Life or survival เรื่องสั้นรับสงกรานต์ครับ

<<

nut0072563

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 302

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2012, 22:22

ที่อยู่: ราชบุรี อำเภอเมือง จะสิงบ่อยๆตรงร้านน้ำค้าง ตรงหอนาฬิกาโรงบาลราชบุรี

โพสต์ 13 เม.ย. 2014, 23:48

Life or survival เรื่องสั้นรับสงกรานต์ครับ

เรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อรับวันสงกรานต์โดยเฉพาะระวังน้ำตาไหลกันด้วยนะครับ (พูดอย่างมั่นใจแต่จริงๆก็ไม่ได้เขียนได้ดีขนาดนั้นหรอกครับ)



Life or survival : มีชีวิตหรืออยู่รอด

ในวันนั้นเมื่อสิบปีก่อนฉันเป็นเพียงแค่เด็กสาวตัวน้อยที่ไร้พลัง ฉันนั้นตอนนั้นถูกตัดสินให้ตายอย่างไร้ทางเลี่ยง แต่ทว่า……ในวินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาชายผู้หนึ่งก็ได้ก้าวเข้ามาช่วยฉันจากการคัดสรรของธรรมชาติ วันนั้นในสิบปีก่อนเหมือนพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานชายหนุ่มในชุดสีดำสวมหน้ากากกันแก๊สกับมีดสีเงินในมือ รวดเร็วและแข็งแกร่งนั้นคือสิ่งที่ฉันได้เห็นจากตัวเขานั้นวันนั้น

"แม่หนูเธอไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม เธอยังไม่ถูกพวกนั้นกัดใช่หรือเปล่า"เสียงของชายหนุ่มในชุดดำดังเข้าหูฉันครั้งแรกหลังจากที่ฉันได้สติ เขาช่วยฉันออกจากฝูง"พวกมัน"มาได้ไกลพอสมควร แต่ตอนนี้ฉันต้องตอบเขาก่อน"ไม่ค่ะหนูยังไม่โดนพวกนั้นกัดค่ะ……แต่แม่ของหนู…"หลังจากตอบไปนั้นทำให้ฉันนึกถึงเรื่องแม่ของฉันได้ แม่ฉันได้จากไปแล้วแต่ฉันไม่สามารถทำใจได้จริงๆที่เด็กสาวอายุ11ขวบอย่างฉันต้องมาเสียแม่ไปอย่างกระทันหัน"อยากร้องก็ร้องเถอะ อันไว้มันเอาไว้จะทำให้เสียสุขภาพจิตเปล่าๆนะแม่หนู"ชายชุดดำคนนั้นพูดขึ้นมาพร้อมกับดึงฉันเข้าไปกอด มันเป็นกอดที่อบอุ่นที่สุดรองจากกอดของแม่ฉัน แต่ในขณะเดียวกันมันได้แฝงความรู้สึกอย่างหนึ่งเข้ามาด้วย

สุดท้ายฉันก็ไม่อาจจะต้านทานกอดของชายชุดดำคนนั้นได้ ฉันโผตัวของฉันเข้ากอดเขาแล้วร้องให้อย่างเอาเป็นเอาตาย ในวันนั้นฉันก็ได้รับรู้ว่าโลกที่ฉันรู้จักได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว หลังจากร้องไห้อยู่นานฉันก็ได้สังเกตุเห็นแผลเล็กๆแผลหนึ่งบนแขนเขา หลังจากฉันนิ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยขึ้นมา"คุณอา……ถูกพวกนั้นกัดมาเหรอคะ"ชายชุดดำคนนั้นนิ่งไปสักพักพร้อมกับก้มหน้ามองแผลที่แขนของเขา เขาส่ายหัวไปมาเหมือนคนเบื่อโลกก่อนจะตอบฉัน"อืม ถูกกัดเมื่อ48ชั่วโมงก่อนละมั่ง ไม่แน่ใจขอฉันเช็คก่อน อืม……อ่าใช่ๆ 48ชั่วโมงกับอีก42นาทีไม่สิ43แล้ว"เขาตอบฉันแต่จากที่ฉันเห็นเขาไม่ได้เครียดหรือกังวลกับบาดแผลนั้นเลยสักนิด นั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคนที่ไม่มีอาการหวาดกลัวกับสิ่งที่รออยู่ปลายทาง "การกลายเป็นหนึ่งในพวกมัน" "คุณอาไม่กลัวหรือคะที่สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นหนึ่งในพวกนั้น"ฉันถามไปด้วยความอยากรู้เพราะฉันไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน ดูเหมือนเขาจะชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะเอามือมาขยี้หัวฉันเล่น"กลัวงั้นเหรอ อืม…ของมันแน่อยู่แล้วฉันกลัวกลัวมากเลยๆ แค่ฉันนึกว่าต้องกลายเป็นหนึ่งในพวกนั้นแล้ว…อ่าห์~ให้ตายเหอะไม่อยากนึกเลย แต่ว่านะแม่หนูสิ่งที่ฉันกลัวจริงๆนะคือตัวตนของฉันเองต่างหาก ฉันกลัวว่าฉันจะลืมการมีชีวิตในโลกใบนี้ไป มัน…เป็นสิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุด และก็นะเพราะฉันกลัวว่าจะลืมการมีชีวิตฉันเลยใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดของฉัน ช่วยเหลือคนทำในสิ่งที่ควรทำให้มากที่สุด เพราะอย่างงั้นจะมัวมาเสียเวลากลัวกับความสินหวังว่าอีกไม่นานต้องกลายมาเป็นพวกมัน ฉันแค่อยากทำให้ตัวเองมีค่าต่อคนที่เหลืออยู่สักหน่อยนะ"ฉันในตอนนั้นไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เขาจะพยายามสื่อให้ฟัง ฉันทำได้แค่มองเขาภายใต้หน้ากากนั้นฉันเห็นใบหน้าเขาจางๆหลังเลนส์หน้ากาก แววตาของเขาไม่ได้โกหกแม้แต่น้อยมันมั่นคง เยือกเย็น สงบนิ่ง "นี้แม่หนูเธอยิงปืนเป็นไหม"จู่ฉันก็โดนถามแบบไม่ทันตั้งตัว แต่หลังจากได้สติฉันก็บอกไป"หนูใช้เป็นแค่บางกระบอกคะ"ชายชุดดำที่ได้ยินแบบนั้นจึงหยิบปืนของเขาสองกระบอกขึ้นมา"ฉันจะสอนเธอใช้เจ้าสองกระบอกนี้เอง……ปืนสองกระบอกนี้มันไม่จำเป็นกับฉันแล้วเธอเอาไปใช้จะดีกว่า มาต้องทำอย่างนี้นะ"เขาสอนฉันอยู่ไม่นานนักฉันก็สามารถจะใช้งานปืนสองกระบอกนั้นได้แล้วหลังจากนั้น การจากลาก็มาถึงเขาเลือกที่จะเดินทางไปต่อและทิ้งฉันเอาไว้คนเดียว ฉันเข้าใจดีว่าชายผู้นั้นไม่อยากสานสัมพันธ์กับฉัน เพราะเราทั้งคู่รู้ดีว่ามันจะเจ็บปวดขนาดไหนหากคนที่เรารู้จักต้องมาตาย ฉันเองก็เลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง"ขอบคุณคะ คุณอา"ได้แต่พูดคนเดียวแม้แต่ชื่อก็ไม่รู้จัก

10ปีต่อมา

ปังๆๆๆๆๆแชะๆ เสียงของหายนะได้มาเยือนฉันเสียแล้วเมื่อปืนของฉันกระสุนหมดเกลี้ยง"อ๊ากกก ช่วยด้วยช่วยฉันด้วย อย่ากัดฉันช่วยด้วย"เสียงของเพื่อนที่คบกันมา2ปีกำลังร้องขอความช่วยเหลือ แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ในช่วงเวลาที่ฉันกำลังตัดสินใจตาของฉันก็ได้เห็นบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้ฉันหวาดกลัวขึ้นมาสุดท้ายฉันก็ตัดสินใจวิ่งหนีออกจากตรงนั้น"อ๊ากกกกไม่ ออกไป อ๊อค……ไ…ป"ไม่มีการหันไปมองเพราะฉันเองก็ไม่อยากเป็นอาหารของพวกนั้น หลังจากวิ่งหนีพวกมันมาเรื่อยๆสุดท้ายฉันก็จนมุมในซอยตันซอยหนึ่ง พวกมันเริ่มแห่มากันเรื่อยๆ"ออกไปนะ อย่าเข้ามานะ อย่านะได้โปรดฉันกลัวแล้ว"ในตอนนี้ฉันทำได้แค่นั่งหลังชิดกำแพงพร้อมกับพูดขอชีวิตอย่างเอาเป็นเอาตาย และมันก็ไม่มีวันได้ผลถึงแม้จะรู้ดีฉันก็ยังคงพูดขอชีวิตต่อไป ในอ้อมกอดของฉันมีปืนกลเบาที่ได้มาเมื่อ10ปีก่อน มันทำให้ฉันนึกถึงคนๆหนึ่งเข้า"ได้โปรดช่วยหนูที คุณอา……"ฉันในตอนนี้ได้ปลงกับความตายแล้ว หมดหวังการการเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้

ตุบ

ในสายตาฉันเห็นร่างหนึ่งตกลงมาข้างหน้าฉัน ร่างนั้นใส่ชุดสีดำตัวค่อนข้างสูงแม้ในความทรงจำมันค่อนข้างจะเลือนลาง แต่ฉันก็ยังจำได้ดีแบบไม่เคยลืม ชายในชุดำหรือคุณอาที่ช่วยชีวิตเธอไว้นั้นเอง หลังจากเขาเริ่มลุกขึ้นเขาก็หันมามองฉันนั้นทำให้ฉันนึกได้ ว่าเขาเองก็กลายเป็นพวกมันไปแล้วเหมือนกัน"แฮ่~…ชี ว ิต…แฮ่~…ไม่…ร อดแฮ่~หน้ าที่…"เสียงอันน่ากลัวและฟังไม่ได้ศัพท์นั้นดังออกมาจากร่างในชุดสีดำ เสียงนั้นทำให้ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเพราะเวลาผ่านมาถึง10ปีแล้ว คุณอาที่ช่วยเธอไว้ก็โดนกัดไปแล้วด้วยไม่มีทางที่เขาจะอยู่มาได้เป็นสิบๆปี ฉันที่กำลังตกใจและสับสนในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นก็ได้สังเกตุเห็นถึงการเคลื่อนไหวของร่างในชุดดำ เขาเอื้อมมือไปจับที่ด้ามมีดที่อยู่ในซองข้างหลังเขาก่อนจะชักมันออกมาอย่างเชื่องช้า เขามองฉันอยู่สักพักพร้อมกับเสียงพูดปนเสียงคำรามของเขาที่ดังลอดหน้ากากมา ก่อนจะหันไปหาฝูงพวกมันและเคลื่อนตัวหาพวกมัน ทันทีที่ถึงระยะเรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นคุณอาได้ใช้มีดในมือนั้นฟันใส่คอหนึ่งในพวกมัน ก่อนจะใช้มืออีกข้างคว้าลำคอมันอีกตัวแล้วกระชากอย่างแรงจนหัวหลุดออกมาพร้อมไขสันหลัง ภาพการต่อสู้ที่เกิดขึ้นมันรุนแรงมากจนแม้แต่ฉันเองก็ยังไม่กล้ามอง แต่หลังจากที่ฉันได้สังเกตุแม้จะแค่แวบเดียวแต่การต่อสู้ของเขามีลักษณะคล้ายคลึงกับวิชาต่อสู้ของพวกทหาร มันไม่ใช่แค่การฟันแบบสะเปะสะปะไปเท่านั้น มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าเขายังมีสติอยู่หรือเปล่า หลังจากซัดกับพวกมันไปได้สักพักพวกมันทั้งหมดได้ถูกคุณอาคนนั้นจัดการเรียร้อย

ฉันเองก็รู้สึกโล่งใจเหมือนกันแต่ดูเหมือนจะวางใจได้ไม่นาน เพราะคุณอาได้เดินเข้ามาหาฉันแล้ว เสียงพูดปนคำรามยังคงดังลอดหน้ากากมาเรื่อยๆระหว่างที่กำลังมุ่งตรงมาทางฉัน น่าแปลกฉันกลับไม่เหลือความกลัวในตัวเองเลยแม้แต่น้อย มืออันเย็นเยียบของเขาได้จับที่หัวไหล่ฉันกลิ่นเหม็นสาบอย่างรุนแรงที่ลอยออกมาจากร่างนั้นกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเหม็นแต่อย่างใด ฉันหลับตาลงพร้อมกับทำใจเตรียมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกกัดกิน แต่เป็นอ้อมกอดเมื่อครั้งหนึ่งเคยกอดเธอไว้ 10ปีที่แล้วให้ความรู้สึกอย่างไร10ปีต่อมามันก็ยังคงเหมือนเดิม เสียงของเขายังคงดังลอดหน้ากากมาเหมือนเดิม หลังจากที่กอดร่างนั้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลมาไม่ขาดสายนานนับชั่วโมง เธอเองก็พอจะจับใจความของประโยคที่คุณอานั้นพูดยำ้ๆ "ฉันอยากจะมีชีวิตเหมือนเดิม ฉันไม่อยากจะอยู่รอดโดยทิ้งเหตุผลของการมีชีวิต ฉันเป็นทหารมันคือหน้าที่และความรับผิดชอบ หน้าที่ของฉันคือการช่วยเหลือและปกป้องผู้คน" นั้นคือสิ่งที่ฉันจับใจความมาจากคำพูดซ้ำๆของเขาได้ และสิ่งนั้นมันทำให้ฉันร้องไห้นักยิ่งกว่าเดิมในตอนนี้ฉันก็ได้เข้าใจในความคิดของคุณอาและคำพูดเมื่อ10ปีก่อนแล้ว มันทำให้ฉันได้แต่เวทนาและสงสารคุณอามากเหลือเกินที่พยายามจะมี "ชีวิต" ในโลกแบบนี้และนั้นก็ทำให้ฉันชิงชังและเกลียดตัวเองมาก เกลียดที่ตัวเองอ่อนแอและพยายามจะดิ้นรนไปวันๆ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเอาชีวิตที่คุณอาเสี่ยงช่วยมาในตอนนั้นไม่ไร้ค่าไปเสียแล้ว

ฉันได้แต่นั่งนิ่งเงียบฟังเสียงพูดคุยของเหล่าผู้รอดชีวิตในเมืองนี้ พวกเขามาเจอฉันที่นั่งมองศพของคุณอาอยู่ ไม่รู้ว่าด้วยความคิดอะไรในช่วงก่อนที่ฉันจะตัดสินใจปลิดชีพคุณอาอีกครั้งถึงได้พูดแบบนั้นออกไป"ขอบคุณคะคุณอา ฉันเข้าใจแล้วถึงความคิดคุณอาไม่ต้องห่วงนะคะฉันจะสานต่อให้ เพราะอย่างนั้นคุณอา……ได้โปรดหยุดการดิ้นรนได้แล้วคะ พอแล้ว ไม่ต้องพยายามอีกแล้วนะคุณอาคะ ฉันจะพยายามในส่วนที่เหลือให้ หลับให้สบายและหมดห่วงเถอะนะคะ คุณอา………"หลังจากนั้นฉันก็ได้ปลิดชีพเขาด้วยมีดของเขามีดที่10ปีก่อนได้ช่วยเหลือและต่อชีวิตฉันมา มีดที่อีก10ปีต่อมาก็ยังคงกลับมาช่วยเหลือฉัน ฉันในตอนนี้นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องในบ้านพักที่ใช้นอนกันชั่วคราว หลังจากนิ่งคิดไปจนถึงเรื่องอ้อมกอดของคุณอามันได้ทำให้ฉันนึกถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านกอดนั้นมา มันไม่ได้มีแค่อบอุ่นเพียงอย่างเดียวแต่แฝงไว้ด้วยความปราถนา ความปราถนาที่อยากจะเห็นโลกแบบเดิมโลกที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างปรกติ ในตอนนั้นฉันก็ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว

ยามเช้ามาเยือนฉันกำลังจะออกจากบ้านพักและกลุ่มผู้รอดชีวิต แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้แตะลูกบิดก็รู้สึกถึงปากกระบอกปืนที่จ่อศรีษะฉัน"เธอจะไปไหน"สั้นๆง่ายๆแต่ฉันไม่คิดจะตอบ และนั้นทำให้ผู้ที่ถือปืนอยู่ขึ้นลำปืนในมือ"ปืนนั้นเก็บไว้ใช้ยิงพวกนั้นจะดีกว่านะคะ"ฉันในตอนนี้ได้ตัดสินใจไปแล้วแม้ว่าจะมีปากกระบอกปืนจ่อข้างหลังฉันก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ"อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะ ที่พวกเราช่วยเธอใช่เพราะอยากช่วย แต่พี่ฉันคือหัวหน้ากลุ่มนี้พวกเราเลยขัดไม่ได้"พอได้ฟังฉันก็เข้าใจความรู้สึกของสาวน้อยตรงหน้าขึ้นมา เธอกำลังระแวงในตัวฉันว่าฉันอาจจะเป็นสปายมาสอดแนมกำลังของกลุ่มพี่ชายเธอ"ถ้าอย่างงั้นฉันจะไปตามทางของฉันคนเดียว พวกคุณวางใจได้เลยเพราะว่าฉันตัวคนเดียว"ฉันพูดโดยเปลี่ยนมาใช้สรรพนามพวกคุณแทนเพราะฉันรู้สึกได้ว่ามีคนซุ่มอยู่ และดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้าเธอจะสะดุ้งเล็กน้อยในเรื่องที่ฉันรู้"แล้วคุณจะทำอะไรต่อหลังจากแยกทางกับพวกเราแล้วละ"เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งพร้อมกับการปรากฎตัวของเขา แค่ดูก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือหัวหน้ากลุ่ม"ฉันจะไปหาพวกทหาร"หลังจากที่พูดไปแบบนั้นดูเหมือนพวกเขาจะเครียดขึ้นมาทันที พวกทหารเมื่อ10ปีก่อนตอนพวกมันเริ่มระบาดหลังจากที่สถานการณ์เริ่มจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ พวกเขาก็รวมตัวกันยึดเอาทรัพยากรสำคัญอย่างอาหาร ยา อาวุธ เครื่องกระสุนไป และทิ้งให้พวกคนธรรมดาต้องหาทางรอดกันเอาเอง ซึ่งเมื่อ10ปีก่อนคุณอาที่เธอเจอดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ยังทำหน้าที่ของทหารอยู่"เธอบ้าไปแล้วเหรอที่จะไปหาพวกระยำนั้น เพราะไอพวบ้านั้นมันไม่ยอมปกป้องเราพวกเราเลยต้องมาดิ้นรนเอาตัวรอดกันแบบนี้"เสียงของหญิงสาวที่น้องของหัวหน้ากลุ่มดูโกรธเกรียวมากขึ้น"ฉันเบื่อนะ เบื่อกับการที่จะต้องมาดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองรอดในโลกใบนี้แล้ว และฉันก็อยากจะกลับมามีชีวิตแบบเดิมเหมือนเมื่อก่อนการระบาดจะเริ่ม พอกันทีกับนรกบัดซบนี้"ฉันเปิดประตูแล้วเดินออกไปจากบ้านหลังนั้น ทิ้งพวกผู้รอดชีวิตที่ได้แต่ยืนงงอย่างไม่เข้าใจ

"พวกนายยังกล้าเรียกตัวเองว่าทหารอยู่อีกงั้นเหรอ"เสียตะโกนของฉันอย่างเดือดดาลดังขึ้นหลังจากซัดทหารคนหนึ่งร่วงไป ที่ตัวฉันตอนนี้มีแผลถูกยิงอยู่สองที่คือที่ต้นขากับหน้าท้อง ความเจ็บปวดจากแผลทั้งสองแห่งไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกด้วยซ้ำ"พวกแกเอาชีวิตคนเป็นพันๆล้านมาสังเวยเพื่อที่จะได้มีชีวิตรอด แบบนี้มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ ตอบฉันทีทหารที่เมื่อ10ปีก่อนคอยต่อสู้เพื่อผู้คนมันหายไปไหนหมดแล้ว เหลือแต่พวกตาขาวเดินถือปืนไปมาไร้น้ำยาแบบนี้เทียบกับทหารคนนั้นที่ฉันรู้จักแล้ว พวกแกยังได้ไม่ถึงในในร้อยของเขาเลย"ทหารคนนั้นดูเหมือนจะเดือดดาลมากจึงพุ่งเข้ามาพร้อมกับหมัดขวาตรงใส่ฉันทันที แต่สำหรับฉันในตอนนี้ที่ได้เก็บความอ่อนแอและจิตใจของหญิงไว้ และสวมใส่จิตวิญาณของทหารและความเข้มแข็งไว้ ฉันหลบหมัดนั้นไปทางซ้ายมือตัวเองก่อนจะคว้าแขนของทหารคนนั้นมารวบไขว้หลังไว้ และใช้ขาถีบไปที่ขาข้างหนึ่งของทหารคนนั้น เขาล้มลงและไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเพราะฉันได้ถ่ายน้ำหนักตัวเองกดลงไปที่แขนของเขาที่ฉันรวบไขว้หลังไว้"พอแล้วฉันคิดผิดที่จะมาขอความช่วยเหลือจากพวกแก พวกแกมันไร้ค่าขนาดไหนควรจะรู้ตัวได้แล้วนะ และเชิญพวกคุณใช้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆฉันจะเอาโลกเดิมที่ต้องการคืนมาเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพวกไร้ค่าอย่างคุณแล้ว"ฉันปล่อยทหารคนนั้นแล้วเดินออกจากวงล้อมของทหารไป พวกเขาไม่ได้ยิงฉันฉันเพราะกำลังคิดกับสิ่งที่ฉันพูดไป หลังจากเดินออกจากวงล้อมมาได้ไม่ทันถึงนาที ก็มีมันตัวหนึ่งพุ่งมาหาฉันมันคลั่งมากอาจเป็นเพราะได้กลิ่นเลือดของฉัน พวกทหารเองก็ดูเหมือนจะได้สติหันมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันเองแม้จะบาดเจ็บอยู่แต่เพราะอารมณ์เดือดของฉันมันยังร้อนระอุอยู่จึงส่งเท้าไปยันหน้ามันจนเกือบหงายหลัง ฉันรีบชักมีดของคุณอาขึ้นมาเป็นเวลาเดียวกันกับมันที่กระโจนเข้ามาเกาะฉันพอดี แต่ดูเหมือนหายนะจะยังไม่พอเมื่อมีมันอีกตัวกำลังวิ่งมาข้างหลังฉัน ฉันที่กำลังฟัดกับอีกตัวอยู่จึงเหวี่ยงมันไปกระแทกกันเองพร้อมกับฉันที่วิ่งตามไปกระโดดถีบซำ้โดยไม่แคร์แผลถูกยิง มีดในมือฉันปักเข้ากลางกบาลของหนึ่งในพวกมันพอชักมีดออกจากหัวของมันก็มีมันอีกตัวที่ฉันถีบล้มไปด้วยพุ่งเข้ามา แต่มันก็ไม่ได้ชิมเนื้อของฉันแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่ไม่ได้ไปคือส้นเท้าของฉันที่เหวี่ยงไปกระแทกหัวมันอย่างแรง มันล้มลงไปแล้วพยายามจะลุกขึ้นมาอีกแต่มัคงไม่สามารถทำได้เพราะฉันส่งเท้าลงไปขยี้หัวเน่าๆของมันในทีเดียว พวกทหารมองฉันหน้าตาเหรอหราเพราะมีเพียงไม่กี่คนหรอกที่สามารถรับมือกับพวกมันในระยะกระชันชิดในสภาพถูกรุมแบบกระทันหันได้ อย่างน้อยๆความสามารถของหญิงสาวตรงหน้าพวกเขาก็น่าจะพอกับพวกหน่วยรบพิเศษเลยทีเดียว"งั้นพวกเราตกลงจะช่วย มันก็จริงที่พวกเราขี้ขลาดแต่ว่าฉันเองก็คิดได้มานานแล้ว มันดีแล้วเหรอที่พวกเราละทิ้งหน้าที่เพื่อเอาตัวรอด มันถึงเวลาที่พวกเราจะเลิกกลัวสักที เอาหล่ะสาวไปเตรียมพร้อมที่ฐานสะได้เวลากลับไปทำหน้าที่แล้ว…ส่วนเธอเข้ามาทำแผลในฐานก่อนเถอะ"เขาพูดจบก็เดินจากไปพร้อมกับมีทหารสองนายมาช่วยพยุงเธอเข้าไปในฐานทัพ

35ปีต่อมา

"หลังจากในวันนั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านมานานหลายปี หลายปีที่พวกเราต่อสู้ขัดขืนกับโชคชะตา หลายปีที่พวกเราต้องเสียพวกพ้องไปในสมรภูมิที่ไร้ความปราณีนี้ ในวันนี้ฉันมีเพียงสิ่งเดียวที่จะนำมาบอกแก่ทุกคนในโลกนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ การต่อสู้ของพวกเราได้จบลงแล้ว พวกมันได้ถูกกำจัดไปแล้วจากโลกนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถกลับมามีชีวิตได้เหมือนเดิมอีกครั้งแล้ว"สิ้นเสียงประกาศของฉันเสียงโห่ร้องของผู้คนที่แสดงถึงความดีใจที่ได้โลกคืนมา ทางด้านทหารเองนั้นก็ฉลองเฮฮากันตามประสาแต่ถึงอย่างนั้นกลับมีทหารกลุ่มหนึ่งทำได้แค่ยิ้มดีใจในความสำเร็จนี้เพียงเท่านั้น ฉันได้เดินไปหาพวกเขาระหว่างทางพวกทหารก็แสดงความเคารพฉันพร้อมกับกล่าวขอบคุณที่นำพวกเขามาถึงจุดนี้ได้ ฉันพยักหน้าพอเป็นพิธีก่อนจะเดินไปหาทหารกลุ่มนั้นพวกทหารที่กำลังดีใจได้เห็นฉันเดินไปหาทหารพวกนั้น ความเงียบก็ได้ลุกลามกลืนกินพวกทหารเป็นไฟลามทุ่ง เพียงเวลาไม่นานความเงียบก็ได้เขาปกคลุมพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด ฉันมองทหารกลุ่มนั้นด้วยสายตาเหมือนเดิม สายตาของผู้เด็ดเดี่ยวในการมีชีวิต"พวกคุณมีเวลาเหลืออยู่อีกราวๆ72ชั่วโมง ฉันอยากจะขอร้องให้พวกคุณใช้มันสนุกกับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันนำโลกใบนี้กลับสู่ทางที่ควรจะเป็น ขอขอบคุณที่พวกคุณยอมละทิ้งการเอาตัวรอดในโลกนี้เพื่อให้ทุกคนในโลกนี้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ฉันซาบซึ้งในความกล้าหาญของพวกคุณมาก……เรามาจัดงานเลี้ยงส่งให้เหล่าผู้เสียสละกันเถอะ"ฉันเดินไปหยิบแก้วพร้อมกับรินเหล้าใส่ในแก้ว พวกทหารส่วนที่เหลือเองก็รินเครื่องดื่มตามแต่ทุกคนจะชอบใส่แก้วของตัวเอง ฉันกวาดสายตามองพวกเขาก่อนจะยกเแก้วที่มีเหล้าในมือขึ้นดื่ม เช่นกันพวกทหารทั้งหมดต่างก็ดื่มเครื่องดื่มในแก้วของตนเอง"แด่การมีชีวิต แด่หน้าที่ แด่เกียรติยศ แด่ความกล้าหาญ แด่ตนเอง"ฉันชูแก้วเหล้าในมือตัวเองพร้อมกับตะโกนเสียงดัง เสียงของเหล่าทหารต่างตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียง มันคือพิธีเลี่ยงส่งอำลาของเหล่าทหารที่ถูกกัดแล้วยังไม่ตาย ฉันวางแก้วเหล้าแล้วเดินออกไปจากงานเลี้ยงของพวกทหารด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้

"ฉันทำสำเร็จแล้วนะคะ คุณอาเห็นแล้วใช้ไหมความปราถนาของคุณอาฉันทำให้เป็นจริงแล้ว นานมากเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องเสียอะไรต่อมิอะไรไปมากมาย แต่ฉันก็ไม่เสียดายเลยคะคุณอาเพราะสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมามันมีค่ามากพอกับสิ่งที่เสียไป ไม่สิต้องดีกว่าด้วยซำ้……ขอบคุณนะคะคุณอาที่มอบความปราถนานั้นให้ฉันมา ขอบคุณที่ให้โอกาศในการมีชีวิตกับฉัน………"ฉันที่ยืนมองป้ายหินสลักที่ฉันสั่งทำไว้ในสุสาน มันเป็นของคุณอาไร้นามคนนั้น ฉันรู้สึกเหนื่อยๆกับสิ่งต่างๆที่เกิดมาอยากจะพักผ่อนเสียหน่อย สุดท้ายฉันเลือกที่จะไปนั่งพิงป้ายหินของคุณอา แม้มันจะเย็นแผ่นหลังแต่ฉันกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ไปถึงหัวใจ ฉันหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน นานแล้วที่เธอไม่ได้พึ่งพาใคร นานแล้วกับการเป็นที่พึ่งให้กับทุกคน ฉันในตอนนี้อยากจะพักผ่อนมากมายเหลือเกิน ท่ามกลางอากาศยามดึกที่หนาวเย็นฉันหลับตาเอนหลังเพื่อจะพิงป้ายหินของชายคนนั้น ดวงตาของฉันค่อยๆปิดลงด้วยความง่วงและอ่อนล้า จากนี้ฉันจะได้พักเสียที

ฉัน……………ยังมี……………ชีวิต

หรือ…………แค่พยายาม…………จะอยู่รอด

GOOD NIGHT



………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

จบแล้วกับเรื่องสั้นรับสงกรานต์ที่แนวเรื่องไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย ขอบอกก่อนนะตรงนี้ว่าจบแล้วจบเลย เขียนแค่นี้กินพลังงานมากมายโอ้ยเหนื่อยกันเลยที่เดียว ขอตัวหนีไปนอนเตรียมพร้อมกับสงกรานต์วันที่สองก่อนครับ สวัสดีครับ//เผ่นไปนอนอย่างไว
ตอนนี้ว่างจัดเลยหางานให้ตัวเองสะเลย รับเอา นิยาย ฟิคไปลงเว็บอื่นใครคิดว่าตัวเองผ่านเกณฑ์ก็มาเลย
<<

ennecor

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2014, 15:39

โพสต์ 07 ส.ค. 2014, 15:49

Re: Life or survival เรื่องสั้นรับสงกรานต์ครับ

อ่านแล้วคิดถึงวันเก่าๆสมัยเด็กๆที่เคยเล่นสงการต์
<<

Hataipeuk

Zombie
Zombie

โพสต์: 1

ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2014, 13:39

โพสต์ 14 ส.ค. 2014, 14:04

Re: Life or survival เรื่องสั้นรับสงกรานต์ครับ

น้ำตาจะไหล
<<

arayaair

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2014, 10:24

โพสต์ 19 ส.ค. 2014, 10:33

Re: Life or survival เรื่องสั้นรับสงกรานต์ครับ

อ่านเเล้วเพลินดีนะครับ ได้ข้อคิดที่ดีมากเลยอ่า



คาสิโนออนไลน์

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Yahoo [Bot] และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน