MoRC: ขอยุติการแต่งฟิคเรื่องนี้ และประกาศข่าวสำคัญครับ

<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 11 ก.ค. 2014, 21:14

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel 13/07/14 ครับ

^
^
^

ขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะครับ สำหรับเรื่องที่พวกตัวละครชายเพื่อน ๆ ของไทเลอร์คุยกัน พี่จะลองดูอีกทีครับ วาวเล่นเก็บตกทุกเม็ดเบยยยยย กล้าเม้น กล้าเสนอแนะ คนแต่งก็กล้าแก้ไขครัช จะลองแก้อย่างที่วาวแนะนำดู

ส่วนเรื่องเจคอบ คือจริง ๆ หมอนี่อยู่ในโหมดจริงจังแล้ว ต้องการแก้แค้นให้พ่อแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ลึก ๆ เจคอบยังคงหมายปองเรเชลอยู่ อีกอย่างคือ เจคอบกับเรเชลนั้นเหมือนอนตกอยู่ในเรือลำเดียวกันครับ เหมือนเข้าอกเข้าใจกัน แบบกำพร้าพ่อทั้งคู่ เรเชลเองก็เริ่มรู้สึกดีกับเจคอบ ส่วนเจคอบก็ข้างต้นครับ

บางที การที่พี่เขียนให้เจคอบหันมาเหล่มองไทเลอร์แบบเป็นต่ออาจทำให้มันดูแปร่ง ๆ บ้าง คือในแง่ของศัตรูหัวใจ ถ้าไม่มีเงื่อนไขพ่อตาย จุดนี้ คงไม่แปลก แต่ว่าสถานการณ์มันต่างกัน จุดนี้พี่มาคิดดูแล้ว พี่เห็นด้วยกับวาวครับ อาจต้องแก้

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับวาว

.....................................................................................................................................................................

Edit


นี่คือจุดที่แก้ครับ จุดที่แปร่ง ๆ ในตอนแรก ผมแก้ให้แล้ว บางทีผมคงอาจใส่ความเป็นเอเชีย ความเป็นคนไทยใส่ตัวละครมากไป จุดนี้ขออุธรณ์วาวครับ ชีวิตนี้ พี่ไม่เคยไป US เลยยังไม่สามารถเข้าถึงความคิดของพวกเด็กฝรั่งตะวันตกได้เต็มร้อย 555555+

ผมไฮไลท์เนื้อหาที่เป็นใจความสำคัญนะครับ ลองดู

“แล้วยังไงต่อ?” ซีเจเอ่ยปากถามอย่างใคร่รู้

“สเตฟานี่ ตอนนั้นยังไม่เต็ม 13 เลย ส่วนฉันก็พึ่งจะ 15” ไทเลอร์ร้องอุธรณ์ขอความเห็นใจ “ฉันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาตลอดเวลา ตอนนั้นฉันยังเด็ก สเตฟานี่ก็ยังเด็กมาก พวกเราใกล้ชิดกันเกินไป ก็เลย…”

“พึ่งรู้ว่าเพื่อนเราวอนหาคุกวะ?” ซีเจหันควับไปทางโรเบิร์ตร่างอวบ “แกว่าไง?”

“เท่าที่ฉันจำได้ กฎหมายรัฐเราเขียนไว้ว่าห้ามพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16” โรเบิร์ตสาธยาย “ตอนนั้นแกอายุ 15 ส่วนเด็กนั้น 12 ก็ตีเป็น 13 แล้วกัน”

“เด็กทั้งคู่” ซีเจกล่าวสรุป “นี่ถ้าเด็กนั่นเอาเรื่องที่แกอึ้บเธอไปฟ้องพ่อนี่รับรองแกตายยังเขียด “

“หรือไม่แกก็ฟ้องกลับไปด้วยเลยไหม?” โรเบิร์ตกล่าวเสริม “แกก็ฟ้องศาลไปเลยว่ายัยเด็กนั่นพรากพรมจรรย์แก แกก็ผู้เยาว์นะเว้ย!”


“พอเถอะพวก...ตลกบริโภคมาก” ไทเลอร์นิ่วหน้า “คำแนะนำแต่ละอย่างของพวกแกชวนฉันปวดตับทั้งนั้น” เด็กหนุ่มถอนหายใจ “ตอนแรกฉันก็ไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องเมื่อสองปีก่อนหรอก คิดว่ามันน่าจะจบไปแล้ว แต่เปล่าเลย สเตฟานี่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของฉัน ฉันขู่เธอว่าต่อหน้าทุกคนในโรงเรียน หรือต่อหน้าครอบครัวของพวกเรา ห้ามแสดงพิรุธให้ใครเห็น ไม่เช่นนั้นฉันจะไม่คุยกับเธออีก”



ตามข้อกฏหมายคุ้มครองผู้เยาว์ของ US นะครับ

http://simple.wikipedia.org/wiki/Age_of ... ted_States


Each US state has its own age of consent. State laws set the age of consent at 16, 17 or 18. The most common age is 16


age of consent 16 (30): Alabama, Alaska, Arkansas, Connecticut, District of Columbia, Georgia, Hawaii, Indiana, Iowa, Kansas, Kentucky, Maine, Maryland, Massachusetts, Michigan, Minnesota, Mississippi, Montana, Nevada, New Hampshire, New Jersey, North Carolina, Ohio, Oklahoma, Pennsylvania, Rhode Island, South Carolina, South Dakota, Vermont, Washington, West Virginia

age of consent 17 (9): Colorado, Illinois, Louisiana, Missouri, Nebraska, New Mexico, New York, Texas, Wyoming

age of consent 18 (11): Arizona, California, Delaware, Florida, Idaho, North Dakota, Oregon, Tennessee, Utah, Virginia, Wisconsin


ตามท้องเรื่อง เรายึดเอารัฐมิชิแกนเป็นหลัก ดังนั้นข้อมูลนี้จึงอ้างอิงตามความจริงเดะ ล่อลวงเด็กต่ำกว่า 16 ติดคุกจ้า อย่างไรก็ตาม ผมแอบเล่นมุขเสียดสีข้อกฏหมายนิดหน่อย ตรงที่โรเบิรตบอกให้ไทเลอร์ฟ้องกลับสเตฟานี่ (ไทเลอร์ 15 สเตฟานี่ 12 ยังไม่เต็ม 13) ในกรณีที่เธอคิดจะฟ้องร้องเขา อันนี้รบกวนแพรมาอธิบายแล้วกันครับ

ข้อมูลทางกฏหมายเกี่ยวกับผู้เยาว์ของทางฝั่ง US ขอบคุณแพรสำหรับข้อมูลครับ
คือขออธิบายแบบภาษาง่าย ๆ แล้วกันเนาะ อาจจะไม่เป๊ะ 100% แบบว่ามันมีปัญหาทับซ้อนนิดหน่อยคือ

1) แน่นอนว่าทั้งไทเลอร์และสเตฟานี่เป็น Minor เหมือนกัน

2) อย่างไรก็ตาม ถ้าใครมี sex กับเด็กอายุ <13 ลงไปในมิชิแกน จะถือว่า commit First-degree criminal sexual conduct ทันที (ร้ายแรงที่สุด เขาถือว่าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ลงไป ต่อให้สมยอมแค่ไหน ก็ให้ถือว่าถูกล่วงละเมิด)

2) ถ้าเด็กอายุมากกว่า 13 แต่น้อยกว่า 16 จะเป็น Third-degree แทน คืออาจจะมีกรณียกเว้น (ที่สมยอมได้) บางอย่าง

ดังนั้น หมายความว่ากฎหมายปกป้องสเตฟานี่มากกว่าไทเลอร์

---

ยิ่งไปกว่านั้นสองคนนี้มี gap year ถึง 3 ปี ซึ่งถือว่ามาก (ถ้าเด็กอายุ 12-13 นอนกันแบบนี้ ศาลมักจะพยายาม drop เคสทิ้ง ยกเว้นมีการล่วงละเมิดทางเพศโดยใช้กำลัง) คือถ้าสมมุติมีการฟ้องร้องจริง ๆ ไทเลอร์จะซวยมากกว่า เพราะเขาถือว่าอายุ 15 นี่มันรู้เรื่องแล้ว ถ้าคนอายุ >16 มานอนด้วยถือว่าพรากผู้เยาว์ก็จริง แต่ถ้าคนอายุ 15 ไปนอนกับเด็กต่ำกว่า 13 นี่ เด็ก 15 ก็จะยังผิดอยู่ดีค่ะ

อย่างไรก็ตาม โทษไม่ถึงกับติดคุกอะไรหรอกนะ เพราะไทเลอร์ยังไม่เกิน 16 ปี ยิ่งพอ apply กฎหมายที่เรียกว่า Romeo & Juliet Law* เข้าไปแล้ว ส่วนใหญ่เคสก็จะถูก ยกไปมากกว่า แต่ไทเลอร์อาจจะถูกศาลสั่งให้ไปบำเพ็ญประโยชน์อะไรแบบนี้ ไม่ต้องติดคุก ติดตาราง

* เป็นกฎหมายที่ไว้ใช้ลดโทษผู้ทำผิดกฎหมายผู้เยาว์กรณีที่เด็กมันสมยอมทั้งคู่ แล้วอายุห่างกันน้อยมาก ไม่ใช่กรณีที่ผู้ใหญ่มาหาประโยชน์เด็ก เช่น อายุ 15 นอนกับ 17 เป็นต้น แทนที่จะติดคุกเป็นสิบ ๆ ปี อาจจะเหลือแค่ปีเดียว หรือไม่ต้องติดเลย



อีกจุดครับ เกี่ยวกับเจคอบ

ขณะเดียวกัน เรเชล เบิร์น แอบเหลือบตามองมาที่โต๊ะกินข้าวของกลุ่มไทเลอร์ ในวินาทีแรก หล่อนสบตากับไทเลอร์ชั่วขณะ เช่นเดียวกับเด็กหนุ่ม แต่สุดท้ายเป็นอดีตเชียร์ลีดเดอร์ที่หันมองกลับไป เจคอบ โบเน็ตติก็เช่นเดียวกัน เจ้าเด็กหนุ่มจอมเกรียนในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทายาทอดีตมาเฟียผู้กลับใจแอบเหล่ด้วยหางตามาทางศัตรูหัวใจ...

สายตาทึ่อดีตจอมเกรียนมองมาเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ราวกับอารอน ไทเลอร์ เป็นฆาตกรผู้พรากชีวิตพ่อบังเกิดเกล้าไปยังไงยังงั้น?

ตอนนี้อารอน ไทเลอร์ ก็เหมือนหมาหัวเน่า ความลับในอดีตแตก สาวเมิน ซ้ำร้ายยังอาจจะโดนไอ้เปรตลูกแหง่ชิงสาวที่ตัวเองหมายปองไป เบิร์นคนน้องกับไอ้ลูกแหง่เจคอบดูมีไมตรีต่อกัน แน่ละ ทั้งคู่ย่อมเข้าใจความรู้สึกของกันและกันที่ต้องสูญเสียครอบครัวไป
ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย? ไทเลอร์ครุ่นคิด สำหรับคนที่พ่อแม่อยู่ครบอย่างเขาตอนนี้คิดออกอย่างเดียวว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?


เจคอบไม่ได้เหล่มาทางไทเลอร์เพราะต้องการเยาะเย้ย แต่เหล่มาเพราะความบังเอิญ เขายังแค้นใจพวกคนที่ฆ่าพ่อเขาตาย พอเห็นเรเชลหันมองมาที่ไทเลอร์ เขาก็เลยเหล่ตามองตาม ในสถานการณ์ตอนนี้ เขาไม่ได้มีความรู้สึกดีขึ้นกับมารหัวใจอย่างไรเลอร์ กลับกัน เขายิ่งเกลียดชังหมอนี่เข้าไปอีก ด้วยหลาย ๆ เหตุผล สรุปคือ เจคอปยังคงหมายปองเรเชลอยู่ ณ จุดนี้ครับ แต่ด้วยภารกิจกระชากหน้ากากคนร้ายที่ฆ่าพ่อ ทำให้เขายังไม่สามารถแสดงตัวออกมาได้ชัด

โอ้ยยยยย วาวเล่นเก็บทุกเม็ดแบบนี้ คนเขียนลำบากครัช 555555+ แต่ก็ไม่เป็นไร เพื่อความสมจริง ผมจัดให้ได้เสมอ ลองอ่านดูครับ ว่าตกหล่นตรงไหนบ้าง
แก้ไขล่าสุดโดย Kevin Ryman เมื่อ 12 ก.ค. 2014, 00:15, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 11 ก.ค. 2014, 23:21

Re: MoRC: Chapter 34 : The terrible truth แก้ตอนล่าสุดครับ

มาตามอ่านที่แก้แล้วนะคะ :e7

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 13 ก.ค. 2014, 01:49

Re: MoRC: Chapter 34 : The terrible truth แก้ตอนล่าสุดครับ

อ่านที่แก้แล้วนะคะ เก็บตกทุกรายละเอียดเลยจริง ๆ ขอชื่นชมในสปิริตคนเขียนค่ะ แรงดีไม่มีตกเลยจริง ๆ :e3
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 31 ก.ค. 2014, 01:12

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel 30/07/14 ครับ

Chapter 35 : Don't cry my angel Part I


3 August 1998
19.20 Pm. Smith’s House,Raccoon City


ร่างของสาวน้อยไฮสคูลผู้โชคร้ายล้มลงนอนจมกองเลือด เรเชล เบิร์น กรีดร้องด้วยความตกใจกลัว เว้นเสียแต่ทรชนชุดดำกำลังใช้ฝ่ามือหนาห่อหุ้มด้วยแผ่นหนังสีดำเป็นมันปิดปากเด็กสาว

"หุบปากซะ! ถ้าไม่อยากกลายเป็นศพรายต่อไป" ทรชนชุดดำขู่คำราม

"เยี่ยม! อย่าให้ได้ยินเสียงนะ"

"รีบไปเร็ว!" ชายชุดดำอีกคนเรียก "รีบเผ่นไปจากที่นี่" ชายฉกรรจ์ชุดดำสองคนกำลังพยายามลากสาวน้อยไฮสคูลไปยังจุดนัดหมาย พวกมันต้องการตัวเรเชล เบิร์น แบบยังมีชีวิต เพื่อบางสิ่งที่สุดจะคาดเดา พวกมันลากเหยื่อออกจากบ้านของครอบครัวสมิธ มีรถแวนสีดำไม่มีทะเบียนจอดเทียบท่าอยู่หน้าบ้าน

"ฮาร์เปอร์! ฮาร์เปอร์! สตาร์ทรถ! ใครสั่งให้แกลงมา ฮาร์เป...”

“แกไม่ใช่ฮาร์เปอร์!” หนึ่งในจารชนอุทานลั่น ชายตรงหน้าไม่ใช่ฮาร์เปอร์ มันจับพิรุธได้

"ฟึ้บ!ฟึ้บ!"

ลูกปืนขนาด 9 มิลลิเมตรจากปืนบาเร็ตต้าติดที่เก็บเสียงเจาะเข้ากะโหลกทรชนอย่างจัง เพชฌฆาตปริศนาสังหารเหยื่อแบบไม่ลังเล ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเสี้ยววินาที ก่อนที่ทรชนชุดดำทั้งสองจะทันไหวตัว

"กรี๊ด!" เสียงกรีดร้องของเรเชล เบิร์น ดังระงมไปทั่วบ้าน สาวน้อยเอามือปาดคราบโลหิตที่เปรอะตามแขนและหน้าด้วยความสะอิดสะเอียน

"อัลฟ่าวัน! ช่วยเหลือตัวประกันแล้ว ส่งกำลังเข้ามาได้!"

เรเชล เบิร์น นั่งทรุดลงกับพื้น ร่ำไห้ให้กับค่ำคืนอันแสนทารุณ หล่อนเหลือบตามองชายชุดดำปริศนาที่ยืนตระหง่านตรงหน้าด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ คนตรงหน้าคือใคร? ต้องการอะไร? นั่นคือสิ่งที่ในใจเธอกำลังคิด

"เกือบไปแล้วไหมล่ะ?" น้ำเสียงนั้นที่คุ้นเคย "สาวน้อย"

เป็นรองอธิบดีกรมตำรวจแร็คคูนชินเซกินั่นเอง หนุ่มใหญ่ถอดหน้ากากไอ้โม่งออก เขาดูให้ความสนใจศพของทรชนที่นอนตายอยู่ตรงหน้ามากกว่าจะถามสารทุกข์สุขดิบสาวน้อยที่นั่งสั่นเทาเพราะยังช็อคกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นาน หนุ่มใหญ่ก้มตัวลงตรวจร่างของทรชน โดยเฉพาะตรงข้อมือ เขาให้ความสำคัญตรงจุดนี้ และท้ายที่สุด ต้องขอบคุณหลักสูตรปืนสั้นของหน่วยนาวิกโยธินและกรมตำรวจที่ทำให้ฝีมือการยิงปืนของนายตำรวจเชื้อสายเอเชียรายนี้ยังคงแม่นยำไม่เปลี่ยนไป นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่จอร์จ แคมเบลล์ อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้ล่วงลับถึงดึงตัวไอ้ลิงเหลืองหัวเกรียนจ่ายค่ายทหารมาเป็นคู่หูและเพื่อนคู่คิด และยังหวังว่าไอ้มือปราบเชื้อสายเอเชียคนนี้จะเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเขาหลังเกษียณ

"พระเจ้า...เป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย" เอดิสันขมวดคิ้ว เมื่อเห็นรอยสักงูพันปลายหอกตรงข้อแขน ไอ้สองหน่อที่กำลังนอนอืดให้นอนไชตรงหน้าต้องเป็นคนของรัฐบาลแน่ สาระสำคัญคือ หน่วยไหน? ใครสั่งการ? ต้องการอะไร?

ไม่ทันขาดคำ เรเชล เบิร์น ที่คิดว่ากำลังนั่งช็อคตรงหน้ารีบลุกขึ้นวิ่งกลับเข้าบ้านไป สาวน้อยคงต้องการกลับไปดูอาการเพื่อนรักข้างในบ้าน เด็กสาวเรียกชื่อเพื่อนรักเสียงหลงตลอดระยะทาง

"นี่คืออัลฟ่าวัน เรียกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาด้วย เรามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ"

เอดิสันหันกลับไปมองพลซุ่มยิงที่ซ่อนตัวเยื้องห่างไปไม่กี่ร้อยเมตรโดยอาศัยความมืดและรั้วหญ้าหน้าบ้านพลเรือนเป็นที่อำพรางตัว นายตำรวจทำสัญญาณมือ เรียกรวมพลที่จุดนัดพบ

“อันที่จริงท่านรองฯ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเองขนาดนี้เลยนะครับ พวกเราทำงานกันเองได้” เสียงวิทยุจากนายตำรวจคนนึงดังขึ้น

“คนเป็นเจ้านายต้องนำหน้าลูกน้อง” นายตำรวจกล่าวอย่างไว้เชิง “อีกอย่างฉันต้องการรับผิดชอบคนของเราที่ตายไปเมื่อวันก่อน ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง”

‘คนเป็นเจ้านายต้องนำหน้าลูกน้องงั้นเหรอ?’ เอดิสัน เคน ชินเซกิ นึกขำในใจ คำพูดที่ว่าอ้างอิงจากจอร์จ แคมเบลล์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งหนุ่มใหญ่เคยมองอดีตเพื่อนรักเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต ก่อนแตกหักเพราะความตายของมายูมิ และทัศนคติที่ต่างกัน

"เด้บบี้!" ตัดมาที่เรเชล เบิร์นคนน้องเรียกชื่อเพื่อนเสียงหลง "ชั้นมาแล้ว เธอต้องไม่เป็นไรนะ"

สาวน้อยนั่งลงกับพื้น เขย่าร่างที่ไร้วิญาณของเพื่อนสนิท แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง แม้ว่าร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายยังอุ่นอยู่

"เธอจะตายไม่ได้นะเด้บบี้!" เรเชลสะอื้นด้วยความเสียใจ "ไหนเธอบอกว่าเราเป็นเพื่อนรักกัน เราจะไม่ทิ้งกัน แต่ทำไม่เธอทิ้งชั้นไปแบบนี้" หล่อนกอดศพเพื่อนแน่น “เธอจะทิ้งชั้นไม่ได้นะ ชั้นไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว”

เสียงคร่ำครวญของนางฟ้ากลบเสียงย่ำเท้าของนายตำรวจแร็คคูนนับสิบ นำโดยเอดิสัน เคน ชินเซกิ

“พวกนายเข้าเคลียร์พื้นที่โดยรอบ” รองอธิบดีสั่งการลูกน้อง บางส่วนแยกย้ายไปทำหน้าที่ ส่วนที่เหลือเฝ้าติดตามผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งขรัด

นายตำรวจมองร่างที่ซีดเผือกของเดบาร่าห์ สมิธตรงหน้า ม่านตาเปิดขยาย ลิ่มเลือดสีแดงเจิ่งนองบนพื้นหินอ่อนสีขาว หล่อนยังเด็กเกินไปที่จะตาย สดใสเกินกว่าจะต้องมาเจอกับโชคชะตาอันเลวร้ายเช่นนี้

“ชั้นขอโทษนะเด้บบี้ หลายวันที่ผ่านมาชั้นกลายเป็นตัวปัญหาของเธอ ชั้นอยากบอกเธอว่าเธอไม่ผิดเลย ที่ผ่านมามันไม่ใช่เรื่องของเธอเลยที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือชั้น แต่เธอก็ช่วย เธอเห็นชั้นเป็นเพื่อนของเธอเสมอเด้บบี้ ขอบคุณในมิตรภาพดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชั้นซาบซึ้งในน้ำใจเธอมาก ชั้นขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ชั้นอาจเคยเผลอพูดไปเพราะความเอาแต่ใจและไม่ยั้งคิดของชั้น เพราะชั้นเครียด ชั้นกลัว ชั้นไม่เหลือใคร และชั้นไม่อยากเสียคนที่ชั้นรักไป ชั้นเกลียดที่สุดที่ต้องอยู่คนเดียว” เรเชลจูบหน้าผากศพเพื่อนรักด้วยความอาลัย “เธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตชั้น ถ้าไม่มีมิเชลล์ เธอคือผู้หญิงที่ชั้นอยากให้เป็นแฟนกับพี่ เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป เธอว่าดีไหม?” นัยน์ตาสีฟ้าของเด็กสาวเจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำ “เธอต้องไม่เป็นอะไรนะเด้บบี้ เธอต้องไม่เป็นอะไร กลับมาเป็นเพื่อนของชั้นอีกครั้งนะ แล้วชั้นจะไม่ทำหรือพูดอะไรให้เธอต้องเสียใจอีกแล้ว”

"ออกไปก่อนสาวน้อย ขอฉันดูอาการเพื่อนของเธอหน่อย" หนุ่มใหญ่เอ่ยปากร้องขอเด็กสาว เรเชลปฏิบัติตามแต่โดยดี เพียงเพราะคาดหวังปาฏิหาริย์ นายตำรวจเอื้อมมือจับเส้นชีพจรที่ต้นคอของสาวน้อยผู้โชคร้าย ทามกลางการสังเกตการณ์ของเรเชลและนายตำรวจที่เหลือ

"เสียใจด้วย เพื่อนเธอตายแล้ว" เอดิสันกล่าวสรุป

"ไม่! ไม่! ไม่!" เบิร์นคนน้องปฏิเสธลั่นบ้าน หล่อนเดินปรี่เข้าไปตบที่หลังของนายตำรวจด้วยความโกรธแค้น "เพราะพวกคุณ! พวกคุณทั้งหมด เด้บบี้เลยต้องตาย! พวกคุณทำงานให้อัมเบลล่าใช่ไหม?"

"ใจเย็น..." เอดิสันพยายามปัดป้องฝ่ามือของเด็กสาว แต่หล่อนยังคงกระหน่ำทุบเข้าที่แผ่นหลังของนายตำรวจอย่างไม่ลดราวาศอก "สาวน้อย ตั้งสติดี ๆ ไว้"

"ไม่! ตั้งแต่ที่พวกคุณเข้ามาในชีวิตพวกเราก็มีแต่ดิ่งลงเหว พี่ชั้นเป็นคนดี เขาไม่มีวันทำในสิ่งที่พวกคุณกล่าวหา มิเชลล์ต้องลาออกจากงานเพราะพวกคุณ" เรเชลมองนายตำรวจตาแดงก่ำ "ชั้นต้องกลายเป็นหมาหัวเน่าในชมรม เป็นไอ้บ้าในโรงเรียน ทุกคนตั้งแง่รังเกลียดโดยที่ชั้นไม่มีทางโต้แย้งได้ เด้บบี้คือเพื่อนคนแรกและคนสุดท้ายในชีวิตชั้น แต่คุณก็พรากเธอไป คุณมันไอ้ฆาตกร!"

"ฉันไม่ใช่ฆาตกร นังเด็กเหลือขอ!" จอมยโสตวาดลั่น หนุ่มใหญ่เผลอใช้มือปัดเด็กสาวจนล้มลงกับพื้น “อย่าคิดว่ามีแค่เธอที่ต้องสูญเสีย ทุกคนเคยสูญเสียกันมาแล้วทั้งนั้น!”

"คุณมันไอ้สารเลว" เด็กสาวกัดฟันแน่น มือทั้งสองข้างพยายามพยุงร่างของตน

เหมือนนึกขึ้นได้ เอดิสันรู้สึกตัวว่ารุนแรงกับผู้ต้องสงสัยวัยทีนเอจ หนุ่มใหญ่รีบลุกขึ้นยืน เอื้อมแขนให้เด็กสาวแทนคำขอโทษ

“ฉันขอโทษที่รุนแรงกับเธอเมื่อกี้” เอดิสันยื่นแขนเพื่อแสดงเจตนาดี "ฉันไม่ได้ตั้งใจรุนแรงกับเธอเลย สิ่งที่เธอกล่าวหาฉันเมื่อกี้ฉันไม่ติดใจหรอกนะ ฉันเข้าใจเธอกำลังเสียใจเรื่องเพื่อน แต่ขอพูดในฐานะคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ให้ความร่วมมือกับพวกเราเถอะ เพื่อไม่ให้ประวัติของเธอต้องเสียหาย เธอไม่อยากเห็นประวัติของเธอด่างพร้อยใช่ไหม? เธอยังมีอนาคตที่สดใสได้นะ เรเชล เบิร์น"

เรเชลมองตาขวาง หล่อนยึดมั่นในทิฐิของตนเอง เด็กสาวเมินเฉยต่อไมตรีของนายตำรวจ หล่อนตัดสินใจลุกด้วยตนเอง

"ไม่ต้องทำเป็นตบหัวแล้วลูบหลัง" เบิร์นคนน้องกร้าว "ชั้นมั่นใจว่าพี่ไม่ผิด ชั้นไม่มีอะไรจะพูด คุณคาร์เตอร์กับพวกหน่วย S.T.A.R.S จะเป็นคนพิสูจน์เองว่าพี่ชั้นบริสุทธิ์"

"แล้วเราจะรู้กัน" รอยยิ้มบางเบาของนายตำรวจปรากฏที่มุมปาก เอดิสันนึกชอบใจความหัวดื้ิอของเด็กสาว คล้ายกับใครสักคนที่เขาเคยนับถือ

ใช่...จอร์จ แคมเบลล์ รองอธิบดีกรมตำรวจคนก่อน อดีตเพื่อนรักผู้วายชนม์

ยังไม่ทันไร เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ส่วนหนึงคือพวกสายตรวจและเจ้าหน้าที่กำลังทำหน้าที่กั้นเขตเพื่อการสอบสวน เริ่มมีชาวบ้านในละแวกนั้นเดินออกมามุงดูเหตุการณ์และจับกลุมนินทากันบ้างแล้ว

“ปล่อยผม ผมจะเข้าไปข้างใน!” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากนอกบ้าน พวกสายตรวจกำลังพยายามกันตัวออกไป

“เกิดอะไรขึ้นข้างนอก?” เอดิสันวิทยุถามสายตรวจ

“มีไอ้หนุ่มคนนึงกำลังพยายามเข้าไปในบ้านครับ” สายตรวจรายนั้นรายงาน “บอกว่ารู้จักเรเชล เบิร์นเพื่อนของผู้ตาย”

เอดิสัน เคน ชินเซกิ แอบเหลือบมองเด็กสาวครู่นึง ก่อนเริ่มการสนทนาต่อ “บอกไอ้หนุ่มนั่นว่าถ้าอยากคุยกับแฟนให้สงบสติอารมณ์ซะ เดี่ยวฉันจะพาไปพบข้างนอก”

“ไทเลอร์?” เรเชล เบิร์นได้ยินเสียงโวยวายจากนอกบ้าน เด็กสาวนึกหัวเสียในพฤติกรรมของไทเลอร์ “นายมาทำบ้าอะไรตอนนี้?”

“อยากไปหาแฟนเหรอ?” นายตำรวจแกล้งแซวเล่น “ไปหาซิ”

เรเชล เบิร์น หันมองด้วยความรู้สึกที่ยังคงขุ่นเคือง นัยน์ตาแดงก่ำจากการร้องไห้

“ไม่ใช่สักหน่อย” เด็กสาวปฏิเสธทันควัน “แค่ไอ้บ้าห้าร้อยที่ตามตื้อไม่เลิก “

เอดิสัน เคน ชินเซกิไม่ตอบ หนุ่มใหญ่หันไปวิทยุบอกสายตรวจรายนั้น

“บอกไอ้หนุ่มคนนั้นว่าสงบสติอารมณ์หน่อย เดี่ยวเราจะส่งแฟนคืนไปข้างนอก”

“ไอ้หมอนั่นไม่ใช่แฟนชั้น!” เรเชลฉุนขาด หล่อนจ้องตาเขม็งราวกับจะเอาเรื่อง “คุณมันเป็นตำรวจเฮงซวยที่สุดในโลก”

“ไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกซะสาวน้อย” นายตำรวจเอ่ยปาก “ฉันกับทีมต้องทำงานกัน ไม่ใช่เรื่องดีนักที่ปล่อยให้เด็กสาวขี้แยมาร้องไห้ขี้มูกโป่งแถวนี้”

“คุณ!” เบิร์นคนน้องฉุนขาด “กล้าดียังไงที่กล่าวหาชั้นว่าเป็นเด็กขี้แย!”

“งั้นก็เลิกร้องไห้ซะเด็กดื้อ” หนุ่มใหญ่ตอกกลับไป “เลิกร้องไห้เหมือนเด็ก ทำใจรับความจริงแล้วให้ความร่วมมือเรา ก่อนอื่นเลย ฉันจะขอบคุณเธอมากถ้าเธอจะไปรอข้างนอกซะ ไปตั้งสติแล้วคิดทบทวนให้ดีว่าจากนี้ไปเธอควรทำอะไรบ้างเพื่อเพื่อนเธอที่ตายไป”

“ก็ได้!” เรเชล เบิร์นตอบรับแบบไม่ค่อยเต็มใจ “ถ้าเป็นเรื่องของเด้บบี้ ฉันยินดีจะช่วยทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องของพี่ชายชั้นอย่าหวังเลย” เด็กสาวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี

“เราควรเรียกตัวไอ้หนุ่มนั่นมาสอบสวนด้วยไหมครับท่านรองฯ” หนึ่งในลูกทีมของเอดิสันเอ่ยปากถาม

“บางที…” จอมยโสท้าวเอว มือขวาลูบปาก มองทีมแพทย์และทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจสอบพื้นที่ “ฉันกำลังคิดอยู่ว่าคนที่บงการมีเหตุผลอะไรในการลงมือครั้งนี้ ฉั…”

ไม่ทันพูดจบ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทุกคนในห้องหันไปมองเป็นทางเดียวกัน รองอธิบดีชินเซกิตัดสินใจเดินไปรับสาย

“เด้บบี้! นั่นเด้บบี้หรือเรเชล?” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นจากปลายสาย จอมยโสถึงกับยิ้มกริ่มทันทีเพราะรู้ว่าเป็นใคร “รีบเก็บข้าวของที่จำเป็น เราจะหนีไปจากเมืองบ้านี่”

“เสียใจด้วย เด้บบี้ตายแล้ว” เอดิสันตอบ “และขอเตือนว่าสิ่งที่แกคิดมันไม่ฉลาดเอาซะเลย”

“อะไรนะ?” ปลายสายถึงกับผงะ “แก? นั่นท่านรองชินเซกิใช่ไหม?”

“ใช่…” จอมยโสตอบ “นั่นก็คงเป็นเจ้าหน้าที่เบิร์นซินะ?”

“ผมรู้เรื่องของท่านแล้ว ท่านทำงานให้อัมเบลล่า ทำไมกัน? ทำไมตัองฆ่าเด้บบี้” เบิร์นคนพี่ระเบิดความรู้สึกออกมา “ท่านเป็นคนบงการใส่ร้ายป้ายสีผมใช่ไหม?”

“ฉันไม่ได้ฆ่าเด้บบี้ ไอ้หนุ่ม เธอตายก่อนที่ฉันจะมาถึงซะอีก” จอมยโสปฏิเสธอย่างไว้เชิง “นายเป็นตำรวจ แม้ในทางปฏิบัตินายจะสิ้นสภาพความเป็นตำรวจไปแล้ว แต่นายก็น่าจะเข้าใจข้อกฎหมาย หวังว่าการที่นายเลือกเส้นทางอาชญากรรมคงไม่ทำให้นายลืมคำปฏิญาณตน” เอดิสันเลือกที่จะยอกย้อนอดีตมือปราบ “การดูหมิ่นและใส่ความเจ้าพนักงานหรือผู้บังคับบัญชาถือเป็นความผิด ถึงแม้ว่าแกจะพ้นสภาพความเป็นตำรวจไปแล้ว ฉันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด”

“แก!” เอ็ดเวิร์ด เบิร์น แทบอดกลั้นไม่ไหว “แกมันไอ้สารเลว แม้กระทั่งท่านรองแคมเบลล์ แกยังฆ่าได้! แกมันไม่ใช่คน!”

“ว้าว…” เอดิสัน เคน ชินเซกิ เค้นหัวเราะ “ฉันเลือดเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ? นี่ตกลงแกจะเพิ่มข้อหาให้ตัวเองอีกใช่ไหม? ของเดิมยังไม่พอใช่ไหม?”

“แกต้องการอะไร..” เบิร์นคนพี่กัดฟันแน่น “ขออย่างเดียวอย่างยุ่งกับเรเชล ไม่งั้นฉันจะไม่เอาแกไว้แน่ ชินเซกิ”

“น้องสาวของแกอยู่ภายใต้การดูแลของเรานับจากนี้ไปแล้ว” จอมยโสทำสัญญาณมือให้ลูกน้องที่เหลือออกไปเฝ้าดูไทเลอร์กับเรเชลด้านนอก “ฉันมีทางเลือกให้แก มอบตัวซะ แกไม่อยากให้น้องสาวของแกต้องเสียประวัติเพราะแกใช่ไหม? ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาวแกมาก”

“ให้ฉันมอบตัวแล้วฆ่าปิดปากซินะ?” เบิร์นย้อนกลับ “ฉันไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

“แกทำผิด แกก็ควรมอบตัวสู้คดี ถ้าแกต้องการทนาย เราก็จะจัดให้แก แกไม่ควรทำตัวหนีปัญหาแบบนี้ การที่แกมาเถียงเจ้าพนักงานคอเป็นเอ็นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรอกนะ” เอดิสัน เคน ชินเซกิ เลือกที่จะใช้คำพูดที่ดูอะลุ่มอล่วยเพื่อรักษาภาพพจน์ตัวเองต่อหน้านายตำรวจ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และหน่วยพิสูจน์หลักฐาน ที่สำคัญ บางคนไม่ใช่คนของอัมเบลล่า กำลังตั้งใจฟังการสนทนาของเอดิสันอยู่

“คิดจะเกลี้ยกล่อมเหรอ?” เบิร์นคนพี่รู้แกว ก่อนระเบิดอารมณ์เดือดออกมา “คิดจะหลอกล่อกูให้เหมือนท่านรองแคมเบลล์กับเพื่อน ๆ กูต้องไปตายในป่านั่นใช่ไหม!”

“คิดถึงอนาคตของน้องสาวแกไว้” รองอธิบดีชินเซกิย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แฟนแกก็ด้วย คิดดูให้ดี ฉันสัญญาว่าทั้งคู่จะไม่เป็นไร”

“ได้!” มือปราบผู้ตกอับรับคำ “ฉันมอบตัวก็ได้! รอฉันก่อนเถอะ ถ้าฉันรู้ว่าแกทำอะไรน้องสาวฉัน แฟนของฉัน สาบานเลยว่าฉันจะฉีกแกเป็นชิ้น ๆ ชินเซกิ!”

สิ่งสุดท้ายที่เอดิสันได้ยืนคือเสียงกระแทกจากปลายสาย จอมยโสเบ้ปากใส หลุดคำสบถเบา ๆ ก่อนหันไปสั่งการลูกน้อง

“ผู้ต้องหาเอ็ดเวิร์ด เบิร์นจะขอมอบตัว”

………………………………………………………………………………………………………………….....


“ไง….” คำพูดแรกที่นักบาสไฮสคูลนึกออก หลังจากฝ่าวงล้อมของสายตรวจแร็คคูนนับสิบ “หวัดดีเรเชล เกิดอะไรขึ้น? ทำไมตำรวจเต็มไปหมด คือผมผ่านมาแถวนี้กับพ่อพอดีอ่ะ”

“นายมาผิดเวลาแล้ว! ผิดเวลาอย่างแรง!” สาวน้อยตวาดใส่ “ทำไมชั้นต้องเจอหน้านายตอนนี้ด้วย ชั้นบอกให้นายไปให้พ้น แต่นายก็ยัง…” เรเชลสะกดน้ำตาไว้ไม่อยู่ “เด้บบี้ตายแล้ว”

“อะไรนะ?” ไทเลอร์ถึงกับหน้าซีดเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่จริง ก็เมื่อเช้า….”

“เลิกยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับชั้นเถอะ…” สาวน้อยอ้อนวอนทั้งน้ำตา “นายเห็นใช่ไหมว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นกับชั้น ชั้นไม่สามารถคบกับนายได้ไทเลอร์ นายกลับไปหาสเตฟานี่เถอะ ลืมชั้นไปซะ ไปใช้ชีวิตอย่างที่นายเป็น นายอยากเป็นนักบาส NBA ไม่ใช่เหรอ? นายทำได้แน่ แต่ขออย่างเดียว อย่ามายุ่งกับชั้นอีก”

“ผม…ขอโทษ” ไทเลอร์พยักหน้ายอมรับ “แต่ผมไม่ได้ชอบสเตฟานี่ ผมชอบคุณ” นักบาสไฮสคูลยิ้มเจื่อน “ผมรู้ว่าพูดตอนนี้ไปคงจะเปล่าประโยชน์ และคงจะผิดสถานการณ์อย่างแรงแต่ ผมดูแลคุณได้จริง ๆ นะ”

“ปัญญาอ่อน!” อดีตเชียร์ลีดเดอร์ด่าแบบไม่ไว้หน้า “นายมันดื้อด้านที่สุด นายคิดว่านี่คือเรื่องล้อเล่นใช่ไหม? ไม่เลย นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายนะ ชั้นจะบอกนายให้เอาบุญตรงนี้เลยก็ได้” เบิร์นคนน้องเดินปรี่ไปที่ไทเลอร์ “ข้อแรก…พี่ชายเพียงคนเดียวของชั้นถูกทางการไล่ล่าเพราะคดีบ้าบอคอแตก ซึ่งชั้นมั่นใจว่าพี่ชายของชั้นไม่ใช่คนทำแน่ ข้อที่สอง มิเชลล์หายตัวไป เพราะอะไร เพราะพวกเค้ากำลังสู้กับพวกไอ้บ้าห้าร้อยสักอย่างที่สามารถฆ่าคนเป็นเบือโดยไม่รู้สึกผิดได้ ข้อสาม พ่อของเจคอบตายเพราะพวกมัน และชั้นกับเจคอบกำลังพยายามช่วยพวกพี่อยู่ และขอย้ำด้วยนะว่ากับเจคอบ ชั้นก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น บ้าบอสิ้นดี!”

“ขอทางหน่อยครับ” เสียงของหนุ่มใหญ่ดังขึ้น เลียมและลินดา เดินฝ่าวงล้อมสายตรวจเข้ามา วันนี้ทั้งคู่เลิกงานเร็วจึงนัดลูกชายโทนไว้เพื่อมารับไปกินข้าวเย็นที่ภัตตาคารใจกลางเมือง

“สวัสดีสาวน้อย” หนุ่มใหญ่ท่าทางใจดีกล่าวทักทาย “ฉันคือเลียม เป็นพ่อของอารอนน่ะ ก่อนอื่นต้องขอโทษหนูด้วยถ้าลูกชายของลุงทำยุ่มย่ามอะไรไว้”

“พ่อครับ…” ไทเลอร์คนลูกพยายามโต้แย้ง

“เงียบไปอารอน!” คนเป็นพ่อปรามลูก “อยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

“พวกคุณ” เรเชล เบิร์นสังเกตเห็นชุดเครื่องแบบพนักงานของ Umbrella “พวกคุณทำงานให้อัมเบลล่า! ไปให้พ้นนะ!”

“เฮ้! เฮ้!” เลียมเอื้อมมือจับบ่าเด็กสาวเพื่อเรียกสติ “ใจเย็น ๆ ก่อนนะ อย่าเข้าใจพวกเราผิด” หนุ่มใหญ่แอบเหลือบมองพื้นที่โดยรอบ เมื่อรู้ว่าปลอดภัยแน่จึงเริ่มบอกความจริงบางอย่าง “พวกเราอาจทำงานให้อัมเบลล่าจริง แต่วางใจได้ พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น”

“แล้วคุณจะให้ชั้นเชื่อได้ยังไง?” สาวน้อยขมวดคิ้ว “คุณพ่อไทเลอร์?”

“บอกความจริงก็ได้ เราติดต่อกับลูกสาวของท่านรองแคมเบลล์ไว้ ท่านรองที่เป็นเจ้านายพี่ชายของหนูน่ะ” เลียมพยายามพูดอย่างระมัดระวัง เพราะมีนายตำรวจสองคนกำลังเดินเข้ามาเพื่อสังเกตการณ์จากคำสั่งของท่านรองชินเซกิ หนุ่มใหญ่รู้มานานแล้วว่ามีหนอนบ่อนไส้ในกรมตำรวจ “ไว้ถ้าหนูเจอเกรซ หนูลองคุยกับเธอดูนะ เธอบอกว่าได้เจอกับมิเชลล์แล้วด้วย”

“จริงหรือเปล่าคะ?” เรเชลดูมีความหวังขึ้นมาทันที “แล้วมิเชลล์ตอนนี้อยู่ที่ไหนละ?”

“จริงซิ” เลียมพยักหน้ายืนยัน “ส่วนเรื่องมิเชลล์ ฉันไม่รู้อะไรมากนัก ถ้าเธออยากรู้คงต้องถามเกรซ”

“คุณคะ F.B.I มา” ลินดาเหลือบเห็นรถของพวกหน่วยสืบสวนกลางกำลังแล่นมาที่หน้าบ้านของเด้บบี้

“คุณคาร์เตอร์” เรเชลเอ่ยปากถึงชื่อของเอเย่นต์ผิวสีคนนั้น ก่อนเดินปรี่ตรงเข้าไปรอการปรากฏตัวจากรถของเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบสวนกลาง

ทันทีที่รถแวนจอดเทียบท่า หน่วยสืบสวนกลางพร้อมกองกำลังติดอาวุธเต็มอัตราเดินกรูเข้ามาในพื้นที่ นำโดยเจ้าหน้าที่สืบสวนภาคสนามพิเศษ ซิดนีย์ คาร์เตอร์

“คุณคาร์เตอร์!” เด็กสาวร้องเรียกชื่อดังลั่น ราวกับพ่อพระมาโปรด เด็กสาวรีบวิ่งไปหาชายหนุ่มผิวสีทันที

“โทษทีเรเชล ฉันไม่สะดวกคุยตอนนี้” คาร์เตอร์ปฏิเสธอย่างสุภาพ พวกหน่วยติดอาวุธที่เหลือกันเธอออกไป

“ขอโทษนะ พวกคุณมาทำอะไรที่นี่?” พวกสายตรวจของกรมตำรวจแร็คคูนและหน่วย S.W.A.T เข้าไปขวาง “นี่คือกิจการภายในของกรมตำรวจแร็คคูน”

“ขอโทษด้วย คดีนี้ถูกโอนไปอยู่ภายใต้ความดูแลของหน่วยสืบสวนกลางแล้ว” เอเย่นต์คาร์เตอร์กล่าว “ถอยไปซะ ที่เหลือเราจัดการเอง”

พวกกรมตำรวจแร็คคูนยืนนิ่ง ไม่ยอมหลีกทาง ส่วนใหญ่เป็นพวกที่โดนอัมเบลล่าซื้อตัวแล้วทันนั้น ไม่มีใครอยากเห็นอนาคตทางสายอาชีพตำรวจดับวูบเพราะหน่วยสืบสวนกลางแน่

“หลีกไป…” หัวหน้าชุดปฏิบัติการภาคสนามของ F.B.I เอ่ยปากกับพวกสายตรวจแร็คคูน แต่พวกเจ้าหน้าที่พื้นที่พวกนั้นไม่ตอบ พากันมายืนออขวางทางเข้า

“บอกให้หลีกไปไง!” หัวหน้าชุดรายนั้นขึ้นเสียงดัง พยายามเดินฝ่าสายตรวจแร็คคูนรายนั้น แต่สุดท้ายก็ต้องชะงักเมื่อพวกกรมตำรวจแร็คคูนที่เหลือหันปืนใส่พวก F.B.I

“พวกมึงคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ คิดว่ามาจาก ดี.ซี. แล้วคิดทำกร่างแถวนี้เหรอวะ? นี่มันถิ่นพวกกู พวกมึงคิดผิดแล้ว!” คำท้าทายจากพวกกรมตำรวจแร็คคูนดังขึ้น

พวกชาวบ้านต่างส่งเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วเพราะความกลัว ทั้งสองหน่วยหันหาปืนใส่กันแบบไม่เกรงใจ จนคาร์เตอร์ต้องพูดอะไรบางอย่างออกมา

“ลดปืนลงซะ! ทุกคน นี่คือเรื่องเข้าใจผิด พวกเราจำเป็นต้องแทรกแซงกิจการภายในของพวกคุณในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ”

ย้อนไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า วุฒิสมาชิกฮาโรลด์ แฟรงคลิน ส่งสายตรงมายังเจ้าหน้าที่คาร์เตอร์ด้วยตนเอง ก่อนเดินทางมายังแร็คคูนเพื่อหาเสียง

‘ผมอยากให้คุณจัดการเรื่องวุ่นวายในกรมตำรวจแร็คคูนให้เรียบร้อย โดยเฉพาะท่านรองคนใหม่ที่ชื่อเอดิสัน เคน ชินเซกิ ผมอยากให้คุณจับตามองเขาไว้ให้ดี’

‘ไม่ต้องห่วงครับท่าน สว. ผมจัดการเรื่องนี้เอง นี่คือหน้าที่ของผม คำสั่งตรงจากผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนกลาง’


้ยังไม่รวมถึงสิ่งที่เจคอบ โบเน็ตติได้บอกไว้เมื่อตอนเที่ยงของวัน

‘คนที่ลักพาตัวผมไปคือท่านรองชินเซกิ ผมจำน้ำเสียงของเขาได้ สาบานต่อหน้าพระเจ้าเลยเอ้า!’


To Be Continued...


ตอนนี้แรกเริ่มตั้งใจให้มีตอนเดียวครับ แต่ด้วยเหตุผลของความดราม่า ผมอยากจัดหนักครับ เลยต้องแบ่งเพิ่มเป็น 2 Part ไม่รู้ว่ามีจุดไหนมันแปร่ง ๆ ไปบ้าง รบกวนคนอ่านที่น่ารักช่วยดูให้ด้วยครับ 55555+ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ อย่างในตอนนี้จะมีเฉลยในตอนหน้าครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Kevin Ryman เมื่อ 04 ส.ค. 2014, 20:36, แก้ไขแล้ว 11 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 03 ส.ค. 2014, 15:36

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

เหมือนเห็นจุดที่พิมพ์ผิดแวบ ๆ จุดนึงนะคะพี่ จากคำว่า มี พิมพ์เป็น มา หรืออะไรนี่แหละ พี่ลอง Control + F หาคำว่า "มา" ดูว่าคำไหนอยู่ผิดจุด

ส่วนด้านเนื้อเรื่อง มีจุดหนึ่งที่เราว่ามันไม่โอเค คือเรเชล เพื่อนพึ่งตาย มึงเจอผู้ชายแล้วมึงจะยิ้มทำม๊ายยยยย อิบ้าาาาาาาา แบบเพื่อนโดนยิงตายห่ามันใช่เวลามายิ้มตอนผู้ชายจีบไหม คือเป็นเราเราไม่มีอารมณ์คิดห่าอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วอาจจะรำคาญจนเกลียดขี้หน้าผู้ชายไปเลย มึงช่วยแหกตาดูกาลเทศะหน่อยเถอะ เพื่อนกูตาย มันใช่เวลาที่มึงจะสาระแนมาพูดเรื่องเข้าใจผิดหยุมหยิมไหม

เอางี้ค่ะพี่ คือเราว่าพี่ต้องใจเย็น ๆ นะ เวลาแต่งคิดก่อนว่าสถานการณ์ของตัวละครมันเป็นยังไง คือคนตายนะ มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นเพื่อนรักของเรเชลด้วย คือโอเค เราเข้าใจ สำหรับพี่เด็บบี้มันเป็นแค่ตัวประกอบนะ สำหรับคนอ่านก็ด้วย แทบไม่มีความผูกพันหรือแบล็กกราวน์อะไรที่คนอ่านมีต่อเด็บบี้เลย เพราะงั้นตอนเธอตาย คนอ่านจึงไม่ได้มีใครเสียใจมากมายอะไร พี่เองก็พาลจะเย็นชาไปด้วย อันนี้คือความรู้สึกที่เราได้จากงานของพี่เลย ว่าตอนนี้ ฉากเศร้ามาเย็นชามาก มันไม่เหมือนคนเสียเพื่อนที่รักที่สุดในชีวิต มันเหมือนแค่ผู้หญิงที่เสียเพื่อนที่ไปกินข้าว เดินห้างด้วยกัน เหมือนเด็บบี้จะเป็นแค่เพื่อนสาวที่เธอมโนไปเองว่าเธอสนิท เธอรักมาก เพราะอ่านแล้วไม่รู้สึกถึงสายสัมพันธ์อะไรเลย

ทั้งนี้ไม่รวมถึงคำพูดเธอที่พูดกับศพเด็บบี้ คือเรามีเพื่อนสนิท เรารู้นะว่าเรารักเพื่อนแค่ไหน ถ้าเพื่อนตายเราจะรู้สึกยังไง แต่แบบคำพูดของเรเชล มันเหมือนห่วงแต่ความรู้สึกตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงเพื่อนที่ตายไปเลย

"เธอจะตายไม่ได้นะเด้บบี้!" เรเชลสะอื้นด้วยความเสียใจ "ไหนเธอบอกว่าเราเป็นเพื่อนรักกัน เราจะไม่ทิ้งกัน แต่ทำไม่เธอทิ้งชั้นไปแบบนี้" หล่อนกอดศพเพื่อนแน่น “ไหนเธอบอกชั้นว่าผู้ชายเมื่อไรก็ได้ เพื่อนสำคัญกว่า เธอจะทิ้งชั้นไม่ได้นะ ชั้นไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว”

งงมาก เธอพูดถึงเรื่อง ผู้ชายเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อนสำคัญกว่าบลา ๆ ทำไม มันเกี่ยวอะไรกับเพื่อนโดนยิงตาย (วะ) เพื่อนไม่ได้ทิ้งมึงไปหาผู้ชายนะว้อย แล้วพูดตัดพ้อเหมือนเพื่อนผิด ควาย มึงแหละเอาความเดือดร้อนมาสู่เพื่อน เอาจริง ๆ นะ ถ้าเรารู้สึกว่าเราถูกหมายหัวเนี่ย หรือรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เราจะไม่เหยียบเข้าประตูบ้านเพื่อนที่เรารักที่สุดในชีวิตเลย เราจะไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ เราจะหนีไปไกล ๆ ตายก็ตายคนเดียววะ อย่ามายุ่งกับเพื่อนกับครอบครัวกู แต่นี่พลาดจนเพื่อนซวยรับเคราะห์ตายแทนไม่พอ (เข้าใจว่าเธอยังเด็กคนคิดไม่ถึง แต่ตอนอายุ 17 เราคิดได้นะ แต่ก็นั่นแหละ คนเราไม่เหมือนกัน - -) ยังมาตัดพ้อเหมือนตัวเองคนเดียวที่เสียใจอีก

ตรงนี้ก็ด้วยค่ะ

"ไม่! ตั้งแต่ที่พวกคุณเข้ามาในชีวิตพวกเราก็มีแต่ดิ่งลงเหว พี่ชั้นเป็นคนดี เขาไม่มีวันทำในสิ่งที่พวกคุณกล่าวหา มิเชลล์ต้องลาออกจากงานเพราะพวกคุณ และชั้น" เรเชลมองนายตำรวจตาแดงก่ำ "ชั้นต้องกลายเป็นหมาหัวเน่าในชมรม เป็นไอ้บ้าในโรงเรียน ทุกคนรังเกลียดชั้นโดยที่ชั้นไม่มีทางโต้แย้งได้ เด้บบี้คือเพื่อนคนแรกและคนสุดท้ายในชีวิตชั้น แต่คุณก็พรากเธอไป คุณมันไอ้ฆาตกร!"

คือเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ที่คนอื่นรอบตัวเธอประสบแล้ว ปัญหาเธอมันเรื่องเล็กเท่าจิ๋มมดมาก ๆ ไม่รู้จะว่ายังไง มันใช่เรื่องที่ต้องมาอยากวีนตอนนี้ไหม มันเหมือนเธอพอเครียดสติแตก ก็โฟกัสแต่ตัวเองเป็นส่วนใหญ่ หรือมันจะเป็นนิสัยวัยรุ่นหลาย ๆ คนก็ไม่ทราบได้ แต่คือเพื่อนเพิ่งตาย ย้ำอีกครั้ง เพื่อนพึ่งตาย โฟกัสเรื่องเพื่อนเถอะ = =

สุดท้ายตรงนี้ เรารับไม่ได้ที่สุด

“งั้นนายก็มาผิดเวลาแล้ว! ผิดเวลาอย่างแรง!” สาวน้อยตวาด “ มันใช่เรื่องหรือเปล่า? นายรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับชั้นตอนนี้? นายรู้ไหมว่าเด้บบี้ตายแล้ว”

“อะไรนะ?” ไทเลอร์ถึงกับหน้าซีดเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่จริง ก็เมื่อเช้า….”

“เลิกมายุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับชั้นเถอะ…” สาวน้อยอ้อนวอนทั้งน้ำตา “นายเห็นใช่ไหมว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นกับชั้น ชั้นไม่สามารถคบกับนายได้ไทเลอร์ นายกลับไปหาคนที่ยังรอนายเถอะ”

“ผมไม่ได้รักสเตฟานี่” เด็กหนุ่มปฏิเสธ ก่อนยื่นมือมากุมมือนางฟ้าตัวจริง “เรื่องของผมกับสเตฟานี่มันเกิดเพราะความผิดพลาด ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณ แต่แค่ไม่มีโอกาสพูดความจริง ตอนนี้ผมพบแล้ว ว่าผมรักคุณ”

“ถ้าจะมาทำซึ้งตอนนี้ ไปให้พ้น” เบิร์นคนน้องตัดเยื้อไย

“ไม่” ไทเลอร์ปฏิเสธ

“บอกให้ไปไง” เด็กสาวย้ำอีกรอบ

“ไม่” เด็กหนุ่มยืนยันเช่นเดิม “ผมไม่ไป ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ”

“ถ้าคิดจะทำให้ชั้นซึ้งละก็ นายสอบตกอย่างแรง” เรเชลยังคงสะอื้น แต่เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาจากมุมปาก บางที อารอน ไทเลอร์ คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ “นายเห็นไหมว่าคนกำลังแอบนินทาเรา เพราะฉะนั้นปล่อยมือของนายซะ”

มีตัวผู้มาง้อปุ๊บ มึงลืมเลยเหรอว่าเพื่อนตาย เฮ่ย เพื่อนตายนะเว้ย เพื่อนที่มึงรักมาก ๆๆๆๆ เลยนะ มึงยิ้มได้ไงวะ นี่เป็น sociopath หรือเปล่า คือแบบพอมีผู้ชายมาแทนนี่โผเข้าหาเลยนะ พ่งเพื่อนตายมันไม่ซึ้งเท่าแฟนง้อใช่ไหม แต่แบบ...มันไม่ใช่เวลาอะเรเชล

คือพี่คะ เราอาจจะพูดตรงไปหน่อย แต่เราอยากให้พี่คิดได้นะว่ามันมีความผิดพลาดใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับฟิคพี่ในพักนี้ เพราะที่ผ่าน ๆ มาพี่เขียนซีนอารมณ์ได้ดีมากนะ และตัวละครดูมีเลือดเนื้อจริง ๆ ตัวละครไหน ๆ พี่ก็เขียนได้ดี มีเสน่ห์ ขนาดอิตาเอดิสันที่เกรียน ๆ เรายังชอบอ่านบทมันเลย เกรียนดี แต่กับเรเชลพี่พลาดตรงเธอบ่อยมาก (ทั้ง ๆ ที่กับตัวละครอื่นพี่เขียนได้ดี) กับเรเชล สาวน้อยที่ควรจะน่ารัก เธอดูกลายเป็นคน self-centered เห็นแก่ตัว บ้าผู้ชาย น่ารังเกียจมาก ๆ ในสายตาเรา ซึ่งเราเชื่อว่าพี่ไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นคนแบบนั้นแน่ ๆ

ไทเลอร์ก็พอกัน น่ารังเกียจมาก ๆ ถ้าเป็นเรา เพื่อนเพิ่งตาย ผู้ชายมาตื้อ พยายามอธิบายเรื่องผู้หญิงคนอื่น เราคงไม่มีอารมณ์จะคุยอะค่ะ คงจะคิดว่า อะไรวะ ไอ้ห่านี่ เพื่อนกูตายนะเว้ย มึงไสหัวไปไกล ๆ ตีนกูเลยไป๊ คำว่ากาลเทศะมึงสะกดเป็นป่ะ คือเพื่อนตายกูก็เสียใจพอแล้ว มึงอย่ามางี่เง่าแถวนี้ได้ไหม คือให้มันหัดดูเวล่ำเวลาหน่อย เรื่องงี่เง่าปัญญาอ่อน งอนกันประสาทแดกมึงค่อยเคลียร์ได้ป่ะ ไม่เป็นสาระอะไรในชีวิตกูเลยนะเวลาเนี๊ยะ แต่นี่อะไร เรเชลมีแอบอมยิ้ม แถมโผเข้ากอดเขาซะงั้น ทั้ง ๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องสเตฟานีเอาไง วิญญาณเด็บบี้คงเสียใจ โถ...เพื่อนกู

พี่อาจจะบอกว่าเธอฝืนยิ้ม...แต่จะฝืนยิ้มทำไมอะคะ ถ้าคนพ่อตายต้องฝืนยิ้มไหม? มันก็ไม่ใช่เวลา คือไม่ต้องยิ้มก็ได้ และเป็นเราคงไม่ยิ้มแน่ ๆ คือมนุษย์จริง ๆ เขาไม่ทำแบบนี้กันอ่าค่ะ หรือถ้าทำ ก็คงจะเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจมาก ไม่รักใครลึกซึ้งอะไรเลยนอกจากตนเอง หรืออีกทีคือสติแตก ต้องเข้าศรีธัญญาแล้ว

ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน และมีเพื่อนสนิทเหมือนกัน เรารับไม่ได้ อ่านแล้วเกลียดขี้หน้าเธอจับใจเลยค่ะ ซึ่งเราก็ขอยืนยันมั่นใจอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ reaction ที่พี่ต้องการจากคนอ่านแน่ ๆ เพราะงั้นพี่ควรจะแก้ไขตรงนี้เสีย

หากถามว่าควรแก้ยังไง เราจะบอกว่าให้พี่ค่อย ๆ คิดตาม ใจเย็น ๆ ค่ะ เวลาแต่ง อย่าคิดว่าตัวละครเป็นเด็กวัยรุ่นแล้วมันจะมีแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ คือจะเด็กจะผู้ใหญ่ก็คนเหมือนกัน คือลองจินตนาการว่าความกดดันของเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวมันจะมากแค่ไหน พี่ก็โดนตามจับ มิเชลล์ก็ไม่รู้ชะตากรรม เพื่อนรักก็มาตายอีก คือเธอน่าจะลืม ๆ เรื่องผู้ชายไปได้แล้วอะค่ะ โดยเฉพาะไทเลอร์ ซึ่งนอกจากจีบ ๆ กันไปมา puppy love ไร้สาระ ก็ยังไม่ได้แสดงอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่พร้อมจะตายแทนเธอ หรือรักเธอจริง ๆ เลย แถมล่าสุดยังมีฉากให้เข้าใจผิดอีก เป็นเราคงไม่แม้แต่ออกไปคุยด้วยอ่าค่ะ คงไล่กลับไป แบบ เข้าใจตรงกันนะ นี่เรื่องส่วนตัวกู sensitive มาก ๆ คนนอกอย่าสะเออะดีกว่าไหม

หรือไม่อีกทีหากพี่อยากให้เธอได้เจอไทเลอร์จริง ๆ ก็อาจจะแต่งให้เธอพอเจอเขาก็ร้องไห้โฮ โผเข้าหาเลยก็ได้ แบบนี้ก็คือเธออาจจะบอบช้ำทางจิตใจมาก คิดไรไม่ออก เจอคนรู้จักต่อให้รักไม่รัก ดีไม่ดี ก็ขอเป็นที่พึ่งทางใจไว้ก่อน แบบนี้ก็โอเค จินตนาการได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่จิตใจบอบบาง แต่ไม่ใช่มีบทไทเลอร์พยายามตื้อแบบข้างบนอะค่ะ มันผิดเวลา มันน่าเกลียด

แล้วก็ควรแก้วิธีที่เธอพูดกับเด็บบี้ด้วย ตั้งแต่ตอนที่แล้ว เธอพูดอะไรไม่ค่อยแคร์ใจเพื่อนเลย แม้แต่ตอนนี้เธอก็ดูคิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าเธอรักเด็บบี้จริง แต่งให้เห็นหัวเพื่อนมากกว่านี้หน่อยค่ะ แบบพี่มีเพื่อนสนิทคนไหน พี่จินตนาการเขาเป็นเด็บบี้แม่งเลยค่ะ (ต้องยากแน่ ๆ จินตนาการผู้ชายเป็นเด็บบี้เนี่ย 555) คือลองคิดดูว่าถ้าเป็นเพื่อนพี่ พี่จะรู้สึกแบบไหน จะสนใจอะไร ณ ช่วงเวลานั้น

แน่นอน ตัวละครมันอาจจะคิดไม่เหมือน ทำไม่เหมือนเราก็ได้ เช่น เวสเกอร์ ปฏิกิริยามันคงไม่เหมือนมนุษมนาทั่วไป แต่ว่าถ้าเป็นคนธรรมดา ที่นิสัยปกติชน เวลาเสียคนรักไป ก็คงจะไม่แตกต่างกันมากมายค่ะ อาจจะต่างกันที่ดีเทล แต่แกนมันจะคล้าย ๆ กัน อยากให้พี่ลองทบทวนคาแรกเตอร์ของเรเชลใหม่นะคะ และไทเลอร์ด้วย ถ้าพี่ไม่อยากให้มันเป็นผู้ชายน่ารังเกียจในสายตาเราไปมากกว่านี้ ควรให้เขาหัดสงบไอ้แท่งหว่างขาไว้บ้าง คิดเรื่องอื่นบ้าง เพื่อน มิตรภาพ ความตึงเครียด บลา ๆ อย่าเอาแต่เรื่องรัก ๆ มันดูเป็นผู้ชายเหยาะแหยะ ดื้อดึง ดันทุรัง เห็นแก่ตัวไม่ต่างกับเรเชลเลย


ป.ล. ที่ร่ายมายาวนี่ เพราะรักฟิคเรื่องนี้จริง ๆ นะ ไม่อยากให้พี่หลงทาง ซึ่งไม่รู้ทำไม อิคู่รักสองคนนี้สร้างปัญหาให้พี่จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่พี่แทบไม่มีปัญหากับตัวละครอื่นเลย หรือมีก็น้อยมาก แต่ไทเลอร์กับเรเชลออกมาทีไร ปวดตับมาก เราว่าพี่ต้องศึกษาสองคนนี้เพิ่มค่ะ

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 03 ส.ค. 2014, 17:51

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ กำลังคิดอยู่ว่าตอนนี้มันแปร่ง ๆ อยู่แต่หาไม่เจอ คือแบบพี่มัวแต่คิดเนื้อหาโดยภาพรวมจนอาจลืมรายละเอียดปลีกย่อยไปบ้าง คือความสัมพันธ์ของสองคนนี้ครับ

ส่วนเรื่องเรเชล พี่อธิบายได้ครับ มันคือยังงี้

คือเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่โตมากำพร้าพ่อแม่ อย่างที่รู้กันครับ ในฟิคพี่เคยกล่าวสรุปไว้ว่าเบิร์นคนพี่ได้เชื้อเถรตรงมาจากพ่อ ตรงขนาดไหนก็ถึงกับขนาดยอมเสี่ยงเพื่อเปิดโปรงพวก MAT จนครอบครัวและตัวเองต้องพินาศ ส่วนเบิร์นคนน้องนั้นถอดแบบจากแม่ว่าด้วยนิสัยอ่อนไหวแบบผู้หญิง ๆ ในฉาก Flashback ช่วง Part แรกจะมีบทสนทนาของเจมส์และแมรี่ ที่ว่าเจมส์ไม่ยอมฟังคำทัดทานของแมรี จนทำให้ทั้งคู่ต้องพบกับชะตากรรมอันแสนเศร้า แมรี่ไม่ใช่พวกอุดมการณ์จ๋าเหมือนสามี เธอแค่อยากใช้ชีวิตมีครอบครัวอบอุ่นกับสามีและลูก ๆ กลับมาที่เรเชล เผิน ๆ เธอเหมือนจะทำตัวสดใส ร่าเริง เข้มแข็ง เข้ากับคนได้ทุกคน เธออาจจะมีบ่น หรือมีวีนมีเหวี่ยงบ้างตามเรื่องตามราว (ถ้ามีใครมากวนใจเธอ เธอจะด่าเปิง) แต่ลึก ๆ เธอยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ มันเหมือนเป็นด้านลบของเธอ ซึ่งมันค่อย ๆ ก่อตัวมานาน ช้า ๆ กล่าวคือ เพราะเธอสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก เธออยู่กับพี่ชายที่ต้องกลายเป็นเด็กที่โตเกินอายุ ชีวิตในวัยเด็กของเธอมีกันแค่สองพี่น้อง พอโตถึงวัยพี่ชายเธอก็ไปเข้าโรงเรียนตำรวจ มันทำให้เธอรู้สึกเคว้งคว้าง แต่เธอก็ยังอดทนเข้มแข็งไว้ได้เพราะมีพี่ชายเป็นแบบอย่าง ถึงแม้ว่าลึก ๆ เธอจะรู้สึกโหยหาพี่ชายบ้างก็ตาม โหยหาความรักความอบอุ่นบ้างก็ตาม ทีนี้พอพี่ชายเธอได้บรรจุเป็นตำรวจมารับเธอไปอยู่ด้วย และมีมิเชลล์เข้ามาเติมเต็มชีวิตสองพี่น้อง เธอก็เลยวาดฝันว่าจะสามารถเติบเต็มปมด้อยจุดนี้ไปได้ และหลาย ๆ ครั้ง ๆ เรเชลจะพบว่า ด้วยงานของพี่ชายและมิเชลล์ที่รัดตัว ทำให้พวกเขาทั้งสามคนแทบจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่ร่วมกันมากนัก ทั้งเบิร์นและมิเชลล์ล้วนมีนิสัยเหมือนกันอย่างคือ ชอบทำงานเพื่อส่วนรวม เสียสละเพื่อส่วนรวม เพราะทั้งคู่ได้เห็นสิ่งเลวร้ายมาเยอะแยะมากมาย ทั้งคู่เลยพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้อย่างสุดความสามารถ ในขณะที่เรเชลไม่เข้าใจจุดนี้ เธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ เธอยังมีอคติอยู่ลึก ๆ ในใจ หล่อนมักถามตัวเองลึกๆ ในใจว่า "ทำไมพวกพี่ต้องทำถึงขนาดนั้น ทำไมต้องอุทิศชีวิต เสียสละเพื่อคนอื่น เราช่วยคนทั้งโลกไม่ได้นะ ขอแค่พวกเราอยู่ด้วยกันสามคนเงียบ ๆ ไม่ได้้หรอ?" ถ้าจำกันได้เราจะเคยเห็นเธอบ่นใน Diary ที่เธอเขียนไว้ฉบับแรก ๆ

พอพูดถึงพี่…ก็แอบน้อยใจบ้าง วันนี้อุตส่าห์ทำออมเล็ตให้ แต่พี่แกก็ไม่กลับมา แค่โทรมาบอกว่าติดงาน กลับบ้านไม่ได้ มิเชลล์ก็เหมือนกัน ทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องทำ…..ก็เข้าใจ

คิดถึงงานวันเกิดครบรอบ 17 ปีของฉันจริง ๆ เราสามคนสนุกกันมาก มิเชลล์แอบให้ฉันดื่มเหล้าเป็นครั้งแรก พอพี่ชายรู้เท่านั้นแหละโวยวายใหญ่เลย…นี่น้องผมนะมิเชลล์ คุณให้น้องผมดื่มเหล้าได้ยังไง? เธอเพิ่งจะ 17 เองนะ ส่วนมิเชลล์นะเหรอ? เธอไม่มีทางอยู่เฉยให้พี่สวดอยู่ฝ่ายเดียวหรอก เธอตอกกลับไปว่า เรเชลโตพอที่จะคิดหรือตัดสินใจเองแล้วนะเอ็ดเวิร์ด เราควรสร้างภูมิคุ้มกันให้เธอ มากกว่าจะห้าม พอได้ยินแบบนั้นเท่านั้นแหละ พี่ชายฉันค้อนมิเชลล์ยกใหญ่เลย


หรือแม้กระทั่งในบทสนทนาในช่วงสุดท้ายของ Part I

เบิร์นคนน้องกำลังพยายามออดอ้อนเบิร์นคนพี่ โดยไม่มีทางรู้เลยว่าพี่ชายและว่าที่พี่สะใภ้เพิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากอสูรกายกลางป่ายอาร์คเลย์มา

“เอ่อ…..” ชายหนุ่มรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาอยากจะบอกน้องสาวตามตรงว่าเขายังไม่พร้อมที่จะรับคำเชิญ เพิ่งจะหนีตายจากป่าอาร์คเลย์มาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน คงไม่มีใครหน้าไหนพร้อมที่จะตอบรับคำเชิญในช่วงเวลาที่กำลังสับสนเช่นนี้แน่ “ขอโทษด้วย….พี่”

“ได้ซิ….” มิเชลล์ชิงตอบตกลงอย่างฉะฉาน เบิร์นหันไปมอง “อีกตั้งอาทิตย์นะเอ็ด” มิอขวาแตะที่บ่าของแฟนหนุ่ม พลางพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าตกลง “เอาเป็นว่าถ้าพี่ไม่ติดงานอะไร พี่จะไป” นักข่าวสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้ม


ทั้งเบิร์นและมิเชลล์พยายามอย่างสุดพลังที่จะกลบเกลื่อนทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อหน้าเรเชลทั้งๆที่ทั้งคู่รู้ว่าหายนะกำลังมาเยือน แต่สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้เพราะเรื่องราวมันหนักหนาเกินกำลังทั้งคู่ ทั้งคู่แยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง เบิร์นหลบหนีคดี ส่วนมิเชลล์ไป ดี.ซี. เพื่อหาข่าวและเตรียมเปิดโปรงพวกตัวร้าย เรเชลเองก็ยิ่งรู้สึกเขว้ง ยิ่งพอรู้ความจริงจากปากของคาร์เตอร์ มันยิ่งทำให้เธอเครียดหนัก เลยอาจเผลอวีนเหวี่ยงใส่เพื่อนไปบ้าง จนทำให้เธอไม่อาจคบกับไทเลอร์ได้ ยิ่งมาเจอกิ๊กเก่าไทเลอร์ยิ่งหนักไปใหญ่ ตอนนี้เธอคาดหวังจากคนของ STARS และคาร์เตอร์มากที่สุด (อ้างอิงจากจักรวาลของ RE อีกไม่นานพวกคริส จิล รีเบ็คก้า แบรี่จะแยกย้ายกันไป ความหวังของเรเชลเหลือแค่คาร์เตอร์เท่านั้น)

คือเธอมีความคิดแบบ Self-center ครับแพร มันถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเธอลึก ๆ มันเป็น DNA มาจากแม่ เพียงแต่มันอยู่ในระยะแรกเริ่ม พี่ต้องการให้เธอเป็นแบบนั้น เพียงแต่เรเชลยังไม่หนักหนาเท่าเอดิสัน เรเชลยังจัดว่าดีกว่าเอดิสันเยอะในจุดนี้

“อย่าพยายามพูดอะไรตอนนี้ไทเลอร์ ชั้นรู้จักนิสัยเพื่อนชั้นดี”


เด้บบี้คือเพื่อนสนิทที่สุดของเรเชล เด้บบี้คือคนที่เข้าใจเรเชลมากที่สุด ไม่งั้นคงไม่ทนคบกันมาได้จนถึงป่านนี้ จริงอยู่ที่บทบาทของเธอค่อนข้างจะน้อยเพราะเป็นตัวประกอบเล็ก ๆ แต่เด้บบี้คือคนที่อยู่ใกล้ชิดเรเชลมากที่สุด เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเรเชลในทุก ๆ ด้าน เพราะเด้บบี้และเรเชลคล้ายกันอย่างคือขาดความอบอุ่นจากครอบครัว บางครั้งเรเชลเผลอพูดจาไม่ดีใส่เด้บบี้ เพราะลึก ๆ เรเชลเองก็มองว่าเด้บบี้น่ะสบาย ถึงพ่อแม่จะไม่ค่อยอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ตายเหมือนของเธอ คืออย่างน้อยพ่อแม่ก็ยังอยู่ครบ ไม่ได้ตาย เรเชลคิดแบบนั้น ยิ่งพอเจอเรื่องหนัก ๆ แบบนี้ เธอยิ่งหลุด เธอยิ่งแสดงความอ่อนไหวในตัวของเธอออกมา

จริง ๆ แล้ว เรเชลเองก็เหมือนจะรู้ตัวครับ หนึ่งในสาเหตุที่ตอนนี้พี่ต้องเพิ่มอีก Part เพราะแบบนี้แหละ คือเธอจะเป็นคนพูดออกมาเองในตอนต่อไป ว่าเธอเองที่ผ่านมาก็เผลอวีนเผลอเหวี่ยงใส่เด้บบี้ไม่น้อยเหมือนกัน เธอจะพูดออกมาทุกอย่างเองจากหัวใจของเธอ เธอและเบิร์นต่างเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียพ่อกับแม่ไปเหมือนกัน

ส่วนไทเลอร์ จริง ๆ หมอนี่คือตัวละครที่ชิลด์ที่สุดในฟิคเรื่องนี้ครับ ไม่มีปมความหลังอะไรสักอย่าง ครอบครัวอบอุ่นดี ไม่มีดราม่า ยกเว้นเรื่องกิ๊กเก่าอาละวาด ในสถานการณ์ที่โคตรจะขัดแย้งกันบรรลัย คือเค้าจะฆ่ากันตายเมื่อไรไม่รู้ แต่หมอนี่คือคนที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรมาก อาจจะรู้ แต่คิดว่าไกลตัว คิดว่าไม่มีอะไร พยายามจีบเรเชลโดยไม่ได้รู้เลยว่าหล่อนกำลังเจอเรื่องอะไร แต่อย่างไรก็ตาม ไทเลอร์เองก็จะเป็นอีกหนึ่งในตัวละครที่พลอยตกกระไดพลอยโจรซวยตามไปด้วยครับ ในอนาคตข้างหน้า อย่าได้คาดหวังว่าหมอนี่จะไม่โดนดีละ เหอะๆๆๆๆๆๆ

ส่วนเรื่องที่ไทเลอร์ต้องการมาง้อเรเชลนั้น เพราะเค้าพึ่งซ้อมบาสเสร็จ สิ่งที่เค้าคิดออกในตอนนั้นคือ ต้องรีบไปง้อเรเชล เพียงแต่มันดันเกิดขึ้นผิดที่ผิดเวลาครับ ต้องบอกว่าโคตรผิดเวลามาก เพราะความดื้อดึง อยากเอาชนะ เขาไม่อยากยอมแพ้เจคอบ ไม่อยากเสียเรเชล มันเป็นนิสัยของนักกีฬาอ่ะครับแพร ต้องการแข่งขัน ต้องการชัยชนะ ต้องการเป็นที่ 1 เสมอ คือไทเลอร์เคยพูดไว้ว่าเขาอยากเป็นนักบาส NBA และเขาก็มีพรสวรรค์พอที่จะไปจุดนั้นได้ จุดนี้เหมือนเป็นอีโก้ของไทเลอร์ลึก ๆ เขามองเจคอบเป็นเด็กไม่รู้จักโต เขามองเจคอบที่เข้าไปจีบเรเชลแบบขวานผ่าซากอย่างสมเพช แต่วันนึง เจคอบเปลี่ยนไป เรเชลเริ่มให้ความสนใจหมอนี่มากขึ้น เขายังไม่รู้ครับว่า เจคอบกับเรเชลอ่ะ กำลังเป็นพยานปากสำคัญของทีม STARS และพวกคาร์เตอร์ เขาเลยต้องรีบไปง้อ เขาไม่อยากเสียเธอไป หรือถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือ มันเป็นกมลสันดานของผู้ชายครับ เหอะๆๆๆๆ

(อ้อ! จุดนี้ถ้าดูเผิน ๆ เหมือนไร้สาระ แต่จริง ๆ แล้ว มันคือจุดเริ่มต้นของความซวยของไทเลอร์ครับ ใกล้แล้วล่ะหมอนี่)

อีกเรื่องคือถ้าถามว่าเรเชลบ้าผู้ชายไหม? ไม่ครับ เธอไม่ได้บ้าผู้ชาย เพียงแต่ในสถานการณ์เช่นนั้น เธอไม่เข้มแข็งพอที่จะแบกรับทุกอย่างอีกต่อไป สาเหตุที่เธอยิ้ม เธอต้องการยิ้มสู้ครับ ไม่ได้ยิ้มเพราะผู้ชาย เธอพยายามทำตัวกลบเกลื่อนความเจ็บปวด ความเศร้าที่เพื่อนรักต้องตาย แต่สุดท้ายเธอก็ฝืนทำไม่ไหว เลยโผล่เข้ากอดไทเลอร์เพราะสุดจะทนแล้ว ไม่ไหวแล้ว บางทีพี่คงเขียนจุดนี้ไม่ชัดเจนจริง ๆ และมันคงผิดเวลาไงไม่รู้ด้วย เหอะๆๆ


ก็....ยอมรับว่าพี่ค่อนข้างติดใจร้อนไปหน่อย จนบางครั้งอาจมองสถานการณ์ไม่ทะลุปรุโปร่งบ้าง หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกนึกคิดแบบผู้ชายอาจทำให้ไม่อาจเข้าใจตัวละครหญิงไปบ้าง บางครั้งคิดว่าละเอียดแล้วนะ แต่ยังเผลอหลุด คืออย่างที่พี่พูดไปหลายรอบนั่นแหละ ฟิคเรื่องนี้รายละเอียดยุบยับมาก การที่ต้องเขียนเรื่องที่มันอ้างอิงกับประวัติศาสตร์ การเมืองของเมกัน ให้มันปนเปผสานเป็นเรื่องเดียวกับจักรวางของ RE ไม่รวมถึงใส่รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ให้กับตัวละคร คือพี่พยายามสุดกำลังมากเพื่อให้ตัวละครทุกตัวมีเลือดมีเนื้อ มีหัวใจ มีความรู้สึกนึกคิด มีทั้งแง่มุมที่ดีและแง่มุมในด้านลบ การที่ต้องเล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวละครตัวโน่น นี้นั้นเป็นจำนวน 6 ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีจุดเชื่อมโยงกันได้มันยากมาก ยากเกินกำลังของพี่ขึ้นเรื่อย ๆ พี่ถึงพยายามย้ำหลายรอบว่า ถ้ามีจุดไหนมันแปร่ง ๆ บอกพี่ได้ ทุกวันนี้พี่บอกเลยว่า แพรกับวาว เป็นมากกว่าคอมเม้นเตเตอร์ครับ เหมือนเป็นผู้ช่วยในตัว เหอะๆๆ เป็นแฟนฟิคที่กินแรงคนอ่านที่สุดแล้ว

พี่คิดว่าพี่อธิบายเกี่ยวกับไทเลอร์และเรเชลครอบคลุมแล้ว หรือแม้กระทั่งเหตุผลที่ไทเลอร์ต้องรีบมาตื้อเรเชลโดยไม่ได้สนใจสถานการณ์รอบข้างเอาซะเลย แต่สิ่งหนึงที่พี่ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้คือ เรื่องปฏิกริยาของตัวละคร ที่อาจจะแปร่ง ๆ ไปบ้าง คือพี่อาจจะ....อาจจะแบบมองวัยรุ่นในแบบงุงิ วุ่นรักไปหน่อย คือพี่ห่างเหินเรื่องวัยรุ่นวุ่นรักไปนานเกินไป วัน ๆ ทำแต่งาน สมองอาจเพี้ยนไปบ้าง (ขอโทษจริง ๆ ฮะ การเขียนตัวละครหลัก ๆ หลาย ๆ ตัว มันทำพี่แฮ้งค์ได้เหมือนกัน อย่าแปลกใจถ้าวันดีคืนดีอาจได้เห็นท่านรองในร่างของเรเชล 555555+) ด้วยอายุที่มากขึ้นของพี่อาจทำให้พี่มองโลกเปลี่ยนไป จนเผลอส่งผลให้งานเขียนได้รับผลกระทบไปบ้าง หรืออาจจะด้วยอคติใด ๆ ของพี่ ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างอาจเผลอทำให้ฟิคเรื่องนี้มีกลิ่นแปร่ง ๆ ไปบ้าง ต้องขอโทษด้วยครับ ยังไงก็จะลองแก้ไขดูนะครับ ขอเอาฟิคตอนล่าสุดไปแก้แป้ป เดี่ยวเอามาส่งใหม่ให้ดูครับ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 03 ส.ค. 2014, 22:42

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

ขอขึ้นเรปใหม่ครับ ยาวเกิน

นี่คือส่วนที่แก้ครับ พี่ลองเกลี่ยบทพูดแปร่ง ๆ บางจุดออกไป และเสริมบทพูดของเรเชลที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิดในใจของเธอมากขึ้น พยายามเขียนให้เห็นว่าลึก ๆ แล้วเรเชลรักเพื่อนสาวคนนี้มากแค่ไหน

จุดแรก

“ชั้นขอโทษนะเด้บบี้ หลายวันที่ผ่านมาชั้นกลายเป็นตัวปัญหาของเธอ ฉันอยากบอกเธอว่าเธอไม่ผิดเลย ที่ผ่านมามันไม่ใช่เรื่องของเธอเลยที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือชั้น แต่เธอก็ช่วย เธอเห็นชั้นเป็นเพื่อนของเธอเสมอเด้บบี้ ขอบคุณในมิตรภาพดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชั้นซาบซึ้งในน้ำใจเธอมาก ชั้นขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ชั้นอาจเคยเผลอพูดไปเพราะความเอาแต่ใจและไม่ยั้งคิดของชั้น เพราะชั้นเครียด ชั้นกลัว ชั้นไม่เหลือใคร และชั้นไม่อยากเสียคนที่ชั้นรักไป ชั้นเกลียดที่สุดที่ต้องอยู่คนเดียว” เรเชลจูบหน้าผากศพเพื่อนรักด้วยความอาลัย “เธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตชั้น ถ้าไม่มีมิเชลล์ เธอคือผู้หญิงที่ชั้นอยากให้เป็นแฟนกับพี่ เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป เธอว่าดีไหม?” นัยน์ตาสีฟ้าของเด็กสาวเจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำ “เธอต้องไม่เป็นอะไรนะเด้บบี้ เธอต้องไม่เป็นอะไร กลับมาเป็นเพื่อนของชั้นอีกครั้งนะ แล้วชั้นจะไม่ทำหรือพูดอะไรให้เธอต้องเสียใจอีกแล้ว”

"ออกไปก่อนสาวน้อย ขอฉันดูอาการเพื่อนของเธอหน่อย" หนุ่มใหญ่เอ่ยปากร้องขอเด็กสาว เรเชลปฏิบัติตามแต่โดยดี เพียงเพราะคาดหวังปาฏิหาริย์ นายตำรวจเอื้อมมือจับเส้นชีพจรที่ต้นคอของสาวน้อยผู้โชคร้าย ทามกลางการสังเกตการณ์ของเรเชลและนายตำรวจที่เหลือ

"เสียใจด้วย เพื่อนเธอตายแล้ว" เอดิสันกล่าวสรุป

"ไม่! ไม่! ไม่!" เบิร์นคนน้องปฏิเสธลั่นบ้าน หล่อนเดินปรี่เข้าไปตบที่หลังของนายตำรวจด้วยความโกรธแค้น "เพราะพวกคุณ! พวกคุณทั้งหมด เด้บบี้เลยต้องตาย! พวกคุณทำงานให้อัมเบลล่าใช่ไหม?"


คือจริง ๆ เธอรู้ความจริงหมดแล้ว เรื่องป่าอาร์คเลย์ เรื่องของอัมเบลล่า เธอรู้จากปากคาร์เตอร์ เธอก็เคยวีนเหวี่ยงใส่เอดิสันซะเลย เพราะเชื่อว่าที่เด้บบี้ตายก็เพราะหนอนบ่อนไส้ในกรมตำรวจแร็คคูน

และจุดที่สอง

“มีไอ้หนุ่มคนนึงกำลังพยายามเข้าไปในบ้านครับ” สายตรวจรายนั้นรายงาน “บอกว่ารู้จักเรเชล เบิร์นเพื่อนของผู้ตาย”

เอดิสัน เคน ชินเซกิ แอบเหลือบมองเด็กสาวครู่นึง ก่อนเริ่มการสนทนาต่อ “บอกไอ้หนุ่มนั่นว่าถ้าอยากคุยกับแฟนให้สงบสติอารมณ์ซะ เดี่ยวฉันจะพาไปพบข้างนอก”

“ไทเลอร์?” เรเชล เบิร์นได้ยินเสียงโวยวายจากนอกบ้าน เด็กสาวนึกหัวเสียในพฤติกรรมของไทเลอร์ “นายมาทำบ้าอะไรตอนนี้?”

“อยากไปหาแฟนเหรอ?” นายตำรวจแกล้งแซวเล่น “ไปหาซิ”

เรเชล เบิร์น หันมองด้วยความรู้สึกที่ยังคงขุ่นเคือง นัยน์ตาแดงก่ำจากการร้องไห้

“ไม่ใช่สักหน่อย” เด็กสาวปฏิเสธทันควัน “แค่ไอ้บ้าห้าร้อยที่ตามตื้อไม่เลิก “

เอดิสัน เคน ชินเซกิไม่ตอบ หนุ่มใหญ่หันไปวิทยุบอกสายตรวจรายนั้น

“บอกไอ้หนุ่มคนนั้นว่าสงบสติอารมณ์หน่อย เดี่ยวเราจะส่งแฟนคืนไปข้างนอก”

“ไอ้หมอนั่นไม่ใช่แฟนชั้น!” เรเชลฉุนขาด หล่อนจ้องตาเขม็งราวกับจะเอาเรื่อง “คุณมันเป็นตำรวจเฮงซวยที่สุดในโลก”

“ไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกซะสาวน้อย” นายตำรวจเอ่ยปาก “ฉันกับทีมต้องทำงานกัน ไม่ใช่เรื่องดีนักที่ปล่อยให้เด็กสาวขี้แยมาร้องไห้ขี้มูกโป่งแถวนี้”

“คุณ!” เบิร์นคนน้องฉุนขาด “กล้าดียังไงที่กล่าวหาชั้นว่าเป็นเด็กขี้แย!”

“งั้นก็เลิกร้องไห้ซะเด็กดื้อ” หนุ่มใหญ่ตอกกลับไป “เลิกร้องไห้เหมือนเด็ก ทำใจรับความจริงแล้วให้ความร่วมมือเรา ก่อนอื่นเลย ฉันจะขอบคุณเธอมากถ้าเธอจะไปรอข้างนอกซะ ไปตั้งสติแล้วคิดทบทวนให้ดีว่าจากนี้ไปเธอควรทำอะไรบ้างเพื่อเพื่อนเธอที่ตายไป”

“ก็ได้!” เรเชล เบิร์นตอบรับแบบไม่ค่อยเต็มใจ “ถ้าเป็นเรื่องของเด้บบี้ ฉันยินดีจะช่วยทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องของพี่ชายชั้นอย่าหวังเลย” เด็กสาวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี


จุดนี้ ตอนแรกพี่ว่ามันแปร่งจริง ๆ ก็เลยแก้ตามคำแนะนำของแพร จะเห็นได้ว่าเรเชลไม่ได้งุงิเหมือนตอนแรก หล่อนซีเรียสขึ้น กดดันขึ้น เครียดขึ้น และในตอนนี้เอดิสันก็มีเหตุผลที่ไล่เรเชลออกไปเพราะเรื่องงานเพื่อพิสูจน์หลักฐาน ไม่ใช่ไล่ไปหาแฟนแบบตอนแรก

ส่วนจุดที่สาม เกี่ยวกับการพบกันอีกครั้งของเรเชล

ไง….” คำพูดแรกที่นักบาสไฮสคูลนึกออก หลังจากฝ่าวงล้อมของสายตรวจแร็คคูนนับสิบ “หวัดดีเรเชล เกิดอะไรขึ้น? ทำไมตำรวจเต็มไปหมด คือผมผ่านมาแถวนี้กับพ่อพอดีอ่ะ”

“นายมาผิดเวลาแล้ว! ผิดเวลาอย่างแรง!” สาวน้อยตวาดใส่ “ทำไมชั้นต้องเจอหน้านายตอนนี้ด้วย ชั้นบอกให้นายไปให้พ้น แต่นายก็ยัง…” เรเชลสะกดน้ำตาไว้ไม่อยู่ “เด้บบี้ตายแล้ว”


ีิีจุดนี้เปลี่ยนให้สมเหตุสมผลคือ นั่นคือพ่อแม่ไทเลอร์เลิกงานเร็วเลยพาไทเลอร์ไปกินข้าวเย็น บังเอิญญญญญญญ ผ่านมาแถวนั้น ด้วยความเป็นห่วงสาว ไทเลอร์เลยบอกให้พ่อจอดรถไปหาเรเชล จนเกิดซีนที่เรเชลตบะแตก จุดนี้ลบทั้งยวงครับ แก้ใหม่เป็น ดังนี้


“เลิกยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับชั้นเถอะ…” สาวน้อยอ้อนวอนทั้งน้ำตา “นายเห็นใช่ไหมว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นกับชั้น ชั้นไม่สามารถคบกับนายได้ไทเลอร์ นายกลับไปหาสเตฟานี่เถอะ ลืมชั้นไปซะ ไปใช้ชีวิตอย่างที่นายเป็น นายอยากเป็นนักบาส NBA ไม่ใช่เหรอ? นายทำได้แน่ แต่ขออย่างเดียว อย่ามายุ่งกับชั้นอีก

“ผม…ขอโทษ” ไทเลอร์พยักหน้ายอมรับ “แต่ผมไม่ได้ชอบสเตฟานี่ ผมชอบคุณ” นักบาสไฮสคูลยิ้มเจื่อน “ผมรู้ว่าพูดตอนนี้ไปคงจะเปล่าประโยชน์ และคงจะผิดสถานการณ์อย่างแรงแต่ ผมดูแลคุณได้จริง ๆ นะ”

“ปัญญาอ่อน!” อดีตเชียร์ลีดเดอร์ด่าแบบไม่ไว้หน้า “นายมันดื้อด้านที่สุด นายคิดว่านี่คือเรื่องล้อเล่นใช่ไหม? ไม่เลย นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายนะ ชั้นจะบอกนายให้เอาบุญตรงนี้เลยก็ได้” เบิร์นคนน้องเดินปรี่ไปที่ไทเลอร์ “ข้อแรก…พี่ชายเพียงคนเดียวของชั้นถูกทางการไล่ล่าเพราะคดีบ้าบอคอแตก ซึ่งชั้นมั่นใจว่าพี่ชายของชั้นไม่ใช่คนทำแน่ ข้อที่สอง มิเชลล์หายตัวไป เพราะอะไร เพราะพวกเค้ากำลังสู้กับพวกไอ้บ้าห้าร้อยสักอย่างที่สามารถฆ่าคนเป็นเบือโดยไม่รู้สึกผิดได้ ข้อสาม พ่อของเจคอบตายเพราะพวกมัน และชั้นกับเจคอบกำลังพยายามช่วยพวกพี่อยู่ และขอย้ำด้วยนะว่ากับเจคอบ ชั้นก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น บ้าบอสิ้นดี!”


สุดท้าย จริง ๆ จุดนี้ตั้งใจไว้เฉลยตอนหน้าครับ ไหน ๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว ยกมาเลยแล้วกัน ขอแค่บางส่วนนะครับ มันยาวเกิน รบกวนคนอ่านไปอ่านไล่เก็บอีกรอบ

“เฮ้! เฮ้!” เลียมเอื้อมมือจับบ่าเด็กสาวเพื่อเรียกสติ “ใจเย็น ๆ ก่อนนะ อย่าเข้าใจพวกเราผิด” เลียมพยายามพูดอย่างระมัดระวัง เพราะมีนายตำรวจสองคนกำลังเดินเข้ามาเพื่อสังเกตการณ์จากคำสั่งของท่านรองชินเซกิ เมื่อรู้ว่าปลอดภัยแน่จึงเริ่มบอกความจริงบางอย่าง “พวกเราอาจทำงานให้อัมเบลล่าจริง แต่วางใจได้ พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น”

“แล้วคุณจะให้ชั้นเชื่อได้ยังไง?” สาวน้อยขมวดคิ้ว “คุณพ่อไทเลอร์?”

“บอกความจริงก็ได้ เราติดต่อกับลูกสาวของท่านรองแคมเบลล์ไว้ ท่านรองที่เป็นเจ้านายพี่ชายของหนูน่ะ” เลียมพยายามพูดอย่างระมัดระวัง หนุ่มใหญ่รู้มานานแล้วว่ามีหนอนบ่อนไส้ในกรมตำรวจ “ไว้ถ้าหนูเจอเกรซ หนูลองคุยกับเธอดูนะ เธอบอกว่าได้เจอกับมิเชลล์แล้วด้วย”


เกรซ แคมเบลล์ ลูกสาวท่านรองกำลังเดินทางมาที่เมืองแร็คคูนเพื่อสืบข่าวครับ โดยได้ติดต่อกับทางฝั่งของเลียมกับลินดา พ่อแม่ของไทเลอร์ เพราะเกรซไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ไม่เชื่อในสิ่งที่เอดิสันพูด เธอเลยตัดสินใจมาที่เมืองนี้เพื่อพิสูจน์ความจริงครับ

ก็....คิดว่าพี่น่าจะเก็บตกได้ทุกจุดแล้ว คิดว่าเก็บตกรายละเอียดได้ครบถ้วนแล้ว ถ้ายังมีจุดไหนแปร่ง ๆ บอกได้นะครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Kevin Ryman เมื่อ 04 ส.ค. 2014, 20:35, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 03 ส.ค. 2014, 23:06

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

เราอ่านที่พี่แพ้ใหม่แล้วนะคะพี่ เราว่าเยี่ยมมาก เรเชลดูเป็นเด็กสาวที่เข้มแข็งและดีขึ้นมาก ๆ สมเป็นคนตระกูลเบิร์น
ส่วนไทเลอร์ก็ดูไม่ตื้อเกินเหตุ ยิ่งมีพ่อมาช่วยกู้สถานการณ์ ยิ่งดูเข้ารูปเข้ารอยขึ้น ตรงนี้เราว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีทีเดียว
สรุปเราชอบอันใหม่ที่พี่แก้นะคะ เดี๋ยววาวก็คงมาอ่าน ให้วาวลองดูอีกที ขอบคุณพี่มากที่สละเวลาแก้ไขนะคะ :e7

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2489

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 16 ส.ค. 2014, 11:41

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

เหมือนจะมาช้าไปหน่อย อ่านเม้นแพรแบบงง ๆ นี่เราพลาดไรไปมากเลยสินะ :e5 (แต่ขอบคุณที่แพรเม้นละเอียดจนพอจะเดาได้ว่าของเก่ามันเป็นยังไง 555)

สถานการณ์ตึงเครียดไม่หยุดหย่อนเลยตอนนี้ เบิร์นจะมามอบตัวจริงรึเปล่า พ่อแม่ไทเลอร์จะรอดอยู่ได้อีกกี่ตอน ลูกสาวท่านรองจะตามพ่อผู้ล่วงลับไปหรือไม่ เอดิสันจะถูกกระทืบม้ามแตกเมื่อไหร่ (อันนี้ตั้งตารอเลย) เรเชลจะได้กับเจคอบแทนหรือไม่ (อยากให้ได้กับเจคอบมากกว่าจริง ๆ แล้วนะบ่งตง) ไทเลอร์จะเลิกจีบสาวไปวัน ๆ แบบไม่รู้กาละเทศะได้เมื่อไหร่ ต้องติดตาม

นี่ขนาดตอนแก้แล้วนะเรายังเซ็งไทเลอร์เลยอ่ะ ไม่อยากจะคิดว่าถ้าก่อนแก้เราจะโคตรเกลียดมันขนาดไหน ขนาดอ่านแค่ในเม้นแพรเรายังเกลียดเลย 5555 คนเค้าเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า เอ็งนี่วัน ๆ ในหัวมีแต่เรื่องผู้หญิง รถไฟชนกันนี่คือปัญหาใหญ่ระดับโลกของแกแระชิมิ เพื่อนสนิทผู้หญิงตายเอ็งยังจะพยายามตื้อต่อ ระดับความน่ากระทืบแทบจะคู่คี่เอดิสันแระตอนนี้ ยิ่งอ่านที่พี่เบียร์อธิบายว่าเพราะมันเป็นนักกีฬาเลยติดนิสัยชอบเอาชนะ เลยยิ่งสงสัยว่าแกนี่มันรักเรเชลบ้างมั้ยเนี่ยสรุปแล้ว จริง ๆ มันก็แค่อารมณ์ป๊อบปี้เลิฟ เห็นเค้าเป็นถ้วยรางวัลต้องชิงมาให้ได้อะไรประมาณนี้ชิมิ คือเอาจริง ๆ มันก็ไม่แปลกหรอกนะ ไทเลอร์ก็แค่เด็กม.ปลายธรรมด๊าธรรมดาทั่วไปเนี่ยแหละ และด้วยความที่ชีวิตมันก็โคตรเรียบง่ายสงบสุข ในหัวมันจะมีแต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่แปลก ไม่ได้บอกว่าพี่เบียร์แต่งผิดหรืออะไรนะคะ แค่เซ็งมัน เจคอบยังดูชอบเรเชลมากกว่าเลยตอนนี้ ไทเลอร์ตอนนี้ดูไร้สาระเกิน แถมความรู้สึกที่ชอบเรเชลก็แค่ความรู้สึกเด็ก ๆ วัยรุ่นผิวเผิน คือไม่เชื่ออ่ะว่าจะเป็นความรักที่จริงจังยั่งยืนเหมือนคู่อื่น ๆ เช่นมิเชลกะเบิร์นงี้ ดูเหมือนคู่วัยรุ่นกุ๊กกิ๊กทั่วไปที่แบบคบ ๆ กันแปป ๆ เดี๋ยวก็เลิกกันเหมือนคู่ธรรมดาคู่อื่น มันเลยเชียร์ให้คู่กับเรเชลไม่ลงจริง ๆ แต่ในอนาคตเค้าอาจจะโตขึ้นและจริงจังมากกว่านี้ก็ได้ล่ะมั้ง

บอกก่อนเดี๋ยวพี่่เบียร์ตกใจว่า เห้ย แก้แล้วยังไม่ดีพอเหรอ ต้องแก้ไรอีกรึเปล่า คือเราไม่ได้หมายความว่าพี่เบียร์แต่งผิดต้องแก้อะไรนะคะ ถึงจะบ่นไอ้ไทเลอร์ไปซะเยอะแต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดคาแร็คเตอร์นะ คือมันก็เป็นของมันแบบนี้เนี่ยแหละ แค่เป็นตัวละครแบบที่เราไม่ชอบขี้หน้าเท่านั้นเอง (เหมือนที่ไม่ชอบขี้หน้าเอดิสัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่เบียร์แต่งเอดิสันผิดใช่ป่ะ) สรุปคือตอนนี้พี่เบียร์แต่งดีแล้วนะคะ ไม่ต้องไปแก้อะไรทั้งนั้นแหละ

ทิ้งท้ายอีกนิดนึงเรื่องคู่ไทเลอร์เรเชล คือของใหม่เราอ่านแล้วไม่ติดใจอะไร แต่ที่อ่านจากเม้นแพรก็พอเดา ๆ ได้นะว่าของเก่ามันประมาณไหน คือตอนนี้พี่เบียร์แก้ก็ดีแล้วแหละค่ะ แต่ในอนาคตอยากให้ระวังเวลาแต่งสองคนนี้นิดนึง คือทุกครั้งที่เรเชลกับไทเลอร์โผล่มาเราจะรู้สึกเลยว่าแบบ เห้ย คู่นี้อีกแระเหรอ เฮ้อ... ไรงี้ เพราะทุกครั้งที่สองคนนี้โผล่มามันจะต้องไม่มาจีบกันก็มาเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกันตลอด คือมันแบบไม่ไปกับเนื้อเรื่องเลยอ่ะค่ะ เลยรู้สึกเหมือนพอสองคนนี้ออกมาทีไรเรื่องได้ออกทะเลออกอ่าวทุกที เหมือนเป็นคู่เบรคอารมณ์ไปซะงั้นทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย เหมือนแบบคนอื่นเค้าเดือดร้อนจะเป็นจะตายกัน คนอ่านก็ลุ้น ๆ ชะตากรรมตัวละครกันอยู่ แต่สองคนนี้โผล่มาจีบ ๆ ๆ ๆ งอน ๆ ๆ ๆ กัน เหมือนหลุดมาจากคนละจักรวาลกันอ่ะ ไม่ได้เข้ากับอารมณ์เรื่องแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องเลย คือถ้าจะลุ้นให้ตัวละครได้กันนี่คือลุ้นว่า เยส! จีบกันเสร็จซะทีน้ำตาจะไหล รีบ ๆ เปลี่ยนฉากกลับไปตัวละครอื่นเหอะ อ่านฉากเจคอบกับพ่อมันยังโคตรสนุกกว่า

คือไม่ได้หมายความว่าฟิคนี้จะมีฉากรักหวานแหววไม่ได้นะคะ แต่อย่างน้อยมันควรจะไปด้วยกันกับเนื้อเรื่องหน่อยรึเปล่า ไม่ใช่แยกกันเหมือนคนละเรื่องกันเลยแบบนี้ คือในความรู้สึกเราเหมือนกับว่าฉากจีบของคู่นี้มันเป็นฉากที่แยกโดดออกมาต่างหากจากเนื้อเรื่องเลย คือไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องเลย เหมือนเป็นตอนพิเศษที่แบบตัดออกไปก็ได้ ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเนื้อเรื่องทั้งสิ้น (อย่างดราม่าเรื่องสเตฟานี่เนี่ยไม่รู้จริง ๆ นะว่าให้มีทำไม มันจะสำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องในอนาคตมั้ย หรือแค่เอามาเป็นนางอิจฉาละครไทยเฉย ๆ) คือมันน่าจะมีทางที่พี่จะให้สองคนนี้จีบกันโดยที่ไม่ต้องแยกมันออกจากเนื้อเรื่องได้นะคะ เช่นไปพัฒนาความรักความสัมพันธ์ตอนที่กำลังฝ่าฟันอะไรบางอย่างไปด้วยกันไรงี้ คือเหมือนได้เห็นตัวละครชอบกันโดยที่เนื้อเรื่องก็เดินไปด้วย
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 16 ส.ค. 2014, 16:27

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

ขอบคุณครับสำหรับคอมเม้นต์ของวาว

คือบอกไว้ให้เบาใจเลยนะครับวาวว่า ไทเลอร์กับเรเชลจะไม่มีเวลาจีบกันแล้ว เวลาจีบกันของสองคนนี้ใกล้หมดแล้ว Part นี้จะไม่ค่อยมีเรื่องกุ๊กกิ๊กแล้ว เพราะนับจากนี้ไปทุกอย่างจะซีเรียสขึ้น คือคิดว่าวาวน่าจะพอเดาออกล่ะว่าอะไรจะเกิดขึ้น 5555+ (แต่จะถูกหรือผิดค่อยมาว่ากันตอนหลัง) เพราะทั้งคู่กำลังจะต้องถูกบังคับให้เติบโตขึ้นเพราะสถานการณ์หลาย ๆ อย่างบังคับครับ

คืออย่างที่พี่บอก ไทเลอร์เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยจะรู้ร้อนรู้หนาวกับชาวบ้านเท่าไร ขนาดพ่อแม่ของไทเลอร์ยังดูซีเรียสกว่า แต่นั่นแหละครับ อีกไม่นานแล้ว อีกไม่นาน เราจะได้เห็นพัฒนาการหมอนี่กัน ส่วนเรื่องสเตฟานี่ จริง ๆ แล้วถ้าดูเผิน ๆ มันไม่ค่อยเข้ากับเรื่องเท่าไร แต่อยากให้ลองติดตามดูครับ จุดนี้จะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่คนอ่านคาดไม่ถึง ย้ำว่าคาดไม่ถึง เป็นอิมแพ็คที่คนอ่านคาดไม่ถึงเพราะมันจะส่งผลกระทบกับตัวละครหลักบางตัว (พูดมากไม่ได้ เดี่ยวเผลอสปอย)

คือสถานการณ์ของไทเลอร์กับเรเชลเนี่ย ถ้าไม่คิดว่ามันเกี่ยวโยงกับพวกของเบิร์น มิเชลล์ หรือเอดิสัน หรือแม้กระทั้งโลกของ RE งี้ พี่ยอมว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องรักกุ๊กกิ๊กมาก 555555+ คือพี่เขียนเองยังยอมรับ มันไม่เข้าพวกจริง ๆ ยอมรับว่ายังไม่สามารถทำให้เรื่องรักกุ๊กกิ๊กวัยรุ่นกลมกลืนกับโลกที่ซีเรียสสุด ๆ ได้ (ลองนึกภาพ เบลล่ากับเอ็ดเวิร์ดในจักรวาลของ Sin City หรือไม่ก็หนังซีรีย์เรื่อง Die Hard สักเรื่อง ใครทำได้ช่วยบอกพี่เถอะ จะขอวิชาบ้าง) แต่อย่างที่พี่บอกข้างต้นครับ เวลากุ๊กกิ๊กของสองคนนี้ใกล้หมดแล้ว คนเขียนอย่างพี่น่าจะสบายขึ้น และคนอ่านน่าจะปวดตับน้อยลงเพราะไม่ต้องมานั่งบ่นนั่งเซ็งไอ้คู่รักสองคนนี้อีก
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 24 ส.ค. 2014, 02:01

Re: MoRC: Chapter 35 : Don't cry my angel Part I ครับ

Email from The Best friend

From:Redhorse_Dewey66@yahoo.com
Date: March 15 , 1998 01.12 AM
To:Liam_Tyler1958@yahoo.com



.......................................................................................................


ขอโทษทีไอ้เพื่อนยาก....

ช่วงนี้ฉันกำลังถูกเพ่งเล็งว่ะเลียม ฉันโคตรเบื่อและอยากจะบ้าตายอยู่แล้ว เกือบครึ่งปีที่ฉันไม่ได้ออกจากรังผึ้งใต้ดินไปสูดอากาศข้างนอก โชคดีที่วันนี้ฉันได้สิทธิลาพักร้อน ฉันเลยสามารถโผล่หัวออกจากรังตัวตุ่นใต้ดินออกมาติดต่อกับแกทางเมลล์ได้ อย่างที่แกรู้ ระบบรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลของอัมเบลล่ากำลังตรวจระบบพร้อมกับรีบู๊ทรหัสใหม่ ซึ่งมันหมายถึงว่านับจากนี้ไปใครก็ตามที่จะคิดลักลอบแฮ็คเข้าไปในระบบเพื่อสืบค้นข้อมูลจะเป็นอะไรที่ยากบัดซบยิ่งขึ้น ขนาดฉันที่เป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลยังถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของบริษัท บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าตกลงที่ฉันตั้งหน้าตั้งตาเรียนมาทางด้านวิศวกรรมด้านคอมพิวเตอร์เพื่อมาเป็นทาสรับใช้ลอร์ดสเปนเซอร์แบบไม่เห็นเดือน เห็นตะวันกันเลยใช่ไหม??? แกรู้ไหมว่าฉันต้องตอกบัตรทั้งตอนเข้างานและแม้กระทั่งเข้าห้องน้ำด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ระยำดีไหมละเพื่อน! ฉันไม่น่าเห็นแก่เงินไม่กี่เหรียญนั่นเพื่อมาเห็นตัวเองจมอยู่ใต้ดินในขณะที่พวกแกและครอบครัวนั่งปล่อยของเสียอยู่ข้างบนนั่น ประเสริฐมากเลยแหละไอ้เพื่อนรัก ฉันไม่รู้ว่าป่านนี้แล้วเมียฉันโคลดี้จะงอนฉันแล้วพาสเตฟานี่หนีไปอยู่กับย่าของเธอที่บอสตันหรือยัง?

อ้อ! บ่นมาตั้งนาน คิดว่าแกน่าจะได้คุยกับ "จอห์น คลีเมน" เผื่อแกงงว่าไอ้หมอนี่มันใครวะ? ฉันบอกให้ก็ได้ หมอนี่คือคนหนุ่มอนาคตไกล เป็นนักวิจัยอยู่ที่แมนชั่นใจกลางป่าอาร์คเลย์น่ะ ย้ายมาจากสาขาชิคาโก้เมื่อ 4 ปีก่อน เท่าที่รู้เหมือนเขาจะเบื่อหน่ายงานในนั้นเต็มทน ไม่ต่างจากฉันหรือแก หรือเพราะความสัมพันธ์กับแฟนสาวคลุมเครือหรือยังไงก็ไม่ทราบได้ ก็เลยคิดปลดแอ็กตัวเองบ้าง

ไหน ๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้วเลี่ยม คือเว้ากันซื่อ ๆ เลยนะเพื่อน เผื่อไว้ก่อน ฉันว่างานนี้แม่งเสี่ยงว่ะ เรายังล้มเลิกความคิดบ้า ๆ นี้ยังทันนะโว้ย คือที่ฉันพูดเนี่ยเพราะหวังดีกับแกและครอบครัว ฉันเองก็รักครอบครัวของฉันเหมือนกัน ฉันเข้าใจว่าลอร์ดสเปนเซอร์โหดเหี้ยมแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ลูกจ้างกิ๊กก๊อกอย่างพวกเราคิดแข็งข้อกับพวกผู้บริหารระดับสูงขนาดนั้น อย่างน้อยถ้าพวกเราตีหน้ามึนต่อไปก็ยังพอมีชิวิตเลี้ยงดูครอบครัวได้ คืออุตส่าห์พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เผื่อแกจะงง คือฉันจะบอกแกว่า ฉันขอวางมือว่ะเพื่อน เกมนี้มันอันตรายเกินไป แกเองก็น่าจะลองคิดทบทวนดูนะ ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้ห้ามแกนะโว้ย แค่เตือน

ขอโทษด้วยที่ฉันไม่อาจโผล่หัวไปเสนอหน้าเจอแกที่บ้านได้ อย่างที่บอกไว้ ฉันกำลังถูกเพ่งเล็งจากเบื้องบน เลยไม่อาจไปไหนมาไหนได้สะดวก หวังว่าแกคงเข้าใจ


Dave Davenport

.........................................................................................................

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย


1.เป็นตอนสั้น ๆ ที่ออกมาเพื่อไขข้อข้องใจโดยเฉพาะครับ ตอนหน้ามันเยอะ มันยาว มันดราม่า และมันแน่นมาก เลยขอคั่นจังหวะซะหน่อย ตอนสั้น ๆ ตอนนี้นั้นว่าด้วยความสัมพันธ์ของบ้านไทเลอร์และบ้านของสเตฟานี่ ทั้งสองบ้านรู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน ทำงานกับร่มด้วยกัน เลยทำให้ลูกทั้งสองบ้านรู้จักกัน และมีความสัมพันธ์กันนั่นเอง

2.จอห์น คลีเมน คือใคร? เขาคือคนรักของเอด้า หว่องนั่นเอง หมอนี่จะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีของเลียม ไทเลอร์เลยทีเดียวแหละครับ

3.ตอนนี้จะเรียกได้ว่าเป็นตอนคั่นฉากก็ได้ แต่อย่างน้อยก็หวังว่าคนอ่านจะเข้าใจความเป็นไปของเรื่องมากขึ้น ในตอนหน้าที่จะถึงนี้ นอกจากดราม่าชีวิตน้องหนูเรเชล ก็ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องสู้ของเลียม ไทเลอร์ พ่อพระคนใหม่ของเรื่องว่าทำไมเขาต้องต่อสู้กับองค์กรที่ชุบเลี้ยงตัวเองด้วย

4.ผมจะอัพฟิคเรื่องนี้อีกไม่เกิน 3 ตอน ก่อนที่จะขอประกาศพักฟิคชั่วคราว บอกเลยก็ได้ว่า ผมกำลังจะไปเป็นทหารอากาศในเดือน พ.ย. ที่จะถึงนี้ ประจำการ 6 เดือน โดยใช้วุฒิปริญญายื่นสมัครไว้ ถ้ามีอะไรจะมาประกาศอัพเดทอีกที หลังจากประกาศพักฟิกแล้ว คงบอกได้แค่ว่าพบกันใหม่ปีหน้าครับ ราว ๆ พฤษภาคมเมื่อผมปลดประจำการ MoRC จะกลับมาอีกครั้งครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Kevin Ryman เมื่อ 25 ส.ค. 2014, 15:13, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 25 ส.ค. 2014, 14:45

Re: MoRC: Email from The Best friend ครับ

2.เลียม คลีเมน คือใคร?
จอห์นไม่ใช่เหรอคะ ไม่ใช่เลียม

ตัวละครเยอะจริง เริ่มงง แต่เราเข้าใจ เพราะเรื่องเราก็ตัวละคร (ประกอบ) เยอะ แต่ประกอบเสียจนลืม ๆ มันไปก็ได้ :e13
ไว้รอติดตามต่อค่ะ ยังไงก็ขอให้พี่อัพให้ได้มากที่สุดก่อนไปเป็นทหารนะคะ ไม่งั้นคนอ่านคิดถึงแย่

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 25 ส.ค. 2014, 15:59

Re: MoRC: Email from The Best friend ครับ

จอห์นครับจอห์น ไม่ใช่เลียม โทษที พี่ลืมไป 5555

ตัวละครเยอะครับ อย่างที่เห็น แต่หลัก ๆแล้ว ที่สำคัญๆ มีประมาณ 6 ตัวหลักอย่างที่รู้กัน นอกนั้นก็ตัวรองกับตัวประกอบและโคตรของตัวประกอบ โดยตัวหลักทั่ง 6 จะมี Story Line เป็นของตัวเอง และก็จะเชื่อมต่อและส่งผลกระทบต่อตัวละครหลักตัวอื่น ๆด้วยครับ จริง ๆ เจคอบ กับ คาร์เตอร์ ในตอนแรกเกือบถูกดันเป็นตัวหลักด้วยนะครับ ก่อนถูกตัดในเวลาต่อมาเพราะพี่กลัวว่าจะคุมสเกลเรื่องไม่ไหว อีกเหตุผลคือสองคนนี้ไม่มีนางเอกของตัวเองครับ แห้วไป

สเกลเรื่องนี้มันกว้างครับ เพราะเราเล่าผ่านตัวละครหลากหลายมุมมองและอาชีพ แต่เรายังคงเน้นเล่าเรื่องผ่านมุมมอง 6 ตัวหลัก โดยตัวหลักทั้งหกตัวเนี่ยก็มีตัวละครย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน แถมมันยังโยงไปหาตัวหลักอีกตัวได้ เหมือนไยแมงมุมอ่ะครับ ยิบย่อยมาก ขอบอก อย่างมิเชลล์ เธอมีปฏิสัมพันธ์กับตัวหลักที่เหลือ เช่นเบิร์นก็นเป็นคนรักกัน เรเชลก็เหมือนน้องสาว ไม่ถูกโฉลกกับเอดิสัน โดนอาแมนด้าไล่ล่า และพึ่งรู้จักกับไทเลอร์ หรืออย่างตัวประกอบ ลองนึกภาพฟอสเตอร์ตากล้องเพื่อนสนิทของมิเชลล์ ใน Part 1 หมอนี่เป็นเพื่อนกับมิเชลล์ แต่ก็รู้จักกับเบิร์น ก่อนที่จะโดนอาแมนด้าฆ่าปิดปากในเวลาต่อมา หรืออีกตัวก็ผู้อำนวยการโบเน็ตติ พี่ไม่โทษคนอ่านหรอกครับ ถ้าจะงง เพราะพี่ก็งง 555 เพราะเราเล่นเล่าเรื่องกันหลากหลายมุมมอง แต่พี่เชื่อว่าแพรและวาวและใครก็ตามที่ทนอ่านฟิคเรื่องนี้จะเห็นอะไรบางอย่าง นั่นคือฟิคของพี่เป็นฟิคที่มีเนื้อหาลึกและแน่น และมันไม่เหมือนใครตรงที่พี่ไม่ได้เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้น กล่าวคือมันมีเนื้อเรื่องของมันอยู่แล้วก่อนเรื่องเริ่ม เล่าผ่านตัวหลัก 6 ตัวซึ่งมี Story Line ของตัวเอง รวมถึงตัวละครสมทบอย่างท่านรองด้วย

เพื่อลดทอนจำนวนหน้าในตอนต่อไป พี่เลยเอาเนื้อหาบางส่วนมาสอดแทรกไว้ตอนนี้ กล่าวคือนอกจากเลียมและลินดา ยังมีเพื่อนอย่างเดพที่ร่วมหัวจมท้ายด้วย โดยสอดแทรกให้ตาจอห์น คลีเมน เป็นจุดเชื่อมโยงเล็ก ๆ กับจักรวาลของ RE นั่นเองครับ และอีกเหตุผลคือ เพิ่มความหนักแน่นและมีตัวตนของตัวประกอบสุด ๆอย่างสเตฟานี่นั่นเอง

สรุปคือ จำแค่ตาเลียมกับลินดาพอครับ ส่วนตาเดพรู้แค่ว่าเป็นเพื่อนของเลียม พ่อของสเตฟานี่ สองพ่อลูกนี้ลืม ๆ ไปได้เลยตัวประกอบสุด ๆ โดยเฉพาะคนพ่อ ส่วนจอห์นแฟนเอด้าตัดไปได้อีกตัว เพราจะมีพูดถึงแค่อ้างอิงเท่านั้นครับ ใน่ส่วนของเหตุผลของเลียมที่ต้องการเปิดโปงร่มนั่นเอง พูดมากไม่ได้ครับ เดี่ยวหลุดสปอย พี่ยิ่งชอบปล่อยไก่อยู่ 5555

ส่วนเรื่องทหาร จริง ๆ ถ้าโชคดี หลังฝึกเสร็จ ได้ขึ้นกองร้อยแล้วได้กลับบ้านเสาร์ อาทิตย์ อาจจะโชคดีได้เห็นฟิคเรื่องนี้กลับมาก่อนพฤษภาคมครับ เดี่ยวยังไงค่อยว่ากันอีกที
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 13 ก.ย. 2014, 23:23

Re: MoRC:Chapter 35 : Don't cry my angel Part II อัพครึ่งนึง

Chapter 35 : Don't cry my angel Part II

3 August 1998
21.20 Pm. Smith’s House,Raccoon City



“มาจนได้” เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของท่านรองชินเซกิ "คุณนี่มันจมูกไว ดุ กัดไม่ปล่อย เหมือนหมาโดเบอร์แมนยังไงยังงั้นเลยทีเดียว” หนุ่มใหญ่ในชุดพลางตัวสีดำเหลือบมองคาร์เตอร์อย่างไว้เชิง

“กัดจริง กัดเจ็บด้วยท่านรอง อยากลองดูไหม?” เอเย่นต์คาร์เตอร์ตอกกลับไป “ผมรู้สึกประทับใจในการอุทิศตัวในสายงานตำรวจของคุณมาก สมแล้วที่ท่านรองแคมเบลล์เคยคิดฝากฝังงานให้คุณได้สานต่อ”

“เรเชล” ไทเลอร์รีบวิ่งไปหาสาว “ไม่เป็นไรนะ อยู่กับพ่อแม่ฉัน เธอจะปลอดภัย”

“อืม” อดีตเชียร์ลีดเดอร์แร็คคูนไฮสคูลพยักหน้าแบบขอไปที หล่อนยังไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะคุยกับไอ้มนุษย์หน้าม่อคนนี้เท่าไรนัก สิ่งที่เบิร์นคนน้องสนใจคือหัวข้อสนทนาของผู้นำเบอร์สองแห่งกรมตำรวจแร็คคูนกับเจ้าหน้าที่พิเศษจากหน่วยสืบสวนกลางตรงหน้ามากกว่า

กลับมาที่ฝั่งคู่กรณี ท่านรองชินเซกิลูบคางเรียวก่อนเอ่ยปาก

“งั้นกลับไปซิ ผมคิดว่ากรมตำรวจแร็คคูนรบกวนเวลาโอทีของหน่วยสืบสวนกลางนานไปแล้ว กลับไปเขย่าน้องหนูในบ๊อกเซอร์ของคุณที่บ้านซะ พวกคุณทั้งหมด” เอดิสันก้าวเดินอย่างทระนง พร้อมลูกน้องอีกสองเดินขนาบข้าง “ที่นี่คือบ้านของเรา ถิ่นของเรา เราจัดการเรืองของพวกเรากันเองได้”

“พูดเป็นเล่น” คาร์เตอร์เค้นหัวเราะ “สองอาทิตย์ที่ผ่านมามีคนตายและหายสาบสูญเกือบครึ่งร้อย แม้แต่เด็กประถมคงตอบอาจารย์ได้ว่าสถานการณ์เลวร้ายสุดขีด” ชายผิวสีหรี่ตามองหนุ่มใหญ่คู่อริ “แปลกนะ? ทำไมผมไม่เคยรู้สึกว่ากรมตำรวจแร็คคูนกำลังให้ความสำคัญในการคลี่คลายคดี กลับกัน ผมสงสัยเหลือเกินท่านรองชินเซกิ ท่านกำลังพยายามปิดบังความจริงบางอย่างอยู่ใช่ไหม? ความจริงที่ชาวเมืองแร็คคูนควรรู้”

เสียงประชาชนเริ่มโห่ร้อง บางส่วนคล้อยตามในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ผิวสีรายนี้พูด พวกกรมตำรวจแร็คคูนเริ่มหน้าถอดสี เพราะหวาดกลัวการเปิดโปงของพวก FBI

“คุณนี่มันเจ้าหลักการ ชื่นชมคุณนะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยคุณคงเคยเป็นหัวหน้าชมรมโต้วาที” เอดิสัน เคน ชินเซกิ เลือกเผชิญหน้ากับคาร์เตอร์อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ลืมสั่งการให้ลูกน้องของตนทุกหน่วยลดปืนลง

เช่นเดียวกับคาร์เตอร์ เจ้าหน้าที่ผิวสีสั่งลูกทีมลดปืนลง สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อครู่ลดอุณหภูมิลง ทุกฝ่ายเข้าสู่การเจรจา

“เรามาเจรจากันแบบปัญญาชนดีกว่าคุณคาร์เตอร์” เอดิสันเลือกสันติวิธี หนุ่มใหญ่ผายมือเชิญ ข้อเสนอคือการเจรจาทางลับอย่างเป็นส่วนตัว คาร์เตอร์ตอบตกลงก่อนเดินทางไปยังจุดนับพบ หน้าบ้านครอบครัวสมิธ “อันที่จริง ผมเองก็ไม่ค่อยอยากมีเรื่องบาดหมางกับพวกหน่วยสืบสวนกลางเท่าไร” นายตำรวจนิ่งเงียบ หันมองซ้ายขวาสังเกตการณ์ เมื่อมั่นใจจึงพูดต่อไป “ผมรู้ว่าเจ้านายคุณฝักใฝ่รีพับลิกัน ได้ข่าวว่าหัวหน้าคุณไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในรัฐบาลเดโมแครตของประธานาธิบดีเอริงตัน” หนุ่มใหญ่กรีดตามองอย่างไว้เชิง “เรื่องชู้รักท่านประธานาธิบดีนั่นคงทำให้รอยร้าวระหว่างทำเนียบขาวกับหน่วยสืบสวนกลางยากจะต่อติดง่ายในเร็ววัน ถอยไปตั้งแต่ตอนนี้ยังทัน คุณคาร์เตอร์ ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของคุณ กลับไปซะ”

เบิร์นคนน้องดูท่าทางสนใจการสนทนาแบบส่วนตัวของทั้งคู่มาก แต่น่าเสียดายที่เด็กสาวไม่อาจเข้าใกล้พื้นที่สนทนาได้เพราะถูกอารักขาโดยเจ้าหน้าที่จากกรมตำรวจและหน่วยสืบสวนกลางเรียบร้อยแล้ว

“อืม...” เจ้าหน้าที่ผิวสีพยักหน้า “พูดซะแทงใจดำเลย ไม่คิดว่าอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นจะรอบรู้ขนาดนี้ แต่ขอบอกไว้อย่างนะ ผมไม่สนหรอกนะว่าลูกพี่คุณจะใหญ่คับฟ้ามาจากไหน หรือคุณจะมีพรายกระซิบในทำเนียบขาวหรือไม่ยังไง ผมก็ต้องทำหน้าที่ของผม” ชายหนุ่มจากเมืองหลวงยืนกรานคำเดิม เอเย่นต์ผิวสีเลือกที่จะกระซิบข้างหู กับสิ่งที่อยากจะพูด “เพราะฉะนั้นเลิกตีหน้ามึนดีกว่าท่านรอง ผมรู้ว่าท่านทำงานให้ใคร ยังไง น่าเสียดายที่ผมยังไม่มีหลักฐานเอาผิดคุณได้ในตอนนี้ อย่าพลาดให้ผมจับคุณได้แล้วกัน”

ประโยคหลังทำเอาเอดิสันถึงกับนิ่งไป ดูเหมือนว่าไอ้บ้าคาร์เตอร์ไม่หมูอย่างที่คิด

“ฮาโรลด์ แฟรงคลิน…” เอดิสันเอ่ยปากออกมา “ให้ผมเดานะ คุณคงทำงานให้มัน หรือไม่ก็ คุณคงทำงานให้หน่วยลับอะไรสักอย่างที่มีหน้าที่ปัดกวาดสิ่งปฏิกูลทั้งหลายที่พวกนักการเมืองทำไว้ อย่างเช่นจัดฉากเรื่องฆาตกร JFK ถ้าเช่นนั้นแล้วคุณก็ควรตระหนักว่าผมเองก็ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว สว.แฟรงคลินเห็นดีเห็นงามมากที่คุณมาที่นี่เพื่อตรวจสอบผม ไม่ซิ มาเพื่อรอเก็บผมถ้าผมทำงานพลาด หรือในกรณีที่แย่ที่สุดคือ...” เอดิสันนิ่งเงียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววอำมหิต “แท้จริงแล้วคุณก็ไม่ต่างจากผมเลยคาร์เตอร์…”

“เราไม่เหมือนกัน” คาร์เตอร์ยินกรานหนักแน่น “ผมทำตามหน้าที่ ผมไม่เคยรู้จักท่านวุฒิสมาชิกเป็นการส่วนตัว”

“โกหก ประจบประแจง ก็แค่เช็ดขี้ให้พวกนักการเมืองเฮงซวย…” จอมยโสหลุดคำสบถออกมา

“อะไรนะ?” คาร์เตอร์ย่นคิ้วด้วยความไม่พอใจ

“แค่ล้อเล่น!” ท่านรองชินเซกิผายมือออก “ก็แค่เรื่องเข้าใจผิด ทุกคน ประชาชนชาวแร็คคูนทุกคน ฟังทางนี้” เอดิสันเลือกแสดงละครตบตาทุกคน” นี่คือเรื่องเข้าใจผิด จากนี้ไปผมขอมอบหน้าที่ทั้งหมดให้กับ” หนุ่มใหญ่ยังไม่ทิ้งลาย เขาหมุนมือควงวนไปมาบนอากาศก่อนชี้ไปที่โจทย์ผิวสี “เอเย่นต์คาร์เตอร์ อเมริกาซาบซึ้งในความเสียสละของคุณ”

“ไอ้ตำรวจเฮงซวย สันดานเสีย ปากหมา ปากไม่มีหูรูด” เรเชลแอบสบถออกมา ไทเลอร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน เกาหัวเพราะความงุนงง ก่อนที่เลียมและลินดาจะเดินเข้ามาสมทบ

“งั้นก็หลีกทางซะ…” ซิดนีย์ คาร์เตอร์เลือกที่จะพูดช้า ๆ ชัด ๆ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่กรมตำรวจแร็คคูนที่เหลือ “ผมเสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระกับคุณมาพอแล้ว”

“เชิญ...” เอดิสันยอมหลีกทางโดยดี ทิ้งให้พวกที่เหลือยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ในตอนแรกพวกตำรวจแร็คคูนยังมีท่าทีอิดออดอยู่บ้าง ก่อนที่จะยอมหลีกทางแต่โดยดีตามคำสั่งยืนยันของท่านรองชินเซกิ

“ทำไมท่านรองถึงยอมแบบนั้นละครับ?” สายตรวจคนนึงเอ่ยปากถามจอมยโส

“ยอมมันไปก่อน…” จอมยโสเอ่ยปาก “วันนี้ไม่ใช่วันของเรา”

เอดิสัน เคน ชินเซกิ คาดการไว้ไม่ผิด วุฒิสมาชิกแห่งมณรัฐมิชิแกน ฮาโรลด์ แฟรงคลิน หรือไอ้บ้าแฟรงคลิน คือใครสักคนที่ทำตัวเหมือนหมาจิ้งจอก ไอ้นกสองหัว นักการเมืองผู้มีสายสัมพันธ์ทั้งในส่วนของ MAT , Umbrella และรัฐบาลกลาง จอมยโสคาดการว่าทั้งหมดคือการลงมือของวุฒิสมาชิกรายนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง เพื่อการเป็นประธานาธิบดีคนแรกของบ้านแฟรงคลิน เพื่อการครองอำนาจของพรรคเดโมแครตภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจรายใหญ่อย่าง Umbrella หนุ่มใหญ่มองทะลุไปไกลกว่านั้น มันคือการขับเคี่ยวกันระหว่างกลุ่มอำนาจทุนนิยมและกลุ่มอนุรักษ์นิยม เบื้องหน้าคือการต่อสู้ของสองพรรคการเมืองที่ทรงอานุภาพที่สุดในอเมริกา ผู้ชนะเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ชีชะตากรรมและความเป็นไปต่าง ๆ ของโลกใบนี้ นี่คือเกมอันตราย ทุกคนล้วนใส่หน้ากากเข้าหากันและพร้อมจะบดขยี้อีกฝ่ายให้จมดิน หากใครพลาดคงมีแต่ต้องดับดิ้น บางทีจอมยโสเองก็แอบนึกในใจว่าสิ่งนี้ใช่ไหมที่มายูมิพยายามบอกตนเองก่อนต้องตาย

เอดิสัน เคน ชินเซกิเหลือบมองซิดนีย์ คาร์เตอร์ที่กำลังเตรียมเจ้าไปในบ้านครอบครัวสมิธเพื่อสานคดีต่อ หนุ่มใหญ่พอจะเข้าใจอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น ไม่ว่าตัวเขาเอง อาแมนด้า หรือคาร์เตอร์ ทุกคนล้วนเป็นแค่เบี้ยที่พร้อมจะถูกเขี่ยทิ้งจากเบื้องบนทุกเมื่อ ทีนี้แล้วอะไรละ? สุดท้ายแล้วมันก็มีข้อสงสัยที่ค้างคาในใจว่า ตกลงแล้ว เขาควรจะโกรธหรือเกลียดใคร ใครกันแน่ที่เป็นคนฆ่ามายูมิ ตกลงแล้วว่าการทำตัวเกลียดชังคนทั้งโลกมันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? ในสถานการณ์เช่นนี้เขาควรสานต่อเจตนารมณ์ล้างแค้นเพื่อมายูมิหรือยอมอโหสิ ปล่อยวาง และให้อภัย มันเป็นไปไม่ได้ มีคนดีที่ไม่ควรตายและไอ้สารเลวมากมายที่อยู่ไปก็รกโลกลาลับโลกไปก็มาก ในจิตใจของหนุ่มใหญ่ที่ชื่อเอดิสันกำลังตั้งคำถามมากมายที่ยังไม่อาจคลี่คลายได้ และมันคงไม่มีวันสงบในเวลาอันใกล้ แต่สิ่งสำคัญข้อหนึ่ง คำพูดของจอร์จ แคมเบลล์ ที่เคยพร่ำสอนเขาในวันเริ่มต้นสายงานอาชีพตำรวจยังคงดังก้องในในของตนเสมอ

‘ฉันจะบอกแกให้อย่างนะเอ็ดดี้ ศัตรูหรือผู้ต้องหาที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่โจรปล้นแบงค์ ผู้ก่อการร้าย หรือแม้กระทั่งโจรฆ่าข่มขื่น แต่มันคือคนที่อยู่เหนือกว่าเรา อาจจะเป็นเจ้านายของเรา นักการเมืองเฮงซวยสักคน หรือเลวร้ายกว่านั้นอาจเป็นคนในทำเนียบขาว แล้วเราควรทำยังไงล่ะ? ไปเข้าโบสถ์อ้อนวอนให้พระเจ้าลงโทษคนพวกนั้นใช่ไหม? บางครั้งฉันก็สงสัยพระเจ้าเหมือนที่แกคิด พระเจ้าสร้างทุกสรรพสิ่งใช่ไหม? นรก สวรรค์ มหาสมุทรทั้งเจ็ด แต่แล้วทำไมต้องสร้างไอ้พวกบ้าพวกนั้นด้วย เพื่ออะไร? สุดท้ายพระเจ้าก็เป็นแค่ไอ้แก่โรคจิตใช่ไหม? แต่อย่างว่านั่นแหละ ตำรวจกิ๊กก๊อกอย่างพวกเราทำได้แค่นี้แหละ ทำใจ ทำต่อไป ทำไม่ไหวก็ลาออก ก็หวังแค่ว่าพระเจ้าจะเมตตาหรือมีไอ้บ้าสักคนที่มือถึงกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้บ้าง’

‘ผมมั่นใจมาตลอดว่า ไอ้คนที่สั่งฆ่ามายูมินั่นแหละ คือคนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง’ นั่นคือสิ่งที่เอดิสันยืนกรานมาตลอดหลายปี

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เอดิสัน เคน ชินเซกิ คบหากับ มายูมิ มาติน ทั้งคู่สานสัมพันธ์จนมีอะไรลึกซึ้งกัน มายูมิเลือกที่จะเปิดเผยกับเอดิสันตั้งแต่วันแรกว่าหล่อนไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เอดิสันต้องกังวล ชายหนุ่มรักหญิงสาวด้วยหัวใจจริง

“ช่วยเล่ารักครั้งแรกของคุณให้ผมฟังหน่อยซิมายูมิ” เอดิสันแกล้งหยอกเย้าแฟนสาวเล่น หลังจากเสร็จศึกรักข้ามวัน

“ไม่ค่อยน่าจดจำเท่าไร มันเกิดขึ้นตอนชั้นอยู่มหาลัยปีสุดท้ายน่ะ” มายูมิเอ่ยปาก “เห็นแก่ตัวบรรลัย เทียบกับคุณแล้วหมอนั่นมันห่างชั้นกับคุณเยอะ”

“คุณชมผมเกินไปแล้ว” เอดิสันประทับรอยจูบที่ซอกคอของหญิงสาว “โชคดีที่คุณหลุดพ้นผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นได้”

มายูมิไม่ตอบ หล่อนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จนชายหนุ่มกังวล

“เป็นอะไรไปเหรอ?” เอดิสันในช่วงวัยหนุ่มขมวดคิ้ว “มายูมิ คุณเป็นอะไร?”

“ไม่…” หญิงสาวส่ายหน้า “ชั้นไม่เป็นไร ขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ” มายูมิลุกขึ้นจากเตียง หล่อนใช้ผ้าห่มพันรอบกายปกปิดเนินอกก่อนเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้คู่รักนอนเปลือยบนเตียงขาวสะอาดบริสุทธิ์

เอดิสันโน้มตัวหวังจะหยิบเอาบุหรี่บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนไปสะดุดกับกระเป๋าสะพายของหญิงสาว กล่องนาฬิกากระเด็นออกจากปากกระเป๋าสะพาย ชายหนุ่มหยิบกล่องขึ้นมาเปิดเพื่อดูนาฬิกาด้านใน มันคือของที่ระลึกจากองค์กร MAT ที่มอบให้พนักงานทุกคน เข็มหน้าปัดบอกเวลาเช้ามืดของวัน แต่สิ่งที่ทำให้มือปราบหนุ่มติดใจคือโน้ตกระดาษสีเหลืองซึ้งถูกหนีบไว้ก้นซองเก็บนาฬิกา

-ขอต้อนรับพนักงานใหม่ด้วยใจจริง- ลงชื่อ ‘พี่ชายที่แสนดีของคุณ’

‘มันคือใคร?’ นั่นคือคำถามในใจของเอดิสัน เริ่มแรกเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนถึงวันที่มายูมิต้องตาย หล่อนรู้ความจริงบางอย่าง และยังไม่ทันได้พูดเรื่องราวทั้งหมดก็ต้องมีอันเป็นไป ผู้ต้องสงสัยหาตัวได้ไม่ยาก ทุกการค้นหา ทุกข้อมูลและหลักฐานล้วนชี้ตรงไปยังวุฒิสมาชิกฮาโรลด์ แฟรงคลิน ไอ้บ้าที่นอกใจเมียตัวเองไปเล่นจ้ำจี้กับเด็กฝึกงานแบบไม่เลือกหน้า จนพี่สะใภ้อย่างนาตาเลียซึ่งก้าวขึ้นมากุมอำนาจ MAT แทนพี่ชายที่ห่วยแตกแบบไม่มีข้อโต้แย้งอย่างแอนโธนี่คิดกำจัด แต่ท้ายที่สุดแล้วกลายเป็นสายเลือดแซนฟอร์ดที่ต้องถึงคราวตกอับสุดขีดเพราะแฟรงคลินคนพี่

‘ไม่อยากคิดเลยว่าเป็นแฟรงคลิน’ จอมยโสครุ่นคิดในใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปแลกกับไอ้นักการเมืองเฮงซวยคนนี้ แต่วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป ไอ้เปรตแฟรงคลินก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตพรรคเดโมแครตเพื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกของบ้านแฟรงคลิน

“คิดซิ เอดิสัน แกควรทำยังไง?” จอมยโสนิ่วหน้าครุ่นคิด ไม่กี่อึดใจ ปมหว่างคิวคลายออก “อาแมนด้า”

เพราะความผิดหวังในชีวิตครอบครัว ทำให้หญิงสาวมีปมด้อย หล่อนขาดความรักและความอบอุ่น เปลือกนอกของอาแมนด้าคือหญิงสาวพราวเสน่ห์ที่ยากจะคาดเดา ยกเว้นเพียงแค่เอดิสัน มีเพียงแค่หนุ่มใหญ่เท่านั้นที่รู้่ว่าจุดเปราะบางที่สุดของหล่อนอยู่ตรงไหน? หญิงสาวประทับใจความรักที่หนุ่มใหญ่มีให้กับอดีตคนรักผู้จากไป เอดิสัน เคน ชินเซกิ เล็งเห็นประโยชน์ตรงจุดนี้ เขาจึงเลือกที่จะสานสัมพันธ์กับหญิงสาว แน่นอน คนอย่างอาแมนด้าย่อมต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ นั่นคือโจทย์ที่ยากขึ้นมาอีกขั้นของนายตำรวจ จะต้องทำยังไง ถึงจะทำให้จารชนสาวหลงรักเขาจนหมดหัวใจ ไอ้เรื่องคับข้องใจทั้งหลายที่เคยมีชั่วโมงนี้ต้องท่องไว้ว่าลืมไปก่อน ค่อยเคลียร์วันหลัง

ทั้งหมดเพราะจอมยโสเชื่อว่า หากจนมุมจริง อาแมนด้าคือคนสุดท้ายที่จะสามารถช่วยเหลือเขาได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น...

.............................................................

3 August 1998
22.50 Pm. Raccoon Hospital,Raccoon City


ศพของเดบาร่าห์ สมิธ ถูกส่งมายังโรงพยาบาลแร็คคูนเพื่อตรวจสอบหลักฐานขั้นสุดท้ายและรอการติดต่อจากญาติของผู้ตาย นี่คือวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเรเชล นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมครอบครัวเบิร์นเมื่อหลายปีก่อน เรเชล เบิร์น นั่งก้มหน้าบนม้านั่งหน้าห้องพิสูจน์หลักฐาน เด็กสาวยังคงเศร้าเสียใจที่เพื่อนรักจากไปอย่างกะทันหัน โดยมีเลียม ลินดา และไทเลอร์คนลูกยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล

“น่าสงสารเรเชลนะ ที่ต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้” เลียม ไทเลอร์เอ่ยปากกับลูกชาย “ทางที่ดี แกไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามกับเธอตอนนี้ อารอน”

“ครับ” ไทเลอร์คนลูกพยักหน้า เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกผิดหลังจากที่ก่อวีรกรรมมากมายจนสาวที่หมายปองเมินหน้าหนี “แต่พ่อครับ ตอนนี้เรเชลไม่เหลือใครอีกแล้ว เราพอจะให้เธอพักกับเราสักระยะดีไหม?”

เลียมไม่ตอบในครั้งแรก หนุ่มใหญ่หันมามองหน้าลินดาภรรยาคู่ชีวิต หล่อนพยักหน้า

“คงต้องเป็นแบบนั้น ระหว่างนี้ เราคงต้องดูแลเรเชลไปก่อน จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย เราถึงจะส่งเธอกลับไปอยู่กับญาติที่ลิตเติ้ลบอยส์” เลียมคนพ่อสรุป

“งั้นหมายความว่าเธอจะไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้อีกแล้วใช่ไหมครับ?” ไทเลอร์หน้าถอดสี หลังรู้ว่าเรเชลอาจต้องย้ายไปที่อื่นจริง “ผมไม่อยากให้เธอไป ไม่รู้ว่าที่นั่นจะปลอดภัยหรือเปล่า?”

“ไทเลอร์ ใจเย็นและตั้งสตินะ” หนุ่มใหญ่คว้าหมับที่ไหล่ของลูกชาย “แกน่ะอยู่เฉย ๆ ดีที่สุดแล้ว ตอนนี้พ่อพูดได้แค่ว่า เราจะช่วยเรเชลเท่าที่จะช่วยได้ แต่เมื่อถึงเวลา เราก็ต้องปล่อยให้เธอไปตามทางของเธอ”

อารอน ไทเลอร์ ไม่ตอบ เด็กหนุ่มหันควับกลับไปมองสาวน้อย หล่อนนั่งชันเข่าบนเก้าอี้ อดีตเชียร์ลีดเดอร์ยังคงซึมเศร้าเพราะการจากไปของเพื่อนสาว

เพียงครู่เดียว เสียงเปิดประตูดังขึ้น เอเย่นต์คาร์เตอร์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวมีเสื้อแจ็คเก็ตสีกรมท่าติดตราหน่วยสืบสวนกลาง พร้อมลูกทีมในชุดปฏิบัติการภาคสนามอีกสองคนเดินประกบข้าง เลียม ไทเลอร์ รีบเดินเข้าไปแนะนำตัวเองทันที

“ผมเลียม ไทเลอร์ ดีใจที่ได้เจอคุณ” หนุ่มใหญ่เอ่ยปากทักทายเจ้าหน้าที่ผิวสีรายนั้น

“ซิดนีย์ คาร์เตอร์” เจ้าหน้าที่สืบสวนกลางแนะนำตัวเองบ้าง “ดีใจที่ได้เจอคุณเช่นกัน”

“เฮ้! เข้าเรื่องเลยแล้วกัน” ไทเลอร์คนพ่อเอื้อมตัวกระซิบข้างหูคาร์เตอร์ “ผมรู้เหตุผลว่าคุณมาเมืองนี้ทำไม ดีใจที่อเมริกายังมีคนแบบคุณ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมมีข้อมูลและเบาะแสมากพอที่จะช่วยสนับสนุนการสืบสวนคดีของคุณได้”

“รู้สึกเป็นเกียรติมาก” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเอเย่นต์ “ขอบคุณมากครับคุณไทเลอร์”

“โอเค” เลียมคนพ่อปลีกตัวออกมาก่อนแนะนำภรรยาให้อีกฝ่ายได้รู้จัก “ส่วนนี้คือภรรยาผม ลินดา ไทเลอร์”

“ดีใจที่ได้พบคุณ” ลินดายื่นมือทักทาย

“เช่นกัน” ชายหนุ่มผิวสีพยักหน้า “ส่วนนั้นคงเป็นอารอน ไทเลอร์ ลูกชายของคุณ”

“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้า “เราเคยพบกันตอนแข่งบาส”

“นายเล่นบาสได้ไม่เลวเลย รักษาฝีมือไว้ อนาคตนายรุ่งแน่”

“ครับ” นักบาสยิ้มรับ

“เรเชล” ซิดนีย์ คาร์เตอร์ เรียกเด็กสาว “เป็นยังไงบ้าง? ฉันมาแล้วนะ”

“คุณคาร์เตอร์” เรเชลลุกขึ้น โผล่เข้ากอดเจ้าหน้าที่พิเศษรายนั้นทันที “ชั้นไม่ไหวแล้ว ชั้นไม่รู้จะทำยังไงอีกแล้ว”

“เย็นไว้ ๆ” คาร์เตอร์ลูบหัวเด็กสาวอย่างเอ็นดู “ฉันสัญญาว่าเธอจะไม่เป็นอะไร ฉันสัญญาว่าจะนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ครอบครัวของเธอโดยเร็วที่สุด” เมื่อเห็นว่าเด็กสาวเริ่มดีขึ้น คาร์เตอร์จึงดันตัวสาวน้อยออกห่าง แต่มือทั้งสองข้างยังคงกุมที่ไหลของหล่อน “ตอนนี้ฉันได้ข่าวมาว่าพี่ชายเธอกำลังจะเข้ามามอบตัว แต่ปัญหาคือยังไม่รู้ว่าเขาจะมาเมื่อไร สบายใจได้ เมื่อถึงตอนนั้น ฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างเอง”

“จริงเหรอ?” เรเชลยิ้มร่าทั้งน้ำตา “เอ็ดเวิร์ดจะกลับมา”

“อืม” คาร์เตอร์พยักหน้ารับ ชายหนุ่มยังไม่ค่อยแน่ใจว่านั่นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ “ตอนนี้ฉันพูดได้แค่ว่า ขอให้เธอเข้มแข็งเอาไว้ ฉันติดต่อกับมิเชลล์ได้แล้วนะ หล่อนอยู่ ดี.ซี หล่อนสบายดี ฝากบอกคิดถึงมาด้วย”

“ขอบคุณมาก” สาวน้อยพยักหน้า พร้อมกับรอยยิ้มด้วยความดีใจ “ขอบคุณที่ช่วยพวกเราคุณคาร์เตอร์ ฉันจะไม่ลืมคุณเลย”

“อืม” คาร์เตอร์ตบที่บ่าของอดีตเชียร์ลีดเดอร์เพื่อให้กำลังใจ “คุณไทเลอร์ คุณนายไทเลอร์ ผมอยากคุยกับพวกคุณเป็นการส่วนตัวข้างนอกหน่อย พอจะมากับผมหน่อยได้ไหม?”

“ได้ซิ” เลียมพยักหน้ารับ เช่นเดียวกับลินดา สองสามีภรรยาเดินจูงแขนตามเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางเดินออกไปด้านนอก เหลือเพียงแค่ไทเลอร์กับเรเชล

เรเชล เบิร์น ไม่ได้ไยดีไทเลอร์แม้แต่น้อย หล่อนกลับไปหามุมสงบตรงที่เก่า นั่งรอฆ่าเวลาจนกว่าเรื่องบ้าบอทั้งหมดจะจบลง

“เรเชล” ไทเลอร์เอ่ยปากเรียกเด็กสาว “หิวน้ำไหม?” เด็กหนุ่มชี้ไปที่ตู้กดน้ำ

“ไม่” สาวน้อยตอบแบบไม่ไยดี “ชั้นอยากอยู่คนเดียว”

“เอ่อ…” เด็กหนุ่มหน้าเจื่อน โดนสาวที่หมายปองตัดเยื่อไย “คุณยังไม่หายโกรธผม”

เรเชลไม่สนใจ หล่อนหันหน้าไปทางอื่น ปล่อยให้ไทเลอร์ยืนเซ่ออยู่คนเดียว

“ผมขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ผมทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังจริง ๆ” นักบาสวัยทีนสารภาพ “แต่ผมแค่อยากมาบอกคุณว่า คุณเข้าใจผมผิด ผมกับสเตฟานี่มันจบไปนานแล้ว เพียงแค่มันอาจจะผิดเวลา” ไทเลอร์ยืนยันคำเดิม “ผมเสียใจ”

“รู้ไหม?” เรเชลหับควับ “ชั้นอาจจะรู้สึกดีกับนายขึ้นมาบ้างนะ ถ้านายรู้จักหุบปากของนายซะบ้าง”

เรเชล เบิร์น หันกลับไปอีกครั้ง คราวนี้ไทเลอร์คงจนปัญญาที่จะพูด เด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้าจ๋อย เดินไปพิงกับผนังด้านข้าง มองเข็มนาฬิกาที่กำลังจะล่วงเข้าสู่ช่วงเช้ามืดของวันใหม่

สักพักหนึ่ง มีคู่ชายหญิงวัยกลางคน คาดว่าคงเป็นพ่อแม่ของเด๊บบี้ ส่วนอีกคนก็เป็นพี่สาว กำลังวิ่งเข้ามาตรงที่เด็กทั้งสองประจำอยู่

“คุณนายสมิธ” เรเชลเอ่ยปากทักทายแม่ของเด๊บบี้ แต่กลับถูกสาวใหญ่ตบกลับมาแทนคำทักทาย

“เธอมันตัวซวย!” คุณนายสมิธเปิดฉากต่อว่าเบิร์นคนน้อง “ชั้นเคยชื่นชมพี่ชายเธอ ชั้นเคยคิดว่าเธอคือเพื่อนที่ดีของเด๊บบี้ แต่นี่เหรอที่เธอตอบแทนเด๊บบี้?”

“ไม่เอาน่าดอนน่า” หนุ่มใหญ่ที่เป็นสามีพยายามห้ามปราบ “สงบสติอารมณ์ก่อน”

“ไม่!” สาวใหญ่ปัดมือของสามี “นี่ถ้าไม่มีใครโทรบอกชั้น ชั้นคงไม่รู้ว่าไอ้น้องสาวตำรวจขี้คุกอย่างเธอจะมาอยู่บ้านของชั้น เธอมันกล้าดียังไง?” เพราะยังไม่หายแค้นใจ ดอนน่าเอื้อมมือจิกที่ไหล่ของเด็กสาวอย่างรุนแรง “เธอมันนังตัวซวย ไอ้พวกโจรห้าร้อยนั่นคงมาตามล่าเธอซินะ แล้วทำไม? ทำไม? ต้องเป็นเด๊บบี้ที่ตาย ทำไมไม่ใช่เธอ!”

“หนูขอโทษ” เรเชลร้องเสียงหลงเพราะความเจ็บปวด “หนูเองก็ไม่อยากให้เด๊บบี้ตาย ถ้าทำได้หนูอยากตายแทนเด๊บบี้”

“ตายเหรอ?” ดอนน่าขึ้นเสียง “เธอคิดว่าน้ำหน้าอย่างเธอจะชดใช้กับสิ่งที่พวกเราเสียไปงั้นเหรอ? ชั้นกับสามีอาจไม่มีเวลาให้เด๊บบี้ แต่พวกเราก็รักเด๊บบี้ รักหมดหัวใจ แต่เธอ เธอเป็นใคร? เธอเดินเข้ามาในชีวิตของเด๊บบี้ผู้น่ารักของเรา และเด๊บบี้ก็ตาย เธอควรให้ชั้นคิดกับเธอต่อไปยังไง?”

“เฮ้!” อารอน ไทเลอร์ ร้องทักขึ้นมา “พวกคุณน่ะ อย่าพึ่งตัดสินเรเชลกันแบบนี้ซิ บางทีพวกคุณอาจเข้าใจผิดก็ได้ คุณคิดเหรอว่าเรเชลจะไม่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ เธอเองก็เจ็บปวดไม่แพ้พวกคุณนั่นแหละ คุณเคยคิดบ้างไหม? ว่าเด็บบี้ต้องการพวกคุณมากแค่ไหน? พวกคุณเคยคิดถึงหัวใจเด๊บบี้บ้างไหม? มีแค่เรเชล เรเชลที่พวกคุณด่าอยู่เนี่ยที่อยู่เคียงข้างเธอตลอดมา”

“ไทเลอร์?” เรเชลย่นคิ้วเมื่อเห็นไทเลอร์โชว์แมน เด็กหนุ่มเดินเข้ามาขวางระยะตบของดอนน่า

“คุณเจ็บปวดมาเยอะพอแล้วเรเชล นับจากวันนี้ไป ผมจะขอเป็นคนปกป้องคุณเอง” เด็กหนุ่มยืนกรานหนักแน่น

“ให้ตายเถอะ? แล้วเธอเป็นใครถึงมาเถียงชั้นเนี่ย?” สาวใหญ่ดูแคลนเด็กหนุ่ม “มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย ไปให้พ้น”

“แม่คะ ใจเย็นก่อน” เชลซี พี่สาวของเดบาราห์ สมิธ ผู้ตาย พยายามปลอบคนเป็นแม่ให้สงบสติอารมณ์ลง

“เธอเป็นพี่สาวภาษาอะไร?” สมิธคนแม่ย้อนถามลูกสาวคนโต “ชั้นบอกให้ดูแลน้อง แต่เธอมัวทำอะไร ชั้นไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าเธอไม่ได้กลับบ้านมาเป็นเดือนแล้ว ไปนอนกับผู้ชายมาละซิ”

“แม่!” เชลซีขึ้นเสียงบ้าง “เพราะแม่เป็นคนแบบนี้ไง พวกเราสองพี่น้องถึงอยู่ไม่ได้!”

“ใจเย็น ใจเย็นทั้งคู่ได้ไหม?” สมิธคนพ่อพยายามห้ามปราบภรรยาและลูกสาว “ดอนน่า คุณสงบสติอารมณ์ได้ไหม”

“โอเค๊ โอเค๊!” ดอนหน้าผายมือ “ตอนนี้ที่ชั้นอยากรู้คือ มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับเด๊บบี้?”

“ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะตอบคุณเอง” คาร์เตอร์ปรากฏตัว พร้อมกับเลียมและลินดา

“พวกคุณเป็นใคร?” ครอบครัวสมิธทั้งสามต่างทำหน้าฉงน “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

.............................................................

4 August 1998
00.10 Pm. Tyler Family House,Raccoon City


หลังจากที่ซิดนีย์ คาร์เตอร์อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ครอบครัวสมิธฟัง ทุกคนเข้าใจและยอมรับความจริงได้ ยกเว้นแค่เพียงดอนน่า ที่ยังคงมีท่าทีตั้งแง่รังเกลียดเรเชลอย่างออกหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เลียมและลินดาขับรถพาเรเชลไปขนเสื้อผ้าที่บ้านของครอบครัวสมิธเพื่อย้ายมาอยู่ที่บ้านของตนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่า หน่วยสืบสวนกลางยังคงต้องการตัวเรเชลไว้เป็นพยานและขยายผลการสืบสวนคดีต่อไป

“นอนที่ห้องนี้ก่อนนะ” เลียมกดสวิตซ์ไฟที่ฝาพนัง ภายในห้องเป็นห้องสีเหลี่ยมสีฟ้าดูสะอาดตา “ห้องนี้เป็นห้องนอนอีกห้อง เราเผื่อไว้เวลามีแขกน่ะ หนูนอนที่นี้แล้วกัน ส่วนห้องน้ำก็ลำบากนิดนึง ต้องเดินลงมาข้างล่าง ถ้ามีอะไรเคาะประตูเรียกพวกเราได้ทุกเมื่อนะ”

“ขอบคุณค่ะ” เรเชลวางกระเป๋าลงบนเตียง หล่อนมองดูสภาพห้องโดยรอบ รู้สึกคิดถึงห้องเก่าที่บ้านจับใจ “ขอบคุณคุณลุงกับคุณป้ามากที่ให้ที่ซุกหัวนอนกับหนู ขอบคุณจริง ๆ”

“ไม่เป็นไรจ๊ะ” ลินดาเอื้อมมือมาลูบผมเด็กสาว “อันที่จริง พวกเราน่ะอยากมีลูกสาวแบบหนูมานานแล้วนะ แต่โชคร้ายที่ดันได้ลูกชายอย่างอารอน” สาวใหญ่หันควับไปทางสามี เลียมยิ้มหวานตอบรับ “เอาเถอะ หนูเจอเรื่องร้ายมาเยอะแล้ว พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราจะจัดการเรื่องที่โรงเรียนให้”

“ค่ะ” เบิร์นคนน้องยิ้มรับไมตรี หล่อนรู้สึกผูกพันกับคู่สามีไทเลอร์อย่างประหลาด บางทีเพราะหล่อนโหยหาความรักจากพ่อและแม่ เจมส์ เบิร์นและแมรี่ เบิร์นผู้ล่วงลับ ตอนที่ทั้งคู่ตาย เรเชลยังเด็กมาก

“เอาล่ะ เดี๋ยวสักพักอารอนจะเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนระหว่างที่รอซักเสื้อผ้าของหนู พวกข้าวของเครื่องใช้ของผู้หญิง ลินดาจะจัดการให้เอง ยังไงก็อย่าพึ่งนอนนะ”

สักพัก หลังจากเลียมและลินดาเดินออกจากห้อง สวนทางกับอารอนที่เกินหอบเสื้อผ้าเข้าไปในห้องของเรเชล เลียมเอื้อมมือแตะที่บ่าของลูกชายก่อนเดินเข้าห้อง

“อย่าทำพลาดอีกล่ะ ที่เหลือแกต้องแสดงฝีมือแล้ว”

“ครับ” ไทเลอร์พยักหน้า ก่อนเปิดประตูเข้าไป

“เรเชล” เด็กหนุ่มเอ่ยปากทักทายก่อน

“ไทเลอร์” เด็กสาวตอบรับ

“ผมเอาเสื้อผ้ามาให้ ของผมเองแหละ หวังว่าคุณคงไม่รังเกลียดนะ” ไทเลอร์มองตาเด็กสาวไม่กระพริบ “ผมวางบนโต๊ะนะ”

“อืม” เบิร์นคนน้องพยักหน้า ดูจากสีหน้าแล้วหล่อนเริ่มกลับมามีทัศนะคติที่ดีกับไทเลอร์บ้างแล้ว

“เอ่อ…” ไทเลอร์อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี “ผมไปก่อนนะ”

“อืม…” เรเชลพยักหน้า หล่อนแกล้งทำหน้าตายใส่เจ้าบ้าน

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเปิดประตูห้องออกไป เบิร์นคนน้องก็เอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง

“ขอบใจนะไทเลอร์” เรเชลเปิดใจคุยครั้งแรก “ที่นายช่วยพูดแทนชั้นเมื่อตอนนั้น”

“ผมพูดในสิ่งที่ผมควรจะพูด”นักบาสหยุดชะงัก หันกลับมาสนทนากับสาวน้อยแขกผู้มาเยือน “คุณไม่ผิดเรเชล”

“แต่ไม่ว่ายังไงเด๊บบี้ก็ตาย” เรเชลทำหน้าเศร้า “ไม่ว่าจะพูดยังไง ชั้นก็มีส่วนทำให้เด็บบี้ต้องตาย”

“เรเชล” ไทเลอร์เดินตรงเข้าไปหาเด็กสาวที่นั่งเศร้าตรงหน้า เด็กหนุ่มเลือกที่จะนั่งคุกเข่า เอื้อมแขนกุมมือนางฟ้าของตน “ไม่ใช่ความผิดของคุณ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น บางครั้งเราก็ไม่สามารถคาดการอนาคตได้หรอก ถ้าเราเลือกได้ เราก็คงอยากจะเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิต จริงไหม?”

“แต่…” เบิร์นคนน้อยทำหน้าเศร้า “ชั้นไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็นชั้น เป็นพี่ พวกเราสูญเสียพ่อแม่ สูญเสียแทบทุกอย่างในชีวิต ทำไมมันต้องมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับชั้นด้วย”

“เรเชล…” นักบาสวัยทีนรู้สึกสงสารเด็กสาวจับใจ ถ้าในสถาการณ์ปกติ เด็กหนุ่มคงไม่ลังเลที่จะจูบหล่อนแทนคำปลอบใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่เขาควรทำที่สุดคือแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกมาให้หล่อนได้ประทับใจ

“ชั้นอิจฉานายนะไทเลอร์” นางฟ้าสารภาพ “นายมีทุกอย่าง มีพ่อแม่ที่น่ารัก นายไม่ต้องเจ็บปวดกับอะไร ชั้นอยากเป็นแบบนาย ชั้นยอมรับนะ ว่าชั้นอาจเป็นคนเห็นแก่ตัวไปบ้าง ชั้นแค่อยากอยู่กับคนที่ชั้นรัก อย่างพี่ มิเชลล์ เด๊บบี้”

“งั้นอยู่กับผมซิ…” เด็กหนุ่มเผลอพูดออกมา “ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่คงเห็นด้วย ผมอยากให้คุณอยู่กับผมจริง ๆ”

“ไทเลอร์…” เรเชล เบิร์น มองหน้าเด็กหนุ่มราวกับต้องการค้นหาความจริงใจอีกครั้ง “นายรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”

“ผมรู้…” ไทเลอร์ลุกขึ้น “อนาคตคืออะไรที่ไม่แน่นอนเอาซะเลย แต่ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ”

“ชั้นไม่รู้…” เบิร์นคนน้องส่ายหน้า “ชั้นยังไม่อยากจะคุยเรื่องนั้น”

“ขอโทษ ผมไม่ได้ต้องการรบกวนจิตใจคุณ” เจ้าของเรือนผมหยักศกสีดำส่ายหัว “แค่อยากบอกว่าคุณเหนื่อยมาพอแล้ว พักผ่อนเถอะ ผมจะจัดการเรื่องลากิจของคุณที่โรงเรียนให้เอง”

“ขอบคุณมากไทเลอร์” นางฟ้ามองชายหนุ่มเดินออกจากห้องไป หล่อนเริ่มกลับมารู้สึกดีกับนักบาสจอมเจ้าชู้คนนี้ขึ้นมาบ้างอีกครั้ง ก่อนที่หล่อนจะล้มตัวลงนอน

“เอ็ดเวิร์ด มิเชลล์ พวกพี่อยู่ไหน…”

.............................................................


เลียม ไทเลอร์ เดินออกมาจากห้องน้ำ โดยมีลินดา ไทเลอร์ นอนรอคอยอยู่บนเตียงสีขาวในห้อง

“คุณคิดว่าลอร์ดสเปนเซอร์จะคิดเรื่องนี้ยังไง?” ลินดาเอ่ยปากถามสามี “คุณคงรู้ใช่ไหมเลียม? ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา”

“เราต้องช่วยเด็กคนนั้นลินดา” หนุ่มใหญ่ทิ้งตัวลงบนที่นอน “คุณคงไม่ใจร้ายพอปล่อยให้เด็กสาวอายุ 17 ลอยเคว้งไม่เหลือใครแบบนั้นหรอกนะ?”

“ชั้นรู้” ภรรยาตอบรับ หล่อนเอื้อมแขนโอบกอดสามี “เพียงแต่อยากให้คุณคิดถึงสถานะภาพของพวกเราบ้าง”

“เราจะไม่เป็นไร” เลียมยืนกราน ก่อนจุมพิตที่หน้าผากของภรรยาเพื่อยืนยัน “พระเจ้าอยู่ข้างพวกเรา”

ไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์มือถือของเลียมดังขึ้น หนุ่มใหญ่รีบเอื้อมตัวไปหยิบมันบนโต๊ะไฟ

“เกรซ?” หนุ่มใหญ่อุทาน ก่อนกดรับ “ฮัลโหล? เป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่ารถเสียเหรอ? ตอนนี้อยู่ไหนแล้ว?”

“อยู่ในเมืองแล้ว ตอนนี้กำลังหาที่พักน่ะ” หญิงสาวปลายสายตอบกลับมา

“เยี่ยมมาก ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ เมืองนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณเท่าไร”

“ค่ะ ชั้นจะระวังตัว….”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอกดวางสายก่อนนะ”

“เดี๋ยวค่ะ!” ปลายทางร้องอุทานขึ้นมา “เรเชล เบิร์นอยู่กับคุณใช่ไหมคะ?”

“ใช่…” หนุ่มใหญ่ขมวดคิ้ว “คุณรู้จักเธอด้วยเหรอ?”

“เอ่อ…ไม่เชิงค่ะ ยังไงพรุ่งนี้ชั้นจะโทรนัดพบกับพวกคุณนะคะ ฝันดีค่ะ”

.............................................................

หลังจากที่เกรซ แคมเบลล์ กดวางสายลง หญิงสาววัย 21 ปีในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนต์สีกรมท่า ร้องเท้าผ้าใบสีน้ำเงิน จากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมิชิแกน พร้อมรถ Ford Focus ปี 97 สีบลอนด์ หันควับมามองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ

“ช่วยลดปืนหน่อยได้ไหมคะ?” บุตรสาวเพียงคนเดียวของอัศวินผู้ดับสูญ จอร์จ แคมเบลล์ เอ่ยปากร้องขออาขันตุกะผู้ไม่ได้รับเชิญ “คุณตำรวจ”

“ก็ได้…” เบิร์นคนพี่ลดปืนลง “ขอโทษด้วยที่ผมอาจมารยาททรามกับคุณบ้างในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา”


To Be Continued...

......................................................................................................


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ตอนนี้คือคือตอนที่ดราม่าเยอะสักหน่อย อาจจะมีการเล่าผ่านมุมมองของตัวประกอบบ้าง อย่าว่ากัน 555555+

เอดิสันกับคาร์เตอร์ ตอนนี้เปรียบเสมือนกันคำพังเพยที่ว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เรียกได้ว่านับจากนี้ไป ทั้งคู่จะขับเคี่ยวกันอย่างถึงกึ๋นเลยทีเดียว สำหรับคาร์เตอร์ ตกลงแล้วหมอนี่อยู่ข้างไหน เรื่องลึกวงในของรัฐบาลสหรัฐ การขับเคี่ยวของพรรคเดโมแครตและรีพับริกัน บลา ๆ ๆ ๆ ขอให้ติดตามตอนต่อไปครับ ตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่ผมจะขอพักฟิคเพื่อไปรับราชการทหาร ไว้ถ้าผมฝึกเสร็จ ปลดออกมา ถ้าพอมีเวลาจะกลับมาอัพอีกครั้งแน่นอน

ตอนหน้า เบิร์นจะกลับมามีบทแบบเต็มตัวอีกครั้งครับ หายไปนานมากหมอนี่ ส่วนหนึ่งเพื่อเทบทให้ตัวละครอื่น ๆ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระเอกของเราจะกลับมายืนอย่างสง่างามบนเวทีอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นระหว่างเบิร์นกับเกรซ ลูกสาวท่านรอง และยังกล่าวถึงเรื่องของพี่น้องแฟงคลิน กับความขัดแย้งกันเองของสองพี่น้อง และต่อตระกูลแซนฟอร์ด ต้องติดตามครัช ตอนหน้าจะเป็นตอนที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นในฟิคเรื่องนี้

สุดท้ายนี้ เช่นเคยครับ หากมีข้อบกพร่องหรือสงสัยยังไง บอกได้เลย
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 19 ก.ย. 2014, 01:26

Re: MoRC:Chapter 35 : Don't cry my angel Part II อัพแล้วครัช

พักนี้ตาลายมากหาคำผิดไม่ค่อยเจอ เอาที่พบหลัก ๆ ก่อนแล้วกันนะคะ

ดอนหน้าผายมือ
ดอนน่า

ที่ยังคงมีท่าทีตั้งแง่รังเกลียดเรเชลอย่างออกหน้า
รังเกียจ

หวังว่าคุณคงไม่รังเกลียดนะ
รังเกียจ


ขอโทษทีที่มาเม้นท์ช้าค่ะ ติดภารกิจน่าเศร้าหลายประการ แถมตอนนี้ก็ยาวเสียด้วย ต้องใช้เวลาเล็กน้อย

อ่านตอนนี้จบขอกรี๊ดดัง ๆ เบิร์นจะโผล่แล้ว เย่ ๆๆๆๆ ตอนนี้ตัวละครที่กระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเริ่มจะไหลกลับมาเจอกันแล้วสินะ
ขาดแต่มิเชลล์กับอาแมนด้า ซึ่งอีกไม่นานก็คงได้เจอแน่ ๆ อยากรู้เอดิสันจะทำยังไงกับอาแมนด้าต่อ เรเชลเองก็ดูโตขึ้นนิด ๆ เหมือนกัน
แล้วเจคอบเนี่ยจะมีบทอีกไหม แอบสงสัย แต่ที่แน่ ๆ ขอเบิร์นโชว์เท่เต็ม ๆ เลยนะคะพี่ ตอนหน้า :e7

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน