ผู้สนับสนุน :
Mai Gadget จำหน่ายอุปกรณ์เสริม Xiaomi

Island Frenzy 2 : Phuket Island : Chapter 53 อัพ! [14/1/60]

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 451

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 13 ส.ค. 2016, 21:53

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.49 + แจ้งข่าว

เอาล่ะขอเข้ามาแจมด้วยคน นี่คือตอนสั้นที่เป็นการเล่าเรื่องราวคู่ขนานที่เกิดขึ้นใน Time line ของ Island frenzy กับ Dead epidemic
ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน กับเหตุการณ์ของเกาะภูเก็ตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Timeline ของ Dead epidemic
โดยที่ผมได้ขออนุญาตเจ้าของฟิคนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คำเตือน

- ตอนสั้นนี้มีเนื้อหาค่อนข้างจะรุนแรง ป่าเถื่อนพอสมควร มีการใช้คำหยาบ ไม่เหมาะสำหรับเยาวชนที่อายุน้อยกว่า 15 ปี
- เนื้อเรื่องในตอนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกของความเป็นจริง องค์กร การเมือง หรือรัฐบาลที่มีอยู่จริงแต่อย่างใด
- เนื้อหาในตอนนี้ไม่มีการเกี่ยวข้องกับ เนื้อเรื่องของ Island Frenzy แต่อย่างใด ไม่เหมาะสำหรับ 'คนโลกสวย' หากใครรู้ตัวว่า
ไม่ชอบความรุนแรง โปรดข้ามตอนนี้ไป...

และขอย้ำอีกครั้งว่าหากไม่ชอบกรุณาข้ามตอนนี้ไป หากมีประเด็นดราม่าหรือไม่ชอบใดๆโปรด PM มาคุยกันได้เป็นการส่วนตัว



-------------------------------------------------------------------------------------


ที่ไหนสักแห่งของประเทศไทย ไม่ระบุในบันทึก....

‘การแพร่ระบาดของไวรัสมรณะ... ในเกาะภูเก็ตดำเนินเข้ามาสู่วันที่สองแล้ว... เบื้องต้นยังไม่มีรายงานถึงความเสียหายและยอดผู้เสียชีวิตในขณะนี้...
ทางรัฐบาลได้ทำการปิดกั้นพื้นที่และประกาศภาวะฉุกเฉิน... ในขณะที่วันนี้...’


เสียงที่ดังมาจากวิทยุขนาดเล็กของใครบางคนถูกปิดอย่างกะทันหันก่อนจะทันได้ฟังทั้งหมด ดูท่าเจ้าของวิทยุเครื่องนี้ไม่ค่อยจะใส่ใจกับเหตุการณ์
ที่อาจจะกำลังเป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้มากไปกว่า การแฝงตัวอยู่ในเงามืดของชานเมืองที่ไหนสักที่


ท่ามกลางความมืดของสถานที่บางแห่งที่ไม่ปรากฏในสายตาของชุมชนส่วนใหญ่ ร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงมุมมืดของสถานที่ที่น่าจะเป็น
โกดังร้างหรือไม่ก็คลังเก็บสินค้าอะไรสักอย่าง ร่างสูงที่อาศัยความมืดอำพรางใบหน้าลงมือจุดไฟแช็คต่อเข้ากับบุหรี่ แสงไฟที่ถูกจุดขึ้นในความมืดเผยให้เห็น
ใบหน้าบางส่วนของชายปริศนาร่างสูงโปร่ง ที่กำลังใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อไปหาใครสักคน ขณะที่ควันจางๆจากบุหรี่ราคาถูกกำลังลอยโขมงไปตามลม
ก็ส่งกลิ่นตลบอบอวล กลบกลิ่นอื่นๆ ที่อยู่รอบนอกไปจนหมด


ไม่นานนักปลายสายก็ตอบรับกลับมา ชายปริศนาสูบอัดควันของบุหรี่เข้าไปเต็มปอด ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากถามปลายสาย


??? : ทางนั้นทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม...


(ปลายสาย) : เรียบร้อยแล้ว... เจอพิษปลาปักเป้าเข้าไปล้มกันทั้งบ้าน... ไอ้รัฐมนตรีกลาโหมนั่นกับครอบครัวไม่มีทางรอดแน่...


??? : เยี่ยม... ได้ข่าวของ ‘เป้าหมายที่สาม’ อีกด้านหนึ่งรึยัง?


(ปลายสาย) : เพิ่งได้ยินมาเมื่อกี้นี้เอง... ไอ้นายกฯ นั่นโดนยิงหัวระเบิดตอนปราศรัยเรื่องโรคระบาดบ้าอะไรสักอย่าง วุ่นกันน่าดู... ก็นะ
‘มือสังหารอันดับ 7 ของเอเชีย’ ลงมือเองทั้งทีก็ไม่แปลกใจอยู่แล้ว อีกไม่นานครอบครัวของไอ้นายกฯนั่น คงจะตามไปติดๆ นั่นล่ะ


??? : ดีมาก พวกเอ็งสองคนรีบฆ่าที่เหลือให้หมด กลบเกลื่อนร่องรอย แล้วหนีออกไปนอกประเทศภายในคืนนี้ซะก่อนที่พวกมันจะไหวตัว
จำไว้ว่าฆ่าให้หมดจะเด็กหรือแก่ก็อย่าให้เหลือ...


(ปลายสาย) : ด้วยความยินดี... แล้วแกล่ะ?


??? : ยังมีบัญชีแค้นที่ต้องสะสางกับไอ้เวรนี่อีก... แล้วจะตามไปทีหลัง


ชายปริศนาตัดสายทิ้งไปก่อนที่จะเดินเข้าไปในโกดังมืดๆ มีเพียงแสงสลัวจากไฟของโรงงานเพียงบางดวงที่ยังติดอยู่ และที่กลางแสงไฟนั่นมีร่างของใครบางคน
ถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ ใบหน้าโดนปิดเอาไว้ด้วยกระสอบผ้าขนาดเล็กซึ่งเจ้าตัวพยายามดิ้นรนอย่างสุดความสามารถเมื่อรับรู้ถึงคนที่กำลังเดินเข้ามาแม้จะไม่เห็นตัวในตอนนี้
ร่างสูงโปร่งของชายปริศนาเดินย่างเท้าเข้ามาหาอย่างไม่เร่งร้อน และเริ่มดึงกระสอบคลุมหัวออกจากใบหน้าของผู้ถูกมัด


??? : สวัสดียามเย็นนะ ท่านนายพล เป็นไงบ้าง หลับสบายดีไหม


นายพล : แกเป็นใคร รู้ตัวรึเปล่าว่าแกจับใครมา!!


??? : นายพล ภาณุพงศ์ ผู้บัญชาการหน่วยพิเศษ ‘กองพันเสือ’ และหัวหน้าหน่วยข่าวกรองรัฐบาลไทย...


นายพล : ในเมื่อแกรู้แล้ว... ยังจะกล้าทำแบบนี้อีกเรอะ!! แกเป็นใครกันถึงได้กล้าดีมาทำแบบนี้!!


??? : ให้ตายสิ... ใจร้ายจังนะ แต่ก็ไม่แปลกที่นายพลอย่างพวกมึง จะจำทหารปลายแถวอย่างพวกกูไม่ได้ โดยเฉพาะทหารที่มึงตัดสินใจสั่งเก็บในปฏิบัติการ
‘ล้านนา’ เพราะรู้ความลับเน่าเหม็นของพวกมึงมากเกินไป...


นายพล (ออกอาการสะดุ้งหน้าตื่น) : ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้! พวกแกตายกันหมดแล้วนี่ ‘หน่วยเสือดำ’ ถูกประกาศตายกันหมดแล้ว แกไม่ควรจะมีชีวิตอยู่สิ!! (ดิ้นหนักกว่าเดิม)


??? : มันก็จริงนะ... พวกกูมันตายไปแล้ว แต่ก็เป็นผี... ผีที่กำลังมาลากพวกมึง ลงไปใช้กรรมในนรก... (ดึงมีดออกจากซองมาลูบเล่น)


นายพล : ถ้าแกทำอะไรฉันล่ะก็... แกจะไม่มีที่อยู่ในแผ่นดินนี้อีก การฆ่านายทหารชั้นสูงอย่างนายพลมีโทษยังไง เพราะงั้นแกฟังซะให้ดีไอ้ทหารปลายแถว
ถ้าอยากรอดแกต้อง...


ฉึก!!


ไม่ทันจะพูดจบชายปริศนาก็เอามืดเล่มหนาแทงเข้าที่ต้นขาของนายพลจนมิดด้าม เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นพร้อมๆกับโลหิตสีแดงไหลซึม
ผ่านกางเกงทหารลายพราง จนชุ่ม ทว่าชายปริศนากลับยังคงตีสีหน้านิ่งได้เหมือนไม่รู้สึกอะไรมากนักหลังจากที่เพิ่งเอามีดแทงขาคนซะมิดด้ามจนเลือดท่วม
ชายปริศนายังคงไม่แสดงท่าทีอะไรออกมามากนัก นอกจากยังคงเอามือกำมีดเอาไว้แน่นและบิดคมมีดอย่างช้าๆ เพื่อขยายความกว้างของปากแผลขึ้นเรื่อยๆ


??? : เร็วไปไหมที่จะพูดวางอำนาจ.... อย่าได้สำคัญตัวเองผิดแล้วสะเออะมาขู่ คนอย่างกู... น้ำคำของนายพลเส็งเคร็งอย่างพวกมึง ก็เป็นได้แค่ลมปากไร้ค่า
สำหรับพวกกูเท่านั้น... มึงเองก็รู้ว่ามันต้องจบแบบนี้หากพวกกูรอด เพราะงั้นยอมรับกรรมของมึงซะ แล้วชีวิตจะสบายขึ้น... (บิดมีดอย่างช้าๆ)


นายพล : กะ... ก็ได้... แกต้องการอะไร...


??? : ชีวิต... กูต้องการชีวิต...


นายพล : แกหมายถึง... เรื่องนิรโทษกรรม.... ได้... พรุ่งนี้เช้าฉันจะ... ทำเรื่องขอนิรโทษกรรม..ให้พวก....


ฉึก!!!


คราวนี้มีดเล่มที่สองก็ปักเข้าที่ต้นขาอีกข้างที่ยังเหลืออยู่จนมิด แน่นอนว่าเสียงกรีดร้องและเสียงสบถไล่หลังก็ตามมาพร้อมความเจ็บปวดที่มากกว่าครั้งแรก
แล่นผ่านทุกปลายประสาททั่วร่างจนแทบจะขยับไม่ได้ แววตาคมกริบของชายปริศนาที่จ้องมาทางนายพลดวงกุดรายนี้ มองผ่านเข้ามาด้วยความรู้สึกสังเวช
และรังเกียจในเวลาเดียวกัน


??? : อย่าใจร้อน... กูไม่ได้ต้องการสัญญาลมปาก หรือเรื่องนิรโทษห่าเหวอะไรของพวกมึง เพราะพวกกูไม่ได้ผิดอะไร ชีวิตที่กูต้องการคือชีวิตของมึงไอ้นายพล...
กูจะเอาเลือดของมึงมาล้างวิญญาณของเพื่อนกูทุกคนที่ตายไป ในปฏิบัติการเฮงซวย ที่มึงเป็นคนจัดฉากฆ่าพวกกูทั้งหมด...


แววตาอำมหิตฉายแววออกจากใบหน้าของชายปริศนาด้วยความแค้นที่คุกกรุ่น หากมองไปที่ดวงของชายปริศนาจะเห็นได้ถึงความเหี้ยมโหดที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
ไม่มีคำว่าเจรจา ไม่มีคำว่าต่อรอง ไม่มีคำว่าปราณี...


นายพล : นะ... นั่นคือสิ่งที่กูต้องทำ... เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ... พวกมึงรู้ความลับที่ไม่ควรรู้... มากเกินไป...ทะ... ถ้าอยากฆ่าก็ฆ่าเลย... ต่อให้ตาย....
กูยินดีที่ได้ตายเพราะทำเพื่อชาติ...


??? : ก็หมายความว่า ที่มึงสั่งฆ่าพวกของกูก็เพราะความรักชาติของมึงงั้นสิ... แล้วมึงพูดยังไงกับญาติพี่น้องของพวกเพื่อนๆกูที่ตายไปเพราะมึง
‘จงภูมิใจที่สามีของคุณตายเพื่อประเทศชาติอย่าสมเกียรติ’ หรือว่า
‘เราขอแสดงความเสียใจแกความสูญเสียครั้งนี้และขอสดุดีผู้ตายด้วยเพลงชาติ’
เฮอะ!! ตอแหลหน้าด้านๆ ถ้านั่นคือความรักชาติของมึง งั้นมึงก็คงรับไอ้นี่ได้สิ...


ชายปริศนาโยนรูปถ่ายจำนวนหนึ่งลงตรงหน้าตักของนายพลให้เห็นแบบชัดๆ มันเป็นรูปถ่ายของศพจำนวนมากมายที่โดนฆ่าตายอย่างอนาถทุกศพ
และเหมือนจะมีการทรมานและ ‘เล่นสนุก’ อะไรสักอย่างก่อนปลิดชีพอย่างโหดเหี้ยม สภาพศพนั้นแม้จะโดนหั่นเป็นชิ้นๆอย่างน่าเวทนา แต่ทุกศพนั้น
ยังคงมีใบหน้าที่มีสภาพสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ หรือแม้แต่เด็กเล็กก็ตาม เหมือนจงใจเหลือเอาไว้เพื่อให้รู้ว่าเป็นศพของใคร


และนายพลก็จำหน้าพวกนี้ได้อย่างแม่นยำมันถึงกับทำให้เจ้าตัวร้องออกมาดั่งคนขาดสติ ขณะที่ชายปริศนายังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นมองดูนายพลผู้โชคร้าย
คำรามลั่นเหมือนคนบ้าอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น แน่นอนว่าคนที่ตายไปในรูปถ่ายนั่นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่นายพลรู้จักเป็นอย่างดีแทบทั้งสิ้น


เพราะมันคือ คนในครอบครัวทั้งทางฝั่งตนเองและฝั่งภรรยาทั้งหมดที่ถูกฆ่าล้างโคตรอย่างโหดเหี้ยม ด้วยฝีมือของชายที่อยู่ตรงหน้านี่เอง...


นายพล : !@#$% มึง!! ไอ้นรก!! ครอบครัวกูไม่เกี่ยว!! มึงฆ่าพวกเขาทำไม!!


??? : อะไรกันแค่นี้ก็โวยวายซะแล้ว... เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง... มึงพรากครอบครัวของพวกกู กูก็พรากครอบครัวมึงด้วย... แต่อย่าห่วงยังไงเพื่อ ‘ชาติ’
แค่นี้เรื่องจิ๊บๆ ของมึงอยู่แล้วนี่ เพราะงั้นไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาทำให้การเสียสละเพื่อชาติของมึงเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเป็นไง...


ว่าแล้วชายปริศนาก็เดินเข้าไปในมุมมืดของโกดังที่แสงส่องไม่ถึง นายพลพยายามเต็มที่เพื่อจะดิ้นให้หลุดออกไปหวังว่าจะฆ่า ‘คนชั่ว’ ที่เพิ่งลงมือฆ่าล้างโคตร
ครอบครัวของตนเอง แต่ก็จนปัญญาเพราะนอกจากจะมัดเอาไว้ด้วยเชือกแล้ว ยังมีโซ่และกุญแจมือที่ล๊อกเอาไว้อย่างแน่นหนาอีก เท่ากับว่าโอกาสที่จะหนีรอด
จากเงื้อมมือของเพชฌฆาตมรณะคนนี้แทบไม่มีเลย


สักพักก็มีเสียงลากอะไรสักอย่างดังขึ้นจากมุมมืดดูจาดลักษณะแล้วคงจะเป็นของหนักไม่ใช่น้อย และแล้วสิ่งที่โดนลากออกมานั้นคือร่างของผู้หญิง
และเด็กวัยรุ่นผู้ชายอีกหนึ่งคนที่กำลังโดนมัดเอาไว้พร้อมผ้าปิดปากไม่ให้ส่งเสียงดัง ยิ่งทำให้นายพลระเบิดโทสะออกมาหนักกว่าเก่าพร้อมความพยายาม
ดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์


??? : ทักทายลูกเมียแกหน่อยสิ... ไอ้นายพล...


สิ่งที่เห็นตรงหน้าราวกับเป็นฝันร้ายที่ทำให้นายพลเหมือนโดนดูดเรี่ยวแรงทั้งหมดออกไป ภายในหัวมันมืดสนิทไปหมดไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึกใดๆ
นอกจากความสิ้นหวังที่กำลังถาโถมเข้าหาเหมือนคลื่นยักษ์ที่กำลังจะมาพรากวิญญาณไป การที่อีกฝ่ายจับลูกเมียมาแบบนี้ก็หมายความได้อย่างเดียวและมัน
คงจบไม่สวยอย่างที่คิดแน่...


นายพล : ทะ... ทำไม... ทำไมมึงต้องทำแบบนี้...


??? : ทำไมน่ะเหรอ... เอ.... กูคงแค่ไม่อยากให้มึงตายโดยไม่มีพยานรู้เห็นก็เท่านั้น... ถึงจะบอกว่าจะเอาชีวิตมึงก็เถอะ แต่ถ้าฆ่าเลยมันจะ ‘สนุก’ อะไร
เหมือนทำอาหารนั่นล่ะจะกินดิบๆง่ายๆมันก็กระไรอยู่ ของแบบนี้มันต้องปรุงให้เลิศ ละเมียดละไมอย่างช้าๆมันถึงจะ ‘อร่อย’


รอยยิ้มสยองปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายปริศนาพร้อมกับสารพัดอุปกรณ์สุดสยองมากมายที่ชายปริศนาเอาออกมาและหลังจากนั้นช่วงเวลาของนรกก็ได้เริ่มขึ้น
เสียงกรีดร้องที่เกิดจากการ ‘เล่นสนุก’ ของชายปริศนาและครอบครัวดังลั่นไม่ขาดสาย และไม่มีใครที่จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสังเวชของครอบครัวนี้
ไม่ใช่กับสถานที่ที่ตั้งอยู่ในเขตร้างไร้ผู้คนสัญจรเช่นนี้ เสียงโหยหวนยังคงดังต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งวงมโหรีแห่งความตายที่กำลังบรรเลงเพลงมรณะออกมาให้ชายปริศนา
ได้เสพเป็นความบันเทิง


และเมื่อการบรรเลงสิ้นสุดจนครอบครัวกลุ่มนี้เริ่มอยู่ในภาวะสิ้นหวังพร้อมความบอบช้ำและบาดแผลมากมายจนแทบเรียกได้ว่าไม่มีทางเยียวยา
ชายปริศนาก็ดึงปืนลูกโม่หนึ่งกระบอกออกมาใส่กระสุนหนึ่งนัดเข้าโม่กระสุนและหมุนลูกโม่ไปมาหลายๆครั้ง


??? : มึงเคยเห็นหมาป่าตอนล่าเหยื่อไหม พอจับเหยื่อได้มันจะไม่ฆ่าเหยื่อในทันที มันจะเล่นสนุกกับเหยื่อของมันจนเหยื่อไม่มีแรงหนีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง
โชคไม่ดีนะที่กูบังเอิญมีนิสัยแบบหมาป่าซะด้วยและเวลาเล่นมันก็จบลงแล้ว...


นายพล : นะ... นั่นมึงจะทำอะไร....


ไม่มีคำว่ารอ ชายปริศนาเอาปืนจ่อใส่คนลูกที่กำลังนอนนิ่งด้วยลมหายใจรวยริน ก่อนจะกดเหนี่ยวไกเพื่อลั่นกระสุนท่ามกลางเสียงอ้อนวอนของผู้เป็นพ่อและแม่
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะกระสุนไม่ได้อยู่ในรังเพลิงนั่น ‘รัสเชี่ยนรูเล็ต’ คือเกมการเล่นแบบหนึ่งที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เกมการเล่นอันป่าเถื่อนที่แสดงถึงความดิบ
ในสัญชาติญาณของมนุษย์


เมื่อคนลูกยังดวงดีรายต่อไปที่ตกเป็นเป้าคือภรรยา...


ปัง!!


กระสุนถูกยังออกจากรังเพลิงด้วยโป้งก่อนจะพุ่งเข้ากระทบกับเนื้อส่วนขาจนขาดกระจุยเป็นชิ้นๆ เลือดสีแดงสดพุ่งกระจายนองพื้นกระเซ็นไปทั่ว
เป็นผลจากกระสุนพลังทำลายสูงที่ยิงออกมา คนภรรยากรีดร้องออกมาดังลั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างหาคำบรรยายไม่ได้ แม้จะมีผ้าปิดปากอยู่ก็ตาม
ส่วนนายพลนั่นก็คำรามลั่นด้วยความรู้สึกที่เหมือนจิตใจกำลังแตกสลายอย่างช้าๆ ตรงกันข้ามกับชายปริศนาที่บัดนี้กำลังแสยะยิ้มเยี่ยงปีศาจด้วยสีหน้า
ที่พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้


นายพลจากเดิมที่เคยวางตัวยิ่งใหญ่และมีอำนาจบัดนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายทั้งเป็น ความหวังที่เหลือน้อยจนแทบจะริบหรี่พยายามคว้าโอกาสใดๆก็ตาม
ที่ช่วยได้ทั้งหมด แม้จะรู้ตัวดีว่าเพชฌฆาตจอมเหี้ยมรายนี้จะไม่มีทางหยุดแน่จนกว่าตนเองและครอบครัวจะตายตกไปตามๆกัน


และมันจะฆ่าทุกคนเยี่ยงหมาข้างถนน...


นายพล : ได้โปรด... ปล่อยลูกเมียไป....


??? : อะไรกัน... ท่าทีของนายพลจอมโหดเมื่อกี้นี้หายไปไหนหมดแล้วล่ะ... ถ้าอยากให้กูปล่อยลูกเมียมึงก็เอาชีวิตเพื่อนกูที่ตายไปทั้งหมดคืนมา
ถ้ามึงทำไม่ได้ก็อย่าสะเออะมาต่อรอง!!


ผัวะ!!


ร่างของนายพลที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้โดนชายปริศนาถีบจนกระเด็นออกไปเหมือนไม่ใช่คนขณะที่ล้มลงนายพลเห็นภาพของครอบครัวตนเองอยู่ตรงหน้า
ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรได้อย่างชัดเจน ภาพของครอบครัวตนเองที่กำลังจะหายไปด้วยความแค้นของชายเพียงคนเดียว


??? : เวลาสั่งเสียก่อนตายที่มี... ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่กูจะมอบให้มึงได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวจนวาระสุดท้าย... เอาล่ะขอตัวก่อนนะกูว่าได้เวลาฆ่า ‘เชื้อโรค’ ซะที...


สิ้นคำพูดไม้ขีดในมือก็ถูกจุดและวางเอาไว้ที่พื้นก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่เต็มไปด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงยิ่งช่วยให้เพลิวไฟขยายตัวจนกินพื้นที่
ทั้งโกดัง เพียงไม่กี่อึดใจโกดังหลังใหญ่ที่ว่าก็ถูกกลืนหายไปกับทะเลเพลิงที่ปรากฏขึ้นจนสามารถมองเห็นไปได้ไกลหลายกิโล เช่นเดียวกันกับเสียงกรีดร้องของนายพล
และครอบครัวที่กำลังโดนไฟเผาทั้งเป็นอย่างน่าอนาถ


ชายปริศนาเดินจากไปท่ามกลางความมืดพร้อมทั้งจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ โดยไม่ไยดีต่อเสียงกรีดร้องและชะตากรรมของครอบครัวที่ตนเพิ่งจะลงมือสังหารไปอย่างเลือดเย็น
ความแค้นได้กัดกินจิตใจของชายผู้เคยทำเพื่ออุดมการณ์บัดนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้วเหลือไว้เพียงความกระหายเลือดที่จะเดินไปในเส้นทางแห่งการล้างแค้น ชายปริศนา
ทิ้งความตายเอาไว้เบื้อหลังก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังเส้นทางข้างหน้าที่ยังคงไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดรออยู่...
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 13 ส.ค. 2016, 23:30

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.49 + แจ้งข่าว

ซื้ด~~~~อ้า~~~~ความดิบเถื่อนที่มิได้เสพมานานนับปี คิดถึงจริงๆ อ้า~~~~ท่านเพชรได้โปรดกลับมาเขียนเรื่องแนวๆนี้ต่อเถอะ//ลงไปนอนกลิ้งด้วยความฟิน
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 14 ส.ค. 2016, 17:17

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.49 + แจ้งข่าว

นี่ขนาดเป็นตอนคู่ขนานเหตุการณ์ไปด้วยกันยังรู้สึกถึงความโหดเถื่อนได้ใจจริงๆ
อย่างที่ท่านนัทบอกไม่ได้เสพอะไรอย่างงี้มานานแล้ว

ส่วนเรื่องลงตอนพิเศษขอบอกก่อนเลยว่า มันยาวมากกกก เพราะจัดให้กับตัวละครตัวหนึ่งในฟิคนี้
จะเป็นใครนั้นก็รอติดตามกันได้เลยนะคะ
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 27 ส.ค. 2016, 18:24

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.49 + แจ้งข่าว

ผู้แต่ง : อืม…..จะเอาไงดี?

มิสเตอร์ A : ไม่รู้สินะ ตามใจเธอแล้วกัน

มิสเตอร์ B : กับดักเตรียมพร้อมแล้วหละ ให้ตายการมาทรมานพวกเขานี่มันอีกประเด็นเลยนะ

มิสเตอร์ C : เพื่อเขาน่ะทำให้หน่อยเถอะ จะได้สวดมนต์กรวดน้ำไปให้

มิสเตอร์ A : *เอาที่กรวดน้ำมาให้*

มิสเตอร์ C : พี่คร้าบ! ผมประชดคร้าบ!!!

ผู้แต่ง : โอเคหวังว่าพวกเขาคงไม่เล่นงานเราหรอกนะตอนจบเรื่องพวกนี้แล้ว...ถ้างั้นก็เข้าเลย

มิสเตอร์ A,B,C : โอสสส!!!


-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-


Z.S.S. Studio และ B.S.A.A. Film (ไม่)จงใจนำเสนอ…


*เปิดเพลงซาวแทร็คประกอบ Jurrasic Park*


(ผู้แต่ง : ให้ตายยังจะเล่นมุขนี้อีกนะถามจริง!? เอาเถอะ…
สวัสดีทุกท่านแล้วเรากลับมาพบเช่นเคยในช่วง นิทานพิศดารอีกตามเคย
ครั้งนี้เป็นเรื่องพิเศษนั่นก็คือความยาวเต็มพิกัดพร้อมความมันและฮากระจาย
และวันนี้นุ่นขอเสนอตอนพิเศษที่เกี่ยวกับชายคนหนึ่งซึ่งเดินทางผจญภัยไปกับพวกเรา..
และเรื่องนั้นก็คือ…)


หนังสือโบร่ำโบราณจากสองตอนที่แล้วมาเป็นหนังสือโลวคอสไปเสีย
เพราะไม่มีงบไปซื้อกระดาษและหมึกขวดใหม่มาเขียนั่นเอง
หน้าหนังสือเปิดขึ้นพร้อมกับตัวหนังสือบักเอ้กและใหญ่มหึมาจริงๆซึ่งเรื่องนั้นก็คือ…
การผจญภัยในดินแดนพ่อมดออส(Oz)

.
.
.
.
.



นานแสนนานมาแล้ว ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเดิมทีเป็นไร่นาโครตจะร้างของร้าง
โชคยังดีที่มีครอบครัวหนึ่งนั้นมาปักหลักปักฐานที่นี่เพื่อเริ่มต้นชีวิตชาวไร่
และหนึ่งในนั้นคือลูกสาวสุดที่รักอยู่คนหนึ่งที่ขยันขันแข็งอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะได้
มีเงินไปขยายบ้านและหาไอเทมไปซื้อมาจีบชายให้ครบเจ็ดดวงแล้วเอาเปลือกหอยนางเงือกไปขอแต่งงาน
(นั่นมัน Harvest Moon แล้วเว้ยผิดเรื่อง!)



พ่อตา : เอ้ยไอ้โดโรตะ! กวาดสวนข้าวเสร็จยัง!?


โดโรตะ : ให้เวลาผมกวาดอีกสักชาติก็ไม่หมดหรอกคร้าบ! คิดยังไงเนี่ยถึงให้มากวาดสวนข้าวตั้งแปดไร่!?
(อายุตะ แสดงเป็นโดโรที -.-)



โดโรตะสาวน้อย(ชายน้อย)แสนรันทดที่ต้องมาช่วยพ่อตาแม่ยายอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะไม่มีใครให้สั่งงาน
เขา(เธอ)นั้นมักจะโดนใช้งานตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน,ทำกับข้าว,ทำสวน,และอีกหลายสารพัด
แต่อย่างน้อยโดโรตะก็มีความสุขที่ช่วยแบ่งเบาภาระ(โครตจะหนักอึ้ง)
ของพ่อแม่ของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะอยู่คนเดียวโดยไม่มีเพื่อน



โดโรตะ : เฮ้เซโต้!! ข้าวมาแล้ว!! วันนี้มาซาชิมิ(มีด้วยหรอซาชิมิ? =.=)เชียวนะ!

เซโต้ : ก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าผมไม่กินปลาดิบไอ้เวร (แซม แสดงเป็น โตโต้สุนัขคู่ใจของโดโรที .-.)



เซโต้สุนัขป่า(ผีดิบ)หลงทาง ได้เข้ามาพบเจอกับโดโรตะขณะที่เขานั้น
เกี่ยวทุ่งข้าวสาลีเพื่อเอาไปทำเป็นขนมแสนอร่อย ดันไปเจอสุนัขตัวนี้นอนแอ้งแม้งกลางทุ่งข้าว
ด้วยความสงสารและมีน้ำใจ(โดนกระชากเข็ญขู่ให้พาไปที่กำบังเสียมากกว่า)
ของโดโรตะจึงพามันไปรักษาตัวและเลี้ยงดูมันแล้วกลายเป็นเพื่อนซี้(ไม่ทางการ)



โดโรตะ : มะแหม๋ กินหน่อยเถอะนะครับอุส่าห์เอามาให้แท้ๆนะขอแพงเสียด้วย

เซโต้ : ไปเอากาแฟมาไป เบื่อของดิบ

โดโรตะ : เอ๋!? หมาที่ไหนกินกาแฟกันเล่า!?

เซโตะ : ผมนี่แหละกิน! ไปเอากาแฟมา!



ฟิ้ว!!! ว้ากกก!!! โครม!!!



เซโตะขว้างโดโรตะลอยละลิ่วเข้าไปในไร่ข้าวโพดด้วยความโกรธของตัวเอง
เด็กน้อยผู้น่าสงสารอย่างโดโรตะต้องโดนแบบนี่ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หลายรอบ
แต่อย่างน้อยก็ทำให้โดโรตะยิ้มได้ตลอดเวลาเพราะไม่ได้สนุกอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว
(ผู้แต่ง : นี่มันเคสซาดิสหรือเปล่าแวะ?)



ฟิ้ววว!!!!



แต่แล้ววันหนึ่ง วันอันแสนธรรมดาก็ต้องถึงจุดจบเมื่อมีพายุมาจากไหนก็ไม่ทราบทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูพายุเข้าด้วยซ้ำ
พุ่งตรงเข้ามาในฟาร์มแห่งนี้ ลทแรงกระโชกเล่นเอาครอบครัวนี้ตื่นตระหนกอย่างมาก



พ่อตา : เอ้ยโดโรตะ!! เลิกเก็บข้าวโพดก่อนและรีบเข้าบ้านเร็วเข้า!!!

โดโรตะ : ผมมาแล้วคร้าบๆ!! เซโต้! เซโต้นายอยู่ไหน!!?

เซโต้ : เรียกอะไร?

โดโรตะ : รีบเข้าบ้านได้แล้วพายุกำลังมาน่ะสิ!

เซโต้ : อย่ามาสั่งได้ไหม? เดี๋ยววิ่งเข้าหาพายุซะเลย

โดโรตะ : วิ่งก็วิ่งไปสิคร้าบ! จะได้หมุนติ้วๆในพายุหมุนเลยถ้าเล่นของสูงนะ

เซโต้ : ด้วยความยินดี



ตึกๆๆ!!! เห้ยเซโต้ฉันพูดประชด!!!!!



ด้วยความประชดประชันของเจ้าหมาป่าแสนขี้ประชด(มันอยากเล่นมากกว่า .-.)
มันจึงรีบวิ่งเข้าหาพายุอย่างไม่กลัวตายทำให้โดโรตะเกือบจะสติแตกเพราะมันแค่ตัวเดียว
แต่เพราะรักเพื่อนที่ดีที่สุด(หรอ?)เขาจึงตัดสินใจรีบวิ่งฝ่าดงลมแรงกระโชกเข้าไปหาเซโต้และในที่สุด..



หมับ!! จับได้แล้ว!!!



เซโต้ : เห้ยปล่อยนะเห้ย! ไม่งั้นเราจะลอยกันทั้งคู่!

โดโรตะ : ไม่ปล่อยจนกว่านายจะเลิกขี้ประชดเสียที!

เซโต้ : บอกว่าให้ปล่อยไง!

โดโรตะ : ด้วยเกียรติของซามูไรแล้วคำไหนคือคำนั้นผมไม่ปล่อย!!

เซโต้ : ไม่ปล่อยแล้วมึงจะหนีจากพายุได้ยังไงกัน!? เรากำลังอยู่กระแสพายุให้ตาย!

โดโรตะ : ....ช่วยด้วยเซโต้!!!



กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้วเพราะทั้งคู่ได้ลอยละล่องเข้าไปในพายุลูกหนาเตอะแถมลมแรงกระโชกเอาการ
ทำให้ทั้งคู่ลอยวนหมุนเวียนในนั้นคล้ายกับเครื่องเล่นมหาสนุก(สยอง)ในสวนสนุกทั่วไป
โดโรตะหมุนลอยไปพร้อมกับเซโต้และห่างล่องละลอยออกจากฟาร์มและบ้านอันแสนสุขไปเรื่อยๆ
และแล้วการผจญภัยของทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น...


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-* (นอกเรื่อง) -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


https://youtu.be/kRT9vY2f7tg
(เปลี่ยนเพลงบรรยากาศแบบสบายๆก่อนเข้าเรื่องไม่ซีเรียส)


*คำเตื้อนเอ้ยเตือนนน : ตอนพิเศษต่อไปนี้ไม่ได้มีเจตนาหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้มีผลต่อการดำเนินเรื่องหลัก
และการทำร้ายตัวละครแต่อย่างใดทำออกมาเพื่อความสนุกเท่านั้นยกเว้นคู่กรณีที่มาสะสางกันในตอนนี้...พวกนั้นบอกนะอย่าถามความอะไรมาก*



อายุตะ : หะหา!? มีคู่กรณีในนี้ด้วยหรอ? จะๆๆจะไม่ตีกันตายก่อนใช่ไหม!?

แซม : ตายก็ตายไปสิ จะได้ไม่ต้องภาระลูกหลานให้มาเคลีย

ผู้แต่ง : แกนี่ก็ประจำเลยนะไอ้แซม มองแง่ลบตลอดเวลาและไม่มีใครมายิงกันตายที่นี่หรอกอายุตะ
เล่นบทต่อไปเลยเพราะเราจะเข้าสู่เนื้อหาแล้ว ขอความกรุณาอย่าออกทะเลเหมือนตอนที่แล้วด้วย

อายุตะ : จะพยายามนะครับ! *ก้มคำนับหลายรอบ*

แซม : ทำมากเดี๋ยวให้ทำท่านกกระจอกเทศตอกเสาเข็มซะหรอก *ดัดนิ้วรอเนียบร้อย*

อายุตะ : ดะเดี๋ยวไม่เอาสิ!


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


ทั้งคู่ล่องลอยอยู่ในพายุอบ่างแสนทรมานและเมาคลื่นพายุยกดำลังสอง
จนในที่สุดเจ้าพายุจอมปัญหาได้ส่งถีบทั้งสองคนลงสู่ดินแดงหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างจากที่พวกเขาอยู่กันอย่างสิ้นเชิง ทั้งความสวยงามระยิบระยับ,ความอุดมสมบูรณ์บริเวณนี้



โดโรตะ : โอยยย อยู่ที่ไหนเนี่ย?

เซโต้ : ไม่รู้หรอกว่าที่ไหน แต่ขอซื้อกาแฟก่อนแล้วกัน

โดโรตะ : บัดโธ่วนี่ยังจะหากาแฟกินอีกหรอเนี่ย?

เซโต้ : กาแฟในไร่นายมันไม่อร่อย ใส่แต่กาแฟเพียวๆมันจะอร่อยได้ไงกัน

โดโรตะ : นี่ๆ ถ้าจะกินของต้นตำรับก็ต้องกินแบบเพียวๆอยู่แล้ว ของธรรมชาติอร่อยที่สุด

เซโต้ : กินแบบนั้นไตไม่ถามหาก่อนหรือไงหละนั่นให้ตายสิ
(ผู้แต่ง : แต่เอ็งกินอะไรเข้าไปมันก็ไม่รับอยู่แล้วนิ .-.)



ทั้งคู่เดินไปตามหาคนที่พอจะช่วยพวกเขาได้ว่าพวกเขามาอยู่ที่ไหนและตามหากาแฟที่หายไป(เกี่ยวไหมเนี่ย?)
เมื่อเดินมาถึงตัวใจกลางเมืองก็พบกับคนที่กำลังทำงานขยันขันแข็งกันพร้อมกัน
โดโรตะรีบเข้าไปถามหาทันทีเมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั้นกำลังเตรียมเดินทางอยู่



โดโรตะ : ขอโทษนะคร้าบช่วยพวกเราได้ไหมครับ?

ทรอย : อะอ้อ! หนุ่มน้อยในชุดหญิงน้อยผมชื่อว่าทรอยเป็นพ่อค้าเดินทาง (ทราวิส แสดงเป็น ทรอยนักขายของ)

โดโรตะ : เอิ่ม...ที่จริงทางบ้านเขาอยากได้ลูกสาวแต่ผมดันเกิดเป็นชายเลยเสียดายชุดน่ะแฮะๆ

เซโต้ : หึ...ไม่มีกาแฟที่นี่

ทรอย : เอ๋ แน่ใจนะเหมือนนายอยากแต่งเองเสียมากกส่าดูสิแก้มแดงไปหมดเลยนะนั่น

โดโรตะ : มะๆๆไม่ใช่นะ! ผมไม่ได้อยากแต่งเลยมันน่าอายจะตาย!
(ผู้แต่ง : ฉันบังคับให้มันแต่งเอง 555+)

เซโต้ : รู้หรือเปล่าว่าที่นี่ไหน?

ทรอย : ที่นี่คือดินแดนอัญมณี ที่มีของวิเศษและพลังอันน่าหลงใหลอยู่ในนั้น
อีกอย่างนึงนะ ผมไม่เคยเห็นพวกคุณมาก่อนเลยมาจากไหนกันหรอ?



ครืนนนน อึกๆ!



ทันทีที่ทรอยถามถึงถิ่นดินแดนนั้นโดโรตะเตรียมตัวที่จะเล่าให้ฟังอย่างไม่ลังเลแต่หากเล่าไปแล้วนั้น
คนที่อยู่ข้างกายมาตลอดอน่างเซโต้คงไม่สบอารมณ์แน่นอนเพราะเจ้าตัวไม่อยากเปิดเผยที่อยู่ของตัวเอง
หนำซ้ำหลังกลับไปได้คงจะโดนเจ้าตัวรุมสะกำยำเละเป็นยำแหนมเนืองพร้อมเสริฟถึงที่
สายตาอันน่ากลัวของเซโต้นั้นเพ่งมองไปยังโดโรตะอย่างสยองสุดขีดหากเขาพูดอะไรออกไปเกี่ยวกับเขานั้น ที่นี่อาจเป็นสุสานของเขาก็ว่าได้



โดโรตะ : พะๆๆพวกเรามาโดนเจ้าพายุจอมปัญหามันพามาถึงที่นี่หน่ะ ละแล้วก็...พวกเราหลงทาง

ทรอย : อะอ๋อ...ถ้างั้นพ่อมดออสช่วยคุณได้แน่นอน

โดโรตะ : พ่อมดออส? เขาอยู่ที่ไหนกันหละ?

ทรอย : เขาคือพ่อมดที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ว่ากันว่าถ้าไปถึงดินแดนของเขาได้นั้น
ไม่ว่าจะเป็นคำขออะไรก็สมหวังปราถนากันทั้งนั้น แต่ในระหว่างทางนั้นจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายและที่สำคัญเลยคื-

เซโต้ : ไปหาออสแค่นั้นใช่ไหม? ขอบใจสำหรับข้อมูล



หมับ!! เหวอ!!! เซโต้ใจเย็น!!



ไม่ทันจะพูดจบประโยคเซโต้รีบอุ้มโดโรตะไปด้วยกันเพื่อเดินทางไปหาพ่อมดออส
จนทรอยต้องรีบเบรคเซโต้เอาไว้ก่อนเพราะตัวเขาเองก็อยากจะให้ของขวัญบางอย่างกับโดโรตะเสียด้วย



ทรอย : เหวยย!! ดะๆๆๆเดี๋ยวก่อน!! ผมยังไม่ได้ให้ของขวัญเลยสำหรับพวกคุณทั้งคู่เอาไว้ปลอดภัยระหว่างเดินทาง!

เซโต้ : งั้นก็รีบเอามาเพราะเรารีบกลับ

ทรอย : งั้นนี่เลยแม่สาวน้อยรองเท้าทับทิมสีแดง! มันเป็นรองเท้านำโชคสำหรับเธอนะ!

โดโรตะ : แดงจี้ดขนาดนี้ต่อให้ผมออกเดินทางด้วยรองเท้าคู่นี้ผมก็อายคนอื่นนะครับ!

ทรอย : ผะผมเข้าใจดีครับว่ามันจี้ดซะขนาดนั้น! แต่ในเป็นรองเท้าดีจริงๆนะครับ!

โดโรตะ : ก็ได้ๆ ถ้างั้นจะใส่ก็ได้นะ…


โดโรตะกลั้นฝืนใจตัวเองใส่รองเท้าทับทิมสีแดงปรี้ดจนเริ่มรู้สึกน่าขายขี้หน้าอย่างมากหากเพื่อนของเขามาเห็นตัวเองในสภาพแบบนี้



เซโต้ : คิดจะเปลี่ยนใจมาเป็นสาวน้อยแล้วหรอ?

โดโรตะ : ใครบอกว่าจะเป็นกันเล่า!? ถ้าเพื่อนผมมาเห็นแบบนี้ทีเนี่ยเสียชาติตระกูลแต่หัววันเลย

เซโต้ : พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสิ

โดโรตะ : เอ๋?? พลิกยังไงหละ?

เซโต้ : เป็นผู้ชายในตระกูลคนแรกที่แต่งเป็นหญิงและสร้างชื่อเสียงให้ไง

โดโรตะ : มันช่วยไหมเนี่ยเซโต้!?



เซโต้ยิ้มปิติพร้อมวิ่งหนีโดโรตะจากการโดนล้อว่าเป็นสาว(ดุ้น)แสนสวยแห่งตระกูลอันทรงเกียรติ
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เซโต้ตามหามาตั้งนานเนิ่นนานนั้นยังไม่ถึงฝั่งปราบใดที่เขายังไม่พบกาแฟที่ต้องการ
(นี่ยังจะตามหากาแฟกินให้ได้ใช่ไหมเนี่ย!?)



ทรอย : อะอ้าว! ไปอย่างงั้นจะรู้ทางไหมหละนั่น!?

เซโต้ : สัญชาตญาณมันพาไป อย่าใส่ใจมาก

โดโรตะ : กลับมานี่เลยเซโต้เจ้าหมาโง่! แกทำให้ชั้นดูแย่!!

ทรอย : เอิ่ม...กำลังจะบอกอยู่ว่าจะพาไปส่งให้ไปเสียแล้ว…



ทั้งคู่จากทรอยไปอย่างไร้ที่จุดหมายโดยไม่ฟังคำพูของทรอยตอนช่วงท้ายด้วยซ้ำ
สองนักผจญภัยเริ่มเดินทางออกจากเมืองอัญมณีจนมาถึงเส้นทางแปลกๆซึ่งมันคือถนนสีรุ้ง
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมันก็เป็นรุ้ง แม้จะมองไกลสุดหูลูกตาก็ยังเป็นสีรุ้งเห็นได้ชัด
จนกระทั่งทั้งคู่เจอป้ายชี้เส้นทางไปยังเมืองออส ทำให้รู้ทันมีว่าพวกเขากำลังมาถูกทางแล้วนั่นเอง
ทั้งคู่ไม่เอะใจอะไรมากนอกจากเดินตามเส้นทางปละหลาดนี้ไปอย่างเงียบกริบหลังไล่กันมาสักพักนึงแล้ว



โดโรตะ : เฮ้อ...เหนื่อยชะมัดเลยแฮะไล่นายที

เซโต้ : ฉันกับนายยังห่างกันไกลเกินเอื้อม

โดโรตะ : กะก็แหงหล่ะ นายเล่นตีลังกากระโดดนู่นนี่แถมยังหาช่องทางหนีได้อีก...หมาหรือนินจาเนี่ย?

เซโต้ : ชักเบื่อถนนรุ้งและ ไปทางอื่นบ้างดีกว่า

โดโรตะ : ดะเดี๋ยวสิ! มันจะมีทางอื่นให้ไปได้ไงในเมื่อทางนี้เป็นทางเดียวที่ไปยัง
เมืองของพ่อมดออสได้น่ะ?

เซโต้ : ไม่ลองไม่รู้



แค่เดินจากออกจากตัวเมืองอัญมณีเพียงแค่เศษหนึ่งส่วนเก้าจุดแปดเจ็ดหกห้าถ้าปัดได้ก็จะเป็นเศษสอง
เซโต้เริ่มเบื่อหน่ายกับการเดินทางจึงออกจากเส้นทางหลักไปยังทางอื่นเสียแทนซึ่งโดโรตะเองก็ต้องทำใจตามคู่หู(ไม่ทางการ)
ตามไปด้วยเพราะไม่อยากทิ้งให้มันนั้นอยู่ตัวคนเดียว



ซิกๆๆ! ใครวะนั่น?



เซโต้เดินเข้าไปในป่าลึกจนมาถึงทุ่งหญ้าหนาทึบแห่งหนึ่งซึ่งต่างจากทางที่ตัวเองเดินโดยสิ้นเชิง
สภาพโดยรอบนั้นทั้งมืดและมีหมอกบางๆจับตัวระหว่างทางอย่างเห็นได้ชัด
โดโรตะวิ่งเข้ามาคว้าตัวเซโต้ไว้ได้และพยายามดึงกลับเส้นทางเดิมแต่เจ้าตัวกลับไม่ทำซะงั้น



โดโรตะ : กลับเถอะน่าเซโต้ที่นี่มันน่ากลัวชะมัดเลยแฮะ!

เซโต้ : กลัวหรือไงกันหละถามจริง?

โดโรตะ : มะไม่ได้กลัวสักหน่อย! ก็แค่ไม่อยากออกนอกเส้นทางเท่านั้นเอง

?? : ช่วย~ ด้วย~

โดโรตะ : แว้ก! ผีหลอกๆๆ!!

เซโต้ : ฮะเฮ้ยปล่อยเว้ย! ไอ้ซากุระไม่แตกบาน!

โดโรตะ : อย่าเรียกแบบนั้นนะเฮ้ยเดี๋ยวคนดูเข้าใจผิดหมด!
(ผู้แต่ง : ...เอ็งเรียกซะเห็นความจริงหมดเล้ยไอ้แซม)

?? : ช่วย~ ที~



ทั้งสองสหายค่อยๆเดินเข้าไปหาต้นตอเสียงมากขึ้นเรื่อยๆจนไปพบกับหุ่นฟางตัวหนึ่งซึ่งถูกผูดมัดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
เอาไว้ตรงเสารูปร่างเหมือนกับเสาไว้สำหรับปักหุ่นไล่กา



เซโต้ : เอ่ยนามมา ก่อนจะเอาน้ำมันราดใส่ตัวแล้วเผาในฐานะเป็นแม่มด

?? : ช่วยก่อนสิ~ ชั้นโดนแขวนง้องแง้งมานานแล้ว~

โดโรตะ : หุ่นไล่กาอะไรเนี่ยพูดได้ด้วย? เซโต้มีความเห็นไหม?

เซโต้ : มี...เบนซินหรือปิโตเลียมดี?

?? : เห้ย!! ช่วยกูก่อนกูไม่อยากตาย!

โดโรตะ : เอ๋าบอกชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนดิเดี๋ยวแก้มัดให้

คาริส : เออๆก็ได้อีสาวดุ้น ชื่อว่าคาริสช่วยแก้มัดที! ไม่อยากตายตอนนี้! (คริสเตียนจากฟิค Z.S.S. แสดงเป็น คาลิสหุ่นไล่กาไร้สมอง)



คาริส หุ่นไล่กาเดิมทีนั้นไม่มีอะไรอยู่ในสมงสมองแม้แต่น้อยเพราะโดนน้องสาวกรวงสมองจนหมดเละเทะ
เนื่องจากหิวความรู้(หรือหิวผู้ชาย? .-.)ได้เข้าสอบที่ต้องการสำเร็จแต่ต้องสูญเสียพี่แสนฉลาดไปในที่สุด
แต่หารู้ไม่ว่า...มันมีสิ่งที่เรียกว่าเบื้องหลังแห่งความเป็นจริงซ่อนเอาไว้อยู่



-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-* (นอกเรื่อง) -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

ณ ห้องสำนักงานแห่งหนึ่งในสตูดิโอ


ผู้แต่ง : อืม...เลือกยากจริงๆ *มองดูรายชื่อคนอาสาสมัคร*

มิสเตอร์ A : ได้คนแสดงหรือยัง?

ผู้แต่ง : ยากสิเคสนี้...มีทั้งสามคนให้เลือกแหน่ะแถมแต่ละตัวก็ใช้ได้ด้วยหละ

มิสเตอร์ A : ก็ต้องเลือกตัวที่ไม่จำเจหน่อยหละเพราะยังไงเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคนๆนั้นอยู่แล้ว

ผู้แต่ง : อืมนั่นสิ ว่าแต่อีเปรตสองตัวนั่นมันหายไปไหนแล้ว? บอกให้ไปพามาตามลิสที่ให้มาแท้ๆ

มิสเตอร์ : เห็นบอกไปบุกฐานอยู่สองฐานใหญ่เพื่อไปพาตัวมาซึ่งเจ้าตัวที่เธออยากได้นั้นก็ระดับบิ้กบอสทั้งงั้น
แล้วนี่ขออนุญาติเจ้าของยังเนี่ย?

ผู้แต่ง : หู้ย!! ไม่ต้องห่วง! พวกเขาร่วมมืออยู่แล้วหละ...เพราะยังไงพวกเขาก็อยากจะเห็นความฮาและความหายนะที่ส่งผลออกมาอย่างน่าวะพรึงกลัว หึๆๆฮ่าๆๆ! *หัวเราะอย่างชั่วร้าย*

มิสเตอร์ A : ...จะไปลากมาให้แล้วกัน


ณ บ้านตระกูลล็อคฮาร์ด


มิสเตอร์ A : ที่นี่สินะ *เคาะประตูเรียก*

ลูเซีย : ค่ามาแล้วค่า! *เปิดประตู* สวัสดี...อ้าวไปไหนแล้วหละ?

มิสเตอร์ A : *วิ่งด้วยความเร็วสูงไปยังชั้นสองซึ่งมีเป้าหมายให้ตามล่าแล้ว*

คริสเตียน : เวรจริงๆลูเซีย...นี่มาเช่าหนังอนิเมะมาดูเป็นตับอีกแล้วหนังสือหนังหาไม่อ่านเล้ย

มิสเตอร์ A : ดีและที่ไม่ได้เอาสาวกโอตาคุมาร่วมวง *ห้อยหัวอยู่ด้านบนเป้าหมายก่อนจะกระโดดเอากระสอบทรายรวบตัว*


พรึบ!!! เฮ้ยเล่นอะไรเนี่ยลูเซียปล่อยเว้ย!!! หวอออ!!!!!!


ลูเซีย : เอ๋าพี่คริสเตียนไปไหนแล้ว อุส่าห์จะลากมาดูอนิเมะอีกสักเรื่องเสียหน่อย...แล้วใครโดนหามส่งรถพยาบาลแล้วหละนั่น?

คริสเตียน : *โดนทั้งมัดมือมัดปากมัดเท้าครบทุกส่วน* มม!! มม!!!!! (ปล่อยผมออกป๊ายผมทำอะไรผิด!!!!?)

minelife : บายพ่อคนเก่ง...ได้เวลาไปดูแลน้องสาวนายแล้วฮึๆๆๆฮ่าๆๆ!!

ผู้แต่ง : เอิ่มมม..…ขอให้ความฝันเป็นจริงก็แล้วกัน


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


โดโรตะ : ผมไม่ใช่สาวดุ้นนะ! ผมแค่ไม่มีเสื้อผ้าใส่เท่านั้นเอง!

เซโต้ : เผาทิ้งซะเลยจะดีไหมไอ้หุ่นปากมาก

คาริส : นี่ก็เอะอะอะไรก็ตะเผาอีท่าเดียวเลยวุ้ย! ฟังกันก่อนเซ่!


ท้ายที่สุดเซโต้ตัดสินใจที่จะไม่เผาคาริสเพราะพูดมากเกินกว่าเหตุ(เหอ?)แต่ปล่อยออกมาตามคำบัญชาของโดโรตะแต่โดยดีและออกจากที่นั่นอย่างไว




คาริส : รอดตายแล้ว...ขอบใจพวกนายทั้งสองคนมากๆเลยแฮะ

โดโรตะ : แล้วนายมาทำอะไรที่นี่กันหละ? อย่าบอกนะว่าจะเดินทางไปยังอาณาจักรของพ่อมดออสด้วยน่ะ?

คาริส : เออใช่น่ะสิ ฉันสูญเสียที่เรียกว่าสมองไปทำให้กลายมาเป็นหุ่นบื้อๆอย่างที่เห็น

เซโต้ : เลยอยากจะไปขอให้ออสเอาสมองใหม่มาให้เพื่อที่จะได้ฉลาดขึ้น? เหลือเชื่อจริงๆ

โดโรตะ : อะเอิ่มอย่าไปใส่ใจมันเลยนะครับ นั่นเซโต้ ผมโดโรตะ พวกเราทั้งคู่ก็เดินทางเพื่อกลับบ้านเหมือนกัน

คาริส : โอ้วพอดีเลยแฮะ ถ้างั้นร่วมเดินทางไปด้วยกันดีกว่าจะได้ปลอดภัยขึ้นเยอะ

เซโต้ : เอาที่สบายใจ ยังไงเป้าหมายวันนี้คือกินกาแฟอยู่แล้ว

คาริส : เดี๋ยวนะหมาที่ไหนเขากินกาแฟกันเล่า?

เซโต้ : อยู่นี่ไงคนที่อยากกิน



พรึบ!!! จ้ากกก!! ร้อนๆๆๆ!!! เซโต้!!! โทษทีมือมันลื่น




เพราะทนคำถามเรื่องกาแฟไม่ไหวเซโต้จึงจัดไปหนึ่งบทเพลงโดยการเอาไฟแช็คจากไหนไม่รู้จุดฟางของหุ่นตัวนี้จนไหม้ลามก้น
โดโรตะรีบเข้าไปช่วยดับไฟก่อนที่ก้นจนสุกได้ที่พร้อมรับประทาน(มันเกี่ยวไหมเนี่ย?)
พอเดินออกจากบริเวณนั้นไม่นานนักทั้งสามคนไปเจอกับสิงโตตัวหนึ่งซึ่งกำลังนั่งเหงาหงอยอยู่คนเดียวกลางทางเดิน



คาริส : วะเหวอ! สิงโตตัวบะเล่งเต้งเลยเว้ย!

โดโรตะ : ถึงจะสิงโตก็เถอะแต่ทำไมมันถึงเหงาหงอยแบบนี้เสียหละ?

เซโต้ : !? ระวัง!



ฟิ้วๆๆ!!! ตึง!! ฉึกๆๆ!!! จ้ากก!! อีกแล้ว!!!



ทันทีที่เซโต้เดินเข้าไปใกล้มันก็เอาเข็มขนาดใหญ่หลายแท่งปาใส่พวกที่มารบกวนทันที
โชคดีของเซโต้ที่ไหวตัวทันจึงจะโกนเตือนให้โดโรตะกับคาริสหลบเข็มบินเป็นโหล
แต่โชคร้ายของคาริสที่หลบไม่ทันดั้นไปเสียบที่ก้นอีกตามเคย(ซ้ำเคราะห์กำของแท้)เพราะไม่มีสมองให้คิดว่าควรจะหลบทางไหน
ส่วนที่เหลือก็หลบตามเสต็บที่ตัวเองเรียนมาและเข้าไปปะทะกับเจ้าสิงโตนั่นทันที



โดโรตะ : นายกล้ามากที่เข้ามาทำร้ายพวกเราน่ะ!

?? : ชะชั้นกลัว อะๆๆอย่าๆๆเข้ามานะ!

เซโต้ : นึกว่าอะไร แค่คนใส่ชุดสิงโตและ...ขี้กลัวอีกด้วย

คาริส : ก่อนจะคุยอะไรกันช่วยดึงเข็มออกที๊! มันเจ็บ!!

เซโต้ : มีสมองดึงเองซะบ้างจะได้มีความคิด

โดโรตะ : เฮ้เป็นผู้หญิงนี่...ทำไมถึงมานั่งเศร้าหงอยอยู่คนเดียวหละ?

ลูก้า : ชะชั้นชื่อลูก้า..ชั้นหลงทางมาที่นี่ละแล้วฉันกลัวเหลือเกิน (ลูเซียจากฟิค Bloody Night แสดงเป็น ลูก้าสิงโตไร้ความกล้า)

เซโต้ : ดูเหมือนจะมีความแม่นยำสูงอยู่นะ เล่นปักเข็มยังกะเข็มฉีดยาใส่ก้นของมัน

ลูก้า : คะความจริงแล้วชะชั้นน่ะเคยกล้ามากกว่านี้ ตะแต่อะไรไม่รู้ความกล้ามันหายไปหมด..ละเลยกลัวเหลือเกิน
(ในความคิด : หึ...ไอ้พวกงี่เง่า)

คาริส : มะมันควรจะภูมิใจไหมเนี้ย!?

โดโรตะ : ถ้างั้นก็ไปกับพวกเราสิ! พวกเรากำลังเดินทางไปหาพ่อมดออสเขาต้องให้ความกล้ากับเธอได้แน่ๆ!

ลูก้า : จะจริงหรอ? งะงั้นขอบคุณมากๆเลย!
(ในความคิด : ติดกับเสียแล้วพวกเธอ...ได้เวลาล่าเวทมนต์ที่เจ้าเฒ่านั่นเก็บไว้เสียที)

คาริส : เพื่อความรู้และสมองที่หายไป!

โดโรตะ : เพื่อเส้นทางเดินทางกลับบ้าน!

เซโต้ : กาแฟอยู่ไหน?

ลูก้า : ….อะเอิ่มเธอนี่นะเจ้าหมาน้อยกินกาแ-



หมับ!! อู้!!!



โดโรตะ : ปะไปกันดีกว่าเนาะๆ ดะเดี๋ยวโดนเล่นงานเอานะแหะๆๆ!

ลูก้า : ละเล่นอะไรหรอ? ชี้นยังไม่รู้เรื่องเลย?
(ในความคิด : แสดงว่าพวก H.S. ส่งสปายมาที่นี่หรอกรึ? อยากจะรู้จริงๆว่ามันเป็นใคร)

คาริส : หะเห้ยเดี๋ยวก่อนช่วยเอาเข็มออกทีลูก้า!

ลูก้า : ชะชั้นกลัวน่ะ...มะๆๆไม่กล้าดึงออก!

เซโต้ : งั้นจัดไป



ฉึก!!! จ้ากกกก!!!!!



หลังจากเหตุการณ์อันแสนวุ่นวายมาอย่างที่ไม่คาดคิดอยู่นั้นเองทั้งสี่คนเดินทางไปด้วยกัน
ตามเส้นทางสีรุ้งจนมาถึงสถานีแห่งหนึ่งซึ่งเหมือนจะเป็นสถานีป้ายรถเมย์หรืออะไรบางอย่าง
ที้งหมดจึงหยุดพักกันชั่วคราวโดยเพราะหุ่นไล่กาไร้สมองอย่างคาริสนั้นยิ่งต้องการยารักษาดีๆสักแสนล้าน
มารักษาก้นของตัวเองก่อนจะลามมาเป็นริดสีดวง



โดโรตะ : เอิ่ม ของแบบนี้มันมาอยู่ในเรื่องแบบนี้ด้วยหรอเนี่ย?

เซโต้ : รถเที่ยวต่อไปมาตอนช่วงค่ำ ถ้าอยากจะขึ้นก็ต้องรอหละ...ไม่มีกาแฟให้กินตามเคย

ลูก้า : อะเอ๋? กะๆกลางคืนหรอกหรอ? ชะชั้นกลัวนะ!

คาริส : โอยยแมร่ง...ก้นฉันระบมไปหมดแล้ว

โดโรตะ : ถูกของลูก้าแฮะ เราเดินต่อไปช่วงกลางคืนไม่ได้ซะด้วยสิมันน่ากลัวชะมัด

เซโต้ : รอสินะ ถ้างั้นจะทำอะไรตอนว่างหละ?

ลูก้า : ละเล่นไล่จับกันดีไหม? ชะชั้นชอบเล่นมากๆเลยหละ

เซโต้ : ซ่อนหาดีกว่าไหม? จะได้ทำคนหายไปด้วย?

ลูก้า : อะเอ๋!? มะๆๆไม่เอาไม่อยากหายตัวกลัวแล้วๆ!
(ในใจของนาง : ชิ เจอไอ้ปากเก่งอีกแล้วถ้ามาอยู่ในโซนฉันเมื่อไหร่…
นายจะเป็นศพรายแรกแน่ๆเมื่อกลับไปถึงที่นั่น)

คาริส : ถะถ้างั้นก็เอานี่ไปฆ่าเวลาก่อนแล้วกันเนอะ!



คาริสรีบแจกม้วนห่อกระดาษใส่หญ้ากับดอกไม้นานาชนิดเอาไว้เหลือแค่จุดให้กลิ่นควันสุดหอมฟรุ้งฟริ่งนั้นออกมา
แต่แล้วก็มีคนค้านจนได้เพราะสิ่งที่คาริสเอามาให้ฆ่าเวลานั้นมันคือ…



เซโต้ : ถึงว่าทำไมนายถึงไม่มีสมอง เพราะของแบบนี้เอง

โดโรตะ : เห้ย! กัญชา!!

ลูก้า : ...กัญชาน่ากลัว!

คาริส : พวกบ้า!! มันไม่ใช่กัญชาสักหน่อยมันคือสมุนไพรแบบพิเศษ! สูบทีหายเครียด!
(ผู้แต่ง : ดูยังไงมันก็คือกัญชาเฟ้ย! .-.)

เซโต้ : เอาไฟแช็คไปเลยจะไปนั่งเฝ้าเวรให้ เห็นแล้วเพลีย

โดโรตะ : มะๆๆไม่หละ! ผมไม่สูบของพวกนี้หรอกยกเว้นกินเหล้าจิบไปแบบพลางๆก็โอแล้วหละ

ลูก้า : ถะถ้างั้นก็เก็บไว้กับตัวแล้วกัน...มะมันน่าสงสัยดี

คาริส : แต้งกิ้วเว้ยเจ้าหมาแสนรู้ เอ้าวิธีมันสูบเอ้ยรมควันเจ้านี่มันง่ายมากเลยนะ

ลูก้า : ละๆแล้วทำไงหรอ?

คาริส : ทำตามเลยนะ เอ้าซู้ดดดด!!


https://youtu.be/D391U3AQn1o
(กดเข้าไปเพื่ออรรถรสอันดีงามและนึกภาพออก)


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-* (นอกเรื่อง) -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


ผู้แต่ง : เห้ยเดี๋ยวๆๆๆ!! คัท! คัท! คัท! มาสูบอะไรกันในฉากแสดงเห้ย!

คริสเตียน : เอ๋าในเมื่อเอาของพวกนี้มาทั้งทีก็ต้องแสดงให้มันเนียนหน่อยสิเว้ย!

อายุตะ : นี่ถ้าไม่บอกว่ามันคือการแสดงนี่ผมจับคุณข้อหามีสิ่งเสพติดแล้วละนั่น

ลูเซียจาก BN : สายเขียวชัดๆ

คริสติน : บัดโธ่ว!

ผู้แต่ง : อย่าให้ใช้จริงๆหละไม่งั้นฟ้องทางบ้านแน่ๆเลยยายน่ะ…ไปๆ! ไปประจำฉากต่อไป!

แซม : ไปโทษคนเอามาสิ จบแล้วขอกาแฟกินด้วยแล้วกัน

ผู้แต่ง : โชคดีที่การแสดงครั้งนี้เอาคนที่ยังไม่ไอ้แสดงมาเล่นไม่งั้นวุ่นวายกว่านี้...ใช่ไหมพวกนาย...เห้ยพวก..

มิสเตอร์ A,B,C : Whoaaa Hooooo~ (เอาซาวประกอบที่แปะลิ้งคืไปเปิดอีกรอบเพื่ออรรถรสอันดีงาม)

ผู้แต่ง : เห้ยไอ้พวกนี้!!


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-



เวลาย่นหายไปในสายหมอกหนาทึบพร้อมกับความมืดเข้ามาปกคลุม
ยังมีแสงไฟจากป้ายสถานีไว้คอยเป็นเพื่อนเล่น ทั้งสี่สหายกำลังฆ่าเวลาอย่างอดทน
จนกระทั่งกลับมีบรรยากาศความหลอนปรากฎออกมาหลายครั้งจนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่นี่คือถนนสายรุ้งหรือไม่



โดโรตะ : นี่เซโต้นายแน่ใจแล้วนะว่ารถมารอบต่ำเนี่ย?

เซโต้ : ใกล้แล้วทนหน่อยสิ อีกอย่างชักอยากจะหาอะไรกินตอนช่วงดึกจริงๆ

คาริส : อูยซี้ดเลย เจ็บก้นแถมยังต้องมารอแบบนี้อีก

ลูก้า : อะอ๊ะนั่นใช่ป่าวรถที่ว่าน่ะ?

โดโรตะ : ร..รถอะไรเนี่ย??



เอี้ยดดด! ฮี้ๆๆ!!!



ปรากฎว่ารถที่มารับผู้โดยสารประจำนั้นกลับเป็นเกวียนม้าโบร่ำโบราณและยังเก่าอีกต่างหาก
สภาพเกวียนดูไม่ได้,ม้ายังไม่ได้มาตรฐานในการรับความปลอดภัย,แถมคนขับรถม้าคันนี้นั้นกลับเป็นคนที่โดโรตะรู้จักอย่างดีเพราะเขาคือ…



โดโรตะ : ทรอย? นายรับจ้อบเสริมหรอเนี้ย??

ทรอย : เอิ่ม...เรารู้จักด้วยหรอ?

เซโต้ : ลืมไปแล้วหรือไง? โดโรตะสาวดุ้นคนเดียวในตระกูลอันชื่อสมเกียรติ?

ทรอย : อ้อ! แม่สาวน้อยรองเท้าทับทิมสีแดงนี่เองแฮะเจอกันจนได้นะ!

คาริส : อุ้บ!! แมร่งเอ็งคือสาวดุ้น!?

ลูก้า : ขะเขาเนี้ยนะ? ผู้ชาย..ชายจริงๆนะ!?

โดโรตะ : บัดโธ่วเซโต้! นายทำให้ทุกคนเข้าใจผิดไปหมดเลย!

เซโต้ : ค่าปิดปากกาแฟเข้มข้นสองแก้วจ่ายมา

โดโรตะ : นี่มันปล้นสดมกันชัดๆเซโต้!

เซโต้ : เออแค่ล้อเล่น...ฉันล้อเล่นน่ะเรื่องสาวดุ้นมันแค่ชื่อฉายามันเฉยๆ

คาริส : อ๋ออออ...โอเคมันแค่ชื่อฉายาฮ่ะๆ!

โดโรตะ : อะแฮ่มทรอย ช่วยอธิบายเสียที

ทรอย : ผมบอกแล้วไงว่าผมเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่คนขับรถม้าส่งคนน่ะ
ที่จริงตอนมาก็เจอคนขับรถม้านะแต่เหมือนจะเจอแต่รถของเขาแค่นั้น ตัวกับม้าหายไปไหนก็ไม่รู้สิ

โดโรตะ : ขนพวกเราไปแบบนั้นมีหวังรถนายพังก่อนถึงเมืองพ่อมดออสแน่ๆ

ทรอย : ถ้าจะหาของมาซ่อมหน่ะซ่อมได้ แต่ต้อง...เข้าไปในนั้น



ทรอยชี้เข้าไปในเส้นทางป่าซึ่งห่างจากเส้นทางของถนนสายรุ้งตัวนี้
บรรยากาศช่างน่ากลัวกว่าตอนช่วงเช้าอย่างมาก หากไม่บอกว่ามีอะไรในนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งแน่นอน



ทรอย : ผมได้ยินมาว่าในนั้นมีคนซึ่งลักษณะคล้ายกับหุ่นยนต์อยู่ในนั้น รอคนมาเยือนถึงที่เพื่อชำแหละฆ่าสยองง~

ลูก้า : มะๆไม่เอา!! ชั้นกลัวแล้ว!!

เซโต้ : ชายกับม้าดวงซวยคงจะโดนอีกรายนึงถ้าขอเดา

โดโรตะ : ตะแต่ใครจะกล้าเข้าไปในนั้นหละในเมื่อมีข่าวลือซะแบบนี้

ทรอย : แต่ในนั้นมันมีของที่พอจะซ่อมรถเกวียนนี้ได้นะ ถ้าไม่เอามาก็ต้องทำใจเดินเท้าเปล่าสถานเดียวหละ

คาริส : ไม่กลัวหรอกวุ้ย! ก็อีแค่ป่าบ้าๆกับหุ่นยนต์ผีโรคจิตที่ชอบออกมาอลาวาตในป่าเท่านั้น!
แค่นี้มันไม่ทำให้ชั้นคนนี้กลัวหรอกว่ะฮ่าๆๆ!!

เซโต้ : สมองมันไม่มีปล่อยมันพล่ามไปเถอะ

คาริส : แกก็แค่หมาน้อยขี้กลัวพอๆกับไอ้ลูก้าหละว้า! ทำเป็นเก๊ก! สุดท้ายก็ไม่กล้าเข้าไปสิท่า!
(ผู้แต่ง : มันเมากัญชาชัวป้าบ =_=)

โดโรตะ : ฮะเฮ้ย! อย่าไปประชดใส่มันแบบนั้นสิเดี๋ยวมันเข้าไปในป่าหรอก!

ลูก้า : ชะชั้นก็กลัว! ตะแต่ถ้านี่คือหารทดสอบจะไปหาพ่อมด...นะนั่นหละก็ชะชั้นต้องเอาชนะคว-ความกลัวนี่!

ทรอย : เอิ่ม...ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกคุณจะคิดยังไงก็แล้วแต่...หมานายไปไหนแล้วหละ?

โดโรตะ : …..พูดไม่ขาดคำเลยเว้ย!!! ทั้งคู่อยู่นี่แหละไม่ต้องตามมา!!!



โดโรตะรีบวิ่งตามหาสัตว์เลี้ยงตัวเองที่หายจ้อยเข้าไปในเมฆกลีบ(ป่าต่างหาก -*-)
เมื่อเข้ามาในป่าแห่งนี้นั้นก็พบกับต้นไม้หลายต้นถูกโค่นลงมาอย่างน่ากลัวและบางต้นยังมีรูโบ๋ให้เห็นชัดเจน



โดโรตะ : เซโต้นายอยู่หนาย!? ถ้านายกลับมานี่จะเลี้ยงกาแฟให้เลยเอ้า!

?? : ฉันอยู่ที่ไหน!?

โดโรตะ : จ้ากก!!



จู่ๆกลับมีร่างปริศนานายหนึ่งนั้นเผยกายออกมากลางทุ่งดอกไม้ลาเวนเดอร์(มันมีด้วยหรอ? .-.)
จากลักษณะของมันแล้วนั้นส่วนหนึ่งของร่างกายของมันนั้นคือมนุษณ์อันคุ้นเคยแต่กลับมาร่างกายบางส่วนอย่างแขนและขา
เป็นเหล็กหนาเตอะหากใครใกล้มันคงจะเละไม่เป็นชิ้นดี



โดโรตะ : ยะอย่าทำอะไรผมนะ!

?? : นี่เอ็งสติครบส่วนหรือเปล่าเนี่ย?

โดโรตะ : ทำไมหละ?

?? : มึงเล่นแต่งหญิงซะครบเครื่องยิ่งเป็นรองเท้านี่ยิ่งใช่

โดโรตะ : เขาบังคับให้ผมแต่ง!!

เซโต้ : บอกแล้วว่านายใส่ชุดนี้ไปงานนี่ไม่มีใครจำนายได้หรอกน่า

โดโรตะ : เซโต้! อย่าพูดให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดเซ่! แล้วนายหายไปไหนมาเนี่ย!?

?? : เซโต้!!?

เซโต้ : !? เวรแล้วไง!



เมื่มันเห็นเซโต้ถึงกับรีบเปลี่ยนเป้าหมายไปทันทีราวกับว่าตามหารายนี้มานานแสนนานแล้ว
และแล้ว…



ตุบตับๆๆ!!!! หยุดเลยหยุด!!!



โดโรตะ : พอก่อนเลยทั้งคู่! ทำไมต้องมาตีกันด้วย...อะอย่าบอกนะว่าคนๆนี้ที่นายบอกว่า..
คือคนบ้าเลือดซาดิสที่จะมาเอาชีวิตนายน่ะเซโต้?

เซโต้ : ถูกทุกประการ



โป้ก!!! โอ้ย!!!



?? : มึงนี่ยังจะปากหมาใส่อีกนะไอ้เวรตะลัย!

โดโรตะ : อะอั่มไม่ได้ขัดจังหวะการทะเลาะหรอกนะ อย่างน้อยรบกวรช่อยบอกชื่อทีสิว่าชื่ออะไรน่ะ

โรซาน : โรซาน...ชั้นมาจับไอ้เวรนี่เข้าตารางข้อหาทำแขนพังไปหนึ่งชิ้น
(เร้ดวูลฟ์จาก Dead Epidemic แสดงเป็น โรซานไซบ็อคไร้หัวใจ)



โรซาน เดิมทีนั้นเคยเป็นคนอารมณ์ดีและมีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจอยู่ตลอดเวลา
แต่แล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมนั้นทำให้ต้องเสียร่างกายไปบางส่วนพร้อมกับหัวใจแห่งความรู้สึกออกไป
ถึงจะได้รับการฟื้นฟูแล้วแต่ก็ต้องมาล่มจมประสบปัญหาชีวิตข้าวยากหมากแพงเงินเฟ้อจุดแน่นเสียด
กินอีโนก็ไม่หาย(ไอ้หลังๆนี่มันไม่ใช่และ)
เพราะมีมารผจนอย่างเซโต้ เข้ามาป่วนชีวิตและล่าสุดก็ทำผลงานไปคือแงะชิ้นส่วนแขนเหล็กของตัวเองออกมาจนต้องมาไล่กันยันจนบัดนี้...เอวัง...



โดโรตะ : โอ้โหเซโต้นายมันหมาดื้อ!

โรซาน : เห็นได้ยินพวกแกทั้งคู่จะไปเมืองออสหรอ? งั้นก็ดีจะแวะไปเอาของหน่อย

เซโต้ : หรืออยากหาที่เสพถามจริง?

โรซาน : มึงอยากโดนอีกสักป้าบไหม!?

เซโต้ : ก็มาสิเห้ย!

โดโรตะ : พอเถอะคร้าบ!!



แม้จะมีปัญหากันบ้างระหว่างสองคนนี้ท้ายที่สุดโรซานขอร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมกับจับตามองเซโต้ตลอดเวลา
เมื่อกลับมายังเส้นทางเดิมและเอาของไปซ่อมรถเกวียนของทรอยเสร็จสิ้นทรอยจึงอาสาพาพวกเขาไปส่งให้ฟรีไม่คิดค่าธรรมเนียม

ถึงกระนั้นมันยังมีเรื่องราวลึกลับที่เป็นปริศนาว่า นักเดินทางที่ไร้ของรักพึงหวงอีกองรายนั้นมาได้อย่างไร


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-* (นอกเรื่อง) -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


มิสเตอร์ A : พวกนั้นกลับมาแล้วอย่างสภาพปางตาย

ผู้แต่ง : เดี๋ยวๆๆ ทำไมมันถึงปางตายใครไปล่าใคร?

มิสเตอร์ B : อูยย...มาแล้วว *เดินกลับเข้ามาในสภาพผ้าพันแผลเกือบทั้งตัว*

ผู้แต่ง : โอ้โหถามจริงเอ็งพาใครมา?

มิสเตอร์ B : เฮียแกเขาดื้อสุดๆ ขนาดแอบเข้าไปในฐานได้แล้วยังรู้ตัววิ่งไล่ล่าจับตั้งแต่ชั้นใต้ดินยันดาดฟ้าคิดดู
แถมระบบการทำงานยังดีเยี่ยมอีกในทีมจนต้องใช้วิธีทำให้ตีแตกสามัคคีกันเองแล้วรีบลากเฮียแกมา…
สมกับคำว่าบิ้กบอสจริงๆคนนี้

ผู้แต่ง : แล้วแกใช้วิธีไหนในการลากเฮียมาได้?

มิสเตอร์ B : ปลอมเป็นคนที่เฮียแกเขาเป็นห้วงห่วงที่สุดพร้อมกับใส่เอฟเฟ็คปางตายเล็กน้อย ปลากินเหยื่ออย่างไวและรีบพามาถึงที่! โชคดีโดนต่อยแล้วซี่โครงไม่ร้าวอูยยย~

มิสเตอร์ C : อีเรื่องคับขันแบบนี้เอ็งฉลาดจังนะเฟ้ย!

มอสเตอร์ B : แล้วแกลากบิ้กบอสนางลูมาได้ยังไงหละถามจริง?

มิสเตอร์ C : ง่ายมากเลย แค่ส่งข่าวให้นางว่ามีพวก H.S. เข้ามาโจมตีฐานลับนางเลยมาตามคำบัญชาของพวกอวุโส
เดอนมาอย่างชิวๆพร้อมกับมาร่วมวงอย่างง่ายดาย

มิสเตอร์ B : บัดโธ่ว! น่าจะตามนางมาตอนแรกยังจะดีกว่าอีก!

-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-



ไม่นานหลังจากได้สมาชิกเดินทางเข้ามาอีกคนและทำการช่วยซ่อมรถเกวียนให้เรียบร้อย
ทรอยจึงอาสาไปส่งหน้าประตูเมืองของพ่อมดออสตามคำขอและจากไปในที่สุด
เมื่อทั้งหมดมาถึงจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของพ่อมดออสแบบไม่ลังเลเพื่อจุดประสงค์ต่างกันไป



โดโรตะ : แปลกจังแฮะ...ถึงจะเข้ามาข้างในแล้วก็จริงเถอะแต่ว่า ทำไมมันเงียบกริบซะ

ลูก้า : ชะๆๆชั้นกลัวจัง!

คาริส : นี่นะหรอปราสาทของพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่น่ะ? แล้วเจ้าตัวไปไหนแล้ว?



ครืนน!!! เห้ยมาจากไหนกันเนี้ย!? ตึง!!!



แต่แล้วกลับมีหุ่นยนต์ออกมาจากหลังผ้าม่านเกือบสิบกว่าตัวได้ค่อยเดินตรงดิ่งมาหาพวกของโดโรตะราวกับว่าพวกเขานั้นเป็นผู้บุกรุก



โดโรตะ : ทุกคน!!

เซโต้ : กับดักแสนคลาสสิค

คาริส : ลูก้า,โดโรตะช่วยที๊ไม่อยากตายตอนนี้!!

โรซาน : นี่คิดจะแกล้งชั้นอีกรึไงไอ้หมาโง่?

เซโต้ : ทำได้ป่านี้คงไม่มาติดอยู่ด้วยกันหรอก!

โดโรตะ : พวกมันเยอะเกินไป….กะกลัวชะมัด

ลูก้า : โดโรตะ?

โดโรตะ : ฟ-ฟังนะลูก้า ทุกคน...มีความกลัวด้วยกันทั้งงั้น แต่ถ้าไม่ฝ่ามันไปก็คงจะอยู่กับที่...ตะแต่ฉันก็กลัวเหใอรกันนั่นแหละ!



โดโรตะเริ่มหลบไปข้างหลังของลูก้าและแสดงความกลัวออกมาสั่นสุดขีดจนลูก้าเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเธอ(เขา)คนนี้



คาริส : อุ้ยโหย๋ว! ฉากนี้มันสุดยอด

โรซาน : นี่นอกจากจะไม่มีสมองแล้วเรื่องแบบนี้นี่ไม่เว้นนะไอ้หุ่นไล่กาหัวงู

คาริส : เห้อย่าว่าผมว่าไม่มีสมองสิ!

ลูก้า : ฮัยย่าห์!! บ...บังอาจมากที่ทำให้สาวน้อยคนนี้กลัวให้อภัยไม่ได้!!
(ในความคิดของนาง : หุ่นยนต์รุ่นนี้มันการ์ดของฝั่งภาคีนี่ ขืนมีคนพบเข้ารับรองจบไม่สวยต้องเก็บกวาดให้ไว)

โดโรตะ : ผมไม่ใช่สาวน้อยสักหน่อยนะ! ก็แค่คนที่ถูกบังคับแต่งหญิงเท่านั้นเอง!

ทุกคนในกรงขัง : มึงน่ะใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่ามาเถียง!

ลูก้า : ลุยหละนะ!!!



ผัวะๆๆ!!! โครม!!!!



ไม่สิ้นจบประโยคลูก้ารวมพลังทั้งฟมดพุ่งเข้าใส่หุ่นยนต์เฝ้าพวกนี้จนเละเป็นโจ๊กแถมบางตัวยังไม่เหลือซากให้เห็น
นอกจากนี้แล้วเธอยังสนุกไปกับการไล่จี้บี้สังหารหุ่นพวกนี้อย่าไร้ปราณีจนเกือบทำให้โดโรตะผวาอยู่ชั่วครู่
และท้ายที่สุด หุ่นยนต์งหมดก็ถูกกำจัดโดยลูก้าเพียงคนเดียว



ลูก้า : หมดแล้ว...เห้อออ

โดโรตะ : ว้าวลูก้า เธอกำจัดหุ่นพวกนี้ได้!

ลูก้า : ชะชั้นหรอ? ทำไปตั้งแต่...เมื่อไหร่เนี่ย?

คาริส : เห้ยเสร็จแล้วก็มาช่วยที! ไม่อยากเป็นกระสอบทรายให้กับสองตัวนี้จะไฝว้อีกแล้ว!



โดโรตะกับลูก้ารีบเข้าไปช่วยทั้งสามคนออกจากกรงและเดินเข้าไปในปราสาทลึกขึ้นเรื่อยๆ
ในระหว่างทางก็มาเจอกับห้องๆหนึ่งเหมือนกับสวนดอกไม้อันน่าเลอโฉมจนน่าหลงใหล



โรซาน : แล้วเอ็งจะขออะไรกับพ่อมดออสหละลูกหมาน้อย?

เซโต้ : กินกาแฟ

โรซาน : หมาที่ไหนมันจะกินกาแฟ...อ้อลืมไปมีแต่เอ็งนี่แหละที่กินของแปลกๆ

เซโต้ : มาที่นี่คงไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวใช่ไหมถ้าขอเดาไอ้หุ่นกระป๋อง

โรซาน : แค่มาตามหาคนที่มันมาแกล้งทำให้ชั้นต้องมาตกวินาศกรรมที่นี่ แถมยังริบอาวุธไปหมดแบบนี้มันน่าฆ่าให้ตาย!

โดโรตะ : เอาน่าๆอย่าให้เรื่องนี้มันเข้ามาปั่นหัวเล่นเถอะนะ อย่างน้อยก็หางานอดิเรกทำสิ

ลูก้า : ดูสิ! ดอกไม้เต็มไปหมดเลย!

คาริส : โอ้เจ้าอย่างงี้ต้องรีบเก็บมาสูบเอ้ยดมให้ชื่นใจ!

โดโรตะ : หอมหวนยวนใจของแท้เลยหละ นี่สิทีเรียกว่าความหอมแบบธรรมชาติ

เซโต้ : ก็บอกอยู่ว่าแกเหมาะกับชุดนี้

โดโรตะ : พอเห๊อะเซโต้! ขอได้ปลดปล่อยบ้างคร้าบ!!

โรซาน : เป็นหรือไม่เป็นถามจริง?

โดโรตะ : ไม่ได้เป็นคร้าบ!!

โรซาน : เหม่ แล้วที่หยิบจับดอกไม่มาเป็นช่อแบบนี้จะเอามาล้อยเป็นพวกมาลัยหรือไงกัน?

โดโรตะ : มันคือวัฒนธรรมอันดีงามนะคร้าบ! ใช่ว่าผู้ชายจะทำไม่ได้นะ!
(ผู้แต่ง : ยอมรับมาเถอะว่าแกชอบของแบบนี้ 555+)



นั่นใครยะ!!? ซะซวยแล้ว!!



และแล้วความซวยบังเกิดขึ้นมาเมื่อพวกเขาทั้งหมดบุกรุกถิ่นใครก็ไม่ทราบแถมเจ้าตัวเดินมาทางนี้อย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดพยายามหาที่ซ่อนแต่ก็ไม่มีให้ซ่อนจนเจ้าของสวนคนนี้เดินเข้ามาอย่างไวซึ่งแต่งตัวมาอย่างครบคันในทางด้านรสนิยมหญิงชัดเจนมาก



เจ้าของสวน : เดี๊ยะเถอะหล่อนชะนีทั้งหลายย! กล้ามากที่เข้ามาในสวนโดยไม่รับอนุญาต!

คาริส : ป้าแกควรจะไปตรวจสมองก่อนไหมเนี่ยแต่งซะครบเครื่องขนาดนี้?

โรซาน : ไปโรงบาลดับจิตเถอะสภาพแบบนั้น

เจ้าของสวน : ยี๊!!! พวกผู้ชายแมนแท่งใช่ไหม!!? ชั้นเกลียดอีพวกตัวผู้!!

โดโรตะ : ดะเดี๋ยวนะนี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!? ถึงได้เกลียดผู้ชายขนาดนี้!?

เจ้าของสวน : ต๊ายย! แม่สาวน้อยผู้น่าสงสารแม่นี่ม่ะ!



จ๊ากก! เดี๋ยวก่อนๆๆ!! ม๊วฟ!!! อุบ!!! แมร่ง…!



ชาวสวนคว้าร่างของโดโรตะราวกับก้อนปุยนุ่นแล้วทำการประทับรอยจูบเข้าแก้มอย่างจังราวกับโชคชะตา
ใช่ว่าโดโรตะจะไม่ผะอืดผะอมกับเรื่องแบบนี้ ที่เหลือเองก็ชเนแม้ลูก้าเองก็ยังจะอ้วก



เจ้าของสวน : จะไปไหนกันหรอแจ๊ะ!? เดี๋ยวชั้นจะไปส่งให้นะ!

โดโรตะ : พะพวกเราอั่ม...กำลังจะไปหาพ่อมดออสน่ะแล้วเราหลงทาง

เจ้าของสวน : อุเหม่ทำไมไม่บอกหละจร๊ะที่รัก? ชั้นพาไปส่งถึงที่ได้นะจร๊ะแต่ว่า…

ลูก้า : อะ...ตะแต่ว่าอะไรหรอ?

เจ้าของสวน : พิสูจน์ให้ชั้นเห็นก่อนสิว่าพวกเอ็งไม่ได้เป็นชายแท้! ชั้นสัมผัสได้ถึงความเป็นหญิงของพวกชะนียังพวกหล่อน

โรซาน : ทำแบบนี้ฆ่าให้ตายยังจะดีกว่าซะอีกเฟ้ย!

เจ้าของสวน : ว่าไงนะ!!? นี่แกกล้ามาว่าชั้นว่าฆ่าให้ตายดีกว่าอย่างงั้นหรอกหรอยะ!?



ครืน!!! กรี๊ดดดดด!!!!



มาดามสวนดอกไม้(ขอเรียกแบบนี้แล้วกันเข้ากับนางดี =_=)เริ่มโมโหออกมาอย่างดุดันจนสั่งกลไก
ทำให้คลังแสงหลายอย่างมาจ่อตรงหน้าของกลุ่มของโดโรตะอย่างไร้ปราณี
แต่แล้วก็มัเสียงกรี้ดดังลั่นซึ่งไม่ใช่ของลูก้าแต่กลับเป็น...



มาดามสวน(เปลี่ยนชื่อใหม่เสียเลย) : ต๊ายยเธอ! ร้องซะเสียงหลงเลยนะคะชื่ออะไรหรอจร๊ะ?

คาริส : คาริส! ระเรียกปืนอาวุธหนักมาขนาดนี้ไม่ให้ร้องเสียงหลงก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว!

เซโต้ : เป็นอีกคนก็บอกมาเถอะ

มาดามสวน : งั้นก็เธอคนแรกก่อนเลยนะจ๊ะเอ้ามีอะไรก็โชว์มาได้เลย!

คาริส : เอาไงดีๆๆ….อะรู้แล้ว!



คาริสเริ่มเข้าตาจนอย่างหนักเพราะตัวเองเป็นชายแท้ไม่มีผสมเพิ่มเติมคือร้องเสียงหลง
จนกระทั่งเขากลับมีความคิดในการแก้สถานการณ์อันแยบยนเหล่านี้อย่างฉับพลัน
ถึงจะเสี่ยงแต่คงต้องขอลองสักตั้งเพราะยังไงไม่มีใครเห็นพวกเขาแสดงอยู่แล้วมีอะไรก็โทษเจ้าของตัวละครแล้วกัน
(ผู้แต่ง : เอ๊าให้ตายไปโบ้ยพวกนั้นอีกเอาเข้าไป =_=)



คาริส : ตะ...ตา...ต๊ายยย! มาดามข๋าอย่าพูดแบบนั้นสิคะ! พวกเราคือกระเทยชั้นเจ็ดเด็ดสะระตี่!!

เซโต้กับโรซาน : อะ...ไอ้เวรเอ้ย!

ลูก้า : หะ!? ก...กระเทย?

มาดามสวน : อู้ยยย! น่าลิ้มลองจริงๆนะจร๊ะแม่สาวน้อยว่ามั้ย?

โดโรตะ : ทะทำอะไรหละนั่นคาริส!? ดูดกัญชามากไปหรือเปล่าเนี้ย?

คาริส : เดี๊ยวจะพิสูจน์ให้ดูนะว่าเวลาว่างของพวกเรานั้นทำอะไรกันบ้าง! ไฟมา!!



พรึบ!!!!! ดิฉันคือกระเทยแห่งแปซิฟิกแม่น้ำเหนือค่าา!!!



ท่ามกลางไฟสลัวจากข้างบนคาริสรีบเปลี้ยนชุดอย่างไวมาเป็นชุดยามราตีอันน่าสะพรึงกลัว(โครต!)พร้อมกับแอ๊บท่าอย่างสง่างาม
แน่นอนว่าทุกคนได้เห็นแบบนั้นถึงกับอยากจะอ้วกแตกออกมาอย่างไว
ยิ่งเซโต้กับโรซานนั้นอยากจะควักลูกกะตาตัวเองออกมาล้างด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังมองอะไรอยู่



ลูก้า : อะๆๆ….ยะแหยง!

มาดามสวน : แหม่แม่สิงโต้น้อยเธอไม่ต้องไปทดสอบหรอกนะเพราะเป็นผู้หญิงอยู่แล้วนี่โฮะๆๆๆ!

ลูก้า : บ้ายยยย!

โดโรตะ : ลูก้านี่พวกเรากำลังมาเจออะไรเข้าไปเนี้ย!?

ลูก้า : มะไม่รู้แต่ชั้นกลัวคาริส!!

เซโต้ : ซวยและเหลือเราแค่สองคน

โรซาน : …..กูอยากจะฆ่าคนที่ลักพาตัวมาที่นี่เว้ย!!

มาดามสวน : เอ้าพวกเธอทั้งสองคนมัวทำอะไรอยู่รีบแสดงตัวเร็วสิจร๊ะ! อย่าชักช้า!!!

โรซาน : ...เห้ยไอ้หมากระเป๋า

เซโต้ : อะไร? ถ้าคิดจะให้ผมไปแต่งองทรงเครื่งบ้าๆบอๆแบบเดียวกับไอ้บ้านั่นไม่มีวันหร-

โรซาน : กูรักมึงว่ะ

เซโต้ : เออรักเอ็งเหมือ...ชะเชี่ยอะไรของมึงเนี่ย!?



กรี้ดดดด!!!! ตายแล้วบุญยามดีส่งมาเกิดค่า!!!!



และแล้วปรากฎการณ์อย่างไม่เหลือเชื่อบังเกิดขึ้นเมื่อโรซานแกล้งแสดง(หรือมันคิดจริง!? ช่วยบอกที๊!)
บอกคำสารภาพอย่างรุนแรงใส่เซโต้จนเจ้าตัวถึงกับเหวออย่างหนัก
แม่แต่ที่เหลือเอง(ผู้แต่งก็เช่นกัน)ก็ยังเอ๋อกันไปตามๆกันว่าคู่นี้มันใช่หรือไม่?



มาดามสวน : ต๊ายย! ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรกหละว่าเป็นคู่รักกันน่ะ!

โดโรตะ : ยะอย่ามองนะลูก้าผิดตาไว้ให้แล้ว

ลูก้า : ปิดแล้วก็ช่วยปิดด้วย...รับไม่ได้~

เซโต้ : นะนี่มึงล้อกันเล่นใช่ไหม?

โรซาน : มึงคิดหรอว่ากูจะล้อมึงเล่น!? กูจริงจังมึงก็รู้!

คาริส : โอ้วขุ่นพระ~ มาดาม! พวกเขารักกันแบบนี้ยังไม่เชื่ออีกหรอว่าพวกเขายังเป็นชายแท้หน่ะ!?

มาดามสวน : ซู้ดดดอ่า~~ นี่มันคือ...การประกาศรักอย่างลึกซึ้งระหว่างชายหนุ่มเย็นชา
กับชายหนุ่มไร้หัวใจ...กรี้ดดด! อย่ามัวแต่รอเลยจูมพิษเลยคร่า!!

โรซาน : อะ...อะไรนะ!?

มาดามสวน : เร้ว! ถ้าอยากไปเจอพ่อมดออสก็รีบทำซะไม่งั้นจะเจื๋อนพวกนานทั้งคู่เอามาทำเป็นพรมเช็ดเท้าเสียแทน!

เซโต้ : นี่มันบังคับให้ทำในฉากที่ไม่อยากจะทำชัดๆ!


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-* (นอกเรื่อง) -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


แซม : ขอคัดค้านกับฉากนี้! นี่คิดจะให้คนอื่นหรือพวกนั้นเข้าใจผิดกันรึไง!?

ผู้แต่ง : ไม่มี๊! *ทำเสียงสูง* จะมีใครที่ไหนจะบังคับให้ทำแบบนั้นเล่า?

เร้ด : ยัยแม่ตัวแสบนี่คิดจะให้ชั้นอับอายขายขี้หน้ากับลูกน้องหรือไงกัน!?

ผู้แต่ง : ทำไมคิดอย่างนั้นเล่าในเมื่อไม่มีใครมาดูสักหน่อย!

อายุตะ : เห้ยถ้าเป็นก็บอกกันก่อนก็ได้จะได้ไม่มีใครมาว่าหรอกนะทั้งคู่น่ะ

แซม : คิดหรอว่าอยากจะเป็นน่ะฮะถ้าไม่ใช่พวกโรคจิตทำสคริป

เร้ด : ไหนดูหน่อยว่าใครเป็นคนคิดไอเดียสคริปนี้?

ผู้แต่ง : เอาไปดูเลยไป๊!


พรึบ!


เร้ด : อ...ไอ้...M,N&N และP นี่มันใคร!?

ผู้แต่ง : จะไปรู้ไหมหละนั่น! ทำๆไปเถอะเดี๋ยวจะรีบติดต่อคนเขียนสคริปพวกนั้นให้...

แซม : เห้ยทำให้เรื่องนี้มันจบๆไปซะเถอะเร้ดจะได้กลับไปถล่ม

เร้ด : เออ ด้วยความยินดี *ดัดนิ้วรอการชกหน้าเจ้าตัวการอย่างไว*

ผู้แต่ง : …….อึก....ซวยแล้วรหัสแดงพี่น้อง~


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


มาดามสวน : เร้ว! นีบหนึ่งถึงสามถ้าไม่อยากโดนเจื๋อน! หนึ่ง!!!

เซโต้ : จะไปพูดส่งเสริมทำไมว่าเราชอบกันวะทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ!?

โรซาน : แล้วจะให้ทำยังไงหละ! อาวุธก็ไม่มี,แถมยังโดนบังคับมาให้ที่นี่คิดหรอว่าจะไม่อยากชิ่งหนีไปหน่ะ!?

เซโต้ : ก็มาฆ่ากันตรงนี้ให้ตายซะจะยังดีกว่าให้มาเจอคนเฮ็งซวยแบบมึงหละวะ!

โรซาน : กูก็เกลียดมึงเข้าเส้นเอ็นกระดูกสันหลังก็ยังเกลียดได้เว้ย!

เซโต้ : จะให้ทำยังไงถึงมึงจะยอมหายโกรธอ้อลืมไป มึงมันไม่ยอมหายโกรธต่อใครอยู่แล้วเพราะมึงไม่เคยเชื่อสักที!

โรซาน : เพราะมึงทำให้กูไม่เชื่อใจตั้งแต่แรกที่พบกันและทำร้ายคนบริสุทธิ์ไปหลายนับร้อย!

โดโรตะ : ไหงกลายเป็นการทะเลาะซะงั้นหละนั่นคาริส?

คาริส : ไม่รู้ว่ะเห้ลูก้าเปิดตาเถอะไม่เจอฉากเสียวแล้ว

ลูก้า : อะๆอ้อ..โอเค



ตึง!!! หมดเวลาแล้วพวกแกทั้งคู่!! แว้กกก!!!!!




สิ้นเส้นตายของมาดามตัวแม่เธอทำการเตรียมปล่อยดงคลังแสงยัดใส่สองหนุ่มคู่นี้ให้หายไปจากโลกใบนี้
จนโดโรตะและที่เหลือถึงกับรีบเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพียงแค่สามารถถ่วงเวลาได้เท่านั้น



มาดามสวน : ปล่อยชั้นยะ! เจ้าพวกผีปลิงทะเล!

โดโรตะ : ผมไม่ยอมเสียสุนัขคู่ใจกับหุ่นไซบ็อคไปแบบนี้หรอก!

ลูก้า : อะอย่าทำอะไรพวกเขานะ!!

คาริส : ขุ่นแม่!! หยุดๆๆๆ!!!

เซโต้ : แล้วทำไมมึงปล่อยให้กูรอดออกจากการถูกจับหลายครั้งทั้งๆที่นายเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิดกฎ!

โรซาน : เพราะกูเป็นห่วงมึงไง! ห่วงว่ามึงจะยังทำตัวเหมือนเดิม,น่ารำคาญ,ไม่เชื่อฟัง,ดื้อรั้น!
และที่สำคัญเลยคือ...ถ้าไม่มีมรึงแล้วกูจะมีใครมาแทนมึงได้!!?

เซโต้ : มรึงไม่มีตัวพิสูจน์หลักฐานนี่ว่ามึงจะเป็นห่วงหรืออะไรเลย!? ไหนหละหลักฐาน!!?

โรซาน : อยากรู้หรอกว่าคืออะไร!?



หมับ!! มมมม!!! พระเจ้าช่วยแมร่งทำจริงๆ!!! กรี้ดดดด!!!!



ท่ามกลางความวุ่นวายท้ายที่สุดก็ยุติลงหลังจากที่โรซานดึงเซโต้เข้าไปและทำการส่งรอยจูมพิษแสนหวานชื่น
เข้าให้อย่างจังพร้อมกับไม่ปล่อยไปไหนแม้แต่น้อย ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์อย่างขุ่นแม่สวนนั้นถึงกับได้รับความฟินอันสุดล้ำลึก
ต่างจากโดโรตะและคาริสที่ช็อคสะบันแหลกส่วนลูห้าเข้าขั้นถึงกับรับไม่ได้กับสิ่งที่ลูกกะตาตัวเองเห็นในตอนนี้



มาดามสวน : ว๊ายตายแล้ว! เชื่อไม่เชื่อแบบนี้ก็ขาดใจแล้วคร่า!!

โดโรตะ : …..เซโต้...โฮ! ในที่สุดนายก็เจอคนที่จะใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยกันบั้นปลายชีวิตใช่ไหมผมไม่ห่วงอะไรแล้ว!
(ผู้แต่ง : อายุตะเห้ยใจเย้น!!)

เซโต้ : บั้นปลายชีวิตบ้านเอ็งสิเห้ยโดโรตะ! นี่เล่นจริงหรือว่าคิดว่ามันสะใจ?

โรซาน : อยากจะให้พิสูจน์อีกรอบไหมหละ?

ลูก้า : อ่า…..พาไปหาพ่อมดออสได้ยัง?

มาดามสวน : สัญญาคือสัญญาสิแจร๊ะ! เอ้าตามมาจ้า!

คาริส : อั่มก่อนไปขอไปเปลี่ยนชุดได้ไหม? หนาวข้างล่าง!

โดโรตะ : ผมอยากกลับบ้านเต็มแก่แล้ว!

โรซาน : ชั้นก็อยากกลับไปล้างสมองตัวเองเฟ้ย! ไม่ใช่แค่แกคนเดียวที่ไม่อยากกลับ!



ตามสัญญาของเจ้าแม่สวนดอกไม้อันเลอโฉมคนนี้ได้ส่งกลุ่มของโดโรตะถึงที่หมายนั่นคือทางเข้าของบัลลังค์
ผู้ยิ่งใหญ่อย่างพ่อมดออส แน่นอนว่าทุกคนไม่รอช้าจึงรีบใส่เกียร์หมาเข้าไปในนั้นอย่างไว



โดโรตะ : ในที่สุดพระเจ้าช่วย! พ่อมดออส!!! พาผมกลับบ้านที!!

เซโต้ : ขอกาแฟกินหน่อยคนกำลังหงุดหงิด!(นี่ก็ยังไม่เลิดทวงกาแฟเสียทีวุ้ย!)

ลูก้า : ชะชั้นขอความกล้าที!

คาริส : ทำให้ผมมีคสามฉลากปราดเปรื่องที๊! ไม่อยากมีขี้เลี่อยในหัว!

โรซาน : หมดมุขจะตอบว่ะเล่นแย่งกันไปหมดแล้ว

โดโรตะ : พ่อมด...ดะเดี๋ยวนะพ่อมดออสไปไหนแล้ว?



แต่ปรากฎว่าภายในห้องโถงใหญ่สุดหูลูกตานั้น กลับไม่มีแม้แต่เงาของพ่อมดออสที่กล่าวขานกันว่าเป็นพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนนี้
มีแต่บังลังค์แห่งความว่างเปล่าและ...โต๊ะตรงกลางหน้าของพวกเขา



โรซาน : ระวังไว้ที่นี่อาจเป็นกับดัก

ลูก้า : งึก...ขะเขาไปไปไหนแล้ว?
(ในใจของนางลู ณ บัดนี้ : ขี้ขลาดหรือไงกันเข้าพ่อมดเก๊ออกมาสิ)

เสียงของพ่อมดออส : ยินดีต้องรับเหล่าผูเกล้าทั้งหลายจากต่างดินแดน! ขอแสดงความยินดีด้วยที่ดั้งด้นมาถึงมี่นี่เพื่อมาหาข้า!

เซโต้ : มีแค่เสียงจะให้เชื่อใจได้ยังไงกันหละ?

โดโรตะ : ดะได้โปรดเถอะครับ! พวกเราอยากจะได้สิ่งที่ปราถนากันมาตั้งแต่ต้น

เสียงของพ่อมดออส : อะไรกันเล่า? พวกเจ้าก็ได้กันไปแล้วไม่ใช่รึไงกันหละ?

ลูก้า : จะตอนไหนหละนั่น?



พรึบ!!!



คาริส : เจ๊ยกไฟดับ!

เสียงของพ่อมดออส : ลูก้า...เจ้าได้ค้นพบพลังอันกล้าแกร่งที่สามารถเอาชนะตวามกลัวของตัวเองได้
โดยที่ไม่ต้องพึ่งข้าด้วยซ้ำ!

ลูก้า : อะ...จะจริงหรอ?

โดโรตะ : ใช่แล้วหละลูก้า เธอช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ตอนที่สู้กับเจ้าพวกหุ่นยนต์นั่นไงหละจำไม่ได้หรอ?

ลูก้า : ว้าว...ฉันมีความกล้าแล้ว...ไชโย!



พรึบ!!!



เสียงของพ่อมดออส : ส่วนเจ้าหุ่นติ๊งต๊องคาริส เจ้าได้ใช้สติปัญญาอันน่าเหลือเชื่อในการพาตัวเองและแนะแนวทางให้กับผู้อื่น
ในการรอดจากสวนดอกไม้มรณะนั่นไปได้

คาริส : ห๊ะ!? ตอนไหนหละนั่น?

โดโรตะ : อั่ม...ก็ตอนที่คุณประกาศตัวเองว่าเป็นเจ้าแห่งแม่น้ไแห่งแปซิฟิกเหนือไงเล่า

คาริส : เห้นไอ้สถานการณ์แบบนั้นมันนับด้วยหรอวะ? มันก็แค่เหตุบังเอิญในการเอาตัวรอดเท่านั้นเองหละน่า!



ผัวะ!!! จ้ากกก!!!



เซโต้กับโรซาน : หรือมึงจะเถียง~?
(ผู้แต่ง : งานนี้กลับไปน้องสาวคนจะล้อมันไปอีกนาน 555+)

เสียงของพ่อมดออส : ส่วนเจ้าหุ่นไซบ็อค ขอชื่นชมใยการพยายามแกล้งแสดงเพื่อชิงรางวัลออสการระดับประเทศ
อย่างน้อยก็ทำให้หัวใจของข้านั้นรู้สึกสงบเปี่ยมตัวเมื่อเจ้านั้นได้สารภาพความรู้สึกนั่นไป

โรซาน : โทษทีว่ะ พอดีจำไม่ได้ว่าเคยสารภาพแบบนั้นไปด้วย

โดโรตะ : คุณเป็นห่วงเซโต้ใช่มะ? ถ้าคุณเป็นห่วงก็หมายความว่าคุณมีใจ…
อั่มผมหมายถึงมีความรู้สึกที่จะช่วยเหลือดูแลเซโต้น่ะ

เซโต้ : มันคิดไม่ได้หรอกโดโรตะ เพราะยังไงมันก็ไม่ห่วงอยู่แล้ว

โรซาน : คิดหรอว่าชั้นจะไม่คิดแบบนั้นน่ะ...หึ เจ้าหมาโง่



หมับๆๆ! อย่าไปเล่าให้ใครฟังหละว่าทำแบบนั้น ฮ่าๆๆ!!



โรซานทำการลูบฟัวของเซโต้เป็นการแสดงความรู้สึกออกมาอย่างเห็นได้ชัด จนเกือบทำให้เซโต้เคลิ้มไปการลูบหัวอย่างเมามัน
แน่นอนว่าทุกคนได้ในสิ่งที่ปราถนากันไปเกือบทั้งหมดยกเว้นใครบางคนในกลุ่มนี้



โดโรตะ : ดะเดี๋ยวสิ...แล้วผมหละ? ผมยังไม่ได้สิ่งที่ขอเลย!

เสียงของพ่อมดออส : เจ้าน่ะยังไม่รู้สินะว่าวันนี้คือวันอะไรน่ะหืม?

โดโรตะ : มะหมายความว่าไง? บอกมาสิครับ!



ฟู่!! ฟิ้ววว!! บึ้มๆๆ!!!



จู่ๆกลับมีเสียงพุจากข้างนอกดังออกมาเป็นระลอกแถมยังมีสีสันที่สวยงามอย่างเห็นได้ชัด
และยิ่งไปกว่านั้นทุกคนยกเว้นโดโรตะนั้นกลับหายเข้าไปในซอกกลีบแห่งความมืดทิ้งให้โดโรตะอยู่คนเดีนวกลางโถงใหญ่
โดโรตะพยายามตามหาพวกที่เหลือว่าหายไปไหนหรือเกิดอะไรขึ้นและในที่สุดวิ่งที่เขาสงสัยนั้นก็ได้ขัยกระจ่าง



Happy Birthday to you~ Happy Birthday to you~



โดโรตะ : พ...พวกนาย...หะให้ตายสิฮ่ะๆ!



มีเพลงประสานเสียงของทุกคนออกมาล้อมวงโดโรตะเอาไว้พร้อมกับเพลงที่เขานั้นไม่คาดในว่าจะมีคนร้องให้กับเขา
และแล้วก็มีบุคคลหนึ่งนั้นเดินออกมาพร้อมกับถือราสเบอร์รี่ชีสเค้กซึ่งน่าจะเป็นของโปรดของเขาอยู่ในมือ
พร้อมกับเทียนจำนวนหนึ่งพร้อมเปลวไฟก่อแสงสว่างเอาไว้



ทุกคนที่แสดงกันในวันนี้ : Happy Birthday to you….สุขสันต์วันเกิด!

โดโรตะ : ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกนายจะเซอร์ไพร้ส์ผมได้ขนาดนี้

เซโต้ : เอ้าเป่าเทียนซะจะได้เปิดไฟและกินกาแฟเสียที

โดโรตะ : นี่ยังจะทวงกาแฟให้ได้เลยใช่ไหมเนี้ยเซโต้!?

โรซาน : รีบเป่าซะไอ้สาวดุ้นเดี๋ยวเจ้านี่จะจัดการเอง



ฟู่ววว! พรึบ!!! เฮ้!!!!!



เสียงเฮฮาดังลั่นไปทั่วโถงใหญ่พร้อมกัยความสุขของเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งกำลังมีความสุขกับของที่ตัวเองได้รับเข้ามาในชีวิต
และเขาคนนี้จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต…



(นิทานหนังสือเล่มนี้ค่อยๆจบลงอย่างช้าๆเป็นการประกาศอย่างทางการว่าจบบริบูรณ์)


*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


ผู้แต่ง : เอ้าคัท!!! ทำดีมากทุกคน เป็นนิทานพิศดารเรื่องแรกที่ทำออกมาแล้วสวยงามที่สุดในซีรี่ย์นี้
น้ำตาจะไหลขอแชร์แป้บ!!

อายุตะ : รู้ได้ยังไงว่าผมชอบเจ้านี่น่ะ?

แซม : มีคนไหนก็ไม่รู้บอกให้ไปซื้อเค้กแบบนี้มาให้

คริสเตียน : ยินดีด้วยนะอายุตะสำหรับครบรอบวันเกิดของนายเองน่ะ

ลูเซียจาก BN : แก่ขึ้นอีกปีแล้วสินะนายน่ะ...ขอให้ชีวิตยืนยาวแล้วกัน ขอค่าตัวด้วยผู้กำกับจะกลับบ้านแล้ว

ผู้แต่ง : อะแน่นอนเดี๋ยวจ่ายให้ตามสัญญา *แจกจ่ายอย่างไวเตรียมเก็บของ*

แซม : จะรีบไปไหนหละนั่นไม่กินเค้กกันก่อนรึไง?

ผู้แต่ง : เหม่วันนี้เลิกงานไวทั้งทีก็ขอไปลัลล้าที่อยากไปบ้างสิพวกนายนี่ก็นะ

กันเนอร์ : ไอ้หัวทุเรียนเอ้ย! จะทำอะไรก็ทำทางนี้เปิดโต๊ะแล้วเว้ย!

นิกซ์ : คุณอานี่มันยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษานะ!

กันเนอร์ : กูไม่ได้นับถือพุทธก็ถือว่ากินได้หละวะ!

อายุตะ : ก่อนอื่นเลยขอรีบไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะผมอาย!

ตริสเตียน : เออว่ะแมร่งทำไมถึงลืม!

ลูเซียจาก BN : เงินครบทุกบาททุกสตางค์ไว้มาใช้บริการใหม่ *เดินหอบค่าจ้างแสดงออกจากสตูดิโอแบบชิวๆ*

ผู้แต่ง : เอาหละ! ทุกอย่างจบลงด้วยดี...ชะอุ๋ย

เร้ด : ลืมอะไรไปหรือเปล่า? เธอใช่ไหมที่ถูกจ้างมาหาลักพาตัวฉันมาที่นี่? *ถอดชุดออกพร้อมกับใส่ชุดเดิมก่อนมา*

ผู้แต่ง : เห้ยไม่ใช่สักหน่อย!

แซม : ตัวอักษรที่ลงลายเซ็นต์เอาไว้นั้นมันไม่โจ่งแจ้งไปหน่อยหรอ? *ดื่มกาแฟให้หายคิดถึง*

ผู้แต่ง : ฉันไม่เกี่ยวข้องนะเห้ยอย่ามองกันมาทางนี้ทั้งคู่!

แซม : สี่ตัวอักษรหลักมีความหมายอยู่สองอย่างในหัวตอนนี้คือโค้ดเนมของสายลับ
หรือตัวแทนของเจ้าของบริษัทซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือเจ้าของตัวละครสมัคร ไม่ต้องพูดซ้ำหรอกนะ

เร้ด : หน๊อย! คราวนี้มาเป็นบิ้กบอสสี่จตุรัสตัวเองกำลังสบายปล่อยให้ลูกน้องมารับกรรม!

ผู้แต่ง : *เผ่นป่าราบไปแล้ว*

เร้ด : กลับมาให้ตีก้นซะดีๆเว้ย!! *วิ่งไล่ตามยังกะเกมแมวจับหนู*

แซม : ไฟมันแรงจริงๆ *โด้บกาแฟอย่างฟินกลับเข้าห้องตัวเอง*

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-


และแล้วก็จบกันไปแล้วนะคะกับนิทานพิศดารเรื่องนี้แน่นอนว่าตอนนี่ก็รู้กันแล้วว่าแต่ละคนส่งใครเข้าประกวด
เอ้ยเข้ามาสร้างสีสันแห่งบันเทิงในตอนนี้บ้างปละยังเป็นตอนที่ยาวมากเอาให้อ่านจุใจกันไปเลยข้างนึง
ตอนหน้านั้นจะยังอยู่กับการเผชิญหน้าของกลุ่มของคริสกับ B.E.T.A.S. นะคะยังไงก็อย่าลืมลุ้นไปด้วยกันนะคะ
แต่ตอนนี้ขอทำการปฏิบัติการแยกย้ายสลายตัวอย่างไว รับกรรมไปพร้อมๆกันแว้ก!!!! *วิ่งหนีออกจากสตูดิโอไปอย่างไว*


เร้ด : กลับมาให้ตีก้นซะ!! *ถือไม้เรียวเหล็กพร้อมเฆี่ยนถึงที่และวิ่งตามไปติดๆ*

มิสเตอร์ B : ....หูยรอดตัว

มิสเตอร์ C : เห้ยคนที่ควรจะโดนคือนายไม่ใช่หรือไง?

มิสเตอร์ B : เขาเรียกว่าแก้วิกฤต! นางใส่ชื่อชั้นลงไปในนั้นถ้าเปลี่ยนเป็นนางคนเดียวคงไม่สนุกเลยใส่แมร่งไปเลยบิ้กบอสสี่คน

มิสเตอร์ C : ให้ตายเถอะแก! พวกเขาทั้งสี่จะตายคาที่ไหมเนี่ย!?



Happy Birthday Ayuta,21 years old.
(จบจริงๆและ)
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 28 ส.ค. 2016, 18:30

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : ตอนพิเศษอัพ![27/8

5 วันต่อมา ณ บ้านของตระกูลล็อคฮาร์ท

ลูเซีย : หนูทำอะไรผิด ทำไมพี่ต้องทิ้งหนูแล้งหนีออกจากบ้านไปแบบนี้ //นั่งร้องไห้ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
ข้าน้อย (รับหน้าที่ดูแลลูเซียชั่วคราว) *จริงๆรู้สาเหตุแหละ แต่แอบเก็บเงียบไว้ เดี๋ยวโดนมีดทหารปาดคอ -.- : โอ๋ๆๆๆ หยุดร้องไห้เถอะลูเซีย เดี๋ยวพี่เธอก็กลับมาหาเองแหละ

*ติ๊ง ต่อง!!!!!!! //เสียงกริ่งดังขึ้น

ข้าน้อย : นั่นไง! พูดยังไม่ทั.......... อะอ้าว!!!!!!!! //ลูเซียวิ่งไปที่ประตูอย่างไว
ลูเซีย : พี่คะ กลับมาแล้........ กรี๊ด!!!!!!!!!!
ข้าน้อย : เฮ้ย! ลูเซีย เกิดอะไรขึ้น!!!!!! //วิ่งตามเสียงไปอย่างไว

*สภาพคริสเตียนอย่างกะซอมบี้เดินเข้าบ้านอย่างอิดโรย

ลูเซีย : พี่หายไปไหนมาอ่ะคะ แล้วไปทำอะไรมาถึงมีสภาพเป็นแบบนี้คะ
คริสเตียน : ขอพี่ขึ้นไปนอนพักก่อนได้มั้ย เดี๋ยวอธิบายให้ฟังว่าพี่เจอและโดนอะไรมาบ้าง //เดินลากขาอย่างช้าๆขึ้นห้องไป

*ลูเซียทำท่าว่าจะตามขึ้นไปดู

ข้าน้อย //จับไหล่ลูเซียไว้แล้วพาเดินไปที่ห้องนั่งเล่น : เอาน่าลูเซีย ให้พี่เธอนอนพักผ่อนไปก่อน อย่าไปกวนเขาเลย
ลูเซีย *ดูโล่งอกโล่งใจขึ้น : กะ....ก็ได้ค่ะ //นั่งลงที่โซฟาตัวเก่ง
ข้าน้อย : งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอตัวกลับก่อนนะ
ลูเซีย : โชคดีค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาอยู่เป็นเพื่อนหนู

//ก้าวเดินไปกำลังจะออกจากบ้าน *สังเกตุเห็นกล่องพัสดุแปลกๆที่หน้าบ้าน ไม่มีจ่าหน้า เขียนแต่ว่า "ถึงตระกูลล็อคฮาร์ท"

ข้าน้อย : ลูเซีย! มีพัสดุมาส่งที่หน้าบ้านอ่ะ //ยื่นกล่องให้ลูเซีย
ลูเซีย : อะไรหว่า จำไม่ได้ว่าเราสั่งอะไรไปน๊า ยังไงก็ขอบคุณนะคะ //วางไว้ที่โต๊ะในห้องนั่งเล่น
ข้าน้อย : ไปจริงๆละนะ! //เดินออกจากบ้านไปอย่างไว เดี๋ยวความลับแตก!!!!!!!!!!

*4 ชั่วโมงต่อมา

ลูเซีย *หลังจากเตรียมมื้อค่ำเสร็จ : พี่ค๊า! อาหารค่ำเสร็จแล้วค่า! ลงมากินได้เลยน๊า! //เดินกลับไปนั่งที่โซฟา รอพี่ลงมาทานอาหารด้วยกัน

*ลูเซียมองไปที่พัสดุปริศนากล่องนั้น

ลูเซีย //หยิบกล่องนั้นขึ้นมาดู : ว่าแต่นี่มันกล่องอะไรหว่า? //แกะหล่องออกดู
ลูเซีย : หือ! แผ่น DVD 1 แผ่น?

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

10 นาทีต่อมา

*คริสเตียนลุกขึ้นมาจากเตียง บิดขี้เกียจไปมา

คริส : เฮ้อ! ได้พักผ่อนเต็มที่ซักที บ้าชะมัด นี่มันยิ่งกว่าฝันร้ายซะอีก! //เปลี่ยนเสื้อเตรียมลงไปกินมื้อค่ำ
ลูเซีย : กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!! *ตึง!!!!!!!!!
คริส : เฮ้ย! ลูเซีย เกิดอะไรขึ้น! *พุ่งลงบันไดตามเสียงไปอย่างไว

*ลูเซียนอนสลบอยู่ที่พื้นห้องนั่งเล่น ในมือยังถือรีโมตทีวีอยู่ เครื่องดีวีดีถูกเปิดเอาไว้

คริส //อุ้มลูเซียไปนอนที่โซฟา : ลูเซีย! ลูเซีย!! เกิดอะไรขึ้น
ลูเซีย : ......... //สลบไสลไม่ได้สติ
คริส //คว้ารีโมตจากมือลูเซียมา : ขอดูหน่อยว่าอะไรทำให้น้องกรูสลบไป!

*คริสเตียนเปิดทีวีด้วยรีโมต พลันภาพที่เขาเห็นนั้น คือฉากที่เขา................................

คริส : อ๊าก!!!!!!!! //วิ่งกลับขึ้นไปที่ห้อง

*HK416 มือซ้าย M203 มือขวา M1911 2 กระบอกคาดเอว RPG แบกที่หลัง

คริส : เธอใช่มั้ยที่ส่ง DVD แผ่นนี้มาที่บ้านช้าน!!!!!!!!!! //จองตั๋วเครื่องบินมาที่ไทยอย่างไว

ข้าน้อย : เอ่อ............ ขอให้โชคดีนะครับคุณนุ่น ขอพระเจ้าอวยพรและเมตตาด้วย

ลูเซีย : ......................... //สลบต่อไป
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 22 ก.ย. 2016, 13:33

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : ตอนพิเศษอัพ![27/8

Chapter 50 : Trap

กลุ่มของคริส
หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง บริเวณกลางสี่แยก
13:57น.


ครืด!! ปล่อยนะเฟ้ย!!!


สถานการณ์ในตอนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากการที่ฝูงวัวหรือแกะถูกต้อนเข้าไปในกรงขังเล็กๆอันเป็นที่น่าคับแคบอย่างมาก
โดยมีคนเลี้ยงของมันนั้นยืนชมดูผลงานอย่างปิติดีเยี่ยมข้างนอกกรง
เบนกับอลันถูกคุมตัวเอาไว้โดยทหารเบต้าที่เข้ามาเป็นกลุ่มสำรองส่วนมอร์แกนกับลูเซียโดนลีแอนกับมิกกี้กักตัวเอาไว้
ส่วนทางด้านเดวิดก็โดนหัวหน้ากลุ่มอย่างวาสนั้นจับตัวไปรีดไถข้อมูลก่อนปิดปากทิ้งเสีย


“ท...ที่ไหนวะเนี่ย?” คริสที่พึ่งตื่นจากการหลับไหลมาสักพักเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา
แต่เมื่อเจ้าตัวเริ่มขยับตัวก็พบว่าตัวเองถูกมัดเอาไว้โดยมีทหารกำลังเสริมอีกสามตนกำลังยืนเฝ้าอยู่

“!? รายงานโดยด่วนว่าหัวหน้ากลุ่มตื่นแล้ว” ทหารเบต้าคนหนึ่งนั้นเมื่อเห็นคริสฟื้นขึ้นมา
จึงไม่รออะไรมากมายนอกจากรีบให้เพื่อนตัวเองรายงานให้กับวาสหัวหน้ากลุ่มในตอนนี้

“ที่เหลือไปไหน?” คริสพยายามทำใจให้สงบลงแล้วถามคำถามเผื่อจะรีดเค้นข้อมูลมาได้บ้าง

“ฝันไปเถอะหว่ะ” ฝั่งตรงข้ามตอบออกมาอย่างไร้มิตรสิ้นดี

“กะแล้วว่าต้องพูดแบบนี้” คริสพึมพำในใจก่อนตัวเองจะรีบกวาดสายตาหาอาวุธหรืออะไรก็ได้มาตัดเชือกที่ผูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา


ผัวะ!! ถามอีกที! ที่เหลืออยู่ไหน!?


ทางด้านวาสนั้นกำลังสนุกสนานกับการรีดไถข้อมูลจากเดวิดโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
เดวิดนั้นเดิมทีเคยทำงานให้กับใครมาก่อน(ก็ยังโดนชกต่อยทั้งๆที่ใส่หน้ากากกันแก๊สนี่หว่า)
เดวิดพยายามกัดฟันรอการทรมานรอบนี้สิ้นสุดลงและมีเวลาฟื้นเอาแรงอีกรอบ
บริเวณที่เดวิดอยู่นั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากห้องสอบสวนเพียงแค่ลดระดับลงมาเป็นบ้านพื้นฐานก็เท่านั้น


“ชั้นไม่มีเวลามาเล่นนะเว้ยเจ้าพวกเวรตะลัย...เอาหละมาเปลี่ยนหัวข้อกันดีกว่าว่ะ”
วาสถอดถุงมืออันหนักอึ้งตัวเองลงไปและเดินเข้าไปลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเดวิด

“นายรู้จักเจ้านี่หรือเปล่า?” วาสโชว์รูปภาพแค็ปซูลที่บรรจุร่างของทราวิสเอาไว้มนตอนแรกออกมา
เดวิดพยายามมองดูว่ามันคืออะไรแม้จะรู้ว่าสิ่งนี้ไว้ใช้ทำอะไรก็จริงแต่เขาย้งไม่เข้าใจว่าพวกนั้นตามหาทำไม

“ของมันวิ่งเองไม่ได้หรอกนะ..แล้วมาชักถามทำไมหละ?” เดวิดตอบกวนกลับไปแต่เจ้าตัวเองก็รอคำตอบทีเผลอจากวาสเช่นกัน

“ยังมีหน้าจะมาหน้าด้านตอบอีกนะเฟ้ย! พวกแกขโมยอาวุธชีวภาพไปยังไม่รู้ประสีประสาอีกเรอะ!?”

“หัดฉลาดซะบ้างสิเจ้าพวกงี่เง่าถ้าพวกเราขโมยของไปจากแก เราก็ต้องรีบพาสิ่งนั้นย้ายออกไปแล้ว”
เดวิดสวนคำของวาสกลับไป

“มันก็จริงอยู่ว่ะที่แกอาจจะพูดถูก...แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลามารอเข้าใจไหม?” วาสเริ่มนำปืนขึ้นมาจ่อกบาลของเดวิดเป็นการขู่ขวัญ

“ยิ่งได้มันกลับมาเร็วเท่าไหร่ยิ่งทำให้พวกแกตายง่ายขึ้นเท่านั้น...จำเอาไว้เสียหละ” วาสข่มขู่เดวิดก่อนจะเป่าปากเรียกคนมาลากเดวิดออกไป

“เสร็จไวจังนะ” ลีแอนเดินเข้ามารับแขกของวาสไปมัดที่เดิม

“เอาไอ้พวกแมลงสาบมา ไม่ไอ้แขนเดี้ยงก็ไอ้คนปกติซะ” วาสสั่งให้ลีแอนลากพวก Z.S.S. เข้ามาสอบสวนต่อ

“จะรีบพามาให้ก็แล้วกัน” ลีแอนดึงร่างของเดวิดขึ้นมาแล้วพาออกไปข้างนอก


ตึกๆๆ


ลีแอนพาเดวิดมายังบริเวณแยกสี่ไฟแดงที่มีมอร์แกน(ยังสลบเหมือบ)กับลูเซียอยู่ด้วยกัน
มิกกี้รีบเข้ามากระซิบข้างๆหูของลีแอนเป็นการแจ้งข่าวลับให้กับเธอ ท่าทีของเธอนั้นเริ่มเปลี่ยนไปแม้จะยังแสดงหน้าตาเย็นชาเหมือนเดิม
แต่ก็ใช่ว่าจะกลบเกลื่อนได้หมดหากยังมีคนที่มีนิสัยชอบจับผิดคนอย่างสองคนนี้อยู่ด้วย


“ฝากทางนี้ด้วยแล้วกัน” ลีแอนตอบกลับไปก่อนจะไปลากสมาชิก Z.S.S. เข้าไปสอบสวนตามคำสั่งของวาส

“.....” ลูเซียมองดูสถานการณ์อย่างเงียบๆแต่ในหัวของเธอนั้นกำลังมีการคิดอยู่หลายเรื่องจนไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

“...เอาน้ำไหม? ระหรือว่าเอาของกินดี?” ลีแอนออกไปจากสายตาแล้วมิกกี้เริ่มกลับมาสนใจลูเซียอีกรอบ
และแน่นอนว่าคำตอบของเธอคือหน้าตายสดๆกลับไปอย่างเต็มใจ

“เพื่อนรึไง?” เดวิดถามลูเซียขณะที่ตัวเองกำลังหาวิธีการแก้มัดเชือกนี้อยู่

“ไม่เชิง แค่คนผ่านทาง” ลูเซียตอบกลับไปด้วนสีหน้าไร้อารมณ์สุดขีด
จนทำให้มิกกี้ที่ได้ยินเข้าไปถึงกับออกอาการเศร้าหงอยมาอย่างแรง

“แงง! ไม่เอาดิลูเซียเรารู้จักกันนะ!”

“อยากตายเป็นศพแรกไหม?” ลูเซียเพ่งสายตาไปหามิกกี้เหมือนเธอจะทำให้ความแตกเสียก่อนเวลากำหนด

“ก็ได้ๆๆ ไม่โวยวายก็ได้เธอนี่มันตลอดเล-”


หมับ!! อู้!!!


มีมือใหญ่คู่หนึ่งรีบกระโดดเข้าไปปิดปากของมิกกี้อย่างจังจนเกือบทำให้เธอนั้นเกือบเสียจังหวะการล้มลงไป
ลูเซียมองผลลัพธ์ออกมาอย่างไม่แปลกใจว่าจะมีคนชิงตัดปิดปากเธอเสียก่อนเพราะหากไม่มีใครมาผิดปากมิกกี้
เธอก็คงไม่เกรงใจเอารองเท้าคู่ที่ใส่อยู่นี้ยัดปากเสียก่อน(เพื่อนที่ดีเขาทำกันแบบนี้หรอเนี้ย? .-.)


“หากยังไม่เงียบอีกหละก็จะจับเธอโยนลงไปให้พวกฉลามกินเอาไหม?” เดวิดเข้ามาเตือนมิกกี้ให้คืนสติมาก่อน

“อือๆ!” มิกกี้รีบพยักหน้าตอบรับอย่างไว

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเธอทั้งคู่จะเป็นเพื่อนหรือคนร่วมทำงาน แต่ตอนนี้เธอต้องช่วยพวกเราพาไปจากที่นี่”

“อะเอ๋ฉันหรอ?” มิกกี้ชี้เข้ามาหาตัวเองเหมือนตัวเองกำลังจะถูกใช้งานจากฝั่งของเพื่อนตัวเองเสียแล้ว

“เข้าท่าดี ฉันเบื่อพวกนี้เต็มแก่แล้ว” ลูเซียเห็นด้วยกับเดวิด(ใจจริงอยากไปพ้นๆหน้ามิกกี้เสียมากกว่าเพราะเกือบทำเสียเรื่อง =_=)

“คร่อก” มอร์แกน(กลายเป็นชายนิทราเพราะยาสลบไปแล้ว)กำลังฝันหวานท่ามกลางความตรึงเครียด

“...อิจฉาชะมัด” เดวิดมองหน้ามอร์แกนอย่างเซ็งเล็กน้อยที่เขานั้นได้พักผ่อน


ทางด้านอลันกับเบนนั้นซึ่งถูกมัดแยกกันอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่งที่มีทหารเบต้าเฝ้าอยู่สองคน
สภาพของทั้งคู่นั้นถูกซ้อมมาก่อนจะมาจับแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นอาการของอลันเริ่มแย่ลงทุกขณะ


“อลัน...ยังรู้สึกตัวหรือเปล่า?” เบนพยายามถามอลันให้ยังมีสติอยู่ตลอดเวลา

“ไหวนะไหว...แต่ไม่รู้ว่าจะได้อีกนานแค่ไหน” อลันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงกว่าเดิม

“เห้ยคุยอะไรกันเงียบไปเซ่!” ทหารคนหนึ่งเห็นทั้งคู่กำลังสนธนากันจึงรีบเข้าไปห้ามทันที
แถมยังจะเตรียมเอาปืนฟาดใส่หัวหากยังยืนกรานที่จะคุยต่อไป

‘ชิ...ถ้าหากมีอะไรสวนมันได้หละก็…” เบนกลับไปสงบเจียมตัวเหมือนเดิม


พรึบ!! เอาตัวหมอนั่นไปหาหัวหน้า ครับ! เห้ยๆจะพาไปไหน!?


ลีแอนเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้พร้อมกับสั่งการให้พวกเฝ้าเวรทั้งสองคนลากเบนไปให้วาสทำการสอบสวน
เบนพยายามขัดขืนอยู่บางช่วงแต่ก็ไม่อาจต้านพลังของพวกนั้นได้นอกจากเดินไปด้วยกันส่วนตัวเธอเองมาเฝ้าอลันแทน


“...พวกเธอต้องการอะไร?” อลันถามลีแอนซึ่งเธอนั้นพยายามแสดงบนบาทให้เหมือนกับฝั่งตรงข้าม
ราวกับพวกเขาทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันแม้เธอจะเคยเห็นหน้าอลันมาบ้างก็ตามที

“แค่มาเก็บกวาดหลักฐานเท่านั้น” ลีแอนตอบกลับไปและพยายามส่งคำใบ้ให้กับอลันให้ไปจัดการกันต่อ
เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะได้ทำการส่งข้อมูลให้กับพวกเดียวกันเอง

“อย่ามาพูดตามใจตัวเองสิ รู้นะว่ามีจุดประสงค์มากกว่านั้น”
อลันยังพยายามยืนกรานต่อไปว่าฝั่งพวกเบต้าเหมือนจะมีความลับบางอย่างที่ไม่บอกมาด้วย

“จ้างให้ก็ไม่บอกหรอกไอ้แขนเดี้ยง ทำใมฉันต้องมาบอกข้อมูลง่ายๆให้กับคนอย่างนายด้วย?”

“หึ่ย...ถึงจะเดี้ยงแต่ใจยังสู่เว้ย!” อลันเริ่มยั้วะลีแอนแต่ก็ไร้สะทกสะท้านกับเธอ


พรึบ!!


“มาช้าจังนะ” ลีแอนพูดกับใครบางคนที่พึ่งเข้ามาข้างในบ้าน

“ขะขอโทษทีนะพอดี...พอดี….ว้าาาา! เขาไม่รักช้านเลยยย!”
มิกกี้โผเข้ากอดลีแอนหลังจากโดนลูเซียเมินและไล่ตะเพิดกลับไปหลายรอบ

“ไปสงบสติก่อนไปยัยขี้แง” ลีแอนเอาผ้าเช็ดหน้าให้มิกี้ไปจัดการกับตัวเองซะ

“...” อลันพยายามสงบสติลงและไม่วู่วามในตอนนี้


ติ้ดๆ! ตี้ดๆ!


[นี่วาสพูด นำพวกที่เหลือไปห่อหมกในบ้านร้างนั่นซะ]

[คิดจะทำอะไรวาส? หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเรานะ] ลีแอนตอบวาสกลับไปแต่ในใจเธอกำลังสื่อในทางไม่ดี

[อย่างที่เคยทำยังไงหละปิดปากไอ้เจ้าพวกนี้ เดี๋ยวจะส่งอีกกลุ่มที่โดนมัดอยู่อีกที่ไปให้เธอจัดการซะ]

[แล้วหัวหน้าทีมอัลฟ่าหละจะเอาไง?] ลีแอนถามกลับไปอย่างใจเย็น

[เครื่องต่อรองไงหละ ไอ้พวกนั้นมันไม่กล้าทำร้ายพวกเดียวกันอยู่แล้วด้วย]
วาสพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจว่าลีแอนสามารถทำงานนี่ได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

[ก็ได้...ถ้านายต้องการแบบนั้น] ลีแอนรับคำสั่งและวางวิทยุลงไป


ติ้ดๆ!!


“ก่อนจะฆ่านาย...ฉันอยากรู้เรื่องนึงก่อน” ลีแอนเข้ามาถามอลัน
แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอกำลังส่งข้อมูลแบบลับๆให้มากกว่า

“ต้องการอะไรอีกเล่า? ยังไม่สาแก่ใจเธอใช่ไหม?” อลันเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยจึงพยายามเริ่มหาทางหนี

“พวกนายมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ Crash 28?” ลีแอนเข้าไปถามอลันอย่างไว

“วงแครสวงเคริ้สอะไรเล่าชั้นไม่รู้จัก!” อลันโบ้ยกลับไปเพราะไม่รู้จักข้อมูลเหล่านี้


หมับ!! จ้ากก!!!!


ลีแอนยังพยายามยัดข้อมูลให้กับอลันในวิธีไม้แข็ง แม้มันจะเป็นการแสดงก็จริงแต่หากไม่ทำแบบนี้
พวกนั้นก็จะรู้ตัวทันทีว่าเธอคือสปายจากฝั่ง Z.S.S. เข้ามาปลอมตัวในกลุ่ม
เธอจงใจบีบแขนข้างที่หักของอลันให้ทนทุกข์ทรมานสุดขีด
เสียงของอลันดังไปทั่วจนกลายมาเป็นหนึ่งคลื่นเสียงดนตรีแห่งความตายพื้นฐาน


“ถามอีกครั้ง พวกนายเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ Crash 28?” ลีแอนยังยืนยันคำถามเดิมๆให้อลันจำเอาไว้

“ก..กะก็บอกว่าไม่รู้ยังไงเล่า!” อลันสวนคำตอบกลับไปเหมือนเดิม

“หมอนี่นอกจากจะแขนเดี้ยงแล้วยังจะปากมากอีกว่ะ คราวนี้มันคงได้เดี้ยงอีกข้างนึงแน่ๆ”
ทหารเบต้าคนหนึ่งนินทากับเพื่อนอีกคนอย่างสนุกสนาน

“เงียบซะไอ้พวกปากหมา” ลีแอนพูดกลับไปทางพวกทหารเบต้าสองคนนั้นจนพวกเขาทั้งคู่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนประเภทอดทนเสีย

“ฟังนะแม่สาวน้อย ถ้ายังจะมาตำหนิพวกเรากหละก็กลับไปจะจัด-”

“ทำยังกะเป็นคนโตไปนะพวกเธอทั้งคู่ พวกปลายแถวอย่างพวกแกคงจะได้เป็นตำแหน่งแค่นี้หละ”
ลีแอนเสยคำเหยียดหยามให้กับพวกนั้นเต็มที่จนอลันเองก็สะใจไปในตัวที่เห็นทหารผู้หญิงอย่างลีแอนนั้นปล่อยหมัดใส่พวกนั้นรัวๆ

“หึ คอยดูก็แล้วกันกันลีแอน!” ทั้งคู่เดินออกจากบ้านไปสูบบุหรี่แก้เครียด
ส่วนลีแอนเองเมื่อเห็นว่าเนียนได้สำเร็จจึงมายัดข้อมูลต่อ


ฮืออ~ จายร้าย~


มิกกิ้กำลังนั่งเศร้าหงอยเสียใจอยู่ท่าไหนท่านั้นบริเวณข้างบ้านร้างหลังหนึ่ง
ซึ่งในนั้นมีทหารเบ้ต้าอยู่อีกคนกำลังนั่งเฝ้าและตรวจสอบอาวุธของกลุ่มคริสทั้งหมด
และยังมีซอมบี้ที่โดนล่ามโซ่เอาไว้นั้นติดอยู่ตรงเสาบ้านสี่ห้าตัวโดนยิงสมองกรวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“ไอ้มิกกี้! มึงเลิกร้องห่มร้องไห้ได้แล้วเว้ยหนวกหู!”

“โลกนี้ช่างโหดร้าย ว้า~!” มิกกิ้ยังเสียใจกับการเมินและไล่ตะเพิดกลับไปของลูเซีย


กึกๆ! หือ?


ขณะที่เธอนั้นกำลังเสียใจ(และเสียเวลา)กลับไปเตะสายอะไรบางอย่างเข้าในพุ่มหญ้าหนาเตอะ
เธอค่อยๆดึงสายนั้นขึ้นมากลับพบว่ามันคือสายไฟที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ชั้นดี
นั่นทำให้ความสงสัยนั้นเข้าชดเชยเรื่องเสียใจเหล่านี้ออกไปจนหมดสิ้น


“ของแบบนี้ในไทยไม่มีผลิตหรือขายตามพื้นที่ทั่วไปด้วยซ้ำ...ลองไปดูหน่อยดีกว่า”
มิกกี้เริ่มตามเส้นสายไฟชั้นดีนี้ไปเรื่อยๆจนผ่านตรงถนนสี่แยกที่มีลูเซียและสุภาพบุรุษนั้นนั่งอยู่

“...” ลูเซียชำเลืองมองดูมิกกี้เหมือนเธอจะเจอของบางอย่างเข้าให้

“สงสัยหรอ?” เดวิดถามลูเซีย

“ปกติหากมีความแปลกใหม่ มิกกิ้จะสนใจเป็นพิเศษก็เท่านั้นเอง” ลูเซียตอบไม่ตรงประเด็นเหมือนจะขี้เกียจมานั่งเปลืองน้ำลายกับเดวิด

“...หรอ?” เดวิดชะเง้อมองหน้าของเธอเหมือนจะแหย่ให้เธอพูดอีก

“อย่าเสือกเรื่องชาวบ้านจะดีที่สุดเดวิด...แต่มันก็น่าคิดดี” ลูเซียตอบกลับพร้อมลงท้ายประโยคด้วยความน่าสงสัย
ทำให้เดวิดรู้ทันทีว่าลูเซียเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามิกกี้เจออะไรเข้าให้

“งั้นก็ต้องลองใจกันหน่อยแล้วหละ” เดวิดยิ้มออกมาเล็กน้อยและมีความคิดดีๆเข้าให้


ปึกๆๆ!! เห้ย! มึงทำอะไรวะ!!?


เดวิดรีบลุกขึ้นและทำการดึงเชือกที่มัดเอาไว้กับเสาสัญญาณไฟจราจรให้ออกจนมันเริ่มเอียงออกมาเล็กน้องทำท่าจะหลุดออกมา
ปรากฎว่ากลับมีทหารเบต้าสองคนที่ออกมาจากบ้านมาสูบบุหรี่นั้นเห็นเข้าถึงกับวิ่งแจ้นไปหาเดวิดเพื่อทำการห้ามเขาทันที


“หยุด!! มึงไม่มีสิทธิที่จะหนีออกมายกเว้นมึงตายแล้วเท่านั้น!”
ทหารเบต้าคนหนี่งเข้ามารวบตัวเดวิดเอาไว้และอีกคนเข้ามาล็อคแขนข้างหลังของเขา

“ก็แค่อยากจะเข้าห้องน้ำเท่านั้นเองนี่ ไม่เห็นต้องมาห้ามเลย” เดวิดตอบกลับไปอย่างสุขุม

“ถ้ามึงอยากเข้าห้องน้ำหละก็ตรงนี้แหละห้องน้ำของมึง!”

“...งี่เง่าชะมัด…??” ลูเซียบ่นในใจเมื่อเห็นเดวิดทำอะไรงี่เง่าอีกตามเคย
แต่แล้วเธอก็เห็นใครบางคนค่อยๆเดินออกมาอย่างช้าๆและเธอก็จำได้ขึ้นใจว่าบุคคลนั้นคือใคร


ร่างเงาใหญ่ใส่ชุดทหารคนหนึ่งเดินหลบมุมและส่องออกไปตรงบริเวณสี่แยกไฟแดงที่เหมือนจะมีเรื่องกัน
และกำลังเห็นเดวิดกำลังโดนซ้อมรอบที่สองเพราะเหตุผลไร้สาระคือทำเรื่องไม่เข้าเรื่อง
ลูเซียเห็นดังนั้นจึงไม่ทำให้เสียเวลา เธอจึงทำการกระเถิบออกมาจากบริเวณซ้อมมวยของกลุ่มผู้ชายและส่งสายตาพร้อมปลายเท้าตัวเองทั้งสองข้างชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่ง


“ขอบใจลูเซีย” เขาพยักหน้าเล็กน้อยให้กับลูเซียเป็นการขอบคุณเธอในการบอกข้อมูลให้

“เห้ยมิกกี้! หยิบไขพวงมาหน่อยเซะ!” ทหารเบต้าที่กำลังเฝ้าของอยู่นั้นใช้งานมิกกิ้ให้ไปหยิบของที่ต้องการให้

“มีแต่หมัดจะเอาไหม?” ชายคนนั้นรีบเข้ามาข้างหลังพร้อมกับง้างหมัดแล้วชกไปที่หน้าของทหารรายนั้นทันที


ผัวะ!!! ตึง!!!


“โชคดีที่ของยังอยู่ครบถ้วน” เขารีบสวมใส่อุปกรณ์ของตัวเองและจับอาวุธของตัวเองคืนมา
รวมไปถึงตรวจสอบอาวุธของพวกตัวเองที่เหลือว่าอยู่ครบดีหรือไม่

“ยังจะพูดมากอีกรึไงฟระ!?” เสียงของทหารเบต้าจากสี่แยกไฟแดงนั้นดังมาถึงแถวนี้

“อดทนไว้ก่อนเดวิด” เขาพึมพำอยู่คนเดียวก่อนจะลากรายที่ชดใส่หน้าเข้าอย่างจังนั้นไปซ่อนในตู้เพื่อกลบเกลื่อน


เอี้ยดด! ตึกๆๆ!! เจอแล้วๆๆ! อะๆๆ!


มิกกี้รีบเปิดประตูเข้ามาจากด้านหลังบ้านแล้วรีบวิ่งตรลมาหาเพื่อนตัวเองเหมือนเธอจะเจออะไรเข้าให้
แต่แล้วแทนที่จะเจอพวกตัวเองกลับเจอกับฝั่งตรงข้ามเสียได้แถมยังได้อาวุธครบถ้วนอีกต่างหาก


“สะสวัสดีกัปตันคริส” มิกกี้เปลี่ยนสีหน้าที่รีบร้อนมาดป็นอึดอัดเสียแทน


ปึกๆ!!! ปล่อยนะ!!


“บอกมาพวกแกมาทำอะไรที่นี่? แล้วพวกแกมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการสังหารหมู่ของพวกเรา!?”
คริสรีบจับร่างของมิกกี้ชิดฝาผนังพร้อมกับล็อคแขนทั้งคู่ไม่ให้ไปไหนและเริ่มเค้นข้อมูลอย่างไว

“มะๆๆไม่รู้! เราไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย!” มิกกี้พยายามพูดให้คริสเชื่อเธอแต่ก็คงไม่ง่ายขนาดนั้น

“โกหก! ชั้นได้รับข่าวมาจากทางศูนย์บัญชาการว่าพวกแกลอบโจมตี Z.S.S.! แล้วลอบสังหารกลุ่มของชั้นต่อ”
คริสเริ่มยิงคำถามรัวๆใส่มิกกี้ให้เกิดความสับสนลังเลใจแม้ข้อมูลนี้จะเป็นเท็จบางประการ


เธอพยายามตั้งสติให้มั่นคงเข้าเอาไว้ในใจของเธอเพราะยังไงก่อนเธอจะมารับจ๊อบที่นี่
หัวหน้าของเธอแต่ก่อนก็มีนิสัยคล้ายกันกับคริสอยู่แล้ว หากมันเป็นตามที่เธอคาดนั้นเธอได้ทำการใช้วิธี...


“ขอร้องเถอะนะ...คือฉันแค่อยากจะเจอเพื่อนของฉัน…” มิกกี้เริ่มส่งสายตาน่าสงสารไปให้กับคริส(เดี๋ยวนะวิธีนี้? .-.)


ปึก!!! โอ้ย!!!


“ถึงเธอจะมีเพื่อนอยู่ในงานนี้ก็จำไว้ซะว่าอย่าเผยความรู้สึกแบบนั้นออกมา!’ คริสจับหัวมิกกี้กระแทกกับฝาผนังถึงจะโขกไม่แรงแต่ก็ทำให้มิกกี่ร้องออกมาได้อย่างแสนเจ็บปวด

“ตะแต่มัน…” มิกกี้ทำท่าทางเหมือนไม่พอใจเท่าไหร่เพราะคริสไม่ลงหลงกล

“ถ้าเธออยากจะแข็งแกร่งแล้วเอาชนะสิ่งรอบข้าง ก็ต้องเริ่มจากตอนนี้…
ศัตรูสามารถเล่นงานเธอได้หากเธอเผยจุดอ่อนออกมาให้เห็น และตอนนี้เธอก็เผยไต๋ให้คนอื่นอยู่”


สิ่งที่คริสกำลังพยายามบอกเธอนั่นก็คือ การที่เธอนั้นเผยความรู้สึกต่อคนฝั่งตรงข้ามหรือพวกพ้องมากเกินไป
ทำให้สิ่งนั้นอาจจะกลับมาเล่นงานเธอในภายหลัง แน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้เช่นเดียวกัน
เธอพบเจอพวกพ้องตัวเองจากที่เดียวกันอย่างลูเซียแล้วแสดงอาหารออกตัวว่าเป็นเพื่อนกันอย่างเปิดเผย
โดยที่ไม่ได้สนใจรอบข้างตัวเองเลยว่ามีใครมองอยู่บ้าง


“...” มิกกี้หน้านิ่งไปชั่วครู่กับการกระทำของตัวเอง เมื่อคริสเห็นดังนั้นแล้วจึงปล่อยเธอไป

“อะเอ๋..ทะทำไมถึง?” มิกกี้เริ่มงงว่าทำไมคริสถึงปล่อยเธอไปอย่างง่ายดาย

“ที่จริงตอนอยู่บนรถคันนั้นชั้นได้ยินเสียงเธอพูดซะเต็มหูตอนเจอเพื่อนของเธอในนั้น”
คริสตอบกลับไปและแอบชำเลืองมองดูข้างนอกว่าเป็นยังไงบ้าง

“อะอ้าว...รู้หมดสิถ้างั้น?” มิกกี้ทำหน้าเอ๋อใส่กลับเหมือนตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย (เผยไต๋หมดเลยหละ =.=)

“เธอเจออะไรเข้าหละ? แล้วอย่าตุกติก” คริสเอาปืนจ่อหลังของเธอเอาไว้ปล้วให้เธอนำทางไปหาบางอย่าง
ซึ่งนั่นทำให้เธอเข้าใจทันทีว่าคริสเองก็อาจจะเจอสิ่งนั้นเข้าให้แล้วเหมือนกัน

“โอเค..ฟังดูมันอาจจะอลังการงานสร้าง ตะแต่ว่ามัน...มันคือแผนการอันแยบยล” มิกกี้อธิบายไประหว่างทางออกจากประตูด้านหลัง

“...เร็วเข้าเดวิด เราไม่มีเวลาทั้งวันกับเจ้าพวกนี้” คริสมองดูเดวิดที่พึงโดนซ้อมเสร็จรอบสองก่อนจะจับมิกกี้นำทางไปยังที่ที่หนึ่งเข้า


ปึก!!! โครม!!! เห้ยเอาตัวมันไป!!!


ทางด้านเบนนั้นก็พึ่งเสร็จจากการโดนรีดไถข้อมูลแบบเดียวกับเดวิด
วาสเดินออกมาพร้อมกับดูสารรูปของพวกทหาร Z.S.S. แสนต้อยต่ำเหล่านี้
เบนซึ่งอยู่ในสภาพคนถูกซ้อมออกมาจากผับบาร์ทั่วไปที่พบเห็นได้ทั่วไปตามตรอกถนน
แม้จะยังมีเนี่ยวแรงเหลืออยู่บ้างในการลุกขึ้นมาชกต่อยแต่เบนกลับไม่ทำอย่างนั้นเพื่อเก็บพลังงานพวกนี้ไปใช้อย่างอื่นดีกว่า


“เอาหละเหลือแค่บอสใหญ่ของกลุ่มนี้มาต่อรองกันเสียหน่อย” วาสมองไปยังที่ที่คริสซี่งโดนจับเอาไว้อยู่
แต่ดูเหมือนว่าตัวเขานั้นจะยังไม่รู้ตัวว่าคริสหนีออกมาแล้ว


ครืดด!


เบนโดนลากออกจากบ้านสอบสวนหลังนั้นอย่างทุลักทุเลโดยเดวิดกับลูเซียเองยังมองอยู่ห่างๆว่าใครจะเป็นรายต่อไป
แต่ในใจของทั้งคู่นั้นคิดอย่างเดียวกันนั่นก็คือการหลบหนีออกจากที่นี่ไปให้ได้ก่อน


“รถหุ้มเกราะจอดเอาไว้ตรงนั้น แต่เหมือนจะมีคนเฝ้าไว้อยู่” เดวิดกระซิบข้างๆหูของลูเซีย

“ดี...นายก็ไปช่วยที่เหลือซะ” ลูเซียตอบกลับไปอย่างหน้าเย็นชาหมือนเดิม

“ลำบากเช่นเคย...เป็นชายนิทราไปเสียได้มอร์แกน” เดวิดถอนหายใจออกมาเมื่อหันมามองมอร์แกนอีกรอบ

“โอยย…” เบนบ่นออกมาในลำคอตัวเองที่ต้องมาโดนอะไรแบบนี้และตัวเองหันไปมองเดวิดกับลูเซียเหมือนจะคุยอะไรกันอยู่ลับๆ
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นเขารู้แก่ใจดีว่าทั้งคู่กำลังวางแผนแหกการจับกุมนี้แน่นอน

“แย่แล้ว!! แย่แล้วๆๆ!!” จู่ๆกลับมีเสียงที่คุ้นเคยประจำทีมของใครบางคนรีบวิ่งออกมาจากถนนฝั่งตรงข้าม

“แหกปากโวยวายอะไรอีกไอ้มิกกี้!?” วาสเห็นมิกกี้ที่พึ่งฌผล่หัวออกมาให้เห็นจนเริ่มทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดอีกรอบ

“คริสๆๆ...หะหายตัวไปแล้ว!!” มิกกี้รีบตะโกนแจ้งให้พวกตัวเองทราบ

“จะเจ้าบ้านั่นมันหนีออกมาได้ยังไง!? รีบตามตัวเร็ว!”


รับทราบ!!! ตึกๆๆ!!!


ทหารเบต้าทั้งหมดเริ่มเคลื่อนที่ตามหาคริสทันทีโดยที่วาสนั้นรีบไปยังห้องกุมขังของคริสว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ระหว่างนั้นเองมิกกี้รีบสวนทางกับพวกตัวเองมาหาลูเซียเหมือนจะยังคิดถึงไม่หาย


“เค้ามาช่วยแล้วนะ” มิกกี้ทำหน้าตาหวานใส่ไปให้แต่เสียงตอบรับก็ยังเหมือนเดิมคือหน้าตายกลับมา

“กุญแจรถอยู่ไหน?” ลูเซียถามมิกกี้

“อะๆๆยะอยู่กับทหารหญิง...อีกคนนึงน่ะ” มิกกี้ตอบกลับไปอย่างติดๆขัดๆเพราะยังตื่นเต้น


ฉับๆๆ!!


มิกกี้รีบจับคัดเตอร์ออกมาจากกระเป๋าของตัวเองและรีบตัดพลาสติกให้กับทั้งคู่อย่างไวขณะที่สถานการณ์ยังวุ่นวายอยู่


“...ขอบใจ” ลูเซียแสดงคำขอบคุณอันเรียบง่ายให้กับมิกกี้จนเธอนั้นเริ่มอมยิ้มออกมาบ้าง

“รีบไปซะลูเซีย” เดวิดรีบลุกขึ้นพร้อมกับสะบัดข้อมือเล็กน้อยและเตรียมตัวไปช่วยพวกที่เหลือต่อ

“อย่ามาสั่งเป็นหัวหน้าแล้วกัน” ลูเซียเสยกลับไปแล้วทำการดัดนิ้วตัวเองมาอย่างดัง
พร้อมจัดการกับคนที่มาขัดขวางการหนีของเธอ


ตูม!!!!


ระหว่างนั้นมีเสียงระเบิดซึ่งน่าจะเป็นระเบิดพลางตัวดังออกมาจากบ้านหลังหนึ่งเข้า
และมีทหารสองนายรีบวิ่งออกมาจากดงควันหนาเตอะนั่นพร้อมใจสามัคคีวิ่งทางตรงมายังเดวิด


“เดวิด! รีบชิ่งเร็ว!!” เบนตะโกนเรียกเดวิดให้เตรียมวิ่งหนีออกจากที่นี่

“แค่กๆๆ!!” ลีแอนรีบเดินออกมาจากบ้านทางด้านหลังอย่างเชื่องช้าและยังสำลักควันอย่างต่อเนื่อง

“ไม่บอกก็ต้องเตรียมชิ่งอยู่แล้ว! ไปเจอกันที่รถหุ้มเกราะ!”


เดวิดรีบแบกร่างของมอร์แกนพร้อมกับวิ่งไปยังที่หมายให้ไวส่วนเบนกับอลันเองก็ช่วยกันพยุงตัวเองไปยังที่หมายอย่างไว
ลูเซียรีบวิ่งเข้าไปในบ้างซึ่งเก็บอาวุธของตัวเองเอาไว้โชคดีที่ของของเธอนั้นยังไม่ไปไหนหรือมีคนเคลื่อนย้ายไป


“ตามหาคริสให้เจอ! ฆ่าพวกที่มาให้หมด!!” วาสออกมาจากบริเวณที่คริสเคยโดนจับตัวอยู่
สภาพในห้องนั้นเละเทะไปหมดและยังทิ้งลายเซ็นต์อย่างดีงามโดยการสังหารทหารเบต้าที่กุมขังที่นี่อย่างเลือดเย็น

“พวกมันกำลังหนีไปแล้วเปิดฉากยิงได้!!” ทหารเบต้าคนหนึ่งเห็นพวกนั้นกำลังวิ่งหนีไป


ปังๆๆ!! รีบวิ่งเร็ว!!


กระสุนปืนเริ่มไล่ยิงกระหน่ำมาจากด้านหลังอย่างน่ากลัวสุดขีดทำให้ผู้หนีตายอย่างกลุ่มคริสนั้นยิ่งลำบากไปในตัว


“เอาไงดีๆๆ!?” มิกกี้เริ่มอยู่ไม่สุขพร้อมกับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

“มิกกี้!! มัวทำอะไรอยู่รีบตามหาพวกนั้น!!!” วาสตะโกนใส่มิกกี้เพื่อให้เธอตื่นเสียที

“อะจ้าๆๆ!” มิกกี้ส่ายหัวตัวเองอย่างแรงเพื่อให้ตัวเองกลับมีสติอีกรอบ

“...ลีแอนไปไหนแล้ว? ลีแอน!!”


.
.
.


เห้ยพวกมันหนีออ- ผัวะๆๆ!!! หมับ!! ปังๆๆ!! อ้ากก!!


ลูเซียเริ่มลงไม้ลงมือกับพวกทหารเลต้ายังกะของเล่นในสายตาของเธอพร้อมกับการเก็บพวกนั้นอย่างเลือดเย็น
ไม่นานนักคนที่มาขวางเส้นทางของเธอนั้นก็ตายหายจากไปทีละคนจนแทบไม่เหลือให้ใครมาต้านเธอแล้ว


“...พวกงี่เง่า” ลูเซียบ่นรำพึงออกมาเล็กน้อยก่อนจะแบกปืนของทุกคนพร้อมกระสุนบางส่วนไปด้วยกัน


ซิกๆๆ!! กริกๆ!!!!


“...ใช้เวลานานไหมหละตอนออกมา?” เสียงชายร่างใหญ่ที่เธอคุ้นเคยดีทักหลังจากมาเจอกันระหว่างทาง

“ไม่หรอกคริส...แค่นี้ยังช้าไป” เธอตอบกลับไปโดยยังแสดงสีหน้าคนไร้อารมณืเหมือนเดิม

“เจออะไรเข้าหละ?”

“Psycho Wail อีกเครื่องถูกติดตั้งเอาไว้ในหมู่บ้าน และดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้”
คริสตอบกลับไปและโหลดกระสุนแม็กกาซีนใหม่เข้าไป

“งั้นหรอกหรอ?” ลูเซียรำพึงออกมาอย่างเบาแล้วมาคิดในหัวของเธอ


หากมันเป็นสิ่งที่เธอคาดคะเนเอาไว้นั้นมิกกี้ได้ไปพบเครื่องสะกดจิตนั่นเข้าให้
แต่เหมือนโชคไม่ดีเท่าไหร่จะไปเจอกับคริสเข้าเลยทำใจพาไปดูแต่โดยดี


“ปล่อยเธอไปทำไมหละ?” เธอถามคริสอย่างเย็นชาและแปลกใจว่าทำไมถึงปล่อยคนเอ๋อๆอย่างมิกกี้ไป
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่แรกแล้วแท้ๆ

“หากเธอยังรักตัวเองอยู่ก็ต้องรู้ว่างานนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
อนาคตของเธอยังอยู่ไกลกว่านี้และมันไม่ควรจะจบลงที่เกาะแห่งนี้”

“...” ลูเซียไม่พูดอะไรมากนักและเดินออกไปยังจุดนัดพบ ซึ่งเธอเองก็เช้าใจเจตนาของคริสดีว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
แต่ที่นี่หรือที่ไหนก็แล้วแต่มันคือสมรภูมิรบไม่ปราณีแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆหรือผู้หญิงอ่อนแอ


ปังๆๆๆ!!! พวกมันกำลังขับรถหนี!!!


ทหารหลายนายเริ่มทยอยพุ่งตรงดิ่งไปยังทางเดวิดและยิงสะกัดไม่ให้พวกนั้นหนีไปได้
เบนกับอลันไปถึงรถหุ้มเกราะอย่างปลอดภัยและหากุญแจรถข้างๆรถหุ้มเกราะว่ามันอยู่ตรงไหนกัน


“เวรเอ้ยๆๆ! กุญแจมันไปไหนก้น!?” เบนรีบหากุญแจอย่างลกลนสุดขีดเดราะเวลามันไม่เคยคอยใครมากนัก

“เห้ยอันนี้หรือเปล่า!?” อลันเปิดช่องกระเป๋าเสื้อของตัวเองดูก็พบกับกุญแจรถอยู่ในนั้น

“มึงโครตเก่งเลยว่ะที่ไปหามาได้รอสักครู่!” เบนชมเชยกับเพื่อนตัวเองก่อนจะรีบไปสตาร์ทรถหุ้มเกราะเสีย

“ดะเดี๋ยว..กูไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อได้ยังไงนี่สิวะ” อลันยังไม่เข้าใจอยู่ว่ามันมาอยู่ในนี้ได้ยังไงนอกจากมีคนยัดใส่มาให้


ตึกๆๆๆ! เบนเตรียมการรบป้องกัน!! เออรู้แล้ว!!!


เดวิดกับมอร์แกนตามมาถึงอีกคู่แล้วเจ้าตัวรีบโยนเจ้าชายนิทราเข้าไปในรถหุ้มเกราะอย่างไว
อลันรีบมุดเข้าไปข้างในพร้อมกับหันไปดูอาการของมอร์แกนว่าเป็นยังไงบ้าง
เบนกับเดวิดเริ่มเปิดฉากกับพวกทหารจอมน่ารำคาญอย่างเบต้าโดยการจับอาวุธข้างๆรถขึ้นมายิงสวยกลับไป


“เบน! คอยดูแลไม่ให้พวกนั้นเข้ามาใกล้รถคันนี้ได้! ชั้นจะไปตามหาอีกสองคนนั่น!!” เดวิดสั่งการให้เบนคุ้มกันบริเวณนี้และตัวเองจะวิ่งดงฝ่ากระสุนเข้าไปช่วยอีกสองคนนั่นออกมา

“จะทำอะไรก็แล้วแต่รีบหน่อยนะ!! เอาไปกินซะ!!!” เบนขว้างระเบิดลูกกลิ้งกลางดงกระสุนเปิดจังหวะให้เดวิดรีบวิ่งไป


ระเบิด!!! ตูม!!!!!!


หลังจากเสียงระเบิดอันกึกก้องเข้าไปนั้นทำให้การยิงกระสุดหนุดลงชั่วขณะจึงเป็นโอกาสทองของเดวิดที่จะวิ่งออกไป


“ไหนกันวะทั้งสองคน!?” เดวิดรีบวิ่งฝาพวกนั้นไปอย่างรวดเร็วแลจณะนั้นเองพวกที่มาสมทบทีหลังก็เห็นเดวิดกำลังวิ่งหนีไป

“เห้ยมันกำลังวิ่งหนียิงสกัดไว้!!” ทหารเบต้าสองคนออกมาจากอาคารพร้อมอาวุธครบคันพร้อมจะยิงเดวิดให้ตายไปข้าง


ปังๆๆๆ!! อ้ากก!!!


“ขอโทษทีหนุ่มๆ..แต่ฉันคงให้พวกนายทำแบบนั้นไม่ได้” ลีแอนเข้ามายิงข้างหลังทั้งสองแล้วร่วงลงไปอย่างน่าอนาจ

“ละลีแอน! ซอมบี้ตามเสียงมาแล้วหล่ะ!” มิกกี้รีบวิ่งเข้ามาสมทบกับลีแอนพร้มกับการงานสถานการณ์ไปในตัว

“โธ่เว้ยทำไมต้องมาอะไรตอนนี่ด้วย?” ลีแอนบ่นออกมาไม่สบอารมณ์แล้วรีบเตรียมเช็คปืนตัวเองอีกรอบ

“เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วลีแอน ชะชั้นเช็คสภาพโดยรวมในหมู่บ้านนี้แล้วเหมือนกับ...กับดัก!”
มิกกี้รีบเปิดแล็ปท้อปของตัวเองออกมาคีย์ดูข้อมูลที่ไปส่องมาก็พบกับสิ่งที่น่าปละหลาดใจอย่างมากเพราะว่าสถานที่แห่งนี้นั้น
คือกับดักที่ใครบางคนได้วางเอาไว้เพื่อลดจำนวนตัวก่อกวนหรือศัตรูลงไปโดยไม่ได้ลงมืออะไรทั้งสิ้น

“ชัดเจนว่ามีคนอยู่เบื้องหลังในครั้งนี้” ลีแอนวิเคราะห์เหตุการณ์คร่าวๆออกมา

“ถึงจะๆๆ...ไม่รู้หรอกนะว่าใครแต่..เราต้องชิ่งแล้ว พวกมันเยอะเกินไป!”
มิกกี้เปิดดูกล้องวงจรปิดตามถนนแล้วพบกับกองทัพซอมบี้เดินเรียงรายตามเสียงกันมาอย่างไม่ขาดสาย

“พูดถูกอีกนั่นแหละมิกกี้ เตรียมรถซะ!” ลีแอนรีบวิ่งออกไปและฝากให้มิกกี้เตรียมรถหนีเอาไว้

“ดะเดี๋ยว! จะให้...ทำยังไงดีหละ!!?” มิกกี้เริ่มสติแตกเพราะทิ้งเอาไว้คนเดียวอีกแล้ว
แถมมีข้อจำกัดเยอะแยะมากมายจนตัวเธอแทบจะเป็นลมคาที่


.
.
.


ปังๆๆ!! หนีเข้าไปฮ่าๆๆๆ!!! ปังๆๆๆ!!!


วาสกำลังสนุกสนานกับเอาปืนกลหนักไล่ยิงสาดใส่คริสเพื่อที่จะได้ล่าหัวเพื่อแลกรางวัลไปในตัว
แต่คริสนั้นไม่สนุกกับเกมนี้เอาเสียหากมันยังเป็นแบบนี้อยู่และไม่สามารถโต้กลับได้แบบนี้


“ไปไหนหละกัปตันมาสู้กันก่อนเซ่!!” วาสตะโกนเรียกถามหาคริส

“ใครจะไปบ้าสู้กับแกอย่างงั้นเล่า!?” คริสตะโกนกลับไป

“วาส! พวกซอมบี้มาจากไหนไม่รู้กำลังมาทางนี้เราต้องชิ่งแล้ว!” ทหารเบต้าคนหนึ่งรีบมาตะโกนเตือน

“อะไรนะ!? แต่ในรายงานของคนมอบภารกิจให้กับเรามันไม่มีแบบนั้นนี่!”
วาสตะโกนกลับไปเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

“งั้นมึงก็แหกหูตาดูฟังเสียบ้างว่าอะไรกำลังมา!!” เพื่อนของวาสโวยกลับไปให้วาสคิดใหม่อีกรอบ


โอกกก!! แฮ่!!!!!


เสียงแสนโหยหวนอันน่าคิดถึงอย่างซอมบี้นั้นเริ่มแห่กันมาพร้อมกับความกระหายเลือดเนื้ออย่างเห็นได้ชัด
หากสู้กันต่อไปที่นี่ไม่รอดก็ตาย ไม่มีใครมาการันตีได้ว่าใครจะอยูใครจะไปในอนาคตหากยังหันหน้าสู้กันอยู่ตอนนี้


“คริส! อยู่ไหน!?” เดวิดรีบตามหาหัวหน้าอัลฟ่าอย่างไม่ลดละจนมาสดุดตากับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะเจอต่อไป
เสียงที่คุ้นเคยพร้อมกับความตายที่กำลังคลืบคลานเข้ามาหาอย่างช้าๆเป็นเอกลักษณ์

“บ้าชะมัดพวกมันมาจากไหนกัน!?” ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ความสงสัยอย่างรวดเร็ว
สัญชาตญาณเข้ามาถามหาข้างกายเดวิดพร้อมกับเสียงกระซิบของคนตายเข้ามากล่องประสาทของเขา

“ไม่ว่ายังไงมันต้องตายอยู่ดี!!” วาสแหกปากออกมาอย่างดุดันและเริ่มเตรียมจะกดกลไกปืนให้ลั่นออกมาอย่างไว


ปังๆๆๆๆ!!!


คริสรีบวิ่งหลบกระสุนอย่างไวก่อนจะโดนเข้าไปอย่างจัง ความบ้าคลั่งของวาสเริ่มทำให้บริเวณนี่กลายเป็นสถานที่ระบายไปในตัว
ไม่มีใครสามารถห้ามความบ้าระห่ำของวาสได้สักคนเดียว
เดวิดพยายามหาจังหวะยิงใส่วาสหรือเพื่อนของเขาอีกคนให้ร่วงไปก่อนแต่ก็หาจังหวะไม่ได้เสียที


กริกๆๆๆๆ!!! แฮ่!!!! โครม!!! ชาโด้- อ้าคคคค!!!!!


แต่แล้วความซวยยังไม่หมดลงเพียงเท่านี้เพราะกลับมีพวกชาโด้วหลายตัวซุ่มโจมตีพวกเขา
โดยที่พวกมันรอคอยเหยื่อให้ตายใจแล้วตัดสินใจเข้าไปตะคลุบเหยื่อลากไปกินในเงามืดในที่สุด
ทหารเบต้าคือหนั่งในผู้โชคดีของพวกมัน เขาโดนซุ่มโจมตีจากในบ้านร้างหลังหนึ่งเข้าแล้วโดนลากเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็วโดยมีอีกสามสี่ตัวอยู่ในนั้นรอชำแหละ


ชัวะๆๆ!!! แฮร่!!!!


แม้จะดิ้นหรือหนีตายอย่างไรแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพวกนี้ได้แม้แต่ตัวเดียวแล้วท้ายที่สุด...ชายผู้นี้ก็ต้องพบกับจุดจบของเรื่องราวแสนเศร้าโศกของชีวิตแบบนี้ที่กลายมาเป็ยอาหารโอชะให้กับชาโด้วพวกนี้
วาสเริ่มออกอาหารหวั่นขึ้นมาเพราะหากยังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่โดนพวกซอมบี้ฆ่าก็โดนพวกชาโด้วจับลากเช้าห้องโต๊ะจีนของพวกมันเสียเอง


“อย่าบอกนะว่าที่นี่กลายเป็นรังของพวกมันไปแล้ว!?”
เดวิดประเมินสภาพในตอนนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่และหากสิ่งที่เขาคิดเป็นความจริงก็เตรียมตัวลาขาดที่นี่อย่างไว

“!? อยู่นี่เอง!!!” วาสเหลือบมองไปเห็นคนที่ใส่ชุดแปลกตาไปจากพวกตัวเองกำลังแอบซุ่มยิงอยู่จึงรีบสาดกระสุนใส่อย่างไว


ปังๆๆๆ!!! เวรแล้วๆๆ!! ครืดด!!! หนีเข้าไปฮ่าๆๆ!!!


วาสยังคงยิงกระสุนออกไปอย่างต่อเนื่องจนเดวิดแทบไม่มีโอกาสให้หนีไปไหนอีกนอกจากติดแหง็กอยู่ข้างๆกำแพง
คริสฉวยจังหวะที่วาสเผลอรีบวิ่งออกจากพื้นที่อันตรายเตรียมทำการยิงโต้กลับไป


“เผลอใจไปหน่อยแล้วพ่อแรมโบ้!!” คริสเตรียมตัวยิงใส่วาสอย่างไร้ปราณีแต่แล้วก็ต้องกับอุปสรรคอีกอย่าง


แฮ่!!! เวรหละ!!! กริกๆๆๆ!!!


ชาโด้วตัวเล็กสองตัวปีนกำแพงออกมาจากหน้าต่างบ้านแล้วทำท่าขู่ใส่คริสอย่างไว
แม้พวกมันจะไม่กล้าออกมาเผชิญหน้าโดยตรงเพราะแสงแดดยังมีให้เห็นแล้วทำลายระบบสายตาของพวกมัน
แต่เรื่องพื้นที่และสถานการณ์พวกนั้นได้เปรียบกว่าเห็นๆ และหากก้าวพลาดแม้แต่นิดเดียวพวกมันก็เตรียมลากเข้าซุ้มจัดเตรียมมื้อใหญ่ของพวกมันท้ายที่สุด


“จริงสิ...เฮ้มาทางนี้สิ!! เนื้ออร่อยๆอยู่ตรงนี้ไง!!” คริสส่งเสียงร้องออกมาเพื่อจงใจล่อพวกชาโด้วตัวจิ๋วเหล่านี้ไปด้วยกัน

‘แฮร่!!” พวกมันเริ่มตอบสนองเสียงของคริสแล้วค่อยๆไต่กำแพงอย่างระมัดระวังเผื่อเขานั้นเล่นอะไรตุกติก

“จะบอกอะไรให้นะไอ้หน้ากากไร้พิษสง! พวกแกมันก็แค่หมากตัวนึงในเกมของพวกเรา!”
วาสโหลดแม็กกาซีนใหม่เข้าไปอย่างไม่รีบร้อนอะไรมากนัก

“นายแน่ใจได้ยังไงหละว่าพวกเราก็แค่หมากตัวนึงอ้อ...หรือว่าพวกนายต่างหากหละที่เป็นหมากให้กับพวกนั้นมากกว่า!”
เดวิดเสยคำดูถูกของวาสกลับไปจนเจ้าตัวเริ่มออกอาการเสียเอง

“ปากดีนักนะแกน่ะ! จะบอกให้บุญเอาไว้เจ้าพวกแมลงสาบ....พวกแกไม่มีวันรอดไปจากวันพรุ่งนี้เช้าได้หรอก!”
วาสพยายามคุมสติเพื่อไม่ให้ความโกรธเข้าครอบงำตัวเองแล้วเสียแผนไปจากเดิม แต่ก็ใช่ว่าเดวิดจะไม่หยุดตรงแค่นั้น

“อ้อหีอบอกวันเส้นตายให้อย่างงี้คงจะเตรียมแผนกันมาดีสินะว่า…
พวกแกจะตายโหงกันหมดทั้งยกครัวเรือนหน่ะ?” เดวิดยังพูดเสียดสีวาสต่อไปเพราะไม่ว่าวาสจะมาไม้ไหนนั้นเดวิดก็รับได้หมด

“แกนะแก! ยังจะมีหน้าระรื่นพูดแบบนี้อยู่อีกเรอะว่าพวกเราจะตายกันหมดหน่ะ!?” วาสเริ่มยั้วะอีกรอบเพื่อให้เดวิดกลัวบ้าง แต่ดูเหมือนจะไร้ผล


กริกๆๆๆ!! แฮ่!!!


ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังปะทะเสวนาห่ามกันอย่างเมามันนั้นก็มีชาโด้วอีกสี่ตัวซึ่งมีรูปร่างกำยำพอสมควรพร้อมที่จะลากทั้งคู่เข้าไปในห้องพิเศษที่เตรียมไว้
คริสเห็นดังนั้นจึงรีบเรียกความสนใจจากพวกมันอย่างไวและพวกมันก็เริ่มหันมันสนใจก้อนเนื้อนั่นไม่ลังเลอะไรเลย
กลุ่มของพวกมันเริ่มใหญ่ขึ้นและน่ากลัวขึ้นในเวลาเดียวกันหากเขาตัดสินใจพลาดแม้แต่วิเดียวสามารถพลิกชะตาของเขาและเดวิดได้ทันที


ปังๆๆๆ!!! ยิงต้านมันเอาไว้!!! ชัวะๆๆ!!! แฮร่!!!


ขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสององค์กรพิทักษ์โลกอย่าง B.S.A.A.กับ Z.S.S. หรือกลุ่มทหารมหาวายร้ายอย่าง B.E.T.A.S.
ทั้งคู่กำลังอยู่ในวงล้อมของดงซอมบี่กลายพันธุ์อย่างเห็นได้ชัด ต่างคนต่างยันดำลังเพื่อรอให้พวกตัวเองกลับเข้ามาร่วมทีมอีกครั้ง
แต่เวลาเริ่มน้อยลงทุกทีหากพวกที่ยังอยู่ข้างนอกยังไม่กลับออกมาก็อย่าหวังว่าจะไดเรอดออกไปทั้งหมด


“พวกบ้าพลังอยู่ไหนกัน?” ลูเซียเดินเลาะตามถนนเพื่อตามอีกสองสมาชิกที่ยังไม่กลับไปขึ้นรถเสียที

“ถอยก่อนๆ! พวกมันมากเกินไป!!!” ทหารเบต้าบางนายเริ่มถอยออกจากตำแหน่งมี่ตัวเองยืนอยู่
เพราะชาโด้วเริ่มปรากฎกายให้เห็นจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมและยังมีพวกซอมบี้มากดดันให้พวกเขาต้องถอยออกมาจากตรงนั้นอีก


ซ่าๆ!! ลูเซีย!! ตอบด้วย!!! ตี้ด!!!


[ว่ามาไอ้เดี้ยง] ลูเซียจับวิทยุสื่อสารขึ้นมา(ไปขโมยจากพวกนั้นมาเป็นของตัวเอง)พร้อมกับส่งคำถามแสนเย็นชากลับไป

[ตอนนี้พวกเราเริ่มต้านเอาไว้ไม่อยู่แล้วนะช่วยรีบตามหาพ่อแรมโบ้ทั้งคู่หน่อยได้ไหม?] อลันขอร้องให้ลูเซียตามหาเดวิดกับคริสให้ทันเวลา

[มาทำแทนเองไหม? จะได้ไม่เสียเวลา?] ลูเซียตอบประชดกลับไปแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะไม่สนุกด้วย

[นี่มันเรื่องซีเรียสนะเห้ยลู! เราคงต้านไว้ไม่ถึงห้านาทีแน่ๆเพราะพวกซอมบี้มันแห่กันมาทางนี้แล้ว!
ถึงมอร์แกนจะฟื้นมาช่วยแล้วก็จริงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์มันดีขึ้นแม้แต่น้อยเลยเธอก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะเฮ้ย!]


อลันพยายามตัดบททุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องไร้สาระเพื่อให้ลูเซียรีบไปลากสองคนนั้นออกมากันก่อน
เดิมทีเธอนั้นก็ไม่ค่อยอยากจะเจออะไรแบบนี้อยู่แล้วเพราะงานส่วนใหญ่ของเธอนั้นคือฉายเดี่ยวไม่มีใครเข้ามายุ่งจุ้นจ้านขนาดนี้
แต่หากมันเป็นแบบนี้แล้วคงต้องทำใจร่วมด้วยช่วยกันหากเธอยังอยากจะรอดออกไป แม้แต่มิกกี้เองก็เช่นกัน


[ห้านาทีใช่ไหม? สตาร์ทรถรอได้จะรีบไป] ลูเซียบอกกับทางอลันแค่นั้นก่อนจะตัดสายไป

[ดะเดี๋ยวลู-]


ตี้ด!!! ชิ้ง!!


ลูเซียใส่แม็กกาซีนปืนของตัวเองใหม่พร้อมกับชักดาบประจำกายออกมาเพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดเอาจริงของเธอ
ชาโด้วบางตัวมองเธออย่างลังเลที่จะโจมตีเธอในตอนนี้แต่ยังไม่ไว้ใจได้ตลอดเวลากับพวกนี้


“อยู่ไหนกัน?” การออกล่าเป้าหมายชองเธอเริ่มต้นขึ้น เธอกวาดสายตามองไปริบด้านและหลบพวกชาโด้วไปในตัว

“แฮร่!!” ชาโด้วตัวหนึ่งเจอเธอเข้าให้แล้วเตรียมตัวจะโจมตีใส่เธอ

“เข้ามาสิ” ลูเซียท้าทายมันเพื่อล่อให้มันออกมาหาที่โล่งจะได้เก็บมันอย่างสบายใจ และมันก็ได้ผล


แฮร่!! ปัง!! กริกๆๆๆ!! กี้ดด!!!! ชัวะ!!!


ชาโด้วกระโจนออกไปด้วยความเร็วค่อนข้างสูงแต่ลูเซียเองก็ใช่ว่าจะอ่านเกมของมันไม่ออก
เพราะหลังจากการต่อสู้ในท่อระบายน้ำนั้นทำให้เธอรู้ว่ามันมีการโจมตีค่อนข้างตายตัว เธอจึงยิงสวนมันไปหนึ่งนัดแบบเฉียดตัวไป
เมื่อมันรู้ว่าเธอหันเอาปากกระบอกปืนมายิงจึงรีบกระโดดเกาะกำแพงไต่หนีขึ้นบนไป แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว
หากมันยังไม่ลืมจุดอ่อนของตัวเองว่าไม่ถูกกับแสงแดดทะแยงตาเข้าอย่างจังทำให้มันร่วงลงมาอย่างไว
ลูเซียเห็นโอกาสดังนั้นจึงรีบวิ่งพร้อมกับสวิงดาบคาตะนะตัวเองฟันคอของมันขาดออกจากตัวอย่างไวและเป็นการเช็ดคราบเลือดแห่งตราบาปไปในตัว


“...ไม่ชอบแดดสินะ” ลูเซียเห็นสิ่งผิดปกติจากมันเมื่อพวกมันไม่กล้าออกมาสู้โดยตรงเพราะแสงแดด

“ระรีบไปเร้วๆๆๆ!!” มิกกี้กำลังวิ่งแบกปืนสองสามกระบอกตามพวกพ้องตัวเองไปอย่างทุลักทุเล
ลูเซียรีบวิ่งเข้าไปหลบมุมบ้านอับและไม่ลืมที่จะตั้งท่าฟันพวกชาโด้วที่มาเปิดโปงที่ซ่อนของเธอ

“แฮร่!!!” ชาโด้วเห็นเหยื่อรายใหม่จึงรีบไต่กำแพงตามมิกกี่ไปทันทีและปล่อยลูเซียไปอย่างน่าเจ็บใจ

“น่าสงสารซะจริงๆ…” ลูเซียบ่นออกมาจากปากของเธอแผ่วเบาและรีบตามหาเดวิดกับคริสอย่างไว


ปังๆๆๆๆ!!! ออกมา!!!


ทางด้านชายหนุ่มทั้งสามนายยังอยู่เกมแห่งจิตวิทยาเพื่อหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ตายใจอย่างไวและชิ่งหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
หากมันเป็นไปตามนั้นคงไม่มาเสียเวลาต่างฝ่ายต่างเล่นตัวกันแบบนี้
เดวิดเริ่มถูกต้อนเข้าจนมุมอย่างไม่รู้ตัวแต่ก็ยังภาวนาให้วาสนั้นเปลี่ยนกระสุนโดยไว แต่ก็ใช่ว่าวาสจะยอมทำแบบนั้นง่ายๆ


“หมดเวลาคุยแล้วไอ้เบื้อก! มาให้รับดงกระสุนเสียแล้วจะผล่อยนายไปอย่างดีงาม!” วาสตะโกนเรียกเดวิดออกมาแต่โดยดี

“ไม่อยากโดนรับบุฟเฟ่ของพวกนั้นหรือไง!?” เดวิดตอบกลับมาพร้อมกับแอบยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนตัววาสเองที่เป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเสียเอง

“อย่ามาหลอกเลยดีกว่าน่าไอ้พวกเวร!” วาสเล็งปืนกลหนักไปยังบริเวณที่เดวิดซ่อนตัวอยู่แล้วเตรียมสั่งลาเขาได้ในทันที

“อย่าพึ่งประมาทไป!!” คริสรีบวิ่งเข้าไปหาวาสอย่างไม่กลัวตายจนวาสตีองหันกลับไปว่าใครมาขัดจังหวะของเขา


ครืดด!!! แฮร่!!! เชี้ยเอ้ย!! ปังๆๆๆๆๆ!!! แอ้กก!!!!


คริสลากชาโด้วตัวเล็กแต่พิษสงร้ายยิ่งนักเข้าไปจัดการกับวาสอย่างไวแล้วตัวเองรีบไสลด์ลงไป
วาสจึงจำเป็นที่จะต้องรีบสาดกระสุนใส่เจ้าพวกตัวเล็กน่ารำคาญเหล่านี้ให้หมดไป
เมื่อวาสเปิดโอกาสทำให้เดวิดสามารถวิ่งหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยในระดับหนึ่ง


“ไปก่อนนะพ่อแรมโบ้!” เดวิดสั่งลาขาดกับวาสตรงนี่พร้อมกับรีบวิ่งหนีไปอย่างสบายใจ

“กลับมานี่เล-”


ผัวะๆ!!!! อ็อก!!! โครม!!!


จังหวะนั้นเองคริสวิ่งเข้าไปชกหมัดเข้าหน้าของวาสอย่างจังจนเจ้าตัวล้มลงกับพื้นลงไปพร้อมกับยึดปืนจากวาสอย่างง่ายดาย


“มีอะไรจะสั่งเสียไหม?” คริสเล็งปลายกระบอกปืนไปยังหน้าของวาสเพื่อบังคับให้เขานั้นสั่งลาเสีย
แต่ก็ใช่ว่าวาสจะยอมจำนนต่อเรื่องแบบนี้ง่ายๆ

“เหอะ...คนที่บอกมันควรจะเป็นแกนี่!” วาสตอบกลับพร้อมส่งรอยยิ้มแห่งชั่งร้ายใส่เหใอนเขาคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องเกิดขึ้น

“!?” คริสรู้ตัวในช่วงวินาทีสุดท้ายเมื่อมีเสียงลมพัดผ่านหูของเขาไปอย่างไวทางด้านหลัง


ฟิ้ว!!! ผัวะๆๆๆ!!! ครืด!!!


เขาจึงรีบก้มหลบไปโดยสัญชาตญาณนักสู้แล้วเอาข้อศอกยัดเข้าไปด้านหลังเพื่อโต้กลับคู่ต่อสู้ลอบโจมตีเขา
นักลอบโจมตีคนนี้รีบตีลังกาผ่านตัวของคริสไปแล้วทำการตั้งท่ากระบวนโจมตีแบบระยะประชิดได้อย่างหวุดหวิด


“ถ้าไม่มาตามนี่จะไม่ไปใช่ไหม?” เสียงของหญิงสาวน้อยแสนเย็นชาทักทายวาสตามสไตล์ของเธอ

“เหอะ! อยากจะไปอยู่ถ้าไม่ได้จับตัวประกันไปน่ะ!” วาสรีบลุกขึ้นพร้อมกับชัดมีดทหารออกมาเตรียมมาช่งยอีกแรง

“กี้ดดดด!!!” เสียงกรีดร้องของชาโด้วเริ่มส่งเสียงดังออกมาและอีกหลายตัวเริ่มทำตามเหมือนพวกมันนั้นกำลังพูดคุยกันในภาษาของพวกมันเอง


กริกๆๆๆๆ!!! แฮร่!!! ปังๆๆๆ!!! ก๊าซซซซ!!!


ชาโด้วหลายตัวเริ่มปีนป่ายไต่กำแพงตามช่องรูโหว่ที่พวกมันสามารถออกมาได้พร้อมกับส่งเสียงอันน่ารำคาญออกมาให้เห็น
จากหนึ่งเป็นสิบจากหลักสิบเริ่มเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วราวกับพวกมันรวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่างเข้า
เดวิดฉกปืน FN Fal รุ่นดัดแปลงพิเศษจากศพของทหารเบต้ารายหนึ่งได้ขึ้นมาและยิงสวนพวกชาโด้วลอบโจมตีให้กลับไปอยู่กับกลุ่มของพวกมัน


“กลับไปซะ!!” เดวิดยังคงเล็งปืนขู่พวกมันโดยตัวเองยังพยายามขมขู่ตัวเองให้ใจสงบเข้าไว้แม้เขาเองจะกลัวพวกมันก็ตาม

“แฮร่!!!” ชาโด้วส่งเสียงโต้กลับออกมาและยังตั้งท่าเตรียมโจมตีหากมีโอกาส

“ย้ากกก!!” วาสเข้าไปโจมตีใส่คริสก่อนเป็นฝ่ายแรกแลเคริสเองก็รีบตั้งรับกลับ


ชิ้งๆ!! เก้งๆๆ!!!! ตึกๆๆ!!! ครืดดด!!!


ทั้งคู่เข้าปะทะกันในระยะประชิดส่วนสาวน้อยแสนเย็นชารีบวิ่งเข้าไปหลบกำบังเพื่อยิงสนับสนุนด้านหลังให้
ต่างคนไม่ยอมที่จะถอยออกไปเพื่อจุดประสงค์เดียวคือฆ่าฝั่งตรงข้ามให้ได้
ชาโด้วเริ่มเคลื่อนที่เข้ามาหากทั้งสามมากขึ้นเรื่อยๆแม้จะมีสามสี่ตัวที่ถูกเดวิดกำจัดไปเพราะเข้ามาหาที่ตายเสียเอง


กริกๆ!!!....เอาหละได้เวลาลากัน


ลีแอนตั้งสมาธิกับการยิงในครั้งนี้เหมือนเธอนั้นจะตั้งใจเล็งยิงใครบางคนเอาไว้ในหัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Colt M1911 ของเธอใส่กระสุนครบแม็กกาซีนพร้อมกับรอยยิ้มในใจของเธอเพื่อทำการส่งรอยจูบนี้ไปให้กับผู้โชคดี
แต่ทว่าเธอกลับไม่ยิงในตอนนี้เพราะเธอกำลังรอเหยื่อสุดพิเศษของเธออย่างใจจดใจจ่อว่าจะยังยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่


“ล้มสิ...แล้วจะไปซ้ำเติมต่อ” ลีแอนพูดกับตัวเองก่อนยังรอเหยื่อของเธอเสียท่าหรือชนะในการต่อสู้ในวงนั้น

“!? เสร็จกันคริส!!!” เดวิดวิ่งกลับไปเพื่อไปช่งยเหลือคริวที่กำลังตะลุมบอลกับวาสอย่างเมามัน
จนเขาสังเกตุเห็นว่าลีแอนกำลังซ่อนตัวเพื่อลอบยิงคริสหากเขาเผลอขึ้นมา
ไม่รอช้าเดวิดจึงรีบวิ่งเข้าไปเพื่อเตรียมตัวจัดการกับลีแอนให้อยู่หมัด


เพล้ง!!! หมับ!!! แฮร่!!! เฮ้ยเวร!!


ระหว่างการวิ่งมาราธอนของเดวิดอยู่นั้นเองกลับมีชาโด้วหัวใสตัวหนึ่งพังกระจกออกมาจากบ้านหลังหนึ่งแล้วคว้าตัวของเดวิดเอาไว้ได้
แม้เขาจะดิ้นยังไงก็ไม่สามารถสลัดหลุดออกได้เพราะดันมีคนจับเขาเอาไว้ตั้งสองตัว มิหนำซ้ำอาจถูกโดนลากเข้าไปเป็นมื้อใหญ่ให้กับพวกนั้นเสียอีก


“!? พวกงี่เง่าทำอะไรของมัน” ลูเซียวิ่งตามมาริดเพราะได้ยินเสียงการต่อสู้กันและเมื่อเธอตามเสียงมาจนสุดปลายทางแล้วก็พบกับ…


สองสถานการณ์กับสองชีวิตที่กำลังตกอยู่ในวิกฤติกันทั้งสองฝั่ง หากไม่ช่วยเสียตอนนี้ก็อาจไแพบกับจุดจบของสองชีวิตนี่ก็ว่าได้
แต่หากช่วยฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้ว ฝั่งนั้นอาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตอย่างน่าเสียดาย
ลูเซียมองดูสถานการณ์ทั้งสองฝั่งอย่างเงียบๆจนในที่สุดเธอเลือก…



ลูเซีย คุณจะทำอย่างไร?


*คำเตือน : ในสถานการณ์นี้หากเลือกทางใดทางหนึ่งแล้ว แม้จะรักษาชีวิตคนๆนั้นไว้ได้แต่อาจจะต้องสละชีวิตอีกคนนึงไป(อาจบาดเจ็บหรือถึงตายได้) เลือกให้ดีๆนะคะ*


1.) ช่วยคริส

ความสัมพันธ์ : คริส +10


2.) ช่วยเดวิด

ความสัมพันธ์ : เดวิด +10


=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

= หลังจากตอนนี้แล้วนั้นนุ่นขอวนไปทางฝั่งหมู่บ้านอันดามุกอีกรอบเพื่อเป็นการส่งท้ายใน EP.4 ของฝั่งนั้นนะคะ
และใครที่มีตัวละครอยู่ฝั่งนั้นก็เตรียมตัวทำใจกันสักนิดนึงเพราะตอนหน้าได้มีการบีบเค้นจิตใจแน่นอน

= สถานการณ์ตอนนี้กลุ่มซอมบี้แม้อาจจะเคลื่อนที่ช้าและกว่าจะมีต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีถึงจะมาบุกถึงรถหุ้มเกราะได้สำเร็จ
แต่ชาโด้วที่นี่มีการเคลื่อนที่ไวกว่าและมีการวางแผนกันเองเพื่อลอบโจมตีจากตรงไหนก็ได้

= ในตอนนี้มีการปล่อยปริศนามาเพิ่มนะคะเพื่อเก็ยข้อมูลเอาไว้ในการไขคดีฆาตกรรมหมู่ในครั้งนี้ เก็บเอาไว้เพื่อไปโต้วาทีกันทีหลังนะคะว่าสรุปแล้วใครคือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด



=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

คริส - กำลังต่อสู้และยังไม้รู้ว่าจะถูกลอบยิง
เดวิด - กำลังดิ้นหนีเอาตัวรอดจากชาโด้ว
เบน - ประจำตำแหน่งยันพวกซอมบี้หลงฝูงเข้ามา
อลัน - อาการไม่สู้ดีนักและเริ่มอ่อนล้าลง
มอร์แกน - ยังมึนกับยานอนหลับแต่พอต่อสู้ได้
ลีแอน - พยายามใจเย็นกับสถานการณ์ในตอนนี้
มิกกี้ - เป็นเบ้ยกของชั่วคราวและรอลีแอนอยู่
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 23 ก.ย. 2016, 02:59

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.50 อัพ![22/9/5

มิกกี้เอ๋ย เอ๋องุดๆ คุณเธอช่างน่าหนักใจยิ่งนัก แต่พวกเบต้านี้ไม่รู้จักอีหนูมิกกี้เสียแล้ว ใช้ได้ใช้ดีเห็นเอ๋อๆอย่างงี้คุณเธอสตรองนะแจ๊ะ เดี๋ยวรอเจอแม่คุณในสภาพโคตรจิต หายนะระดับน้องๆบอริสเลยนะงานนี้

ลูเซีย : มิกกี้ไม่เหมาะกับงานสายลับคุณเองก็รู้

หัวหน้าฝ่ายบุคลากร : มันเป็นคำสั่งนะ ไอบ้านั้นสั่งลงมาเองว่าให้ไปหาประสบการณ์ตอนเธอลา

ลูเซีย : (เงียบไปสักครู่เพื่อใช้ความคิด)ช่วยให้ทางนั้นส่งโปรไฟล์มิกกี้มาที

หัวหน้าฝ่ายบุคลากร : รอสักครู่……ได้ละ เดี๋ยวนี้มันบ้าอะไร อะไรฟระความสามารถในการชิงขอมูลดีมาก การแฝงตัวดีมาก เดี๋ยวๆแล้วหมายเหตุที่ฉันใส่ไว้ก่อนจะยื่นโปรไฟร์ให้ยัยนั้นมันหายไปไหนฟระ

ลูเซีย : (ถอนหายใจส่ายหน้าแบบปลงๆ)หมอนั้นคงลบนั้นแหละ

หัวหน้าฝ่าบุคลากร : ทางนี้ก็ไม่เถียงหรอกว่าอีกฝ่ายมีความสามารถ ทำการเตรียมการ การดำเนินงานก็ดี แต่………ยัยบ้านั้นปิดงานแบบเงียบๆเป็นที่ไหนฟระ ระเบิดโรงงาน เผาฐานทัพ ถล่มยับแบบไม่เกรงใจทีมจู่โจมเลยสักนิด

ลูเซีย : (วางมือบนบ่าหัวหน้าฝ่ายบุคลากรอย่างคนเข้าใจ)




ตอบลูเซีย

ช่วยเดวิดจากดงเท้าชาโดว์ ป๋าคริสแกไม่เป็นไรหรอกต่อให้โดนกระสุนยิงไปจริงๆ แต่เดวิดจะโดนรุมโทรมตายเสียก่อนนี้สิปัญหา อีกอย่างผมคิดว่าหนูลูน่าจะรู้แล้วว่าลีแอนเป็นสาย ก็สังเกตุไม่ยากหรอก(เหล่ตามองสาวบางคน)เอาจริงๆถ้าเป็นไปได้ก็ให้หนูลูรีบลากเดวิดออกจากดงเท้าแล้วรีบไปสนับสนุนลีแอน เพื่อความเนียนสักหน่อยป้องกันความแตก
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 20 ต.ค. 2016, 22:06

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.50 อัพ![22/9/5

Chapter 51 : Corrupted Village

*ขณะนี้บทสนทาแบบนิทานพิศดารแสนฮาจะหยุดลงตรงนี้ กลับเข้าสู่โหมดนิยายปกตินะคะ...แต่ก็ใช่ว่าความฮาแสบๆจะหยุดลงแค่นี้*


ทางฝั่งของนิกซ์
หมู่บ้านอันดามุก บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน
23:16น.


ฟิ้ว!!! ซ่าๆ!!!


ท่ามกลางแสงไฟสลัวตามจุดต่างๆในหมู่บ้านเพื่อเพิ่มความอบอุ่นและความหวังไปในตัว
สายลมจากทะเลซัดเข้าฝั่งเพื่อชำระดวงวิญญาณที่แปดเปื้อนและมอดดับไร้ทิศทางหรือคำชี้แนะ
ไม่ว่าจะกี่นาทีหรือชั่วโมงตราบใดก็ตามที่ยังอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ราวกับคำสาปร้ายติดตัวตลอดเวลา
แม้จะเดินไปไหนก็มีแต่สิ่งที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ นั่นคือความสิ้นหวังและความทุกข์อัดแน่นทั่วสารทิศ


เอี้ยดด!! กลับมาแล้ว!

เสียงประตูบ้านพักหลังหนึ่งนั้นค่อยๆถูกเปิดออกพร้อมเผยโฉมผู้มาแวะเวียนแขกที่นี่อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เด็กหนุ่มผู้ไร้ความทรงจำจากแค็ปซูลปริศนาค่อยๆจูงมือสาวน้อยผู้ติดตามเข้าบ้านอย่างเชื่องช้า
แขกในนั้นอัดแน่นพร้อมเสริฟด้วยหลายอารมณ์ ทั้งอึดอัด,กดดัน,ความเครียดฟุ้งซ่านไปทั่วบริเวณนั้นอยู่ในที่เดียวกัน


“ไปไหนมาทั้งคู่?” เสียงของสาวน้อยผู้ไร้เดียงสา(เพิ่มเติมคือน่าถีบ)ถามพวกเขาทั้งคู่ด่วยร้ำเสียงนุ่มลึกแต่อ่อนล้ากับการต่อสู้

“พวกเราไปหลบมาน่ะ...น่ากลัวชะมัดเลย” ทราวิสได้ตอบคำถามของเธอและพานาเดียไปพักที่อยู่ใกล้ๆ

“...” นาเดียไม่ตอบหรือแม้แต่มองหน้าทุกคนเหมือนเธอนั้นกำลังอยู่ในพวังของความหลอนในหัวของเธอเอง

“ถ้างั้นก็ดีแล้วหละ...พวกเราพึ่งเคลียพวกชาโด้วไปน่ะ ยกมาซะยังกะจะตีเมืองกรุง”
เสียงของชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ด้วยกันกับนิกซ์ตอบกลับไปและรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ทั้งคู่ยังอยู่
และในมือของเขานั้นกำลังชุบผ้าเปียกและกำลังบิดมันเพื่อเอามาซับหน้าใครบางคนเอาไว้

“? พวกนั้น…ตายหมดหรอ?” นาเดียเริ่มพูดออกมาเล็กน้อยแต่สีหน้าของเธอนั้นไม่ค่อยดีนัก

“ไม่เชิงกับตายหมดหรอกนาเดียแค่พวกนั้นมันโดนคลื่นเสียงมรณะเข้าไปมันวิ่งหนีกระเจิง” เสียงของแซคไลฟ์เอ่ยปากออกมา

“งั้นหรอ...อืม…” เธอเริ่มกลับไปอยู่สภาพเหี่ยวเฉาอีกรอบหลังจากคุยเสร็จ

“นี่นาเดียไปพักผ่อนก่อนก็ได้นะ...เอางี้แล้วกันนะ คริสตินเธอกับนาเดียไปพักผ่อนกันก่อนแล้วกัน” นิกซ์ชี้แจงให้กับทั้งคู่ให้รับทราบ

“โอเค อยากนอนพอดีเลยรู้สึกเมื่อยไม่ได้พักผ่อนมานานเท่าไหนแล้วนะ?”
คริสตอบตกลงอย่างไวก่อนจะรีบดึงนาเดียไปด้วยกันที่ห้องนอนชั่วคราว แม้ว่านาเดียจะยังไม่อยากนอนหรือหนีความผิดที่เธอก่อเอาไว้ก็จริงแต่คนอย่างคริสตินนั้นคงไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยมือไปได้

“งั้นจะปูที่นอนก่อนแล้วกันนะ” คริสตินเข้าไปข้างในห้องนอนที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างสามารถนอนอัดเป็นไอ้เกือบสิบกว่าคน

“...” นาเดียเดินไปจับหมอนกับผ้าห่มขึ้นมาและช่วยกันปูที่นอนพร้อมคริสติน


ความเงียบเริ่มคลุมห้องนอนแห่งนี้จนแทบจะสามารถได้ยินเสียงจากข้างนอกเข้ามาทางหน้าต่างหรือช่องโหว่ทางเพดานหรือกำแพงได้
สภาพร่างกายของสองสาวน้อยที่โชคชะตาเล่นตลกกับทั้งสองที่ต้องมาเจอเหตุการณ์เกาะนรกแตกแบบนี้
นาเดียหยิบกระเป๋าเป้ใบเล็กของเธอออกมาพร้อมกับวางของบางอย่างตรงข้างๆกายและรีบจัดการกับของที่อยู่ในกระเป๋าของเธออย่างไว
ส่วนสาวน้อยผู้ชื่นชอบการคอสเพลย์นั้นกำลังจ้องมองนาเดียอย่างสงใสและอดกลั้นกับคำถามมากมายในหัวของเธอ และในที่สุดเธอก็เก็บไม่ไหว...


“นี่นาเดีย...เธอไปไหนมาหรอ? ฉันเป็นห่วงตอนที่เธอวิ่งไปแบบนั้นน่ะ” คริสตินเปิดประเด็นถามคำถามกับเธอคนแรก

“คือ...ขอโทษนะที่...ทำแบบนั้นไปคือ….นึกว่ามีคนจะมาทำร้ายเอาน่ะ” นาเดียตอบกลับไปและยังคงวุ่นอยู่กับหาของพวกนี้อยู่

“งะงั้นหรอ...ไม่ถือสากันหรอกนะแต่ เธอควรจะบอกพวกเราก่อนก็ได้ว่าไปไหนมาน่ะ” คริสตินให้คำแนะนำกับเธออย่างสุขุมและค่อยๆนอนเอนหลังลงไปอย่างนุ่มนวล

“...มันกระทันหันเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของนาเดียนั้นเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนเธอกำลังทุกข์ใจอยู่
คริสตินเข้าใจความรู้สึกนั้นดีว่านาเดียกำลังอมทุกข์อยู่แต่เหมือนหากเข้าไปยุ่งมากกว่านี้อาจจะโดนอีกก็ได้


สายตาของคริสตินนั้นจ้องไปยังขวดทรงกระบอกซึ่งน่าจะเป็นขวดใส่ยาอะไรบางอย่าง
นาเดียรีบจับขึ้นมาสองขวดและเทยาใส่มือตัวเองพร้อมที่จะกินในทันที
สัญชาตญาณความสงสัยของคริสตินเริ่มทำงานอีกครั้งเพราะยังคาใจอยู่กับในตอนนั้น(เรียกว่าจิกกัดจนวินาทีสุดท้าย .-.)


“นั่นยาอะไรหรอ?” คริสตินถามนาเดียด้วยความสงสัย

“ยาน่ะ ต้องกินประจำ...ไม่งั้นจะดื้อยา” นาเดียตอบกลับพร้อมทำการกลืนยาเม็ดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“เมื่อก่อนฉันไม่ชอบกินยานะ เพราะมันไม่อร่อยแถมยังติดคออีก” คริสตินเริ่มเปลี่ยนสนทนาแห่งความตึงเครียดมาเป็นเล่าเรื่องแทน
เพื่อทำให้นาเดียสบายใจยิ่งขึ้นและเผื่อจะได้ข้อมูลอะไรมาอีกบ้าง

“...” นาเดียไม่พูดอะไรมากนอกจากจับยวดน้ำเปล่าขึ้นมากระดกกินเข้าไปเพื่อไล่ยาลงไป

“แต่ว่าทางพ่อแม่ของฉันก็เข้าใจคิดนะ เอาของล่อมาให้กินเพื่อที่จะได้ทำให้ฉันกินยาได้” เธอเล่าเรื่องของเธอต่อไปอย่างสุขุมจนนาเดียเริ่มหันมาสนใจบ้าง

“...คือ เธอโชคดีนะที่มีพ่อและแม่ให้ดูแลน่ะ...ฉันต้องทำอะไรเองหมด…” นาเดียกล่าวออกมาโดยมีสีหน้าปนเศร้าออกมาให้เห็น

“อ่อ...ฉันขอโทษนะที่ทำให้เธอนึกถึงเรื่องไม่ดีน่ะ...อะนั่นมือเธอ” คริสตินพยายามเข้ามาปลอบใจนาเดียให้สงบกว่าเดิม
ทว่าสายตาอันเฉียบแหลมของเธอนั้นพบกับบาดแผลที่มือของนาเดียเข้าให้

“คะคือ...สบายดีน่ะ” นาเดียทำท่าจะสะบัดมือของคริสตินออกไปเพราะเข้ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง
แต่ท้ายที่สุดเธอก็เริ่มใจอ่อนลงในระดับหนึ่งและโชว์แผลนั้นให้กับคริสติน


บาดแผลนั้นแม้มันจะไม่ถึงเข้าขั้นสาหัสหรือมีเลือดไหลออกมาให้เห็น แต่กลับมีรอยแดงเต็มฝ่ามือของเธอและยังมีบางจุดที่บวมแดงราวกับว่าเธอฝืนใช้อะไรบางอย่างจนมากเกินไป
คริสตินรีบลงชั้นล่างเพื่อสอบถามคนข้างล่างว่ามีอะไรที่สามารถช่วยยุบแผลพองมือของนาเดียได้บ้าง


“เอ๋า...นี่เลยยาสมุนไพรสูตรของชั้นเองแหละ เอาไปประคบแป้บๆก็นำผ้าสะอาดพันมือของเธอเอาไว้นะ” นิกซ์ยื่นผ้าประคบที่อัดแน้นไปด้วยสมุนไพรให้กับคริสติน

“ขอบคุณมากเลยนะ” คริสตินก้มโค้งเล็กน้อยเป็นการขอบคุณก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปรักษาแผลให้กับนาเดีย

“...มือพองรึไง?” เสียงของแซมแทรกเข้ามาขณะตัวเองกำลังประคบแผลรอยกัดของชาโด้วให้เลือดหยุดไหล

“ก็ใช่ ดูจากทรงแล้วคงจะฝืนใช้อาวุธมาป้องกันตัวเองแล้วไม่ได้ใส่ถุงมือซะด้วยสิ” นิกซ์วิเคราห์อาการนาเดียให้แซมฟัง

“ก็เล่นฟาดหัวซอมบี้แบบนั้นนี่ เหมือนจะเป็นการฆ่าของเธอครั้งแรกซะด้วยสิ” เสียงของเด็กหนุ่มอีกคนเข้ามาแทรกเพื่อร่วมขบวนการนินทา

“ให้ตายผู้หญิงสมัยนี้มันซาดิสขึ้นทุกวัน ไม่เว้นกระทั่งพวกซอมบี้” แซคไลฟ์บ่นออกมาพร้อมกับเอนพิงกำแพงอย่างผ่อนคลาย


ท่ามกลางการซุบซิบนินทาชั้นล่างทั้งทราวิสและแซคไลฟ์ก็กำลังสนุกกับการแซวกลุ่มพวกผู้ใหญ่อย่างกันเนอร์และคนอื่นๆ
ในขณะเดียวกันนิกซ์เริ่มสังเกตุเห็นถึงสายตาที่มีคราบนักล่าของแซมเหมือนเขานั้นกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่คนเดียวอีกเช่นเคย


พรึบๆ!! เสร็จแล้วหละ


ทางด้านชั้นบนนั้นก็พึ่งเสร็จกิจกรรมปฐมพยาบาลให้กับสาวน้อยผู้นี้ บาดแผลในมือของเธอถูกรักษาโดยเด็กสาวซึ่งอายุน่าจะพอๆกับเธอ
รอยยิ้มของนาเดียเริ่มปรากฎออกมาให้เห็นเล็กน้อยและกลั้นความรู้สึกไม่อยู่ซึ่งคริสตินก็สัมผัสได้เช่นกันว่าเธออยากจะขอบคุณเธอ


“ฉันเข้าใจดีว่าเธอกำลังกลัว เธอกลัวคนแปลกหน้าใช่ไหม?” คริสตินนั่งข้างๆนาเดียด้วยความเป็นห่วงและเธอก็พยักหน้าเป็นการตอบกลับ

“ตอนนั้นฉันกำลังกลัวและ...เข้าใจผิดนึกว่าพวกโรคจิตพวกนั้น” นาเดียกอดตัวเองเหมือนเธอกำลังกลัวพวกวิกลจริตในสวนสัตว์ที่เคยมาทำร้ายเธอเอาไว้

“งั้นก็แสดงว่าก่อนที่เธอจะมาพบกับพวกเขาก็เจอพวกคนบ้าสินะ” คริสตินพยายามบอกตามความเข้าใจของเธอให้กับนาเดีย

“...อืม…” นาเดียตอบกลับและไม่พูดอะไรอีก

“แล้วก่อนเธอจะมาที่นี่เธอทำอะไรก่อนหรอ?” คริสตินถามอีกครั้งเพราะอยากรู้(สอดรู้สอดเห็น -.-)ว่านาเดียทำอะไรมาก่อนจะมาหนีตายแบบนี้

“...เรื่องนั้นคือ…” นาเดียเริ่มมีอาการลังเลออกมาอย่างชัดเจนราวกับว่าไม่อยากจะบอกอะไรมากเท่าไหร่

“งั้นไม่เป็นไรถ้าหากมันทำให้เธอนั้นไม่สบายใจนะ” คริสตินถอดใจออกมาส่วนหนึ่งและหันไปมองที่นอนแสนเรียบง่ายพร้อมนอน

“อื้ม...สบายจังเลย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแค่มาหาพ่อกับแม่ยังขนาดนี้” คริสตินบ่นรำพึงออกมาพร้อมกับส่งสายตาไปทางหน้าต่างข้างนอก


ท้องฟ้าที่มืดสนิทแม้จะมีดวงดาวส่องประกายแต่มันกลับไม่พอที่จะทำให้ท้องฟ้าทั้งฟมดนั้นสว่างขึ้นมาได้
แสงจันทร์อันพร่ามัวโดนบดบังโดยเมฆดำสนิท
ห้วงลึกจิตสำนึกของเธอนั้นกำลังภาวนาอย่างแน่วแน่บ่าจะต้องหาเบาะแสของพ่อแม่ของตัวเองเจอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


“หวังว่าจะผ่านเองนี้ไปได้นะคะ...หนูจะพิสูจน์ให้ดูว่าหนูสามารถเติบโตในฐานะเป็นผู้ใหญ่ได้..” คริสตินกำมือของตัวเองเอาไว้ข้างๆอกตัวเอง
เพื่อสัญญากับท้องฟ้าแสนมืดมิดและดวงจันทร์ไว้คลายเหงาเอาไว้ว่าเธอจะต้องรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้


ฉับๆ!! พรึบ!!


ทางด้านสมาชิกอีกคนในบ้านกำลังทำผ้าพันแผลแบบชั่วคราวโดยนำเสื้อผ้าที่ตามหาได้ทั่วไปนั้นมาแบออก
แล้วนำมีดพับซึ่งเหมือนจะพึ่งเคยเอาออกมาใช้ใหม่กรีดรอยผ้าให้ยาวเข้าไว้แล้วนำมาพันแผลที่มือของตัวเอง
รอยกัดของชาโด้วซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรือแม้แต่ทหารที่ทำงานนี้ประจำก็ไม่อยากจะได้มันมาเท่าไหร่
แต่สำหรับชายหนุ่มผู้นี้กลับมองมันเป็นแค่รอยแผลถลอกในสายตาของเขาเพราะมันมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าสำหรับเขาอยู่ในใจอยู่แล้ว


“นายน่าจะให้ซูลูฉีดวัคซีนให้ก่อนนะแซม สภาพนายโครตโทรมหว่ะ”
แซคไลฟ์ทักแซมซึ่งมีสีหน้าที่อ่อนแรงแต่กำลังกระหายเลือดในเวลาเดียวกันโดยที่ตัวเองนั้นกำลังกัดฟันสู้กับมันอยู่

“เขาฉีดแล้วหล่ะ! แม้มันจะกระทันหันไปหน่อยแต่ก็นะกว่าจะบังคับให้เขาฉีดได้นี่ไม่ง่ายเลยนะ!”
นิกซ์รีบออกมาให้คำตอบกับแซคไลฟ์โดยไวเพื่อช่วยเหลือแซม

“งั้นหรอ? ก็โชคดีไป” แซคไลฟ์ตอบกลับและไม่ใส่ใจอะไรอีก แต่ในห้วงลึกจิตใจของเขานั้นกำลังสงสัยว่าสิ่งที่นิกซ์พูดนั้นมันเป็นความจริงหรือไม่


ก็อกๆ! เข้ามาเลย


เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของชายหนุ่มอีกคนย่างก้าวเข้ามาที่นี่ แต่จุดประสงค์ของเขานั้นไม่ได้มาแค่พักอย่างเดียว
เหมือนเขานั้นอยากจะเจอหน้าใครบางคนเสียมากกว่าและท่าทางจะเจอคนที่ตามหาอีกต่างหาก


“กัปตันมาทำไมหรอ?” นิกซ์ถามจิมมี่กลับไป

“แซม ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวหน่อย” จิมมี่ทักแซมไปเหมือนอยากจะคุยอะไรบางอย่างด้วย

“...เดี๋ยวกลับมาแล้วกัน” แซมลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเองและเตรียมตัวเผชิญหน้ากับจิมมี่ซึ่งหน้า

“รีบกลับมานะแซม…” นิกซ์ทำท่าจะรั้งแซมเอาไว้อยู่ชั่วครู่แต่หากมันคือการคุยกันเรื่องส่วนตัวเธอคงทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากปล่อยไป

“ไม่กลับมาหรอกถ้าคุยกันเพลิน” แซมแซวนิกซ์เล็กน้อยก่อนจะไปหยิบ HK416 ตรงโต๊ะขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองและสะพายหลังเดินไปกับจิมมี่ข้างนอก

“ไปเสียแล้วเซ็งจัง..” นิกซ์บ่นออกมาเล็กน้อยและหันไปสนใจทราวิสเสียแทน

“มีอะไรหรอนิกซ์?” ทราวิสถามเธอขณะที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรมากนักหลังจากเม้ามอยเสร็จ

“นายนี่ก็ใช้ได้นะเนี้ย สามารถเอาตัวรอดได้จากกองทัพพวกชาโด้วหน่ะ” นิกซ์กล่าวคำชมเชยให้กับทราวิส
แต่ดูเหมือนว่าทราวิสจะยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อออกมาเท่าไหร่

“คือพวกเรา...ไปหลบอยู่ในบ้านหลังหนึ่งหน่ะแล้วพวกนั้นไม่ได้ตามเรามาเลยปลอดภ้ย” ทราวิสอธิบายเหตุผลไปซึ่งนิกซ์พยักหน้าให้เล็กน้อย

“อ๋องี้นี่เองไม่น่านายถึงได้ไม่บาดเจ็บอะไรเลย นี่นายไปล้างหน้าล้างตาก่อนก็ได้นะเดี๋ยวจะเตรียมที่นอนให้”
นิกซ์ได้แนะนำให้ทราวิสนั้นไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อชำระร่างกายอย่างใส่สะอาด

“อ้อถ้างั้นก็ยินดีเลย อยากอาบน้ำมาสักพักนึงแล้วหละ” ทราวิสมีอาการดีใจเล็กน้อยที่ได้อาบน้ำจึงไม่รอช้ารีบไปที่ห้องน้ำทันที


ตึกๆๆ ปึง!!


“เฮ้อ...เป็นพี่เลี้ยงให้มันเป็นแบบนี้นี่เองสินะ” นิกซ์ถอนหายใจออกมาชั่วครู่ก่อนจะนอนเหยียดแขนขาอย่างสบายใจเฉิ่ม

“เฮ้ยทำตัวให้มันเป็นกุลสตรีดีๆหน่อยนิกซ์ เล่นเป็นท่าปลาดาวซะขนาดนั้น” แซคไลฟ์แซวนิกซ์ที่กำลังปล่อยตัวตามสบายจนเกินไป

“เอ๋าก็ขอยืดเส้นยืดบ้างสิให้ตายตอนนี้มันเหมือนกับสวรรค์ชัดๆ” นิกซ์ตอบกลับพร้อมกับพลิกตัวไปหาอายุตะซึ่งยังไม่ฟื้น

“ทำตัวยังกะงูเลื้อยไปได้เดี่ยวไปฟ้องพวกนั้นเสียเลย” แซคไลฟ์แซวเธออีกรอบจนเธอเริ่มมีอาการงอนเล็กน้อย

“โธ่ว!” นิกซ์ทำสีหน้าไม่พอใจจนแซคไลฟ์หลุดขำออกมาเล็กน้อย


ความจริงแล้วตัวของเขาเองนั้นไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความขบขันมานานนักตั้งแต่ครอบครัวของเขาเองนั้นแตกแยกกันและไม่เคยได้ส่งรอยยิ้มหรือแม้แต่เสียงหัวเราะอีก
แม้จะไม่สามารถแก้ไขในอดีตลงได้ แต่ตัวเขาเองนั้นยังสามารถแก้ไขได้ในปัจจุบันได้


“...เธออยู่ไหนกันนะ?” แซคไลฟ์ยืนชิดกำแพงพร้อมกับบ่นคำพูดอันแสนโดดเดี่ยวและเหงาหงอยออกมา
ในชีวิตของเขานั้นไม่ต้องการอะไรมากนอกจากการที่ได้เจอดับน้องสาวของตนอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เขานั้นอิ่มใจที่สุดแล้ว

“นะนิกซ์!! นิกซ์!!!” เสียงของทราวิสดังมาจากห้องน้ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“!? ทราวิส!!” ที้งนิกซ์และแซคไลฟ์รีบกระโจนจากที่พักแสนสบายวิ่งกรูไปยังห้องน้ำที่ทราวิสกำลังอาบน้ำอยู่

“อะอย่าเข้ามาผมกำลัง!” ทราวิสรีบตะโกนออกไปข้างนอกเพราะเขาไม่อยากให้ทั้งคู่เข้าไปหาเขาโดยพละการ

“เถิบไปนิกซ์!!” แต่ดูเหมือนว่าเสียงคำเตือนของเขานั้นไม่ได้ส่งถึงไปยังฝั่งข้างนอก แซคไลฟ์รีบยืนประจำที่ข้างหน้าห้องน้ำและเตรียมตัวที่จะ…


ปั่กๆ!!! โครม!!!! เหวอ!!! กรี้ด!!!!!


ทันทีที่แซคไลฟ์ใช้แรงของเขาถีบประตูห้องน้ำจนประตูนั้นเปิดออกมาและทำการชักปืนเตรียมยิงหากมีตัวอะไรอยู่ในนั้น
ปรากฎว่าในห้องน้ำนั้นมีแต่ทราวิสคนเดียวที่อยู่ในห้องน้ำแสนแคบพร้อมกับห้องเปียกไปด้วยน้ำทั่วไปหมด
แต่สิ่งที่ทราวิสเตือนนั้นมันก็ส่งผลทันทีกับทั้งคู่ นั่นก็คือทราวิสยังแก้ผ้าอยู่ซึ่งๆหน้า(แหงหล่ะจะรีบไปหยิบผ้าเช็ดตัวยังไม่มีเวลาเลย)
จนทำให้นิกซ์กรี้ดสะบั้นแหลกจนหูของแซคไลฟ์จะระเบิดตัวเองตายเพราะเสียงของเธอ


“โอ้ย!!! เธอเป็นไซเรนระดับสูงหรือไงถึงได้กรี้ดแตกแบบนี้!!?” แซคไลฟ์กดหูตัวเองอย่างหนักเมื่อได้รับผลกระทบมลภาวะทางเสียงเข้าให้

“เห็นเต็มตาแบบนี้ไม่ให้กรี้ดแล้วจะทำไงเล่า!?” นิกซ์เถียงกลับไปและปิดตาทั้งคู่อย่างมิดชิด

“กะก็บอกแล้วไงว่าอย่าพึ่งเข้ามาน่ะ ผมอายแล้ว!!” ทราวิสรีบดึงผ้าเช็ดตัวเข้ามาคลุมด้านล่างเอาไว้อย่างไวแล้วมีสีหน้าที่แดงฉ่ำพอสมควร

“แล้วเอ็งจะร้องว้ากทำติ่งเหวอะไรเล่าถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่!?” แซคไลฟ์โวยใส่ทราวิสอย่างไวเพราะพาทำเสียเรื่องแถมยังแสบแก้วหูอีก

“อะอ้อ...คะคือ…” ทราวิสกลับมามีสติได้อีกรอบแล้วทำการผูกผ้าเช็ดตัวเอาไว้อย่างแน่น
สีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนจากตกใจเมื่อกี๊มาเป็นหวาดกลัวเสียแทน


หมับ!! ฮะเฮ้ทราวิส!!


ทราวิสโผเข้ากอดนิกซ์อย่างไวและตัวสั่นอย่างหนักราวกับว่าพบเจออะไรบางอย่างเข้าให้
นิกซ์พยายามกล่อมให้ทราวิสสงบสติลงมาระดับหนึ่งส่วนแซคไลฟ์รีบเข้าไปเช็คในห้องน้ำทันทีว่ามีอะไรผิดสังเกตุหรือไม่


“ขะขวาน….ผมจำได้ว่ามีขวานยักษ์…” ทราวิสกระซิบผ่านหูของนิกซ์จนเธอนั้นรับรู้ได้ว่าความทรงจำของเขากำลังกลับมาเรื่อยๆ

“ทราวิส...นายจำอะไรได้อีกบอกฉันมาเร็ว!” นิกซ์เขย่าตัวให้ทราวิสรีบเล่าความทรงจำของเขาออกมา

“ผะผม...ผมวิ่งตามใครก็ไม่รู้ในตอนนั้น!” ทราวิสเริ่มหวากกลัวและหลอนกับความทรงจำของตัวเองจนเริ่มทรุดลงไปกับพื้น

“ทราวิส! นายต้องสู้กับมัน! ขอร้อง!” นิกซ์รีบเข้ามาช่วยปลอบใจให้ทราวิสสงบลง แต่เหมือนจะยิ่งไปกระตุ้นเสียมากกว่า

“มะไม่….ผมไม่ได้ทำ! ผมไม่ได้ทำ!!”


.
.
.


“ขอร้อง!...อย่าทำแบบนี้!!”

“ฆ่าเธอซะ...ฆ่าเธอ…”

“โฮกก!!!!!”


โครม!!!!!!!


เสียงคำรามจากสัตว์ปละหลาดดังกึกก้องไปทั่วห้องขังขนาดเล็กพร้อมกับอาวุธประชิดหนักในมือของมันเพื่อที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางของมัน
มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังครวนครานขอร้องชีวิตต่อหน้าสัตว์ปละหลาดนั่น
ร่างใหญ่ผิวหนังสีเขียวอ่อนราวกับสัตว์เลี้อยคลานและยังเหลือบางส่วนแสดงให้ถึงความเป็นมนุษย์ กำลังคลืบคลานเข้ามาหาผู้หญิงคนนั้นอย่างช้าๆ


“ชั้นจะช่วยแกเอง…”

“กรรร!!!”


โครม!!!! เหวอ!!! ยะหยุดนะ!!! !!?



.
.
.


ทราวิส! ทราวิส!! ทราวิส!!! !!?


ความทรงจำแสนโหดร้ายนั้นได้หยุดลงเมื่อมีเสียงของนิกซ์นั้นดข้ามาแทรกที่แทน ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งของเขานั้นกำลังหวาดกลัวสุดขีดพร้อมกับสีหน้าที่สิ้นหวังในเวลาเดียวกัน
นิกซ์พยายามดึงสติของทราวิสให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งและเธอก็ทำเร็จที่สามารถดึงสติของทราวิสกลับมาได้อีกครั้ง


“อ...โอย...เสียงไซเรนที่ไหนกัน?” เสียงของเจ้าชายนิทราแห่งเอเชียเริ่มฟื้นตัวจากคลื่นเสียงมรณะและปัดผมของตัวเองให้กลับมารูปทรงเดิม

“เห้อายุตะ ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนจะดีกว่า” แซคไลฟ์โล่งอกอยู่ในใจที่อายุตะไม่เป็นอะไรมากนักแค่สลบไปเท่านั้น

“ไม่เป็นไรหรอกแค่ประมาทเท่านั้นเอง...ไม่นักจะรู้ว่าไอแซ็คเอาเครื่อง Killer Wail มาด้วย” อายุตะตอบกลับ

“ใจเย็นๆนะทราวิส..ค่อยๆหายใจลึกๆ! แล้วก็ออก” นิกซ์พยายามให้ทราวิสคุมสติอีกรอบพร้อมกับการผ่อนคลายไปในตัว

“ผะผม...ผมฆ่าคนหรอ?” ทราวิสเริ่มถามคำถามที่ไม่คาดคิดใส่นิกซ์จนเธอนั้นต้องรีบแก้จากลบให้เป็นทางบวกเสีย

“ไม่! นายจะฆ่าคนไปทำไมในเมื่อนายไม่เคยฆ่าใครนะ!” นิกซ์รีบตอบกลับและพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อให้ทราวิสเลิกคิดเรื่องแบบนี้

“ผมเห็นความทรงจำในนั้น! ผมฆ่าเธอ...ผมฆ่าผู้หญิงคนนั้น!” ทราวิสยังยึดมั่นคำตอบเดิมว่าเขาฆ่าใครบางคน


ผมฆ่าเธอ!! ผมฆ่าเธอ!!! ระร้อน!!!


แรงกดดันมหาสารเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของทราวิสจนที่เหลือในห้องนี้เริ่มรู้สึกได้ถึงมันในขณะนั้น
นิกซ์ยังพยายามให้ทราวิสใจเย็นมากที่สุดส่วนแซคไลฟ์เองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อเพราะเขาเองไม่ค่อยเชี่ยวชาญทางด้านกล่อมคนให้สงบลงด้วยซ้ำ
ทว่าท่ามกลางความกดดันอยู่นั้นเอง ร่างกายของทราวิสเริ่มตัวร้อนขึ้นฉับพลันจนนิกซ์ถึงกับรีบกระโจนหนีออกมาเพราะมันร้อนเกินกว่าที่เธอจะจับมันด้วยซ้ำ


“!? นิกซ์เกิดอะไรขึ้น!?” อายุตะรีบลุกออกจากที่นอนและเข้าไปช่วยนิกซ์ทันที

“ทราวิสตัวร้อนจี๋เหมือนตอนนั้นเลย! ช่วยหาอะไรมาลดความร้อนเขาที!” นิกซ์ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทอย่างอายุตะให้ช่วยเหลือ
ซึ่งอายุตะเองก็รีบพยักหน้าแล้ววิ่งเข้าไปในครัวของบ้านหลังนี้เพื่อหาวัตถุใส่น้ำเพื่อนำมาชุบผ้าให้เปียกพร้อมกับซับความร้อนออกจากทราวิส

“ทราวิสมันไม่ใช่เรื่องจริง! มันเป็นแค่ภาพหลอนในความทรงจำของนายเท่านั้นมีสติสิเฮ้ย!”
แซคไลฟ์พยายามกล่อมให้ทราวิสกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง(นั่นช่วยได้มากทีเดียว .-.)


ทราวิส!! อ้ากกก!!! !!?


การเกลี้ยกล่อมให้ทราวิสกลับมาสงบลงอีกครั้งนั้นกลับไม่เป็นผลในครั้งนี้และมิหนำซ้ำยังแย่กว่าเดิม
ทราวิสเริ่มกุมหัวตัวเองอย่างทรมานพร้อมกับเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดออกมาดังลั่นเพื่อพยายามหนีจากความทรงจำเหล่านั้นแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น
แต่แล้วมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศนั้นอย่างสิ้นเชิงเมื่อแขนของทราวิสนั้นเริ่มเผยเส้นสีเขียวเข้มกำลังขยายเป็นวงกว้างทั่วแขนของเขา


เส้นเลือดเดิมทีนั้นหากมองด้วยตาเปล่าอาจจะมองเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้มกับสีเขียวแก่ตามจุดต่างๆของร่างกาย(ซึ่งก็แล้วแต่คนด้วยว่าจะโผล่มาให้เห็นเยอะไหม)
ทว่าเส้นเลือดสีเขียวที่มองชัดเจนนี้เป็นการบ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกายของทราวิสสิ้นเชิง
มันเริ่มขยายตัวเดินทางไปยังเส้นเลือดและแตกแขนงออกไปเพื่อขยายพันธุ์ในนั้นอย่างชัดเจนจนมาถึงข้อมือของทราวิส
มิหนำซ้ำเส้นเลือดสีเขียวปริศนานั้นเริ่มกระจายตัวเองผ่านทางหัวไหล่ของทราวิสอย่างรวดเร็วจนเสียงร้องของทราวิสเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้า


“ทราวิส!!” นิกซ์รีบเข้าไปหาทราวิสเพื่อให้เขานั้นรู้สึกดีขึ้นมานะดับหนึ่งแต่มันกลับไม่ช่วยอะไรเลย

“!? นี่มัน...นี่มันอะไรกัน!?” ภาพนัยต์ตาของทราวิสนั้นกำลังมองไปยังแขนและมือของตัวเองที่กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม

“จะเจ้าหมอนั่นกำลังกลายพันธุ์! เถิบออกมานิกซ์!!” แซคไลฟ์รีบดึงนิกซ์ออกมาจากบริเวณนั้นทันทีเมื่อรู้ว่าทราวิสติดเชื้อและกำลังกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

“ไม่นะทราวิส!!” นิกซ์ยังไม่เชื่อในสายตาตัวเองว่าทราวิสกำลังเปลี่ยนไปจากเดิมยังคงดิ้นรนเข้าไปหาเขาเพื่อที่จะได้ให้คสามช่วยเหลือ
แซคไลฟ์ยังคงดึงเธอออกห่างจากทราวิสให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

“น้ำมาแล- เห้ยเวร!!” อายุตะรีบถือกะละมังขนาดเล็กซึ่งบรรจุไปด้วยน้ำเปล่าพร้อมทำการเช็ดตัวกลับมาหาสามสหายที่อยู่ตรงนี้
แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเขาเองกำลังเผชิญอยู่กับอาวุธชีวภาพที่กำลังเริ่มเปลี่ยนสภาพตัวเองกลายเป็นอสุรกายที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าคือตัวอะไร


ซ่า!!! โอ้ยย!!! ซี่!!


ด้วยสัญชาตญาณของอายุตะเขาจึงรีบสาดน้ำจากกะละมังที่พึ่งได้มาใส่หน้าของทราวิสเต็มที่จนเสียงอันแสนจะคุ้นเคยของทราวิสกลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง
ไอน้ำเริ่มระเหยจากใบหน้าของทราวิสทำให้ค้นพบวิธีหยุดยั้งการกลายสภาพของทราวิสได้ชั่วขณะ


“แซคไลฟ์ช่วยที!” อายุตะรีบขว้างกะละมังให้พ้นสายตาตัวเองและกระโจนเข้าไปรวบแขนข้างหนึ่งของทราวิสเอาไว้เพื่อลากตัวของเขานั้นไปเล่นน้ำในห้องน้ำให้สะใจ

“ถ้ามันช่วยได้ก็เอาหละวะ!” แซคไลฟ์ไม่รีรออะไรมากนักนอกจากร่วมด้วยช่วยกันทั้งคู่รีบลากทราวิสซึ่งกำลังมึนอยู่ชั่วขณะเข้าห้องน้ำทันที
นิกซ์รีบเปิดก็อกน้ำอย่างไวทั้งฝักบัวและอีกที่สำหรับใสาโอ่งเพื่ออาบน้ำ(เหมือนจะรู้งาน -.-)


ได้เวลาอาบน้ำแล้ว!! ตูม!!!! ซ่า!!!! ซี่!!!



ทั้งคู่จับทราวิสกดน้ำลงไปอย่างไวโดยไม่สนว่าทราวิสจะเป็นยังไงส่วนนิกซ์รีบจับฝักบัวขึ้นมาและฉีดไปที่ส่วนต่างๆของร่างกายของทราวิสที่ไม่ได้สัมผัสน้ำ
ไอระเหยเริ่มออกมาตามร่างกายของทราวิสมากขึ้นจนเริ่มปกคลุมไปทั่วห้องน้ำ
แม้ทราวิสจะพยายามขัดขืนสู้เพื่อขึ้นมาหายใจยังไงก็ไม่สามารถสู้แรงทั้งสองคนได้อยู่ดี ทั้งสองคนเริ่มสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของทราวิสลดน้องลงไป ตาของทั้งคู่ประสานกันเหมือนจะรู้งานลำดับต่อไปว่าจะทำยังไงต่อไป


ซ่า!! พรวดด!!! แฮ่กๆๆๆๆ!!!



ทหารใจกล้าสองคนรีบดึงหัวของทราวิสขึ้นมาให้พักหายใจ
ในปากของทราวิสนั้นมีแต่น้ำแทบจะไม่เหลือออกซิเจนให้หายใจจนต้องพ่นน้ำออกมาในที่สุดเพื่อหายใจอย่างไว
นิกซ์เริ่มสังเกตุเห็นว่าเส้นเลือดสีเขียวแสนน่ากลัวตามแขนของทราวิสนั้นเริ่มจางหายไปและสภาพร่างกายของทราวิสเริ่มกลับมาเป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถช่วยหยุดยั้งการกลายสภาพของทราวิสได้แต่มันแค่ชั่วคราวเท่านั้น
หากไม่พากลับไปรักษาโดยไวการจับร่างของเขามาลดอุณหภูมินั้นอาจไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป


“โอยย...หะให้หายใจ...บ้าง…” เสียงอ่อนล้าของทราวิสบอกทั้งคู่ให้ครั้งหน้าหากทำอะไรแบบนั้อีกก็รบกวนให้เขานั้นขึ้นมาหายใจก็ยังดี

“ข้างล่างมีอะไรกันหรอเสียงดังจัง!?” เสียงของคริสตินส่งมายังชั้นล่างเหมือนเธอกำลังกังวลว่าข้างล่างมีเรื่องอะไรกัน

“อยู่ข้างบนไปก่อนตอนนี้กำลังเคลียอยู่!” แซคไลฟ์ตะโกนตอบรับ

“โอเคค่า!” คริสตินตอบกลับเพื่อเป็นการยืนยันแต่ในใจของเธอนั้นกำลังหวั่นไหวกับเสัยงร้องของทราวิสว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

“นายยังไหวไหมทราวิส?” นิกซ์รีบเข้ามาพยุงทราวิสแทนที่แซคไลฟ์ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ว่าอะไรกับเรื่องนี้หากคนที่เป็นห่วงที่สุดต้องมาทรมานแบบนี้

“ยะยังไหวแต่...อากาศแทบไม่มีให้หายใจเลยแฮะ” ทราวิสตอบกลับและมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

“พาเขาออกมาข้างนอกก่อนมา” อายุตะทักให้เพื่อนของเขานั้นรีบพาทราวิสออกมาจากห้องน้ำให้สูดอากาศหายใจก่อนซึ่งเธอเองก็เห็นด้วย


ตึกๆๆ! ตุบ! แฮ่กๆๆ!!!


ทราวิสได้สูดอากาศหายใจนอกห้องน้ำและได้รับอ็อกซิเจนอย่างที่เขาต้องการ
ส่วนทั้งนิกซ์และอายุตะเริ่มมีสีหน้ากังวลอย่างมากอยู่สองอย่าง สิ่งแรกที่พวกเขาทั้งคู่กำลังกังวลคือหากนี่คือสิ่งที่คลีนเนอร์หรืออัมเบรล่าทดลองทราวิสขึ้นมาและหลุดออกไปแบบนี้
พวกนั้นก็กำลังวุ่นอยู่กับตามล่าหาทราวิสบวกไปกับการก่อจราจลเพื่อซื้อเวลาในหาตามหาทราวิสหรือแม้แต่ตัวของนิกซ์ก็ตาม
และสิ่งที่สองที่กำลังกังวลอยู่ตอนนี้นั่นก็คือ ทั้งคู่จะอธิบายเหตุการณ์นี้ยังไงกับแซคไลฟ์ซึ่งเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนจากวิตกกลายมาเป็นคนเค้นข้อมูลแทน


“บอกมา...นี่มันหมายความว่าไง?” แซคไลฟ์เริ่มยิงคำถามแรกใส่ทั้งคู่และตัวเขาจะไม่เลิกถามจนกว่าจะรู้จนหมด

“คือเราทั้งคู่ไม่อยากให้เป็นแบบนี้หรอกนะแค่เรา…” นิกซ์พยายามกล่อมให้แซคไลฟ์ใจเย็นลงแต่เหมือนจะไม่ช่วยปม้แต่นิด

“บอกมาซะ...ชั้นรู้ว่าพวกนายทั้งสองมีความลับปกปิด” แซคไลฟ์เริ่มเปลี่ยนจากโหมดปกติมาเป็นคนรีดไถข้อมูลอย่างทรมานเสียแทน
เพื่อจะได้ข้อมูลมานั้นเขาต้องยอมใช้กำลังเพื่อให้ได้มา…


.
.
.


ทางเข้าของหมู่บ้านอันดามุก
23:35น.


เสียงบรรเลงแห่งความตายกล่อมประสาทไปทั่วหมู่บ้านจนเกิดความสั่นคลอนขึ้น เหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำของทุกคนและมันจะยังคงประพันธ์อยู่ต่อไป
ซากศพของพวกชาโด้วถูกสุมรวมกองกันเป็นภูเขาลูกเล็กหลายที่จนไม่สามารถนับจำนวนที่แท้จริงของพวกมันได้ว่าพวกมันมากันกี่ตัว
ชาวบ้านบางคนถือน้ำมันมาราดซากของพวกชาโด้วเตรียมทำการเผาพวกมันให้สลายไปจากดินแดนแห่งนี้อย่างโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน


พรึบ!!! กี้ด!!!!


กองไฟเริ่มเผาพวกมันอย่างไร้ปราณีจนบางตัวนั้นที่ยังมีลมหายใจอยู่ท่ามกลางซากศพของพวกเดียวกันเองเริ่มร้องโหยหวนออกมาอย่างทรมาน
เสียงของพวกมันเริ่มกระจายไปทั่วหมู่บ้านจนกลายเป็ยเสียงของวิญญาณที่กำลังทนทุกข์ทรมานและต้องการจะเป็นอิสระจากดินแดนแห่งนี้


“...” แววตามรกตของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งมีพลังวิเศษที่ได้มาอย่างไม่ตั้งใจเช่นเดียวกับเด็กสาวคนนั้น
กำลังมองพวกชาโด้วที่อยู่ท่ามกลางกองเพลิงนรกกำลังโดนไฟคลอกอย่างแสนสาหัส


แค่กๆๆ!! ตึง!!! มะหมอ!! พาไปเร็ว!!!


ระหว่างนั้นเองกลับมีชาวบ้านซึ่งอาสามาเผาพวกมันนั้นล้มลงไปเพราะสาเหตุบางประการ
จนที่เหลือต้องช่วยกันประคองไปหาหมอคนเดียวในหมู่บ้านตอนนี้นั่นคือซูลู
ท่ามกลางความวุ่นวายกันเองนั้น แซมเริ่มเพ่งมองไปยังสีหน้าของพวกผู้รอดชีวิตเหล่านั้นอย่างน่าอนาจใจอยู่ชั่วครู่ที่ต้องมารับผลเคราะห์กรรมเช่นนี้


“ทางนี้แซม” เสียงของชายหนุ่มผู้ซึ่งมีประสบการณ์เหล่านี้มาครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาได้ชวนแซมเดินไปยังบ้านหลังหนึ่ง
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับห้องเก็บอุปกรณ์ของพวกชาวประมงแถวนี้

“นำไปเลย” แซมตอบกลับอย่างเรียบง่ายและเดินตามชายคนนั้นไปอย่างสงบนิ่งแต่ยังคงจับปืนเอาไว้ตลอดเวลาหากมีอะไรผิดสังเกตุไปจากเดิม

“ขอบใจสำหรับช่วยในตอนนั้น” จิมมี่เอ่ยปากออกมาอย่างเรียบง่ายขณะเดินไปยังห้องเก็บอุปกรณ์

“อืม…” แซมตอบกลับไปอย่างเรียบง่ายเช่ยกันเหมือนพวกเขาทั้งสองคนกำลังเล่นจิตวิยาแข่งกันว่าใครจะเผสไต๋ออกมาก่อน


เอี้ยดด!! ปึง!!!


เมื่อทั้งคู่เข้ามาในห้องแสนแคบซึ่งมีทั้งอุปกรณืเกลื่อนกลาดไปหมดแม้จะมีบางชิ้นถูกไอแซ็คถอดชิ้นส่วนออกมาเพื่อมาประกอบของใหม่ก็ตาม
บรรยากาศในห้องนั้นไม่ต่างอะไรไปจากห้องสอบสวนฝั่งตรงข้ามและต่างคนต่างใช้วิธีในการสอบสวนต่างกันไป


“นายมาทำอะไรที่นี่กันแน่แซม?” จิมมี่เปิดเป็นเด็นก่อนเป็นบุคคลแรก

“ผมบอกไม่ได้...โทษที” แซมตอบกลับและทำสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนคำถามของจิมมี่ไม่สะทกสะท้านเขามากเท่าที่ควร

“อย่าให้ใช้กำลังดีกว่าแซมเลิกเล่นตัวได้แล้วเวลาของเรามีจำกัด” จิมมี่ท้วงให้แซมเลิกเก็บหรืออมข้อมุลเอาไว้เสียที
แม้ว่าแซมอยากจะยังเล่นสนุกกับจิมมี่ยังไงแต่เหมือนครั้งนี้ดวงตาที่แผ่รังสีความเดือดดันนั้นออกมาจากตาของจิมมี่ชัดเจนหากยังเล่นแบบนี้อยู่

“มีคนให้มาเอาของที่ประเทศนี้...และดูเหมือนว่าจะบังเอิญเจอเรื่องเข้าให้น่ะสิ” แซมตัดใจที่จะเลิกเก็บข้อมูลเอาไว้คนเดียวและเผยให้กับจิมมี่ในที่สุด(ในบางเรื่อง)

“เดาว่านายเองคงจะบอกนิกซ์ในตอนนั้นสินะ” จิมมี่เอ่ยปากออกมาบางส่วนกับเรื่องนี้เพราะเขารู้แก่ใจดีว่าแซมต้องบอกนิกซ์เป็นคนแรกตอนที่ไปท่าเรือในตอนนั้น

“มีอะไรคาใจอีกหละเพราะผมเองก็จะถามเช่นกัน” แซมทักจิมมี่ราวกับการท้าทายทางอ้อมจากเขาเอง

“มี...ชั้นอยากจะรู้ว่าแกมาจากที่ไหน?” จิมมี่ตั้งคำถามอีกรอบเพื่อเคลียความสงสัยในหัวของเขา

“จากไหนมันสำคัญด้วยหรือไง?” แซมถามกลับไปเหมือนไม่อยากจะตอบคำถามนี้เสียเท่าไหร่ทำให้จิมมี่เริ่มบุกทะลวงเข้าไปอีกขั้น

“สำคัญสิเพราะจะเป็นการพิสูจน์ให้รู้ชัดไปว่าแกโกหกต่อหน้าชั้นหรือเปล่าถ้าไม่มีนิกซ์เข้ามายุ่ง…
แกเคยเป็นทหารมาก่อนสินะเพราะฝีมือแกตอนสู้กับพวกนั้นและโยนชั้นลอยออกไปไกลอย่างง่ายดายเป็นพลเมืองก็ไม่ใช่”
จิมมี่อธิบายเหตุผลที่จะถามคำถามนี้ให้แซมฟังเพราะตัวของเขาเองมีลางสังหรไม่ดีนักกับเรื่องแบบนี้
ดังนั้นหากจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ในตอนนี้ว่าเรื่องเล่าของแซมทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
ก็ต้องทำเสียตอนนี้

“...” แซมนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะคิดอะไรในหัวเช่นเดียวกัน

“บอกมาแซม นายเคยอยู่กับพวกไหนมาก่อน?” จิมมี่ยิงคำถามที่สองซึ่งเหมือนกับกระสุนเจาะเกราะชั้นดีพุ่งไปยังแซมเต็มที่
ถึงแม้ว่าสีหน้าและอาการของแซมจะยังทื่อเป็นขอนไม้ไร้อารมณ์อยู่ก็จริงแต่แววตาของเขานั้นเริ่มเปลี่ยนไปส่วนหนึ่ง

“...ทำไมต้องรู้ด้วยหละ ก็แค่ทหารราบหน่วยลาดตระเวน” แซมตอบกลับ


กริก!!!


“บอกมาเดี๋ยวนี้” จิมมี่เล็งปืน M27 ของตัวไปเองยังหน้าผากของแซมอย่างรวดเร็ว แต่นั่นทำให้แซมเริ่มมองเห็นช่องว่างบางอย่างของจิมมี่เข้า

“ไม่แปลกใจเลยที่จะได้เห็นสภาพของนายมาทำอะไรแบบนี้อีกครั้ง” แซมชูมือขึ้นมาเท่ากับศรีษะของตัวเองทั้งสองข้างและเริ่มพูดเสียดสีจิตใจชองจิมมี่เข้าไป
ทำให้จิมมี่เริ่มมีความเครียดและหงุดหงิดขึ้นมาระดับหนึ่ง

“อย่ามาจุ้นจ้านซะดีกว่าพ่อนักสืบ รีบบอกมาซะว่าแกเคยทำงานให้กับพวกไหนมาก่อน?”

“ถ้าอยากรู้มากนักก็จะบอกก็ได้ในเมื่อพวกเราเองก็มีเวลาเล่นไม่มากนัก” ใบหน้าไร้อารมณ์ของแซมนั้นส่งมาหาจิมมี่พร้อมกับคำตอบที่จะให้ในไม่ช้า

“ผมเคยอยู่ US Army ก่อนจะถอนตัวออกมาเองและไม่ต้องถามนะว่าเพราะอะไร” แซมตอบกลับ

“งั้นก็ไม่แปลกใจที่นายจะมีทักษะการป้องกันตัวเองไวกว่าฉัน” จิมมี่นำมือมาลูบคางตัวเองซึ่งตัวเขาเองก็เริ่มสนใจในตัวของแซมเช่นกัน


กริกๆๆ!


สายตาของทั้งสองคนประสานกันอยู่ชั่วขณะราวกับการส่งโทนจิตให้ต่อกันเพื่อให้รู้ว่าฝั่งตรงข้ามคิดอะไรอยู่
ท้ายที่สุดจิมมี่ลดระดับปืนลงไปและสะพายไว้ตำแหน่งเดิมที่มันเคยออกมาใช้
ส่วนแซมเองก็ทำการปล่อยตัวตามสบายเหมือนเขานั้นเริ่มเชื่อใจจิมมี่ในระดับหนึ่ง


“งั้นขอถามกลับไปบ้าง นายเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ Crash 28?” แซมถามจิมมี่กลับไป

“ฉันไม่รู้เรื่องอะไรพรรคนั้นหรอก…” จิมมี่ตอบกลับอย่างไวแต่นั่นคือสิ่งที่เขานั้นตัดสินใจพลาดอย่างแรง

“จิมมี่ สตอร์ตการ์ด อดีตนักบินที่ถูกส่งไปร่วมภารกิจแห่งหนึ่งตามคำสั่งของ C.I.A. ในการขนย้านทหารกลุ่มหนึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน”
แซมเริ่มเล่าเรื่องราวบางอย่างให้กับชายผู้นี้ฟังอย่างไม่ปกปิดข้อมูล จนเริ่มทำให้จิมมี่เริ่มมีปฏิกิริยาที่ไม่สงบอีกต่อไป

“นายไปรู้เรื่องนั้นมาจากไหน?” จิมมี่เริ่มมีอาการอยู่ไม่สุขและนั่นทำให้เขานั้นโดนแซมต้อนจนมุมอย่างไม่รู้ตัว

“เพื่อนของคุณรวมไปถึงคนที่ไปก้บพวกคุณสังหารคนบริสุทธิ์โดยไม่รู้ตัวแล้วถูกปิดปากทีหลัง
แต่เหมือนแผนของพวกเบื้องบนจะไม่สำเร็จเพราะคุณและเพื่อนอีกคนของคุณรอดตายกลับมาได้..
ผมคงไม่ต้องเล่าซ้ำหรอกนะว่าทำไมผมถึงรอให้คุณลากผมออกมาคุยกันส่วนตัวแบบนี้”


สิ่งที่แซมเล่านั้นหากไม่ใช่คนในวงในหรือพวกแฮ็คเกอร์ระดับมือฉมังนั้นก็คงจะไม่ได้มายืนตรงนี้แล้วเล่าอดีตแสนเจ็บปวดของจิมมี่ให้ฟัง
ความทรงจำในตอนนั้นคือหนึ่งในเหตุการณ์อันน่าสลดของเขาแม้มันจะไม่ทำให้เขาต้องมาติดเหล้าหนักพอสมควร
เขายังจำภาพเหล่านั้นได้ในหัวของเขา เสียงกระสุนปืนและลูกระเบิดนับสิบที่ปูพรมมาอย่างดีไม่มีพลาดจากการคำนวน
ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างและชีวิตของคนร่วมรบไปต่อหน้าต่อตาหลายชีวิต ดวงตาของเขาเบิ่งกว้างและเห็นเหตุการณ์นั้นทุกวินาทีจนท้ายเรื่องราวของมัน


“แกต้องการอะไรจากชั้นแซม..ฆ่า? หรือว่าพาไปมอบตัวหละ?” จิมมี่กลับมีสติอยู่ชั่วครู่และถามแซมกลับไปเพื่อที่จะให้เขานั้นรับรู้ว่าตัวเขาเองนั้นรับสภาพแบบนั้นได้แล้ว

“จะทำไปทำไมกันหละ ในเมื่อมีคนว่าจ้างให้ผมตามหาคุณและเพื่อนอีกคน” แซมยืนชิดกำแพงพร้อมกับบอกข้อมูลให้อย่างไม่ลังเล

“ตาม? ใครกันหละที่จะตามชั้น?” จิมมี่พยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้อยู่ชั่วขณะก่อนจะห้นไปถามเด็กหนุ่มไร้ชีวิตอย่างแซม


.
.
.


10 วันก่อนเหตุการณ์ระบาดของเกาะภูเก็ต

15 ก.ย. 2011
คฤหาสน์แห่งหนึ่ง ห้องใต้หลังคา
19:49 น.


แสงสีสันอันเจิดจรัดสว่างไปทั่วคฤหาสน์แห่งนี้ ผู้คนต่างเดินทางมารวมตัวกันที่แห่งนี้เพื่อเฉลิมฉลองอะไรบางอย่างที่ดูแล้วเป็นงานสำคัญอย่างยิ่ง
อาหารการกินอันเริดหรูสมบูรณ์,ชุดเดรสราคาแสนแพงชั้นดี,วงดนตรีผู้มีประสบการณ์ถูกนำมารวมตัวกันที่นี่และหลอมลวมกันเป็นงานที่ไม่สามารถหาคำตำหนิได้อีก


เว้นแต่บุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ต้องการความร่ำรวยหรืองานอลังการงานสร้างพวกนี้แต่อย่างใดแม้ตัวเขานั้นอยากจะมีก็ตาม
แสงไฟสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับเส้นระโยงระยางตามโต๊ะทำงานของเขาพร้อมอาหารมื้อค่ำแสนเรียบง่ายแต่น่ากลัวสำหรับคนปกติทั่วไป
ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเขากำลังจ้องมองอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจและกวาดสายตาของตัวเองไปยังเป้าหมายที่วางเอาไว้


“เอาหละ...ปิดแฟ้มคดีไปอีกหนึ่ง” เขาพูดกับตัวเองเพื่อให้กำลังใจกับตัวเองที่ทำงานนี้สำเร็จ


ติ้ดๆ! ตี้ด!


ในช่วงเวลาการฉลองงานของตนเองโดยการจิบน้ำแดงดั่งโลหิตของแท้เข้าไปอย่างช้าๆกลับมีโทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้นมา
เขารีบเปิดดูเจ้าของเบอร์โทรศัพท์อย่างใจเย็ยและมองตัวเลขบนโทรศัพท์ว่าเป็นคนที่รู้จักหรือไม่แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงจากการตามล่าของพวกไม่หวังดีจึงจำเป็นที่จะต้องกลบเกลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขา
แม้แต่เสียงของเขาเองก็เช่นกัน...


“นี่นักสืบเอ็ดดิสันมีอะไรให้ช่วยครับ?” ก่อนที่เขาจะรับสายปริศนานี้นั้น แซมหยิบปลอกคอลักษณะแปลกตาสวมเข้าไปและกดฟังค์ชั่นในนั้นอย่างเชี่ยวชาญ ผลที่ออกมาคือเสียงต้นแบบของเขานั้นไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้
มีแต่เสียงใหญ่ที่เข้ามาแทนที่เดิมและยังมีเสียงอันน่าหลงใหลอยู่เล็กน้อยในหมู่ของพวกสาวๆ

“โอ้วในที่สุดก็เจอต้องขอโทษนะครับที่มารบกวนแต่ผมมีเรื่องด่วนให้ช่วยนะครับ” เสียงของผู้ชายวัยกลางคนพูดอยู่กับเด็กหนุ่มผู้นี้

“ว่ามาครับ...แต่ก่อนอื่นช่วยบอกชื่อและที่อยู่ด้วยเผื่อจะไปแวะเยี่ยมหากจำเป็น”
แซมเปิดหน้าต่างคอมพิวเตอร์ของเขาอีกครั้งเพิ่มเปิดแฟ้มดคีใหม่ขึ้นมาทำ
แต่มันกลับมีบางอย่างกำลังแซะกัดกินในใจของเขาในทางด้านความสงสัย

“ผมชื่อว่ารอสโก้ มอนติเน่ ที่อยู่นั้นผมไม่อยากให้เท่าไหร่นักเพราะผมเป็นพวกเดินทางบ่อยไม่ได้ค่อยติดอยู่กับบ้านน่ะครับ”
ชายที่ติดต่อกับแซมนั้นตอบกลับ

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ มีอะไรให้ช่วยครับ” แซมถามชายที่เข้ามาติดต่อเพื่อจะจ้างให้ตนเองนั้นทำอะไรบางอย่าง

“ผมอยากให้คุณช่วยตามหาผู้ชายสองคนหน่อยครับ...ที่จริงเขาเป็นอดีตคู่หูของผมเสียด้วย” รอสโก้ตอบ

“อืม...ถือว่าน่าสนใจทีเดียว” แซมตอบกลับไปขณะที่เขานั้นทำการเขาะเข้าระบบอย่างเงียบๆเพื่อตามหาพิกัดของปลายทางที่โทรมาหา
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเข้ามาแฮ็คระบบของเขาเสียเอง

“ชื่อคนแรกนั้นคือ...ดีเร็ค ทอมสัน กับคู่หูของผม...จิมมี่ สตอร์การ์ด”
รอสโก้ให้ข้อมูลของคนที่เขาอยากจะเจอด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกแต่แฝงไปด้วยสิ่งที่ไม่สามารถอธบิายได้ว่าเขาคิดถึงจรืงหรือไม่

“งั้นผมจะดำเนินการให้แล้วกัน ช่วงนี้ก็ไม่มีลูกค้าเสียเท่าไหร่เพราะเป็นวันหยุดซะด้วยสิ” แซมบ่นออกมาเล็กน้อยเพื่อเป็นการลดระดับความเครียดกันทั้งสองฝั่ง

“ฮ่ะๆ ถือว่าสนุกดีนะครับ...คนแบบคุณนี่ก็หายากเช่นกันนะครับ...ฝากด้วยแล้วกันนะพ่อนักสืบ”
รอสโต้แซวกลับไปเช่นกันก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีเล่ห์นัยตอนท้าย


ตี้ด!



หลังจากการเล่าเรื่องอดีตปริศนาได้จบลงนั้นแซมยืนพิงกำแพงพร้อมกับปล่อยลมหายใจออกมาเพื่อระบายความกดดันออกไปส่วนหนึ่ง
ส่วนทางด้านจิมมี่นั้นกลับต่างกันเห็นได้ชัด เพราะการที่มีคนตามหาเขาแบบนั้นคงเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือมีคนพยายามตามล่าเขาและปิดปากเรื่องโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นรวมไปถึงเพื่อนของเขาอีกคนเช่นกัน


“เรื่องก็อย่างที่เห็นหละ...เห็นแล้วมันปวดหัวจริงๆ” แซมกล่าวออกมาด้วยความสงสัยจากตัวของเขาเอง

“รอสโก้นั่นไม่รู้จักด้วยซ้ำและอีกอย่างถึงจะรู้จักป่านี้ชั้นคงหนีตะเพิดออกจากถิ่นนั้นไปตั้งนานแล้ว” จิมมี่บอกด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่ชั่วขณะ

“ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก เพื่อนของนายที่ไหนจะโทรมาจากเขตหวงห้าม Yellow Stone กันหล่ะ
นอกจากจะมีความสามารถมากพอที่จะกลบสัญญาณไม่ให้พวกที่อยู่รักษาความปลอดภัยที่นั่นรู้ตัว” แซมบอกข้อมูลให้กับจิมมี่ได้รับรู้และทำให้เขาเริ่มสนใจขึ้นมาระดับหนึ่ง

“เออรู้น่า คิดหรอว่าเรื่องนี้ไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้นเอาไว้?” จิมมี่ตอบประชดกลับไปที่จริงแล้วเจ้าตัวไม่ได้คิดถึงเรื่องแบบนั้นด้วยซ้ำ

“อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ได้ส่งพิกัดของพวกคุณทั้งสองไปให้เพราะเอะใจตั้งแต่คุยกันในนั้นแล้ว” แซมตอบกลับมาและเริ่มทำหน้าตาไม่สลอารมณ์อีกคนนึง
นั่นทำให้จิมมี่เริ่มกลับไปทวนบทสนทนาที่แซมเล่าเอาไว้ให้ฟังเอาไว้และเมื่อมาแยกข้อมูลประเด็นออกมาทำให้จิมมี่เริ่มรู้สึกแบบเดียวกับแซมขึ้นมา

“หมอนั่นก็รู้เหมือนกันสินะว่านายเป็นพวกผีดิบเดินได้?” จิมมี่ถามแซมและคำตอบที่ส่งกลับมานั้นคือถูกต้อง

“ค่อยมาคุยกันอีกทีนึง...เพราะตอนนี้นายต้องเลือกแล้วว่านายจะทำอะไร” แซมชำเลืองมองเห็นสมาชิก Z.S.S. บางรายเดินไปยังบ้านหลังหนึ่ง

“เลือกอะไรของนาย?” จิมมี่สงสัยคำพูดของแซมอีกครั้งแต่เขากลับไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น

“ถ้านายคิดว่า Z.S.S. เป็นพวกพิทักษ์โลกหรือต่อต้านอาวุธชีวภาพหละก็ลองคิดใหม่ดูก็แล้วกัน” แซมทิ้งท้ายประโยชน์เอาไว้ก่อนจะเดินออกจากประตูไป

“เฮ้ย! ถ้าแกคิดจะสูบเลือดชาวบ้านหละก็แกไม่รอดแน่!” จิมมี่ตะโกนเตือนพ่อหนุ่มผีดูดเลือดเอาไว้อย่างหน้าเลือด

“จะทำไปทำไมกันหละ...เดี๋ยวกลับมาอีกรอบตอนเจอกันตามเวลาที่นัดเอาไว้ เอาเพื่อนของนายมาด้วยถ้าอยากมาช่วย”
แซมตอบกลับก่อนจะเดินออกไปทำธุระส่วนตัวในที่สุด

“เจ้าบ้านี่ชอบหาคำพูดกวนตีนสุดๆ…” จิมมี่ประชดในใจเล็กน้อยและก้าวออกมาจากห้องนั้นเช่นกัน


ตึกๆๆๆ!! จิมมี่!


เสียงของเพื่อนของเขานั้นรีบวิ่งมาหาอย่างไวพร้อมกับอาวุธที่ยังถือเอาไว้ในมือ โชคยังดีที่เขานั้นไม่เป็นอะไรมากเท่าไหร่แต่วีหน้าของเขานั้นกลับไม่ได้บอกแบบนั้นแม้แต่น้อย


“ไปสำรวจข้างบนไปเจออะไรเข้าหละ?” จิมมี่ถามเพื่อนของตัวเองที่พึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าตัวเอง

“ไม่มีอะไรมากหรอกว่ะ แค่พวกซอมบี้งี่เง่าและพวกวัวผีหลงฝูงเข้ามา” ดีเร็คตอบกลับ

“เดาว่าคงไม่มีแค่นั้นใช่ไหม?” สายตาของจิมมี่เพ่งเล็งไปหาดีเร็ค

“เออ...ทางนี้” ดีเร็ครีบดึงจิมมี่ไปด้วยกันซึ่งแลดูเหมือนว่าเขานั้นกำลังรีบแข่งกับเวลาอยู่


ทั้งคู่เดินออกจากหมู่บ้านตรงบริเวณทางเข้าและไต่ขึ้นเนินจนจะเข้าเส้นทางถนนรุกรังจนไปพบเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าน่าอัมหิตกว่าที่แห่งไหน


“อุ้บ! ใครทำบ้าอะไรอย่างงั้นฟระ!?” จิมมี่รีบนำมือขึ้นมาปิดปากอย่างไงเพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือกองซากศพจำนวนมากถูกทิ้งเอาไว้ตามทาง
และเมื่อมาสังเกตุแต่ละศพแล้วนั้นคือพวกชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้

“ตอนชั้นเดินขึ้นมาสังเกตุการณ์แถวนี้เหมือนได้กลิ่นอะไรเน่าก็ไม่รู้ว่ะเลยเดินมาดูและก็พบอย่างที่เห็น...ไอ้คนฆ่าพวกนี้มันเป็นพวกไร้มนุษยธรรมจริงๆ” ดีเร็คเล่าให้กับจิมมี่ฟัง

“.....นั่นมัน” จิมมี่ค่อยๆเดินผ่านซากศพของพวกชาวบ้านเหล่านี้เข้าไปในบริเวณหนึ่งที่เขานั้นสนใจพอสมควร


ฉึก!!!! ชิ้ง!!!


มีวัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งถูกปักเอาไว้ตรงกลางอกของชาวบ้านผู้โชคร้ายและดูเหมือนว่าจิมมี่เองก็จำเจ้าของนี้ได้อย่างขึ้นใจว่าเป็นของใคร
สภาพศพบางรายนั้นมีสีผิวที่ซีดเผือกหรือบางรายกลับมีเลือดสีดำอาบไหลลงตามพื้นและมีกลิ่นแสนเน่าชวนอ้วก
ดวงตาที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวกลืนกินไปหมดทั่วดวงตาและบางรายอาจแสดงดวงตาสีแดงสดยังมี


“นายอยากรู้หรอว่าเราทำไปทำไมใช่ไหมหละ?” มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเกริ่นนำออกมาข้างหลังของทั้งสองคนจนทั้งคู่ต้องชักปืนขึ้นมาป้องกันตัวเอง

“พวกเราก็อยากจะรู้เหมือนกัน...นาตาชา” ดีเร็คทักทายเจ้าของผลงานนี้ขึ้นมาอย่างไม่สงสัย


สภาพของนาตาชานั้นต่างไปจากเดิมในช่วงเช้าสิ้นเชิง ทั่วร่างกายของเธอนั้นอาบไปด้วยเลือดจากพวกชาวบ้านที่เธอเป็นคนฆ่าเองกับมือ
ดวงตาที่สวมรอยเป็นนักฆ่าเลือดเย็นพร้อมจะปลิดชีวิตทุกคนหากเข้ามายุ่งกับเธอและเสื้อผ้าแสนสบายช่วงเช้าแสนสกปรกแต่เธอไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนด้วยซ้ำ
รอยยิ้มแสนน่ากลัวถูกส่งมาให้กับสุภาพบุรุษทั้งสองคนนี้อย่างปลื้มปิติแต่ก็ไม่สะทกสะท้านเท่าไหร่นัก


“เราไม่ได้เป็นพ่อพระแม่พระอย่างที่พวกนายเห็นในบางครั้งหรอกทั้งสองคน...หากเราตัดกำลังจากพวกนั้นได้จะเป็นการดีที่สุดและนี่คือวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้”
นาตาชาอธิบายเหตุผลของเธอ(และคนอื่นๆในกลุ่มของเธอ)ให้ทั้งคู่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของพวกเธอในตอนนี้

“มันไม่ได้ช่วยด้วยซ้ำ! นี่มันคือการสังหารฆ่าคนชัดๆ!!” ดีเร็คเถียงกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าไม่พอใจพอสมควร

“ยังไม่เข้าใจสถานการณ์สินะดีเร็ค ดูพวกเขาสิ...ตอนนี้เธอเห็นพวกเขาเป็นอะไร?” นาตาชาเข้าไปหยิบชาวบ้านหนึ่งขึ้นมา
ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่ตายเพราะอาศัยจังหวะตอนเธอฆ่าอย่างสนุกสนานนั้นแกล้งตายในดงกองศพ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสายตาจากเธอไปได้

“คนน่ะสิ! ยังจะให้พวกเขาเป็นอะไรไปได้อีกเล่า!?” ดีเร็คชี้ไปยังชาวบ้านคนนั้นที่มีสภาพน่าเวทนายิ่งนัก
จิมมี่เองก็อยากจะเข้าไปช่วยเช่นเดียวกันแต่หากทำอะไรบุ่มบ่ามก็ไม่รับประกันได้ว่าเขาจะรอด

“ช...ช่ว...ด้วย…” เสียงอ้อนวอนของชาวบ้านรายนั้นขอความช่วยเหลือจากทั้งสองคน
แต่หากดูสภาพของเขาแล้วนั้นเหมือนกับคนติดเชื้อในระยะสุดท้ายและกำลังจะตายในที่สุด


เรี่ยวแรงของเขาพยายามเอื้อมมือไปหาทั้งคู่เพื่อช่วยพาเขาออกไปจากนรกแห่งนี้ แต่ทว่าหลังจากแค่เอื้อมมือออกไปเพียงไม่กี่วินาทีนั้นมือของเขากลับสั่นอย่างรุนแรงและเริ่มกลายสภาพอย่างช้าๆพร้อมกับเสียงคำรามอ่อนในลำคอของเขาออกมา


“น่าสงสารว่ามั้ย แต่นี่คือสิ่งกำลังเกิดขึ้นในนั้น” นาตาชาแสดงผลออกมาให้เห็นว่าความจริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น

“แต่ว่าพวกเขาในนั้นก็ได้รับวัคซีนแล้วนี่นาตาชา! พวกเขาต้องรอดสิแค่ส่วนหนึ่งหรือสิบคนก็ยังดี!” จิมมี่พยายามกล่อมให้เธอมีสติคืนมาก่อนที่จะบ้าไปมากกว่านี้

“รับหรอ? ก็จริงที่พวกเขารับวัคซีนไปแล้วหน่ะ...แต่พวกเธอแน่ใจหรอว่ามันจะช่วยชีวิตไว้ได้ทุกคนน่ะ?” นาตาชาถามทั้งคู่อย่างมีเล่ห์นัย

“แต่การที่เธอมาลงมือฆ่าคนบริสุทธิ์ตามใจชอบแบบนี้เพราะแค่ติดเชื้อแล้วจะตายแบบนี้มันมากเกินไปแล้วนะเฟ้ย!” จิมมี่ตะหวาดใส่เธอและยังไม่ทีท่าจะลดปืนลงแม้แต่น้อย

“มีแขกมาเยี่ยมเหรอจร๊ะที่รักจ๋า~!?” เสียงอันดุดันและหวานแสนชืดเข้ามาร่วมวงสนทนาพร้อมกับ REM 870 ถือในมือของตัวเอง

“...ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นนายอยู่ที่นี่ด้วย บอริส” ดีเร็คหันกลับไปมองต้นตอของเสียงที่คุ้นเคยดี


กริกๆๆ!!!


หนุ่มๆทั้งสามคนเล็งอาวุธใส่ฝั่งตรงข้ามเพราะความไม่ไว้วางใจต่อกันในตอนนี้ แววตาของชายหนุ่มรัสเซียนั้นจ้องมองไปยังพวกเขาอย่างหิวโหย
เพื่อที่จะล่าพวกเขาหากไม่ให้ความร่วมมือกันทั้งสองคนแต่กลับทำอะไรไม่ได้หากยังมีหญิงสาวผู้น่ารักสำหรับเขาอยู่ที่นี่


“พวกแกทั้งคู่ตามข้าคนนี้มาซะ เราจะเริ่มการตัดสินเร็วๆนี้” บอริสยื่นคำขอเสนอให้กับทั้งสองคนไปกับเขา

“.....” จิมมี่เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเดินตามบอริสไปแตาก็ถูกเพื่อนของตัวเองรั้งเอาไว้

“เดี๋ยวสิจิมมี่! นายจะเชื่อใจเขาอย่างงั้นหรอกหรอ!?” ดีเร็คค้านกับการกระทำของจิมมี่โดยสิ้นเชิงที่เขานั้นตัดสินใจอะไรอบบนี้ไวเกินไป

“เชื่อชั้นเถอะดีเร็ค...ชั้นรู้ดีว่ามันคืออะไรในการตัดสินที่เจ้าบ้านั่นบอก” จิมมี่ตอบกลับไปอย่างมั่นใจและเข้าใจสิ่งที่แซมบอกทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร

“ฉันจะรออยู่ที่นี่แล้วกันนะบอริส...ขอขวานคืนด้วย” นาตาชายืนมองดูกองซากศพอย่างสงบนิ่งราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ
จิมมี่จึงโยนขวานของเธอกลับไปให้แล้วเดินตามบอริสไปอย่างเงียบๆพร้อมกับเพื่อนของตัวเอง


.
.
.


ณ ห้องประชุมบ้านหลังหนึ่ง
วันที่ 28 ก.ย. 2011
00:23 น.


บรรยากาศข้างในห้องนั้นเต็มไปด้วยความคลุมเคลือพร้อมกับความกดดันมหาสารที่พวกเขาจะเป็นผู้ตัดสินชีวิตของพวกผู้รอดชีวิตบริสุทธิ์เหล่านี้
เสียงหายใจแห่งความสิ้นหวังเริ่มเพิ่มทวีคูณกว่าเดิมและได้ยินเสียงของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีใรตัดสินใจตอนนี้คงจะพบกับจุดจบของจริง


“...ขอบคุณที่อุตส่าห์มากันนะครับ” กรรชัย ซึ่งเป็นผู้บัญชาการในภารกิจของ Z.S.S.(แน่นอนว่าพวก E.S. ก็ต้องทำตามหากมีผู้บัญชาการเข้ามาเกี่ยวข้องแมเจะมาเที่ยวก็ตาม)
กล่าวเปิดพิธีการประชุมเป็นทางการ

“รีบเข้าเรื่องเถอะกรรชัย เรามีเวลาน้อยแล้ว” กันเนอร์เข้ามาเร่งให้ดรรชัยรีบเปิดประเด็นเหมือนพวกเขากำลังรีบทำอะไรบางอย่างอยู่

“...” สายตาของดีเร็คสอดส่องสมาชิกที่มาประชุมที่แห่งนี้และพบกับตัวแทนการประชุมอยู่สามสังกัด
นั่นคือพวก Z.S.S. B.S.A.A. และรัฐบาลอเมริกาอย่างลีออนเข้ามาเกี่ยวข้อง


ส่วนสมาชิกที่เหลือที่ไม่ได้เข้ามาร่วมประชุมนั้นต่างคนต่างไปประจำตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองเพื่อเฝ้าเวรหรือช่วยเหลือผู้รอดชีวิตเหล่านี้ให้ปลอดภัย
แม้พวกเขาจะเหนื่อยยังไงแต่หากนี่คือชะตาชีวิตที่คนนับร้อยฝากเอาไว้กับพวกเขาก็คงที่จะปฏิเสธไม่ได้เป็นอันขาด


“อย่างที่ทุกท่านรู้ในตอนนี้ หมู่บ้านแห่งนี่ถูกเปลี่ยนจากสถานะอันตรายมาเป็นวิกฤตเพราะมีการติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ”
กรรชัยอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ให้ฟัง

“ถ้าตามที่เข้าใจคือ พวกนายไม่สามารถยื้อหมู่บ้านนี้เอาไว้ได้แล้วสินะ?” แซคไลฟ์(เข้าประชุมด้วย)อธิบายให้เข้าถึงมากขึ้น

“วัคซีนที่พวกนายทำมันไม่มีผลกับพวกนั้นหรอกหรอ?” ลีออนเริ่มเป็นฝ่ายถามกลับไป

“จากรายงานที่ได้มาจากคุณซูลูนั้นได้ผลออกมาว่า ชุดแรกที่แจกช่วงเช้าไปนั้นได้ผลกับพวกเขาในช่วงแรกครับ…
แต่ทว่าหลังเวลาผ่านไปพวกเขากลับมามีอาการอีกครั้งและเพิ่มการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ซูลูพยายามรั้งพวกเขาไว้นานที่สุดแล้วแต่ว่ามันสายเกินไปสำหรับพวกเขาแล้ว”
กรรชัยรายงานให้กับทุกคนให้ทราบเอาไว้

“...จำเป็นสินะ” ลีออนเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกลังจากนั้น


พรึบ!!


“นี่คือแผนภูมิที่ผมทำเอาไว้ให้คร่าวๆกับสถานการณ์ของหมู่บ้านตอนนี้พบว่ามากกว่า 30% ของประชากรที่นี่ติดเชื้อและมีอัตราเสียงมากที่จะตายกระทันหันเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ
ส่วนที่เหลือคือพวกที่ได้รับวัคซีนแล้วหายในช่วงแรกแต่กลับมามีอาการอีกครั้งและเวลาการตายของพวกเขาไม่เท่ากันอีก”
กรรชัยรายงานโดยรวมของหมู่บ้านแห่งนี้ให้ฟัง

“เดี๋ยวก่อนนะ นี่นายจะบอกว่าพวกเขาไม่มีทางรอดแล้วหรอ?” แซคไลฟ์เริ่มขึ้นเสียงใส่กรรชัยทันทีที่ได้ยินรายงานงี่เง่าของซูลู

“ผมก็ไม่อยากจะรายงานแบบนั้นหรอกนะครับ! แต่นี่คือสิ่งที่คอนเฟิร์มจากหมอซึ่งน่าเชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้แล้ว” กรรชัยตอบกลับไปอย่างหน้าไม่สบอารมณ์เช่นกัน

“อย่าเชื่อหมอมากเกินไปกรรชัย ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ” ลีออนค้านกับรายงานของซูลูเพราะไม่ไว้วางใจเท่าที่ควร

“แล้วพวกนายจะทำยังไงห๊ะ? ปกป้องพวกเขาจนถึงศูนย์กู้ภัยหรือยังไง?” แม็กนัสเริ่มเถียงกลับไปเพราะคำพูดของลีออนไปยั่วอารมณ์ของแม็กนัส

“เออ ถ้าทำไปได้คงทำไปแล้วหล่ะว่ะ” แซคไลฟ์ประชดใส่แม็กนัสพร้อมทำท่าทางชวนตีในลางช่วง

“เห้ยไอ้ขี้เก็ก! จะต่อยดีๆก็ต่อยสิฟระ!” บอริสเข้ามาแทรกจังหวะทั้งสองฝ่ายและยังชวนตีอีกคน

“พอเลยทั้งคู่! กูไม่อยากจะมาดูมวยทหารแถวๆนี้หรอกนะ!” กันเนอร์เข้ามาแยกทั้งสองฝั่งให้ห่างออกจากกันแต่ก็ยังจะมีการต่อยกันเกิดขึ้นหสกไม่มีใครเข้าไปห้าม


ปึงๆๆ!!! ตั้งใจฟังผมหน่อยครับ!!!


กรรชัยตบโต๊ะหลายรอบเพื่อดึงความสนใจมาทางเขาคนเดียวเท่านั้นหากยังทะเลาะกันเรื่องแบบนี้งานประชุมก็ไม่ไปไหนเสียที
หลายคนเริ่มกลับหันมาสนใจเขาอีกรอบและพยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้และไม่อยากมีเรื่องต่อยกันในตอนนี้


“ผมทราบดีว่าเรื่องนี้มีทั้งกำกวมและไม่แน่นอนในตอนนี้! แต่หากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง...พวกเขาก็จะ…”
กรรชัยพยายามดึงสมาธิกลับมาเพื่อดำเนินการต่อแต่ระหว่างนั้นเองเขาเริ่มมีความรู้สึกผิดที่อาจจะช่วยพวกพ้องตัวเองไม่ได้หากตัดสินใจพลาดไป

“ก่อนจะเข้าประเด็นขอถามอะไรหน่อย” เสียงของจิมมี่เข้ามาแทรกเพื่อชิงตัดถามเสียก่อน

“อ้อได้สิครับว่ามา” กรรชัยอนุมัติให้จิมมี่พูดหัวข้อขึ้นมาได้

“กลุ่มชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกนั่น นายเป็นคนสั่งการใช่ไหม?” จิมมี่ยิงคำถามใส่กรรชัยเพราะเขาต้องการคำตอบที่แท้จริงว่าใครที่เป็นคนฆ่าคนบริสุทธิ์เหล่านั้น

“สั่งการอะไรฟระทำไมข้าถึงไม่รุ้เรื่อง?” กันเนอร์มึนงงกับสั่งการของจิมมี่

“ผมกับดีเร็คขึ้นไปสำรวจทางเนินแล้วพบกับศพของพวกชาวบ้านทั้งคนติดเชื้อและยังปกติถูกฆ่าตายอย่างทารุณ” จิมมี่อธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนฟัง

“อะไรนะ! ฆ่าหมกศพพวกเขาจะบ้ารึไง?” ลีออนเริ่มของขึ้นเช่นกันเมื่อได้ยินข้อมูลแบบนั้น

“อะ...อะไอ้บอริส!! มึงทำอีกแล้วเรอะ!!?” สมาชิก Z.S.S. ทุกคน(ยกเว้นกรรชัย)หันหน้าไปทางบอริสเป็นเสียงเดียวกันพร้อมทำสีหน้าน่ากลัวสุดขีด

“กูไม่ได้เป็นหัวโจกในการห่อหมกศพเฟ้ย!!” บอริสรีบแก้ตัวทันควันแต่ก็ไม่มีใครเชื่อสัดคนเพราะวีรกรรมของเขานั้นมันส่อให้ถึงนิสัยอยู่แล้ว(มันโรคจิต .-.)

“จะเป็นใครอีกหละนอกจากพวกมึงทั้งสองตัวไอ้เวร! อย่ามาแก้ตัวให้กับตัวเองหรือแทนแฟนมึงเลยอีกหอกหัก!” กันเนอร์ด่าใส่เป็นชุดใส่บอริส

“ไอ้เวรเอ้ย!! ครั้งนี้กูไม่ได้เป็นหัวโจกในเรื่องนี้เฟ้ย!!! ฟังกูบ้าง!!!” บอริสโวยใส่ทุกคนและพยายามพิสูจน์กับทุกคนในห้องนี้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นต้นตอของเรื่องพวกนี้

“โยนความผิดให้กันแบบนี้มันไม่ได้ความหรอก!! สารถาพมาซะบอริสว่านายเป็นคนทำ!!?” ดีเร็คเข้ามาโวยวายใส่อีกคน

“กูบอกว่าไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เป็นสิวะ!!” บอริสเริ่มขึ้นเสียงอีกครั้งและเริ่มมีการทะเลาะกันอีกรอบ


ผมทำเอง!!!!! !!?


ท่ามกลางความวุ่นวายในประชุมทั้งเสียงโวยวายและการทะเลาะวิวาทกลับมีเสียงที่คุ้นหูเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ทำให้ทุกคนหยุดเถียงกันได้ในที่สุดและความเงียบเข้ามาคลุมในห้องแห่งนี้อย่างว่องไว
สายตาของทุกคนจดต้องไปยังต้นตอของเสียงคนนั้นและพบกับความตะลึงสุดขีดเพราะเสียงของคนๆนั้น…


“ผม...ผมสั่งเอง” กรรชัยสารภาพออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน

“.....” ใบหน้าของแม็กนัสทำสีหน้าบอกอารมณ์ไม่ถูกว่าคนอย่างกรรชัยนั้นเป็นคนสั่งให้ทำอะไรแบบนี้

“ก..แก อธบิายมาซะว่าแกทำไปทำไม!?” จิมมี่เริ่มทนไม่ไหวกับเหตุการณ์นี้จึงรีบเข้าไปจัดการกับกรรชัยทันที

“ถ้าผมไม่ทำ! พวกเขาจะเข้ามาฆ่าพวกเรา!!” กรรชัยผลักจิมมี่ออกไปพร้อมกับตอบกลับไป

“กรรชัยนี่นาย…” แซคไลฟ์อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เพราพสู้บรรยากาศความกดดันไม่ไหวจึงเงียบไป

“ผมสั่งให้คุณนาตาชานั้นพาพวกชาบ้านชุดแรกที่มีทั้งอาการติดเชื้อขั้นรุนแรงและคนที่มีแนวโน้มจะเป็นเหมือนกัน…
ออกจากหมู่บ้านและทำการรมควันพวกเขาให้ทั้งหมดนอนหลับลงซะเพื่อจะได้ไม่ทรมาน…” กรรชัยเริ่มเล่าเรื่องความจริงทั้งหมดกับเหตุการณ์ครั้งนี้


ปึง!!!


กำปั้นของใครบางคนทุบกับโต๊ะอย่างแรงและมีการแสดงความไม่พอใจอย่างมากใส่กรรชัยและยังมองสายตาเดือดจัดเข้าไปอีก


“ถ้ากูยิงมึงได้ป่านี้คงจะยิงมึงจนพรุนให้เหมือนกับเนื้อบด!!!” กันเนอร์ตะหวาดใส่กรรชัยที่ทำตามอำเภอใจโดยไม่ปรึกษาคนอื่นหากไม่ติดเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์เสียก่อน

“ผมรู้!!! แต่หากยังปล่อยเอาไว้แบบนี้ต่อไป พวกเรายิ่งออกจากที่นี่ยากขึ้นเท่านั้น…” กรรชัยพยาบามเถียงกลับไปเพราะไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้

“สุดท้ายไอ้โหดสัสรัสเซียก็เข้ามาช่วยแฟนมันในการสับพวกนั้น...กูเห็นแล้วอยากจะอัดกับกำแพงจริงๆ” แม็กนัสบ่นออกมาพร้อมกับถอนหายใจเฮือกอย่างแรง

“เฮ้ยมึงพูดงี้หมายความว่าไงอีแม็กนัส?” บอริสหันหน้าไปหาเสียงคนว่าตัวเองอละอยากจะอัดเข้ากับกำแพง

“ทำไมนายคิดว่าเราจะหนีออกจากที่นี่ยากขึ้น?” ดีเร็คตั้งประเด็นสงสัยขึ้นมากับเหตุผลของกรรชัยที่ทำลงไป

“อย่างที่คุณหรือทุกคนรู้ดี หากติดเชื้อและหายามาร้กษาไม่ทันพวกเขาก็จะตายและกลายสภาพไปเป็นพวกซอมบี้…
แต่นี่มันต่างกว่าเดิมที่ผมรู้มาว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นบางคน” กรรชัยตอบกลับ

“...อย่าบอกนะว่า” ดีเร็คเริ่มเข้าใจเจตนาของกรรชัยทันทีว่าเขาทำไปเพราะอะไร

“ครับ...เมื่อวัคซีนไร้ประโยชน์ทำให้เวลาของพวกเขาน้อยลงตามไปด้วย มิหนำซ้ำพวกเขายังกลายสภาพไวกว่าเดิมเพราะการกลายพันธุ์ที่ตกค้างในร่างกายซึ่งยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมด”
กรรชัยตอบกลับและพยายามสงบสตอและอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“เคยได้ยินรายงานจากพวกแถวท้องถิ่นว่า พบผู้ติดเชื้อที่มีลักษณะคล้ายกับพวกผีนรกพวกนั้นที่ปีนไต่กำแพงจะเข้ามากินเนื้อ
แต่กลับไม่พบรอยกัดหรือการฉีดไวรัสเข้าร่างกาย” ลีออนกล่าวออกมาเหมือนเขาเองนั้นเคยรับรู้เหตุการณ์แบบนี้มาก่อน


ปึกๆ!


“ขอขัดจังหวะอีกสักคนนึงเถอะ อยากมีเรื่องรายงานเหมือนกัน” แซคไลฟ์เคาะโต๊ะอีกคนเพื่อขอรายงานอะไรบางอย่างให้ทุกคนฟัง

“ถ้ามันเป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้ในไม่พาปวดสมองก็ว่ามาเลย” กันเนอร์ตอบกลับ

“เรื่องทราวิสน่ะ ทราวิสกำลังกลายพันธุ์” แซคไลฟ์รายงานให้กับทุกคนฟัง

“เห้ยไอ้เจ้าก้างแห้งบื้อๆนั่น…” บอริสอุทานออกมาเบาหวิวแต่ทุกคนก็ได้ยินกันหมด

“งั้นสิ่งเพียสเล่าให้ตอนนั้นก็เป็นเรื่องจริงสินะ ที่พวกอัมเบรล่ากำลังส่งอาวุธชีวภาพให้กับพวกคลีนเนอร์” ลีออนพูดออกมาพร้อมกับทำสีหน้าสงสัยพวก Z.S.S. ที่อาจมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้

“...นายรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว?” กันเนอร์มองหน้าลีออนเหมือนกับเขานั้นไม่ไว้ใจอะไรบางอย่างตั้งแต่ต้นและท้ายที่สุดสิ่งที่เขาไม่ไว้วางใจก็ถูกต้อง

“ประมาณอาทิตย์นึงได้ เราพยายามเจาะข่าวกรองของพวกมันมาสักระยะนึงแล้ว…” ลีออนตอบกลับ

“อย่างงี้นี่เอง นายไม่ได้มาที่นี่เพราะมาพักผ่อนสินะ” กันเนอร์กล่าวพร้อมกับกอดอกเหมือนเขานั้นจะรู้จักนิสัยของพวกรัฐบาลอเมริกาเป็นอย่างดี

“มันหมายความว่าไงกันแน่? ทำไมรัฐบาลอย่างพวกนายถึงสนใจตัวทราวิสนักหนา” จิมมี่เริ่มสงสัยในสิ่งที่ลีออนพูดและตัวของทราวิสว่ามันหมายความว่าไงกันเหมือนจะยังค้างเหล้าอยู่ -.-)

“ถ้าจะให้พูดให้มันกระชับก็คื-”


ปังๆๆ!!! กรี้ด!!!! ว้ากกกก!!!


เสียงปืนจากข้างในหมู่บ้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงแตกตื่นจากพวกชาวบ้านที่อยู่ระแวกแห่งนั้นซึ่งขัดจังหวะการพูดของกันเนอร์ไปเป็นที่เรียบร้อย
ฝีเท้าหลายก้าวกำลังวิ่งหนีเอาเป็นเอาตายจากเสียงปืนแสนน่ากลัวพร้อมกับคำพูดที่ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าพวกเขากำลังพูดอะไร


[นี่อิจิสพูดจากฝั่งชายทะเล เราพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสามคนและขอยืนยันว่าเป็นชาโด้ว!] เสียงวิทยุดังขึ้นพร้อมกับรายงานจากกลุ่มเฝ้าเวรตามเขตต่างๆ

[...พวกมันมาจากไหนรบกวนบอกด้วย] กรรชัยจับวิทยุขึ้นมาและสั่งการให้อิจิสจัดการทันทีพร้อมทั้งจงใจเปิดเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้ได้ทุกคนได้ยินกันทั้งหมด

[ดูเหมือนว่าจะเป็นพวกชาวบ้านแหละกรรชัย พวกเขากลายพันธุ์อย่างฉับพลัน...หะเห้ยคุณเถิบไปก่อน! อย่าขวางทางปืนเซ่!!]
ขณะที่อิจิสรายงานให้อยู่นั้นกลับมีพวกผู้รอดชีวิตบางคนเข้ามาขวางทางการปฏิบัติงานของอิจิสเสียเงและยังส่งเสียงโวยวายออกมาเหมือนจะต่อว่าอะไรบางอย่าง

“ชักไม่ดีแล้วไอ้แม็กนัสมึงไปช่วยไอ้ออสซี่ก่อนไป๊!” กันเนอร์ฟังจากเสียงวิทยุแล้วนั้นเริ่มไม่ไว้ใจพวกชาวบ้านเหล่านี้
จึงขอให้แม็กนัสรีบไปช่วยอิจิสโดยไวแน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่รีรออยู่ตรงนี้


ปังๆๆ!!! ว้ากก!! ÷:#(!!! ก๊าซซซซ!!!!


เพียงแค่ไม่กี่วินาทีของเสียงปืนจุดแรกกลับมีจุดที่สองเพิ่มเข้ามาอย่างไวพร้อมกับสีกรี้ดร้องอันน่าเวทนาอย่างสลดกว่าเดิม
กลุ่มที่อยู่ในประชุมนั้นเริ่มมองสายตากันอย่างไวและเริ่มเข้าใจสถานการณ์ที่กรรชัยพยายามทำไปเพราะอะไร
แต่ทว่าแม้จะช่วยเหลือและจัดการกับนี้ได้ก็จริง...มันจะหยุดตรงแค่นั้นจริงๆน่ะหรือ?...


“...กรรชัย” ลีออนถามกรรชัยอีกครั้งเพื่อรายงานสถานการณ์การว่าเป็นอย่างไร

“ครับ...เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” กรรชัยตอบกลับ

“นี่สินะที่เรียกว่าระดับ Corrupting” กันเนอร์พูดพึมพำออกมาและข้างกายตัวเองจับปืนของตัวเอาไว้อย่างเหนียวแน่น



จิมมี่,ดีเร็ค,แซคไลฟ์,คริสติน คุณจะทำอย่างไร?

*คำเตือน : จากการเลือกเส้นทางต่อไปนี้นั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเส้นทางอยู่สองอย่าง
หนึ่งคือการเดินทางที่จะราบรื่นหรือแย่ลงกับตอนจบของภาคนี้ เลือกกันให้ดีๆนะคะ*




สำหรับจิมมี่,ดีเร็คและแซคไลฟ์
(สำหรับทั้งสามตัวละครนี้ขอจับมัดกันเป็นกลุ่มเพื่อไปทางเดียวกันนะคะถ้าปรึกษากันได้ก็ตามสบายกันเลยนะคะ
หากยังสงสัยกับสถานการณ์ในตอนนี้ ข้อมูลที่ควรรู้ช่วยคุณได้)



1.) กวาดล้างฆ่าผู้รอดชีวิตให้หมด
(ทำการกวาดล้างชาวบ้านทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อแต่จะเสียกระสุนไปพอสมควรอาจไม่พร้อมที่จะสู้กับพวกฝั่งศัตรุที่บุกเข้ามาตอนทีเผลอ)


เวลาในการออกเดินทาง : 8:00น.


2.) พาพวกผู้รอดชีวิตที่ยังปกติอยู่ออกไปจากหมู่บ้านและทิ้งพวกที่ติดเชื้อเอาไว้ด้านหลัง
(ไม่เสี่ยงต่อการผลาญพละกำลังและกระสุนปืนแต่จะเปราะบางในการป้องกันพอสมควรหากเดินทางไปยังที่จุดหมาย)


เวลาในการออกเดินทาง : 9:30น.


3.) ละทิ้งหมู่บ้านนี้ไปและเดินทางไปยังที่หมาย
(ไม่เสียเวลาในการอยู่ที่นี่อาจจะขาดเสบียงและอาวุธบางส่วนที่ไม่ได้เอาไปกับตัว แต่สามารถเดินทางไปยังที่หมายโดยไวและไม่มีตัวถ่วงอย่างพวกผู้รอดชีวิตเข้ามาให้กังวลใจ)


เวลาในการออกเดินทาง : 4:30น.



สำหรับคริสติน (อีกไม่นานจะมีการจัดกลุ่มกันเกิดขึ้นนะคะ แต่สำหรับเธอนั้นจะได้จับคู่กับตัวละครในนี้ว่าจะไปกับใครหากต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านจริงๆขึ้นมา)


1.) ปกป้องอารักษ์ขานาเดีย

2.) ดูแลใกล้ชิดทราวิส

3.) คอยเป็นผู้ช่วยให้กับอายุตะ


=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=


= นี่จะเป็นการสรุปของฝั่งหมู่บ้านอันดามุกใน EP.4 นะคะก็ต้องลุ้นกันอีกทีนึงว่าใน EP.5 นั้นจะรออะไรอยู่แต่ขอบอกก่อนเลยว่างานนี้ได้มีการเปื้อนเลือดกันทุกรายแน่นอน

= ย้ำเน้นอย่างแรกคือวัคซีนนั้นไร้ประโยชน์แล้วนะคะ ขึ้นอยู่กับเวลาของพวกชาวบ้านว่าจะอยู่หรือตาย

= ทราวิสเริ่มออกอาการกลายกลายพันธุ์บางส่วนออกมาให้เห็นและยิ่งปล่อยไว้นานขึ้นยิ่งเป็นจุดเคลื่อนไหวโดยง่ายสำหรับพวกฝั่งศัตรู

= ความกระหายเลือดของแซมนั้นจะได้รับการชะลอลงชั่วขณะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงหากเขาจะออกล่าในช่วงออกจากหมู่บ้าน

= แม้ว่าพวกชาโด้วจะกระจายหนีก้นไปเพราะคลื่นเสียงมรณะนั่นแต่ก็ไล่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น บวกกับการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและอาจโจมตีหมู่บ้านอีกครั้งหากพวกมันทำได้

= ฝั่งศัตรูอย่างคลีนเนอร์หรืออัมเบรล่านั้นยังมีการต่อสู้กันอยู่เพียงแค่ไม่เผยในรอบบริเวณของตัวละครทุกคนเท่านั้น

= Corrupting ที่กันเนอร์พูดออกมานั้นคือ หากค่ายกำบังหรือหมู่บ้านที่ป้องกันรอกำลังเสริมมาช่วยนั้นไม่สามารถอยู่ต่อได้อีกต่อไป
เพราะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นทวีคูณและไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป

= ปริศนาบางส่วนในคดีคาตกรรมหมู่ของ B.S.A.A. เริ่มใบ้ออกมามากขึ้นแล้วหวังว่าจะเริ่มมีคำตอบกันในใจแล้วนะคะว่าเขาคือใคร
หากยังหาตัวไม่เจอใน EP หน้าได้ลำบากแน่นอนเพราะไม่ใช่แค่ทางฝั่งกลุ่มของคริสเท่านั้นที่กระทบ ฝั่งของพวกนิกซ์เองก็เช่นกัน


=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

=- No Data(ต้องการให้คาดเดากันเอาเองนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง) -=
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 300

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 20 ต.ค. 2016, 23:38

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.51 อัพ![20/10/

มาแล้วกับทางเลือกที่มีแต่เสียกับเสีย ที่ต้องเลือกตอนนี้ก็มีแค่จะเสียมากกับเสียน้อยเองสินะ อืม…………

แซคไลฟ์ขอโหวต จากไปเงียบๆ เหตุผลก็เพราะสถานการณ์เกินกว่าควบคุมแล้ว ข้อแรกตัดทิ้งเพราะเปลืองกระสุนโดยใช่เหตุ ในด้านมนุษย์ธรรมเฮียแกก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น ส่วนข้อสองตัดทิ้งเพราะการพาไปด้วยเท่ากับมีตัวถ่วงแน่นอน ป้องกันตัวก็ลำบาก เดินทางก็ยาก ที่สำคัญเหมือนพกระเบิดเวลาติดตัวไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านจะกลายพันธ์ุตอนไหนอีก ดังนั้นข้อสามเจ็บน้อยสุดแล้ว

รอท่านเพชรมาโหวตครับ
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

minelife

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 361

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 19:05

โพสต์ 21 ต.ค. 2016, 12:31

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.51 อัพ![20/10/

ตอบของคริสตี้จังจ้า ................. เลือกยากชิบ@#฿!........ เอาเป็น.............เอ่อ..........อึ่ก..........อยู่เป็นลูกมือให้อายุตะละกัน แลดูลำพังตัวคริสตินคนเดียว คงไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องใครได้ด้วยตัวคนเดียวในสถานการ์ณแบบนี้ ดังนั้น การฝากนาเดียกับทราวิสให้อยู่ภายใต้ความดูแลของคนอื่นจะปลอดภัยกว่าอยู่กับตัวเอง อย่างน้อยๆนี่ก็คือหนทางนึงที่เธอพอจะทำได้ในตอนนี้

ปล. ไหนๆก็ไหนๆละ ให้คริสตินเปลี่ยนกลับไปเป็นชุดลำลองหรือชุดอื่นๆที่หาได้ในสถานการ์ณแบบนี้ได้มั้ย แลดูลุยๆมาหลายพาร์ท เสียวเกาะอกตัวเองจะหลุดบ้างมั้ยเนี่ย -.- (หรือเอาฮาหน่อยก็ชุด นรญ. ม.ปลายไปเลย 5555) #โดนตบคว่ำ.

ท่านนุ่น : ยังจะมีหน้ามาขำอีกนะ ไอ้............... (นึกคำจะด่าไม่ออก -.-)
แก้ไขล่าสุดโดย minelife เมื่อ 22 ต.ค. 2016, 02:25, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปภาพ
I'll pray for my love,my world and for everyone who love me
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 451

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 21 ต.ค. 2016, 23:49

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.51 อัพ![20/10/

เอาไงดีเนี่ยเลือกยากจริงๆด้วยอืม...

งั้นขอเลือกข้อสองแล้วกันครับ ถึงจะฟังดูเสี่ยงแต่มันก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากับการลอง

อย่างแรกจิมมี่เคยรู้สึกผิดเกี่ยวกับอดีตที่เคยทำมาสมัยอยู่ในกองทัพ (ไว้ค่อยหารายละเอียดกันอีกที) อย่างน้อยแม้ความหวังจะริบหรี่ก็อย่าได้หมดหวังที่จะเชื่อมั่น

ส่วนดีเร็คเหตุผลก็เหมือนกับจิมมี่ แต่เจ้าตัวนั้นที่สมัครเข้า B.S.A.A. ก็เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ หากเจ้าตัวยอมเอาตัวรอดทิ้งประชาชนก็คงไม่มีค่าพอที่จะใส่เครื่องแบบ

ของหน่วยนี้อีก และคงมองหน้าคริสไม่ได้แน่หากทำแบบนั้น

ให้จิมมี่คอยดูแลประชาชนที่เหลืออยู่ ส่วนดีเร็คคอยคุมขบวนหากมีคนไหนเริ่มออกอาการกลายพันธุ์ก็จะให้ถามว่าอยากจะให้เขาจัดการให้ไหม แต่ถ้าอีกฝ่ายกลายพันธุ์ไปแล้ว

ก็ให้จัดการซะ

ความหวังเป็นสิ่งที่ดี... และอาจจะดีที่สุดด้วย... จะมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงในฐานะ 'มนุษย์' ... หรือจะมีชีวิตรอดต่อไปในฐานะ 'คน'
<<

gunfiction

Zombie
Zombie

โพสต์: 4

ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ย. 2016, 20:23

โพสต์ 18 พ.ย. 2016, 20:30

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.51 อัพ![20/10/

ฝากด้วยจ้า

Gunfiction.boards.net เป็นเว็บบอร์ดสำหรับนักเขียนนิยายสมัครเล่น มือใหม่
หรือ สำหรับผู้เขียนที่ต้องการพื้นที่ในการลงนิยายทดสอบ Feedback ของผลงานตน
ทางเราเปิดพื้นที่ให้ทุกท่านได้เขียนนิยายอย่างอิสระเต็มที่ภายใต้กฎระเบียบที่ไม่วุ่นวาย
ไม่มีการกำหนดแนวเนื้อเรื่องว่าต้องเป็นแนวใด ผู้ใช้งานสามารถสมัครสมาชิกได้ง่ายๆ
ติดตั้ง Chat box สำหรับการพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้อย่าง Real-Time
สำหรับบางคนที่คิดว่าลงนิยายไปก็ไม่มีคนอ่าน ที่นี่มีคนอ่านร่วมพูดคุยแน่นอน
หรือสำหรับบางคนเริ่มท้อในการลงนิยายในเว็บใหญ่ๆ ที่ต้องไปนั่งคุ้ยตลอด มาที่นี่เพิ่งเปิดจ้า
หรือจะถือเอาเป็นพื้นที่ลงนิยายเพิ่มอีกสักแห่งก็ยินดีรับเสมอนะคะ
อยู่อย่างกันเองแบบพี่ๆ น้องๆ เพื่อนฝูง ทางเรายินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 29 พ.ย. 2016, 23:54

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.51 อัพ![20/10/

Chapter 52 : Everything is Setup


กลุ่มของคริส
หมู่บ้านร้าง
15:21 น.


ตึกๆๆๆๆ!! แฮ่!!!


ลูเซียรีบวิ่งเข้าไปหาบุคคลที่เธอนั้นตัดสินใจที่จะช่วยในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นและความตาย
แม้จะมีชาโด้วบางตัวเข้ามาขวางทางเอาไว้แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เธอพุ่งเข้าไปพร้อมกับดาบคาตะนะของเธอพร้อมกับตั้งดาบขึ้นมาเพื่อฟันมันลงไป


ชัวๆ!!! กี้ดดดด!!! ปึงๆๆ!!!


เธอส่งแรงทั้งหมดของเธอพุ่งเข้าไปในดาบประจำกายของตัวเองและทำการตัดแขนของพวกมันที่กำลังจับเดวิดเอาไว้
เมื่อเดวิดได้โอกาสที่จะสลัดหลุดจึงรีบกระทุ้งตัวเองเข้าไปชนกับฝาผนังเพื่อให้พวกมันเจ็บช้ำกว่าเดิมจนพวกมันต้องผล่อยเดวิดไปอย่างเสียดาย


“คิดว่าจะไม่เช้ามาช่วยเสียอีก” เดวิดกระเถิบออกมาจากกำแพงหลังหลุดออกมาจากพวกมันได้หลังได้รับการช่วยเหลือจากลูเซีย

“ถ้าจะเคลียติดหนี้ เงินสด” ลูเซียทักค่าบริการของเธอให้กับเดวิดกลับไปใช้หนี้ตามสไตล์ของเธอเอง


ปังๆๆ!!! อึก!!! คริส!!!!!


ระหว่างการสนทนาของทั้งคู่อยู่นั้นเองทางฝั่งคริสกลับถูกลีแอนยิงโดนอกอย่างจังจนล้มลงไป
แม้จะใส่เสื้อเกราะกันกระสุนเอาไว้ระดับหนึ่งแต่หากโดนยิงซ้ำอีกนัดก็ไม่รับประกันได้ว่าเขาจะอาการสาหัสหรือไม่


“จบกันเพียงเท่านี้แหละกัปตันคริส” ลีแอนยกปืนของตัวเองขึ้นและชี้เป้าไปยังหมายหัวที่จะกำจัดให้สิ้นซาก

“คนที่จบอย่างเธอน่ะชั้นรับไม่ได้หรอก” คริสตอบกลับพร้อมกับแสดงท่าทีเล่ห์นัยออกมาเหมือนเธอยั้นติดกับของเขาให้เสีย

“ลีแอนหลบออกม-”


ตูม!!! วิ้ง!!!!!


กว่าเธอจะรู้ตัวนั้นก็พบกับระเบิดแสงที่อยู่ใต้เท้าของเธอเสียเองและวาสก็เข้าไปช่วยเธอไม่ทันมิหนำซ้ำยังโดนลูกหลงไปอีกคน
จังหวะนั้นเองที่คริสนั้นรีบคลานออกมาในสภาพเอาเป็นเอาตายเพื่อหลบสายตาจากทั้งคู่จนพบกับทางออกมาได้


“คริสยังไหวไหม!?” เดวิดรีบเข้าไปพยุงคริสลุกขึ้นมาจากสภาพแบบนั้นโดยลูเซียเองตั้งรับคุ้มกันให้ระหว่างนั้น

“...” แววตาของลูเซียจดจ้องไปยังลีแอนที่กำลังตาพร่ามัวชั่วขณะอย่างสงสัยว่าทำไมเธอถึงจงใจยิงบริเวณอกทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขานั้นใส่เสื้อเกราะกันกระสุน

“คิดหรอว่าจะไม่ไหวน่ะ รีบไปเร็ว!” คริสรีบดึงทั้งสองคนให้วิ่งหนีอย่างไว


ทั้งสามคนสลัดหลุดออกจากพวกทหารเบต้าได้อย่างหวุดหงิดแต่การหนีในครั้งนี้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จหากยังอยู่ในหมู่บ้านหายนะแห่งนี้ต่อไป
แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะปล่อยพวกเขาไปง่ายดาย


ยิงเข้าไป!! ปังๆๆๆ!!!!!


ทหารเบต้าที่เหลือรวมกำลังพลยิงระดมใส่ทั้งสามคนอย่างไม่ลังเลเพื่อสกัดไม่ให้พวกเขาหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย
ในระหว่างเองพวกเขาก็ต้องหลบการโจมตีจากพวกชาโด้วที่เข้ามาลอบทำร้ายหรือพยายามดึงพวกเขาให้ไปร่วมโต๊ะจีนสุดอลังของพวกมัน


“เห็นพวกเขาไหมเบน!?” มอร์แกนพยายามส่องลำกล้องออกไปเพื่อตามหาสามคนที่เหลือ

“ไร้วี่แววว่ะเรามีเวลาไม่มากแล้ว! ไปไหนกันหมดเนี่ยทั้งสามคน!?” เบนบ่นด้วยอารมณ์หงุดหงิดพอสมควรและพยายามยิงสกัดพวกซอมบี้และเบต้าในขณะเดียวกัน

“เบนข้างหลังนาย!!” เสียงของอลันซึ่งอยู่ในรถหุ้มเกราะนั้นตะโกนออกมาเพื่อเตือนให้เพื่อนของตัวเองรู้ถึงอันตรานที่เข้ามาหา


ปังๆ!!! แฮ่!!! กริกๆๆๆๆ!!


เพราะเสียงเตือนของอลันทำให้เบนยิงสวนกลับข้างหลังและพบว่ามีชาโด้วซุ่มโจมตีอยู่ข้างหลังทำให้เขารอดอย่างหวุดหวิด
นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์และความกดดันมหาสารเริ่มถาถมเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ หากพวกทหารเสือสามคนที่ยังไม่กลับมาขึ้นรถนั้นอาจต้องถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง


“เห็นพวกเขาแล้ว!!” มอร์แกนตะโกนออกมาให้ทั้งสองคนรู้ว่าคนที่กำลังรอคอยอยู่นั้นกำลังวิ่งกรูกันมาอย่างไว

“คุ้มกันพวกเขาเอาไว้มอร์แกน! อย่าให้พวกมันเข้าถึงตัวพวกเขาได้!” เบนถแดแม็กกาซีนออกจากกระบอนปืนก่อนที่จะใส่แม็กชุดใหม่เข้าไป

“ได้ออกจากที่นรกแล้วเว้ย!” อลันรีบเดินไปจับปืนพกขึ้นมาและเตรียมเปิดประตูด้านหลังของรถหุ้มเกราะเพื่อเตรียมรับทั้งสามคนเข้ามา


ตึกๆๆๆ!! แฮ่!!!!!


“ระวังทางขวาเดวิด!!” คริสรีบวิ่งนำหน้าหัวขบวนพร้อมกับชี้เป้าไปยังศัตรูที่กำลังซ่อนตัวอยู่

“โอเค!!” เดวิดรีบยิงสวนกลับไปอย่างไม่ลังเลจนเป้าหมายรายนั้นโดนยิงอย่างจัง

“พวกนั้นกำลังหนี...ชีวิตมาก่อนสินะ” ลูเซียชำเลืองมองดูฝั่งตรงข้ามและพบว่าพวกนั้นกำลังหนีตายอย่างชุลมุน
แน่นอนว่าเธอเองก็ยังเห็นมิกกี้กำลังขนของใส่ท้ายรถและหนีไปเช่นกัน

“อีก 500 เมตรทนหน่อยทั้งคู่!” คริสย้ำถึงเรื่องที่หมายที่จะถึงอีกเร็วๆนี้ แน่นอนว่าทั้งคู่ยังพอมีความหวังที่จะรอดออกไปแม้มันจะริบหรี่ลงทุกที

“คริส! รีบมาเร็ว!!” มอร์แกนรีบกระโดดออกจากที่กำบังเพื่อไปรับทั้งสามคนเข้ามาอย่างปลอดภัยโดยมีเบนยิงคุ้มกันให้อีกราย


ปังๆๆๆ!!! โอกกก!! แฮ่!!! โครม!!! เฮ้ยเวรรีบขึ้นรถเร็ว!!!


เพียงเสี้ยววินาทีของการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ณ ที่แห่งนี้ย่อมเป็นตัวชี้ชะตาเด็ดขาดว่าพวกเขาจะสามารถรอดออกไปได้หรือไม่
ซอมบี้จำนวนมากเริ่มพังทลายกำแพงรั้วเข้ามาใกล้ชิดมากขึ้น,ชาโด้วเริ่มส่งเสียงร้องเพื่อทำให้เหยื่อของพวกมันหวาดกลัว,เสียงปืนที่ยังคงส่งเสียงความตายมาสู่พวกมันอย่างไม่ลดละ


“มาเร็วลีแอน!!” วาสรีบพยุงเธอที่กำลังตาพร่ามัวจากการโดนระเบิดแสงเข้าไป

“รถอยู่ทางนั้น!” ลีแอนชี้ทางให้วาสรู้ว่ารถที่พวกนั้นจอดรอรับอยู่มันอยู่ที่ไหน


ทั้งสองฝั่งที่มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดสูงขึ้นทวีคูณพวกเขาเริ่มวิ่งหนีไม่คิดชีวิตหากไม่ติดตรงพวกมันบุกเข้ามาระหว่างการต่อสู้
เสียงรถของแต่ละฝั่งเริ่มบรรเลงเสียงเครื่องยนต์ไม่แพ้ใครต่อใครพร้อมพุ่งทยานหนีห่างออกจากที่นั่นและละทิ้งพรรคพวกที่ไม่สามาถหนีออกไปได้อยู่ที่นั่น


“จับไว้แน่นๆ!!” มอร์แกนรีบเบี่ยงพวงมาลัยออกเพื่อเลี้ยวหักมุมอย่างไวเพื่อหลีกเลี้ยงการปะทะระหว่างกองทัพซอมบี้

“ไม่จับก็ไม่รู้ว่าจะจับอะไรแล้ว!” อลันรีบหาที่จับอย่างไวเพื่อไม่ให้ตัวเองแย่ไปกว่าเดิม


บรืน!!!! โครมๆ!!!


“ระเราก็ต้องรีบตามพวกนั้นไปสิจะได้ไล่ตามพวกนั้นทัน” มิกกี้ซึ่งนั่งรออยู่ห่อนหน้านี้แล้วชำเลืองมองดูรถของพวกนั้นแล่นออกไป

“ได้ยินที่เธอพูดแล้วนี่พวกแก ขับรถตามไปเร็ว!” วาสเข้ามาเสริมอีกคนเพื่อให้พวกตัวเองขับตามพวกคริสไป


บรืนๆ!!!


การต่อสู้ของทั้งของฝั่งคงไม่ยุติได้ง่ายอย่างหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่านกันทั่วไปที่จะจบก็จบไปอย่างทันทีทันใด
ท่ามกลางเส้นถนนขรุขระและหลุมบ่อส่อถึงการพัฒนาของที่แห่งนี้ ยังคงมีรถที่ใช้งานได้อยู่สามคันกำลังเร่งเครื่องสุดกำลังเพื่อไล่บี้และสลัดออกจากรถพวกนั้น


“เราต้องตามพวกนั้นให้ทัน! มิกกี้เธอเจาะระบบรถคันนั้นให้ชลอชั่วคราวได้ไหม!?” ลีแอนเข้ามาหามิกกี้เพื่อขอแรงจากเธอ

“ขอเวลาอีกแป้บนึงนะ! โอ้สได้แล้ว!” มิกกี้รีบคีย์ข้อมูลเข้าไปในโน๊ตบุ้คของตัวเองและเตรียมทำการเจาะระบบรถหุ้มเกราะให้ช้าลง

“โชคดีที่คันนั้นมีระบบ auto drive ที่ติดตั้งมาจากโรงผลิตโดยตรง...งานนี้พวกแกเสร็จเราแน่”
วาสบ่นออกมาส่วนนึงก่อนจะยิ้มด้วยความสะใจเหมือนพวกเขายังถือไพ่เหนือกว่า


กึก!!! เห้ยอะไรวะ!?


รถหุ้มเกราะที่มอร์แกนกำลังขับหนีตายอยู่นั้น พวงมาลัยเริ่มหมุนด้วยตัวของมันเอง
แม้มอร์แกนจะพยายามจับยื้อพวงมาลัยเอาไว้แต่ก็สู้แรงของมันไม่ได้ รถหุ้มเกราะเริ่มขับตามพิกัดตำแหน่งของมิกกี้ที่ป้อนข้อมูลเอาไว้


“ดีมากมิกกี้! ให้พวกมันชนข้างทางเลย!” วาสสั่งการให้เธอป้อนคำวั่งให้รถหุ้มเกราะคันนั้นพุ่งอข้าชนกับต้นไม้ต้นใหญ่ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 700 เมตร

“เดี๋ยวจัดการให้เลย!” มิกกี้รับทราบคำสั่งพร้อมทำการเตรียมกดคำสั่งแค่ปลายนิ้วของเธอ


เอี้ยดดด!!! เห้ยอะไรวะ!!!


จู่ๆรถที่ทั้งสามคนนั่งมาด้วยกันนั้นกลับเปลี่ยนเส้นทางกระทันหันโดยคนขับซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้มีอยู่สองคนเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้รถที่ตามหลังพวกเขามาก็ขับมาเส้นทางเดียวกันด้วยเจตนาเต็มที่ทำให้เสียโอกาสในการตามพวกนั้นไปอย่างน่าเสียดาย


“นี่พวกมึงทำบ้าอะไรกันหะ!?” วาสเริ่มเดือดขึ้นมาเมื่อเห็นลูกน้องตัวเองขับออกมาอย่างดื้อๆ

“มีคนตามหลังเรามา!!” คนขับรถตอบเหตุผลออกมาเพื่อให้วาสเข้าใจว่าเขาทำไปทำไม


เอี้ยดดด!! ปังๆๆๆ!!!


รถกระบะสีดำคันหนึ่งพุ่งทยานออกมาด้วยความเร็วพอสมควรพร้อมกับเสียงปืนกลไล่ตามจี้หลังมาติดๆ
เมื่อมิกกี้หันกลับไปเพื่อมองว่าใครเป็นคนยิงแม้มันจะเสี่ยงเพราะอาจโดนยิงเข้าตาก็ว่าได้ เธอพบบุคคลที่สวมใส่ชุดทหารสีดำซึ่งมีตราอันน่าคุ้น้คยในสายตาของเธอนั่นคงเป็นไปไม่ได้นอกจาก...


“พวกอัมเบรล่าซุ่มโจมตี!!” มิกกี้ตะโกนลั่นรถจนเกือบทำลีแอนหูอื้อลั่น

“พวกนั้นมันเล่นทีเผลอไอ้พวกสะกัดดาวรุ่งเอ้ย” ลีแอนบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจพอสมควรที่พวกนั้นมาขัดจังหวะการไล่ล่า

“เวลานี้เรื่องไล่ล่าเอาไว้ทีหลัง! รีบขับพ้นระยะการยิงของพวกนั้นไปก่อน!” วาสประเมิณสถานการณืโดยรวมก่อนจะออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

“รับทราบครับ!!”


โครม!!! เอี้ยดดด!!! ยิงเข้าไป! ปังๆๆๆ!!!!!


แต่แล้วการคาดคะเนของวาสกลับเกิดช่องโหว่ขนาดย่อยให้เข้ามาจัดกสนปัญหาใหญ่อีกช่องนั่นคือการเพิ่มจำนวนของพวกนั้นโดยสิ้นเชิง
แม้จะพยายามตอบโต้กลับยังไงแต่จำนวนของพวกนั้นก็ไม่ลดละแม้แต่น้อยไม่ว่ายังไงสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าคำว่าสะในหรือชัยชนะนั่นคือ เอาชีวิตรอด


.
.
.


เอี้ยดดดด!!! แฮ่กๆๆๆ!


ทางด้านฝั่งของคริสซึ่งรถหุ้มเกราะของพวกเขาเกือบจะกลายมาเป็นหุ่นเชิดแต่ก็รอดมาอย่างหวุดหวิด(ดวงทำด้วยอะไร?)
มอร์แกนเหยียบเบรคจอดนิ่งคาถนนขรุขระที่ไม่เป็นระเบียบเอาเสีย เมื่อหันกลับไปมองข้างหลังทางช่องหน้าต่างขนาดเล๋กเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าทุกคนไม่เป็นอะไร
แน่นอนว่าสภาพของแต่ละคนบ่งบอกได้ชัดเจนถึงความปลอดภัยและความเสียวสันหลังในการขับของเขาเสียเอง


“ทุกคนยังปลอดภัยดีไหม?” มอร์แกนเช็คพวกเขาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่ายังไหวไปต่อได้

“เออปลอดภัยดี แต่ถ้านายไปขับในเมืองป่านี้คงโดนริบใบขับขี่ไปแล้วหละ” คริสแซวใส่มอร์แกนที่ขับรถหวาดเสียวเอาเรื่อง

“ฟู่ว...ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกนั้นก็เข้ามาร่วมวงด้วยเนี่ยน่ะสิ” เบาถอนหายใจออกมา

“เกินคาดหมายอยู่แล้วหละ” เดวิดถอดหน้ากากกันแก๊สออกและวางลงข้างๆที่นั่งที่ยังว่างอยู่


ปังๆๆๆ!!!


เสียงปืนดังออกมาเป็นระยะจนแทบนั่งไม่ติดที่นั่งของตัวเองแน่นอนว่าคริสก็ยังกังวลกับเสียงปืนเหล่านั้นอยู่แม้มันจะไกลออกไปทุกที


“พวกนั้นกำลังโดนพวกอัมเบรล่าไล่ต้อนอยู่ ขืนอยู่ที่นี่พวกนั้นคงเจอเราแน่” เดวิดพูดออกมาให้พวกเขาอย่านิ่งเฉยในตอนนี้

“ถูกของเดวิด เราต้องรีบไปตอนยังมีโอกาส” เบนสนับสนุนความคิดของเดวิด

“ระรีบไปก็ดีแต่ว่านะเดวิดกำลังเสริมน่ะ เจอที่ไหน?” อลันถามเดวิดด้วยความสงสัยขณะกัดฟันสู้กับความเจ็บปวด

“ตามพิกัดที่ได้มานั้นพวกเขาจะไปพบเราที่...นี่” เดวิดเปิดโทรศัพท์ออกมาและโชว์แผนที่พร้อมพิกัดจุดนัดพบกับพวกกำลังเสริมที่จะเข้ามาช่วย


แผนที่พิกัดของเดวิดกำลังแสดงถึงหมู่บ้านที่ติดกับชายทะเลที่แห่งหนึ่งออกมาบริเวณที่โล่งแจ้งซึ่งเหมาะกับการขนส่งผู้รอดชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างอลัน
และหากซูมแผนที่ออกมามากขึ้นนั้นพบว่าตำแหน่งจุดนัดพบนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “หมู่บ้านอาชาลี”


“หมู่บ้านอาชาลีเป็นหมู่บ้านที่ยังมีพวกผู้รอดชีวิตที่กำลังรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ในตอนนี้ และที่นั่นมียารักษาให้กับอลันเป็นการประคองไปในตัว” เดวิดอธิบายข้อมูลอย่างคร่าวๆให้ฟัง

“ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่นั่นทำให้พวกเราเดินทางลำบากกว่าเดิมในภายหลังแฮะ” มอร์แกนยังกังวลอยู่กับแผนการของเดวิด

“ผมรู้ว่านี่คือเรื่องเสี่ยงที่ตามมาก็จริง แต่ผมไม่อยากให้การเดินทางในครั้งนี้มันแย่ไปกว่าเดิมแล้ว” เดวิดตอบกลับ

“การเดินทางจากที่นี่ไปถึงที่นั่นใช้เวลา 20 นาทีนับจากนี้” อลันดูแผนที่คร่าวๆก่อนจะประเมิณระยะทางให้ทุกคนฟัง

“ถ้าอย่างงั้นก็รีบเดินทางก่อนที่พวกนั้นจะมาเจอตัวเราอีกรอบ” คริสรีบสั่งการให้มอร์แกนทำการขับรถออกไป


บรืน!! เว้ยเบาๆหน่อย!


-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

ทางเข้าหมู่บ้านอาชาลี
15:53น.


ความเร็วของรถหุ้มเกราะยังคงตัวจากการออกรถที่นั่นมา ซึ่งไล่ตามถนนที่ไม่มีความนิ่งหรือมั่นคงมาตลอดทาง
สีหน้าและพลังแรงกายของทุกคนเริ่มถดถอยลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าแม้บางคนจะไม่ยอมแสดงด้านนั้นออกมาก็จริงแต่ก็ไม่สามารถเก็บมันเอาไว้ได้หมด

ถึงกระนั้นก็ยังมีสามคนที่กำลังเป็นห่วงคนที่พวกเขารักและห่วงใยพอสมควร
พร้อมเชื่อมั่นว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่และไม่มีทางที่พวกเขาจะพลาดท่าได้ง่ายๆ


“ผมเห็นหมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่แล้วหละ เหมือนจะเป็นหมู่บ้านประมงเสียด้วยสิเพราะเห็นเรือจอดกันเป็นแถว” มอร์แกนชะเง้อมองดูภายนอกอย่างนิ่งสงบ
แม้จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแต่มันก็เหมือนกับตัวของเขาเองนั้นได้เดินทางสำรวจเกาะภูเก็ตไปในตัว

“ใช่...และกลิ่นเน่าเองก็คงไม่ใช่ฝูงปลาที่มาตกแล้วมาตากแห้งเสียด้วย” เบนสูดดมกลิ่นแห่งไอทะเลมรณะอย่างไม่เต็มใจเท่าที่ควร

“...” ลูเซียเอนกายตัวเองชิดกับขอบรถเพื่อพักสายตาจากการวิ่งตะลอนไปทั่วในวันนี้

“ได้พักเสียทีนึงว่ะใช่ไหมเดวิด….เดวิด? เห้ยเดวิด” อลันถอนหายใจออหมาชั่วครู่ก่อนจะหาเพื่อนคุยที่อยู่ข้างกายตัวเอง
แต่ดูเหมือนว่าคนที่นั่งข้างๆของเขานั้นมีอาการเหม่อลอยและมีสีหน้าที่ไม่สู้มากนัก

“...โทษทีพอดีกำลังคิดถึงพวกเพื่อนตัวเองอยู่ชั่วครู่นึง” เดวิดกลับมามีสติอีกรอบก่อนที่จะตอบกลับไปอย่างลกลน

“นายโอเคนะเพื่อน? เหงื่อนายออกเยอะเลยนะ” อลันถามเดวิดเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรหรอก...แค่อยากพักผ่อนเท่านั้นแหละ” เดวิดตอบกลับไปแบบเดิมก่อนที่จะก้มหน้าลงและไม่อยากพูดอะไรอีก


กริกๆ!


คริสจับกระบอกปืนตัวเองขึ้นมาพร้อมกับเช็คกระสุนอย่างละเอียดและตรวจสอบปืนใฟ้แน่ใจว่าไม่มีจุดชำรุดแต่อย่างใด
ตรงข้ามกับภายในใจของเขาที่กำลังกังวลอยู่กับเดวิดซึ่งเหลืออยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางการสูญเสียเพื่อนฝูงในโรงพยาบาลแห่งนั้น…


“รู้มั้ยเดวิด...สมัยตอนชั้นเข้ามาเป็น B.S.A.A. ใหม่ๆในตอนนั้นเคยอยู่กับเพื่อนฝูงที่ไว้ใจกันมาตลอด” คริสเริ่มเล่าเรื่องอดีตให้กับเดวิดฟังเพื่อให้เขาเข้าใจถึงภาระอันหนักอึ้งนี้

“โอ้วอยากฟังแฮะ!” เบนเริ่มสนใจเรื่องเล่าของคริสทันทีเมื่อได้ยินเรื่องนั้นเข้า

“ขี้เสือก” ลุเซียบ่นพำพึงออกมา

“เราจู่โจมพวกผู้ก่อการร้ายซึ่งใช้อาวุธชีวภาพในการก่อสงครามในประเทศนั้น แต่นั่นคือสิ่งที่พวกเราเกินคาดเอาไว้เพราะมันคือกับดัก พวกมันคร่าชีวิตลูกทีมของชั้นไปเกือบครึ่งทีม
ถึงจะรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิดแต่ว่ามันก็ทดแทนอะไรกับสิ่งที่เสียไปไม่ได้หรอก” คริสยังคงเล่าเรื่องต่อไปขณะใส่กระสุนเข้าแม็กกาซีนของตัวเอง

“ผมเอิ่ม...ผมเสียใจกับเรื่องนี้ด้วยนะครับ” เบนตอบกลับไปอย่างเศร้าโศกหลังได้ยินเรื่องพวกนั้น

“...” เดวิดไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากฟังเรื่องพวกนั้นต่อไปอย่างเงียบกริบ

“พวกเขาไม่อยู่แล้วก็จริง แต่ก็อย่าตัดใจอะไรง่ายๆทั้งงั้นเดวิด เพราะพวกเขายังเชื่อมั่นในตัวนายว่านายจะสามารถสานงานของพวกเขาต่อไปและก้าวอนาคตไปด้วยกัน..ในใจของนายไงหละ” คริสกำมือของตัวเองและทุบอกตัวเองอย่างเบาหวิวเพื่อให้กำลังใจกับเดวิดว่าเหตุครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอแม้กระทั่งตัวเองก็ตาม

“...ขอบคุณคริส” เดวิดตอบกลับมาให้คริสหายกังวลใจกับตัวเขาว่าจะยังแย่อยู่


เอี้ยดด!! จ๊ากก!!!


มอร์แกนเหยียบเบรคกระทันหันโดยไม่ได้ถามสมาชิกที่อยู่ด้านในแม้แต่น้อย โชคยังดีที่อลันนั้นไม่ได้หกเขมนลงมาไม่งั้นแขนของเขาคงได้พิการไปตลอดชีวิต


“เห้ย! จะเบรคก็ให้ซุ่มให้เสียงบ้างเว้ย!” อลันโวยใส่คนขับรถประจำคันนี้

“โทษทีๆ...พอดีว่าไม่อยากทำให้ตกใจเท่าที่ควร” มอร์แกนแซวกลับมาจนอลันเริ่มหัวเสียอยู่บ้าง

“ถึงแล้วหรอ?” ลูเซียถามหน้านิ่งไปหาคนขับ

“ถึงแล้วหละ แต่ดูเหมือนว่ารถคันนี้จะใหญ่เกินไปสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้” มอร์แกนตอบกลับ


หากมองจากมุมที่รถจอดอยู่นั้นคือหน้าหมู่บ้านของอาชาลี แม้จะเป็นหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ที่ติดกันเป็นแถวไปตลอดทางและมีซอยเปลี่ยวเข้าแซะตามซอยเล็กต่างๆจนถึงชายทะเล
แต่เนื่องจากเหตุการณ์ไวรัสระบาดนั้นส่งผลทำให้ข้าวของกระขัดกระจายไปทั่วถนนรวมทั้งยานพาหนะอย่างมอเตอร์ไซน์ถูกทิ้งเอาไว้กลางถนนหรือแม้แต่รถหลายคันปล่อยร้างอน่างน่าเสียดาย


“รถคันนี้มันบรรจุคนได้เยอะไหม?” เบนสงสัยกับแผนการพาพวกผู้รอดชีวิตออกไปโดยใช้รถหุ้มเกราะให้เป็นประโยชน์

“ประมาณสิบกว่าคนได้หากเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่ดูแล้วคงต้องนับพวกเด็กๆเข้าไปด้วยหากจำเป็น” คริสประเมินสถานการณ์ออกมาคร่าวๆ

“ให้ตายนี่เราต้องเดินคุ้มกันรถใช่ไหมถ้ามันเกิดขั้น?” เบนทำสีหน้าอืดขึ้นคอเมื่อต้องเสียสละที่นั่งให้กับพวกผู้ริดชีวิตหากที่ไม่พอขึ้นมา

“ทหารไม่ได้เกิดมาสบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้วนี่เบน แค่นี้ทำยังกะเด็กอมมือไปได้” คริสตำหนิเบนอย่างหนักหน่วงจนเบนถึงกับร้องอายในสิ่งที่เขาพูดไป

“คะครับ…” เบนพยักหน้าเป็นการยอมรับว่าเขายอมรับแล้ว


ครืด!! ตึกๆ!!!


เดวิดซึ่งอยู่หัวประตูทางออกเปิดประตูออกไปเพื่อสูดอากาศข้างนอกแม้จะไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์ก็ตาม
ดวงตาที่อ่อนล้าของเขากำลังมองไกลออกไปยังทะเลที่ลับขอบเส้นบริเวณนั้นแม้จะมีตึกอาคารบังก็ตาม เขาจะยังคงจำเรื่องรางนี้เอาไว้ไปตลอดชีวิต
ทางด้านที่เหลือก็ทยอยลงมาจากรถในสภาพคนผ่านสงครามด้านนอกเมือง การสูญเสียหลายอย่างทำให้พวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม


“ไปช่วยพวกผู้รอดชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เบน,มอร์แกนพวกเธอทั้งสองคนคุมแนวหลังเพื่อยิงจากระยะไกล
ลูเซีย,เดวิดไปนำขบวนแนวหน้า หากไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องการเก็บทิ้งซะ ชั้นจะคอยดูอลันเองและคอยลาดลาวไปในตัว”
คริสจัดกระบวนแถวใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้พลาดท่าหรือโดนซุ่มโจมตีโดยง่าย

“รับทราบ!!” ทุกคนขานรับ

“อั่ม...กลายเป็นผู้บาดเจ็บไปเสียได้แฮะ…” อลันบ่นออกมาเล็กน้อยเพราะตัวเองบาดเจ็บและกลายเป็นตัวถ่วงของทีมไป


ตึกๆๆ!


ทั้งหมดเริ่มเคลื่อนที่ตามหาพวกผู้รอดชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้และฃาวนาอยู่ในใจว่าไม่อย่าเจออะไรที่มันแย่กว่าที่พวกเขาคิดกันเอาไว้
หลังแล้วหลังเล่าที่พวกเขาเริ่มสำรวจตั้งแต่หน้าหมู่บ้าน,ซอยที่แยกราวกับรากแขนงแตกเป็นหลายที่ให้เดินพวกเขาก็ยังคงเดินหากันต่อไป แต่ยิ่งเดินลึกมากเข้าไปยิ่งมีคำถามและลางสังหรเข้ามาถามมากขึ้น


“ลูเซียช่วยจัดการตัวนั้นที” เดวิดขอให้เธอนั้นจัดการซอมบี้โดดเดี่ยวที่มาเดินเร่ร่อนแถวซอยเปลี่ยว

“จัดการเองสิ ไม่ใช้คนใช้ของนาย” ลูเซียตอบกลับไปอย่างเจ็บแสบก่อนจะเดินไปทางอื่นแทน

“ช่วยได้เยอะจริงๆ” เดวิดเก็บปืนตัวเองลงเพื่อประหยัดกระสุนที่มีอยู่ในตอนนี้


โอกก! ชัวะ!!!


ทางด้านเบนกับมอร์แกนซึ่งอยู่แถวหลังของขบวนกำลังเดินสำรวจตามหน้าบ้านของพวกผู้รอดชีวิต แม้จะมีซอมบี้ที่ถูกฆ่าไปบางตัวแล้วก็จริงแต่จำนวนมันนั้นกลับไม่น้อยอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้
แม้จะมีการกดกริ่งหรือเคาะประตูตามบ้านต่างๆแล้วกลับไม่มีเสียงตอบรับกลับออกมา


“แปลกแหะพวกเขาหายไปไหนกันหมด?” เบนเริ่มสงสัยถึงสิ่งผิดปกติในหมู่บ้านแห่งนี้

“อาหารกระป๋องกับเสื้อผ้ายังใหม่เอี่ยมเหมือนพึ่งถูกใช้งานไม่นานนี้ บางกระป๋องยังไม่ได้เปิดด้วยซ้ำ” มอร์แกนตรวจสอบพื้นที่และวิเคราะห์คร่าวๆออกมา

“ยะอย่าบอกนะว่าที่นี่ก็โดนเครื่องสะกดจิตนั่นเล่นงาน? ถ้าใช่นี่งานงอกยังกะภูเขาโผล่มากลางอกหละ!” เบนเริ่มมีความระแวงมากขึ้นกว่าเดิม

“อย่ามโนไปเองจะดีกว่าเบน แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าพวกเขายังคงไม่ไปไหนไกลหรอก” มอร์แกนตอบกลับ


หมับ! เดี๋ยว!


จู่ๆเบนรีบหนุดมอร์แกนที่กำลังจะเดินกลับไปเส้นทางเดิมเหมือนเขานั้นจะเห็นอะไรบางอย่างเข้า และเมื่อหันมาฟังอย่างตั้งใจแล้วนั้น…


“เสียงของพวกผู้รอดชีวิตนี่!” เบนรีบวิ่งตามเสียงนั้นไปอย่างไวจนทิ้งมอร์แกนเอาไว้โดยไม่รู้ตัว

“รอก่อนเบน!” มอร์อกนรีบวิ่งตามเบนไปแม้เขาจะมีลางสังหรไม่ดีก็ตาม


ปึงๆ! มีใครอยู่บ้าง!?


ทางด้านคริสกับอลันกำลังไล่เคาะประตูบ้านทุกหลังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหลงอยู่ในบ้านตอนออกไปจากที่นี่
แต่คำตอบทุกครั้งที่ได้กลับมาคือเสียงแห่งความเงียบกริบมิหนำซ้ำบางหลังยังมีเสียงโหยหวนตอบกลับออกมาหรือแม้แต่เสียงทุบประตูหรือกระจกก็ตาม


“บ้าชะมัดแฮะ...เกือบครึ่งนึงของบ้านที่เราไปเคาะมามีแต่พวกซอมบี้ทั้งงั้นเลย” อลันบ่นรำพึงอยู่หลายรอบ

“แปลกกว่าที่คิด แล้วพวกที่เหลือจะไปซ่อนตัวที่ไหนกัน?” คริสเดินออกจากบ้านล่าสุดซึ้งไปเคาะเรียกหาแล้วกลับไม่มีใครตอบรับ

“นั่นมันลำโพงใช่ไหมหละนั่น?” อลันชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดลำโพงเอาไว้และเมื่อสังเกตัมาตลอดทางนั้นแต่ละมุมของสุดปลายถนนหรือซอยมักจะมีพวกนี้ติดเอาไว้

“เหมือนลำโพงประชาสัมพันธ์ข่าว ถ้ามีข่าวสารอะไรก็จะประกาศทางนั้นแทน” คริสตอบกลับ


แกร้งๆๆ!! นั่นใคร!?


เสียงที่คล้ายกับเหล็กเบาหวิวตกลงพื้นทำให้เกิดเสียงดังลั่น ยิ่งหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีผู้คนให้ส่งเสียงดังออกมานั้นทำให้ได้ยินชัดเจนว่ามาจากไหน
คริสมองเห็นร่างของเด็กคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีพวกเขาราวกับว่าไม่อยากเข้าใกล้พวกเขา แต่เขาเองก็ไม่สามารถทิ้งอลันเอาไว้คนเดียว


“มะไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมยังไหว” อลันทักคริสหลังรู้ว่าเขากำลังจะวิ่งตามเด็กคนนั้นไป

“หากมีอะไรหละก็ให้ไปหาคนอื่นได้เลย” แม้ว่าคริสจะยังเป็นห่วงอลันเพราะต้องทิ้งเอาไว้คนเดียวแต่หากอลันยอมรับว่าสามารถดูแลตัวเองได้
ทำให้ตัวเขานั้นโล่งใจอยู่ในระดับหนึ่ง


ตึกๆๆ!!!


คริสรีบตามเด็กคนนั้นไปอย่างรวดเร็วและหวังว่าเด็กคนนั้นจะเป็นผู้รอดชีวิตที่ยังรอให้ใครมาช่วยหรือไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของการควมคุมจิตแสนน่าเวทนาแบบนี้
เส้นทางที่เขาวิ่งต่มเด็ดคนนั้นไปนั้นทั้งคดเคี้ยว,วกวนอยู่หลายรอบจนเกือบไปไม่ได้เพราะเส้นทางแคบเกินไป
จนกระทั่งเขามาโผล่ถนนเส้นใหญ่อีกครั้งซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มตัวเองอยู่ค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่เขาจะมัวมาเสียเวลามาคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว


“เดี๋ยวก่อน! เจ้าหนู!” เขารีบวิ่งตามเด็กคนนั้นซึ่งเข้าใกล้มาขึ้นทุกที

“...” เด็กน้อยคนนั้นยังวิ่งหนีคริสอย่างไม่ลดละแต่เพราะวัยยังเยาว์และพลังงานน้อยจึงทำให้ร่างกายเริ่มเคลื่อนที่ช้าลงหลังจากวิ่งหนีเขา


หมับ! เดี๋ยวก่อน!


“เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู! ไม่ต้องกลัวพวกเรา...เจ้าหนู?” คริสเอื้อมมือตัวเองไปจับไหล่ของเด็กคนนั้นได้ในที่สุด
แต่เมื่อเขาหันเธอเข้ามาหาตัวเองแล้วนั้นสีหน้าของเธอแม้กระทั่งดวงตาของเธอไร้ชีวิตชีวาราวกับหุ่นกระบอกคนหนึ่ง

“ ...เวรหละ!!” เมื่อคริสมาคิดชั่วครู่กลับพบว่าเด็กคนนี้คือตัวล่อให้เขานั้นออกห่างจากอลันและทุกคนที่กำลังกระจายตัวกันเพื่อหาผู้รอดชีวิต
เพราะว่าเด็กคนนี้และอาจรวมไปถึงผู้รอดชีวิตแห่งนี้เกือบทั้งหมดถูกพวกนั้นใช้เครื่อง Psycho Wail สะกดจิตไปเป็นที่เรียยร้อย


แต่แล้วแทนที่คริสจะรีบวิ่งกลับเข้าไปหาพวกที่เหลือที่แยกตัวออกมาคนเดียวกลัยถูกเด็กคนนั้นฉุดมือเอาไว้อย่างไวและไม่มีทีท่าจะปล่อยได้ง่ายๆ
ดวงตาอันว่างเปล่าของเด็กคนนั้นจ้องมองไปยังร่างของชายร่างใหญ่ที่กำลังจะหนีจากเธอ
แม้ว่าคริสจะพยายามปัดมือของเด็กคนนั้นออกไปยังไงก็ไม่ได้ผลและยิ่งไปกว่านั้น…


ปังๆๆ!!! จิ้บๆๆ!!


เสียงปืนจากฝั่งของใครบางคนดังขึ้นมาพร้อมกับฝูงนกที่อยู่ตามหลังคาบ้านเรือนบินหนีจากเสียงปืนดังลั่น
สิ่งนั้นยิ่งทำให้คริสเริ่มกังวลกว่าเดิมว่าพวกเขายิงใส่อะไรกันแน่ แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องหลักที่จะมาซีเรียสหากยังโดนจับไว้อยู่อย่างนี้ก็คงไม่สามารถไปไหนได้


“ขอร้องเถอะหนู! ถ้าเธอยังมีสติอยู่หละก็ปล่อยมือเถอะ!!” คริสพยายามดึงสติของเด็กคนนั้นกลับมาอีกรอบแต่ก็ไม่เป็นผล

“...ทำไม....ทำไมทิ้งพวกเราไป?” เด็กไร้สติเริ่มพูดคำพูดแปลกๆออกมาจนทำให้คริสเริ่มรู้สาเหตุบางอย่างกับหมู่บ้านแห่งนี้ว่าทำไมพวกเขาถึงถูกควบคุมโดยง่ายดาย

“ฟะฟังนะเจ้าหนู เราพยายามเต็มที่แล้วที่จะเข้าไปช่วยพวกเธอแต่ก็มีอีกหลายที่เช่นกันที่ต้องการพวกเรา” คริสตอบกลับ

“...ทำไมกัน...ทำไมถึงไม่มาให้เร็วกว่านี้..” น้ำตาของเธอเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาของเธอนั่นทำให้คริสรู้สึกผิดอยู่ในใจเบื้องลึกของเขา
ที่พวกเขายังมีความพยายามมากไม่พอที่จะเข้ามาช่วยพวกที่เหลือหรือแม้แต่เด็กคนนี้ให้ไวมากกว่านี้

“...ดูเหมือนว่าสติของเธอจะยังถูกครอบงำไม่สมบูรณ์สินะ” คริสเริ่มครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่และเริ่มมั่นใจว่ายังมีทางช่วยให้เด็กคนนี้คืนสติมาได้

“ทำไม….” เสียงร้องๆห้สะอึกสะอื้นของเด็กผู้น่าสงสารเริ่มร้องๆห้อีกรอบ

“...หนูน้อย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก....ชั้นขอโทษที่ไม่สามารถมาให้ไวกว่านี้ได้นะ” คริสลูบหัวเด็กน้อยคนนั้นอย่างอ่อนโยน

“...พวกเขา...พวกเขา…” เสียงของเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาเริ่มพูดประโยคออกแปลกๆออกมาอีกครั้ง
และชี้ไปยังทางที่คริสผ่านมาพร้อมกับมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิม
นั่นทำให้เขาเริ่มไว้ใจเด็กคนนี้ว่าเริ่มกลับมามีสติอีกรอบแม้จะยังเลือนลางอยู่บ้างก็ตาม

“!? จริงสิ! รีบไปซ่อนตัวก่อนแล้วกันอย่าไปไหนเข้าใจไหม?” คริสขอร้องให้ไปซ่อนตัวอย่างเงียบๆเพื่อกันไม่ให้พวกที่ยังถูกควบคุมอยู่นั้นจับเธอไปฆ่าเสียก่อน


ตึกๆๆๆ!!! ขอร้องอย่าให้มันเป็นสิ่งที่คิดเถอะ!!


.
.
.


ไม่นานนักหลังจากที่ชายร่างกำยังคนนี้วิ่งกลับมาเส้นทางเดิมทุกวินาทีทักเสี้ยวลมหายใจของเราเริ่มไม่เป็นจังหวะเอาเสีย
เมื่อใกล้ปลายทางมากเท่าไหร่ความกดดันมหาสารเริ่มเพิ่มทวีคูณกว่าเดิม ไม่มีอะไรคลายความสงสัยได้นอกจากพบความจริงปลายทางข้างหน้าเท่านั้น


“อลันตอบด้วยอลัน!” คริสพยายามส่งข้อความทางวิทยุของตัวเองแต่ปลายทางไม่ตอบกลับมา

“มอร์แกน! เบน! ช่วยตอบด้วยเปลี่ยน!” คริสติดต่อไปยังอีกคู่แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาคือคลื่นความถี่ที่ไร้สัญญาณ

“เดวิด! เดวิดตอ-”


ปัง!!!!! หยุดอยู่ตรงนั้น!!!


กระสุนปืนผ่านตัวคริสไปอย่างหวุดหวิดจนทำให้สัญชาตญาณของเขาจับปืนขึ้นมาป้องกันตัวเองและมองหาต้นตอของเสียงนั้นท่ามกลางเส้นถนน


“พวกนายเอาพวกผู้รอดชีวิตและพวกของชั้นไว้ไหน!?” คริสตะโกนถามถึงเสียงที่ไม่ทราบฝ่ายว่าอยู่กับใครหรือว่าเป็นพวกผู้รอดชีวิตที่แค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น

“(ภาษาไทย) ลากมันมา!!” เสียงเจ้าของกระสุนนั้นตะโกนลั่นออกมาพร้อมกับกานปรากฎตัวของพวกผู้รอดชีวิตซึ่งกลายเป็นพวกไม่มีสติและเป็นหุ่นเชิดให้กับพวกนั้นไปแล้ว


ปล่อยนะเฟ้ย!! ฮ่ะๆๆ! ร้องให้มันดังกว่านี้สิ!!! เฮ!!!!!


สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของคริสคือเพื่อนร่วมทางของเขาซึ่งถูกจับตัวมาเกือบครบกำลังเดินเรียงกันเป็นกระดานพร้อมทำการลงทัณฑ์เมื่อไหร่ก็ได้
เสียงโห่ร้องของพวกผู้รอดชีวิตเริ่มดังขึ้นด้วยความบ้าคลั่งและสะใจในเวลาเดียวกัน
สภาพของเบนและมอร์แกนไม่ต่างอะไรไปจากคนถูกซ้อมรุมกระทืบโดยไม่มีทางสู้ส่วนอลันนั้นถูกจับมัดไว้กับเก้าอี้ล้อจนไม่สามารถขยับไปที่ไหนได้
แต่นั่นยังทำให้คริสยิ่งเอะใจอยู่ว่าอีกสองคนนั้นหายหรือรอดไปได้ยังไง


“เห็นหรือยังหละกัปตันคริส? ว่าพลังของประชาชนหน่ะแค่ร่วมด้วยช่วยกันมันก็พลิกชะตาได้แล้ว!” ทหารที่ใส่ชุดอัมเบรล่าก้าวออกมาจากฝูงชนบ้าคลั่งพร้อมกับกองกำลังของตัวเองไม่ตำกว่ายี่สิบนาย

“พวกแกเองสินะคือเบื้องหลังทั้งหมดของเรื่องพวกนี้!?” คริสเริ่มไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่าพวกนั้นคือต้นเหตุ่ทำให้พวกผู้รอดชีวิตเหล่านี้กลายเป็นคนไร้จิตใจไปโดยไม่รู้ตัว

“โฮะๆ! พอสู้ไม่ได้ถึงกับต้องมากล่าวหาแบบนี้เลยหรอเนี่ย?” ชายคนนั้นเริ่มพล่ามอีกรอบพร้อมกับเดินไปหาคริสอย่างสบายใจ

“คะคริส...โอยย..” อลันพยายามพูดเตือนอะไรบางอย่างกับคริสแต่เพราะโดนซ้อมจนร่างกายทรุดลงอย่างไวทำให้การพูดลำบากขึ้น

“อลันนานอย่าฝืนเลยเถอะ...” เบนขอร้องให้เพื่อนของเขานั้นเก็บแรงเอาไว้ใช้อย่างอื่นจะดีที่สุด

“แกเอาน้องสาวของชั้นไปไว้ที่ไหน!?” คริสยังคงยืนกรานและจ่อปืนไปยังเขาอย่างโกรธเกรี้ยว


กริกๆๆๆ!!! ห้ามยิง!!!


ทหารอัมเบรล่าทุกคนเล็งปืนไปทางทิศเดียวกันเพื่อปกป้องพรรคพวกของตนแต่ทว่าชายคนนั้นกลับสั่งห้ามยิงใส่คริสไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
ส่วนชาวบ้านที่ถูกควบคุมจิตใจไปนั้นยังคงเฝ้านักโทษทั้งสามอย่างนิ่งสงบโดยไม่พูดอะไรอีก


“อย่าห่วง เธอยังปลอดภัยดี...แค่ตอนนี้เท่านั้น” ชายคนนั้นตอบกลับมาอย่างเรียบง่าย

“นายเป็นใครกัน? พวกผู้รอดชีวิตเหล่านี้ที่พวกแกทำลงไปมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?” คริสรวมสมาธิกลับมาอีกรอบ

“ให้ตายสินี่เขาจำชั้นไม่ได้หรอกหรอ? โฮะโฮ้วน่าสนใจดี ลืมง่ายกว่าที่คิดเอาไว้นะเนี่ย” เชาตอบกลับมาด้วยความเจ้าเลห์พร้อมชวนงุดหงิดตลอดเวลา

“...!?” คริสนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะรู้สึกความตะหงิดใจในช่วงแรกและท้ายที่สุดก็พบกับความจริงบางอย่างเข้า

“ถ้าไม่ชัวหละก็จะแสดงให้...ถือที” เขาเสนอตัวเองเพื่อเปิดโปงความจริงบางอย่างก่อนที่ตัวเองจะยื่นปืนให้กับเพื่อนตัวเองเพื่อฝากถือเอาไว้


กริกๆๆ! Deactivate! พรึบ!!! !!!?


เขาจับตรงนาฬิกาข้อมือของตัวเองก่อนจะกดฟังค์ชั่นในนั้นอย่างใจเย็นและมีเสียงอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคดังขึ้นมาซึ่งไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน
มือของเขาเอื้อมไปจับตรงบริเวณคอของเขาเองและทำการปลดล็อคอะไรบางอย่างตรงนั้นก่อนจะมีแสงวูปออกมาทั่วหัวของเขาเองและเผยให้ถึงใบหน้าที่แท้จริงของเขา
ใบหน้าอันแสนสกปรกที่ผ่านศึกมาไม่นานมานี้รอยคราบเลือดตรงบริเวณหัวที่ยังไม่ล้างออกไปให้เห็นเป็นเอกลักษณ์ใบหน้าอันแสนคุ้นเคยของทุกคน…


“ทำไมแกถึงได้!” เมื่อเบนพบเจอใบหน้าที่แท้จริงของคนที่ทำร้ายชาวบ้านเหล่านี้จึงเริ่มมีอาการคุมตัวเองเกือบไม่ได้

“เห้ยอย่าขยับ!!” ทหารอัมเบรล่าสองนายพยายามรั้งเบนเอาไว้พร้อมกับกระแทกเข้ากลางท้องเพื่อให้นิ่งไปซะ

“...ไม่นึกว่าคนที่ทำจะเป็นนาย...โจนาทาน” คริสตีหน้านิ่งใส่คนที่ประกาศตัวเองในฐานะคนทรยศในหน่วยของเขาไม่นานมานี้

“ทีแรกก็อยากจะเฉลยนะตอนอยู่โรงไฟฟ้าแต่ก็เพราะไอ้พวกทหาร B.E.T.A.S. มันมาเสือกเลยต้องใช้วิธีนี้” โจนาทานบ่นออกมาอย่างเต็มใจ

“ทะทำไมกัน!?..บ้าเว้ย!!” อลันอดกลั้นในสิ่งที่จะพูดไม่ไหวจึงแหกปากออกมาอย่างบ้าคลั่งเพราะฝั่งนั้นจับตัวเพื่อนซี้อย่างเจมส์ไปอีกคน


พวกเราจับทหารทรยศต่อชาติได้แล้ว!! เฮ!!!!!!


โจนาทานแสยะยิ้มออกมาพร้อมกับประกาศไปทั่วผ่านลำโพงตามหมู่บ้านแห่งนี้ เสียงคำรามแห่งชัยชนะของพวกชาวบ้านเหล่านี้กึกก้องขึ้นมาพร้อมกับความสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน


“พวกเขาเกี่ยวอะไรด้วย!? ทำไมพวกนายต้องหลอกพวกเขาให้เข้าขบวนการสกปรกด้วย!?” เบนตะโกนใส่คนหักหลังอย่างโจนาธานอย่างหงุดหงิด

“ง่ายจะตาย เพราะพวกเขาต้องการปฏิรูปยังไงหละ...พอกันทีกับระบบห่วยแตกของประเทศแห่งนี้” โจนาทานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“คอร์รัปชั่นสินะ…” มอร์แกนรำพึงออกมาเหมือนเขารู้ดีว่าปัญหาในไทยนั้นสิ่งนี้ยังคงดำเนินให้เห็นไม่ว่ารุ่นไหนก็ตาม

“(ภาษาไทย)แน่นอนอยู่แล้วมอร์แกน ตำรวจเฮ็งซวยดูดตังภาษีจากชาวบ้าน,ทหารห่วยแตกที่ยักยอให้เกิดการแตกแยกทางศาสนา,พวกก่อปัญหาแล้วไม่มีใครมาเหลียวแลมอง..
นี่น่ะหรอที่พวกเขาให้กับเราหลังได้รับตำแหน่งเหล่านี้มาปกครองว่ามั้ยทุกคน?”
โจนาธานกล่าวคำปราศัยภาษาพื้นเมืองให้กับพวกชาวบ้านเหล่านี้เพื่อมห้พวกเขาเกิดฮึกเหิมขึ้นมาด้วยความตั้งใจของตนเอง

“(ภาษาไทย)ใช่!!! พวกนั้นสมควรตาย!!!” ชาวบ้านเหล่านั้นตะโกนเป็นเสียงเดียวกันอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ที่นี่กลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งอีกที่


ปึกๆๆ!!! เงียบก่อน!!!


“นายเองสินะ...ที่เป็นคนส่งพิกัดให้กับพวกนั้น!?” อลันค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าบนเก้าอี้และถามอย่างจริงจะง

“จะเป็นใครได้อีกหละว่ามั้ย? เชื่อใจง่ายกันจังเลยนะพวกนายเนี่ย” โจนาทานตอบกลับและมีท่าทางกวนประสาทกลับมาอีก

“นะหนอยแก!” อลันเริ่มถูกอารมณ์โกรธเข้ามาเพิ่มให่กับตัวเองจนเริ่มคุมสติไม่อยู่

“แต่ทว่านะคริส...ชั้นเองก็ไม่ได้มีเวลามาเล่นทั้งวันแบบนี้หรอก…” โจนาทานเดินเข้ามาหาคริสพร้อมกับรอยยิ้มปีศาจซึ่งเหนือคำว่าชัยชนะไปตั้งนานแล้ว

“แกต้องการอะไร?” คริสถามอย่างใจเย็นแม้ในความคิดของเขาจะสติแตกไปแล้วเพราะเรื่องพวกนี้ก็ตาม

“รู้จักไหม? ยื่นหมายื่นแมว...ให้ชั้นมาหนึ่งคนแล้วชั้นจะปล่อยคนที่ชั้นจับมาได้” โจนาทานยื่นข้อเสนอแปลกแนวมาให้กับคริสพร้อมกับดีดนิ้วให้พวกตัวเองพาใครบางคนมา


ตึกๆๆๆ!!! อือออๆๆ!!! แคลร์!!! กริกๆๆ!!


ทันทีที่โจนาทานสั่งการพวกทหารอัมเบรล่าจึงพาตัวใครบางคนเข้ามาให้หายคิดถึงติดอย่างเดียวคือพวกเขาทั้งคู่นั้นถูกกระสอบใส่ข้าวสารคลุมหัวเอาไว้
สภาพทั้งคู่นั้นไม่ต่างอะไรจากการถูกรุมซ้อมเค้นข้อมูลอย่างทนทุกข์ทรมาน
คริสเตรียมจะวิ่งกรูเข้าไปหาน้องสาวของตัวเองแต่ก็ถูกพวกนั้นเล็งปืนขู่เอาไว้อย่างไว


“เจมส์! เจมส์เพื่อนนายปลอดภัยดีใช่ไหม!?” เบนตะโกนหาเพื่อนของตัวเองหลังจากไม่ได้เจอกันมาสักพัก

“...” ตัวของเจมส์นั้นไร้วี่แววเสียงการตอบกลับเหมือนยังเจ็บปวดอยู่กับการโดนศ้อมรีดไถข้อมูลเหล่านั้น

“พอดีว่าพวกเขาเปลี่ยนใจเล็กน้อยน่ะ พวกเขาให้ชั้นพาตัวพวกนี้มาแลกกันไวกว่ากำหนดหวังว่าคงจะเข้าใจดีว่ามั้ย?” โจนาทานกล่าว

“.......” คริสเริ่มมีสีหน้าวิตกกังวลพอสมควรเพราะเขาไม่อยากจะใช้วิธีนี้การพาน้องสาวตัวเองกลับมา

“...ยื่นหมายื่นแมว นายจะเอาคนของเราไปต่อรองอะไรหละ?” เบนถามคำถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจจุดประสงค์ของฝั่งอัมเบรล่าว่าทำไปทำไม

“ได้ยินมาว่าเราพบผู้ควบคุมไวรัสหายสาบสูญอยู่ที่นี่ และพวกคลีนเนอร์เองก็ซื่อใช้ได้เลยทีเดียวว่ามั้ย?”


ครืดดด!!! เฮ!!!!!!


ชาวบ้านเหล่านั้นลากทหารเบต้ากลุ่มหนึ่งโดยถูกล่ามโว่เอาไว้เป็นขบวนราวกับทาสข้ามดินแดน
สภาพแต่ละคนถูกย่ำยีทั้งศักดิ์ศรีและสภาพร่างกายจนป่นปี้ไม่เหลือให้จดจำถึงวีรกรรมเหล่านั้นอีก
เสียงโห่ร้องของพวกชาวบ้านเริ่มดังขึ้นทุกวินาทีจนเริ่มอยู่ไม่สุขอีกต่อไป


“โอ้วจับพวกนั้นมาได้ด้วยรึ? นึกว่าจะคามิคาเซ่ตายห่ากลางดงรถไปแล้ว” โจนาทานมองดูพวกเชลยศึกที่จับมาได้อย่างน่าภูมิใจ

“พะพวกแก…” ทหารเบต้าส่งเสียงร้องออกมาอย่างทรมาน

“ง่ายนิดเดียว แค่พวกนายส่งคนสำคัญมาให้กับพวกเราและเราก็จะปล่อยคนพวกนี้ไปอย่างอิสระ” โจนาทานกล่าวข้อเสนอให้อย่างสุขุม

“เดี๋ยวนะ...Z.S.S….B.S.A.A….B.E.T.A.S. สามกลุ่มนี้มัน..!?” เบนนึกถึงอะไรบางอย่างได้และพบกับความเป็นจริงว่าสิ่งที่พวกอัมเบรล่าต้องการคืออะไร

“โอ้วในที่สุดก็พบคนฉลาดในกลุ่มของนายนะคริส!” โจนานทานกล่าวคำชมเชยให้กับเบนที่ไขปริศนาของการแลกตัวประกันในครั้งนี้
แต่ทว่าคริสกับไม่ตอบอะไรทั้งสิ้นแม้แต่พยางค์เดียว..

“พวกนายจะเอาคนสำคัญที่นายต้องการไปต่อรองกับพวกเบื้องบนของฝั่งนั้นสินะ! ไอ้พวกหัวหมอเว้ย!” เบนอธิบายเหตุผลเหล่านั้นอย่างไขกระจ่าง

“ใครดีใครได้ก็ต้องสอยสิว่ามั้ย!? โอกาสทองมาทั้งทีนี่!” โจนาทานเย้ยคำพูดกล้บไปอย่างภาคภูมิใจ

“...พวกนั้นมันพวกที่ไล่จี้เราในตอนนั้น” มอร์แกนยังจำใบหน้าของพวกทหารเหล่านั้นได้ดีและแปลกใจพอสมควรที่พวกนั้นโดนจับตัวมาแบบนี้

“เหอะ...ยังไงซะพวกแกก็ไม่มีวันพ้นไปหรอกไอ้พวกขี้โกง!” ทหารเบต้าคนหนึ่งกล่าวถ้อยคำออกมาอย่างดุดัน

“มันก็ใช่ที่พวกเราโกงพวกนายทางด้านปล่อยข่าวและเรื่องพิกัดปลอมนั่น..แต่จำเอาไว้อย่างหนึ่งนะเพื่อนเอ๋ย…”
โจนาทานหันเป้าหมายกลับไปหาคนๆนั้นอย่างสุขุมและยิ้มเยาะเย้ยกลับมาอย่างสนุกสนานและส่งสัญญาณให้กับพวกตัวเองทำการ...

“สัจจะน่ะมันไม่มีในหมู่โจรด้วยกันหรอก…”


ปัง!!! เฮ!!! ฆ่าอีก!!! ฆ่าอีก!!!


เสี้ยววินาทีหลังจากคำพูดของโจนาทานปืนจากปากกระบอกปืนของฝั่งศัตรูยิงเข้ากะโหลกศรีษะอย่างไวเพื่อปิดฉากรายนั้นอย่างสันติ
ส่วนเพื่อนอีกรายนึงนั้นเริ่มหวาดกลัวกับสิ่งที่พวกอัมเบรล่าทำอย่างเลี่ยงไม่ได้


“น่าเสียดายจริงๆพวกนี้...เข้าเรื่องกันต่อเถอะว่ามั้ย?” โจนาทานหันกลับไปหาคริสเพื่อต่อรองในสิ่งที่ขัดขืนไม่ได้ต่อไป

“....” คริสไม่ตอบอะไรทั้งสิ้นนอกจากมองหน้าด้วยสีหน้าที่ฉุนเฉียวพอสมควร


ปัง!!! อ้ากกกก!!! เจมส์!!!!!!


สีหน้าของโจนาทานเริ่มไม่สบอารมณ์เมื่อคริสยังตัดสินใจไม่ได้สักทีจึงทำการยิงไปยังน่องขาของเจมส์ให้เกิดการทรมานยิ่งขึ้น
และย่นเวลาในการตัดสินใจของเขาให้สั้นลงกว่าเดิม


“เอ้า! มัวรออะไรอยู่อีกหละคริส? เลือกเร้วชั้นให้เวลานายหนึ่งนาทีการตัดสินใจ?” โจนาทานเร่งให้คริสส่งคำตอบมาให้อย่างไว

“พะพอที! เอาชั้นไปแทนก็ได้เว้ย!!” เบนรีบเสนอตัวเองเพื่อแลกตัวกับเจมส์

“เบน! อย่า!!!” เสียงของเจมส์ตะโกนดังลั่นออกมาด้วยความทรมานทั้งกายและใจ

“คริสอย่าทำแบบนี้! พวกนั้นกำลังหลอกเรา!” เสียงของน้องสาวของตนกำลังกล่อใให้พี่ชายตนเองอย่าทำอะไรในสิ่งที่เรียกว่าคิดสั้น

“ไม่ตอบใช่ไหม? งั้นก็ได้จะได้ส่งอีกคนนึงลงนรก” โจนาทานมองหน้าคริสอย่างสยดสยองจึงใช้ไม้แข็งโดยการหันปืนไปทางแคลร์อย่างเลี่ยงไม่ได้


ปัง!!! คะใครกัน!!?


ท่ามกลางสถานการณ์ตกอับและกดดันมหาสารกลับมีเสียงปืนแห่งเสรีภาพดังขึ้นท้องฟ้าเพื่อยุติการต่อรองในครั้งนี้
ทุกคนแม้แต่ชาวบ้านไร้สติเหล่านี้หันไปยังเส้นทางเดียวกันเพื่อค้นหาเจ้าของเสียงจากกระบอกปืนนี้
พบกับบุรุษอันน่าคุ้นเคยสองคนยืนกรานเข้ามาร่วมวงสนทนาอย่างเด็ดเดี่ยว


“พอแค่นั้นแหละโจนาทาน! แค่ฟังคำบรรยายแกแล้วอยากจะอ้วกแตก!” เสียงของชายหนุ่มในชุดทหาร B.S.A.A. ตะโกนดังลั่น

“มาจนได้สินะ! ไม่ยักกะรู้ว่าแกมีไตเติ้ลเปิดตัวแบบนี้ด้วยน่ะ...เดวิด” โจนาทานทักทายอดีตคนใกล้ตัวในทีมของเขา

“เดวิด! อย่าคิดที่จะทำในสิ่งที่ชั้นคิดนะ!” คริสรีบห้ามเดวิดอะไรบางอย่างที่เริ่มพาความสงสัยเข้ามาในหมู่ฝูงชน

“เอาหละซี่ จะปกป้องใครดีหละคริส? น้องแท้ๆหรือว่า...คนทรยศอย่างเจ้านั่นกันหละ?” โจนาทานส่งยิ้มออกมาจนทำให้บางคนนั้นเริ่มมีปฏิกิริยาแปลกไป

“ทรยศ? มะหมายความว่าไงกัน?” อลันเริ่มสงสัยในสิ่งที่โจนาทานพูดออกมา

“...พวกเขาไม่เกี่ยวข้องโจนาทาน นายรู้ดีว่านายอยากได้ใครไป” เดวิดยังยืนกรานที่จะแลกตัวกับแคลร์

“ดะ...เดวิด!? กะแก! ไอ้สารเลวชาติชั่ว!!” ทหารเบต้าที่ยังเหลือรอดอยู่นั้นมองหน้าเดวิดราวกับว่าเขาจำใครบางคนได้
พร้อมกับปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดแน่นไปด้วยความแค้นออกมาจนเกือบหมด

“...หืม” ลูเซียซึ่งยืนอยู่ข้างกายเดวิดนั้นถอนหายใจออกมาแผ่วเบาและดูโม้เม้นการหักหลังแม้ว่าตัวเองจะรู้ว่าเดวิดเคยอยู่ฝั่งศัตรูมาก่อนก็ตาม


ฮ่ะๆ!!! ขอต้อนรับกลับบ้านนะเจ้าคนทรยศ!!


เสียงหัวเราะของโจนาทานเริ่มดังขึ้นมาปล่อยให้เดวิดยืนอยู่ท่ามกลางความกดดันล้อมรอบกายของตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกที่ไม่เกี่ยสข้องอย่างกลุ่ม Z.S.S. และผู้รอดชีวิตบางคนเริ่มสงสัยในตัวเดวิดว่าความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นคืออะไรกันแน่


“งั้นก็บอกเอาบุญก็ได้ถ้างั้น...เดวิด ฟรองซัว… อดีตสมาชิกนะดับสูงของกลุ่มทหาร B.E.T.A.S. ที่เป็นที่น่าจับตามองของกลุ่มพวกนักล่าฆ่าหัว”


รีแอ็คชั่นทุกคนในกลุ่มแห่งความกดดันนั้นกลับเผยหน้าตาช็อคและโกรธเคืองในเวลาเดียวกันขึ้นมา
แม้แต่ทหารอัมเบรล่าที่ไม่รู้เรื่องกับเรื่องพรรคนี้ยังเริ่มซุบซิบนินทากันเกิดขึ้นหลังจากการประกาศของโจนาทาน


“นะนี่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมเดวิด!?” เบนพยายามก้าวไปหาเดวิดในสารรูปไม่กลัวกระสุนทะลุเข้าร่าง

“เห้ย! อยู่เฉยๆ!!” ทหารอัมเบรล่ากระทุ้งหลังของเบนให้นั่งนิ่งไปอย่างสงบ

“จะโกหกทำไมเล่า? แต่ในเมื่อนายมามอบตัวถึงที่แล้วก็เป็นโบนัสแล้วกันนะเดวิด นายมากับเราและเราจะปล่อยสามคนนี้ให้ดีไหม?”
โจนาทานยื่นข้อเสนอใหม่ให้กับบุคคลผู้เดียวโดยไม่ถามคริสสักประโยค

“...นายจะเสียใจที่หลัง ที่มาต่อกรกับสององค์กรนี้” เดวิดบ่นรำพึงออกมาก่อนจะเดินก้าวเข้าไปหาโจนาทานโดยไม่คิดอะไรทั้งงั้น

“เดวิด! หยุดเดี๋ยวนี้!” คริสเริ่มเข้ามาห้ามการกระทำแสนสิ้นคิดของเดวิดแต่นั่นยิ่งทำให้เดวิดยังเดินต่อไปข้างหน้า

“ผมต้องไป...ขอโทษด้วยที่ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณได้” เดวิดตอบกลับก่อนที่จะเดินไปหาโจนาทาน

“เป็นคนเชื่องง่ายดีนะว่ามั้ย?” โจนาทานส่งรอยยิ้มแห่งหายนะให้กับเดวิดและทำการส่งสัญญาณให้กับพวกตัวเองทำการปล่อยตัวประกันให้


ปึก!! ไปซะไอ้พวกไร้ค่า!! เจมส์! แคลร์!


ตัวประกันทั้งสองคนถูกผลักออกมาจากเอื้อมมือของพวกอัมเบรล่าและทำการรีบถอดผ้าที่ครอบหัวเอาไว้ออกมาอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าการได้เห็นใบหน้าแสนจะคุ้นเคยกลับมาให้เห็นอีกครั้งนึงอยู่บ้างแต่นั่นคือการเสียสมาชิกไปอีกรายเพื่อทำการแลกตัวกัน


“แมร่งเอ้ยพวกนายน่าจะมาให้ไวกว่านี้ไม่งั้นคงไม่มาตกอับแบบนี้..จุกซี้ด”
เจมส์วิ่งเข้าไปสมทบกับที่เหลือและพยุงแคลร์มาหาคริสโดยไวแม้จะบาดเจ็บอยู่ก็ตาม

“ปลอดภัยดีนะแคลร์?” คริสถามแคลร์ขณะที่ตนเองกำลังมองดูท่าทีของฝั่งศัตรู

“ฉันไม่เป็นไร…แต่เดวิด..” แคลร์ยังคงกังวลกับเดวิดว่าเขาจะเป็นไงต่อไป

“ปล่อยกูเซ่!” แต่แล้วกลับมีอีกรายที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากการเป็นตัวประกัน

“เฮ้อ...ให้ทำยังไงหละนายน่ะ พวกของนายไม่กลับมาช่วยนายให้เมื่อยมือหรอกว่ามั้ย?” โจนาทานตอบกลับ


หน็อยแก!!! ปัง!!!


ไม่ทันสิ้นนับเลยวินาทีในการตัดสินใจในครานั้นโจนาทานรีบชักปืนพกของตัวเองขึ้นมาและทำการปลิดชีพชายผู้นั้นไปอย่างเมตตาปราณี


“...” เดวิดที่มองสภาพอดีตพวกเดียวกันเองนั้นกลับไม่มีสีหน้าเศร้าหมองแม้แต่น้อย

“อลันจะเป็นตาเฒ่าหรือไง?” เบนแอบแซวเพื่แนของตัวเองก่อนจะคลายเชือแออกให้

“มึงนี่ก็ช่วยดูสถานการณ์ด้วยเฟ้ย!” อลันเถียงกลับ

“เอาหละถึงเวลาแล้ว” โจนนาทานกวาดสายตาทั้งหมดไปทั่วบริเวณก่อนที่เขานั้นจะทำอะไรบางอย่างเข้า


พรึบ!! ปังๆๆๆๆๆ!!! อ้ากก!! วิ่งหนี!!!


แค่เพียงปลายนิ้วของเขาชี้ไปยังด้านหลังของเขาที่มีชาวบ้านมาล้อมวงเพื่อเป็นกองกำลังสนับสนุนพวกเขา
กลับกลายเป็นการบรรจงแจกกระสุนปืนกองพลของตัวเองให้กับพวกเขาอย่างไร้ปราณีจนชาวบ้านที่โดนเคราะห์ร้ายนั้นเริ่มร่วงลงคาที่
ส่วนที่เหลือที่เห็นภาพนั้นกลับวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเพื่อเอาตัวเองรอดจากเหตุการณ์แบบนั้น


“ทำบ้าอะไรของนาย!? นี่มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลงเอาไว้โจนาทาน!” เดวิดเริ่มโมโหสุดขีดเมื่อสิ่งที่ได้รับตอบแทนมานั้นกลับเป็นแบบนี้ไป
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีอารมณ์แบบเดียวกับเขา

“ดูเหมือนว่าที่นี่จะยังไซโครไม่สมบูรณ์...หนีกันจ้าละหวั่น...โธ่เว้ย”
อลันมองดูพวกชาวบ้านที่หนีตายอย่างอลหม่านแค่พวกเขากลับหนีไม่ออกเพราะยังโดนเล็งเป้าเอาไว้
แต่เขาเองกลับกำหมัดของตัวเองเอาไว้อย่างเหนี่ยวแน่นที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดลยในตอนนี้

“พวกเขาไม่เกี่ยว...ข้องอะไรด้วยแล้ว!” เจมส์ตะหวาดใส่กับการกระทำที่ไม่น่าให้อภัยของโจนาทาน

“เกี่ยวสิเจมส์เอ๋ยพยานปากท้องสำคัญยังไงหละ...ปละพวกแกก็ต้องไปตามๆกันเพราะชั้นได้คนสำคัญมาแล้วด้วย” โจนาทานตอบกลับอย่างเย็นชา

“...โบราณเขาว่าเอาไว้นะโจนาทาน ระวังดาบจะหวนกลับมาสนองตัวเองผากใช้ในทางที่ผิด”
ลูเซียกล่าวคำพังเพยออกมาก่อนที่จะชักดาบและปืนของตัวเองขึ้นมาเตรียมสู้

“คิดจะสู้หรอสาวน้อย!?” ทหารอัมเบรล่านายนึงกำลังเล็งไปยังลูเซียและท้าทายเธอให้สู้ด้วยกัน

“แล้วจะทำไมหละ? กำลังเสริมไม่มีทางมาหรอกเพราะกลุ่มที่พวกนายหรือความหวังเดียวอย่างเดวิดนั้นส่งมาให้กับพวกของชั้น”
โจนาทานขู่พวกคริสด้วยไพ่ที่เหนือกว่าในตอนนี้

“หึ...คิดหรอว่าชั้นจะโง่ยอมตัดใจเรื่องนั้นไปแล้วน่ะ” เดวิดแอบหัวเราะออกมาในลำคอของตัวเองเหมือนเขานั้นมีแผนซ้อนแผนเอาไว้

“หมายความว่-”


ปังๆๆๆ!! อ้าคค!! เราถูกซุ่มโจมตี!!!


ทันทีที่ลูเซียยกดาบของตัวเองชี่ขึ้นฟ้ากลับมีกระสุนนิรนามวิ่งฝ่าเข้าหัวของทหารอัมเบรล่านายหนึ่งอย่างแม่นยำก่อนจะมีเสียงปืนอีกระรอกเข้ามา
พวกของคริสรีบอาศัยจังหวะนั้นรีบกระจายตำแหน่งเข้าไปหลบหาที่กำบังและเครียมโต้ตอบกลับ
ส่วนทางด้านฝั่งของโจนาทานรีบถอยกำลังของตัวเองกลับออกไปทางด้นหลังเพื่อเตรียมหนีไปพร้อมกับตัวประกัน


“กะ...กำลังเสริมนี่!” อลันเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้งเพราะสิ่งที่เดวิดทำเอาไว้ตอนที่แยกจากกันก็คือการส่งพิกัดรำแหน่งนอกรอบให้พวกกำบังเสริมรู้เข้า

“...เจ้าบ้านั่นมันสุดจะเหลือทนจริงๆ” ลูเซียบ่นรำพึงในใจออกมากับวีรกรรมของเดวิด
รอยยิ้มเล็กน้อยออกมาจากปากของเธอถึงคำชมเชยให้กับชายคนนั้นที่เสี่ยงทำอะไรแบบนี้ขึ้นมา

“บอกแล้วไงหละว่า สัจจะมันไม่มีอยู่ในหมู่โจร” เดวิดยิ้มอย่างสะใจเมื่อย้อนคำนั้นใส่โจนาทานอย่างไว

“ฮึ่ยแก! พวกแกรีบเปิดแผน B!” โจนาทานรีบกระชากเดวิดไปกับตัวเขาและสั่งให้ใช้แผนลับที่เตรียมเอาไว้

“คลื่นนรกนั่นมาแล้ว!” เบนรีบเตือนตะโกนให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่พวกนั้นเตรียมคืออะไร


วี้ด!!!!!!!! จ้ากกก!!! ปวดหู!!!!! อ้ากกกก!!! กรี้ด!!!!!


คลื่นเสียงมรณะนั่นเริ่มแผ่กระจายออกมาทางลำโพงพร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างทรมานของพวกชาวบ้าน
แม้ว่ากลุ่มของคริสจะมีมาตรการโต้ตอบทางด้านคลื่นเสียงสะกดจิตแต่หากยิ่งทนฟังเท่าไหร่สภาพของพวกเขาจะหมดสภาพเสียเปล่า


“(ภาษาไทย)ประชาชนทุกท่าน! โปรดฟังทางนี้ด้วย! พวกนั้น...ไม่สิพวกทหารเหล่านั้นมันเตรียมตัวปิดปากพวกคุณทุกคนเพราะพสกมันฆ่าพี่น้องของพวกท่านไป!”
เสียงของโจนาทานตะโกนดังลั่นผ่านทางลำโพงอย่างชัดเจนและมีเสียงการขัดจืนของเดวิดออกมาในบางช่วง

“(ภาษาไทย)ไอ้พวกชาติชั่ว!!” เสียงฮึกเฮิมของเหล่าผู้รอดชีวิตหลงผิดเรอ่มกลับมาก่อตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงคำรามอันน่ากลัว

“มะแมร่งเอ้ย! ไอ้พวกสารชั่ว!!!” เจมส์ตะโกนด่าออกมาอย่างเจ็บใจเพราะพวกนั้นกลับโบ้ยความผิดให้ซึ่งๆหน้าตาเฉย

“ได้เวลาจบฉากกันเสียทีนึงนะคริส...พวกกำลังเสริมแม้จะมาช่วยนายไว้ทันแต่ก็คงไม่มีปัญญาสู้พวกนี้หรอก…” โจนนาทานกล่าวคำอำลาอย่างอาลัยตายอยากให้กับกลุ่มของคริส

“พวกแก…” สีหน้าของคริสเริ่มหมดความอดทนกับสิ่วที่โจนาทานทำลงไปอย่างเห็นได้ชัด


จัดการพวกเขาซะ….เฮ!!!!!! ฆ่ามัน!!!!!



●○●○●○●○●○●○●○● End of EP.4 ●○●○●○●○●○●○●○●


จบกันไปแล้วนะคะกับ Episode 4 ที่แต่งในเรื่องทั้งความฮาและขมขื่นคออย่างบอกไม่ถูกนะคะ
ก็จะประกาศออกมาให้ทราบกันนะคะว่าตอนนี้พวกท่านได้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของซีรี่ย์เรื่องนี้แล้วนะคะที่แต่งมาเนิ่นนานพอสมควร
แม้ว่าจะมีทั้งเรื่องออกทะเล,โมเม้นแห่งความวุ่นวายตลอดที่ผ่านมานั้นก็ต้องขอบคุณทุกท่านเลยนะคะที่ติดตามกันมาจนถึงทุกวันนี้

ในเรื่องตอน EP.5 นั้นจะเป็นเรื่องราวบทสรุปทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบและเฉลยความจริงในเวลาเดียวกันนะคะว่าเรื่องจะจบลงยังไงและการจบนั้นขอบอกเลยว่า…
อาจไม่จบแบบเดียวซะด้วย
มาถึงเวลาการสรุปโดยสังเขปในตอนนี้นะคะเพื่อเป็นการกระชับข้อมูลและคำใบ้ให้มากขึ้นด้วยจะได้ไปคิดกันก่อนเลยนะคะ

- แม้จะเปิดเผยวงการทั้งหมดว่าใครเป็นคนควบคุมชาวบ้านไป แต่คดีคาตกรรมหมู่ของกลุ่ม B.S.A.A. ยังคงทิ้งเอาไว้เป็นปริศนาอยู่นะคะ

- จุดหมายปลายทางในตอนแรกทั้งสองกลุ่มจะรวมตัวกันที่สะพานเชื่อมต่อก็จริงแต่ก็สามารถเปลี่ยนเส้นทาง
ภายในตอนหลังได้เช่นเดียวกันขึ้นอยู่กับเลือกทางนะคะ

- วาส,ลีแอน,และมิกกี้หนีรอดจากการโดนจับและเดินทางตามไทม์ไลน์ไปยังหมู่บ้านอันดามุกตามที่เคยเขียนเอาไว้นะคะ
แต่กลุ่มนี้จะสำคัญมากนะคะจำเอาไว้ขึ้นใจด้วย

- Death Slayer ณ ที่นี้ทำการเผยตัวออกมาแล้วนะคะว่าเป็นใครเพียงแค่...
จะเอะใจกันหรือเปล่านั้นก็รอดูนะคะว่าใคร

- ช่วงเวลาทั้งสองกลุ่มใน EP.5 นั้นจะกลัยมาเป็นเวลาเดียวด้วยกันอีกครั้งนึง
และจะเป็นตอนไหนนั้นก็คอยรับชมกันต่อไปนะคะ


สุดท้ายนี้มาลองแสดงความคิดเห็นกันนะคะว่าคิดยังไงกันบ้าง และเป็นการพักผ่อนสมองในตอนนี้ไปในตัวเลยก็ว่าได้นะคะ

● คุณคิดว่าในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ใครคือผู้ต้องสงสัยมากที่สุดและถูกจับตามองมากที่สุด

● ตอนนี้คุณรู้หรือยังว่าตัวจริงจองทราวิสเป็นใคร(ถ้ารู้แล้วก็ตอบสั้นๆว่ารู้นะคะเดี๋ยวสปอยหมดเปลือก)
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 20 ธ.ค. 2016, 22:04

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : Ch.52 อัพ![29/11/

ดีค่า ครั้งนี้จะเป็นการแจ้งข่าวเล็กน้อยนะคะว่ามีอะไรอัพเดทข่าวสารกันบ้าง

ในเดือนนี้อาจจะไม่ได้ลงตอนใหม่นะคะเนื่องจากมีภาระงานค่อนข้างจะเยอะทีเดียว(ส่วนใหญ่งานกลุ่มด้วยเลยไม่มีเวลามาให้กับทางนี้เท่าที่ควร =.= )
หากเป็นไปได้กับตอนใหม่ที่จะลงนี้ก็อาจจะลงในช่วงปีใหม่นะคะ ยังไงก็ก้าวไปด้วยกัน...กับ Episode สุดท้ายของฟิคภาคนี้นะคะ =3=b
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 424

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 14 ม.ค. 2017, 18:41

Re: Island Frenzy 2 : Phuket in Paradise : แจ้งข่าวสารนะคะ

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังด้วยนะคะ ช่วงนี้อาจจะยุ่งเล็กน้อยฉะนั้นเวลาการลงจึงไม่ค่อยแน่นอนตามไปด้วยแต่ความันส์นั้นไม่ถดถอยไปไหนนะคะ!




Taste of victory is not always delicious,its for secret recipe was the blood of mankind - Gunner Krisaris

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Episode 5 : Phuket Island



Chapter 53 : Settling Plan Once Again


กลุ่มของนิกซ์
หมู่บ้านอันดามุก บ้านรวมตัวสมาชิกเพื่อการประชุมครั้งสุดท้าย
4:00 น.


ท้องฟ้าสีดำไร้แสงสีเสียงบรรยากาศเริ่มทมิณครึมขั้นทุกจังหวะเสียงคลื่นทะเลสีเลือดซัดเข้าฝั่งอย่างสงบนิ่ง
ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกินในหมู่บ้านแห่งนี้ไปทีละส่วนจนเริ่มจะสูญเสียความหวังในใจของแต่ละคนไปทีละน้อยนิด
ชีวิตทั้งหมดของพวกผู้รอดชีวิตเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเด็ดขาดของกลุ่มทหารเหล่านี้

ทั้งหมดเข้าใจและรู้ตัวดีว่าไม่ว่าข้อไหนก็ตามที่เสนอมาย่อมเป็นดาบสองคมทุกเล่มเพียงแค่จะมีเล่มไหนมากกกว่าที่คมแค่ด้านเดียว
ไม่มีใคร ณ ที่นี้อยากทอดทิ้งหรือเข่นฆ่าใครก็ตามไว้ข้างหลังแต่หากมันคือตัวเลือกสุดท้ายที่ปวดใจที่สุดและที่เหลือเห็นด้วยก็ต้องทำตาม


“ขอบคุณที่อุส่าห์ตื่นมาประชุมลับกันอีกรอบนะครับ…” เสียงของทหารผู้บัญชาการตัวแทนจาก Z.S.S. ได้กล่าวเปิดงานอีกครั้ง
แม้ว่าสารรูปของเขาจะเริ่มทรอมซ่อเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืนก็ตามที
เนื่องจากประสานงานกับพวกผู้รอดชีวิตที่เหลือและคอยดูแลกำกับเกือบแทบทุกอย่าง

“... “ ที่เหลือนั้นนิ่งเงียบสนิทเหมือนไม่อยากจะเปิดประเด็นให้ทะเลาะเหมือนครั้งที่แล้วอีก


สภาพร่างกายแต่ละคนนั้นเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนักหลังจากงานเลี้ยงเมื่อวานและการบุกของพวกเหล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์มาเมื่อดึก
อย่างไรก็ดีที่ยังมีการผลัดเวรเฝ้ากันไปและไปพักผ่อยฟื้นพลังกายขึ้นมาบ้างในบางช่วง
โดยสมาชิกทั้งหมดในที่ประชุมนี้มีทั้งหมด 9 ชีวิตและพวกเขาคือฑูตตัดสินชะตาชีวิตของหมู่บ้านแห่งนี้ว่าจะจบในทางใด
(ซึ่งมีกรรชัย,กันเนอร์,แม็กนัส,นาตาชา,บอริส,จิมมี่,ดัเร็ค,แซ็คไลฟ์และลีออน)


“หวังว่าพวกคุณคงจะมีแนวทางในการจัดการกันแต่ละคนนะครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นแต่ละฝั่งให้หมด”
กรรชัยเปิดโอกาสให้ทั้งหมดเสนอความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

“กูขอพูดอะไรที่มันไม่ใช่ทางการหน่อยนะกรรชัย” กันเนอร์ยกมือเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา

“ว่ามาครับ” กรรชัยอนุมัติให้กันเนอร์พูดเปิดประเด็นคนแรก

“เราปรึกษากันมาสักพักนึงแล้วเราจะฆ่าพวกติดเชื้อที่จำเป็นไปซะ” กันเนอร์ตอบ

“เดี๋ยวสิ! พวกเขายังปกติดีอยู่ในช่วงนี้แล้วทำไมไม่ช่วยซะแต่ตอนนี้เล่า!?” ดีเร็คเริ่มแย้งขึ้นมาอย่างเดือดดัน
เมื่อได้ยินคำพูดจากคนที่มีประสบการณ์อย่างกันเนอร์เข้า

“มึงก็ฟังให้จบก่อนสิฟระเจ้าบ้า!” กันเนอร์สวนคำพูดกลับไปเหมือนเขานั้นจะยังพูดไม่จบหัวเรื่อง

“ฉันเกลียดเวลานี้ชะมัด” นาตาชามานั่งฟังการประชุมแห่งนี้อย่างเป็นห่วงว่าจะมีเรื่องที่หาตัวสรุปไม่ได้

“หากไม่ดีขึ้นมาจริงๆหละก็...เราต้องสละที่นี่ไปซะและพาพวกที่ยังแข็งแรงไปด้วยกัน” กันเนอร์อธิบายต่อและยังคงกังวลอยู่ว่าจะมีใครค้านอีกหรือไม่

“แต่ผมเห็นต่างนะ อยากให้ฟังความคิดเห็นนี้หน่อย” แซ็คไลฟ์เริ่มค้านในส่วนของตัวเองและนั่นทำให้บรรยากาศเริ่มอึดอัดกว่าเดิม

“หวังว่าจะไม่แย่อย่างที่คิดหรอกนะ” ดีเร็คจ้องมองแซ็คไลฟ์เพื่อที่จะได้หาทางที่ดีขึ้นกว่าข้อเสนอแนะของกลุ่ม E.S.

“ผมว่าเราสละที่นี่ทิ้งยังมีเวลาให้หาพวกอื่นที่ยังปกติมากกว่านี้”
แซ็คไลฟ์เสนอแนวติดของตัวเองออกมาจนเริ่มทำให้บรรยากาศเริ่มกลิกแพลงอีกครั้ง


ปึง!!!


“แกจะบ้ารึไงแซ็คไลฟ์!?” ดีเร็คทุบโต๊ะอย่างแรงเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่น่าปลื้มปิติจากพวกเดียวกันเอง

“อย่าหาว่าชั้นโลกสวยสีเขียวหรอกนะดีเร็ค แต่ถ้ายังมีพวกที่ยังรอให้พวกเราช่วยเหลืออยู่เราไม่ไปช่วยพวกเขาดีกว่าหรอ?”
แซ็คไลฟ์แย้งกลับไปด้วยเหตุผลที่เขาตอบแบบนั้นไป

“เขาพูดถูกอยู่ส่วนหนึ่งจากที่ได้ยินมา ถ้ายังมีพวกที่ยังเหลือและยังปกติดีกว่านี้หละเฮ้ย!” บอริสเริ่มเห็นด้วยกับแนวคิดของแซ็คไลฟ์

“บอริส!” นาตาชาต่อว่าว่าที่แฟนตัวเองที่ดันไปเข้าข้างแบบนั้นโดยไม่ได้คิดไตร่ตรอง

“เอ้า! ก็จะให้ทำไงหละที่รัก!? พาพวกเขาไปด้วยกันแล้วไปสุขทุกข์ตายด้วยกันน่ะเรอะ!?”
บอริสถามประชดกลับไป


ปึง!!!


“ถูกแล้ว! และเราจะทำ!” มีเสียงที่ถูกกำปั้นทุบเข้าไปที่โต๊ะอย่างรุนแรงและนั่นทำให้ความหวังอีกกลุ่มที่เสนอนั้นเริ่มเห็นแสงสว่างรำไร

“แม็กนัส!?” บอริสหันหน้าไม่สบอารมณ์ไปยังพวกตัวเองที่ดันไปเห็นด้วยกับการพาผู้รอดชีวิตบางส่วนออกไป

“แม้ว่าพวกเราจะไม่เหมือนพวก B.S.A.A. ในเรื่องพวกนี้มากนักแต่ศักดิ์ศรีของเราน่ะ...มันไม่ยอมอยู่เฉยหรอกฉะนั้นขอเสนอให้ช่วยพวกเขา!!”
แม็กนัสตอบโต้กลับไปอย่างหนักแน่นและพร้อมสนับสนุนด้านนี้อย่างเต็มที่

“จะใจเย็นๆกันก่อนนะครับ! เรายังมีเวลาสรุปกันได้อยู่” กรรชัยพยายามสงบสติทั้งสองฝ่ายที่กำลังตีกันอย่างดุเดือด


ตี้ดๆ! ตี้ดๆ! ตี้ด!!! แม็กนัสพูดมีอะไร?


ขณะการโต้วาทีกันอย่างเดือดดานกลับมีสายเช้ามาพละการเป็นดั่งสัญญาณถึงการพักชั่วคราว
แม็กนัสถอนหายใจชั่วครู่ก่อนจะรับสายอย่างไม่ลังเลและสิ่งที่เขาอดทนรอมาตลอดนั้นก็ส่งผลในที่สุด


[ครับนี่ทางฝั่งกองกำลังสนามบินภูเก็ตนะครับ เราได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตายของพวกทหาร B.S.A.A. หน่วยเดลต้า]
มีทหารจากฝั่งสนามบินที่เข้ามาประจำการรายงานมาทางแม็กนัส

[ว่ามา หวังว่าจะได้ข่าวดี] แม็กนัสยืนรอรับฟังพร้อมที่เหลือในบ้านหลังนี้เหมือนพวกเขายังคาใจอยู่กับการตายของพวกเขามาเนิ่นนาน

[เราได้รับข้อมูลมาจากทางศูนย์บัญชาการของ B.S.A.A. ด้วยเช่นกันครับและเราพบว่าคนที่วางยานั้นคือหัวหน้าทีมบราโว่ที่ขาดการติดต่อไป]
ฝั่งตรงข้ามรายงานสถานการณ์ให้กับแม็กนัสซึ่งนั่นเริ่มทำให้เขาปวดหัวอีกรอบกับการตายของพวกเขา

[ให้ตายไม่ยักจะรู้ว่าจะกลายเป็นการหักหลังในกลุ่มพวกเดียวกันเอง] แม็กนัสรำพึงออกมาเบาๆ

[แต่ว่าตอนนี้หัวหน้าทีมบราโว่เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจไปแล้วครับ นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่หน่วยข่าวกรองของเราไปหามาได้จากพวกนั้น] ฝั่งทางสนามบินรายงานให้กับแม็กนัสอย่างชัดเจนและมีเสียงวุ่นวายเป็นระลอก

[เอาหละฟังชั้นให้ดีๆ ขอประกาศให้เป็นรหัสแดง ‘Poseidon’ นายคงรู้นะว่าต้องทำยังไงต่อไป]
แม็กนัสประกาศคำสั่งฉุกเฉินออกไปจนทำให้ฝั่งนั้นเริ่มอยู่ไม่สุข

[แม็กนัส! นี่พวกนายทำจริงๆใช่ไหม!? ที่ใช้รหัสนั่น!?] เจ้าหน้าที่สื่อสารเริ่มเสียงขึ้นหลังได้ยินคำสั่งที่ไม่ควรจะออกมาใช้

[เราไม่มีทางเลือกแล้ว! ถ้าเรายังอยากจะชนะศึกในครั้งนี้...เราก็ต้องทำ] แม็กนัสตอบกลับก่อนที่จะวางสายไป


ครืด! ไอ้พวกไส้สึก!!! เห้ยใจเย็นก่อนเว้ย!!!


ไม่ทันไรบอริสที่ได้ยินข้อมูลเหล่านั้นเริ่มหัวเสียออกมาพร้อมกับเตรียมเข้าไปแย่งวิทยุจากแม็กนัสต่อหย้าต่อตา
โชคยังดีที่พรรคพวกของตัวเองรีบเข้าไปห้ามอารมณ์ของชายร่างใหญ่คนนี้ไม่ให้บ้าระห่ำเกินกว่าเหตุ


“ดูเหมือนว่ากลุ่มคนพวกนี้จะวางแผนกันมาอย่างดี…” แซ็คไลฟ์ที่กำลังนั่งฟังข้อมูลอยู่นั้น
ทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยกับตัวของตัวเองหากยังอยู่ที่นี่นานขึ้น

“ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามายุ่งก็คงไม่ต้องสงสัยอะไรมากนอกจากเก็บกวาดกลุ่มแกนชั้นนำของพวกนายให้หายไปจากวงการ”
นาตาชาเกริ่นสรุปใจความของตัวเองออกมา

“......” จิมมี่กลับมาเครียดอีกรอบเพราะหากนี่คือการเก็บกวาดหน่วยของเพื่อนตัวเองก็คือการทำลายแกนนำทีมของฝั่งนั้นไปอย่างน่าสลด

“รหัสแดง Poseidon?” จิมมี่แทรกถามการสนทนาด้วยความสงสัย

“อย่าห่วงเลยจิมมี่ พวกเขามาเมื่อไหร่งานนี้อีพวกปลวกแมลงสาบหายไปในพริบตา” กันเนอร์พูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

“ก่อนที่ข้าจะทะลวงลำไส้ของอีพวกนั้นข้าอยากให้เรื่องนี้มันจบๆไป๊ฮึ่ย!!” บอริสโวยวายออกมาตามประสาชาวรัสเซียหัวเสีย
แต่นั่นคือสิ่งที่ทุกคนเองก็รอคำตอบพร้อมทุกคนว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะไปทางไหนกันแน่

“นั่นสินะครับ…” กรรชัยถอนหายใจออกมาชั่วครู่ก่อนจะรวบรวมสมาธิพุ่งเป้าไปยังทางนั้นอย่างไม่ลังเล

“ผมจะแบ่งโหวดกันตามดังนี้นะครับ...ใครที่อยากพาพวกผู้รอดชีวิตที่จำเป็นไปด้วยกันยกมือครับ”


พรึบๆๆ!!


หลังสิ้นประโยคสุดท้ายของกรรชัยของการตัดสินใจครั้งใหญ่ซึ่งมีชีวิตของพวกผู้รอดชีวิตเป็นเดิมพันได้เริ่มต้นขึ้น
สมาชิกบางรายยกมือขึ้นเพื่อลงคะแนนเสียงของตัวเองให้กับการเลือกตัวเลือกนี้ แน่นอนว่าสายตาอำมหิตเริ่มส่งให้กับบางรายที่ไม่เห็นด้วยบางส่วนในนั้นและสายตานั้นก็ส่งกลับมาเช่นเดียวกัน


“โอ๊ะโอ่ว..งานนี้จบไม่สวยแน่ๆเลยแหะ” กรรชัยซึ่งตัวเองก็ยกเพื่อให้สิทธินี้ด้วยเริ่มมองเห็นสถานการณ์อันเลวร้ายกว่าเดิมอีกไม่ไกล

“...ไม่แปลกใจที่นายไม่ยกมือคุณกันเนอร์” ลีออนทักชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ยกมือในการพาผู้รอดชีวิตบางส่วนออกไป

“สิทธิใครสิทธิมันสิฟระ ชั้นมีเหตุผลพอที่จะเถียงได้หละว่าทำไมถึงไม่ยก” กันเนอร์สวนกลับออกไปอย่างหน้าตาย

“อ้าวเห้ย! มึงเป็นคนเสนอช่วยคนแท้ๆไหงไม่ยกฟระ!?” บอริสพึ่งเอะใจกับการตัดสินใจของกันเนอร์ว่าทำไมเขาถึงไม่ยก

“กูเปลี่ยนใจแล้ว...กูก็แค่พูดในส่วนของพวกมึงแต่มันไม่ได้เหมากูด้วย โทษทีหว่ะ” กันเนอร์ตอบกลับ

“...” สายตาดีเร็คจ้องไปทางแซ็คไลฟ์ที่ไม่แปลกเท่าไหร่นักที่เขานั้นจะไม่เห็นด้วยกับความเห็นนี้

“เอาหละครับ...ใครที่ต้องการที่จะเก็บกวาดพวกติดเชื้อให้มากที่สุดกรุณายกมือด้วยครับ” กรรชัยบอกตัวเลือกที่สองต่อมา


พรึบๆ!!


สมาชิกที่ไม่ได้ยกในวิธีแรกนั้นพร้อมใจกันยกมือประสานจังหวะพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งนั่นทำให้เห็นความไม่แน่นอนเข้ามาในที่สุด


“มาเปลี่ยนใจทีหลังหรอกหรอแซ็คไลฟ์?” ดีเร็คมองหน้าเพื่อนร่วมทีมตัวเองเปลี่ยนใจกระทันหันมาเลือกวิธีนี้แทน

“มันไม่เกี่ยวกับนาย...นี่คือการตัดสินใจของชั้น” แซ็คไลฟ์ตอบกลับก่อนจะไม่พูดอะไรอีก

“เวรหละ...” บอริสกวาดสายตาคะแนนเสียงโหวด
พร้อมกับนับเลขในใจก็พบว่าทั้งสองฝั่งนั้นห่างกันแค่หนึ่งคะแนน
นั่นทำให้สรุปผลออกมาอย่างง่ายดายว่าเสียงช่วยคนออกไปนั้นชนะฉิวเฉียด

“มติออกมาแล้วนะครับว่าทุกคนเตรียมที่จะ-”


เดี๋ยวก่อน!! !?


มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องประชุมพวกเขาและยกมือร่วมวงด้วยแม้ว่าตัวเองจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม


“นาเดียเธอไม่ควรจะมาในห้องนี้กลับไปซะ!” แม็กนัสไล่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยังดวงดีรอดมาได้จนตอนนี้

“ขะขอร้องเถอะค่ะ...หนูอยาก...ให้พวกเขาไปสบายไม่มาทรมานมากกว่านี้แล้ว…” เธอตอบกลับพร้อมตีหน้าเศร้าส่งให้อย่างชัดเจน

“...ฉันเข้าใจดีนะว่าเธออยากช่วยนาเดีย แต่นี่คือเรื่องของพวกผู้ใหญ่เขา” นาตาชารีบเข้าไปหานาเดียเพื่อให้เธอสงบจิตใจลงมาระดับหนึ่ง

“แต่ว่า...แต่หนูไม่อยาก...ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว...ไม่เอาแล้ว..” นาเดียโผเข้ากอดนาตาชาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุด
ใบหน้าของหญิงสาวเอเชียคนนี้เริ่มแสดงความอ่อนโยนต่อเธอ

“เดี๋ยวฉันพานาเดียไปก่อนแล้วกัน จะสรุปยังไงก็ตามสบายกันเลย” นาตาชาขอแยกตัวออกมาเพื่อพานาเดียไปพักผ่อน

“นาเดีย…” กรรชัยมองใบหน้าของเด็กน้อยที่อยากจะมีสิทธิใช้เสียงด้วยความเต็มใจและเขาเองนั้นก็ได้รับความรู้สึกนั้นแม้ว่าเธอจะไม่บอกอะไรมาก็ตาม


ความรู้สึกนั้นเริ่มหวนกลับมาหาเขาอีกครั้งถึงการตัดสินใจในตอนนั้น….ตอนที่เขาได้รับรสชาติของคำว่าเลือดนองสนามรบและการตัดสินใจในทางที่ถูกและผิดอยู่ในนั้น
หากนี่คืออำนาจรับผิดชอบของตำแหน่งผู้บัญชาการ เขาจะต้องรับฟังทุกด้านไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกันหรือพลเมืองก็ตาม...


“เอาหละยังไงก็ตามเถอะนะมติออกมาแล้วว่าเราต้องไปช่วยคนพวกนั้น...รีบดำเนินการกันต่อ” แม็กนัสทักหัวข้อเรื่องเก่าให้ทราบชัดเจนว่าผลออกมาเรียบร้อย


ปึง!!! มติไม่เอกฉันทน์!!! แกว่าไงนะ!?


มือของกรรชัยทุบลงโต๊ะเพื่อค้านคำพูดของแม็กนัสและประกาศอย่างเด็ดขาดจนทำให้ตัวแม็กนัสนั้นเริ่มอารมณ์ขึ้นอีกครั้ง
กับการกระทำที่ไม่น่าให้ไว้วางใจของกรรชัย(แน่นอนว่าที่เหลือเองก็เช่นกัน)


“จำนวนเสียงเท่ากัน...ทั้งสองฝ่ายต้องหารือกันอีกรอบไม่ว่าจะยังไงก็ตาม” กรรชัยตอบกลับ

“เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้แล้วยังจะมาพูดอีกเรอะกรรชัย!?” แม็กนัสยังคงเถียงกลับไปเหมือนเดิม


ผัวะ!! โอ้ยไอ้เตี้ยมึงทำอะไรของมึงเนี่ย!?


“ฟังให้ดีแม็กนัส!! การที่เธอเข้ามาออกเสียงนั้นมันไม่ได้หมายความว่าเธอคือพลเมืองหรือผู้รอดชีวิตไม่มีตัวตนในสายตา!
แต่นั่นคือสิ่งที่เราต้องรับฟังทุกฝ่ายไม่ใช่แค่ฝ่ายเราฝ่ายเดียวเท่านั้น!”
กันเนอร์ตบหัวของแม็กนัสก่อนจะเทศนาให้ฟังอย่างเต็มที่

“แต่มึงเองก็เคยทำอยู่เหมือนกันไม่ใช่รึไงเล่า!?” แม็กนัสยกเรื่องอดีตขึ้นมาเถียงกันเนอร์
จนโดนเข้าไปอีกหนึ่งมะเหงกในฐานะญาติด้วยกันเอง

“ไอ้เวร! มึงอย่าเอาเรื่องอดีตพวกนี้เข้ามาปวดกบาลในเวลานี้เฟ้ย!” กันเนอร์ด่าใส่แม็กนัสเป็นชุด

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าอดีตของพวกคุณเป็นยังไง แต่ถ้ายังจะเถียงกันอยู่แบบนี้หละก็เราจะใช้มาตรการของพวกเราเอง” ดีเร็คเริ่มเถียงขึ้นมาอีกคน
เพราะเริ่มทนการประชุมนี้ขึ้นมาไม่ไหวเสียแล้ว

“คิดจะใช้มาตรการพาคนออกไปหรือไงกัน?” กรรชัยถามดีเร็คและแน่นอนว่าเขาพยักหน้า

“...นายแน่ใจหรอว่าไหวหน่ะดีเร็ค?” จิมมี่ถามเพื่อนของตัวเองด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ไหวก็ต้องไหวหละ ไม่งั้นพวกเขาจะส่งพวกเรามาทำไมกันหละว่ามั้ย” ดีเร็คตอบกลับ

“คนนับสิบแต่ประชากรเกือบร้อยคนนายมันบ้าดีเร็ค” บอริสเริ่มเถียงอีกคนเพราะความบุ่มบ่ามของใครบางคน

“อย่างน้อยก็ไม่ได้หื่นกามตีหลี่เหมือนใครบางครแถวนี้หรอก” ดีเร็คประชดกลับไปอย่างเต็มใจจนจิมมี่รับรู้ถึงชะตากรรมของเพื่อนตัวเอง
ว่าไปว่าบอริสแบบนั้นถ้าไม่บาดเจ็บออกมาก็คงอัดเป็นปลากระป๋องในห้องน้ำ

“เห้ยนี่แกอยากตายก่อนวัยใช่ไหม!?” บอริสเริ่มฉุนขาดเมื่อมีคนไปว่าเขาตรงๆแบบนั้น


พรึบ!!! พอเลยทั้งคู่!! แยกวงมวยเดี๋ยวนี้หรือจะให้กูยิงพวกมึงก่อน!?


ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มไม่ลงรอยกันอย่างเห็นได้ชัดจนกันเนอร์ต้องรีบลุกขึ้นและชักปืนออกมาขู่ทั้งสองฝั่งให้อยู่ในความสงบ


“กูไม่อยากจะสนปากหมาที่มันเห่าหอนแถวนี้หรอกนะเฟ้ย! มึงเห็นใจพวกกูบ้างบอริส!”
กันเนอร์ต่อว่าพรรคพวกของตนเองจนบอริสเริ่มอารมณ์เย็นลงมาบางส่วน

“ส่วนแกดีเร็ค...หัดรวบคุมอารมณ์ซะบ้างก็ดี! กูจะได้ไม่ต้องเปลืองกระสุนนักนี้ใส่ข้างๆมึง”
นอกจากนี้กันเนอร์ยังหันไปตำหนิดีเร็คเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้ว่าหากยังทะเลาะกันอยู่อย่างนี้คงจะเสร็จพวกนั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ปึง!!! ขอโทษที่ทำให้รอนาน….ไอ้ขาเดี้ยง


ขณะการประชุมและวงวิวาทชั่วคราวอยู่นั้นมีหนุ่มช่างกลรีบวิ่งเข้ามาข้างในบ้านพร้อมโน๊ตบุ้คประจำกายของตัวเอง
ใบหน้าที่รีบร้อนและดวงตาเบิ่งกว้างราวกับค้นพบสิ่งที่พลิกชะตาของพวกเขาได้


“มึงมาทำหอกอารายไอ้ไอแซ็ค!?” กันเนอร์ตะหวาดใส่ไอแซ็คที่นอกจากจะหาเรื่องให้พวกเขาแล้วยังจะมาป่วนการประชุม

“ถ้ากูไม่มานี่มึงจะยินดีใช่ไหม?” ไอแซ็คประชดกลับไป

“เออ!!” กันเนอร์ประชดกลับเช่นกันพร้อมทำหน้าตาเดือดดานใส่เป็นของตบท้าย

“ได้ข้อมูลมาแล้วหรอไอแซ็ค?” กรรชัยถามไอแซ็ค(ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเบ้ไปเสียแล้ว)

“เออ...แล้วน่าสนใจซะด้วยเลยทำสรุปมาให้กับพวกคนแก่บางประเภทอีกด้วย” ไอแซ็คยังคงพูดประชดและเสียดสีถึงใครบางคนอีก

“เนี่ยไงไอ้เตี้ย! มึงแก่ที่สุดในกลุ่มแล้ว!” แม็กนัสล้อเลียนญาติของตัวเอง

“ใช่แล้ว...ข้าในฐานะอวุโสที่สุดแล้วพวกมึงต้อ...ไอ้เวรแม็กนัสมึงอยากจะสูญพันธุ์ไหม!!?” กันเนอร์เผลอตัวตามนิสัยของเขาและมอบความฮาให้
จนสมาชิกบางรายเริ่มผุดยิ้มขึ้นมาบ้างหลังจากตึงเครียดมาระยะหนึ่ง


พรึบ! เอาหละมาดูกัน


ไอแซ็ครีบวางโน๊ตบุ้คของตัวเองลงกับโต๊ะและทำการคีย์ข้อมูลที่หามาให้อย่างรวดเร็วทันใจ


“อย่างที่เห็น นี่คือสินค้าของอัมเบรล่าที่โอนจ่ายให้กับพวกคลีนเนอร์ในการซื้อเครื่อง Psycho Wail
เราเรียกมันว่าเครื่องสะกดจิตสามารถใช้ได้กับบุคคลที่มีสภาพวะจิตใจสิ้นหวังหรือความเครียดมหาสารที่ไม่สามารถปล่อยออกมาได้
ส่วนหลักฐานนั้นมีอยู่ให้เห็นแล้วถึงสองที่ซึ่งโชคดีมากที่กู้ไฟล์มาได้ทันเวลาก่อนที่พวกนั้นจะมาลบข้อมูลทิ้ง”


ซ่า!!!


เมื่อไอแซ็คเปิดวีดีโอซึ่งกู้มาได้ทันเวลาพบกับภาพจากกล้องวงจรปิดในสนามบินภูเก็ตก่อนที่จะโดนถล่มเละไม่เหลือซากเป็นชิ้นดี
พบว่ายังมีกลุ่มทหารและตำรวจจำนวนมากรวมถึงนักข่าวท้องถิ่นหรือต่างประเทศกำลังทำงานกันปกติ
จนกระทั่งมีรถคันหนึ่งซึ่งถูกบันทึกจับภาพได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับยกเครื่อง Psycho Wail ขึ้นและทำการส่งคลื่นกระจายไปทั่วบริเวณรอบนอกสนามบิน

แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นและมีการเคลื่อนที่ของกองกำลังทหารบางส่วนเพื่อไปตรวจสอบ แต่ไม่นานนักทุกคนในบริเวณเริ่มเดินทางออกจากบริเวณสนามบิน
และสละของมีค่าทุกอย่างเอาไว้ที่นั่นก่อนจะหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุว่าพวกเขาหายไปไหน


“ไม่น่าหละว่าตอนออกมาสำรวจในตอนนั้นถึงโล่งโจ้ง” บอริสมองดูวีดีโอบันทึกอย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับลูบคางของตัวเอง

“ไอ้พวกนี้มันฉลาดนะ เอาทหารและพลเมืองท้องถิ่งเป็นตัวประกันเป็นไพ่ไม้ตายหลักของพวกมัน…” แม็กนัสบ่นรำพึงอยู่คนเดียว

“พวกที่กลุ่มของนายได้ช่วยเหลือไปบางส่วนแล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกทหารและตำรวจ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ช่วยไม่ทันเวลา”
ลีออนวิเคราะห์ข้อมูลคร่าวๆออกมา

“ปราบใดก็ตามที่พวกนั้นยังจับพลเรือนเอาไว้แบบนี้การทำงานของพวก B.S.A.A. ยิ่งลำบากกว่าเดิม” กรรชัยมองดูวีดีโออย่างเคร่งเครียดและพยายามหาวิธีรับมือกับเรื่องพวกนี้

“...อยู่เฉยๆเว้ยพ่อหนุ่มขอดูแป้บนึง” กันเนอร์เอื้อมมือไปยังตรงซอกปกคอเสื้อของแซ็คไลฟ์ซึ่งมีอะไรบางอย่าเตะตาเขาอย่างมาก


เมื่อกันเนอร์หยิบสิ่งนั้นออกมากลับพบว่ามันคือหมากฝรั่งที่ไม่ควรจะมาติดตามเสื้อแบบนี้นอกจากถูกดัดแปลงมาให้ทำอะไรบางอย่างเข้า
ก่อนที่เขาจะทำการบี้มันอย่างง่ายดายและพบกับอุปกรณ์ขนาดเล็กอยู่ในนั้นคล้ายกับไมค์ขนาดเล็กซ่อนเอาไว้ในนั้น


“ชิปเป๋งแล้วไงหละ ตรวจสอบด่วนจี๋ทีไอแซ็ค” กันเนอร์เริ่มรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่กำลังจะตามมาซึ่งเขาแค่ภาวนาว่าอย่าให้มันเป็นอย่างื่เขาคิดเอาไว้

“ไมค์ดักฟัง ระยะของมันเหมาะสำหรับการสอดแนมตามร้านกาแฟหรือที่ทั่วไป”
ไอแซ็คอธิบายอุปกรณ์นี้โดยคร่าว

“แสดงว่าเจ้าของนี่คงอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ผมจะรีบติดต่อพวกที่ลาดตระเวนตรวจสอบให้แล้วกันนะครับ” กรรชัยรีบคว้าวิทยุสื่อสารพร้อมกับแจ้งข่าวอย่างไว

“เรื่องของพวกชาวบ้านเอาไว้ต่อกันทีหลังเพราะตอนนี้เราโดนพวกนั้นดักฟังแบบนี้คงอยู่ไม่ไกลหรอก” แท็กนัสคว้าปืนตัวเองจากผนัง
และรีบเดอนออกไปตามล่าหาเจ้าของเครื่องดักฟังตัวนี้อย่างใจจดใจจ่อ

“จิมมี่นายจะไปไหน?” เพื่อนของเขาเริ่มลุกตามแม็กนัสไปเหมือนเขานั้นจะมีธุระอะไรบางอย่างเข้า

“จะไปดูยัยจอมขี้แงหน่อย ไม่อยากให้มันเป็นผีทะเลเฝ้าอยู่ที่นี่ก่อนวัยอันควร” จิมมี่ตอบกลับ


ปึง!


ชายทะเลของหมู่บ้านกันดามุก
4:27น.


สายลมหนาวเหน็บเริ่มซัดเข้าฝั่งอย่างเชื่องช้าพร้อมกัลเสียงเพลงอันโหยหวนที่กำลังร้องโอดครวญครางไปด้วยความเศร้าโศก
ท้องฟ้ายังคงแสดงความืดมิดให้เห็นแม้จะเริ่มเช้าปล้วก็ตาม ดวงดาวเริ่มลับจากหายไปและแทนที่ด้วยก้อนเมฆหนาอต่างรูปร่าง


“โดนจับได้เสียแล้ว” มีเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดสบถออกมาอย่างน่าเสียดายพร้อมด้วยสมาชิกที่กำลังสุมหัวฟัง

“งานนี้คุณอาโมโหไฟลุกท่วมหมู่บ้านแน่ๆ” เสียงของนิกซ์เกริ่นความน่ากลัวของอาตัวเองออกมา

“อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าพวกเขาจะอะไรต่อไปแต่ในตอนนี้เราควรจะ...ทำยังไงกับทราวิสและนาเดียดี”
มีเสียงเด็กหนุ่มอีกคนทักออกมา

“ทราวิสน่ะยังไงพวกนั้นไม่ยอมให้มีรอยขีดข่วนอยู่แล้วหละ แต่นาเดียนี่น่ะสิ...นางพกดวงเต็มกระเป๋าล้วนๆ” นิกซ์พึมพำไประหว่างใช้ความคิดในเวลาเดียวกัน

“และดูเหมือนว่าโชคของเธอจะหมดลงอีกในไม่ช้า” ดวงตาสีเขียวมรกตซึ่งบัดนี้กลายเป็นดวงตาเปลือกนอกที่อาไว้พรางตัวร่างที่แท้ของตัวเองไว้
เพ่งมองไปยังของบางอย่างซึ่งเขานั้นนำมาให้ดู

“นายจะปลูกต้นมะพร้าวก็ไม่บอกนะแซมจะได้ช่วยทำให้!” นิกซ์แซวเพื่อนตัวเองอย่างสิ้นคิด

“คือนิกซ์...ขอร้องเลิกเล่นทีนะเห้ยนี่งานซีเรียสนะ” อายุตะบ่นใส่เพื่อนของตัวเองและยังส่ายหัวออกมาอย่างรวดเร็ว


ฟุบ!!


“ลองดูนี่สิ...มีอะไรผิดสังเกตุไหม?” แซมยกพลั่วซึ่งเป็นชิ้นเดียวกับชิ้นที่นาเดียถือเอาไว้ในตอนนั้น

“อืม...นะนั่นมัน...โอ้วพระเจ้า…” อายุตะเพ่งมองสังเกตุตามบริเวณพลั่วและพบกับก้อนสีแดงซึ่งยังสดใหม่แม้จะอยู่ข้างนอกมานานแล้วก็ตามที

“นั่นมันอะไรน่ะอายุตะ กลิ่นมันเน่าสุดๆ” นิกซ์เริ่มสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไรแต่อายุตะไม่ยอมตอบเสียทีจนท้ายที่สุดเขาก็ตอบ

“มันคือสมอง ซึ่ง...อยากจะบ้าตายชะมัด” อายุตะตอบออกมาอย่างขมขื่นก่อนจะมองดูก้อนเนื้อสมองชิ้นนั้นอย่างรันทดอย่างหนัก


อุบ!!! จะบ้าตาย!! แหวะ!!!


ไม่ทันขาดคำนิกซ์วิ่งหาที่ปลดปล่อยของเสียจากร่างกายออกมาบางส่วนเพราะแค่สิ่งนั้น
แต่สำหรับแซมนั้นกลับเป็นเรื่องปกติอาจเป็นเพราะการสังหารผู้คนเพื่อแลกมากับอาหารอย่างเลือดนั้นคือสิ่งที่ชินจนเคยตัวไปแล้ว


“ยะอย่าบอกนะว่านาเดียฆ่าคนน่ะ? ถ้าใช่นี่มันแย่กว่าที่ผมคิดเอาไว้อีกนะเนี่ย” อายุตะเริ่มคาดคะเนก่อนจะเริ่มมีความรู้สึกไม่ดีกับเรื่องดวกนี้

“แต่เธอไม่เคยที่คิดจะสู้สักครั้งเลยนะ! ส่วนใหญ่หลบอยู่ข้างหลังพวกเราตลอดเวลาที่เรามีเรื่องสู้กัน” นิกซ์อธิบายเหตุผลถึงเรื่องความบริสุทธิ์ใจของนาเดีย

“นั่นคือสิ่งที่ยังคาใจอยู่ไงหละ เพราะชั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเทไปด้านไหน” แซมรำพึงออกมาด้วยความไม่แน่ใน

“หมายความว่าไงว่า...เทไปทางไหน?” อายุคะสงสัยกับคำพูดของแซม

“เพราะว่า…”


ฟิ้ว!!! วืบ!!! ไม่โดนหรอก!!!


ระหว่างการสนทานของสามเหลอกลับมีมะพร้าวความเร็วสูงขว้างเข้ามาสลายชุมนุมและพุ่งเป้าหมายไปยังนิกซ์แค่คนเดียว
โชคดีพอที่เธอนั้นหลบกระสุนลูกมะพร้าวได้อย่างหวุดหวิดแถมยังหยอกล้อที่คนปามานั้นว่าวอีกต่างหาก


“ไม่โดนสักนิสกัปตัน!!!” นิกซ์หยอกล้อคนที่ปามาแถมเจ้าของลูกมะพร้าวลูก

“เป็นชั้นหละก็จะมองข้างหลังนะเว้ย!” เสียงของจิมมี่ตะโกนเตือนเมื่อเห็นลูกมะพร้าวที่ตัวเอง
โยนใส่เธอแล้วพลาดกลับมีคนรับได้แถมยังหมุนลูกมะพร้าวเตรียมโขกหัวใครบางคนอีก


โป้ก!!! เจี้ยกกก!!!


“สมน้ำหน้าเว้ย!!!” จิมมี่หัวเราะออกมาอย่างสะใจเมื่อมีคนช่วยแก้เผ็ดให้กับนางอย่าสาสม

“ประชุมเสร็จแล้วหรอครับ?” อายุตะลุกขึ้นปัดทรายตามกางเกงที่ส่วมใส่อยู่ก่อนจะเดินไปหาจิมมี่

“ไม่เชิงว่าเสร็จหรอก พอดีมีเรื่องวุ่นเล็กน้อยหลังนาเดียเข้ามาป่วนที่ประชุม” จิมมี่ตอบกลับ

“เดาว่าคงไม่ได้มาแค่นั้นใช่ไหม?” แซมทักเขากลับไปอย่างนิ่งเฉยจนกระทั้งจิมมี่โยนอะไรบางอย่างไปให้

“ของนายใช่ไหม?” จิมมี่ถามหาเจ้าของผลงานไมค์ดักฟังขนาดจิ๋วที่ไปติดตรงปกคอเสื้อของดีเร็ค


ปังๆ!!! ว้ากก!!! กรี้ด!!!! ถอยไปก่อน!!!


ท่ามกลางทำลายกำแพงความคาใจระหว่างสองหนุ่มภายด้านหลังของพวกเขากลับมีเสียงปืนพร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่ากลัวตามมาไม่ขาดสาย
เสียงคำรามของทหาร Z.S.S. และ B.S.A.A. ที่กำลังปกป้องที่นี่กำลังเคลื่อนพลกำจัดสิ่งแปลกปลอมอีกครั้ง
แม้ในใจของอายุตะจะวิ่งตะหวัดดาบออกไปช่วยพวกเขาแต่ก็ไม่สามารถทิ้งเพื่อนของเขาเอาไว้ที่นี่ได้


“พังไวกว่าที่คิดแหะ” แซมดึงสายที่ซ่อนอยู่ในหมากฝรั่งออกมาก่อนจะขว้างลงทะเลไปอย่างไกล

“ตามสามัญสำนึกยังไงซะคุณอาเองก็อยากจะช่วยพวกเขาเช่นกันหละและพวกที่เหลือด้วยเช่นกัน”
นิกซ์รำพึงอยู่คนเดียว

“แต่อีกไม่นานคงได้สรุปหละ เราเองก็อยู่ที่นี่นานไม่ได้ด้วย………” สิ้นประโยคคำพูดนั้นจิมมี่กลับนิ่งไปและไม่สนใจอะไรอีก


กัปตัน….กัปตัน?? กัปตัน!!! !!?


นิกซืเริ่มรับรู้ความรู้สึกของเขาเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากมาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
ทั้งสมาธิและดวงตาทั้งสองคู่นั้นลอยละล่องออกไปจากทะเลอย่างว่องไวอยู่บ่อยครั้ง
ด้วยความสงสัยของเธอจึงไม่มีทางเลือกมานักนอกจากถามเขาอย่างตรงไปตรงมา

เธอเรียกชื่อเขาถึงสามสี่ครั้งกว่าสติของจิมมี่จะกลับมา แม้ว่าเขาจะกลับมาได้ชั่วครู่ดวงตาความหม่นหมองของเขายังคงแสดงให้เห็นอยู่ไม่ว่ายังไงก็ตาม
แซมรู้ดีว่าทั้งสองคนอยากจะคุยกันส่วนตัวจึงลากอายุตะออกห่างจากทั้งสองคนและคุยเรื่องปริศนากันต่อให้กระจ่างขัย


“นิกซ์บอกหรือยัง?” ก่อนที่อายุตะจะเปิดปากถามคนที่อยู่เบื้องหน้านั้นกลับโดนตัดชิงไปเสียก่อนได้
แถมยังตั้งคำถามที่เขานั้นไม่อยากจะตอบมากนักเพราะเขาสัญญากับเธอเอาไว้ แต่หากนี่คือสถานการณ์ซีเรียสจึงไม่มีทางเลือกมากนัก

“อ่า...ตั้งแต่ตอนผลัดเวรกันในตอนนั้น…” อายุตะตอบกลับและยังคงเกร็งอยู่บางส่วนเมื่อเขาได้พบเจอกับผีดูดเลือดไม่อิงนิยายอยู่เบื้องหน้า

“กลัวหรือไง?” แซมถามอายุตะโดยมีสายตาเล่ห์เหลี่ยมจ้องมองเขาอยู่อย่างมิดชิด

“ไม่หรอก...แค่ปละหลาดใจมากกว่าที่ยังมีอีกคนที่เหมือนกับเธอ…” อายุตะตอบกลับก่อนที่จะถอนหายใจออกมาชั่วครู่

“การเก็บความลับเอาไว้มันก็ดี แต่ระวังเอาไว้แล้วกันว่าอย่าให้ความลับนั้นเข้ามาทำร้ายตัวเอง” แซมรำพึงอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะกลับมาสนใจกับก้อนเนื้อชิ้นนั้น

“จะเอาเวลาฆ่าไปกลับเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้หรอกนะมถ้าหาอะไรเจอได้ก็รีบเข้าเถอะ” อายุตะเตือนด้วยความหวังดี

“...มีวิธีเดียวที่จะรู้ว่านาเดียฆ่าคนหรือไม่ ซึ่งนายอาจจะขยะแขยงเอาเรื่อง” แซมเตือนบางอย่างกับอายุตะด้วยความหวังดี
ก่อนที่เขานั้นจะ…


งั่ม อุบ...ให้ตาย!


หากไม่ใช่เพราะความไม่ปกติของเขาคนทั่วไปอาจมองเขาว่าเป็นพวกวิกลจริตไปแล้ว
เศษเนื้อสมองค่อยๆถูกกลืนกินเข้าไปในปากของแซมอย่างบรรจง ความรู้สึกของเขานั้นกำลังมีสีหน้าเพิดเฉยกับรสชาติของมันแต่กำลังสนใจบางอย่างมากกว่า


“.....” แซมนิ่งไปหลังจากการกินอันน่าพิศวาสจนอายุตะเริ่มเป็นห่วงอยู่ส่วนหนึ่งว่าเขาหิวหรือว่าอะไรบางอย่าง

“บอกแล้วว่าไม่ต้องมายุ่งกับชั้นไงนิกซ์!!” เสียงตะหวาดจากสองคู่นั้นเริ่มดังขึ้นหลังมีการสนทนาซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติเท่าที่ควร

“ทำไมถึงไม่บอกเหตุผลมาล่ะ!” เสียงของนิกซ์เริ่มดังขึ้นตามเจ้าของเสียงคนก่อนหน้านั้น

“เฮ้ๆ! อย่าทะเลาะกันเลยนะทั้งคู่น่ะ!” อายุตะรีบวิ่งเข้าไปห้ามทั้งคู่ไม่ให้เกิดการทะเลาะแต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

“ออกไปซะอายุตะ นี่เรื่องระหว่างชั้นกับไอ้ยัยขี้แยนี่!” จิมมี่เริ่มหัวเสียใส่อายุตะทั้งๆที่เขานั้นไม่เคยแสดงอาการแบบนี้มาก่อน

“ไม่เอาน่าจิมมี่ใจเย็นก่อน” อายุตะยังคงพยายามกล่อมให้จิมมี่สงบสติลง

“กัปตัน! พูดมาสิว่าทำไม!?” นิกซ์กลับต้อนจิมมี่ดข้าจนมุมเสียเองจนจิมมี่เริ่มอยู่ในสภาวะแย่มาก

“ก็เพราะชั้นไม่อยากให้เธอตายเหมือนกับแซมมี่ไงหละ!!”
จิมมี่ตะคอกใส่นิกซ์ต่อหน้าต่อตาจนทำให้เธอเหวอไปชั่วขณะ(รวมถึงอายุตะเช่นกัน)

“....กัปตัน” นิกซ์เรียกชื่อเขาอีกครั้งในสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักหลังจิมมี่ระเบิดลงเธออย่างเต็มที่

“เพราะอะไรน่ะเรอะ!? ก็เพราะชั้นไม่อยากให้เธอต้องมาพบจุดจบแบบเดียวกับสิ่งที่ชั้นเจอ!!
ที่รอดตายจากเกาะนั่นได้มันยังไม่เรียกว่ารอดหรอก...แต่มันคือการทรมานให้ชั้นต้องมาหลอกหลอนที่ยังทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป!!!”


จิมมี่ใส่อารมณ์คำพูดความรู่สึกทั้งหมดที่เขาปิดกั้นมาตลอดใส่นิกซ์อย่างไม่ยั้ง ทุกคำพูดทุกประโยคเริ่มเผยด้านมืดในใจของจิมมี่ออกมาจนหมดพร้อมกับสายน้ำที่ไหลออกมาจากดวงตาของเขา
สิ่งที่อายุตะมองเห็นสภาพของจิมมี่ในตอนนั้นคือผู้ชายผู้ถูกชะตาทอดทิ้งให้พบกับสิ่งที่เขานั้นจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต


“ถ้าชั้นไปเร็วกว่านี้...ชั้นก็คง...ช่วยเธอทัน.....” มือทั้งสองด้านของเขาเริ่มสั่นคลอนจากความกลัวของตัวเอง
ใบหน้าที่เขานั้นพูดถึงเริ่มปรากฎออกมาให้เห็นถึงผู้หญิงที่เขารักใคร่
แม้จะไม่ใช่แฟนตัวเองแต่เธอคือคนที่เขานั้นดูแลเธอราวกับสมาชิกในครอบครัวที่เหลืออยู่

“...คุณจิมมี่” อายุตะเข้าใจความรู้สึกของจิมมี่ดีว่าเขาทำอะไรลงไปกับผู้หญิงคนนั้นโดยไม่ต้องคาดเดาอะไรมาก

“ก่อนเกิดเรื่อง...ชั้นกำลังสังสรรค์ในงานปกติเหมือนกับเธอแต่...หลังจากนั้นเธอโทรมาด้วยความกลัวก่อนจะมีเสียงกรีดร้องตามมา
ชั้นวิ่ง...วิ่งไปที่ท่าเรือให้เร็วที่สุด…
เมื่อมาถึงก็พบกับเธอ...ที่กำลังกัดกินนักท่องเที่ยวแล้วมองมาทางชั้น...ชั้นไม่มีทางเลือก...ชั้นไม่มีทางเลือก…”


ร่างของจิมมี่ทรุดลงกับพื้นทรายที่ร่วนหยาบบ่อน้ำตาซึ่งถูกกักเก็บเอาไว้มานานมากเริ่มปะทุแตกออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ความเศร้าเริ่มคลอบคลุมพร้อมกับเสียงร้องไห้จากลูกผู้ชายที่สู้ชีวิตมาถึงจนตอนนี้โดยมีบาปตราตรึงอยู่ในใจฝังลึกมาตลอดเวลา


“ตลอดเวลาที่ผ่านมา...ชั้นคิดมาตลอดว่าจะอยู่ไปทำไมกันในเมื่อตอนนี้ก็ไม่หลือใครให้คอยใกล้ชิดอีกแล้ว
เพราะอะไรกัน…” บทสนทนาของเขาทำให้อายุตะเริ่มรู้สึกถึงตัวตนด้านมืดของตัวเองแต่ก่อน
ที่สิ้นหวังและท้อแท้หลังเสียญาติคนเดียวที่เขามีจากภารกิจกู้ประเทศบ้านเกิดของตนเอง
สิ่งเดียวที่เขาอยากจะทำในตอนนั้นคือการฆ่าตัวตายและตายให้พ้นไปจากโลกใบนี้แต่ท้ายที่สุดเขาก็เลิกที่จะคิดแบบนั้น

“ชีวิตคนเรามันต้องเดินต่อไปข้างหน้าจิมมี่ ไม่ใช่ย่ำยีอยู่กับอดีตของตัวเอง”
เสียงของแซมพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปชั่วครู่

“(ในใจของอายุตะ)โธ่วเว้ยหมดพระเอกสักครู่นึงเลย…”

“แกจะไปเข้าใจอะไร?” จิมมี่เถียงกลับเพราะเขารู้ดีว่าคนที่ไม่มีสันตายอย่างแซมนั้นคงจะหลงลืมสิ่งที่เรียกว่าบทเรียนแห่งชีวิตไปแล้ว

“ทำไมจะไม่เข้าใจหละจิมมี่ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีใครรู้ตั้งแต่แรกและชั้นจะไม่มานั่งซึมจุ้มปลุ้กอยู่แบบนี้หรอก” แซมเถียงกลับไปและกลับไปหลับตาอย่างเดิมต่อ

“.....” สิ่งที่นิกซ์ยืนฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นทำให้เธอรู้ถึงความจริงอันแสนเศร้าที่เขานั้นจะไม่มีวันลืม
ชายผู้ซึ่งมีความแข็งแกร็งพาทุกคนรอดมาจากเกาะนรกแห่งนั้นได้นั้นกลับมีเรื่องโศกนาฏกรรมที่เธอนั้นไม่คาดคิด


หมับ!!! !!?


ความอบอุ่นจากสาวน้อยจอมขี้แยในสายตาของเขาเริ่มส่งผ่านทางกอดอันแน่นแฟ้ง น้ำตาจากเด็กตัวน้อยๆ(ไม่น้อยแล้วนะ)
อย่างเธอนั้นค่อยๆไหลรินอาบแก้มของเธอด้วยความทุกข์และความรู้สึกที่กดดันมาตลอดเวลา
วินาทีแรกของจิมมี่ในตอนนั้นอยากจะผลักร่างของเธออกไปเพื่อไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ในที่สุดก็สู้กับความต้องการความอบอุ่นจากคนที่เขารักไม่ได้

เขากอดเธอแน่นขึ้นราวกับไม่อยากเสียเธอไปเหมือนกับเสียซาร์แมนธ่า สตอร์การ์ด คนที่เขารักมากที่สุดไป
ดวงตาของอายุตะเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเห็นทั้งคู่หายคืนดีกันแต่ยังคงแฝงความกังวลและความกลัวของตัวเองเอาไว้
เพื่อหนีอะไรบางอย่าง แม้จะมีคนมาขุดคุ้ยแต่ก็ไม่มีใครเข้าใจไปมากกว่าเพื่อนสนิทตัวเองอย่างนิกซ์


“...!!? แฮ่ก...แฮ่ก...แฮ่ก…” ระหว่างโมเม้นแห่งความอบอุ่นอยู่นั้นกลับมีอีกด้านหนึ่งเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

“นายไหวหรือเปล่าแซม ทำหน้ายังกะเจออะไรเข้าให้มา” อายุตะถามคนที่เขาไม่สามารถเดาได้ว่าอารมณ์ของเบาจะไปยังไง

“เจอสิ...และปละหลาดใจด้วย” แซมตอบกลับก่อนจะมองพลั่วชิ้นนี้อย่างละเอียด

“แค่กินก้อนเนื้อสมองเข้าไปมันจะแหวะพออยู่แล้ว แล้วยังจะมายูเรก้าในตอนนี้อีกนี่มัน...พิลึกสุดๆ”
อายุตะบ่นรำพึงออกมากับพฤติกรรมแปลกๆของแซม

“อยากรู้ไหมหละว่าเธอฝังอะไรไว้?” แซมชักชวนอายุตะด้วยการเสนอสิ่งที่สนใจให้กับเขา

“ถ้าพาไปได้ก็รีบเลยแล้วกันเพราะดูเหมือนว่าข้างในจะวุ่นวายอีกแล้ว” อายุตะประเมิณสถานการณ์โดยคร่าวๆ


พรึบ! เดี๋ยวแซม!


“เธอไม่จำเป็นต้องมาหรอกนิกซ์ ดูแลคนป่วยใจเถอะ” แซมห้ามไม่ให้เธอนั้นไปกับเขาเพราะเหตุผลบางอย่าง

“ไปด้วยกันดีที่สุด และไม่อยากให้แกไปกินชาวบ้านชาวช่องเขาแค่นี้ก็จะรายห่ากันอยู่แล้ว” จิมมี่ลุกขึ้นมาพร้อมกับรวบรวมสมาธิกำจัดความเครียดออกไป

“เอ๋? คุณก็รู้หรอว่าเขาเป็น..” อายุตะปละหลาดใจเล็กน้อยเมื่อจิมมี่รู้เรื่องนี้เช่นกัน

“อย่าใส่ใจเรื่องที่มาเลยอายุตะ เราไม่ควรจะมาเสียเวลาในตอนนี้” จิมมี่ตัดบทพูดของอายุตะให้โฟกัสเรื่องอื่นแทน

“ตามมาแล้วกันและรีบด้วย เรามีเวลาน้อย” แซมทักทุกคนให้รีบตามเขาไปอย่างไวเพื่อแข่งกับเวลา

“กลับไปคงได้ปลูกเสาใหม่อีกตามเคย” จิมมี่บ่นออกมาเล็กน้อยหลังจากระบายความกดดันออกมาเกือบหมด

“ตอกเสาเข็มทำบุญบ้านใหม่หรอ?” นิกซ์แซวจิมมี่ตามเสต็บเดิมอย่างที่เคยกวนประสาท

“เอามาตอกปากมึงเนี่ยหละพูดมากชะมัดเว้ย!” จิมมี่ยกเศษไม้จากกองทรายขึ้นมาเครียมฟาดกเนนิกซ์ให้ลาย
ข้อหากวนประสาทมากเกินความจำเป็น(รวมถึงมลภาวะทางเสียงอีกหนึ่ง)

“ไม่เอ๊า!!!” นิกซ์รีบวิ่งหนีตะเพิดไปหลบหลังแซมอย่างไวเพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับตัวเอง



ขณะเดียวกัน
4:52น.


อ้ากกก!!! เถิบไปก่อนเร็ว!!!


เสียงทรมานของชาวบ้านรายหนึ่งโห่ร้องไปด้วยความน่ากลัวและกระหายเลือดเนื้อพวกเดียวกันเอง
ชาวบ้านบางรายพยายามยึดร่างของเขาเอาไว้กับเสาไฟฟ้าเพื่อให้หายอาการคลั่งแต่นั่นคือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายสำหรับพวกเขา

ดิเอโก้กับอิจิสรีบวิ่งเข้ามาหาชาวบ้านผู้โชคร้ายคนนั้นอย่างรวดเร็วในสารรูปชุดที่ปนเปื้อนไปด้วยคราบเลือดทั่วตัว
ชาวบ้านที่เห็นพวกเขานั้นกลับเริ่มมีกิริยาสั่นคลอนกับความน่กลัวของพวกเขาทั้งสองคนราวกับยมฑูตมารับตัวไปยังอเวจี
สายตาของอิจิสเริ่มจ้องมองชาวบ้านผู้โชคร้ายรายนั้นอย่างเงียบกริบก่อนจะทำการชักปืนสั้นขึ้นมาหนึ่งกระบอกเป็นดั่งสัญญาณว่า…


อโหสิด้วย ปัง!!!


“(ภาษาไทย)ป่าเถื่อน...โหดร้ายไปแล้ว…” เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนในสภาพซีดเผือกพูดออกมา

“(ภาษาไทย)เรายังไม่อยากตาย...เรายังไม่อยากตายตอนนี้ไม่ๆๆๆ!” ผู้ชายแกรายเริ่มสติหลุดออกจากร่างจนทำให้ที่เหลือพยายามกล่อมเขาแต่ก็ไม่เป็นผล

“หมวดเจมส์!! ทางนี้แย่แล้วรีบจัดการทีเร็ว!!!” ดิเอโก้เรียกหนุ่มตำรวจผู้คลุกคลีอยู่กับเรื่องพวกนี้อละเริ่มชินกับการทำงานของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย

“มาแล้วครับ! อะอีกรายแล้วหรอครับ?” หมวดเจมศืเข้ามาเรียกสติของชายคนนั้นอย่างใจเย็น
แต่ท้ายที่สุดก็เหลือบไปยังศพของผู้รอดชีวิตอีกรายที่ต้องพบจุดจบแบบนี้เช่นกันกับอีกสิบรายที่ผ่านมานี้

“เออ รายนี้อาการหนักที่สุดแล้วหละ...เกือบไปแล้ว” อิจิสมองดูชายคนนั้นอย่างเวทนาที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้

“(ภาษาไทย)คือเราต้องกลับไปที่พักนะครับ” หมวดเจมส์พยายามขอร้องให้พวกชาวบ้านกลับไปที่พักของตน

“(ภาษาไทย)ที่พักอะไรของแกวะไอ้ตำรวจกิ๊กก๊อก! นี่มันกี่รายแล้วที่ต้องมาถูกฆ่าแบบนี้!!” แต่แล้วการเจรจาเริ่มไม่เป็นผลเพราะชาวบ้านเริ่มประท้วงขึ้น

“(ภาษาไทย)ผมเข้าใจครับว่าเราต้องอดทนกับสถานการณ์แบบนี้แต่เราไม่สามารถพาพวกคุณออกจากหมู่บ้านได้ในตอนนี้”
หมวดเจมส์ยังคงอธิบายเหตุผลที่ให้พวกเขานั้นเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้


ผัวะ!!! เห้ยใจเย็นก่อน!!!


คำตอบที่ส่งมาจากปลายทางนั้นคือหมัดงามๆหนึ่งหมัดชกเข้าไปที่หน้าของหมวดเจมส์พร้อมกับเตรียมที่จะรุมสะกำให้เละเป็นโจ๊ก
เคราะห์ยังดีที่มีสองหนุ่มคู่เกรียนเข้าไปแยกทั้งสองฝ่ายเอาไว้และพวกเขาก็ตระหนักดีว่าสถานการณ์เริ่มแน่กว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้


“(ภาษาไทย)พวกแกฆ่าลูกสาวชั้นไปอย่างไม่ปราณี!! เธอก็แค่ป่วยเท่านั้น!!!” ชายคนนั้นโวยวายใส่เป็นชุด

“(ภาษาไทย)แต่ถ้าเขาไม่ทำ!! ลูกสาวมึงก็จะไปกระโดดกัดคนอื่นเหมือนกับผีพวกนั้น!!” เสียงของชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเปิดหน้าต่างออกมาว่าเต็มแรง


เหตุการณ์เด็กผู้หญิงตัวเล็กอันน่าชังของหลายๆครอบครัวกลายเป็นใจที่แตกสลายเมื่อพบว่าเธอติดเชื้อเข้าขั้นระยะสุดท้าย
เพราะภูมิคุ้มกันต่ำทำร้ายตัวเธอเอง ในตอนนั้นดวงตาของหมวดเจมส์ยังจำเหตุการณ์ได้ดีหลังจากที่มีชาวบ้านคนหนึ่งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมา
โดยมีผู้ชายคนนั้นพยายามเข้าไปหาลูหสาวของตัวเองในสภาพที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นคนได้อีกต่อไปเพราะร่างกายของเธอเริ่มกลายสภาพอย่างรวดเร็ว

ซูลูวิ่งเข้าไปในบ้านหลังนั้นเต็มกำลังที่ตัวเองมีอยู่พร้อมกับนำเชือกรีบเข้าไปพันร่างของเธอไม่ให้ขยับไปไหนมากเพื่อที่จะได้ส่งเธอไปที่สงบอย่างง่ายดาย
เสียงพึมพำคล้ายกับบทสวดดังกึกก้องพร้อมกับแววตาอันเย็นชาของซูลูก่อนที่เขาจะยกบังตอที่หาได้ตามบ้านนั้น
สับเข้าไปที่คอของเธออย่างไวและเสียบทะลุสมองอย่างไวเพื่อจบพิธีสวดในแบบของเขา


“(ภาษาไทย)ไอ้***เธอก็แค่ป่วยเท่านั้น!!!” ท่ามกลางความวุ่นวายที่สัมผัสได้นั้นเริ่มทวีคูณมากขึ้รเพราะภาพหลอนและความไม่เข้าใจสถานการณ์แห่งนี้

“(ภาษาไทย)มึงนั่นแหละที่ควรจะหุบปากไอ้เวร!!” เสียงของอีกฝั่งเริ่มเถียงกลับจนเริ่มมีปรากฎการณ์ไทยมุงเกิดขึ้น

“หมวดเจมส์รีบไปรายงานให้พวกนั้นอย่างด่วนว่าตอนนี้พวกชาวบ้านเริ่มเข้าขั้นระดับสามแล้ว...เร็ว!”
อิจิสขอร้องให้หมวดเจมส์รีบไปรายงานสถานการณ์ให้ขณะที่ทั้งคู่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้

“จะไปเดี๋ยวนี้ครับ!” ทันทีที่หมวดเจมส์รีบวิ่งออกไปแค่ไม่กี่ก้าวความโกลาหลเริ่มก่อตัวขึ้นในทันตาเห็น


เสียงฝีเท้าของเขาเริ่มเร่งความเร็วเท่าที่เขาจะทำได้โดยระหว่างทางนั้นเขาได้พบเห็นผู้รอดชีวิตหลายรายซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสิ้นหวังและหดหู่กับเหตุการณ์แบบนี้
บางรางเข้าขั้นไม่มีสติอยู่กับเนื้ออยู่กับตัวหรือแม้แต่บางรายที่กำลังร้องห่มร้องไห้ให้กับสิ่งที่ตนเองเสียไป
พวกเขาไม่ควรจะมาเจออะไรเช่นนี้และไม่ควรที่จะเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นในประเทศแสนสงบแบบนี้


ฟิ้ว!!! ฟู่!!!! พลุส่งสัญญาณหรอ?


ท่ามกลางความืดสลัวกลับมีแสงไฟสีแดงส่องประกายจุดความหวังอย่างแรงกล้า เสียงแห่งความหวังเริ่มปลุกกำลังใจพวกผู้รอดชีวิตในหมู่บ้านอย่างแน่วแน่
และมันไม่ใช่แค่ดวงไฟสีแดงแค่ดวงเดียวเท่านั้นที่ถูกจุดขึ้นกลับมีอีกหลายจุดที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าพร้อมกับส่องแสงเปร่งประกายให้ความหวังกับคนโดยรอบ

แต่ทว่าความสุขอิ่มสำราญนั้นจะต้องเก็บมันเอาไว้หลังสุดหลังจากรอดไปได้แล้วเท่านั้น
หมวดเจมส์รีบวิ่งกลับไปยังบ้านที่าการประชุมโดยไวที่สุดเพื่อๆปรายงานให้กับพวกเขาฟังอย่างไว


ปึง!!! ทุกคน! !!?


“มาได้จังหวะพอดีเลยหมวดเจมส์เตรียมปืนและพาพวกเขาออกไปจากหมู่บ้านซะ!” เสียงของกันเนอร์ทักเรียกหมวดเจมส์ก่อนจะโยนปืน 9mm ให้กับหมวดเจมส์ป้องกันตัว

“มะหมายความว่าไงครับ!?” หมวดเจมส์ยังสงสัยอยู่กับสิ่งที่กันเนอร์ทำรวมไปถึงพวกที่เหลืออีกด้วย

“ไอ้พวกฝั่งศัตรูมันรู้ตำแหน่งของเราแล้ว!! เราต้องรีบยิงสกัดไม่ให้พวกนั้นเข้ามาฆ่าพวกชาวบ้านได้ไงเล่าถามได้!”
แม็กนัสตอบกลัยด้วยน้ำเสียงฮึกเฮิมก่อนจะทำการเปลี่ยนชุดออกรบพิเศษ

“นายรีบไปเตรียมการขบวนพวกผู้รอดชีวิตก่อนเลย! ทางนี้จะซื้อเวลาให้!!” นาตาชาออกจากห้องน้ำในชุดทหารรบเต็มตัวพร้อมกับเสื้อเกราะที่ไปขโมยมาได้จากฝั่งนั้น

“ครับ! ผมจะดูแลทางด้านฝั่งนี้ให้นะครับ!” หมวดเจมส์รีบวิ่งกลับไปรวมตัวกับกลุ่มที่จะเตรียมอพยพชาวบ้านออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้

“ว่าแต่นาเดียเป็นยังไงบ้าง?” แซ็คไลฟ์ถามหาถึงเด็กน้อยผู้ผ่านฝันร้ายจากที่นี่มาเยอะพอควร

“กว่าจะทำให้หยุดร้องไห้ได้ต้องปลุกทราวิสกับคริสตินให้มาอยู่เป็นเพื่อนน่ะสิ ยังดีหน่อยที่ทั้งสามไปด้วยกันได้ดี” นาตาชาตอบกลับ

“งั้นก็ดี…” แซ็คไลฟ์ถอนหายใจออกมาชั่วครู่ก่อนจะเตรียมชุดของตัวเองต่อ

“จิมมี่มันหายไปไหนของมันกันฟระ?” ดีเร็คบ่นอยู่ลำพังขณะที่ตัวเองต้องแบกปืนหนักถึงสองกระบอกให้กับเพื่อนตัวเองด้วยอีกหนึ่ง


ซ่า!!!


[นี่กรรชัยเรียกครับ! ผมกับหมวดเจมส์จะรับผิดชอบทางด้านทางนี้ให้นะครับ! ขอให้ทุกคนเตรียมอาวุธให้พร้อมนะครับ!]
กรรชัยรายงานทางวิทยุและมีเสียงจอแจตลอดเวลา

[ไม่ต้องทักก็รู้แล้วว่ามันจะเป็นยังไงต่อไปเว้ย!!] กันเนอร์โวยกลับไป

[อายุตะตอบด้วยอายุตะ!!] นาตาชาถามหาอายุตะซึ่งควรจะดูแลในส่วนผู้รอดชีวิตพิเศษอย่างทราวิสและนาเดียที่ไม่รู้ว่าอาการจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม

[นี่บอริสพูด! ไอ้หัวฟูมันไม่ได้อยู่ที่บ้านดูแลทราวิสกับนาเดีย!] บอริสรายงานจากบ้านพักของกลุ่มเด็ก(ซึ่งก็ไม่เด็กแล้วทั้งหมดนี่)

[ให้ตายสิฟระ! กูขอเคลียกับไอ้นิกซ์ทีเซะ!!] กันเนอร์เริ่มเดือดดานเตรียมสอบสวนลูกสาวหัวฟน้าจอมแสบ

[กูคงลากมาได้แล้วมั้งเพราะตอนนี้อีกสองเด็กเปรตนี่มันไม่อยู่ทั้งคู่เลยเฟ้ย!!! แถมไอ้เจ้าเผือกนั่นก็ไม่อยู่อีกต่างหาก!!!] บอริสรายงานให้กับทางด้านนี้อย่างเดือดดานพร้อมแบก REM 780 พาดบ่า

[กูกลับไปกูจะทิ้งพวกมึงให้ไอ้เวรนั่นไปสอบสวนแทนแล้วกัน!!! ฮ่วย!!!] กันเนอร์เริ่มหัวเสียอีกคนเมื่อทั้งคูาดันไม่มาประจำการด้วยแบบนี้

[เฮ้ยไอ้กันเนอร์!! มึงคิดจะทิ้งพวกเราหลังภารกิจเสร็จหรอวะ!?] เสียงของดิเอโก้แทรกเข้ามาในสภาพคนโกรธจัด

[นี่มึงจะโยนความผิดให้พวกกูใช่ไหมทั้งๆที่มึงเป็นหัวโจกของงานนี้แท้ๆ!!!] อิจิสเข้ามาน่วมวงอีกคนจนกันเนอร์เริ่มเหงื่อตกเสียเอง

[จะ...จะบ้ารึไง!! กูไม่ทิ้งพวกมึงไว้ข้างหลังอยู่แล้วเว้ย!!] กันเนอร์เถียงกลับ

[เหรอ!!!?] ชาวคณะ E.S. ประสานเสัยงพร้อมกันถึงคสามหน้าด้านของกันเนอร์

[นี่เพียสพูด! ขอโทษที่มาขัดจังหวะเรื่องดราม่ากันแต่ตอนนี้ผมตรวจจับการเคลื่อนของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนึงกำลังซุ่มดูอยู่ในตอนนี้ขอคำสั่งด้วย!]
เมื่อเวลาหยอกล้อหมดลง

[เอาหละหมดเวลาสนุกแล้ว!! เตรียมยันไม่ให้พวกนั้นมันเข้ามาในหมู่บ้าน!!] แม็กนัสเริ่มฮึกเฮิมอีกครั้งเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

[ระวัง!!!!] บอริสตะโกนเตือนทุกคนในวิทยุโดยไม่ได้ซุ่มให้เสียงอย่างดังลั่น


ฟิ้ว!!!!!! ตูม!!!!!!!


เพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นกลับมีจรวดพุ่งเข้าทำลายกำแพงที่กันพวกติดเชื้อเอาไว้อย่างราบคาบจนทำให้ความโกลาหลเริ่มขึ้นในเวลานั้น…

สมรภูมิในการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว...



ขณะเดียวกัน
5:12น.


กลุ่มคณะนักสืบเริ่มเคลื่อนตัวออกห่างจากหมู่บ้านเพื่อไปยังปลายที่ที่คิดว่าคือต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดที่นาเดียปกปิดเอาไว้
แต่ในระหว่างนั้นเองพวกเขาเริ่มได้ยอนเสัยงฝีเท้าปริศนาหลายรายเริ่มเคลื่อนไหวในความมืดพร้อมกับอาวุธครบคัน
โชคยังเข้าข้างพวกเขาที่พวกนั้นไม่ได้เอะใจแต่อย่างใดจึงรีบมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านต่อและยังพกลูกหัวปลีจำนวนหนี่งมากับตัวเพื่อจุดประสงค์อบ่างเดียวคือ..
ทำลายหมู่บ้านนี้ให้ราบคาบ…


“พวกอัมเบรล่านี่…” นิกซ์จำโลโก้ของพวกนั้นได้อย่างดีและยังได้ยินเสียงฝีเท้าเคลื่อนที่ตลอดเวลา

“การกลับไปตอนนี่เสี่ยงเกินไป รีบหน่อยก็ดีแซมเพราะเราไม่มีเวลาเล่นที่นี่ทั้งวัน” จิมมี่ประเมินสถานการณ์ออกมาคร่าวๆ

“...” แววตาของแซมจ้องมองพวกนั้นอย่างหิวโหยตามสัญชาตญาณความกระหายเลือดของตัวเอง
แต่ยังพยายามเก็บอาการนั้นเอาไว้ในเบื้องลึกของจิตใจตนเองก่อนจะนำทางไปยังที่หมายในที่สุด

“ที่นี่มัน…” เมื่ออายุตะมาถึงเป็นคนแรกก็พบกับบริเวณที่ทิ้งขยะตามฉบับความมักง่ายของคนที่นี่
ทั้งกลิ่นที่เน่าเหม็นและศูนย์รวมกานแพร่เชื้อทางด้านหลายทางรวมตัวกันที่นี่

“รอยพวกนี้ไม่ผิดแน่ เป็นของชาโด้วไม่ผิดเพี้ยน” นิกซ์สำรวจรอยขีดข่วนและรอยเท้าที่เคลื่อนที่แปลกไป

“...พระเจ้า…..” อายุตะมองดูอยู่รอบๆก่อนที่จะเห็นสิ่งผิดปกตินั่นคือเลือดที่ไหลตามทางอย่างน่ากลัวจนเขาได้พบกับ..

“...เสียดายชะมัดที่มาช่วยไม่ทัน” แซมเดินตามอายุตะมาแล้วพบกับสิ่งเดียวกันและเริ่มกวาดสายตาหาข้อมูลเพิ่มจากตรงนั้น

“จ...จิมมี่” เมื่อทั้งคู่ที่ตามหลังมาเพื่อระวังหลังให้มาพบปะกับอีกสองคนก็พบว่าทั้งคูาได้พบเจอกับบุคคลรายหนึ่งที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี


สภาพร่างกายที่ถูกรอยกัดและของมีคมกระชวกไส้ไหลและตามร่างกายอย่างน่ากลัว ร่างกายที่ถูกตรึงเอาไว้กับแท่งเหล็กที่เสียบทะลุอกเข้าไปอย่างเต็มที่ราวกับไม่ให้เคลื่อนที่ไปไหนไกล สมองที่ทะลุออกมาจากหัวพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดนองทั่วใบหน้าอย่างทรมานแม้จะตายแล้วก็ตาม


“ก็ว่าอยู่ว่าไม่เห็นตั้งแต่ตอนช่วงเย็นแล้ว...ขอโทษด้วยแล้วกันแลนเดอร์”


R.I.P. Lander Soulway



คริสติน,แซ็คไลฟ์,จิมมี่,ดีเร็ค คุณจะทำอย่างไร?

สำหรับคริสติน
*ตอนนี้คุณได้รับหน้าที่ในการดูแลทราวิสและนาเดียโดยมีบอริสอยู่เป็นคนคุ้มกันให้แต่ก็ใช่ว่าบอริสจะปกป้องคุณไปตลอดทาง*

1.) อยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน

2.) ออกจากบ้านหลังนั้นเพื่อไปรวมกลุ่มกับพวกชาวบ้านที่กำลังจะอพยพ

3.) ออกจากหมู่บ้านเพื่อไปซ่อนตัวชั่วคราว


สำหรับแซ็คไลฟ์และดีเร็ค
*ในครั้งนี้ต่างคนต่างเลือกกันเองเลยนะคะ สถานการณ์ในหมู่บ้านไม่มีอะไรแน่นอนรวมทั้งข้างนอกเช่นกัน ฉะนั้นเลือกให้ดีเพราะจะส่งผลต่อคนอื่นด้วยเช่นกัน*

1.) ออกไปปะทะกับพวกนั้นซึ่งๆหน้าเพื่อซื้อเวลาให้การอพยพไปด้วยดี


2.) ซ่อนตัวตามอาคารเพื่อซุ่มยิง

3.) อ้อมออกไปด้านหลังเพื่อทำการลอบโจมตี



สำหรับจิมมี่
*ตอนนี้กลุ่มของนิกซ์อยู่ท่ามกลางดงศัตรูเพียงแต่พวกนั้นยังไม่รู้ตัวและมีโอกาสสูงที่จะพบพวกกลายพันธุ์เพ่นพ่านอยู่ตามทาง*


1.) เข้าไปลอบโจมตีจากด้านหลังเพื่อกำจัดศัตรูไประดับหนึ่ง

2.) รีบกลับหมู่บ้านไปช่วยพวกข้างใน

3.) ล่อพวกกลายพันธุ์ให้เข้ามาจัดการก่อนแล้วค่อยตลบหลังอีกรอบ



=-=-=-=-=-=-=-=-= ข้อมูลที่ควรรู้ =-=-=-=-=-=-=-=-=


= บริเวณที่ฝั่งศัตรูมานั้นมาจากทางถนนเส้นหลักไม่ได้มาทางชายทะเลจากท่าเรือของอันดามุกเนื่องจากรังของพวกชาโด้วยังอยู่ที่นั่น

= ถึงทรัพยากรจะน้อยกว่าฝั่งตรงข้ามก็จริงแต่การลักเอามาใช้ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่หากหาจังฟวะขโมยมาใข้ได้

= ผู้ติดเชื้อเพิ่มทวีคูณและรอความตายอยู่ครึ่งของกลุ่ใทั้งหมด

= หากสังเกตุดีๆคือตัวละครบางตัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุเนื่องจากเจ้าของนั้นไม่เคยมาดูแลอีกตามเคยนะคะ ระวังให้ดีด้วย

= ใน EP.5 นั้นจะเริ่มเอาจริงกับการวางกับดักทางเสี่ยงให้เลือกมากมายหลังจากบีบบังคับให้กดดันมานานพอสมควรฮุๆ

= ในที่นี้ใแค่กลุ่มของนิกซ์ที่รู้เท่านัเนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาเดียและนางยังไม่ได้บอกอะไรหับคริสตินหรือนาตาชาทั้งสิ้น

= เป้าหมายหลักนอกจากจะเป็นทำลายหมู่บ้านแล้วยังมีอีกจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่ด้วย



=-=-=-=-=-=-=-=-= Character Status =-=-=-=-=-=-=-=-=

นิกซ์ - กดดันกับสถานการณ์ในตอนนี้
อายุตะ - ระวังตัวตลอดเวลาและร่างกายเริ่มฟื้นตัวพอที่จะทนกับการต่อสู้ได้ระยะนึง
แซม - เริ่มหิวเลือดแต่ยังคงคุมสติเอาไว้ตลอดเวลา
ทราวิส - เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีหลังฟื้นตัว
นาเดีย - กลัวและเสียใจกับอะไรบางอย่าง
กันเนอร์ - หงุดหงิดกับนิกซ์อยู่บางช่วงจำเป็นต้องหาที่ระบายออก
แม็กนัส - ฮึกเฮิมเตรียมสู้รบ
นาตาชา - ทำสมาธิก่อนจะออกรบ
บอริส - ไม่ถูกชะตากับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กแต่ความบ้ายังคงสิงสถิตรอให้ปลุกอีกรอบ
อิจิส - กำลังเตรียมอาวุธอเพื่อสู้กับข้างนอก
ดิเอโก้ - ไล่ต้อนชาวบ้านให้ไปที่ปลอดภัย
ซูลู - สังหารผู้ติดเชื้อที่ไม่มีทางรอดและพาพวกที่ยังปกติออกจากหมู่บ้าน
เพียส - ประจำตำแหน่งพร้อมลุย
ลีออน - มองดูสถานการณ์ก่อนจะวางแผนอะไรบางอย่าง
กรรชัย - พยายามช่วยอพยพคนให้มากที่สุด
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Majestic-12 [Bot] และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน