[Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 01 ก.พ. 2014, 18:23

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter18- Fight for Survival อั

0Supachai0 เขียน:ถ้าผมมีข้อสงสัยขออนุญาติ PM ถามเลยได้มั้ยครับ


ด้วยความยินดีค่า :e7

จริง ๆ ความรู้รอบตัวพี่ไม่เยอะหรอก แต่พี่มีครูดีคือ Google และ Wikipedia 5555555555555
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 06 ก.พ. 2014, 21:54

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

Chapter 19 - The Phantom Menace


“มันเห็นเรารึเปล่า?” คาร์มิตกระซิบแผ่วเบา ขณะก้มตัวลงต่ำพ้นจากระดับกระจกร้าน ร่างของทั้งคู่เบียดติดชิดขอบผนัง หลบระยะสายตาของศัตรู

โลแกน ยืดตัวขึ้นเล็กน้อยส่องดูบรรยากาศภายนอก ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยซากศพเดินได้ที่วนเวียนอยู่รอบตัวอาคาร ขณะที่มือทั้งสองข้างกระชับปืนไรเฟิลจู่โจม M4A1 แน่น “ไม่...ผมคิดว่ามันไม่เห็นเรา”

“ฉันไม่ได้ยินเสียงปืน หรืออะไรเลย” หล่อนพยายามเงี่ยหูฟัง “บางทีพวกเขาอาจยังไม่รู้ตัว”

“หรือไม่ก็กำลังตกอยู่ในสถานะเดียวกับเรา”

“บ้าชะมัด” หญิงสาวเสยเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงที่ชุ่มเหงื่อขึ้น “เราพอจะออกไปจากที่นี่ได้มั้ย”

“ผมไม่ค่อยแน่ใจ พวกมันมีอยู่ทั่วไปหมด” เขาชะโงกหัวออกไปดูอีกรอบ ก่อนจะย่อตัวลงมามองหน้าหล่อนอีกครั้ง “หลังร้านมีประตูหนีไฟ และพื้นที่ด้านหลังเป็นตรอกแคบ คิดว่าคงหลบสายตาพวกมันได้บ้าง ถ้าเราจะลองเสี่ยง ซึ่งมัน...”

“ได้ เอาเลย” คาร์มิตตอบกลับทันควันพร้อมกับชักปืนพกสีดำออกมาจากซองหนังข้างลำตัวเตรียมพร้อม

“โอเค...” โลแกนผงกศีรษะรับ ก่อนหมุนตัวกลับค่อยๆ ย่องนำทางเธอไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“บ้าเอ้ย...” ชายหนุ่มผิวสีสบถรอดผ่านไรฟัน ส่ายปลายกระบอกปืนไรเฟิลไปมา ลังเลที่จะเหนี่ยวไก สลับกับร่นเท้าถอยออกห่างมาเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มผีดิบเริ่มกรูกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บีบให้เขาต้องรีบตัดสินใจเลือก ว่าจะอยู่ หรือ ไป...

“โธ่เว้ย!” เขาลดปืนลง ถอยหลังกลับไปชิดกับตัวรถบรรทุกเล็ก มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับอ้าออก ขณะที่กลุ่มอมนุษย์เริ่มประชิดเข้ามาเรื่อยๆ ร่างสูงใหญ่กระโดดโผเข้าไปยังที่นั่งคนขับด้านใน ขณะเดียวกัน มือโสโครกจำนวนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาพยายามกระชากขาเขาไว้

“ปล่อยสิโว้ย ไอ้พวกบ้า!” ชายหนุ่มสบถพร้อมกับใช้ปลายเท้ายันร่างอัปลักษณ์ที่พยายามจะแทรกตัวเข้ามาภายในรถ มนุษย์ และ เดียรัจฉาน ยื้อยุดกันไปมาชั่วครู่ ก่อนที่ชัยจะตกเป็นของผู้ที่แกร่งกว่า เมื่อเขาคว้าเอาปืนพกข้างลำตัวขึ้นมากระหน่ำยิงพวกมันจนกระเด็นออกจากตัวรถ พร้อมกับกระแทกประตูปิดอย่างรวดเร็ว

เสียงท่อเครื่องยนต์ดังขึ้นเป็นสัญญาณ ก่อนที่คนขับจะรีบเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานรถออกจากจุดเกิดเหตุ ทิ้งไว้เพียงฝูงผีดิบนับร้อย และ เพื่อนร่วมทีมที่ยังคงรอความหวัง…

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“เขาทิ้งเรา...” เคโต้ พูดขึ้นขณะมองดูแผงวิดีโอจากกล้องวงจรปิด เห็นเพื่อนในทีมขับรถจากไปต่อหน้าต่อตา

“ไม่ เขาทำถูกแล้ว” แบรนดี้กล่าวเสียงแข็ง “ถ้าขืนยังอยู่ เขาอาจจะตาย และเราเองก็เหมือนกัน”

“แล้วทีนี้เราจะทำยังไง” เขาหันไปถามความเห็นหล่อน “พวกบ้านั่น ล้อมอยู่ด้านนอกเต็มไปหมด”

“เราคงต้องลุยออกไป และจัดการพวกมันให้ได้มากที่สุด” หล่อนตวัดสายสะพายปืน M4 มาถือกระชับในมือ “หรือไม่ก็หนีไปแต่ตัว ทิ้งสัมภาระ และคนอื่นไว้ที่นี่ ซึ่งฉันว่าไม่ดีแน่ เพราะเราไม่ได้ฝ่าฟันทุกอย่างมาเพื่อสิ่งนี้”

“มันบ้าชัดๆ เราไม่มีทางจัดการพวกมันได้หมดแน่” เขาส่ายหัวไปมา อย่างสิ้นหวัง “ผมมีแค่ลำกล้อง กับ สำรอง อย่างละแม็ก เท่านั้น และเธอเองก็ไม่ต่างกัน...แล้วทีนี้บอกฉันทีว่าเราจะรอดออกไปได้ยังไง”

แบรนดี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาวุธปืน หล่อนคิดไปไกลกว่านั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลมองไปรอบกายคิดหาหนทาง ก่อนจะไปสะดุดยังชั้นวางเหล้าคละยี่ห้อ ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังเคาเตอร์ “ไม่... เราทำได้แน่” หล่อนหันไปหาเพื่อนร่วมทีม ก่อนตวัดปลายกระบอกปืน สาวเท้าเดินนำเขา “มาเถอะ ฉันนึกอะไรออกแล้ว”

“พูดแบบนี้ฉันล่ะเสียวทุกทีเลย”

“ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่า” หล่อนพูดพลางดึงเอาผ้าคอตตอนสีขาวแพ็คหนึ่งที่วางอยู่บนชั้นสินค้าเครื่องครัว “ช่วยหน่อย ฉันเห็นหลังร้านมีน้ำมันก๊าดอยู่ แล้วหยิบผงซักฟอกมาด้วยล่ะ”

“ให้ตายสิ...” เขารู้ว่าหล่อนคิดจะทำอะไร “นี่คงไม่ได้เป็นแผนห่ามๆ ของคุณตอนหนีจากเหตุจลาจลที่แบกแดดหรอกนะ”

“เปล่า” หญิงสาวรวบผมตึง ก่อนหยิบเอายางรัดผมที่แขวนอยู่บนชั้นวางใกล้ๆ มามัดเป็นทรงหางม้า “ฉันทำเล่นว่างๆ ตอนอยู่ เกรด7”

หล่อนปีนข้ามเข้าไปยังด้านหลังเคาเตอร์ หยิบขวดเหล้าที่วางเรียงกันอยู่ภายในตู้ มาตั้งรวมกันบนโต๊ะคิดเงิน ก่อนจะทยอยเทของเหลวในขวดทิ้งลงพื้นจนเกลี้ยง แล้วนำมาตั้งแยกไว้ต่างหาก

“แล้วเอาไงต่อ” ชายหนุ่มวางถังน้ำมันก๊าดขนาด 2 ลิตร และ ซองผงซักฟอกที่สั่ง มากองรวมกันด้านหน้าหล่อน

“เทน้ำมันลงไป 2 ใน 3” หญิงสาวพูดพลางเลือกขวดเหล้าบนโต๊ะ “พยายามเอาเฉพาะขวดที่เป็นฝาเกลียว จะทำให้ขว้างได้ไกลขึ้น”

“ฉันชักจะกลัวเธอขึ้นมาจริงๆ แล้วนะ” เขาพูดพลางฉีกถุงผงซักฟอกออก

“ข้างนอกน่ากลัวกว่าฉันเยอะ” หล่อนรินน้ำมันก๊าดลงไปในขวดแก้ว ก่อนจะใช้มือโกยเอาผงสีขาวโรยตามลงไปอีกชั้น แล้วอุดปากขวดด้วยผ้าขาวที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม เรียวปากหนาโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ “แค่นี้ก็เรียบร้อย...”

“แต่ฉันว่าของแค่นี้ไม่ระคายเคืองผิวของพวกมันหรอกนะ” เคโต้แย้งขึ้น เมื่อประเมินแล้วว่าระเบิดเพลิงอนุภาพเพียงเท่านี้คงไม่สามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย

“เห็นถังแก๊สปิ๊กนิ๊กที่เรียงกันอยู่บนชั้นด้านหลังรึเปล่า?” หญิงสาวเลิกคิ้วมองเขาเล็กน้อย “มันจะไม่ใช่แค่ระคายผิวแน่นอน ฉันกล้ารับประกัน”

ชายหนุ่มจ้องกลับด้วยสีหน้าเป็นกังวล “แต่นี่มันปั้มน้ำมันเลยนะ”

หญิงสาวจ้องตาเขากลับอย่างไม่ยี่หระ พร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ฉันอยากทำแบบนี้มานานแล้ว”


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงหอบหายใจถี่ สลับกับเสียงกระสุนปืน 9มม. ดังขึ้น ขณะที่เด็กหนุ่ม อเล็กซ์ วิลสัน กำลังแบกเป้สะพายที่บรรจุปืนกว่า 10 กระบอก วิ่งลงจากบันไดหน้าทางเข้าสถานีตำรวจ ที่บัดนี้ถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าซากศพเดินได้ และถึงแม้จะไม่มากนัก แต่เขาก็ไม่สะดวกที่จะจัดการพวกมันด้วยมือเปล่า

นัยน์ตาสีฟ้ากวาดดูรอบๆ บริเวณ พยายามมองหา อีริค สเปนเซอร์ ผู้ซึ่งให้สัตย์ว่าจะกลับมา ขณะที่มือขวาคอยลั่นไกส่งกระสุนเด็ดหัวพวกผีดิบที่ขวางทางลงเรื่อยๆ อย่างไม่ปราณี เขาหวังว่าทุกคนคงเสร็จภารกิจเรียบร้อย เมื่อคำนวณเวลาแล้ว น่าจะราวๆ 30 นาที ดังที่ตกลงกันไว้ และพร้อมจะไปในทันทีเมื่อเขามาถึง

“บ้าเอ้ย” อเล็กซ์สบถรอดผ่านไรฟัน ขณะกำลังจะจ่อยิงหัวตัวที่อยู่ข้างหน้าในระยะเผาขน เมื่อกระสุนถูกใช้จนเกลี้ยงรังเพลิง และทันทีที่สบโอกาส อมนุษย์อ้าขากรรไกรเตรียมแว้งกัด หากเขาไม่ปล่อยให้ตัวเองพลาดท่า เด็กหนุ่มใช้สันกระบอกปืนตบสวนเข้ายังท้ายทอย จนร่างอัปลักษณ์เสียหลัก ก่อนจะใช้เท้ายันร่างของมันจนหงายไปกองกับพื้น...เสียงลมหายใจดังถี่ไม่เป็นจังหวะ แสดงให้เห็นถึงแรงกายที่สูญไป เขาจะมัวมาเสียเวลากับพวกนี้นานไม่ได้

ร่างสูงจัดการใช้เท้าเหวี่ยงเข้าไปที่ต้นคอของร่างอัปลักษณ์ก่อนมันจะทันได้ลุกขึ้นยืนจนขอของมันหมุนไปอีกทาง นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องไปยังหนทางด้านหน้าอันเป็นจุดนัดหมายที่อยู่ไม่ไกล

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“บ้าเอ้ย มันล็อคจากด้านนอก” โลแกนเขย่าประตูเหล็กหลังร้านเบาๆ เมื่อมันถูกตรึงจากอีกฝั่ง และทางออกด้านหน้าซึ่งถูกล้อมด้วยฝูงผีดิบ ซึ่งปิดขังพวกเขาเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ซวยสุดๆ” คาร์มิตเสยเรือนผมที่ชุ่มเหงื่อขึ้น เหลียวมองดูรอบกาย “นี่มันห้องปิดตายชัดๆ”

“แย่ชะมัด” เด็กหนุ่มยกแขนขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็ผ่านมาครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้ยินสัญญาณอะไรเลย...”

“บางทีพวกเขาอาจกำลังตกที่นั่งลำบากไม่ต่างอะไรกันกับเรา” หล่อนสะบัดศีรษะไปมาขจัดความกังวล “สถานการณ์แบบนี้ เราคงหวังพึ่งใครไม่ได้นอกจากตัวเอง”

“แต่ลำพังเราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ” เขาถอนหายใจแผ่วเบา มองใบหน้าหญิงสาวอย่างรู้สึกผิด “ผมขอโทษด้วยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

“ไม่ โลแกน” เรียวปากปางโค้งขึ้นเล็กน้อย “ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก”

ตึง! ตึง!
เสียงกระแทกดังมาจากหน้าประตูทางเข้า ทั้งคู่รีบก้มตัวลงต่ำโดยสัญชาติญาณพร้อมกับหันมามองหน้ากันอย่างรูดี ว่าบางสิ่งกำลังย่างกรายเข้ามา...คาร์มิต และ โลแกน ค่อยๆ ก้าวเท้าย่องไปตามต้นกำเนิดเสียง โดยใช้ชั้นวางสินค้าเป็นดั่งโล่กำบัง กระทั่งพบกับภาพที่อยู่ตรงหน้า

“ซวยล่ะ...” นัยน์ตาหญิงสาวเบิกโพลง เมื่อเห็นผีดิบ สองตัวกำลังแทรกตัวผ่านประตูเลื่อนหน้าร้านที่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้เข้ามา ราวกับรู้ว่ามีเหยื่อที่หลบซ่อนอยู่ภายใน

โลแกนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไปในลำคอ ก่อนยกปลายกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจมขึ้นเล็งพร้อมยิง

“เฮ้ๆ คิดจะฆ่าตัวตายรึไง...” คาร์มิตพูดแผ่วเบาพร้อมกับกดปลายกระบอกปืนของเขาลดลง “เราจะจัดการพวกมันให้เงียบที่สุด”

“คุณหมายถึง...”

“ใช่...ตอนนี้มันมีสอง” หล่อนจ้องตาเขาไม่กระพริบ “ซึ่งเราเองก็เหมือนกัน”

“ทำแบบนี้มันเสี่ยงมากนะรู้มั้ย เราไม่ใช่อีริค กับ แบรนดี้ซะหน่อย”

“ไม่มีเวลาแล้วโลแกน นายเอาตำรวจนั่นไป” หล่อนบุ้ยปากไปยัง ผีดิบในเครื่องแบบสีฟ้าที่กำลังเดินสะเปะสะปะอยู่แถวแผนกเด็กเล็ก “ฉันจะจัดการยัยผมบลอนด์นั่นเอง”

“แต่ คาร์มิต...”

หญิงสาวไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ หล่อนก้มตัวลงต่ำ ค่อยๆ เดินย่องไปอย่างเชื่องช้าโดยใช้ชั้นวางสินค้าเป็นเครื่องพรางตัว ขณะเดียวกันก็ต้องคอยหลบจากระยะสายตาของพวกที่เดินวนเวียนติดขอบกระจกร้านด้านนอกด้วยเช่นกัน

ผีดิบสาวร่างบอบบาง เดินโงนเงนไปมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหล่อน โดยมีชั้นเหล็กเป็นตัวกั้นระหว่างทั้งคู่ คาร์มิตเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าศัตรู ขณะย่องอ้อมเข้าไปโผล่ยังด้านหลังของมัน และโชคเข้าข้างหล่อน เมื่อมันยังคงมุ่งที่จะเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่รู้สึกถึงเสียงวางเท้าแผ่วเบาที่กำลังใกล้เข้ามา

เป้าหมายอยู่ห่างแค่เอื้อม หญิงสาวกลั้นหายใจชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปประชิดร่างอัปลักษณ์ มือทั้งสองของหล่อนจับเข้าที่คางของมัน ก่อนจะออกแรงบิดอย่างแรง จนได้ยินเสียงของกระดูกหักดัง ‘กร๊อป’ ปลิดชีพมันลงในคราวเดียว

คาร์มิตค่อยปล่อยร่างอ่อนปวกเปียกในมือลงกับพื้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นพราวบนใบหน้า แม้จะทำสำเร็จ แต่ในใจก็แอบหวั่นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หญิงสาวจ้องมองร่างศัตรูถูกสังหารลง ด้วยวิธีการที่ผู้เป็นพี่ฝึกให้ใช้ในยามคับขัน และ เธอไม่เคยคิดที่จะทำมัน จนกระทั่งในครั้งนี้

อีกฝั่งหนึ่งของห้อง โลแกนก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปยังด้านหลังของผีดิบร่างกำยำในคราบตำรวจ ด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ มือข้างหนึ่งกำมีดพกแน่น ขณะที่เท้าทั้งสองก็ค่อยๆ ย่องเข้าประชิดศัตรูเข้าไปเรื่อยๆ โดยที่มันไม่ทันได้รู้ตัว และเมื่อสบโอกาส เด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้าล็อคคอศัตรูจากด้านหลังพร้อมกดร่างมันลงมากับพื้น ก่อนจะจ้วงแทงเข้าด้วยคมมีดบริเวณลำคอจนเลือดสีดำเข้มกระเซ็นออกมา...หากแต่อมนุษย์ยังไม่สิ้นลาย มันพยายามดิ้นสู้สุดริด มือน่าขยะแขยงสองข้างปัดป่ายขวดยาบนชั้นวาง ร่วงกระแทกกับพื้น สร้างเสียงอึกทึก

“เวร...” คาร์มิตสบถออกมาอย่างลืมตัวให้กับภาพที่เห็น หล่อนดึงมีดพกออกมาจากซองหนังข้างลำตัว รีบเร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปช่วยสมทบกับโลแกน ก่อนจะเสยคมมีดทิ่มเข้าไปยังปลายคางของผีดิบพร้อมของเหลวเข้มที่ไหลตามออกมาเป็นสาย กระทั่งมันแน่นิ่งไปในที่สุด

เด็กหนุ่มคลายมืออกจากลำคอของศัตรู ก่อนจะเอนหลังพิงกับชั้นเหล็กด้านข้างพร้อมกับหอบหายใจถี่ยิบ เรียกแรงที่เสียไปกลับคืนมา

“ผมขอโทษ...” โลแกนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด ทั้งที่เขาพยายามจะปกป้องเธออย่างเต็มที่แล้ว

“ช่างมันเถอะ” หญิงสาวยืนมือส่งไปให้เขา “ตอนนี้เรารีบไปกันก่อนดีกว่า”

ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงระดมทุบบานกระจากทางด้านหน้าดังสนั่นขึ้น เมื่อกลุ่มอมนุษย์รับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเขา จากเสียงการต่อสู้เมื่อสักครู่ พวกมันพยายามเบียดเสียดกันเข้ามาผ่านประตูกระจกแคบ บ้างก็ใช้มือทุบตีอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์เดียรัจฉาน...ตอนนี้พวกเขาดูไม่ต่างอะไรไปจาก กวางที่อยู่ในกรงเสือ ซึ่งรอแค่เวลาให้พวกมันเข้ามาขย้ำเท่านั้น

“จะมีแย่กว่านี้อีกมั้ยเนี่ย” หญิงสาวพูดพลางหยิบปืนพกสีดำข้างลำตัวขึ้นมากระชับในมือ

“อีริคไม่ยกโทษให้ผมแน่...” โลแกนชันตัวลุกขึ้นยืน เล็งปืนระดับบ่าเตรียมพร้อม “แต่ยังไงผมจะต้องพาคุณออกไปให้ได้”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“เอาล่ะ พร้อมนะ” แบรนดี้ผงกหัวหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีม มือหนึ่งง้างระเบิดขวดที่ติดไฟขึ้นเตรียมพร้อม “

“นำเลย กัปตัน” เคโต้พยักหน้ารับ

สาวผิวสีกระชากประตูเลื่อนอ้าออกกว้าง พร้อมกับเข็นรถที่บรรจุเสบียง และ ระเบิดเพลิงกว่าสิบขวด นำออกไปด้านนอก เรียกฝูงผีดิบให้หันมามองที่พวกเขาเป็นสายตาเดียวกัน

“เอาเลย”

สิ้นสัญญาณ ทั้งคู่ช่วยกันกลิ้งถังแก๊สออกไปยังพื้นถนนคอนกรีตเบื้องหน้า พุ่งตรงเข้าหาฝูงผีดิบที่กำลังกรูกันเข้ามาอย่างไม่ยำเกรงถังภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกมันในไม่ช้า เมื่อถังเหล็กสีส้มจำนวนมาก ถูกปล่อยออกไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของแผนการย่างสดในครั้งนี้

แบรนดี้ง้างแขนไปด้านหลังจนสุดเอื้อม ก่อนจะเหวี่ยงกลับมาด้านหน้าอย่างสุดแรง ส่งระเบิดขวดที่อยู่ในอุ้งมือลอยคว้างกลางอากาศชั่วครู่ ก่อนมันจะตกกระทบลงกับพื้นซีเมนเบื้องล่าง กลางวงงอมนุษย์ที่กำลังกรูกันเข้ามา เศษขวดแก้วแตกละเอียดพร้อมกับส่งเปลวไฟมหึมาลุกโชน แผดเผาร่างอัปลักษณ์มอดไหม้

และเมื่อสบโอกาส หญิงสาวควักปืนแม็กนั่มสีเงินวาวออกมาจากซองหนังข้างลำตัว หันลำกล้องพุ่งเข้าหาถังแก๊สสีส้มที่สงบนิ่งอยู่บนพื้นเบื้องหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องเป้าหมายไม่กระพริบ ก่อนจะจัดการเหนี่ยวไก ออกไปอย่างไม่รีรอ

กระสุน .357 พุ่งเข้าเจาะทะลุตัวถังเหล็กอย่างแม่นยำ ส่งให้ควันแก๊สที่อยู่ภายในพวยพุ่งออกมาปะทะกับเปลวไฟจากระเบิดขวดด้านนอก เกิดระเบิดเพลิงปะทุดังสนั่น กระทั่งร่างผีดิบที่อยู่รอบๆ รัศมี อวัยวะขาดกระจายไปคนละทิศคนละทาง

“เห็นรึเปล่า” หญิงสาวหันมายิ้มอย่างสะใจให้เพื่อนร่วมทีม ก่อนจัดการเหนี่ยวไกซ้ำเข้าถังที่เหลืออย่างไม่รีรอ ส่งให้เกิดเสียงระเบิดตูมใหญ่เป็นอีกระรอกๆ

ชายหนุ่มจุดไฟแช็คใส่ผ้าขาวที่อุดปากขวด เป็นเปลวไฟขนาดเล็ก ก่อนจะจัดการโยนมันไปอีกทาง ที่ซึ่งพวกมันกำลังมุ่งเข้ามา ทันทีที่ขวดแก้วแตกเป็นเสี่ยง ไฟแดงฉานก็โหมกระพือขึ้น เผาร่างอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง ลามไปสู่อีกตัวหนึ่งเรื่อยๆ เป็นห่วงโซ่ ตามด้วยการปิดฉากโดยเหนี่ยวไกส่งกระสุน .22 เข้าเจาะตัวถังเหล็ก ส่งให้เกิดแรงระเบิดปะทุขึ้น บดร่างของอมนุษย์ให้แหลกละเอียด

“วู้ว!” เคโต้กู่ร้องด้วยความสะใจ ก่อนจะหยิบขวดต่อไปที่เตรียมไว้ในตะแกรงเหล็กขึ้นมากระชับในมือ ขว้างปาซ้ำเป้าหมายออกไปอย่างไม่รีรอ

ดูเหมือนว่า จากความเสียเปรียบกลับกลายมาเป็นความได้เปรียบ เพียงเวลาไม่นาน มนุษย์ลุกไล่เหล่าผีดิบจนบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด บัดนี้ลานกว้างตรงหน้ากลายเป็นทะเลเพลิงแผดเผาฝูงผีดิบจนสิ้น หากแบรนดี้รู้ดีว่านี่เป็นแค่เพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เมื่อกลุ่มเก่าหายไป ก็มีกลุ่มใหม่ตามมาอย่างไม่ขาดสาย เนื่องจากเสียงการต่อสู้อึกทึกในครั้งนี้ อีกทั้งไฟยังไม่สามารถจัดการพวกมันได้อย่างชะงัก นั่นเพราะร่างกายพวกมันสามารถทนความร้อนได้มากกว่ามนุษย์ปกติ


“พวกมันแห่กันมาอีกแล้ว!” ชายหนุ่มตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีม พลางยิงสวนกลับอมนุษย์ตัวติดไฟที่กระโจนเข้ามาใกล้

“ชักจะไม่เวิร์คซะแล้วสิ!” หญิงสาวถีบรถเข็นพุ่งเข้ากระแทกร่างผีดิบที่ขวางทาง จนมันเซถลา ก่อนจะชักปืนพกข้างลำตัว ยิงสวนกลับไปยังตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเธอจากทางด้านหลัง เข้าที่หัวอย่างแม่นยำ

“เร็วเข้า!” หล่อนตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมขณะที่ลั่นไกใส่ร่างอัปลักษณ์ตรงหน้า

“พวกมัน แห่กันมาไม่หยุดเลย!”

“รีบไปที่รถ!” หญิงสาวหันไปตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีม แต่ก็ต้องตกใจ เมื่อผีดิบตัวหนึ่งกำลังพุ่งเข้างับเขาจากทางด้านหลัง “เคโต้ ระวัง!”

ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนสามนัดดังซ้อนกัน ปลิดชีพผีดิบเข้าที่ลำตัว และกลางหัว ก่อนที่มันจะพรากลมหายใจของเคโต้...อเล็กซ์ วิลสัน ช่วยเขาไว้ได้ทันท่วงที

“ขอบใจ ไอ้หนุ่ม” เขาพ่นลมหายใจออกทางปาก ก่อนยกปืนขึ้นเล็งในระดับบ่าอีกครั้ง

“แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ” เด็กหนุ่มถามขณะลั่นไกยิงใส่อมนุษย์ที่กำลังโผเข้ามา

“ฉันก็ไม่รู้” ชายผมบลอนด์ตอบกลับพลางยิงสกัดเป็นระยะ “คอร์แมน ออกไปแล้ว ส่วนคาร์มิตกับโลแกน ยังไม่เห็นเลย!”

“อเล็กซ์ แล้วอีริคอยู่ไหน!” สาวผิวสีตะโกนถามมาจากอีกทาง พลางโยนขวดแก้วใส่ฝูงผีดิบตรงหน้า

“ผมไม่แน่ใจ เขาล่อพวกมันไปอีกทาง!” เด็กหนุ่มทิ้งเป้ปืนลงใส่รถเข็นของเคโต้ ก่อนจะตบแม๊กกาซีนชุดใหม่ใส่ด้ามปืน “ผมจะไปดู คาร์มิต กับ โลแกนที่ร้านขายยา!”

“โอเค ทางนี้เราจัดการเองได้!” หล่อนพูดพลางรัวกระสุนใส่ศัตรูไม่ยั้ง “เคโต้ มาเร็ว!”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงปืนดังกึกก้องภายในร้านขายยา คาร์มิต และ โลแกน ช่วยกันยิงสกัดฝูงผีดิบที่พังประตูกระจกหน้าร้านเข้ามาด้านใน จนพวกเขาต้องร่นเท้าถอยออกมาเรื่อยๆ

แกรก! แกรก! แกรก!...
เสียงปืนขัดลำ เมื่อกระสุนถูกยิงจนเกลี้ยงรังเพลิง เด็กหนุ่มปัดสายสะพายปืนที่ไร้ประโยชน์ไปด้านหลัง ก่อนจะวิ่งเข้าไปผลักชั้นวางสินค้าให้ล้มลงมากระแทกร่างอัปลักษณ์ที่กำลังกรูกันเข้ามา และใช้เป็นแนวกั้นให้พวกมันเข้ามาถึงตัวช้าลง แต่ขณะเดียวกัน บริเวณกระจกรอบร้านก็เริ่มร้าวลงเรื่อยๆ จากการระดมทุบของกลุ่มเดียรัจฉานจากภายนอก ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ไม่แคล้วพวกมันคงพังเข้ามาได้อย่างแน่นอน

“ปีนขึ้นไปบนตู้!” โลแกนตวัดมือข้างหนึ่งชี้ไปยังตู้ยาที่ติดอยู่กับผนัง ซึ่งสูงพอเกินกว่าที่พวกมันจะเอื้อมถึง และเหนืออื่นใด มันเพียงพอสำหรับคนเดียว

“ไม่ โลแกน ฉันจะไม่ทิ้งนาย!” หญิงสาวยืนกรานพลางเหนี่ยวไกใส่อมนุษย์

“แล้วผมจะหาทางเอง”

“นั่นก็ไม่อยู่ดี”

“ไม่งั้น เราจะตายกันทั้งคู่”

“ฉันยอมให้มันเป็นแบบนั้นซะยังจะดีกว่า” หญิงสาวเหวี่ยงปืนพกทิ้งเมื่อกระสุนถูกยิงจนเกลี้ยง ก่อนหล่อนจะชักด้ามมีดขึ้นมากระชับในมือ “เราจะฝ่าพวกมันออกไป”

“ไม่สำเร็จหรอก พวกมันมีเยอะเกินไป”

“เราไม่จำเป็นต้องฆ่า แค่อย่าให้มันเข้าใกล้ตัวก็พอ” หล่อนกระชับด้ามมีดพกเตรียมพร้อม “อีกอย่าง พวกมันช้า แต่เราไวกว่า...ทำได้อยู่แล้ว เชื่อสิ”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เธอเองก็รู้ดีว่าโอกาสสำเร็จนั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนซากศพเดินได้ที่ทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะไม่เห็นทางออก

“พร้อมนะ...”

โลแกนเม้มริมฝีปากเน่น ก่อนจะผงกหัวรับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขายกปืนขึ้นเล็งระดับบ่า กระเถิบร่างเข้ามาบังหล่อนไว้ “ผมนำเอง คุณอยู่ด้านหลังไว้”

“ได้...ไปเลย” คาร์มิตทำท่าจะเดินตามเขา หากบางอย่างทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก...

“เฮ้ ทางนี้!”
เสียงห้าวของชายหนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้น เรียกให้ ชาย หญิง ทั้งสองชะงักหันมามองยังต้นกำเนิดเสียงเป็นสายตาเดียวกัน และภาพที่ปรากฏต่อหน้าทั้งคู่นั่นคือ อเล็กซ์ วิลสัน ที่ปลดล็อคประตูจากอีกฝั่งเข้ามาได้อย่างทันท่วงที ในมือของง้างไปด้านหลัง ขณะกำขวดแก้วที่ติดไฟไว้แน่นพร้อมโยน

“มาเร็ว!” เขาตะโกนบอกเป็นสัญญาณให้ทั้งคู่วิ่งออกจากบริเวณ ก่อนจะขว้างระเบิดขวดในมือออกไปสุดแรง

ขวดแก้วหมุนติ้วกลางอากาศ สวนกับ คาร์มิต และโลแกน ที่เร่งฝีเท้าวิ่งออกมา ก่อนที่มันจะร่วงตกกระทบสู่พื้นกระเบื้อง จนแตกกระจาย ส่งให้เกิดเปลวไฟแดงฉานโหมกระพือขึ้น แผดเผากลุ่มผีดิบที่กำลังเดินกรูกันเข้ามา ก่อนที่ไฟนั้นจะลามไปสัมผัสกับข้าวของภายในร้าน จนเกิดลุกท่วมเป็นเขตแดนที่กั้นระหว่าง คนเป็น และ คนตาย

“ขอบคุณ อเล็กซ์...” หญิงสาวพูดพร้อมกับปาดคราบเหงื่อบนใบหน้า “คุณช่วยเราไว้อีกแล้ว...”

“พวกคุณไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เขาพูดพร้อมกับยื่นกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจม M16A4 ให้กับโลแกน “รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ ทุกคนรออยู่ด้านนอก”

“ขอบใจ...” โลแกนผงกหัวพลางรับอาวุธมาถือในมือขึ้นลำเตรียมพร้อม “นายรู้ได้ยังไงว่าพวกเรายังอยู่”

“ผมไม่รู้หรอก...” อเล็กซ์ตอบกลับห้วนๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินนำพวกเขาออกไปยังตรอกแคบบริเวณหลังร้าน “มาเถอะ ผมนำเอง”

“มีใครเป็นอะไรรึเปล่า?” หญิงสาวถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล “พวกเขาบาดเจ็บกันมั้ย...”

“ที่ผมเห็นคือ ไม่” เด็กหนุ่มตอบ พลางเดินส่องลูกโม่สีเงินวาว ลั่นกระสุนสกัดผีดิบที่อยู่ตรงหน้า

“ขอบคุณพระเจ้า...”

“พวกมันแห่กันมาจากไหน ทำไมตอนแรกเราไม่เห็น” โลแกนถามขึ้นขณะหันลำกล้องปืน คอยระวังทางด้านหลัง

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เดาว่าพวกมันน่าจะตามเสียงอะไรมาซักอย่าง” อเล็กซ์ตอบกลับพลางส่งสัญญาณมือเลี้ยวไปด้านขวา “ทางนี้ครับ”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ทำไมพวกเขายังไม่มากันอีกนะ!” เคโต้ตะโกนถาม ขณะสาดกระสุนยิงสกัดกลุ่มอมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า

“ยิงไปเรื่อยๆ อย่าหยุด!” แบรนดี้ตอบกลับพร้อมกับตบแม็กกาซีนชุดใหม่เข้าไปในด้ามปืน แม๊กนั่มสีเงิน

“จะแน่ใจได้ยังไงว่าพวกเขายังอยู่!”

“รออีกนิด!” หญิงสาวพูดพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น กลุ่มของคาร์มิตกำลัง วิ่งออกมาจากตรอกแคบ “มากันโน่นแล้ว!”

อเล็กซ์กราดกระสุนปืนเดินนำทีมเข้ามาสมทบกับกลุ่มของแบรนดี้ โดยมี คาร์มิตอยู่ตรงกลาง และโลแกนรั้งท้ายคอยระวังหลังให้อยู่ตลอดเวลา

“โอเคเรียบร้อยแล้ว” คาร์มิตโยนเป้สัมภาระลงไปยังท้ายกระบะ “พวกเรารีบไปกันเถอะ”

“เคโต้ สตาร์ทเครื่องรอได้เลย!” สาวผิวสีตะโกนสั่งเพื่อร่วมทีมพลางยิงสกัดศัตรู “เราจะไปกันเดี๋ยวนี้!”

“เดี๋ยวก่อน...” นัยน์ตาสีเขียวมรกตเหลียวมองรอบกาย สังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง “แล้วอีริคอยู่ไหน เขาอยู่ที่ไหน?”

“อีริค อาสาล่อพวกมันเพื่อให้ผมเข้าไปเอาอาวุธในสถานีตำรวจ” อเล็กซ์แทรกตัวเข้ามาตรงหน้า พยายามอธิบาย “เขาบอก ถ้าพวกเรามาถึงแล้วไม่เจอเขา ก็ให้เราไปได้เลยไม่ต้องรอ แล้วเขาจะหาทางตามมาทีหลัง”

“ไม่!” หล่อนกล่าวเสียงแข็ง กวาดสายตามองทุกคน “เราต้องไปช่วยเขา”

“คาร์มิต เราไม่มีเวลาแล้ว ตอนนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน!” แบรนดี้ ปลายตามองหล่อน สลับกับกลุ่มอมนุษย์ที่เริ่มกรูกันเข้ามา

“แต่ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้าไม่มีอีริค!”

“ตั้งสติแล้วดูรอบตัวซะก่อนสิ” เพื่อนสาวขึ้นเสียงกำราบ “ถ้าเราไม่รีบไปตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า เธออยากให้มันลงเอยแบบนั้นรึไง”

“เห็นแก่พระเจ้าเถอะคาร์มิต ขึ้นรถก่อน” โลแกนพยายามโน้มน้าว “คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเขา”

“ถ้าคุณไม่ไป พวกเราก็ไปไหนไม่ได้” อเล็กซ์เสริม พยายามพูดเรียกสติหล่อน “คุณรู้จักอีริคดีที่สุด ลองคิดดูสิ ถ้าคุณเป็นเขา คุณจะทำยังไง...คุณอยากให้เราไป หรือทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปหาคุณ”

สิ้นประโยค หญิงสาวขบกรามแน่น คิดในมุมกลับ หากเป็นอีริค เขาต้องอยากให้ทุกคนทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แล้วเอาตัวรอดออกไปก่อนอย่างแน่นอน และด้วยสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของเขาซึ่งเธอรู้เป็นอย่างดี ว่าอีริค ไม่เสียท่าให้ใครง่ายๆ อย่างแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่ช่วยเรียกสติของเธอให้กลับคืนมา

“ไปกันเถอะ” สาวผิวสีเดินเข้ามาจูงแขนเพื่อน ขึ้นไปบนรถ “เราจะทิ้งรถไว้ให้เขาคันนึง”

ร่างบางก้าวเท้าขึ้นไปยังเบาะด้านหลัง ตามด้วยแบรนดี้ ก่อนหล่อนจะกระแทกประตูปิดอย่างรวดเร็ว ขณะที่ อเล็กซ์ และ โลแกน ต่างก็รีบกระโดดขึ้นท้ายกระบะหลังพร้อมกับเคาะตัวรถเป็นสัญญาณให้เหยียบคันเร่ง

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงโหยหวนพร้อมกับเสียงผีเท้าจำนวนมากเดินเป็นขบวน ไล่จี้ อีริค สเปนเซอร์ เข้ามาติดๆ ชายหนุ่ม สาวเท้าถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ขณะเลี้ยวเข้าตรอกแคบ ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างอพาร์ทเม้นสองฝั่ง แผนการถ่วงเวลาครั้งนี้ของเขาเป็นไปได้อย่างราบรื่น เมื่อพวกมันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นัยน์ตาสีเขียวมรกตตวัดมองกลับหลัง เห็นแสงสว่างของทางออกอยู่ไม่ไกล ซึ่งถูกกั้นด้วยประตูรวดเหล็กที่แง้มรอไว้เล็กน้อย

ชายหนุ่มก้มตัวลงเก็บท่อนเหล็กสนิมเขรอะที่ปลายเท้าอย่างเร็ว ก่อนที่ร่างของเขาจะก้าวพ้นจากเขตประตูออกมาในที่สุด และไม่รอช้าเขารีบผลักบานรวดให้ปิดสนิท พร้อมกับสอดท่อนเหล็กผ่านรูกุญแจขัดมันไว้อย่างแน่นหนา

อมนุษย์ส่งเสียงร้องโหยหวน กระชากบานประตูอยู่เบื้องหลังราวกับเดียรัจฉานที่โดนกักขัง อีริคจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเวทนา ก่อนจะถอนเท้าออกจากจุดเดิม หากแต่มีบางอย่างหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน...

เสียงขึ้นลำของปืนไรเฟิลจู่โจม ราว 3 กระบอก ดังขึ้นข้างใบหูชายหนุ่ม เขาชะงักด้วยสัญชาติญาณพร้อมปลายตามองกลับไปทางด้านหลัง เห็นร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดเข้ารูปสีดำสนิทคล้ายทหาร ซึ่งกำลังเอาปืนจ่อหัวของเขาไว้

“พวกแกต้องการอะไร…” อีริคถามพร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นเหนือหัวยอมจำนน

“ไม่มีอะไรมาก” เสียงรองเท้าคอมแบตดังใกล้เข้ามา ก่อนร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบสีดำจะมายืนขนานกับตัวเขา “แค่ยอมมากับเรา”

“แล้วถ้าไม่ล่ะ...”

“ถ้าไม่...” เสียงทุ้มต่ำลากยาว “งั้นนายก็เตรียมบอกลาเพื่อนๆ ที่เซ็นทราเลียได้เลย”

To Be Continue…

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปภาพ

Molotov Cocktail (โมโลตอฟ คอกเทล)ซึ่งบ้านเราอาจเรียกระเบิดขวด ระเบิดเพลิง หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยในที่นี่จะไม่ขอกล่าวถึงประวัติของมันมากนัก เพราะยาวซะเหลือเกิน รู้เพียงว่านี่เป็นอาวุธลับที่ฟินแลนด์ใช้ปราบรัสเซียในสงครามฤดูหนาวในสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นอาวุธประดิษฐ์ที่ร้ายแรงและน่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว ว่ากันว่าเหล่ารถหุ้มเกาะหรือรถถังจะกลัวมันมาก

โดยเดิมทีนั้น วิธีทำจะเป็นขั้นตอนที่ง่ายๆ ใช้เพียงแค่ขวดแก้ว ผ้า หรือกระดาษ และน้ำมัน(ชนิดไหนก็ได้ที่ก่อให้เกิดเชื้อเพลิง)ก็สามารถใช้งานได้แล้ว แต่ยุคหลังๆ มีการเพิ่มส่วนผสมและดัดแปลงเพื่อเพิ่มขอบเขตการทำลายล้าง และในเรื่องนี้เลือกใช้ผงซักฟอกมาเป็นส่วนประกอบ เพราะผงซักฟอกนั้นมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสจะช่วยให้มีการลุกไหม้มีรัศมีกว้างขึ้น
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 09 ก.พ. 2014, 22:24, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 06 ก.พ. 2014, 22:32

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

“ไม่ โลแกน” เรียวปากปางโค้งขึ้นเล็กน้อย
บาง


ตอนนี้จบโคตรลุ้นเลย มีคนโผล่มาเพิ่มละ คนมาทีไรวุ่นวายกว่าผีทุกที แต่อย่างน้อยก็โล่งใจไปเปราะที่ยังไม่มีใครพลาดท่าเสียทีร้ายแรง สงสารก็แต่อีริค แต่เชื่อว่าพี่แกน่าจะพอเอาตัวรอดได้ล่ะน่า แล้วพวกใหม่ดีร้ายยังไงก็ยังไม่รู้ (แต่มาอย่างตัวร้ายเลยอะ)

โลแกนนี่เห็นเด็ก ๆ แต่จริง ๆ ก็เป็นคนที่รักเพื่อนพ้องดีนะ ตอนนี้ประทับใจแบรนดี้มาก เท่ฝุด ๆ จริง ๆ ชอบมานานละ ชอบสาวแกร่ง

แต่! แผนของเธอมีข้อน่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร คือระเบิดขวดเนี่ย อานุภาพของมันนับว่ากระจอกมาก เป็นระเบิดกันดาร ทำกันถูก ๆ ที่ครั้งหนึ่งมันเคยหยุดรถถังรุ่นเก่า ๆ ได้เป็นเพราะว่าความร้อนของมันทำให้คนที่อยู่ข้างในทนไม่ได้ต้องออกมา แถมร้อนนานด้วยเพราะไฟมันเกาะบนผิวรถถัง รวมถึงระบบระบายอากาศมักจะดูดควันของน้ำมันเข้าไป ทำให้คนข้างในขาดอากาศตาย หาใช่เพราะ Molotov Cocktail เป็นระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงแต่อย่างใดไม่

ทีนี้กลับมาดูสถานการณ์ของพวกเรา ระเบิด Molotov แบบแฮนเมดจากของในซูเปอร์นั้นอานุภาพระดับม็อบใช้ขว้างใส่ตำรวจเท่านั้น (เพราะชนิดของน้ำมันที่ใช้กากด้วยส่วนหนึ่ง) การติดไฟไม่ได้ลุกลามอย่างในหนัง ไฟมักจะลามเป็นวงกว้างตามพื้นมากกว่า แต่เปลวไฟจริง ๆ สูงแค่สักฟุตหนึ่งเท่านั้นเอง ประมาณว่าโดดข้ามได้เลย หรือถ้าใส่บูทหนา ๆ ก็วิ่งผ่านได้ จริงอยู่ถ้าเป็นคนธรรมดาไม่มีเครื่องป้องกันก็คงร้อนจนทนไม่ได้หรอก แต่ "ไม่ทำให้ตายในทันที" อย่างแน่นอน ยกเว้นตกใส่หัวจัง ๆ ไฟลุกท่วมตัว แต่ขนาดนั้นยังทุรนทุรายตั้งนานกว่าจะตาย สรุปแล้วระเบิดประเภทนี้มุ่งก่อจราจลสร้างความโกลาหลมากกว่ามุ่งสังหาร

ใน scenario ของเราที่มีศัตรูเป็นซอมบี้ มันยิ่งไม่อนาทรต่อความเจ็บปวดยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก ไฟต่ำ ๆ จาก Molotov ไม่สามารถแม้กระทั่งจะหยุดมันได้แน่ ต่อให้โดนน้ำมันกระเด็นใส่ ติดไฟ มันก็เดินอาด ๆ มาหาเราได้อยู่ดี หากจะปะทะกับซอมบี้ พี่แนะนำให้ใช้ระเบิดที่มีอานุภาพในการสร้างแรงอัดกระเด็นจะดีกว่า ทำให้ขาขาดแขนขาดแบบนี้ ไม่ใช่เผามัน เพราะมันคงไม่ตาย ไม่พออาจจะเดินมาใส่เราหรืออาคาร ติดไฟวุ่นวายอีก คนตายจะเป็นเราเสียเอง
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 06 ก.พ. 2014, 23:24

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

ขอบคุณพี่แพรสำหรับการติดตามครับ มาไวมาก ผมยังไล่แก้คำผิดไม่เสร็จเลย 5555+

กลุ่มคนที่โผล่มาตอนท้ายนั้นถ้ายังจำได้ จะเป็นกลุ่มทหารชุดดำที่โผล่มาในฉากเปิดของ Chapter15 ซึ่งพวกเขาได้รู้ที่อยู่ของพวกอีริค ผ่านแผนที่ ที่ตกอยู่กลางป่านนั่นเองครับ แต่ดูจากการกระทำแล้วก็ไม่ต้องเดาเลยว่ามันจะมาดีหรือมาร้าย 555+

ส่วนเรื่อง โมโลตอฟ ผม PM ไปหาพี่แล้วนะครับ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 06 ก.พ. 2014, 23:57

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

ตอนนี้ลุ้นมากครับ รู้สึกหวั่นใจแทนตัวละครในเรื่องทุกคนจริงๆ โดยเฉพาะอีริค ส่วนโลแกนเอาใจช่วยให้นายสมหวังกับคาร์มิตนะ 55555 คาร์มิต ส่วนพกทหารชุดดำนี่อยากรู้จังว่ามีจุดประสงค์อะไรกันปน่

ส่วนเรื่องระเบิด ก็อย่างที่แพรบอกครับ แพรตอบไว้ครบถ้วนหมดแล้ว ต้นลองหาวิธีอื่นดู เอาใจช่วยครับ :e13
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 07 ก.พ. 2014, 00:58

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

ขอบคุณพี่เบียร์สำหรับการติดตามครับ

ตอนหน้านี้จะเป็นการเฉลยเรื่องปมของอลัน และจุดประสงค์บางอย่างของพวกทหารครับ เนื้อหาน่าจะยาวอีกตามเคย -,,-

ส่วนเรื่องระเบิดนั้นได้ข้อสรุปแล้ครับ แล้วผมจะรีบแก้ ต้องขอบคุณพี่แพรอีกครั้งครับสำหรับคำแนะนำ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 07 ก.พ. 2014, 01:00

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

รอติดตามอ่านค่า > <
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 09 ก.พ. 2014, 22:34

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

มาแก้พาร์ทของแบรนดี้แล้วนะครับผม ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณพี่แพรมากๆ ที่ช่วยแนะนำทางออกในครั้งนี้จ้า รับรองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมต้องรบกวนพี่แน่นอน ยังไงขอความกรุณาล่วงหน้าด้วนะครับ ฮ่าๆๆ :e7

ส่วนที่ 1

“ข้างนอกน่ากลัวกว่าฉันเยอะ” หล่อนรินน้ำมันก๊าดลงไปในขวดแก้ว ก่อนจะใช้มือโกยเอาผงสีขาวโรยตามลงไปอีกชั้น แล้วอุดปากขวดด้วยผ้าขาวที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม เรียวปากหนาโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ “แค่นี้ก็เรียบร้อย...”

“แต่ฉันว่าของแค่นี้ไม่ระคายเคืองผิวของพวกมันหรอกนะ” เคโต้แย้งขึ้น เมื่อประเมินแล้วว่าระเบิดเพลิงอนุภาพเพียงเท่านี้คงไม่สามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย

“เห็นเตาแก๊สปิ๊กนิ๊กที่วางเรียงกันอยู่บนชั้นด้านหลังนั่นรึเปล่า?” หญิงสาวเลิกคิ้วมองเขาเล็กน้อย “มันจะไม่ใช่แค่ระคายผิว ฉันกล้ารับประกัน”

ชายหนุ่มจ้องกลับด้วยสีหน้าเป็นกังวล “แต่นี่มันปั้มน้ำมันเลยนะ”

หญิงสาวจ้องตาเขากลับอย่างไม่ยี่หระ พร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ฉันอยากทำแบบนี้มานานแล้ว”




ส่วนที่ 2

สาวผิวสีกระชากประตูเลื่อนอ้าออกกว้าง พร้อมกับเข็นรถที่บรรจุถังแก๊ส และ ระเบิดเพลิงกว่าสิบขวด นำออกไปด้านนอก เรียกฝูงผีดิบให้หันมามองที่พวกเขาเป็นสายตาเดียวกัน

“เอาเลย”

สิ้นสัญญาณ ทั้งคู่ช่วยกันกลิ้งถังแก๊สออกไปยังพื้นถนนคอนกรีตเบื้องหน้า พุ่งตรงเข้าหาฝูงผีดิบที่กำลังกรูกันเข้ามาอย่างไม่ยำเกรงถังภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกมันในไม่ช้า เมื่อถังเหล็กสีส้มจำนวนมาก ถูกปล่อยออกไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของแผนการย่างสดในครั้งนี้

แบรนดี้ง้างแขนไปด้านหลังจนสุดเอื้อม ก่อนจะเหวี่ยงกลับมาด้านหน้าอย่างสุดแรง ส่งระเบิดขวดที่อยู่ในอุ้งมือลอยคว้างกลางอากาศชั่วครู่ ก่อนมันจะตกกระทบลงกับพื้นซีเมนเบื้องล่าง กลางวงงอมนุษย์ที่กำลังกรูกันเข้ามา เศษขวดแก้วแตกละเอียดพร้อมกับส่งเปลวไฟมหึมาลุกโชน แผดเผาร่างอัปลักษณ์มอดไหม้

และเมื่อสบโอกาส หญิงสาวควักปืนแม็กนั่มสีเงินวาวออกมาจากซองหนังข้างลำตัว หันลำกล้องพุ่งเข้าหาถังแก๊สสีส้มที่สงบนิ่งอยู่บนพื้นเบื้องหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องเป้าหมายไม่กระพริบ ก่อนจะจัดการเหนี่ยวไก ออกไปอย่างไม่รีรอ

กระสุน .357 พุ่งเข้าเจาะทะลุตัวถังเหล็กอย่างแม่นยำ ส่งให้ควันแก๊สที่อยู่ภายในพวยพุ่งออกมาปะทะกับเปลวไฟจากระเบิดขวดด้านนอก เกิดระเบิดเพลิงปะทุดังสนั่น กระทั่งร่างผีดิบที่อยู่รอบๆ รัศมี อวัยวะขาดกระจายไปคนละทิศคนละทาง

“เห็นรึเปล่า” หญิงสาวหันมายิ้มอย่างสะใจให้เพื่อนร่วมทีม ก่อนจัดการเหนี่ยวไกซ้ำเข้าถังที่เหลืออย่างไม่รีรอ ส่งให้เกิดเสียงระเบิดตูมใหญ่เป็นอีกระรอกๆ

ชายหนุ่มจุดไฟแช็คใส่ผ้าขาวที่อุดปากขวด เป็นเปลวไฟขนาดเล็ก ก่อนจะจัดการโยนมันไปอีกทาง ที่ซึ่งพวกมันกำลังมุ่งเข้ามา ทันทีที่ขวดแก้วแตกเป็นเสี่ยง ไฟแดงฉานก็โหมกระพือขึ้น เผาร่างอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง ลามไปสู่อีกตัวหนึ่งเรื่อยๆ เป็นห่วงโซ่ ตามด้วยการปิดฉากโดยเหนี่ยวไกส่งกระสุน .22 เข้าเจาะตัวถังเหล็ก ส่งให้เกิดแรงระเบิดปะทุขึ้น บดร่างของอมนุษย์ให้แหลกละเอียด

“วู้ว!” เคโต้กู่ร้องด้วยความสะใจ ก่อนจะหยิบขวดต่อไปที่เตรียมไว้ในตะแกรงเหล็กขึ้นมากระชับในมือ ขว้างปาซ้ำเป้าหมายออกไปอย่างไม่รีรอ

ดูเหมือนว่า จากความเสียเปรียบกลับกลายมาเป็นความได้เปรียบ เพียงเวลาไม่นาน มนุษย์ลุกไล่เหล่าผีดิบจนบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด บัดนี้ลานกว้างตรงหน้ากลายเป็นทะเลเพลิงแผดเผาฝูงผีดิบจนสิ้น หากแบรนดี้รู้ดีว่านี่เป็นแค่เพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เมื่อกลุ่มเก่าหายไป ก็มีกลุ่มใหม่ตามมาอย่างไม่ขาดสาย เนื่องจากเสียงการต่อสู้อึกทึกในครั้งนี้ อีกทั้งไฟยังไม่สามารถจัดการพวกมันได้อย่างชะงัก นั่นเพราะร่างกายพวกมันสามารถทนความร้อนได้มากกว่ามนุษย์ปกติ



ปล.ไหนๆ ได้แก้พาร์ทเกี่ยวกับแบรนดี้แล้ว ก็ขอฝาก Artwork ของเจ้าตัวเลยละกันครับ ฮ่าๆ ด้วยคอนเซ็ป "แกร่ง ถึก ทน" ซึ่งต้นแบบของเธอนั้นคือ นักแสดงสาวผิสี Zoe Saldana จ้า

รูปภาพ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 11 ก.พ. 2014, 14:00

Re: [Original Fic]Dead Area:Chapter19- The Phantom Menace อั

อ่านที่แก้แล้วนะคะ นอกจากชอบแบรนดี้แล้ว ชอบเคโต้เพิ่มอีกคน มันฮาดีอะ :e13
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 12 ก.พ. 2014, 20:48

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 20-The Past is in The Past อั

Chapter - 20 The Past is in The Past

เสียงหอบหายใจถี่ สลับกับเสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นกลางผืนป่าที่เงียบสงัด ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน ที่มีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์เท่านั้นที่ทอประกายพอให้มองเห็นหนทางเบื้องหน้า

หนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทหารลายพรางสีเขียว อุ้มประคองเด็กสาวร่างบางในชุดนอนด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่น ราวกับกลัวเธอจะหลุดออกไปจากอ้อมอก เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยของหนูน้อยพลิ้วไหวไปมาตามการลงน้ำหนักเท้าอย่างเร็วของเขา นัยน์ตาสีอำพันของเธอหรี่ขึ้นมองเขาเล็กน้อย

“ได้โปรด...ปล่อยหนูไป” เรียวแขนเล็กพยายามเอื้อมขึ้นไปสัมผัสปลายคางของหนุ่มใหญ่ เสียงแผ่วเบาที่พังไม่ได้ศัพท์พยายามพร่ำบอก ขอร้องให้ปล่อยเธอไป

“ลูกจะต้องไม่เป็นอะไร ชาล็อต” เขาบ่นพึมพำสลับกับมองไปยังดวงหน้าซีดเผือดของเด็กสาว ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมันยังดูผุดผ่องสดใส ตามช่วงวัยของเด็กอายุ 12 กระทั่งหนูน้อยได้รับบาดแผลเหวอะหวะจากการถูกคมเขี้ยวขบกัดบริเวณข้อมือ ซึ่งจะเปลี่ยนเธอไปตลอดกาล

ลมหายใจแผ่วเบาไม่สม่ำเสมอ แสดงถึงกำลังที่อ่อนลงของเด็กหญิง ร่างกายของเธอร้อนฉ่าไปทุกสัดส่วนราวกับถูกเผาไหม้ไปถึงกระดูก มันทรมานและเจ็บปวดจนแทบบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ตอนนี้เธออยากจะตายๆ ไปเสียให้จบเรื่อง ผิดกับผู้เป็นพ่อซึ่งยังคงไม่ยอมแพ้ พยายามพาเธอไปให้ถึงจุดหมายที่ปลอดภัย ซึ่งคือบ้านไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล

ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกระสุน 9มม. สามนัดซ้อนดังลั่นขึ้นเจาะเข้ายังบริเวณลูกบิดประตูจนกระเด็น ก่อนปลายเท้าใหญ่ภายใต้รองเท้าคอมแบตจะกระแทกซ้ำเข้าไปส่งบานไม้หน้าเปิดออกกว้าง เข้าสู่ตัวบ้านที่กว้างขวางและปลอดภัย

หนุ่มใหญ่พยายามประคองร่างบางของลูกสาวลงไปบนโซฟาสีเลือดหมูกลางบ้าน วางเธอลงอย่างเบามือ ก่อนจะรีบกดสวิตช์โคมไฟบนโต๊ะไม้ด้านข้างขึ้น ผู้เป็นพ่อจ้องมองภาพลูกน้อยผ่านแสงสีส้มอ่อนๆ ที่กระทบเรือนร่างของเด็กหญิงซึ่งตอนนี้กลับซีดเผือดไม่เหลือเคล้าโครงของวัยใส นัยน์ตาหนูน้อยพยายามปรือขึ้นมองหน้าของเขา มือน้อยๆ ค่อยๆ เอื้อมขึ้นสัมผัสใบหน้าแห้งกร้านที่แซมไปด้วยหนวดเครา ริมฝีปากเล็กสั่นไม่เป็นจังหวะ ราวกับอยากจะบอกอะไรสักอย่าง

“พ่อจะทำยังไงดี...” น้ำเสียงสั่นเครือถามกับตัวเอง พลางกุมมือลูกน้อยขึ้นมาแตะที่แก้มตัวเอง น้ำใสเริ่มเอ่อล้นออกมาจากขอบดวงตาของชายชาตรี เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าลูกสาว ผู้ซึ่งเขาพร่ำสอนให้เธอใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญมาตลอด

“หนูดีใจที่พ่อไม่ทำตามคำสั่งพวกเขา...” เสียงสั่นเครือเอ่ยขึ้น แม้สีหน้าจะไม่สู้ดีนัก แต่เขารู้ว่าเธอภูมิใจ

“พ่อจะไม่มีวันทำแบบนั้น ลืมมันซะ ช่างหัวคำสั่งงี่เง่านั่น พ่อสนแต่ลูกเท่านั้น” เขากุมมือเธอไว้ไม่ห่างกาย

“แต่ว่าตอนนี้ ได้โปรด...” น้ำใสเอ่อล้นขอบดวงตากลมโต พยักหน้าเล็กน้อยให้ผู้เป็นพ่อ “อย่าให้หนูกลายเป็นแบบนั้น...ช่วยหนูให้พ้นทุกข์ที”

“ไม่...ลูกจะต้องไม่เป็นแบบนั้น” เขาแสร้งพูดทั้งที่รู้ผลลัพธ์ของมันดีอยู่แล้ว “พ่อสัญญา...”

“แต่พ่อไม่เคยรักษาสัญญา...” เด็กหญิงยิ้มบางๆ

“พ่อรู้...พ่อรู้...พ่อขอโทษ” หนุ่มใหญ่เอามือเสยเรือนผมของลูกน้อยขึ้น “แต่สาบานกับพระเจ้า พ่อจะชดใช้ให้ลูกทั้งหมด แต่ตอนนี้ได้โปรดเข้มแข็งเพื่อพ่อ”

“งั้น...ทำเพื่อหนูครั้งสุดท้ายได้มั้ยคะ?...”

“ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอกลูกรัก...” เขาส่ายหัวเบาๆ “ไม่ใช่...”

“พ่อโกหกหนูไม่ได้อีกแล้ว...ถ้าเกิดหนูหลับไป...พ่อต้องสัญญา” เด็กหญิงเหลือบมองไปยังปืนสั้น Glock 17 สีดำ ที่วางอยู่กลางโต๊ะ “ได้โปรดจัดการหนูซะ อย่าให้หนูต้องทำร้ายพ่อ...”

“ไม่...พ่อทำแบบนั้นไม่ได้” “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อจะอยู่กับลูก...และจะไม่มีอะไรที่ทำให้พ่อเปลี่ยนใจได้”

“ทำเพื่อหนูซักครั้ง ได้โปรด...” น้ำเสียงเธอเริ่มเบาลง ลมหายใจเริ่มขาดหาย “พ่อต้องอยู่ต่อ อยู่เพื่อคนอื่นๆ อย่าให้พวกเขาต้องเป็นแบบหนู....”

“ชาล็อต...” น้ำตาของเขาหยดลงบนเสื้อของเธอ “พ่อทำไม่ได้”

“ได้สิคะ...” เด็กหญิงฝืนฉีกยิ้ม เธอรู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย “พ่อคือฮีโร่ในสายตาหนูเสมอ...”

สิ้นประโยค ลมหายใจของหนูน้อยที่เคยดัง กลับค่อยๆ แผ่วบางลง จนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด ชีพจรเด็กหญิงหยุดเต้น เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่เคยเป็นเธอได้จากโลกนี้ไปสิ้นแล้ว

“ชาล็อต...” ผู้เป็นพ่อน้ำตาเอ่อ เขย่าตัวลูกสาวที่นอนนิ่งไม่ไหวติง “ลูกรัก ขอร้องล่ะ อย่าทำแบบนี้กับพ่อ...”

เด็กสาวคนเดิมได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าอีกไม่นานเธอจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่นั่นจะไม่ใช่เธอคนเดิม ไม่ใช่อีกต่อไป และเขารู้ซึ่งกฎข้อนี้เป็นอย่างดี แต่กระนั้นก็ทำใจยอมรับกับความสูญเสียในครั้งนี้ไม่ได้ ไม่มีวันยอมรับได้...ผู้เป็นพ่อกอดร่างน้อยแน่นไม่ขยับไปไหน น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย แสดงถึงความเสียใจอย่างสุดกลั้น เธอเป็นสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ และสาบานว่าจะปกป้องยิ่งชีวิต แต่ตอนนี้เขากลับทำมันล้มเหลว เขาไม่เคยรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอได้เลย แม้กระทั่งคำขอสุดท้ายในครั้งนี้...

“ไม่....ไม่...” หนุ่มใหญ่ฟูมฟายราวกับคนเสียสติ “พ่อทำไม่ได้...”

เสียงสุดท้ายของลูกสาวจะดังก้องอยู่ในโสต ย้ำเตือนให้เขาไตร่ตรองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อีกไม่เกิน 3 นาที เธอจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และหลังจากนั้นเธอจะต้องฆ่าเขา ซึ่งก็คงทำสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะสภาพจิตใจในตอนนี้ของเขานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนแอ

บัดนี้ ภายในห้องโถงกว้างกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงของเข็มนาฬิกาเท่านั้นที่ยังคงเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเขา ที่ไม่อาจย้อนทุกอย่างกลับมาได้ สิ่งที่คิดตอนนี้คือทำได้เพียงยอมรับกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่วินาที เมื่อร่างของเด็กน้อยตรงหน้าที่เพิ่งสิ้นลมหายใจ กลับค่อยๆ ขยับอย่างช้าๆ ปลายนิ้วทั้งสิบกระตุกขึ้นพร้อมกัน ดวงตาที่ปิดสนิทกลับปรือขึ้นทีละน้อย เสียงครางแผ่วเบาดังเล็ดออกมาจากลำคอ

“พ่อพร้อมแล้ว...” ผู้เป็นพ่อนั่งคุกเข่าต่อหน้าร่างไร้วิญญาณของลูก ดวงตาทั่งคู่ปิดสนิทไม่อยากมองภาพตรงหน้าที่ไม่ใช่เธออีกต่อไป

นัยน์ตาหนูน้อยเบิกขึ้นกว้างมองขึ้นเพดาน ก่อนจะค่อยๆ เอียงคอมาทางร่างของชายผู้นั่งสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า มือเรียวเล็ก พยายามเอื้อมออกมาสัมผัสร่างกายเขา ริมผีปากซีดขาวเปิดขึ้นอย่างช้า

“พ่อคะ...”

เสียงเล็กๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลของหนุ่มใหญ่เบิกโพลงแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน มันไม่มีทางที่เขาจะได้ยินเสียงนี้อีก แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้น...ทำไม?

“ชาล็อต...” น้ำเสียงสั่นเครือของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น ประหลาดใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า เมื่อลูกสาวมองมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่อนโยน ไม่ใช่เคียดแค้นอย่างที่มันควรจะเป็น

“หนูทำร้ายพ่อรึเปล่า...” เด็กหญิงค่อยๆ ยันร่างที่สั่นเทิ้มของตัวเองขึ้นจากโซฟา มือข้างหนึ่งกุมขมับแน่น “หนูเป็น....”

“โอ้ พระเจ้า...” ผู้เป็นพ่อโผเข้ากอดลูกสาวแน่น น้ำตาแห่งความปีติพรั่งพรูออกมา ร่างกายที่เคยร้อนฉ่าของเธอ กลับอบอุ่นขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาสัมผัส “ลูกยังเป็นลูกอยู่ ชาล็อต...”

“จริงเหรอคะ?” หนูน้อยโอบร่างเขาแน่น

“โอ้พระเจ้า พ่อไม่อยากจะเชื่อ” แววตาหม่นหมองเมื่อครู่ฉายแววสดใสอีกครั้ง “มันเกิดขึ้นได้ยังไง?” เขาดีใจราวกับตัวเองได้เกิดใหม่อีกครั้ง หากแต่บางอย่างที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับลูกสาวตัวน้อยอีกครั้ง

“พ่อคะ...” เด็กหญิงหลับตาปี๋ ขบกรามแน่น มือทั้งสองจิกหลังผู้เป็นพ่อ ราวกับกำลังต่อสู้อยู่กับอะไรบางอย่างในร่างกาย “หนู...หนูเป็นอะไร?!”

“ไม่เป็นไรแล้วลูกรัก...” เขาเอามือประทับลงที่แก้มทั้งสองข้างของลูกน้อย จ้องเข้าไปในตาเธอ “ลูกผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว และมันจะไม่เกิดขึ้นอีก”

ตรงกันข้ามกับที่เขาพูด เด็กหญิงกลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมหลังจากการตื่นขึ้นมาในครั้งนี้ และไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ตอนนี้เธอก็กำลังต่อสู้อยู่กับมัน หนูน้อยกรีดร้องผ่านไรฟัน ผละมือทั้งคู่ออกจากพ่อ เอามาโอบกอดตัวเองไว้ ปลายเล็บจิกต้นแขนแน่นจนเป็นรอยลึก

“ชาล็อต...” เขาเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสใบหน้าลูกสาว

“ไม่ อย่าแตะตัวหนู!” เธอตวาดกลับ ก้มหน้าไม่สบตาเขา ร่างกายสั่นแรงขึ้นจนเห็นได้ชัด “เกิดอะไรขึ้นกับหนู...”

“ลูกรัก ตอนนี้รู้สึกยังไง ขอร้องล่ะบอกพ่อ” ผู้เป็นพ่อพยายามก้มมองหน้าลูกสาว

“หนูอยากได้ ยาแก้ปวด กับน้ำ...” ชาล็อตเค้นเสียง แต่นี่ไม่ใช่ในความคิดเธอ เธอแค่อยากให้เขาออกไปไกลๆ

“ได้...ได้ ลูกรอพ่อตรงนี้” หนุ่มใหญ่ค่อยๆ ถอยห่างจากตัวลูกสาว ก่อนชันตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ ออกไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลัง เหลียวหลังกลับมามองเธอเป็นระยะ คิดในแง่บวกว่านี่อาจเป็นผลข้างเคียงของการที่เธอฟื้นมาอีกครั้ง เพราะเขาไม่เคยเห็นพวกที่ตายไปแล้วพื้นขึ้นมาโดยมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแบบนี้มาก่อน

เด็กหญิงหลับตาปี๋ มือข้างหนึ่งกุมขมับ อีกข้างกอดรัดตัวเองแน่น มันรู้สึกคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เธอเคยเป็นเมื่อตอน 6 ขวบ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าจนเทียบกันไม่ได้ เธอแทบอยากจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง อยากพังข้าวของตรงหน้าออกไปให้ไกลหูไกลตา เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกก้าวร้าว และ กระหายที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออะไร แต่เธอจะไม่ยอมแพ้มันอีกเป็นครั้งที่สอง เธอจะไม่มีวันทำร้ายคนที่เธอรัก…ไม่มีทาง
.
.
.
.
.

“พ่อมาแล้วลูกรัก...” หนุ่มใหญ่สาวเท้าถือขวดน้ำ และ แก้วใส่ยา เดินออกมาจากห้องครัว ด้วยท่าทางเร่งรีบ แต่กลับต้องหยุดชะงักลงทันที เมื่อบางอย่างเปลี่ยนไป “ชาล็อต...”

ว่างเปล่า...ตอนนี้บนโซฟาสีเลือดหมูที่เด็กหญิงเคยอยู่ มันว่างเปล่า...หนุ่มใหญ่ใบหน้าซีดเผือด กวาดสายตามองหาร่างลูกสาวจนทั่วห้องกลับไม่พบซึ่งสัญญาณสิ่งมีชีวิตใดๆ

“ชาล็อต!” เขาตะโกนเรียกชื่อเธออย่างดัง หากไม่มีเสียงใดตอบกลับมา “ชาล็อต ลูกรัก!”

หนุ่มใหญ่วิ่งพล่าน ค้นดูทุกตารางนิ้วภายในบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ไม่เว้น แม้แต่ห้องใต้หลังคา แต่กลับไม่พบสิ่งที่ตามหา ไม่มีแม้แต่ร่องรอย...

“ชาล็อต!” เขาออกไปยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า พยายามตะโกนเรียกชื่อเธออย่างไม่ลดละ มีแค่เพียงเสียงลมที่พัดกระโชก ผ่านแนวใบไม้ ราวกับเสียงกรีดร้อง แต่เหนืออื่นใด ชาล็อต เอ็ดเวิร์ด โจนส์ ได้จากเขาไปแล้ว

“ปัง!
เสียงกระสุนหนึ่งนัดดังขึ้นกลางผืนป่า นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกโพลง รีบวิ่งกลับไปดูยังโต๊ะไม้กลางห้องโถง พบปืน Glock 17 ของเขานั้นหายไป แต่กลับกลายเป็นเศษกระดาษสีขาวที่เข้ามาวางอยู่แทนที่ เขาเอื้อมคว้ามันขึ้นมาเพ่งมอง ปรากฏลายมือที่เขียนด้วยปากกาดำ อย่างสะเปะสะปะ เนื้อความสั้นๆ ว่า

‘พ่อหนูคือฮีโร่’

ร่างสูงใหญ่ทรุดลงกับพื้นในทันที น้ำตาแห่งความเสียใจรินหลั่งออกมาอย่างสุดกลั้น ภาพเมื่อครั้งอดีตของเขาและลูกสาวลอยเข้ามาให้หัวเหมือนวีดีโอที่เล่นย้อน แต่นับจากนี้มันจะไม่มีอีกแล้ว ไม่มี อลัน และ ชาล็อต อีกต่อไป...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

15.40น. 21 พฤษภาคม 2012

‘พ่อหนูคือฮีโร่’

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด แต่ข้อความนี้ก็ยังคงคอยย้ำเตือนเขาเสมอ แม้ตอนนี้ผู้ที่เขียนมันขึ้นมาอาจจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม แต่สายสัมพันธ์ภายในใจก็ยังคงตัดกันไม่ขาดเช่นเคย...

อลัน เอ็ดเวิร์ด โจนส์ นั่งพิงพนักบนโซฟาสีเลือดหมูพลางจ้องมองข้อความในแผ่นกระดาษสีขาวซีดที่ถืออยู่ในมือ ด้วยสีหน้าแววตาที่ครุ่นคิด ก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จากขวดบรั่นดี และ แก้วใสว่างเปล่าที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ เพราะตอนนี้เขายังมีสติสัมปชัญญะในการไตรตรองเท่ากับระดับคนปกติ

ลมหายใจถูกพ่นออกมาผ่านริมฝีปากราวกับได้ปลดปล่อยเรื่องที่อัดอั้นออกมา เมื่อสีหน้าของเขาตอนนี้กลับสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปลีกตัวออกมาและใช้สมองคิดทบทวนเรื่องราวในครั้งนี้ มันช่วยให้เขาเปลี่ยนมุมมองของชีวิตได้ไม่มากก็น้อย

“พ่อเข้าใจแล้ว...” ร่างสูงใหญ่ชันตัวลุกขึ้นยืน พับกระดาษที่ถือในมือ สอดลงในกระเป๋าเสื้อข้างขวา ก่อนจะเบนหน้าหันไปทาง ลูกซอง M 1879 คู่ใจที่ถูกแขวนไว้บนผนังห้องรอเพียงฝุ่นมาเกาะ

“เอาก็เอาวะ”

To Be Continue…

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Chapter นี้เป็นของอลันล้วนๆ นะครับ ทีแรกกะจะเอาไปรวมกับเนื้อเรื่องของพวก อเล็กช์ แต่เกรงว่ามันจะยาวจนเกินไป และใช้เวลาเขียนนาน เลยแยกส่วนของอลันมาให้อ่านกันก่อน ซึ่งองสุดท้ายของตอนนี้จะต่อกับ Chapter 21 ครับ ส่วนชะตากรรมของกลุ่มที่ เซ็นทราเลีย ก็ติดตามตอนหน้าได้เลยครับผม
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 12 ก.พ. 2014, 21:38

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 20-The Past is in The Past อั

เหยดดดดดดดดดดดดดดดด ลุงอลันตัดสินใจแล้ว มั่นใจว่ากลับไปช่วยพวกพระเอกแน่นอน เพราะ "พ่อหนูคือฮีโร่" (ถ้าเดาเงิบนี่จะฮาให้ :e13)
งานนี้จะกองกำลังห่านอะไรก็ช่าง ถ้าลุงอลันรับรองว่าเรียบเป็นหน้ากลองแน่ ๆ เพราะลุงอลันเป็นเสมือนท่านชัชชาติในฟิคนี้นี่เอง 5555

ว่าแต่ฟื้นขึ้นมาได้ด้วยนี่ มันจะเป็นไปได้ไหมนะว่าในอนาคตจะเจอคนที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านมันได้
แล้วเราก็เอาภูมิของคน ๆ นั้นไปผลิตเป็นวัคซีนต่อไป อะไรทำนองนั้น :e16

ป.ล. อ่านชื่อตอนแล้วอยากไปฟังเพลง Let it Go ทันที
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 13 ก.พ. 2014, 06:54

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 20-The Past is in The Past อั

ขอบคุณพี่แพรสำหรับการติดตามครับ

ความจริงลุงอลันก็ไม่ได้แกร่งอะไรขนาดนั้นหรอกครับ แกก็เจ็บได้ ร้องไห้เป็น ฮ่าๆ แต่จริงๆ ก็แอบเหมือนท่านชัชชาติอยู่เหมือนกันนะ ยิ่งไปอ่านวลีประจำตัวของลุงในรูปแนะนำตัวละครนี่นึกถึงประโยคที่เขากำลังล้อเลียนกันอยู่ตอนนี้เลย 5555+

รูปภาพ
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 13 ก.พ. 2014, 19:53

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 20-The Past is in The Past อั

อาทิตย์นี้ยุ่งมากก +เหนื่อยผสมขี้เกียจด้วย ผมเลยอาจมาช้าไปบ้างนะครับ

แบรนดี้เท่ห์มากครับ 555555+ สำหรับตอนที่แล้วน่าจะโอเคแล้วนะครับ ส่วนตอนล่าสุด ดีใจที่ลุงอลันจะกลับไปช่วยพวกพระเอกนะครับ ปลื้มใจแทนอเล็กซ์กับหนูโบ

คาร์มิตก็น่ารักครับ 5555+ (ไม่เกี่ยวเลย)

รออ่านตอนต่อไปครับ ผมได้โน้ตบุ๊คใหม่แล้ว จะลองทำ Fan Art มาฝากอีกรอบ
<<

0Supachai0

ภาพประจำตัวสมาชิก

Crimson Head
Crimson Head

โพสต์: 90

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2012, 21:04

โพสต์ 24 มิ.ย. 2014, 16:56

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

Chapter 21 - Dissension


เสียงยางล้อรถชะลอจอดท่ามกลางหมอกควันสีขาวที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วหมู่บ้านเซ็นทราเลีย ก่อนปรากฏร่างของหนุ่ม-สาว 5 ชีวิต ผู้ซึ่งอาสาตัวไปค้นหาเสบียงนอกเมืองจะทยอยพากันก้าวลงมาจากตัวรถด้วยความเหนื่อยล้า โดยมีสมาชิกในหมู่บ้านบางส่วนที่ยืนรอการกลับมาของพวกเขาด้วยสีหน้าและแววตาเป็นกังวล เมื่อไม่พบร่างของชายหนุ่มซึ่งเคยเป็นผู้นำของสถานแห่งนี้

หนุ่มผิวสี ร่างสูงใหญ่ผู้ซึ่งหลบหนีออกมาจากเหตุการณ์ระทึกก่อนหน้า สาวเท้าก้าวเข้ามาหาพวกเขาด้วยดวงหน้าที่สลด อย่างรู้สึกผิด

“คือฉัน...ฉันขอโทษด้วยที่หนีออกมาก่อน” เขาพูดแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คือตอนนั้น สถานการณ์มัน...”

“ไม่...ไม่จำเป็นหรอก” แบรนดี้เดินเข้ามาตบที่หัวไหล่ของชายหนุ่มเบาๆ “เราดีใจมากกว่าที่คุณปลอดภัย”

“เกิดอะไรขึ้นกับอีริค” แอนโตนิโอเขย่งตัวเดินออกมาข้างหน้าด้วยไม้ยันรักแร้ เมื่อรู้ว่าเพื่อนสนิทไม่กลับมา “เขายังอยู่ใช่มั้ย?”

“เรายังไม่แน่ใจ แต่คิดว่าใช่” สาวผิวสีบอกปัดพลางหันไปสบตาคาร์มิตที่ยืนนิ่งสายตาเหม่อลอย “เดี๋ยวไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลังดีกว่านะ วันนี้เราทุกคนต่างก็เจออะไรกันมาเยอะแล้ว“

“พี่คะ..” โบ วิลสัน แทรกตัวออกมาจากหลังเพย์ตั้น ผ่ากลุ่มฝูงชนโผเข้ากอดพี่ชายด้วยความดีใจ อเล็กซ์โอบร่างน้องสาวอย่างอบอุ่นเช่นเคย แม้สีหน้าของเขาจะดูไม่สู้ดีนักก็ตาม

“ไง สาวน้อย...” เด็กหนุ่มลูบเรือนผมเธอเบาๆ “เห็นรึเปล่าว่าพี่ทำตามสัญญา”

“หนูรู้ค่ะ.” เด็กหญิงตอบพร้อมกับโอบร่างพี่ชายแน่น ราวกับกลัวจะสูญเสียเขาไป จนหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวมรกตเผลอยิ้มตามกับภาพที่เห็นไปชั่วขณะ

“ฉันจะเอาของไปให้มอลลี่...” คาร์มิต พ่นลมหายใจแผ่วเบาพร้อมกลับกระชากเป้สะพายของเธอออกมาจากท้ายกระบะรถ

“เฮ้...ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนอื่นเถอะ” แบรนดี้รั้งแขนเธอไว้ “เธอไม่จำเป็น...”

“ไม่เป็นไร...” หญิงสาวแกะมือเพื่อนออกจากท่อนแขน น้ำเสียงขึงขังและแววตาที่แข็งกร้าวจ้องตอบอย่างไม่ยี่หระ “ฉันไม่เป็นไร แบรนดี้ เชื่อสิ”

สิ้นคำพูด คาร์มิตรีบเดินปรี่ออกจากกลุ่มโดยไม่สนใจคำทัดทานใดๆ ตอนนี้เธอแค่อยากอยู่เพียงลำพัง ใช้เวลาคิดทบทวนและทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาเดือดร้อนกับสิ่งที่เธอกำลังเผชิญ

“เดี๋ยวผมเข้าไปคุยกับเธอเอง” โลแกนเสนอตัว สาวเท้าออกมาจากกลุ่ม หากแต่แบรนดี้เอามือขวางไว้เสียก่อน

“หยุดแค่นั้นล่ะ” หล่อนส่งสายตาปรามเด็กหนุ่ม ก่อนจะหันไปทางอเล็กซ์ “ถ้าจะมีใครซักคนต้องเข้าไปคุยกับเธอ คนคนนั้นก็ควรจะเป็นเขา”

“ได้ไง เขาแทบไม่รู้จักคาร์มิตเลยด้วยซ้ำ”

“พูดยังกับว่านายรู้จักเธอดีอย่างงั้นล่ะ” หล่อนสวนกลับทันควัน ก่อนปลายตาไปที่เด็กหนุ่มผมทอง “ถ้าจะเป็นใครสักคนที่จะต้องเข้าไปคุย คนคนนั้นก็ควรจะเป็นคนที่เคยผ่านอะไรมาเหมือนๆ กับเธอ”

“แต่ผม...” อเล็กซ์พยายามบอกปัด ท่าทีดูพะอืดพะอม

“ฉันไม่ได้บังคับนะ” หล่อนพูดจบประโยคก่อนจะเบือนหน้าหนีไปหาสมาชิกคนอื่น “เอาล่ะ ทุกคนขนของลงจากรถแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ เราจะต้องผ่านมันไปได้เหมือนทุกๆ ครั้ง”

อเล็กซ์พ่นลมหายใจแผ่วเบา แบกกระเป๋าเป้สีดำขึ้นสะพายบนไหล่ขวา พร้อมกับจูงมือน้องสาวตัวน้อยเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ก่อนจะหยุดการเคลื่อนไหว เมื่อผ่านร่างของ โลแกนที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล

“คุณอยู่กับเธอมานานกว่าผม ที่จริงคุณน่าจะเป็นคนเข้าไปคุยกับเธอ”

“ไม่...ไม่” เขายิ้มเจื่อน “แบรนดี้พูดถูกแล้ว ผมช่วยอะไรเอไม่ได้หรอก ที่ผ่านมาก็มีแต่จะทำให้เรื่องมันมันแย่ลงหนักกว่าเดิม คุณไปน่ะดีแล้ว ไม่มีใครเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี เท่ากับคนหัวอกเดียวกันหรอก”

สิ้นประโยค โลแกน ก้าวเท้าปลีกตัวห่างออกไป ทิ้งให้อเล็กซ์และโบว์ยืนอยู่เบื้องหลัง เจ้าของเรือนผมทองเริ่มสับสนในความสัมพันธ์ ของผู้รอดชีวิตในกลุ่มเซ็นทราเลียในปมปัญหาของแต่ละคน แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งเสีย เมื่อตอนนี้เขาพอจะช่วยอะไรได้ก็ต้องทำไปก่อน

“ไปกันเถอะ...” เด็กหนุ่มจูงมือน้องสาวเดินฝ่าม่านควันสีขาวเข้าไป สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คงเป็นการโน้มน้าวจิตใจของหญิงสาวให้ทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ง่ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองซึ่งเคยผ่านจุดนี้มาก่อน ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยแม้แต่น้อย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ในห้องผ้าใบสีขาวทึบ อีริค สเปนเซอร์ นั่งสงบนิ่งพิงพนักเก้าอี้เหล็ก ขณะที่ข้อมือทั้งสองของเขาตรึงด้วยกุญแจมือ พร้อมกับผ้าสีดำสนิทที่คาดปิดรอบบริเวณเบ้าตา ตั้งแต่ที่เค้าก้าวขึ้นมารถจิ๊ปฮัมวี่สีเขียวขี้ม้า กับกลุ่มชายแปลกหน้าในชุดทหารสีดำสนิทเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ตัวเขาเอง ยังไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า ตนนั้นอยู่พิกัดไหนของโลกใบนี้ จากการกะระยะคร่าวๆ มาตลอดทาง เขารู้เพียงว่า มันน่าจะอยู่ห่างจากเซ็นทราเลียไป ราวๆ 300 ไมล์

อย่างไรก็ตาม ที่นี่แทบจะเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงเซ็งแซ่ใดๆ เว้นแต่เสียงบางอย่างครูดกับโลหะดัง ‘แกรกๆ’ ที่ดังขึ้นเสียดแก้วหูอยู่ตลอดเวลา และสิ่งนี้ก็เล่นเอาอารมณ์เขาหงุดหงิดจนแทบบ้า

“จะทำอะไรก็เรื่องขอแกเถอะ...ฉันเบื่อกับเรื่องงี่เง่านี่เต็มทนแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวอย่างถอนใจ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ที่ตัวเขาเหมือนไอ้บ้าที่พูดอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีผู้ใดตอบกลับมา เสียงที่ได้ยินนี้ไม่ได้เกิดจากเครื่องจักที่มีกลไกการทำงานอย่างเป็นจังหวะขั้นตอน แต่นี่เหมือนกับว่ามันเกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ทำเพื่อจงใจกวนประสาทเขายังไงยังงั้น

และไม่นานนัก เสียงย่ำพื้นกรวดทรายจากรองเท้าคอมแบตกว่าสามคู่ดังใกล้ใบหูเข้ามาเรื่อยๆ ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นตรง ก่อนที่เขาจะรู้สึกถึงกลิ่นอายของมนุษย์ที่ยืนรายล้อมอยู่รอบตัว

“ขอโทษที่ทำให้คอยนาน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับผ้าปิดตาของอีริค ที่ถูกปลดออก

ชายหนุ่มหยีตาทั้งสองข้างเพื่อปรับสภาพ ก่อนจะพบว่าชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีเทา ใบหน้าคมสันกับผมสั้นเกรียนเส้นสีขาวหงอกทั่วหัว ซึ่งตัดกับชุดสีดำเข้ารูปลักษณะคล้ายทหาร ยืนกอดอกประจันอยู่ตรงหน้าของเขา และอีกสามนายที่ยืนในท่าระเบียบพักอยู่ทางด้านหลังเก้าอี้ ในเต็นท์ผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่...พวกเขาปลอดซึ่งอาวุธ

แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาสนใจเท่ากับร่างของตาเฒ่าหัวล้านในชุดกาวน์สีขาวสะอาด ที่นอนหงายอยู่บนเตียงโลหะสีเงินติดกับอีกมุมของห้อง ร่างผอมเกร็งของชายแก่ถูกตรึงด้วยสายรัดหนัง ทั้งข้อมือมือ ข้อเท้า และปาก อย่างหนาแน่น จนเป็นรอยฟกช้ำ นัยน์ตาแดงก่ำของเขาจ้องมองมาที่อีริคอย่างกระหาย นิ้วทั้งห้าของเขาจิกข่วนกับขอบเตียงเหล็กราวกับอยากจะหลุดออกมาจากพันธนาการ และนั่นก็เป็นที่มาของเสียงปริศนาที่เขาได้ยินมาโดยตลอด

อีริค พิจารณาดูร่างของตาเฒ่าจนแน่ใจว่าเขาไม่คู่ควรกับคำว่า มนุษย์ อีกต่อไป ก่อนจะหันไปจ้องหน้าของชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกแสยะยิ้มอยู่ตรงหน้าราวกับท้าทาย

“พวกคุณต้องการอะไร?” ชายหนุ่มพยายามคุมน้ำเสียงนิ่ง หยั่งเชิง “คิดจะกวาดล้างพวกเราเหมือนอย่างที่เคยทำอย่างนั้นรึ”

“คุณเข้าใจจุดประสงค์เราผิดไปเยอะ” นายทหารตอบกลับ “ที่จริงแล้ว ภารกิจของเรา คือการค้นหาผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ และนำพาพวกเขาเหล่านั้นย้ายไปพักพิงยังสถานที่ปลอดภัยต่างหาก นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง”

“โดยการเอาปืนจ่อหัว แล้วขู่ฆ่าเนี่ยนะ?”

“ในสถานการณ์แบบนี้ คุณคิดว่าเราจะสามารถเดินเข้าไปคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักหน้าคร่าตากันด้วยมิตรไมตรีได้งั้นเหรอ?” เขาลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งตรงข้ามกับอีริค “เราแค่ต้องแน่ใจว่าคุณจะไม่เป็นภัยต่อเรา ซึ่งดูแล้วคุณก็ไม่ได้เข่าข่ายที่ว่านั่นเท่าใดนัก”

“งั้นก็ปลดกุญแจมือฉันสิ”

“โทษที ที่ทำให้รู้สึกอึดอัด” เขาโบกนิ้วเป็นสัญญาณให้หนึ่งในทหารด้านหลังทำตามคำขอร้องของจำเลย “แต่นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในมาตรการเท่านั้น”

“คุณรู้เรื่องพวกเราได้ยังไง?”

“ว่าแล้วต้องเจอคำถามนี้” นายทหารหยิบแผ่นกระดาษที่คุ้นตาออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกางมันออกแล้วโบกไปมา “บังเอิญเราเองก็ตาม โบ วิลสัน มาเหมือนกัน”

อีริคเม้มริมฝีปาก สบถกล่าวโทษตัวเองในใจที่พลาดท่าทิ้งแผนที่ไว้ในป่า ก่อนจะระงับอารมณ์ทำใจดีสู้เสือ “ทำไมต้องเป็นพวกเรา”

“ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นใคร ตอนนี้คนเป็นเริ่มมีจำนวนน้อยกว่าคนตาย สิ่งที่เราทำคือพยายามพื้นฟูอารยธรรมของของเรากลับคืนมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีทางใดก็ตาม และหวังว่าคุณคงให้ความร่วมมือกับเรา” มือที่แข็งแกร่งประสานเข้าด้วยกัน นัยน์ตาสีเทาจ้องยังดวงหน้าอีริค “ค่อยๆ ตัดสินใจก็ได้”

ชายหนุ่มทำท่าทีเก็บคำพูดนั้นมาครุ่นคิด ทั้งทีภายในใจนั้นเขาไม่มีวันยอมรับกับข้อเสนอและหลักประกันที่ดูเบาบางแบบนี้ได้ลงอย่างเด็ดขาด

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา” อีริคสะบัดหน้าไปยังชายแก่ที่นอนอยู่บนเตียงเหล็ก “ที่เห็นคือเขาไม่ได้โดนกัด”

นายทหารจ้องมองซากมนุษย์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปิดปาก “ดอกเตอร์ โคโลเนล เป็นคนเลือกเอง...เขาเสียสละตัวเองเพื่อเป็นหนูทดลอง โดยการฉีดเซรุ่มที่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนาเข้าไปในร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่คงที่ ซึ่งก็นำมาสู่เรื่องเศร้าที่เราทุกคนไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ที่จริงผมก็ไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้หรอกนะ เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ ที่เราจะต้องเข้าไปก้าวก่าย”

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาต่อจากนี้?”

“เรากำลังจะย้ายเขาไปยังศูนย์กักกันโรคอีกแห่ง” เขาประสานมือเข้าด้วยกัน “ ซึ่งหลังจากนั้นมันก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องเข้าไปยุ่มย่ามอีกต่อไป”

“แต่เขากลายร่างแล้วนี่”

“ในที่นี้เขาเป็นแค่คนป่วย และที่นี่ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในรูปแบบที่ต่างกันออกไป และถ้าหากมีโอกาส ผมก็อยากจะเสียสละตัวเองให้ได้แบบเขาบ้างสักครั้ง”

“แล้วติดอะไรงั้นเหรอ?” อีริคเลิกคิ้วมองเล็กน้อย

“เราทุกคนต่างก็มีหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ” เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ “ การตัดสินใจเดินเดินหมากเป็นหน้าที่ของผู้นำ ผมแค่ต้องรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายไม่ให้บกพร่อง และในฐานะผู้นำเช่นกัน ผมว่าคุณคงเข้าใจในจุดนี้ดี”

“ผมไม่ใช่ผู้นำ” เขาส่ายหัวปฏิเสธทันควัน

“งั้นคนของผมคงเข้าใจผิด” นายทหารยืดตัวขึ้น ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ “หรือไม่คุณก็คงจะโกหก เพราะตอนนี้คาร์มิตน้องสาวคุณ และเพื่อนๆ ของคุณคงกำลังเริ่มออกตามหาสมาชิกที่หายสาบสูญไปกันให้ควัก ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ คุณก็รู้ว่ามันไม่เอื้อประโยชน์ให้ทำแบบนั้น”

สิ้นคำพูด อิริคถึงกับชะงัก นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ ในเมื่อเขาสามารถล่วงรู้ได้แม้แต่ชื่อและความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่ภายใน “จะให้ผมทำอะไร?”

“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เกลี้ยกล่อมพวกเขาให้ยอมมากับเรา” นายทหารจ้องหน้าคู่สนทนา พยายามแสดงถึงความจริงใจ “และไม่ต้องกลัวว่าเราจะทำอันตรายอะไรพวกเขา ก็อย่างที่บอกไว้ ว่าเรามาเพื่อช่วยเหลือ เรามีศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย สะดวกสบาย อาหารอย่างดีครบทุกมื้อ ไม่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบอีกต่อไป เว้นแต่พวกคุณจะไม่ต้องการมัน ซึ่งนั่นก็จะนำไปสู่อีกมาตรการหนึ่งที่ผมไม่อยากจะใช้มันเลย”

“ผมต้องการหลักประกัน” อีริคเปล่งน้ำเสียงขึงขัง “ตราบใดที่ยังไม่เห็นอะไรที่มันเป็นรูปธรรม นอกจากลมปาก ผมก็ขอปฏิเสธในข้อเสนอนั้น...ถามหน่อยเถอะว่าคุณเคยเห็นใครที่เดินเข้ามาแล้วพูดกับเราว่า ‘เฮ้พวก ฉันถูกล๊อตเตอรี่ รางวัลที่หนึ่ง นายช่วยแบ่งเงินเฮงซวยที่ได้นี่ไปใช้ที’ บ้างมั้ย?”

“ก็แฟร์ดี” เขาพยักหน้าอย่างชื่นชม “แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถพูด หรือแสดงอะไรให้คุณดูไปมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะนั่นถือว่าผมได้ละเมิดกฎ และ ข้อตกลงสำคัญที่พวกเราวางเอาไว้ เสียใจด้วย”

“งั้นเราก็ลองมาวัดดวงกัน” ชายหนุ่มจ้องหน้าคู่สนทนาอย่างไม่ยี่หระ “ ผมเดาว่าคุณคงรู้ถึงศักยภาพ ของกลุ่มเราเป็นอย่างดี งั้นคงไม่ต้องลำบากพาตัวผมมาฟังคุณพล่ามประโยคสวยหรูเป็นฉากๆ แบบนี้หรอก จริงมั้ย?”

นายทหารหัวเราะร่วน ชอบใจ “ผมชักจะเริ่มสนใจคุณซะแล้วสิ ถ้าหากได้คุณมาร่วมกับเรา รับรองว่าคุณจะต้องไปได้สวยในเส้นทางนี้อย่างแน่นอน”

“ผมพอใจกับทุกวันนี้อยู่แล้ว” อีริคพยายามข่มใจ “ถ้าคุณยอมเลิกรา และ จบเรื่องตั้งแต่ตอนนี้ เราก็จะไม่มีใครต้องสูญเสีย”

“คุณหนีความจริงไปไม่พ้นหรอก อย่าหลอกตัวเองอีกเลย อยู่ข้างนอกนั่นมีแต่ตาย กับรอวันตายเท่านั้น แต่ถ้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา พวกคุณจะไม่ต้องคอยกังวลกับเรื่องพวกนี้อีกต่อไป คุณจะได้ข่มตาหลับสนิททุกคืน ไม่ต้องได้ยินเสียงกรีดร้องของคนที่รัก ไม่ต้องคุ้ยเขี่ยหาของกินเหมือนพวกขอทานที่ประทังชีวิตรอดไปวันๆ “ เขาโน้มตัวลงไปพูดใกล้ๆ “พวกคุณจะสุขสบายกันที่นี่...”

“เหมือนกับ แฟร้งค์ เดลาคอร์ท ใช่รึเปล่า?”

“ว่าไงนะ?” นายทหารหรี่ตาถามกลับด้วยความงุนงง

“ป้ายที่ห้อยคอเขา” อีริคปลายตามองไปยังร่างผีดิบในชุดกาวน์ “มันเขียนว่าแฟร้งค์ เดลาคอร์ท ไม่ใช่ โอโลเนล”

“ฮึ ฮึ...” หนุ่มใหญ่ส่ายหัวไปมาพร้อมกับหัวเราะในลำคอ เมื่อโดนจับผิด และไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

“ฟังนะ ไม่ว่าพวกคุณจะมีจุดประสงค์อะไร แต่ขอบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด พวกเรามีคนที่ชำนาญการรบ พวกเรามีอาวุธพร้อมใช้ได้ทุกเมื่อ และถ้าหากว่าอยากจะพาบุคคลอันมีค่าของคุณ มาแลกกับหมาจนตรอกอย่างพวกเราล่ะก็จัดให้ได้”

“ไม่ต้องใช้ความรุนแรงถึงขนาดนั้นหรอกน่า” นายทหารใหญ่กระตุกยิ้ม “นายอาจจะใช้ชีวิตแบบนี้มาจนชิน จนลืมไปว่าการเจรจาต่อลองมันก็มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าควรดึงเอารูปแบบไหนออกมาใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย เอาเป็นว่าฉันให้เวลานายคิดอีกหน่อยก็แล้วกัน แล้วก็คิดให้ดี คิดให้ถี่ถ้วนล่ะอีริค” เขาโน้มตัวลงไปเสมอกับหน้าของคู่สนทนา “นายพร้อมยอมรับกับการสูญเสียจริงเหรอ?”

สิ้นประโยค ชายหนุ่มขบกรามแน่น กำหมัดทั้งสองข้างอย่างคับแค้นใจ ตอนนี้เขาแทบไม่มีตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับคนในกลุ่มเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะทางใดล้วนแล้วแต่มีเปอร์เซ็นความเสี่ยงด้วยกันแทบทั้งสิ้น

“พวกนายสองคน อยู่เป็นเพื่อนเขา จนกว่าฉันจะกลับมา” นายทหารรุ่นใหญ่สั่งผู้ใต้บัญชาสองนายยืนคุมบริเวณทางออก พลางก้าวเท้าถอยห่างจากชายหนุ่ม ก่อนหันหลังเดินออกไปจากห้องผ้าใบแห่งนี้ ทิ้งให้อีริคใช้ความคิดที่มีในเวลาอันจำกัด หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเรื่องทั้งหมด แต่หนทางที่พอมองเห็นตอนนี้มีเพียงสองตัวเลือกเท่านั้น คือ สู้ หรือ ยอมจำนน....

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งเปิดบานประตูกระจกเข้าไปภายในตัวอาคารหนึ่งชั้น ซึ่งเคยเป็นคลินิกเก่าแห่งหมู่บ้านเซ็นทราเลีย นัยน์ตาสีฟ้ากวาดดูรอบห้องไม่พบกับหญิงสาวที่ตามหา ก่อนจะหันไปหาหญิงสาววัยกลาง แต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนที่ทันสมัย ทุกคนรู้จักเธอในชื่อ มอลลี่ หมอจำเป็นของที่นี่ ซึ่งหล่อนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงขวดยาลงในตู้ โดยไม่สนใจเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“มีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่าครับ?”

“ไม่หรอก ไม่จำเป็น” หล่อนบอกปัดโดยไม่หันกลับมามอง พลางสะบัดศีรษะไปยังห้องเก็บของ “เธออยู่ด้านหลังโน่นแนะ”

“ข...ขอบคุณครับ” อเล็กซ์เกาหัวเบาๆ เมื่อหล่อนล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของเขา

“จะทำอะไรก็ตามสะดวก แต่ถ้าจะหยิบอะไรออกไปจากที่นี่ แม้จะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม้ขีดไฟ ก็ให้บอกฉันก่อน ไม่งั้นฉันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ข้างนอกเป็นยังไงฉันไม่รู้ แต่อยู่ในนี้ฉันคุม ตกลงนะ” มอลลี่จ้องตาเขารอคำยืนยัน

“ค...ครับ รับรองได้” อเล็กซ์ผงกหัวรับหงึกๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินเข้าไปยังด้านหลัง ผลักบานประตูไม้สีขาวที่เปิดแง้มไว้อยู่แล้วเข้าไป กระทั่งพบคาร์มิตกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกสิ่งของวางลงบนชั้นไม้ที่ถูกติดป้ายจำแนกชนิดสิ่งของไว้เป็นหมวดหมู่

“แบรนดี้ขอร้องให้คุณมาล่ะสิ” หญิงสาวปลายตามองกลับหลัง

“ที่จริงเธอก็ไม่ได้บังคับให้ผมมา”

“ถ้าคิดจะมาพูดเพื่อให้ฉันรู้สึกดีขึ้นล่ะก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่ทุกคนพยายามจะยัดเยียดให้ฉันหรอกนะ”

“เปล่าๆ...ผมแค่จะมานั่งคุยเป็นเพื่อน ถ้าคุณออกปากไล่เมื่อไหร่ ผมก็จะไปในทันที”

“ฉันจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง” หญิงสาวหันกลับมามอง “แต่ก็ขอบคุณ ตอนนี้ฉันโอเค”

“แต่คุณดูไม่โอเคเลยนะ” เด็กหนุ่มยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย

“ฉันนี่ดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ครับ” เขายิ้มบางๆ “เว้นแต่คุณจะเอากระป๋องกาว มาวางเรียงคืนในช่อง วัสดุช่าง ไม่ใช่ อาหารสำเร็จรูป”

หญิงสาวหันขวับจ้องหน้าคู่สนทนา หัวเราะหึในลำคอเบาๆ “มีงานอดิเรกคือการจับผิดคนรึยังไง?”

“ก็ไม่ใช่กับทุกคนหรอกครับ” อเล็กซ์ย่อตัวลงนั่งข้างหล่อน หยิบเอาของที่กองรวมกันในตะกร้าพลาสติก ขึ้นมาวางลงบนชั้น “ผมรู้ดี ว่าคุณรู้สึกยังไง ความจริงแล้วเราก็เคยเจอกับเหตุการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้เหมือนๆ กัน”

“แต่คุณพยายามทุกวิถีทางเพื่อออกตามหาเธอ” หล่อนส่ายหัวเบาๆ “แต่ฉันไม่ ฉันทำได้แค่นั่งรออยู่เฉยๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มันดูไม่ยุติธรรมนักถ้าคุณจะเอาเหตุการณ์ของเราทั้งคู่มาเป็นตัวชี้วัด”

“ผมแค่อยากให้คุณศรัทธาในตัวของอีริคเท่านั้น” อเล็กซ์พูดพลางจัดเรียงของที่คาร์มิตวางผิดจุดกลับคืนที่ “น้องสาวผม เธออายุแค่ 6 ขวบ แต่กลับต้องติดอยู่ในป่าทึบที่เต็มไปด้วยกับดักและฝูงผีดิบในความมืด ซึ่งเป็นใครก็คงจะคิดว่าเธอคงไม่มีโอกาสรอดอย่างแน่นอน แม้แต่ตัวผมเองก็ตาม” เขาหยุดคิดชั่วครู่ “แต่นั่นเพราะผมเชื่อในตัวของเธอ เชื่อว่าเธอจะต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพื่อที่จะได้กลับมาพบกับผมอีกครั้ง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมไม่ละทิ้งซึ่งความหวัง แม้มันจะริบหรี่ แต่ผมก็เชื่อเสมอว่าเธอต้องไม่เป็นไร”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง “ใช่...ฉันเห็นความรู้สึกแบบนั้นในตาของเธอ” หลอนจ้องหน้าเขาไม่กระพริบ “ตอนนั้นฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่ายังไงพวกคุณคงไม่รอด...แต่นั่นไม่ใช่กับโบ เธอเชื่อเสมอว่ายังไงเธอจะต้องได้พบกับคุณอีกครั้งอย่างแน่นอน”

“ครับ นั่นล่ะที่ผมพยายามจะบอก”

“แต่ฉันกับอีริคมันต่างออกไป” หญิงสาวพ่นลมหายใจแผ่วเบา “เราไม่ค่อยสนิทกันมากนัก คุณเองก็คงดูออก”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“มันไม่สำคัญหรอก”

“แต่สำหรับผมมันสำคัญนะ”

“หือ?” หล่อนเลิกคิ้วมองเขาด้วยความสงสัย “หมายความว่ายังไง?”

“ก็...แค่ปลดปล่อย แล้วแชร์มันออกมา เหมือนสโลแกนของ SORE ไง” อเล็กซ์กล่าวติดตลก ทำเอาหญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อหล่อนเพิ่งเข้าใจมุกที่เขาพยายามจะสื่อ ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความลืมตัว

“โทษทีฉันไม่ค่อยได้ดูทีวี” หล่อนเอามือป้องปากหยุดขำ “แต่ก็ใช้ได้ เอาเป็นว่าฉันจะเล่าให้ฟังสั้นๆ ก็แล้วกันนะ เป็นคะแนนที่ทำให้คนเส้นลึกอย่างฉันหัวเราะออกมาได้”

“ต้องอย่างนั้นสิ” เด็กหนุ่มกำมืออย่างผู้มีชัย

“แน่ใจนะว่าอยากฟัง?”

“แน่นอนอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มผงกศีรษะรัวราวกับเด็กน้อยที่รอฟังแม่เล่านิทานก่อนนอน

“ก็...” หญิงสาวสูดหายใจเบาๆ รวบรวมสติ “เมื่อมีนาคมปีที่แล้ว แม่ของเราอาการทรุดลง เพราะโรคพิษสุราเรื้อรัง” น้ำเสียงหล่อนเบาลง “เธอต้องรักษาตัวระยะยาวอยู่ที่โรงพยาบาล จากเงินประกันน้อยนิดของพ่อที่เพิ่งเสียไปก่อนหน้านั้น 3 เดือน...เป็นช่วงเดียวกับที่ฉันเพิ่งเข้าไปใช้ชีวิตในมหาลัย ส่วนอีริคถูกย้ายไปประจำการที่หลุยส์เซียน่า ดังนั้นภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่ตัวฉันเพียงคนเดียว”

“คุณรู้ว่านั่นไม่ใช่ความผิดเขา?”

“เรื่องหน้าที่น่ะฉันรู้ดี แต่นิวออลีน กับ ซานอันโตนิโอ ห่างกันแค่ 450 ไมล์ ซึ่งตลอดเวลาเขาไม่เคยปลีกตัวกลับมาหาเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว” หญิงสาวชะงักชั่วครู่ “ทุกครั้งที่แม่ตื่น แม่มักจะคิดว่าฉันเป็นอีริคเสมอ เธอเรียกหาแต่เขาอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่แม้แต่จะโทรมา หรือรับสายฉัน” หล่อนเม้มริมฝีปาก “จนกระทั้งปลายเดือนมิถุนา เขาก็กลับมาพร้อมกับ สาวสวยผมทอง ซึ่งเป็นใครที่พวกเราก็ไม่รู้ แต่เขาก็มา ” น้ำเสียงสั่นเครือลอกผ่านไรฟัน “มาในงานศพของแม่...”

“ผ...ผมเสียใจด้วยจริงๆ”

“ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็สาบานกับตัวเองว่าทั้งชีวิตจะไม่ขอรับความช่วยเหลือใดๆ จากเขาอีกต่อไป” นัยน์ตาสีมรกตจับจ้องคู่สนทนาราวกับเขาเป็นตัวแทนของผู้เป็นพี่ “แน่นอนว่าฉันไม่เคยให้อภัยในสิ่งที่เขาทำแม้แต่น้อย ไม่ว่าเขาจะพยายามหาเหตุผลอะไรมาอ้างก็ตาม”

“แล้ว... ทำไมคุณถึงได้มาลงเอยที่นี่” ” อเล็กซ์คว้ากระป๋องถั่วในตระกล้าพร้อมกันกับเธอ มือของทั้งคู่สัมผัสกันโดยบังเอิญ ก่อนเด็กหนุ่มจะถกมือกลับไป “โทษทีครับ”

“หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น อพาร์ทเม้นที่ฉันพักเกิดไฟไหม้ทั่วทั้งชั้น ฉันสำลักควันจนสลบตอนที่กำลังหาทางหนี” หญิงสาวส่ายหัวเบาๆ “หลังจากนั้นก็มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนอยู่บนรถของอีริค ที่กำลังมุ่งออกนอกตัวเมือง” หล่อนเหม่อมองเพดานพยายามทบทวน “กับรอยไหม้ที่ไหล่ขวาของเขา...ฉันจำได้แค่นี้”

“เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อคุณ...ถ้าอีริคเป็นคนอย่างที่คุณว่าจริง เขาคงทำแบบนั้นไม่ได้แน่นอน”

“มันอาจจะดีกว่าก็ได้ ถ้าเขาไม่ทำแบบนั้น” น้ำเสียงเย็นชาตอบกลับ “จะได้ไม่ต้องมาทนเจอกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้ทุกวัน”

“เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราก็ทำปัจจุบันให้มันดีขึ้นได้นี่ครับ” เขาพยายามโน้มน้าว “ถึงคราวนั้นจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังกับสิ่งที่เคยทำ”

“ฉันพยายามแล้วที่จะไม่คิดถึงมัน...” หญิงสาวควักผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อมาเช็ดมือ “แต่ถ้าใครไม่ลองมาเป็นฉันก็คงไม่มีวันเข้าใจ ว่าการรอคอยความหวังจากใครสักคน มันทรมานแค่ไหน...โดยเฉพาะกับคนที่เรารักและไว้ใจที่สุด”

“แล้วตอนนี้คุณยังรู้สึกแบบนั้นอยู่รึเปล่า?”

หญิงสาวหยุดตรองชั่วครู่ ก่อนเปิดริมฝีปากบางขึ้น “ใช่ ฉันยังรู้สึกแบบนั้นอยู่...แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วล่ะ เพราะถ้าเขาไม่กลับมา ยังไงซะฉันก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป”

“เขากลับมาแน่ครับ” อเล็กซ์กล่าวอย่างมั่นใจ

หญิงสาวกระตุกยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณที่มาคุยเป็นเพื่อนนะอเล็กซ์” หล่อนชันตัวลุกขึ้นยืน “แต่ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

“คุณแน่ใจนะครับ”

“ชัวร์” หล่อนถอนลมหายใจแผ่วเบา ก่อนเอื้อมไปหยิบกองหนังสือเล่มบาง ที่วางอยู่บนชั้นไม้ข้างๆ “จริงสิ เกือบลืม พอดีว่าฉันเห็นหนังสือนิทานภาพ พวกนี้อยู่ที่แผนกเด็กเล็ก เลยหยิบติดมาด้วย หวังว่าอาทิตย์นี้ โบคงจะมีอะไรทำฆ่าเวลา มากกว่าเดินตามเพย์ตั้น”

เด็กหนุ่มหัวเราะร่วน “ใช่ครับ ปกติโบไม่เข้าหาเด็กคนอื่นง่ายขนาดนี้นะ นอกจากผมแล้ว เธอแทบไม่มีเพื่อนสนิทที่ไหนเลย”

“เดาว่าหลังเกิดเรื่องขึ้น ทัศนคติในการใช้ชีวิตเธอคงเปลี่ยนไปมาก” หล่อนผ่อนเสียงลง “เหมือนเราทุกคน...”

“ครับ...เธอดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ” รอยโค้งปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่ม “ถ้าเกิดต้องแยกกันอีกครั้ง ผมก็คงไม่กังวลหนักเหมือนอย่างเคยแล้วล่ะครับ”

“นี่คงเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ในจำนวนข้อเสียอีกเป็นล้าน” หญิงสาวแสร้งหัวเราะประชด “ไปกันดีเถอะ วันนี้น่าจะเป็นวันดีอีกวันของเรา ที่มีเสบียงเก็บตุนไว้จนถึงสิ้นเดือน”

จบประโยค คาร์มิตสาวเท้าเดินนำหน้าราวกับภายในใจของเธอไร้ซึ่งความรู้สึกเศร้าโศก แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นแค่เปลือกนอกที่หล่อนพยายามแสดงออก เด็กหนุ่มรู้ดีว่า เธอไม่มีวันทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
17.00 น.

ท่ามกลางพื้นที่โล่งที่รายล้อมไปด้วยภูเขา และ ผืนป่า ในยามพลบค่ำ ไร้ซึ่งเสียงเซ็งแซ่ใดๆ หากแต่บรรยากาศอันเงียบสงบเช่นนี้กับถูกแทรกแซงโดย กลุ่มของทหารนิรนามพร้อมด้วยอาวุธครบมือ อีกทั้งยังมี รถขนส่ง พร้อมเฮลิคอปเตอร์นานาชนิดจอดสงบนิ่งเรียงราย ราวกับฐานทัพขนาดย่อม และแน่นอนว่านี่คือที่คุมขังของ อีริค สเปนเซอร์

นายทหารร่างกำยำผู้นำทัพยืนกอดอกยืดตัวตรง สายตาทรนงทอดมองออกไปยังผืนป่าที่อยู่เบื้องหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างภายในใจ

“ท่านครับ” เสียงจากทหารชั้นผู้น้อยดังขึ้น ก่อนจะหยุดยืนตรงอยู่ด้านหลังผู้บังคับบัญชา “เราตรวจเจอคลื่นวิทยุค้นหาผู้รอดชีวิต อยู่ถัดจากที่นี่ไปราว 50 ไมล์ ผมคิดว่าจะส่งคนไปตรวจสอบดูในจุดที่พบสัญญาณ”

“จัดการตามนั้น” เขาปลายตามองกลับเล็กน้อย “แต่อย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรจนกว่าฉันจะสั่ง แล้วถ้ามีอะไรที่เหนือการควบคุมก็ให้จัดการไปตามขั้นตอน อย่าเล่นนอกเกมจนกว่าจะฉันจะเป็นคนบอกว่าให้ทำ”

“รับทราบครับ” น้ำเสียงแข็งขันขานรับ “อีกเรื่องครับท่าน ทางศูนย์ให้ท่านส่งรายงาน และ ตัวอย่างทดลองกลับไปภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากคืนนี้ครับ ผมจะติดต่อแจ้งกลับไปหากเราติด....”

“ไม่ติดขัดอะไรทั้งนั้น” เขาตอบกลับทันควัน “บอกไปว่าฉันจัดการเรื่องนี้ได้แน่นอน ให้พวกเขาเปิดแลปรอได้เลย”

To Be Continue…

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มาแล้วจ้า!!! ขออภัยที่หายไปนานนะครับผู้อ่านทุกคน เนื่องจากติดภารกิจใหญ่ทำให้ขาดช่วงในการแต่ง แต่ก็ยังไม่ลืมนะครับ ยังไงก็ไม่ทิ้ง Dead Area ไปอย่างแน่นอน ตอนนี้มีเวลาว่างก็เลยรีบเขียนต่อทันที หวังว่ายังมีคนคอยติดตามอยู่เช่นเคยนะครับ

ปล. พาร์ทนี้อาจยาวหน่อยนะครับ แถมไม่มีฉากแอ็คชั่นแทรกเลย ดราม่ากันอย่างเดียว ก่อนที่ตอนต่อๆ ไป จะเริ่มเดินหน้าลุยแหลก แหกกระจายกัน ยังไงติดตามชมด้วยนะครับ

ปล.2 เนื่องจากห่างหายไปนานพอควร ผิดพลาดตรงไหน รบกวนท้วงติงกันเข้ามาได้เลยนะครับ
แก้ไขล่าสุดโดย 0Supachai0 เมื่อ 28 มิ.ย. 2014, 12:47, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 27 มิ.ย. 2014, 19:57

Re: [Ori Fic]Dead Area:Chapter 21-Dissension อัพจ้า!!!

ขอจองที่ไว้ก่อนนะครับ เดี่ยวมาเม้นท์

Edit

โอ้ยยยย คิดถึงมากกกกกกก หายไปซะนานเลยนะครับต้น 555555

สงสารอีริคจัง ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกันอะไร แต่ที่แน่ ๆ พวกทหารดูท่าทางไม่จริงใจเอาซะเลย ทางฝั่งคารมิตกับอเล็กซ์ก็แบบว่า รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว

สำหรับความสัมพันธ์ของสองพี่น้อง อีริคกับคาร์มิตนั้น เป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดครับ แต่ก็ยังคิดว่า ลึก ๆ ทั้งสองคนนี้ยังคงรักกันอยู่แหละ เพราะฉะนั้นเอาใจช่วยนะ

ไม่รู้เหมือนกันว่ากลุ่มผู้รอดชีวิตจะเป็นอะไรมากไหม โอ้ยยย ลุ้น!!!
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน