[Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 15 ธ.ค. 2013, 22:47

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter16- Glimmer of Hope อัพจ้

อั๊ยย่ะ มาไวมากครับ ขอบคุณสำหรับรูป Fan Art สวยๆครับพี่เบียร์ คาร์มิตเพิ่งมาได้ไม่กี่ตอนเอง มีแฟนอาร์ตซะแล้ว ฮ่าๆๆ

ปล.เพิ่งเห็นลายเซ็นใหม่พี่เบียร์ เอดิสันหล่อโฮก! เห็นแล้วอยากหาเวลากลับไปอ่าน MoRC เพราะค้างไว้หลายตอน นี่ขนาดฟิคตัวเองกว่าจะมีเวลาเขียนก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง อนาถจริง - -* ยังไงเดี๋ยวไปไล่อ่านให้ทันแน่ครับ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 16 ธ.ค. 2013, 01:20

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter16- Glimmer of Hope อัพจ้

จริง ๆ แล้วลายเซ็นมันมีที่มาครับ 5555+

กล่าวคือรูปลายเซ็นนั้นคืออดีตของเอดิสัน เขาเคยเป็นทหารนาวิกมาก่อนเป็นตำรวจครับ ต่อมาท่านรองแคมเบลล์ชวนเขามาทำงานด้วยเพราะเห็นแวว ผมพยายามแต่งรูปให้หมอนี่ดูหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีของตัวเอง แบบว่าโดนดูถูกเหยียดหยามมาเยอะ 55555+

ขอบคุณที่ยังติดตามครับ ไม่ต้องรีบอ่านก็ได้ เอาตามต้นสะดวกแล้วกัน :e3
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 18 ธ.ค. 2013, 07:10

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter16- Glimmer of Hope อัพจ้

ตามมาอ่านช้ามากกกกกกกกกกกกกกกกก ขออภัยจริง ๆ เพิ่งปั่น Final Paper ส่งเสร็จเมือ่กี้สด ๆ ร้อน ๆ

อ่านสองตอนรวดจุใจ โดยเฉพาะตอนสอง ยาวมาก แต่ดีค่ะ ชอบ :e7

ตอนนี้ได้เห็นคาแรกเตอร์ของแต่ละคนแบบเต็ม ๆ เลยนะ เริ่มรู้จักฝ่ายนางเอกมากขึ้นว่าใครเป็นยังไง ลักษณะแบบไหน โบนี่ก็โตขึ้นมาก อเล็กซ์นี่ก็โผล่มาช่วยสาวได้แบบพระเอกสุด ๆ ฉากบู๊ในตอนหลังนี่มันส์มาก เหมือนหนังอย่างที่พี่เบียร์ว่าเลยค่ะ รู้สึกเหมือนฝีมือของน้องต้นพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะเนี่ย โดยเฉพาะตอนล่าสุดนี่ชัดเจนเลย

เป็นกำลังใจให้ และรออ่านตอนต่อไปจ้า


ป.ล. Fan Art พี่เบียร์แจ่มมาก เห็นตั้งในแต่ FB ละ เพิ่งได้มาเห็นในบอร์ด :e3
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 19 ธ.ค. 2013, 15:06

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter16- Glimmer of Hope อัพจ้

ขอบคุณพี่แพรสำหรับการติดตามเช่นเคยครับ

ในตอนต่อไป ค่อนข้างเต็มไปด้วยฉากเบาๆ ถึงปานกลาง เพื่อให้ผู้อ่านได้ผ่อนคลายหลังจากเดินหน้าลุยกันมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งพอมาลองเขียนดูแล้วกลับหนักใจกว่าไอ้พวกฉากบู๊อีกแฮะ ฮ่าๆๆๆ แต่จะพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดครับ ยังไงช่วยติดตามด้วยนะครับผม

และขออัพเดทอีกสักนิด ว่าฟิคเรื่องนี้ผมวางพล๊อตไว้เสร็จจนเกือบ 90% แล้วนะครับ จะเหลือก็แค่ฉากจบที่คิดไว้หลายแบบมากตอนนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะให้จบแบบไหนดี หากไม่มีอุปสรรคใดๆ ภายในกลางปีหน้าจบภาค 1 แน่นอน และพักไปอีกสักระยะก่อนจะต่อภาคที่ 2 เพราะธีมของภาคต่อนั้นจะมีสเกลที่ใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการค้นข้อมูลพอสมควร เพื่อจะได้ไม่ต้องมาตามแก้บ่อยๆ ดังนั้นช่วยติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ ขอบคุณคร้าบ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 29 ธ.ค. 2013, 18:23

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

Chapter 17 - Serpent

14 พฤษภาคม 2012

20.45 น.


ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมเก่า แสงสีเหลืองทองอ่อนๆ จากโคมไฟหัวโต๊ะส่องสว่าง กระทบกับข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่ล้วนสร้างขึ้นจากไม้ หากแต่มันเก่ากึกและเต็มไปด้วยหยากไย่หนา ซึ่งดูจะไม่ได้ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานานพอควร เมื่อบางอย่างนั้นเริ่มผุพังและไม่สามารถใช้งานได้อย่างเช่นเคย ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีกลิ่นอับชื้นที่ลอยเข้ามาปะทะจมูกอยู่เป็นระยะสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้พักอาศัยไม่น้อย แต่ใครจะสน ในเมื่อตอนนี้แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนอย่างสบายไร้กังวลก็นับว่าบุญแล้ว

สองพี่น้องวิลสัน เหยียดตัวนอนติดกันอยู่บนเตียงไม้ ที่ปูทับด้วยฟูกสีขาวนุ่ม โดยคนน้องนั้นเอาศีรษะกดทับอยู่บนท่อนแขนของผู้เป็นพี่ ผู้ซึ่งกำลังเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างออกรส ทั้งคู่ส่งเสียงจอแจคุยกันดูสนุกสนานตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

“หนูนึกว่าจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้ว” โบ วิลสัน กุมมือพี่ชายแน่น “ตอนพี่ตกลงไปข้างล่าง ตอนนั้นนั้นหนูกลัวมาก” นัยน์ตาสีฟ้าเหม่อลอย “หนูตะโกนเรียกเท่าไหร่ พี่ก็ไม่ตอบกลับมา...หนูไม่รู้จะทำยังไง...หนูขอโทษจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนวุ่นวายกันไปหมด”

“ไม่...ไม่” อเล็กซ์ส่ายหัวพลางเอามือลูบเรือนผมสีทองของเธอเบาๆ “พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ พี่ผิดเองที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะปกป้องใครได้...ทั้งที่ในตอนนั้น พี่ควรจะหนักแน่นให้ได้มากกว่านี้ ตลอดเวลาทุกครั้งที่เกิดเรื่อง พี่มัวไปคิดแต่อะไรที่มันไม่เข้าท่าอยู่เรื่อย จนทำให้ทุกอย่างยิ่งดูแย่หนักลงไปกว่าเดิม”

“ไม่...พี่ทำดีที่สุดแล้วค่ะ” เด็กสาวสบตาผู้เป็นพี่ บีบมือเขาแน่น “ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ และคำพูดของพี่ที่คอยเตือนหนูไว้ หนูคงไม่อยู่มาได้นานขนาดนี้” เธอยิ้ม “และไม่ว่าใครจะคิดยังไง...หนูก็ยังรู้สึกภูมิใจในตัวพี่อยู่ดีค่ะ”

สิ้นประโยค เส้นโค้งปรากฏบนใบหน้าเด็กหนุ่มอีกครั้ง นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองไปยังเด็กสาวอย่างภาคภูมิในพัฒนาการของเธอที่เขาสังเกตเห็นได้ชัด “รู้อะไรมั้ย?”

“คะ?”

“ไม่ได้เจอแค่แปปเดียว น้องสาวพี่ดูโตขึ้นเยอะเลยนะ” เขาหยิกแก้มอมชมพูของเธอเบาๆ “ไปทำอะไรมาเนี่ย”

“หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ดวงตาสีฟ้ากลมโตจ้องมองพี่ชายจริงจัง “เดือนหน้าหนูก็ขึ้นเกรดหนึ่งแล้ว”

“อ๊า~” อเล็กซ์อ้าปากค้าง “จริงสินะ อีกหน่อย เด็กหญิง โบ วิลสัน ก็จะเริ่มโตเป็นสาวแล้วนี่นา”

“หนูพูดจริงนะ”

“พี่เปล่าว่าอะไรซักหน่อย”

“แล้วทำไมต้องทำหน้าเหมือนอยากจะหัวเราะด้วยล่ะ”

“ใครว่า?” เขาเค้นหัวเราะ “พี่ชื่นชมต่างหากล่ะ”

“ไม่ต้องเลย” หนูน้อยถกแขนออกจากมือพี่ชาย “คอยดูเถอะ…หนูจะทำให้ทุกคนเห็น” เธออ้าปากหาว ดวงตากลมโตเริ่มปรือลง “ว่าหนูสามารถ...ดูแลตัวเองได้...”

อเล็กซ์ยิ้มละมุนให้กับคำพูดของน้องสาว ก่อนจะเบนหน้ากลับไปหาเธอ พบว่าเด็กสาวกำลังหลับตาพริ้มอย่างไร้เดียงสา เด็กหนุ่มก้มหน้าลงไปประทับริมฝีปากลงบนหน้าฝากใสของหนูน้อยอย่างทะนุถนอม ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นคลุมร่างน้อยอย่างเบามือ ไม่อยากให้เธอสะดุ้งขึ้นมาจากห้วงภวังค์ เพียงเพราะการนอนหลับถือเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้เธอหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริงที่แสนจะโหดร้ายครั้งนี้ไปได้ แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาไม่นานก็ตามที

ร่างสูงค่อยๆ ชันตัวขึ้นจากเตียง ก่อนจะสาวเท้าย่องไปยังบานประตูทางออก หมุนลูกบิดออกไปอย่างเบามือ ปล่อยให้น้องสาวได้ใช้เวลาพักผ่อนให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ถ้าไม่เจอคุณ เธอก็คงไม่มีทางหลับได้แบบนี้” เสียงหญิงสาวเจ้าของเรือนผมน้ำตาลแดงเอ่ยทักอย่างแผ่วเบา เธอกอดอกยืนรออยู่หน้าห้องได้ครู่หนึ่งแล้ว

อเล็กซ์ยิ้มกลับ ดันบานประตูปิดกลับลงไปอย่างเบามือ “เราเหมือนแฝดสยามน่ะครับ ตลอดเวลา เราแทบไม่เคยห่างกันเลย”

“ดูก็รู้” หญิงสาวยิ้มบางๆ ก่อนยื่นเครื่องแต่งกายที่พับเป็นชั้นให้เขา “ไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูนะ แต่ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน หวังว่าคุณคงใส่ได้พอดีตัว”

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มผงกหัวพลางรับของมาถือในมือ ก่อนเดินตามหลังเธอลงไปยังบันไดชั้นล่างอย่างกระชั้นชิด

“ที่นี่เรามีไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศบางห้อง ชั้นล่างของโรงแรมมีน้ำอุ่นให้ใช้ หรือหากคุณอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็ให้ลงไปหาคุณมอลลี่ได้ที่คลินิกฝั่งตรงข้าม เธอจะช่วยคุณได้”

“ครับ...” เด็กหนุ่มก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะยิงคำถามต่อ “แล้ว...ตอนนี้พวกคุณมีกันกี่คนครับ”

“ถ้าไม่นับพวกคุณก็มียี่สิบสามคน” หญิงสาวเดินช้าลงเล็กน้อย “แต่ก่อนหน้าที่เราจะมาเจอที่นี่ ก็มีราวๆ สี่สิบคนเห็นจะได้” หล่อนเว้นวรรค “แต่อย่างว่า ทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราทุกคนต้องทำ คือเตรียมตัวให้พร้อมในทุกๆ วัน...พร้อมที่จะสู้ และพร้อมที่จะสูญเสีย” โครงหน้าเรียวหันกลับมายิ้มให้คู่สนทนา “มันจะง่ายที่สุดถ้าหากวันนั้นมาถึง”

เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากให้กับคำพูดของหล่อน อันเป็นทัศนคติเชิงบวก ซึ่งมันทำให้เขาคิดถึงใครบางคนขึ้นมาตงิด ใครบางคนที่เขาเฝ้าหวังว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง

“จริงสิ ที่จริงเรามีคำถามอยากจะถามพวกคุณอยู่เล็กน้อย” หล่อนหันกลับมาสบตาอีกครั้ง “แต่วันนี้เราทุกคนต่างก็เจออะไรกันมามากพอแล้ว ฉันคิดว่าไว้เป็นพรุ่งนี้น่าจะดีกว่า”

“แต่ผมไม่ติดอะไร”

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฉันหรอกนะ” หล่อนว่า “เอาเป็นว่าคุณจัดการเรื่องของตัวเองก่อนดีกว่า ฉันจะไปเตรียมอะไรให้ทาน ส่วนเพื่อนคุณที่มาด้วยกันหลับสนิทไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ใช่ครับ เขาเหนื่อยกับผมมามากพอดู”

“ทีแรก ฉันนึกว่าเขาเป็นพ่อคุณซะอีก”

“งั้นเหรอครับ” เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ “เขาไม่มีส่วนไหนที่เหมือนพ่อผมเลยซักนิด”

คาร์มิตฉีกยิ้มเห็นไรฟัน “เรื่องนี้ฉันไม่ขอออกความเห็นก็แล้วกันนะ....เอาล่ะ ถึงแล้ว” หญิงสาวหันมาหาคู่สนทนา ก่อนผายมือไปด้านหลัง “ห้อง 02 กับ 07 ฝักบัวเสีย นอกนั้นคุณสามารถเลือกห้องไหนก็ได้ตามสะดวก...อ่อแล้วก็ ห้อง 04 มีคนใช้อยู่นะ มันเป็นห้องเดียวที่มีน้ำอุ่น เผื่อคุณจะรอ”

“ไม่เป็นไรครับ แล้วก็...ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” อเล็กซ์ก้มหัวให้หล่อนหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับมุ่งไปยังประตูห้องที่อยู่เบื้องหน้า

“เฮ้” หญิงสาวส่งเสียงเรียกให้เด็กหนุ่มชะงัก ก่อนเขาจะหันกลับมาสบตากับหล่อนอีกครั้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ครับ?”

“ฉันขอบคุณจริงๆ สำหรับเรื่องในวันนี้” หล่อนเสยเรือนผมสีน้ำตาลแดงขึ้น “ถ้าไม่ได้พวกคุณ ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้จะเป็นยังไง”

อเล็กซ์ยิ้มกลับ “นั่นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่คุณช่วยน้องสาวผมไว้” เขาเว้นวรรค “ชาตินี้ทั้งชาติผมก็ชดใช้ไม่หมด”

สิ้นประโยค คาร์มิตกระตุกคิ้วขวาขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับอย่างช้า “งั้น...ฉันปล่อยให้คุณทำธุระส่วนตัวไปแล้วกัน”

เด็กหนุ่มผงกศีรษะยิ้มรับ ก่อนหญิงสาวจะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งเขาไว้เบื้องหลังตามลำพัง

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 15 พฤษภาคม 2012
07.00น.


ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด....
เสียงปลุกเวลาประจำจากนาฬิกาข้อมือของอเล็กซ์ดังขึ้นเป็นจังหวะ ปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่นจากห้วงภวังค์ แสงอ่อนๆยามรุ่งอรุณลอดผ่านแนวผ้าม่านบางเข้ามากระทบนัยน์ตาสีฟ้าที่ค่อยๆปรือขึ้นอย่างช้า นี่เป็นอีกคืนที่เขาข่มตาหลับได้อย่างไร้กังวล ร่างสูงค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ก่อนจะสังเกตถึงบางอย่างที่ดูแปลกไปก่อนเขาหลับตาลงเมื่อคืนก่อน

“โบ...” เด็กหนุ่มพึมพำ พลางกดดับสัญญาณนาฬิกา กวาดสายตามองทั่วห้อง พบเพียงความว่างเปล่า ครั้งสุดท้ายที่เห็น เธออยู่ข้างเขาบนเตียงนี้

อเล็กซ์ลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอน รีบวิ่งไปแหวกผ้าม่านหน้าต่างส่องดูบรรยากาศภายนอกอาคาร ซึ่งไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทุกอย่างยังดูสงบ ผู้คนในที่แห่งนี้ยังคงเดินสัญจรไปมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเขาไม่ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้มานานแล้ว เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พลางเอาสันมือเคาะเข้ากับหน้าฝากเรียกสติกลับคืน...บางทีเขาเองก็คิดมากเกินไป

“พี่ทำอะไรอยู่คะ” เสียงเด็กหญิงดังแทรกขึ้น ทำเอาอเล็กซ์สะดุ้งโหยงรีบหันกลับมามองยังต้นเสียง เห็นหนูน้อยยืนยิ้มแฉ่ง ในมือทั้งคู่ถือถาดอาหารที่มีจานสปาเก็ตตี้วางทับไว้

“นี่จะไปไหน ทำไมไม่ปลุกพี่ล่ะ” เขาทิ้งตัวลงนั่งที่ขอบเตียง จ้องหน้าน้องสาวอย่างเอาเรื่อง

“ก็บอกแล้วไงว่าหนูโตแล้ว” เธอตอกกลับพลางเดินเอาอาหารไปวางไว้ยังโต๊ะไม้กลางห้อง

“พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น” ผู้เป็นพี่แจง “หมายถึงจะไปไหนก็ช่วยบอกกันก่อน พี่จะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วง”

“หนูปลุกแล้วค่ะ แต่พี่ไม่ตื่น” หนูน้อยทิ้งตัวนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ผายมือลงจานอาหารตรงหน้า “มากินก่อนสิคะ”

“เอาไว้ก่อน พี่ยังไม่หิว” เขาสำรวจดูเครื่องแต่งกายใหม่ของเด็กสาว “แล้วนี่อาบน้ำรึยัง”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“ดีมาก งั้นรออยู่นี่แปบ” เขาขยี้เรือนผมของเธอเบา “พี่จะไปคุยกับอลันที่ห้องข้างๆ”

“หนูไปมาแล้วค่ะ เขาไม่อยู่ในห้อง”

“ไม่อยู่?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัย

“หนูได้ยินว่าพวกเขาช่วยกันซ่อมรั้วอยู่ด้านนอก บางทีคุณอลันอาจอยู่นั่น”

“งั้นเหรอ?” อเล็กซ์เม้มริมฝีปาก ครุ่นคิด “งั้นรอพี่อยู่นี่นะ อย่าไปไหน”

“ตามสบายค่ะ” หนูน้อยปัดมือไล่ตามหลังพี่ชาย ก่อนจะหันกลับมาตักอาหารในจานตรงหน้าเข้าปากอย่างไม่แยแส

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

08.10น.

ทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้าน คนกลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมรั้วคอนกรีตที่ล้มพังลงมากับพื้น บ้างก็กำลังลากซากศพของอมนุษย์ไปกองรวมกันยังท้ายรถกระบะที่จอดเรียงกันอยู่บริเวณทางออกเพื่อนำไปเผาทิ้งรวมกันด้านนอก เด็กหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบจนทั่ว ทว่าก็ยังคงไร้วี่แววของอลัน เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นคาร์มิตซึ่งกำลังลากซากศพบนพื้นอย่างถูลู่ถูกัง และเขาเองก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่รีรอในการยื่นมือเข้าไปช่วยในทันที

“เฮ้ ให้ผมช่วยดีกว่านะ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางสาวเท้าวิ่งเข้ามาหาหญิงสาวที่กำลังง่วนกับการลากศพของผีดิบ

“อย่าดีกว่า นี่งานของฉัน” หล่อนฉีกยิ้มให้เขาหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันกลับไปจัดการกิจของตัวเองต่อ “ส่วนคุณเป็นแขกของเรา เชิญกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ”

“เถอะน่า...ช่วงวันหยุด ผมไปช่วยงานที่ฟาร์มเพื่อนบ้านบ่อยๆ พวกงานแบกหามน่ะผมทำมาหมดแล้วล่ะ แค่นี้สบายมาก” เขาคะยั้นคะยอ หากหญิงสาวดูท่าไม่ค่อยสนใจ “เถอะน่า ให้ผมได้ทำอะไรตอบแทนพวกคุณบ้างเถอะ”

“คุณทำไปแล้วเมื่อวานนี้” หล่อนพูดพร้อมกับออกแรงกระชากท่อนขาร่างเน่าบนพื้น

“แหม....ใจร้ายจังคาร์มิต” สาวผิวสีแบรนดี้เอ่ยขึ้นเหน็บเพื่อนสาวขณะกำลังช่วยเด็กหนุ่มโลแกน ยกซากศพขึ้นท้ายกระบะรถ “เราไม่ควรปฏิเสธคำขอร้องคนอื่นนะ มันเสียมรรยาท แถมดูท่าทางเขาเต็มใจอยากช่วยเธอจะตาย”

สิ้นประโยค หญิงสาวหันไปกลอกตาให้กับเพื่อนเชิงประชด ก่อนจะปล่อยท่อนขาอมนุษย์ลงจากมือพร้อมกับดึงถุงมือยางสีขาวที่เหน็บไว้ในซอกเข็มขัดข้างลำตัวส่งให้กับอเล็กซ์พร้อมยิ้มมุมปากให้เขาหนึ่งครั้ง “โอเค งั้นก็ได้”

เด็กหนุ่มยิ้มตอบพร้อมกับรับถุงมือมาสวมในมือ ก่อนจะก้มตัวลงเล็กน้อย ยื่นมือทั้งสองข้างจับเอาท่อนขาของซากศพที่นอนนิ่งบนพื้นขึ้นมากระชับ ก่อนออกแรงกระชากอย่างสุดแรง

“ระวังนะ ขาข้างซ้ายมัน...”

ไม่ทันขาดคำ ข้อเท้าของร่างอัปลักษณ์ก็ฉีกขาดออกจากกันเมื่อถูกดึงอย่างแรง ส่งร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มเสียหลัก หงายหลังลงก้นกระแทกลงกับพื้นอย่างจัง เรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้ที่ยืนอยู่รอบๆ ได้เป็นอย่างดี เว้นแต่คาร์มิต ที่พยายามเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมเบือนหน้าหนี กลั้นใจไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา

อเล็กซ์รีบชันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความอับอาย ใบหน้าขาวใสกลับแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นึกต่อว่าตัวเองในใจ ก่อนจะหันไปสบตาหญิงสาวตรงหน้าอย่างเขินอาย

“โทษที ฉันเตือนคุณช้าไปหน่อย” หล่อนพูดพลางอมยิ้ม

“ไม่หรอก...ผมไม่ระวังเองต่างหาก” เขาเอามือลูบเรือนผมไปมาแก้เขิน “น่าขายหน้าชะมัด”

“ไม่หรอก ฉันว่าน่ารักดีออก” หญิงสาวฉีกยิ้มเห็นไรฟัน จ้องตาเขาอย่างเอ็นดู

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันอย่างประหลาดใจกับคำพุดของหล่อน ริมฝีปากที่เคยเป็นเส้นตรงโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม ร่างกายหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกสายตาอื่นจับจ้องอยู่ โดยเฉพาะกับโลแกน ที่ชักสีหน้ามองมาที่เขาราวกับไม่พอใจ

“อ่ะอ๊า...” สาวผิวสีอ้าปากขึ้นเล็กน้อยจ้องกลับไปยังคาร์มิต พ่นควันบุหรี่ออกจากปากพร้อมกับอมยิ้มอย่างมีเลศนัย

“อะไร?” ผู้ถูกจับจ้องย่นเรียวคิ้วลงพลางส่ายหัวไปมา แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะหันกลับไปลากซากศพอีกหนึ่งร่างที่นอนแอ้งแม้งอยู่ไม่ไกล ตามเด็กหนุ่มไปติดๆ

“มา ฉันช่วย” แบรนดี้ดีดก้นบุหรี่ลงบนพื้น ก่อนสาวเท้าตรงเข้ามา ช่วยอเล็กซ์ยกส่วนหัวของซากศพขึ้นไปกองรวมกันยังท้ายกระบะ ขณะเดียวกันโลแกนก็วิ่งโร่เข้าไปช่วยคาร์มิตที่ตามมาด้านหลัง

“เอาล่ะ พร้อม” สาวผิวสีส่งสัญญาณให้เด็กหนุ่มยกร่างอัปลักษณ์โยนขึ้นกระแทกกับท้ายรถ ก่อนหัวของมันจะหลุดออกมาจากบ่าพร้อมกับของเหลวสีดำเข้มที่ทะลักออกมาตาม ส่งกลิ่นเหม็นแล่นเข้าโพลงจมูกจนแทบอยากอาเจียนออกมา

“ฉันไม่ขับมันออกไปหรอกนะ” คาร์มิตพูดด้วยสีหน้าพะอืดพะอมพร้อมกับเหวี่ยงซากศพที่ยกมากับโลแกนตามขึ้นไป ก่อนจะรีบหันหลังกลับพลางถอดถุงมือทิ้งลงกับพื้น

“ผมขับออกไปให้ก็ได้นะครับ” อเล็กซ์กล่าวอาสาพลางเค้นหัวเราะออกมาเล็กน้อย “ผมเคยคลุกคลีอยู่กับสภาพแบบนี้มาเกือบเดือนในห้องปิดตายแคบๆ ที่มีเพียงรูระบายอากาศเล็กๆ ให้หายใจ จนตอนนี้ผมแทบไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะ”

หญิงสาวเสยเรือนผมสีน้ำตาลแดงขึ้น เลิกคิ้วสองข้างขึ้นพร้อมกัน พยามจินตนาการภาพตาม “มันคงแย่สุดๆ”

เด็กหนุ่มกำลังอ้าปากสาธยายต่อ หากแต่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

“เฮ้ ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ” อีริค สเปนเซอร์ สาวเท้าเดินเข้ามาใกล้หนุ่มสาว ที่กำลังยืนจ้อกันอยู่หน้าซากศพที่กองสุมทับกันอยู่ท้ายกระบะจนแน่น

“ครับ...” อเล็กซ์หันกลับมาหาเขา ด้วยท่าทีสนใจ

“รบกวนเวลาไม่นานหรอกนะ...” เขาเริ่ม “หลังจากนี้ นายมีแผนที่จะไปไหนต่อรึเปล่า?”

“เอ่อ...ไม่รู้สิครับ” เด็กหนุ่มยักไหล่ขึ้นพร้อมกัน “ที่พักสุดท้ายเราเพิ่งโดนบุกไปเมื่อคืนก่อน มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนเราไม่ทันได้เตรียมตัวอะไรเลย”

“สรุปคือ ยังไม่มีแผนสินะ” ผู้นำหรี่ตาลงเล็กน้อย “แล้วนายคิดว่าที่นี่เป็นไง?”

“ก็...” อเล็กซ์กวาดสายตามองรอบกาย “เยี่ยมครับ ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ผมก็ไม่เคยเห็นกลุ่มคนเยอะขนาดนี้มาก่อน”

“งั้น นายพอใจที่จะอยู่ต่อ และ ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเรา” เขาเว้นวรรค “ใช่รึเปล่า?”

“ถ้าให้ตอบตามตรงก็...” เด็กหนุ่มผงกศีรษะ “ใช่ครับ ผมคิดว่ามันดีสำหรับโบ อะไรที่ทำให้เธอรู้สึกว่าปลอดภัยผมก็ยินดีจะคว้ามันไว้โดยไม่ลังเล และดูเหมือนเธอจะชอบผู้คนที่นี่เอามากๆ ซึ่งผมว่ามันเยี่ยมมาก”

“แต่นายก็เห็นเมื่อวานนี้แล้ว” เขาย้ำเตือนอีกครั้ง

“ครับ ผมคิดว่านั่นจะไม่เป็นปัญหา หากพวกคุณมีคนที่พอจะใช้อาวุธเป็นเพิ่มขึ้นมาบ้าง” เด็กหนุ่มเดาะลิ้น “อลันเขาเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้พอตัว ผมว่าเขาจะช่วยให้ที่นี่ดีขึ้นได้แน่”

“อ่าฮะ” อีริคผงกหัวตอบรับ “พูดถึงเรื่องเพื่อนนาย ซึ่งตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน” เขาเลิกคิ้วขวาขึ้น “แอนโตนิโอ พูดถึงสิ่งที่เขาทำเมื่อวันก่อน อาวุธที่เขาใช้จัดการกับพวกมัน ซึ่งมันไม่ธรรมดาเลยรู้ใช่มั้ย ฉันอยากรู้ว่าเราสามารถไว้ใจเขาได้มากแค่ไหน และหวังว่านายคงเข้าใจที่ฉันถาม”

“ครับ ผมเข้าใจ...” อเล็กซ์ยิ้มบางๆ “อันที่จริง ก่อนหน้านี้ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย...จนอาทิตย์ก่อน ผมและน้องสาวกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่สุดๆ เราแทบไม่เหลือความหวังเลยในตอนนั้น ในใจผมคิดว่ายังไงซะ เราทั้งคู่คงไม่รอดแน่นอน...” เขาเว้นจังหวะครุ่นคิด “ แต่แล้ว อลันเขาก็ตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วยเรา ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยงด้วยซ้ำ แต่เขาก็เลือกที่จะทำ และไม่ใช่แค่นั้น เขายังช่วยพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว” เส้นโค้งปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเขาเป็นคนดี และคิดว่าเรื่องนี้ จะไม่เป็นปัญหากับที่นี่แน่นอนครับ ผมกล้ารับประกัน”

“อะไรกันอีริค นายก็เห็นสิ่งที่เขาทำ” คาร์มิตเสริมขึ้น “เขาช่วยเราไว้นะ”

“นั่นฉันรู้” เขาปลายตามองน้องสาว “ฉันแค่อยากถามให้แน่ใจ ยังไงซะที่นี่ก็เป็นประชาธิปไตย ถ้าหากทุกคนเห็นด้วย ฉันก็ไม่มีอะไรต้องโต้แย้งอยู่แล้ว...”

“เฮ้” แบรนดี้ขัดจังหวะ ก่อนจะบุ้ยปากไปทางด้านหลังอีริค เมื่อคนที่พวกเขาพูดถึงกำลังสาวเท้ามุ่งตรงเข้ามาอย่างหน้าชื่นตาบานพร้อมกับแบกเป้ขนาดใหญ่ไว้บนแผ่นหลัง

“ขอบคุณสำหรับที่พัก” หนุ่มใหญ่กล่าวพร้อมแทรกตัวเข้ามากลางวง “แต่ในเวลานี้ ซึ่งเงินและภาษีดูเหมือนจะไม่จำเป็นอีกต่อไป ผมขอจ่ายค่าตอบแทนเป็นอาวุธพวกนี้ก็แล้วกันนะ หวังว่ามันคงช่วยที่นี่ได้เยอะตอนพวกมันบุกเข้ามาอีกรอบ” เขาวางกระเป๋าหนังสีดำหนาดใหญ่ลงท้ายฝากระบะรถ ซึ่งภายในบรรจุอาวุธปืนสงครามหลากชนิด กะจากสายตาน่าจะราวสัก 7-8 กระบอก ทำเอาทุกคนในที่นี้จ้องมองไปที่เขาเป็นสายตาเดียวกันด้วยความสงสัย โดยเฉพาะ อเล็กซ์ที่ดูจะรู้ทันทีว่าเขากำลังจะทำอะไร

“ม...หมายความว่าไงครับ” เด็กหนุ่มถามกลับอย่างร้อนรน “คุณจะกลับออกไปอย่างงั้นเหรอ”

“ใช่ มีปัญหาอะไร” เขาเหลือบมองคู่สนทนาชั่วครู่ ก่อนเบือนหน้าหนี “ในเมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว ฉันก็ต้องกลับไปในที่ของฉันซักที”

“คุณคงไม่ได้หมายถึง เคบิ้น กลางป่านั่น” เขาเดินเข้ามาขวางหน้านายพราน “เพราะมันเพิ่งโดนบุกไปเมื่อวันก่อน”

“ใช่...” น้ำเสียงเย็นชาตอบกลับ ก่อนเดินกระแทกผ่านไหล่เด็กหนุ่มไป “นั่นล่ะ ที่ของฉัน”

สิ้นประโยค อเล็กซ์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ไม่คิดว่าเขาจะตัดสินใจเช่นนี้ ขณะที่คาร์มิตสาวเท้าเดินออกมาหยุดตรงหน้าหนุ่มใหญ่หวังอธิบายให้เขาได้เข้าใจ

“คุณรออีกซัก วัน สองวัน หรือไม่ก็อยู่ที่นี่กับเราก็ได้” หญิงสาวแจง “ตอนนี้เรามีสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่สามารถหาได้ในละแวกนี้ ซึ่งฉันกล้ารับประกันได้เลย และเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้สามอาทิตย์...สามอาทิตย์ โดยไม่ต้องเร่ร่อนเอาชีวิตไปเสี่ยงข้างนอกนั่น คิดดูสิว่าเราสามารถชนะมันได้ เพียงแต่ตอนนี้ เราแค่ต้องการคน” หล่อนจ้องเข้าไปในตาเขา “คนอย่างพวกคุณ”

หนุ่มใหญ่หัวเราะหึในลำคอ ส่ายหัวไปมาเบาๆ ก่อนหันไปจ้องหน้าหญิงสาว “ดูรอบตัวซะก่อนสิ พวกนายชนะอะไร?” เขากวาดสายตามองทุกคน “ความตาย ความหิวโหย ความทุกข์ทรมานงั้นเหรอ เปล่าเลย...มันเป็นแค่การซื้อเวลาชั่วคราวเท่านั้น ไอ้ทฤษฎีรวมกันเราอยู่น่ะ มันใช้กับตอนนี้ไม่ได้ผลหรอกนะจะบอกให้ ถ้าฉลาดก็จงเอาตัวเองให้รอดก็พอ อยู่ห่างคนอื่นไว้ อย่าได้ทำตัวเป็นฮีโร่” เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่ม “เหมือนที่ฉันกำลังจะทำตอนนี้”

“ไม่...ผมว่านั่นไม่ใช่คุณ” อเล็กซ์ส่ายหัวไม่เชื่อในคำพูด “คุณกำลังจะบอกว่าเราทุกคนควรเห็นแก่ตัวอย่างงั้นเหรอ”

“ไม่ผิดหรอก นั่นล่ะฉัน” หนุ่มใหญ่ยิ้มมุมปาก ก่อนหันหลังกลับอย่างไม่ใยดี “ก่อนหน้านั้น ฉันสามารถอยู่ในโลกเน่าๆ นี้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล...จนกระทั่งนายและน้องเข้ามาในชีวิต มันทำให้ฉันได้รู้ว่า...การตัดสินใจครั้งนั้นของฉัน” เขาปลายตามองกลับมาเล็กน้อย “มันผิดมหันต์”

สิ้นประโยค เด็กหนุ่มงับริมฝีปากลงอย่างชะงักไม่สามารถประมวลคำพูดได้ ใบหน้าชาราวกับถูกตบฉาดใหญ่ แทบไม่เชื่อว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้หลุดออกมาจากปากของผู้ที่เขาเคยช่วยเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในเมื่อทางนั้นตัดสินใจ และ ลั่นวาจาไว้เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้านแต่อย่างใด ได้เพียงแต่ยืนมองแผ่นหลังของอดีตคู่หูที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“มันคิดว่ามันเป็นใครวะ” อีริคฉุนจัด คว้าเป้สะพายปืนจากท้ายกระบะ สาวเท้าเดินตามหลังเจ้าของมันไปอย่างเร่งรีบ

“อีริค อย่า” คาร์มิตเสียงแข็ง รั้งข้อมือพี่ชายไว้ “ วางมันลงซะ ทำแบบนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ”

ชายหนุ่มสงบนิ่งตามคำทักท้วงของน้องสาว ก่อนพ่นลมหายใจออกมาอย่างขุ่นเคือง ในฐานะผู้นำ คำพูดของอลันถือเป็นการดูแคลนเขาอย่างอย่างร้ายแรง

“คนอย่างคุณ ผมถือว่าตายไปแล้ว!” อริคตะโกนตามหลัง ก่อนโยนกระเป๋าปืนส่งกลับไปให้โลแกน โดยที่น้องสาวได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ก่อนหล่อนจะปล่อยท่อนแขนเขาลงพร้อมกับเดินไปหาผู้ที่รู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องครั้งนี้ที่สุด

“คุณไม่เป็นไรนะ?” หญิงสาวจ้องตา ถามด้วยความเป็นห่วง

นัยน์ตาสีฟ้าเหม่อลอยชั่วครู่ ปล่อยคำถามของหล่อนให้ลอยคว้างในอากาศ ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งพร้อมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ครับ...ผมไม่เป็นไร”

“นายไปพักผ่อนเถอะ” ผู้นำกลุ่มเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ “เดี๋ยวทางนี้พวกเราจัดการเอง”

“ผมไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อน “ให้ผมช่วยเถอะ”

ชายผู้นำนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะกวาดสายตากลับไปมองสมาชิกคนอื่นที่ต่างผงกศีรษะเบาๆ เป็นสัญญาณยินยอม และ ไม่คัดค้านในการตัดสินใจของอเล็กซ์ ตอนนี้เขาคงต้องหาอะไรที่ทำให้สมองตัวเองไม่คิดฟุ้งซ่าน

“ก็ตามใจ” อีริคเลียริมฝีปากบน เอามือเท้าเอว “งั้นนายไปกับฉันก็แล้วกัน...แบรนดี้ ขอกุญแจรถด้วย”

ชายหนุ่มรับกุญแจจากมือสาวผิวสี ก่อนเดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับของรถกระบะสีครีมที่บรรทุกซากศพจนเต็มท้าย เข้าไปนั่งรอเด็กหนุ่มอยู่ภายใน

“ผมฝากโบด้วยนะครับ” อเล็กซ์ฝากฝังน้องสาวแก่คาร์มิต

“ได้...ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก” หล่อนยิ้มมุมปากพลางพยักหน้ารับคำ “เธออยู่ได้แน่”

สิ้นคำมั่น เด็กหนุ่มฉีกยิ้มเห็นไรฟัน หากแต่สีหน้าและแววตากลับดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มหัวลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวเป็นการขอบคุณ ก่อนหันหลังกลับมุ่งไปยังรถที่จอดติดเครื่องรออยู่

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12.20น.

รถ Focus สีดำสนิท แล่นอย่างช้าบนถนนโล่ง หนุ่มใหญ่เจ้าของรถขับมันอย่างใจเย็น นัยน์ตาสีน้ำตาลทอดมองออกไปยังหนทางเบื้องหน้าอย่างไร้เป้าหมาย สลับกับเหลือบมองกระจกข้างอยู่เป็นระยะ มือขวาคอยบังคับพวงมาลัย ขณะมือซ้ายหย่อนออกไปนอกหน้าต่างรถรถพร้อมนิ้วชี้และนิ้วกลางคีบมวนบุหรี่สีขาวที่ไหม้จนเกือบหมด ก่อนจะดีดมันลงไปยังพื้นถนนเบื้องล่าง

สายตาที่เย็นชาจับจ้องพื้นถนนเบื้องหน้าที่โล่งไร้สิ่งกีดขวางจนสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะกดหัวรองเท้าคอมแบตเหยียบคันเร่งจนเกือบมิด ส่งรถให้แล่นไปอย่างฉิว ไม่สนใจหวนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขณะเดียวกัน

ท่ามกลาง ทุ่งหญ้าโล่งเตียน ที่รายล้อมไปด้วยผืนป่าซึ่งอยู่ห่างจาก เซ็นทราเลีย ไม่ไกล อีริค และ อเล็กซ์กำลังช่วยกันยกซากศพร่างสุดท้ายลงมาจากท้ายกระบะรถ ก่อนจะโยนมันลงไปกองรวมกันกับซากที่เหลือเป็นทรง พีระมิด

“กล่องไม้ขีดอยู่หน้ารถ” ชายผู้นำกล่าวกับเด็กหนุ่มผมทอง ขณะที่กำลังเดินวนเทถังน้ำมันราดลงไปยังกองเน่าที่อยู่ตรงหน้า “แล้วก็ช่วยจัดการต่อทีนะ ฉันจะขอออกไปเดินสำรวจแถวนี้นิดหน่อย”

“ได้ครับ” อเล็กซ์ผงกศีรษะรับ สาวเท้าเดินมาหยุดอยู่หน้าซากศพ ก่อนจะหยิบก้านไม้ขีดขึ้นมาจากกล่อง นำมาขูดลงกับแถบด้านข้างเป็นทางยาวจนเกิดเปลวไฟ นัยน์ตาสีฟ้าจ้องมองแสงที่ลุกโชนในมือชั่วครู่ ก่อนจะทิ้งมันลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ส่งให้เกิดเปลวเพลิงโหมขึ้น เผาไหม้ร่างอัปลักษณ์ที่กองอยู่รวมกันบนพื้น

สิ้นภารกิจ ร่างสูงโปร่งหันหลังกลับ เดินไปยังรถที่จอดสนิทอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปยังฝั่งผู้โดยสาร นั่งรอคนขับอยู่ภายในอย่างเงียบเชียบ แผ่นหลังหนาเอนพิงเบาะที่ปรับลดระดับลงมาเล็กน้อย ริมฝีปากบางพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้งอย่างเบื่อหน่าย นัยน์ตาสีฟ้าทอดมองขึ้นไปยังด้านบนราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่มักหายไปจากตัวเขาเมื่อเขาได้มันมา

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

20.15น.

ท่ามกลางผืนป่าที่เงียบสงัด ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ แม้แสงสว่างธรรมชาติจากดวงจันทร์จะสาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศที่หน้าหวาดหวั่นนี้ดูปลอดภัยขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย อลัน โจนส์ แหงนหน้าขึ้นมองบ้านไม้ขนาดใหญ่ของตัวเองที่เพิ่งโดนบางสิ่งบุกรุกจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยแข็งแกร่ง เมื่อประตูและหน้าต่างทุกบานแตกละเอียดแทบไม่เหลือชิ้นดี

หนุ่มใหญ่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ผลักบานประตูไม้หน้าบ้านที่เปิดอ้าค้างไว้อยู่แล้วอย่างเบามือ ก่อนที่มันจะล้มครืนลงไปกับพื้นสร้างเสียงดังสนั่นต้อนรับการมาเยือนของเจ้าบ้าน

“เยี่ยม...” อลันกวาดสายตามองดูข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย แสงจากดวงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางกรอบหน้าต่างช่วยให้มองเห็นบรรยากาศข้างในเกือบชัดเจน ทั้งโต๊ะ ตู้ โซฟา รูปแขวนบนผนัง ต่างลงมากองรวมกันอยู่บนพื้น แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาสนใจเท่าขวดบรั่นดีที่วางนิ่งอยู่เหนือเตาผิง ชั่ววูบเขานึกขำในใจ เมื่อมันเป็นสิ่งเดียวที่ตั้งยังคงตั้งตระหง่านเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้ ท่ามกลางหายนะที่เกิดขึ้นรอบตัว เหมือนกับอาการของผู้ที่ดื่มมันเข้าไปไม่มีผิด

ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ สาวเท้าเดินเข้าไปคว้าคอขวดมาจ้องมองอย่างพินิจชั่วครู่ ริมฝีปากหนาเม้มลงเป็นเส้นตรง ราวกับกำลังชั่งใจบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจโยนมันทิ้งลงไปในเตาอย่างไม่แยแส

จอมเก๋าวัยทองพ่นลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับทิ้งตัวนอนลงบนโซฟานุ่มสีเลือดหมู ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไขว้กัน มือข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก นัยน์ตาสีอำพันเหม่อลอยขึ้นบนเพดานอย่างครุ่นคิด ไม่นานนัก ก่อนบางสิ่งจะฉุดเขาออกจากห้วงคำนึง

ครืด...ครืด…
เสียงสิ่งของบางอย่างถูกลากดังออกมาจากด้านหลังครัว เจ้าของบ้านเอียงคอหันกลับไปมองยังต้นกำเนิดเสียงทั้งท่านอน เห็นเงาตะคุ่มของสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายมนุษย์กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้าจากความมืด เขารู้ดีว่ามันคืออะไร หากแต่แววตาที่ฉายมองออกไปกลับไม่รู้สึกตระหนกเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันร่างนั้นก็เดินฝ่าม่านความมืดเข้าใกล้มาเรื่อยๆ กระทั่งมองเห็นใบหน้าที่บูดเบี้ยวอัปลักษณ์ภายใต้ขากรรไกรที่อ้าค้างส่งเสียงร้องคำรามเยี่ยงเดียรัจฉาน

อลันชักปืนลูกโม่สีเงินวาวออกมาจากซองข้างลำตัวอย่างใจเย็น ก่อนจะหันลำกล้องเล็งไปยังศัตรู นิ้วชี้สอดเข้าโก่งไกเตรียมพร้อม หากแต่ร่างกายยังคงนอนสงบนิ่ง และนัยน์ตายังคงทอดมองขึ้นไปยังเพดานอย่างไม่รู้สา

ปัง!!!

To Be Continue
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 11 ม.ค. 2014, 23:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 01 ม.ค. 2014, 14:47

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

ขออนุญาตขึ้น Rap ใหม่นะครับ พอดีทำ Artwork เสร็จ ว่างๆ เลยอยากนำมาแปะให้ได้ชมกันครับ คราวนี้เป็นของคู่พี่น้องตระกูล วิลสัน และ สเปนเซอร์ ใครที่นึกหน้าตารูปร่างของ อีริค ไม่ออก ก็จะได้เห็นตอนนี้ล่ะครับ ฮ่าๆ (โดยในเรื่องบรรยายไว้เพียงว่า เขาเป็นคนหนุ่มอายุราว ยี่สิบปลายๆ รูปร่างสูงโปร่ง ผมหยักศก และนัยน์ตาสีเขียวมรกต เท่านั้น) ส่วนของคนอื่นๆ จะตามมาทีหลังครับ :e3

ปล. สวัสดีปีใหม่ พี่เบียร์ พี่แพร น้องกรณ์ น้องเครน และก็ผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามานะครับผม ขอให้เป็นอีกหนึ่งปีที่ดี และ มีความสุขในทุกๆ วันนะครับ :e3

รูปภาพ

รูปภาพ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 02 ม.ค. 2014, 13:47

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

มาแล้วครับ ขอโทษที่หายไปนาน มัวแต่ฉลองปีใหม่เพลินไปหน่อย 5555555+

อ่านตอนนี้แล้วจัดว่าเป็นฉากผ่อนคลายฉากหนึ่งนะครับ ได้เห็นมุมดี ๆ ของตัวละครหลาย ๆ ตัวอย่างอเล็กซ์งี้ โบงี้ ส่วนคาร์มิตนี่ก็น่ารักครับ ให้ตายเถอะ มันใช่มากเลย คาแร็คเตอร์เธอมันทำให้ผมนึกถึงเ็อ็มม่า สโตนได้ทุกอิริยาบถเลยทีเดียว

แต่ไม่เข้าใจอลันว่าป๋าแกทำไมนึกจะกลับไปที่เก่า คิดว่านั่นคงไม่ใช่สิ่งที่อลันรู้สึกแน่ อลันคงมีความหลังฝังใจเลยต้องหันกลับไปซินะ รอติดตามตอนต่อไปครับว่าอลันจะเจอกันอะไร

Artwork แจ่มมากกกกกกกครับ และก็ขอ Happy New Year หนึ่ง เอ้ย!!! ต้นด้วย :e3
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 02 ม.ค. 2014, 22:26

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

ขอบคุณพี่เบียร์ครับ แหม่ อิจฉาคนได้ฉลองปีใหม่ ไอ้เรากลับบ้านทั้งที ดันป่วยซะงั้น -,,-

มาที่ฟิค ตอนนี้จะเริ่มเข้าสู่จุดเบรคแล้วครับ ก่อนที่อีกไม่กี่ตอนข้างหน้าจะเป็นการปะทุครั้งใหญ่อีกรอบ หุหุหุ
หนักใจทั้งตัวละคร และ ผู้แต่งเลยทีเดียวเชียว

ส่วนคาร์มิตนี่ผมร่างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา หน้า เอ็มม่า ก็ลอยเข้ามาในหัวทันทีเลยครับ ด้วยคาแร็คเตอร์ที่สดใส มั่นใจ ยิ้มเก่ง เข้ากับคนง่าย
เรียกได้ว่าต้องเป็นเธอเท่านั้น555

มาถึงลุงอลัน ที่แกตัดสินใจทำแบบนี้เพราะมีเหตุผลอยู่แล้วครับ แต่ไว้เฉลยในตอนต่อๆ ไป คือจริงๆ ตัวละครอลันจะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวที่สูงมาก มากจนยากที่ใครจะเข้าถึง แกจะเป็นคนค่อนข้างติส เชื่อมั่นในความคิดตัวเอง และ ไม่ชอบตามใคร แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดการเป็นผู้นำ แถมยึงพูดจาขวานผ่าซาก เลยดูจะไม่น่าคบหา และน่าหมั่นไส้ตั้งแต่แรกพบ แต่ที่กล่าวมา คือลักษณะของแกหลังเกิดเหตุการณ์ Outbreak นะครับ แต่ก่อนหน้านั้น ลุงไม่ใช่แบบนี้นะจะบอกให้ ฮ่าๆ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 04 ม.ค. 2014, 23:20

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

โอ้ ลุงอลันของเราหนีกลับไปยัง cabin in the woods ซะแล้ว ถึงจะปากหมา แต่ท่าทางพระเอกชัดเจน สงสัยลูกเมียตายที่นั่น ไม่ก็ซุ่มวิจัยอะไรไว้ ยังไงอีริคก็อย่าไปโกรธแกเลย แกอุตส่าห์ทิ้งอาวุธไว้ให้เป็นกระสอบขนาดนี้ จุดธูป 1 ดอก บอกขอบคุณลุงแกไปเถอะ

ส่วนตาโลแกนนี่หวงก้างคาร์มิตสินะ อย่านะ ดีกรีนางเอกชีมาแรง เดี๋ยวมีชะตากรรมไม่ตายดีเหมือนตัวละครหนึ่งใน Walking Dead ที่เป็นตัวประกอบแต่เจือกไปชอบนางเอก 5555555

ว่าแต่สูบบุหรี่ไป ขนศพไปนี่ทำได้ไง โคตรนับถือ ศพหลาย ๆ ศพรวมกัน โดยเฉพาะศพเน่ากลางแจ้งมันเหม็นมาก เหม็นเสียจนจะหายใจทางปากยังทำไม่ได้ เพราะในปากจะมีแต่รสของศพ ยิ่งสูบบุหรี่กลบนี่ยิ่งเหมือนสูบขี้เถ้าศพ แค่คิดก็ขมคอ เผาเสร็จ ต่อให้กลับบ้านมาอาบน้ำแค่ไหนตัวก็มีแต่กลิ่นศพ เป็นกลิ่นที่ไม่มีอะไรในโลกมาเทียบได้ แถมติดทนโคตร ๆ ทุกครั้งที่ดื่มน้ำเปล่าจะรู้สึกได้เลยว่ากลิ่นยังติดอยู่ในปาก จมูก ลำคอ ไม่หายไปเป็นสัปดาห์ คนที่เคยเจอศพเยอะ ๆ น่าจะรู้ เช่นช่วง Tsunami พูดแล้วเศร้า

ป.ล. Artwork สวยเหมือนเดิมค่า
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 05 ม.ค. 2014, 17:01

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Serpent อัพแล้วครับผม

ขอบคุณพี่แพรครับ

ที่ลุงอลันต้องไป เพราะจะได้แชร์บทให้คนอื่นบ้างนั่นเอง 555+ ล้อเล่นครับๆ อย่างที่พี่แพรว่า ความจริงคือ แกมีความฝังใจบางอย่างกับที่นั่นครับ ซึ่งปมนี้ก็ได้ถูกกล่าวถึงอยู่เนืองๆ น่าจะเดาไม่ยากครับ แต่ก็ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกเหมือนกันที่สนับสนุนให้ลุงตัดสินใจเช่นนี้

ส่วนเรื่องคาร์มิตกับโลแกนนี่ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ 555+ แต่ดูก็รู้ว่าคาร์มิตไม่เล่นด้วยอย่างแน่นอน และเจ้าตัวก็รู้เช่นกันแต่ก็ได้แค่แอบหึงแอบหวงล่ะครับ ทำไรมากกว่านั้นไม่ได้^^

และก็ขอบคุณพี่แพรที่แชร์เรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับศพนะครับ ซึ่งตัวผมเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่ามันจะน่าขนลุกขนพองขนาดนี้(ในความคิด)ถ้าเป็นตัวละครอื่นสูบผมต้องแก้เลยทีเดียว แต่บังเอิญเป็นแบรนดี้เลยโชคดีไป แฮะๆๆ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 29 ม.ค. 2014, 17:12

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Fight for Survival อั

Chapter 18 - Fight for Survival

เริ่มการบันทึก เวลา 21.45น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2012

.อลัน เอ็ดเวิร์ด โจนส์ นอกจากชื่อนี้แล้ว ผมแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวคุณเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นมันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่ว่าคุณเป็นคนที่ให้ชีวิตใหม่กับเราพี่น้อง และ ให้บทเรียนอันมีค่าแก่เรา ไม่ใช่แค่ครั้งหรือสองครั้ง เพราะถ้าหากไม่ได้คุณ...ผมและโบคงพบจุดจบที่ไม่ต่างไปจากพวกข้างนอกนั่น.... (เสียงพ่นลมหายใจ) ผมไม่เคยได้กล่าว ‘ขอบคุณ’ คุณจริงๆ ซักครั้ง ทั้งที่ก่อนคุณไป ผมก็กะจะพูดคำนี้อยู่แล้วเชียว (เสียงหัวเราะ) แต่ก็...ผมไม่รู้ว่าคุณคิดผิดหรือคิดถูกที่หันหลังให้กับคนที่นี่ ขณะที่ทุกคนหวังพึ่งพวกเรา แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำนั่นมีเหตุผล...และนี่ก็ผ่านมา 5 วันแล้วสำหรับผมและโบ ตอนนี้ทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแล้ว ทุกคนที่นี่ดูเป็นมิตรและดีกับพวกเรามาก (เสียงป้องปากไอ)...อีริคบอกว่าที่นี่เคยเป็นค่ายทหารเก่า ก่อนที่ต่อมาจะโดนพวกผีดิบบุกจนราบคาบ เหลือไว้แค่รั้วกั้น และ อาวุธบางส่วน จนพวกเขามาถึง และช่วยกันบูรณะที่นี่ขึ้นใหม่ ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นด้วย ว่ามันปลอดภัยที่สุดเท่าที่สามารถหาได้ เพียงแต่เราแค่ต้องการคน คนที่พร้อมจะสู้เพื่ออยู่รอด คนที่ยังไม่สิ้นหวังกับชีวิต...ผมหวังว่าคุณคงจะกลับมาในอีกไม่ช้า และ มารวมกับเรา เพราะเราที่นี่ทุกคน ยินดีต้อนรับคุณเสมอ…

สิ้นสุดการบันทึก เวลา 21.49น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2012

เด็กหนุ่มปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะนำมันไปวางไว้ยังโต๊ะไม้ข้างหัวเตียง ร่างสูงโปร่งในชุดนอนสีฟ้าค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกนุ่มสีขาวที่ปูทับอยู่บนเตียงไม้ ไม่อยากให้เด็กสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์สะดุ้งตื่น มือทั้งสองข้างของเขากำประสานกันระหว่างตัก ใบหน้าขาวผ่องก้มลงเบื้องล่างราวกับกำลังครุ่นคิดชั่วครู่ ริมฝีปากบางพ่นลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอนกายลงนอน พยายามข่มตาตัวเองให้หลับสนิท เพื่อจะได้ผ่านคืนวันแสนโหดร้ายนี้ไปอีกวัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

09.17 น. 21 พฤษภาคม 2012


เสียงกระสุน เซรามิก จากปืน BB รูปทรง M4 พุ่งเข้ากระแทกตุ๊กตาพลาสติกขนาดเล็กที่เรียงอยู่บนราวไม้ ล้มลงต่อเนื่องอย่างแน่นยำ โดยฝีมือการยิงของ อเล็กซ์ วิลสัน ก่อนเขาจะหันไปยิ้มเยาะพร้อมกับกอดอกวางมาดใส่ เด็กชาย เพย์ตั้น ที่ยืนกัดฟัน ถือปืนแบบเดียวกันอยู่ด้านข้าง อย่างผู้พ่ายแพ้ โดยมีหนูน้อย โบ วิลสัน ยืนเป็นกำลังใจอยู่ไม่ห่าง ก่อนที่ร่างบางของหญิงสาว จะเดินเข้ามาขัดจังหวะการดวลของทั้งคู่ลง

“ร้ายนี่” เสียงหวานเอ่ยขึ้น “ไปหัดมาจากไหนกัน”

“บอกไปคุณก็ไม่เชื่อหรอก” เขาหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“ลองบอกมาเถอะ” หล่อนคว้ากระบอกปืนอัดลมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ ขึ้นมาตั้งท่าเล็งระดับบ่า “บังเอิญว่าฉันมันประเภทเชื่อคนง่าย”

“เปลืองกระสุนเปล่าๆ คาร์มิต” หนุ่มน้อยเพย์ตั้นพูดขัดลำ “เรื่องอย่างนี้ ปล่อยให้ผู้ชายเขาเล่นกันดีกว่าน่า”

“บอกแล้วไงเพย์ตั้น อย่าดูถูกผู้หญิง” หล่อนปลายตามองเด็กชาย ก่อนจะยิงคำถามเดิมไปยังอเล็กซ์ “ว่าไง คำถามฉัน ยากไปรึไง”

เด็กหนุ่มทำท่าทีชั่งใจชั่วครู่ ก่อนจะเปิดริมฝีปากขึ้น “ก็ได้ถ้าคุณอยากรู้” เขาพ่นลมออกทางปากแผ่วเบา ราวกับไม่สะดวกใจที่จะพูด “ความจริงแล้ว... ผมเป็นยอดจารชนที่แฝงตัวเข้ามาสอดแนมเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคระบาดปริศนาที่เกิดขึ้นในฟิลลาเดลเฟีย และจัดการสังหารผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด...แต่ตอนนี้ดันโชคร้ายเพราะโดนคู่หูหักหลัง เลยมาติดแหงกอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ” พูดจบ เขาเบนเสี้ยวหน้าดูปฎิกิริยาของหญิงสาว เห็นหล่อนเค้นหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น

“มุขนี้จี้ดีนี่” หล่อนพูดพลางลั่นไกใส่ตุ๊กตาหมีกริซลี่ แต่พลาดเป้า “งั้นฉันก็คงเป็น Wonder Woman ล่ะสิ”

“พวกคุณเล่นอะไรกันเนี่ย?” เพย์ตั้นขมวดคิ้วด้วยความมึนงงกับบทสนทนาของทั้งคู่ แต่ดูท่าทางจะไม่มีใครสนใจในคำถามของเขา

“เอาน่า บอกความจริงมาเถอะ” หญิงสาวตั้งท่าเล็ง “มันคงไม่น่าอายเท่าไหร่หรอกนะ”

“ความจริงก็คือ” เข้าเว้นวรรคนึกคำพูด “นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ผมก็เก่งกีฬาเกือบทุกประเภทน่ะครับ...มันเหมือนเป็นพรสวรรค์”

“งั้นฉันเดาว่า ก่อนหน้านี้ชีวิตคุณคงจะรายล้อมไปด้วยบรรดาสาวฮอตจากรั้วมัธยมล่ะสิ ใช่มั้ย”

“ทำไมคิดงั้นล่ะครับ?” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย รอฟังคำตอบ

“ก็...” หญิงสาวลั่นไกใส่เป้าหมายเดิม แต่เฉี่ยวถากไป “เพราะฉันเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ก่อนพิธีจบการศึกษา พวกหล่อนจะต้องเฟ้นหาหนุ่ม ควอเตอร์แบ็ค หรือไม่ก็ การ์ด มาควงในงานพรอม ไม่ใช่พวกเด็กเรียน หรือเด็กเนิร์ด” เรียวนิ้วชี้สอดเข้าโก่งไก นัยน์ตาสีเขียวจับจ้องเป้าหมายไม่กระพริบ “อย่างนายเนี่ยคงเข้าตากรรมการไม่น้อยเลยทีเดียว”

“ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าพวกเธอคิดแบบนี้” เขาชักสีหน้าราวกับอึ้งในเรื่องที่ได้ยินจริงๆ

“นายอาจจะมองว่ามันดูงี่เง่า แต่นั่นล่ะผู้หญิง...” หล่อนยิ้มบางพลางเหนี่ยวไกอีกครั้ง ส่งตุ๊กตาหมีกริซลี่ กระเด็นปลิวออกจากราว “พวกเรามีเป้าหมายเสมอ”

“โว้ว!” เด็กหนุ่มอ้าปากเล็กหน่อยพร้อมปรบมือเป็นจังหวะอย่างชื่นชม “ยิงได้สวยมากครับ”

“ฟรุ๊คน่า” เด็กชายกล่าวดูแคลน ขณะประทับปืนระดับบ่าเตรียมยิง

“ใครว่าล่ะ” คาร์มิตวางปืนลงที่เดิม ก่อนจะเข้าไปขยี้เรือนผมของหนุ่มน้อยเบาๆ “ฝีมือต่างหาก”

“ให้หนูลองบ้างได้มั้ยคะ” โบ วิลสัน เข้าไปกระตุกชายเสื้อพี่ชาย ด้วยสายตาอ้อนวอน

“อย่าดีกว่าน่ายัยเปี๊ยก แค่ถือปืนยังไม่ไหวเลย” เพย์ตั้นพูดขัดลำ ก่อนตั้งท่าเล็งอีกครั้ง “เฮ้ อเล็กซ์ มาดวนกันอีกรอบหน่อยเป็นไง คราวนี้ผมไม่อ่อนให้คุณแน่”

“ไว้วันหลังดีกว่าเพย์ตั้น” เด็กหนุ่มหัวเราะร่วนพลางเอามือลูบเรือนผมน้องสาวที่ยืนทำหน้าบูดอยู่ด้านหลัง “คราวหน้า เราดวลกระสุนจริงกันเลยเป็นไง”

“คุณสัญญาแล้วนะ”

“เขาเป็นเด็กนะ” คาร์มิตกระซิบแผ่วเบา “เราจะให้เขาถือปืนก็ต่อเมื่อถึงคราวที่มันจำเป็น”

“คุณนี่เชื่อคนง่ายจริงๆ ด้วยแฮะ” เขาฉีกยิ้มเห็นไรฟันพร้อมกับส่ายหัวไปมาเบาๆ

หญิงสาวเลิกคิ้วมองเด็กหนุ่มพร้อมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะชักสีหน้ากลับเป็นปกติ “เอาล่ะ หมดเวลาสนุกแล้วหนุ่มๆ อีก สิบนาที ทุกคนจะไปรวมกันที่รถ นายแน่ใจนะว่าจะไปกับเรา”

สิ้นประโยคของหญิงสาว อเล็กซ์เบนหน้าไปทางน้องสาวตัวน้อยพร้อมส่งรอยยิ้มบาง แสดงความห่วงหาอาทรไปให้ “อยู่ได้นะ”

“ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง” หนูน้อยยิ้มตอบ

“ไหน มากอดหน่อย” เด็กหนุ่มทำท่าจะโผเข้าไปหา หากแต่น้องสาวร่นเท้าถอยหนีพร้อมสะบัดหัวไปมาเชิงปฏิเสธ

“ไว้กลับมาดีกว่าค่ะ...”

ผู้เป็นพี่ยืนเท้าเอว ส่ายหัวพร้อมกับฉีกยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปหาเด็กชายที่กำลังง่วนอยู่กับการยิงตุ๊กตา “ถ้างั้น ยังไงฉันฝากด้วยนะเพย์ตั้น”

“ไม่ต้องห่วงอเล็กซ์” เด็กชายหันกลับมามองขณะอยู่ในท่ายิง “แล้วอย่าลืมที่ตกลงกันไว้เมื่อวานล่ะ”

“แน่นอน” เด็กหนุ่มขยิบตาขวาหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณ ก่อนหันไปสบตาน้องสาวอีกครั้ง “แล้วพี่จะรีบกลับมา”

หนูน้อยผงกหัวตอบรับเบาๆ ก่อนที่พี่ชายจะส่งรอยยิ้มสุดท้ายมาให้พร้อมกับหันหลังเดินจากไป นี่เป็นอีกครั้งที่ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน แม้จะเป็นเพียงเวลาชั่วคราว แต่โบก็ยังคงอดหวาดหวั่นไม่ได้อยู่ดี

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บริเวณรั้วกั้นทางทิศเหนือ เหล่าสมาชิกในเซ็นทราเลีย 5 ชีวิตกำลังยืนเช็คอาวุธปืนประจำกายกันอยู่หน้าขบวนรถที่ประกอบไปด้วย รถบรรทุกเล็กสีขาวที่วางถังน้ำมันเหล็กสีดำขนาด 200 ลิตร จนเต็มพื้นที่ และ รถกระบะดีเซลสีดำ อีกจำนวนสองคันที่จอดรั้งท้าย

คาร์มิต และ อเล็กซ์ เร่งฝีเท้าวิ่งเข้ามาสมทบรวมกับกลุ่ม ผู้นำทีมผงกศีรษะตอบรับในการมาถึงของทั้งคู่เบาๆ ก่อนจะเริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับภารกิจในครั้งนี้

“เอาล่ะ อย่างที่เคยคุยกันไว้ ตอนนี้สถานที่ที่ใกล้ที่สุดที่เราจะได้ทั้ง อาวุธ น้ำมัน และ อาหาร ก็คือ Diamond town” อีริค กวาดสายตามองสมาชิกในทีม “แต่ที่นั่นเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ อย่างที่เรารู้กัน ว่าจะต้องมีพวกนั้นอยู่ไม่น้อยแน่ ดังนั้นการออกไปครั้งนี้จึงค่อนข้างมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ผมอยากแน่ใจว่าทุกคนนั้นพร้อมจริงๆ ที่จะรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมา” เขาจ้องไปยังนัยน์ตาของอเล็กซ์ “ดังนั้น ใครที่ก็ตามที่คิดจะเปลี่ยนใจ ตอนนี้เป็นโอกาสแล้ว”

“เสียเวลาน่าอีริค” แบรนดี้เสริม “ถึงเวลานี้แล้ว ไม่มีใครคิดเปลี่ยนใจหรอกนะ”

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าทุกคนเต็มใจ แต่ฉันแค่อยากถามให้แน่ใจ” เขากวาดสายตามองทุกคน “เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นี่เพื่อตั้งรับ หรือตัดสินใจไปกับเราเพื่อลุย นั่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์เหมือนกันทั้งสองทาง”

“ฉันว่าที่มีอยู่นี่ก็น่าจะพอแล้วล่ะ” ชายหนุ่มผิวสี ร่างกำยำเอ่ยขึ้น “อีแวน กับ เดวิด ก็เป็นถึงมือปราบเก่า มีอา กับ โทนี่ ต่างก็เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธทั้งคู่ แถมตอนนี้ แอนโตนีโอ ก็อาการดีขึ้นมากแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกน่า”

“ใช่ อีริค ออกไปครั้งนี้ ยิ่งมีคนมากยิ่งลดความเสี่ยงน้อยลง” ชายผมบลอนด์อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาพูดเสริมขึ้นอีกเสียง “เราทำได้แน่”

“ครับ” โลแกนเอ่ยขึ้นเมื่อถูกผู้นำจ้องหน้า “ผมคุ้นเคยกับที่นั่นเป็นอย่างดี ให้ผมได้ช่วยอะไรบ้างเถอะ”

สิ้นคำกล่าวของบรรดาสมาชิก เส้นโค้งปรากฏบนใบหน้าของกัปตันทีม เขาผงกหัวตอบรับในความเสียสละครั้งนี้ของทุกคน ก่อนที่จะกล่าวถ้อยคำปิดท้าย “ขอบคุณ พวกคุณทุกคน”

สมาชิกทุกคนผงกศีรษะรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ทุกคนจะพากันแยกย้ายกันขึ้นไปยังรถที่จอดติดเครื่องรออยู่ตรงหน้า

“เฮ้ คาร์มิต ที่ฉันบอก...” แบรนดี้กระซิบข้างใบหูเพื่อนสาว ก่อนจะหยุดชะงักลงทันทีเมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นบนใบหน้าของหล่อน “นี่เธอทาปากทำไมเนี่ย จะไปอ่อยซอมบี้รึไงยะ”

“แค่อยากสวยก่อนตาย มีปัญหารึไง” หญิงสาวตอกกลับ ก่อนเม้มเรียวปากสีชมพุกุหลาบลงเป็นเส้นตรง “อีกอย่าง นี่ลิปสติกของ เอสเต้ เชียวนะ อย่าได้ดูถูก”

“งั้นก็พกไปฝากยมบาลซะด้วยเลยสิ” แบรนดี้กระตุกไหล่ยิ้มเยาะ ก่อนเดินหนีไปยังรถกระบะที่จอดติดเครื่องรออยู่ตรงหน้า แต่ไม่วายเปล่งเสียงแดกดัน “ฉันรู้หรอกน่า คาร์มิต”

หญิงสาวชูนิ้วกลางตามหลังหล่อน ก่อนจะเบนเสี้ยวหน้ามาทางด้านข้าง เห็น อเล็กซ์ วิลสัน ชักสีหน้าวิตก ราวกับกำลังกังวลอะไรบางอย่าง

“คุณ โอเคนะ”

“ครับ” เขาหันกลับไปตอบด้วยรอยยิ้ม “ผมไม่เป็นไร”

“เฮ้ เร็วเข้า!” เด็กหนุ่มโลแกน ที่ยืนมองอยู่ท้ายรถกระบะตะโกนขึ้น “อีริคบอกพวกเราต้องรีบทำเวลานะ”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เพย์ตั้นยังคงวุ่นอยู่กับการยิงเป้าตุ๊กตาอย่างเมามัน ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเด็กสาวที่ยืนชักสีหน้าเหม่อลอย อยู่ด้านข้าง ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง

“ไม่อยากให้เขาไป ทำไมไม่บอกไปดีๆ ล่ะ” เด็กชายหยุดยิง หันมาพูดกับหล่อน “เธอ ห้ามเขาได้”

“ฉันเปล่า” หนูน้อยตอกกลับ กอดอกแน่น

“กลัวจะไม่ได้เจอเขาอีกรึไง?”

คราวนี้ เด็กหญิงไม่โต้ตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกับถูกพูดแทงใจดำ….ใช่แล้ว เธอกลัวจะไม่ได้พบเขาอีก

“ไหนเธอบอกว่า อเล็กซ์เป็นคนรักษาสัญญา แล้วไหงคราวนี้เกิดไม่มั่นใจในตัวเขาขึ้นมาล่ะ?”

“ก็บอกแล้วไงว่าเปล่า!” เธอขึ้นเสียงเล็กน้อย ราวกับรำคาญ

“ฉันทำเธอหงุดหงิดเหรอ?” เด็กชายยิ้มมุมปาก “ฉันจะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังเอามั้ย?”

“ไม่...” หนูน้อยคลายมือที่กอดอกลง ก่อนหันหลังหนีจากเขา “ฉันจะไปหาคุณมอลลี่แล้ว”

“รู้อะไรมั้ย...ก่อนหน้านี้ประมาณเดือนนึง ฉันเองยังมีพ่อมีแม่ อยู่เลย” เขาปลายตามองกลับหลัง “ใครจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าไปซะแล้ว”

เด็กสาว หยุดการเคลื่อนไหว เงยหน้าขึ้นตรง นัยน์ตากลมโตสีฟ้าจ้องมองไปที่เขาอย่างตั้งใจราวกับอยากรับฟังต่อ

“แน่นอน มันไม่ง่ายที่จะทำใจ” เพย์ตั้น ลดระดับปืนลงเล็กน้อย “ทหารพวกนั้นบุกเข้ามาในบ้าน มันลากเราออกมานั่งคุกเข่าเรียงกันต่อหน้าพวกมัน และไม่พูดอะไรกับเราเลยแม้แต่คำเดียว...” เขาขบกรามแน่น นิ้วชี้สอดเข้าโก่งไก เล็งไปยังตุ๊กตาทหารชุดพราง “พวกมันยิงพ่อในทันที” นัยน์ตาสีน้ำตาลน้ำตาจับจ้องเป้าหมาย “แม่ฉันกอดตัวฉันไว้แน่น เราพยายามอ้อนวอนทุกวิถีทาง แต่แล้ว มันก็ลากตัวเธออกไป และฉันรู้ว่ามันจะทำอะไรต่อจากนี้...”

หนูน้อยได้ฟังถึงกับน้ำตาเอ่อ ทั้งสงสาร และ รู้สึกสลด ในเวลาเดียวกัน ภาพที่เธอคิดมันทำให้เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่เธอรักในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พวกมันจับแม่กดลงบนพื้นบ้านต่อหน้าฉัน และบังคับให้ฉันมองดูสิ่งที่พวกมันกำลังทำ แม้ว่าฉันจะกรีดร้องอ้อนวอนแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ทำให้พวกมันเปลี่ยนใจ....” มือเขาสั่นระรัว ไม่กล้าลั่นไก “แต่แม่ไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้น แม่ฉันเป็นนักสู้...เธอแย่งปืนของพวกมันมาได้ แล้วยิงเข้าที่หัวของพวกมันคนนึง จนตาย... น้ำใสหยดออกมาจากขอบดวงตา “แต่ก็ทำได้แค่นั้น...เธอไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง...แต่นั่นก็รวมถึงพวกมันด้วยเหมือนกัน” เด็กชายเอามือข้างหนึ่งปาดใบหน้า “พวกผีดิบบุกเข้ามาตามเสียงปืน พวกมันจัดการพวกสารเลวนั่นจนตายเกลี้ยง...ส่วนตัวฉันก็อาศัยจังหวะนั้นหนีออกมาได้...”

เด็กหญิงปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า จ้องมองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกของเพย์ตั้นในเวลานี้เป็นอย่างดี

“ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นต่อไปยังไงดี คนทีรู้จักทุกคนก็ไม่เหลือแล้ว มีแค่ตัวฉันเท่านั้น” หนุ่มน้อยหันกลับไปมองคู่สนทนา “เป็นเธอจะทำยังไงล่ะ?”

โบ วิลสันส่ายหัวไปมา เธอเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าหากตกอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ เธอจะจัดการกับมันได้อย่างไร

“ทีแรกฉันก็คิดอะไรไม่ออกหรอก แต่ถ้ามามัวเสียใจโดยที่ไม่คิดจะแก้ไข มันก็ไม่ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมาอีกเหมือนกัน แม่ฉันเคยบอกไว้” เด้กชายพ่นลมแผ่วเบาออกทางปาก “ดังนั้นสิ่งที่ฉันทำและคิดได้ตอนนั้น คือพยายามเข้มแข็ง และสู้กับมันต่อไป ทั้งเพื่อตัวเอง และเพื่อพ่อแม่ที่จากไปแล้ว...ฉันจะต้องอยู่เพื่อพวกเขา” เขาเหนี่ยวไกส่งกระสุนเซรามิค กระแทกเข้ากับตุ๊กตาที่เล็งไว้อย่างจัง “เยส! โดนมันจนได้”

เพย์ตั้นทำท่ากระโดดโลดเต้นดีใจ กับความสำเร็จครั้งนี้ของตัวเอง หากแต่หนูน้อยไม่ได้รู้สึกยินดีไปกับเขาด้วย เมื่อเรื่องที่เธอได้ฟังมานั้นมันกระทบกระเทือนจิตใจเกินกว่าที่จะทำตัวร่าเริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเธอก็รู้เช่นกันว่าเขาเองก็แสร้งทำไปอย่างนั้นเอง

“เธอเองก็ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ล่ะ” เขาวางปืนลง ก่อนหันไปยิ้มให้เด็กสาว “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องพร้อมที่จะอยู่กับมันให้ได้”

“อื่ม” หนูน้อยผงกศีรษะยิ้มรับ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอฉีกยิ้มอย่างจริงใจให้เขา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอแทบไม่อยากเฉียดเข้าใกล้เด็กผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นกลับถูกสลัดออกไปจนเกลี้ยง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11.10น. Diamond town

ขบวนรถของกลุ่มอีริคเข้ามาจอดเทียบปั้มน้ำมันของ Diamond town ที่รอบข้างนั้นรายล้อมไปด้วย ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านขายยา ร้านหนังสือ ร้านขายเสื้อผ้า และ เครื่องอุปโภค บริโภค นานาชนิดที่จะนึกได้ในเวลานี้ ถ้าไม่นับซากรถยนต์ทั้งเก่าและใหม่ที่จอดเรียงรายระเกะระกะกันอยู่เต็มพื้นที่ สถานที่แห่งนี้ก็ดูเงียบสงบ ปลอดซึ่งภัยอันตรายใดๆ

สมาชิกทุกคนค่อยๆ ก้าวลงมาจากตัวรถ ลงมายืนบิดร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย หลังจากที่นั่งรถมาบนเส้นทางตลอด 47 ไมล์ ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคซึ่งกินเวลาร่วมชั่วโมง

“เอาล่ะทุกคนแยกย้ายกันไปตามที่ตกลงกันไว้นะ” อีริคกวาดสายตามองไปยังสมาชิกทุกคน “ใช้เวลาให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ อย่าเปลืองกระสุน ถ้าไม่จำเป็น จากนั้นมาเจอกันที่นี่ในอีกครึ่งชั่วโมง”

“โอเค ฉันต้องการผู้ชายมาแก้ขัดคนนึง” แบรนดี้มองไปทางชายร่างสูงโปร่งผมบลอนด์ “เคโต้ นายมากับฉัน”

“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ ให้โลแกนไปสิ” เขาอิดออด “นรกชัดๆ”

“ตามมาเถอะน่า อย่าบ่น” หล่อนสาวเท้าสะพายปืนคู่ใจเดินนำ “ฉันกัดไม่เจ็บหรอกนะ”

“เฮ้ คิดยังไงกับนโยบายเติมฟรีตลอดชีพ” ชายผิวสีรูปร่างกำยำเอ่ยขึ้น พลางเช็คดูหัวจ่ายน้ำมันที่ยังคงใช้งานได้ตามปกติ

“เชื่อฉันเถอะ คอร์แมน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ หรอกนะ” ชายผู้นำแย้งขึ้น “ทุกอย่างต้องมีการแลกเปลี่ยนเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“ฟังดูน่าขนลุกชะมัด” เขากล่าวพร้อมกับมองไปรอบๆ บริเวณ “ฉันว่าที่นี่ดูเงียบกว่าที่จินตนาการไว้อีกนะเนี่ย ว่ามั้ย”

“นั่นล่ะที่ฉันกลัวที่สุด” อีริคว่า “เรารีบจัดการให้จบๆ เถอะ”

“ฉันจะไปร้านขายยา” คาร์มิตกวาดสายตาไปยังสมาชิกทุกคน “มีใครต้องการอะไรเพิ่มมั้ย”

“ไปคนเดียวเนี่ยนะ?” ผู้เป็นพี่หรี่ตาถามน้องสาวอย่างพินิจ

“ใช่ ทำไม?”

“ไม่มีทาง...โลแกนไปกับเธอ” อีริคฝากฝังน้องสาวกับเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่าน ก่อนเจ้าตัวจะผงกหัวรับคำแต่โดยดี พร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กๆ อย่างผู้มีชัย

หญิงสาวพ่นลมหายใจแผ่วเบาอย่างขุ่นเคือง กับการถูกมัดมือชก ก่อนจะหันหลังเดินจากไป โดยมี โลแกน เดินกระชับปืน ตาม M4A1 ตามไปติดๆ ราวกับบอร์ดี้การ์ด ขณะเดียวกัน ผู้เป็นพี่ส่ายศีรษะพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อยในความดื้อรั้น ก่อนหันหน้าไปทางอเล็กซ์ราวกับอยากจะขอความเห็น “นายพอจะมีวิธีแนะนำการเข้าหาน้องสาวบ้างมั้ย”

“ไม่รู้สิครับ” เด็กหนุ่มยักไหล่สองข้างพร้อมกัน “เหมือนว่าตอนนี้เราเจอปัญหาเดียวกันนะ”

“เฮ้ย จริงดิ ไม่อยากจะเชื่อ” เขาเลิกคิ้วมองคู่สนทนาพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้น “ไว้กลับไป เราทั้งคู่คงต้องจับเข่าหารือเรื่องนี้กันซะแล้ว แต่ว่าตอนนี้รีบย้ายก้นกันก่อนเถอะ สถานีตำรวจอยู่ห่างจากนี่ไม่ไกล” เขาหันกลับไปหาหนุ่มผิวสีที่กำลังยัดหัวจ่ายน้ำมันลงในถังท้ายรถ “คอร์แมน ฝากทางนี้ด้วยนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น นายไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอเรา”

“ได้เลยกับตัน” เขาตอบกลับพร้อมทำท่า ตะเบ๊ะ ส่งไปให้อย่างอารมณ์ดี

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภายในร้านมินิมาร์ท ขนาดใหญ่ ซึ่งบัดนี้กลับดูรกร้างไร้ซึ่งสัญญาณสิ่งมีชีวิตใดๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยวางขายจนเต็มชั้น เวลานี้เหลือเพียงไม่ถึงครึ่งของจำนวนทั้งหมด อีกทั้งซากศพที่นอนตายอยู่บนพื้นในสภาพที่แห้งกรังหนังติดกระดูก พร้อมคราบเลือดแห้งจางที่สะสมมาเป็นเวลานาน สร้างกลิ่นเหม็นสาบลอยคละคลุ้งทั่วห้อง หากแต่แบรนดี้ผู้ซึ่งคุ้นชินกับสภาพเช่นนี้เป็นอย่างดี กลับไม่รู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย

สาวผิวสี และคู่หูหนุ่มผมบลอนด์ หันลำกล้องปืนไรเฟิลจู่โจม สาดส่องไปรอบๆ บริเวณ อย่างระแวดระวัง กระทั่งแน่ใจแล้วว่าที่นี่ปลอดจากพวกผีดิบ

“ดูเหมือนที่นี่จะมีไฟสำรองสำหรับตู้แช่” เคโต้ พูดพลางเดินเข้าไปเปิดตู้เครื่องดื่ม “นานแล้วไม่ได้จิบเบียร์เย็นๆ ขอสักหน่อยแล้วกัน”

“ที่นี่ปลอดภัย จนน่ากลัวไปหน่อยนะ ว่ามั้ย” แบรนดี้เพ่งมองภาพจากกล้องวงจรปิดบนเพดานที่แสดงให้เห็นบรรยากาศโดยรอบร้าน ซึ่งกล้องเกือบทุกตัวยังคงใช้ได้ตามปกติ เว้นแต่ส่วนหลังร้านที่หน้าจอดับสนิท

“เมื่อไม่มีอาหาร พวกมันก็ต้องอพยพหนีไปหาแหล่งใหม่” ชายหนุ่มแทรกขึ้นพลางจิบเบียร์กระป๋อง “ยินดีต้อนรับกลับสู่ห่วงโซ่อาหารอีกครั้ง”

“ช่างแม่งเหอะ” แบรนดี้ปัดสายสะพายปืนไว้ด้านหลังพลางสาวเท้าเดินตรงไปยังหน้าเคาเตอร์คิดเงิน ก่อนจะปีนข้ามมันไปยังด้านใน ซึ่งสิ่งที่เธอเพ่งสายตาตรงไปเป็นอย่างแรกก็คือ ซองบุหรี่คละยี่ห้อที่วางเรียงอยู่เต็มตู้ หญิงสาวยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจ

“ไม่ว่ากันนะ...” หญิงสาวพึมพำกับตนเองเบาๆ พลางโกยซองยาสูบทั้งหมดลงในเป้สะพาย เนื่องด้วยหล่อนเป็นคนเดียวในกลุ่มที่สูบบุหรี่จัด ยิ่งกับสถานการณ์แบบนี้ด้วยแล้ว ดูเหมือนมันจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดของหล่อนนอกจากอาวุธปืน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บริเวณร้านขายยาที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งไม่ไกล หนุ่ม-สาว สองคน เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจกที่ถูกปิดสนิทด้วยระบบอัตโนมัติ คาร์มิต เหลือบไปมองหน้าโลแกน อย่างรู้ดี ก่อนจะเอนตัวหลบให้เด็กหนุ่มเข้ามาเคลียร์ทางให้

ร่างสูงโปร่งเหน็บปืนพกใส่ซอกกางเกงยีนด้านหลัง ก่อนจะใช้มือทั้งคู่ออกแรงกระชากประตูจนเปิดอ้าออกกว้าง

“เชิญครับ คุณผู้หญิง” เขากล่าวเสียงเข้มพลางฝายมือเชื้อเชิญ

“ขอบคุณ” คาร์มิตหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกับส่ายหัวไปมาในความทะเล้นของคู่หู ก่อนจะสาวเท้าเดินนำเข้าไปด้านใน ซึ่งทุกอย่างในนี้ยังคงสภาพเดิมราวกับไม่เคยมีใครแตะต้องมันเลยหลังเกิดเรื่อง

“ว้าว” หญิงสาวกวาดสายตามองรอบห้อง “ฉันคิดถูกนะที่มาที่นี่”

“ในขณะที่เกิดวิกฤติ ตลกดีนะที่คนกลับมองข้ามเรื่องยารักษาโรค” เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกระชับปืนพกในมือ มองออกไปยังประตูทางเข้าด้านหน้า “ให้ผมช่วยอะไรก็บอกนะ”

“ขอบใจโลแกน ฉันจัดการเองได้” หญิงสาวลากสายตาลงบนแผ่นกระดาษที่ถือในมือ “มอลลี่เขียนรายการที่จำเป็นไว้ในนี้หมดแล้ว รวมทั้งของใช้จุกจิกของสาวๆ ที่ผู้ชายอย่างนายคงจะไม่เข้าใจ”

“ใครว่าล่ะ ผมเนี่ยล่ะที่เข้าใจสาวๆ ดีที่สุด...” เขาเว้นวรรค “ยกเว้นคุณ คาร์มิต”

“อย่าน่าโลแกน” หญิงสาวขัดลำ พลางส่องไฟฉายหาของในตู้ “ฉันรู้ว่านายคิดยังไงกับฉัน และมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่”

“ทำไมล่ะ คุณยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับปลายตามองมาทางหล่อน “หรือนั่นเป็นเพราะผมอายุน้อยกว่าคุณ”

“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องวุฒิภาวะหรอกนะ” หญิงสาวหยิบขวดยามาอ่านดูฉลาก ก่อนจะยัดมันลงในเป้ดำ “แต่มันหมายถึงฉันไม่อยากที่จะคิดเรื่องพวกนั้นในตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์แบบนี้”

“แต่ผมเห็นสายตาที่คุณมอง อเล็กซ์” โลแกนก้มหน้าลงเล็กกน้อย “รู้มั้ยมันหมายถึงอะไร”

“เขาเกี่ยวอะไรด้วย” หล่อนชะงักชั่วครู่ ก่อนจะสาวเท้าเดินไปค้นหากระปุกยาอีกตู้ “ที่รู้คือ เขาเป็นคนช่วยชีวิตเราไว้ทั้งคู่ ทั้งฉัน แล้วก็นาย...นายควรจะปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นมิตรในแบบเดียวกับที่ฉันทำ ไม่ใช่ปั้นหน้าเหวี่ยงคอยหาเรื่องตลอดเวลา”

“ผมเปล่านะ...” เด็กหนุ่มแจง “ที่จริง ผมซาบซึ้งและยินดีมากที่อเล็กซ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา แต่...แต่...”

“ช่างเถอะ โลแกน” คาร์มิตพ่นลมหายใจแผ่วเบาอย่างเหนื่อยหน่าย “ไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลังได้มั้ย ตอนนี้ฉันต้องใช้สมาธิ”

“โอเค...” น้ำเสียงเขาเบาลง “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะ”

“ขอบคุณ” หญิงสาวกรอกตา ก่อนจะตั้งหน้าหาของตามรายการต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สวบ!
เสียงคมมีดปักเข้ากลางศีรษะอัปลักษณ์ ปลิดชีพอมนุษย์ในคราวเดียว อเล็กซ์ชักด้ามมีดพกออกอย่างเร็ว ก่อนจะใช้ส้นเท้ายันร่างในเครื่องแบบตำรวจของมันลงไปกองกับพื้น สิ้นสภาพ เด็กหนุ่มหันกลับไปผงกหัวเป็นสัญญาณให้กับอีริค ที่ยืนง้างขวานรออยู่หน้าประตูห้องเก็บอาวุธ ซึ่งถูกล็อคด้วยโซ่หนาหนึ่งชั้น

กล้ามเนื้อวงแขนที่แข็งแรงออกแรงจามคมขวานลงไปเพียงครั้งเดียว เหล็กพันธนาการก็ขาดสะบั้นลงในทันที ชายหนุ่มรีบผลักบานประตูเหล็กเข้าไปด้านใน จินตนาการถึงอาวุธที่อยู่เบื้องหลังว่ามันคงมากพอ สมกับความแน่นหนาของห้องนี้อย่างแน่นอน...ทว่า

“เวรเอ้ย!” อีริค สบถรอดผ่านไรฟัน เมื่อภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยร่างของอมนุษย์ที่ยืนเบียดเสียดกันจนแน่น ขณะที่พวกมันเองก็หันกลับมามองยังผู้มาเยือนเป็นสายตาเดียวกันด้วยความสนใจ

“เกิดอะไรขึ้นในนั้น” อเล็กซ์ถามพลางเก็บปืนพกจากซองหนังของศพที่เขาเพิ่งสังหาร ก่อนจะชันตัวลุกขึ้นสังเกตคู่หูที่เดินร่นถอยออกมาเรื่อยๆ

“ออกไป เร็ว!” อีริค หันลำกล้องปืน AK-47 ส่องไปยัง กลุ่มผีดิบที่กำลังร้องโหยหวน เดินเบียดกันออกมาจากบานประตู หมายจะขย้ำเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า

“ให้ตายสิ” อเล็กซ์เล็งปืนพกไปยังฝูงผีดิบในทันทีที่เห็น ก่อนจะเปลี่ยนใจกะทันหัน เมื่อพบว่าจำนวนของพวกมันนั้นมีมากเกินกว่ากระสุนของพวกเขาทั้งคู่จะจัดการ

“เราต้องล่อพวกมันออกไป” ผู้นำกลุ่มเดินเข้ามาตบบ่าเด็กหนุ่ม “ฉันเห็นอาวุธเหลืออยู่ในห้องนั้น...”

“แต่...”

“ฉันจะล่อพวกมันไปด้านนอก ส่วนนาย หาที่หลบ แล้วค่อยย้อนกลับมานี่อีกครั้ง” เขากล่าวพลางสาวเท้าเดินนำออกไปยังห้องโถงของโรงพักที่ข้าวของเครื่องใช้ภายในกระจัดกระจายเกลื่อนเต็มพื้นที่ โดยมีกลุ่มผีดิบกระหายเนื้อไล่ตามมาห่างๆ

“คุณแน่ใจนะ” เด็กหนุ่มถามพลางเหลียวกลับไปมองยังฝูงห่าผีที่ไล่จี้เข้ามาเรื่อยๆ

“ฉันรู้เส้นทางที่นี่ดี ว่าควรพาพวกมันไปทางไหน” เขาปลายตามองคู่สนทนา “ส่วนนาย เมื่อสบโอกาส ก็รีบจัดการให้ไว แล้วกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ เข้าใจนะ?”

เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับคำอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ขณะที่เดินขนานตัวเขาผ่านประตูส่วนหน้าออกไปยังด้านนอก ก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่ข้างตัวอาคารตามที่ตกลงกันไว้ ปล่อยให้อีริคยืนล่อเป้าอยู่บริเวณทางออกเพียงลำพัง

ผู้นำกลุ่ม ผิวปากเรียกความสนใจจากฝูงผีดิบ ที่ค่อยๆ โหยหวน กรูกันออกมาจากประตูโรงพักอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่ตัวเขาจะค่อยๆ ร่นเท้าถอยห่างออกมาเรื่อยๆ เพื่อล่อพวกมันไปอีกทาง

อเล็กซ์ วิลสัน ซึ่งยืนรอจังหวะอยู่หัวมุมอาคาร แม้จะมั่นใจในฝีมือของอีริค แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อมองดูภาพฝูงห่าผีที่ไล่ตามหลังเขาไปอย่างกระชั้นชิด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“เอาล่ะ...ฉันเสียใจด้วยที่เอาพวกแกไปไม่หมด” หนุ่มผิวสี บ่นพึมพำพร้อมกับถอดหัวจ่ายน้ำมันออกจากถังบรรจุ ขณะที่ปากก็ฮัมเพลงไปเรื่อย กลบบรรยากาศภายนอกที่ดูเงียบเชียบและวังเวงราวกับป่าช้า เมื่อตอนนี้ทุกคนนั้นได้แยกย้ายกันไปทำภารกิจของตัวเอง เหลือเพียงตัวเขาเท่านั้นที่อยู่ภายนอกพร้อมกับซากรถและศพที่ตายสนิท...จนกระทั่งสัญญาณบางอย่างดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ครืดดด…..

“นี่คือกลุ่มผู้รอดชีวิตของ วินเซนท์ คูเปอร์ แคมป์พวกเราอยู่ที่ Miners Trail ติดกับถนน Roaring Creek เรามี ที่พัก อาหาร และอาวุธ มีใครได้ยินรึเปล่า“

เสียงวิทยุสื่อสารดังลอดออกมาจากรถตำรวจที่จอดสนิทอยู่ไม่ไกล ก่อนที่มันจะดังซ้ำขึ้นข้อความเดียวกันอีกเป็นรอบที่สอง

“นี่คือกลุ่มผู้รอดชีวิตของ วินเซนท์ คูเปอร์ แคมป์พวกเราอยู่ที่ Miners Trail ติดกับถนน Roaring Creek เรามี ที่พัก อาหาร และอาวุธ มีใครได้ยินมั้ย“

ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเดินเข้าไปยังต้นกำเนิดเสียงด้วยความสนใจ ก่อนบางอย่างจะทำให้เขาต้องหยุดชะงักอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างของอมนุษย์ตัวหนึ่งเดินสะเปะสะปะ ออกมาจากมุมตึก มุ่งมาตามเสียงวิทยุเมื่อสักครู่เช่นเดียวกัน

“บ้าเอ้ย” เขาสบถรอดผ่านไรฟัน ก่อนหันหลังจะย้อนกลับไปยังหน้ารถ เอื้อมมือเข้าไปหยิบเอาปืนไรเฟิล ที่พิงไว้บนพนักเบาะ ขึ้นมาส่องดูศัตรูผ่านกล้องเล็ง นิ้วชี้สอดเข้าโก่งไก ขณะที่มันเองก็เดินเข้ามาใกล้เป้าหมายเรื่อยๆ

ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากราวกับช่างใจเล็กน้อย ก่อนจะลดปืนซุ่มยิงลง เมื่อมันไม่คุ้มค่าที่จะยิงออกไป แต่กลับต้องประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อร่างของอมนุษย์ตัวอื่นๆ เริ่มแห่กันออกมาเรื่อยๆ จากจุดเดียวกัน แถมครั้งนี้ยังมากเกินกว่าที่สายตาของเขาจะประเมินได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“เอาล่ะ แค่นี้น่าจะพอแล้ว” แบรนดี้หันกลับไปบอกคู่หู ขณะโยนอาหารสำเร็จรูปกระป๋องสุดท้ายจากชั้นวางลงสู่รถเข็น “นายได้เอา แชมพูมาด้วยรึเปล่า ผมฉันเริ่มเหนียวและเหม็นไปด้วยกลิ่นสาปศพ”

“ใช่ เรียบร้อยแล้ว” เขาตอบกลับพลางเลือกหยิบของในหมวดขนมขบเคี้ยวยัดลงในตะแกรงรถเข็น ตามหลังหล่อนมาติดๆ ก่อนมันจะชนเข้ากับบั้นท้ายของหล่อนอย่างจัง “โอ้ว โทษทีผมไม่ได้ตั้งใจ”

ทว่า ผู้เสียหายกลับไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย หล่อนยืนนิ่งไม่ไหวติง เอาแต่เพ่งมองไปยังหน้าจอโทรทัศน์วงจรปิดที่แขวนอยู่มุมเพดานทางออก อย่างสนอกสนใจ

“เฮ้ แบรนดี้...” เขาเรียกซ้ำอีกครั้ง “คุณ โอเครึเปล่า?”

“โอ้ แย่แล้ว...” หญิงสาวชักสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นสิ่งแวดล้อมด้านนอกที่เคยเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยฝูงผีดิบจำนวน มหาศาลที่ไม่รู้ว่าแห่กันมาจากไหน รายล้อมไปทั่วทุกจุด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ไดโคลฟีแนค…ไดโคลฟีแนค…“ คาร์มิตบ่นพึมพำ ขณะลากปลายนิ้วชี้เลือกหากระปุกยาที่วางเรียงอยู่บนชั้นวาง “โอ้ อยู่นี่เอง” หล่อนรีบคว้ามันใส่กระเป๋าสะพาย ก่อนจะหันกลับไปหา โลแกนที่กำลังยืนอ่านใบปลิวอยู่บริเวณทางออก “ใกล้เสร็จแล้วล่ะ รอแปบนะ”

“ตามสบายเลยคาร์มิต” เขาตอบกลับพลางก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในกระดาษต่อ

“ฉันกลัวนายจะเบื่อซะก่อนน่ะ” หล่อนยัดกระปุกยาลงในเป้สะพาย

“คิดมากน่า ผมอาสามาเองนะ” เด็กหนุ่มเค้นหัวเราะ “ต่อให้คุณพาไปบุกน้ำลุยไฟที่ไหน ผมก็ไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่นหรอกนะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...” หญิงสาวเม้มริมฝีปากลงเป็นเส้นตรง คิดหาคำพูด “คือว่า โลแกน”

“ครับ?” เขาเบนหน้ามองหญิงสาวอย่างสงสัย

“ฉันต้องขอโทษนายด้วย ที่ทำท่าทางอารมณ์เสียใส่นายเมื่อกี้นี้” คาร์มิตพ่นลมออกทางปาก โล่งใจที่ได้พูด “ฉันแค่คิดอะไรมากไปหน่อย จนทำให้เผลอหงุดหงิดออกมา แล้วมาลงที่นาย”

“เฮ้ ไม่ใช่ความผิดคุณหรอกนะ” เด็กหนุ่มยิ้มบางๆ “ผมรู้ตัวนะ บางทีผมก็งี่เง่าเกินไป” เขาเม้มริมฝีปาก“แล้วก็อีกอย่าง ที่ผมบอกว่า ผมเข้าใจผู้หญิงดี ที่จริงแล้ว มันไม่จริงเลย...ที่จริงผมแค่พยายามน่ะ”

“นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของนายเหมือนกัน” หญิงสาวเค้นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เอาเป็นว่า เราหายกัน ก็แล้วกันนะ”

“ง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ” เขาทิ้งใบปลิวลงพื้น ก่อนหันกลับไปมองหน้าหล่อนอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกตะลึงกับบางอย่าง

“ใช่ ง่ายแบบนี้ล่ะ” คาร์มิตชันตัวลุกขึ้นพร้อมกับรูดซิบกระเป๋าสะพาย ก่อนจะหันไปฉีกยิ้มให้กับโลแกน “เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ...นี่นาย...” หล่อนหรี่ตามองเขาด้วยความสงสัย เมื่อชายหนุ่มมองมาที่เธอด้วยสีหน้าแววตาที่ราวกับเห็นผี “โลแกน เกิดอะไรขึ้น?”

“เวรแล้ว...” โลแกนสบถแผ่วเบารอดผ่านไรฟัน นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกโพลง มองผ่านร่างหญิงสาวออกไปทางกระจกใสข้างร้าน เมื่อฝูงผีดิบกระหายเนื้อเดินแห่กันมาเป็นขบวนพาเหรด

“พระเจ้า...” คาร์มิตเอามือทาบริมฝีปาก เมื่อเธอเองก็เห็นภาพเดียวกันนี้ปรากฏอยู่บริเวณกระจกหน้าร้าน ด้านหลังโลแกนด้วยเช่นกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมามองหน้ากันอย่างรู้ดี ว่าขณะนี้ พวกเขาได้โดนล้อมโดยซากศพเดินได้จำนวนมหาศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

To Be Continue

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. หากผู้อ่านสังเกตดีๆ สัญญาณวิทยุตอนท้ายบทที่ได้ยินนั้นมาจาก กลุ่มของ วินเซนต์ คูเปอร์ ตัวละครหลักของผู้รอดชีวิต Group B ที่ลงไว้ในหน้าแนะนำตัวละคร นั่นเอง ซึ่งกลุ่มนี้จะมีบทบาทในอีกไม่ช้านี้แล้วครับ โปรดติดตาม :e3

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 01 ก.พ. 2014, 18:08, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 29 ม.ค. 2014, 19:30

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter17- Fight for Survival อั

มาแล้วครับ คนแรกเลย

ตอนนี้เกือบจัดเป็นฉากผ่อนคลาย ได้เห็นความสัมพันธระหว่างอเล็กซ์กับคาร์มิตพัฒนาขึ้น ลุ้นคู่นี้ครับ 5555555

ซีนดราม่าก็แจ่มครับ สอดแทรกได้ลงตัวดี ไดอาล็อคแจ่มมากกกกก ยิ่งอ่านยิ่งสนุก ยิ่งลุ้นครับ ลุ้นให้กับชะตากรรมเหล่าตัวละครในเรื่อง โดยเฉพาะคาร์มิต ห้ามตายน้าาาาาาาาาาาา รองจากมิเชลล์สุดที่รักของผมกก็มีคาร์มิตของต้นนี่แหละที่ทำให้ผมกรี็ดแตกได้ แบบว่าเธอน้ารักอ่ะ 55555

ตอนหน้าคงลุ้นและเครียดน่าดู เดาว่ามีพวกพระเอกต้องตายแน่
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 30 ม.ค. 2014, 11:33

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter18- Fight for Survival อั

ขอบคุณพี่เบียร์สำหรับการติดตามครับ

ตอนหน้าก็อย่างที่ส่งท้ายไป ว่าพวกเขาต้องเจอกับอุปสรรคที่ยากลำบากแน่นอน แต่จะมีตัวละครจากไปหรือไม่นั้นอันนี้ต้องรอลุ้นครับ555+

ในฐานะผู้เขียนนั้น ผมอยากบอกตามตรงว่า ตัวละครที่ปลอดภัยที่สุดคืออเล็กซ์ครับ อย่างน้อยเขาก็อยู่จนถึงฤดูหนาว อย่างที่เห็นในบทนำ ส่วนตัวอื่นๆ ไม่ขอรับประกันครับ เพราะผมไม่ได้กำหนดว่า ใครเด่นแล้วจะต้องรอด เหมือนที่เจสสิก้า ตายตั้งแต่ต้นเรื่องนั่นเอง 555+
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 01 ก.พ. 2014, 00:15

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter18- Fight for Survival อั

มาดวนกันอีกรอบหน่อย
ดวล

เด้กชายพ่นลมแผ่วเบาออกทางปาก
เด็ก

“เฮ้ย จริงดิ ไม่อยากจะเชื่อเชื่อ”
เชื่อเกิน

โลแกนก้มหน้าลงเล็กกน้อย
เล็ก

กล้ามเนื้อวงแขนที่แขงแรงออกแรงจามคมขวานลงไปเพียงครั้งเดียว
แข็ง



ตอนนี้ได้หลายอารมณ์ดีมาก ทั้งน่ารัก กุ๊กกิ๊กนิด ๆ ไปจนถึงลุ้นระทึกตอนท้าย เดาแบบพี่เบียร์ว่าอาจมีคนตาย

ว่าแต่อ่านมาตั้งนาน ขำลิปสติกเอสเต้มาก แต่ใช่ พี่เห็นด้วย จะตายทั้งทีเราต้องตายสวย ๆ หน้าตาจัดเต็ม :e7

มีข้ออาจต้องแก้ไขเล็กน้อย คือยา Arcoxia เนี่ยหมายถึงชื่อแบรนด์เนมของ Etoricoxib ใช่ไหมคะ?
ยาตัวนี้จำหน่ายใน US ไม่ได้นะคะ เพราะ FDA ยังไม่รับรองว่าปลอดภัยจากผลข้างเคียง

จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์ตามนี้หรือไม่? จะส่งผลอะไรต่อเนื้อเรื่องในอนาคตหรือเปล่า?
ถ้าไม่เปลี่ยนยาอื่นไปเลยดีกว่าค่ะ จะได้สมจริงขึ้น

Alternative ของยานี้ที่ฮิต ๆ ใน US ก็จะเป็นพวก ibuprofen* กับ diclofenac (ที่คนไทยเรียกไดโคลฟีแนค)
ทั้งสองตัวทานหลังอาหารเหมือน Arcoxia จ้า น่าจะพอแทนกันได้นะ ถ้าไม่ได้ลองดูยากลุ่ม NSAID ตัวอื่นค่ะ

* Ibuprofen ถ้าโดสต่ำ ๆ เข้าใจว่าใช้ทานแก้อักเสบทั่วไปมากกว่าค่ะ พวกเกิดจากการแพ้ ลมพิษอะไรแบบนี้
ถ้าโรคไขข้อพวกรูมาตอยด์ (เดาเอาว่าใช้ Arcoxia เพื่อการนี้หรือเปล่า?) แนะนำ Diclofenac, Prednisone
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 01 ก.พ. 2014, 18:00

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter18- Fight for Survival อั

ขอบคุณพี่แพร สำหรับการติดตาม และช่วยหาจุดบกพร่องครับ

เรื่องยานี่ เป็นรายการที่คาร์มิตถูกวานให้หามาเฉยๆ ไม่มีผลต่อตัวละครสำคัญของเรื่องครับ ฉะนั้นขอแก้เป็น diclofenac อย่างที่พี่แพรแนะนำมาเลยละกันครับ

จุดนี้ ดีใจมากเลย เหมือนมีกูรูคอยแนะนำ พี่แพรนี่ความรู้รอบตัวเยอะมากจริงๆ ถ้าผมมีข้อสงสัยขออนุญาติ PM ถามเลยได้มั้ยครับ รวมทั้งพี่เบียร์ด้วย ผมเขียนนิยายที่ใช้ธีมของต่างประเทศครั้งแรก ดังนั้นจึงเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดบ่อย ทั้งเรื่อง สิ่งของ และสถานที่ ดังนั้นหากพบจุดใดไม่สมเหตุสมผลหรือผิดพลาดท้วงติงได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ :e17
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน