We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Come back!!

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 467

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 14 พ.ค. 2014, 16:21

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Mission 8 “Turbulence”

ขออภัยที่หายไปนานอีกเช่นเคยนะครับ ช่วงนี้ต้องทำงานหาเงินอยู่เป็นพักๆกว่าจะมีเวลามาเขียนได้ก็แทบแย่ ไม่นึกว่าช่วงปิดเทอมจะมีงานยุ่งขนาดนี้

เอาล่ะครับทีนี้ก็มาถึงเฉลยคำถามกันนะครับ

คำตอบก็คือถูกครับ!! ในช่วงนั้นทางเมืองท่าต่างๆของประเทศไทยได้ทำการรับมือกับกองทัพญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกและหนึ่งในนั้นคือเมืองปัตตานีครับ กล่าวว่าในศึกครั้งนั้น

มีกองกำลังผสมกว่าสี่สิบนายทั้ง ทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร และชาวบ้านอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่งเข้าต้านการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่าสองกองร้อยตั้งแต่เช้าตรู่
จนถึงช่วงบ่าย ในศึกครั้งนี้มียุวชนทหารและตำรวจเสียชีวิตไปกว่าสิบนายและพลเรือนอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังรวมไปถึงขุนอิงคยุทธบริหารที่พลีชีพในการรบ
ครั้งนี้ด้วย ปัจจุบันอัฐิของขุนอิงคยุทธบริหาร ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในค่ายอิงคยุทธบริหารบนยอดเขาและยังคงอยู่จวบจนปัจจุบัน

รางวัล : ปืน Glock 17 (เพราะมีคนตอบแค่คนเดียว)



*********************************************************


“การจู่โจมสถานที่การประชุมทางการทูตโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ในเบื้องต้นได้รับรายงานมาว่าหนึ่งในบุคคลที่หายสาปสูญไปคือ
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลทำให้สถานการณ์ทั้งหลายตึงเครียดมากขึ้นไปอีก เรายังไม่ได้รับรายงานใดๆนอกจากนี้...”



เหตุบุกโจมตีการประชุมทางการทูตของหลายประเทศทั่วโลกสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั้งโลก ทั้งสื่อและกองทัพต่างคาดเดาไปต่างๆนาๆถึงการโจมตีโดยกลุ่มทหารลึกลับกลุ่มนี้
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้ความจริง...


“ท่าทางพวกมันจะลงมือเร็วกว่าเราไปก้าวหนึ่งนะไรลี่ย์ นายได้ข้อมูลอะไรมาไหม...” เสียงเรียบต่ำของชายที่นั่งอยู่กลางห้องมืดๆภายในห้องมีอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆมากมายวางอยู่เต็มไปหมด
ทั้งคอมพิวเตอร์ หน้าจอมอนิเตอร์และอื่นๆอีกมากมายล้วนแล้วแต่ทันสมัยแทบทุกชิ้น โทรทัศน์ภายในห้องกำลังเปิดไปที่ช่องข่าวฉุกเฉินของเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานนี้


“ครับผู้พันตอนนี้ข่าวกรองของเรางานมาแล้วครับพวกทหารที่หน่วยอารักขาของประเทศไทยจับเป็นมาได้คือทหารรับจ้างอิสระที่มีหมายจับอยู่มากกว่าสิบประเทศจากปานามา
ผมไม่แน่ใจว่าพวกนั้นถูกใครส่งมาแต่ที่แน่ๆคือพวกมันไม่ยอมคายเรื่องอะไรออกมานอกจากนี้ครับ” ไรลี่ย์ตอบหัวหน้าของตนเองขณะที่กำลังสาละวนกับการรัวแป้นพิมพ์
คำสั่งเป็นชุดเพื่อขุดหาข้อมูลที่อาจจะซุกซ่อนอยู่อย่างสุดความสามารถ


“หาต่อไปไรลี่ย์ มันต้องมีคนทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ที่ไหนสักที่นั่นล่ะ”


“เห... ท่าทางพวกนายกำลังสนุกอยู่นะขอฉันร่วมวงด้วยคนสิ...”


แกร๊ก!!


ฉับพลันปืนกระบอกหนึ่งในมือของชายร่างสูงที่เป็นหัวหน้าของไรลี่ย์ก็ถูกชักออกจากซองขึ้นมาจ่อใส่ร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนี้
ดูจากภายนอกน่าจะมีอายุแค่ สิบแปดปลายๆ แม้ว่าจะเป็นแค่เด็กแต่สำหรับภายในศูนย์บัญชาการของหน่วยลับอย่างที่นี่แล้วก็ถือว่าเป็นภัยคุกคามได้ทั้งนั้น


“เธอมาทำอะไรที่นี่ซาจิฉันนึกว่าเธอถูกส่งไปที่ค่ายกวนตานาโมแล้วเสียอีก...” คำตอบที่ฟังดูเหมือนจะรู้จักกับหญิงสาวหลุดออกมาจากปากของชายร่างใหญ่คนนั้น


“ไม่เอาน่าแอร่อน เรื่องนั้นผ่านมาแล้วนายน่าจะลืมๆมันไปซะนะ...” หญิงสาวพูดพร้อมทั้งเดินย่างเท้าเข้ามาใกล้แต่แอร่อนก็ยังไม่ลดปืนลง แถมยังฟ้องผ่านทางสีหน้าว่า
ถ้าขืนยังขยับเข้ามาใกล้อีกแค่ก้าวเดียวเขาก็พร้อมที่จะระเบิดหัวของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้โดยไม่ลังเล


“กับอาชญากรระดับโลกอย่างเธอไม่มีที่ให้ฉันไว้ใจหรอกนะซาจิ... ทีนี้บอกเหตุผลดีๆสักข้อที่จะทำให้ฉันไม่ระเบิดสมองเธอคาห้องนี้ซิ จะเอาแบบอ้อมค้อม
หรือจะแถๆไปเลยก็ได้แบบที่เธอถนัดน่ะนะ...” แอร่อนพูดเหมือนเป็นการยื่นคำขาดให้หญิงสาวนามซาจิอธิบายเรื่องทั้งหมดออกมา และจากน้ำเสียง
ท่าทางของแอร่อนมันบอกได้เลยว่าไม่ได้พูดเล่น


“แหมๆเย็นชาจังเลยนะกับแค่เพื่อนเก่าไม่เห็นต้องพูดแบบนี้เลย....”


“หนึ่ง...” ชายร่างใหญ่เริ่มนับถอยหลังเพื่อเป็นการเตือนหญิงสาวว่าอย่าเล่นกับเขาแต่ท่าทางเธอจะไม่ใส่ใจเลย


“สุดถนนของสี่แยกแถวนี้มีร้านอาหารจีนอร่อยๆอยู่ด้วยฉันว่านายน่าจะลองไปกินดูนะจะได้ลำลึกถึงความหลังกันไง...”


“สอง...”


“ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับนายเยอะแยะเลยทั้งเรื่องตอนอยู่ในคุก กับตอนที่โดนนายจับได้ครั้งนั้น....”


“ส....”


“แล้วก็เรื่องที่ๆรองประธานาธิบดีสหรัฐฯถูกจับไปไว้ที่ไหนด้วย หวังว่านายจะสนใจนะ...”


ประโยคที่ดังขึ้นก่อนการนับถอยหลังจะสิ้นสุดลงทำให้แอร่อนชะงักไปชั่วครู่เพราะสิ่งที่หญิงสาวร่างเล็กคนนี้พูดออกมานั้นเป็นข้อมูลที่เขาอยากได้มากที่สุด
นี่มันหมายความว่ายังไงกันทำไมซาจิถึงรู้ได้ทั้งที่พวกเขายังไม่รู้เลยเสียด้วยซ้ำ


“ไงทีนี้นายอยากจะไปกินอาหารจีนกับฉันแล้วรึยังล่ะ...” ซาจิถามกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่เจือความรู้สึกแปลกๆมาให้ด้วยอีกเล็กน้อยซึ่งแอร่อนรู้ดีกว่าหญิงสาวคนนี้กำลังเล่นละครประชดเขาอยู่


“เธอรู้เรื่องนั้นได้ยังไง...”


“ก็ไม่รู้สินะ... บางทีถ้านายยอมออกไปกับฉันล่ะก็... ฉันอาจจะยอมให้ข้อมูลนั้นในระหว่างกินบะหมี่ก็ได้นะ...”


สายตาของแอร่อนที่มองมาทางซิจินั้นเต็มไปด้วยความระแวงในตัวหญิงสาวคนนี้เป็นที่สุด เขารู้ดีว่าหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังพูดประชดใส่เขาคนนี้ร้ายกว่าที่เห็นภายนอกมาก
บางทีข้อมูลที่เธออ้างว่ามีนี่อาจจะเป็นกับดักก็ได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยนักข้อมูลทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีค่าทั้งสิ้นคงต้องยอมตามน้ำไปก่อน


แอร่อนค่อยๆลดปืนในมือลงก่อนจะพูดออกมาเป็นการเตือนอย่างชัดเจน


“ก็ได้... ฉันยอมไปด้วยแต่ถ้าเธอโกหกหรือว่าเล่นตุกติกอะไรล่ะก็... ฉันจะเชือดร่างของเธอทีล่ะชิ้นๆทั้งเป็นเริ่มจากที่ข้อเท้าชัดเจนไหม...”


“ไอ้ย์! เซอร์!”


--------------------------------------------------


“Spectre Rescue”

November 9th - 23 :17 : 55

Major Aron “Death” Krixaris

Navy S.E.A.L Team 6 (Deep Agent)

Oil Platfrom , Russia



ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ผมได้พบกับซาจิหนึ่งในอาชญากรตัวร้ายที่สุดเท่าที่ผมเคยรับมือมา ผมก็ได้ตำแหน่งสถานที่ที่ท่านรองประธานาธิบดีถูกจับมาคุมตัวเอาไว้
โดยกองกำลังทหารรับจ้างที่ทำงานให้ใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้และพวกมันก็เลือกที่ได้ดีมาเสียด้วยดันเลือกที่แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของรัสเซียเป็นที่ซ่อน
แบบนี้เท่ากับว่าผมไม่สามารถยิงอะไรมั่วๆได้เลยขืนยิงพลาดไปโดนอะไรเข้ามีหวังได้ระเบิดทั้งตัวประกันพวกมันและตัวผมไปพร้อมๆกันในคราวเดียวแน่


“นี่มิสเตอร์เด็ธพูด... กำลังไปถึงพื้นที่เป้าหมาย...”


“ทราบแล้วมิสเตอร์เด็ธ ผมเพิ่งได้พิมพ์เขียวของแท่นขุดเจาะน้ำมันนั่นมา ทางที่คุณสามารถเข้าไปได้สะดวกที่สุดคือทางด้านใต้ของแท่นขุดเจาะตรงนั้น
สามารถใช้เป็นทางเชื่อมไปยังอาคารหลักได้...” ไรลี่ย์ตอบกลับผมมาหลังจากนั้น ท่าทางไอ้หนูนี่จะทำหน้าที่ได้ดีอีกตามเคยสามารถดึงพิมพ์เขียวของแท่นขุดเจาะ
จากบริษัทน้ำมันของรัสเซียมาได้ในเวลาไม่ถึงนาทีมันน่าแปลกที่ไอ้หนูคนนี้มีข้อมูลน้อยกว่าซาจิ


“ไรลี่ย์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง...”


“ผมสบายดีครับตอนนี้อยู่ในห้องส่วนตัวช่วยคุณทำงานนั่งโต๊ะหน้าเบื่ออยู่นี่ไง...”


“ฉันหมายถึงตอนนี้นายอยู่ห่างจากซาจิแค่ไหนแล้วตอนนี้เธออยู่ไหนด้วย” ผมรีบพุ่งประเด็นกลับไปหาซาจิในทันที ตอนนี้ผมเป็นห่วงเรื่องของซาจิมากกว่าภารกิจที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้เสียอีก


“ตอนนี้เธออยู่ในห้องขังของหน่วยเรา ผมให้แอนดี้กับลูคจับตาดูเธออยู่คงไม่มีอะไรหน้าวิตกครับ”


“อย่าประมาทล่ะไรลี่ย์คอยระวังยัยนั่นเอาไว้ด้วยถึงรัฐบาลสหรัฐฯจะรับรองเธอ แต่ฉันก็ยังไม่ไว้ใจยัยนั่นอยู่ดี สั่งให้สองคนนั้นจับตาดูเธอทุกฝีก้าว ถ้ายัยนั่นหันหัวกี่ครั้งก็ให้นับด้วยถ้าจำเป็น...”


“นี่จะระแวงเกินไปหน่อยหรือเปล่าครับ ผมว่าเธอคนนั้นไม่น่าจะมีพิษภัยอะไรนะลำพังเธอก็คงเป็นแค่เด็กสาวอายุพอๆกับผมแค่นั้นเองคุณคงรับมือได้อยู่แล้ว...”


“ก็ถึงได้บอกยังไงล่ะว่าอย่าประมาท ถึงจะเห็นอย่างนั้นแต่ที่จริงแล้วยัยนั่นอายุมากกว่านายตั้งสิบเจ็ดปีเชียว ถ้าเทียบกันแล้วยัยนั่นอายุสามสิบเจ็ด
ก็รุ่นเดียวกับแม่นายได้เลยล่ะ...” ผมอธิบายความจริงให้กับไรลี่ย์ที่อยู่ปลายสายไปและหลังจากนั้นไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าแต่ฟังเหมือนกับว่าจะมีเสียงของอะไรสักอย่าง
กระแทกกันดังลั่นผมเดาว่าคงเป็นเสียงของไรลี่ย์ที่ตกใจจนล้มตกจากเก้าอี้แหงๆหลังจากรู้อายุแท้จริงของซาจิเข้า


“วะ... ว่าไงนะครับ ละ...แล้วทำไมถึง...”


“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ตอนนี้สนใจกับภารกิจของพวกเราดีกว่าไอ้หนู” ผมรีบบอกปัดเพื่อเปลี่ยนประเด็นออกไปเพราะไม่อยากอธิบายให้เสียเวลา
ผมเองก็รู้ไม่ละเอียดนักในเรื่องนี้แต่เดาว่าคงเป็นเพราะการทำศัลยกรรมแหงๆขนาดคนแก่อายุเข้าวัยเกษียนยังดูหน้าเด็กได้ด้วยมีดผ่าตัดของหมอแล้วนับประสาอะไร
กับเรื่องแบบนี้ที่จะเป็นไปไม่ได้กัน


ผมต้องกลับมาเข้าเรื่องภารกิจกันต่อตอนนี้เท่าที่ดูเหมือนซาจิจะพูดถูกเรื่องสถานที่จริงๆเพราะเมื่อผมลองตรวจสอบรอบๆของแท่นขุดเจาะผมก็พบยามติดอาวุธหนักจำนวนมาก
เดินกันให้ควักอยู่บนนี้และท่าทางพวกนี้จะไม่ใช่ยามประจำที่นี่อีกด้วย ผมต้องหลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำกลางมหาสมุทรแห่งนี้ขณะที่อากาศเย็นๆทำให้มหาสมุทร
แทบจะกลายเป็นน้ำแข็งถึงจะเป็นตอนกลางคืนแต่พวกยามก็ยังตรวจเข้มทุกระยะผมจึงยังแน่ใจไม่ได้


“ไรลี่ย์ฉันกำลังใช้กล้องโซน่าตรวจจำนวนข้าศึกนายช่วยนับจำนวนแล้วก็ตรวจสอบตำแหน่งของท่านรองฯด้วย” ผมพูดก่อนจะกดใช้งานกล้องโซน่าความถี่สูง
หนึ่งในผลงานชิ้นเยี่ยมของไรลี่ย์


ด้วยสิ่งนี้ผมสามารถมองเห็นจำนวนศัตรูที่ว่อนอยู่ที่นี่ทั้งหมดในเวลาไม่กี่วินาทีผ่านความมืดได้เหมือนการมองทะลุผ่านกำแพงและไม่มีเพียงแค่ผมเท่านั้นที่มองเห็น
ไรลี่ย์ยังปรับให้ตัวเขาสามารถมองเห็นได้เหมือนกับที่ผมเห็นแค่นี้ผมก็สามารถรู้จำนวนศัตรูและหาแผนจัดการได้ไม่ยากนักถือเป็นอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมที่ผมชอบมันเสียจริงๆ


“เอาล่ะครับผู้พันตอนนี้ผมนับจำนวนพวกมันได้สักยี่สิบคนเศษๆติดอาวุธหนักครบทั้งปืนกลสนับสนุน ปืนเล็กยาว ระเบิดครบชุดแต่ยังโชคดีที่มันไม่มีพวกแว่นมองกลางคืน
หรือพวกอุปกรณ์ตรวจจับราคาแพงๆ เซนเซอร์เตือนภัยก็ออกแบบมาหลวมๆจนผมสามารถพังมันได้ในสามวิ แต่ระวังพวกที่เฝ้าตัวประกันเอาไว้หน่อยพวกมันคงมี
กล้องมองกลางคืนด้วย”


“ขอบใจมากไรลี่ย์ จัดการตัดพวกเซนเซอร์ตรวจจับซะฉันจะเข้าไปแบบเงียบๆ นายแจ้งพวกหน่วยถอนตัวรึยัง”


“ผมแจ้งพวกเขาแล้ว ซีลทีมหกกำลังจะไปถึงที่นั่นในสิบนาทีพร้อมเฮลิคอปเตอร์ถอนตัวครับ แต่ว่าภารกิจนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเรามีตัวตนอยู่ ฉะนั้นคุณต้องรีบออกมา
ก่อนที่หน่วยซีลจะไปถึงที่นั่น”


“ทราบแล้ว... ดูสถานการณ์ด้วยเผื่อเกิดเรื่องอะไรนายจะได้ตัดสินใจถูก” ผมกดตัดการสื่อสารไปก่อนจะเริ่มมุ่งตรงไปยังฐานของแท่นขุดเจาะเพื่อเริ่มลงมือปฏิบัติการ
ผมดำน้ำบุกเข้ามาใกล้แท่นขุดเจาะอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว ถ้าพวกมันคนใดคนหนึ่งเกิดเห็นตัวผมเข้าการทำงานของผมคงได้ลำบากมากกว่าที่คาดเอาไว้แน่
การระวังตัวตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในภารกิจนี้


ร่างของผมค่อยๆเคลื่อนเข้ามาหาบริเวณเสาหลักของแท่นขุดเจาะที่อยู่ใกล้ที่สุดคราวนี้ก็มีถึงอุปกรณ์อีกชิ้นนั่นคือถุงมือ Air Gloves อุปกรณ์ปีนป่ายที่ไรรี่ย์ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ
ทำให้ผมสามารถปีนและเกาะกำแพงทุกที่ได้เหมือนสไปเดอร์แมนไม่มีผิด ผมค่อยๆขยับแขนปีนขึ้นไปโดยพยายามทำเวลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่พวกหน่วยซีล
จะมาถึงเมื่อถึงตอนนั้นที่นี่คงจะเละตุ้มเป๊ะจนจำสภาพเดิมไม่ได้แน่ๆ ถึงผมจะอยู่หน่วยซีลเหมือนกันแต่ก็คนล่ะสังกัดกันซึ่งหน่วยงานลับสุดยอดอย่างผมจะเผยร่องรอย
ของตัวเองไม่ได้


ตอนนี้ผมขึ้นมาจนถึงชั้นแรกของแท่นขุดเจาะบริเวณนี้ค่อนข้างมืดมากมีเงามืดมากมายที่ผมสามารถใช้ซ่อนตัวได้ แถมยามในชั้นแรกๆนั้นไม่ค่อยจะชุมเหมือนชั้นถัดๆไป
เสียเท่าไหร่ ผมจึงสามารถย่องผ่านยามพวกนั้นมาได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

พอผมมาถึงที่ทางเดินของชั้นแรกไรรี่ย์ก็รีบติดต่อเข้ามาในทันทีเหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง


“มิสเตอร์เด็ธ คุณต้องเอาแฟล๊ชไดรฟของคุณไปเสียบที่ห้องควบคุมระบบไฟฟ้า ผมจะได้อัพโหลดไวรัสตัดไฟของที่นั่นคุณจะได้มีเวลาทำอะไรมากขึ้นในความมืด
ห้องควบคุมที่ว่าอยู่ตรงทางเดินชั้นแรกใกล้ๆกับบันใดทางไปชั้นสองนั่นล่ะ”


“ทราบแล้วฉันกำลังไปที่นั่น”


คราวนี้งานของผมก็เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างนั่นคือการแอบเข้าไปในห้องควบคุมระบบไฟฟ้าของที่นี่ และก็มีปัญหาเล็กน้อยเพราะในห้องนั้นมีไฟเปิดสว่างอยู่แถมยังมียามเฝ้าอยู่
ในห้องนั้นหนึ่งคนด้วย แต่ก็คงไม่เป็นปัญหากับผมเท่าไหร่นักผมค่อยๆแอบเข้าไปใกล้ประตูห้องพร้อมกับแง้มบานประตูออกอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ยามในห้องรู้ตัวและ...


ฟุ่บ!


ผมจัดการส่งกระสุนจากปืนเก็บเสียงพุ่งเข้าปลิดชีวิตยามคนนั้นเข้ากลางหัวอย่างจัง เมื่อหมดปัญหาผมก็รีบเข้าไปในห้องโดยไม่ลืมที่จะล๊อกประตูและรีบหาช่องเสียบ
แฟล๊ชไดรฟในทันที


“ไรรี่ย์ฉันเสียบแฟลชเรียบร้อยแล้วกำลังเริ่มอัพโหลดไวรัส”


“รับทราบ ผมกำลังเริ่มแฮ๊กระบบอยู่ขอเวลาสักสามสิบวิ” ไรรี่ย์ตอบผมก่อนจะเริ่มงานของเขาไป


ซึ่งเวลาตอนนี้ผ่านไปได้สี่นาทีเศษๆ เวลาเหลือไม่มากแล้วผมต้องรีบทำภารกิจนี้ให้เสร็จโดยเร็วและต้องลงมือเดี๋ยวนี้แล้วด้วย


“ไรรี่ย์ฉันขึ้นมาถึงชั้นสองของแท่นขุดเจาะแล้ว เตรียมตัวตัดไฟของที่นี่ได้”


“ครับ... ไฟกำลังจะดับใน... สาม... สอง... หนึ่ง...”


วาบ!


พริบตาเดียวไฟที่เคยส่องสว่างให้กับที่นี่ก็พากันพร้อมใจกันดับลง ผมรีบฉวยโอกาสที่ได้มานี้รีบขึ้นไปที่ชั้นสองก่อนจะกดใช้กล้องมองกลางคืนที่ติดพ่วงมากับกล้องโซน่า
พวกยามหลายคนที่ประจำอยู่บนชั้นนี้พากันโวยวายโหวกเหวกหลังจากที่ไฟโดนตัดจนมองอะไรโดยรอบไม่เห็น ไฟฉายติดปืนจำนวนหลายสิบกระบอกส่องไปทางโน้นบ้าง
ทางนี้บ้างเพื่อจะหาตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้


ยามส่วนใหญ่มันจะแยกกันอยู่เลยง่ายต่อการจัดการทีล่ะคนแบบที่ผมต้องการและมันก็ถึงเวลาแล้ว...


“แกสองคนไปเปิดไฟซะที่เหลือค้นหาไอ้ตัวการของเรื่องนี้ ถ้าเจอมันก็ยิงแม่งเลย!”


“แกคิดช้าไปว่ะ...”


เฮือก!


ฉับพลันชะตาชีวิตของหัวหน้าศัตรูก็ต้องจบลงด้วยน้ำมือของผมเมื่อมีดเล่มขนาดเหมาะมือเสียบทะลุผ่านคอหอยอย่างว่องไว โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวว่ามาจากทิศทางไหน
และก็ไม่นานเกินรอนัก เหยื่อรายที่สองและสามก็ถูกจัดการเรียงกันติดๆอย่างเงียบเชียบภายใต้คมมีดของผม


ผ่านไปครู่ใหญ่พวกมันก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าไม่ได้มีแค่พวกมันเท่านั้นแต่ยังมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย ก็คงเป็นคราวเคราะห์ของผมไปตามระเบียบ


“ใช้อินฟาเรดได้เลยหาตัวมันซะมันต้องอยู่แถวๆนี้ล่ะ!” พวกมันคนหนึ่งเริ่มพูดขึ้นก่อนที่จะเปิดใช้ระบบอินฟาเรดที่ติดกล้องของพวกมันเอาไว้ด้วย
คราวนี้ถ้าพวกมันคิดจะใช้อินฟาเรดหาผมล่ะก็คิดผิดซะแล้วผมรีบล้วงเอาอุปกรณ์แก้ทางขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะนั่นคือระเบิดที่ออกแบบมาเพื่อแก้ทางกล้องอินฟาเรด


ตูม!


เสียงของระเบิดที่ผมเพิ่งจะขว้างออกไปดังขึ้นก่อนจะทำให้บรรยากาศโดยรอบร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน มันร้อนมากถึงกับทำให้อากาศที่กำลังหนาวอยู่แบบนี้ร้อนเหมือนกับ
อยู่ในทะเลทราย และกับกล้องอินฟาเรดก็เช่นเดียวกันตอนนี้ระบบตรวจจับของกล้องอินฟาเรดคงจะรวดไปหมดแล้วนี่คือโอกาสของผม


ผัวะ!


“เฮ้ย! อะไรวะ!”


แทบไม่ต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกยามผมรีบใช้โอกาสตอนที่กล้องของพวกมันรวน พุ่งเข้าประชิดและจัดการอัดให้สลบในคราวเดียวอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ยามคนอื่นซึ่งไม่มีกล้องอินฟาเรดก็ได้แต่ยิงสุ่มไปสุ่มมาเผื่อจะมั่วโดนอะไรบ้างแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือยิงโดนพวกเดียวกันหมดที่เหลือก็โวยวายกันดังลั่น
จับต้นชนปลายไม่ถูกกันเป็นทิวแถว


“ทีนี้ก็คงต้องถ่วงเวลาสักระยะสินะ งั้นใช้ไอ้นี่ก็แล้วกัน...” ทีนี้ก็มาถึงไม้เด็ดของผมบ้างแล้ว หนึ่งในอุปกรณ์ที่ผมชอบใช้มากที่สุด


ฟู่!


ควันสีเขียวๆที่ตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นท่ามกลางความมืดสนิทได้ปรากฏขึ้นก่อนจะกระจายตัวไปทั่วทั้งบริเวณผมรีบสวมหน้ากากกันแก๊สที่เอามาด้วยขณะที่ควันสีเขียว
นั่นกำลังฟุ้งกระจายไปรอบๆ และพวกยามที่สูดควันสีเขียวนั่นเข้าไปก็พากันล้มระเนระนาดหมดสติแทบจะในทันทีด้วยฤทธิ์ของ ‘แก๊สยาสลบ’ อาวุธก้นหม้อของผม

ยามชุดสุดท้ายโดนจัดการด้วยแก๊สยาสลบไปจนหมดทั้งชุด เท่ากับว่าตอนนี้พื้นที่ทั้งหมดปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว


“หลับไปจนกว่าพวกหน่วยซีลจะมาถึงนะ... เอาล่ะทีนี้ก็...” เมื่อทางโล่งเป้าหมายของผมก็เหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นคือการช่วยเหลือท่านรองประธานาธิบดี
ที่โดนจับอยู่เท่านั้นและห้องที่ใช้ขังก็อยู่ตรงหน้าผมนี่เองที่เหลือก็แค่


โครม!!


ผมออกแรงทั้งหมดกระแทกประตูเข้าไปแม้ภายในห้องจะมืดมากแต่ด้วยกล้องโซน่าที่ผมใช้งานอยู่ทำให้ผมสามารถมองเห็นภายใต้ความมืดนี่ได้อย่างชัดเจน
และที่อยู่ต่อหน้าผมก็คือท่านรองประธานาธิบดีที่กำลังโดนจับมัดติดกับเก้าอี้และปิดปากกับตาเอาไว้ ผมค่อยๆเข้าไปละใช้มีดในซองตัดเชือกออก


“ไม่เป็นไรนะครับท่านปลอดภัยแล้ว อีกสักครู่จะมีคนมารับรออยู่นี่นะครับ...”


“ขะ... ขอบคุณมากที่มาช่วย... ว่าแต่คุณเป็นใครกัน...”


“ผมตอบไม่ได้ เอาเป็นว่ารออยู่ที่นี่นะครับ...” ผมรีบบอกปัดไปก่อนจะเดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่งภายในห้องอย่างน้อยกลางความมืดสนิทแบบนี้รองประธานาธิบดีก็คงมองไม่เห็น
หน้าของผมแบบชัดๆ ตอนนี้เป้าหมายของผมก็เสร็จไปอย่างหนึ่งแล้วและที่เหลือก็คือการเก็บรวบรวมข้อมูลเบาะแสของทหารรับจ้างที่ผมเพิ่งจัดการไปพวกนี้


บนโต๊ะนั้นไม่มีอะไรมากนอกจากปืน กระสุนและอุปกรณ์อื่นๆที่พอจะหาได้ตามท้องตลาด ไม่มีอะไรที่พอจะใช้เป็นเบาะแสในการสืบสาวเรื่องราวทั้งหมดต่อไปได้เลย
เห็นทีว่าครั้งนี้ผมจะมาเสียเที่ยวซะแล้ว


“ไรรี่ย์ ฉันไม่เจอข้อมูลที่พอจะเป็นเบาะแสได้เลยเห็นทีคราวนี้เราคงมาเสียเที่ยวซะแล้ว...”


“ไม่แน่หรอกครับ คุณช่วยเก็บปลอกกระสุนที่ตกอยู่แถวๆนั้นมาหน่อยได้ไหมครับ ผมจะลองหาแหล่งที่มาของมันจากรายชื่อพ่อค้าอาวุธที่เรามี บางทีอาจจะได้ข้อมูล
อะไรเพิ่ม”


“รับทราบ แล้วจะลองเก็บตัวอย่างไป” ผมพูดก่อนจะเริ่มเก็บตัวอย่างปลอกกระสุนที่ตกอยู่ตามพื้นไปจำนวนหนึ่งก่อนจะรีบออกจากห้องทิ้งรองประธานาธิบดีเอาไว้ในนั้น
เมื่อออกมาข้างนอกกล้องโซน่าของผมก็จับการเคลื่อนไหวบางอย่างที่อยู่ไกลออกไปราวๆสามร้อยหลาในทะเลได้


“มิสเตอร์เดธ ตอนนี้หน่วยซีลอยู่ห่างจากพิกัดของคุณทางใต้ไปสามร้อยหลารีบออกมาเร็วเข้า ผมขอแนะนำให้คุณหนีไปที่ทิศเหนือเร็วเข้า!”


“ทราบแล้วกำลังไป เตรียมพาหะนะถอนตัวให้ด้วย”


ผมรับคำก่อนจะรีบวิ่งไปยังทิศเหนือและพุ่งหลาวลงน้ำอย่างรวดเร็วและรีบว่ายออกห่างจากที่นั่นเป็นการด่วน เหมือนทันทีที่ผมหายไปในทะเลพวกหน่วยซีลก็มาถึงที่หมาย
พอดี อยากรู้จริงว่าพวกนั้นจะรู้สึกยังไงที่ภารกิจนี้ถูกสะสางง่ายกว่าที่คิดเอาไว้เพราะผมชิงลงมือก่อนแบบนี้ แต่ก็ไม่มีเวลาให้ดูซะด้วยสิสิ่งที่ผมต้องทำในตอนนี้คือหาเบาะแส
ของตัวต้นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้






***************************************************


ทีนี้ก็มาถึงคำถามของซีลกันบ้างนะครับ

'ในคดีลอบสังหาร เจ เอฟ เคเนดี้ กล่าวกันว่าเป็นคดีลอบสังหารที่ยังคงคลุมเครืออยู่จนปัจจุบันนี้ ได้มีทฤษฎีต่างๆมากมายถึงการลอบสังหารในครั้งนั้นและ
ที่ได้รับการยืนยันจากสาธารณะชนว่ามีคนๆหนึ่งที่ยอมรับว่าเป็นคนลอบสังหาร คนๆนั้นมีชื่อว่าอะไรและปืนที่สันนิฐานว่าเป็นปืนที่ใช้ยิง เคเนดี้คือปืนอะไร'
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 298

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 14 พ.ค. 2014, 20:33

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Mission 9 “Spectre Res

เริ่มมันส์ขึ้นมันส์ขึ้นทุกตอนแล้วสิ ขนาดแค่คนติดตามยังลุ้นแล้วเจ้าของตัวละครจะไม่ลุ้นกว่าได้ไหง

ทิ้งระยะไปนานพอสมควรแต่ก็ยังสนุกอยู่ครับผม
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 17 พ.ค. 2014, 01:45

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Mission 9 “Spectre Res

ยอมรับเลยว่าคุ้มค่ากับการรอจริงๆ สุดยอดจริงๆ! :D

มาดูสิว่ากลุ่มอื่นจะเป็นยังไงต่อไปบ้าง ^^
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

restpeakz

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 357

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 15:26

โพสต์ 20 ก.ค. 2014, 16:13

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Mission 9 “Spectre Res

ได้ลากลับมาหลังจากฝึกเสร็จ

แวะมาเป็นกำลังใจให้น้องเพชรครับ สู้ๆจะรอติดตามเรื่อยๆนะครับหลังจากนี้ เพราะใช้มือถือได้แล้วประกอบกับมีวันหยุดบ้างแล้ว
จะแวะมาติดตามเรื่อยๆนะครับ
เมื่อถึงเวลาตายอย่าทำเหมือนคนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ที่เมื่อถึงเวลาตายก็คร่ำครวญและสวดวิงวอนขอให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกซักเล็กน้อย
"จงร้องเพลงลาโลกและตายอย่างวีรบุรุษ คืนสู่มาตุภูมิ"

MY FICTION
[กิจกรรมA-Z]Resident Evil : Insane Original fic by Nakon_World

รูปภาพ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 467

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 13 ก.ย. 2014, 00:18

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Mission 9 “Spectre Res

อ๊ากกกกกกก!!! กลุ้มครับกลุ้ม ตอนนี้งานที่มหาลัยเยอะมากจนไม่มีเวลาเขียนเลย นับจากเริ่มเปิดเทอมจึงจะมาขออภัยทุกท่านที่ตั้งตารอกันอยู่ว่าของดอัพไปแบบไม่มีกำหนด

จนกว่าจะเคลียร์เรื่องทั้งหมดได้ (เข้าใจนะครับว่าผมอยู่มหาลัยปีสามแล้วงานวิชาเอกถึงแปดตัว แถมต้องส่งงานห้าชิ้นต่อสัปดาห์อีกแบบนี้ไม่ไหวแน่ครับ)

ขออภัยที่มาแจ้งข่าวนี้ช้านะครับ
<<

Zombie
Zombie

โพสต์: 6

ลงทะเบียนเมื่อ: 15 พ.ค. 2014, 11:05

โพสต์ 14 ก.ย. 2014, 17:28

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ (ประกาศภาวะฉุกเฉิน)

ช่วยดันครับ


gclub
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 467

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 21 พ.ย. 2015, 23:43

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ (ประกาศภาวะฉุกเฉิน)

ขออภัยหลังจากที่หายไปนานหลายเดือน กว่าจะว่างมามีเวลาแต่งได้ก็ล่อซะนาน คราวนี้จัดการเรื่องต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลามาร่วมผจญภัยกับสงครามครั้งนี้ต่อเลยครับ

เจ้าหน้าที่ MI6 : สายข่าวของเรารายงานมาว่าพบเบาะแสของคนที่ก่อเหตุที่ลอสแองเจลิสแล้ว
คาดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นฝีมือของพวกมือที่สาม

อีวิล : ได้อะไรมาบ้างล่ะ

เจ้าหน้าที่ MI6 : หน่วยข่าวของของทางสหรัฐฯของกล้องวงจรปิดและสัญญาณคลื่นความถี่ที่ใช้จุดชนวนระเบิด
เราได้ภาพของวัตถุต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นระเบิดนิวเคลียที่ถูกลักลอบนำเข้ามาผ่านการปลอมแปลงบรรจุภัณฑ์ เราลองตามสืบดูจนรู้ข้อมูลบางส่วน
พัสดุดังกล่าวเป็นพัสดุส่งทางไกลข้ามประเทศสั่งจ่ายเงินผ่านบัญชีปลอม 11 ชื่อแต่ทุกชื่อส่งจากที่เดียวกันหมด

อีวิล : แล้วปลายทางสินค้าที่ว่านั่นถูกส่งจากไหนล่ะ?

เจ้าหน้าที่ MI6 : จากข้อมูลระบุว่าพัสดุถูกส่งจากประเทศอินเดีย หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯคาดว่ามือระเบิดน่าจะซ่อนตัว
กบดานอยู่ในเขตแดนของอินเดียทางตอนเหนือ ที่เซฟเฮ้าส์ในรัฐหิมาจัลประเทศ สายข่าวของเราเองยืนยันแล้วเช่นกันว่าเป็นที่นี่แน่

อีวิล : พอจะระบุได้ไหมว่าตัวการในครั้งนี้เป็นใคร?

เจ้าหน้าที่ MI6 : ตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดคาดว่าคงต้องตามไปสืบเองถึงจะรู้


อีวิล : เอาล่ะถ้างั้นไปตามล่าไอ้เวรนี่กัน....

--------------

“Intercepted”

November 15 th – 08 : 43 : 33

Lt. Sisipimon “talantula” Etenson

22nd S.A.S. Regiment

Himachal Pradesh , India



เฮลิคอปเตอร์จำนวนสี่ลำที่บรรทุกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและกองกำลัง S.A.S. อีกจำนวนหนึ่งร่อนเข้าสู่พื้นที่เทือกเขาของรัฐหิมาจัลประเทศในอินเดีย
เหตุที่พวกเราต้องยกกำลังพลข้ามมากว่าครึ่งโลกก็เพื่อไล่ล่าตัวการที่ก่อเหตุวางระเบิดนิวเคลียร์จนทำให้ลอสแองเจลิสต้องถูกลบหายออกไปจากโลกนี้ในพริบตาเดียว
ที่จริงเรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับทางการสหราชอานาจักรแม้แต่นิดเดียวแต่ว่าสิ่งที่น่าสงสัยคือแรงระเบิดนั่นไม่ได้ทิ้งรังสีนิวเคลียร์ใดๆเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว
เป็นไปได้ว่าหากเราสามารถจับตัวมือระเบิดรายนี้ได้อาจจะรู้ข้อมูลอะไรที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นมาอย่างหนึ่ง

อากาศในยามเช้าในบริเวณเทือเขาแบบนี้ช่างเย็นยะเยือกจับขั้วหัวในเสียนี่กระไรทำเอาฉันที่คุ้นกับอากาศหนาวๆแบบนี้ถึงกับหนาวแสบไปถึงทรวงเลยทีเดียว
ก็หวังว่าอากาศหนาวๆจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันควรกังวลในภารกิจนี้มากที่สุดนะ...

เพี้ยว!

“RPG!! จับแน่นๆล่ะ!!”

และความคิดของฉันก็มีอันยุติลงเมื่อมีขีปนาวุธขนาดพกพาบินผ่าหน้าฉันไปสดๆร้อนๆนักบินต้องรีบบังคับเครื่องบินหลบลูกที่กำลังจะตามมาหลังจากนี้กันจ้าล่ะหวั่น
ฉันมองออกไปข้างนอกตรงพื้นดินเบื้องล่างจากจุดที่เราอยู่พบว่ามีกองกำลังติดอาวุธกำลังระดมยิงอาวุธใส่พวกเราหมายจะจัดการให้ได้กลางอากาศเสียตอนนี้

แล้วเรื่องอะไรที่พวกเราจะยอมร่วงกลางอากาศแบบนี้กันล่ะ

ปัง!!

ฉันรีบยกปืนขึ้นเล็งก่อนจะจัดการระเบิดหัวพลจรวดของพวกมันไปหนึ่งคนแต่แทนที่พวกมันจะเสียขวัญมันกลับตอบโต้พวกเราด้วยอาวุธหนักทั้งหมดเท่าที่มี
เครื่องเรากำลังโดนกระสุนนับร้อยๆนัดทะลวงผ่านเข้ามาเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นหมายถึงเครื่องยนต์เกิดการขัดข้องบางอย่าง
ฉันเริ่มเห็นควันดำลอยออกมาจากบริเวณท้ายเครื่องจากนั้นก็มีเปลวไฟพุ่งตามออกมาติดๆจากจุดนั้นอะไรๆก็เริ่มเลวร้ายลงในเวลาอันสั้น

ตอนนั้นเราอยู่สูงจากพื้นเพียงไม่ถึงสามสิบฟุตด้านล่างมีหลังคากับต้นไม้เป็นสิ่งรองรับเพียงอย่างเดียว ทางเลือกของฉันมีเพียงสองทาง
คือยอมอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ร่วงลงไปโหม่งพื้นโลกหรือเลือกโดดลงไปเสี่ยงดวงเอาข้างล่างฉันต้องรีบตัดสินใจเดี๋ยวนี้ไม่มีวันหลัง

เพี้ยว!!

“RPG!!!”

ตูม!!



-------------------------------



ฉันฟื้นขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางกองซากปรักหักพังที่กระจายอยู่เต็มพื้นทั้งเศษไม้ปลอกกระสุนและกองไฟอีกนิดหน่อยรายล้อมอยู่รอบตัวของฉัน
และยังมีซากเฮลิคอปเตอร์ที่โดนยิงจนร่วงมาตกอยู่ข้างๆฉันเป็นของแถมอีก ตอนนี้ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงบ้างเท่าที่รู้คือรอบตัวฉันมีการยิงกันอย่างหนักหน่วง
ระหว่างเจ้าหน้าที่หน่วย SAS MI6 กับพวกข้าศึกที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่

ทั้งสองฝ่ายกำลังยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือดต่างฝ่ายต่างค่อยๆทยอยร่วงตายกันไปทีล่ะคนฉันได้แต่นอนอยู่ตรงนั้นขณะที่เสียงกระสุนและเสียงเอะอะทั้งหลายกลาย
เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญสำหรับฉัน

“ทาลันทูล่า! รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้าพวกมันอยู่ทั่วไปหมดตรงนี้ไม่ปลอดภัยนะ!” หลังจากนั้นช่วงที่ฉันกำลังพยุงตัวให้ลุกขึ้นมาอีวิลที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตอนไหน
ก็ตะโกนโหวกเหวกเข้ามาใกล้ๆฉันและยิงต่อสู้กับพวกข้าศึกไปด้วย

ฉันรีบพยุงตัวลุกขึ้นมาให้เร็วที่สุดพร้อมทั้งคว้าปืนและหาจุดซุ่มไปด้วยยังไงเสียตอนนี้ฉันยังไม่ปลอดภัยแถมยังอยู่ในระหว่างการรบอีกด้วย
ในดงกระสุนแบบนี้เราบอกไม่ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ฉันรีบวิ่งเข้าไปหลบที่แถวๆกำแพงของบ้านแถวๆนั้นเท่าที่ดูพวกเราดันมาเครื่องตกเอาที่แถวๆเขตชุมชนพอดีสังเกตจากการที่มีชาวบ้านจำนวนมากกำลังหลบอยู่ใกล้ๆ
และกำลังหมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ท่าทางการเอาชีวิตรอดจะไม่ใช่เรื่องเดียวที่เราต้องเป็นห่วงซะแล้ว พวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายเราบางส่วน
ก็กำลังวุ่นอยู่กับการอพยพชาวบ้านและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากเขตสู้รบให้มากที่สุดแต่การทำงานก็เต็มไปด้วยความยากลำบากทุลักทุเลเป็นที่สุด

“เราต้องการคนเข้าไปคุมปืน .50ยิงหน่วงพวกมันเอาไว้ใครก็ได้รีบไปเร็วเข้า!!”

“ผมไปเอง! ทาลันทูล่าคุ้มกันด้วย!” อีวิลตะโกนบอกฉันก่อนจะรีบวิ่งฝ่าดงกระสุนเข้าไปที่รถกระบะเพื่อไปควบคุมปืนกลหนักยิงสนับสนุนพวกเรา
งานก็เลยงอกถึงฉันอย่างช่วยไม่ได้

และฝ่ายศัตรูเองก็เห็นว่าอีวิลกำลังวิ่งออกไปเลยระดมยิงไปที่เขาเป็นการใหญ่ฉันรีบยกปืนเล็งสูดหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือกและ...

ปัง! ปัง! ปัง!

ฉันลั่นกระสุนออกไปสามนัดสามศพอย่างแม่นยำโดยเลือกคนที่อยู่ใกล้ที่สุดหรืออันตรายที่สุดก่อนแต่ก็ได้แค่สามนัดเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นไม่นาน
พวกข้าศึกก็เจอตัวฉันและระดมยิงเข้าใส่ตัวฉันเป็นการใหญ่ปืนที่ฉันเอามาด้วยคงไม่เหมาะกับการรบกับศัตรูจำนวนมากขนาดนี้ซะเท่าไหร่
แถมไรเฟิลระบบโวลต์แอ็กชั่นก็ช้าเกินไปไม่เหมาะกับการสู้ในสถานการณ์ที่มีการรบกันไม่เกินร้อยเมตรแบบนี้ด้วย

ปืนส่วนใหญ่ก็เล็งมาทางฉันเกือบหมดเสียงกระสุนกระทบกับกำแพงดังลั่นเสียจนหูแทบดับไม่ใช่แค่ปืนแต่ยังมีทั้ง RPG ระเบิดมือที่ระดมยิงเข้ามาทางนี้
แบบกะไม่ให้หายใจสักวินาทีเดียวตอนนี้ฉันกำลังตกกอยู่ในสถานการณ์คับขันไม่รู้ว่าจะพลาดท่าเอาเมื่อไหร่แถมนตอนนี้ฉันก็คิดอะไรไม่ออกเสียด้วยสิ
ทำได้แค่งัดเอาปืนพกที่มีอยู่เพียงกระบอกเดียวออกมาใช้ยิงแก้ขัดไปก่อนเท่านั้น

“มันมีกำลังมาเสริม! พวกเราต้องถอยกลับไปตั้งหลักก่อนเร็วเข้า!” เจ้าหน้าที่ MI6 คนหนึ่งให้สัญญาณพวกเราถอยหลังจากที่เห็นพวกศัตรูยกพลมาเสริม
อีกหนึ่งกองร้อยไม่รู้ว่าพวกนั้นไปเอาคนมากมายขนาดนี้มาจากไหนกันแบบนี้ถ้าไม่ถอยก็คงไม่ได้แล้วสิ

“เดี๋ยวก่อน! ทาลันทูล่าล่ะจะทิ้งเธอไว้ไม่ได้นะ”

“ไม่มีเวลาแล้วเราต้องถอยเดี๋ยวนี้!”

บ้าชัดๆ! นี่ฉันต้องถูกทิ้งอีกแล้วงั้นเหรอทำไมกัน... ที่ผ่านมาฉันต้องถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังตลอดไม่มีใครที่คิดจะช่วยฉันเลย
หรือเป็นเพราะการที่ฉันเหมาะกับงานสายลับมากกว่า การล่อลวง การสร้างภาพมายา สิ่งที่ฉันถนัดที่สุดมากกว่าการเป็นพลแม่นปืนประจำหน่วยทหาร
ฉันไม่อยากคิดถึงงานแบบนั้นเลยแต่ไม่รู้ทำไมกันสถานการณ์กลับเป็นอย่างนี้ไปซะทุกครั้งหรือนี่จะเป็นคำสาปที่ฉันโดนในชาตินี้
สาเหตุที่ทำให้ฉันต้องถูกเรียกว่า ‘ทาลันทูล่า’ หรือแมงมุมพิษกัน

ถึงจะบ่นไปมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงฉันทำได้แค่สองทางเท่านั้นนั่นคือประคองชีวิตที่เหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆนี่ต่อไปหรือยอมตายๆไปซะ
เพื่อให้หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้ไปซะที

“ชิ... ช่วยไม่ได้” ฉันโหลดกระสุนชุดถัดไปเข้ารังเพลิงก่อนจะลุยต่ออีกรอบ

ฉันโผล่อออกไปจากที่กำบังและลั่นกระสุนใส่พวกมันจนร่วงไปคนหนึ่งแต่แล้ว...

ตูม!!

ฉับพลันก็มีการระเบิดอย่างรุนแรงตรงจุดที่ฉันอยู่เพียงไม่กี่เมตรตรงหน้าของฉันเลยเศษสะเก็ดระเบิดบางส่วนมาโดนร่างฉันเข้าอย่างจัง
ร่างของฉันกระเด็นออกไปตามแรงระเบิดแม้จะไม่โดนส่วนสำคัญแต่ฉันก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี สติของฉันเริ่มพร่ามัวอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆมืดดับลง



-------



ผัวะ!!

“เฮ้ยตื่นได้แล้วนังหนู!!”
ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับกำปั้นหนักๆของใครบางคนซัดเข้าที่ใบหน้าของฉันอย่างจัง ฉันฟื้นขึ้นมาพบว่าตอนนี้กำลังถูกขังอยู่ในที่ไหนสักที่หนึ่ง
ดูคล้ายจะเป็นบ้านร้างแถมยังโดนมัดติดกับเก้าอี้จนขยับไปไหนไม่ได้อีกต่างหาก ไม่รู้ว่าฉันสลบไปนานแค่ไหนแต่ที่แน่ๆคงจะนานมากทีเดียว
สังเกตจากเงามืดรอบๆตัวมีแสงส่องเข้ามาน้อยมากเป็นไปได้ว่าฉันอาจจะสลบไปนานหลายชั่วโมงหรืออาจจะเป็นวันเลยก็ได้ รอบตัวฉันยังมีกลุ่มโจรกบฏ
จำนวนหนึ่งกำลังเล็งปืนมาทางฉัน ท่าทางคราวนี้ฉันจะตกเป็นเชลยจริงๆซะแล้ว... ซวยชะมัด!

“ใครส่งแกมาตอบมาซะนังหนู พวกอเมริกัน พวกยุโรปหรือพวกรัสเซียกันแน่” หนึ่งในพวกมันตวาดถามฉัน ซึ่งเอาเข้าจริงๆตอนนี้
ฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องห่าเห่วที่ออกมาจากปากเน่าๆของมันหรอกเพราะไอ้กำปั้นที่กระแทกหัวฉันเมื่อกี้นี้ทำเอาประสาทรับเสียงของฉันไม่ทำงานไปกว่าครึ่งแล้ว

“ฉันไม่มีเรื่องจะบอกอะไรกับพวกแกทั้งนั้น... ไอ้พวกแมลงสาบ!”

ผัวะ!!

ไม่ทันขาดคำหน้าแข็งยาวๆของมันก็ลอยเข้ามากระแทกตรงก้านคอฉันพอดี ร่างของฉันกระเด็นออกไปด้านข้างพร้อมกับเก้าอี้ที่ถูกมัดติดกับตัว
ในใจของฉันตอนนี้อยากจะฆ่าพวกมันทุกคนด้วยมือของฉัน แต่ดันติดที่ว่าตอนนี้มือโดนมัดอยู่ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้พวกนี้จะเป็นใครหรือใหญ่มาจากไหน
แต่รู้ไว้ว่าเก่งได้เก่งไป ทีใครทีมันและหนี้สินค่อยเคลียร์กันทีหลัง

“ปากดีแบบนี้พวกอเมริกันแหงๆเลยว่ะ ฉันเกลียดไอ้พวกมะกันที่สุด...”

“ก็ดี... ฉันก็เกลียดเหมือนกัน... แต่ที่เกลียดยิ่งกว่าคือนังกะหรี่แม่แกไง ไอ้ลูกกะหรี่!!”

เพียะ!!

ฝ่ามือกว้างขนาดเท่าจานใบเล็กของมันหวดลงมาที่หน้าฉันจนตอนนี้รู้สึกว่าหน้ามันร้อนฉ่าไปหมด กลิ่นและรสชาติของเลือดเต็มปากฉันจนแทบไม่รู้สึกอะไรอีก
จะยังไงก็ช่างถ้าวันนี้ต้องตายฉันก็ไม่เสียดายอะไรนักหรอกถ้าก่อนตายได้กวนประสาทพวกมันแบบนี้

“ปากดีนักนะนังหน้าหวาน! ท่าทางจะชอบไม้แข็ง เฮ้ย! แกเอาไอ้เขี้ยวมานี่!”

มันตะโกนพูดถึงอะไรบางอย่างที่มีชื่อว่า ‘ไอ้เขี้ยว’ ทันทีหลังกระทืบฉันเสร็จก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่คงไม่ใช่อะไรที่น่ารักน่ากอดแน่นอน
ฉันพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการบ้าๆนี่แต่ก็ไร้ประโยชน์ไอ้เชือกบ้านี่ก็พันซะหนาเชียว ในขณะที่ฉันกำลังดิ้นสิ่งที่พวกมันกำลังจะเอาเข้ามาในห้องก็เริ่มแผดเสียงคำราม

โฮก!!

ไอ้เสียงคำรามนั่นมันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเอามากๆฉันรู้ว่าไอ้เสียงนั่นคืออะไร มันเป็นเสียงเดียวกันกับตอนที่ฉันไปสวนสัตว์กับพ่อและแม่เมื่อครั้งยังเด็ก
แค่หน้าตาของมันก็ทำเอาใครหลายๆคนกลัวไปตามๆกันมันถูกกล่าวกันว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในโลก ความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ในพงไพรของอินเดียและมันก็คือ...

“บ้าจริง เสือโคร่งเบงกอล!!”

ฉันตะโกนลั่นหลังจากที่ได้เห็นร่างมหึมาของมันกำลังถูกชายฉกรรจ์กว่าสิบคนดึงกรงของมันเข้ามาในห้องที่ฉันอยู่ มันส่งเสียงคำรามลั่น
ระหว่างที่กำลังใช้เท้าหน้าที่เรียงรายไปด้วยกงเล็บคมกริบของมันฟาดใส่ลูกกรงหวังจะออกมาให้ได้ ระหว่างที่ฉันกำลังมองเข้าไปในกรง
ไอ้ยักษ์สมองนิ่มก็เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับดึงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อของมัน

“ท่าทางไอ้เขี้ยวจะชอบแกนะ มันไม่ได้กินอะไรมาเป็นอาทิตย์แล้ว เหยื่อรายก่อนกว่าจะตายก็เล่นเอาซะเกือบเช้า ฉันเองก็ไม่ใช่คนใจดำอะไรหรอกนะ
เพราะงั้นฉันจะให้โอกาสแก”

เคร้ง!

มันโยนมีดเล่มหนึ่งตรงหน้าฉัน มันแป็นมีดทำครัวเล่มเล็กๆมีสนิมเกาะสภาพผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน มีรอยบิ่นทั่วทั้งใบสภาพไม่ต่างอะไรกับเศษขยะ
ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ที่มันบอกว่าไม่ใช่ใจดำนี่คงกะพูดประชดฉันแหงๆ เมตตางั้นเหรอ... เก็บคำนี้เอาไว้ใช้ในนรกเหอะว่ะ!

และความคิดของฉันก็ต้องสะดุดลงเมื่อประตูกรงค่อยๆเลื่อนเปิดอย่างช้าๆพร้อมกับเสียงกระแทกโครมครามที่เกิดจากไอ้เสือบ้าตัวนั้น
ท่าทางของมันเหมือนอยากจะกินฉันเป็นอาหารเย็นให้ได้ซะอย่างนั้นล่ะ มีดทื่อๆขึ้นสนิมในมือกระชับแน่นในมือของฉัน กลิ่นสาบสางและกลิ่นคาวเลือด
ที่เกิดจากเหยื่อรายก่อนๆลอยมากระทบปลายจมูกจนแทบอยากจะอ้วก

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหนฉันจะไม่ยอมตายโดยที่ไม่ได้ทำอะไรแน่ไอ้ตัวร้ายกระแทกกรงอย่างต่อเนื่องหวังจะให้มันเปิดเร็วๆจนกระทั่ง
มันแง้มออกได้มากพอสมควร


มากพอที่จะทำให้มันหลุดออกมาจากกรง...

โฮก!!

ไอ้แมวยักษ์พุ่งกระโจนออกมาจากกรงอย่างรวดเร็ว เข้าหาฉันแบบตรงๆเสียงคำรามของมันเกือบจะทำให้หัวใจฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ฉันรีบม้วนตัวหลบออกด้านข้างหลบคมเขี้ยวของมันไปได้แบบหวุดหวิดมันหันกลับมาทางฉันแยกเขี้ยวพร้อมตั้งท่ารอเอาไว้
สายตาของมันจ้องมองมาทางฉันมันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความดุร้ายกระหายเลือด เจ้าเสือตัวนี้คงจะผ่านอะไรมามากสังเกตได้จากบาดแผลฉกรรจ์มากมาย
ที่ประดับอยู่ทั่วร่างของมัน

ว่ากันว่าเมื่อสัตว์ป่าถูกขังเอาไว้ ถูกทรมาน ถูกกดดันอย่างหนัก สัญชาติญาณดิบของมันจะปรากฏขึ้นเป็นกลไกตามธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะทำงานทันที
เพื่อเอาตัวรอดก็คงไม่ต่างอะไรกับที่ฉันทำอยู่มากนักฉันพยายามเต็มที่เพื่อจะดิ้นรนและเอาตัวรอด สายตาของมันและฉันจึงมีสิ่งที่เหมือนกันนั่นคือ
ความพร้อมที่จะฆ่าอีกฝ่ายเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

ซึ่งเจ้าเสือตัวนี้ก็ไล่ล่าฉันอย่างไม่ลดละมันพุ่งเข้ากระโจนใส่ฉันหลายต่อหลายครั้งจนเกือบทำให้ฉันพลาดท่ากับความดุร้ายของมัน
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนของมันทำให้หัวใจฉันเต้นระรัวจนแทบหยุดไม่ได้

ทว่าความดุร้ายก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในโลกใบนี้...

“เข้ามาสิ เข้ามาเลย!!” ฉันจับมีดในมือเอาไว้แน่นก่อนจะตั้งท่ารอพร้อมตะโกนสุดเสียงท้าทายมันให้เข้ามาหา ไหนๆการหนีก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอยู่แล้ว
ฉะนั้นขอเลือกสู้กับมันเสียยังจะดีกว่าแถมฉันเองก็คิดวิธีที่จะจัดการมันออกแล้วด้วย

และก็เป็นตามคาดเมื่อเสือเห็นเหยื่ออยู่นิ่งกับที่มันก็ไม่ลังเลที่จะกระโจนเข้าใส่ ฉันสูดลมหายใจเข้าเพื่อตั้งสติก่อนจะหลบเข้าด้านข้างเล็งกะจังหวะดีๆและหลังจากนั้น...

ฉัวะ!!

โฮก!!

ช่วงที่ฉันหลบออกด้านข้างมีดเล่มเก่าๆที่อยู่ในมือของฉันก็พุ่งเข้าเสียบตรงเบ้าตาข้างหนึ่งของมันอย่างแม่นยำสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือเสียงคำรามโหยหวน
อย่างเจ็บปวดของมัน มีดเล่มนั้นแทงทะลุเบ้าตาไปกว่าครึ่งด้ามก่อนจะติดอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน มันพยายามเอาอุ้งเท้าหน้าที่ตอนนี้
อาบไปด้วยเลือดสีแดงข้นๆของมันดึงมีดออกแต่ก็ทำไม่ได้เพราะฉันแทงเข้าไปลึกมากจนมันเอาออกเองไม่ได้ มันจึงใช้สายตาอำมหิตอีกข้างที่เหลืออยู่ของมัน
มองมาทางฉันอย่างโกรธแค้น

และมันก็ไม่รีรอที่จะพุ่งเข้าหาฉันเพื่อแก้แค้นถึงตอนนี้ความเจ็บปวดกำลังแล่นผ่านประสาททั่วทั้งร่างก็ตาม แต่ความโกรธของมันก็ชักนำให้มันทำสิ่งนี้
โดยไม่คิดหน้าคิดหลังมันพุ่งกระโจนเข้ามา หมายจะขย้ำฉันให้จมเขี้ยว ซึ่งฉันเองก็รอโอกาสนี้อยู่ ฉันรีบกลิ้งตัวหลบการโจมตีของมันและหลังจากนั้น...

โครม!!

ร่างมหึมาของมันกระแทกเข้ากับกำแพงของหัวอย่างแรงจนเกิดรอยแต่เล็กๆบนผนัง ร่างของเจ้าเสือเบงกอลตัวเป้งท่าทางดุร้ายตอนนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
สาเหตุมาจากการที่โดนมีดทื่อๆสนิมเขรอะเล่มนั้นแท่งทะลุเข้ากะโหลกจนมิดด้าม ร่างใหญ่ยักษ์ที่เคยน่าเกรงขามตอนนี้ลงไปนอนกองกับพื้นแน่นิ่งไปอย่างถาวร

ฉันนั่งลงเอาหลังชนผนังพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ร่างของฉันในเวลานี้เต็มไปด้วยเลือดและคราบฝุ่นเกาะมอมแมมไปทั้งตัว
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเหนื่อยและหวาดกลัวได้ถึงขนาดนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงตายตั้งแต่ไอ้เสือตัวนี้หลุดออกมาแล้วแต่อย่างว่ารัฐบาลหมดไปเยอะ
ในการฝึกฉันให้ตายไม่เป็นเพราะงั้นฉันถึงยังมีชีวิตอยู่

ไม่นานหลังจากนั้นพวกที่ดูอยู่ด้านบนก็ส่งเสียงโวยวายออกมาเป็นภาษาสารพัดแบบที่ฉันเองก็ฟังไม่ออก แต่ที่พอรู้ก็คือน้ำเสียงของพวกมันไม่พอใจอย่างแรงทีเดียว
ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นหัวหน้าของไอ้พวกระยำนี่ก็ลงมาข้างล่างด้วยสายตาที่เคียดแค้นฉันจากก้นบึ้งของหัวใจพร้อมมีดอีโต้ในมืออีกเล่มหนึ่ง

“แกฆ่าไอ้เขี้ยวของฉัน!!”

“แกจะไปสนมันทำไม... ก็แค่แมวบ้าตัวหนึ่งเท่านั้นล่ะ...” ฉันฝืนยิ้มพลางตอบมันไปอย่างไม่เกรงว่ามันจะทำอะไรกับฉัน

พอได้ยินแบบนั้นมันก็โกรธจัดรีบสั่งลูกน้องอีกสองคนให้ยกตัวฉันขึ้นมาก่อนจะซ้อมฉันอีกชุดหนึ่ง ตอนนี้ในหัวฉันมันแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
อาการปวดไมเกรนตุ้บๆมันเริ่มหายไปเกือบหมดมีเพียงแค่กลิ่นและรสชาติของเลือดชุ่มเต็มปากของฉันไปหมด สายตาของฉันพร่ามัวจนมองอะไรไม่ค่อยชัด
แต่ที่พอจะเห็นในตอนนี้คือ หัวหน้าของพวกมันกำลังง้างมีดสุดแขนเตรียมจะบั่นหัวฉันให้ขาดออกจากร่าง มีดนั่นกำลังเคลื่อนเข้าหาคอฉันด้วยความเร็วสูง
แต่น่าแปลกที่ฉันกลับเห็นมีดกำลังเคลื่อนเข้ามาแบบช้าๆหรือว่าเป็นเพราะใกล้ตายฉันจึงสามารถเห็นความตายได้แบบถนัดชัดเจน
และดูท่าคราวนี้คงจะถึงคราวของฉันแล้วสินะ...

ตูม!!

“เกิดอะไรวะพวกแก!!” ไอ้หน้าบากถืออีโต้ถามพวกลูกน้องหลังจากมีการระเบิดขึ้นใกล้ๆกับโกดังแห่งนี้

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีการระเบิดตูมตามดังสนั่นขึ้นอีกนับหลายสิบลูกแถมยังอยู่ใกล้มากๆบางลูกระเบิดห่างจากฉันไปแค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น
ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรอกนะแต่มันก็คือโอกาสของฉัน ทันทีที่เกิดการระเบิดขึ้นฉันรีบออกแรงเตะพวกลูกกระจ๊อกที่จับตัวฉันอยู่ออกไปในทันที
เป็นเวลาเดียวกับที่มีระเบิดอีกสองสามลูกลอยมาตกใกล้ๆแถวนั้นพอดี อย่างที่คิดร่างของพวกลูกกระจ๊อกโดนแรงระเบิดป่นร่างจนละเอียดเป็นชิ้นๆ
ส่วนหัวหน้าของพวกมันก็อาศัยจังหวะนี้หนีออกไป ฉันรีบลุกขึ้นก่อนจะหยิบมีดที่มันทิ้งเอาไว้ไล่ตามมันไป

ท่าทางเหมือนมีใครบางคนระดมยิงระเบิดใส่ฐานของเจ้าพวกนี้ได้ถูกจังหวะพอดี ฉันวิ่งไล่ตามไอ้หน้าบากขณะที่มีระเบิดถล่มลงมาอยู่เนื่องๆ
การต้องวิ่งไล่ตามเป้าหมายทั้งๆที่ต้องหลบระเบิดกันให้วุ่นนี่มันเป็นงานที่เหนื่อยและลำบากเอามากๆมีหลายครั้งที่ฉันเกือบจะสะดุดล้มหัวฟาดพื้น
หรือโดนสะเก็ดระเบิดฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ส่วนข้างนอกเองก็มีเสียงปืนเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว คงมีใครฉวยโอกาสจู่โจมพวกนี้ตอนไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ดี
เพราะมันจะได้กลบเสียงของสิ่งที่ฉันกำลังจะทำต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

มันวิ่งหนีขึ้นไปที่ชั้นสองซึ่งไม่มีใครจะว่างมาสนใจฉันเพราะต้องรับมือกับผู้บุกรุกแปลกหน้าบางกลุ่มที่กำลังไล่ถล่มทั้งฐานเสียวินาศสันตะโรอยู่ ณ ขณะนี้
มันพุ่งเข้าไปในห้องก่อนจะรีบปิดประตูอย่างรวดเร็วแต่กับแค่ประตูไม้บานเก่าๆที่มีรอยปลวกแทะจนผุพังย่อมไม่ใช่อะไรที่จะขวางฉันได้อย่างแน่นอน
ฉันพุ่งเข้าไปและถีบไอ้ซากปลวกแทะที่ขวางทางจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงก่อนจะบุกเข้าห้องโดยไม่ลังเลอะไรมากนัก

“แกพลาดแล้วนังหน้าโง่!!” เสียงของไอ้หน้าบากดังขึ้นพร้อมกับเสียงขยับปืนออกมาต้อนรับทันทีที่ฉันเหยียบเข้าไปในห้อง

ที่ฉันเห็นในห้องนั้นก็คือลูกสมุนพร้อมอาวุธครบมือจำนวนสามคนกำลังเล็งปืนทั้งหมดมาทางฉัน สีหน้าของพวกมันเหมือนกับว่าตัวเอง
กำลังถือไพ่เหนือกว่าฉันเสียอย่างนั้นล่ะ ก็คงใช่ถ้ามันเห็นว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่เลือดท่วมตัวแถมยังถือมีดเป็นอาวุธเพียงแค่เล่มเดียว
พวกมันไม่คิดจะเก็บฉันเอาไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามมันยกปืนขึ้นเล็กมาทางฉันพร้อมกับเหนี่ยวไกปืน...


ก่อนหน้านั้นสิบนาที


(โอลิเวอร์ ‘อีวิล’ บีเวอร์)


หลังจากนั้นราวๆสิบเอ็ดชั่วโมงหลังจากถูกลอบโจมตีโดยกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายเราได้ขาดการติดต่อกับทาลันทูล่าไปหลังจากนั้น
ผมภาวนาว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง หน่วยข่าวของของอังกฤษได้ให้ข้อมูลมาว่าในพื้นที่นั้นมีเซฟเฮาส์ของกลุ่มกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า
‘The Claw’ อยู่ ผมเดาว่าทาลันทูล่าคงถูกจับตัวไปโดยไอ้พวกนี้แน่ๆเพราะอย่างนั้นผมจึงได้พาพรรคพวกและกลุ่มทหารอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยในการบุกครั้งนี้ด้วย

“ยืนยันทุกระบบพร้อมทำงาน เราพบข้าศึกจำนวนมากอยู่ในฐานที่มั่น สิทธิขาดทั้งหมดอยู่ที่คุณแล้วครับ”

“บุกได้ทันทีผู้หมวดผมกับทีมจะลอบเข้าไปคอยคุ้มกันพวกเราตอนขากลับด้วย” ผมออกคำสั่งกับผู้หมวดก่อนจะเริ่มภารกิจลอบเร้นเข้าไปในรังของข้าศึก

พวกทหารที่ตามเรามาเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยปืนครก ระเบิดและจรวดทั้งหมดที่ขนมาด้วยในทันที ภารกิจนี้จริงๆแล้วมีไว้เพื่อให้พวกเรา
ลอบเข้าไปในฐานที่มั่นของข้าศึกส่วนพวกทหารที่เราเรียกมาเสริมจะคอยโจมตีดึงความสนใจของพวกข้าศึกออกจากพวกเราและมันก็ได้ผลดีทีเดียว
กองกำลังส่วนใหญ่ของพวกมันเริ่มหันไปโจมตีกลุ่มทหารของเรา นั่นคงซื้อเวลาได้สักพักระหว่างที่เราทำภารกิจเพื่อตามหาทาลันทูล่าที่อาจจะถูกจับมาขังไว้ที่นี่

พวกเราแอบลอบเข้ามาในฐานได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นพวกนั้นกำลังยุ่งกับการโจมตีกองกำลังของพวกเรา ภายในอาคารเก่าๆแห่งนี้เหมาะมาก
สำหรับที่จะใช้ซ่อนอะไรก็ตามที่สำคัญมากๆ ซึ่งก็อาจจะหมายถึงเชลยศึกอย่างทาลันทูล่าด้วย การปฏิบัติการครั้งนี้ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร
เราอยู่กลางดงข้าศึกแถมยังมีการยิงสนับสนุนด้วยปืนครกและระเบิดอีกสารพัดอย่างมีความเสี่ยงสูงมากที่เราจะโดนลูกหลงไปด้วย

“ข้าศึกที่สิบสองนาฬิกา!!” ทันใดนั้นสิ่งที่เราไม่หวังจากเจอก็ปรากฏขึ้น ฮีธตะโกนลั่นหลังจากเจอเข้ากับข้าศึกอีกกลุ่มใหญ่ที่โผล่เข้ามาขวางทางพวกเราเอาไว้
ผมและทีมจึงต้องรีบหาที่หลบและยิงสกัดพวกมันโดยไว

เนื่องจากพื้นที่แถวนี้แคบมากเลยทำให้พวกเราหลบกระสุนกันได้อย่างยากลำบาก ผมกับกริซลูกทีมอีกคนเลยต้องเข้ามาหลบในห้องน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งมันก็ไม่ใช่ที่ๆดีซะเลย ห้องน้ำที่มีกลิ่นเน่าเหม็นไม่ต่างอะไรกับซากสัตว์ตายดูจะไม่ใช่ที่หลบภัยจากคมกระสุนแม้แต่นิดเดียวซึ่งผมก็เลือกไม่ได้
ทางเดียวที่ทำได้คือเก็บไอ้พวกเปรตนี่ให้หมด

“ยิงสวนเข้าไประวังด้วย อ๊ะ!! เดี๋ยวนั่นทาลันทูล่านี่!!” ผมตะโกนบอกคนอื่นๆหลังจากที่เห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งตามใครบางคนไป
แม้จะเห็นเพียงแค่แว๊บเดียวแต่ผมก็จำได้ว่าเป็นทาลันทูล่าไม่ผิดแน่ ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมต้องรีบตามเธอไปให้เร็วที่สุดก่อนจะมีอะไรเกิดขึ้น

ผมส่งสัญญาณให้ลูกทีมเตรียมพร้อมก่อนจะดึงสลักระเบิดแสงแล้วโยนมันไปทางกลุ่มของข้าศึกที่ขวางทางอยู่

ตูม!!

เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวมาพร้อมกับแสงสว่างจ้าจนแทบทำให้ตาบอดไปชั่วขณะ ผมกับลูกทีมตัดสินใจใช้โอกาสนี้เข้าถล่มพวกมันในทันที
พวกเราทุกคนใช้ความรวดเร็วทั้งหมดจัดการกับข้าศึกก่อนจะรีบวิ่งตามทาลันทูล่าไป เท่าที่ดูเธอคงจะวิ่งตามใครบางคนขึ้นไปบนชั้นสองนั่นคงหาได้ไม่ยากนัก
ทว่าสิ่งที่ผมเจอหลังจากนั้นคือเสียงปืนจำนวนมากถูกยิงขึ้นมาจากชั้นสอง ผมสังหรณ์ใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้เลยรีบวิ่งตามขึ้นไปข้างบนแต่ว่า

ตูม!!

ฉับพลันนั้นเองกระสุนปืนครกที่ยิงสนับสนุนพวกเราก็พุ่งหลาวลงมาที่จุดข้างๆห่างจากผมไปไม่กี่สิบฟุต ผนังผุกร่อนของอาคารระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
ถ้าใกล้กว่านี้อีกนิดพวกเราคงเละเป็นเศษเนื้อไปแล้ว ผมต้องรีบหยุดการยิงปืนครกก่อนที่เราจะโดนลูกหลงตายกันทั้งทีม

“ผู้หมวดยกเลิกการยิงปืนครกด่วน! เป้าหมายอยู่ที่นี่ ย้ำยกเลิกด่วน!!”

สักพักเมื่อการยิงปืนครกหยุดไปผมกับพรรคพวกก็รีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองและข้างหน้ามีห้องอยู่ตรงหัวมุมทางเดินประตูถูกพังแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ผมรีบวิ่งนำไปที่ห้องนั้นอย่างมั่นใจและภาวนาว่าขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับทาลันทูล่า ผมวิ่งเข้าไปในห้องและก็ต้องชะงักกับสิ่งที่ได้เห็นหลังจากนั้น

“แกทำงานให้ใครบอกมา! บอกชื่อมันมา!!”

และที่ผมเห็นหลังเหยียบเท้าเข้าไปในห้องก็คือเลือดจำนวนมากที่เปรอะเปื้อนสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งห้องจนแยกไม่ออกว่าเป็นเลือดของใคร
ส่วนเจ้าของเลือดก็กำลังนอนนิ่งไร้วิญญาณกองเป็นเศษเนื้ออยู่บนพื้นด้วยฝีมือของทาลันทูล่าที่ตอนนี้ทั้งร่างกำลังอาบท่วมเต็มไปด้วยเลือด
ในมือข้างขวาถือมีดเล่มหนึ่งที่น่าจะเป็นอาวุธใช้เชือดพวกลูกสมุนจนเละอย่างที่เห็น

ส่วนคนที่คาดว่าเป็นหัวหน้าตอนนี้กำลังโดนเธอซ้อมชุดใหญ่จนสภาพดูไม่ได้ ทาลันทูล่าเหวียงหมัดเข้าใส่หน้าของมันแบบไม่ปราณี
ขณะที่ตวาดถามหาชื่อของตัวการอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งมันก็ยังคงปากแข็งปล่อยให้ทาลันทูล่าซ้อมรีดข้อมูลต่อไปซึ่งพวกเราก็ไม่คิดจะห้ามหรอกโดยเฉพาะผม

เรื่องแบบนี้มัน... น่าสนุกดีนี่นา

“พูดเดี๋ยวนี้! บอกมาเดี๋ยวนี้!! พวกแกทำระเบิดถล่มแอลเอ พวกแกขายให้ใครบอกมา!!”

ฉัวะ!!

คราวนี้ทาลันทูล่าไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร เธอแทงมีดเข้าที่ขาของมันจนทะลุจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง เสียงร้อยโหยหวนแสบแก้วหูไม่ต่างอะไรกับหมูโดนน้ำร้อน
ดังลั่นจนแทบจะกลบเสียงยิงต่อสู้ที่ดังกระหน่ำอยู่เบื้องนอกได้โดยไม่ยาก ทาลันทูล่าค่อยๆบิดมีดเปิดปากแผลให้ใหญ่ขึ้นอยู่ช้าๆ พร้อมทั้งสร้างความเจ็บปวดให้
เพิ่มทวีคูณขึ้นเช่นเดียวกัน แววตาของทาลันทูล่าที่ผมเห็นบัดนี้ไม่ใช่แววตาของคนที่นิ่งเงียบอย่างที่เคยอีกต่อไป แต่มันเป็นแววตาของคนที่กำลังเดือดสุดขีด
และความเจ็บปวดนั้นก็ทลายทุกอย่างของมันจนหมดจากคนปากแข็งก็ได้กลายเป็นคนปากสว่างในทันที

“ยะ... ยอมแล้วได้โปรด... ยอมแล้ว!!”

“งั้นบอกชื่อมา!!” ทาลันทูล่าพูดเค้นเสียงพลางยื่นหูไปใกล้ๆปากของมัน หัวหน้ากลุ่มกบฏดวงซวยกระซิบบอกเสียงสั่นด้วยความเจ็บและกลัวในเวลาเดียวกัน

เมื่อได้ยินชื่อตามต้องการแล้วทาลันทูล่าก็ออกแรงดึงมีดออกจากขามันก่อนจะง้างหมัดชกหน้าเต็มแรงจนมันสลบเหมือดคาที่
เธอหันมาทางผมก่อนจะยื่นมีดที่เธอใช้อยู่ให้กับผม

“ตกลงใครกันแน่ทาลันทูล่า...” ผมเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย เธอเงียบไปหลังจากได้รู้ชื่อของคนที่อยู่เบื้องหลัง

“แมคคัลเลนต์... นายพล โรนัลด์ แม็คคัลเลนต์...”




--------------------------------


สำหรับครังนี้ไม่มีถามครับแต่ให้เจ้าของตัวละครออกมารายงานตัวว่ายังอยู่ไหม (ผมหายไปนานคงจะลืมกันไปบ้างล่ะ)

ให้เวลารายงานตัวหนึ่งเดือนนะครับ วันนี้ของเดือนหน้าใครไม่มารายงานตัวก็เตรียมเจอ 'เรื่องเซอร์ไพรซ์' ได้เลยครับ

เอาล่ะสำหรับวันนี้ขอตัวก่อน เจอกันตอนหน้าครับ!!!
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 298

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 24 พ.ย. 2015, 21:34

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Come back!!

ท่านเพรชกลับมาแล้ว!!!! ต้องขอย้อนกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 25 พ.ย. 2015, 18:11

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Come back!!

พี่เพรชกลับมาแว้ววว ยินดีต้อนรับกลับมานะคะ! //จุดพลุฉลอง! :e7

ต้องขอทำการอ่านตั้งแต่เริ่มต้นกันอีกรอบแว้วว
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 366

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 25 พ.ย. 2015, 23:24

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Come back!!

Come back is real!!!!!!!!!!!!!!!!! #กลับไปนั่งอ่านตอนแรกแบบชาวบ้านเขาบ้าง
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

ENTURISMXT

Zombie
Zombie

โพสต์: 1

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2015, 20:31

โพสต์ 31 ธ.ค. 2015, 20:37

Re: We are Soldier : สงครามสหายร่วมรบ Come back!!

เจ้าของทารันทูร่ารายงานตัวครับผม (บัญชีใหม่นะครับ บัญชีเก่าลืมหมดแล้ว 55) :e3
ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่าตัวละครตัวเองจะเก่งขนาดนี้ ซัดทั้งเสือทั้งคนเลย
มีเวลาว่างพอดีเลยเข้ามาเช็ค รายงานตัวตอนนี้ทันป่ะหนอ 55555
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน