[Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 04 พ.ย. 2012, 21:35

[Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

รูปภาพ

Story By: 0Supachai0

Genre: Horror/Thriller

Rate: PG-13


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องย่อ

วันหยุดฤดูร้อนอันแสนหวาน กลายเป็นวันเริ่มต้นของหายนะที่จะกลืนกินทุกชีวิตบนโลก เมื่อเชื้อไวรัสมรณะได้เปลี่ยนทุกชีวิตให้กลายเป็นผีิดิบกระหายเนื้อ...ไม่มีที่หลบซ่อน ไม่มีความช่วยเหลือ ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป...จงอย่าไว้ใจใคร แม้แต่ตัวคุณเอง

นิยายสยองขวัญที่จะพาคุณท่องไปในโลกที่กำลังจะแปลเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของคนตาย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดจบผ่านกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด พวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรค์ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ทั้งจากโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหง หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง รวมไปถึงเบื้องหลังของหายนะในครั้งนี้ที่ตัวคุณเองอาจคาดไม่ถึง...บทสรุปของการเดินทางในดินแดนมรณะครั้งนี้จะจบลงที่ใด? อารยธรรมของมนุษย์จะสูญสิ้นลงหรือไม่? พบคำตอบได้ใน Dead Area

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Main Character Part I

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

See All

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สารบัญ
Intro [Rewrite]
Chapter01 - Turning point [Rewrite]
Chapter02 - Dead or Alive Part I
Chapter03 - Dead or Alive Part II
Chapter04 - Such a lost cause
Chapter05 - Don't Give Up
Chapter06 - Caught in a Trap
Chapter07 - Under Pressure
Chapter08 - Next world
Chapter09 - Serpent
Chapter10 - The Night Visitor
Chapter11 - Don`t Turn Around
Chapter12 - Separation
Chapter13 - Confused
Chapter14 - Keep Walking
Chapter15 - City of Blaze
Chapter16 - Glimmer of Hope
Chapter17 - Serpent

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 24 มิ.ย. 2014, 16:54, แก้ไขแล้ว 66 ครั้ง.
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 04 พ.ย. 2012, 21:37

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยจ


Intro


ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมเสื้อโค้ทตัวหนาสีดำสนิท พร้อมกับใบหน้าปริศนาที่ถูกบดบังด้วยฮู้ดอย่างมิดชิด ตัดกับควันจางๆสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากช่องปากเนื่องด้วยสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก เขาค่อยๆใช้มือแง้มประตูไม้ผุพังที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง พร้อมกับใช้ไฟฉายสาดแสงจ้าส่องนำทางดูรอบห้อง โดยบนพื้นกระเบื้องสีขาวที่เต็มไปด้วยขวดยาวางระเกะระกะ อีกทั้งยังมีคราบเลือดสีแดงสดที่เหมือนจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน แต่เมื่อสำรวจดูทั่วทั้งห้องแล้วกลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ถ้าไม่นับกลิ่นเหม็นสาปที่คล้ายจะเป็นเรื่องปกติ จะมีก็เพียงตู้ยาที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย และศพสาวในชุดนางพยาบาลนอนแห้งหนังติดกระดูกอยู่บนพื้น

“อะฮึ่ม...” เขาเอามือป้องปากไอในลำคอเบาๆ พร้อมใช้มืออีกข้างที่เหลือดึงฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็นที่ส่องทะลุผ่านช่องระบายอากาศเข้ามา ถึงแม้หนวดเคราจะขึ้นเฟี้มตามใบหน้า แต่ก็พอจะดูออกว่าเขาคนนี้น่าจะยังอยู่ในช่วงของวัยรุ่น เว้นแต่ตาสีน้ำเงินคู่นั้นที่ดูแข็งกร้าว ราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชน

เขาเดินไปหยุดอยู่บริเวณหน้าตู้จ่ายยาตรงมุมห้องโล่งๆ นัยน์ตาที่ฉายแววสิ้นหวังจ้องดูขวดที่เหลืออยู่ภายในพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะตัดสินใจหยิบขวดแอสไพรินขึ้นมาจ้องมองอยู่ชั่วอึดใจ ตามด้วยการเทเม็ดยาข้างหน้าในลงบนฝ่ามือแบบไม่นับแล้วกรอกใส่ปากทันทีโดยไม่กลืนน้ำตาม...

เมื่อเสร็จกิจของตัวเอง ร่างสูงโปร่งจัดการใช้มือกวาดขวดยาในตู้ทั้งหมดลงในกระเป๋าเป้สีดำที่ติดตัวมาอย่างไม่ลังเล เขารื้อค้นหาทุกสิ่งทุกอย่างที่พอจะใช้ได้ ไม่ว่าจะตามลิ้นชักหรือกระทั่งตามซอกหลืบต่างๆก็ไม่ให้เล็ดลอดสายตา สิ่งของเล็กๆน้อยๆในตอนนี้ดูจะจำเป็นไปเสียหมด แม้แต่ไม้ขีดแค่ก้านเดียวก็อาจชี้เป็นชี้ตายชีวิตคนได้ในสถานการณ์แบบนี้...


ตุบ!...

เสียงสิ่งของตกกระทบกับพื้นดังมาจากหลังประตูห้องเก็บพัสดุ เด็กหนุ่มชักปืนพกออกมาจากซองข้างลำตัว เล็งไปยังจุดกำเนิดเสียง ก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาถึงยังหน้าห้องดังกล่าวพร้อมกับมือที่มั่นคงเอื้อมเข้าไปหมุนลูกบิดเพื่อดันแนวกั้นออก...แต่ทว่ามันกลับถูกล๊อคจากภายใน เขาไม่รีรอแม้แต่น้อยในการตัดสินใจใช้เท้าที่แข็งแรงถีบบานไม้บางๆเข้าไป...

กระทั่งพบกับสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน

พวก'แคนนิบาล'...อย่างน้อยก็เพียงตัวเดียว แถมหล่อนยังถูกผูกกุญแจมือติดไว้กับท่อส่งน้ำ หมดทางสู้และดิ้นรน และเมื่อกวาดสายตาพิจราณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะเห็นว่าหล่อนเพิ่งจะกลายสภาพได้ไม่นาน เมื่อสังเกตจากผิวหนังและเสื้อผ้าที่ดูเกือบจะสมบูรณ์ดีครบทุกอย่าง เว้นแต่นัยน์ตาที่แดงก่ำและสีหน้าที่เหี้ยมโหด ราวกับอยากจะฉีกร่างของเด็กหนุ่มที่ยื่นส่ายหัวด้วยความเวทนาอยู่ตรงหน้าออกเป็นชิ้นๆ

ใครสักคนคงเลือกที่จะทิ้งให้หล่อนทนทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้ แทนการใช้อีกวิธีที่น่าจะดีกว่าในการแก้ปัญหา…อย่างน้อยก็น่าจะให้ตัวเลือกแก่เธอบ้าง...

เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกทางจมูกพร้อมกับจ่อกระบอกปืนไปที่ศีรษะของหญิงสาวอย่างเยือกเย็น เขาอยากจะช่วยให้เธอได้พ้นทุกข์และไปอย่างสบายที่สุด ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องหิว ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป...

ปัง!!!

..........................................................................................................................

เริ่มการบันทึก เวลา 17.28น. วันที่ 21ธันวาคม 2012

อีกครั้งที่พวกเราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ อีกครั้งแล้วที่เราต้องเอาชีวิตเข้าเดิมพันกับความตาย เพื่อแลกกับการดำรงอยู่ ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยภัยอันตรายที่ซ่อนเร้น ทั้งจากโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วทุกหัวระแหง หรือแม้กระทั่งจากเงื้อมมือมนุษย์ด้วยกันเองก็ตาม

เมื่อฤดูหนาวเข้ามาเยือน ความเจ็บป่วยและหิวโหยก็เริ่มตามมา เป็นปัญหาที่ไม่จบสิ้น พวกเราทุกคนที่แข็งแรงและพอจะจับอาวุธได้จำเป็นต้องออกล่า เพื่อคนอื่นๆที่อ่อนแอกว่าภายในกลุ่ม เด็ก คนแก่ ผู้หญิง พวกเราเต็มใจยอมสละ พวกเขาสมควรได้รับการปกป้อง แม้จะต้องกลับไปด้วยความพ่ายแพ้และผิดหวัง...ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน เมื่อนึกถึงคนรู้จักรอบตัว ที่ล้มตายกันเป็นว่าเล่น...บางทีก็อดคิดไม่ได้ ว่าเมื่อไหร่จะถึงคราวของผมเสียที...

ถึงตอนนี้ บางคนอาจคิดว่า โลกคงจะมาถึงจุดจบอีกครั้งในไม่ช้า...แต่เราก็ยังคงต้องดิ้นรนทนอยู่ต่อไป อยู่ด้วยความรัก ความหวัง ความเชื่อมั่น และศรัทธา นั่นคือสิ่งที่ย้ำเตือนถึงความเป็นมนุษย์ที่ฝังอยู่ในตัวพวกเราทุกคน...

สิ้นสุดการบันทึก เวลา 17.32น. วันที่ 21ธันวาคม 2012

........................................................................................................................


Dead Area
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 04 ม.ค. 2013, 13:00, แก้ไขแล้ว 9 ครั้ง.
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 04 พ.ย. 2012, 21:40

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยจ

Chapter 1 – Turning point


17เมษายน 2012
16.40น. หมู่บ้านขนาดกลางนอกเมือง ฟิลาเดลเฟีย


Chevrolet Volt สีแดงแปร๊ด ชะลอเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านเลขที่175 ขณะที่ล้อยังไม่ทันได้หยุดหมุนดีนัก ประตูข้างคนขับก็เปิดออก พร้อมกับเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อยืดสีขาวตัดกับกางเกงยีนสีดำพอดีตัว เขาก้าวเท้าลงมาจากด้านใน พร้อมกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่พาดไว้บ่นบ่า ก่อนจะหันหลังกลับไปพูดกับสาวสวยผมบลอนด์ยาวสลวย ที่นั่งจับพวงมาลัยอยู่ภายในรถ

“เอ่อ...เวนดี้” เขาก้มโค้งลงเสมอประตูรถพร้อมรอยยิ้มเจื่อน “ผมจะพยายาม…” จบประโยค เด็กหนุ่มลอดตัวผ่านช่องประตูคนขับเข้าไปจูบที่ริมฝีปากเรียวชมพูของแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะหันหลังมุ่งตรงไปยังประตูบ้านที่ถูกเปิดรออยู่แล้ว โดยมีสาวใหญ่หุ่นสูงยาวยืนกอดอกยิ้มน้อยๆรออยู่ข้างหน้า

“เฮ้ อเล็กซ์" เด็กสาวเรียกให้เขาหยุดชะงัก “ไม่ต้องลำบากใจหรอกนะ...เพราะบางทีชั้นก็เกลียดไอ้ปาร์ตี้งี่เง่านี่เหมือนกัน” เธอฉีกยิ้มให้เขาอย่างจริงใจก่อนจะพูดต่อ “เอาเป็นว่า....ชั้นเชื่อในการตัดสินใจของคุณแล้วกัน”

“ครับ…” เด็กหนุ่มยิ้มหวานให้เธอพร้อมกับเอามือขวาทาบหน้าอกซ้ายเบาๆ “ผมรักคุณ”

“ได้ยินจนเบื่อแล้วล่ะ หนุ่มน้อย" เวนดี้ยิ้มมุมปากพร้อมกับทำสัญลักษณ์มือแบบเดียวกัน "แล้วอย่าลืมโทรหาชั้นด้วยล่ะ”

“รับทราบ” อเล็กซ์กล่าวเสียงเข้มพร้อมทำวันทยหัตถ์

“อ๋อเกือบลืม หนูกลับก่อนนะคะโรส!” หญิงสาวมองผ่านแฟนหนุ่มพร้อมกับโบกมือให้กับแม่ของเขา ที่ยืนยิ้มทักทายอยู่หน้าประตูบ้าน “เสื้อผ้า หน้า ผม เลิศนะคะวันนี้ ไว้ว่างๆ เราไปล่าผู้ชายหล่อล่ำในเมืองกินกันดีกว่า โอเคนะคะ!”

“ได้ ชั้นรับคำท้า!!!” สาวใหญ่ตะโกนสวนกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนบนใบหน้า

“บายค่า!” เด็กสาวละสายตาจากคู่สนทนาก่อนจะหันไปขยิบตาให้แฟนหนุ่มอีกครั้ง พร้อมกับบึ่งรถออกไปทันทีโดยไม่รอให้เขาได้กล่าวอะไร

“ฟู่...” อเล็กซ์พ่นลมหายใจออกทางปากด้วยความโล่งพลางใช้มือปัดเรือนผมสีทองของตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปยังตัวบ้านอย่างรีบร้อน

“ลูกน่าจะพาเธอเข้ามาทานอะไรก่อนนะ”

“เธอรีบน่ะครับ” เด็กหนุ่มเดินผ่านผู้เป็นแม่ราวกับธาตอากาศ เขากวาดสายตามองทั่วตัวบ้านสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนไม่ค่อยพอใจ “โบอยู่ไหนครับ?”

“จัดกระเป๋าอยู่ข้างบนกับเจสซี่” เธอตอบตัดรำคาญ “อเล็กซ์ ลูกมีปัญหาอะไร?”

“ผมเหรอครับมีปัญหา” อเล็กซ์ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “เปล่าเลยผมแค่กังวล ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากปล่อยให้โบไปอยู่กับคนพรรค์นั้น”

“คนพรรค์นั้นที่ลูกกำลังพูดถึงเขาคือพ่อนะ” เธอจ้องตาลูกชายไม่กระพริบเหมือนต่อว่าในใจ

“อ๋อเหรอครับ พ่อที่ไม่เคยอยู่ด้วยตอนที่เราต้องการเขาที่สุด พ่อที่จำไม่ได้แม้กระทั่งวันเกิดลูกตัวเอง” เขาเริ่มกระแทกเสียง “แม้แต่ตอนโบเกิดเขาก็ไม่อยู่ในเหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งจะตั้งชื่อเขายังไม่สนเลยด้วยซ้ำ!”

“แต่นั่นมันเมื่อหกปีก่อน...นี่ลูก...”

“แล้วตอนนี้ยังไง พอได้ดิบได้ดีหน่อยก็นึกอยากเล่นบทพ่อที่แสนดีขึ้นมาซะงั้น” หนุ่มน้อยแสร้งหัวเราะ “ไม่คิดว่ามันตลกไปหน่อยเหรอครับ”

“พอแล้ว แม่ไม่อยากเถียง!” สาวใหญ่เอานิ้วบีบขมับ ค่อยๆทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะอาหาร “เราค่อยๆใช้สติและเหตุผลคุยกัน...เหมือนทุกครั้งดีกว่านะ”

“คุยอะไรกันอยู่เหรอดูน่าสนุกเชียว” หญิงสาววัยรุ่นผมหยักศกสีดำสนิทเข้ากับนัยน์ตาพูดแทรกขึ้นมาพลางก้มหาของบางอย่างในตู้โชว์ “เห็นรูปครอบครัวที่ถ่ายในโรงนามั้ยคะ เธออยากเอามันไปด้วยน่ะ”

“เอิ่ม...อยู่บนหัวเตียงในห้องนอนชั้น” สาวใหญ่หรี่ตาเล็กน้อย “แต่ทำไมต้องรูปนั้นล่ะ?”

“ไม่รู้สิ” หล่อนส่ายหัว “เธอคงอุ่นใจล่ะมั้งที่มีคุณทั้งสองอยู่ด้วย” สิ้นประโยค ทำเอาสีหน้าของสองแม่ลูกที่กำลังเคร่งเครียดสงบลงทันที “เอ้ามองอะไร คุยกันต่อสิ”

“โอเค...” เด็กหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้กอดอกเม้มริมฝีปาก “เรามาพูดกันด้วยเหตุผล อย่างที่แม่บอกดีกว่า” เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนผายมือไปด้านหน้า “งั้น...เชิญก่อนเลยครับ”

“ได้...งั้น” เธอเอามือทั้งสองประสานไว้ที่ปลายคางพร้อมกับจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาลูกชสย “ลูกรู้ใช้มั้ยที่แม่ทำไปเพราะหวังดี ไม่ได้เพราะจุดประสงค์อื่น?”

“ครับ” เขาผงกหัวตอบรับ

“ดี...งั้นแม่ก็อยากจะบอกว่า แม่แค่ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าลูกทุกคน ขาดหรือพลาดอะไรไปในชีวิต” เธอชี้มือขึ้นไปยังชั้นสอง “โบสมควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อของตัวเองบ้าง เหมือน อาแมนด้า เหมือน เอลลี่ เหมือน เนล เหมือนเด็กคนอื่นๆ ”

“แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นครับ” เด็กหนุ่มก้มหน้าเล็กน้อย “และผมก็ไม่เคยเห็นว่าโบจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมเห็นเธอมีความสุขดี แถมออกจะมีความสุขมากกว่าคนที่มีพร้อมทุกอย่างเสียด้วยซ้ำ...พูดง่ายๆคือ ผมไม่รู้สึกว่าเราขาดอะไร”

“อาจใช่ แต่ที่แม่หมายถึงคือ...แม่แค่อยากให้เธอได้รู้จักพ่อของเธอบ้าง ตลอดเวลาที่น้องโตมา น้องแทบไม่รู้จักกับพ่อของตัวเองด้วยซ้ำ” สาวใหญ่พ่นลมหายใจออกทางปาก “แม่รู้ว่ามันอาจจะดูงี่เง่าเมื่อคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาในอดีต แต่ทุกวันนี้เขาก็ดีขึ้นมามาก ถ้าไม่อคติจนเกินไปก็น่าจะดูออก..จริงมั้ย?” เธอจ้องตาลูกชาย

“...ครับ” อเล็กซ์เสียงแผ่วพูดไม่ค่อยเต็มปาก “แต่นี่มันอังกฤษแถมตั้งสองอาทิตย์ ผมอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ โบไม่เคยอยู่ห่างพวกเราเกินแปดชั่วโมง ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กหกขวบอย่างเธอ”

“ครั้งแรกไม่มีอะไรง่ายหรอก ลูกต้องปล่อยให้น้องได้ใช้ชีวิตบ้าง” เธอเอื้อมไปแตะที่บ่าลูกชาย “แม่หมายถึงชีวิตของน้องจริงๆ”

“แต่ผมก็ดูแลโบได้ดีไม่เคยบกพร่องแม่ก็รู้ดีนี่ครับ...”

“เอ่อ อย่าหาว่างั้นงี้นะคะ”เจสสิก้าที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่พูดเสริมขึ้น “ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ชั้นอยู่กับพวกคุณมา ชั้นมั่นใจว่าอเล็กซ์ดูแลโบได้ดีกว่าพ่อแท้ๆที่ทำให้ทั้งชีวิตซะอีกนะ” เธอยักไหล่สองข้างขึ้นพร้อมเบ้ปาก “แถมโบเพิ่งบอกกับชั้นเมื่อกี้นี้ว่าถ้าเลือกได้ เธอไม่อยากไป แต่ก็อีกล่ะเธอเป็นเด็กดีเกินกว่าจะปฏิเสธคำพูดของแม่ตัวเองได้”

“นี่เธอ...” คุณนายวิลสันสะอึกเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมปล่อยผ่านเมื่อคิดถึงถึงฝีปากของหลานสาว

“ขอบใจเจส” อเล็กซ์หันไปยิ้มให้ลูกพี่ลูกน้องของเขา ก่อนจะหันมาทางผู้เป็นแม่ด้วยสายตาวิงวอน “ยังไงรอให้โบโตกว่านี้อีกซักหน่อยได้มั้ยครับ อีกอย่างหน้าร้อนนี้ผมลงทุนยกเลิกนัดกับครอบครัวแวนดี้เพื่อจะมาดูแลโบเลยนะครับ แม่รู้ใช่มั้ยว่ามันสำคัญกับผมขนาดไหน?”

"......" เธอไม่ตอบอะไรเพียงแต่นั่งเงียบพร้อมกับเอามือทั้งคู่ประสานกันวางไว้บนโต๊ะ สีหน้าราวกับกับลังครุ่นคิดชั่งใจอะไรบางอย่าง


ปี๊ด! ปี๊ด!

เสียงแตรรถดังขึ้นหน้าบ้าน เป็นสัญญาณให้ทุกคนต้องตัดสินใจแล้วว่าจะจบเรื่องนี้อย่างไร อเล็กซ์หันไปจ้องตาผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของบ้านด้วยสายตาที่คาดหวังในคำตอบ ผิดกับเจสสิก้าที่ยิ้มมุมปากเหมือนอ่านเกมส์ออกอยู่แล้ว

“เฮ้อ..” สาวใหญ่ถอนหายใจก่อนจะชันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ยังไงซะการตัดสินใจก็ยังเป็นของแม่อยู่ดี” พูดจบเธอสาวเท้าเดินไปเปิดประตูหน้าบ้าน มุ่งไปยังรถMercedes-Benzสีขาวที่จอดรออยู่ริมฟุตบาท

“เราชนะชัวร์ จัดหนักกันขนาดนี้” เจสซี่แอบดูการสนทนาของอดีตสามีภรรยาผ่านหลังผ้าม่าน “ถึงหมอนั่นจะเป็นพี่ชายของพ่อชั้น แต่ชั้นก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้โบไปคลุกคลีอยู่ด้วยจริงๆ”

“ขอบใจนะ สำหรับเรื่องเมื่อกี้” เด็กหนุ่มผายมือทิ้งตัวนั่งพิงพนักโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า

“ไม่หรอก ชั้นพูดจริง” เจสซี่พูดพลางส่องดูเป็นระยะ “อันที่จริง ชั้นอยู่ดูแลโบให้ด้วยก็ได้นะ นายจะได้ไปปาร์ตี้สยิวกิ้วสุดสวิงกับแม่สาวฮ๊อตนั่นที่มอนทาน่าตามแผนไง” เธอหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ให้เด็กหนุ่ม “ว่าแต่ถ้านายยอมจ่ายวันละ40เหรียญอ่ะนะ”

“ชั้นเกือบจะมองเธอเป็นดีขึ้นมาแล้วเชียว” เด็กหนุ่มขว้างหมอนใส่คู่สนทนา “...แต่ไม่หรอก ชั้นตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้เวลากับโบในช่วงวันหยุดหน้าร้อนนี้...อีกอย่างมันเป็นแค่ปาร์ตี้รวมญาติ พูดซะน่าเกลียดเชียว”

“พอเมาปลิ้นได้ที่แล้ว ไม่ว่าปาร์ตี้แบบไหนมันก็จบลงอีหรอปเดิมนั่นล่ะ”

“ชั้นเริ่มจะเกลียดเธอขึ้นมาจริงๆแล้วนะเนี่ย” เด็กหนุ่มยิ้มพร้อมกับส่ายหัวไปมาเบา ก่อนทั้งคู่จะหัวเราะร่วนออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข

“หนูได้ยินเสียงแตร พ่อมารับแล้วเหรอคะ” เสียงของเด็กหญิงวัยใสดังแทรกขึ้นมา ทำเอาหนุ่มสาวหันไปมองยังต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นสาวน้อยร่างเล็ก ผมทองยาวสลวยตัดกับนัยน์ตาสีน้ำเงิน มาในชุดนางฟ้าสีขาวน่ารัก เธอค่อยๆก้าวลงมาจากขั้นบันไดช้าๆอย่างระมัดระวัง “หนูยกกระเป๋าลงมาไม่ไหว เลยวางไว้หน้าห้องค่ะ”

“ว้าว นางฟ้าตัวน้อยจะบินไปไหนเอ่ย?” พี่ชายกล่าวทักน้องสาวอย่างอารมณ์ดี

“ ไปลอนดอนค่ะ”

“ว้าแย่จัง วันหยุดนี้พี่ว่าจะพาไปหัดตกปลาที่ไร่คุณแฮ็นรี่ แล้วไหนยังจะต้องไปเยี่ยมฟาร์มของแดเนียลอีก” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสุดตื่นเต้น “อู้ว ได้ข่าวว่ากำลังจะมีลูกม้าเกิดใหม่ซะด้วยซี่ มันต้องน่ารักมากแน่ๆเลย อยากตั้งชื่อมันเป็นคนแรกมั้ยเอ่ย?”

“หนูชอบม้าค่ะ” เด็กสาวเสียงอ่อย เธอยืนบิดไปมาอยู่หน้าพี่ชายเหมือนอยากจะขอร้องอะไรบางอย่าง

“ไหนมานี่ซิ” อเล็กซ์ยิ้มละมุนพร้อมกับดึงน้องสาวเข้ามานั่งตักโอบกอดร่างเล็กอย่างอบอุ่น “พี่ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้นล่ะ”


ผ่านไปเกือบ10นาที ประตูแห่งความระทึกก็เปิดออก…


“เอาล่ะเราได้ข้อสรุปแล้ว” สาวใหญ่พูดขึ้นท่ามกลางความลุ้นระทึกของผู้ที่รอคำตอบ “โอเค...” เธอสูดหายใจเต็มปอดก่อนจะมองไปทางลูกชายคนโต “ลูกชนะ”

จบประโยค อเล็กซ์ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปเขาหอมแก้มน้องสาวด้วยความดีใจ ผิดกับหนูน้อยที่ยังคงทำหน้ามึนงง

“เล่นอะไรกันเหรอคะ?” โบถามด้วยความสงสัย “แล้วพ่ออยู่ไหนคะ?”

“คือ...” คุณนายวิลสัน ลากเสียง “พ่อมีงานด่วนต้องรีบไปจัดการ เรื่องไปอังกฤษก็เลยต้องเลื่อนไปก่อน ดังนั้น...” เธอมองไปทางลูกชายคนโต “อเล็กซ์เลยต้องรับหน้าที่พาลูกเที่ยวตลอดวันหยุดนี้ ตกลงมั้ย?”

“จริงเหรอคะ?” เด็กหญิงตาโตอ้าปากกว้าง ก่อนจะหันไปมองหน้าพี่ชาย

“แน่นอน พี่บอกแล้วไง” อเล็กซ์จับโบอุ้มขึ้นเหนือหัวก่อนจะพาเธอหมุนไปรอบๆ “เราจะไปขี่ม้ากัน โย่ว!”

“เฮ้ อเล็กซ์” สาวใหญ่กล่าวขึ้นพร้อมยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ลูกชาย

“ครับ?” เด็กหนุ่มค่อยๆปล่อยน้องสาวลงยืนกับพื้น ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่

“แม่ต้อง ขอโทษด้วย...ในบางครั้งที่แม่ อาจตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ จนเผลอมองข้ามความรู้สึกของลูกไป” เธอเอามือแตะที่แก้มลูกคนโตเบาๆพร้อมสายตาที่อ่อนโยน “แม่แค่...”

“ผมรู้ครับ แม่แค่อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเรา” เด็กหนุ่มเอามือเกาหัวเขินอาย “อันที่จริงผมเองต่างหากที่ต้องขอโทษ ที่หุนหันพลันแล่น พูดจาไม่คิด และเอ่อ....ผมไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าวในเรื่องพ่อ เพียงแต่...” เขาเลิกคิ้วมองหน้าแม่ “ผมแค่...ไม่คิดว่าจะมีใครในโลกนี้ดูแลเราได้ดีเท่ากับแม่อีกแล้ว เท่านั้นเอง”

คุณนายวิลสันฉีกยิ้มพร้อมกับหัวเราะเบาๆในคำตอบของลูกชาย นานแล้วที่ไม่ได้ยินคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากของเขา เธอโน้มตัวพร้อมกับอ้าแขนโอบกอดลูกทั้งสองอย่างอบอุ่น ก่อนจะหันไปมองเจสสิก้าที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ข้างๆ

“เธอด้วยเจส” คุณนายวิลสันยิ้มพร้อมกับกระดิกนิ้วเรียก

“โอ้ ชั้นเกลียดเวลานี้ที่สุด” ถึงจะบ่นโอดครวญแต่หล่อนก็เดินเข้าไปร่วมวง มันช่างเป็นภาพที่ดูอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักความเอื้ออาทรต่อกัน ของครอบครัวเล็กๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในบ้านหลังนี้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

21.35น.

ภายในห้องนอนสีชมพูของโบ ที่ถูกประดับเต็มไปด้วยตุ๊กตาสัตว์นานาชนิด สองพี่น้องช่วยกันนั่งระบายสีภาพการ์ตูนอยู่บนเตียงขนาดเล็กท่าทางดูมีความสุข จะมีก็เพียงแต่อเล็กซ์ที่เอาแต่คอยเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆอยู่เป็นระยะ ราวกับกำลังชั่งใจที่จะทำอะไรบางอย่าง

“เวนดี้ทำอะไรอยู่คะ” โบถามเหมือนรู้ทันพี่ชาย

“ไม่รู้สิ คงกำลังจะเข้านอนล่ะมั้ง ดึกขนาดนี้แล้ว” เขาเอามือลูบเรือนผมน้องสาวเบาๆ “ว่าแต่พวกเราเมื่อไหร่จะอาบน้ำนอนกันซักที?”

“เดี๋ยวขอระบายหัวมินนี่เสร็จก่อนนะคะ” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี “แล้วจะรีบไปอาบทันทีเลย”

“ได้เลย งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยเอง”

“ไม่เอา เมื่อกี้พี่ก็ระบายตัวเธอเป็นสีเขียวทีหนึ่งแล้ว” สาวน้อยผลักมือพี่ชายที่กำลังกำดินสอสีแดงละเลงลงบนภาพ

“ฮ่าๆๆๆ” เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจ ก่อนจะถีบตัวลุกขึ้นจากเตียง เขาจ้องมองโทรศัพท์ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกหาใครบางคน


ตรู๊ดดด… ตรู๊....

“หือ?..” คราวนี้รับไวกว่าปกติแฮะ เขาคิดในใจ

“โอ้พระเจ้าอเล็กซ์ ชั้นกำลังจะโทรหาพอดี” น้ำเสียงจากปลายสายดูจะตื่นเต้นผิดปกติกว่าทุกครั้งที่เขาเคยได้ยิน

“คุณโอเครึเปล่า?” อเล็กซ์สีหน้าวิตกเล็กน้อย

“ก็ไม่เชิง ตอนนี้ในเมืองวุ่นวายไปหมด ชั้น..ชั้น..ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...แต่เหมือนว่าตอนนี้จะมีคนบาดเจ็บด้วย” เธอพูดจาดูลนลานชอบกล แถมมีเสียงอึกทึกรอบข้างดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ

“ว่าไงนะ!? แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ปลอดภัยดีรึเปล่า!?” เด็กหนุ่มกระแทกเสียง ทำเอาโบสะดุ้งหันมามองหน้าพี่ชายด้วยความงุนงง

“ชั้นรอพ่ออยู่บนอพาร์ทเม้น ข้างล่างนั่นมีทหารติดอาวุธเต็มไปหมด แถมยังมี ฮ. และเครื่องบินรบ บินวนไปมารอบตึก มันทำชั้นประสาท แล้วที่นั่นเป็นยังไงบ้าง?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงพอกัน

“เดี๋ยวนะ” เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปเลิกผ้าม่านบริเวณหน้าต่างหน้าต่างดูโดยรอบ “คิดว่าไม่มีอะไร...ที่นี่ดูปกติดีทุกอย่าง แน่เหรอว่าไม่ใช่ซ้อมดับเพลิง?”

“ ไม่ ชั้นมั่นใจ มันเกิดทั่วไปหมด มีการยิงกัน อาจจะมีคนล้มตาย สัญญาณทีวีดับสนิท นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่”

“โอเค อยู่ที่นั่นแล้วรอพ่อคุณมารับ ถ้าไม่มาในอีกสิบห้านาทีโทรหาผมอีกครั้ง แล้วผมจะรีบไป”

“ด...ได้...แล้วชั้นจะติดต่อกลับไปอีกครั้ง”

“เฮ้ เวนดี้ ความจริงแล้วผม....”
ตึ๊ด ตึ๊ด ตึ๊ด...........

“อะไรกันเนี่ย?” อเล็กซ์ก้มดูหน้าจอโทรศัพท์หลังจากสายถูกตัด “คลื่นหาย?...เพนซิลวาเนียเนี่ยนะ?” เขาบ่นพึมพำครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” โบถามในขณะกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บกล่องสีไม้บนเตียง

“ไม่มีอะไรจ๊ะ” เด็กหนุ่มยิ้มกลบเกลื่อน “ระบายต่อก็ได้นะ เดี๋ยวพี่เข้ามาดู” พูดจบเขารีบเดินออกจากห้องน้องสาว เพื่อลงไปยังชั้นล่างที่ผู้เป็นแม่และเจสสิก้ากำลังง่วนอยู่กับการล้างจานจากมื้อค่ำที่เพิ่งผ่านมาอยู่ภายในครัว ดูเหมือนพวกเธอกำลังเม้าท์เรื่องจุกจิกของผู้หญิงซะจนเพลิน จึงไม่ทันได้สังเกตร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“เฮ้ทุกคน” อเล็กซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบและแผ่วเบา “คือ...ตอนนี้ เกิดเรื่องวุ่นวายบางอย่างขึ้นข้างในเมือง” จบประโยค น้าหลานหันมามองหน้าเด็กหนุ่มพร้อมกันด้วยความสงสัย

“ร้ายแรงแค่ไหน?” ผู้เป็นแม่หันมาถามกลับ

“ผมไม่แน่ใจ แต่เมื่อกี้ผมคุยกับแวนดี้ เธอบอกข้างในนั้นดูวุ่นวายมาก มีทหารพร้อมอาวุธ และเครื่องบินรบอยู่เต็มไปหมด...” เขากัดริมฝีปากเบาๆ “และที่แย่กว่านั้นคือ ดูเหมือนจะมีการใช้ปืนเกิดขึ้นที่นั่นด้วย”

“เป็นไปได้ยังไง ลูกแน่ใจเหรอ?” เธอขมวดคิ้ว พร้อมกับมองดูรอบตัว “ทำไมเราไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย?”

“นั่นสิ สองชั่วโมงก่อน ลอร่าเพิ่งเพิ่งรายงานว่าพรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใส...แล้วตอนนี้นายกำลังจะบอกว่ามีสงครามกลางเมืองงั้นเหรอ?” เจสสิก้าเสริม หล่อนทำสีหน้าและท่าทางเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด

“เอ่อ...คือตอนนี้” เด็กหนุ่มเดินไปหยิบรีโมทบนโต๊ะจากห้องโถงที่อยู่เชื่อมต่อกัน เพื่อกดเปิดหาสัญญาณทีวี...แต่ทว่า มันว่างเปล่า ทุกช่องที่เคยเต็มไปด้วยสีสันของรายการยามค่ำคืน ตอนนี้มันว่างเปล่า มีเพียงเสียง ‘ซู่ซ่า’ ที่ดังลอดออกมาจากช่องลำโพงเท่านั้น

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” โรสและเจสสิก้า วิลสัน อุทานขึ้นมาเกือบจะพร้อมกัน

“ดูเหมือนสถานีโทรทัศน์จะพร้อมใจกันประสบกับปัญหาอะไรซักอย่าง” อเล็กซ์หยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมาดูอีกครั้ง “และตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณโทรศัพท์ด้วย...” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เจ้าตัวก็ยังพยายามกดโทรออกอีกรอบ

“ไม่ทุกอย่างหรอกนะ” เจสซี่หยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาเช็ค “อย่างน้อยอินเตอร์เนตก็ยังเชื่อมต่อได้ปกติ” เธอลากนิ้วลงบนหน้าจอ “หวังว่าในเฟสบุ๊คคงจะช่วยบอกอะไรเราได้บ้างนะ”

“ทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ?” อเล็กซ์ถามกลับด้วยความประหลาดใจ ทำเอาเจสถึงกับยิ้มเยาะเบาๆ

“เธอควรจะเลิกสนใจไอ้การยิงนกตกปลา แล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องไอทีเหมือนเด็กคนอื่นๆบ้างก็ดีนะ...เชื่อมั้ย นี่ขนาดแม่นายยังเคยแอบนัดบอร์ดกับหนุ่มๆในนี้เลยนะ ให้ตายสิ เก๋ชะมัด...” เธอเลิกคิ้วมองผู้ถูกพาดพิงเล็กน้อย “โทษทีค่ะ”

“แม่?” อเล็กซ์หันไปมองหน้าผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัย “ได้ไงเนี่ย?”

“แค่ครั้งเดียวเอง” เธอลากเสียงยาว

“โอเคหยุดก่อน ได้เรื่องแล้ว” เจสสิก้า วิลสันลากสายตาอ่านข้อความในเว็บไซต์ “นี่มันอะไรกันเนี่ย สถานะแปลกๆขึ้นเป็นแถวเลย...ไม่อยากจะเชื่อ”

“ยังไง?” เด้กหนุ่มถามอย่างร้อนใจ

“เอิ่ม...ก็อย่างเช่น เห็นคนตายเพราะโดนกัด ชั้นถูกพ่อตัวเองไล่ฆ่า แฟนชั้นเค้าพยายามจะกินชั้น” เธอเค้นหัวเราะในลำคอ “แต่ที่ตลกร้ายสุดๆก็...ผมเห็นคนตายลุกขึ้นมาเดินเนี่ยล่ะ ฟังดูคุ้นๆมั้ย?”

“ชักจะไปกันใหญ่แล้ว นี่มันศตวรรษไหนแล้ว เรื่องแบบนี้จะให้เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆตอนนี้เหรอ?” สาวใหญ่บ่นพึมพำ

“หวังว่าคงไม่ใช่การโปรโมทภาคต่อทไวไลท์หรอกนะ” สาวไอทีกรอกตา “เพราะนี่มันงี่เง่าสุดๆ”

“ไม่หรอก ที่ชั้นรู้คือ ทไวไลท์ไม่มีทั้งทหาร หรือแม้แต่ปืนเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องด้วยแน่” อเล็กซ์ค้านด้วยสีหน้าจริงจัง ผิดกับหยิงสาวที่มองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เหลือเชื่อที่นายยังอุตสาห์รู้” เธอส่ายหัวเบาๆก่อนกวาดสายตาอ่านข้อความต่อ ...ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ ข้อความแบบนี้ไม่ได้มีแค่ที่นี่ แต่ยังรวมไปถึงที่ นิวยอร์ก ดีซี โรดไอแลนด์ เวอร์จิเนีย และอีกหลายๆจุดในละแวกนี้” เธอพูดในลำคอเบา “นี่ทำไมไม่มีใครลงคลิปบ้างนะ”

“แต่ที่นี่ก็ดูเงียบสงบและดูปกติดีทุกอย่าง เอ่อ...ถ้าไม่นับทีวี” คุณนายวิลสันเริ่มสับสน “แม่ไม่รู้ว่าเราควรตื่นตระหนกกับเรื่องพวกนี้มากแค่ไหน”

ตึง ตึง ตึง!!! ตึง ตึง ตึง!!!

เสียงกระแทกจากประตูหน้าบ้านดังสนั่นขึ้น ทุกคนสะดุ้งโหยงก่อนจะหันไปจับจ้องที่ปลายเสียงเป็นสายตาเดียวกัน เสียงนั้นยังไม่หยุดแถมยังดังและเพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ได้เป็นการทักทายของเพื่อนบ้านอย่างปกติแน่...อเล็กซ์ตัดสินใจเดินไปหยิบไม้เบสบอลที่วางในตะกร้าข้างบันได เขาจับมันอย่างกระชับมือ ก่อนจะหันไปมองหน้าแม่และเจสซี่ที่ยืนมองด้วยใจระทึก

“เดี๋ยวผมไปเปิดเองครับ”


To Be Continued
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 31 ธ.ค. 2012, 19:24, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 05 พ.ย. 2012, 01:13

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยจ

ต้องขออภัยด้วยสำหรับคนที่เข้ามาอ่านตอนเอาลงใหม่ๆด้วยนะครับ เพราะอันนั้นเป็นตัวที่ยังไม่ได้แก้ไข เนื้อหามันไม่เหมือนกันเล็กน้อย แต่ถ้าอ่านไปแล้วก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเป็นแค่เนื้อหาที่ถูกตัดทิ้งเรื่องความยาว ตอนนี้ลงอันที่แก้ใหม่แล้วนะครับ กระชับและไม่เวิ่น

ปล.ขึ้นrapใหม่ผิดกฏบอร์ดมั้ยครับ ถ้าผิดเดี๋ยวลบครับ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 05 พ.ย. 2012, 22:36

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

หุ ๆ ชอบอะ เริ่มบันทึก 21 ธันวาคม วันเกิดตัวละครเราพอดี :e13


มีเว้นวรรคผิดบางจุดนะคะ แบบว่าไม่ต้องเว้น แต่เคาะเว้ย เช่นหน้าคำว่า ที่ ซึ่ง อัน ไม่ต้องเว้นค่า แต่อาจจะเกิดมาจากความผิดพลาดในการจัด format การพิมพ์เสียมากกว่าละมั้ง

ร่างสูงในเสื้อกันหนาวตัวหนาสีดำที่ใบหน้าถูกบดบังด้วยฮู้ท
ฮู้ด สะกดแบบนี้นะคะ วรรคนี้อยากแนะนำเล็กน้อยว่าวางคำขยายผิดจุด เพราะวางวลีขยายหลังเสื้อกันหนาว แต่กลับพูดเรื่องใบหน้า จริง ๆ แยกประโยคเลยจะอ่านง่ายกว่า เช่น ร่างสูงอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวหนาสีดำ ใบหน้าถูกบดบังด้วยฮู้ด แบบนี้เป็นต้นค่ะ :e8

“เสื้อผ้า หน้า ผม เริดนะคะวันนี้
เลิศ


เปิดเรื่องมา คนหนุ่มนั่นพระเอกสินะ (เดา) น่าสงสาร แสดงว่าอีกไม่กี่ตอน ครอบครัวและแฟนของพระเอกจะ...โอว = =" น่าสงสารจัง แต่ฮาไอ้คนอัพสถานะ FB มันยังจะมีอารมณ์อัพเนอะบางอัน ไม่รู้จะสงสารดีมั้ย ช่างจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีเยี่ยมจริง ๆ

สำหรับเรื่องภาษา นอกจากจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ (เล็กน้อยมากจริง ๆ) ที่บอกไปตอนต้น อื่น ๆ ก็ดีเยี่ยมอยู่แล้วนะคะ ไม่มีข้อติติงอะไรค่ะ เขียนสำนวนอ่านเพลินดีมากเลย ถึงเนื้อเรื่องจะยาว แต่อ่านมาแปบเดียว อ้าวจบแล้ว ไวมาก น่าติดตามต่อ

ส่วนเรื่องการขึ้น rep ใหม่ ถ้าต้องการประกาศอะไรต่อเนื่องจาก rep ที่โพสฟิค ก็ขึ้น rep ใหม่ได้ค่ะ จะได้ไม่สับสน ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการปั๊ม การปั๊มจะสำหรับคนที่แบบโพสสั้น ๆ แล้วโพสติด ๆ กันโดยไม่มีผู้อื่นมาโพสคั่นน่ะค่ะ


ป.ล. ยินดีต้อนรับสู่ห้องฟิคนะคะ เราเห็นฟิคคุณได้สักพักละค่ะ แต่เพิ่งว่างมาคอมเม้นท์ ยังไงจะติดตามตอนต่อ ๆ ไปแน่นอนค่ะ :e7

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 01:54

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

มาแล้วครับ มาแล้วครับ หลัก ๆ Mod แพรเม้นท์ไปแล้วนะครับ 555555+

ผมเบียร์นะครับ แนะนำตัวอีกครั้ง ยินดีต้อนรับต้นเข้าสู่บอร์ดแฟนฟิคไทยไบโอของเรา ตอนนี้ผมค่อนข้างยุ่งมากฮ่ะ เลยยังไม่สามารถเม้นท์อะไรมากไปกว่้านี้ หลัก ๆ ก็อย่างที่บอกข้างต้นนั่นแหละครับ Mod แพร เม้นท์หมดแล้ว

ก็ติดตามตอนต่อไปครับ ผมสัญญาว่าผมคนนึงล่ะที่จะติดตามฟิคเรื่องนี้จนถึงที่สุด จนกว่าโลกจะแตก หรือคนแต่งจะเลิกแต่งครับ :e7
<<

Nakon_World

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 950

ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.พ. 2011, 18:59

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 05:29

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

มาลงชื่อติดตามนะครับ ^^ ตอนแรกน่าติดตามดี :e7
รูปภาพ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 08:30

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

สวัสดีครับคุณแพร ขอบคุณที่ช่วยแนะนำและหาคำผิดให้นะครับ แถมบังเอิญอย่างยิ่งที่เหตุการณ์ตอนช่วงอินโทร ไปตรงกับวันเกิดตัวละครของคุณแพรพอดี ฮ่าฮ่า ผมเองถึงมาใหม่แต่ก็รู้จักฟิคของคุณเหมือนกันครับ ต้องบอกว่ามันเยี่ยมมากครับแต่ก็ยาวมากเช่นกัน อ่านไปช่วงแรกๆไม่รู้จะติยังไงจริงๆ ภาษาเทพมากผมใช้เวลาทั้งชีวิตคงจะเขียนไม่ได้แบบนี้แน่ เหมือนเด็กประถมกับเด็กมหาลัยเลยทีเดียว ฮ่าๆ ขอฝากตัวเป็นFCคุณแพรอีกคนเช่นกันครับ :e7 ...ขอวกเข้าเรื่องก่อน ก่อนอื่นผมอยากบอกว่า ความจริงผมถนัดแต่งแต่แนวตลกโบกฮาหรือล้อเลียนอะไรแบบนี้มากกว่าครับ นี่เป็นครั้งแรกที่แต่งแนวจริงจัง แถมเป็นประเภทสยองขวัญเคล้าดราม่า ซึ่งมันใหม่มากกกกสำหรับตัวผม หากผิดพลาดเรื่องความสมเหตุสมผลหรือขาดความสมจริงตรงไหนรบกวนช่วยแนะนำด้วยนะครับ เพราะเห็นคุณแพรเป็นอีกหนึ่งคนที่ค่อนข้างคอมเม้นต์แบบละเอียด และเรื่องความยาวของฟิคชั่นอันนี้ผมไม่แน่ใจว่าปกติในหนึ่งตอนควรเขียนประมาณกี่หน้าWordให้อ่านแล้วกำลังพอดี ผมเองก็รู้สึกว่ามันยาวไป แต่ที่ยาวไม่ใช่อะไรนะครับ คือหาตอนจบ...ยังไงคราวหลังจะลองลดลงอีกหน่อยนะครับ ผู้อ่านจะได้อ่านสบายขึ้น

สวัสดีคุณเบียร์อีกครั้งครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ แต่ไม่ต้องรีบอ่านก็ได้ครับไว้ว่างจริงๆสมองโล่งๆมาอ่านยังทัน เพราะผู้แต่งเองก็ยุ่งๆพอกัน ฮ่าๆๆ แต่อย่างที่เคยบอกไว้ในฟิคของคุณเบียร์ ว่าเมื่อก่อนผมอาจแบบว่า รู้สึกนอยด์นิดๆที่ไม่มีคอมเม้นต์ตอบรับจนพาลหมดไฟในการแต่ง แต่ตอนนี้เหมือนตัวเองโตขึ้นความคิดอะไรหลายอย่างมันก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยรวมทั้งทัศนะคติต่างๆ อย่างที่คุณเบียร์พูดไปในนั้นถูกหมดเลยครับปัจจุบันผมก็พยายามจะพัฒนาผลงานตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือต้องอดทนกับมันมากๆ บางทีการแต่งนิยายมันก็ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของผมเปลี่ยนไปด้วยที่เห็นได้ชัดคือเป็นคนที่ใจเย็นลงมาก ถ้าเป็น2-3ปีก่อนคงรับไม่ได้ที่อุตส่าห์ตั้งใจเขียนมาลงแต่ไม่มีคนอ่าน แล้วแบบตอนนั้นไม่ได้ดูสภาพตัวเองว่าการใช้ภาษาห่วยแตกขนาดไหน - -*....แต่ตอนนี้รู้สึกสบายขึ้น คือมันไม่สำคัญว่าจะมีคนติดตามผลงานของเรากี่คน แต่มันสำคัญที่ว่าเราตั้งใจทำมันดีพอรึยังเราเอาใส่ใจกับมันมากพอรึยังต่างหาก ถ้าหากมั่นใจว่าทำออกมาเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ต่อให้มีคนติดตามแค่คนเดียว แต่นั่นก็คือหนึ่งในความภูมิใจของเราเพราะอย่างน้อยเขาก็ติดตามด้วยใจจริงๆไม่ใช่เพราะเราบังคับ แต่ต้องยอมรับว่าการได้รับคอมเม้นต์ก็คือกำลังใจสำคัญที่ดี (ไม่มีเลยก็ไม่ไหวนะ ฉันไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย?555)ดังนั้นขอขอบคุณทุกคอมเม้นต์ ทั้งคำติและคำชมถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ผมพัฒนาฝีมือต่อไปขอบคุณครับ...สุดท้าย ถามว่าพูดมาทั้งหมด มันเกี่ยวกับฟิคมั้ย?...ก็ไม่เกี่ยว - -

สวัสดีครับคุณNakon_World ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ หวังว่าตอนหน้าคงได้เจอกันอีกนะครับ ^^

ขอบคุณทุกกำลังใจจริงๆครับ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1722

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 14:06

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

^
^
^
^

ความยาวหน้าเวิร์ด ถ้าเอาตามมาตรฐานของพวกผมก็ประมาณ 8 หน้าครับ น้อยสุดก็ไม่ควรตำกว่า 5 หน้า ถ้ายาวเกินอาจแบ่งเป็น 2 หรือ 3 Part อย่างที่ผมทำครับ :e7
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 16:14

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

ไม่ต้องกลัวยาวไปหรอกค่ะ ให้มันจบได้ลงตัวเหมาะสมสำคัญสุด ฟิคเราแรก ๆ เรายังหงุดหงิดเลย เพราะมันสั้นไป แปบ ๆ จบละ ย้อนกลับไปอ่านแล้วงงตัวเอง จบเพื่อ??? โดยเฉพาะภาค 1-2 มาภาค 3 เริ่มยาวขึ้นหน่อย ภาค 4 เราคิดว่ากำลังพอดีที่สุดในแง่ความยาวค่ะ คือราว 7-10 หน้า แต่บางคนก็อาจจะบอกว่ายาวไป เราเลยคิดว่ามันไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานแน่นอนหรอกค่ะ ขอแค่อย่าจบแบบห้วน ๆ เหมือนทั้งตอนไม่มี point อะไรเลยก็พอ บางทีเขียนแค่หน้าเดียว แต่อาจจะมี point ก็ได้นะ แต่ถ้าอัพทีละหน้าจริง ๆ ก็คงไม่ไหว :e13

อ้อ ขอบคุณที่แวะมาอ่านฟิคเรานะคะ แม้ปัจจุบันมันจะดับอนาถไปแล้วก็ตาม ส่วนตัวไม่ค่อยชอบภาษาภาคแรก ๆ ของตัวเองเลยค่ะ ตอนนั้นไม่ค่อยมีประสบการณ์ แต่คิดว่านักเขียนก็คงเป็นเหมือนกันเกือบหมดแหละ แบบว่าพอเขียนไปนาน ๆ ย้อนมาอ่านของเดิมแล้วมักไม่พอใจ นี่ตูเขียนอะไรลงไป แต่คงไม่ rewrite แล้วล่ะค่ะ เฉลยเนื้อเรื่องต่อให้จบดีกว่า

ภาคที่เราคิดว่าภาษาอยู่ตัว เริ่มพอจะรับได้น่าจะเป็นภาค 4 ครึ่งหลังมาแล้วมากกว่า (พัฒนาช้ามาก กว่าจะเป็นผู้เป็นคน = =) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาษาเป็นแบบภาค 5 ไปแล้ว อาจจะเพราะว่าเริ่มแก่ ภาคแรก ๆ แต่งตั้งแต่อายุยังไม่ 20 มันก็เลยงุงิเล็กน้อย แบบเค้าวัยรุ่นอะ 555+

จริง ๆ เราว่าภาษาของคุณต้นก็ดีอยู่แล้วนะคะ ยิ่งถ้ามองว่าคุณเพิ่งเขียนใหม่เราว่าภาษาของคุณดีกว่าภาษาเราตอนเขียนฟิคใหม่ ๆ มากกกกกกกกกกกก แบบมากอะ ขีดเส้นใต้คำว่ามาก ดังนั้นถ้าคุณเขียนไปเรื่อย ๆ ยิ่งต้องพัฒนาขึ้นอีกแน่นอนค่ะ ซึ่งตอนนี้จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรที่เรามองว่าไม่ดีแล้วอ่านะ ภาษามันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะคน เราคิดว่ามันจะกลมกล่อมไปเองตามกาลเวลา (มั้งนะ...ก็ขอให้ของเรามันเป็นแบบนั้นได้สักวันด้วยเถิด ภาวนาอยู่ = =)

ส่วนตัวเราเน้นเนื้อเรื่องเป็นหลักค่ะ ส่วนภาษาจะแก้ก็ต่อเมื่อใช้ผิดไวยากรณ์ ซึ่งอันนั้นไม่สมควรแน่ :)

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 06 พ.ย. 2012, 20:50

Re: [Original Fic] Dead Area:Chapter1–Turning point ฝากด้วยค

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของทั้งสองคนอีกครั้งครับ อยากบอกว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนมาเม้นต์แนะนำให้แบบนี้ ปกติจะมีแต่ประมาณ "รอตอนใหม่จ้า" "มาอ่านแล้วนะ" "สนุกดี สู้ๆ" "มาเม้นต์ให้แล้วจ้า" 5555+ อะไรอย่างนี้ ขอบคุณจริงๆครับ :e11

ปล. แหมคุณแพรก็...ถ่อมตัวซะ :e13
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 09 พ.ย. 2012, 00:38, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 13 พ.ย. 2012, 12:19

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter2-Dead or Alive Part I รี

Chapter2- Dead or Alive Part I

“อเล็กซ์ ระวังตัวด้วยนะลูก”
ผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง ขณะยืนกุมมือกับหลานสาวอย่างแน่นด้วยใจระทึก เด็กหนุ่มหันกลับมาผงกศีรษะเบาๆหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณ ก่อนจะค่อยๆยื่นมือไปยังลูกบิดประตูที่สั่นตามแรงกระแทกอย่างบ้าคลั่งจากภายนอก ในขณะเดียวกับมืออีกข้างที่เหลือก็ง้างไม้เบสบอลขึ้นเกือบสุดเอื้อมแขน พร้อมจะหวดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอันตรายด้านนอกนั่น

แกร๊ก...
อเล็กซ์หมุนลูกบิดอย่างเบามือ ตามด้วยการกระชากประตูออกอย่างแรงพร้อมกับกระโดดถอยตั้งหลักเล็กน้อย เตรียมซัดกับภัยทุกอย่างที่รออยู่ด้านนอก...

“โธ่...”
เด็กหนุ่มลดไม้ลงพร้อมเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อแขกผู้มาเยือนตรงหน้านั้นดูไม่เป็นอันตรายเลยแม้แต่น้อย…ก็แค่เด็กสาววัย12ในชุดนอนสีขาวยาวไปถึงตาตุ่ม จะแปลกก็ตรงที่เธอก้มหน้าไม่พูดไม่จาผมดำขลับยาวกระเซอะกระเซิงปกปิดตามใบหน้าชวนให้นึกถึงผีในหนังญี่ปุ่น แถมยังยืนโซซัดโซเซราวกับคนไม่มีเรี่ยวแรง

“เฮ้ หนูน้อย...” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับพยายามก้มมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เส้นผม “มีอะไรให้พี่ช่วยรึเปล่า?” เขาถามต่อขณะที่เธอเองยังคงนิ่งเงียบ จะมีก็เพียงเสียงงึมงำในลำคอหลุดออกมาให้ได้ยินแค่นั้น

“อเล็กซ์นั่นใครน่ะ!?” ผู้เป็นแม่ตะโกนถามด้วยความสนใจ

“แค่เด็กน่ะครับ” เขาหันกลับไปตอบด้วยรอยยิ้มให้ทุกคนคลายความกังวล ก่อนจะหันมาพูดกับเธออีกครั้ง “เฮ้ บ้านหนูอยู่ไหนจ๊ะ....หืม?”

สิ้นประโยค ในที่สุดหนูน้อยวัยใสก็เงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา แต่นั่นกลับทำเอาอเล็กซ์ถึงกับตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า….เมื่อใบหน้าของเธอนั้นแหว่งหายไปกว่าครึ่งจนมองทะลุเข้าไปถึงกะโหลกศีรษะ เนื้อหนังตามแก้มหลุดร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเด็กวัยใส

“โอ้แย่แล้ว!” อเล็กซ์หันไปหาผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าสุดวิตก “แม่ครับ! เธอบาดเจ็บหนัก เราต้อง...”

จังหวะที่อเล็กซ์กำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่นั้น สาวน้อยร่างเล็กฉวยโอกาสกระโดดพุ่งเข้าใส่ร่างสูงอย่างแรง จนเขากระเด็นลงไปกองกับพื้นอย่างไม่น่าเชื่อ ท่ามกลางความตกตะลึงของโรสและเจสสิก้า เมื่อเห็นเธอนั่งคร่อมอยู่บนร่างของเด็กหนุ่มพร้อมกับพยายามเข้าทำร้ายด้วยการกัดอย่างบ้าคลั่ง แต่อเล็กซ์เองก็สู้ใจขาดดิ้นเช่นกัน เขาพยายามคว้าไม้เบสบอลที่ตกกระเด็นห่างออกไปแค่เอื้อม ขณะอีกมือที่เหลือก็ใช้ยันปลายคางป้องกันคมเขี้ยวของเธอไว้สุดแรง แม้จะเป็นถึงนักกีฬาเบสบอลของโรงเรียน แต่เด็กหนุ่มกลับต้องใช้แรงจำนวนมหาศาลในการปกป้องตัวเองจากการจู่โจมของเด็กประถมตัวเล็กๆ ทำเอาผู้เป็นแม่ถึงกับอยู่ไม่สุขเมื่อเห็นลูกชายกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

“เฮ้ ทางนี้!!” โรส วิลสัน วิ่งมาหยุดบนหัวลูกชายพร้อมตะโกนเรียกความสนใจของเด็กสาวให้เธอแหงนขึ้นมามอง ซึ่งท่าทางจะได้ผล เมื่อมันดูจะสนใจเหยื่อรายใหม่ตรงหน้า มากกว่าเด็กหนุ่มแรงถึกที่นอนขัดขืนอยู่บนพื้น เด็กน้อยละความสนใจจากร่างสูงพร้อมกับร้องขู่คำรามเสียงดังลั่น ก่อนจะแยกเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเลือดสีดำเข้มผสมกับน้ำลายเหนอะหนะ เตรียมพุ่งกระโจนใส่เธอย่างไม่ปราณี

ผั่ว!!!
สาวใหญ่หวดไม้เบสบอลด้วยแรงทั้งหมดที่มีเข้ายังกลางลำตัวของยัยหนูน้อยบ้าเลือดดัง “อั๊ก!” จนร่างเล็กกระเด็นกลิ้งหลุนๆไถลไปไกลกว่า3เมตร ลงไปนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น สิ้นสภาพ

“ลูกเป็นอะไรมั้ย?” โรสถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับฉุดมือลูกชายขึ้น ก่อนจะกวาดสายตาดูตามร่างกายของเด็กหนุ่มว่าไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

“ไม่เป็นไรครับ ผมโอเค” อเล็กซ์หอบหายใจถี่ยิบก่อนจะหันไปยิ้มแหยๆให้ผู้เป็นแม่ “หวดได้สวยครับ...”

“ดูนั่น มันลุกขึ้นมาอีกแล้ว!”
เจสสิก้าตะโกนพร้อมกับชี้ไปยังร่างของเด็กสาว ที่กำลังพยายามลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากโดนซัดปลิวลงไปกองกับพื้นหยกๆ สายตาแดงก่ำแผงไปด้วยความเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ จ้องมองร่างทั้งสามด้วยความอาฆาตราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันกำลังจะเข้าจู่โจมเหยื่ออีกรอบ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับสาวน้อยโบ วิลสัน ที่เดินลงมาจากห้องนอนชั้นบนด้วยสีหน้าและแววตาที่สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นข้างล่างนี่

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” สาวน้อยถามขึ้นด้วยความไร้เดียงสา “แล้วนั่นใครคะ?” เธอจ้องมองแขกคนใหม่จากทางด้านหลังด้วยความสนใจ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งบ้าน เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ห่างจากนังเด็กนรกนี่แค่ไม่กี่ถึง5เมตร และเสียงใสๆของเด็กสาวนั้น ดูจะเรียกความสนใจจากมันได้ไม่น้อยเลย

“ไม่โบ ขึ้นไปบนห้อง!!” ผู้เป็นแม่ตะโกนสั่งลูกสาวคอแทบแตก แต่ดูจะไม่เป็นผลเมื่อมันหันไปทักทายสาวน้อยที่กำลังยืนตกตะลึงกับใบหน้าผิดมนุษย์ของแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งสำหรับเด็กหกขวบอย่างเธอแล้ว มันช่างเป็นภาพที่ชวนขวัญผวายิ่งกว่าปีศาจตนใดในนิทานก่อนนอนที่เธอเคยจินตนาการไว้

“แม่ค่ะ!!!” โบกรีดร้องสุดเสียงด้วยความกลัว เธอยืนสั่นตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับไปไหน ตรงข้ามกับนังเด็กผีที่สาวเท้าวิ่งเข้าไปหาเธออย่างหิวกระหาย ถึงแม้ดูแล้วมันจะวิ่งได้ไม่ไวมากนักเมื่อเทียบกับคนปกติแต่ในสถานการณ์ตอนนี้โบก็เปรียบเสมือนกับเป้านิ่งรอให้มันเข้ามาขย้ำอย่างง่ายดาย

“บ้าเอ้ย” อเล็กซ์ไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วย เขาวิ่งเข้าไปอย่างสุดชีวิตโดยไม่สนสิ่งใดนอกจากชีวิตของน้องสาว และด้วยความได้เปรียบเรื่องรูปร่าง เพียงแค่ไม่กี่อึดใจเด็กหนุ่มก็สามารถเข้าถึงตัวของมันได้ทันท่วงที ขณะเดียวกัน อีกเพียงแค่ไม่ถึงปลายนิ้วมือมันก็จะสามารถคว้าตัวของโบไปได้เช่นกัน เด็กหนุ่มรีบกระชากคอเสื้อของมันออกมาอย่างแรงจนหน้าหงาย และไม่ยอมให้เธอได้มีโอกาสตั้งตัวอีกครั้ง เขาก็จัดการเหวี่ยงร่างเล็กปลิวกระแทกเข้ากับท่อนเสาขนาดใหญ่กลางบ้าน จนได้ยินเสียงกระดูกสันหลังของมันหักดัง “กร๊อป!” พร้อมกับร่างที่ลงมานอนกองหมดสภาพบนพื้นอีกเป็นครั้งที่สอง


“บ้าจริง...” เด็กหนุ่มถอนหายใจฮึดฮัดพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า ไม่คิดว่าเด็กอายุ12จะทำเขาหมดเรี่ยวแรงได้ถึงขนาดนี้

“โธ่ ลูกแม่!” โรสวิ่งเข้าไปกอดลูกสาวที่กำลังยืนร้องไห้เสียขวัญ “แม่มาแล้ว ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครทำอะไรลูกได้”

“อีเด็กเวรนี่มันเป็นตัวห่าอะไรกันแน่!!” เจสสิก้าด่าทอ เมื่อเห็นมันพยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง “อยากลองดีนักใช่มั้ย…”

จากความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห เธอตัดสินใจเดินดุ่มๆเข้าไปยืนคร่อมบนร่างของเด็กสาวที่กำลังคลานตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น ก่อนจะกระชากโคนผมของหนูน้อยขึ้นมากำเป็นกระจุกในมือ ถึงแม้มันพยายามจะเอี้ยวคอมากัดเธออยู่หลายครั้ง แต่เวลานี้เจสสิก้าดูจะถือไพ่เหนือกว่าหลายขุม หญิงสาวกระชากโคนผมมาปั้นในมือจนมันถึงกับหน้าหงาย ก่อนจะกดหัวของเด็กสาวกระแทกเข้ากับจอทีวีพลาสม่าขนาด 32นิ้วที่อยู่ไม่ไกล จนหน้าจอแตกละเอียดพร้อมใบหน้าของมันที่ทะลุเข้าไปคาอยู่ข้างใน แต่ถึงกระนั้นหนูน้อยก็ยังคงพยายามดิ้นพล่านสู้สุดฤทธิ์ แม้จะอยู่ในสภาพที่ล่อแล่เต็มที

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วซะจนอเล็กซ์ตั้งตัวแทบไม่ทันเมื่อเห็นหญิงสาวควบคุมตัวเองไม่อยู่ แม้ตะโกนห้ามปรามเพียงใดก็ดูจะไม่เข้าหูเธอเลยแม้แต่น้อย

“เจสพอเถอะ!!”

“เงียบน่า ชั้นเอาอยู่!!” เจสสิก้าไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เธอมองไปรอบๆตัวคิดหาวิธีเผด็จศึกในขณะที่มือก็กดหัวเด็กสาวจมอยู่ในจอแก้ว ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเอาตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล เธอกระชากหัวของหนูน้อยที่ใบหน้ายับเยินกว่าเดิมในตอนแรกออกมาจากจอโทรทัศน์ พร้อมกับเหวี่ยงร่างเล็กลงไปนอนกองกับพื้น ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีคว่ำตู้ขนาดใหญ่นี้ลง ก่อนที่มันจะคลานหนีออกไปได้

“ไม่เจสซี่ นั่นจะฆ่าเธอ!!” อเล็กซ์พยายามห้ามปราม ว่าที่ฆาตกรหญิง “ดูสิ เธอหมดฤทธิ์แล้วเห็นมั้ย?”

“ย๊า!!” เจสไม่สนคำทัดทานใดๆ เธอตะโกนเรียกแรงเฮือกสุดท้ายพร้อมกับล้มตู้ไม้ขนาดใหญ่ลงมาบดทับกับร่างบอบบางของเด็กสาวที่คลานตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น เสียงกระจกเคล้ากับเสียงเครื่องปั้นดินเผาแตกกระจายดั่งสนั่น เจออย่างนี้ต่อให้เป็นผู้ชายรูปร่างกำยำโอกาสรอดก็ยังยาก…ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เจสสิก้าทำลงไป ไม่คิดว่าเธอจะกล้าและบ้าบิ่นได้ถึงขนาดนี้...

“เธอ...ยังอยู่รึเปล่า?” โรสถามเสียงสั่นขณะเอามือปิดตาลูกสาวไม่ให้มองภาพโหดร้ายทารุนที่เกิดขึ้นในนี้ แต่เจสดูจะไม่สนอะไรแล้วนอกไปจากการเร่งจังหวะหายใจ เพื่อเรียกกำลังกายที่เสียไปคืนมาให้เร็วที่สุด

“ดูกันเอาเองสิ...”

“บ้าน่า เป็นไปไม่ได้...” อเล็กซ์สบถขึ้นเมื่อเห็นตู้ไม้ที่ทับร่างของเด็กสาวนั้นสั่นดัง “กุกกัก” ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว โดนไปขนาดนั้นไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้แต่ถึงจะโชคดียังไงก็ตามก็ไม่น่าจะมีแรงฮึดสู้มากพอขนาดนี้

“เห็นรึยัง ว่าเธอไม่ใช่คน” เจสซี่ชี้ให้ดูมือเล็กๆที่โผล่พ้นออกมานอกตู้ มันพยายามดิ้นทุรนทุรายพร้อมเสียงร้องคำราม หากแต่ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดทรมาน แต่เป็นเพราะความบ้าคลั่งกระหายในการฆ่าที่ฝังในตัวของมัน

อเล็กซ์เริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นตอนนี้ ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับรายงานทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเมื่อ10นาทีก่อน เขาตัดสินใจวิ่งออกไปเพื่อดูให้แน่ชัดว่าข้างนอกยังคงปกติดีอยู่ แต่กลับต้องหยุดชะงักอยู่เพียงแค่หน้าประตู เมื่อสายตาไปสะดุดกับเงาตะคุ่มของร่างสูงไม่ต่ำกว่าห้าคนกำลังเดินปรี่เข้ามาทางเขา เด็กหนุ่มใช้สายตาเพ่งมองผ่านความมืดชั่วครู่ จนในที่สุดแสงไฟนีออนสีส้มจากหน้าระเบียงบ้านก็ส่องกระทบให้เห็นกับโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้มาเยือน

“โอ้ว แย่แล้ว!” ใบหน้าของพวกมันแทบไม่ต่างอะไรจากเด็กสาวคนเมื่อสักครู่เลย อาจจะหนักกว่านั้นเมื่อบางตัวอวัยวะแขนขาฉีกขาด ไส้ไหลย้อยออกมาห้อยต่องแต่งลากไปกับพื้นดิน แต่กลับเดินได้คล่องแคล่วเฉกเช่นคนปกติทั่วไป เด็กหนุ่มสบัดศีรษะขจัดความกังวลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบผลักประตูสกัดกั้นไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

“เจส ช่วยหน่อย!!” อเล็กซ์เรียกหาคนช่วย ขณะใช้หัวไหล่พยายามดันประตูให้ปิดสนิท หากแต่มีแขนข้างหนึ่งโผล่เข้ามาขัดเสียก่อน มันพยายามตะกุยคว้าร่างของเขาให้ได้ พร้อมกับตัวที่เหลือก็ช่วยกันกระแทกประตูเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้เจสซื่จะวิ่งมาช่วยสมทบแต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเท่าไรนัก ร่างของทั้งคู่สั่นไปตามแรงกระแทกจากภายนอก

“อเล็กซ์!” เจสซี่หันไปมองเด็กหนุ่มพร้อมกัดฟันยื้อประตูประตูสุดแรง “ชั้น-ไม่ไหว-แล้ว!”

“แม่ พาโบขึ้นไปบนห้องก่อน... เร็ว!!” เด็กหนุ่มตะโกนสั่งผู้เป็นแม่ที่กำลังนั่งกอดลูกน้อยอย่างหวาดระแวง

เพล้ง!!!
เสียงกระจกรอบด้านแตกละเอียดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับมือเปื้อนเลือดน่าขยะแขยงจำนวนมากเริ่มพังเข้ามาข้างใน ตอนนี้ประตูที่เปรียบเสมือนป้อมปราการสำคัญเพียงอย่างเดียวดูท่าจะไม่มีประโยชน์เอาเสียแล้ว อเล็กซ์และเจสสิก้าหันมามองหน้ากันอย่างรู้ดีก่อนที่ทั้งคู่จะผละออกจากประตูพร้อมกัน

“ไปเร็ว!!” เด็กหนุ่มตะโกนส่งสัญญาณก่อนจะวิ่งขึ้นชั้นสองตามหลังผู้เป็นแม่และน้องสาวไปติดๆ โดยมีเจสซี่ห้อยท้ายมาอย่างกระชั้นชิด ขณะเดียวกันพวกผีดิบก็เริ่มกรูกันเข้ามาด้านในเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง

“อเล็กซ์เดี๋ยว ช่วยชั้นก่อน” เจสซี่ที่วิ่งรั้งท้ายหยุดการเคลื่อนไหว เธอหันไปมองชั้นวางหนังสือตรงระเบียงทางขึ้น ก่อนจะพยายามดันมันลงไปข้างล่าง หวังสกัดพวกอมนุษย์ที่กำลังไล่ตามขึ้นมาอย่างกระชั้น แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่อเล็กซ์ก็วิ่งเข้าไปช่วยเธอแต่โดยดี

“ฮึบ...” ทั้งสองช่วยกันเข็นตู้ไม้ขนาดใหญ่ กลิ้งไถลไปตามขั้นบันได ก่อนที่มันจะพุ่งเข้ากระแทกกับร่างของพวกผีดิบอย่างจังพร้อมกวาดเอาพวกมันทุกตัวที่กำลังไล่หลังกันขึ้นมาลงไปกองรวมกันข้างล่างราวกับพินโบว์ลิ่ง ยังผลให้ทางเดินแคบขึ้นอีกเท่าตัว

“ไงล่ะ ไอ้พวกเวร!” เจสสิก้ากล่าวอย่างสะใจพร้อมกับชูนิ้วกลางลงไปยังซากศพเดินได้ที่กองสุมทับกันยั้วเยี้ยอยู่ชั้นล่าง

“ไปกันเถอะ” อเล็กซ์ตบที่บ่าของเธอเบาๆ “ชั้นไม่อยากเห็นเธอพังบ้านหลังนี้”


“เข้ามาเร็ว!!” โรสตะโกนพร้อมกวักมือเรียกพัลวันอยู่หน้าประตูห้องของลูกสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบพากันวิ่งเข้ามาข้างในอย่างรวดเร็วโดยมีเสียงโหยหวนของฝูงอมนุษย์ตามหลังมาติดๆ ดูท่าทางแค่สิ่งกีดขวางธรรมดายังไงก็คงเอาพวกนี้ไม่อยู่แน่

"ปึ้ง!!"
สาวใหญ่จัดการกระแทกประตูปิดสนิทพร้อมลงกลอนทันทีเมื่อทุกคนเข้ามาจนครบ จากนั้นไม่นานนัก สิ่งที่แถมตามมาอีกคือเสียงระดมทุบประตูจากภายนอกอย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย ซึ่งทำให้เผลอคิดไม่ได้ว่า ประตูไม้บางๆนี้จะกั้นพวกข้างนอกได้อีกนานเท่าไหร่

“ถอยก่อน!” เด็กหนุ่มตะโกนให้แม่และเจสซี่ที่ยืนกันประตูอยู่ถอยห่างออกมา พร้อมกับเข็นเตียงนอนของโบเข้ามาขวางไว้แทนที่ ก่อนที่ทั้งสามจะพร้อมใจกันทิ้งตัวลงไปนั่งบนพื้นห้อง เอนหลังพิงกับขอบเตียงเพิ่มความหนาแน่นอีกระดับ ท่ามกลางเสียงทุบตึงตังและร้องโหยหวนชวนประสาทที่อยู่อีกด้านของประตู ราวกับอยู่ภายในงานมหรสพชั้นเลวไม่มีผิด

“โบปิดไฟที!” อเล็กซ์ตะโกนสั่งน้องสาวที่ยืนตัวแข็งอยู่เบื้องหน้าจนเธอถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนจะตั้งสติได้พร้อมกับรีบวิ่งด้วยสีหน้าลนลานเข้าไปกดสวิตช์ไฟที่อยู่มุมห้องตามคำสั่งพี่ชาย

ในที่สุด ทุกอย่างในห้องสี่เหลี่ยมสีสันสดใสก็ถูกความมืดกลืนกินจนแทบสนิท จะมีก็เพียงแสงสว่างสีนวลเล็กๆจากดวงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น ที่พอจะทำให้ทุกคนได้อุ่นใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

22.30 น.

ผ่านไปกว่า40นาที ดูเหมือนทุกอย่างภายในบ้านจะเริ่มกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลากเท้าไปมาเบาๆหน้าห้องที่เป็นเสมือนยามคอยเฝ้าชิ้นเนื้อ แต่นั่นก็ยังไม่มากเท่ากับครั้งแรกที่แห่กันเข้ามาเสียอย่างกับงานปาร์ตี้ ดูท่าทางพวกมันคงจะถอนตัวกันกระจายออกไปด้านนอกหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เมื่อเสียงกรีดร้องโวยวายที่อยู่ภายนอกนั้นดูจะเป็นเสมือนสิ่งดึงดูดที่แสนจะเย้ายวนชวนลิ้มลองราวกับสารเสพติดสำหรับพวกมัน มากกว่าความเงียบสงบไร้ซึ่งเสียงเซ็งแซ่ใดๆที่อยู่ภายในห้องนี้

ในเวลานี้ทุกคนต่างแยกย้ายกันระดมความคิดในการหาทางออกภายในห้องสี่เหลี่ยมมืดสลัว โดยบนพื้นหน้าตู้เสื้อผ้า โรส วิลสัน ที่กำลังนั่งเหม่อลอยสายกอดหนูน้อยที่หลับปุ๋ยในอ้อมแขนด้วยความเหน็ดเหนื่อย ถัดมาคือเจสสิก้าที่กำลังนั่งลากสายตาเช็คข่าวสารในสมาร์ทโฟนคู่กาย พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเตียงนอนที่ใช้กั้นประตู และบริเวณหน้าต่างห้องนอนที่ส่องออกไปทำมุมกับถนนหน้าบ้าน เด็กหนุ่มอเล็กซ์ วิลสันซึ่งกำลังจ้องมองและเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นข้างล่างนั่น ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดคิ้วหนาสีน้ำตาลสองข้างขมวดเป็นปม เมื่อศพแล้วศพเล่าที่เขายืนดูการล้มตายอยู่เฉยๆโดยที่ไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่กว่าครึ่งในนั้นคือคนที่เขารู้จักและสนิทสนมด้วยทั้งนั้น...แต่ตอนนี้ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

“อเล็กซ์ พักบ้างเถอะ” โรส วิลสันกล่าวกับลูกชายด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “แม่เห็นลูกยืนอยู่ตรงนั้นมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมโอเค” เด็กหนุ่มหันมายิ้มน้อยๆให้ผู้เป็นแม่ “แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ?”

“เฮ้ อเล็กซ์ ช่วยดูให้ทีซิว่า...” เจสสิก้าละสายตาจากโทรศัพท์ในมือชั่วครู่ “ข้างล่างนั่นมี จอร์น แฮมเมอร์ รวมอยู่ด้วยรึเปล่า?”

“ไม่นี่...ทำไมเหรอ?”

“ชั้นว่ายัยเด็กซาดาโกะที่ถูกยำอยู่ข้างล่างนั่นลูกเขาแน่เลย” เธอซี้ดปากเบาๆ

“ไม่รู้สิ แต่ถ้าใช่ก็คงแย่หน่อยนะ เพราะพ่อเธอคงกำลังตามหาให้วุ่นเลย และก็คงจะดีใจมากถ้ารู้ว่าเราต้อนรับลูกสาวเขาได้ดีขนาดไหน” อเล็กซ์หันมากระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “แต่ใครจะสนล่ะ...ว่าแต่เธอเถอะ ได้เรื่องอะไรคืบหน้าบ้างรึยัง?”

“เอ่อ...ไม่อยากจะพูดให้นายเสียกำลังใจนะ” หญิงสาวส่ายหัวเบาๆ “สถานะล่าสุดถูกโพสขึ้นเมื่อ15นาทีก่อน รู้แค่ว่ามีการพูดถึงศูนย์อพยพที่พิตต์สเบิร์ก แต่ไม่รัปประกันว่าที่นั่นยังอยู่ดีมั้ย เพราะขนาดนิวยอร์กที่ประกาศตัวว่าเป็นศูนย์ใหญ่ก็ยังเพิ่งโดนถล่มไป...แถมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็เดี้ยงสนิทอีก นี่มันวันโลกาวินาศรึงัยเนี่ย?” เธอกล่าวอย่างสิ้นหวังพร้อมทิ้งตัวแผ่หลาลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยล้า



“ฟู่” อเล็กซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง “เอาล่ะ...พวกเราจะต้องออกไปกันเดี๋ยวนี้”

จบประโยคทำเอาทุกคนหันไปมองเด็กหนุ่มเป็นสายตาเดียวกัน ด้วยสีหน้าที่ต่างแสดงออกชัดเจนว่าตอนนี้พวกเขายังไม่พร้อมที่จะออกไปเผชิญกับเรื่องเลวร้ายข้างนอกนั่น

“ว่าไงนะ ทั้งที่มีพวกนั้นเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างล่างเนี่ยนะ?” โรสส่ายหัวเบาๆ “แล้ว...แล้วน้องล่ะ?”

“นั่นสิ ฆ่าตัวตายชัดๆ” เจสสิก้าเอามือขึ้นบีบขมับ “ทำไมเราไม่รอกำลังเสริม หรืออะไรซักพักก่อน...จากนั้นค่อยคิดเรื่องนี้กันอีกที”

“นี่เรารอมาเกือบชั่วโมงแล้ว ถ้ามีจริงพวกเขาก็มาแล้วล่ะ คงไม่รอให้คนตายกันหมดเมืองแบบนี้หรอก” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “แล้วขืนเรารออยู่อย่างนี้ต่อไป ไม่ช้าไม่นานเราคงกลายเป็นเหมือนพวกข้างล่างนั่นแน่...หรือโชคดีกว่านั้นหน่อยก็อาจจะได้กอดคอเน่าตายกันอยู่ในนี้”

“แต่แม่ว่าเราน่าจะรออีกหน่อย อย่างน้อยก็รอให้น้องได้พักบ้าง แค่นี้มันก็เกินพอที่เด็กอย่างเธอจะรับไหวแล้ว”

“ผมเข้าใจครับ แต่ยิ่งช้าเราจะยิ่งลำบาก” เด็กหนุ่มมองลอดบานหน้าต่างลงไปข้างล่าง “ยิ่งเราอยู่นานเท่าไหร่ พวกนั้นก็ยิ่งแห่กันมามากขึ้นเท่านั้น...ยังไงซะ ไม่ช้าไม่นานเราก็ต้องออกไปอยู่ดี สู้ออกไปตอนนี้เลยยังจะมีโอกาสรอดมากกว่า”

“เลิกเอาตัวเองเป็นที่ตั้งซักที” เจสสิก้าเริ่มตอกกลับบ้าง “ก่อนจะตัดสินใจอะไร เคยถามคนอื่นบ้างมั้ยว่าเขาจะคิดยังไง ดูคนรอบตัวนายบ้างสิว่าเขาเต็มใจกับเรื่องที่นายพยายามจะยัดเยียดให้มากแค่ไหน” เธอจ้องตาเด็กหนุ่มอย่างเอาเรื่อง “เลิกทำตัวเป็นเด็กซักทีเถอะ...อย่ามองอะไรก็ดูง่ายไปซะหมด”

“แล้วเธอจะให้ชั้นทำยังไงเจส นับถอยหลังรอวันตายอย่างนั้นเหรอ...หรือเธออยากจะหวังอะไรลมๆแล้งๆ ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง”

“ชั้นเหรอหวัง? เปล่าเลย” เธอชี้ไปที่เด็กน้อยที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ “ลองดูหน้าโบซะก่อนสิ...ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับเธอ นายจะรับผิดชอบไหวเหรอ?”

“แต่...”

“เดี๋ยว หยุดก่อน...” โรส วิลสันชูมือขึ้นสงบศึกพ่นน้ำลายของเด็กทั้งสอง ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน “แม่ได้ยินอะไรบางอย่างใกล้เข้ามาทางนี้”

เสียงใบพัดเหล็กของเฮลิคอปเตอร์จำนวนหลายลำบินผ่านหลังคาบ้านของพวกเขาไป ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าที่เจือไปด้วยความหวัง

“ไม่ได้มีแค่นี้...” อเล็กซ์บ่นพึมพำ ก่อนจะรีบวิ่งไปเช็คที่หน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงบดของล้อเหล็กขนาดใหญ่กับพื้นคอนกรีตบริเวณด้านล่าง ซึ่งเจ้าของเสียงน่าเกรงขามนั้นคือรถถังT-84จำนวน3คันหรืออาจมากกว่านั้น กำลังวิ่งตัดผ่านถนนกลางหมู่บ้าน พร้อมรอบๆตัวรถ ถูกรายล้อมไปด้วยทหารอาวุธหนักครบมืออีกจำนวนกว่า30นาย พวกเขาถือM-16ยิงกราดไปที่ซากศพเดินได้เหล่านั้นร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ความปราณี…

“เขามาช่วยเหลือแน่ พวกเราควรแสดงตัว...” เจสสิก้าพูดพร้อมกับเตรียมเอามือจ่อสวิตช์ไฟเพื่อเผยที่ซ่อนให้แก่พวกทหารได้รับรู้

“ไม่เจส เดี๋ยวก่อน!”


To Be Continued


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ชี้แจงเรื่องรีไรท์นะครับ เพราะครั้งแรกที่ลงได้มีการเพิ่มบทเข้ามากระทันหัน เพราะนึกสนุก แต่พอมาอ่านดูของตัวเองอีกทีต้องรีบลบอย่างรวดเร็ว เพราะมันรั่วมาก แถมไม่ส่งตัวละครอีกต่างหากจริงๆ...เขียนไปได้ = = ดังนั้นก็ต้องกลับไปเขียนแบบเดิมอีกครั้งนะครับ ขออภัยผู้ที่เผลออ่านไปแล้วด้วยน่อ ถือว่าเป็นฉาก cut scene ละกันนะครับ = =
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 19 พ.ย. 2012, 20:37, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 13 พ.ย. 2012, 19:42

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter2-Dead or Alive Part I รี

เย่ ลงแล้ว ๆ เดี๋ยวกลับมา edit คอมเม้นท์นะคะ ขอตัวไปทำงานก่อน :e7

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 91

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 14 พ.ย. 2012, 06:57

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter2-Dead or Alive Part I รี

คร้าบบ ว่างๆค่อยเข้ามาคอมเม้นต์ก็ได้จ้า ผมเองก็เข้ามาEditฟิคตัวเองบ่อยๆ อ่านทีนึงก็มีเรื่องให้แก้ทีนึง แปลกจังไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมป่ะว่าเวลาแต่งในWordมันดูโอเคมากนะ แต่พอนำมาลงจริงๆกลับคนละเรื่องเลย ทำให้ต้องเกิดอาการอิดิทลิซึ่มอยู่ประจำ แย่กว่านั้นถึงขนาดอยากลบทิ้งเขียนใหม่เลย = =
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 7103

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 15 พ.ย. 2012, 13:03

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter2-Dead or Alive Part I รี

ขึ้น Rep ใหม่เลยละกัน หายไปนานเกิน ตอนนี้กำลังตื่นเต้นเลย พวกทหรจะมาดีแน่หรือเปล่านะ
แต่สถานการณ์ซอมบี้บุกโลก ทุกอย่างพังพินาศแบบนี้ เห็นแล้วนึกถึงเรื่อง The Walking Dead
อ่านไปหลัง ๆ คนน่ากลัวกว่าซอมบี้อีก ต้องระวัง :e13

EDEN
Chapter II

ฟิคเวียน 8 ตอนจบ เรื่องใหม่ล่าสุด จาก 4 นักเขียน Apayin, forng1998, franc และ resident ลองเข้าไปอ่านกันดูนะคะ > <


MY
[Fan] Fiction

[Fan] Fiction ใน List นี้ ปัจจุบันเขียนจบหมดแล้วค่ะ ยกเว้นเรื่องยาว Perfect Resonance ที่ยังคง Update เรื่อย ๆ ค่ะ
ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน