาวเรื่องของเราไปไกลกว่านี้

แต่นาริทราส่ายหัว เดินเข้าไปกระซิบบอกเวสเกอร์ว่า ตนติดต่อว่าจ้างคาร์ลอสโดยปลอมตัวเป็น “มากาเร็ต เดอ นีโร” หากได้เห็นตนในระยะประชิด ไม่ใช่ผ่านกล้องวงจรปิด แม้จะปลอมตัวมาเขาก็น่าจะจำหล่อนได้ ยิ่งไปกว่านี้จะยอมให้เขาเห็นหน้าหล่อนพร้อมๆ กับคริสและจิลไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากสองคนนี้ก็คงจะจำหล่อนได้เหมือนกันในฐานะคนที่ฆ่าแคลร์ เรดฟิลด์ (จิลเห็นนาริทราครั้งล่าสุดในคฤหาสน์สเปนเซอร์ภาค 1 ส่วนคริสเห็นครั้งล่าสุดในภาค Code Veronica) หากพวกเขาประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เมื่อไหร่ ทุกอย่างจะต้องพังพินาศลงหมดแน่

เวสเกอร์บ่นนาริทราว่า นี่คุณไปทำอะไรลับหลังโดยไม่บอกผมเยอะขนาดนี้เลยเรอะ นาริทราบอกเออ มึงอย่าเพิ่งตัดพ้อกูเลย หากเรายังไม่หือไม่อือแบบนี้อีกสักนาที ลูกน้องเก่ามึงมีพังประตูเข้ามาแน่ แต่แล้วอยู่ๆ มือถือเวสเกอร์ก็สั่นในกระเป๋ากางเกง เวสเกอร์หยิบขึ้นมาดูอย่างไวและพบว่ามี text ภาษาเยอรมันมาจากชารอน บอกเกี่ยวกับพายุหิมะที่เลวร้ายมากๆ ในเบอร์ลิน และบอกเวสเกอร์ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าเป็นไปได้ให้เลื่อนแพลนเดินทาง (เพื่อไปตรวจสุขภาพชารอน) ดีกว่า

นาริทราเห็นเวสเกอร์ดูมือถือแล้วอึ้งไป ก็ตกใจ ฉิบหายงานเหี้ยไรเข้าอีกเหรอวะ แต่เวสเกอร์กลับสบตากลับด้วยสีหน้าประหนึ่งเกิดแสงสว่างแห่งปัญญา ก่อนหันไปพยักหน้าเป็นสัญญาณให้นิโคไลลุกมารวมกลุ่ม

“เดินไปที่ประตู แล้วบอกพวกมันว่า แกพิจารณาดูแล้วและคิดว่ายังไงก็ไม่ควรมีการเจรจาเกิดขึ้นในห้องนี้ บอกมันว่าแกนัดลูกสาวของแกให้เดินทางมาเจอแกพรุ่งนี้เพื่อหนีออกจากประเทศหลังได้รับการนิรโทษกรรมจากรัฐบาล แต่ลูกสาวแกกลับมาถึงเร็วเกินคาด และหล่อนอยู่กับแกในห้องนี้ แกจะไม่ยอมให้ลูกสาวของแกรู้เห็นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เด็ดขาด และจะไม่ยอมให้หล่อนลงไปรอที่ล็อบบี้ตามลำพัง ดังนั้นจึงเป็นแกและพวกมันที่ต้องลงไป

นิโคไลฟังแล้วก็บอก บ้าแล้วไอ่สัด พวกนั้นก็เช็คประวัติกูมาระดับหนึ่งแล้วล่ะวะ ต้องรู้ว่ากูไม่มีครอบครัว มึงคิดว่ามันจะเชื่อคำตอแหลนี่เหรอ แต่เวสเกอร์ไม่เสียเวลาอธิบายต่อ หลบไปโทรศัพท์อยู่มุมห้อง ส่วนนาริทรารู้แล้วว่าเมื่อกี้ใคร text หาเวสเกอร์ รีบเข้ามารับช่วงต่อทันที บอกนิโคไลว่า มึงเป็นหน่วยรบลับนะว้อย จะตกสำรวจไปบ้างก็ไม่แปลกป่ะวะ ต่อให้มีลูกมีเมียกี่คน มีอย่างเหรอมึงจะไปเปิดเผยให้คนรู้ แล้วมึงเชื่อเถอะว่าพวกกูมีวิธีทำให้ไอ้คนที่รออยู่ด้านนอกเชื่อแน่

นิโคไลขัดขืนอะไรไม่ได้ก็เลยต้องยอมตาม ซึ่งแน่นอน พอพวกคริสได้ฟังก็หัวร้อนเลยและไม่เชื่อด้วย “บอกพวกมันว่าแกจะให้พวกมันได้ยินเสียงลูกสาวแก” นาริทราสั่ง นิโคไลทำหน้าแบบ...เอาจริงดิ่ แต่เอาก็เอาวะ กูทำไรไม่ได้แล้ว พอนิโคไลบอกไปเช่นนั้น เวสเกอร์ก็เดินกลับมาจากมุมห้องพอดี และส่งโทรศัพท์ให้นาริทรารับมาเปิดลำโพงจ่อกับอินเตอร์คอมฯ เสียงที่ออกมาจากปลายสายคือเสียงของชารอน อดีต S.T.A.R.S. ทุกคนได้ยินเสียงเด็กก็มีเหวอกันสิ คาร์ลอสก็ส่งสัญญาณมือให้คริสเป็นเชิงว่าถอยดีไหม เพราะเจ้าตัวไม่อยากให้เด็กมาเกี่ยวข้องแน่ๆ แต่คริสยังไม่เชื่อ เลยกดถามหยั่งกลับไปว่า “ทำไมเธอถึงไม่มาพรุ่งนี้ล่ะ สาวน้อย?”

ชารอนหยุดคิดแปบ เพราะเวสเกอร์บรีฟรายละเอียดไม่ทัน ก่อนจะตอบไปว่า “หนูอยากเซอร์ไพรส์พ่อ เลยมาเร็วกว่ากำหนด ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้”

“ปกติเธออยู่กับแม่เหรอ?”

“ขออภัยเถอะสุภาพบุรุษ แต่คุณไม่เสือกได้ไหมวะ?” นิโคไลตอบแทรกกลับไป แต่คริสสวนว่า “แกเงียบไปเถอะว่ะ”

“อยู่กับแม่ค่ะ” ชารอนตอบ

“แม่เธอเป็นสาวรัสเซีย?”

“ยูเครนค่ะ แม่จะโกรธมากถ้ามีคนเข้าใจผิด”

คริสยิ้มมุมปาก หันไปสบตาเพื่อนร่วมทีมที่ยังยืนนิ่งรอคำสั่ง จากนั้นกรอกคำพูดกลับไป “งั้นเธอคงจะพูดรัสเซียได้?”

เวสเกอร์กะนาริทราอึ้งเพราะต่างรู้ว่าชารอนพูดไม่ได้ แต่ชารอนยังแถต่อ “พ่อหนูมาทำงานในประเทศโลกที่ 1 อย่างสหรัฐฯ ได้ค่าจ้างปีละหลายแสน คิดว่าเขาจะปล่อยให้หนูกับแม่อยู่ในรัสเซียหรือยูเครนหรือคะ? หนูไม่ได้มีสัญชาติรัสเซียด้วยซ้ำไป”

“ถ้าเธอเกิดในสหรัฐ เราน่าจะรู้เรื่องของเธอบ้าง?”

“หนูเกิดและโตในเจนีวา พูดฝรั่งเศส และสวิสเยอรมัน” ชารอนพูดภาษาอังกฤษเพียงแค่นั้น ก่อนจะรัวสวิสเยอรมันใส่ แม้แต่เวสเกอร์ยังทึ่ง เพราะตัวเองสั่งให้ชารอนเรียนภาษาเยอรมัน (กลาง) เฉยๆ แต่ชารอนก็ขวนขวายเรียนสวิสเยอรมันด้วย แถมสำเนียงเหมือนคนท้องถิ่นมากกว่าตนเอง (ที่พูดเยอรมันกลาง) เสียอีก คริสเหล่มองคนของรัฐบาลที่มาด้วยกัน ซึ่งเขาก็พยักหน้ายืนยันกลับมาว่าเป็นสวิสเยอรมันจริง ไม่ได้พูดมั่วๆ

คาร์ลอสฟังอยู่สักพัก ก็ตัดสินใจว่า ถ้ามีเด็กอยู่ด้วย ตนไม่บุกจริงๆ นะ ไม่เสี่ยง ซึ่งแบรี่ก็เห็นด้วยเพราะตนมีลูกสาวเหมือนกัน ส่วนจิลยังสองจิตสองใจ คริสว่าไงหล่อนว่าตามนั้น คริสเองก็คิดว่าถ้ามีเด็กจริงๆ จะยอมทำตามคำขอของนิโคไล แต่ตอนนี้ยังติดใจว่าโดนดักหรือไม่ จึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ขอตนเจอหน้าเด็กได้ไหม แล้วจากนั้นจะลงไปที่ล็อบบี้ หรือที่ไหนก็ไป รับรองว่าคนของตนจะไม่ทำอันตรายลูกของนิโคไลแน่นอน แต่นิโคไลเล่นใหญ่ ปฏิเสธหนักแน่น ไม่ได้ว้อย ทำไมผมต้องเชื่อใจคุณวะ แบบนี้มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว

คริสตอบกลับว่าเรามากับคนของรัฐบาลคุณก็รู้ และได้รับอนุญาตให้ติดอาวุธทุกนาย มีจำนวนมากกว่าคุณ 5 ต่อ 1 (ไม่นับเด็ก) ถ้าเราจะฆ่าคุณเราถล่มห้องนี้เละไปแล้ว คุณไม่มีโอกาสเอาชนะเราได้เลย แต่เราจะไม่ทำ เพราะเราไม่ได้มาเพื่อฆ่าคุณ และเราไม่ใช่คนประเภทที่จะทำร้ายเด็ก เพราะฉะนั้นจงยอมทำตามข้อเสนอของเราจะดีกว่า

เนื่องจากชารอนได้ฟังที่คริสพูดโดยตลอดเพราะมือถือเปิดลำโพงเลยเสนอว่า “พ่อไม่อยากให้พวกคุณเห็นหน้าหนูหรอกค่ะ ถ้าหนูจะส่งเส้นผมของหนูให้คุณทางร่องใต้ประตูแทนได้ไหม? ยังไงมันก็เป็นผมของผู้หญิงแน่นอน คุณคงจะยอมรับได้?”

นาริทราได้ยินแล้วส่งสัญญาณมือบอกเวสเกอร์ว่าหลานมึงเทพมาก ก่อนกระตุกเส้นผมสีน้ำตาล (วิก) ออกมาสองสามเส้น และดันลอดผ่านช่องใต้ประตูออกไป จิลก้มลงหยิบขึ้นมาให้คริสดูและก็พบว่าเป็นเส้นผมของผู้หญิงจริงๆ

“มีอะไรยืนยันไหมว่านี่เพิ่งจะดึงออกมาจากหัวของเธอ?”

“พอเถอะว่ะ นี่จะให้ลูกสาวผมถอดกางเกงในส่งให้คุณพิสูจน์เลยไหม?” นิโคไลทำเสียงหมดความอดทน

“หนูทำได้นะ!” ชารอนบอก ส่วนนาริทราทำหน้ากลุ้มใจ มึงอย่าบ้าจี้ขอจริงๆ เลยนะคริส กกน. กูจีสตริงเลยนะ มันอาจจะแรดเกินสำหรับเด็กอายุ 13-14

อดีต S.T.A.R.S. และคนของรัฐบาลมองหน้ากันไปมาอยู่สักพักก่อนจะมีมติร่วมกันว่ายอมก็ยอมวะ ถึงจะยังคงไม่เชื่อ 100% อยู่ดี แต่ทุกคนก็ไม่มีใครอยากเอาเด็กมาเสี่ยงเลยตอบรับข้อเสนอของนิโคไล “สิบนาที โถงกลาง อย่าสาย” คริสทิ้งท้ายก่อนทั้งหมดจะผละจากไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังพวกคริสไปกันแล้ว เวสเกอร์วางสาย นิโคไลกลับมาต่อรองกับทั้งคู่ว่า กูไม่รู้หรอกว่าพวกมึงตอนนี้ทำงานให้ใคร แต่ระดับการเข้าถึงข้อมูลใน Umbrella ของเขากับเวสเกอร์นั้นไม่ต่างกันเลย เวสเกอร์คงไม่ได้ตามล่าเขาข้ามโลกแค่เพราะหวังจะอยากได้ข้อมูล B.O.W.s อะไรจากเขาหรอกใช่ไหม? อยากรู้อะไรแน่?

เวสเกอร์เลยเค้นถามว่านิโคไลติดต่อใครไปบ้างเพื่อขายข้อมูล นิโคไลก็บอกว่าติดต่อไปแค่รัฐบาลเท่านั้น ตอนนี้มันเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้ว มากพอเลี้ยงชีพตลอดชีวิตแบบสบายๆ มันเลยอยากจะล้างมือจากวงการนี้ เอาเวลาที่ต้องรบรากับทั้งมนุษย์และอาวุธชีวภาพไปหาอิหนูกกดีกว่า มึงเองยังมีลูกมีเมียแล้วเลยเข้าใจกูบ้าง เวสเกอร์บอกนี่ไม่ใช่เมียกู แล้วในโทรศัพท์ก็ไม่ใช่ลูกกู ไอ้เหี้ยเจคก็ไม่ใช่ลูกกูเหมือนกัน! (ประโยคหลัง ล้อเล่น) และตนจะให้โอกาสนิโคไลครั้งสุดท้าย จงเลิกโกหก เพราะตนไม่เชื่อหรอกว่านิโคไลจะติดต่อไปแค่รัฐบาลเจ้าเดียว ทหารรับจ้างเดนตายอย่างนิโคไลมีแผนสำรองเสมอ

นิโคไลบอกมึงคิดว่าข้อมูลพวกนี้มันหาคนซื้อขายกันได้ง่ายๆ หรือวะ ถ้ากูมีพาวเวอร์พอจะหาลูกค้าง่ายๆ ป่านนี้รวยตายห่าไปแล้ว ไม่มาอยู่แถวนี้ให้พวกมึงไล่บี้หรอก ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ปล่อยขอให้ปล่อยเขาไป เขาจะให้รายละเอียดตัวตนปลอมของจารชนระดับสูงใน Umbrella ซึ่งเวสเกอร์ยังไม่รู้จัก 3 นายเป็นการแลกเปลี่ยน และอีกเหตุหนึ่งที่เวสเกอร์ควรจะปล่อยให้เขารอดชีวิต คือพวกคริสไม่มีทางพากันลงไปรออยู่แถวล็อบบี้ทั้งหมดจริงๆ อย่างที่สัญญาแน่นอน แต่คงดักอยู่ระหว่างทางที่ไหนสักแห่งที่มองเห็นคนเข้าออกจากห้องนี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นเวสเกอร์และนาริทราเดินออกไปจากห้องนี้ไม่ใช่เขา รับรองมีอลหม่าน

นาริทราบอกกับเวสเกอร์ว่า เออ จริงของนิโคไลมัน หล่อนเห็นด้วย หลังได้รายชื่อแล้ว รอให้เขาออกไปก่อนสักสอง สามนาที จากนั้นพวกเขาค่อยชิ่ง เวสเกอร์ตอนแรกทำท่าเหมือนจะแย้ง แต่รู้แกวนาริทราแล้วเลยไม่ดีกว่า นิโคไลจึงหยิบปากกามาจดรายชื่อให้ ระหว่างนั้นเวสเกอร์ก็ตรวจสัมภาระในกระเป๋าเอกสารนิโคไลทั้งหมด (ใบที่จะหิ้วลงไปเจอพวกคริส) แล้วก็พบว่ามีแต่พวกเอกสารประจำตัว หนังสือเดินทาง และเงิน ซึ่งไม่แปลก พวกข้อมูล B.O.W.s นิโคไลคงไม่ได้พกติดตัวอยู่แล้ว น่าจะเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง ถ้าตกลงกันได้จึงจะเอาให้อีกฝ่าย

เมื่อนิโคไลเขียนรายชื่อเสร็จ นาริทราก็ขอค้นตัวนิโคไลครั้งสุดท้ายแล้วจะคืนปืนให้ เขาจากนั้นจะไปไหนก็ไป ทางใครทางมัน นิโคไลก็ตกลง หลังค้นตัวจนแน่ใจว่านิโคไลไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ นาริทราก็คืนปืนให้ตามสัญญา ด้วยรู้ว่านิโคไลไม่มีทางกล้าหือไทแรนซ์

นิโคไลเดินออกจากห้อง ประตูปิด เวสเกอร์ถาม “คุณจะตามเก็บเขาทีหลัง?”

“ชั้นทำไปแล้ว” นาริทราตอบ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


นิโคไลออกจากห้องมาแค่พ้นหัวมุมทางเดินเท่านั้นก็เจอพวก S.T.A.R.S. สองคนดักรออยู่จริงๆ คาร์ลอสกับแบรี่เข้ามาเดินประกบตัวเขา ส่วนคริสกับจิลและคนของรัฐบาลนั้นล่วงหน้าไปก่อนแล้ว นิโคไลก็โอเค ไม่ว่าอะไร เดินตามไปอย่างว่าง่าย

แต่แท้จริงแล้ว ทั้ง 3 คนไม่ได้ไปรอที่ล็อบบี้เฉยๆ คริสถามเจ้าหน้าที่รัฐที่มาด้วยว่า คุณขอผู้จัดการโรงแรมให้ผมดูกล้องวงจรปิดได้ไหม จนท. ก็รับปากว่าได้ พวกเขาจึงไปยังห้องของ รปภ. เพื่อดู VDO ย้อนหลังว่าก่อนหน้านี้มีเด็กผู้หญิงเดินเข้าห้องไปกับนิโคไลจริงหรือไม่ ซึ่งก็พบว่าไม่มี แต่คนที่เข้าไปในห้องเป็นชาย-หญิงคู่หนึ่ง ผู้ชายต่อให้เห็นระยะร้อยเมตรคริสก็จำได้ว่าคืออริเก่าอัลเบิร์ท เวสเกอร์ ส่วนผู้หญิง เขาจำไม่ได้ แต่ถ้าจะมีสักคนที่กี่ครั้งๆ เขาก็เห็นอยู่ด้วยกันกับเวสเกอร์ย่อมไม่มีทางจะเป็นคนอื่นไปได้นอกจากมือสังหารที่ฆ่าแคลร์ (อ่านเพิ่มเติมใน Chapter 30: As the Sky Falls Down)

คริสโกรธมาก เดินผลุนผันออกจากห้อง จิลพยายามจะห้ามไว้ เพราะรู้ว่าถ้าปะทะกันตอนนี้ ไม่มีทางที่พวกเขาจะสู้กับไทแรนซ์ได้ คริสวิ่งพรวดเดียวถึงลิฟต์ จิลตามมาไม่ทันประตูลิฟต์ปิด จึงวิ่งตามขึ้นไปทางบันไดหนีไฟ พลาง วอ. เรียกหาแบรี่ “พวกคุณอยู่ที่ไหน!”

“กำลังจะเดินถึงล็อบบี้ ทำไมรึ?”

จิลสั่งให้แบรี่ฝากคาร์ลอสเฝ้านิโคไลไว้ที่ล็อบบี้ ส่วนตัวเขาให้กลับขึ้นมาที่ห้องของนิโคไลเดี๋ยวนี้ “เราเจอโจทก์เก่า”

จิลผลักประตูบันไดหนีไฟออกมายังชั้นเป้าหมาย ทันเห็นคริสชักปืนออกจากสายคาดใต้เสื้อแจ็คเกตเล็งไปทางเวสเกอร์กับนาริทราที่กำลังเดินอยู่ในโถงทางเดินกลาง นาริทราเห็นปืนก็หลบเข้าข้างฝา ส่วนเวสเกอร์ไม่หลบ กระโจนวูบเดียวถึงตัวคริส thrust punch เขากระเด็นติดผนัง ปืนหลุดจากมือ จิลชักปืนออกมาไม่ทันตั้งลำก็โดนเวสเกอร์ถีบกระเด็นไปพร้อมปืนอีกคน คริสตะกายลุกขึ้นมาได้ตั้งท่าจะพุ่งใส่เวสเกอร์อีกครั้งอย่างบ้าระห่ำ เวสเกอร์ง้างหมัดรอ แต่นาริทราพุ่งเข้ามารั้งแขนเวสเกอร์ไว้ ขนาดเวสเกอร์ยั้งแรงทันหล่อนยังลอยติดแขนเขามาทั้งตัว คริสอาศัยจังหวะนั้นเข้าชาร์ตต่อ พุ่งเกือบถึงตัวเวสเกอร์ จิลซึ่งเห็นก็รู้แล้วว่านาริทราไม่ต้องการให้ทั้งคู่ปะทะกันจึงแท็กรวบเอวเขาจากด้านหลัง กดลงกับพื้น “อย่าคริส อย่า!” หล่อนร้องห้าม คริสยังดิ้นพล่าน ความแค้นเรื่องน้องสาวขึ้นหน้า ไม่สนอีกแล้วว่าตนเองจะอยู่หรือตาย

เวสเกอร์เป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อนและหยุดมือ เดินผ่านคริสและจิลไปยังลิฟต์พร้อมกับนาริทรา ประตูลิฟต์เปิดออก แบรี่เดินสวนออกมาจากลิฟต์พอดี ปะสองคนนั้นเต็มๆ ทำท่าจะชักปืน แต่พอเห็นนาริทรากับเวสเกอร์เดินผ่านตนไปเฉยๆ และมองเห็นจิลที่กำลังจะกดคริสไว้ไม่อยู่ก็เข้าใจสถานการณ์ เขาละมือจากปืนวิ่งไปช่วยจิลจับคริสไว้ “ฉลาดดีบาร์ตัน” นาริทรามองข้ามไหล่กลับมายิ้มให้เขา “ลูกเมียคงนึกขอบคุณการตัดสินใจของคุณ” แบรี่ไม่ได้ตอบ เวสเกอร์กดประตูลิฟต์ปิด

เมื่อประตูปิดสนิทลง แบรี่กับจิลจึงยอมปล่อยคริส เขาทำท่าจะวิ่งลงบันไดหนีไฟต่อ แต่แบรี่คว้าไหล่เขา ตะโกนสั่งให้ตั้งสติ จิลก็เข้ามาขวางหน้า วางมือยันอกคริสไว้ “เรายังเอาชนะพวกเขาไม่ได้หรอกคริส ไม่ใช่ตอนนี้” คริสโกรธมากแล้วถามจิลว่า แล้วจะให้ชั้นทำยังไง ชั้นก็รู้หรอกว่าสู้ไอ้สารเลวนั่นไม่ได้ แต่จะให้ชั้นหนีหัวซุกหัวซุนปล่อยฆาตกรที่ฆ่าแคลร์ไปอย่างงั้นเหรอ ชั้นทนมีชีวิตที่ขี้ขลาดแบบนั้นไม่ได้หรอก

แบรี่ฟังแล้วทนไม่ไหว เลยชกคริสเปรี้ยงเข้าให้ ปากแตก คริสถึงกับสตันท์ อ่าว กูโดนต่อยเฉ๊ย แบรี่ถามคริสว่า “คุณคิดว่าพวกเราจะโค่นล้ม Umbrella ได้โดยปราศจากคุณหรือไง? คุณรู้ตัวไหมว่าไอ้ความแค้นเลือดขึ้นหน้าของคุณมันอาจทำให้คู่หูคุณต้องตายไปด้วย คุณอยากจะต่อสู้กับคนชั่วเพื่อแก้แค้น หรือเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญกันแน่ คริส?”

คริสก้มหน้านิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวขอโทษเพื่อนร่วมทีมทั้งคู่ “โดยเฉพาะเธอ จิล” เขาบีบไหล่หล่อน แต่บางอย่างในแววตาเขาบอกหล่อนว่าคนตระกูลเรดฟิลด์จะไม่รามือ

ขณะนั้นเอง ทุกคนก็ถูกขัดจังหวะด้วยวอ. จากคาร์ลอส บอกว่ามีปัญหาใหญ่ที่ล็อบบี้ “ปัญหาอะไร?” คริสถาม

“นิโคไล...” ปลายสายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “มันตายแล้ว”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


AUA ทั้งหมดลงมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ ทั้งตำรวจและรถพยาบาลมาถึงแล้ว แขกในโรงแรมต่างก็กำลังแตกตื่น กลางวงล้อมคือศพของนิโคไล คนของรัฐบาลที่มาด้วยกันถูกนำตัวออกไปก่อนแล้วเพื่ออารักขาความปลอดภัย จิลถามคาร์ลอสที่ยังนออยู่ว่าเขาตายยังไง คาร์ลอสจึงเล่าให้ฟังว่า เขาพานิโคไลมาถึงเก้าอี้รับแขกในล็อบบี้ พอนิโคไลนั่งลงเท่านั้น เขาก็ผุดลุกขึ้น และพบว่าต้นขาด้านหลังถูกแทงด้วยเข็มกลัดที่ติดมากับกางเกง

“เข็มอาบยาพิษ?”

คาร์ลอสพยักหน้า “ผ่านระบบซีคิวรีตตี้ได้ไม่ยากถ้าแฝงตัวมาในรูปแบบเข็มกลัดติดอกเสื้อผู้หญิง ตอนใช้ก็แค่หักก้านส่วนที่มีปลายแหลมออก ทิ้งส่วนที่เป็นจี้ไป

“นังสารเลว” คริสสบถ “เอกสารของมันล่ะ?”

“ผมเอามาหมดแล้ว” คาร์ลอสยกกระเป๋าเอกสารในมือขึ้นโชว์ “เอาไงต่อ? ถอย?”

คริสผงกศีรษะ เดินนำออกไปยังทางออก

หลังแยกมอบเอกสารให้คนของรัฐบาลและแยกทางกัน AUA ทั้งหมดก็ขึ้นรถเช่าไปสนามบิน จิลเล่าให้คาร์ลอสฟังเกี่ยวกับสิ่งที่เจอมา และต่างตกลงกันว่าจะปล่อยให้ตำรวจสืบสวนต่อ โดยไม่แจ้งพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องของเวสเกอร์ เพราะยังไงเขาก็มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้เสียชีวิตไปแล้ว การจะไปบอกตำรวจว่ามีไวรัสที่ทำให้เขาคืนชีพได้ก็ออกจะดูเสียสติไป

“ทำไมพวกมันจงใจละเว้นเรา?” แบรี่ถาม จิลเดาว่าพวกเวสเกอร์อาจไม่อยากฆ่าคนเป็นเรื่องราวใหญ่โต พวกเขาไม่รู้ว่าตอนนี้มันทำงานให้ใคร แต่ต้นสังกัดอาจมีคำสั่งให้ละเว้นการกระทำที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนทุกรูปแบบ

“พวกมันจะใช้เรา” คริสโพล่งขึ้น “เหมือนที่ Commander ใช้เราตอนบุกถล่มโกดังของโมเรโน่ในบาร์เซโลน่า พวกมันรู้ว่าเราเคลื่อนไหวในนาม AUA และศัตรูของศัตรูก็คือมิตร” (อ่านเพิ่มเติมใน Chapter 38: You Can’t Betray the World Forever) คริสเตือนความจำจิลกับแบรี่ถึงตอนที่พวกเขาปะทะเข้ากับกองทัพ Cleaner ของ Umbrella ซึ่ง Commander ของพวกมันไม่เพียงแต่ไม่กำจัดพวกเขาเท่านั้น หากยังปล่อยไปพร้อมกับมอบฟิล์มหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Umbrella ให้ไปด้วย Chapter 39: Rather Let the World Betray Itself) โดยฟิล์มม้วนนั้นมีเพียงภาพ B.O.W.s ของ Umbrella แต่กลับไม่มีภาพใดๆ ที่สามารถบ่งชี้ถึงความผิดของโมเรโน่และ The Agency เลย ดังนั้น Commander คนนั้นจะต้องเป็นหนอนที่ทำงานให้โมเรโน่ไม่ก็ The Agency หรืออย่างน้อยก็เป็นพันธมิตรกัน เวสเกอร์และนาริทราเองก็ต้องสังกัดบริษัทคู่แข่ง Umbrella อยู่เช่นกัน

“Commander นั่นเป็นหนอน เรื่องนั้นแหง แต่คงไม่ใช่คนของโมเรโน่หรือ The Agency โดยตรงหรอก ไม่งั้นก็คงเตือนพวกเขาได้ทันท่วงทีก่อนจะเกิดความฉิบหายขนาดนี้”

“ชั้นคิดเหมือนคาร์ลอส” จิลสนับสนุน “พวกเขาน่าจะเป็นพันธมิตรกันมากกว่า แต่ในเวลานี้ บริษัทไหนก็พร้อมจะจับมือกันฉีกทิ้ง Umbrella ทั้งนั้น ส่วนเรื่องเวสเกอร์ ชั้นมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าเขาไม่ใช่คนของโมเรโน่ เพราะโมเรโน่เสียคนไปนับร้อยจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ถ้าเวสเกอร์เป็นคนของมัน อย่างน้อยน่าจะมีไทแรนซ์อยู่ในหมู่ผู้อารักขา และสถานการณ์ก็ไม่ควรจะเลวร้ายขนาดนี้”

“ไม่น่าใช่คนของ The Agency เช่นกัน” แบรี่แสดงความเห็น “The Agency เป็นบริษัท Shipping หรืออย่างน้อยในฉากหน้าก็เป็นแบบนั้น ที่แน่ๆ มันไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องยาหรือเวชภัณฑ์ มันอาจไม่มีแลปของตัวเองด้วยซ้ำ และตอนที่พวกเราบุกโกดังโมเรโน่ ถึงจะเจอเรือของลิวานอสและตู้คอนเทนเนอร์จริง แต่ก็ไม่ได้เห็นว่าของข้างในคืออะไร แน่นอนผมไม่เชื่อหรอกว่า The Agency บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่มันอาจแค่เป็นบริษัทที่รับขนแม่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นของถูกหรือผิดกฎหมายก็ได้? และถ้าข้อสันนิษฐานนั้นจริง The Agency ก็คงไม่ใช่บริษัทที่เหมาะสมกับเวสเกอร์”

“ผมไม่อยากด่วนสรุปอะไรทั้งนั้น” คริสตอบ “เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างโมเรโน่และอาวุธชีวภาพยังพอมีข่าวลือมาเข้าหูบ้างเมื่อปีที่ผ่านมา แต่เรื่องของ The Agency เงียบสนิท พวกเขาจะต้องมีบุคลลากรที่ชำนาญอย่างมากในการจัดการต้นตอของข่าวพวกนี้”

“คุณควรให้ผมรายงานเรื่องพวกนี้ให้นายจ้างของผม” คาร์ลอสเสนอ “หล่อนน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวงการยาและเวชภัณฑ์”

ทุกคนหันมามองคาร์ลอสเป็นตาเดียว ยกเว้นแบรี่ที่กำลังขับรถ เพราะไม่คิดว่าอยู่ๆ คาร์ลอสจะพูดเรื่องนายจ้างของตนขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้เขาปิดปากเงียบสนิทมาตลอด “เรื่องที่ว่าหล่อนชื่ออะไร ยังไงด้วยจรรยาบรรณผมก็บอกไม่ได้ แต่ในฐานะเพื่อน ผมบอกได้ว่าหล่อนมาจากตระกูลที่ทำธุรกิจขนส่งยาและเวชภัณฑ์ข้ามชาติในเขตทุรกันดาร ...ยาแบบที่ว่า ยาจริงๆ น่ะ ไม่ใช่อาวุธชีวภาพ และน่าจะเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับฉากหน้าของ Umbrella มาก่อน ปัจจุบันพ่อแม่และน้องชายของหล่อนถูกฆ่าตายหมดแล้ว เหลือหล่อนตัวคนเดียวเป็นสานธุรกิจของครอบครัวต่อ หล่อนไม่เคยขยายความ และผมก็ไม่เคยถาม แต่พวกคุณก็คงเดาได้ว่าใครมีส่วนรับผิดชอบในความตายของครอบครัวหล่อน”

“และผมยังยืนยันว่ามันเป็นการยากที่จะเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียวสามารถจัดหากองทุนและยุทธภัณฑ์ให้ทหารรับจ้างครึ่งกองร้อย” คริสต่อ

“ผมเห็นด้วยกับคุณเรื่องนั้น ผมคิดว่าหล่อนเองก็มีพันธมิตรอื่น ...ที่แน่ๆ ผู้ชายที่หล่อนคบหาด้วย”

“รู้ไหมว่าใคร?” จิลถาม แต่คาร์ลอสส่ายหน้า

“หล่อนบอกแค่ว่าหล่อนมี ‘เพื่อน’ ผู้ชำนาญในเรื่องนี้ ตอนที่ผมถามว่าจัดหายุทธภัณฑ์ให้พวกของผมใต้จมูกรัฐบาลได้ยังไง และหล่อนยังบอกด้วยว่าเขาเกลียด Umbrella หรือใครก็ตามที่ใช้ยาเป็นอาวุธชีวภาพไม่ต่างจากหล่อน ...แต่นั่นก็คือทั้งหมดที่ผมรู้ มันไม่เป็นมืออาชีพนักหรอกที่จะสัมภาษณ์นายจ้างตัวเองละเอียดยิบ และหล่อนก็คงไม่บอก”

“หล่อนคงไม่เอ่ยถึงเขา ถ้าไม่คิดจะให้เขามีอำนาจสั่งการคุณเหมือนกับหล่อนในอนาคต” จิลสันนิษฐาน ซึ่งคาร์ลอสก็เห็นด้วย คริสไม่ได้ถามอะไรต่อ ตกอยู่ในภวังค์คิด ทุกคนที่เหลือจึงนิ่งเงียบจนถึงสนามบิน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากวันนั้น เวสเกอร์และนาริทรากลับไปรายงานต่อบอร์ดผู้บริหาร อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องปิดปากนิโคไลเพราะคนของรัฐบาลไปถึงตัวพวกเขาก่อน แต่ข้อมูลของนิโคไลไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะการเข้าถึงชั้นความลับของเขาต่ำกว่าเวสเกอร์หรือเบอร์กิ้นเสียอีก (โกหก จริงๆ พอๆ กัน) ซึ่งผู้บริหารก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการหยุดความปากสว่างของนิโคไลอยู่แล้ว ส่วนข่าวที่ออกภายหลังเกี่ยวกับคู่ชายหญิงปริศนาที่อยู่กับนิโคไลก่อนเสียชีวิต ตำรวจก็ยังคงหาตัวไม่พบจนปัจจุบันว่าเป็นใคร เอาจริงๆ ข่าวในสวิสแทบไม่ออกในสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ และไม่นานทั้งหมดก็ถูกลืม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


มกราคม ปี 2001

บุชชนะการเลือกตั้ง หกเดือนหลังจากนั้น กลุ่ม AUA ได้รับการสนับสนุนงบลับจากรัฐบาลจำนวนมาก คาร์ลอสปฏิเสธรับค่าจ้างจากมากาเร็ต เดอ นีโรต่ออย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกผิดที่เปิดเผยเรื่องราวของหล่อนส่วนหนึ่งให้กับอดีต S.T.A.R.S. แต่หล่อนยังยืนยันจะช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องแหล่งข้อมูลต่อไป

หายนะทางการเงินและความเชื่อมั่นของ Umbrella เริ่มใกล้เข้ามา ส่วนที่เหลือยังคงอยู่ในความมืด...

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 10 ส.ค. 2016, 11:16

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [06/08/16]

ดีนะที่ตั้งให้มีแจ้งเตือนไว้ นึกว่าจะไม่ได้อ่านต่อซะแว้ว :e3

แอบสงสารนิโคไลแฮะ ดูซวย ๆ ไงชอบกล 555 ชอบชารอนมากอ่ะ แบบดูฉลาดมากกก สมกะเป็นลูกเบอกิ้น ฉลาดเกินวัยเลยทีเดียว น่ารักดีค่ะ

เวสเกอร์กะนาริทราเข้าขากันดีมากเลยแฮะตอนนี้ แถมโดนนิโคไลเข้าใจผิดอีกว่าเป็นผัวเมียกัน 555 น่าจะเป็นกันจริง ๆ ไปเลยนะ ไม่ใช่ล่ะ 55

จะว่าไปเราติดตามฟิคนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย รู้สึกแก่ลงทุกวัน ๆ :e13 :e13 :e13
<<

PREUK_RE

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 3142

ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 23:44

โพสต์ 12 ส.ค. 2016, 17:05

Re: Perfect Resonance: อัพ plot [06/08/16]

มาอ่านช้าไปหน่อย พอดีติดงาน :e6

อ่านพลอตยังสนุกอ่ะ เสียดายจังถ้าแต่งเป็นเรื่องเป็นราวต่อจะสนุกขนาดไหน

ตอนนี้เฉลยแล้วรู้อะไรหลายๆอย่างเลย (เร็วดีด้วย :e13 ) เดาว่าเดี๋ยวพวก AUA ก็คงจับต้นชนปลายถูกละ

ขอบใจมากที่ยังอุตส่าห์มาอัพพลอตให้ จะรอติดตามจนจบนะ :e7
รูปภาพ
รูปภาพ

''It's about time someone took my place. And I'd be honored if it was you.''

                  - Chris Redfield
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron