MoRC: ขอยุติการแต่งฟิคเรื่องนี้ และประกาศข่าวสำคัญครับ

<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 11 มิ.ย. 2015, 09:44

Re: MoRC: Chapter 37 : Family Reunion อัพครับ

แต่ถ้าพระราชาไร้ซึ้งความเมตตา ประชาชนก็มีแต่จะเอาใจออกห่าง
ซึ่ง

เห็นแววซวยของพ่อแม่ไทเลอร์มาแต่ไกล ไม่นะ เราชอบสองตัวละครนี้

แต่ดีใจที่พี่น้องเจอกันเสียที ขาดก็แต่นางเอกของเรา ได้โปรดมาเจอกันไว ๆ เถอะ
ส่วนตาไทเลอร์ประโยชน์ไม่ค่อยมี ไม่ต้องเจอก็ได้ (ฮา)

ที่สำคัญ อยากเห็นบทบาทคาร์เตอร์มากขึ้น ก็คงจะได้เห็นในตอนหน้าแล้ว
เอดิสันกับอาแมนด้าก็เป็นอีกฝั่งที่อยากจะเห็นเหมือนกันนะ :e3
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2091

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 18 มิ.ย. 2015, 09:41

Re: MoRC: Chapter 37 : Family Reunion อัพครับ

ตอนนี้เหมือนจะเริ่มมีความหวังแล้ว แต่เดี๋ยวต้องมีอะไรให้เครียดกันอีกแน่นอน เฮ้ออออออออ

สงสารเบิร์นโดนไทเลอร์งาบน้องสาวไปแดรก แต่สงสารสุดคือพ่อของสเตฟานี่ ดูท่าจะเป็นคนดีมาก ๆ อ่ะ ต้องเสี่ยงอันตรายไหนจะห่วงครอบครัว ลูกสาวดันไปตามตื้อผู้ชายที่เค้าไม่เอาตัวเองซะได้ คิดภาพตามแล้วปวดใจละเกิ๊น เฮ้ออออออออออออออออ :e20 :e20 :e20 รองลงมาก็สงสารพ่อแม่ไทเลอร์ จะเข้าหน้าเพื่อนติดไหมเนี่ย เฮ้อ เฮ้อ เอ้อ

ว่าแต่ทำไมเรามักมีแนวโน้มเห็นใจตัวประกอบเป็นพิเศษนะ แต่เราว่าพี่เบียร์เขียนตัวประกอบมีเสน่ห์ดีค่ะ เอาจริงๆตัวละครเรื่องนี้จัดว่าเยอะอยู่แต่เราก็จำได้หมดนะ (ยกเว้นประกอบแบบประก๊อบประกอบจริง ๆ) อย่างพ่อเจคอบไรเงี้ย ชอบมากกก แต่น่าเศร้าตรงตัวประกอบที่เราชอบนี่อายุมักจะสั้นกันทุกตัว เศร้าสุดๆอ่ะ โฮววววว
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 23 ก.ค. 2015, 02:07

Re: MoRC: Chapter 37 : Family Reunion อัพครับ

Chapter 38 : Blurry

4 August 1998
08.00 Am. Raccoon Police Department, Ennerdale Street, Raccoon City




ขอต้อนรับสู่รุ่งอรุณของวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1998 มันควรจะเป็นเช้าที่สดใสเช่นทุกวัน เพียงแต่วันนี้มีอะไรที่ต่างกันออกไป…

สื่อทุกสำนักภายเมืองแร็คคูนไม่เว้นแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง CNN นำเสนอข่าวนายตำรวจนอกแถวของกรมตำรวจแร็คคูนอย่าง เอ็ดเวิร์ด เบิร์น เข้ามอบตัวอย่างพร้อมเพรียง เป็นประเด็นร้อนที่ชาวอเมริกันกว่าสองร้อยล้านคนตามติด ว่าด้วยประเด็นข่าวร้อนของนายตำรวจหนุ่มผู้ก่อคดีฆาตกรรมเพื่อนตำรวจสองนาย ‘เจค โดโนแวน และ เดวิด แบรนดอน’ ตรงถนนหลวงแร็คคูน – สโตนวิลล์

ทั้งนี้ กรมตำรวจแร็คคูนและหน่วยสืบสวนกลางได้จัดกองกำลังติดอาวุธเพื่อควบคุมสถานการณ์และอารักขาผู้ต้องหาซึ่งกลายเป็นคนที่ประเทศชาติหมายหัว จากคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมอาชีพ โดยทางกรมตำรวจแร็คคูนได้แจ้งต่อสาธารณชนไว้ว่า เจ้าหน้าที่เอ็ดเวิร์ด เบิร์น วัย 23 ปี มีความผิดเนื่องจากแอบขนยาเสพย์ติด ‘The Cure’ และอาจมีส่วนพัวพันกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งได้ก่อเหตุที่ชานเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน

“เจ้าหน้าที่เบิร์นค่ะ คุณมีอะไรจะบอกกับพวกเราไหม?”

“เกิดอะไรขึ้นกับท่านรองแคมเบลล์? เรารู้ว่าคุณเป็นหนึ่งในทีมที่เข้าไปในป่าอาร์คเลย์”

“แกมันไอ้ชาติชั่ว! ตำรวจเฮงซวย!”

หลายหลายคำถามและคำสาปแช่งจากชาวเมืองแร็คคูนกระหนำไปยังจำเลย อดีตมือปราบผู้ตกอับ เบิร์นคนพี่ถูกคุมตัวลงจากรถแวน พร้อมหน่วยติดอาวุธจากหน่วยสืบสวนกลาง

ก่อนหน้านี้ เอ็ดเวิร์ด เบิร์น เลือกตัดสินใจมอบตัวกับ FBI แทนที่จะเป็น RPD ด้วยความร่วมมือจากครอบครัวไทเลอร์ เกรซ ลูกสาวท่านรองคนเก่า หรือแม้กระทั่งเรเชลน้องสาว

ซิดนีย์ คาร์เตอร์ ตอบรับการมอบตัวของเบิร์นคนพี่ หนุ่มผิวสีจากหน่วยสืบสวนกลางเดินทางมารับมอบผู้ต้องหาด้วยตนเอง ด้วยกฎระเบียบบางอย่างของกฎหมายระหว่างตำรวจรัฐและหน่วยสืบสวนกลาง ทำให้เบิร์นคนพี่ต้องถูกส่งตัวมายังกรมตำรวจแร็คคูน…

นั่นมันดงปีศาจเลยนะ กรมตำรวจแร็คคูนหลังสิ้นยุคท่านรองแคมเบลล์กลายเป็นแหล่งสะสมลิ้วล้อของอัมเบลล่า ที่นั่นมีแต่ตำรวจฉ้อฉล ตำรวจน้ำดีที่เหลือรอดมีจำนวนน้อยนิด ส่วนใหญ่ตายตามท่านรองคนเก่าในป่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้า

“ขอทางหน่อยครับทุกคน” ซิดนีย์ คาร์เตอร์โบกมือขอเส้นทางเดินผู้ต้องหาและเจ้าหน้าที่ของตนต่อฝูงชน แสงแฟลชกระทบใบหน้าของจำเลยหนุ่ม ไมค์โครโฟนนับสิบยื่นไปยังเบิร์นคนพี่

เอ็ดเวิร์ด เบิร์น หลบหน้านักข่าว เขาเลือกหุบปากเงียบ ตามคำแนะนำ ของคาร์เตอร์

“อะไรก็ตามที่คุณพูด มันจะถูกใช้ปรักปรำคุณในชั้นศาล”

เบิร์นคนพี่ปฏิบัติตามแต่โดยดี ด้วยความหวังว่าซิดนีย์ คาร์เตอร์ เจ้าหน้าที่หนุ่มวัยประมาณ 30 ปี น่าจะช่วยเขาได้อย่างที่ใครแนะนำ แม้ในใจยังคงคิดระแวง เพราะถูกหักหลังจากต้นสังกัดอย่างกรมตำรวจแร็คคูนที่เขาเคยสู้อย่างถวายหัวให้ หน่วยสืบสวนกลางพาผู้ต้องหาฝ่าฝูงชนมายังทางเข้าหน้ากรมตำรวจแร็คคูนสถานีหลัก สถานที่แห่งนี้ดูโออ่าและเต็มไปด้วยรสนิยม เพราะในอดีตมันคือหอศิลปะประจำเมือง ตรงเบื้องหน้าคือเจ้าหน้าที่จากกรมตำรวจแร็คคูน นำโดยอธิบดีไบรอัน ไอรอนและท่านรองอธิบดีเอดิสัน เคน ชินเซกิ

“ขอบคุณที่พาผู้ต้องหามาให้เรา” ท่านรองชินเซกิเอ่ยปากเป็นคนแรก “ส่งมอบเจ้าหน้าที่เบิร์นให้เรา จากนี้ไปเป็นหน้าที่กรมตำรวจแร็คคูนเอง”

“ผมคงต้องปฏิเสธ…” ซิดนีย์ คาร์เตอร์ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านอธิบดี ท่านรอง จากนี้ไปผู้ต้องหาเป็นหน้าที่ของหน่วยสืบสวนกลาง คงไม่จำเป็นต้องรบกวนความช่วยเหลือจากกรมตำรวจแร็คคูน ทีนี้ สิ่งที่ผมอยากจะขอร้องพวกคุณคือ ผมขอยืมสถานที่ของพวกคุณชั่วคราวก่อนส่งตัวผู้ต้องหาไปยังศูนย์ที่มิชิแกน”

“คุณคงรู้ใช่ไหมว่าคุณกำลังล้ำเส้นพวกเรา” อธิบดีไอรอนไม่รอให้ท่านรองชินเซกิรับหน้าคนเดียว “คุณคงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”

“ผมรู้…” ชายหนุ่มผิวสีพยักหน้า “และผมไม่มีเวลาคุยกับพวกคุณมากนัก ขอโทษด้วย ผมต้องทำหน้าที่ของผม”

ซิดนีย์ คาร์เตอร์ เลือกจบการสนทนา ก่อนพาผู้ต้องหาเข้าไปในสถานีตำรวจแร็คคูน พร้อมกับหน่วยติดอาวุธจาก FBI

ในขณะเดียวกัน เอ็ดเวิร์ด เบิร์น ในสภาพถูกคุมตัว ใส่กุญแจมือ อดีตมือปราบมองหน้าผู้บังคับบัญชาทั้งสองเขม็ง อธิบดีไบรอัน ไอร่อน เลือกเมินหน้าหนีมองไปทางอื่น ยกเว้นเพียงแค่ท่านรองอธิบดีเอดิสัน เคน ชินเซกิ หนุ่มใหญ่มองหน้าอดีตมือปราบอย่างท้าทาย



“เบิร์น! แกเป็นยังไงบ้าง” มาวิน บรานาจ วิ่งโร่จากห้องทำงานวิ่งผ่านห้องโถงใหญ่มาหาอดีตลูกน้องเก่าด้วยความห่วงไย “พวกเราเป็นห่วงแกแทบแย่”

“ดีใจที่เจอคุณอีก…” เบิร์นยิ้มรับ “แล้วพวก S.T.A.R.S ที่เหลือล่ะ?”

จ่ามาวิน บรานาจ เหลือบตามองเพื่อนร่วมงานที่เหลือ พวกเขาหลายคนเป็นหนอนให้อัมเบลล่า นายตำรวจผิวสีเลือกให้สัญญาณเบิร์นและเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนกลางเดินไปยังจุดนัดหมายเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ

“พวกเขาสลายตัวไปแล้ว ฟังนะ อธิบดีไอรอนพึ่งปฏิเสธคำขอของพวกหน่วย S.T.A.R.S ในการเข้าสืบสวนพื้นที่ป่าอาร์คเลย์อีกครั้ง หลายวันก่อนตอนที่แกไม่อยู่ เรดฟิลด์ วาเลนไทน์ และเบอร์ตันมีปากเสียงรุนแรงกับอธิบดี พวกเขาทะเลาะกันแรงเสียงดังลั่นออฟฟิศเลยล่ะ ผลจบลงที่อธิบดีไอรอนขู่ว่าจะสั่งปิดหน่วย S.T.A.R.S ตอนนี้เหลือแค่คำสั่งอย่างเป็นทางการพร้อมกับกำลังจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่แทน”

“อะไรนะ!” อดีตมือปราบเลิกคิ้ว “ยุบทั้งหน่วยเลยเหรอ?”

“สถานการณ์ในนี้ไม่สู้ดีเลยว่ะ” จ่าผิวสีสารภาพ “ยังไงฉันก็เชื่อว่าแกไม่ได้ทำเบิร์น ขอให้โชคดี ฉันต้องไปแล้ว”

“ระยำ…” เจ้าของเรือนผมสีทองหลุดคำสบถออกมา ฉลองให้กับความเน่าเฟะภายในกรมตำรวจแร็คคูนหลังหมดยุคท่านรองแคมเบลล์

“เดินไป!” เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจากหน่วยสืบสวนกลางผลักให้จำเลยเดินหน้าต่อไป เอ็ดเวิร์ด เบิร์น จำเป็นต้องทำตามแต่โดยดี

………………………………………………………………………………………………


กว่า 3 ชั่วโมงในการสืบสวนผู้ต้องหา นำโดยซิดนีย์ คาร์เตอร์ โดยมีลูกทีมจาก FBI อารักขาอยู่ด้านนอก ทุกคำพูดของจำเลยล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมจากคนของหน่วยสืบสวนกลาง

ซิดนีย์ คาร์เตอร์ รู้ดีว่านี่คือการล้ำเส้นกรมตำรวจแร็คคูนอย่างรุนแรง ใช้สถานที่ของเค้าและยังห้ามสิทธิ์ในการท้วงติง พวกตำรวจแร็คคูนเจ้าถิ่นคงอยากจะแลกเลือดกับพวกต่างกรมพวกนี้ให้ตายไปข้าง

“คุณเล่าว่า คุณเข้าไปในป่าอาร์คเลย์กับท่านรองแคมเบลล์ คุณเจอกับ…”

“คนตายเดินได้…” เบิร์นย้ำเป็นรอบที่สิบ

“แล้วคุณบอกว่าคุณก็เจอกับ…” เอเย่นต์ย้อนกลับไปคำถามเดิมอีกรอบ

“สัตว์ประหลาด เหมือนกบ มันฆ่าเพื่อนของผมและท่านรองแคมเบลล์” ร่างสูงเริ่มหัวเสีย “ตกลงคุณจะถามคำถามอื่นบ้างได้ไหม? คุณคาร์เตอร์ ผมเบื่อที่จะตอบคำถามซ้ำซากไปมาแบบนี้แล้วนะ”

“โอเค เย็นไว้ คุณตำรวจขี้ยั้ว เอาเป็นว่า ผมอยากจะเชื่อคุณนะ…” เจ้าหน้าที่สืบสวนกลางลูบหน้า พลางถอนหายใจยาว “แต่สิ่งที่คุณเล่ามามันเหนือธรรมชาติมาก”

“ผมพูดความจริง ถ้าคุณได้ดูวิดีโอเทปจากมิเชลล์แล้วคุณจะเข้าใจ ผมก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องพวกนี้หรอก จนเจอกับตัว คู่หูของผมไรอันถูกพวกมันฆ่า คุณต้องเชื่อผมนะคาร์เตอร์”

“ผมเห็นแล้ว…วิดีโอเทปนั่น” คาร์เตอร์ตอบ “แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่…ผมกลัวว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะใช้อ้างอิงใด ๆ ในชั้นศาลได้ มันเรื่องใหญ่มากเลยนะเจ้าหน้าที่เบิร์น จนกว่าจะมีหลักฐานที่เป็นลายลักอักษรกว่านี้เจ้าหน้าที่เบิร์น ผมกลัวว่าวิดีโอเทปพวกนั้นจะถูกศาลตีกลับเพราะใช้อ้างอิงไม่ได้ ขอบอกตรง ๆ นะ อย่าโกรธกัน ผมไม่แปลกใจหรอกถ้าเกิดทนายความฝั่งนั้นจะบอกว่า วิดีโอที่คุณเสี่ยงชีวิตเอามันออกมา มันเหมือนหนังเกรดบีของเด็กมหาวิทยาลัยจิตสัปดนถ่ายหนังด้วยเทป 8 มิล สนองความอยากตัวเองยังไงยังงั้น”

“วิดีโอนั่น คือสิ่งที่ผมกับมิเชลล์เสี่ยงชีวิตเอามันออกมาเลยนะ” จำเลยเริ่มเดือดจากคำพูดของหน่วยสืบสวนกลาง “ฟอสเตอร์และแฟนสาวของเขาตายไม่กี่วันให้หลัง คุณว่านี่มันเป็นเรื่องล้อเล่น ใช่ไหม?”

“ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น!” เอเย่นต์คาร์เตอร์แย้ง “พระเจ้า! ผมกำลังแจงเหตุผลและข้อเท็จจริงให้คุณ ผมถึงบอกไง เราต้องการหลักฐานมากกว่านี้ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานที่จับต้องได้ ในวิดีโอเทปมี 4 คน คุณ ท่านรองแคมเบลล์ มิเชลล์ และฟอสเตอร์ตากล้อง ตอนนี้เหลือสองคือคุณกับมิเชลล์ ผมต้องการหลักฐานหรือพยานมากกว่านี้”

“พยาน? พวกหน่วย S.T.A.R.S ไง คุณลืมแล้วเหรอ?” ไอ้หนุ่มเลือดร้อนจากมิดแลนด์เสนอแนะ “นั่นแหละพยานปากเอก ทุกคนที่รอดออกมา พวกเขาจะเป็นคนบอกเล่าทุกอย่างได้ดีกว่าผม พวกเขารู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรในแมนชั่นเฮงซวยกลางป่า มีคนดี ๆ ต้องตายในป่าแห่งนั้นเยอะเกินไป ตกลงคุณอยากจะช่วยพวกเราไหม”

“มันเป็นหน้าที่ผมอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่เบิร์น”

“เรียกผมเบิร์นเถอะ...”

“เอาเถอะ ยังไงก็ตาม” คาร์เตอร์เตรียมชี้แจงในเรื่องต่อไป “สิ่งที่ผมพูดได้ตอนนี้คือ คุณต้องเคลียร์ตัวเองก่อน ก่อนที่จะช่วยใคร สิ่งที่คุณจะให้การในชั้นศาลมันเป็นประโยชน์แก่ตัวคุณเอง และคนรอบข้างคุณ ขอให้คุณรู้ไว้อย่าง ผมเชื่อว่ามีเรื่องเฮงซวยเกิดขึ้นในป่าอาร์คเลย์ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าผมเองก็คิดไม่ต่างจากคุณหรือใครก็ตาม ผมอยากรู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรในป่าแห่งนั้น ผมให้คำสัญญากับคุณตอนนี้เลยว่า ผมจะไม่หยุดจนกว่าจะรู้ความจริง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องแบกรับทุกอย่าง”

“คุณมีแฟน คุณมีครอบครัวแล้วเหรอ?” เบิร์นขมวดคิ้ว

“เคยมี แต่เลิกกันแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ลูกสาว” รอยยิ้มปรากฏบนในหน้าเอเย่นต์หนุ่ม

“คุณคงรักลูกสาวมาก ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง?”

“ใช่…รักมาก แก้วตาดวงใจเลย” เจ้าหน้าที่สืบสวนกลางพยักหน้า “ตอนนี้เธออยู่กับย่าที่บรู๊คลิน ทำร้านอาหารพอเลี้ยงตัวเอง เรื่องที่ผมเสียใจที่สุดคือผมไม่เคยมีเวลาให้เธอเลย อาชีพอย่างพวกเรา คงยากที่จะหาเวลาส่วนตัว”

“นั่นมันคุณ ไม่ใช่ผม” อดีตมือปราบชูสองแขน โชว์กุญแจมือสีเงินเงาวับทั้งสองข้าง “ตอนนี้ผมเป็นแค่ไอ้คลั่งระห่ำเลือดเดือด ฆ่าเพื่อนตำรวจ คุณลืมไปแล้วเหรอ?”

เอเย่นต์คาร์เตอร์ยิ้มรับ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลจากโต๊ะ

“ระหว่างนี้คุณนั่งรอไปก่อน ผมกำลังโทรให้ศูนย์มิชิแกนส่งกำลังเสริมมาที่นี่ เสร็จเรื่องแล้วเราจะพาคุณไปที่นั่น ขอยืนยันเลยว่า น้องสาวคุณจะปลอดภัย แฟนคุณเช่นกัน”

“ขอบคุณ…” อดีตมือปราบเอ่ยปาก “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง คุณช่วยพวกเราไว้มากจริง ๆ”

………………………………………………………………………………………………


ซิดนีย์ คาร์เตอร์ เดินออกมาจากห้องสอบสวน หนุ่มใหญ่ถอนหายใจยาว คดีนี้หนักกว่าที่คิด

นับเป็นเวลาหลายปีจากแหล่งเสื่อมโทรมใจกลางเมืองนิวยอร์ก จากเด็กหนุ่มผิวสี ผอมกะหร่องเหมือนขี้ยา ก้าวสู่ตำแหน่งเอเย่นต์พิเศษของหน่วยสืบสวนกลางร่างบึกบึน ส่วนหนึ่งเพราะความใฝ่ดี ทำให้คาร์เตอร์มีวันนี้ได้ เอเย่นต์ผิวสีหยิบโทรศัพท์โทรไปยังบรู๊คลิน นิวยอร์ก ด้วยความตั้งใจจะถามถึงสารทุกข์สุขดิบของลูกสาว ‘คิมเบอร์ลี่ คาร์เตอร์’ แต่ไร้การตอบรับจากปลายทาง แรกเริ่มเอเย่นต์หนุ่มเข้าใจว่าทางนิวยอร์กคงยุ่งกับงาน

จนกระทั่ง…

“คุณครับ ห้ามเข้าครับ”

เสียงเอะอะดังขึ้นไม่ไกลนัก เจ้าหน้าที่ผิวสีจาก FBI เดินตรงไปยังจุดเกิดเหตุ

“ชั้นเป็นทนายความ ทำไมชั้นจะไม่มีสิทธิคุยกับลูกความของชั้น! พวกคุณกำลังขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของชั้น” ทนายความหญิงในชุดสูทสีดำโวยวาย

”คุณ…” ซิดนีย์ คาร์เตอร์ ถึงกับผงะ “อาแม….”

“สวัสดีค่ะ ชั้นอเล็กซานดร้า คอฟแมน เรียกชั้นว่าอเล็กซ์” หญิงสาวยื่นมือทักทายเอเย่นต์หนุ่ม “ขอคุยเป็นการส่วนตัวได้ไหม?”

เอเย่นต์ คาร์เตอร์ เหลือบมองลูกทีม พยักหน้ารับ ก่อนพาทนายความสาวหามุมสงบสนทนา

“คุณมาทำอะไรที่นี่ อเล็กซ์?” น้ำเสียงของคาร์เตอร์ขุ่นมัวอย่างชัดเจน เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

“ชั้นมาเพื่อถามความชัดเจนของคุณ” ทนายความสาวขยับแว่นตา ริมฝีปากอวบอิ่มของหล่อนถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงจากลิปติกยี่ห้อดัง เรียกได้ว่าจัดเต็ม “คุณรับเงินจากท่าน สว. แล้วคงไม่คิดเบี้ยวหรอกนะ”

“ผมไม่ได้เบี้ยว แต่ผมยังไม่มีโอกาส” คาร์เตอร์ปฏิเสธเสียงแข็ง

“งั้นคุณก็ควรหาโอกาสซะ อันที่จริงก่อนหน้านี่เมื่อหลายชั่วโมงก่อน คุณมีโอกาสยิงเจ้าหน้าที่เบิร์นทิ้ง แต่คุณไม่ทำ คุณเลือกที่จะบอกสื่อมวลชน คุณกำลังทำให้ตัวเองเสี่ยงโดยไม่จำเป็น”

“ผมทำไปเพื่อไม่ให้มีใครผิดสังเกต ยังไม่ควรมีการลงมือในตอนนี้”

“ถ้ามันลำบากนัก ชั้นลงมือให้เอาไหม? แค่เปิดประตูเข้าไป 'เปรี้ยงเดียว' ทุกอย่างจะจบ ขอแค่คุณรับปากว่าจะเปิดทางให้ชั้น” จารชนสาวเสนอทางเลือกอื่น

“อย่าเข้ามาสอดรู้สอดเห็นในกิจการภายในของหน่วยสืบสวนกลาง คุณมันก็แค่คนนอกกฏหมาย ระวังตัวไว้บ้างนะ ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย” คาร์เตอร์ขบฟันกรามแน่น “ผมคือ FBI แล้วคุณล่ะเป็นใคร คุณคอฟแมน?”

“คุณเคยบอกว่า คุณจำเป็นต้องแกล้งทำตัวเหมือนเป็นคนดี เพียงเพราะต้องการให้พวกมันตายใจ แต่ตอนนี้ ชั้นชักไม่เชื่อแล้วว่านั่นคือการแกล้งทำ คุณกำลังหาจังหวะหักหลังท่าน สว.แฟรงคลินใช่ไหม? ชั้นพูดถูกจริงไหมล่ะ?” ทนายความสาวย้อนถาม “โดยปกติแล้วชั้นก็ไม่ใช่คนใจร้ายหรอกนะ แต่กับ สว.แฟรงคลิน คุณคงรู้ว่าท่านเป็นคนยังไง?”

“งั้นเหรอ?” ซิดนีย์ คาร์เตอร์ พยักหน้า “ผมรู้เรื่องนั้นดี บางทีผมก็คิดนะว่าทำไมลูกสาวคนเดียวของบ้านเมนเดสถึงยอมลดศักดิ์ศรียอมหลับนอนกับไอ้แก่นั่น คุณคิดบ้างไหมว่ามันตลกดี เอมี่?”

“อย่าเรียกชั้นด้วยชื่อนั่น…” อเล็กซานดร้า คอฟแมนกร้าว “ถ้าคุณไม่รำลึกถึงสถานะของคุณ อย่างน้อยคุณก็คิดถึงครอบครัวของคุณบ้าง เรารู้นะว่าคนที่คุณรักอยู่ส่วนไหนของอเมริกา ขอบอกว่าหาง่ายยิ่งกว่าพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งซะอีก ระวังให้ดี เราอาจส่งแขกไปหาพวกหล่อนได้ทุกเมื่อ”

“อย่าแตะต้องลูกสาวกับแม่ของผม!” ชายหนุ่มผิวสีกัดฟันแน่น “ถ้าพวกเธอเป็นอะไร ผมจะฉีกคุณเป็นชิ้น ๆ”

“บอกตัวเองดีกว่า” จารชนสาวยอกย้อน “ตอนนี้เรายังไม่ทำอะไรพวกเธอหรอก ชั้นแค่มาเตือนคุณ คุณยังโชคดีที่เจอชั้น อย่าทำให้ท่าน สว.แฟรงคลินโกรธไปมากกว่านี้ ชั้นวังว่าภายในวันนี้ เราคงจะได้ยินข่าวดีเรื่องเจ้าหน้าที่เบิร์นตาย”

“มีอะไรไหม? หัวหน้า?” เจ้าหน้าที่พิเศษจากหน่วยสืบสวนกลางโผล่หน้าจากมุมทางเดิน “ผมได้ยินเหมือนพวกคุณกำลังมีปากเสียงกัน?”

“ไม่มีอะไร” ซิดนีย์ คาร์เตอร์ ปฏิเสธ “แค่….ความคิดเห็นไม่ตรงกันนิดหน่อย จริงไหม? คุณคอฟแมน”

“ใช่ค่ะ…ไม่มีอะไรแล้ว” ทนายความสาวยิ้มรับ “เราแค่ทะเลาะกันนิดหน่อยเรื่องระเบียบการ ข้อกฎหมายน่ะ ตอนนี้ตกลงกันได้แล้ว”

“งั้นเหรอ…โอเค” เจ้าหน้าจากหน่วยสืบสวนกลางมองทั้งคู่ก่อนเดินกลับไปประจำตำแหน่งเดิม

“ตกลงคุณจะทำตามที่ชั้นบอกไหม?” อาแมนด้าในคราบทนายความสาวถาม “จัดการเจ้าหน้าที่เบิร์นให้เรียบร้อยซะ”

“แล้วมิเชลล์ล่ะ?”

“เราส่งมือดีไปทักทายเธอที่ ดี.ซี.แล้ว” จารชนสาวแจง “ชั้นต้องไปแล้ว ตอนเย็นนี้ สว.แฟรงคลินจะมาที่แร็คคูน ชั้นหวังว่าคุณคงมีข่าวดีให้ท่านได้ชื่นใจ”

ซิดนีย์ คาร์เตอร์ เหลือบมองจารชนสาวตัวแสบจากอัมเบลล่าเดินลับตาไป ชายหนุ่มรู้จักตัวตนที่แท้จริงของหล่อน อาแมนด้า เดลานีย์ เมนเดส ลูกสาวคนเดียวของตระกูลเมนเดส หนังสือพิมพ์ต่างพาดหัวข่าวว่าหล่อนตายในปาร์ตี้ยาเสพย์ติดกับก๊วนเพื่อนสนิทเมื่อหลายปีก่อน แท้จริงแล้วนั่นคือการปิดข่าวเพื่อความปลอดภัยจากอริเก่า พวกมันเป็นกลุ่มคนที่ยังภักดีต่อ MAT อันที่จริงต้องบอกว่าเป็นกลุ่มคนที่ยังภักดีต่อธีโอดอร์ แซนฟอร์ด อดีตประธานคนเก่า อาแมนด้า หล่อนยังมีชีวิตอยู่ด้วยความช่วยเหลือจากลอร์ดสเปนเซอร์ อาจเพราะความภักดีของเฟร์นันโดคนพ่อที่มีต่อองค์กร หรืออาจเป็นเพราะความเมตตาของชายแก่...

....ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ชายหนุ่มกดสายรับ

“แม่ครับ แม่สบายดีไหม? คิมเบอร์ลี่เป็นยังไงบ้าง ดื้อกับแม่บ้างหรือเปล่า?” เอเย่นต์หนุ่มเป่าปากด้วยความโล่งอก

………………………………………………………………………..

อาแมนด้า เมนเดส เดินผ่านเหล่าตำรวจกลัดมันของกรมตำรวจแร็คคูน พวกมันบางคนผิวปากทักทาย หล่อนเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงามที่สุดที่ปรากฏตัวในดงมือปราบแห่งนี้ในรอบหลายวัน

“สวัสดี อาแมนด้า” เอดิสัน เคนชินเซกิ ปรากฏตัวตรงหน้าหญิงสาว หนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อเชิตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ รองเท้าหนังสีดำ มีซอกเก็บปืนเหน็บไว้ที่ซอกรักแร้สีน้ำตาล กลิ่นน้ำหอมของเขาปะปนไปกับกลิ่นของบุหรี่จนแยกกลิ่นไม่ออก

“สวัสดี…”จารชนสาวทักทายตามมารยาทก่อนพยายามเดินฝ่าออกไป แต่ต้องถูกขวางไว้โดยนายตำรวจ

“จะไม่พูดคุยอะไรกันหน่อยเหรออาแมนด้า” จอมยโสเอ่ยปาก “ใจคอคุณจะตัดรอนความสัมพันธ์ของเราไปต่อหน้าเลยงั้นเหรอ? ผมก็น้อยใจเป็นนะ”

“นี่คุณคงคิดว่าชั้นพิศวาสคุณมากเลยเหรอเอ็ดดี้” อาแมนด้ากอดกระเป๋าเจมส์ บอร์นขนาดย่อยไว้แนบอก “ยังไงคุณก็เสนอหน้ามาแล้ว ก็ดี ชั้นมีเรื่องจะเตือนคุณ”

“เรื่องอะไร?” หนุ่มใหญ่ย่นคิ้ว

“คุณกำลังล้ำเส้นท่าน สว.แฟรงคลิน เรื่องที่บ้านของครอบครัวสมิธนั่น คุณเข้าไปขวางทำไม?”

“เป็นหน้าที่….” มือปราบเชื้อสายเอเชียตอบอย่างไม่ยี่หระ “บางครั้งแฟนใหม่คุณก็ทำอะไรประเจิดประเจ้อเกินไป ช่วยเห็นใจตำรวจมือดีอย่างผมบ้างนะ”

“ชั้นไม่ตลก…” ทายาทคนสุดท้ายของบ้านเมนเดสเพิ่มโทนเสียงหนักแน่นขึ้น “คุณน่าจะคิดถึงสถานภาพของคุณด้วย คุณคิดว่าคุณมีวันนี้เพราะใคร คุณเลิกทำตัวเหมือนคนฉลาดได้แล้ว เพราะคุณไม่ได้ฉลาดอย่างที่คุณคิด ช่วยคำนึงถึงข้อเท็จจริงตรงนี้ด้วย”

“ว้าว….” เอดิสันลากเสียงยาว “โดนผู้หญิงด่าเข้าให้แล้ว”

“เอ็ดดี้…มายูมิตายไปแล้ว และครอบครัวของหล่อนก็ตายไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องคิดแค้นชั้น หรือใคร คุณเลือกเดินบนเส้นทางนี้เองไม่ใช่เหรอ? คุณน่าจะฉลาดพอที่จะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่คุณรักหรือกังวล คุณยอมรับไม่ได้ใช่ไหม? ขอทบทวนความจำกันหน่อยนะ คุณลืมไปแล้วใช่ไหม? เป็นคุณเองไม่ใช่เหรอที่เดินเข้าไปคุยกับพ่อของชั้นเรื่องขอเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แล้วตอนนี้คุณกำลังทำอะไร คุณจะทำตัวคลุมเครือไม่ชัดเจนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ ได้โปรด โตสักทีเถอะ”

“ผมรู้…” จอมยโสลดน้ำเสียงลง หนุ่มใหญ่รู้ว่ากำลังโดนสาวรุ่นลูกไล่ต้อน “คุณพูดถูกทุกอย่าง เพียงแต่ ผมยังสงสัยว่าแล้วทำไมหลังจากที่ผมคุยกับพ่อคุณในวันนั้น คุณถึงเกิดบ้าอะไรเอาปืนไปยิงพ่อคุณตายคาโต๊ะทำงาน”

“ไม่ใช่เรื่องที่ชั้นจะต้องตอบคุณ” หญิงสาวเมินหน้าหนี

“แต่ผมก็ควรรู้ไว้บ้าง ทำไมที่ผ่านมาคุณถึงสนใจเรื่องของผม แล้วทีผมอยากรู้เรื่องของคุณบ้าง ทำไมจะไม่ได้ ไม่คิดว่ามันเอาเปรียบไปหน่อยเหรอ?”

เอดิสันมีท่าทีอ่อนโยนลง หนุ่มใหญ่เดินเคียงคู่หญิงสาวไปยังโรงจอดรถด้านหลัง

“ถ้าคุณไม่แคร์ผม คุณคงไม่มาเตือนผมเรื่องนี้ ถูกไหม?”

“ชั้นเตือนด้วยความหวังดี ชั้นไม่อยากให้งานของเราต้องเสีย”

“ถ้างานมันจะเสียก็เพราะความระห่ำของแฟรงคลิน” จอมยโสแย้ง “คุณน่าจะรู้ว่าแฟรงคลินสุดโต่งแค่ไหน คิดว่าคนบ้าแบบนี้จะปกครองประเทศได้เหรอ? เจริญเถอะอเมริกา! ขอดื่มคารวะให้แก่ดินแดนแห่งเสรีภาพ”

“คุณอยากฟังไหมล่ะ? เรื่องของชั้น” จารชนสาวมีท่าทีอ่อนลง “เจอกันที่จุดชมวิว 'Great Arkley Mountain' นอกเมือง”

“ได้ซิ…” หนุ่มใหญ่เอามือท้าวที่ขอบหน้าต่างรถยนต์ Ferrari F355 สีแดง ปี 98

“งั้นคืนนี้สี่ทุ่ม เจอกันที่นั่น”

เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังขึ้น เจ้าม้าลำพองสีแดงจากอิตาลีพุ่งทะยานออกจากถนนใหญ่ออกไป

อะไรคือความจริงเรื่องที่อาแมนด้ายิงพ่อตัวเองตาย เอดิสัน เคน ชินเซกิ กำลังจะรับรู้ด้วยตนเองในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้ว


To Be Continued...


.........................................................................................


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย


สื่อทุกสำนักภายเมืองแร็คคูนไม่เว้นแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง CNN นำเสนอข่าวนายตำรวจนอกแถวของกรมตำรวจแร็คคูนอย่าง เอ็ดเวิร์ด เบิร์น เข้ามอบตัวอย่างพร้อมเพรียง เป็นประเด็นร้อนที่ชาวอเมริกันกว่าสองร้อยล้านคนตามติด ว่าด้วยประเด็นข่าวร้อนของนายตำรวจหนุ่มผู้ก่อคดีฆาตกรรมเพื่อนตำรวจสองนาย ‘เจค โดโนแวน และ เดวิด แบรนดอน’ ตรงถนนหลวงแร็คคูน – สโตนวิลล์



ย้อนความไป Part ก่อน ซึ่งมันนานมาก จนผมก็ลืม ๆ เขียนเองยังลืมเอง คือตอนที่มิเชลล์โทรกลับมาที่สถานีตำรวจแร็คคูน ขอความช่วยเหลือจากเบิร์น ซึ่งเบิร์นก็รับคำและไปช่วยนางเอกของเรา ทีนี้เกิดเหตุไม่คาดคิดครับ พระเอกของเราโดนไล่ล่าจากตำรวจแร็คคูนที่เป็นหนอนให้อัมเบลล่า ซึ่งมันก็คือเจค โดโนแวน และ เดวิด แบรนดอน (ไม่ต้องไปจำไอ้สองคนนี้ โคตรของโคตรตัวประกอบ ถ้าจะจำ ขอให้จำในฐานะนายตำรวจลิ้วล้อที่โดนพระเอกเราฆ่าทิ้ง) ซึ่งโดนพระเอกฆ่าตาย ก่อนที่จะเจอกับดั๊กลาส เฮย์ ลูกน้องคนสนิทของอัมเบลล่าพาพวกมาถล่มพระเอกของเราแบบไม่ต้องหายใจหายคอ

อ้างอิงจาก Chapter 20 : Take it Easy Part I

viewtopic.php?f=30&t=16782815&p=16828777#p16828777


ซึ่งนอกเหนือจากโดนคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตายแล้ว เบิร์นยังโดนเรื่องยาเสพย์ติด 'The Cure' ต้องขอบคุณความคิดของเอดิสัน จอมเกรียนของเรา หมอนี่กะเหยียบพระเอกแบบไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว โดยในส่วนของยาเสพย์ติด 'The Cure' เองก็จะมีความเป็นมา ซึ่งจะถูกกล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป


ลำดับต่อไป สิ่งที่อยากจะพูดคือ คาร์เตอร์จะทำยังไง? เค้าจะลงมือฆ่าพระเอกของเราหรือเปล่า? เพื่อครอบครัวหรือความถูกต้อง เค้าต้องเลือกแล้ว

และความลับของบ้านตระกูลเมนเดส เหตุใดอาแมนด้าถึงยิงพ่อตัวเองทิ้ง ขอให้ติดตาม ยังไม่บอกตอนหน้าครับ ขอเปลี่ยนมุมมองเล่าเรื่องไปฝั่งนางเอกของเราบ้าง มิเชลล์ โดยตอนหน้าเธอจะไปที่ Washington D.C. เพื่อหาแนวร่วมและข้อมูล จากข้อมูลทิ้งท้ายในตอนนี้ มิเชลล์กำลังจะเจอกับอันตรายครั้งใหญ่ครับ

ขอให้ติดตามตอนหน้า จะเกิดอะไรขึ้นกับนางเอกของเรา เดี่ยวรู้เลย

ปล.คงไม่ต้องบอกแล้วมั้งว่า "ถ้ามีอะไรผิดพลาด บอกผมได้เสมอ" ก็ตามนั้นครับ....

ปล.2 ในส่วนของ The Last Legacy ยังอัพนะครับ ไม่ได้ทิ้ง เป็นเรื่องราวสรุปเนื้อเรื่องก่อน MoRC แต่แบบตอนนี้คือคับขันสุด ๆ เลยดองไว้ ไม่ได้ลืม แต่แค่ขอเวลาหน่อย ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาประกาศครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Kevin Ryman เมื่อ 24 ก.ค. 2015, 12:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 24 ก.ค. 2015, 11:46

Re: MoRC: Chapter 38 : Blurry อัพครับ

สถานะภาพ ---> สถานภาพ

งานนี้เบิร์นจับได้แหงว่าคาร์เตอมีลับลมคมใน เพราะพยานเอกสารอ่อนกว่าพยานภาพถ่าย/vdo เสมอ เนื่องจากอย่างหลังเอาผู้เชี่ยวชาญตรวจก็รู้แล้วว่าจริงหรือเฟค ถือว่าเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาก ๆ ศาลไม่บอกปัดแน่นอน เอาจริง ๆ แน่นหนายิ่งกว่าพยานบอกเล่า หรือบุคคลใด ๆ คือเป็นหลักฐานชั้นดี หมอนี่เสือกไปบอกเบิร์นว่าต้องการเอกสารมากกว่า ถ้าเบิร์นรู้ กม สักนิดก็ต้องรู้ว่าตอแหล ตอนหน้าเบิร์นจะทำยังไงต่อไป

อยากรู้อดีตของอาแมนด้าแล้วสิ (โก้สด้วย) เธอจะเล่าให้เอดิสันมันฟังจริง ๆ เรอะ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 24 ก.ค. 2015, 12:28

Re: MoRC: Chapter 38 : Blurry อัพครับ

ตอบแพร

งานนี้เบิร์นจับได้แหงว่าคาร์เตอมีลับลมคมใน


ใช่ครับ เบิร์นจับไต๋ได้แน่นอน ถ้าลองอ่านไดอาล็อคของคาร์เตอร์ดี ๆ จะพบว่าเค้าเผลอหลุดออกมา มันผิดปรกติ เบิร์นเป็นตำรวจ ย่อมรู้เรื่องกฏหมาย มันยิ่งทำให้เบิร์นรู้ว่า คาร์เตอร์ต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่เค้าก็ฉลาดพอที่จะตีเนียนต่อไป เพราะตอนนี้เค้าอยู่ในดงเสือ สิงห์ กระทิง แรด จริง ๆ และลึก ๆ แล้ว เค้าก็รู้ว่าคาร์เตอร์ไม่ได้เลวร้าย ยังพอมีโอกาสเกลี่ยกล่อมได้

เพราะครอบครัวของเขาถูกหมายหัวจากพวกแฟรงคลิน เลยบีบให้คาร์เตอร์ต้องกลายเป็นแบบนี้ ลองติดตามกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น คาร์เตอร์จะกลับใจมาช่วยพระเอกอย่างจริงจัง หรือจะเลือกครอบครัวแล้วฆ่าพระเอกทิ้ง เดี่ยวรู้เลย
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 02 ม.ค. 2016, 16:14

Re: MoRC: พักฟิคไม่มีกำหนดครับ

ประกาศครับ

ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนที่ติดตาม FanFiction เรื่องนี้ ที่ทิ้งระยะเวลาการอัพมานานหลายเดือน

ก่อนอื่นก็ขอบอกก่อนเลยว่า ทั้งหมดเนื่องมาจากภาระทางด้านหน้าที่และการงานที่มากขึ้น อายุที่มากขึ้น รวมไปถึงปัญหาส่วนตัวบางอย่าง (ไม่ขอเอ่ยถึง ณ ที่นี้) ทำให้ผมไม่สามารถอัพฟิคเรื่องนี้ได้ตามกำหนดเดิม และคงไม่ดีนักหากปล่อยให้ทุกคนรอคอยแบบนี้ ผมจึงอยากประกาศว่า 'ขอพักการแต่งฟิคอย่างไม่มีกำหนดครับ' ขอโทษทุกคนที่ติดตามด้วย

ถ้ามีโอกาสในอนาคตข้างหน้า ผมจะกลับมาเขียนฟิคเหมือนเดิม แต่ผมคงไม่สามารถรับปากได้ว่าจะกลับมาเขียนได้เมื่อไร
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 19 ม.ค. 2017, 04:29

Re: MoRC: พักฟิคไม่มีกำหนดครับ

ประกาศข่าวครับ


หายไปนานเป็นปี อยากบอกว่าผมยังมีชีวิตอยู่ อย่างที่ผมได้พูดในเรปที่แล้วนั่นแหละครับว่า พออายุมากขึ้น ภาระก็มากขึ้น วันนี้พึ่งมีโอกาส เลยอยากมาประกาศข่าวสำคัญเกี่ยว Fanfiction เรื่องนี้นะครับว่า

"ผมขอยุติการแต่งฟิคเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ'' ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัว และด้วยเหตุผลสำคัญคือเรื่องเวลา และผมมาคิด ๆ ดูแล้วว่า งานเขียนของผมไม่ควรไปผูกติดกับงานของคนอื่นที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

ใจหายครับ ผมไม่เคยหายไปนานเช่นนี้มาก่อน แต่วันนี้อยากกลับมาบอกข่าวทุกคนที่ยังติดตาม แต่ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง ก็คือ ผมอาจดัดแปลง Fan Fiction เรื่องนี้ให้เป็น Original Fiction ไปเลย ซึ่งผมมาคิดๆ ดูแล้วมันน่าจะดีกว่าที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาไปเลย ในฐานะคนเขียน เสียดายครับ ทำใจทิ้งไม่ลง (จริง ๆ ไม่มีอะไรมาก เผื่อขายสำนักพิมพ์ได้ ฮ่า)

นั่นหมายความว่าผมจะ รีบู๊ต (ใช้คำถูกไหมเนี่ย?) แฟนฟิคเรื่องนี้ให้เป็นออริจินอลฟิคชั่นตรง ๆ ไปเลย ด้วยโครงเรื่องที่ผมสร้างมันมา น่าจะทำให้งานเขียนชิ้นนี้สามารถยืนหยัดได้โดยไม่ต้องยืมจมูกใครหายใจ และไม่ให้เนื้อเรื่องมันเละเทอะและคุมสเกลไม่อยู่ อย่างที่ผมเคยบ่น ๆ ไว้นั่นแหละ ช่างเป็นนักเขียนที่นิสัยไม่ดีเอาซะเลย

ที่คิดไว้คือ ตีความเนื้อเรื่องใหม่หมดครับ อะไรที่มันเกี่ยวข้องกับจักรวาล RE ทิ้งมันให้หมด และที่คิดไว้ในใจก็คือ ฉบับออริที่อยากจะเขียน จะเป็นอะไรที่โรแมนซ์น้อยลง เน้นความเป็นมนุษย์ปุถุชนมากขึ้น ตัวเอก ตัวร้าย ทุกคนมีแง่มุมดี ๆ และแย่ของตัวเอง เอกลักษณ์เด่นๆ ของ MORC ฉบับนี้จะยังคงอยู่ เพิ่มเติมคือความกระชับของเรื่องราว ส่วนกำหนดการแต่งยังไม่กำหนดนะครับ ขอเวลาผมสักหน่อย ฮ่า อาจนานเป็นปี เพราอยากให้งานออกมาละเอียดจริง ๆ

สุดท้ายนี้ก็อยากจะบอกว่า ผมยังไม่หายไปไหนครับ ผมอยากพาตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ (จริง ๆ ต้องบอกว่าตัวละครหลักทั้ง 6 ตัว) ไปสู่จุดหมายปลายทางให้ได้ พวกเขาเปรียบเสมือนเพื่อนและญาติของผม ไว้พบกันเมื่อถึงเวลานั้นนะครับ


ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับ แล้วเราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน