ผู้สนับสนุน :
Mai Gadget จำหน่ายอุปกรณ์เสริม Xiaomi

Island Frenzy 2 : Phuket Island : Chapter 53 อัพ! [14/1/60]

<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 07 เม.ย. 2016, 20:15

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.43 อัพ![31/3/5

Chapter 44 : What’s the truth beyond ครึ่งแรก

ทางด้านนิกซ์ บริเวณโขดหินตามทางเดิน
18:42น.


หลังจากความวุ่นวายและการแกล้งกันอย่างสนุกสนานจนตัวเองนั้นต้องแอบหนีออกมาเพราะอยากจะซึมซับบรรยากาศแบบนี้เอาไว้
แสงตะวันเริ่มจางหายเข้าไปในกลีบเมฆ แสงดวงดาวเริ่มสว่างทั่วสารทิศพร้อมแสดงพลังการส่องแสงให้กับคนทั่วโลก
นิกซ์ เริ่มมองดูดวงดาวอยู่คนเดียวตรงโขดหินอันแสนสงบและมองเห็นบรรยากาศทั่วบริเวณชายหาดสีเลือด
แม้สถานการณ์แบบนี้จะชินในสายตาของเธอแล้วก็จริงแต่ทุกครั้งที่เธอยังทำใจไม่ได้
ซึ่งนั่นก็คือการมองเห็นคนอื่นถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตาหรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมทีมตัวเอง


นิกซ์ : ลำบากชะมัดแฮะ...ที่จะต้องมาเอาตัวรอดจากพวกนั้นและยังต้องมา..อ่าพักผ่อนสงบใจอีก *สูดหายใจเต็มปอดและปล่อยออกมาอย่างช้าๆ*


ซิกๆๆ!! กึก!! ใครน่ะ!!


เสียงปริศนาที่มาจากพุ่มไม้ทางด้านบนของนิกซ์เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาจากบริเวณไกลอยู่
ไม่รอช้าที่เธอนั้นจะตั้งท่าเตรียมตัวต่อสู้และเอาปืน Glock 17 ตัวเองมาป้องกันตัวเองจากภัยร้าย


นิกซ์ : บอกมานะว่าใครซ่อนตัวอยู่ในนั้น!?

แซม : และถ้าพูดไปแล้วจะรู้จักไหมหละ? *ออกมาจากพุ่มไม้*

นิกซ์ : ...ห...ให้ตายสิ อย่าทำแบบนี้อีกนะมันเสียว *เก็บปืนตัวเอง*

แซม : มาไวกว่าที่คิดเอาไว้อีกนะนิกซ์

นิกซ์ : ก็...คนมันไม่อยากจะรอนี่!


พรึบ! ตึง! ครืดดด!


บุคคลที่ซ่อนตัวปรากฎกายออกมาคือแซมและมาพร้อมกับสีหน้าที่เย็นชาเอาเรื่องพร้อมกับคำพูดที่สุขุมนุ่มนวล
แซมกระโดดจากพุ่มไม้และลงบริเวณซากท่อนไม้ที่ชาวบ้านเอามาตัดและก็เอามาทิ้งเอาไว้ตรงบริเวณนี้
นิกซ์เอื้อมแขนตัวเองให้แซมนั้นออกจากบริเวณนั้นและแน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับคำขอนี้


แซม : มาก่อนเวลาก็ดีกว่ามาตรงเวลา...เอาหละ…เราจะไปไหนกันดีเพื่อฆ่าเวลา?

นิกซ์ : ดะเดี๋ยวใช้คำว่าเราเลยหรอ? ไม่คิดที่จะแบบว่า…

แซม : หึๆ...อย่าให้ความคิดมันไปฟุ้งซ่านอยู่ในหัวของเธอสิ

นิกซ์ : โด่ว ให้ตาย *ทำท่างอนเล็กน้อย*


ทั้งคู่เริ่มเดินออกจากบริเวณนั้นและตามหาสถานที่เพื่อฆ่าเวลาก่อนจะเจอนัดกันเป็นทางการตอนเวลา...สามทุ่มตรง



ท่าเรือจอดของชาวประมง
19:03น.


แซมพาสาวน้อยเอาแต่ใจอย่างนิกซ์นั้นมาถึงบริเวณท่าเรือของพวกชาวประมงในหมู่บ้านอันดามุก
ที่นี่หากไม่ได้เปิดแสงไฟหรือมีศพคนตายเกลื่อนตามทางเดินหรือแม้แต่ในเรือนั้นคนทั่วไปอาจคิดว่ามันคือท่าเรือผีสิง
จากข้อมูลที่นิกซ์ได้มาจากกรรชัย(และก็ได้มาจากชาวบ้านอีกที)
พบว่าหลังจากเกิดเรื่องท่าเรือแห่งนี้ถูกโจมตีอย่างหนัดโดยพวกสัตว์กลายพันธุ์อย่างชาโดวอย่างกระทันหัน
จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นศพหลายศพนั้นถูกฉีกร่างออกเป็นสองท่อนหรือไม่ก็ขาหายแขนหายบ้างและ...หัวหายไปก็ยังมี

นิกซ์กับแซมเดินมาที่นี่ด้วยความว่างเปล่าและความอยากรู้อยากเห็นว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น
แต่นิกซ์ยังตะหงิดในใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า แซมพาเธอมาที่นี่ทำไมเพราะมันไม่มีอะไรให้หาหรือค้นเบาะแสแม้แต่น้อย…


นิกซ์ : ที่นี่มันน่ากลัวจะตายน่าแซม นายพาชั้นทำอะไรที่นี่เนี่ย?

แซม : เพราะผมต้องการคุยอะไรสักหน่อยโดยที่ไม่ต้องการให้ใครนั้นมาเกาะแกะ

นิกซ์ : ขอตรวจดูอะไรหน่อยได้ไหม?

แซม : ตามสบายเลย… *เหล่มองสายตาไปตามมุมต่างๆ*

นิกซ์ : ผลงานพวกชาโดวเต็มไปหมด เหมือนจะเกิดเรื่องมาก่อนที่เราจะมาถึงที่นี่สักอีก

แซม : ….. *ชักมีดโบวี่ออกมาและเดินเข้าไปข้างหลังนิกซ์*

นิกซ์ : แซมนายคิดว่าพ-



หมับ!!! มมมมม!!!!!


.
.
.



ทางด้านแซคไลฟ์ บริเวณซุ้มกองไฟงานปาร์ตี้
19:11น.


จากความกดดันก็กลับมาสถานที่เฮฮา(และขายขี้หน้าในตอนที่แล้ว)อีกรอบ
แซคไลฟ์กับอายุตะ(และทราวิสที่โดนควงมาร่วมวงด้วย)เดินถึงซุ้มกองไฟงานเลี้ยงเพื่อมาหาความอบอุ่นและ...ลบความจำอันน่าสอิดเสอียน


อิจิส : เอาหละ! มื้อค่ำในคืนนี้คืออาหารทะเลเสียบไม้ย่าง! ขอให้กินกันอร่อยหละพวกท่านทั้งหลาย

อายุตะ : อ้าวแล้วคุณอิจิสไม่กินหรอครับ?

อิจิส : อย่าห่วงไปอายุตะ ของกินมาทีหลังเรื่องงานหลักน่าเดี๋ยวกลับมา *ว่าแล้วก็เดินไปที่ไหนสักแห่ง*

แซคไลฟ์ : … *นั่งแช่ใกล้กองไฟ*

อายุตะ : ...ปลาย่างไหม?

ทราวิส : โอ้วๆ! ขอหน่อยอยากกินพอดี งั่มๆๆ! *แย่งปลาย่างไปจากมือพร้อมกินอย่างเอร็ดอร่อย*

อายุตะ : อดอยากมาจากไหนเนี่ยทราวิส?

แซคไลฟ์ : หึ่ยย…ขอด้วยตัวนึง *จับปลาย่างที่เสียบย่างข้างๆกองไฟขึ้นมากินหัวอย่างหงุดหงิด*


กร็อบๆ!!!


อายุตะรู้ดีว่าตอนนี้แซคไลฟ์กำลังหัวเสียเรื่องที่ดีเร็คไปสร้างวีรกรรมเอาไว้แบบไม่มีสติจึงพยายามให้เขานั้นลืมมันไปซะ
แต่ก็คงอาจจะยากสำหรับเขา


แซคไลฟ์ : เจ้านี่...มันช่างแสบ...ไม่รู้จักมารยาท..เสียจริงๆ… *กินไปบ่นไป*

ทราวิส : งั่มๆๆ!

อายุตะ : เฮ้ๆใจเย็นหน่อย เดี๋ยวก็ติดคอเอาหรอกน่า

ทราวิส : อั่ก! *กลืนแล้วติดคอตาม*

อายุตะ : บอกแล้วว่าไม่เชื่อ


ตึกๆๆ อึกๆๆ! ใจเย็น!


ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับมื้อค่ำแสนเรียบง่ายและประทังชีวิตไปอีกคืนนั้นเอง
ก็มีอีกคนค่อยๆเดินตรงมาที่กองไฟด้วยสีหน้าเศร้าและอดอยากมาหลายวันเอาเรื่อง


ทราวิส : อ่าค่อยยังชั่ว...หือ? นาเดียเธอหายไปไหนมาแทบทั้งวันมานั่งกับเราก่อนสิ

อายุตะ : อ...อะนาเดีย… *เริ่มหน้าแดงอีกรอบ*

นาเดีย : คือ...นั่งได้สินะ...ขอความกรุณาด้วยแล้วกัน…

แซคไลฟ์ : มานั่งข้างๆผมสิ *แบ่งที่นั่งให้*

อายุตะ : ….อึก……


เมื่อนาเดียมานั่งสุมหัวกองไฟด้วยกันแล้วทำให้บรรยากาศเริ่มอบอุ่นยิ่งขึ้นแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอะไรบางอย่างขัดขวางอยู่
ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรมากนักนอกจากโรคประจำตัวของอายุตะ


นาเดีย : … *กินปลาช่อนย่าง* อืม...อร่อย

ทราวิส : ใช่ไหมหละ ถ้ามีเจ้าซอสมะเขือเทศนี่น่าจะอร่อยใช้ได้

แซคไลฟ์ : ของแบบเนี้ยเขาต้องกินกับเกลือและพริกไทยทราวิส แกน่ะจะทำให้เสียรสชาติจนหมดโดยไม่รู้ตัว

อายุตะ : ……

นาเดีย : อะนี่อายุตะ...ฉันขอปลาตัวนั้นได้ป่าว?

อายุตะ : อึก! ด...ด-ด-ดะได้สิ เอานี่!!!
*รีบจับปลาทูย่างให้กับนาเดียแล้วกลับไปนั่งจุ้มปุ้บท่าเดิมไม่ทำอะไรต่อ*

นาเดีย : อ...อั่มขอบคุณ….นะ

แซคไลฟ์ : ...อายุตะ….อายุตะ *ดีดนิ้วเรียก*

อายุตะ : ……..


ผัวะ!!! เห้ยตื่น!!! จ้ากกก!!!


แซคไลฟ์ : แกเป็นอะไรของแกวะ!? นั่งเงียบไม่หือไม่อือตั้งแต่นาเดียมานั่งแล้ว!

ทราวิส : รู้แล้วว! สงสัยแอบชอบนาเดียชัวเลย!

อายุตะ : จ...เจ้าบ้า! ไม่ใช่อย่างงี้นนะเห้ย! พวกเรารู้จักเธอกันตอนเจอที่สวนสัตว์นี่!

แซคไลฟ์ : อย่าบอกนะ… *กินปลาคำหนึ่งก่อนแอ็กโพสท่าพระเอกหล่อ(เพื่อ =_=)*
ว่านายน่ะ...ชอบผู้หญิงน่ารักๆ?

อายุตะ : อ...อึก! *กลืนน้ำลายลงคอดังเฮือกใหญ่*


อายุตะเริ่มอยู่ไม่สุขมากขึ้นจนแซคไลฟ์รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาพูดถามไปนั้นมันคือเรื่องจริง
แต่เขาเองนั้นก็ไม่อยากจะบังคับอะไรมากนักเพราะโรคนี้มันต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อให้มันหายไม่ใช่มาปุ้บต้องเคลียให้เสร็จทันที


แซคไลฟ์ : ไม่เอาน่าอายุตะ ใครๆก็เป็นกันทั้งนั้นเพียงแค่พวกเขาไม่แสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง
ดูอย่างเจ้าทราวิสสิ *ชี้ไปทางทราวิสกำลังคุยกับนาเดียอย่างมีรอยยิ้ม*

อายุตะ : ..คือ...ผมทำไม่ได้น่ะเวลาตอนอยู่ตรงหน้ากับพวกผู้...หญิง

แซคไลฟ์ : ของแบบนี้น่ะต้องฝึกกันไปน่า ทำแป้บๆมันไม่หายหรอกเชื่อชั้นสิ *กินปลาต่อ*


อายุตะถอนหายใจรอบหนึ่งก่อนที่จะรวบรวมสมาธิเพื่อเผชิญหน้ากับนาเดียอย่างกล้าหาญไม่ใช่แค่พวกขี้อายหรือพวกป้อดไปวันๆ


อายุตะ : น...นาเดีย! ตะต้องการอะไรอีกไหมครับ?

นาเดีย : เอ๋? *หันกลับมา*

อายุตะ : ...อ…...อ้ากกก! ทำไม่ได้!!! *วิ่งตรงดิ่งไปทะเลแต่ก็ถูกแซคไลฟ์ดึงปกคอเสื้อเอาไว้*


หมับ!!! แอ๊กก!!!


แซคไลฟ์ : นายยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นอายุตะ! จนกว่านายจะ...ฝึก...และฝึกต่อไป! *ดึงกลับมา*

อายุตะ : ผ-ผมทำไม่ได้ปล่อยผมไปเถอะ!

ทราวิส : เฮ้! แด่อายุตะน้องหมาน้อย! *ชูซากปลาขึ้นและหยิบตัวต่อไป*

อายุตะ : ผ-ผมไม่ใช่หมาน้อยซะหน่อย! ค...แค่ทรงผมมันโด่เด่เหมือนมีหูมหาเท่านั้นเอง!

นาเดีย : อะฮิๆ...น่ารักดีนะอายุตะ

อายุตะ : ….ม่ายยย!!!!! *เอาหัวปักลงทรายเต็มที่*

แซคไลฟ์ : หึ่ยยย...มา! ชั้นนี่แหละจะเป็นครูฝึกให้กับนายเรื่องนี้เอง!!!


ตึกๆๆๆ!


ขณะที่กลุ่มเฮฮาปลาย่างกำลังวุ่นวายกับแค่อายุตะคนเดียวอยู่นั้น จิมมี่ที่พึ่งกลับมาจากเดินเล่นชายหาดมาพร้อมกับคริสตินเดินผ่านทางมาพอดี


คริสติน : อะนี่ไงนาเดีย! เธอไปไหนมาน่ะ!?

นาเดีย : ...ค...คือ...เดินเล่นน่ะ *หลบสายตาคริสติน*

จิมมี่ : มาปิ้งย่างบาร์บีคิวนี่ไม่บอกกันเลยนะพวกนี้

แซคไลฟ์ : พวกที่เหลือเขาเตรียมตัวไปประชุมอะไรสักอย่างอยู่ตรงแถวบ้านหลังนั้นน่ะถ้าอยากจะไปร่วมวงนะ

จิมมี่ : ขอบใจแต่ขอผ่านหละ ไม่อยากจะหนักหัวสมองตอนนี้..
อายุตะนี่เอ็งกำลังทำอะไรอยู่ในทราย?


พรึบ!!! พรวดด!!


อายุตะ : ก...ก็หลบนาเดียได้น่ะสิ!!

แซคไลฟ์ : มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้มัน! หลบหน้านาเดียตลอดพอทนไม่ได้ก็บ้าระห่ำจะวิ่งลงน้ำอีท่าเดียว!

จิมมี่และคริสติน : โรคขี้อายผู้หญิงกำเริบอีกแล้วสินะ

ทราวิส : หา? โรคขี้ยาผู้หญิงหรอ!?


โป้ก!! โอ้ยยย!!!


ดีเร็ค : ขี้อายเฟ้ย!! ไม่ใช่ขี้ยาไม่งั้นกูคงจับมันส่งคุกไปแล้วว!!

จิมมี่ : อ...ไอ้ดีเร็ค!

ดีเร็ค : จิมมี่เรอะ!?


จิมมี่ตกใจเล็กน้อยที่เห็นดีเร็คอยู่แถวๆนี้ด้วยและเริ่มของขึ้นเล็กน้อยที่มันหน้าด้านวิ่งเข้าไปมาขอโทษแบบงงๆ
และสุดท้ายก็จบลงด้วยการจูบกันแบบผิดธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาสิ้นดี(และทำให้เด็กคนหนึ่งฝันร้ายไปตลอดชีพ =_=)


จิมมี่ : มึ..อะแฮ่ม แซคไลฟ์ฝากงานดูแลอายุตะหน่อยแล้วกัน สอนให้มันกล้าคุยกับพวกผู้หญิงหน่อย

แซคไลฟ์ : ไม่มีปัญหา...งานแบบนี้น่ะชอบหึๆ!

อายุตะ : พ-พอเถอะ! ผมไม่อยากเจออะไรแบบนี้!

นาเดีย : โรคแปลกชะมัดแฮะ *เกาหัวตัวเอง*

ดีเร็ค : ….เอ็งจะไปไหนหละจิมมี่?

จิมมี : ตามหาคนหายตัวไปหน่ะ แซคไลฟ์อาวุธที่นายไปปล้นมาขอใช้หน่อย

แซคไลฟ์ : ได้ๆ...วางเอาไว้ในบ้านทางขวาสุดของแถวๆซอยสี่
ว่าแต่นายจะไปตามหาใครนะ?

คริสติน : นิกซ์น่ะ พอจิมมี่แค่บอกว่ามีอารมณ์จะไปเตะนิกซ์ก็หนีหายไป-


หมับ!! อู้!!!


จิมมี่ : เห้ยชะชั้นไม่ได้พูดแบบนี้เลยนะ อะเอาเป็นว่าจะรีบตามหานิกซ์แล้วพามากินปลาย่างแล้วกัน

ดีเร็ค : ชั้นจะไปกับแกด้วยจิมมี่!

จิมมี่ : *มองดีเร็คแบบสายตาอยากจะต่อยหน้าสักหมัด* แกยังไม่หายบ้านี่หว่าไอ้นี่

อายุตะ : คือ...ขอขัดจังหวะสนามมวยนะทั้งคู่แฮะๆ..แต่ไปกันเยอะๆก็ดีนะครับจะได้ปลอดภัย

จิมมี่ : ...เห้อ….ก็ได้หว่ะ แต่อย่าทำเสียหมาอีกชาติหละดีเร็ค

ดีเร็ค : กูจะทำอีกทำไมฟระ!?


พรึบ! ครืดดๆๆ!!!


อายุตะรีบหากิ่งไม้และรีบวาดแผนที่แบบจำลองโดยคร่าวๆขึ้นมาและนำเศษหอยและก้อนหินจำนวนหนึ่งมาวางตามตำแหน่งเอาไว้
ราวกับว่าที่นี่คือห้องทำงานประชุมวางแผนชั่วคราวยังไงก็ไม่รู้


อายุตะ : เวลากลางคืนแล้วพวกมันจะน่ากลัวและอันตรายขึ้นนะครับฉะนั้น…
ผมจึงวาดแผนที่แบบจำลองขึ้นเท่าสังเขป นี่คือเราและนี่คือแถวๆชายทะเลที่เอ่อ… *มองดีเร็ค*

ดีเร็ค : พูดแม้แต่พยางค์เดียวแกจะได้ถูกฝังในทรายทั้งเป็นฮึ่ยย! *ทำหน้าตาหลอนใส่อายุตะ*

อายุตะ : อะๆๆไม่พูดก็ได้! *กลัวจนหัวหด*

จิมมี่ : แถวๆนั้นชั้นกับนิกซ์เดินไปน่ะ

อายุตะ : โอ้วดีเลยๆ ฉะนั้นแถวๆนี้ตะเป็นจุดเริ่มต้นค้นหานิกซ์ *เอาไว้วาดวงกลมบริเวณนั้น*

จิมมี่ : เราพลัดหลงกับนิกซ์ตรงนี้...และคริสตินเดินไปแถวๆนั้นและ..ไม่เจอ

ทราวิส : จะว่าไปแล้ว...ทำไมไม่ไปหาสถานที่ดีกว่าหละ? *กินปลาช่อนอีกตัว*

อายุตะ : เป็นความคิดที่แย่หน่อยนะครับ เพราะสถานที่แบบนั้นแหละคือตัวดีเลย มันคือรังของพวกชาโดว

จิมมี่ : หรือ...พวกรีปเปอร์ที่เดินเตร็ดเตร่ไปมา


ครืดดดด!


จิมมี่เริ่มเอาเศษไม้มาวาดวงกลมบริเวณๆคร่าวๆว่าแถบไหนที่พวกมันอยู่บ้างทำให้การค้นหานิกซ์นั้นเริ่มมีบริเวณการค้นหาที่แคบลงมาเรื่อยๆ
เพราะจิมมี่เคยเผชิญกับพวกรีปเปอร์มาแล้วครั้งหนึ่งและมีคนช่วยเหลือเขาซึ่งก็คือจอห์น หากไม่ได้เขาช่วยในตอนนั้นป่านี้ร่างของเขาถูกใบมีดตรงแขนของมันฟันขาดแน่นอน


อายุตะ : โอ้ใช่เลยครับๆ! พวกรีปเปอร์มีนิสัยแปลกอยู่อย่างนึงคือพวกมันจะชอบโผล่ตอนกลางคืนมากกว่านะครับ!
เคยไปอ่านบันทึกของนาตาชามาตอนไปช่วยงานที่เซี่ยงไฮ้มันเขียนบันทึกเอาไว้ว่า…
“รีปเปอร์มักจะอาศัยอยู่ในตามถนนและกระจายตำแหน่งตามพื้นที่ที่สามารถเดินทางระยะยาวได้
โจมตีระยะไกลและมีจังหวะการตีสองจังหวะด้วยกัน คำนวนระยะทางก่อนที่จะพร้อมไปบวกกับมัน
แต่ถึงกระนั้นสายตาของมันแย่มาก มันจึงพยายามหลีกเลี่ยงเดินทางบริเวณที่มีแสงสว่างเยอะมากๆ”


แซคไลฟ์ : นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมถึงเห็นพวกอั่ม..หนวดปลาหมึกและไอ้เจ้าพวกวาโดวเดินเล่นมากกว่าพวกนี้

ดีเร็ค : ถ้างั้นถ้าเอาของจำเป็นอย่างไฟฉายไปนี่ไปแล้วเอาไปส่องมันก็น่าจะใช้ได้กับเจ้าพวกนั้นนะ

อายุตะ : จะทำอย่างงั้นก็ได้ครับ...แต่จงระวังเอาไว้นะครับ ตัวที่น่ากลัวที่สุดก็คือพวกชาโดวเพราะพวกมันว่องไวและซ่อนตัวในความมืดได้ดีมาก

จิมมี่ : ยังไงก็ขอบใจสำหรับข้อมูลด้วยแล้วกัน *ลุกขึ้นและเตรียมตัวไปเอาของ*

คริสติน : ดะเดี๋ยวหนูจะไปด้วย!

ดีเร็ค : เธออยู่ที่นี่ดีกว่า ข้างนอกมันอันตรายกว่าที่เธอคิดเอาไว้นะ

คริสติน : ให้อยู่เฉยๆและไม่ทำอะไรที่นี่มันแย่นะคะ! *มองอายุตะ*


ว้ากกกก!!!! โครม!!! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้!!!


ไม่ทันจะหยุดพักการแกล้งอายุตะคริสตินรีบข้ออ้างให้กับตัวเองโดยการแกล้งอายุตะให้ไปวิ่งสับสี่คูณร้อยแถวนั้น
จิมมี่กับเร็คที่เห็นสภาพแบบนั้นถึงกับต้องส่ายหัวแล้วต้องพาคริสตินไปอีกคนนึงเพราะดูเชิงแล้วหากอยู่ที่นี่จะเป็นการทรมานใครบางคนเปล่าๆ


จิมมี่ : ก็ได้….งั้นก็ตามมา… *ดื่มเหล้าอีกขวดก่อนวางมันลง*

คริสติน : เยี่ยม!



ชายทะเลแถวหมู่บ้านอันดามุก
19:36น.


ทั้งสามคนเดินทางตามเส้นทางที่คิดว่านิกซ์จะเดินทางมาและครบเครื่องด้วยอาวุธที่ไปปล้นสะดมมาจากสมรภูมิอีก
แม้พวกแซคไลฟ์จะเอามาไม่มากเท่าที่พวกเขาคิดเอาไว้ แต่ก็ดีกว่าเดินตัวเปล่าไปแบบชิวๆไม่มีอะไรคุ้มครอง

จิมมี่และดีเร็คเปลี่ยนจากปืนประจำเพราะกระสุนที่พวกเขาต้องการหรือของที่แซคไลฟ์ไปชิงมาได้นั้นน้อยกว่ามาก
มาเป็นปืนของพวกศัตรูแทน ถึงจะมีสภาพที่ดีและแกะลายสวยงาม(ตราโลโก้ B.E.T.A.S.)
แต่พวกเขาก็ต้องคำนึงถึงเรื่องการใช้ครั้งต่อไปอีกด้วย


จิมมี่ : นายแน่ใจแล้วนะว่านายจะใช้ปืนนั้นจริงๆน่ะ?

ดีเร็ค : ไม่เอาน่าจิมมี่ เห็นชั้นจะร่วงต่อหน้าต่อตารึไงหละ!?

คริสติน : แต่ละคน...จัดเต็มกันทั้งงั้นเลยเฮ้ออ *มองปืนพกประจำตัวเองและไฟฉายในมืออย่างเซ็ง*


ปืนที่ดีเร็คหยิบมาใช้นั้นคือปืน M4A1 พร้อมลำกล้องซูมแบบพิเศษ ถึงปืนกระบอกนี้จะถูกดัดแปลงมาเป็นปืนซุ่มยิงส่วนหนึ่งและกระสุนจำนวนหนึ่งที่มากกว่าของจิมมี่ก็จริง
แต่ปัญหาการขัดลำกล้องก็ยังมีให้เห็นและดันไม่มีตัวกระบอกเก็บเสียงอีก
ทำให้เสียงในการยิงนั้นดังสนั่นเอาเรื่องอยู่ได้ชัดสำหรับปืนกระบอกนี้ ดีเร็คจึงต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ
แม้ว่าตัวเขานั้นจะเด่นทางด้านซุ่มยิงก็จริงแต่สถานการณ์มันบีบบังคับอย่างมากจึงไม่สามารถเป็นอย่างที่ใจต้องการได้ระดับหนึ่ง

ส่วนจิมมี่ก็เปลี่ยนจากลูกซองมือเด่นมาเป็นปืน UMP45 พร้อมกระบอกเก็บเสียงและเลเซอร์ติดมากับตัว
จิมมี่เน้นคล่องตัวและสามารถป้องกันแนวหลังได้สะดวกในขณะที่ดีเร็คเก็บด้านหน้าไป ถึงจะไม่ได้เข้าสมรภูมิแบบนี้มากสักระยะสำหรับตัวของเขาแต่ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่ยังมีอยู่จึงยังเก๋าและโหดได้เสมอ


ดีเร็ค : เฮ้จิมมี่! นี่รอยเท้าของใครเนี่ย? *เห็นรอยเท้าสองคู่ทิ้งเส้นทางเอาไว้*

จิมมี่ : ขอดูหน่อย…

คริสติน : อืม… *เข้าไปดูอีกคน*

จิมมี่ : ชัดเจน รอยเท้าคู่หนึ่งของนิกซ์แต่อีกอันไม่แน่ใจ

คริสติน : เอ๋? เธอมีเพื่อนไปด้วยนี่ก็ไม่น่าจะเป็นห่วงอะไรไปนะ!

ดีเร็ค : ไม่ใช่หรอกคริสติน...รอยเท้าที่ไหนกันที่จะมาเดินสภาพแบบนี้ดูดีๆสิ


สิ่งที่ดีเร็คชี้ให้เห็นคือรอยเท้าของนิกซ์ส่วนใหญ่นั้นถูกกลบทับอีกทีด้วยรอยเท้าปริศนาจำนวนมาก
เหมือนเจ้าของรอยเท้านี้พยายามทำลายเส้นทางของนิกซ์และกลบเกลื่อนให้เนียนที่สุด
จิมมี่กับดีเร็คเริ่มมีความเห็นตรงกันว่าต้องมีอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นเป็นลางไม่ดีแน่ๆ


ดีเร็ค : จิมมี่ ถ้าเป็นนิกซ์เธอจะไปไหน!?

จิมมี่ : จ...จะรู้ไหมเนี่ย!? ถ้าเป็นญาติมันป่านี้คงจะรู้แล้วหละว่าไปไหนน่ะ!

ดีเร็ค : นะมึงกำลังประชดใช่ไหมเนี่ย!?

จิมมี่ : เออสิ!

คริสติน : *ส่องไฟฉายหาเบาะแสรอบๆ* มันต้องมีเบาะแสสิ


ปังๆๆ!! ตูม!!! พรึบๆ!!!!!


เสียงปืรดังลั่นเพียงไม่กี่วินาที่ก่อนเสียงระเบิดและแสงสีสันแดงร้อนฉ่าปรากฎกายขึ้น
แถวบริเวณท่าเรือประมงของพวกชาวบ้าน(และที่ที่นิกซ์กับแซมอยู่)
พร้อมของแถมด้วยเสียงกรีดร้องอันแสบแก้วหูอย่างพวกชาโดวกำลังหนีตายและบ้างกูถูกเผาสดก็ยังมี


จิมมี่ : นิกซ์!! *วิ่งไปท่าเรือทันที*

ดีเร็ค : ฮ-เฮ้จิมมี่รอก่อน!!

คริสติน : !? อ-อย่าทิ้งไว้คนเดียวสิ!


ตึกๆๆ!!!


จิมมี่และดีเร็ครีบวิ่งสุดเต็มกำลังเพื่อที่จะไปให้ถึงเหตุเพลิงไหม้นรกก่อนที่เบาะแสจะหายไป
ส่วนคริสตินที่ไม่มีพละกำลังเหมือนผู้ชายอย่างทั้งคู่เริ่มทิ้งระยะห่างอยู่เมตรสองเมตร
และเริ่มหมดแรงลงเรื่อยๆ บวกกับไม่ได้นอนพักผ่อนอีกต่างหากทำให้ร่างกายของเธอนั้นเริ่มไม่ไหว


คริสติน : ป-ไปก่อนเลย!...ขอพักแป้บนึง!


ครืนนน!! แฮ่!!!!! โครม!!


จิมมี่และดีเร็ครีบวิ่งฝ่าดงกองเพลิงเล็กๆเข้าไปข้างในทางเดินและพบกับซากเรือประมงลำนึงกำลังถูกเผา
พร้อมกับเสียงคำรามโหยหวนของชาโดวที่กำลังอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพวกที่เหลืออย่างเอาเป็นเอาตาย
ไม่รอช้าทันใดทั้งคู่เริ่มเปิดโหมดต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกมันที่อยู่ที่นี่รู้ตัวว่าทั้งคู่และคริสตินอยู่ที่นี่


.
.
.



Battle Time

Jimmy(Support),Dereck(Front),and Cristine(Scavenger)

V.S.

Shadow 25x,Reaper 5-6x
*ในโหมดต่อสู้นั้นจะใช้บรรยายแปบตามปกตินะคะ เพื่ออรรถรสแห่งการเอามันและเสพไปในตัว*



สถานการณ์เริ่มมีเวลาเข้ามาจับเวลาเป็นดั่งสัญญาณว่าพวกเขาอยู่นี่ที่ได้ไม่นานเท่าที่ควร
ดีเร็คตีวงฝ่ากองเพลิงไปประจำตำแหน่งแถวหน้าเนื่องจากไม่อยากเสี่ยงซุ่มยิงในแถวๆนี้
ส่วนทางด้านจิมมี่เองก็พยายามส่องสายตาหานิกซ์และเบาะแสอันน้อยนิดว่านิกซ์อยู่ที่ไหน


“จิมมี่! อย่ามั่วซั่วเดินฝ่ากองไฟไปหละ!” ดีเร็คเตือนด้วยความหวังดีและเตรียมพร้อมลุยกับพวกชาโดวอย่างไม่เกรงกลัว

“เออๆ!...คริสติน! คริสตินอยู่ไหน!?” จิมมี่ตอบกลับขานรับไปและหันกลับมาอีกทีนึงก็พึ่งรู้ตัวว่าคริสตินหายไปไหนแล้ว

“ห-หนูไม่เป็นไร! แค่...ต้องหาทางอ้อมไป!” คริสตินตอบกลับและพยายามหาทางอ้อมเพื่อเลี่ยงโดนไฟคลอก

“ถ้าอยากเอาตัวรอด! เธอก็ต้องกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เธอไม่ชอบ! รีบตามหานิกซ์ซะ!” จิมมี่ตะโกนออกคำสั่งคริสติน

“ตะแต่ว่า…”

“ไม่มีแต่! ถ้าเธอต้องการหานิกซ์ก็ไปซะ! ทางนี้จะล่อพวกมันเอาไว้!” จิมมี่ตะโกนกลับไป


ฟิ้วว!!! พรึบ!!! ว้ายยย!


กระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศทางทำให้ไฟที่มอดไหม้อยู่แล้วเริ่มลามไปทั่วเป็นบริเวณกว้างมากขึ้น
คริสตินรีบหนีออกมากจากบริเวณนั้นและใจกล้ายืดอกเข้าไว้(ถึงจะยังกลัวอยู่ก็ตาม)


“จิมมี่มันมาแล้ว!” ดีเร็คเริ่มเห็นเงาลางๆซึ่งไม่ใช่ใครนั่นก็คือชาโดว
ที่กำลังหิวโหยและโกรธเคืองอย่างมากที่ไปทำลายถิ่นมันอย่างน่าอนาจ

“ดีเร็คใช้กระสุนประหยัดหน่อยแล้วกัน!” จิมมี่แซวเพื่อนตัวเองเล็กน้อย

“คนที่ควรจะพูดมันชั้นไม่ใช่รึไงเล่า!?”


ตึกๆๆ!!! พรึบ!! อยู่ไหนๆๆ!?


คริสตินพยายามเดินอ้อมกองไฟและเอาไปฉายส่องไปในตัวเพื่อป้องกันพวกรีปเปอร์หรือไม่ก็ชาโดวเข้ามารุกรานตัวเธอ
แต่ในระหว่างทางที่เธอกำลังวิ่งอยู่นั้นเธอพบกับรอยเท้าของนิกซ์และอีกคนกำลังวิ่งตรงไปทางไหนสักทางหนึ่งอยู่


“จะเจอแล้ว!...ไปทางไหนก้นนะ?” คริสตินเจอรอยเท้าเบาแสะของนิกซ์จึงรีบตามรอยเท้าไปทันที


กึกๆๆ...โอกกก


“!?” แต่ไม่ทันไรคริสตินเจอรีปเปอร์ตัวหนึ่งเดินเพ่นพ่านอยู่แถวๆนี้เข้า
เธอจึงจำเป็นที่จะต้องหลบมันก่อนมันจะเห็นตัวเธอเสียก่อน

“ทำไงดีๆ...อึก” คริสตินหายใจถี่และกลืนน้ำลายตัวเองดังเฮือกใหญ่ เพราะตัวเองไม่เคยเผชิญหน้ากับมันก่อน

“จริงสิ..” คริสตินนึกขึ้นมาได้ว่ารีปเปอร์เกลียดแสงไฟ เธอจึงใช้จังหวะนี้ในการวิ่งไปหลบอีกทางนึง


ตึกๆๆ!! พรึบ! โอกกก!!


คริสตินรีบวิ่งไปหลบกำบังอีกฝั่งหนึ่งและพยายามย่องห่างๆมันเอาไว้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
รีปเปอร์ตัวนั้นเริ่มสงสัยวัตถุแปลกปลอมที่เริ่มขยับได้เองจึงเริ่มเดินมาทางที่คริสตินซ่อนอยู่


“อะ...อย่ามาทางนี้นะ” คริสตินเริ่มกลัวและอยากจะวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นใจจะขาดแต่ขาทั้งคู่กลับไม่ขยับไปไหน

“โอกกก!”


ปังๆๆ!! เก้งๆ! แฮ่!!!


ตัดมาทางด้านสองคู่หูที่กำลังมีปัญหาอยู่ทั้งชาโดวกลุ่มเล็กเริ่มโจมตีใส่เป็นระยะกับเพลิงไฟที่กำลังลามไปทั่วท่าเรือ
ดีเร็คพยายามยิงขู่ไปสองสามนัดให้มันนั้นออกห่างๆจากระยะอันตรายของตัวเองส่วนทางด้านจิมมี่เอง
ก็รีบตามหานิกซ์บริเวณนี้ว่าอยู่หรือไม่


“แฮ่!!!” แต่ไม่ทันจะก้าวออกไปก็มีชาโดวออกมาจากมุมมืดแล้วกระโดดเข้ามาแว้งกัดจิมมี่
แต่เคราะห์ดีที่ตัวเขาเองนั้นไหวตัวทันจึงหลบได้ทันเวล


“ทางนี้เว้ย!!” จิมมี่ยิงใส่หลังของมันไปหลายนัดจนมันร้องโอดครวนออหมาก่อนนอนกองพื้น


ตึง!!!! แฮ่!!! เสร็จกูหละ!! ปังๆๆๆๆ!! แอ๊กก!!! ตูม!!!


ชาโดวที่กำลังแอบอยู่นั้นเริ่มเปลี่ยนการโจมตีมาเป็นลอบโจมตีจากด้านหลังของจิมมี่
แต่สุดท้ายมันคือกับดักงามๆที่วางเอาไว้ให้พวกมันมาติดกับเสียเองเพราะมันปรากฎกายออกมาให้เห็นจนเป็นช่องโหว่
จิมมี่รีบอาศัยจังหวะเปิดยิงใส่มันไปหลายนัดเข้าเป้าแบบจังๆจนร่างของมันทนแรงกระแทกของกระสุนไม่ได้จึงตกขอบทางเดินลงทะเลไปในที่สุด
พวกที่เหลือที่เห็นการโจมตีของจิมมี่เข้าไปจึงรีบเปลี่ยนเป้าหมายไปจัดการเขาทันทีโทษฐานที่ฆ่าพวกพ้องของตัวเอง


“กินลูกถีบกูก่อนเถอะมึง!!! จิมมี่รีบกระโดดถีบขาคู่ชาโดวอีกตัวที่หันหลังให้อย่างสบายใจเฉิ่ม
ที่กำลังยุ่งอยู่กับดีเร็คเพื่อที่จะโจมตีข้างหลังอย่างสกปรก
แต่แล้วเขากลับไม่คำนึงถึงสิ่งๆหนึ่งที่เขานั้นกำลังดักรื้อฟื้นรักษาตัวอยู่
เพราะก่อนหน้านี้จิมมี่โดนรีปเปอร์ฟันที่ขาของตัวเองและยิ่งไปกระโดดลงมาแบบนี้แล้ว
ไม่ต้องบรรยายคุณศัพท์อะไรมากนอกจากคำว่า….

“โอ้ยแมร่ง! เจ็บเว้ย!!!”

“มรึงนี่หาเรื่องเจ็บฟรีตลอดเวลาเลยเว้ย!” กีเร็คแซวกลับไปก่อนที่ยิงไล่ชาโดวไปอีกนัดตรงอกอย่างแม่นยำตัวนึง
และรีบดึงตัวจิมมี่ขึ้นมาและสังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่เขานั้นก็แทบจะไม่เชื่อสายตาเหมือนกัน


กริกๆๆๆ!! ตึกๆๆๆ!!! แฮ่!!!!!!!


ชาโดวมาจากไหนก็ไม่ทราบเริ่มแห่กรูกันมาตรงบริเวณท่าเรือด้วยจำนวนที่ไม่ต่ำกว่าหลักร้อย
มีทั้งเพศชายหรือหญิงไม่เว้นเด็กหรือคนชราก็ยังมี ทั้งคูาเริ่มเชื่อคำพูดของอายุตะว่าชาโดวนั้นอันตรายสุดๆ


“เปลี่ยนแผน! หนี!” ดีเร็ครีบดึงจิมมี่ออกจากบริเวณนั้นอย่างไม่ลังเล

“ดะเดี๋ยวนี่แกจะทำอะไรหน่ะ!?” ดีเร็คเริ่มงงกับสิ่งที่จิมมี่ทำว่าเขาจะทำอะไรกันแน่

“มันเล่นแห่กันมาเป็นฝูงแบบนี้ก็แย่เว้ยวิ่ง!!!”

“เดี๋ยวสิจะวิ่งแบบนี้เลยเรอะขอเวลาฟื้นตัวหน้อยเซ่!!”


พรึบ!!! แอ๊กกก!!! แฮ่!!!!!!!


ขณะที่จิมมี่กับดีเร็คกำลังเถียงกัน(เกือบจะ)แทบตายเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีเรือลำหนึ่งที่ติดสปอดไลท์นั้นสว่าจ้าขึ้นมา
และหันหน้าไปทางที่พวกจิมมี่อยู่ ชาโดวที่ไม่ชอบของประเภทนี้อยู่แล้วยิ่งทำให้ทันนั้นอยู่ไม่เป็นสุขเปล่าๆ


“ปลอดภัยไหมคะ!?” คนที่ทำนั่นก็คือคริสตินนั่นเอง


ชาโดวเริ่มส่งเสียงกรีดร้องออกมาราวกับว่าไม่อยากเจอของเกลียดของตัวเองอย่างเข้าไส้
มันจึงเริ่มค่อยๆถอยออกมาจากแสงสปอดไลท์ และพยายามหาทางโจมตีใส่ทั้งคู่ใหม่
แต่ก็ถูกคริสตินดึงสปอดไลท์ขวางทางตลอดจนมันนั้นเริ่มคำรามเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา


“เวรแล้วไงคริสติน! พอแล้วเธอยังทำให้พวกนี้มันโกรธเธอนะ!”
จิมมี่ตะโกนให้คริสตินหยุดส่องมาทางนี้ชั่วคราว

“อะโอเคค่า! อะซวยแล้ว!” คริสตินโบกมือรับทราบคำสั่งของจิมมี่
แต่แล้วก็ดันเกิดเรื่องกับตัวเองอีกรอบก็เพราะว่า


ปึง! ปึง!! โครมม!! โฮกกก!!!!! กรี้ดด!!!


รีปเปอร์สองตัวดั้นมองเห็นคริสตินระหว่างทางขึ้นเรือตัวนี้เข้า
มันพยายามทำลายประตูทางเข้ามาจนมันพังเข้ามาได้ในที่สุด
คริสตินที่เห็นสภาพแบบนี้เข้าไปถึงกับไปไม่เป็นเช่นเดียวกัน


“ย-อย่าเข้ามานะ!” คริสตินรีบจับสปอดไลท์หันมาส่องใส่รีปเปอร์ทั้งคู่ทันทีโดยไม่ลังเล

“โอกกกก!’ รีปเปอร์ร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั้นที่แสงมันเข้าตา


ฟิ้ว!!! ฟิ้ว!!! ปั่ก!!!! โอกกกก!!!


รีปเปอร์ตัวหน้าที่โดนแสงสปอดไลท์เข้าไปเต็มลูกกะตาทั้งสองข้างเริ่มโจมตีมั่วซั่วเพราะมองอะไรไม่เห็น
จนมันไปตีเพื่อนของมันด้านหลังจนรีปเปอร์อีกตัวเริ่มแสดงอาการไม่พอใจอย่างมากและเข้าไปกระเแทกเพื่อนข้างหน้า
คริสตินอาศัยจังหวะนั้นรีบคลานหนีออกมาและเปิดไฟฉายส่องทางเอาไว้ตลอดทางตอนลงมาจากเรือลำนั้น


“รอดตัวไป-”


โครม!!! กรี้ดด!!! แฮ่!!!!!! ปึงๆๆๆๆ!!! โครม!!


ไม่ทันจะพ้นพวกรีปเปอร์ก็มีโจทย์หินสุดโหดรอคริสตินภาคหน้าแล้ว
นั่นก็คือชาโดวประมาหกเจ็ดตัวโผล่ทะลุทางเดินไม้ขึ้นมาจากด้านล่างพร้อมกับไต่ตามทางเรือมาติดๆ
คริสตินพยายามหาทางหนีออกจากวงดงมรณะแต่ไปทางไหนก็หาไม่เจอเสียที


“ตะเต็มไปหมด” คริสตินค่อยๆถอยทีละก้าวและรีบหันไปหันมาเพราะความกลัวสุดขีด
แต่เพื่อความอยู่รอดในคืนนี้ เธอขอสู้ตายในวินาทีสุดท้ายโดยการสู้กับพวกมันสุดชีวิตของเธอ

“...เดี๋ยวนะ...ยะยอมเปียกก็ได้ฮึบ!!!” จู่ๆกลับมีอะไรบางอย่างเข้ามาในหัวของเธอซึ่งนั่นก็คือ
ตอนนี้เธออยู่ระหว่างเรือกับทะเลอีกฝั่งและพวกชาโดวเองก็มีทีท่าจะไม่ชอบจุ่มแขนขาแช่น้ำ


กริก!! แฮ่!!!! หมับ!!!! กรี้ดดดด!!


ชาโดวตัวหนึ่งที่แอบอยู่ใต้ทางเดินเห็นช่องโจมตีคริสตินจึงรีบคว้าขาข้างหนึ่งของเธอไม่ให้ขยับไปไหน
คริสตินรู้ตัวอีกทีนั้นก็ถูกพวกมันล้อมเอาไว้หมดทั่วสารทิศแล้วและหมดโอกาสกระโดดลงน้ำ


“ปล่อยชั้นนะ!”


ปังๆๆๆ!! แฮ่!!!! กริกๆๆๆ!!!


คริสตินเริ่มคุมสติไม่อยู่กับเหตุการณ์นี้และรีบหยิบปืนตัวเองออกมาพร้อมกับยิงใส่ใต้พื้นทางเดินไม้
และหวังว่าอย่างน้อยกระสุนสักนัดของเธอจะโดนตัวที่จับขาของเธอหนึ่งนัด
สุดท้ายโชคก็ไม่เข้าข้างเธอไปเกือบซะทุกอย่างเพราะยิงไม่โดยสักนัดแต่ยังดีที่พวกมันนั้นเริ่มกระเถิบหนีอกมา
ประมาณ 5-6 เมตรและตัวที่จับขาเธออยู่นั้นมันจับแผนของเธอได้ว่ามันจะยิงตัวมันเองจึงรีบปล่อนและคลานไต่หนีขึ้นเรือที่ใกล้ที่สุด


“โอกาสนี้แหละ!”


ตึกๆๆ! พรึบ!! แฮ่!!!! ตูม!!!


ทางฝั่งจิมมี่และดีเร็คที่กำลังหาทางตีวงฝ่าออกจากที่นี่และไม่อยากเป็นอาหารมื้อใหญ่สำหรับพวกมัน
จิมมี่เตะถังนั่นออกไปให้ไกลสายตาและให้อยู่ใกล้กับพวกมันให้มากที่สุด
ชาโดวเริ่มออกอาการลังเลว่าพวกมนุษย์แสนอันโอชะแห่งการชิมลิ้มรสของมันนั้นจะทำอะไรตุกติกอีก


“แฮ่!!!!!” ชาโดวตัวหนึ่งแสดงเป็นหน่วยกล้าตายกระโดจสกข้างบนซากเรือทีถูกไปย่างสดอยู่นั้น
เข้ามาเพื่อตะคลุบดีเร็คที่หันหลังให้กับมัน แต่นั่นคือสิ่งที่ดีเร็คคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว


พรึบ!!! ปังๆๆๆ!! แอ๊!!!! ผัวะ!!! ตึง!!!!


จิมมี่รีบสวนกลับไปด้วยปืนของเขาเองและทำการส่งถีบให้มันไปตายไกลๆจากบริเวณที่ต่อสู้แห่งนี้
ชาโดวที่เหลือเริ่มคำรามเสียงอันโกรธเคืองและเริ่มเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่อสู้แบบใหม่อย่างระมัดระวัง


“จิมมี่พอชั้นให้สัญญาณนั้นนายรีบวิ่งตรงไปสุดทางเดินของเจ้านี่นะ”
ดีเร็คทักเพื่อนของเขาก่อนื่จะรีบเช็คกระสุนว่าเหลืออยู่เท่าไหร่

“รับทราบ!” จิมมี่มองทางด้านหลังให้อย่างเต็มที่และตอบรับขาน


แฮ่!!!! โฮกกก!!! ตึงๆๆๆ!!!! เฮ้ยเชี่ยวิ่ง!!!!!!


ทันใดนั้นเองชาโดวเปลี่ยนการโจมตีกระทันหันมาเป็นการโจมตีแบบสดโดยการวิ่งสองขาพร้อมกับ
เอาวัสดุจำพวกเหล็กหรือซากสิ่งของที่สามารถเอาใช้งานได้วิ่งกรูเข้ามาจะฟาดอีท่าเดียว
ทั้งคู่ถึงกับเหวอเล็กร้อยที่เห็นพวกมันจากเงียบๆมาเป็นบู๊แหลกอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งคู่จึงทำใจที่จะวิ่งหนีซอยแลบอย่างช่วยไม่ได้


“อะเชี่ยเอ้ยพวกเอ็งเป็นตัวอะไรกันฟระ!?” ดีเร็ครีบถามจิมมี่และยังทำหน้าเหวอเล็กน้อย

“จะไปรู้เหมือนมึงไหม๊! สวนกลับ!” จิมมี่ตอบกลับและให้เพื่อนร่วมงานตัวเองยิงสวนมันกลับไป


ปังๆๆๆๆๆๆ!!! แฮ่!! เก้งๆๆ!! พรึบ!!! กริกๆๆๆ!!! แอ๊กก!! ตูม!!!


ทั้งคู่ยิงสวนกลับไปด้านหลังเพื่อซื้อเวลาและไล่พวกมันไปไกลๆแต่มันยิ่งทำให้พวกมันโกรธกว่าเก่า
บางตัวเอาเศษเหล็กมาป้องกันแถวหน้าอย่างชาญฉลาดและบางตัวก็รีบกระโดดขึ้นเรือข้างๆและไต่มาเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว
แต่บางตัวนั้นโชคไม่เข้าข้างโดนยิงขาแขนบ้านจนเสียสมดุลตกน้ำไป


“!? ไอ้พวกนี้ชักจะได้ใจใหญ่แล้วเว้ย!” ดีเร็คเห็นพวกชาโดวถือโล่ซากเหล็กวิ่งกรูแนวหน้ากันมาอย่างไว
พร้อมที่จะตบให้หงายท้องกันทั้งคู่และกินพวกเขาอย่างหิวโหย

“ไม่ดีแน่! เราต้องหาอะไรมาถ่วงเวลาพวกมันโดยไม่ใช้ปืน!” จิมมี่คาดคะเนสถานการณ์คร่าวๆและรีบมองหาอะไรก็ได้ที่มันหยุดพวกมันชั่วคราว


ตึกๆ...ตึกๆ...โอกกก!!!!


แต่แล้วการวิ่งก็ต้องชะงักลงเพราะว่ามีรีปเปอร์หัวเสียทั้งสองตัวที่คริสตินเล่นเอาไฟสปอดไลท์ไปส่องหน้ามัน
เดินออกมาจากเรือด้วยเลือดฉาบเพราะไปฟันพวกเดียวกันเองอย่างโกรธแค้น
และเมื่อเห็นเหยื่อรายใหม่อย่างจิมมี่และดีเร็คจึงเริ่มโมโหขึ้นมาพร้อมกับเตรียมง้างจะฟาดฟันใส่ทั้งคู่อย่างบ้าคลั่ง


“รีปเปอร์มันจะมาอะไรอีตอนนี่ฟระแมร่ง!” จิมมี่สบถออกมาและรีบยิงสวนไปข้างหน้า

“เข้ามาไอ้รีปเปอร์!!” ดีเร็คตัดใจจากชาโดวชั่วคราวและรีบเคลียทางข้างหน้าก่อนมันจะตามพวกเขาทัน


ปังๆๆๆๆ!!! โอกกก!!! ตึงๆๆๆๆ!! ปังๆๆๆ!!!


ทั้งคู่ระดมกระสุนยิงใส่รีปเปอร์ให้สร้างความเสียหายมากที่สุดและเมื่อพวดมันโกรธจัด
ทั้งคู่ง้างใบมีดแขนและวิ่งกรูใส่อย่างไมาใกลัวตายถึงจะโดนกระสุนยัดใส่พวกมันก็ตาม
ส่วนชาโดวที่กำลังตามมาติดๆอยู่นั้นเห็นรีปเปอร์ดักทางข้างหน้าอยู่จึงค่อยๆลดความเร็วลงในการวิ่งและเริ่มเข้าสู่โหมดซุ่มโจมตีอีกรอบ


“!? หลบซ้ายและขวาดีเร็ค!!” จิมมี่เห็นรีปเปอร์ตัวนึงหลุดออกมาจากรัศมีกระสุนปืนได้
และวิ่งตรงดิ่งไปหาดีเร็คและง้างแขนเตรียมฟัน จิมมี่อ่านการโจมตีของมันออกจึงรีบตะโกนให้เพื่อนตัวเองเตรียมตัวหลบเสีย


ฟิ้ว!!! ฟิ้ว!!! โฮก!!! ชิมนี่ซะ!! ปังๆๆๆๆ!!! ตูม!!!!!


ดีเร็คหลบตามที่จิมมี่บอกทันเวลาพอดีและยิงสวนกลับใส่มันเต็มที่จนมันเซตกลงไปในทะเล
ส่วนรีปเปอร์อีกตัวที่ยังอยู่ในรัศมีการยิงปืนอยู่นั้นเริ่มคลั่งอีกรอบและวิ่งกรูเตรียมง้างฟันจิมมี่


ปังๆๆๆๆๆ!! แชะๆๆ! เวรหละทำไมมาหมดตอนนี้!?


จิมมี่รีบสาดกระสุนใส่มันเพื่อลดความเร็วของมันแต่ดันมาเกิดเรื่องไม่คาดคิดคือกระสุนหมดแม็กพอดี
จิมมี่รีบหยิบกระสุนแม็กใหม่จนมันเริ่มใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆและเตรียมตัวง้างใบมีดอันเรียวคมใส่จิมมี่


พรึบ!!! โอกกกก!!! ตึงๆๆ!!! แสบตาไหมหละ!?


“คริสติน!?” จิมมี่เห็นคริสตินโผล่มาจากใต้น้ำทะเลและส่องไฟฉายใส่มันให้
จิมมี่จึงใช้โอกาสนั้นรีบใส่แม็กกาซีนใหม่เข้าไปและยิงสวนกลับใส่รีปเปอร์ทันทีและส่งมันลงทะเลไปเสีย

“ไปทำอีท่าไหนตกน้ำเป็นลูกหมาป๋อมแป๋มเนี่ย!?” ดีเร็คหันกลับไปเห็นแสงไฟฉายมาจากด้านล่าง
ทางเดินไม้อันแสนผุพังและเห็นคริสตินกำลังว่ายป๋อมแป๋มอยู่ในนั้น

“ระเรื่องมันยาวนะค่ะ! แต่รีบกระโดดลงน้ำมาเถอะ!” คริสตินตอบกลับและรีบส่องไฟฉายไปแถวๆที่ชาโดวซ่อนตัวอยู่

“!? แฮ่!!!!” ชาโดวที่แอบตามมุมเรือเมื่อเจอแสงเข้าไปก็รีบเปลี่ยนที่ซ่อนทันที
ส่วนที่เหลือนั้นเริ่มกลับมาใช้วิธีวิ่งสดเหมือนเดิม

“จิมมี่! ขืนเป็นอย่างงี้เราตายคาท่าเรือแน่มันเยอะเกินไป!” ดีเร็ครีบถอยมาตำแหน่งเดียวกับจิมมี่
และพยายามยิงสวนกลับไปให้ชาโดวถอยหลังออกไปเพราะไม่อยากเปลืองกระสุนมากนัก

“รู้น่ะรู้เว้ย!...เล้นน้ำไหม!?” จิมมี่โวยกลับไปและชักชวนให้ดีเร็ครีบกระโดน้ำลงตามไป

“ว่ายน้ำ!? ไม่เอาน่ากูไม่อยากว่ายน้ำทะเลแกก็รู้!” ดีเร็คเถียงกลับไปเพราะไม่อยากจะว่ายในน้ำเสีนเท่าไหร่
เพราะนอกจากจะเคลื่อนที่ช้าแล้วยังใช้ปืนลำบากในน้ำด้วย
แต่ทั้งคู่ที่กำลังรอคำตอบจากดีเร็คนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดเสียเท่าไหร่

“(ในใจทั้งคู่)นี่จำไม่ได้เลยสินะว่าว่ายน้ำตลอดแทบทั้งวันเลยหน่ะตอนเป็น...บ้าเนี่ย!?”


กริกๆๆๆ! ก๊าซซซ!!! ตึงๆๆ! ปึง!!!


ชาโดวเริ่มโจมตีดีเร็คด้วยเศษเหล็กที่อามากันกระสุนเอาไว้ตอนแรก
พวกมันเริ่มกระจายตำแหน่งเพื่อลอบโจมตีอย่างเห็นได้ชัดส่วนพวกที่ถือซากโล่เริ่มเคลื่อนที่โจมตีดีเร็คคนเดียว
ดีเร็ครีบเอาปืนตัวเองเข้าไปกันการฟาดของมันตัวนึงจนเริ่มเซเล็กน้อยเพราะพึ่งเคยเผชิญกับแรงปะทะของมันครั้งแรก
จึงยังประหม่าเล็กน้อยและพยายามหาจุดโต้ตอบมันให้เร็วที่สุดก่อนที่ตัวอื่นจะเข้ามาฟาดเป็นกระบวนท่า


“พวกเอ็งอย่าใจหมาสิฟระ!”


แฮ่!!! ปังๆๆๆ!!! ฉึกๆ!! ก๊าซซซ!!! ปึง!! พรึบ!!! ปึง!!!


ดีเร็คกับชาโดวอีกตัว(ผู้ท้าชิง)เริ่มนำอาวุธมาฟาดและป้องกันตัวเองอย่างทุลักทุเล
ส่วนทางจิมมี่เองก็ช่วยดีเร็คโดยการยิงใส่เจ้าพวกชาโดวไร้น้ำใจนักกีฬาอย่างไร้ปราณี
ส่วนทางด้านคริสตินรีบว่ายแบบเนียนๆเข้าไปช่วยจิมมี่ด้วยการเอาไฟฉายส่องตำแหน่งที่ชาโดวมันซ่อนตัวอยู่

ดีเร็คพยายามเอาท้ายปืนฟาดใส่หัวหรืออกของมันให้มันนั้นถอยออกไปและจะได้เก็บยิงอย่างสบาย
แต่มันเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกัน มันใช้จังหวะตอนฟาดไปชั่วขณะแว้งกัดดีเร็คไม่ว่าขะเป็นตรงแขนหรือมือ แต่ก็พลาดอยู่ดี


ก๊าซซซซ!!! ตึงๆๆๆ!!! ดีเร็คหลบ!!!! เฮ้ยยย!!! ตูม!!!!


จิมสังเกตุเห็นอะไรบางอย่างมันลอยมาจากไกลแสนไกลและมารู้ตัวอีกทีนึงมันคือถังขนาดใหญ่
ที่ชาวบ้านมักจะเอาปลาทั้งเทใส่ในถังพร้อมเอาไปชั่วน้ำหนักขายต่อตลาดกลาง
และมันพุ่งเป้ามาที่ทั้งคู่แบบไม่น่าสงสัยอะไรเลย จิมมี่ตัดสินใจที่จะคว้าคอดีเร็คแบบด่วนจี๋
และลากลงน้ำ(เอ้ยลงทะเล =.=)


“ว-ว๊ายมาแบบนี้เลยหรอ!?” คริสตินตกใจที่เห็นจิมมี่ลาดดีเร็คกระโดดลงไปในทะเลด้วยกัน
แน่นอนว่าในเมื่อทั้งหมดลงทะเลแบบนี้แล้วจึงเป็นโอกาสอันดีงามที่จะหนีจากพวกมัน

“พรวดดด!! มรึงน่าจะบอกกูสักวินึงนะว่าให้โดดน่ะ!” ดีเร็คขึ้นจากน้ำและพ่นน้ำทะเลออกด้วยสีฟน้าที่ไม่ค่อยพอใจจิมมี่

“เออรู้! แต่ถ้าไม่ทำไอ้ถังนี้เอาแกหัวแตกเฟ้ย!” จิมมี่รีบชี้ไปที่ถังขนาดใหญ่ลอยละล่องไปตามคลื่นทะเล

“พ-พวกมันยังตามมา!” คริสตินรีบว่ายตามทั้งคู่มาโดยไม่สนว่าจะเหนื่อยยังไงเพราะชีวิตสำคัญกว่าเห็นๆ


กริกๆๆ!!! แฮ่!!! ก๊าซซซ!!! ฟิ้ว!!! ตูมม!!!!! ว่ายเร็ว!!!


ชาโดวเริ่มคำรามเสียงร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งที่ปล่อยให้เหยื่อนั้นหนีออกไปได้
บางตัวพยายามตามทั้งสามคนไปแต่เมื่อสัมผัสกับน้ำนั้นถึงกับต้องกระโจนหนีไปหลบมุม
ส่วนชาโดวสายบุกสดนั้นพยายามขว้างของบริเวณนั้นให้โดนทั้งสามคน
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ไม่รอช้าที่ทั้งสามคนนี้จะว่ายน้ำหนีพวกมันไปให้ไกลจากสายตา แต่แล้ว…


“ดะเดี๋ยวก่อน! หนูเจออะไรบางอย่างเข้า!” คริสตินรีบว่ายตามมาติดๆรีบเอาอะไรบางอย่างให้กับจิมมี่

“เจอเบาะแสเพิ่มเติมเจ้าหนูนั่นรึ? ใช้ได้นี่” ดีเร็คกล่าวคำชมให้กับคริสติน
แต่เธอนั้นไม่ค่อยสบอารมณ์เสียเท่าไหร่เหมือนเธออยากจะให้ทั้งคู่ดูด้วยตาตัวเองเสียเปล่าๆ

“หนูรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนตามมา...แฮ่ก…” คริสตินชี้นำทางให้พร้อมกับส่องไฟฉายนำทาง
แต่ทว่าสภาพร่างกายของเธอนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงเกินขีดจำกัด
ดีเร็คจึงว่ายไปจับห่วงยางที่ลอยมาจากเรือลำไหนก็ไม่รู้ให้คริสตินสวมเอาไว้

“!? คริสตินปิดไฟฉาย” จิมมี่รีบสั่งให้คริสตินปิดไฟฉายลงเพราะพวกชาโดวยังวิ่งล่าตามพวกเขามาอยู่


กริก! …...แฮ่!!! กริกๆๆๆ!!!!


และมันก็ได้ผล พวกชาโดวค่อยๆจากไปทีละตัวและเริ่มกระจัดกระจายไปตามรังของตัวเองอย่างเชื่องช้า
คริสตินรีบพาทั้งคู่ไปที่เบาะแสที่เธอเจอเกี่ยวกับนิกซ์โดยทำการว่ายอ้อมบริเวณท่าเรือไปแบบเงียบๆ


“ทะ...ทางนี้แหละ” คริสตินชี้ไปที่เรือลำหนึ่งที่จอดห่างออกมาจากเรืออื่นๆค่อนข้างเยอะ

“ไหงไปจอดซะไกลเชียว?” ดีเร็คสงสัยเล็กน้อย

“เรือที่พบว่าเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติหรืออุปกรณ์ชำรุดมักจะจอดออกมาค่อนข้างไกล
เพื่อทำการลากไปซ่อมในอู่เรือได้ง่ายไงหละ” จิมมี่ตอบขณะว่ายกรรเชียงแบบเนียนๆไป

“!? ช้าก่อน…” ดีเร็ครีบหยุดทั้งคู่เอาไว้เพราะดันเห็นรีปเปอร์อีกตัวกำลังนอนแอ้งแม้งกลางทะเล
และมีเสียงครวนครางจากมันอยู่เล็กน้อย

“ให้ชั้นจัดการเอง ดูพวกชาโดวด้วย” ดีเร็คอาสาว่ายไปหามันเองเพื่อกำจัดมัน


ดีเร็คว่ายไปถึงตัวมันก็พบกับสภาพที่ค่อนข้างจะดูไม่ได้เสียเท่าไหร่ก็เพราะว่า
ร่างของมันถูกฉีกขาดหลายจุดและเหลือแต่ท่อนบนพร้อมกับไร้ใบมีดอาวุธประจำกายของมัน
ดีเร็คเห็นสภาพหน้าตาของมันแล้วกลับเป็นผู้หญิงวัยกลางคนและใบหน้านั้นกำลังทรมานอย่างเห็นได้ชัด

ดีเร็ควิเคราะห์จากสภาพมันแล้วคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพวกเดียวกันเองหรือแม้แต่ชาโดว
ราวกับว่าเป็นฝีมือของมนุษย์และอาจเป็นใครก็ได้ที่เดินผ่านมาทางนี่


สู่สุขติเสีย...กร๊อบ!!!


.
.
.


หลังจากจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าอุปสรรคปละหลบหนี(เกือบ)ปางตายจากพวกชาโดว
คริสตินรีบพาจิมมี่และดีเร็คไปที่เรือลำนั้นทันที


คริสติน : นี่ไง… *ชี้ไปที่ทางเดินในเรือ*

จิมมี่ : ...ไม่ผิดแน่ รอยเท้าของนิกซ์กับอีกคนนึง

ดีเร็ค : แต่เหมือนจะไปทางเดียวและไม่กลับนะ

คริสติน : คะคือ...ทางนี้


คริสตินพาทั้งคู่เดินเข้ามาข้างในเรือซึ่งข้างในนั้นมันช่างต่างไปจากข้างนอกสิ้นเชิง
ทั้งของตกกระจัดกระจายและมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นในนี้อีก
จิมมี่เห็นรอยเลือดกระเซ็นตามขอบกำแพงหรือแม้แต่ประตูก็ยังมียิ่งทำให้เขานั้นยิ่งเป็นห่วงนิกซ์กว่าเก่า


ดีเร็ค : ...เฮ้เจอร่างครึ่งท่องของเจ้านั่นแล้ว

จิมมี่ : *เช็คสภาพ* นี่ไม่ใช่ฝีมือของนิกซ์...นิกซ์ไม่มีแรงมากพอที่จะเอาอะไรไปฟันลำตัวของมันให้ขาดแค่ครั้งเดียว

คริสติน : อ-อย่าบอกนะว่านิกซ์โดนคนนั้น... *เริ่มคิดมาก*

ดีเร็ค : อย่าพึ่งด่วนสรุปคริสติน เราต้องการน้ำหนักเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่านิกซ์จะไม่เป็นไร


ตึกๆๆ! กึกๆๆ!!


จิมมี่สำรวจเรือโดยรอบแล้วไม่มีอะไรที่น่าสนใจให้ค้นหาเสียเท่าไหร่
และเมื่อเดินกลับมาทำให้เขาตะหงิดใจว่า ถ้าเป็นนิกซ์แล้วโดนจับตัวมาแล้วเธอจะหนีไปทางไหน?


จิมมี่ : ... คริสตินไฟฉายส่องทางนี้ที

คริสติน : โอเค *ส่องไปบริเวณห้องพัก*

ดีเร็ค : ทรายและรอยรองเท้าแบบนี้ชัดเจนว่าเป็นของใครได้เลย

จิมมี่ : นิกซ์หนีไปได้...เจ้านั่นตามไป *ชี้ไปทางหน้าต่างบานหนึ่งที่มีเศษทรายติดตามขอบกระจก*

ดีเร็ค : … *สังเกตุรอยการต่อสู้*

คริสติน : แล้วนิกซ์จะเป็นอะไรไหมคะ?

จิมมี่ : ไม่ต้องห่วงคริสติน เธอน่ะเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว…
ยกเว้นถ้ามีเจ้านั่นตามอยู่เธอจึงพยายามสลัดออกไปหลายรอบ

ดีเร็ค : ชั้นรู้จักรอยนี่นะจิมมี่มันเป็นมีดโบวี่...แรงแกว่งและจังหวะการตีของเจ้าของนี่นั้นเอาเรื่องหว่ะ

จิมมี่ : มีดโบวี่? ใครใช้บ้างในกลุ่มของเรา?

ดีเร็ค : ส่วนใหญ่แล้วพวกเราใช้มีดทหารหรือไม่ก็พวกมีดที่ตามหาได้ทั่วไปเพื่อป้องกันตัวและดาบของอายุตะ


คริสติน : อึก…

จิมมี่ : …..



จิมมี่พิงกำแพงเพื่อมาครุ่นคิดต่อภาพปริศนาทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่เพราะไม่มีข้อมูลหรือบุคคลให้ข้อมูลมากกพอจึงไม่สามารถนำภาพมาวิเคราะห์ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
จนกระทั่งเขาคิดไอเดียแปลกๆขึ้นมาได้ เขาสบสายตาดีเร็คและส่องสัญญาณแปลกๆไปให้
ดีเร็คเริ่มรู้สึกแดอัดขึ้นมาและพอจะเข้าใจว่าจิมมี่กำลังจะสื่ออะไรเข้า


จิมมี่ : เราไม่ต้องตามนิกซ์ไป

คริสติน : อะเอ๋ และแล้วเราจะไปไห-


หมับ!


ดีเร็ค : แค่เราสองคนเท่านั้นคริสติน เธอว่ายเนียนๆกลับไปซะ

คริสติน : ทำไมหละ? หนูดูแลตัวเองไ-

จิมมี่ : คริสตินฟีงนะ ครั้งนี้ชั้นกับดีเร็คลุยเอง


แม้คริสตินจะพยายามถามหาเหตุผลจากทั้งคู่ว่าทำไมถึงต้องส่งเธอกลับไปด้วย
แต่ในเมื่อผู้ใหญ่ที่อวุโสกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าเธอจึงต้องทำใจกลับไปที่หมู่บ้านอย่างไร้ตัวเลือก
คริสตินออกจากเรือลำนั้นไปและค่อยๆลวน้ำอย่างนุ่มนวลและว่ายแอบเนียนๆออกไปจากบริเวณนั้นจนกว่าจะพ้นเขตของชาโดว


ดีเร็ค : ถ้ามันเป็นการสันนิฐานของจริง งั้นบอกทีสิจิมมี่ว่าเธอจะไปที่ไหน?

จิมมี่ : มีที่เดียวเท่านั้นที่เธอจะไปและเป็นที่ซ่อนตัว...



(ทางเลือกพิเศษ)
จิมมี่,ดีเร็ค,คริสตินและแซคไลฟ์ คุณจะทำอย่างไร?




สำหรับจิมมี่และดีเร็ค

*ตัวเลือกต่อไปนี้จะเป็นการวัดเส้นทางแห่งการพลิกโชคชะตาของตัวละครตัวหนึ่ง
และจะถูกเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณส่วนหนึ่ง*



1.) ดักรอนิกซ์อยู่ที่บริเวณซากเรือและซ่อนตัวอยู่ในนั้น


2.) ซุ่มรอโอกาสบริเวณหาดทรายเพื่อช่วยนิกซ์


สำหรับคริสติน


1.) กลับไปหมู่บ้านอันดามุก


2.) แอบย่องตามจิมมี่กับดีเร็คไป


สำหรับแซคไลฟ์

ตอนนี้คุณได้รับบทบาทหน้าที่ในการสอนอายุตะให้หายนิสัยขี้อายผู้หญิงแต่บทเรียนที่จะสอนเขานั้นเป็นยังไง?

*และหากมันไม่ดีขึ้นก็ต้องเข้าขั้นใช้กำลังประลองฝีมือดาบกัน ถ้าเกิดขึ้นแซคไลฟ์จะมีวิธีอะไรในการรับมือ?*
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 08 เม.ย. 2016, 06:18

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44 อัพ![7/4/59

งื้อ!!!!! ใจนึงก้อห่วงนิกซ์อ่ะนะ แต่ก้อเสียวจะโดนรีปเปอร์ฟันขาดครึ่งซะก่อน
เปลี่ยนใจละ ตอนแรกว่าจะเอาข้อ 2 เปลี่ยนเป็นข้อ 1 กลับไปที่หมู่บ้าน (แล้วไปเล่าให้กันเนอร์กับแม็กนัสฟังว่าเกิดอะไรขึ้น) น่าจะดีกว่านะ
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 451

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 08 เม.ย. 2016, 23:23

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44 อัพ![7/4/59

คราวนี้ซัดกันมันส์ระเบิด เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งแล้วไหมล่ะ (ขำที่จิมมี่ดันทะลึ่งถีบทั้งๆที่เจ็บขาซวยไปเลยตาจิม)

คำตอบ

ให้จิมมี่นั่งซุ่มอยู่บนซากเรือน่าจะดีกว่าเพราะตอนนี้เจ้าตัวเจ็บขาอยู่น่าจะวิ่งได้ไม่เร็วพอหากโดนพวกชาร์โดว์หรือรีปเปอร์โจมตี
แถมดีไม่ดีตอนนี้มีเรือที่เสียอยู่ใกล้ๆน่าจะพอซ่อมได้หากเครื่องยนต์ไม่ได้เจ๊งสนิทถ้านิกซ์ซ่อนตัวอยู่แถวๆซากเรือก็ค่อยหนีออกมายังทางที่ดีเร็คอยู่
ดีเร็คจะได้คุ้มกันให้

ส่วนดีเร็คไปหาที่ซุ่มที่ปลอดภัยอยู่แถวๆชายหาดพยายามอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ชัดและห่างๆจากรังของพวกชาร์โดว์เข้าไว้
ตอนนี้ดีเร็คมีสภาพร่างกายปกติที่สุดแล้วหากเกิดเรื่องขึ้นคงพอเอาตัวรอดได้ แถมเสียงระเบิดที่ดังสนั่นกับเสียงปืนที่ยิงต่อสู้ไปตังหลายนัด
เดาว่ายังไงคนที่งานเลี้ยงต้องมีได้ยินหรือสะดุ้งกันบ้าง (หากนิกซ์โผล่มาทางจิมมี่จริงคงได้ใช้แผนคุ้มกันแน่ๆ)

หวังว่าคริสตินจะไปถึงงานเลี้ยงได้โดยไวและกลับมาพร้อมกำลังเสริมไม่งั้นทริปนี้อาจเป็นทริปสุดท้ายของสองคู่หูนี่ก็ได้
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 13 เม.ย. 2016, 10:30

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44 อัพ![7/4/59

ครั้งนี้จะมีเรื่องแจ้งให้ทราบเล็กน้อยนะคะ รอดูอ่านข้างล่างกันได้เลยนะ
และก็ ขอให้สนุกกับเทศกาลวันสงกรานต์กันทั่วหน้านะคะ ^^

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Chapter 44.5 : What’s the truth beyond ครึ่งหลัง


ฝั่งแซคไลฟ์ บริเวณงานเลี้ยงขนาดเล็กใกล้กองไฟ
20:15น.


อีกฝั่งหนึ่งนั้นกำลังวุ่นวายอยู่กับแค่บุคคลคนเดียวที่แค่มีนิสัยขี้อายผู้หญิง
ทราวิสกับแซคไลฟ์พยาบามช่วยให้อายุตะนั้นเลิกนิสัยเจ้าปัญหานี้ก่อนที่มันจะไม่สามารถแก้ไขได้อีก


แซคไลฟ์ : โอเค...ลองใหม่อีกทีนึงนะอายุตะ

อายุตะ : อ...อั่ม...ก็ได้…

นาเดีย : ตาหนูสินะ… *เดินไปที่ข้างหลังอายุตะ*

ทราวิส : นายทำได้น่า...อย่าห่วง…อ…โอยยหัวผม

อายุตะ : โอเค! นาเดียสวัส...ดีตอนค- *หันกลับไปเห็นนาเดีย*


ว้ากก!!!!! ผมท-ทำไม่ได้!!!


ไม่ทันจะนับเลขจับเวลาถึง 10 วินาทีอายุตะรีบหันหน้ากลับด้วยสภาพที่หน้าแดงฉ่ำอย่างมาก
แซคไลฟ์ที่เห็นสภาพแบบนี้เข้าไปถึงกับเริ่มไม่สบอารมณ์แถมยังหงุดหงิดเพิ่มเท่าตัว


แซคไลฟ์ : อายุตะ!! อย่าหันกลับไปเซ่! รีบไปคุยกับนาเดียซะ!

นาเดีย : ขอร้องเถอะนะอายุตะ หันมันคุยกัน...หน่อยสิ

อายุตะ : ผ-ผมทำไมได้! ธะเธอน่า..รักเกินไป๊!!

ทราวิส : สมองง...โอยยย *กุมหัวขมับ*

แซคไลฟ์ : กินเหล้าแรงขนาดนั้นเข้าไปก็ไม่แปลกหรอก นายไปพักผ่อนซะ

ทราวิส : โอเค….จี้ดด *เดินกลับไปบ้านพักของตัวเอง*

นาเดีย : อ...อืม...ไม่อยากจะบังคับหรอกนะแต่...เพื่อตัวนายเองนะ

อายุตะ : *ค่อยๆหันมา* อ...อึก!

แซคไลฟ์ : อย่างงั้นอายุตะ ช้าๆเข้าไว้


แซคไลฟ์ค่อยๆผลักอายุตะไปข้างหน้าทีละนิดจนมาถึงบริเวณที่นาเดียยืนอยู่
สีหน้านาเดียนั้นพยายามฝืนยิ้มแทนความเศร้าที่เธอยังเก็บเอาไว้อยู่
อายุตะพยายามรวบรวมความกล้าไม่วิ่งหนีไปจากเธอ และค่อยๆกระเถิบไปหาเธอมากขึ้นเรื่อยๆ


อายุตะ : ...คะคือ...สวัส….ดีตอนค่ำ… *ยังหน้าแดงตัวสั่น*

นาเดีย : อืม...สวัสดีนะ

แซคไลฟ์ : อืม..ช้าๆเข้าไว้นะ *ค่อยๆดึงอายุตะออกมา*


แซคไลฟ์ที่เห็นว่าอายุตะทำท่าจะไม่ไหว(วิ่งหนีเช่นเคย)ก็รีบพาตัวอายุตะออกมาทันที
ส่วนทางด้านอายุตะเองก็เริ่มรู้สึกอายน้อยลงมาบ้าง แต่ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีหากไม่มีคนบังคับ


อายุตะ : ...อ...เฮ้..

แซคไลฟ์ : เห็นไหมไม่เห็นจะยากเลยนี่! นายเริ่มทำได้แล้ว!


ปั่ก!!! โอ้ยยย!!!



แซคไลฟ์เผลอตัวดันไปตบไหล่ข้างที่ยังเป็นแผลอยู่จนทำให้อายุตะต้องร้อกออกมาแบบเจ็บปวดทีเดียว


แซคไลฟ์ : เห้ยเวรหละขอโทษทีๆ!

อายุตะ : ช-ช่างมันเถอะ...เจ็บเป็นบ้าา…

นาเดีย : อืมดีแล้ว...คือ...เขาก็ดีขึ้นนะแต่...ถ้าเป็นคริสตินหละ?

แซคไลฟ์ : อันนั้นปล่อยให้มันไปเดินต่อหน้าเลย ไม่ต้องบังคับแบบนี้แล้ว

อายุตะ : อ-เอ๋!? ไม่เอานะเฮ้ยแค่นาเดียก็ยังเอาตัวไม่รอดเลยนะ!

แซคไลฟ์ : อย่ามามั่วนิ่มเลยอายุตะ!


ทั้งคู่เริ่มเถียงกันไม่เป็นเรื่องจนนาเดียเริ่มเดินถอยออกมาสองสามก้าวก่อนที่จะเริ่มตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวขึ้นมา


แซคไลฟ์ : ? เฮ้เธอโอเคไหม?

นาเดีย : ค..คือ...กลัว… *กอดตัวเอง*

อายุตะ : …..นาเดียคือ...เธอไปอยู่กับทราวิสเถอะนะ

นาเดีย : ตะแต่ไม่...อยากเดินคนเดียว ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ?

แซคไลฟ์ : ไม่เอาน่านาเดีย ที่นี่ปลอดภัยไม่มีตัวอะไรมารบกวนเธอหรอกนะไปสิ

นาเดีย : อ...โอ..โอเค *ค่อยๆเดินกลับไปบ้านพัก*


ตึกๆๆๆ!



อายุตะ : ดูเธอ...ทำท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยแฮะ

แซคไลฟ์ : อืม เป็นห่วงเธอเหมือนกัน

อายุตะ : เห้อ… *นั่งแช่กองไฟอ่อนๆ*

แซคไลฟ์ : ใจกว้างเข้าไว้อายุตะ...นายทำเต็มที่แล้ว

อายุตะ : ขอบคุณ แค่...สงสัยเล็กน้อย

แซคไลฟ์ : อะไรหละ?

อายุตะ : ตอนที่อยู่กับนิกซ์นั้นเธอบอกผมว่า นาเดียมีปัญหาทางด้านจิตใจ
ผมกลัวว่า...เธอจะ…

แซคไลฟ์ : ฮั่นแน่แอบชอบหละสิท่า

อายุตะ : จ-จะบ้ารึไง!? ผมไม่ได้ชอบเธอแม้แต่น้อย!

แซคไลฟ์ : เอาเถอะ เพราะยังไงนายกับชั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ในเรื่องพวกนี้


ทั้งคู่เริ่มสงบนิ่งลงชั่วครู่ท่ามกลางกองไฟอ่อนๆ แต่อายุตะยังกังวลอะไรบางที่เขานั้นยังไม่สามารถเลิกได้
แซคไลฟ์จับปลาย่างที่ยังเสียบไม้เหลือไว้อยู่ขึ้นมากินอย่างเงียบๆก่อนที่จะเปิดประเด็นใหม่ว่า


แซคไลฟ์ : มีพี่น้องบ้างไหม...อายุตะ?

อายุตะ : คือมันก็มีแหละแต่พวกเขาตายหมดแล้ว

แซคไลฟ์ : โอ้ว...เสียใจด้วยนะ

อายุตะ : ไม่เป็นไรหรอกน่า มันต้องมีเวลาที่เรานั้นต้องล้มบ้างแหละ

แซคไลฟ์ : ที่จริง...ผมมีน้องสาวคนเดียวนะแต่เธอเป็นคนที่...เย็นชาเอาเรื่อง

อายุตะ : ดีแล้วนี่ที่ยังมีน้องสาวอยู่เพราะอย่างน้อยนายก็ยังรู้ว่าเธอยังอยู่

แซคไลฟ์ : หรอ? สงสัยเราจะคิดค่อนข้างจะต่างกันนะอายุตะ

อายุตะ : ...โอ้…...พอจะเข้าใจหละ


อายุตะเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศแบบแปลกๆจนเขารู้สึกถึงสถานะที่เรียกว่า เดจา วู
และยิ่งเห็นสีหน้าแซคไลฟ์เริ่มทำหน้าเย็นชาใส่แล้วยิ่งทำให้ตัวเขาคิดว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจนั้นใช่แน่นอน


แซคไลฟ์ : บางครั้งก็อย่า...เสือกเรื่องคนอื่นเขาให้มากนักก็พอ

อายุตะ : โทษทีๆ พอดีไม่ค่อยจะมีคนคุยแบบนี้เสียเท่าไหร่

แซคไลฟ์ : มาซ้อมดาบกันไหม?

อายุตะ : ยืมดาบอีกและ? เอาสิไหนๆก็ได้ซึมซับกระบวนท่าสักหน่อยก็ดี


ทั้งคู่เดินออกจากกองไฟและให้ดาบคนละเล่มพร้อมเตรียมท่าฟันต่อสู้
แน่นอนว่าวิถีแห่งดาบนั้นแต่ละสำนักย่อมสอนไม่เหมือนกัน
จึงเป็นโอกาสอันดีงามที่จะได้ฝึกและถ่ายทอดวีชาความรู้ให้แก่กัน



แซคไลฟ์ : คนแพ้นอนข้างนอกนะ!

อายุตะ : งั้นก็ขอความกรุณาด้วยแล้วกันนะและจะไม่ยอมด้วย! *โค้งคำนับก่อนตั้งท่าดาบ*


พรึบ!!! ชิ้ง!! เก้งๆๆ!!!


การดวลประลองดาบได้เริ่มต้นขึ้นเพราะความต้องการของทั้งคู่เอง
ไม่ว่าฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะนั้นมันไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือการสร้างมิตรภาพและความสามัคคี
ความสนุกที่ทั้งคู่ได้รับในคืนนี้อาจจะเป็นคืนเดียวและครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่จะได้สร้างความสนุกแบบนี้ด้วยกันก่อนจากลา



.
.
.



ทางด้านคริสติน
20:40น.


ตึกๆๆๆ!!


หลังจากเหตุการณ์แสนวุ่นวายในตอนนั้น ทำให้เธอคนนี้ตระหนัถึงสองอย่าง
อย่างแรกเลยคือ ไม่ว่าจะไปที่ไหนห้ามไปคนเดียวเป็นอันขาด
และอย่างที่สองคือ ไฟฉายสำคัญต่อชีวิตตัวเองอย่างยิ่ง(เดี๋ยวนะๆ =.=)


คริสติน : อีกไม่กี่กิโลจะถึงหมู่บ้านแล้ว


ตึกๆๆ!! ปั่ก!!!!! โอ้ย!!


ระหว่างที่เธอกำลังวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะได้กลับโซนที่ปลอดภัยนั้นเองเธอกลับไปชนใครเข้าอย่างจัง
และเมื่อเธอรีบเอาไฟฉายส่องบุคคลผู้นั้นกลับเป็นบุคคลที่เธอนั้นค่อนข้างแปลกใจอยู่เอาเรื่อง


คริสติน : อะ...น-นาเดีย? เธอมาทำอะไรที่นี่?

นาเดีย : ค...คือ…..เดินเล่น *ในมือถือพลั่วอยู่*

คริสติน : เธอไม่ควรจะมาอยู่ข้างนอกนะ กลับกับเราเถอะเดี๋ยวจะพาไปห้องนอนเองนะ

นาเดีย : ม-มะไม่เป็นไร...อยากจะ...เดินเล่นนะ ขอตัวก่อน

คริสติน : จะไปไหนหน่ะ? ให้ไปเป็นเพื่อนไหม?

นาเดีย : *ทำหน้าตาลุกลี้ลุกลน* ม-ไม่ต้อง เดี๋ยว...เดี๋ยวกลับเอง...ขอบคุณ


คริสตินเริ่มสงสัยพฤคิกรรมของนาเดียว่าทำไมสีหน้าเธอกับคำพูดของเธอที่กำลังทำแบบนี้นั้น
ถึงได้ต่างกันสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังสงสัยกว่าเก่าว่าตั้งแต่เช้าสายบ่ายเย็นนั้น นาเดียหายตัวไปไหนและไม่มีใครเห็นเธอเลย


ตี้ดๆ! ตี้ดๆ!! !?



เสียงที่คล้ายกับโทรศัพท์ในกระเป๋าของนาเดียดังขึ้น มบหน้าของเธอในตอนนั้นเริ่มมีท่าทางตกใจอย่างมาก
และพยายามวิ่งหนีจากคริสตินให้ไวที่สุดแต่คริสตินนั้นก็ใช่ว่าจะปล่อยเธอไปง่ายๆ


คริสติน : เดี๋ยวก่อนนาเดียโทรศัพท์เธอดังนี่!

นาเดีย : ม-ไม่ใช่! มันเป็นน-นาฬิกาปลุก! *พยายามสลัดมือคริสตินออกไป*

คริสติน : นาเดียชั้นขอแค่ตรวจกระเป๋าเธอเท่านั้นเองส่งมาสิ!

นาเดีย : ม-ไม่! ข...ของส่วนตัว!!!


พรึบ! ผัวะ!!! โครม!!! ตึกๆๆๆ!!!


นาเดียเริ่มมีอาหาคลุ้มคลั่งขึ้นมาเหมือนเธอนั้นจะขาดการกินยาระงับประสาทมาสักระยะ
เธอจึงตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่เธอนัเนจำเป็นต้องทำ นั่นก็คือการเอาพลั่วที่ได้มานั้น
ฟาดใส่หลังคริสตินเต็มแรงสุดชีวิตและสลัดมือของเธอให้พ้นจากกระเป๋าของตัวเองก่อรที่จะวิ่งหนีออกไป


คริสติน : อะ….นาเดีย… *พยายามลุกแต่ทนแรงตีไม่ไหว*

นาเดีย : ข...ขอโทษ….ขอโทษ! *วิ่งสุดชีวิตหนีปีนเนินหินไปฝั่งตรงข้ามถนน*

.
.
.


ดีเร็ค : ...ทำไมนาเดียถึงได้…


ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังใช้กำลังในการต่อสู้อยู่นั้นเอง ห่างจากพวกเขาประมาณ 3-4 กิโลเมตร
ดีเร็คกำลังซ่อนตัวอยู่บริเวณเนินหินชันและเช็คอาวุธของตัวเองไปในตัว
และดันไปเจอกัยสถานการณ์แบบนี้เข้าให้ ดีเร็คใจนึงนั้นอยากจะไปช่วยคริสตินแต่
เขาเองก็ไม่อยากให้นิกซ์หรือจิมมี่ที่ไปดัดซุ่มอยู่อีกฝั่งนึงนั้นเสียเปรียบเวลาตอนเจอชาโดวฝูงใหญ่หรือตัวอะไรก็ตาม


ดีเร็ค : โชคดีจริงๆที่เจ้านั่นซ่อมให้แล้ว


ตี้ดๆ! ซ่าๆๆ!!


สิ่งที่ดีเร็คหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อตัวเองนั้นคือวิทยุอันเล็กที่ครั้งนึงถูกคลื่นเสียงของสัตว์ปลาดร่างใหญ่ยักษ์
ช็อดจนใช้การไม่ได้ แต่เมื่อไอแซ็คอยู่ในกลุ่มแล้วนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ไอแซ็คช่วยซ่อมวิทยุสื่อสารทั้งอันขนาดจิ๋วหวิ๋วยันจนอันใหญ่แทบจนหมดทั้งหมู่บ้าน(โดนบังคับเสียมากกว่า)


ดีเร็ค : *ติดต่อจิมมี่* [นี่ดีเร็คพูด ได้ยินชัดไหม?]

จิมมี่(จากซากเรือ) : [ยังอยู่ดีมีอะไร?]

ดีเร็ค : [ชั้นเห็นนาเดียกับคริสตินอยู่ด้วยกัน และดูท่าทางแล้วจะมีเรื่องกันว่ะ]

จิมมี่ : [เกิดอะไรขึ้นหละ?]

ดีเร็ค : [ไม่รู้ว่ะ แต่ถ้าให้บอกแบบคร่าวๆคือนาเดียทำร้านคริสตินเหมือนจะกลัวอะไรบางอย่าง
ตอนนี้เธอหนีขึ้นไปด้านบนแล้วส่วนคริสตินยังอ่วมอยู่เลย]


จิมมี่ : [เวรหละนาเดียเธอทำบ้าอะไรเนี่ย]

ดีเร็ค : [จะให้ตามไปดูไหม?]

จิมมี่ : [อย่าดีเร็ค...ให้พวกที่อยู่ข้างในเขาจัดการกันเอง ตอนนี้เรากำลังแย่]

ดีเร็ค : [แย่ยังไงวะ?]


แฮ่!!!!! โอกกกกกก!!!


เสียงที่ดีเร็คกำลังได้ยินจากแดนอันไกลแสนไกลคือ เสียงคำรามและหลอนของพวกผีดิบกลายพันธุ์
หลายตัวกำลังโห่ร้องด้วยความน่ากลัว โดยเฉพาะเสียงของชาโดวนั้นยิ่งเด่นชัดเป็นพิเศษ

ราวกับว่าพวกมันกำลังตามเสียงระเบิดในตอนนั้นมาอย่างเชื่องช้าแต่อัดแน่นไปด้วยกองทัพนับร้อยหรืออาจเกินห้าร้อย
ดีเร็คเริ่มมีอาการวิตกเล็กน้อยพร้อมกับทำสีหน้าที่เครียดพอสมควร
ไม่แพ้ทางจิมมี่เช่นเดียวกัน แต่ตัวเขานั้นมีบุคคลที่สำคัญกว่าที่ต้องซีเรียส


ดีเร็ค : [จะรีบติดต่อไอแซ็คและให้กระจายข่าวไปให้แล้วกัน]

จิมมี่ : [งั้นก็ดีเพราะเราเสียเวลากับการเดินทางไม่ทันการแน่ๆ…?? ต้องวางแล้วมีคนมา]


ตี้ด!


หลังจากการสนทนาชั่วคราวยิ่งทำให้ดีเร็คเริ่มหัวเสียและกดดันเอาเรื่องเพราะแม้จะแจ้งข่าวไปให้
กับทางข้างในก็จริง แต่ดูสภาพแต่ละคนแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากคนเมาแล้วน็อคคาที่สถานเดียว
ถึงจะมีคนที่ยังมีสติสตังสู้ร่วมด้วยแต่ดูแล้วคงจะไม่เกินครึ่งแน่นอน
สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ตอนยั้นมันคือสิ่งเดียวที่เขาเลือกตัดสินใจที่เหมาะที่สุด...


ดีเร็ค : เวรเอ้ย...



.
.
.




ชายหาดบริเวณซากเรือ
21:00น.


เสียงคลื่นทะเลอันแสนสงบค่อยๆซัดเข้าฝั่งอย่างเป็นจังหวะ
ภายนอกที่มีแต่เสียงดนตรีแห่งความหวาดกลัวพร้อมกับความหลอนชวนกดประสาทไปทั่ว
ยิ่งเป็นบริเวณซากเรือแห่งนี้อาจไม่ต่างอะไรไปจากวถานที่ถ่ายทำผีสิงดีๆนี่เอง


พรึบ!!! พรึบ!!! ลงจอดๆๆๆ!!!


มีเสียงๆหนึ่งนั้นดังลั่นทั่วท้องฟ้าสีน้ำเงินปนดำท่ามกลางแสนจันทร์อันน้อยนิด
แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้มาจากพื้นดิน...แต่มาจากท้องฟ้า


ฟรึบๆๆๆ!!! ลงจอดว้ายย!!! โครรมมม!!!


เจ้าของเสียงอันแจ๋วแจ้วนั้นได้ใช้อวัยวะลักษะคล้ายปีกนั้นค่อยๆกระพรือลงพื้นลงจอดอย่างกระทันหันเกินไป
จนเสียการทรงตัวและตกหัวคว่ำขเมนตรงบริเวณทรายแสยหยาบร่วน
ร่างกายที่สะบักสะบอมไปทั่วตัว,กลิ่นควันแสนอบอวลเล็กน้อยสะสมตามเสื้อผ้า
ที่มอมแมมและบางส่วนยังขาดรุ่งริ่งพร้อมกับตัวที่ยังเปียกโชก ร่างของเธอนั้นไถลตามหากทรายจนเกือบจะชนเข้ากับซากเรือเต็มที่


นิกซ์ : พรวดดด!!! โอ้ยเหนื่อยชะมัด!!!


นิกซ์พ่นทรายออกมาจากปากตัวเองพร้อมกับรีบเก็บปีกของตัวเองเข้าไปก่อนที่จะมีใครมาเห็น
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอนั้นกังวลมากเท่าไหร่เพราะยังมีเรื่องหนึ่งนั้นที่เธอเป็นห่วงกว่า


นิกซ์ : โอยย...เจ็บๆๆๆ *ค่อยๆลุกขึ้น* แ...แซม! แซมนายอยู่ไหน!?

แซม : อยู่นี่… *อยู่ข้างบนยอดต้นมะพร้าว*


เพราะคนที่เธอควงไปด้วยตั้งแต่ท่าเรือนั้นไม่ใช่ใครนอกจากบุคคลผู้เดียวคือแซม
แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยอยากจะบอกความลับของตัวเอง แต่ทว่าสถานการณ์มันบีบบังคับและไม่มีตัวเลือก
เธอจึงตัดสินใจที่จะต้องเปิดเผยความลับของตัวเองและรีบพาแซมออกจากที่นั่นหากไม่มีรีปเปอร์ตัวนั้นมา...


นิกซ์ : อ..อุ๊บ ข-ข้อมูลหละ!? ได้มาป่าว!?

แซม : หายห่วง...เก็บไว้อย่างดี *ยกโทรศัพท์ที่ใส่ถุงพลาสติกชั้นดีให้ดู*

นิกซ์ : อั่มจะให้ไปรับข้างบนไหม?

แซม : ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวลงไปเอง


พรึบ! ครืดดดดด!! ตุบ!! ฟรืบ!!!


แซมจับมะพร้าวที่สุกคาต้นมะพร้าวอันโอชะมาหนึ่งลูกและกระโดดลงมาโดยไม่มีอะไรช่วยประคองหรือ
แม้แต่อุปกรณ์ปลอดภัยตอนลงข้างล่าง แต่แซมกลับหน้าตาแสนเย็นชา
เหมือนเขาจะเคยทำแบบนั้นมานานแล้วหลายรอบ
ร่างของแซมร่วงลงพื้นทรายอย่างสบายๆ และไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวของเขา

ใบมะพร้าวบางใบเริ่มตกลงมาพร้อมส่งเสียงอันคุ่นเคยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในชายทะเลแบบนี้
สภาพร่างกายของแซมก็ไม่ต่างจากตอนที่สู้กับแซคไลฟ์ในตอนนั้น
เพียงแค่มีรอยขาดตามเสื้อผ้าและเผยเสื้อเกราะพิเศษที่ยังใส่คงประพันให้เห็นลางๆและเสื้อผ้ายังเปียกให้เห็นอีกคน


แซม : *เคาะมะพร้าวกับต้นมะพร้าวจนแตกออกมาพร้อมน้ำมะพร้าวพุ่งออกมา* กินซะ ชดเชยกับน้ำที่เสียไป

นิกซ์ : โอ้วขอบคุณมาก *รีบคว้าลูกมะพน้าวมาดื่มแก้กระหายสุดๆ*

แซม : …..ขอโทษด้วยแล้วกันในตอนนั้น…

นิกซ์ : อ่า! อร่อย...อะอืมไม่เป็นไรหรอก นายน่าจะบอกชั้นก่อนว่าจะมีเรื่องแบบนั้นด้วย

แซม : เอาเถอะ… *มองนาฬิกาในโทรศัพท์ตัวเอง*

นิกซ์ : ถึงเวลาแล้วหรอ?

แซม : อืม...มาสิ


แซมเดินไปบริเวณซากเรือที่จอดร้างเอาไว้เกยตื้นทะเลขึ้นมาและมาตรงเวลานัดหมายที่ตัวเองนั้นนัดเอาไว้
แต่หารู้ไม่ว่า ไม่ใช่แค่พวกเขาทั้งสองอยู่บริเวณนั้นเพราะยังมีบุคคลที่สามกำลังซุ่มมองอยู่จากในซากเรือ


จิมมี่ : *แอบชำเลืองมองขณะซ่อนตัว* เจ้านั่นจริงๆด้วยสินะ…

นิกซ์ : โอเค...หวังว่าชั้นจะ...พอช่วยสืบข้อมูลมาได้นะแซม

แซม : เธอทำได้ดีอย่าห่วงไป...เพียงแค่ต้องฝึกลงจอดบินเสียหน่อย

นิกซ์ : ก็มันไม่มีเวลาฝึกนี่! แค่นี้ก็จะแย่อยู่แล้วด้วย...แต่...ทำไมนายถึงรู้ว่า…

แซม : “ผู้ควบคุมไวรัสหายสาบสูญ” หรือจะให้พูดง่ายๆคือ…
นิกซ์ เธอคือผู้มีพลังวิเศษจากการได้รับ Ultra Virus

นิกซ์ : อึก… *กลืนน้ำลายตัวเอง*

แซม : มันคือฉายาที่พวกคลีนเนอร์มันตั้งเอาไว้หน่ะ อีกอย่าง...ผมก็ไม่เชื่อเท่าไหร่หรอกว่าจะมีอยู่จริงแต่ก็..

นิกซ์ : แซม...คือ…

จิมมี่ : ……

แซม : อย่าคิดมากสินิกซ์ ผมไม่ได้อยู่ฝั่งนั้นแต่...เพียงแค่… *สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนหมองมน*


คำสนทนาตรงนั้นไม่ใช่แค่นิกซ์เท่านั้นที่ยังตะลึง จิมมี่เองก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินเช่นกัน
แม้จะมีข่าวลือมากมายใน Z.S.S. หรือแม้แต่ Cleaner ที่เขาจะเคยพยายามค้นหามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทุกข่าวลือนั้นไม่มีน้ำหนักหรือมีแค่ลมเปล่าๆเท่านั้น
ส่วนแซมเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเองมากนักที่จะได้มาพบกับบุคคลที่หลายๆองค์กร
ที่ไม่ใช่แค่พวก Cleaner เท่านั้นที่ต้องการตัวเธอกลับยังมีมือเงามืดอีกหลายที่ที่ต้องการตัวเธอเช่นเดียวกัน

แต่ถึงกระนั้นนิกซ์เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีกับแซมเพราะเธอนั้นเริ่มเห็นความลับอะไรบางอย่างจากแซม
แต่เพียงแค่ว่าตัวเขานั้นไม่ยอมบอกออกมาเสียที


นิกซ์ : ม...ไม่เป็นไรหรอกชั้นจะฟัง

แซม : ?? แต่ว่า…

นิกซ์ : ถ้ามันเป็นเรื่องไวรัสหรืออะไรพวกนั้นชั้นไม่สนหรอก สนแค่ว่า...ชั้นจะทำยังไงให้คนที่มาคุยด้วยสบายใจขึ้น

แซม : ...อืม...นั่นสินะ ไม่ได้ยินคำพูดแบบนี้มานานเท่าไหนแล้ว?

นิกซ์ : ที่จริงชั้นเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจะได้มาพบ...คนประเภทนายที่ค่อนข้างจะ…
ไม่รู้สิ พวกตื๊อไม่เลิกแถม...ยังกวนมุขโอ้ยได้อีก

แซม : เธอเนี่ยเหมือนพ่อเธอเลยนะ *อมยิ้มเล็กน้อย*

นิกซ์ : รู้จักพ...โอ้วลืมไปพ่อชั้นก็อยู่ Z.S.S.


นิกซ์วางลูกมะพร้าวเอาไว้ตรงที่เธอยืนอยู่และเดินไปหาแซมที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัวคนเดียว
แต่สีหน้าที่บ่งบอกออกมานั้นเหมือนเขาจะยังไม่กล้าบอกอะไรบางอย่างกับเธออยู่หลายเรื่อง


แซม : ...เธอคิดว่า Ultra Virus นั้น...มันเปลี่ยนชีวิตเธอยังไง?

นิกซ์ : ...ไม่รู้สิ...มันเหมือนกับว่าชั้นมีอวัยวะ 33 ส่วนในร่างกายตัวเอง
และทำให้สภาพร่างกายตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปด้วย รวมไปถึง...การดำรงชีวิตอยู่

แซม : คิดว่ามันมีแค่นั้นรึไง?

นิกซ์ : จะ...จะไปรู้ไหมเล่า? เล่นถามกันโต้งๆแบบนี้…เดี๋ยวทำไมนายถึงถามเรื่องนี้?

แซม : เธอเคยเชื่อเรื่อง...คนที่เคยโกงความตายไหม?

นิกซ์ : มันก็มีแค่พวกที่อยู่ในนวนิยายเท่านั้นนี่ ส่วนใหญ่ถ้าโกงความตายได้คงจะเป็นอีพวกนั้น

จิมมี่ : *บ่นในใจ* เขาหมายถึงเธอรู้สึกตัวหน่อย...

แซม : โลกสวยจังนะนิกซ์ เธอยังไม่เข้าใจแก่นแท้หรอกว่าคนโกงความตายได้มันเป็นไง

นิกซ์ : แซม...นายจะสื่อถึงอะไรกันแน่?


แซมเริ่มออกอาการลังเลอย่างมากและพยายามที่จะพังทลายกำแพงแห่งความคิดฟุ้งซ่านให้มันหมดไป
แต่ทว่ามันก็ยังอยู่สิงสถิทในหัวของเขาอยู่เรื่อยๆ
นิกซ์พอจะเข้าใจแซมดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาในอดีตอันแสนเจ็บปวดแม้เธอจะยังไม่รู้เรื่องก็ตาม
เพราะเธอสามารถสัมผัสได้ถึงความเศร้าและแรงอาฆาตแค้นส่วนหนึ่งจากตัวแซมเองส่งผ่านมาหาเธอ


แซม : ...เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ดร.ฟรานซิสสามารถผลิตไวรัสระดับร้ายกาจและน่ากลัวที่สุด… Ultra Virus
จนหลายองค์กรเริ่มหวั่นผวากับเรื่องนั้นและพยายามที่จะแย่งผลประโยชน์จากเขาโดยการไปขโมยมันมา
แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่า น่าสมเพศชะมัด…

นิกซ์ : ทำไมถึงพวกเขา…

แซม : ยังไม่เข้าใจอีกหรอนิกซ์? Ultra Virus คือไวรัสที่ทรงพลังที่อาจเท่ากับพลังจากพระเจ้าที่บรรดาลลงมายังโลกมนุษย์..
แต่มันแค่ในสายตาของพวกผู้คนโลภมากเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วมันคือไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยปีศาจซาตานต่างหาก!

นิกซ์ : !? ช...ชั้นไม่ได้ต้องการจากมันเหมือนกัน! และชั้นก็อยากจะมีชีวิตปกติเหมือนกัน!

แซม : ...เธอคิดหรอว่าชีวิตของเธอจะดีขึ้นหลังจากได้รับมันมาน่ะ!? ผมคงเดาว่าคงไม่…
สักวัน พวกนั้นที่ไม่ใช่แค่คลีนเนอร์ที่ต้องการตัวเธอ อาจจะเป็นไปได้ว่า…
พวกเขากำลังจับตามองพวกเราอยู่...รอวันที่จะขโมยสิ่งนั้นไปได้ในที่สุดและสร้างอสูรกายออกมา!


นิกซ์เริ่มหวนกลับไปยังความทรงจำอันเลวร้ายของเธอ ภาพที่ยังหลอนติดตามไม่เลิกจนเธอนั้นไม่อยากจะเห็นมันอีก
แซมเองก็ไม่อยากจะทำร้ายจิตใจของเธอไปมากกว่านี้จึงได้ทำแค่เงียบลงไปและไม่พูดอะไรอีก
แต่แล้วมันก็มีบางอย่างเริ่มเข้ามาสะกิดใจของเธอราวกับว่าเธอนั้นกำลังได้พบกับคู่หูร่วมชะตาชีวิตในภายภาคหน้าต่อไป


แซม : หวังว่าเธอจะเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงนะ… *เดินหันหลังกลับไป*


หมับ!!!


นิกซ์ : เดี๋ยว!...คือ...นายยังไม่บอกบางอย่างกับชั้นนะ!

แซม : !?

นิกซ์ : นายอยากจะบอกอะไรชั้นอีก? ชั้นรู้สึกได้ถึงมันนะว่า…
นายอยากจะบอกอะไรบางอย่างแต่นายไม่กล้าบอกต่อหน้าชั้น

แซม : ผม...ผมไม่มีอะไรที่จะบอกคุณ *พยายามหลบสายตาจากนิกซ์*

นิกซ์ : ไม่! นายยังมี!

แซม : …..

นิกซ์ : นายพยายามจะบอกอะไรบางอย่างชั้นสัมผัสได้ แต่นายไม่ยอมบอกเสียทีเหมือนชั้นจะไปบอกใครต่อ
นาย...นายไม่ไว้ใจชั้นรึไง?

แซม : ป...เปล่า...แค่…

นิกซ์ : แซม...นายเกี่ยวข้องอะไรกับ Ultra Virus? ทำไมนายเอาแต่โทษมันและเกลียดชังมันเข้าลำไส้แบบนี้?

แซม : ….. *เริ่มมีสีหน้าที่อึดอัดสุดขีด*

นิกซ์ : บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้นะแซม...เพราะถ้านายเกลียดมันนั่นก็คือนายเกลียดชั้นด้วย


นิกซ์รีบยิงคำถามแห่งความน่าสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นใส่แซมทันที
เพราะไม่อยากให้เขานั้นต้องมาเก็บอะไรแบบนี้อีกแล้วและจะได้รู้ว่าทำไมเขาถึงเกลียดชังไวรัสตัวนั้น
ส่วนจิมมี่ที่แอบฟังคำสนทนาตั้งแต่ต้นยันจนบัดนี้ก็สงสัยเช่นเดียวกันว่าทำไมแซมเป็นแบบนี้


แซม : … *ถอนหายใจเฮือกใหญ่* สัญญากับผม...ว่าจะไม่หนีไปหลังจากบอกแล้ว

นิกซ์ : ...ชั้นสัญญาแค่บอกชั้นมาก็พอ…

แซม : ...ถ้างั้น… *ถอยหลังออกมาสองสามก้าว*

นิกซ์ : นายจะทำอะไรน่ะ?

แซม : ...หลับตาก่อนสิ

นิกซ์ : เอ๋ ทำไมถึงให้…

จิมมี่ : …มันคิดจะทำอะไร? *ค่อยๆชะเง้อหน้ามองออกไปดูพร้อมกำปืนแน่น*

แซม : บอกหลับตาก่อนไง *มองเธอด้วยดวงตาที่หมองมนเอาควร*

นิกซ์ : ก็ได้ๆ หลับคือหลับตานะ *ปิดตา*

แซม : …..

นิกซ์ : ...อืม.. *แอบลืมตา*

แซม : เห็นนะว่ายังไม่หลับตาน่ะ

นิกซ์ : ให้ตายแอบดูนิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ *หลับตาต่อ*


อึก!....กรรร...กรรร!! !!?


เสียงแห่งความหลอนประสาทและความน่ากลัวเริ่มปกคลุมบริเวณนี้
เสียงคำรามอ่อนๆค่อยๆเคลื่อนย้ายเข้ามาหาทั้งนิกซ์และจิมมี่อย่างเชื่องช้า
แม้นิกซ์จะยังหลับตาอยู่แต่เธอก็เริ่มเป็นห่วงแซมอย่างมากว่าเสียงนั้นมันมาจากไหน
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับแซมกันแน่แล้วทำไมเขาถึงให้หลับตาด้วย

ต่างจากจิมมี่ที่กำลังส่องการเคลื่อนไหวทั้งคู่ในเงามืดแต่สีหน้าของเขานั้นเริ่มเปลี่ยนไปจาก
ความเข้มขรึมมาเป็นหวาดกลัวอย่างไร้สาเหตุราวกับว่ากำลังพบเจอสิ่งที่น่ากลัวกว่าภาพหลอนของตัวเอง
เสียงหายใจถี่ที่ไม่เป็นจังหวะบวกับหัวใจที่เต้นรัวมากจนแทบจะจับจังหวะไม่ได้
ภาพที่จิมมี่เห็นนั้นอาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อาจจะหลอนเขาไปในตลอดชีวิต


จิมมี่ : !?... *เอามือกุมปากตัวเอาเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงดังออกมา*

นิกซ์ : แซม...แซม? ลืมตาได้ยัง?

แซม : *ไร้การตอบสนอง*

นิกซ์ : แซมชั้นจะ *ลืมตาขึ้นมา* !!? ซ...แซม…


กรรรร!!….แฮ่ก! แฮ่ก!


สิ่งที่นิกซ์และจิมมี่กำลังมองเห็นตรงหน้านั้น...อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว…
บุคคลที่อยู่ตรงข้างหน้าของพวกเขานั้นไม่ใช่คนหรือมนุษย์ที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป

ดวงตาสีแดงคมกริบเหมือนปีศาจราวกับเลือดแดงสดแทนที่ดวงตาสีเขียวมรกตจากเดิม,
ผมสีเทาที่ถูกลมพัดผ่านจนเริ่มไม่เป็นทรงของตัวเอง ราวกับว่าเขาได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา,
สีผิวที่ซีดกว่าเดิมจนนึกว่าคือผีดิบเดินได้ในโลกใบนี้,เล็บสีขาวที่ยาวและแหลมคมพร้อมที่จะฆ่าเหยื่อเมื่อไหร่ก็ได้
ใบหูที่ยื่นงอกออกมาเล็กน้อยราวกับไม่ใช่ใบหูของมนุษย์,และเขี้ยวงอกออกมาจากปากพร้อมที่จะกระชากหรือกินเหยื่อทั้งเป็นสบายๆ


นิกซ์ : ...ซ...แซม… *เริ่มกลัวขึ้นมา*

จิมมี่ : ข...ขืนเป็นแบบนี้...แ...แต่ว่า
*กำปืน UMP45 ไว้แน่นเตรียมยิงแต่ไม่กล้าเพราะเห็นแซมกลายร่างซะแบบนั้นเข้าไปถึงกับช็อคและแทบทำอะไรไม่ถูก*


แซม ที่ตอนนี้กลายร่างมาเป็นปีศาจหรืออสูรกายอันน่ากลัวจนทั้งสองคนที่มองเห็นร่างกายใหม่ของเขาเข้าไปนั้น
แทบจะทำอะไรไม่ถูกใจนึงของทั้งคู่กำลังกลัวสุดขีดที่มาเจออะไรแบบนี้แต่อีกใจที่อยู่ก้นลึกของพวกเขาอยากจะเผชิญหน้าจริงจัง
เสียงลมหายใจของแซมพ่นออกมาอย่างเชื่องช้าแต่แฝงไปด้วยเสียงของสัตว์ปละหลาดที่อยู่ในร่างแบบนี้


แซม : … *ขยับมือตัวเอง* นิกซ์…

นิกซ์ : ..ว่าไง? *กำลังกลัวแต่ยังใจดีสู้เสือต่อไป*

แซม : ...คิดว่า...สภาพแบบนี้ยังอยากจะอยู่อีกไหม?



(ทางเลือกพิเศษรอบที่ 2)
แม้ทุกคนอ่านแล้วจะรู้ความลับ แต่คนๆเดียวที่รู้
และเห็นทุกสรรพสิ่งนั้นคือจิมมี่คนเดียว ฉะนั้นอย่าเอาเรื่องนี้ไปยำแบบอื่นเสียหละเพราะถือว่า
ตัวละครตัวอื่นยังไม่รู้นะคะ

แต่แน่นอนว่า...ใช่ว่าคนอื่นจะไม่ถามนะ คริสตินกับดีเร็คด้วยยย




สำหรับจิมมี่

1.) รีบออกจากกำบังและลากนิกซ์หนีจากแซม


2.) ยังคงแอบสังเกตุการณ์ต่อไปรอเวลาเหมาะที่จะเข้าไปลากนิกซ์ออกมา



สำหรับคริสติน


1.) ตามนาเดียที่ทำท่าพิรุธไป


2.) รีบกลับหมู่บ้านไปบอกข่าวกับทุกคน


สำหรับดีเร็ค


1.) รอนิกซ์กับจิมมี่มา


2.) ช่วยคริสติน


=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=

= หลังจากตอนนี้ไปจะขอวกกลับไปหาฝั่งคริสแล้วนะคะเพราะว่าทิ้งเหินห่างไปนานค่อนข้างพอสมควร
และที่สำคัญเลยคือ อัตราการลงหลังจากนี้จะเริ่มช้าลงเล็กน้อย
เนื่องจากแบบฝั่งคริสยังใช้เป็นโหมดบรรยายแบบนิยายจึงต้องให้เวลากับมันพอสมควร

= วันนี้ไหนๆก็มาเห็นการบินของนิกซ์แล้วจะขอเสริมข้อมูลให้อ่านกันเล่นๆไปพลางๆนะคะ
การร่อนลงจอดของการบินไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินโดยสารหรือเครื่องบินรบแม้แต่ฮอเล็กฮอใหญ่
จะมีคำศัพท์เฉพาะตัวของมันนะคะ การลงจอดนั้นจะเรียกว่า landing ส่วนการนำเครื่องบินขึ้นจากสนามลู่วิ่งจะเรียกว่า take off นะคะ ^^

= ข้อมูลที่แซมบอกไปนั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงหรืออาจะเป็นเรื่องแต่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารนาของทุกท่านนะคะ

= ส่วนทางด้านในหมู่บ้านนั้นต้องลุ้นกันแหละค่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากมีเสียงระเบิดดังขึ้นมา 50/50 แล้วกันเนาะ

= ส่วนดีเร็คกับคริสตินนั้นไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะนุ่นเตรียมเซอร์ไพร้ส์เอาไว้แบบไม่ให้ลุกขี้นยืนต้องคลานกันเลยดีเทียว
ฉะนั้นแม้ทางเลือกครั้งนี้จะสั้นมาก แต่แน่นอนว่างสองทางนี้นำไปสู่จุดที่น่ากลัวที่สุดแน่นอน


=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=

นิกซ์ - กลัวและตกใจ
กันเนอร์ - พักผ่อนรักษาตัว
แม็กนัส - เตรียมอาวุธสู้ศึกภายภาคหน้า
นาตาชา - ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน
บอริส - เช่นกันกับข้างบน
อิจิส - เฝ้าเวรกะสองแทนเพียส
ดิเอโก้ - เตรียมตัวลาดตระเวนในหมู่บ้านแทนนาตาชา
ซูลู - พยายามยื้อชีวิตชาวบ้านที่ป่วยให้นานที่สุด
กรรชัย - วางแผนและติดต่อสื่อสารขอกำลังเสริมในบ้านประชุม
ลีออน - ช่วยงานกรรชัยและค้นหาข้อมูลพวกฝั่งศัตรู
จิมมี่ - สับสนและหวาดผวาแซม
ดีเร็ค - ตึงเครียดกับสถานการณ์แบบนี้
คริสติน - ภาวนาและหวังให้นิกซ์กลับมาอย่างปลอดภัย
แซม - อึดอัดปนเศร้าเล็กน้อย
แซคไลฟ์ - ผ่อนคลายกับการคุยกับอายุตะและคิดถึงน้องสาว
อายุตะ - เริ่มมีความกล้าเล็กน้อยแต่ยังกล้าๆกลัวๆเมื่อเผชิญหน้ากับพวกผู้หญิง
ทราวิส - ปวดหัวและไปพักผ่อนอยู่คนเดียว
นาเดีย - เริ่มสติหลุดบางครั้งบางคราว
แลนเดอร์ - ???
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 451

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 13 เม.ย. 2016, 21:29

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44.5 อัพ![13/4

เจอเรื่องเหนือความคาดหมายอีกแล้ว ท่าทางตาจิมคงได้ตัดสินความเป็นความตายในเสี้ยววิก็คราวนี้และ

คำตอบ

จิมมี่ เฝ้าดูสถานการณ์ต่อไปก่อนเพราะดูจากลักษณะแล้วตอนนี้แซมยังมีสติอยู่แม้จะกลายร่างไปขนาดนั้น หากฉุกเฉินอะไรขึ้นมาค่อยเข้าไปช่วยทีหลังก็ได้

หากเกิดเรื่องขึ้นหลังจากนี้จริงๆหวังว่าจิมมี่จะมีระเบิดหรือแผนการอะไรฉุกเฉินเอาไว้สำหรับสร้างช่องทางชิ่ง เพราะตอนนี้ท่าทางพวกชาร์โดว์กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ด้วย

ดีเร็ค ซุ่มรอให้นิกซ์กับจิมมี่โผล่มาน่าจะดีกว่าเพราะตอนนี้อยู่ไกลเกินกว่าจะไปช่วยคริสตินได้ แถมคริสตินอยู่ในจุดที่ห่างจากรังของพวกชาร์โดว์ไปมากแล้วคงไม่มีอะไรน่าวิตก

หากเกิดเรื่องไม่คิดคิดขึ้นมาจริงๆ (ซึ่งก็ต้องเกิดแน่ๆ) ดีเร็คจะเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยคุ้มกันให้เพื่อนๆเผ่นออกมาจากรังของพวกชาร์โดว์ได้อย่างปลอดภัย
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 13 เม.ย. 2016, 23:37

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44.5 อัพ![13/4

คิดไปคิดมา ทำอะไรคนเดียวมันดูจะเสี่ยงมากไปหน่อย ใส่แรงเฮือกสุดท้ายรีบไปบอกให้แม็กนัสกับกันเนอร์และกลุ่ม E.S ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นดีกว่า (ยิ่งโดนพลั่วฟาดมาด้วย ต้องมีเลือดตกยางออกกันบ้างล่ะ อย่ามากก้อแค่ไปหมดสติในหมู่บ้านดีกว่าข้างนอกแหละนะ)
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 17 เม.ย. 2016, 17:52

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44.5 อัพ![13/4

นึกอะไรไม่รู้ กลับไปนั่งอ่านฟิค Z.S.S ที่ท่าน Helo ขอจากท่านนุ่นมาทำเป็นฟิคแยก (เพราะเคยสมัครตัวละครฝั่งนู้นไว้ //หนูลูเซียกับพี่ชายคริสเตียน ล็อคฮาร์ทนั่นเอง) อ่านไปอ่านมา ไปเจอตอนที่ลูเซียเกาะหลังอายูตะแน่นเพราะกลัวความมืด ทำไมอายูตะไม่แสดงอาการหว่า อิอิ (หรือเพราะหนูลูเซีย ล็อคฮาร์ทจะเป็นต้นเหตุให้อายูตะเป็นโรคขี้อายผู้หญิงหว่า 555) //แอบหวังเล็กๆให้ตัวละครจากฟิคนู้นโดดมาแจมในฟิคนี้บ้าง (แค่คิดนะ ขำๆ 555)

ท่านนุ่น : นี่!!!!!!!!! แค่นี้ตัวละครก็จะไม่มีที่ยืนกันแล้วนะ จะเอาเข้าเบียดกันอีกทำไมอีบ้า //ฝ่ามืออรหันต์ประทับเข้าที่แก้มทั้งสองข้าง
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 17 เม.ย. 2016, 18:13

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44.5 อัพ![13/4

รอดตัวไปทียิ่งไม่เก่งเรื่องผู้หญิงอยู่ คุณนุ่นละก็แกล้งกันได้ผมก็เลยไปไม่เป็นเลย555555 รอตามต่อครับ
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 08 พ.ค. 2016, 21:55

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.44.5 อัพ![13/4

[นี่คือ B.E.T.A.S. รหัสประจำตัว 021178645 รายงานข่าวด่วน]

[ชั้นสั่งแล้วใช่ไหมว่าห้ามพวกแกติดต่อข้าจนกว่าข้าจะติดต่อหาไปเอง…
แต่ถ้ามันเรื่องด่วนจริงๆอย่างที่เธอว่าหละก็ ขอให้มันสมเหตุสมผลที่รายงานมาด้วยแล้วกัน]

[มีคนติดต่อพวกเราทางวิทยุสื่อสารอ้างตัวเองว่าเป็นตัวแทนท่าน]

[...กะแล้วเชียว เจ้าพวกนี้มันเล่นไม่ซื่อจริงๆด้วยสินะ ถือว่าพอยอมรับได้ระดับหนึ่ง]

[มีคำสั่งต่อไปไหมคะ?]

[คำสั่งต่อไปรึ? กระหายสงครามจริงๆสินะเธอเนี่ย เอาหละนี่คืองานต่อไปที่จะให้เธอทำ]

[น้อมรับคำสั่ง]

[ขอให้เธอกับคนที่คิดว่าใว้ใจได้นั้นรีบชิ่งไปที่ถนนเส้นทางหลักที่ไว้ใช้สำหรับการเดินทางไปยังสะพานเชื่อมต่อ
ซึ่งเราได้รับข่าวกรองมาจากพวก B.S.A.A. ว่าพวกเขากำลังขนย้ายผู้รอดชีวิตที่ยังติดอยู่ในเมืองออกไปซึ่งเป็นรอบสุดท้าย]

[ทำไมถึงเป็นรอบสุดท้าย?]

[เพราะพวกที่อยู่วงในได้อนุมัติคำสั่งในการลงมาตรการ Air Strike ซึ่งข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทำไปทำไมเสียของเปล่าเสียจริงๆ]

[พวกเขาจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ! ถ้าทำแบบนั้นมีเรื่องไม่ดีตามมาตรึมแน่ๆ!]

[ใจเย็นก่อนแม่สาวน้อย...มาตรการ Air Strike ณ ที่นี้คือการยิงจรวดมิสไซต์ที่บรรจุไปด้วยวัคซีนแอนติบอดี้ไปทั่วบริเวณเกาะเพื่อหยุดยั้งไวรัส
แต่ทว่า มันก็ส่งผลต่อมนุษย์ด้วยเช่นกันแม้จะมีเสียงค้านจำนวนมากก็จริงแต่…
ดูเหมือนพวกที่เป็นมนุษยชาติอำนาจในทางมืดพวกนี้ใช้ในสิ่งที่เรียกว่า เสียของซะจริงๆ]

[มนุษยชาติ? คำพวกนี้ย่อมจำกัดความเสียจริงๆ]

[จะมีพวกหักหลังโบ้ยแพะใส่หน้าตาหน้าด้านแบบนี้ ครั้งสุดท้ายที่ได้รับคำสั่งกับเจ้านั่นคืออะไร?]

[เมื่อเย็นนี้ค่ะ ขณะนี้ได้สั่งการไปกำจัดบุคคลผู้หนึ่งที่อยู่ทีมอัลฟ่า]

[ไหลตามน้ำไปก่อน และพอได้จังหวะก็รีบชิ่งออกมาซะเพราะนี่คือโอกาสทองของเธอแล้ว อย่าทำให้ชั้นผิดหวังหละ]


ตี้ด!!!


=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Chapter 45 : Fallen Pedals

ทางด้านฝั่งคริส
ถนนเส้นทางหลักบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
8:23น.(ขอย้อนเวลาไปหลังจากติดต่อกับกันเนอร์ได้นะคะ)


ปังๆ! ตึกๆๆ!! รีบวิ่งเร็วเข้า! ไปๆๆ!!!


เวลาย่อมไม่เคยรอใครย่อมเหมือนกับเสียงขอความช่วยเหลือของผู้รอดชีวิตที่นี่
ที่กำลังส่งเสียงร้องให้มีคนช่วยพวกเขาที่ไร้ทางสู้กับพวกมัน
และแล้วก็มีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง B.S.A.A. และทหารสามเกลอจาก Z.S.S. เข้ามาช่วยเหลือ
ทุกคนพยายามช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากที่ต่างๆให้ไกลและมากที่สุดเท่าที่กำลังของพวกเขาจะส่งไปถึง

เสียงปืนจำนวนหนึ่งดังมาจากกระบอกปืนของพวกเขาเพื่อปลิดชีพพวกผู้ติดเชื้อและพวกกลายพันธุ์ที่เข้ามาก่อกวน
ชาวบ้านที่รอดตายอย่างหวุดหวิดได้รับข้อมูลสำคัญจากอัศวินเหล่านี้ว่าให้รีบเดินทางไปยังสะพานเชื่อมต่อให้เร็วที่สุด
โดยพวกเขาเองก็ใช่ว่าจะให้ไปกันแบบเท้าเปล่าเสียหน่อย


“รถคันนี้เต็มแล้ว! รีบไปเลยเร็วเข้า!” เสียงของเบนตะโกนดังลั่นและรีบเคาะรถ
ให้พวกผู้รอดชีวิตรีบขับไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด


ปึงๆ! บรืนนน!!!


โดยรถแต่ละคันนั้นเบนและมอร์แดนที่ได้รับหน้าที่เป็ยจุดขนส่งผู้รอดชีวิตชั่วคราว
ได้นำแผนที่และเสบียงจำนวนหนึ่งใส่ไว้ในนั้นพร้อมฝห้พวกเขาเดินทางและซ่อมรถให้ก้วยอีกต่างหาก
คันแล้วคันเล่าที่พวกเขาไปหามาและมีผู้รอดชีวิตอยู่ในนั้นจากลาพวกเขาไปเกือบสิบกว่าคันแล้ว


“หมอบ!” ลูเซียตะโกนให้ใครบางคนนั้นรีบก้มหัวหมอบลงไป


ชิ้ง!!! ชัวๆๆ!!! กรี้ดด!!! พรึบ!! ชัวะ!!!


สิ่งที่ลูเซียฟันๆไปหลายรอบนั้นคือชิลฮาร์ดที่หลุดออกมาจากรัศมีการยิงของคนที่หมอบลงเมื่อกี้
เธอรีบฟันจุดอ่อนของมันคือแขนที่ยาวและแสนอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด
มันเริ่มร้องด้วยความเจ็บปวดและเกราะของมันที่หุ้มหัวใจเอาไว้นั้นเปิดออกให้ลูเซียนั้นเดินเข้าไปปักและกนะชากออกมา
มากระทืบซ้ำสองเป็นว่าเล่น จนมันนั้นร้องครวนครางก่อนตายไปอย่างสงบนิ่ง


“ฝีมือตกรึไง?” ลูเซียรีบเก็บดาบของตัวเองลงไปและเดินผ่านคนๆนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย

“แค่ประมาทเอง อย่าใส่ใจ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งตอบกลับไปและรีบเปลี่ยนแม็กกาซีนใหม่

“เฮ้ทางนั้นว่างก็รีบมาช่วยคนพวกนี้หน่อย!” เสียงผู้ชายอีกครตะโกนให้รีบมาช่วยทางนี้หน่อย

“รู้แล้วน่าคริสอย่ามาสั่งให้มาก”

“...งั้นก็ได้” ลูเซียตอบกลับไปและรีบเข้าไปช่วยทันที



ทางด้านพวกที่อยู่ในโรงไฟฟ้า
8.34น.


ทางด้านพวกที่ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือข้างนอกนั้นยังประจำการปักหลักอยู่ที่เดิมที่เคยอยู่
โจนาทานกำลังติดต่อทราบข้อมูลจากทางศูนย์บัญชาการและพยามส่องสายตาในจอร์มอนิเตอร์อย่าละเอียดว่าไม่มีใครมาบุก
เจมส์และอลันรับอาสาดูแลเป็นคนเฝ้าที่แห่งนี้ชั่วคราวและคุ้มกันโจนาทานและคนอื่นๆที่ยังอยู่ในนี้


“ป่านี้เจ้านั่นคงจะได้หน้าได้ตาไปใหญ่เสียแล้วสิ” อลันบ่นรำพึงขณะใส่กระสุนลงแม็คกาซีนของตัวเอง

“ไม่มั้ง กูว่ามันคงจะโดนใช้งานเสียมากกว่า” เจมส์ตอบกลับและเตรียมผ้าพันแผลอันใหม่ให้กับอลัน

“...เฮ้เจมส์ แกคิดว่าพวกเราจะรอดหมดไหมวะ?” อลันถามคำถามแปลกๆใส่เพื่อนตัวเอง

“มึงนี่ก็ชอบพาบรรยากาศหดหู่ทุกทีเลยว่ะ! เห้ยเรารอดกันมาหลายรอบแล้วนะ!”

“เออๆ ก็แค่อยากถามว่ะ” เจมส์ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่หลังอลันถามเรื่องนั้น


แต่สิ่งที่อลันพูดออกมานั้นก็มีประเด็นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือเจ้าหน้าที่ภาคสนามเองนั้น
ต่างก็ถูกแขวนชีวิตเอาไว้บนเส้นด้าย มันจะขาดเมื่อไหร่ก็ได้หลังออกมาทำงานแบบนี้
แม้ว่า Z.S.S. จะมีมาตรการรองรับเรื่องการเสียชีวิตของพวกทหารหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่
แต่พวกเขาเองนั้นไม่สามารถห้ามปัจจัยภายนอกได้บางประการ
ทุกคนที่มาทำงานในองค์กรนี้ทุกคนร่วมรู้ข้อตกลงอย่างดีว่าไม่มีอะไรมาช่วยชีวิตพวกเขาได้หากยังไม่ดิ้นรนต่อสู้หรือถอดใจไปแบบดื้อๆ


“มึงดูอย่างไอ้ไอแซ็คสิ มันยังกระเสือกกระสนรอดตายจากดงตีนของพวกรุ่นพี่หรือพวกตำแหน่งใหญ่กว่ามันมาแล้วเลยเว้ย!”
เจมส์รีบยกตัวอย่างบุคคล(ที่ไม่เข้าเรื่อง)อย่างไอแซ็คมาให้ดูว่าตัวเขาเองก็สู้ชีวิตเช่นกัน

“มึงก็รู้ว่ามันเป็นพวกปากหมาชวนตีวงใหญ่ มันทำตัวเองหว่ะอย่าไปอะไรกับมันเลยเถอะ” อลันตอบกลับไป

“โอ้ยมรึง! อยู่ต่อหน้าพี่สาวมันสิยังกะเป็นลูกหมาหัวเน่าให้โดนพี่มันบู้บี่!” เจมส์ประชดเล่นมุขไปจนทั้งคู่หลุดขำออกมา


ตึกๆๆ!! พรึบ!!! แฮ่กๆๆ!!


มีเสียงฝีเท้าหนักคู่หนึ่งรีบวิ่งมาทางที่สองเกลอนั้นกำลังนินทาเพื่อนตัวเองอยู่
ซึ่งนั่นไม่ใช่ใครนอกจากโจนาทานและกำลังมีสีหน้าตกตะลึงกับอะไรบางอย่าง


“พวกเรา! ผมมีข่าวดีมาบอก!” โจนาทานรีบบอกทั้งคู่

“เห้ยๆใจเย็นๆเว้ยเห้ย!” เจมส์รีบตัดบทสนทนาของโจนาทานเพื่อให้เจ้าตัวนั้นหยุดพักหายใจบ้าง

“โอเคๆๆ...ผมอยากจะบอกคือ ตอนนี้ทางกรมนาวิกโยทินแห่งประเทศไทยเขาอนุมัติคำสั่งที่กันเนอร์ส่งไปแล้วหละครับ!”

“เห้ยเยี่ยม! ทีนี้เราจะได้เปรียบทางสมรภูมิทางน้ำแล้ว!” อลันดีใจยกใหญ่

“พวกเขาจะมาเมื่อไหร่?” เจมส์ถามเพื่อความแน่ใจ

“คือว่า...พวกเขามาเร็วสุดคือพรุ่งนี้สายครับ” โจนาทานตอบไปด้วยเสียงที่แห้วพอสมควร

“เอาน่าโจนาทานนายทำเต็มที่แล้วอย่าท้อสิ” อลันให้กำลังใจโจนาทานที่ทำเต็มที่แล้ว

“เอางี้เดี๋ยวผมพาไปดูอะไรสักหน่อยตามผมมา” โจนาทานชักชวนให้ทั้งคู่ไปดูอะไรบางอย่างแน่นอนว่าทั้งคู่เองก็ไม่รีรอที่จะไปดู

“...?” แคลร์ที่พึ่งกลับมาจากปฐมพยาบาลทหารคนหนึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในการวางระเบิดฆ่าทีมตัวเอง
เห็นทั้งสามคนเดินออกไปเป็นขบวนจึงเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังทำร้ายพวกเขาจึงแอบตามไป



บริเวณระเบียงทางเดินไปหม้อแปลงไฟฟ้า
8:48น.


โจนาทานพาทหารสองเกลอมายังบริเวณนี้เพื่อให้มาดูอะไรบางอย่างที่ทั้งคู่นั้นจะต้องแปลกใจอย่างมากในความคิดของเขา
บริเวณที่โจนาทานพามานั้นคือระเบียงทางเดินที่มีโครงสร้างมั่นคงและทนทานต่อสฃาพแวดล้อมได้ดี
และมีฉนวนป้องกันไฟฟ้าเผื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นมา


“เอาหละ นี่คือสิ่งที่ผมเตรียมเอาไว้กับพวกคุณโดยเฉพาะ!” โจนาทานรีบไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากผ้าที่ถูกคลุมเอาไว้

“โอ้วแม่เจ้า! สุดยอดดด!!” ทั้งเจมส์และอลันเองนั้นร้องด้วยความปละหลาดใจอย่างมาก


สิ่งที่โจนาทานแสดงให้ดูนั้นก็คือ กล่องที่บรรจุระเบิดมือและระเบิดแสวงเครื่องที่ทำขึ้นมาเอง
ไม่ว่าจะเป็น pipebomb,flash grenade,burst grenade และอีกสองสามอย่างที่มีประโยชน์อย่างมาก


“ให้ตายนายไปหามาจากเนี่ยโครตอิจฉาอย่างแรงเลยว่ะ!?” เจมส์อยากจะรีบนำระเบิดเหล่านี้ไประเบิดใส่ฝั่งศัตรูเต็มแก่แล้ว

“ง่ายจะตายไป นี่ไงพวกทหารอัมเบรล่าที่หามาได้และพอดีผมไปเจอกล่องบรรจุระเบิดเอาไว้ด้วย”

“งี้นี่เอง เลยเงียบไปสักพักนึงใช่ไหมหละ?” อลันถามโจนาทานและตัวเขาเองก็พยักหน้า

“ก็เป็นของบรรณาการขอบคุณให้กับพวกคุณที่ช่วยพวกเราเอาไว้และผมเป็นพวกชอบตอบแทนเสียด้วย”
โจนาทานแสดงความเห็นที่ทำแบบนี้ลงไป จนเจมส์เริ่มจะเกรงใจโจนาทานเล็กน้อย

“เอาน่าๆ เราลงเรือลำเดียวกันแล้วงั้นเราก็ต้องทำหน้าที่ให้มันดีที่สุดนะ” เจมส์ทักโจนาทานจนตัวเขาเองรู้สึกดีขึ้น

“เบนต้องชอบแน่นอนเพราะมันเป็นพวกหัวรุนแรงอีพวกระเบิดอยู่ด้วย” อลันแซวเพื่อนตัวเอง

“ถ้างั้นผมก็ค่อยสบายใจหน่อยเกื-”


ปัง!!!! แผละ!!!!! โครม!!! โจนาทาน!!!!!


ขณะที่ที่โจนาทานกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมานั้น เสียงปืนดังลั่นจากที่บริเวณไกลพอสมควร
และเมื่อมารู้ตัวอีกทีกลับเห็นกระสุนที่ราดว่าเป็นกระสุนสไนเปอร์ วิ่งฝ่าทะลุหัวสมองของโจนาทานอย่างแม่นยำพร้อมกับสายเลือดพุ่งทยานตามทางออก
ร่างของเขาร่วงลงกับพื้นทันทีโดยที่ยังพูดไม่จบประโยค
สีหน้าทั้งสองคนเปลี่ยนจากรอยยิ้มเข้าสู่หวาดผวาและแรงโทสะในเวลาเดียวกัน


“ไปเตือนข้างในไป!! พวกแก!!!” เจมส์รีบผลักให้อลันรีบวิ่งไปเตือนคนที่อยู่ด้านในพร้อมกับยกกล่องลังระเบิดไปด้วยเผื่อไว้ใช้ในอนาคต
ส่วนตัวเขาเองรีบชิ่งไปหลบข้างในตึกและยกอาวุธประตัวฉุกเฉินอย่าง Baretta ขึ้นมาป้องกันตัวเอง
เพราะปืนหลักของเขานั้นยังอยู่ข้างในและกระสุนยิ่งมีจำกัดอีกต่างหาก


ปังๆๆ!!! ฟิ้ว!! ปึกๆๆ!!! ฮึ่ย!!


เจมส์ยิงสวนกลับไปสองสามนัดเพื่อป้องกันตัวเอง แต่แล้วไม่เพียงกี่วินาทีหลังจากนั้นก็มีกระสุนปืนหนึ่งชุดยิงโต้กลับออกมา
ยังดีที่กระสุนนั้นมันยิงมาจากระยะไกลเลยทำให้คลาดเคลื่อนเป้าไปโดนกำแพงแทนเจมส์

เจมส์ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทิ้งร่างไร้วิญญาณของโจนาทานไปอย่างโศกเศร้าและไม่มีเวลาให้ไว้อาลัยแม้แต่น้อย


“เร็วสิเฮ้ยอลัน! กูต้านคนเดียวไม่ได้นะเฟ้ย!”


ตึกๆๆๆ! เจมส์รับ!!


มีเสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งนั้นรีบวิ่งสวนกับอลันเพียงไม่กี่นาทีและมาพร้อมกับปืนคู่กายของเจมส์ FAL 50 ที่พึ่งใส่กระสุนเสร็จเอามาใช้ในทันที
เจมส์รีบรับปืนของตัวเองและปลดล็อคปืนพร้อมเล็งยิงสู้ทันที


“!? โจนาทาน…” คนที่เอามานั้นไม่ใช่ใครนั่นก็คือแคลร์นั่นเอง แต่สิ่งที่เห็นนั้นคือ
ร่างของโจน่าทานที่โดนยิงหัวหลับยาวคาที่ตรงบริเวณทางเดินระเบียง

“เรื่องนั้นไว้เล่าทีหลังตอนนี้เราต้องป้องกันที่นี่หรือไม่ก็ต้องหนี!” เจมส์วิเคราะก์สถานการณ์คร่าวๆ
ราวกับว่าศึกต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาเสียเปรียบ

“จะเป็นใครก็ช่าง! เราต้องซื้อเวลาให้นานที่สุด!” แคลร์รีบเอากล้องส่องทางไกล(แน่นอนว่าก็ไปปล้นมาจากศพอัมเบรล่าเช่นกัน)
พบกับพวกที่ซุ่มโจมตีจากระยะไกลและมีพวกประมาณสี่หรือห้าคนกำลังเร่งฝีเท้าออกจากที่กำบังตรงดิ่งมาที่นี่


หากพวกเขาไม่สามสารถต้านกองทัพพวกนี้ได้ในเวลาที่กำหนดนั้น
ดีไม่ดีอาจเสียที่กำบังฐานสำคัญกับผู้คนก็เป็นได้



ตัดมาทางคริส


“...” เดวิดนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียวตรงบริเวณทางเดินถนนดิน

“ให้ตายสิเจ้าพวกนั้นตื้อไม่เลิกจริงๆเล้ย!” เบนเดินบ่นรำพึงคนเดียวก่อนที่จะมายืนอยู่จุดเดียวกันกับเดวิด

“หัวร้อนรึไง?” เดวิดถามเบน

“คล้ายอยู่แหละ ไอ้พวกเวรตะลัยอัมเบรล่ามันไม่มีอะไรเล่นรึไงถึงได้มาปล่อยไวรัสเล่นเนี้ย!?”

“ไม่รู้สินะเบนแต่ที่รู้คือน่าจะมีปัญหากับคลีนเนอร์ฝั่งศัตรูของนาย” เดวิดพูดรำพึงออกมา

“ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่ผมคิด ผมว่าตอนนี้อัมเบรล่ากำลังหักหลังพวกคลีนเนอร์” เบนสันนิฐานออกมา
แม้จะไม่มีน้ำหนักความเชื่อถืออยู่ส่วนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งที่อาจเป็นไปได้หรือไม่นั้นก็อีกเรื่อง

“นายเดาไม่ผิดหรอก” เดวิดตอบกลับและเบนเริ่มมีอาการปละหลาดใจเล็กน้อย

“ครั้งนึงผมถูกส่งไปสืบข้อมูลทางพวกคลีนเนอร์ในนอกเครื่องแบบในรัฐบัฟฟาโล่
ปรากฎว่าผมกลับไปเจอพวกอัมเบรล่าในชุดมาดเท่ธุรกิจพันล้านเสียแทน
และมีการเสนอแผนที่อาจจะเดาได้ว่ากำลังวางแผนหักหลังคลีนเนอร์” เดวิดเล่าเรื่องให้ฟัง

“ถะถ้างั้นตอนนี้ก็แตกคอกันแล้วหละสิ!?” เบนถามเดวิดอีกรอบเพื่อความแน่ใจ
แต่เหมือนว่าเดวิดจังยังลังเลที่จะตอบคำถามนั้นอยู่

“พูดยาก เรายังมีตัวชี้วัดไม่พอว่าพวกเขาแตกคอกันจริงๆหรือไม่ แต่ที่รู้แน่ๆคือตอนนี้อัมเบรล่ากำลังอยู่เหนือคลีนเนอร์
พวกคลีนเนอร์พยายามแก้เกมอยู่ที่ไม่ใช่แค่เกาะแห่งนี้แน่ๆ”


ตึกๆๆ!! ปังๆๆๆ!!! โอกกก!!


ระหว่างการสนทนาของทั้งคู่อยู่นั้น มีเลอร์เกอร์ตัวหนึ่งหลุดออกมาและถูกยิงเข้าหลายนัดจนล้มลงไป
เบนกับเดสิดรีบชักปืนมาป้องกันตัวเองเป็นธรรมชาติของพวกทหาร


“ก็ว่าอยู่ว่าหายไปไหนกัน เราไม่มีเวลามาโม้นะทั้งคู่ขอให้เข้าใจด้วย”
คนที่มากำจัดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นคริสนั่นเอง

“รู้น่าคริส เท่าที่ตรงแถวๆนี้คงจะไม่มีให้ใครช่วยแล้วรีบไปที่อื่นต่อเถอะ” เบนตอบกลับไปที่มีสีหน้าเซ็งเล็กน้อยที่โดนว่า

“แปลก...เจ้านั่นมันทำอะไรอยู่” เดวิดบ่นอยู่คนเดียวขณะที่กำลังติดต่อวิทยุสื่อสารกับใครบางคนอยู่

“โจนาทาน?” คริสตามเดวิดและเข่ก็พยักหน้ากลับไป

“ปกติป่านี้มันคงจะโทรมาหาผมแล้วตามระเบียบ สงสัยคงจะยุ่งจริงๆ”

“เอาน่าเดวิด คนที่ทำหน้าที่นี้ก็งานเยอะบานตะทัยเลยนะบอกให้” เบนชักชวนให้เดวิดปล่อยวางลงมาบ้าง


บรืนนน!


ลูเซียไปเจอยานพานะรถเก๋งคันนึงที่จอดคาเอาไว้ระหว่างทางเดินจึงฉวยโอกาสขับผ่านมาทางนี้
และทำสีหน้าที่เข้มแต่แฝงไปด้วยความน่ารัก(ในสายตาของเบน =.=) พร้อมลดกระจกลงให้อีก


“ไปกันยัง?” เธอถามเพื่อความแน่ใจว่าจะย้ายไปช่วยผู้รอดชีวิตที่อื่นต่อ

“ก็ตามนั้นไปเร็ว” คริสตอบและรีบขึ้นรถพร้อมแาวุธครบเครื่องรวมถึงคนอื่นด้วย

“ให้ผมติดต่อกับเจ้าโจนาทานแล้วกัน” เดวิดรีบติดต่อไปหาโจนาทานเพื่อขอข้อมูลที่
ต่อไปที่จะไปช่วยพวกผู้รอดชีวิตที่ยังรอดอยู่


ซ่าๆๆ!!


[นี่เดวิดพูด ขอข้อมูลต่อไปด้วย]

[...]

[โจนาทานนี่เดวิดพูด ตอบด้วยเปลี่ยน]

[...]


แม้ว่าเดวิดจะลองติดต่อไปอีกทีนึงแต่ก็ไร้คำตอบกลับออกมาทำให้เดวิดเริ่มมีลางสังหรไม่ดีกับที่โรงไฟฟ้า
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เป็น


“งั้นไปสถานที่ต่อไปกันเลย” ลูเซียรู้เซ้นต์ของเดวิดดีว่าจะไปที่ไหนเลยไม่พูดพล่ำทำเพลงรีบขับรถไปทันที

“ไปไหนหละสาวน้อย?” เบนแซมลูเซียไปเล็กน้อยแต่เธอก็ไม่สนใจอยู่แล้ว



บรืนน!! จะเฮ้ยช้าๆหน่อย!!



ตัดมาทางโรงไฟฟ้า


ปังๆๆ!!! บุกเข้าไป!!!


เสียงปืนหลายชนิดยิงไปที่เป้าหมายเดียวกันคือโรงไฟฟ้าและกำจัดศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้น
เจมส์และแคลร์พยายามหาช่องว่างยิงสวนไปไปหลายครั้งแล้วแต่ก็ไร้ผล
พวกศัตรูที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นคลีนเนอร์หรืออัมเบรล่านั้นค่อยๆกระเถิบก้าวทัพเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ

เจมส์ที่เห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วก็อดใจไม่ได้และวิตกกังวลสุดขีดว่าจะทำยังไงต่อไป
จนกระทั่งเขานึกขึ้นอะไรบางอย่างได้ว่ายังมีวิธีนั้นอยู่แต่มันเป็นอะไรที่ไม่เข้าเรื่องสำหรับพวกที้ไม่เคยใช้วิธีนี้


“แคลร์! ให้รีบไปเปิดสัญญาณฉุกเฉินหน่อยเร็วเข้า!” เจมส์ตะโกนเรียกเธอให้ไปเปิดสัญญาณ

“จะทำอะไรชั้นไม่รู้หรอกนะ แต่ถ้ามันช่วยได้หละก็คงต้องทำ!” แคลร์รีบวิ่งเข้าไปในอาคารและไปที่เปิดสัญญาณฉุกเฉินให้ไวที่สุด

“เข้ามาเลยไอ้พวกกร๊วก! กูไม่กลัวตายหรอก!” อจมส์ตะโกนข่มขู่ให้ฝั่งศัตรูเกิดอาการหงุดหงิด
แต่เหมือนจะยิ่งทำให้แย่กว่าคำว่าหงุดหงิดเสียแล้ว


พรึบ!! เชี่ยเอ้ย RPG!!! ฟิ้ววว!!! ตูมมม!!!


แรงระเบิดส่งผลให้ร่างของเจมส์นั้นลอยไปติดฝาผนังในห้องอย่างเต็มที่
เคราะห์ดีที่แค่บาดเจ็บบางส่วนเพราะคนยิงเจ้าหัวปลีนี่ยิงพลาดเป้าไปนิดหน่อย(นิดหน่อย? .-.)
แต่สมรรถาพทางร่างกายของเขานั้นไม่อาจต่อต้านความเจ็บปวดไปทั้งตัวได้ชั่วครู่จนแทบจะลุกไม่ขึ้น


“อ...อูยยเจ็บชะมัด…” เจมส์พยายามพยุงร่างกายของตัวไปไปชิดกับกำแพง

“มันอยู่ในนั้นรีบตามไป!!” เสียงจากฝั่งศัตรูเองก็ดังกึกก้องไปทั่วและสั่งลูกน้องตัวเองให้รีบตามล่าคนที่ยังอยู่ในนั้น

“เวรหละมันมากันกี่คนกันแน่!?” เจมส์สบถออกมาและหยิบปืนตัวเองที่จกอยู่ข้างๆขึ้นมาป้องกันตัวเอง


หวอออออ!!! เฮ้ยอะไรวะ!!?


แคลร์สามารถเปิดสัญญาณฉุกเฉินได้สำเร็จและเสียงไซเรนเองก็ดังไปทั่วโรงไฟฟ้า
ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยในอาคารหากเกิดไฟไหม้ลุกลามไปทั่วหรือ
ไม่ก็เตือนการอพยพเจ้าหน้าที่ในนี้หากไฟฟ้าเกิดการรั่วไหลขึ้นมาและหม่อแปลงพร้อมระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้
พวกศัตรูนั้นเริ่มสับสนงุนงงว่าพวกที่อยู่ข้างในนั้นทำไมถึงได้เปิดสัญญาณตัวนี้ขึ้นมา


[นี่เจมส์พูด! ใครก็ได้...ตอบหน่อย!] เจมส์รีบติดต่อทางวิทยุโดยด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ

[นี่อลันพูด! ข้างนอกสถานการณ์เป็นไงบ้างแล้วใครเล่นพิเรนไปเปิดไซเรนฟระ!?] อลันทักกลับไปและกำลังงงว่าใครเป็นคนเปิดสัญญาณพวกนั้น

[กูเองแหละที่ไปเปิดไซเรนและเราอยู่ที่นี่ไม่ได้นานมากนัก! รีบชิ่งออกมาจากห้องนิรภัยซะ!] เจมส์ตอบกลับไป

[เฮ้ยๆๆ! นี่พวกเอ็งทั้งคู่เล่นอะไรกันเนี่ย!?] เสียงของเบนแทรกเข้ามาในการสื่อสารจนทั้งคู่พร้อมใจตอบไปว่า

[ไม่ใช่เรื่องของมึงไอ้เบน! พวกเรากำลังโดนโจมตี!]

[ห๊ะ!? รายงานสถานการณ์ด้วยเพื่อน!] เบนตกใจเล็กน้อยกับข่าวที่ได้มาและต้องการข้อมูลด่วนจี๋

[พวกเราถูกโจมตีโดยฝั้งศัตรูไม่ทราบแน่ชัดว่าใคร! แต่ที่รู้คือพวกมันมาจุดประสงค์เดียวคือเก็บฆ่าพวกเราในนี้ให้หมด!] เจมส์รายงานกลับ


ปังๆๆ!!! เชี้ยเอ้ย!!


ขณะที่เจมส์นั้นกำลังติดต่อวิทยุและพยายามหลบหาที่กำบังไปในตัว
พวกนั้นก็ยองสวนกลับมาชุดใหญ่อีกชุดนึงเต็มที่จนเริ่มคุยกันไม่รู่เรื่อง


[อ-อะเอาเป็นว่าตอนนี้ถ้ากลับมาช่วยทันก็รีบบึ่งมาเลย! ต้องวางสายแล้ว!] เจมส์ตัดสายไปเพื่อเพ่งสมาธิไปทางนี้มากกว่า

[จะเฮ้ยเดี๋ยวสิเจมส์!] เบนที่ยังเข้าใจในสถายการณ์ตอนนี้นั้นกำลังจะถามเจมส์อีกสองสามคำถามแต่ดันโดนตัดสายไปก่อนแล้ว

“เราต้องหนีออกจากที่นี่เสียแล้ว...ก่อนที่พวกมันจะแห่กันมาถึงที่นี่” เจมส์บ่นอะไรบางอย่างก่อนที่จะหันมาสนใจเรื่องนี้ต่อ

“!? ไอ้พวกนี้มัน…” เจมส์รีบชะเง้อมองออกไปทางเข้าของระเบียงที่ตอนนี้กลายเป็นซากทางเข้าไปเสียแล้ว
และยิ่งไปกว่านั้นพวกฝั่งศัตรูเองนั้นก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งโดยครั้งนี้พวกมันเล่นเอาตะขอเกี่ยวกับราวระเบียงหรือกำแพงที่เป็นรูให้ปีนได้

“ไม่ต้องเข้ามาเลยไอ้พวกนี้!” เจมส์อาศัยจังหวะที่พวกมันปล่อยช่องโหว่ตัวเองนั้นรีบไปตัดเชือกของตะขอให้มันตกลงไป


ฉับๆๆ!! ว้ากกก!! โครม!!!


เป็นไปอย่างที่เจมส์คิดเอาไว้เพราะคนที่ดวงซวยไต่เจ้านี่มานั้นร่วงลงพื้นอย่างจัง
แต่จำนวนที่เขาตัดออกไปนั้นมันแค่เศษเสี้ยวเท่านั้นและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างนั้นเองแคลร์รีบวิ่งกลับมาช่วยเจมส์ต่อเพื่อกำจัดฝั่งศัตรูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังลืมคิดอะไรบางอยู่และมารู้ตัวอีกทีก็พลาดท่าให้กับพวกนั้นเสียแล้วหนึ่งก้าว


กริ้งๆๆ!! ฟู่!!!! หลบเร็ว!! แค่กๆๆๆ!!!


มีกระสุนที่บรรจุเอาไว้ด้วยควันนั้นพุ่งเข้ามาในห้องสองสามนัดและกระจายควันหนาทึบไปทั่วบริเวณนั้น
เจมส์รีบดึงแคลร์ไปกับเขาและทำการยิงสวนฝ่าดงหมอกควันไปเพื่อไล่ให้พวกนั้นถอยออกไป


“พ-พวกนี้มันเล่นไม่ซื่อเสียจริงๆ!” เจมส์ยังพยายามลากแคลร์ออกจากบริเวณนั้นและพ้นเขตควันได้

“แผนของนายคืออะไรกันแน่เจมส์!?” แคลร์รีบถามเจมส์อีกครั้งเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาจะทำอะไร

“อีกไม่กี่นาทีอึดใจเท่านั้นเอง- ระวัง!!”


ปังๆๆ!! อ้ากก!! ตึงๆๆ!!!


เจมส์สังเหตุเห็นฝ่ายศัตรูแอบลอบโจมตีข้างหลังของแคลร์พอดีเลยรีบยกปืนยิงใส่โดนไปสองนัดเข้าที่ต้นขาและไหล่ข้างหนึ่ง

“รอเดี๋ยว...รอเดี๋ยว…!? หมอบลง!!”


ปึงๆๆ!!! โครม!!!! แฮ่!!!!!!! กริกๆๆๆ!!!


สิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้นั้นกลายเป็นจริงเมื่อเสียงไซเรนที่ล่อมานั้นไม่ใช่เพื่อล่อให้ซอมบี้ทั่วไปมา
แต่กลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่อกรค่อนข้างยากอย่างชาโด้ว
(หมายเหตุ : ตั้งแต่สังเกตุมากับฟิคตัวเอง มีข้อมูลพลาดอย่างมหันกับเจ้าตัวนี้เพราะใส่ชื่อผิด
เสียงและทำให้การออกเรียกชื่อมันนั้นผิดเพี้ยน ต้องกราบขออภัยด้วยนะคะ =_=)

เสียงคำรามของพวกมันกึกก้องไปทั่วและเริ่มเคลื่อนกระบวนทัพมาไม่ต่ำกว่าสิบกว่าตัวมาที่นี่ตามเสียงนั้นมา
เจมส์รีบดึงแคลร์ให้หมอบลงและให้รีบคลานไปยังห้องข้างๆให้ไวที่สุดและปล่อยให้พวกมันนั้นสนุกกับการล่าและกิน


“เร็วทางนี้...หัวสมงสมองตรูไปหมดเสียแล้วฮึ่ย” เจมส๋บ่นกับตัวเอง

“ถึงจะช่วยเราจัดการกับพวกนั้นก็จริง แต่เราจะเป็นเหยื่อเสียเองนะเจมส์” แคลร์ต่อว่าเจมส์อย่างหงุดหงิด

“ก็ดีกว่าไปตายในดงกระสุนนั่นนะเห้ย! รีบไปตามพวกอลันก่อนแล้วค่อยชิ่งหนี” เจมส์รีบคลานไปอธิบายไป

“อย่าให้พวกมันหนีไปได้ยิงใส่!!!” เสียงจากฝั่งศัตรูดังขึ้นอีกครั้งและขอให้ระดมยิงใส่พวกมัน

“เวรหละ! ทางออกพอดีเร็ว!” เจมส์เห็นออกพอดีและรีบวิ่งไปถีบประตูนั่นให้เปิดออก


ปึง!!! ปังๆๆๆ!!! แฮ่!! งั่มๆ!!! อ้ากกก!! ชัวะๆๆ!!!


ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังหนีข้างหลังของพวกเขานั้นคือเสียงหายนะและความเกรงขามจากพวกชาโด้วที่กำลังลอบโจมตีใส่พวกฝั่งศัตรูที่ไม่ทราบฝ่าย
พวกมันใช้ควันจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้นซ่อนตัวอัมพรางก่อนที่จะเลือกโจมตีใส่เหยื่อที่ต้องการจะรุมกินเป็นโต๊ะจีน
เสียงปืนกังไม่หยุดยั้งพร้อมกับเสียงไซเรนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องเรียกความสนใจแม้แต่น้อย


[อลันตอบด้วย! อลัน! อลัน!!] เจมส์รีบติดต่อวิทยุหาเพื่อนของเขาทันที
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังวิ่งตรงดิ่งไปหาพวกที่เหลือที่อยู่ชั้นใต้ดิน

[เออๆ! ได้ยินอยู่เว้ยจะเอาอะไร!?] อลันตอบกลับ

[ทางด้านแกเป็นไงบ้างวะ?] เจมส์รีบถามไปยิงสวนกลับไป

[ไม่ดีหว่ะ! พวกมันบุกมาทางนี้เหมือนกันกำลังยิงต้านมันเอาไว้อยู่] อลันรายงานกลับไปและกำลังชะเง้อมองดูศัตรูอยู่

[เอางี้! แกรีบพาคนที่ยังอยู่ในนั้นมาพบเจอพวกเราที่ชั้นสอง! เราจะหนีออกมา!] เจมส์สั่งให้เพื่อนตัวเองรีบชิ่งออกมา

[อ้าวเฮ้ย! แล้วไม่รอพวกคริสที่ไปข้า-]

[ไม่มีเวลามาเสวนาห่ามแล้วเฟ้ย! กูเองก็ไม่อยากจะใช้วิธีนี้เท่าไหร่หรอกแต่มันจำเป็น!] เจมส์ตัดบทสนทาของอลันเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ

[ก็ได้ๆๆ...จะรีบชิ่งไปตามที่มึงบอกแล้วกัน!] อลันตอบกลับและวางสายไป

“!? เจมส์นายไม่ได้บอกเบนให้ติดตั้งระเบิดเอาไว้หรอ?” แคลร์สังเกตุอะไรบางอย่างตรงบริเวณริมฝาผนัง
และมีสัญญาณกระพริบราวกับเป็นระเบิดตั้งเวลาเอาไว้

“ม-ไม่ได้บอกเล้ย! วิ่งงง!!!” เจมส์รีบวิ่งหนีต่ยอย่างสุดชีวิตและพบในภายหลังว่าในชั้นนี้แทบทั้งหมดนั้น
ถูกตั้งด้วยระเบิดสี่ห้าลูกตามผนังเพื่อซ่อนร่องรอยการพบเห็นโดยง่าย


ตึกๆๆ!!! ตี้ดดด!!! ตูมๆๆๆ!!!!!


เสียงระเบิดดังขึ้นคลื่นลูกใหญ่ถล่มใส่ทั้งพวกฝั่งศัตรูหรือแม้แต่เจมส์กับแคลร์
ไฟโลกันต์คลอบคลุมบริเวณชั้นนั้นเกือบหมดสิ้น และยิ่งไปกว่านั้นคือทั้งให้อาคารเกิดการสั่นสะเทือนขั้นรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว
ชาโด้วเองที่อยู่ในรัศมีแรงระเบิดก็แหละเป็นชิ้นๆและบางตัวถึงกับโดนไฟคลอกตายยังมี
ส่วนบางตัวที่ยังมีชีวิตอยู่เริ่มอพยพพวกเดียวกันเองหนีตายกันอย่างบ้าคลั่ง

ร่างของเจมส์และแคลร์แม้ว่าจะห่างจากรัศมีแรงระเบิดไม่ตายในทันทีได้ก็จริง
แต่โชคไม่เข้าข้างนักในตรงที่โดนแรงดันระเบิดมหาสารถูกดึงร่าง
ไปชนกับแท่งเหล็กบ้างหรือกำแพงบ้างก็มี จนร่างกายนั้นหมดสภาพในชั่วพริบตานอนหมดแรงอยู่ตรงนั้น


“...อ-อ...ไอ้พวก...บ้า...เอ้ยย..” เจมส์พยายามบ่นออกมาแต่เพราะโดนแรงระเบิดอัดเลยพูดแทบไม่ออก

“...จ-เจ้าพว...พวกนี้มันเล่น...ของแรงตั้งแต่..” แคลร์พยายามลุกขึ้นเพื่อรีบชิ่งออกจากที่นี่ต่อ

“ม-ไม่มีเวลามาเสีย...ว...เวลากับพวกนั้นแล้ว...ต้องรีบหนี” เจมส์ที่หายจากอาการจุกแล้ว
รีบลุกขึ้นและพยายามพยุงร่างของแคลร์ขึ้นมาพร้อมกับสะพายปืนตัวเองไว้ด้านหลังไว้ก่อน


ปังๆๆ!! ฉึก!!! อั่ก!!! ตึง!!!


ระหว่างที่เจมส์พยายามพยุงร่างของแคลร์ให้ลุกขึ้น ศัตรูจากที่เข้ามาทีหลังเริ่มเห็นสภาพเพื่อนของตัวเองแล้วถึงกับฉุนสุดขีด
ควันเริ่มจางลงและเริ่มเผยเจมส์กับแคลร์เข้าให้แบบลางๆ
แน่นอนว่าฝั่งนั้นไม่ลังเลที่จะจัดการกับทั้งคู่จึงรีบยิงฝ่าดงควันไปถึงจะอยู่ห่างกันพแสมควร
และกระสุนอาจคลาดเคลื่อนได้แต่เพราะสิ่งที่เรียกว่าแก้แค้นนั้นครอบงำทำให้ไม่งกเรื่องกระสุนแม้แต่น้อย

และแล้วก็ส่งผลเมื่อมีกระสุนนัดหนึ่งยิงโดนไหล่ของเจมส์จากด้านหลัง
เจมส์ถึงกับร่วงลงกับพื้นอีกรอบและดึงแคลร์ร่วงไปอีกคน(เพิ่มน้ำหนักอีก)
แคลร์พยายามรีบฉีกเสื้ออกมาและรีบมาพันแผลตรงบริเวณที่เจมส์โดนยิงเพื่อห้ามเลือด


“มาเร็ว!” แคลร์รีบพยุงเจมส์ขึ้น

“ร-รู้! ต้องรีบไปหาอลันและชิ่งออกจากที่นี่! เจ็ยเป็นบ้า!” เจมส์ตอบกลับและพยายามกดแผลของตัวเองเอาไว้

“มันอยู่นั่น! รีบตามไป!” เสียงจากฝั่งตรงข้ามตะโกนดังลั่นและเตรียมตัวที่จะยิง

“บัดโธ่เอ้ย! จะล้างจอมล้างจอมผลานไปถึงไหนกันอีพวกนี้!?” เจมส์โวยวายและรีบวิ่งหนีตามเส้นทางไปพร้อมกับแคลร์

“ก็จนกว่ามันจะฆ่าเราได้ยังไงหละถามได้!” เธอตอบกลับและยิงสวนไปกลับสองสามนัด


ปังๆๆ!!! แมร่งเอ้ย!!!!


เจมส์รีบยกปืน FAL 50 ของตัวเองยิงไล่พวกมันไปเพื่อให้พวกมันเสียเวลาในการหาที่กำบัง
แต่เฟมือนเขาจะลืมไปว่าปืนชนิดนี้แรงถีบสูงถ้าใช้มือข้างเดียวยิงเหมือนมีอะไรบางอย่างไปกระชากแขนให้ตามทิศที่ยิงมาทำให้เจ็บกว่าเดิม


“อยากเจ็บตัวกว่าเดิมรึไงกัน!?” แคลร์ตะโกนว่าเจมส์เรื่องหาความซวยใส่ตัวเอง

“ยิงขู่เองน่า! ระวังข้างหน้า!” เจมส์ตอบและเตือนทางข้างหน้ามีตัวอะไรบางอย่างดักทางข้างหน้าอยู่

“แฮ่!!!!” มีชาโด้วตัวหนึ่งกระโดดเข้าใส่แคลร์อย่างจังจนร่างของเธอล้มไปตามแรงของมันอย่างหนักหน่วง

“ก-แกมาจากไหนเนี้ย!?” แคบร์รีบเอาซากเหล็กมากันท่าการกัดของมันและแรงมหาสารเอาไว้

“มึงปล่อยเธอเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้กร๊วก!”


ผลั่ก!!! โอกกก!! ฟิ้ว!!! แฮ่!!!! กริกๆๆๆๆ!!!


เจมส์รีบเอาท้ายปืนกระแทกใส่ตัวของมันที่มีร่างบอบบางจนสามารถเอาเหล็กหรือพลั่วฟาดมันให้กระเด็นออกไปได้ระดับหนึ่ง
และเมื่อตัวมันรู้ว่ามันสู้ทั้งสิงคนนี้ไม่ได้จึงรีบกระโดดปีนช่องโหว่กำแพงหนีไปและคำรามขู่ใส่อีกก่อนจากกัน


“เร็ว!” เจมส์รีบดึงร่างของแคลร์ขึ้นมาและรีบวิ่งไปทางบันไดเพื่อไปที่ชั้นสองในทันที


ปังๆๆๆ!!! ถอยๆๆๆ!!!!! ปังๆๆ!!! อลัน!!!!!


เสียงปืนดังมาจากชั้นด้านล่างแลดูเหมือนจะเป็นกลุ่มของอลันที่กำลังมีปัญหาอยู่
เจมส์ไม่รอช้ารีบเปลี่ยนเส้นทางวิ่งตรงดิ่งไปทางชั้นล่างโดยทันทีและแน่นอนว่าแคลร์ก็รีบตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างเหมือนกำลังกวนใจเจมส์และแคลร์ในขณะเดียวกันว่า...มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรก...


“รอก่อนอลัน! มาช่วยแล้ว!” เจมส์พยายามวิ่งตามหาเสียงของอลันและพวกที่เหลือ

“มันแปลกๆนะเจมส์! ถึงเราจะเจออลันกับกลุ่มของพี่ชั้นแต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล!”
แคลร์รีบถามเจมส์

“คิดเหมือนกันแหละ! แต่แมร่งตอนนี้ยังคิดไม่ออกเสีย!” เจมส์รีบเปลี่ยนแม็กกาซีน

“เหลืออีกแม็กเดียวเท่านั้น! บ้าชะมัด!” เจมส์เริ่มหงุดหงิดกว่าเดิมที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้

“จะมีอะไรที่มันแย่ไปกว่านี้อี-”


บู้มมม!!!!! โครม!!!!!!!!!!!!



.
.
.
.



[นี่ G-Six02 เราเจอเป้าหมายแล้ว!]

[รีบพาตัวมาเร็วเข้าเรามีเวลาแค่ 3 นาทีเศษๆก่อนที่พวกนั้นจะมาถึง!]

[G-Six08 พวกที่อยู่ข้างในติดกับแล้วขอย้ำ ติดกับแล้ว]

[ดีมาก...แค่นี้พวกมันก็ดูไม่ออกเสียแล้วรึ? ดีจริงๆ]

[G-Six03 รายงานสถานการณ์ ทหาร B.S.A.A. ที่เป็นพยานนั้นถูกกำจัดตามเป้าหมายแล้วรวมไปถึงคนโดยรอบ]

[รีบพาทั้งคู่กลับมาซะและทำการรักษาชั่วคราวให้ด้วย]

[จะทำอย่างนั้นทำไม?]

[ง่ายมาก...ของแลกเปลี่ยนไงหละกับ...คู่หูของชั้น]




.
.
.
.
.



บรืนนนนน!!!


เสียงรถคันหนึ่งกำลังแล่นไปด้วยความเร็วสูงเหมือนพวกเขารับรู้อะไรบางอย่างได้จากฝั่งอีกด้านนึง
ลูเซียพยายามเร่งความเร็วของรถให้รีบไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด
แต่เพราะเส้นทางที่มีทั้งซอมบี้และถนนที่ไม่อำนวยอีกยิ่งทำให้การเดินทางชล่าลงไประยะนึง


“ขับให้มันเร็วๆกว่านี้ไม่ได้รึไงกันเล่าลูจ๋า?” เบนเร่งให้เธอนั้นเพิ่มความเร็ว

“มาขับเองไหม?” เธอถามกวนๆกลับใส่

“ไม่ก็ได้เว้ยจะรีบอะไรกันนักกันหนาเนี่ย…” เบนบ่นออกมาและรีบติดต่อวิทยุไปหาเพื่อนตัวเองทันที


ตี้ดๆ! ซ่าๆๆๆ!


[นี่เบนพูดนะ ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง?] เบนพยายามติดต่อจากฝั่งนั้น
แต่ก็ไร้คำตอบแบบเดียวกับตอนที่เดวิดเรียกโจนาทาน

“ชักกังวลเสียแล้วสิ” เบนเริ่มกังวลหลายเท่าเพราะไม่สามารถติดต่อกับเพื่อนตัวเองได้

“อย่าห่วงเบน เพื่อนของนายแข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดได้” คริสพูดให้กำลังใจเบนให้ฮึดสู้

“ขอบคุณ...แค่ต้อง…? เดี๋ยวนั่นมันอะไร?” เบนเริ่มสูดหายใจเข้าไปเพื่อไปผ่อนคลายในสมองตัวเอง
แล้วเขากลับมองเห็นควันสีดำขนาดใหญ่ที่ตอนแรกนั้นยังไม่พบเห็นตอนขามา
แต่เพราะมีต้นไม้ขนาดใหญ่บังเอาไว้อยู่จึงไม่รู้แน่ชัดว่ามันมากจากบริเวณไหน

“!? ไม่...อย่าเป็นที่นั่นนะ” เดวิดรีบแทรกที่นั่งเบาะที่เบนนั่งอยู่ไปส่องทางด้านกระจกทันที

“เฮ้ยๆ! ใจเย็นๆบอกกันดีๆก็ได้น่าไม่ต้องมาเบียดแบบนี้เว้ยย!” เบนโวยออกมาเล็กน้อย


และเมื่อรถคันดังกล่าวแล่นออกจากรัศมีที่มีต้นไม้บังอยู่นั้นก็พบกับจุดต้นตอของควันสีดำขนาดใหญ่มหึมา
ที่แห่งนั้นไม่ใช่ที่ไหนเลยนอกจาก…


โอ้พระเจ้า…


โรงไฟฟ้า ณ บัดนี้กลายมาเป็นซากอาคารขนาดใหญ่ที่เสียหายพอสมควร
และไม่เหลือเค้าโครงให้จำแม้แต่น้อยว่าเดิมทีนั้นมันเคยเป็นโรงไฟฟ้าจ่ายกระแสไปสู่บ้านเมือง
มีจุดอยู่หลายจุดที่ถูกแรงระเบิดทั้งเล็กและใหญ่ทำลายไม่เป็นชิ้นดี
ควันสีดำค่อยลอยออกมาจากอาคารภายในและข้างนอกซึ่งเป็นตัวปั่นไฟฟ้ายังมี

แต่สิ่งอื่นใดนั้นย่อมมีบางสิ่งบางอย่างสำคัญกว่าซึ่งนั่นก็คือ ชีวิต…


เอี้ยดดดด!!! ปึงๆๆ!!! รีบตามหาคนที่ยังรอดอยู่เร็วเข้า!!!


เมื่อทุกคนมาถึงแล้วไม่รีรออะไรทั้งสิ้นคริสรีบออกคำสั่งให้ตามหาคนที่ยังรอดตายอยู่บริเวณนี้
เดวิดกับคริสรีบวิ่งตรงดิ่งเข้าไปในอาคารข้างในพร้อมกับเอาผ้าปิดปากแทนหน้ากากเพื่อไม่ให้สูดควันเข้าไป
ส่วนเบนนั้นไม่รีบร้อนอะไรมากนักจึงรีบไปสำรวจข้างนอกอาคารเผื่อจะเจอคนอยู่
ลูเซียกับมอร์แกนไปด้วยกันพร้อมอาวุธครบมือเพื่อเตรียมตัวฉะเละกับพวกศัตรูทุกรูปแบบ


“เจมส์!! อลัน!!! ตอบด้วย!!” เบนตะโกนตามหาเพื่อนของตัวเอง

“อลัน! ดี! แคลร์ตอบด้วย!” คริสรีบวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปข้างในลึกขึ้นเพื่อตามหาคนที่ยังอยู่ข้างใน

“...?” ลูเซีนเดินรอบๆเหมือนกับเบนและพบเจอชิ้นส่วนซึ่งน่าจะเป็นวัตถุอะไรบางอย่างที่ถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ
และเมื่อมาวิเคราะห์ขนาดและรูปทรงดูแล้วนั้น เธออมยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเก็บดาบของตัวเองพร้อมปืน

“ช่างไวจริงๆ...น่าประทับใจ” ลูเซียพูดอยู่คนเดียวก่อนที่จะเดินกลับไปราวกับว่าเธอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่

“เจออะไรเข้างั้นรึ?” มอร์แกนถามลูเซียเาอเห็นเธอเดินกลับมา

“ไม่มาก ที่นี่โดนวางระเบิด” ลูเซียตอบกลับไป


ตึกๆๆ!! ครืดดด!!! แค่กๆๆๆ!!!


เบนรีบวิ่งกลับมาเข้าข้างในหลังพบว่าข้างนอกนั้นพบปลอกกระสุนจำนวนมากและยังมีการเสียเลือดให้เห็นอยู่
นอกจากนี้ยังพบศพของทหารไม่ทราบฝ่ายนอนตายอยู่สี่ห้านายและบางรายยังถูกสิ่งมีชีวิตบางิย่างกัดกินจนไม่เหลือสภาพชิ้นดี
เบนจึงตัดสินใจเข้าไปข้างในเพื่อตามหาเพื่อนของตัวเองแม้ตัวเองจะไม่ค่อยชอบเข้าไปลุยในอาคารเสียเท่าไหร่


“เจมส์! นายอยู่ไหนฟระ!?” เบนพยายามหลบซากปรักหักพังพร้อมตะโกนเรียกชื่อถามหาเพื่อนตัวเอง


ปั่ก!! เห้ยใคร!?


เบนไปเตะโดนอะไรบางอย่างเข้าให้และดูเหมือนว่าจะเป็นมือคนจนเกือบทำเบนตกใจชักระเบิดขึ้นมา
ยังดีที่ยังสงบสติอารมณ์ไว้อยู่และเมื่อเบนตรวจสอบสิ่งที่เขาวิ่งชนไปนั้น
ก็พบกับศพของทหารโดนชาโด้วขย้ำคอและกระชากลำไส้ออกมาให้เห็นแบบจะๆ
ในมือของเขานั้นกำลังถือป้ายชื่อทหารอยู่และไม่รอช้าที่เบนจะแงะมือออกมาตรวจสอบทันที
สภาพป้ายชื่อนั้นดูไม่ค่อยจะได้และยังมีรูปร่างบิดเบี้ยวไปจากเดิม ยังดีที่ยังสามารถอ่านข้อความในนั้นได้อยู่


“!? นี่มัน”


Jonathan Theodor
Xxx..xx(โดนเลือดทับข้อความ)
X(เลือดทับข้อความเช่นกัน)
North America



“...เวรเอ้ย!” เบนเริ่มมีอาการโกรธขึ้นมาเมื่อรู้ว่าพวกนั้นฆ่าโจนาทานไปแล้ว

“เบนหรอ!?” เดวิดตะโกนถามหาเบนเพื่อให้แน่ใจว่านั่นคือบุคคลที่เขาคุยด้วยหรือเปล่า

“เออมีอะไร!?” เบนตะโกนกลับไป


ครืนน!! เฮ้ยเชี่ย! โครม!!!


เพดานมีการสั่นคลอนจนร่วงลงสู่พื้นที่เบนอยู่ ยังดีที่เบนนั้นไหวตัวทันจึงรีบกระโจนออกไปทันเวลา
ส่วนเดวิดกับคริสนั้นรีบวิ่งไปหาเบนทันทีเพราะกลัวเบนจะโดนซากเพดานทับเอา


“ไหวไหมเบน?” เดวิดรีบดึงร่างของเบนขึ้นมา

“เออๆสบายดี...นี่...ไปเจอมา” เบนยื่นป้ายชื่อให้กับคริสเพื่อให้เขารู้ว่าโจนาทานตายแล้ว

“...พวกนั้นเป็นใคร?” คริสกำป้ายชื่อของโจนาทานและหันไปถามเบนโดยมีสีหน้าเดือดดานเอาเรื่อง

“ผ-ผมไม่ทราบครับ! และผมเองก็...ไม่ค่อยคุ้นหน้ากับพวกนี้เท่าไหร่ด้วย” เบนตอบกลับ

“พวกนั้นใส่ชุดอะไร?” เดวิดถาม

“สีดำมีโทนสีแดงตามแนวไหล่สีแดง ผมพอรู้แค่นี้” เบนรายตามสิ่งที่เขาเห็น

“พวกทหารรับจ้าง?” เดวิดถามคริส

“ทางข่าวกรองของเราไม่ได้แจ้งว่ามีพวกทหารรับจ้างเข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ถ้างั้นก็เป็นพวกไม่ทราบฝ่าย ผมจะพยายามติดต่อกับทางศูนย์บัญชาการเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้วกัน”
เดวิดขอตัวชิ่งออกไปเพื่อติดต่อกับฐานใหญ่และขอข้อมูลเพิ่มเติม

“เห็นเพื่อนนายบ้างไหม?” คริสถามเบนระหว่างเดินสำรวจความเสียหายที่นี่ แต่ในใจของเขากำลังเป็นห่วงคนๆนึงอย่างมาก

“ไม่เลย...แต่ผมจำปลอกกระสุนของเจ้าหมอนั่นได้ดี มันตกอยู่แถวๆนี้แสดงว่าเขาน่าจะใช้เส้นทางนี้หนี”
เบนเก็บปลอกกระสุนที่ใช้กับปืนของเจมาได้ขึ้นมา

“งั้นก็รีบไปชั้นล่างกันเถอะ” เบนชวนคริสไปสำรวจทางชั้นล่าง


ตึกๆๆ! พรึบ!!!


เมื่อลงมาถึงชั้นล่างแล้วนั้นทั้งทุกอย่างกำลังมอดไหม้โดยไฟลุกโชนพร้อมกับสภาพทางเดินที่แย่กว่าเก่า
เบนรู้ทันทีว่าจุดเกิดระเบิดนั้นมาจากชั้นล่างและมีอนุภาพที่แรงเอาการ
กลิ่นควันไฟคลุ้งไปทั่วจนมองอะไรไม่เห็น คริสรีบหาสปริงเกอร์ดับไฟและยิงใส่มันให้เครื่องที่เหลือทำงาน


ปัง!! เก้ง! ซ่าๆๆๆ!!!


“!? อ...อลัน!!! อลัน!!!!!” เมื่อน้ำจากสปริงเกอร์ทำหน้าที่ของมันโดยการดับไฟพร้มกับไล่ควันออกไปแล้วนั้น
สภาพความเป็นจริงทุกอย่างเริ่มเปิดเผย และแล้วก็พบกับบุคคลรายนึงที่คุ้นหูคุ้นตาอย่างมากนั่นก็คืออลัน


ร่างของเขานอนติดกำแพงปลายริมและทีรอยการกระแทกบนกำแพงเห็นได้ชัดเจน
และมีเลือดออกตามปากและบริเวณที่ไม่ได้ป้องกันเอาไว้อย่างคอหรือมือ
แต่สภาพของเขานั้นทรุดโทรมอย่างมากและมีบาดแผลเต็มตัวไปหมดพร้อมกับรอยไหม้จากการโดนไฟและแรงระเบิดเข้าเต็มๆ


“อลัน! ทำใจดีๆไว้!” คริสรีบเข้าไปดูอาการอลันที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไงแล้ว

“...ค...ใค...กัน?” อลันเริ่มกลับมามีสติอีกรอบอย่างลางๆ

“กูเองเบนไง! กูกลับมาแล้วทันเกิดอะไรขึ้น!?” เบนพยุงร่างของอลันขึ้นมา

“ส..สั..ก-กูมองไม่เห...ช-ชั่ว…” อลันพยายามพูดออกมาให้เป็นประโยคแต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มทนพิษในบาดแผลไม่ไหวมากขึ้นเรื่อยๆ

“มันเกิดอะไรขึ้นอลัน! บอกมาเร็วเข้า!” คริสพยายามรีดข้อมูลจากอลัน

“ร...ระเบิด…..ก-กล่องใ...มันมีระเบิด...ม-มีคนล...ลอบระเบิดและ...ฆ...ฆ-ฆ่าทุกคน แค่กๆๆ!”

“คริสวางเขาลงก่อน ผมต้องใช้วิธีนี้แล้ว” เบนเปิดช่องใส่ของตรงกระเป๋าเสื้อพบกับเข็มวัคซีนขนาดเล็กสีแดง
และมีเครื่องมือเหมือนตัวฉีดวัคซีนขนาดเล็ก

“อดทนหน่อยนะอลันเพื่อน!”


ฉึก!!! อ..อื้ออ!!!


คริสรีบล็อคตัวอลันที่กำลังดิ้นทุรนทุรายเอาไว้อยู่ชั่วครู่จนเริ่มสงบลงมาส่วนหนึ่ง
ส่วนเบนนั้น่รีบตรวจเช็คร่างกายของอลันว่ามีส่วนไหนที่สาหัสเกินที่จะรักษา
บากแผลรอยลึกและตื้นของอลันเริ่มสมานเข้าหากันอย่างเชื่องช้าและฟื้นพลังกายของเขามาจำนวนนึงในระบะเวลาสั้น


“พวกนายพัฒนาเจ้า Syringe Healing ไปถึงไหนแล้วหละ?” คริสถามเบนเหมือนเขาเองก็รู้ดีว่ามันคืออะไร

“กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงรุ่นมันน่ะเพื่อชดเชยสิ่งที่เสียไปอยู่...อลัน? เอ้ยอลันตื่น!”
เบนตอบและรียเขย่าตัวอลันเพื่อให้เขามีสติและตื่นเข้าไว้

“อ-อ..โอ้ย...ม-มึงเลิกก่อน...กูเจ็บ...เว้..” อลันโวยวายใส่เพื่อนตัวเองตามเสียงที่ตัวเองมีอยู่

“ไม่ดีแล้วว่ะมึง ซี่โครงเอ็งร้าวและกระดูกหักใช่ไหม?” เบนถามเพื่อนตัวเองจนเจ้าตัวพยักหน้า

“แขนกู...มันเดี้ยงไป...ข้างนึงและ” อลันพยายามขยับแขนข้างซ้ายของเขาแต่เหมือนจะไม่มีการตอบรับอะไรทั้งสิ้น

[เดวิดนายรีบติดต่อขอกำลังเสริมจากภาคพื้นด้วย] คริสที่เห็นสถานการณ์แบบนี้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องส่งอลันไปพบแพทย์โดยด่วน

[ผมคงทำอย่างงั้นไม่ได้เพราะไอ้พวกนี้มันตัดสัญญาณและทำลายอุปกรณ์ส่งข้อมูลไปเรียบร้อยแล้ว] เดวิดรายงานกลับ
ในขณะที่เขานั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่ะลาดอะไรไปอีก

[ไอ้พวกนั้นคิดจะเก็บเราจริงๆด้วยสินะ พวกบ้าเอ้ย!] คริสเริ่มออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้แผนของฝั่งศัตรูแล้วว่าพวกนั้นต้งการทำอะไร

[เดี๋ยวผมจะรีบตามหาคนื่เหลือให้ถ้าเกิดเจอ] เดวิดรายลานกลับไปก่อนตัดสายวิทยุไปแบบดื้อๆ

“อลัน! แล้วไอ้เจมส์หละ!? มันอยู่ไหน!?” เบนรีบถามเพื่อนของตัวเอง


ครืน! ตึงๆๆ!!!


เสียงเพดานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสามทหารกล้าตายเริ่มพังลงมาเต็มที่และค่อยๆลามมาทางพวกเขา
เนื่องจากโดนไฟไหม้จนเพดานผุพังและแรงระเบิดนั่นเอง


“เร็วเข้าเราต้องรีบแล้ว!” เบนรีบเข้ามาพยุงร่างของอลันออกมาแต่ก็โดนเจ้าตัวผลักทิ้งไป

“โอ้ย!...แขน!” อลันโวยใส่เพื่อนตัวเอง

“เฮ้ยโทษทีว่ะแมร่งเผลอตัวๆ” เบนรีบเปลี่ยนท่าการแบกร่างของอลันใหม่แต่ก่อนที่เขาจะทำแบบนั้น

“เอานี่น่าจะพอใช้ได้” คริสรีบเอาแผ่นไม้ยาวพร้อมเศษแท่งเหล็กมาให้กับเบนเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น


แคว้ก!! พรึบๆ!! เบาๆ! เงียบไป๊!


เบนถอดอุปกรณ์ออกจากตัวและรีบดึงเสื้อข้างในตัวเองอออกมาพร้อมให้กับคริสเพื่อเป็นผ้าผูกให้
และคริสไม่รอช้าจึงรีบจับแขนของอลันที่หักแล้วเอามาวางกับแผ่นไม้พร้อมเศษแท่งเหล็กมาประกบเอาไว้
จากนั้นจึงรีบเอาเสื้อของเบนมาฉีกทำเป็นตัวยึดจนเกือบทำอลันร้องหลายรอบเพราะมันเจ็บปวดอย่างมาก


“ลุกไหวไหมเพื่อน? ฮึบ!” เบนถามอลันขณะรีบใส่ชุดอุปกรณ์ใหม่อีกรอบ

“พอไหว...แต่ขอเวลาปรับ...สภาพตัวเอง...แป้บ” อลันตอบกลับและขอให้ตัวเองนั่งสะสมแรงไว้ก่อน

“เออใช่...ไอ้เจมส์กับแคลร์...อยู่ด้วยกันตอนปะทะ..” อลันพยายามบอกข้อมูลในสิ่งที่เขารู้

“เธออยู่ไหนอลัน?” คริสถามอลันด้วยความอยากรู้แยากเห็นพอสมควร แต่ดูเหมือนอลันจะไม่ยอมพูดอะไรหลังจากนั้น


ปั่ก!!! โอ้ย!! เธออยู่ไหน!?


คริสเริ่มออกอาการฉุนเฉียวขึ้นกระทันหันเมื่ออลันไม่ยอมบอกเสียทีว่าน้องสาวของเขาตอนนี้อยู่ที่ไหน
แต่นั่นมันเหมือนกับทำร้ายอลันในทางอ้อมโดยการไปทำให้อลันเจ็บกว่าเดิม
เบนที่เห็นแบบนี้แล้วจึงรีบเข้าไปห้ามคริสทันทีเพราะไม่อยากให้อลันเจ็บไปกว่านี้แล้ว


“พอแล้วคริส! มันไม่รู้คือไม่รู้สิ!” เบนพยายามหยุดให้คริสทำร้ายอลัน

“เพื่อนนายไม่เคยห่วงหรือไง!? หรือว่าไม่เคยอยู่ในสายตากัน?” คริสถามเบนถึงกับอึกในคอจนแทบจะพูดไม่ออก

“...พวกเขา…” อลันพยายามจะพูดอะไรบางอย่างอีกรอบแต่ก็เริ่มหมดแรงเพราะยาเริ่มหมดฤทธิ์

“เฮ้ยๆๆ อย่าพึ่งหลับๆ! พวกเขานี่คือลูกทีมคริสใช่ป่าว!?” เบนเขย่าตัวอลันให้มีสติกลับมา

“โอ้ยย...ใช่.....พวกเขาอยู่...กับผม...แต่ว่า...ในตอนนั้น...มัน…” อลันไม่กล้าพูดต่อเหมือนกำลังส่อถึงเรื่องที่ไม่ดีอีกเรื่อง


ตึกๆๆ


“คริส! พวกเราเจออะไรเข้าหน่ะ!” จู่ๆมอร์แกนกับลูเซียเดินมาหาถึงที่พร้อมกล้องบันทึกวีดีโอตัวหนึ่ง

“รู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่นี่กันน่ะ?” เบนชะเง้อถาม

“มีเสียงกรี้ดโวยวายจากข้างในน่ะสิเลยตามมา” ลูเซียตอบกลับและยื่นกล้องให้กับคริส

“ว-เวรรร...ไม่ใช่เสียหน่อยย” อลันโวยวายเล็กน้อย

“ถ้ามันช่วยให้รู้ว่าเธออยู่ไหนก็โอเค..” คริสรีบเปิดกล้องวีดีโอเทปและมีวีดีโออัดเอาไว้อยู่ในนั้น


ระหว่างนั้นเอง ลูเซียนับจำนวนคนว่าสมาชิกครบหรือไม่และแล้วเธอก็นึกถึงบุคคลคนแรกทันทีว่าหายไปไหน เพียงแค่ตอนนี้ขอเข้าไปเป็นฝรั่งมุงกับเจ้านี่เสียก่อน


ซ่าๆๆ


“หากพวกนายพบเจ้าสิ่งนี้หละก็...ยินดีด้วย พวกนายเจอข้อความข้อแลกเปลี่ยน
ดูสิว่าเราพาใครมาด้วยย”



เสียงคนพูดซึ่งเป็นคนถ่ายวีดีโอนั้นสนทนาออกมาอย่างเรียบง่ายแต่อัดแน่นไปด้วยความกดดันพอสมควร
แต่หากฟังดีๆแล้วเสียงของคนพูดนั้นเหมือนจะถูกดะดเสียงโดยโปรมแกรมอะไรสักอย่างเพื่อกลบเกลื่อนเสียงที่แท้จริงของตัวเอง


“!? แคลร์!!” เมื่อจอภาพเปลี่ยนฉากก็พบกับแคลร์และเจมส์ถูกมัดเอาไว้อยู่ในสภาพโทรมพอสมควร

“เจมส์!? ทำไมถึงได้..” เบนเห็นสภาพเพื่อนของตัวเองแล้วถึงกับช็อคเอาการที่ไปโผล่อยู่กับฝั่งศัตรูเสียแล้ว


“ถ้าพวกนายอยากจะช่วยทั้งคู่นี่...ไม่สิ...เขาเรียกว่าอะไรนะ?
อ้อใช่องค์กรอัศวินม้าขาวและม้าดำดีไหม? ชั้นอยากจะให้ดูอะไรอีกสักเล็กน้อย”



ซ่าๆๆ! พรึบ! พรึบ!!! ซ่าๆๆ!!


สิ่งที่วีดีโอฉายออกมานั้นกลับเป็นศพของทหาร B.S.A.A. แต่ละคนที่มีทั้งถูกยิงหัวตายในโรงพยาบาล,คนที่โดนวางยาพิษในสนามบิน,แม้กระทั่งรูปอีกรูปหนึ่งซึ่งคริสเองก็ไม่เชื่อสายตาเท่าไหร่นัก


“เพียส!? ไอ้สารเลวเอ้ย!” คริสเห็นรูปของเพียสที่ถูกจับยัดใส่ลงกล่องไม้ในสภาพหมดสติ
และพร้อมปล่อยลงทะเลหายไปกับสายน้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าเพียสหายไปไหนตั้งแต่แรกเพียงแค่เจ้าตัวไม่ยอมพูดเท่านั้น

“นี่มันการฆ่าหมู่ชัดๆ!” เบนที่เริ่มเห็นสภาพการตายของแต่ละคนไม่ได้แล้วนั้นถึงกับอยากจะอ้วกออกมา

“...พวกนี้ม้นไม่ใช่มนุษย์แล้ว” มอร์แกนกำปืนตัวเองแน่นและไม่อยากจะเจอมันอีก

“ดูเหมือนว่าคนสองคนของคุณจะกลายเป็นลูกชิ้นปิ้งไปแล้ว” ลูเซียมองดูซากชิ้นส่วนของทหารสองนายที่โดนระเบิดเข้าไปเต็มที่
และนั่นเองคือสิ่งที่อลันพยายามจะบอกคริสแต่ไม่สามารถบอกได้เสียที


“ถ้าอยากได้ตัวประกันสองคนนี้คืนหละก็ ไปเจอกันที่สะพานเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่…
เวลา 8 นาฬิกาในวันพรุ่งนี้ หวังว่านายคงจะรักษาเวลานะคริส..”



ซ่าๆๆๆ!!!


.
.
.


กริกๆๆ!


มีเสียงอะไรบางอย่างกำลังไขน็อตอยู่ข้างนอกอาคารซึ่งเป็นมอเตอร์ไซต์ที่เสียหายจากการชนแต่ถูกนำมาซ่อมใหม่อีกรอบ
บุคคลผู้นี้หมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ตัวเองยังไม่กล้าบอกคริสตอนนี้แต่สุดท้ายก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว


“ที่เหลือแค่ไปบอกเจ้านั่นเท่านั้น…” เดวิดบ่นกับตัวเองพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้า



ลูเซีย คุณจะทำอย่างไร?
*เส้นทางเลือกต่อไปนี้เป็นการชี้วัดเลยว่าคุณมีความสัมพันธ์กับใครมากที่สุดและจะเลือกทางเดินยังไงต่อไปในอนาคต*


1.) เดินทางไปกับคริส(เตรียมตัววางแผนเพื่อตามล่าคนลักพาตัวและสังหารอย่างไร้ปราณี)


2.) เดินทางไปกับเดวิด(ตะลุยไปด้วยกันเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจคาดคิดในอนาคต)



=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=

= Syringe Healing เดิมทีนั้นถูกพัฒนาโดยพวก Cleaner แต่ทว่ากลับถูกยกเลิกไปในภายหลังการสร้างโปรเจค
แค่ 4 เดือนเพราะดีไซน์การออกแบบนั้นไม่ค่อยถูกใจกับพวกทหารรับจ้างและ B.E.T.A.S.
และพอเอามาใช้จริงๆนั้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

= จากข้อข้างต้น Z.S.S. เล็งเห็นว่าพวกนั้นทิ้งสิ่งประดิษฐ์ไปจึงรีบไปขโมยพิมพ์เขียวและเครื่องต้นแบบซึ่งนำทีมโดยกันเนอร์
หลังจากความพยายามการออกแบบและแก้ไขมาสักระยะจึงได้ออกมาเป็นตัว Syringe Healing รุ่นที่ 2
ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและแก้ไขข้อเสียจากตัวนี้ให้มากที่สุด
แต่ทว่าไอแซ็คนั้นกลับยังไม่เห็นด้วยเนื่องจากยังมองเห็นจุดบอดของมันอยู่พอสมควร(และแน่นอนว่าไม่มีใครฟังเสียเท่าไหร่)
โดยความสามารถในการรักษานั้นอยู่ในระยะสั้นเพื่อรักษาบาดแผลที่ลึก,เสก็ดแผลและป้องกันการติดเชื้อได้

= หากนับสมาชิกของ B.S.A.A. ทั้งทีมที่กล่าวมานั้นตอนนี้จะมีเหลือ(รอดชีวิต =.=)ดังนี้
Alpha(ไม่นับแซคไลฟ์เพราะโดนย้ายไปคุมทีมเดลต้าแทน) - คริส,เพียส(ฝั่งคริสยังไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่และจะมีการบอกข้อมูลในตอนต่อไป)
Bravo - เดวิด
Delta - แซคไลฟ์,ดีเร็ค

= สำหรับอลันนั้นแม้จะได้รับการฉีดยาด้วยเครื่อง Syringe Healing ไปแล้วก็จริง
แต่ทว่ายานั้นไม่สามารถรักษากระดูกสมานกลับเป็นปกติได้แม้บาดแผลจะหายก็ตามที



=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=

คริส - อยู่ไม่สุขและฉุนเฉียว
เดวิด - หงุดหงิดพอสมควร
แคลร์ - โดนจับตัวไปเป็นตัวประกันและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงระเบิด
เจมส์ - ถูกลักพาตัวเช่นกันแต่บาดเจ็บพอสมควร
อลัน - แขนหักและซี่โครงร้างข้างในจึงเคลื่อนที่ช้าลง
เบน - เป็นห่วงเพื่อนของตัวเองอย่างมาก
มอร์แกน - ทำอะไรไม่ถูกหลังจากดูวีดีโอนั่น
ลูเซีย - เริ่มสนุกกับการไล่ล่าในเกมนี้
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 09 พ.ค. 2016, 22:54

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.45 อัพ![8/5/59

ปูเสื่อรอ ขอตัวไปซื้อข้าว เลย์ เป็ปซี่ ไว้รอกินตอนต่อไปแปป
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 11 พ.ค. 2016, 02:13

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.45 อัพ![8/5/59

มาตอบหนูลูเซียครับผม

ข้อ1ไปกับป๊าคริสครับ

เอาจริงๆหนูลูแกถึงจะดูเหมือนเลือดเย็น(ซึ่งจริงๆก็เลือดเย็นอะนะ)แต่หนูลูแกค่อนข้างจะแคร์คนรู้จักรอบตัว และแน่นอนเธอเองก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้นในใจหนูลูเลยไม่อยากให้ใครมาเจอแบบเดียวกัน

มิกกี้ : จะสนิทกับเซียจังต้องสตรองค่ะ เพราะคุณเธอสายบวกประจันบาน ฉันเป็นS&Mได้ก็เพราะเซียหละ ห๊ะคนอื่นนะเหรอ ตายไปหมดแล้วหละ ก็ให้ทำไหงได้ละที่พริ้วกันกระสุน หลบกระสุนได้มีแค่เธอนิ ห๊ะฉันรอดมาได้ไหงเหรอ ก็แค่ถล่มอีกฝ่ายด้วยทุกอย่างทั้งหมดที่มีไหงละ

ลูเซีย : …………………มิกกี้…………………ขี้หงุดหงิด………………พอหงุดหงิดก็ถล่มยับ…………………มิกกี้………โรคจิต

หัวหน้า : (เอามือกุมหน้า)………พวกเธอมันก็ตัววินาศสันตะโรกันทั้งคู่หละ คนหนึ่งก็เก็บเรียบวุธไม่มีใครรอด อีกคนก็เล่นบู้ระเบิดภูเขาเผากระท่อม ให้ตายเถอะพวกเธอจับคู่กันมันหายนะชัดๆ เพราะงั้นไหงฉันถึงต้องให้ใครคนหนึ่งทำงานนั่งโต๊ะไป

มิกกี้ : อะเร๊ะ นั้นคือเหตุผลที่ฉันต้องมานั่งโต๊ะเป็นโอเปอเรเตอร์ให้เซียเหรอ

ลูเซีย : ……………………(เดินกลับห้องไปผักผ่อน)

หัวหน้า : …………………อย่างน้อยเซียก็งานเรียบร้อยกว่าเธอเยอะมาก(ลากเสียงยาว)ละกัน พอละคุยกับเธอแล้วปวดหัว ไปนั้งใช้หัวเขียนรายงานส่งดีกว่า(เดินกุมขมับออกมา

มิกกี้ : อะเดี๋ยวก่อนสิ แล้วไหงเป็นฉันโดนเผาแทนได้อะ เดี๋ยวก่อนเซียกลับมาก่อน หัวหน้าก็ด้วยกลับมานะ(รีบออกตัวไปตามสองหน่อที่หนีไป)
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 23 พ.ค. 2016, 17:36

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.45 อัพ![8/5/59

Chapter 46 : Ashen Route

กลุ่มของคริส
บริเวณข้างนอกโรงไฟฟ้า
9:02น.


สิ่งที่หลงเหลืออยู่แห่งนี้นั้นมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากสถานที่ที่ถูกกรรมกรก่อสร้างมาทุบทำลายอาคารเพื่อก่อสร้างใหม่อีกรอบ
รวมทั้งชีวิตที่เสียไปอย่างไร้ปราณี แต่ถึงกระนั้นยังมีเรื่องให้เป็นห่วงมากกว่าเก่าคือ
พวกเขามีศึกเดิมพันกับพวกฝั่งศัตรูที่คาดว่าน่าจะเป็นอัมเบรล่า
พวกนั้นได้ลักพาตัวเจมส์และแคลร์ไปและสังหารทหาร B.S.A.A. ไปจนเกือบครบทีมอยู่แล้ว

เดวิดเดินกลับมาจากซ่อมมอเตอร์ไซต์เหมือนเขานั้นกหลังจะทำอะไรบางอย่างอยู่
และเข้ามาพบปะคุยกับคริสราวกับว่าเขากำลังคุยเรื่องที่สำคัญอย่างมาก
เบนกับอลัน(แขนเดี้ยงไปข้างนึงเลยเคลื่อนที่และการต่อสู้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร)
กำลังครุ่นคิดและปรึกษากันต่อไปว่าจะทำยังไงต่อไป


“ถ้านายจำทำอย่างงั้นก็ได้ผมไม่ว่าอะไร” คริสตอบเดวิดและเหมือนเขาเองก็ไม่มีทางเลือกเท่าไหร่

“ขอบใจมากคริส” เดวิดยื่นมือจับเป็นการขอบคุณเขาก่อนที่จะเดินไปหยิบอุปกรณ์ของตัวเอง

“เขาจะไปไหนหละนั่น?” มอร์แกนที่เดินมาเห็นการสนทนาทั้งคู่พอดีและเริ่มสงสัยว่าเดวิดจะไปไหน

“ไปที่สนามบิน” คริสตอบ

“เห้ยทำไมถึงไปที่นั่นอีกรอบ? ระยะทางมันไกลกว่าที่จะไปและไปคนเดียว?” มอร์แกนเริ่มยิงคำถามใส่คริสไม่หยุด

“เดวิดเชี่ยวชาญการเดินเส้นทางที่สุดในตอนนี้ ถ้าเขาสามารถส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปให้กับพวก
Z.S.S. ที่ตั้งฐานอยู่ที่นั่นได้เราจะได้กำลังเสริมเข้ามาช่วย”
คริสอธิบายไปให้ฟัง แม้มอร์แกนจะยังมีอารมณ์เชื่ออยู่ครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งไม่ค่อยที่จะเชื่อเสียเท่าไหร่

“ถ้าเขาทำได้ก็โอเค” มอร์แกนเดินกลับไปที่เดิมเพื่อเช็คกระสุน


ตึกๆๆๆ


ลูเซียเดินดูบริเวณรอบๆและเก็บกระสุนตามพื้นเพื่อเอามาเป็นของสะสมเล่นเอาไว้
ระหว่างนั้นเองเดวิดเดินเข้ามาปะเจออีกรอบ(เสวนาแสบเจ็บห่ามเริ่มขึ้นอีกรอบ)


“ไม่ไปด้วยกันรึไง?” เดวิดเดินเข้ามาถาม

“อยู่กับคริสสบายใจกว่า มาอยู่กับคนนกสองหัวอย่างนาย” ลูเซียตอบกลับด้วยวาจาแสบสันเช่นเคย

“ให้ตายสิ ยังไม่เลิกแบบนี้อีกนะ”

“ยังกะไม่เคยพูดว่าผู้หญิงอย่างงั้นแหละนายน่ะ” ลูเซียแซวกลับไป

“จริงสิ มีเรื่องอยากถามหน่อย” เดวิดสอบถามลูเซียจนเธอนั้นเริ่มชักจะรำคาญเดวิดและเอาดาบฟันคอเขาซะให้ขาดไป

“ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่อยากฟังก็เตรียมตัวเสียลิ้นไปซะ” ลูเซัยขู่เดวิดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“พอจะรู้จักเจ้านี่ไหม?” เดวิดยื่นรูปอะไรบางอย่างให้กับลูเซียจนเธอเองนั้น…

“!? นายไปเอารูปพวกนี้มาจากไหน?” ยังปละหลาดใจอยู่…


ลูเซียเริ่มสนใจกับประเด็นคำถามที่เดวิดอยากจะทราบเธอจึงมีการเล่นตัวไม่ออกบอกข้อมูลมาบ้าง
แต่สุดท้ายก็บอกไปแต่โดยดี เดวิดเองก็เริ่มทีสีหน้าที่อมยิ้มดีใจมาส่วนหนึ่ง
ราวกับว่าเขาได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว


“มีแค่นี้ที่จะบอกแหละ แล้วนายอยากจะไปรู้ทำไมกัน?” ลูเซียถามเดวิด

“ก็เอาไว้ไปต่อต้านกับพวกนั้นไงหละถามได้” เดวิดตอบก่อนที่จะเก็บข้อมูลเอาไว้

“พิลึกคน…” ลูเซียบ่นออกมาก่อนที่จะเก็บของไปและชำเลืองมองเดวิดเดินไปขี่มอไซต์ห่างๆ


ครืดดด


เดวิดจับมอไซต์เดินออกมาถึงแถวปากทางเข้าของโรงไฟฟ้าที่ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่ามันคือโรงไฟฟ้าที่รู้จักหรือไม่
เดวิดมองคริสเพื่อให้สัญญาณว่าเขาจะไปแล้วและเขาเองก็พยักหน้ากลับไป


“ถ้าผมไม่กลับมา ก็ให้รีบทำภารกิจต่อไปเลยไม่ต้องห่วงผม” เดวิดกล่าวให้ทุกคนรู้ว่าเขาจะไปแล้ว

“เฮ้! โชคดีเพื่อน!” เบนโบกมือลาเดวิด

“ไม่ตายงาายๆหรอกน่า” เดวิดตอบ


บรืนๆ!!


เดวิดสตาร์ทเครื่องและรีบแล่นออกไปให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เสียงไปล่อพวกซอมบี้เข้ามาบริเวณนี้ให้มันมากเกินไป
ลูเซียส่องมองเดวิดราวกับคนที่กำลังตามล่าและเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนที่จะไปหาคริส
คริสเองที่กำลังอยู่ในสภาวะตึงเครียดเขาเองก็พยายามปลดปล่อยมันออกมา
แต่เพราะเสียทั้งลูกน้องและน้องสาวเองก็ถูกลักพาตัวไปอีกยิ่งทำให้การปลดปล่อยพลังงานความเครียดนั้นแย่ลงกว่าเดิม


“ไปกันเถอะ” คริสเดินไปหยิบปืนของตัวเองและสกิดให้มอร์แกนนและคนอื่นเตรียมเดินทางกัน

“ดะเดี๋ยวไปกันตอนนี้เลยหรอ?” เบนสงสัยอย่างมากว่าต้องไปกันจริงๆใช่หรือไม่

“เสียงระเบิดซะขนาดนั้นมันก็..ต้องล่ออีพวกซอมบี้ย่อมเป็นธรรมดาอยู่แล้วว่ะ” อลันตอบและค่อยๆลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า

“กูว่านะ คริสเองคงจะมีมาตรการตอบโต้กลับเชื่อไหม?” อลันถามเบน

“เออสิ เขาคงไม่มานั่งสับประหงบและเครียดไปจนวันตายอยู่ฝั่งเดียวหรอกนะ” เบนตอบกลับและค่อยๆพยุงอลันไปด้วยกัน


คริสเรียกตัวทุกคนให้มารวมตัวกันและประชุมฉุกเฉินให้ทันทีก่อนที่จะหนีออกจากที่นี่
แน่นอนว่าคริสเองก็มีแผนตอบโต้พวกนั้นเช่นกันไม่งั้นเขาคงจะไม่มีโอกาสแก้แค้นกับสิ่งที่พวกนั้นทำลงไปแน่ๆ


“ในขณะที่เดวิดกำลังไปขอความช่วยเหลือจาก Z.S.S. นั้นเราเองก็ต้องเอาตัวรอดจากพวกนั้น” คริสรายงานให้ทุกคนฟัง

“พวกนั้นรู้จักนะ...อย่าถามว่าไปรู้มาจากไหน” ลูเซียทักในการประชุม

“งั้นก็ดี ช่วยบอกที”

“กลุ่มทหารรับจ้างจากอเมริกาใต้ เป็นพวกรับจ้อบรายวันหาเช้ากินค่ำ” ลูเซียทักไปและเอาผ้ามาขัดเช็ดปืนและดาบตัวเองไปพลางๆ

“ทหารรับจ้าง? รู้ได้ยังไงเล่าเดามั่วป่าวเนี่ย?” เบนแซวลูเซียไป

“ให้ฟันนิ้วขาดสักนิ้วนึงแล้วจะบอก...ดีไหมหละ?” ลูเซียชักดาบตัวเองออกมาพร้อมเตรียมฟันจริงๆ

“แว้ก! ไม่เอาเว้ย!” เบนโวยวายจนไปชนกับอลันเข้าให้

“โอ้ยยย!! ไอ้เบน;×€/¥!!” อลันโวยวายใส่เบนและยังด่าอีกซ้ำสองเพราะดั้นไปโดนแขนตัวเองอีก


กริกๆๆ!! กึก!


คริสถอดแม็กกาซีนและกระสุนทั้งหมดที่มีออกมาพร้อมอุปกรณ์เพื่อมาเช็คว่าเหลือขาดอะไรบ้าง
แน่นอนว่าทั้งเบนและอลันเองก็ทำเช่นกัน มอร์แกนเองแม้จะมีแค่ไรเฟิลสะพายไปกับตัวตลอดก็ต้องทำใจควักหล่องกระสุนและที่มีอยู่ออกมา


“ของผมเหลืออยู่ 2 แม็กกาซีนและปืนพกสำรองอีก 4 แม็กกาซีนและระเบิดแสงหนึ่งลูก” คริสรายงานของตัวเองให้ฟัง

“ทางนี้ก็เป็น Baretta 9mm อยู่ 2 แม็กกาซีนครึ่งกว่าๆได้ และ...ลัลล้า MP-7
จากพวกนั้นอีก 3 แม็กกาซีนรวมๆเอามาใช้เสียเลยฮ่ะๆ” อลันรายงานของตัวเองแต่แล้วก็ต้องทำใจที่ว่าเขาอาจจะไม่ได้ใช้เจ้าปืน MP-7 เพราะแขนเดี้ยง

“ถ้างั้นเอามาเลยปืนของแกเดี๋ยวใช้เอง นี่เลยของผมมี Flash 3,Hand 2,Burst อีก 2 ลูก...และ C4 ติดตัวอยู่อีกเครื่องนึง!” เบนเอาระเบิดทั้งหมดวางเป็นกระดาน

“USP กับกระสุน 7 นัดสุดท้ายและดาบคาตะนะ” ลูเซีนโชว์ของตัวเองให้ดูก่อนไปขัดถูเช็ดต่อ

“m700 และกระสุนที่เหลืออีก 14 นัดในกล่องที่ตัวเองเอามา” มอร์แกนนับกระสุนที่ยังเหลืออยู่

“ถ้าเราเลี่ยงพบปะกับเจ้าพวกซอมบี้ได้จะดีอย่างมาก ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ” คริสมาวิเคราะห์และกล่าวออกมาโดยคร่าวๆ

“อีกอย่าง ตอนนี้เรามีคนเจ็บและกระสุนที่มีจำกัดแบบนี้แล้วต้อง
หาค่ายหรือที่ไหนก็ได้ที่พอจะสามารถยื้อเวลาได้ถึงวันพรุ่งนี้” เบนเกริ่นนำขึ้นมาและเป็นห่วงอลันว่าจะไหวรอดถึงฝั่งหรือไม่

“ตัดแขนสิ” ลูเซียชำเลืองมองอลันจนอลันเองเริ่มเสียวหลังและแขนที่กำลังจะหายไป

“อ-อย่ามาา! ไม่เล่นดิเฮ้ย!” อลันรีบกระเถิบหนีความซาดิสลูเซียดังเห็นได้ชัด

“เราขาดโจนาทานไปด้วย ทำให้เสียกำลังคนในการติดต่อไป” คริสพูดและมีอาการลังเลใจอยู่ส่วนหนึ่งที่เขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับพวกนี้มากเกินไป

“อย่าคิดมากน่ะคริส นายต้องผ่านไปให้ได้” มอร์แกนให้กำลังใจและเตรียมยัดกระสุนใส่เข้าไปในปืนตัวเอง

“อืม เอาหละเตรียมขึ้นรถกัน...พวกมันแห่มากันแล้ว” คริสกล่าวและเตรียมตัวขึ้นรถไป

“ไปเร็วเข้า” มอร์แกนจับกล้องถ่ายรูปของตัวเองซูมโฟกัสไปทางไกลๆและเห็นซอมบี้เริ่มแห่ตามเสียงมาแล้ว

“มาเร็วอลัน” เบนคุ้มกันหลังให้และแบก MP-7 แทนอลัน(ยึดมาเป็นของตัวเองเสียมากกว่า)


แฮ่!! โอกกก!!


ทุกคนขึ้นรถเก๋งสีขาดรุ่งริ่งโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นว่าจะมีตัวอะไรตามมาหรือไม่
เสียงของพวดมันเริ่มเข้าใกล้มาขึ้นเรื่อยๆ บางตัวก็หันเหไปสนใจอาหารที่รอเสริฟไว้กลางทางและบางตัวซุ่มซ่ามตกลงเนินอีก


บรืนน!!! โครม!!!


เบน(คนขับ)อาสาเร่งคันเร่งวิ่งตรงดิ่งออกจากบริเวณนี้ให้ไวที่สุดพร้อมกับดำเนินการแผนต่อไปทันที
รถคันดังกล่าววิ่งด้วยความเร็วพอสมควรเพื่อสลัดการตามล่าจากพวกนั้นและขับไปยังที่หมายต่อไป


“เอาไงต่อหละเฮีย?” เบนถามคริสขณะขับรถ

“เราไม่มีกำลังพอที่จะไปต่อต้านพวกนั้นโดยสิ้นเชิง เว้นเสียแต่เราจะตามหากระสุนจากพวกนั้นไม่ก็ร้านขายปืน” คริสตอบ

“!? ดะเดี๋ยวนั่นป้ายชี้ไปทางสถานี..ตำรวจใช่ไหม?” อลันชีไปที่ป้ายซึ่งแม้จะอ่านไม่ออกว่ามันคืออะไร
แต่หากมองดูแล้วมันเหมือนกับเส้นทางบอกไปที่สถานีตำรวจ

“ที่นั่นน่าจะมีอะไรให้ใช้บ้างยังดี” มอร์แกนเสนอให้ไปที่สถานีตำรวจ
แน่นอนว่าทุกคนไม่พูดอะไรมากนักนอกจากเดินทางไปต่อที่นั่นไม่ลังเล


เอี้ยดด!!! ชิพม่องเท่งแล้ว!!!


แต่แล้วเส้นทางที่พวกเขาวางแผนกันมาอย่างดีก็ปิดตัวลงไปเพราะดันมีโนธอร์มาวิ่งเพ่นพ่านกันเป็นฝูง
และบางตัวนั้นก็กำลังวิ่งชนใส่รถและสิ่งกีดขวางต่างๆไปในตัว


“เจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้าให้แล้วสิ” เบนกลืนน้ำลายลงเฮือกใหญ่

“มิโนธอร์มาจากไหนเนี้ย?” อลันตะลึงที่เห็นพวกมันออกมาวิ่งแบบนี้ทั้งๆที่แถวๆนี้ไม่มีวัวสักนิด

“...ข้างหลัง” ลูเซียมองกระจกรถและกลับมีมิโนธอร์ตัวนึงดันมาเจอพวกเขาเข้าให้

“...มู!!!”


เห้ยเวร!!! ตึง!!! บรืนนน!!! โครม!! ตึงๆๆ!!! บรืนนน!!!!!


และแล้วก็มีมิโนธอร์ตัวหนึ่งดันเห็นพวกคริสเข้าให้จึงไม่ลังเลอะไรเลยนอกจากวิ่งพุ่งเข้าชนใส่ท่าเดียว
เบนรีบเร่งคันเร่งเพื่อหนีแรงชนจากมันแต่ก็หนีไม่พ้นไปซะเดียว
มันขวิดเฉี่ยวด้านขวาไปส่วนนึงจึงทำให้รถเสียหลักวิ่งตกข้างทางไปแต่เคราะห์ดีที่ตกมานั้นเป็นถนนทุ่งหญ้าพอดี
ไม่รอช้าที่เบนจะเปลี่ยนเกียร์สละหนีออกจากมันโดยไวแม้จะไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะไปยังไงก็ตาม


“ทุกคนโอเคไหม?” เบนหันกลับไปถามหลังหนีจากวัวผีนั่นได้แล้ว

“เกือบเป็นผีเฝ้ารถไปแล้วว่ะเบน” มอร์แกนประชดกลับไป

“อลันโอเคไหม?” คริสถามอลันซึ่งสภาพหน้าตานั้นยังกะโดนคนชกต่อยท้องเข้าให้

“จ-จุกสิ...มึงขับยังไงเนี่ย” อลันโวยไม่เป็นคำพูดเพราะจุกเสียดนั่นเอง

“ที่นี่ดู ลึกลับชอบกล” ลูเซียมองโดยรอบแล้วพบว่าพวกเขากำลังออกนอกเส้นทางและยังต้องมาฝ่าเนินหญ้าอีก


ซ่าๆๆ!!!


[หน่วยอัลฟ่าตอบด้วย หน่วยอัลฟ่าตอบด้วย] เสียงวิทยุสื่อสารของ B.S.A.A. ได้ดังขึ้นมาแน่นอนว่าคริสไม่รีรอที่จะรับ

[นี่คริสพูด]

[ดีใจที่คุณยังปลอดภัย เราได้ข้อมูลเดวิดจากทีมบราโว่แล้ว เราจะรีบดำเนินการให้ไวที่สุด] ทางศูนย์บัญชาการตอบกลับมา
แน่นอนว่ามีบางคนนั้นเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“ดะเดี๋ยวนะ...เดวิดไปสนามบินไวขนาดนั้น?” อลันเริ่มสงสัย

[ขอบคุณมาก และขอแพทย์สนามฉุกเฉินด้วยเรามีคนเจ็บสาหัสอยู่หนึ่งราย] คริสไม่สนใจคำถามของอลันและยังรายงานกลับไป

[รับทราบ เราจะส่งไปให้เร็วที่สุดเลิกการติดต่อ]


ตี้ด!


“มันหมายความว่าไงกันคริส?” มอร์แกนถามไปด้วยความสงสัยในหัวของเขา

“เดวิดไม่ได้ไปที่สนามบิน แต่เขากำลังไปขอกำลังสนับสนุนที่เรานั้นเตรียมการเอาไว้แล้ว”

“ฉลาดจริง..เดวิด” ลูเซียรำพึงออกมาอย่างเบาๆ

“แต่ถ้าพวกทหารรับจ้างที่ลูเซียบอกเอาไว้รู้ก่อนเราหละ?” เบนถามไปขับรถไป

“งั้นก็ต้องมีการปะทะกันหน่อยหละ” คริสไม่รีรอช้าที่จะได้ถล่มมันให้เละไปข้าง

“พวกนั้นกำลังดับฟังเรา?” ลูเซียถามคริสให้แน่ใจว่ามันใช่ในสิ่งที่เธอคิดหรือไม่
และคริสกลับตอบรับโดยการพยักหน้าชัดเจน

“พวกนั้นจะต้องฟังเราตอนประชุมสุมหัวกันระยะนึงแล้ว หากการคาดคะเนถูกต้องพวกนั้นจะต้องวิ่งตามเดวิดไป” คริสอธิบายแผนการให้ฟัง

“แบบนี้เองสินะถึงได้ให้เดวิดเป็นตัวล่อให้พวกนั้นไปติดกับเสียเอง” เบนเข้าใจแผนของเดวิดทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไรในตอนนั้น

“สิ่งเดียวที่ยังเป็นห่วงคือ แม้เดวิดจะรายงานให้ทางฐานหลักได้ก็จริง
แต่ถ้ามันพลาดขึ้นมาเราเองนี่แหละจะเสียเปรียบทางด้านการต่อรองมากขึ้น”
คริสบอกออกมาด้วยความเป็นห่วงเดวิดอยู่ส่วนนึง

“ก็ขอภาวนาไม่ให้เจ้านั่นมันโดนจับตัวไปแล้วกัน” เบนพูดออกมาและขับรถเลาะเส้นทางต่อไปเรื่อยๆ


บรืนนน! กึกๆ!


เบนค่อยๆลดความเร็วลงและมาจอดตรงบริเวณข้างๆถนนรุงรังและหากมองไปทางข้างหน้านั้นกลับพบกับ
ชาวบ้านที่ยังมีชีวิตรอดอยู่นั้นเอาวัตถุหรือซากอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่หามาได้มาทำเป็นกำแพงป้อมเอาไว้
ป้องกันจากพวกซอมบี้และพวกกลายพันธุ์ที่บุกเข้ามา

เบนมีความลังเลเล็กน้อยว่าจะทำยังไงต่อไปเพราะจะขับฝ่าทะลุไปก็ไม่ได้ยิ่งเป็นพวกผู้รอดชีวิตแบบนี้ด้วยแล้ว
มิหนำซ้ำพวกเขาก็ต้องพาพวกผู้รอดชีวิตไปอีกด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาแต่อย่างใด


“...เอาไงดี..” อลันถามทุกคนในรถ

“ถึงเราจะต้องพาพวกเขาไปด้วยก็เถอะแต่…” มอร์แกนมองดูโดยรอบแล้วเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมากระทันหัน

“แปลก พวกเขาไม่ควรจะมาตั้งอะไรแบบนี้นะ” คริสมองดูโดยรวมอย่างรอบคอบ
จนพอจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพียงแค่ต้องการที่จะพิสูจน์เท่านั้น

“เอางี้...ผมจะลองไปคุยกับเขาดูแล้วกัน” เบนถอดเข็มขัดนิรภัยรถออกและเปิดประตูออกไป

“ฮะเฮ้ยถามจริงเบน? เอ็งคุยกับเขารู้เรื่องหรอวะ?” อลันเริ่มเป็นห่วงเพื่อนตัวเอง

“ดีกว่ามานั่งส่องแล้วกันน่า ช่วยคุ้มกันด้วยแล้วกัน” เบนค่อยๆเดินออกไปอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด
แน่นอนว่ามอร์แกนเองก็ต้องมาเป็นมืสไนเปอร์จำเป็นประจำทีมอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้


ตึกๆๆ !? w&×&$^¥!?


เมื่อเบนเดินตรงเข้าไปหาพวกชาวบ้านที่กำลังทยอยเอาขอลมากั้นทางไว้นั้น
พวกเขาเริ่มหันมามองเบนด้วยสีหน้าอันไร้อารมณ์และดวงตาที่แข็งทื่ราวกับไร้ชีวิตชีวามาระยะนึงแล้ว
เบนพยายามตั้งสติใจเย็นเข้าไว้และค่อยๆเข้าไปหาพวกเขาอย่างช้าทีละก้าว


“อั่มม...สวัสดีพวกคุณคือเอิ่ม..” เบนทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มแต่เหมือนสิ่งที่ตอบ0กลับมานั้นกลับไม่ใช่ในสิ่งที่เขาคิดเท่าไหร่

“×^$;...×:=£….÷^/€/…” ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่ก็ไม่สารถจับใจความได้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร

“ไร้ชีวิตชีวายังกะซอมบี้” ลูเซียที่มองอยู่ในรถนั้นบ่นอีกรอบ

“เหยย..อย่าไปว่าเขาสิ...บางทีพวกเขากำลังหิวอยู่นะ” อลันเกริ่นคร่าวๆออกมา

“ต-ต้องขอโทษจริงๆนะครับ คือว่าพวกเราต้องไปที่...อั่ม..ฮัลโหล?” เบนพยายามใช้ภาษามือสื่อสารกับพวกเขา
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นและดำเนินการต่อไป
พวกผู้รอดชีวิตเหล่านี้ยังทำสิ่งที่พวกเขาทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างเดิมราวกับพวกเขาได้รับหน้าที่สำคัญมากๆมา


แต่หากมาวิเคราะห์ดูแล้ว คริสสังเกตุความผิดปกติตั้งแต่มาที่นี่คือ
ถนนเส้นนี้ไม่ได้มีอยู่ในแผนที่เส้นถนนของพวกเขาหรือแม้แต่ในแผนที่ของประเทศไทยเลย
และเมื่อดูจากเส้นทางถนนแล้วที่นี่เหมือนพึ่งจะสร้างขึ้นมาใหม่มาสีกระยะนึงแล้ว
คริสเริ่มรู้สึกถึงความลึกลับในที่แห่งนี้และความสงสัยในขณะเดียวกันด้วย


“เบน พวกเขาไม่ตอบโต้อะไรเลยหรอ?” มอร์แกนถามเบนขณะคุ้มก้นหลังให้

“ไม่เลยหละ เดินยกของไปยกของมายังกะถูกควบคุมยังไงชอบกล” เบนเอามือไปปัดส่องหน้าชาวบ้านแต่ก็ไร้การตอบสนอง

“เหมือนแคลร์ในตอนนั้นเลย” เบนนึกขึ้นมาได้ว่าแคลร์เองก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
ไร้ชีวิตชีวา,ดวงตาแข็งทื่อราวกับเป็นหุ่นเชิดตามใจ นั่นทำให้เบนสงสัยหนักกว่าเก่าว่ามันต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างเข้า

“...นั่นอะไร?” ลูเซียชี้ไปตรงต้นไม้ต้นหนึ่งและมีเครื่องอะไรบางอย่างติดเอาไว้เหมือนสัญญาณอะไรสักอย่าง

“อ๋อนั่นคือเครื่องส่งคลื่นเวฟพิเศษ เคยได้ยินว่าเอาไว้ใช้ระบุสัญญาณพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้
พวกรัฐบาลหรือพวกทหารเจอคลื่นสัญญาณสื่อสาร..เดี๋ยวนะของพวกนี้มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
อลันอธิบายไปและเริ่มสงสัยแบบเดียวกันว่าของแบบนี้มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“เคลียเฮียคริส พวกเขาไม่มีพิษสงอะไรเลย” เบนส่งสัญญาณมือไปให้

“ลูเซียเธอตามเครื่องสัญญาณนั่นไป อลันอยู่กับเบนซะ” คริสเปิดประตูรถและเดินออกไปสำรวจ

“ตามนั้น” ลูเซียออกจากรถพร้อมยืดเส้นยืดสายออกไปและจับอาวุธครบมือไปด้วย

“อะอ้าวเฮ้ย! อย่าทิ้งคนเดียวเซ่โอ้ยเจ็บก็เจ็บ!’ อลันตะเกียกตะกายออกจากรถและพยายามเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด
เพื่อไม่ให้กระดูกแขนที่หักเกิดความเสียหายไปมากกว่านี่


คริสมองดูลาดราวแล้วพบกับวัสดุก่อสร้างซึ่งชาวบ้านหรือแม้แต่ประเทศไทยนั้นไม่ควรจะมีด้วยซ้ำ
และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเต็นท์ผูกเอาไว้อยู่สภาพดีงามพร้อมอุปกรณ์สื่อสารครบเซ็ตและยังมีกล่องคลังแสงอาวุธไว้อีก
ลางสังหรของคริสเริ่มออกในทางไม่ดีขึ้นมาว่ามันต้องมีอะไรแน่นอนในบริเวณนี้


“เฮ้คริสผมเจออะไรด้วย” เบนเดินเข้าไปหาคริสในเต็นท์และมอบเอกสารให้

“นี่มัน...พวกอัมเบรล่านี่ พวกเขามาทำอะไรที่นี่?” คริสรีบเปิดเอกสารอ่านในทันที



อนุมัติการสั่งซื้อสินค้า Psycho Wail
วันที่ 13/11/2010
จำนวน : 6 เครื่อง
ผู้รับ : Dr.Howard Silver
Warning : กรุณาทำตามขั้นตอนดังกล่าวด้วยเพื่อผ้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
หากมีเครื่องเสียหรือชำรุด กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วย

Umbrella Corp.




“Psycho Wail?” เบนงงกับสิ่งที่เขาได้ยินชื่อนี้ขึ้นมา

“เดิมทีมันเคยเป็นเครื่องสะกดจิตที่เอาไว้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยทางด้านจิตวิทยา
ไม่ยักจะรู้ว่าพวกมันนั้นยังจะเก็บเครื่องแบบนี้เอาไว้”
คริสอธิบายเจ้าเครื่องนั่นและยังดูข้อมูลต่อไป

“ถ้ามีเอกสารประกอบอย่างงี้แสดงว่าเจ้าเครื่องนั่นมันต้องอยู่นี่สิแต่...มันไปซ่อนอยู่ตรงไหนนี่สิ” เบนเริ่มตามหาเครื่องนั่นทันที


เบนกับคริสค่อยๆส่องดูเครื่องที่พวกเขาต้องการอย่างละเอียดและดูชาวบ้านไปพลางๆด้วยเผื่อเกิดการลอบโจมตี
ส่วนทางด้านลูเซียเองนั้นเดินเลาะขึ้นไปทางด้านบนซึ่งเป็นเนินให้ปีนขึ้นไปได้
แต่เธอไม่ต้องการที่จะเสี่ยงขึ้นไปคนเดียวจึงเดินกลับมาก่อน


“เฮ้...มีใครอยากคุย..อู้วทีวี” อลันเดินไปถามชาวบ้านซึ่งไร้สติราวกับเป็นคนใช้
แต่ก็ยังเหมือนเดิมจนกระทั้งเขาเดินไปเจอกับโทรทัศน์เครื่องหนึ่งที่ตั้งคาเด่ไว้ตรงโต๊ะในเต็นท์ตัวหนึ่งเข้าให้


กึก! ซ่าๆๆๆๆ!


“เยี่ยม...สัญญาณไม่มี” อลันลองเปิดโทรทัศน์ดูแล้วกลับพบว่าไม่มีสัญญาณ

“แมร่งเอ้ยเจ็บแสบปวดร้าว” อลันรีบพันแผลให้แน่นกว่าเก่าเพราะแขนหักแถมเลือดยังออกตกในอีก
หากมันไม่มีทางเลือกเขาจะต้องนำเลือดเสียออกมาแต่มันยิ่งทำให้อลันแย่ลงกว่าเดิม
ซึ่งเขาเองก็ภาวนาไม่ให้มันถึงขั้นนั้น

“ทีวีไม่มีสัญญาณแล้วจะดูทำไมหละ?” มอร์แกนเดินเข้ามาดูด้วยอีกคน

“เอ๋าจะรู้ไหม” อลันประชดกลับไป

“ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนมาตั้งเต็นท์ไม่นานมานี้” มอร์แกนวิเคราะห์ดูคร่าวๆขณะเลื่อนดูรูปในกล้องถ่ายรูปไป
(ที่ไม่ได้ใช้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเรื่องยันจนปัจจุบัน =_=)

“ยังจะมีเวลามาถ่ายรูปอีกนะถามจริง?” อลันแซวกลับไปเมื่อเห็นมอร์แกนถ่ายรูปหลายอันในนั้น

“คนที่ถ่ายรูปนั้น เขาไม่ต้องการแค่รูปเดียวหรอกนะอลันต้องถ่ายเก็บเอาไว้เยอะๆ” มอร์แกนตอบกลับไป


มอร์แกนดูโดยรวมในรูปที่เขาถ่ายมานั้นส่วนใหญ่จะมีแต่เต็นท์และชาวบ้านหลายคนอยู่ในนั้น
และมีบางรูปติดคริสกับลูเซียขณะเธอนั้นกำลังเดินดูชาวบ้านแต่ยังจับดาบเอาไว้ตลอดเวลา
และแล้วก็มีอยู่รูปหนึ่งที่สะดุดตาอยู่ เขาค่อยๆซูมดูอย่างใจเย็นและพบกับอะไรบางอย่างเข้า


“รออยู่นี่นะ” มอร์แกนรีบวิ่งไปตรงจุดที่เขาถ่ายรูปนี้เข้า

“เออๆ รีบแล้วกันตรงนี้โครตเหงา” อลันตอบกลับและยังมองสำรวจในเต็นท์นี้ต่อไป


ตึกๆๆ! พรึบ!!!


มอร์แกนรีบวิ่งออกจากเต็นท์และตรงดิ่งไปข้างในลึกขึ้นเพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันคือแสงสะท้อนจากแฟลชกล้องของเขา
เหมือนมีอะไรบางอย่างซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกระจกหรืออะไสักอย่างสะท้อนแสงออกมา
เขามาพบกับพุ่งไม้กองใหญ่ซึ่งเหมือนจะเอาอะไรมาทับถมรวมๆกัน


“ดูสิว่าพวกนายซ่อนอะไรไว้?” มอร์แกนพยายามรื้อกองพุ่มไม้ออกไปจากสายตาของเขา

“คุ้ยหาอะไหละนั่น?” ลูเซียเดินผ่านมาแล้วเจอมอร์แกนกำลังรื้อพุ่มไม้ออกพอดี

“มาช่วยหน่อยก็ดี” มอร์แกนขอให้ลูเซียช่วยเหลือ

“ฉันไม่ใช่ชาวสวนตัดหญ้าหรอกนะ” ลูเซียเล่นตัว(หรือไม่อยากทำ)ไม่เข้าไปช่วยมอร์แกน

“หญิงสมัยนี้มันขี้เกียจกันจริงๆ” มอร์แกนบ่นและยังทำงานของตัวเองต่อไป


ซึกๆๆ!! โอกกกกก! เฮ้ย!


ในขณะมอร์แกนกำลังรื้อเอาพุ่มไม้ออกอยู่นั้นข้างหน้ากลับมีเสียงที่ไม่ได้รับเชิญกำลังพุ่งมาทางเขา
และแล้วมันก็เปยกายออกมานั่นคือซอมบี้ใส่ชุดทหารสามนายเดินแบบเร็วกรูเข้ามาหามอร์แกนทันที
แทยไม่ทันตั้งตัว มอร์แกนล้มกระแทกพื้นและรีบถอยหลังออกมาให้เร็วที่สุด
แน่นอนว่าลูเซียเองก็ไม่รีรออะไรมากมายนอกจากกำจัดพวกมันให้พ้นสายตาของเธอซะ


ผลั่ก! ชัวะๆ!! โอกกก! ชัวะ!!! ปัง!!! แผละ!!! ตึง!!!


ลูเซียถีบเท้าหน้าให้ตัวหนึ่งนั้นล้มลงไปก่อนและทำการสับซอมบี้ข้างหลังสองจังหวะและทำการปลิดชีพไปตัวนึง
เมื่อมอร์แกนหนีออกจากรัศมีโจมตีของมันได้จึงรียหยิบ m700 ขึ้นมายิงแสกกบาลใส่มันไปอีกตัวที่เดินตามหลังมาไปนัดนึงเต็มๆ


“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น!?” เบนรีบวิ่งตามเสียงปืนมาว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไม่มีอะไร! แค่...ซอมบี้ออกมาจากดงหญ้า” มอร์แกนเช็คกระสุนอีกรอบเพื่อความแน่ใจ

“เสียไปฟรีนัดนึงแล้วนะ ประหยัดเสียบ้าง” ลูเซียบ่นใส่มอร์แกนที่เอากระสุนไปเสียให้กับซอมบี้ธรรมดา
ส่วนเธอเองก็มาเก็บซอมบี้อีกตัวที่ยังล้มอยู่

“ก็ดีกว่าโดนกระโจนใส่แล้วกัน” มอร์แกนบ่นกลับไปบ้างและสะพายปืนตัวเองไว้ด้านหลังอีกรอบ

“เสื้อแบบนี้,การแต่งตัวและอุปกรณ์แบบนี้มันเป็นพวกร่มแดงขาวนี่หว่า” เบนวิเคราะห์เสื้อผ้าและการแต่งตัวของพวกนั้น

“ไหงมาเป็นผีเฝ้าแถวๆนี้เนี่ย?” มอร์แกนสำรวจเห็นแขนทั้งสองข้างของทหารแต่ละคนถูกเชือก
ที่ดูเหมือนจะเป็นปมเชือกนั้นมัดผูกกับข้อมือเอาไว้และปลายเชือกนั้นขาดออกจากกัน

“อลันไปไหน?” คริสเดินเข้าร่วงวงเก็บพุ่มไม้และถามหาอลันซึ่งแลดูจะถูกทิ้งให้อยู่แถวๆนั้นคนเดียวตามเคย

“ไปดูทีวีอยู่น่ะ นั่นมัน...กระเป๋าพยาบาลนี่” มอร์แกนบอกข้อมูลกับคริสว่าอลันในตอนนี้อยู่ที่ไหน
จนเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของคริสกำลังถือกระเป๋าพยาบาลไว้อยู่

“ถ้าเจออะไรแล้วก็บอกด้วยแล้วกัน ชั้นรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจชาวบ้านพวกนี่เท่าไหร่เลย” คริสตอบกลับพร้อมเตือนให้ทุกคนระวังพวกชาวบ้านไร้สติเอาไว้


พรึบๆๆ!!! อะไรหละนั่น.. โอกก!


มอร์แกนกับเบน(ลากมาช่วยเสียงั้น)เข้ามาเคลียดงไม้ออกไปให้พ้นทางอีกรอบและหวังว่ามันจะต้องมีอะไร
ให้ค้นพบและเคลียไขให้หมดจด ถ้ามีทหารซอมบี้แบบนี้ฉะนั้นจะต้องมีอะไรแน่นอนภายใต้กำแพงด้านหลัง
เมื่อเคลียทางเสร็จแล้วสิ่งที่มอร์แกนสงสัยก็ขัยกระจ่างในที่สุด

มีรถหุ้มเกราะอยู่สองคันจอดเก็บเอาไว้อย่างดี คันหนึ่งนั้นเป็นรถติด M2HB QCB พร้อมกล่องกระสุนวางเอาไว้หนึ่งลังข้างๆรถ
ส่วนอีกคันนั้นดูเหมือนจะเป็นรถขนส่งทหารศึ่งมีขนาดลำตัวที่ยาวอยู่พอสมควรพร้อมเกราะหนาถึกกั้นทุกส่วนพร้อมลุยทุกสถานการณ์
แต่คำถามอันน่าสงสัยนั้นยังคาอยู่ในหัวของเขาคือ แล้วทหารพวกนี้มันมาจากไหน?


“กะจะเอาไปถล่มใครกัน?” ลูเซียเดินเข้ามาสำรวจรถหุ้มเกราะทั้งสองคันและยังจับดาบตัวเองตลอดเวลา

“ว้าว...นี่มันรถขนทหารนี่หว่าพร้อมปืนกลใหญ่เสียบทะลุคนเสียด้วย!” เบนเริ่มมีความสนใจกับรถสองคันนี้มาก


แกร็กๆๆ!!! โอกกก!! แว้กก!!!


เมื่อเบนเดินเข้าไปใกล้รถมากขึ้นกลับมาเสียงคล้ายกับเชือกถูกขัดสีกันอย่างรุนแรง
และมีเสียงซอมบี้พุ่งออกมาหาเบนอย่างไม่ปราณีจนเกือบทำให้เบนล้มลงกับพื้น
ไม่ใช่แค่ตัวเดียวเท่านั้นที่จะเข้ามาแว้งกัดเบน กลับมีอีกหลายตัวถูกผูกแบบเดียวกัน
มอร์แกนกับลูเซียตั้งท่าเพื่อโจมตีใส่มันหากมัยหลุดออกมาได้


“นี่มันอะไรกัน?” มอร์แกนกำลังตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ในขณะนี้

“ตายยกหมู่...แถมจับมัดยังกะแรงงานทาส” ลูเศียวิจารย์เจ้าของผลงานอย่างหน้าตายสิ้นดี

“ทหารอัมเบรล่าทั้งงั้น” เบนชำเลืองมองดูตราของพวกนี้ว่าอยู่ฝั่งไหนกัน


ทางด้านคริสนั้นกำลังทำไม้ค้ำแขนใหม่ให้กับอลัน โชคดีที่เขานั้นเจอกระเป๋าพยาบาลจึงช่วยได้ระดับหนึ่ง
ส่วนอลันนั้นยังกัดฟันฝืนความเจ็บปวดไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงกระนั้นยิ่งทิ้งไว้แบบนี้ยิ่งเป็นภัยต่ออลันเท่านั้น


“เจ็บช...ชะมัด....โอยย” อลันฝืนบาดแผลของตัวเองอย่างทรมาน

“จำได้ไหมว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น?” คริสถามอลันขณะทำไม้ค้ำแขนให้กับอลันใหม่อีกรอบ

“พวกเรากำลัง..ฮึบ!...ต่อสู้กันอยู่ที่นั่นและ...ตอนนั้นพวกมันบุกมาทางใต้ดิน” อลันเล่าเรื่องให้ฟังและยังทนความเจ็บปวดเอาไว้

“โชคยังดีที่กระดูกไม่ทะลุออกมาทางเนื้อ แต่ปล่อยเอาไว้แบบนี้นายแย่แน่” คริสตรวจดูสภาพแขนของอลัน

“มะ-ไม่เป็นไรครับ!..ผะผมยังไหว..แต่ว่าในตอนนั้นพวกมันมาเยอะเกินกว่า...ที่จะยันไว้” อลันพยายามฝืนยิ้มกลับไปเพื่อให้คริสรู้ว่าเขายังไหว

“...” คริสไม่พูดอะไรมากนอกจากฟังเรื่องเล่าต่อ

“พวกเขาทั้งคู่ให้ผมยิง….กันเอาไว้ก่อนและทั้งคู่จะไปหยิบกล่องใส่ระเบิดที่โจนาทานให้มา…
แต่ก่อนที่ผมจะหันกลับไปหาพวกเขานั้นก็…” อลันหยุดเล่าเรื่องในตอนนั้นและไม่กล่าวอะไรอีก

“...เข้าใจแล้ว” คริสแสดงสีหน้าหม่นหมองออกมาส่วนนึงและไม่อยากพูดถึงมันอีก

“โอเค เท่านี้น่าจะช่วยนายได้ระดับนึง” คริสลุกขึ้นดูผลงานการรักษาฉุกเฉินของตัวเอง

“ก็...ไม่เลวมากนักหรอก ขอแค่อย่าให้ผมจับปืนก็พอช่วงนี้...แมร่งเจ็บ” อลันดูโดยรวมแล้วพอในพอสมควร


ซ่าๆๆๆ!! ซ่าๆๆๆ!!!


โทรทัศน์ที่ตอนแรกนั้นไม่มีสัญญาณหรือแม้แต่ช่องก็ไม่มีกลับมีคลื่นสัญญาณแปลกๆแทรกเข้ามา
ราวกับว่ามีคนพยายามเชื่อมต่อสัญญาณให้ตรงกับโทรทัศน์


“อย่าบอกนะว่าจะเป็นพวกนั้น?” อลันเริ่มมีลางสังหรไม่ดีว่าอาจจะเป็นพวกนั้น

“ไปหลบก่อนอลัน” คริสขอให้อลันไปหลบมุมก่อนเผื่ออาจเป็นพวกนั้นที่ลักพาตัวเจมส์กับแคลร์ไปและเข้าใจอยู่ว่าอลัยตายไปแล้ว


หมอมาแล้ว! หมอมาแล้ว! !!?


จู่ๆชาวบ้านข้างนอกทั้งหมดเริ่มรวมตัวกันบริเวณที่มีโทรทัศน์อยู่
อลันกำลังผวากับสิ่งที่เขาเห็นจึงรีบหนีออกมาก่อนเพื่อไม่ให้ตัวเองเจ็บตัสไปมากกว่านี้
ส่วนคริสเองเห็นโอกาสจึงรีบสวมรอยปลอมตัวไปรวมกับพวกเขาด้วยเสีย


“หมออะไร...หละนั่น?” อลันชะเง้อตรงมุมเต็นท์มองเข้าไป

“...” คริสสวมรอยเป็นชาวบ้านในนั้นและพร้อมแอบฟังข้อมูลไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม



“สวัสดีทุกท่าน...ขณะนี้พวกคุณได้สอบผ่านทางด้านจิตใจอันแข็งแกร่งของคุณแล้ว
ความโศรกเศร้า,ความสิ้นหวัง,ความหวาดกลัว ที่พวกท่านกำลังเผชิญนั้นกำลังถดถอยหายไป..
ผมเข้าใจพวกคุณดี ผมเข้าใจความรู้สึกของทุกคนต้องขอขอบคุณทุกท่านที่รวมตัวกันในครั้งนี้”



คำกล่าวสนทนาจากโทรทัศน์นั้นทำให้ชาวบ้นที่นั่งฟังนั้นไม่ลุกออกไปไหนแถมยังตั้งใจอย่างมาก
คริสเริ่มเข้าใจกลยุทธ์ทางฝั่งนั้นทันทีว่าพวกเขากำลังใช้ชาวบ้านที่สิ้นหวังมากล่อมประสาทหลอกหลอนให้เชื่อฟังตามที่พวกเขาต้องการ
เพราะผู้รอดชีวิตประเภทนี้นั้น มีจิตใจอันเปราะบางหลงเชื่อง่ายและพร้อมทำตามทุกอย่างเพื่อที่จะรอดออกไปจากที่นี่

แม้มันจะเป็นแค่เสียงคำพูดออกมานั้น กลับทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้เชื่อฟังขนาดนี้นั้นต้องมีอะไรบางอย่างเข้ามาช่วยแน่นอน


“(ภาษาไทย)ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย เราจะทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอดต่อไป!”

“(ภาษาไทย)เพราะคุณแท้ๆทำให้พวกเรายังอยู่ได้!”

“(ภาษาไทย)พวกเราแข็งแกร่งขึ้น! เราไม่กลัวอะไรแล้ว! ช่วยแนะนำต่อไปด้วยเถิด!”


ชาวบ้านหลายๆคนกำลังสวดอ้อนวอนต่อบุคคลที่น่าจะเป็นคนช่วยเหลือพวกเขา
มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากกลุ่มลัทธิหนึ่งซึ่งเดิมทีมีต้นทุนทางด้านความเชื่อและปณิธานอันแรงกล้าอยู่ในตัว
มีจุดประสงค์เด่นชัดเจนคือการหาผู้ร่วมวงจากพวกนี้เข้าสมาคมพรรคพวก
แม้คริสจะไม่รู้อะไรมากนักกับประเทศไทยแต่วีรกรรมและความเชื่อในสิ่งที่ไม่มีจริงนั้นคนไทยอื้อระหืออย่างยิ่ง


“แล้วพวกเขาต้องการชาวบ้านเหล่านี้ไปทำอะไรกัน?” คริสยังมีข้อสงสัยซึ่งยังไม่ขัยกระจ่างอยู่



“พวกเขาเคยคิดทำอะไรไหม? พวกทหารหรือตำรวจที่อยู่ที่นี่เคยมาช่วยไหม? ไม่..
พวกเขาไม่เห็นคุณค่าของเราแม้แต่น้อย แล้วพวกกรมอาณามัยโลกหละ?
หรืออัศวินขี่ม้าขาวอย่างพวก B.S.A.A. ก็เป็นแบบเดียวกันไหม? ผมบอกเลยว่าใช่..
ดูให้ดีๆสิ...พวกเขากำลังทำร้ายเราอยู่ในทางอ้อมอันแสนโหดร้าย”




เสียงปริศนาในโทรทัศน์นั้นเริ่มเปิดประเด็นอันน่าสยองและพาพวกนี้เข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นจริง
เสียงกรีดร้องพร้อมเสียงโวยวายออกมาจากโทรทัศน์พร้อมกับคำสาปแช่งต่างๆนาๆ
สิ่งที่พวกเขากำลังได้ยินนั้นมาจากโซนสะพานเชื่อมต่อแดนใหญ่ ณ ที่นี้คือสะพานมรณะ
ซึ่งเริ่มมีคนมาประท้วงถึงการทำงานอันล่าช้าและเริ่มมีซอมบี้ขยันแห่กันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ความหวาดระแวงเริ่มสะสมและถูกปลดปล่อยออกมาในพลังงานและจิตใจด้านลบเริ่มคลืบคลานออกมาเผยโฉม
แม้จะมีเสียงจากพวกตำรวจหรือแม้แต่ทหารที่กำลังพยายามสะกัดกั้นไม่ให้คนที่ยังไม่ได้ตรวจร่างกาย
หนีออกจากบริเวณตรวจและหน่วยกู้ภัยหรือแม้แต่คนที่พยายามก่อกวนในการทำงานเองก็เช่นกัน


วิ้งง!!!


“!? อ-อย่าบอกนะว่า” คริสรีบเอามือทั้งคู่ประกบหูตัวเองเอาไว้
เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังส่งเสียงแสบแก้วหูใส่เข้าให้

“(ภาษาไทย)อภัยให้ไม่ได้...พวกนั้นไม่เคยเห็นค่าของมนุษย์แม้แต่น้อย” เสียงของชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวออกมา
ด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกัน

“(ภาษาไทย)พวกนั้นทำงานได้ห่วยมาก รัฐบาลส่งอะไรมากัน?” เสียงโทนของชาวบ้านอีกคนพูดแบบเดียวกับคนที่แล้ว



“ขออย่าได้กังวลไป พวกนั้นยังไม่รู้ถึงศักยภาพของพวกเราว่าเราเองก็สามารถเอาชนะได้..
ตอนนี้ผมเองก็กำลังอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากเช่นเดียวกันเพราะพวกทหารพวกนั้นกีดกั้นปมไม่ให้เข้ามาช่วยพวกคุณ
ผมไม่สามารถกระจายคำกล่าวหรือความหวังเหล่านี้มห้กับพวกคุณได้จนหมดก็เพราะพวกเขานั่นเอง”




เสียงคนๆนั้นยังพูดกล่าวต่อไปโดยไม่มีหยุดพัก การใช้คำ,
น้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยพลังอันแรงกล้าเริ่มสะกดมนต์กับพวกชาวบ้านเหล่านี้ อย่างกะเขานั้นคือหมอผู้เชี่ยวชาญดีเยี่ยมจากต่างแดน
มายังดินแดนนี้เพื่อปลดปล่อยพวกเขาและชี้นำทางให้



“จงอย่าหยุด จับอาวุธขึ้นมาทั้งแรงกายและจิตใจ...และ...ก้าวไปด้วยกันอย่างสันติภาพด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สำหรับคนที่ยังอยู่แถวสะพานนั้น โปรดรอ...พวกคุณนังไม่พร้อมผมพอเข้าใจดี ผมขอ...อย่าพึ่ง..
ความอดทนเป็นสิ่งดีงามและมันจะต้องได้รับผลตอบแทนอันล้ำค่าแน่นอน...ฉะนั้นจงรอ...รอพวกที่เหลือรวมตัวปฏิวัติไปด้วยกัน..”



เฮ้!!!!!! วิ้งงงง!!!! โอ้ยยย!! แสบหู!!!!!


เสียงโหยหวนของพวกชาวบ้านเริ่มเฮดังลั่นพร้อมเสียงอันสุดแรงเกิดของพวกเขา
ราวกับว่าสิ่งที่บุรุษผู้นี้ที่พึ่งกล่าวคำสนทนาไปนั้นมันคือเรื่องจริงและไม่มีอะไรเข้ามาหยุดเขาได้อีกต่อไป


.
.
.


วิ้งงงงงงงงง!!! อั่ก!!


แต่ทว่ามันยังมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาขัดคำปราศัยเหล่านี้กับพวกคริส
ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหนในบริเวณนี้ทุกคนมีปฏิกิริยาเดียวกันคือแสบแก้วหูยกเว้นชาวบ้านเหล่านี้
มอร์แกน,เบนพร้อมลูเซียเริ่มหาอะไรมาอุดหูราวกับว่าพวกเขาทนคลื่นเสียงอะไรบางอย่างไม่ได้


“ค-คลื่นเสียงบ้าอะไรเนี่ย!? ปวดหู!” เบนเอามือทั้งสองข้างประกบให้ไม่ได้ยินเสียงนรกนั้นแต่หนีไม่พ้น

“!?...แบบนี้มัน..” ลูเซียเริ่มลำลึกถึงอะไรบางอย่างเข้า จนเธอรู้แล้วว่าเธอเคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนครั้งนึง

“เป็นอะไรก็ช่างรีบเคลียพวกนี้ก่อนเราจะโดนเล่นงานเสียเอง!” มอร์แกนเตือนทั้งคู่ให้จัดการกับพวกทหารซอมบี้ติดแพเหล่านี้ก่อน

“จัดไปอย่าให้เสีย!”


ผลั่กๆ!!! ชัวะ!!! โอกกก!! แผละ!!!


ทั้งสามคนรีบจัดการกับเจ้าพวกน่ารำคาญเหล่านี้ให้หมดสิ้นซากเสียก่อนที่จะโดนมันเล่นงานตอนเผลอท่าให้
ลูเซียพยายามหาสิ่งๆนั้นเช่นเดียวกับคริสและอลันในบริเวณนี้ แต่ดูเหมือนว่าเครื่องนั่นไม่ได้อยู่ที่นี่


“เฮ้! ผมเจอไอ้นี่ทำตกเอาไว้!” เบนเจอที่ครอบหูรูปทรงปละหลาดที่มีรูปทรงโค้งหนาและแข็งแรง

“ใส่เร็ว!” มอร์แกนรีบคว้าอันหนึ่งมาจากเบนและรีบโยนให้กับลูเซียให้ใส่หลังจัดการกับพวกนี้เสร็จ


พรึบๆๆ! ได้ผลแฮะ!!


เมื่อทั้งสามสวมใส่เข้าไปแล้วนั้นกลับไม่ได้ยินคลื่นเสียงอันแสบแก้วหูอีก
เบนจึงพอจะรู้ทันทีว่าเดิมทีนั้นพวกทหารเหล่านี้ต่างมีเครื่องมือพวกนี้ติดอยู่กับตัวก่อนจะกลายเป็นสภาพแบบนี้
แม้ทั้งสามจะปลอดภัยจากคลื่นเสียงนั่นก็จริงแต่ยังมีอีกสองคนที่ยังไม่ได้สวมใส่อยู่ข้างนอกนั่น


“ของใหม่มีไมค์เสียด้วย” ลูเซียจับตรวจเครื่องครอบหูพิศวงนี้และเมื่อจับไปจับมาพบว่า
กลับมีไมค์ไร้สายติดต่อกันได้เฉพาะคนใส่เจ้าเครื่องนี่เท่านั้น

“โอเค อย่างน้อยก็ยังติดต่อกันได้” มอร์แกนจับไมค์ไร้สายและเปิดสวิสท์ให้ทำงาน เบนเองก็เช่นกัน

“ดะเดี๋ยวจะเอาไปให้เฮียแกเองทั้งคู่อยู่นี่ก- แว้กก!!!”


ฆ่ามัน!!! ฆ่าให้หมดไปจากโลกแห่งนี้!!!


วินาทีสุดท้ายก่อนจะจบประโยคของเบนนั้นกลับมีชาวบ้านจากไหนก็ไม่รู้มีอาวุธเครื่องมืครบทั่วสารทิศกันทุกคน
ดังรอตรงทางเข้าที่ซ่อนรถหุ้มเกราะเหล่านี้ สายตาของพวกเขาต่างไปจากเดิมอย่างมากตอนขามา
หลายคนมีสายตาอาฆาตพยาบาทร่วกับจะเอาชีวิตไปให้จนได้และบางคนนั้นถึงไม่มีแรงเข่นฆ่าแต่กลับมีดวงตาไร้ชีวิตชีวาเหมือนเดิม


“พะพวกเขามาจากไหนกัน?” มอร์แกนกำลังเหวอและยังผวากับสิ่งที่เขาเห็นอยู่

“ไปหาคริสซะเบน ทางนี้จะซื้อเวลาให้” ลูเซียทำความสะอาดดาบที่อาบเลือดของพวกนั้นมาเสร็จพอดี

“อะโอเคเว้ย!” เบนจับเครื่อบครอบหูฟังไปสองอันซึ่งตกอยู่ตรงพื้นอยู่แล้วและยังมีสภาพใช้งานดีอยู่

“(ภาษาไทย)พวกมันต้องตายสถานเดียว!” ชาวบ้านเริ่มโห่ร้องออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย

“โกยแน็บ!!” เบนรีบสิ่งฝ่าพวกชาวบ้านออกไปตอนพวกเขาเผลอท่า
ส่วนลูเซียรีบไปหยิบสายคาดเคเบิ้ลจากตรงโต๊ะเขวี้ยงลากชาวบ้านเข้ามาคนสองคน


ตึกๆ!! เฮ้ย!!! ครืดดดด!!! จัดการยัยนั่นซะ!!!! ว้ากกกกก!!!!


ลูเซียเปิดฉากล่อให้พวกชาวบ้านเข้ามาตะลุมบอลข้างในแทนและให้เบนหนีไปช่วยคริสกับอลันก่อนจะหูแตกไปเสียก่อน
ส่วนมอร์แกนรีบสะพายปืนและหาอาวุธประชิดใหม่เข้ามาป้องกันตัวเอง
เมื่อชาวบ้านเสียสติเหล่านี้รู้ว่าลูเซียลากพวกของเขาไปทำร้ายคนนึง
จึงไม่กล่างคำพังเพินอะไรทั้งสิ้นนอกจากบุกทะลวงสถานเดียว


“อย่าฆ่าพวกเขาหากไม่จำเป็นลู! พวกเขาแค่เสียสติ!” มอน์แกนเตือนลูเซียห้ามฆ่าพวกเขาหากไม่มีความตำเป็น

“ถ้าทำได้นะ” ลูเซียตอบกลับไปแบบหน้าตาเฉยเช่นเคยและรีบจับร่างของชาวบ้านดวงซวยคนนี้เหินเวหาไปชนกับท้ายรถหุ้มเกราะคันนึงเต็มที่

“อลันเว้ยอลัน!!” เบนตะโกนตามหาเพิ่อนของตัวเองให้เจอ
จนกระทั่งวิ่งมาถึงบริเวณเต็นท์ที่มีโทรทัศน์เปิดคาเอาไว้อยู่ซึ่งเขาเองก็พบกับ…

“อลัน! อลันทำใจดีๆไว้!” เบนเจออลันอยู่ในสภาพที่แย่เอาการเพราะไปนอนจมอยู่กับพื้นแถมยังทรมานจากอาการบาดเจ็บอีก
เขาค่อยๆพยุ่งร่างเพื่อนของตัวเองขึ้นมาและโชคดีที่เขานั้นไม่เป็นอะไรมากนอกจากสลบไปเท่านั้น


กึกๆ! ใคร!?


ขณะที่เบนเอาที่ครอบหูพิเศษสวมให้กับอลันอยู่นั้น กลับมีเงามืดตะคุ่มอยู่ไม่ไกลจากข้างในเต็นท์
กำลังมองจ้องมาหาทางเบนและอลัน ในใจของเบนนั้นกำลังสงสัยแววตาคู่นั้นอยู่ว่าคือใคร
แต่ไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการช่วยเพื่อนอันดับแรก


“เฮ้ยอลัน! อลันมรึงจะมาหลับยาวตรงนี้ไม่ได้นะเห้ย!” เบนพยายามปลุกอลันให้ตื่นจากการนิทราอันแสนสบาย

“พวกมันต้องตาย..ให้สิ้นซาก..ฆ่าให้หมด” เสียงโทนต่ำลึกค่อยๆดังขึ้นจากข้างในเต็นท์ แต่ภายในเสียงนั้นกลับไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย

“!? เฮียคริสหรอ? รอแป้บนึงนะ! ปฏิบัติการ...Syringe Healing!”


ฉึก!! จ้ากกกก!!!


เบนจับเครื่องฉีดยาขี้นมาอีกครั้งพร้อมใส่ยาเซ็ตใหม่เข้าไปพร้อมกับปรับระดับแรงฉีดให้อยู่ในขั้นแรง
อลันที่โดนฉีดยาเข้าไปอีกรอบและเจ็บกว่าเดิมนั้นก็ๆม่แปลกใจหาเขานั้นจะร้องออกมาเสียงดังและเจ็บปวอ


“ก-แกทำบ้า...อะไรเนี้ย!?” อลันโวยใส่เพื่อนตัวเองที่ไปแกล้ง(จงใจ)ทำให้เขานั้นเจ็บตัว

“เกิดอะไรขึ้นถึงได้มานอนแอ๊งแม๊งอยู่ตรงนี้แล้วเฮียคริสเขาไปไหน!?” เบนรีบดึงอลันให้ลุกขึ้นทาก่อนอันดับแรกก่อนที่จะตามหาคริสว่าไปไหน

“คะคลื่นเสียงน่ะสิถามได้! จากเครื่องที่เรียกว่า Psycho Wail มันสามารถกล่อมประสาทและสะกดจิตคนได้!” อลันพยายามอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“โอเคเข้าใจแจ่มแมวแท้” เบนพูดในน้ำเสียงโทนขึ้นลงตามประสาการประชดของเขา

“กูกับเฮียแกนั้นตอนแรกมาเนียนกับพวกชาวบ้านและพยายามตามหาเครื่องนั่นแต่...เผลออีกทีก็สภาพเป็นอย่างที่เห็นว่ะ”
อลันเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

“ท่าทางเครื่องนั่นเล่นเอานายน็อคแบบนี้แล้วเฮียแกจะ...เวรแล้ว…” เบนพยุงอลันขึ้นมาและแล้วก็พบกับบุคคลที่ตามหาอยู่นั่นคือคริสนั่นเอง


สีหน้าเบนนั้นแทนที่จะดีใจที่เขานั้นปลอดภัยดีแต่ทำไมกลับเป็นในสิ่งตรงข้ามเสียงั้น
ดวงตาแข็งทื่อ,ไร้สีหน้าและไร้อารมณ์ราวกับไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในหัวของเขาแม้แต่น้อย,
สิ่งนั้นยังไม่แย่เท่ากับสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือตอนนี้เพราะนั่นคืออาวุธหายนะของพวกเขาทั้งสอง


“เชี่ยแล้ว! M32!!!” เบนรีบแบกอลันและวิ่งหนีไปหลบที่ไหนก็ได้ให้พ้นรัศมีแรงระเบิด

“มรึงไม่ถามกูสักคำเลยนะว่าก็กูก็เดินเองได้ไอ้บ้า!” อลันโวยวายใส่เพื่อนตัวเองในฐานะคนไม่รู้จักกาละเทศะของแท้


ซ่าๆๆๆ!!!



“สวัสดี Z.S.S....ต้องขอบอกอย่างแรกว่า คริสนั้นเป็นคนที่จิตแข็งแกร่งก็จริงนะแต่
น่าเสียดายที่ต้องมาจบลงโดยการพบกับเห็นน้องสาวตัวเองถูกทรมานแบบนี้ว่ามั้ย?”




เสียงบุรุษปริศนาเอ่ยขึ้นมาอีกรอบหลังหายไปจากที่นี่สักพักพร้อมกับชมผลงานตัวเองผ่านทางโทรทัศน์
อลันจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นคริสโดนพวกนั้นคุมจิตใจแบบนั้นเพราะเอาจุดอ่อนของเขามาใช้ให้เป็นประโยชน์


“ไอ้เจ้านั่นมันใช้คลื่นเสียงสะกดจิตควบคุมคริสอยู่เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วเฮ้ย!” อลันตะโกนใส่เบน
แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นคือการตะโกนใส่ไมค์ลอย
ในตัวครอบหูพิเศษ(แน่นอนว่าทุกคนที่ใส่เจ้านี่อยู่ก็ได้ยินเช่นกันในระยะใกล้ๆกันแบบนี้)

“เลิกตะโกนเฮ้ยรู้แล้ว! พวกนายรีบไปทำให้คริสตื่นก่อนเลย!” เสียงของมอร์แกนดังขึ้นขณะต่อสู้อยู่กับชาวบ้านไร้สติพวกนี้

“อั่ม...ไอ้นี่คือ..” อลันชี้ไปที่เครื่องครอบหูพิเศษตัวนี้แบบงงๆว่าใส่ตอนไหน

“ที่ครอบหูกันคลื่นเสียงนรกนั่น เราจะไม่เป็นอะไรปราบใดที่เรายังใส่เจ้านี่อยู่” เบนอธิบายคุณสมบัติของมันออกมา



“เอาหละการเทศนาของผมในครั้งนี้จบลงแค่นี้ก่อนหละ ครั้งหน้าเราจะพบกันใหม่...ในวันแห่งการปฏิวัติของพวกเรา
หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ...แล้วเจอกัน…
อ้ออีกอย่าง คริสเขากำลังจะพบทางแสงสว่างแล้วก็ปล่อยให้เขาเป็นไปนั้นเถอะนะ เพราะยังไงแล้ว...เขานั่นเองคือฆาตกรในคราบฮีโร่แฝงตัว”




ซ่าๆๆๆ!! วี้ดๆๆ!!


[นี่เดวิดพูด ใครก็ได้ตอบด้วยเปลี่ยน!] จู่ๆเดวิดติดต่อวิทยุเข้ามาอย่างพละการแถมยังติดต่อในสถานการณ์ที่อึดอัดและคับขันอีก

[จะติดต่อมาทำไมตอนนี้เนี้ยถามจริง!?] เบนโวยใส่เดวิด

[เรื่องนั้นช่างก่อน! ผมกำลังโดนพวกนั้นไล่จี้มาอยู่!] เดวิดรีบพูดจนเกือบจะไม่เป็นประโยค
และน้ำเสียงของเขานั้นเหมือนกำลังวิ่งหนีราวกับโดนอะไรบางอย่างตามล่าตามหลังมาติดๆ

[คริสโดนสะกดจิตอยู่! ชาวบ้านก็คลั่ง! นี่มรึงยังจะพาเพื่อนมาอีกรึไง!?] อลันโวยใส่เดวิดบ้างข้อหาพาความซวยมาสู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัว

[ไม่จริง...เขาไม่มีทางที่จะ-ช...ช่างมันก่อน! พวกนายต้องทำยังไงก็ได้ให้คริสนั้นคืนสติก่อนที่จะไปลงมือฆ่าใครเข้า!
ทางนี้จะพยายามซื้อเวลาให้ ผมได้รับข้อมูลมาจากทางศูนย์บัญชาการมาว่าพวกอัมเบรล่าขนรถหุ้มเกราะมาจำนวนหนึ่งและอาวุธหนักๆมา!
ถ้าพวกนายโชคดีเจอก็เตรียมไว้ซะเพราะต้องเอามาใช้แน่นอน ตอนนี้ต้องวางแล้วเจอกัน!]

[อ้าวเห้ยเดวิด! เดวิด!...ไอ้บ้าเอ้ย!] เบนพยายามติดต่อเดวิดอีกรอบเพื่อเคลียกันเล็กน้อยว่ามันหม่ยความว่าไงกับสิ่งที่เขาพูดออกมาเมื่อกี้
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

“ไอ้เบน! เฮียแกมาแล้ว!” อลันตะโกนเตือนเพื่อนตัวเองว่าตอนนี้คริสเริ่มลงมือแล้ว



ลูเซียคุณจะทำอย่างไร?
*คำเตือน : เส้นทางเลือกที่เห็นต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหนก็ต้องพิจารณาให้ดีถี่ถ้วนด้วย
เพราะส่งผลกระทบในภายหน้าแน่นอนเลือกให้ดีๆหละ*



1.) จัดการกับพวกชาวบ้านไร้สติเหล่านี้โดยพยายามฝืนไม่ฆ่าใครเข้า

2.) วิ่งไปช่วยทำให้คริสกลับมามีสติอีกรอบ


=-=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=-=

= เดวิดนั้นพยายามซื้อเวลาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หากไม่ทันการจริงๆอาจจะมาโผล่ในกลางเรื่อง

= คลื่นเสียงมรณะนี้ขาดหายไปแล้วเพราะฝั่งนั้นทำการปิดเครื่องไปแล้วฉะนั้นจึงอย่าห่วง

= หลังจากนี้นุ่นจะขอแวะไปฝั่งของพวกอันดามุกตามเดิมนะคะเพราะแต่งต่อเอาไว้แล้ว
จึงไม่อยากจะดองเอาไว้ให้ขาดหายไอเดียจนเป็นเวลานานเกินไป
และนุ่นเองก็เตรียมเซอไพร้ส์เอาไว้ด้วยสำหรับพวกสมัครตัวละครทุกท่าน ณ ที่นี้ด้วยลองติดตามกันนะคะ

= ระยะทางระหว่างสองกลุ่มที่แยกออกไปเคลียกันนั้นอยู่ห่างประมาณ 800-900 เมตร
ถึงจะเป็นระยะที่สั้นแต่ก็ต้องฝ่าอะไรต่างๆนาๆถึงจะไปเจออีกฝั่งนึง



=-=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=-=

คริส - ถูกสะกดจิตภายใต้คำสั่งของบุรุษปริศนา
เดวิด - หนีตายจากพวกทหารรับจ้าง
เบน - เหนื่อยจากการวิ่งมาหาทั้งคู่
อลัน - ผวากับสิ่งที่เห็น
มอร์แกน - สู้ตายไว้ลาย
ลูเซีย - อยากกำจัดชาวบ้านให้สิ้นซากแต่ก็ทำไม่ได้
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 24 พ.ค. 2016, 00:59

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.46 อัพ![23/5/5

ตอบลูเซียครับ

วิ่งไปช่วยคริสจริงๆแล้วอยากเลือกข้อแรกอะนะ แต่มันติดตรงที่ห้ามฆ่านี้แหละ กับชาวบ้านจริงอยู่ที่เซียจัดการได้สบายๆแม้จะมือเปล่าก็ตาม แต่เพราะอีกฝ่ายมีมากเกินไปการพยายามฝืนสู้ต่อมีแต่จะทำให้แย่ เพราะงั้นช่วยคริสแล้วรีบเผ่นดีกว่า แต่ก็นะเอาจริงถ้าไม่ออมมือเซียเฉือดชาวบ้านยกค่ายได้สบายอยู่แล้ว
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

sonnee

Zombie
Zombie

โพสต์: 4

ลงทะเบียนเมื่อ: 25 พ.ค. 2016, 13:01

โพสต์ 25 พ.ค. 2016, 13:03

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.46 อัพ![23/5/5

สนุกดีจังเลย
เซียนพนันต้องห้ามพาดกับเว็บไซด์ที่รวบรวมเคล็ดลับการเล่นพนันออนไลน์ให้ได้เงินจริง เล่นคาสิโนให้ไม่เสียเงิน คลิกเลย บาคาร่า
แก้ไขล่าสุดโดย sonnee เมื่อ 01 ก.ค. 2016, 13:38, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 27 พ.ค. 2016, 22:13

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.47 อัพ![27/5/5

เนื่องจากว่าเดือนหน้านั้นนุ่นติดธุระในช่วงแรกๆและจะไม่มีเวลาแต่งเลย
เลยขอเลื่อนมาลงในเดือนนี้เสียเลยและจะได้รับข้อมูลที่บางคนกำลังรอแสนนาน
กับแซมนั่นเอง...เจอกันอีกทีตอนช่วงเกือบปลายเดือนมิถุนาคมนะคะ -3-

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Chapter 47 : Demon Inside Me

ทางด้านนิกซ์
บริเวณซากเรือแถวหมู่บ้านอันดามุก
21:22น.


ซ่าๆ! ฟิ้วว!


ท่ามกลางคืนราตรีอันโหดร้ายแสนเข็ญของหลายๆคนที่พยายามเอาตัวรอดจากสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดเนื้อ
คลื่นทะเลและสายลมจากทะเลเป็นเพื่อนไว้คลายเหงาพร้อมกับความหวังเพื่อมีชีวิตต่อไป
นิกซ์ เด็กสาวผู้ครอบครองไวรัสสาบสูญกำลังเผชิญอยู่กับมนุษย์ที่เปิดเผยร่างที่แท้จริงในเบื้องลึกของเขา
แต่ทำไมหละ? ทำไมเขาถึงแค่เปิดเผยให้เธอแค่คนเดียวทั้งๆที่มีอีกหลายคนให้บอกแต่เขากลับปฏิเสธ…


นิกซ์ : ...ชั้นจะหนีไปทำไมหละ?

แซม : อย่าบอกนะว่าเธอเองไม่รู้สึกถึงมัน?

นิกซ์ : รู้สึกถึงอะไร? ชั้นไม่ได้รู้ถึงอะไรเลยนะ

แซม : มีคนกล่าวขานเอาไว้ไม่ว่าจะสมัยไหนว่า ทุกคนมีปีศาจอยู่ในร่างกายรอมันปลดปล่อยออกมา
ทั้งรูปลักษณ์,บุคลิก,และแววตา...พวกนั้นมันมีทั้งหมดสิ้น

นิกซ์ : ต-แต่ชั้นไม่เห็นเป็นแบบนั้นนะ! ชั้นเองก็...ไม่ต่างอะไรไปจากคนที่ไม่สมบูรณ์


นิกซ์กอดตัวเองอย่างสั่นคลอนในใจของเธอนั้นกำลังกลัวแซมแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง
เธอนั้นกลับเริ่มกลัวตัวเองขึ้นมาเสียงั้น อาจเป็นเพราะว่าเธอเองก็ไม่ใช่คนปกติเหมือนกับคนอื่นทั่วไปเช่นกัน
แซมเองก็รับพลังงานและความรู้สึกของเธอทาเหมือนกันและรู้ถึงพลังงานที่อัดกลั้นมานานราวกับว่าเธอไม่ได้ปล่อยออกมานาน


นิกซ์ : แซม...เล่าให้ฟังทีสิ

แซม : เล่าอะไรหละ?

นิกซ์ : ช่วยเล่าหน่อยได้ไหมว่า...ก่อนนายจะเป็น...แบบนี้มัน...เกิดอะไรขึ้น?

แซม : ค...คือ.. *ทำท่าเหมือนไม่อยากจะเล่าเท่าไหร่*

นิกซ์ : ขอร้องหละได้โปรด

จิมมี่ : *ไม่พูดอะไรมากนอกจากขอเสือกด้วยคน*

แซม : …สิ่งสุดท้าย ที่ผมจำได้นั้นคือ…



.
.
.
.
.



8 ปีก่อน…
ประเทศเยอรมัน ณ ใจกลางเมืองใหญ่


ฝนตก...ใช่...ผมยังจำได้ดี ผู้คนต่างเดินกันให้วุ่นในเมืองใหญ่และหลบฝน
ในตอนนั้น ผมพึ่ง...ออกจากหน่วยรบพิเศษมาเพราะเหตุผลส่วนตัว
แต่ภารกิจของผมนั้นมันยังไม่จบแค่นั้นปราบใดก็ตามที่ผมนั้นยังทำมันไม่เสร็จหรือผมยังมีชีวิตอยู่


แต่การที่ผมมาที่เมืองแห่งนี้มันเหมือนกับ...เป็นความผิดของผมหรือ...โชคชะตาหรือบาปกันแน่…


“...!?” ผมได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาและผมเองก็ปละหลาดใจไม่ใช่น้อยที่ผมกับเขานั้นมีอะไรเหมือนกันอย่างมาก
ไม่ใช่เพราะเรื่องการแต่งตัวหรือชีวิตประจำวันแต่อย่างใด

“นายคงจะเป็น…” เขาหันมาถามผมก่อนที่จะเดินแยกทางกันอย่างรวดเร็ว
แต่ผมเองก็ทำตัวน่ารำคาญสิ้นดี ยังกะไม่เคยพบเจอสิ่งที่เห็นมาก่อนในชีวิต

“...พี่” ผมพูดประโยคออกมาแค่นั้นเพื่อให้เขานั้นหยุดการเคลื่อนไหวราวกับมนต์สะกด
และมันก็ได้ผลจริงๆ...พี่ชายที่...ไม่ได้พบเจอกัน...และเป็นครั้งแรกที่ได้...


สุดแล้วก็มาลงเอยโดยการมานั่งดื่มเลี้ยงที่บาร์เหล้าในช่วงเย็นอย่างช่วยไม่ได้
พวกเราทั้งคู่ได้พูดคุยกันเรื่องชีวิตตัวเองและเรื่องปัญหาส่วนตัวจนผมเริ่มรู้เรื่องที่แท้จริงส่วนนึงแล้วว่า...ผมเป็นใครและ...ผมเกิดมาทำไม


บรืนน!!!!!!


ระหว่างที่พวกเราทั้งคู่จะเดินแยกทางกันเพราะไม่ต้องการให้พวกคลีนเนอร์มาพบเห็นเรานั้นเอง
กลับมีมือสังหารไม่ทราบฝ่ายตามความที่ผมพอเข้าใจได้ขับรถสปอร์ดเครื่องยนต์ที่ผมนั้นยังคาอยู่ในสมอง
ไปจนวันตายนั้นวิ่งเข้าใส่ไปที่พี่ชายของผมเพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวคือ...ปลิดชีวิตทิ้งซะ


“!?” มารู้ตัวอีกที...ร่างกายของผมด้วยสัญชาตญาณการเป็นทหารก็รีบวิ่งไปหาพี่ชายของผมเพื่อเข้าไปกระโจนผลักร่างของเขาออกไป

“ระวัง!!!!!” ผมใช้เสียงทั้งหมดที่มีเรียกให้เขารู้สึกตัวว่าจะมีคนมาชนเขา ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นมันโง่เขลาสิ้นดี
ในเมื่อเป็นแบบนั้นผมจึงต้องรีบสะกัดให้คนขับในนั้นเปลี่ยนเส้นทางโดยดีแต่ทว่า...ผม...ทำช้าเกินไป…


บรืน!!! ปังๆๆ!!!! อ้อก!!! เอี้ยดดดด!!!! โครม!!!!!!!


.
.
.



เมื่อผมเริ่มกลับมามีสติอีกครั้งนั้น...ผมก็มาอยู่ในห้องผ่าตัดแล้วโดยที่มีสารรูปแย่เอาการ
เลือดสีแดงฉูดไปทั่วบริเวณเตียงและแม้แต่ร่างกายผมเอง…
ทั้งแขน...ขา...หรือแม้แต่ความรู้สึกนั้นแทบจะไม่รู้สึกด้วยซ้ำ
แต่แล้วสิ่งที่ผมได้ยินเข้ามาในหัวนั้นมันกลับทำให้ผมรู้ว่า ผมนั้นยังโชคดีที่ยังมีโอกาสรอด…


“กิลเบิร์ด! เขาเสียเลือดมากเกินไป! แถมเลือดที่มีอยู่ในคลังนั้นก็หมดแล้ว!”

“ติดต่อพนักงานหรือใครก็ได้ที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกันที!”

“.....” และเมื่อผมมองไปเตียงข้างๆนั้นกลับไม่ใช่ใครแต่เป็น..พี่ของผมเอง เพราะอะไรกัน..
เพราะอะไรเขาถึงได้เอาตัวเองมาเป็นเกราะป้องกันกระแทกในตอนนั้นทั้งๆที่มันควรจะเป็นผมสิ...


และแล้วความคิดในตอนนั้นมันก็เข้ามาอยู่ในหัวของผม ที่จริงผมรู้ตัวเองดีว่าผมมาอยู่บนโลกนี้เพราะอะไร
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว....


“เ...เอาเลือด...ผมไป…” ผมขอร้องให้แพทย์เหล่านั้นเอาเลือดของผมไปให้กับพี่ชายซะ

“!? ไม่ได้นะ! ถ้านายทำแบบนั้นนายจะ…” หมอคนที่ชื่อกิลเบิร์ดนั้นรีบแย้งแบบไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ย
แต่ผมนั้นไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น...ขอให้พี่ชายนั้นปลอดภัยก็พอ..
นั่นคือสิ่งที่ผมปราถนาเอาไว้และเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะทำให้กับเขา ในฐานะเป็นมนุษย์...ครั้งสุดท้าย…

“ข-ขอร้อง...เห็นแก่ผมและ...เขาด้วย” ผมขอร้องเขาเป็นครั้งสุดท้าย แม้เขาจะมีสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างมากแต่ เขาก็ตอบตกลง…


สิ่งเดียวในตอนนั้นที่ผมอยากจะขอคือ...ขอให้พี่ชายนั้นปลอดภัยและอย่าหันกลับมาที่นี่อีก
ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขาแม้มันจะเคยเป็นมาก่อนก็ตามที
สติของผมเริ่มหลุดลอยราวกับว่าไม่สามารถยื้อเอาไว้ได้อีกแล้ว
ความมืดเริ่มครอบคลุมร่างกายของผมจนไม่สามารถขยับได้อีก หลังจากนั้นไม่ถึงหกชั่วโมง...
พี่ชายของผมปลอดภัย...พ้นขีดอันตรายไปแล้ว...แต่ผมคงไม่…


หมับ!!!


“อย่าตายนะ! ตื่นขึ้นมาสิขอร้อง!!!” เสียงนั่น...พี่ชาย...นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน…
ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มกลายเป็นสีเทาและค่อยๆมืดลงอย่างช้าๆ

“ช-ชั้นสัญญา! ชั้นจะ...ชั้นจะช่วยแก! ครั้งนี้ชั้นจะช่วยแกให้ได้!!!” แววตามุมที่ผมเห็นนั้นคือ…
น้ำตาของเขา...กำลังไหลรินด้วยความเศร้าโศกและร่างกายที่ถูกพันด้วยผ้าพันแหลทั้งตัว
มาสั่งเสียก่อน?...ผมชักจะไม่แน่ใจ...เพราะสิ่งที่ผมเห็นนั้นคือ...เข็มยาแปลกๆ...ในตอนนั้นเป็นวินาทีสุดท้าย…


ฉึก!!!


ผมไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วนอกจากรอความตายในตอนนั้น ผมไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป...ทุกอย่างกลายเป็นสีดำ และแน่นอนว่า...นั่นคือการจากลาความเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้ายของผม
ก่อนที่เสียงเต้นหัวใจและลมหายใจอบอุ่นและความทรงจำตั้งแต่เกิดยันจนปัจจุบันตอนนั้น..

จะจากไป...ตลอดกาล...


.
.
.


ฐานวิจัยลับ Cleaner
ชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุด ห้องคุมขังอาวุธชีวภาพระดับ 5


มันมีอะไรบางอย่าง..ที่ทำให้ผมนั้นยังกลับมาระลึกถึงได้เป็นครั้งสุดท้าย...ก่อนที่ผมจะสงบนิ่งไป...ใช่…
ผมร้องไห้...การเสียน้ำตาครั้งที่สองของผมทั้งๆที่ผมนั้นเป็นคนร้องไห้ไม่เก่งสิ้นดี...
ผมเสียใจ...ผมอยากกลับไปหาพี่ชายของผมให้เลิกร้องไห้เพราะผม...หรือห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้กันแน่..

แต่แล้ว...ความรู้สึก,ความหิว,ความคิด,หรือแม้แต่ความทรงจำนั้นมันกลับมาเรื่อยๆจนกระทั่งผมมารู้สึกตัวอีกทีนึงคือ…


“...” ผมได้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งที่สอง...ในห้องวิจัยที่ผมนั้นคุ้นเคยดีมาตลอด ยกเว้น...บางอย่างที่เปลี่ยนไปที่ไม่เหมือนแต่ก่อน

“.......!?” ในตอนนั้นผมสำรวจห้องก็พบกับร่างของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนั้นที่สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย
ถูกกระชากแขนขาและลำไส้ออกเป็นเสี่ยงๆ มิหนำซ้ำเนื้อหนังหรือแม้แต่ผิวพรรณนั้นยังถูกอะไรบางอย่างสูบราวกับดูดดวงวิญญาณออกจากร่างไป


นี่ผม...ผมเป็นคนทำหรอ? ผมพยายามที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดแต่...
เศษกระจกในตอนนั้นทำให้ผมพบกับความจริงที่ซ่อนเร้นในที่สุดว่า..


ผมได้กลายมาเป็นปีศาจแล้วใช่ไหม?...




.
.
.
.
.



แซม : และเมื่อผมมาค้นหาความจริงแล้ว...สิ่งที่พี่ของผมเอายามาฉีดนั้นไม่ใช่ยารักษา…

นิกซ์ : … *ไม่มีอะไรจะพูดมากนักเพราะยังช็อคกับเรื่องที่แซมเล่าและความจริงอีกอย่าง*

จิมมี่ : !?...อ...อย่าบอกนะว่า *รีบกุมปากตัวเองอีกรอบ*

แซม : ...แต่มันคือไวรัส… Ultra Virus…


สิ่งที่แซมเล่ามานั้นยิ่งทำให้ทั้งคู่ยิ่งตะลึงและช็อคกับเนื้อเรื่องอันแสนรันทดของแซมและเรื่องแปลกๆเข้าให้
แต่ถึงกระนั้นแทนที่จะยังมาช็อคสนั่นแบบนั้น คำถามและความสงสัยทยอยเข้ามาในหัวของทั้งคู่ไม่ขาดสาย


นิกซ์ : เดี๋ยวสิ มันจะไปเป็นไวรัส Ultra ได้ยังไงกันในเมื่อมันมีอยู่แค่ขวดเดียวในโลกนี้?

แซม : เพราะเขาไม่ได้เขียนรายงานลงไปไงหละนิกซ์ เขาเก็บควาบลับเอาไว้แค่คนเดียว..
ต่อให้คนอยากได้หรือภายนอกเข้ามาหาแทบตายยังไงก็ไม่มีทางเจอ...

นิกซ์ : ถ้างั้น...นายก็… *เอามือไปจับมือของแซม*

แซม : ...อย่างที่เธอเห็น *มองหน้านิกซ์ด้วยสายตาเย็นชา*

จิมมี่ : … *นั่งฟลุบลงด้วยความเงียบและไม่พูดอะไรอีก*


นิกซ์เข้ามาให้ความหวังต่อแซมอย่างสงบนิ่งเพื่อไม่ให้เขาคิดแค่คนเดียวว่าไม่ใช่เขาเท่านั้นที่ได้รับความทรมานจากสิ่งนี้
เธอเองก็เช่นกัน เธอนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากปีศาจในร่างมนุษย์ ต่างกันตรงแค่ว่าเธอนั้นยังมีลมหายใจและมีชีวิตอยู่
ไม่ได้ผ่านพิภพหลังความตายอย่างแซม(ไม่งั้นได้มีผีดิบกลายพันธุ์สองตัวเดินหว้าเหว่บนโลกใบนี้)

เธอเอาหูแอบเอียงไปหาแซมอย่างเงียบสนิท เธอจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจส่วนหนึ่ง
ที่แซมนั้นสูญเสียความเป็นมนุษย์และชีวิตประจำวันไปอย่างหวนคืนไม่ได้
ทั้งเสียงหัวใจที่หายไปตลอดชีวิต,ร่างกายที่ไม่สามารถผลิตความอบอุ่นได้อีกต่อไป
หรือแม้แต่ต้องหลบซ่อนตัวจากผู้คนในโลกใบนี้ทั้งพวกที่ตามล่าและจะหมายเอาชีวิต


จิมมี่ : ...แซม… *เริ่มออกลังเลใจอยู่ว่าจะทำยังไงต่อไป*

แซม : ..กรร.. *ค่อยๆถอยมาห่างๆนิกซ์*

นิกซ์ : ซ-แซมนายยังไหวไหม?

แซม : กรร...อ-อย่าเข้ามาตอนนี้นิกซ์ ถึงผมจะฟื้นจากความตายมาได้ก็จริง…
แต่ผมเองก็ต้องหาของมาเลี้ยงชีพและคุมไวรัสในร่างหาย...แฮ่ก *กัดฟันตัวเองราวกับพยายามห้ามตัวเองอยู่*

นิกซ์ : นายต้องการอะไรหละเดี๋ยวชั้นจะไปหาให้นะ

แซม : ...เลือด...เพราะไวรัสใช้เลือดเป็นตัวสร้างความกระหายและรักษาบาดแผล

นิกซ์ : แซม… *อยากจะบริจาคเลือดให้กับแซม*

แซม : อย่านิกซ์ผมกินเลือดคุณไม่ได้ รู้นะว่าเพราะอะไร

นิกซ์ : เอิ่มนั่นสิ...มีไวรัสแบบเดียวกันเดี๋ยวไปกระตุ้นอีก *พยายามหาทางออกเพื่อช่วยแซม*

จิมมี่ : *นั่งคิดวิเคราะห์* ถ้าเกิดเจ้านั่นสามารถเลี่ยงไปกินเลือดพวกซอมบี้หรือพวกสัตว์พวกนั้นได้มันจะเป็นอะไรไหมหละนั่น?


แซมหันหลังให้กับนิกซ์(และจิมมี่)พร้อมกับมองทะเลอันไร้จุดหมายอย่างหว้าเหว่
สายลมอันอบอุ่นเริ่มเข้ามาหาทั้งคู่จนแซมเองก็อยากจะสัมผัสให้มันนานกว่านี้แต่คงทำแบบนั้นไม่ได้ไปตลอด
ไอความเย็นถูกส่งจากตัวแซมมาหานิกซ์ทางสายลมทะเล เธอสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน
ราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นเป็นผีดูดเลือดในสายตาของเธอเสียเอง


จิมมี่ : !?...ย-เย็นชะมัด *สัมผัสได้อีกคนนึง*

นิกซ์ : …ย้ากกก!

แซม : !? นิกซ์เธอทำอะไร?


แคว่กก!!! พรึบๆๆ!!!!!


นิกซ์กางปีกออกจากข้างหลังของตัวเองออกมาชูขึ้นฟ้าสง่าพร้อมกระพรือปีก
แซมและจิมมี่เองไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอทำไปว่าทำไปเพื่ออะไรกัน?


นิกซ์ : นายไม่ต้องเหงาหรอกน่า! ชั้นอยู่ทั้งคนนี่!

แซม : ทำไมกันหละนิกซ์? เธอไม่จะเป็นต้องทำขนาดนี้เลย…

นิกซ์ : ฟังนะแซม...พ่อชั้นเคยบอกไว้เสมอว่า เราจะเป็นยังไงหรือตัวอะไรก็ตามที่เป็นอยู่ตอนนี้
แต่เราก็ยังเป็นเรา ไม่ว่านายหรือชั้นเองที่สูญเสียความเป็นมนุษย์บางส่วนไปแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเป็นตัวของตัวเองนี่!

แซม : … *ยืนคิดไป แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่จริงก็ตามในความคิดของเขา*

นิกซ์ : ไม่เอาน่าแซมอย่าคิดทางลบมากเกินไปสิ นายเป็นตัวของนายเองอยู่นะ นั่นแหละคือนาย

แซม : ตัวตนของผมคือ การต่อสู้อยู่คนเดียวและโดดเดี่ยวตลอดเวลา
เธอไม่ต้องมาจุ้นจ้านหรอกน่า

นิกซ์ : นายนี่เหมือนแวมไพร์ที่เขากลัวกันแถบยุโรปเลยนะรู้ป่าว!
*กระโดดเข้าด้านหลังแซม*


หมับ!!! กรรร!! แว้ก!!! ตึง!!!!!


แซมกระชากปีกของนิกซ์จากด้านหลังทุ่มร่างของเธอลงไปกับทรายราวกับสัญชาตญาณมันสื่ออกมาให้เห็นว่า
อย่าแม้แต่จะทำร้ายด้านหลังของเขาไม่ว่ายังไงก็ตาม


แซม : ถ้างั้นเธอคงจะเป็นมนุษย์วิหกผู้ดวงซวยที่จะเป็นอาหารมื้อดึกให้กับผมคนนี้เสียแล้วหละ

นิกซ์ : ไม่เอาดิ! ขี้โกงนี่หน่า!

แซม : ...หึๆ...หึๆๆ *อมยิ้มกลั้นขำเอาไว้*

นิกซ์ : ฮ่ะๆ..ฮ่ะๆๆ!! *ยิ้มและหัวเราะออกมา*

แซม : ขึ้นมา *จับนิกซ์ลุกขึ้น*

นิกซ์ : โอยยย..นายนี่ไม่เบานะสามารถพลิกตัวเอาชั้นลงได้น่ะ

แซม : สัญชาตญาณเสียมากกว่านะ แต่ว่า…

นิกซ์ : ชั้นไม่บอกใครหรอกแซม...เชื่อชั้นสิ

แซม : !?...นิกซ์…

นิกซ์ : อืม...ชั้นสัญญานะ *เอามือขึ้นมาเพื่อจะเกี่ยวก้อยกัน*

แซม : เล่นยังกะเด็กไปได้น่า...แต่เอาเถอะ *เกี่ยวก้อยสัญญากับเธอ*


ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันเพื่อสัญญาต่อกันแล้วว่าทั้งคู่จักรักมั่นสัญญาเอาไว้
นิกซ์แม้จะทำหน้าตาบูดบึ้งไปบ้างที่แซมมาแซวทำเกี่ยวก้อยแบบนี้ แต่เธอเห็นรอยยิ้มและจิตใจของแซมนั้นดีขึ้นมาในระดับนึง
รอยยิ้มของเธอนั้นส่งมาหาแซมอย่างมีความสุขว่าตอนนี้เธอช่วยให้แซมนั้นดีขึ้นและไม่ต้องซ่อนตัวจากใครไปตลอดชีวิต
อย่างน้อยเพียงแค่ให้เขานั้นเชื่อใจไว้วางใจสักคนก็ยังดี...แซมเองก็เช่นเดียวกัน


แซม : ขอบใจนิกซ์

นิกซ์ : อื้อ! ต่อไปก็ไปหาอาหารให้นายกินกันดีกว่าเนาะ!

แซม : หรือว่าหิวเสียเองหละถามจริง?

นิกซ์ : ทั้งสองอย่างเลยหละฮ่ะๆ...แต่ตอนนี้ชั้นอยากมีเรื่องนึง...น่ะ

แซม : ...งั้นก็ทำเลย

นิกซ์ : กัปตัน...ออกมาเถอะนะ *มองไปทางซากเรือ*


สิ่งที่นิกซ์กล่าวถึงนั้นไม่ใช่ใครนอกจากจิมมี่ เขาเองก็ปละหลาดใจไม่ใช่น้อยที่นิกซ์นั้นรู้ตำแหน่งที่อยู่ของเขา
ทีแรกนั้นจิมมี่ไม่กล้าออกไปหาเธอเพราะติดตรงแซม แต่หากแซมในตอนนี้ไม่โกรธหรือเคืองเสียก่อนเขายังมีนิกซ์คุ้มกันหลังให้


ตึกๆๆ! พรึบ! ตึง! โอ้ยแมร่ง!!


แต่แล้วโมเม้นความเครียดและกดดันหายไปในเสี้ยวพริบตาเมื่อจิมมี่(ลืมอีกแล้ว)ทะเล่อทะล่ากระโดดลงจากซากเรือ
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าขาตัวเองไม่ดีอยู่แท้ๆตั้งแต่ตอนกระโดดถีบชาโด้วแล้วยังจะทำอีกซ้ำสอง


แซม : ชักอยากจะกินขาจิมมี่เยอรมันซะแล้วสิ

นิกซ์ : เน่! กัปตันเขาแค่อยากจะเข้ามาคุยกับเราดีๆเองนะ!...น้ำจิ้มซีฟู้ตดีไหม?

จิมมี่ : ซอสน้ำมะพร้าวไหมยัยบ้า! *ขว้างลูกมะพร้าว(จากไหรไม่รู้)ใส่หัวนิกซ์เต็มแรง*


โป้กก!! โอ้ยย!!!


จิมมี่ : รู้ได้ไงว่ามาหลบที่นี่?

นิกซ์ : โอยยย...ตั้งแต่ตอนลงจอดแล้วแต่แซมเขาบอกว่าไม่ต้องทักกัปตันเองน่ะ

แซม : … *มองจิมมี่เหมือนเตรียมทำร้ายเมื่อไหร่ก็ได้*

จิมมี่ : แสดงว่านายเองรู้อยู่แก่ใจแล้วสินะว่าชั้นจะมาหานิกซ์ที่นี่?

แซม : ไม่เชิง...แค่โชคช่วยเท่านั้น

จิมมี่ : นิกซ์ กลับไปในหมู่บ้านซะ

นิกซ์ : ไม่เอาหรอกน่า อยากอยู่กับแซมสักพักนึง

จิมมี่ : นิกซ์ชั้นบอกให้กลับไป-


กร็อบๆๆ! แฮ่ก!...แฮ่ก!


แซมเริ่มมีการเคลื่อนที่จากตรงนั้นและดัดนิ้วมือตัวเองจนเกิดเสียงดังเข้าให้
เสียงคำรามขู่อ่อนๆออกมาจากลำคอของแซมเองเหมือนเขานั้นมีเจตนาจะทำอะไรกับจิมมี่สักอย่าง
จิมมี่นั้นรู้ทันทีว่าตอนนี้แซมเริ่มหันเป้าหมายมาโจมตีเขาและอาจจะทำแบบนั้นเมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาอยากจะทำ


นิกซ์ : ...อั่ม...ทั้งคู่?

แซม : น่าเสียดายที่เวลาแนะนำตัวช่างสั้นไปหน่อย *กำมือแล้วกำอีกหลายรอบ*

จิมมี่ : แซมฟังนะชั้นเองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ *กำ UMP-45 ไว้แน่น*

แซม : ไม่คาดคิด...หรือไม่ทันคิดหละ? *เริ่มเดินไปหาจิมมี่ทีละก้าว*

จิมมี่ : ...นิกซ์ไปหลบซะ

นิกซ์ : !? ห-หยุดเลยนะทั้งคู่เลย! แซม! จิมมี่เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้นนะ!

แซม : เขาเกี่ยวสิ...เกี่ยวในทางเรื่องผู้เอาข้อมูลไป...

นิกซ์ : พอเลยทั้งคู่! อย่า...อย่าสู้กันเพราะเรื่องนี้เลยนะ!

จิมมี่ : ชั้นเองก็ไม่อยากจะทำนายอย่างนี้นะ *เล็งปืนไปหาแซม* ถ้าเข้ามาอีกนายโดนยิงแน่

นิกซ์ : …? *กลืนน้ำลายดังเฮือก* ซ-แซม…

แซม : นายจะเป็นผู้โชคดี...ที่เป็นอาหารมื้อดึกในวันนี้

จิมมี่ : ชัดเจนเลยสินะว่านายก็ไม่ต่า-


ฟิ้ว!! เวรเอ้ย! ปังๆ!!! หมับ!!! กรรร!!! ฟิ้ว!!! จิมมี่!! ครืดดด!!!


ไม่ทันจะจบบทสนทนาแซมพุ่งเข้าใส่จิมมี่โดยไม่รู้ตัว แม้จิมมี่จะแก้เกมโดยการยิงไกเหนี่ยวปืนไปแล้วสองนัด
แต่ทว่าแซมกลับหลบมันได้อย่างง่ายดายและจับร่างของจิมมี่จากบริเวณเอวของเขาเองนั้น
เขวี้ยงร่างของเขาลอยไปทางทะเลแต่ยังดีที่นิกซ์นั้นรีบกระโดดบินไปรับจิมมี่ไว้ทันเวลา


โครม!!! แฮ่!!!!! กรรรร!! ชัวะๆๆ!!!!! งั่มม!!!! ก๊าซซ!!!


แต่ทันใดนั้นเองแซมกลับกระโจนเข้าไปตะคลุบตัวอะไรบางอย่างเข้าให้และใช้กรงเล็บจากมือตัวเองเฉือนร่างของมันเป็นเสี่ยงๆ
และดื่มด่ำจากการกินเลือดสดๆจากเหยื่อโชคร้ายคนนี้อย่างน่าสลดอย่างยิ่ง
เสียงเหยื่อผู้โชคร้ายคนนี้ร้องออกมาด้วยเสียงคำรามอันน่าคุ้นหูคุ้นตาอย่างมาก
จนนิกซ์เองที่จำโทนเสียงของมันได้นั้นถึงกับตกใจอย่างมากและรีบปลุกจิมมี่ให้ฟื้นก่อน

เพราะสิ่งที่แซมกำลังอร่อยไปกับอาหารมื้อดึกนี้นั้นไม่ใช่มนุษย์ที่เขาไฝ่ฝันเสียเท่าไหร่แต่มันคือ…


นิกซ์ : !? ชาโด้ว!!

จิมมี่ : อ-อะไรนะ!? *ค่อยๆลุกขึ้นมา*

แซม : *กระชากคอของมันออกมาจากร่างอย่างสบาย*


แม้ว่าแซมจะได้ดื่มเลือดตามที่เขาต้องการก็จริง แต่เพราะมันนั้นมีไวรัสอยู่ในเลือดแฝงมาอยู่
จึงทำให้แซมไม่กล้าพอที่จะสูบเลือดจากมันอย่างเต็มที่จึงได้ทำแค่เอามาเล็กน้อยมาฟื้นพลังกายเท่านั้น


นิกซ์ : พะพวกมันมาจากไหนกันเยอะแยะ!?

จิมมี่ : คงจะเป็นตอนที่เรือลำนั้นระเบิดสิถามได้โธ่! *เช็คปืนตัวเอง*

แซม : กรร...คงจะเป็นตอนที่นิกซ์ทำปืนลั่นใส่น้ำมันตัวเครื่อง

นิกซ์ : ไม่น่าเลยเราไม่น่าหาเรื่องพาซวยอีกแล้วว!

จิมมี่ : ไว้สอนเทศนาทีหลังไอ้จอมขี้แยเราต้องรีบสะกัดกันมันก่อนที่พวกมันจะบุกทะลวงไปยังหมู่บ้าน!

แซม : ไม่จำเป็น ไปช่วยดีเร็คเถอะทางนี้จะรั้งเอาไว้

นิกซ์ : ดะเดี๋ยวดีเร็คเขาบ้าอยู่ไม่ใช่หรอ!? *ใส่แม็กกาซีนใน glock 17 ใหม่*

จิมมี่ : หายแล้ว! แค่มันอาจจะเอ๋อๆอยู่บางช่วงเพราะฤทธิ์ยานั่นแหละ! *เปลี่ยนแม็กกาซีนใหม่เช่นกัน*


แฮ่!!!! ตึงๆๆ!!! ก๊าซซซซ!!!!!


เสียงคำรามของพวกมันกระหึ่มไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเพียงแค่นั้น เสียงฝีเท้าและการเคลื่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของมันนั้นค่อยๆคลืบคลานมามากขึ้นเรื่อยๆ
นิกซ์ฟังเสียงของพวกมันจากระยะไกลแล้วเธอเองก็ไม่ค่อยจะสบอารมณ์เสียเท่าไหร่


นิกซ์ : มันมาเป็นเกือบจะร้อยเลยนะแซม! เราต้อ-


ปึง!!!!! แฮ่!!!! เฮ้ย!!


ชาโด้วตัวหนึ่งกระโจนลงมาจากเนินถนนลงตรงซากเรือและมีอีกหลายๆตัวกำลังมองดูเชิงอยู่ข้างบน
ตาสีขาวปนแดงจากเลือดมนุษย์ค่อยๆล่องลอยไปตามร่างของพวกมันเพื่อรอให้เหยื่อวิ่งหนีพวกมัน
จิมมี่กับนิกซ์ค่อยๆกระเถิบหนีออกมาอย่างเชื่องช้าและพยายามสอดส่องทุกอย่างว่าไม่มีพวกมันดักซุ่มอยู่


แซม : !? อะ..อั่ก.. *กัดฟันทนการกระหายเลือด*

นิกซ์ : ไม่ดีแน่ๆแซมกำลังแย่!

จิมมี่ : ไอ้แซม! ถึงมึงสู้พวกมันเป็นสิบๆแบบที่แกฆ่าตัวนั้นได้นี่กูนับถือนะ
แต่ถ้าร้อยกว่าตัวแล้วสารรูปแกเป็นแบบนี้มันก็ไม่ไหวหรอกเฟ้ย!

แซม : ร-รู้น่า! งั้นก็มีอยู่แผนเดียวเท่านั้น! แต่เธอต้องช่วยอะไรหน่อยหละ

นิกซ์ : งั้นก็จัดมา!

จิมมี่ : … *เห็นแซมกระซิบกับนิกซ์แล้วเธอมาจ้องแบบท่าทางยิ้มปิติอยู่คนเดียว* อะไร?


.
.
.


ตึกๆๆ!! ตึกๆๆ!!


เสียงฝีเท้าจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั้นกำลังเดินอย่างเชื่องช้าเข้าสู่หมู่บ้านอันดามุกซึ่งบัดนี้กลายเป็นโซนป้องกันตัวไปแล้ว
เธอพยายามพยุงตัวเองหลังจากโดนนาเดียใช้พลั่วฟาดใส่หลังเต็มแรงเพราะเหิดการเข้าใจผิดกันและไม่ลงรอย

เธอพยายามหาคนช่วยแต่ก็ไร้ผู้คนที่จะขอความช่วยเหลือ จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงคนที่เธอนั้นคุ้นหูดีและพอจะเข้าใจเธอได้
เธอรีบวิ่งไปที่บ้านหลังหนึ่งซั่งมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังออกมาจากบ้านราวกับกำลังมีปากเสียงกันอยู่


ตึกๆๆ! ปึงๆๆ!!! เอี๊ยดด!! ค-คริสติน!?


ทุกคนในนั้นปละหลาดใจอย่างมากเมื่อเห็นคริสตินกลับมาอย่างสภาพสบักสบอมแถมยังมีรอยถลอกและแผลตามจุดต่างๆไปทั่วตัว


กันเนอร์ : เห้ยไหงมาเป็นลูกหมาคลุกฝุ่นมาเล่าคริสติน!?

คริสติน : ยะแย่แล้วหละค่า! พะพวก...พวกตัววิ่งไวๆที่มันปีนกำแพงไต่ๆมาได้
แล้วมันยกถังขว้างได้! *ทำท่าทางให้คล้ายกับชาโด้วมากที่สุด*

อิจิส : ชาโด้ว!? มันมาจากไหนคริสติน?...จะว่าไปทำท่าเหมือนอยู่นะฮ่ะๆ

แม็กนัส : เดี๋ยวเถอะไอ้บ้า! ถ้าพวกมันผ่านที่นี่ก็ชิพหายกันหมดทั้งหมู่บ้านสิเฟ้ย! เราต้องไล่พวกมันออกไป!

ลีออน : แล้วจะไล่ยังไงหละ? ที่นี่ก็มีชาวบ้านไม่รู้เรื่องเต็มไปหมด แถมเราเองก็ใช่ว่าร่างกายเราจะฟิตเหมือนช่วงเช้า

แม็กนัส : แล้วเอาอะไรมาการันตีหละคร้าบว่าเราน่ะไม่ไหวถามจริง?

ลีออน : งั้นก็ดูกันเนอร์...ขาก็เดี้ยง *ชี้ไปที่กันเนอร์* ซูลูเองก็กำลังวุ่นอยู่กับช่วยเหลือคนไปทั่ว…
และที่สำคัญ เราไม่เห็นนาตาชากับบอริสตั้งแต่ช่วงค่ำที่ผ่านมา

แม็กนัส : ...ก็...ถูกของแกว่ะ...แต่ว่านะ….อิอิ *ทำหน้าตาคนโรคจิตแต่ไกล*

คริสติน : อะอึ๋ยอ-อะไรเนี่ย?

กันเนอร์ : เด็กอย่างเจ้าไม่ควรรู้สาวน้อย เนาะทุกคน!?

ทุกคนในห้องนี้ : ใช่!!!

คริสติน : ไหงมาสามัคคีกันเนี่ยไอ้เรื่องพวกนี้?


ตึกๆๆๆ!! ปึง!!!


และแล้วก็มีบุรุษอีกคนวิ่งสิบคูณร้อยเข้ามาอย่างตาตั้งและในมือก็ยังถือปืนสไนมาตลอดทาง
คริสตินเองก็เกือบจะโดนแผลข้างหลังยังดีที่เขานั้นเบรคทันพอดี


เพียส : วะเว้ย! ขอโทษทีคริสตินไม่ได้มอง

คริสติน : มะ...ไม่เป็นไรหรอก แค่ไม่มากระแทกก็โอแล้ว

แม็กนัส : เอ้าเพียสมาทำไมอีกหละนั่น?

เพียส : พะพวกชาโด้ว! มันแห่กันมาโขยงทางเข้าน่ะสิ!

กันเนอร์ : ไม่ต้องรงต้องรออะไรแล้ว! เตรียมของให้พร้อมเว้ย!

ทุกคนในห้อง : ฮูร่าห์!!!!!


ทุกคนในห้องรีบไปหยิบอาวุธที่พอจะไปถล่มใส่พวกชาโด้วได้และกันพวกมันให้ห่างจากหมู่บ้านไประยะนึง
กันเนอร์รีบเดินไปกับคริสตินข้างนอกเหมือนจะมีเป้าหมายพุ่งตรงไปหาใครบางคน
แต่ในระหว่างทางนั้นเอง กันเนอร์ขอให้คริสแวะเข้าไปเอาอะไรบางอย่างก่อนอันดับแรก


กันเนอร์ : เอาหละหันหลังมาหน่อยเดี๋ยวจะดูให้

คริสติน : ขอบคุณค่ะ *หันหลังให้กันเนอร์*


โอ้ยยย! เบาๆหน่อยสิเอ้อ!


กันเนอร์เอาผ้าชุบสมุนไพร(สูตรโดยนิกซ์)ไปประกบหลังคริสตินตรงบริเวณที่เป็นช้ำออกเขียวๆ
แม้จะแสบในตอนแรกแต่เมื่อเริ่มชินเธอเริ่มรู้สึกผ่อนคลายและดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง


กันเนอร์ : ครั้งนึงไอ้นิกซ์นั้นมันเกิดความพิเรนของมัน มันบอกว่ามันอยากจะบินให้ได้เหมือนนกพิราบตามอาคารบ้านเรือน

คริสติน : แล้วไงต่อหรอ?

กันเนอร์ : ง่ายจะตาย กระโดดจากต้นไม้สูงๆแล้วก็ร่วงลงบ่อปลาที่น้ำเน่าเดิมทีนั้นหัวหน้ามันเลี้ยงปลาเอาไว้
ออกจากบ่อเท่านั้นแหละร้อมไห้ฟูมฟายแถมแผลถลอกอีก ชั้นต้องรันทดลากมันไปอาบน้ำแล้วก็รักษาแผลมัน

คริสติน : เธอนี่ก็แสบไม่แพ้ตอนนี้เลยแฮะ

กันเนอร์ : ชีวิตในวัยเด็กน่ะคือการเรียนรู้คริสติน *ประคบให้นานขึ้น*

คริสติน : ก็คงงั้น…


คริสตินเริ่มคิดถึงชีวิตในวัยเด็กของตัวเองซึ่งมันทำให้เธอนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาว่าเธอนั้นพยายามให้พ่อกับแม่
ตัวเองนั้นภูมิใจขนาดไหนแต่พวกเขาก็ยังไม่หันมามอง กันเนอร์เข้าใจเธอดีว่าเธอกกลังผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายสำหรับเธออยู่


กันเนอร์ : เฮ้...อย่าคิดมากคริสติน ปล่อยมันผ่านไปซะ ไม่งั้นมันจะยิ่งรกในสมองเปล่าๆนะ

คริสติน : ค่ะ...จะพยายาม

กันเนอร์ : เอาไอ้นี่ประคบหลังเอาไว้ซะ แล้วรีบไปบอกไอ้พวกแค้มท์ไฟกองโจรตรงนั้นว่า
เตรียมอาวุธซะไม่งั้นข้าจะไปเจื๋อนมัน

คริสติน : โอเคค่ะ ละแล้วคุณกันเนอร์จะไปไหน? ขาก็เจ็บอยู่นะ

กันเนอร์ : ขาหน่ะจะรักษาหายเมื่อไหร่ก็ได้...ใช่ไหมไอ้ไอแซ็คคค *พูดเสียงเอื้อนแน่แฝงไปด้วยความหลอนสุดๆ*


ฮ้าดเช้ย!!! แมร่งใครนินทากูฟระ!?


ทางด้านพวกแค้มไฟแสนสนุกนั้น แซ็คไลฟ์กำลังเล่าเรื่องประสบการณ์ให้ฟัง
ซึ่งกำลังอยู่กับอายุตะและไอแซ็ค และนั่งเฝ้ามองดูบรรยากาศไปอย่างชิวๆ
แต่แล้วไอแซ็คกลับทำลายบรรยากาศนั้นโดยการจามเสียงดังลั่นจนเกือบทำทั้งคู่ถีบลงทะเลด้วยซ้ำ


อายุตะ : ให้ตายสิไอแซ็ค เวลาจามก็ปิดปากหน่อยเถอะนะครับ

ไอแซ็ค : ยุ่งน่า! คนอุส่าห์ไม่อยากมีปัญหาแล้วนะ!

แซคไลฟ์ ทุกทีแหละนายน่ะ…?? อายุตะ

อายุตะ : *นั่งกินปลาตัวสุดท้าย* อือ? ว่า?

แซ็คไลฟ์ : ผมว่านะ...มันเงียบเกินไป *มองดูคลื่นทะเล*

อายุตะ : นั่นสิ...เงียบเกินไป แต่ก็ดีในระดับนึงดีชะมัด


ทั้งคู่กำลังดื่มด่ำไปกับบรรยากาศที่แห่งนี้อย่างสงบเบือกเย็นตามประสานักดาบหลังซ้อมดาบเสร็จใหม่ๆ
แม้ไอแซ็คจะไม่เข้าใจว่าทั้งคู่จะพูดสื่อถึงว่าอะไรแต่ก็ยังดีกว่าไปรบกวนจึงไม่พูดอะไรอีก


แซคไลฟ์ : นี่อายุตะ หลังเสร็จงานนี้แล้วจะทำอะไรต่อ?

อายุตะ : เห้อ...ก็คงจะไปนั่งกรอกเอกสารรายงานตามเดิมและทำงานกะเวรเหมือนเดิม

แซคไลฟ์ : ชีวิตพวกงานแบบนี้นี่ก็น่าเบื่อเหมือนกันแฮะ

อายุตะ : ก็คงงั้น..แล้วนายหละ?

แซคไลฟ์ : อาจจะลาพักงานสักระยะนึงหละ เห็นเรื่องพวกนี้เข้าไปก็ไปไม่เป็นเหมือนกันในบางเรื่อง

อายุตะ : ซ้อมดาบดีนะ.. *ยกปลาขึ้นมา*

แซคไลฟ์ : นายก็เหมือนกัน ได้รู้อะไรใหม่แถมนายเองก็เรียนรู้ไวใช้ได้แฮะ *เอาปลามาชนกัน*


ตึกๆๆๆ!!!


คริสติน : *วิ่งไปเอาผ้าประคบข้างหลังไป* ทุกคน! ทุกคนอยู่ไหม?

ไอแซ็ค : แม่สาวคอสเพลย์มาทำอะไรหละนั่น?

แซคไลฟ์ : อยู่ทางนี้มีอะไรเปล่ารีบร้อนมาเชียว?

อายุตะ : !? *หลบหน้าทันควัน* อ...อึก…

คริสติน : ยะแย่แล้วหละ! พวกชาโด้วมันบุกมา!

ไอแซ็ค : ถามจริง? อันนี้คงไม่ได้แต่งเรื่องมาให้เสียพลังงานไปเดินหรอกนะ?

แซคไลฟ์ : เดี๋ยวคริสตินมันมาได้ยังไง? หรือว่าจะเกี่ยวกับตอนที่เธอและดีเร็คไปหานิกซ์?

คริสติน : อาจจะใช่ก็ได้ พวกมันมาเพราะมีเสียงระเบิดจากท่าเรือ

อายุตะ : ...ถะ-ถะ...ถ้างั้นก็เป็นไปได้อย่างเดียว…ไอ้นิกซ์มันไประเบิดรังของพวกมัน! *ลุกขึ้นและเตรียมสู้อีกรอบ*

ไอแซ็ค : บ้าชะมัดเว้ย! ไอ้นิกซ์ทำอะไรไม่รูจักคิดเลย! *รีบเก็บของใส่กระเป๋าตัวเอง*


พรึบ!! กริกๆ!!


ไอแซ็ครีบเอาระเบิดแสวงเครื่องจากกระเป๋าตัวเองออกมาให้ทุกคนถืออันละลูก
ลักษณะของมันนั้นเหมือนกับระเบิดมือทั่วไป แต่ภายในนั้นกลับมีเหมือนแป้งผงฝุ่นสีหลากหลายอัดเอาไว้
อายุตะเข้าใจดีว่ามันคืออะไรจึงเก็บเอาไปใช้อย่างไม่ลังเล


ไอแซ็ค : จุดชนวนระเบิดถ้าคิดว่าเคลียเท่านั้น! หรือต้องการความช่วยเหลือจริงๆ!

อายุตะ : แซ็คไลฟ์รีบไปหยิบปืนมาเร็วเข้า!

แซคไลฟ์ : ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องบุกรังอะไรหรอกนะแต่ ถ้ามันมาจริงๆก็พร้อมเสมอ! ฝากทางนั้นด้วยอายุตะ! *รีบวิ่งเข้าไปหยิบปืนมาใช้พร้อมกับไอแซ็ค*

คริสติน : อะ...อายุตะคือ…

อายุตะ : เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ...มากับผม


พรึบ!!! !?


อายุตะเอาผ้าคาดเอวตัวเองขึ้นมาและนำไปผูกกับในหน้าตัวเองซึ่งปิดตาข้างหนึ่ง
ของตัวเองซึ่งเป็นตาข้างที่เอาผมปิดหน้าเอาไว้ตลอดและทำการเตรียมดาบคู่ใจของตัวเองเอาไว้ข้างกาย
สิ่งที่คริสตินเห็นนั้นคือแววตาอันดุดันของอายุตะและมีบุคลิกต่างจากเดิมที่ขี้อายผู้หญิงอย่างมากในตอนแรก
ถึงกระนั้นยังมีข้อสงสัยในหัวของเธอว่าตาอีกข้างของอายุตะนั้นเป็นอะไรมาหรือทำไมถึงต้องปกปิดตลอด
แต่นั่นยังไม่ใช่เวลาที่เธอนั้นต้องมาใส่ใจตอนนี้


คริสติน : อะอืม! จะคอยช่วยนะ!

อายุตะ : แซ็คไลฟ์กลับมาไม่ทันการแน่ๆ ต้องไปช่วยพวกที่อยู่ข้างนอกก่อนนำทางทีครับ!

คริสติน : โอเค...ตามมาเลย!


.
.
.


ดีเร็ค : นี่มันเกือบจะชั่วโมงนึงแล้วนะ เขาทำอะไรอยู่เนี่ย?


ขณะเดียวกัน ดีเร็คซึ่งมานั่งซุ่มรอนิกกับจิมมี่กลับมาเกือบชั่วโมงนึงแล้วกำลังเป็นห่วงอยู่ว่าทำไมทั้งคู่ไม่มาเสียที
เสียงของพวกชาโด้วดังกระหึ่มบริเวณรอบนอกหมู่บ้านแถมมีแนวโน้มว่าสิ่งที่ทั้งสามคนทำลงไปในตอนนั้น
อาจจะทำให้พวกมันโกรธแค้นและอลาวาตหนักกว่าเดิม

จนกระทั่งเขานั้นเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนที่ตามทางเดินตอนที่ทั้งสามเคยเดินทางไปสำรวจแถวท่าเรือ
ดีเร็ครีบกระโดดไปตามทันทีเพราะเขาเชื่อว่าคนที่วิ่งหรือเดินมาทางนี้นั้นคือจิมมี่แน่นอน


ดีเร็ค : จิมมี่? นั่นนายเปล่า? *ยก M4A1 ขึ้นมาเตรียงเล็งยิงหากไม่ใช่จิมมี่*


ตึกๆๆๆๆ!!! ปังๆๆๆ!!! แฮ่!!!



ดีเร็คเริ่มมองเห็นคนที่วิ่งมาทางนี้ชัดขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าคนๆนั้นคือใคร
เสียงปืนตามมาติดๆยิ่งทำให้เขานั้นเริ่มวิตกกังวลพอสมควรว่ากำลังสู่อยู่กับอะไรแล้วคนๆนั้นคือใคร


นิกซ์ : ซอยถี่เยอะเกินไปแล้วแว้กกกกก!!!!!

จิมมี่ : อย่าพูดมากรีบวิ่งไป!! นี่ถ้าไม่เกรงใจนี่จะเอาหมวกตัวเองฟาดใส่หัวด้วยซ้ำแต่มันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้!!!

แซม : วิ่งไป! นิกซ์กระโดดหลบสามจังหวะจากซ้าย!!!

ดีเร็ค : อะ-...อะไรวะนั่น!!?


สิ่งที่ดีเร็คมองเห็นก็คือ นิกซ์กำลังแบกจิมมี่ขาเดี้ยงและยังเคลื่อนที่ช้าข้างหลังวิ่งสุดกำลังชีวิตของตัวเอง
และมีแซม(กลับสภาพร่างเดิมแล้ว)วิ่งสมทบข้างๆพวกเขาและยังถือปืนพกคู่ติดตัววิ่งไปยิงข้างหลังไป
ทั้งสาม(จิมมี่ขี่หลังนิกซ์)กำลังวิ่งหนีเอาเป็นเอาตายเพื่อหนีอะไรบางอย่างอยู่
และเมื่อดีเร็คเพ่งสายตาตัวเองไปดูข้างหลังกับพวกเขานั้นก็พบกับ..


ครืนนน!! พรึบๆๆ!!! แฮ่!!!! จับไว้!! จับไว้อยู่แล้วเว้ย!!!


และแล้วเพียงแค่เซี้ยววินาทีจากนั้น กลับมีภูเขาทรายที่ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติสามสี่ลูกนูนกำลังพุ่งเข้าตรงใส่นิกซ์
และเธอนั้นก็ได้รีบใช้คำแนะนำของแซมเข้ามากระโดดหลบหนีจากสิ่งนั้น
จนกระทั่งสิ่งที่อยู่ใต้ลูกภูเขาทรายนั้นได้ปรากฎกายออกมาซึ่งนั่นก็คือชาโด้วร่างเล็กขนาดเท่ากับเด็กวัยประถมกระโจนออกมาจากทราย

นิกซ์รีบใช้แรงเท่าที่มีในตอนนี้กระโดดเป็นเสต็บตามจังหวะและพยุงจิมมี่ไปในตัว
ชาโด้วร่างเด็ก(นรก)พวกนี้พยายามกระโจนเข้าไปหานิกซ์อีกรอบแต่ก็ถูกแซมกระชากแขนเหวี่ยงไปไกลๆให้พ้นสายตา


ดีเร็ค : !? พวกมันแมร่งยกทั้งเครือหมู่บ้านมาโจมตีรึไงฟระ!? *รีบออกจากที่กำบัง*

จิมมี่ : ดีเร็ค!

นิกซ์ : ดีเร็คมาซุ่มในดงหญ้าอีกคนหรอ? ทำไมถึงหื่นขนาดนี้!?

ดีเร็ค : จะบ้าเรอะ!? มาช่วยเอ็งต่างหากไอ้นิกซ์หัดสำนึกบุญคุณเสียบ้าง!

จิมมี่ : เดี๋ยวชั้นจะลากแกลงทะเลไปเปื่อยดีไหมไอ้จอมขี้แยเอ้ย!

แซม : จะเสวนาห่ามอีกนานไหมขอแรงช่วยหน่อย!


ปังๆๆ!! แอ๊กก!!! แฮ่!!!!


แซมพยายามยิงสวนกลับไปให้พวกมันถอยออกไปแบบไม่ตั้งใจเล็ง
ถึงจะโดนพวกมันไปตัวสองตัวแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยิ่งทำให้มันโกรธกว่าเก่าด้วยซ้ำ


นิกซ์ : จิมมี่เหลือกระสุนอยู่เท่าไหร่!? *รีบวางจิมมี่ลงกับพื้นก่อนจะโดนทุบหัวเล่นข้อหากวน*

จิมมี่ : เหลืออยู่สองแม็ก! คงได้แค่เก็บมันไปส่วนนึงเท่านั้น! ดีเร็ครับ!
*โยนแม็กกาซีนของ M4A1 ให้ดับดีเร็ค*

ดีเร็ค : ทางนี้เหลืออยู่สองแม็กเหมือนกัน! คงต้องเล็งจุดตายของพวกมันไม่งั้นเผากระสุนเป็นว่าเล่น!

แซม : ใครมีอาวุธของมีคมบ้าง!? *โยนปืน Glock 17 ให้กับนิกซ์เหมือนเดิม*

นิกซ์ : โอ้วเดี๋ยวนะ! รับนะ!!


ฟิ้ว!! หมับ!! แฮ่!! ชัวะๆ!!! กี๊ซซซ!!! แผละๆ!!!


นิกซ์รีบโยนมีดยาวจากท่าเรือมาได้เดิมทีจะเก็บเอาไว้ใช้กับตัวเองในตอนแรก
เธอรีบโยนให้แซมและเข้าไปหาดีเร็คกับจิมมี่เพื่อเข้าไปเป็นแนวหลังกำลังเสริม
ระหว่างนั้นกลับมีชาโด้วสองตัวซุ่มอยู่กระโจนเข้าหานิกซ์โดยที่เธอไม่ได้ตั้งตัว

แต่นั่นคือสิ่งที่ผิดถนัดเพราะนั่นคือสิ่งที่แซมต้องการให้มันกระโดดลงมา
และรีบสไลด์ตัวเองเข้าไปมุมล่างพร้อมกับเอามีดโบวี่และมีดยาวที่พึ่งได้รับจากนิกซ์กระซวกตรงคออย่างแม่นยำ
นิกซ์กับดีเร็คไม่รอช้าจึงรีบเข้ามาปิดฉากพวกมันโดยกระกระโดดถีบขาคู่ให้มันลอยไปไกลๆสุดสายตา


นิกซ์ : วู่ว! ไม่เคยลุยอะไรมันส์ๆแบบนี้มาสักพักนึงแล้ว!

ดีเร็ค : เร็วชะมัดเลยแฮะนายเนี่ย *รีบดึงนิกซ์ให้ลุกขึ้น*

แซม : อย่าพึ่งมาวิจารย์เลยเถอะ เวฟจริงๆของพวกมันจะมาแล้ว *รีบลุกขึ้นแบบตีลังกาขึ้นมาพร้อมกับตั้งท่าโจมตี*

จิมมี่ : ถ้าเรารอดเวฟนี้ไปได้อย่างที่แกว่าหละก็เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกัน!

ดีเร็ค : นายเจอแซมกับนิกซ์อยู่ด้วยกันรึ?

แซม : ...แน่นอนคุยอยู่แล้ว สั่งการมาแล้วกัน *บิดคอตัวเองเพื่อวอมอัพร่างกาย*

จิมมี่ : ใช่..และอยากจะปิดบัญชีเรื่องหนึ่งด้วย

นิกซ์ : เอ๋? ใครสั่งอะไรยังไงงงแป้บ!

จิมมี่ : หึๆ เล่นแบบนี้เลยเรอะไอ้แซม? เอาเถอะๆ อยากได้แบบนี้เหมือนกัน...ดีเร็คนายสั่งการที!

ดีเร็ค : อ้าวเฮ้ยทำไมถึงเป็นกูหละ!?

จิมมี่ : ครั้งที่แล้วแกเบี้ยวค่าจ่ายเหล้าตอนไปกินกันน่ะสิอย่าลืมเว้ย!


จิมมี่ทำหน้าตากวนประสาทใส่ดีเร็คเหมือนเขานั้นจะไม่อยากรับภาระสั่งการเองเสียเทาไหร่
ดีเร็คจึงทำใจต้องรีบหน้าที่เป็นคนสั่งการแถวแนวรบอย่างจำเป็น
เพียงแต่มันยังมีสิ่งหนึ่งที่เขากำลังสงสัยอยู่ว่า เรื่องที่จิมมี่กับแซมคุยกันนั้นมันคือเรื่องอะไรแล้วทำไมต้องสะสางบัญชีกันด้วย?


ดีเร็ค : เออๆก็ได้ว่ะ! พะพวกมัน... *เห็นกองทัพตาแดงๆมาแต่ไกลเยอะมาก*

นิกซ์ : นี่สินะที่กันเนอร์ชอบบ่นว่าไม่อยากไปสอยดาวเพราะมันลายตา!!

แซม : สอยดาวหรือสอยมะม่วงถามจริง?

นิกซ์ : ไปสอยมะม่วงบ้านคนอื่นมาแล้วโดนทุเรียนเขวี้ยงใส่อะ!

ดีเร็คกับจิมมี่ : โดนได้โครตอัปปรีเลยเว้ย!!!



คริสติน,แซคไลฟ์,จิมมี่,ดีเร็ค คุณจะทำอย่างไร?
*ตัวเลือกต่อไปนี้จะเป็นการเข้าสู่โหมดต่อสู้กับกองทัพชาโด้ว ดังนั้นควรพิจารณาดีๆว่าจะทำยังไงต่อไป
หากไม่สามารถตัดสินใจได้ ข้อมูลข่างล่างอาจช่วยคุณได้*



สำหรับแซคไลฟ์
*ไอแซ็คจะเป็นเพื่อนในปาร์ตี้เอ้ยคนช่วยเหลือคุณในตอนหน้า ไม่ว่าจะเลือกทางไหนไอแซ็คจะไปด้วยเสมอ*
*แน่นอนว่า หนึ่งในสามทางเลือกนี้จะมีกองกำลัง Elite Squad เข้ามาช่วยเหลือหากโชคดีเลือกเจอเข้า
และจะทำให้ได้เปรียบมากขึ้นในการต่อสู้กับพวกนี้*



1.) ไปป้องกันตรงบริเวณทางเข้าด้านหน้าของหมู่บ้าน(ปะทะกับพวกมันเซ็ตใหญ่แต่จะเสี่ยงค่อนข้างมาก)


2.) จัดการพวกชาโด้วที่หลุดเข้ามาในหมู่บ้านมห้ได้มากที่สุด(ปลอดภัยสำหรับตัวเองแต่อาจไม่ใช่กับพวกชาวบ้าน)


3.) วางกับดักล่อพวกชาโด้วมาให้เยอะๆและฆ่ามันโดยระเบิดแสวงเครื่องของไอแซ็ค(เสียเวลาในการล่อพวกมัน ดีไม่ดีอาจโดนพวกมันลอบโจมตีใส่)



สำหรับ คริสติน,จิมมี่,และดีเร็ค
*ในครั้งนี้ คนสมัครตัวละครทั้งสองคนต้องร่วมมือช่วยกันในการระดมสมองเลือกทางเลือกครั้งนี้
อย่าลืมนะว่า ใครเลือกทางไหนอีกคนต้องตามไปด้วยเสมอ เลือกกันให้ดีหละ*
*และแน่นอนว่า อายุตะ,แซม,และนิกซ์จะเข้ามาเป็นกำลังของพวกคุณในการต่อสู้ครั้งนี้*



1.) ตั้งแค้มท์ตรงนั้นและปะทะกับฝูงชาโด้วจำนวนมาก
(มีที่กำบังค่อนข้างน้อย แต่สามารถจับทางการโจมตีของพวกมันได้ง่าย)



2.) วิ่งกรูกลับไปในหมู่บ้านและเปิดฉากปะทะให้มันรู้แล้วรู้รอดไป(ที่กำบังเยอะแต่จะเดาทางไม่ออกว่าชาโด้วจะโจมตีจากทางไหน)


สำหรับดีเร็ค(กรณีพิเศษ) : คุณจะจัดกลุ่มยังไงเพื่อต่อกรกับพวกชาโด้ว?
สมาชิกทั้งหมด : จิมมี่,แซม,นิกซ์,คริสติน,อายุตะ,ตัวเอง



=-=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=-=

= ในเวลากลางคืนนั้นชาโด้วจะได้เปรียบทางด้านการซุ่มโจมตี หากมีแสงไฟหรือไฟฉายจากคริสตินช่วยก็จะสามารถไล่พวกไปได้ระยะหนึ่ง

= นาตาชากับบอริสไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงถล่มชาโด้วในครั้งนี้

= ทราวิส,นาเดีย,และแลนเดอร์ไม่ได้เข้าร่วมสู้เพราะหายตัวไปไหนก็ไม่ทราบ

= ไอแซ็คเปรียบเสมือนคลังแสงเคลื่อนที่ตลอดเวลา ฉะนั้นเวลาขาดเหลืออะไรสามารถขอจากเขาได้

= พวกชาโด้วแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือทางหน้าหมู่บ้านและจากชายทะเล
หากทางใดทางหนึ่งกำแพงแตกขึ้นมา อีกทางจะรับศึกหนักพอสมควรและอาจต้องสละชีวิตชาวบ้านนับสิบเกือบร้อยให้กับพวกมัน

= จำนวนชาโด้วที่บุกมานั้นมากกว่าในท่าเรือร้าง และมีแนวโน้มว่าจะมีพวกตัวอื่นๆเข้ามาร่วมวงด้วย

= อย่าลืมว่านิกซ์มีความสามารถได้ยินดีเยี่ยม ไม่ว่ามันจะซ่อนตรงไหนเธอสามารถชี้พิกัดตำแหน่งได้

= เรื่องความลับของนิกซ์นั้นจิมมี่ไม่ได้บอกกับดีเร็ค และแน่นอนว่านิกซ์จะไม่ได้สนับสนุนทางอากาศ
เว้ยเสียแต่ว่าจิมมี่บังคับให้เธอเปิดเผยตัวเอง



=-=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ชาวคณะ E.S.(ยกเว้นนาตาชากับบอริส) - ฮึกเหิมและเริ่มคลั่งเพราะเหล้าดื่มเข้าไปกระตุ้น
กันเนอร์ - เตรียมอาวุธให้พร้อม
แม็กนัส - ไปประจำการด้านหน้าทางเข้าหมู่บ้าน
กรรชัย - เข้าไปขนย้ายชาวบ้านออกจากบริเวณต่อสู้
ลีออน - ซุ่มโจมตีจากที่สูง
เพียส - สังเกตุการณ์จากยอดหลังคาและซุ่มยิง
หมวดเจมส์ - เรียกอาสาทุกคนที่สมัครใจเข้ามาช่วยปิดกั้นทางเข้า
ไอแซ็ค - แบกของสนับสนุนที่ภอจะหาได้ลงสนามรบ
นิกซ์ - พร้อมสู้
อายุตะ - การมองเห็นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเพราะมาสะสางพวกมันอย่างไร้ปราณี
แซม - ระแวงจิมมี่เรื่องเปิดโปงความลับและดีเร็คอยู่ในใจ
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน