[ฟิคเวียน] Eden: Chapter III อัพ 08/04/2016

<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 30 ม.ค. 2015, 22:36

[ฟิคเวียน] Eden: Chapter III อัพ 08/04/2016



Eden


Fandom: Original Fiction
Genre: Action/Thriller
Rated: PG-13


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลเบื้องต้น


ฟิคเวียนเรื่องนี้มีผู้แต่ง 4 คน ได้แก่ Apayin, forng1998, franc และ resident โดยผู้เขียนจะเป็นผู้โพสตอนของตนเองในกระทู้นี้นะคะ
มีกำหนด 8 Chapter จบ โดยผู้เขียนแต่ละคนจะเขียนคนละ 2 Chapter รวมกันจนจบเรื่อง
ตัวละครทั้งหมด ได้มาจากการตัวละครของผู้เขียนส่วนหนึ่ง และตัวละครที่ผู้อ่านร่วมสมัครเข้ามาส่วนหนึ่ง ดังจะแนะนำต่อไปในเนื้อเรื่องภายหลัง
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่าน ขอบคุณที่ติดตามนะคะ :e7

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สารบัญ

Prologue
Chapter I: God's Messages
Chapter II: Skeptics
Chapter III: Enigmatic
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 30 ม.ค. 2015, 22:36

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Prologue
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฉันหวังจะได้เจอคุณอีกครั้งที่ร้าน Scalini ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจดหมายฉบับนี้จะไม่เคยมาถึงคุณ และหวังจะได้นั่งอยู่ตรงข้ามคุณในโต๊ะอาหาร ขณะคุณร่ายรายชื่อทนายคดีหย่าร้างฝีมือดีที่สุดในนิวยอร์กให้ฉันฟัง

ตอนนี้เรามีหลักฐานมากพอที่จะทำให้เขาถูกตรวจสอบ: วีดิโอจากกล้องวงจรปิด ภาพถ่าย เทปบันทึกเสียง เรียบเรียงตามลำดับเวลาและหมายเหตุที่บันทึกแนบไว้ในอนุทิน ฉันจดรายชื่อแขกทุกคนของเขาไว้ตามที่คุณร้องขอ ส่วนคนที่ไม่มีภาพถ่ายฉันได้เขียนคำบรรยายรูปพรรณสัณฐานไว้เผื่อกรณีที่พวกเขาอาจใช้นามปลอม ฉันอยากจะเชื่อเหลือเกินว่าเราเข้าใกล้ความจริงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง แต่คุณก็คงทราบดีว่าการ “ถูกตรวจสอบ” โดยองค์กรของรัฐไม่ได้รับประกันการ “ถูกแจ้งข้อกล่าวหา” เพื่อดำเนินคดี

ฉันไม่สามารถประมาณได้ว่าภายใต้ระบบกฎหมายที่ควรจะเข้มแข็งของเรา เม็ดเงินมหาศาลแค่ไหนที่หมุนเวียนอยู่ในระบอบคอรัปชั่นหล่อเลี้ยงโครงการอุบาทว์นี้มากว่าทศวรรษ หลักฐานที่เปราะบางอาจถูกอำนาจที่เหนือกว่าทำลายจนย่อยยับ ในการจะตอบโต้ เราจำเป็นต้องใช้อาวุธที่ทรงพลังพอจะเรียกร้องความสนใจของสาธารณชน- อาวุธที่แม้แต่รัฐบาลของชาติอื่นก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของมันได้ เราต้องการหลักฐานที่ไร้จุดอ่อนให้บดขยี้ FBI จะต้องลงมาทำคดีนี้ และสื่อจากทั่วโลกจะเป็นผู้จับตาไม่ให้พวกเขาวางมือ ฉันต้องการหลักฐานที่การันตีการจับกุมและดำเนินคดี นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังกลับไปหาเขาที่บ้านอีกครั้งในคืนนี้

ฉันเสียใจเหลือเกินที่ไม่มีโอกาสได้กลับออกมา

ทั้งหมดในเซฟคือหลักฐานที่ฉันมี โปรดส่งมันให้แก่ตำรวจ แต่อย่าเปิดเผยตัวตนเด็ดขาด สิ่งเดียวที่ฉันจะขอจากคุณคือจงวางมือจากเรื่องนี้เสีย

ในซองมีเช็คค่าตอบแทนงวดสุดท้ายของคุณพร้อมเงินชดเชยล่วงหน้าสิบสองเดือน ทั้งนี้ฉันได้แนะนำคุณให้กับเพื่อนนักลงทุนอีกหลายรายตามนามบัตรที่แนบมาด้วย คุณน่าจะหาลูกค้าใหม่มาแทนฉันได้ไม่ยาก

คุณยังเด็กมาก จงมองไปข้างหน้า โปรดอย่าหันกลับมา.

เมลานี
มกราคม 17, 1992
<<

forng1998

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 851

ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มิ.ย. 2010, 15:12

ที่อยู่: thaibiohazard นี่สิก้าบ

โพสต์ 30 ม.ค. 2015, 22:37

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Chapter I: God's Messages
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ความคิดหล่อนกรีดร้องเมื่อกลิ่นคาวลอยฉุนติดจมูก

หล่อนนอนอยู่ในซอกแคบ ร่างสั่นเทิ้ม ความเจ็บปวดและความตื่นตระหนกเป็นเหมือนเข็มแหลมที่สอดลงกลางสมอง ความเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลังหล่อน

หญิงสาวไม่อาจนิยามอารมณ์ที่กำลังไหลเวียนไปทั่วร่างได้

บอดี้การ์ดวางมือเหนือเบาะหนัง สัมผัสชื้นบนฝ่ามือกำลังฉีกทึ้งความหวัง กลิ่นไอของความตายยังคงลอยกรุ่นเมื่อหล่อนพยายามยืดคอขึ้นมองร่างที่นอนแนบที่นั่ง

อยู่ตรงนั้น...ศีรษะของเจ้าของนัยน์ตาไร้แววที่เบิกกว้างอย่างหวาดกลัว

ร่างเล็กจ้องมองที่ที่ดวงตาอีกข้างควรอยู่ เมือกลื่นและซากสมองกำลังไหลเยิ้มเปื้อนเบาะหนัง กลิ่นเหม็นคาวจากก้อนเลือดทำให้หล่อนแทบจะลืมวิธีหายใจไปตลอดกาล

เสียงหวีดของความตายพุ่งเข้ามาหาอีกครั้ง มันทะลวงผ่านกระจกหลังจากที่แล่นเฉียดใบหูหล่อนที่กำลังจะทรุดตัวลงหมอบ หญิงสาวรู้สึกชาไปทั้งตัว ผมบลอนด์เปื้อนเลือดที่ตกลงปรกท่อนแขนเป็นภาพเลือนราง บางทีชีวิตหล่อนคงจบสิ้นลงที่นี่

จากนั้น อาเธอเรีย มัวร์ ก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


New York City, ฤดูใบไม้ผลิ
มีนาคม 13, 2015


“เย็นวันนี้ก็ช่วยไปรับเธอให้ทีนะ...เหมือนอย่างเคย”

เสียงของผู้บริหารดังขึ้นขณะรถเคลื่อนผ่านเงาต้นไม้ใหญ่ข้างทาง

บอดี้การ์ดสาวละสายตาจากกระจกหน้าชั่วครู่ “รับทราบค่ะท่าน” หล่อนตอบ ชำเลืองมองปกหนังสือที่พิมพ์ด้วยภาษาที่หล่อนไม่รู้จักและเรือนผมสีเงินของเจ้านายผ่านกระจกมองหลัง

“...แย่หน่อยนะที่ต้องมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้กับเด็กวัยรุ่นที่ไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่าม” เขาเปรย “ฉันน่าจะฟังความเห็นของคริสก่อนที่จะจ้างเธอมา”

อาเธอเรีย มัวร์ เลื่อนสายตาผ่านผมบลอนด์ของตนในแผ่นกระจก ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับว่าอะไร

“อันที่จริงฉันเองก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรกับงานที่ต้องไปคอยตามเฝ้าใครขนาดนั้นหรอก” นายจ้างของหล่อนพูดต่อ “เพียงแต่ว่าฉันมีลูกสาวแค่คนเดียว แถมช่วงนี้ก็มีคดีอะไรแปลก ๆ ด้วย ดังนั้นฉันก็เลยอาจจะทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองไปหน่อย” เขาหัวเราะเบา ๆ ปิดหนังสือ แล้ววางมันลงข้างเบาะนั่ง

การ์ดผมบลอนด์หันหน้าไปยิ้มบาง ๆ ให้เขาวูบหนึ่ง ด้วยรู้ดีว่าจุดประสงค์แรกของนายจ้างคือการจัดบอดี้การ์ดมาตามประกบลูกสาว แต่ว่าเจ้าหล่อนปฎิเสธ โชคดีที่สุดท้ายเขาก็สามารถกล่อมให้หล่อนยอมให้การ์ดไปรับไปส่งได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้อาเธอเรียต้องมารับหน้าที่นี้พร้อม ๆ กับการดูแลเจ้านายตน
“พ่อของคุณเป็นคนเก่งมาก คุณมัวร์” เขาสานบทสนทนาต่อ

ดวงตาเรียบเฉยของหญิงสาวชำเลืองมองดักลาส เทย์เลอร์ผ่านกระจกอีกครั้ง

“ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะทำงานให้พวกนักการเมือง ก็...คุณคงรู้อยู่แล้วล่ะนะ โชคดีมากที่เคยได้มืออาชีพอย่างเขามาคอยคุ้มกัน”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานกับผู้ที่เคยช่วยเหลือพ่อของดิฉัน”

“น่าเสียดายที่เขาไม่อยู่แล้ว...” ดวงตาสีเทาจ้องไปยังจุดหมายปลายทางที่อยู่ไม่ไกล อาเธอเรียนิ่งเงียบ ไม่ตอบสิ่งใด และไม่มีใครกล่าวอะไรอีก

ความหลังเกี่ยวกับบิดาไม่ใช่สิ่งที่หล่อนอยากจะนึกถึงนัก

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“คืนนี้คุณหนูอยากจะทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?” อาเธอเรียกล่าวถามเจ้าของสีหน้าเบื่อหน่ายเบื้องหลังหล่อน

“ไม่รู้สิ” เด็กสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ จ้องมองทิวทัศน์ผ่านหน้าต่างจากที่นั่งบนเบาะหลัง

บอดี้การ์ดถามต่อในขณะที่เหยียบคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟกลางแยกเปลี่ยนสี “ทำไมวันนี้ถึงได้กลับเร็วละคะ คุณหนู?”

“เวเวอร์” คริสติน่า เทย์เลอร์เอ่ยชื่อคนที่อาเธอเรียจำได้ว่าเป็นแฟนหนุ่มหล่อน “ฉันล่ะเบื่อนิสัยกะล่อนเจ้าชู้ของหมอนั่นเต็มทน” เด็กสาวหันกลับมามองสารถีส่วนบุคคล “อีกอย่าง ฉันขี้เกียจผูกสัมพันธ์อะไรยาว ๆ กับคนที่มันไม่จริงใจ”

ความโล่งใจเล็ก ๆ โผล่ขึ้นในความคิดของหญิงสาวผมบลอนด์ ด้วยรู้ดีว่าเวเวอร์คนนั้นหาดีอะไรไม่ได้นอกจากเรื่องเงิน “ตามฉบับแบดบอยของแท้เลยนะคะ...”

“นั่นแหละ!” เด็กสาวในชุดเดรสสั้นสีขาวตอบ เริ่มอยากมีเรื่องพูดคุยกับองครักษ์ส่วนตัวเมื่อได้ยินคำว่า ‘แบดบอย’ จากปากของ มัวร์ บอดี้การ์ดสาวที่มุขตลกมักจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเสมอ “รู้อะไรไหม? ตั้งแต่ฉันเข้าไปข้างในคลับนั่น เจ้าหมอนั่นมัวแต่จ้องคนอื่น แล้วก็ทิ้งให้ฉันนั่งดื่มคนเดียว”

ในที่สุดอาเธอเรียก็รู้สาเหตุที่หล่อนต้องขับรถมารับคุณหนูคริสติน่าก่อนเวลา

“ดีแล้วล่ะค่ะคุณหนูที่เลิกยุ่งกับผู้ชายแบบนั้น” หล่อนหมุนพวงมาลัย “คนแบบนั้นคบกับใครก็มีแต่ทำให้ผู้หญิงเหนื่อยใจทั้งนั้นแหละค่ะ”

ใบหน้าของเด็กสาวเริ่มมีรอยยิ้มเล็ก ๆ เมื่อรถเริ่มเลี้ยว “...เคยมีประสบการณ์?”

“ดูด้วยสายตาคนทั่วไปก็รู้ว่าไม่เอาไหนค่ะ” อาเธอเรียตอบ “เหยาะแหยะ แล้วก็ใช้เวลาผลาญแต่เงิน”

“ฟังเธอพูดแล้วมันจุกแปลก ๆ” คริสติน่าถอนหายใจเบา ๆ ขยับมานั่งตรงกลางเบาะนั่ง “ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าเธอเคยมีชีวิตแบบเด็กทั่วไปรึเปล่า มีเพื่อนกับเขาบ้างมั้ย?”

อาเธอเรียตอบกลับโดยไม่ได้ละสายตาจากถนน “ตอนอยู่ที่อังกฤษฉันก็มีเพื่อนเหมือนเด็กทั่วไปค่ะ”

“มีเพื่อนด้วยงั้นหรือเนี่ย?” เจ้านายทำน้ำเสียงสูงเกินพอดี แต่บอดี้การ์ดรู้ดีว่าเด็กสาวไม่ได้จะเยาะเย้ยหล่อน

“ถึงจะมีแต่ก็ไม่ค่อยมีใครเป็นเพื่อนกับดิฉันค่ะ”

“ก็ทำหน้าเหมือนคนไร้อารมณ์ซะขนาดนั้น” คริสติน่าเอนหลังพิงเบาะ “แล้วทำไมถึงมาลงเอยกับอาชีพนี้ล่ะ”

อาเธอเรียลดความเร็วลง เงาตึกสูงจากทิวทัศน์ด้านข้างพาดทับกระจกรถ “เพราะพ่อของดิฉันทำงานนี้อยู่ และท่านก็เป็นคนพาฉันมาทำงานแบบนี้ค่ะ”

หญิงสาวผมบลอนด์เห็นคุณหนูขมวดคิ้วเล็ก ๆ ผ่านกระจกมองหลัง

“แล้วไม่มีความคิดที่จะทำอะไรอย่างอื่นเลยรึ? ทำงานเพราะพ่ออยากให้ทำเนี่ยนะ?”

“ฉันไม่มีอะไรที่อยากจะทำเป็นพิเศษอยู่แล้วค่ะ”

“เป็นพ่อที่เอาแต่ใจจริง ๆ”คริสติน่าเอ่ยเสียงเบา ซึ่งบอดี้การ์ดรู้ดีว่านั่นคือคำต่อว่าที่เด็กสาวมอบให้แก่บิดาของตน

คุณหนูขยับตัวเข้าไปใกล้กระจกรถอีกครั้ง “เคยคิดน้อยใจที่พ่อไม่เป็นห่วงตัวเองบ้างไหม? แล้วแม่ล่ะ?”

“คุณแม่เสียไปตั้งแต่ก่อนดิฉันจะเรียนไฮสกูล” อาเธอเรียตอบเจ้านายด้วยน้ำเสียงเฉยชา “จะเรียกว่าไม่มีเป้าหมายในชีวิตก็ได้ค่ะ”

หญิงสาวได้ยินเสียงถอนหายใจอีกครั้งพร้อมกับเสียงกระแทกเบา ๆ คริสติน่าเอาศีรษะพิงกระจก ละความสนใจจากองครักษ์ของหล่อนอย่างสิ้นเชิง

อาเธอเรียไม่พูดอะไรอีก จนกระทั่งเมื่อรถแล่นมาถึงช่วงสี่แยกอีกครั้งหล่อนจึงเหยียบเบรก ป้ายไฟที่เขียนว่า ‘L'invitato’ จากฝั่งกระจกซ้ายกระพริบเป็นจังหวะล่อตาหล่อน

‘อาหารอิตาเลี่ยน’

บางทีถ้าคุณหนูไม่อยากจะกินอะไรที่แม่ครัวทำไว้ หล่อนก็น่าจะพาเธอมาที่นี่ เจ้านายหล่อนยังคงนั่งมองทิวทัศน์ในอิริยาบถเดิม รถเริ่มเคลื่อนไปด้านหน้า หญิงสาวนึกขอบคุณการจราจรที่วันนี้ไม่ติดขัดมากนัก ก่อนจะเคลื่อนรถอีกครั้ง
เสียงอะไรบางอย่างตัดผ่านกระจกเรียกความสนใจหล่อน

ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นผ่านกระดูกสันหลังเมื่อกระสุนปืนพุ่งแหวกอากาศจนกระแทกกระจกข้างของอีกฝั่ง...
โดยไม่ต้องหันไปมองสภาพกระจกข้าง หญิงสาวรู้ดีว่ากระจกกันกระสุนฝั่งใกล้ตัวถูกยิง เฉียดจุดที่ควรจะเป็นลำคอหล่อนเมื่อสองวินาทีก่อน

กระสุนที่หนักพอที่จะทำลายกระจกนิรภัยรถ!

อาเธอเรียเหยียบคันเร่งสุดแรงตะโกนบอกคุณหนูที่กำลังตกตะลึงกับวัตถุที่เพิ่งทะลุผ่านบานกระจกไป “คุณหนู! หมอบล—“

เสียงของวัตถุแล่นผ่านอากาศอีกครั้ง และกระจกหน้าแตกเป็นรูโดยที่หล่อนยังพูดไม่จบ ความเจ็บปวดตรงหน้าอกทำให้อาเธอเรียตระหนักได้ว่าถูกยิง

สไนเปอร์ไม่ได้มีแค่คนเดียว

‘ด้านหน้า’

เชฟโรเล็ตพุ่งไถลกระแทกมุมตึก แรงกระแทกทำให้อาเธอเรียรู้สึกสะท้านไปทั้งตัวแม้ร่างจะมีเกราะกันกระสุนหุ้ม

หล่อนเจ็บ เจ็บมาก...

สายตาเลือนรางของหญิงสาวมองเห็นความโกลาหนภายนอก บางคนหมอบคู้อยู่ใต้เบาะรถ บางคนเปิดประตูวิ่งออกมาจากยานพาหนะ ประตูรถที่ว่างเปล่าหลายคันเปิดอ้าไว้ แทบจะไม่จำเป็นต้องหนีเสียด้วยซ้ำในเมื่อพวกเขาไม่ใช่เป้าหมาย

‘พวกเรา’

อาเธอเรีย มัวร์ ตะกุยตะกาย หล่อนกระแทกปุ่มปลดล็อคเข็มขัดนิรภัย ใช้ฝ่ามือจับเบาะนั่ง ถลันเข้าไปที่เบาะหลัง…

“คุณหนู...”

สีหน้าตื่นตระหนกของอาเธอเรียสะท้อนเป็นจุดแต้มเล็กๆในแววตาของอีกฝ่าย

ทันใดนั้น จุดแต้มก็แตกกระจาย!

ศีรษะของคุณหนูสะบัดหงายหลังตามแรงสะท้อนอันรุนแรง อาเธอเรียมองเห็นก้อนเลือดพุ่งกระเด็นติดกระจกและใบหน้าหล่อน ความคิดหล่อนกรีดร้องเมื่อกลิ่นคาวลอยฉุนติดจมูก

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว...

อาเธอเรีย มัวร์ตื่นขึ้นเมื่อแสงไฟจากรถตำรวจและเสียงสนทนาจากกลุ่มคน

“รู้สึกเป็นยังไงบ้าง? เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?” ชายที่หล่อนคาดว่าจะเป็นบุรุษพยาบาลกล่าวถาม

“ไม่ค่ะ ชั้น...” หญิงสาวรู้สึกได้ว่าตนนอนอยู่บนเตียงเลื่อนของรถพยาบาล เสื้อนอกรวมทั้งเสื้อเกราะกันกระสุนของหล่อนถูกถอดออก วางกองข้างล้อเข็น ภาพเบื้องหน้าคือท้องฟ้าดำมืด แสงกระพริบจากไซเรนรถตกกระทบผิวกระจกของตึกสูง

“อย่าเพิ่งขยับตัวนะครับ กระดูกคุณอาจจะหักหรือไม่ก็ช้ำใน...”

“ชั้นไม่เจ็บตรงไหนเลยค่ะ” หล่อนรีบพูด

เป็นความจริง...อาเธอเรียไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความหนาวเหน็บเกินจริงของต้นฤดูใบไม้ผลิในแมนแฮตตัน และความจริงที่ว่าหล่อนรอดชีวิตทำให้สติเริ่มปรากฏชัด

‘ความจริง’

หญิงสาวตระหนักได้ในทันทีที่คำว่าความเป็นจริงถาโถมเข้าใส่ หล่อนตระหนักได้ว่าตนทำพลาด

อาเธอเรียยันตัวลุกขึ้นนั่งในทันทีโดยไม่สนสีหน้าลนลานของบุรุษพยาบาล รอบกายหล่อนมีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝูงชนที่กำลังจ้องมองเวทีของฉากฆาตกรรม รถที่พุ่งเข้ากระแทกมุมตึกยังอยู่ตรงนั้น และดักลาส เทย์เลอร์ก็กำลังจ้องมองลูกสาวภายใต้ผ้าห่อศพ

‘...แต่ว่าฉันมีลูกสาวแค่คนเดียว’

สีหน้าโทมนัสของผู้เป็นบิดาทำให้ความภาคภูมิใจหล่อนเปรอะเปื้อน

…เปรอะเปื้อนด้วยการฉาบเคลือบของความรู้สึกผิดบาป

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วันอังคารที่ 16 มีนาคม

อาเธอเรียก้าวเท้าลงจากรถที่จอดนิ่ง ความชื้นและน้ำหนักของฝนพรำตกลงกระทบร่างหล่อนจนความเย็นซึมผ่านชุดสูท หญิงสาวจ้องมองลานหน้าโบสถ์ใหญ่ ผู้คนกำลังผ่านเข้าไปในประตู จากนั้นจึงมองเห็นเจ้านายที่กำลังยืนอยู่ใต้หลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร

ละอองฝนเม็ดเล็ก ๆ จากปรอยฝนเกาะทับเรือนผมสีเงินของดักลาส เทย์เลอร์ เขาหยุดบทสนทนากับที่ปรึกษาตนเมื่อเห็นหล่อนเดินเข้ามาหา “คุณมัวร์...”

“ค่ะ” อาเธอเรียตอบเสียงเบา

“ผมต้องขอตัวไปรับแขกท่านอื่นก่อน ช่วยพาลิซ่าเข้าไปในงานที” เขาพูด เผยรอยยิ้มจาง ๆ ให้หญิงสาวข้างกาย

...ช่างเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นเหลือเกิน

“คุณคอนเวย์ เชิญทางนี้ค่ะ” บอดี้การ์ดตอบสั้น ๆ แทบจะไม่กล้าสบตาผู้เป็นนาย ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญคนสนิทของเจ้านายให้เดินตามมา

แขกที่ยังอยู่ด้านนอกเริ่มบางตาลงแล้ว มัวร์จ้องมองเข็มนาฬิกาบนอาคารที่ตั้งขนาบตัวโบสถ์ เข็มสั้นที่ชี้ประมาณช่วงขวาล่างของวงกรอบบอกหล่อนว่าใกล้จะเริ่มพิธีสวด อาเธอเรียเดินนำที่ปรึกษาผ่านขั้นบันได มองตรงไปยังประตูที่เปิดอ้าอยู่ เบื้องหน้าเป็นซุ้มโค้งของเพดานหินอ่อน บานกระจกหลากสีภายในต้องตาหล่อน และรูปของผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสี่ก็กำลังจ้องมองหล่อนกลับมา...

“คุณคอนเวย์”

บอดี้การ์ดชะงักเมื่อมองเห็นใบหน้าเศร้าหมองของอีกฝ่ายที่ยังคงยืนนิ่ง

“ดิฉัน” ลำคอของหญิงสาวแหบแห้ง “ดิฉันขออภัยที่ช่วยชีวิตคุณหนูไว้ไม่ได้”

ลิซ่าเบนเสี้ยวหน้ามาทางหล่อน ขืนยิ้มที่มุมปาก “โปรดอย่าโทษตัวเองไปเลยค่ะ คุณมัวร์ ท่านเทย์เลอร์บอกฉันว่าคุณเองก็ถูกยิงเข้าจุดสำคัญ โชคดีมากแล้วที่ไม่เป็นไร เราต่างก็รู้ว่าคุณทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้วเพื่อปกป้องคุณหนู”

ทำเท่าที่จะทำได้...?

ไม่เลย...หล่อนทำอะไรไม่ได้มาตั้งแต่แรกแล้ว

ประกายบนวงแหวนสีเทอร์ควอยซ์ในดวงตาหล่อนหรี่แสงลงอย่างไร้ชีวิตชีวา อาเธอเรีย มัวร์ไม่อาจหาคำแก้ตัว...แม้จะไร้ซึ่งคำประณามหรือปราศจากคำสาปแช่งใด ๆ แต่หญิงสาวรู้ดีว่าข้อบกพร่องนั้นทำให้ความรู้สึกของหล่อนต้องมัวหมอง

ละอองฝนเยียบเย็นปลิวกระทบใบหน้าของทั้งคู่ในขณะที่คนในงานทยอยเข้าไปในโบสถ์กันจนหมด ลิซ่าในชุดไว้อาลัยสีหม่นยืนมองกลุ่มเมฆบนผืนฟ้ามืดครึ้ม เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกมวยขึ้นอย่างสุภาพแทบจะกลืนหายไปในฉากหลัง หล่อนไม่ได้ร้องไห้แต่นิ่งงันแบบคนที่ใจสลาย อาเธอเรียยืนข้างกายหล่อน ไม่กล่าวสิ่งใดและไม่กระทำสิ่งใดนอกจากยืนข้างกายหล่อน

บอดี้การ์ดยอมรับว่าก่อนหน้านี้หล่อนไม่ได้ให้ค่าที่ปรึกษาด้านการเงินของเจ้านายตนมากนัก ...ไม่ใช่แค่หล่อน ไม่ว่าใครต่างก็มอง ลิซ่า คอนเวย์ แบบนั้น

แทนที่จะเป็นบรรดานักการเงินฝีมือฉกาจที่มีประสบการณ์ยาวนานพอ ๆ กับอายุของหล่อน ลิซ่า คอนเวย์ โบรกเกอร์จบใหม่ที่เพิ่งทำงานในสถาบันการเงินได้แค่สองสามปีกลับเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูงอย่างดักลาส เทย์เลอร์...อาเธอเรียจินตนาการสีหน้าโกรธเคืองของคุณหนูออกอย่างชัดเจนในตอนที่หล่อนเห็นหญิงสาวที่แก่กว่าตนแค่ไม่กี่ปีมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่บิดา

แม้จะเอาแต่ใจและมีนิสัยเหมือนเด็ก แต่คุณหนูคริสติน่าก็ไม่ใช่คนโง่ หล่อนย่อมเดาได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันแบบใด และข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ปกครองของหล่อนเพียงแต่แยกกันอยู่โดยยังไม่หย่าร้างกันอย่างเป็นทางการก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของบิดากับเด็กรุ่นราวคราวลูกน่ากระอักกระอวนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบระหว่างภรรยาทางนิตินัยที่ตอนนี้อยู่คนละมุมโลกและยังบินมาไม่ถึงงานกับหญิงสาวที่รับใช้เขาอย่างภักดีแล้ว อาเธอเรียเริ่มเข้าใจถึงการตัดสินใจของเจ้านายหล่อน

บอดี้การ์ดลอบมองนัยน์ตาของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ความเสียใจเนื่องจากความตายของคุณหนูที่ตอนนี้นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงสะท้อนชัดในดวงตาสีเปลือกไม้ “เข้าไปกันเถอะค่ะคุณคอนเวย์” หล่อนเชิญ “พิธีสวดกำลังจะเริ่มแล้ว”

“คุณคิดว่าพวกเขาลอบสังหารคุณหนูทำไม?”

อาเธอเรียชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำถามที่ไม่ถูกที่ถูกเวลา ถึงแม้แท้จริงแล้วมันจะเป็นสิ่งที่หล่อนเองก็สงสัยอย่างที่สุด “ดิฉันไม่อยากจะด่วนสรุป” หล่อนแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่มันอาจจะเป็นเรื่องธุรกิจ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ดิฉันก็เกรงว่าท่านเทย์เลอร์และคนที่เกี่ยวข้องกับท่านอาจจะตกอยู่ในอันตราย”

“ท่านก็บอกกับฉันแบบนั้น” ลิซ่าตอบกลับบอดี้การ์ดข้างกายหล่อน จ้องมองไปยังมวลน้ำมหาศาลจากห่าฝนที่ตกลงกระทบพื้น “คุณคงทราบดีถึงความตรงไปตรงมาของท่าน ท่านสร้างมิตรเอาไว้มาก พอ ๆ กับที่สร้างศัตรู”

หญิงสาวผมบลอนด์ไม่อาจหาข้อโต้แย้งในเรื่องนั้น และการลงมือของปรปักษ์ทางธุรกิจก็ดูจะเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด

“ฉันไม่คิดว่านี่จะเป็นแค่การตักเตือน แล้วหยุดลงแค่นั้น” หล่อนว่าต่อ “ลงถ้าพวกมันฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของท่านแล้ว พวกมันก็คงจะเดินหน้าต่อจนกว่าเจ้านายของพวกเราจะพินาศ”

วิธีสังหารอุกอาจอันไร้ซึ่งความเมตตาบนท้องถนน ณ จุดศูนย์กลางของนิวยอร์ก อาเธอเรียเองก็มั่นใจเช่นกันว่าการโจมตีจะไม่มีทางยุติลง “หลังจากนี้เราต้องเพิ่มการคุ้มกัน บางทีท่านเทย์เลอร์อาจจะต้องหาหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าดิฉัน”

ลิซ่านิ่งเงียบไปสักพัก ทำสีหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจ “ขออภัย ฉันรั้งคุณไว้หน้างานนานเกินไปแล้ว พวกเราเข้าไปเคารพศพคุณหนูกันเถอะค่ะ”

บอดี้การ์ดพยักหน้ารับ และเดินตามหล่อนเข้าไปในทันที เก็บงำความรู้สึกมากมายไว้ในใจ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังเสร็จพิธีสวด เสียงเรียกของเจ้านายทำให้บอดี้การ์ดหันกลับไปมอง และสีหน้าโศกเศร้าของเขาก็ทำให้ลิซ่าไม่กล้าพูดอะไร

“คะ ท่านเทย์เลอร์”

“คุณช่วยไปส่งลิซ่าให้ทีนะ”

“แต่ว่า...”

“ไม่ต้องห่วงฉัน” ชายวัยกลางคนตัดบท “ทางนี้ยังมีการ์ดอีกหลายคน”

“ท่านคะ” ลิซ่าแทรกขึ้น “ดิฉันไม่เป็นไร...”

“ขอร้องล่ะ...” เขาวิงวอน “ผมไม่อยากจะเสียคนใกล้ตัวไปอีกแล้ว”

น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างน่าเวทนา

หลังจากผ่านไปชั่วครู่ ดูเหมือนดักลาสเพิ่งรู้สึกตัว เขาจึงหยุดคำพูดลงแค่นั้น และอาเธอเรียเพิ่งจะเข้าใจได้ในตอนนั้นเองว่าตนไม่เคยจ้องมองดวงตานายของตนชัด ๆ นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมกลางนิวยอร์ก ...นัยน์ตาสีโลหะอันไร้ซึ่งประกายชีวิตที่มองทะลุผ่านร่างกายหล่อนไปอย่างไร้จุดหมาย ทำให้บอดี้การ์ดหญิงผู้ซึ่งกำลังงุนงงกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ไม่คู่ควรเริ่มหยามน้ำหน้าตัวเอง

“ค่ะ…” หล่อนตอบรับอย่างเรียบ ๆ ไม่คิดจะปฏิเสธคำร้องขอของชายที่เพิ่งสูญเสียสิ่งสำคัญ ...ไม่ใช่ด้วยหน้าที่ แต่ด้วยความรู้สึกสมเพชตนเอง “ดิฉันขอรับปากว่าจะพาคุณคอนเวย์ไปส่งถึงที่พักอย่างปลอดภัยค่ะ”

ดักลาสพึมพำขอบคุณ ลิซ่าขยับเข้าไปใกล้เขา ยกมือขึ้นเหมือนจะสัมผัสอีกฝ่าย แต่ก็หยุดลงเมื่อคิดว่าตนอยู่ภายใต้สายตาของคนอื่น อาเธอเรียรีบเอ่ยปากขอตัว เดินตรงมาที่รถ เปิดประตูเข้าไปนั่งรอที่ปรึกษากล่าวล่ำลาผู้เป็นนาย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ระหว่างทาง ลิซ่าชวนหล่อนคุยเรื่องสัพเพเหระ ทั้งคู่ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนทนาเท่าไหร่ ทั้งหมดนั้นจึงเป็นเพียงการถามไถ่ตามมารยาทในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเท่านั้น หลังสิบนาทีของการโต้ตอบไปมาสั้น ๆ หญิงสาวผมดำเงาในชุดสีเข้มก็หยุดพูด และเลิกให้ความสนใจหล่อนโดยสิ้นเชิง

เมื่อบรรยากาศในรถเงียบสนิทลง มัวร์เหลือบมองที่ปรึกษาผ่านหางตา ลิซ่า คอนเวย์กำลังจมนิ่งอยู่กับความคิดตน อาเธอเรียไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังใคร่ครวญถึงเรื่องใด แต่สิ่งหนึ่งที่บอดี้การ์ดแน่ใจคือหล่อนกำลังเผชิญหน้ากับความกระวนกระวาย แม้ว่าอยากจะเอ่ยปากถามข้อสันนิษฐานเรื่องฆาตกร แต่ตัวหล่อนรู้ดีว่าลิซ่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบอก องครักษ์ที่อาจใกล้ถูกปลดระวางเพราะทำงานพลาดอย่างหล่อนไม่มีสิทธิ์ได้รับข้อมูลใด ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องรู้

นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนละความสนใจจากคนข้างกาย จ้องมองเส้นทางผ่านกระจกรถ

...หล่อนกำลังขับรถ
...หล่อนกำลังขับรถไปส่งคุณหนูถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ความคิดนั้นทำให้อาเธอเรียย้อนนึกถึงความรู้สึกแรกที่ได้รับรู้เมื่อรอดชีวิตมาได้ โทสะและความเกลียดชังถมทับหล่อน กลบฝังความยินดีทั้งมวลที่มี...

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากที่จอดเชฟโรเล็ทในลานจอดรถ อาเธอเรียเดินตามลิซ่ามาจนถึงห้องเพื่อหาอะไรในห้องหล่อนดื่มสักเล็กน้อย ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การเอ่ยชวนตามมารยาท และหญิงสาวก็รู้ดีว่าที่ปรึกษาไม่ได้ปรารถนาอะไรเช่นนั้น แต่บอดี้การ์ดก็ยังอยากที่จะไป เพราะหล่อนรับปากกับเจ้านายไว้แล้วว่าจะดูแลลิซ่า คอนเวย์จนกว่าเจ้าตัวจะเดินทางไปถึงที่พัก

ทันทีที่ลิซ่าเปิดประตูห้องพัก มัวร์ก้าวเข้าไปเป็นคนแรก กวาดตาสำรวจโดยรอบอย่างระวังภัย ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะหรือสัญญาณที่บอกว่ามีแขกไม่รับเชิญดักอยู่ในห้อง ลิซ่าเดินตามเข้ามาช้า ๆ กดสวิตซ์เปิดไฟที่เหลือจนสว่างทั้งห้อง ผายมือเชิญอาเธอเรียไปยังโซฟารับแขก “...รอฉันสักพักนะคะ คุณบอกว่าชอบดาร์จีลิง ใช่ไหม? ฉันว่าฉันน่าจะมีอยู่กล่องหนึ่งในครัว” สิ้นเสียงหล่อนตรงไปยังกระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่พาดตัวยาวเกือบตลอดหน้าตัดห้อง

จิตใต้สำนึกของบอดี้การ์ดกรีดเสียงแหลมใส่หล่อน

อาเธอเรียกระโจนออกจากที่นั่ง แต่ไม่ทันที่ปรึกษาที่แหวกม่านเปิดออกจนสุด ทันทีที่บอดี้การ์ดคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้ได้ หล่อนก็กระชากลิซ่าให้ออกห่างจากบานกระจกสูงข้างหน้าเต็มแรง!

บานกระจกแตกออก วัตถุเล็ก ๆ พุ่งแหวกอากาศเฉียดลำคอที่ปรึกษาไปเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร มันแล่นทะลุโซฟาหนัง ขยี้ขาตั้งของตั่งกระจกจนพลิกคว่ำและแตกกระจาย

อาเธอเรียกดตัวลิซ่าให้หมอบลงกับพื้น

“ไปหาที่กำบัง!” หล่อนสั่งที่ปรึกษา จากนั้นจึงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อสูท ดึง Glock ออกมาเตรียมพร้อมขณะมองตามลิซ่าที่ลากตัวเองกระเสือกกระสนเข้าไปหลังเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มที่ทำด้วยแกรนิต

หล่อนไม่รู้ว่าจะสวนกลับไปได้อย่างไร…แต่อย่างน้อยที่สุด ครั้งนี้หล่อนต้องไม่ทำพลาด

เสียงเพล้งอีกครั้ง กระสุนนัดที่สองพุ่งผ่านกระจก ทะลุเข้าไปในชั้นวางของ ขวดเหล้าราคาแพงทั้งราวร่วงลงมาแตกกระจาย อาเธอเรียหมอบลงต่ำ หาที่มั่นที่แข็งแรงที่สุด ปืนพกในมือไม่มีทางจะยิงไปถึงตึกฝั่งตรงข้ามในมุมที่อยู่สูงขึ้นไปอีกหลายเมตร หากหลังจากกระสุนนัดที่สอง ทุกอย่างก็เงียบสงบลง จนเวลาผ่านไปหลายนาที แม้จะยังไม่วางใจสนิทแต่หล่อนก็พอคาดเดาถึงวิสัยปกติของสไนเปอร์ที่จะไม่ปักหลังอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลังจากพลาดเป้า

หล่อนหันกลับมาเรียกหญิงสาวผมดำที่ยังคงหลบอยู่หลังเคาน์ตอร์บาร์ “คุณคอนเวย์คะ ช่วยโทรไป 911 ให้ทีได้ไหมคะ”

“ฉันแจ้งไปแล้วเมื่อห้านาทีก่อน” ลิซ่าคว้าขอบเคาน์เตอร์ไว้ พยุงตัวขึ้นมายืนตรงอย่างอ่อนแรง เส้นผมและเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยแอลกอฮอล์ “หวังว่าคุณจะไม่มีของผิดกฎหมายในรถนะ คุณมัวร์ อาวุธของคุณขึ้นทะเบียนถูกต้องทั้งหมดใช่มั้ย?”

“ค่ะ ทำไมหรือคะ?”

“ฉันบอกให้ตำรวจค้นรถของคุณด้วย”

แม้จะงุนงงกับเรื่องที่หล่อนพูด แต่อาเธอเรียก็ไม่ตอบอะไร

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจคุณหรืออะไรนะ” ที่ปรึกษารีบแก้ต่าง “ฉันแค่อยากจะแน่ใจว่า ‘พวกมัน’ ต้องการอะไรจากเรา”

เสียงฝีเท้านับสิบที่ประตูหยุดคำพูดของหล่อนไว้เท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยสวาทติดอาวุธครบมือหลายนายที่กรูกันเข้ามาทันทีที่พนักงานเปิดประตูห้องให้เป็นดั่งสัญญาณของความโล่งใจของทั้งคู่

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“เราตรวจพบอาวุธปืนหลายกระบอกในรถของคุณ นั่นใช่ของของคุณเองรึเปล่าครับ?” นายตำรวจที่เพิ่งเดินเข้ามาในล็อบบี้ของอาคารถามแทรกขึ้นระหว่างที่บอดี้การ์ดกำลังตอบคำถามของเจ้าหน้าที่อีกนาย

“ใช่ค่ะ” หล่อนตอบ ถอนหายใจเบา ๆ กับคำถามของนายตำรวจ ขณะนี้หน่วยสืบสวน ประกบด้วยหน่วยจู่โจมอีกหลายคนคงกำลังตรวจสอบจุดที่กระสุนพุ่งเข้าใส่ ก่อนจะลงลิฟต์มาชั้นล่าง หล่อนเห็นเจ้าหน้าที่บางส่วนกระจายตัวไปที่ตึกฝั่งตรงข้าม ชั้นที่เยื้องขึ้นไปจากห้องพักของลิซ่าชั้นหนึ่ง

“แต่ระเบิดใต้ท้องรถคงไม่ใช่ของคุณใช่มั้ย?”

เสียงของเจ้าหน้าที่เรียกความสนใจหล่อนกลับมา “อะไรนะคะ?”

“มีระเบิดติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถคุณ...” เจ้าหน้าที่พูดต่อ “มีคนจงใจลอบสังหารคุณด้วยระเบิด ดูจากร่องรอยน่าจะเพิ่งวางหลังจากที่คุณนำรถเข้ามาจอดในอาคารนี่ แต่ยังไงก็ต้องรอผลยืนยันจากทางแลปอีกที สิ่งที่เราทราบแน่ตอนนี้คือไม่ว่านี่จะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันไมต้องการให้คุณทั้งคู่รอดชีวิตแน่นอน” เขาพูดบางอย่างต่ออีก แต่หญิงสาวแทบจะไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้น นอกจากประโยคที่หล่อนจับใจความได้ว่า ‘ให้การที่สถานีตำรวจ’

‘แบบนี้เองรึ’

หญิงสาวผมบลอนด์โน้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ พลางมองหาที่ปรึกษาที่กำลังคุยโทรศัพท์ มีเจ้าหน้าที่สองนายยืนล้อมหล่อนอยู่เพื่อรอสอบปากคำ หล่อนกดวางสายพอดีกับที่บอดี้การ์ดเดินเข้ามาใกล้ หันไปขอร้องเจ้าหน้าที่เพื่อคุยกับการ์ดชั่วคราวของตนเป็นการส่วนตัวชั่วคราว ก่อนจะเข้ามาแตะแขนอาเธอเรียเบา ๆ เพื่อนำหล่อนไปที่มุมมุมหนึ่ง

“ทางท่านเทย์เลอร์ปลอดภัยดี” ลิซ่าแจ้งเสียงเบา กระชับผ้าขนหนูหนาที่คลุมไหล่เปียกชื้นไว้ “ดูเหมือนมันจะโจมตีแค่เรา...อย่างน้อยก็ในตอนนี้”

“อย่างนั้นหรือคะ” อาเธอเรียถอนหายใจด้วยสีหน้าเคลือบแคลง

“มีอะไรที่ฉันยังไม่ทราบไหมคะ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าหล่อน

“มีระเบิดติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถของดิฉันค่ะ” บอดี้การ์ดตอบ “คุณเชื่อจริง ๆ หรือว่าจะมีใครที่แค้นท่านเทย์เลอร์จนอยากจะตามฆ่าแม้กระทั่งบอดี้การ์ดที่เขาเพิ่งจ้างมาได้ไม่นาน?”

ลิซ่ากระตุกมุมปากคล้ายรอยยิ้ม แต่ในดวงตาไม่มีความยินดีใด “บางทีนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องธุรกิจ”


To be Continued
รูปภาพ

***MY FICTION***

- Destiny incarnate [คลิ๊ก]

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

- Eden


ฟิคเวียนแนว Thriller เรื่องใหม่ล่าสุดที่กลั่นจากจิตวิญญาณโดย Apayin, forng1998, franc และ resident ติดตามได้นะครับ[คลิ๊ก]

สารบัญฟิคชั่นของ Forng1998
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2091

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 31 ม.ค. 2015, 07:10

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

ตอนแรกเห็นแพรโพสฟิคเวียนนึกว่าจะเอาตัวละคร PR มาแจมเหมือนเคย แต่คราวนี้เป็นตัวละครใหม่ไปเลยก็ดีนะ ได้อ่านเรื่องออรินอกเหนือจาก RE บ้างก็ดีเหมือนกัน :e3

เห็นนักเขียนที่มาร่วมแจมครั้งนี้แอบแปลกใจแฮะ น้องคิมนี่โอเคเพราะเขียนฟิคประจำอยู่แล้ว แต่เนียร์กับแฟรงค์เนี่ยเรียกได้ว่าหายไปจากห้องฟิคนานมากกกกก ไม่นึกว่าจะได้เห็นงานเขียนของน้อง ๆ อีกแล้วนะเนี่ย สวดยอดเลย :e3

เปิด Prologue มาได้น่าสนใจดีค่ะ อ่านแล้วรู้เลยว่าแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมแบบที่เราชอบแน่นอน แบบนี้น่าติดตาม ๆ แค่อ่าน Prologue ก็แอบลุ้นแล้วนะเนี่ย เนื้อเรื่องต้องสุดยอดแน่นอน ><

Chapter I ของน้องคิมนี่เปิดมาก็บู๊สะบั้นหั่นแหลกไม่ให้หายใจหายคอกันเล้ย ว่าแต่ไม่ได้อ่านงานน้องมานานมาก ตอนนี้เห็นพัฒนาการชัดเลย แถมดูเกลี่ยบทตัวละครเก่งขึ้นด้วยนะ ชอบค่ะ ^^ มัวร์นี่สมกับบอดี้การ์ดดีนะ จริงจังมุ่งมั่นดี แต่ยังเด็กอยู่มากมีไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ น่าจะเก่งขึ้นได้อีกมากแน่นอน ส่วนลิซ่าเนี่ยเท่าที่อ่านดูเป็นคนไม่มีพิษสงอะไร แต่ตอนท้ายเรื่องแอบเห็นแววบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าตัวละครนี้น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ พอมาดูประวัตินี่แบบว่า โห เห็นหน้าแบ๊ว ๆ ใส ๆ แบบนี้ชีไม่ธรรมดานี่หว่า ต้องมีทีเด็ดไรซ่อนอยู่ชัวร์ 555
<<

restpeakz

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 357

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 15:26

โพสต์ 31 ม.ค. 2015, 09:02

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

เปิดมาตอนแรกก็กระชากอารมณ์กันเลยนะครับ แอ๊คชั่นนี่ผู้แต่งบรรยายได้อารมณ์มากครับนึกภาพตามได้เลย

มัวร์นี่รับบทหนักตั้งแต่ต้นเลยแหะ หลังๆคงจะมีอะไรให้เธอต้องเผชิญอีกเยอะแน่เลย

รอติดตามตอนต่อไปอยู่ครับ เป็นกำลังใจให้ ผมขอตัวไปเข้าเวรต่อก่อนครับ T^T
v
v
v
v
เอาตามนั้นเลยครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ
แก้ไขล่าสุดโดย restpeakz เมื่อ 01 ก.พ. 2015, 11:31, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เมื่อถึงเวลาตายอย่าทำเหมือนคนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ที่เมื่อถึงเวลาตายก็คร่ำครวญและสวดวิงวอนขอให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกซักเล็กน้อย
"จงร้องเพลงลาโลกและตายอย่างวีรบุรุษ คืนสู่มาตุภูมิ"

MY FICTION
[กิจกรรมA-Z]Resident Evil : Insane Original fic by Nakon_World

รูปภาพ
<<

forng1998

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 851

ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มิ.ย. 2010, 15:12

ที่อยู่: thaibiohazard นี่สิก้าบ

โพสต์ 31 ม.ค. 2015, 13:48

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

ตอบเม้นท์

พี่วาว

ขอบคุณนะครับ >///< ไม่ได้มาอ่านเม้นท์พี่วาวนานมากเหมือนกันเลย ยินดีที่ได้โต้ตอบกันผ่านฟิคอีกครั้ง แล้วก็ดีใจมากๆที่ฟิคเรื่องนี้ออกสู่สายตาชาวโลกเสียที เพราะวางแผนร่วมกับนักเขียนท่านอื่นๆมาเป็นเดือนๆ ปวดหัวกันระนาว 555

สำหรับเนื้อเรื่องตอนแรกยังเปิดเผยอะไรไม่มากนัก แต่ว่าเรื่องเป็นแนว Thriller หักเหลี่ยมกันแน่นอนครับ

ส่วน "ทีเด็ด" ของลิซ่านั้นคืออะไรเดี๋ยวรอตามอ่านกันนะครับ (และอีกไม่นานตัวละครของท่านอื่นจะทยอยมาแน่นอน บอกแค่นี้เดี๋ยวหลุดสปอยล์หนัก 5555) ขอบคุณมากๆครับ :e7


คุณ restpeakz


มัวร์รับบทหนักจริงครับ แต่ตัวละครอื่นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และยังเปิดเผยอะไรได้ไม่มาก สปอลย์แน่นอน 5555555

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ ได้คอมเม้นท์มาก็มีกำลังใจขึ้นเยอะครับ

ปล.เรียกชื่อ user ตลอดคงไงๆอยู่ ขอเรียกพี่ม่อนละกันนะครับ อายุเยอะกว่าผมอยู่แล้วล่ะ ฝากเนื้อฝากตัวและฝากฟิคด้วยครับ :e7
รูปภาพ

***MY FICTION***

- Destiny incarnate [คลิ๊ก]

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

- Eden


ฟิคเวียนแนว Thriller เรื่องใหม่ล่าสุดที่กลั่นจากจิตวิญญาณโดย Apayin, forng1998, franc และ resident ติดตามได้นะครับ[คลิ๊ก]

สารบัญฟิคชั่นของ Forng1998
<<

bakura_soya

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 1700

ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ค. 2007, 22:59

ที่อยู่: ป้ายรถเมล์ T_T

โพสต์ 31 ม.ค. 2015, 17:47

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

เย้!! ตอนแรกคลอดออกมาแล้ว!! :e13

เป็นเพราะได้ผู้เขียนที่มีคุณภาพเยี่ยมหลายๆคนมาร่วมมือกัน.. มาถึงก็เจอเนื้อเรื่องหนักๆเลยทีเดียว :e3
อ่านไป ลุ้นไป เอาใจช่วยคุณมัวร์สุดๆ

เปิดเรื่องหนักๆแต่แรกเลย แล้วเรื่องจากต่อนี้คงยิ่งกว่านี้แน่ๆ
เล่าตัวละครทั้งหลายจะต้องพบเจออะไรอีก ชักจะอดใจไม่ไหวแล้วฮะ :e13

ปล. อ่านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่มัวทำนู่นนี่ต่อก็เลยลืมโพส = ="
ปล2. ไม่ได้เข้าบอร์ด (รวมทั้งห้องฟิค) มาสักพักแล้ว เอาเป็นว่าขอสวัสดีทุกๆท่านครับ :e13


------------------------------------------------------
V
V
V
V
V
V
V
ห้ามมาแข่งกันดองนาเหวย!! :e13
ขอฝาก Thaibiohazard on Facebook!! เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสารครับผม

----------------------------
<<

franc

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 3508

ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ค. 2007, 19:02

โพสต์ 31 ม.ค. 2015, 20:07

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

ต้องขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านจริงๆนะครับแหม่

ส่วนตัวผมนี่ไม่ได้เข้าบอร์ดเลยมาหลายปีละ ก็คงจะได้กลับมาเข้าบ้างช่วงนี้นี่แหละครับ

ส่วนตอนที่ 2 กับ 3 ต้องรออีกประมาณ 1-2 ปีนะครับ เพราะฟิคเราอัพปีละตอน รอคนเขียนจบปริญญาครับ(หลอกๆ)
>>> Rise To Risk : The Rewrite บทที่ 1 <<< By franc

>>> Eden : Prologue & Chapter 1 <<< By Apayin, forng1998, franc และ resident

รูปภาพ

กลับมาแล้ว(มั้ง?)ครับ ไว้เร็วๆนี้อาจจะมีผลงานมาให้ติดตามอีกนะครับผม
<<

OCS

ภาพประจำตัวสมาชิก

Licker
Licker

โพสต์: 114

ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ต.ค. 2012, 22:28

โพสต์ 01 ก.พ. 2015, 20:44

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

เย้!!! อ่าน Prologue และ Chapter 1 จบไปแล้ว สนุกมากค่ะ เป็นดราม่าที่อัดแน่นจริงๆนะ รู้สึกได้ถึงความ ลึกลับซ่อนเงื่อน ความเศร้าโศก ความอาลัยอาวร ความผิดหวังและสิ้นหวังของตัวละครดีค่ะ อีกอย่างนึงคือพอมาเห็นตัวละครของตัวเองโลดแล่นไปตามจังหวะของนักเขียนแล้วรู้สึกตื่นเต้นมากเลยนะ ฮี่ๆ

แต่มีบางประโยคนึงของ Chapter 1 ที่เราอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจนะคะ ว่าพฤติกรรมเจ้านายที่มองดูอาเธอเรียด้วยแววตาไร้จุดหมายนี้ทำให้อาเธอเรียรู้สึกอย่างไร?

"หลังจากผ่านไปชั่วครู่ ดูเหมือนดักลาสเพิ่งรู้สึกตัว เขาจึงหยุดคำพูดลงแค่นั้น และอาเธอเรียเพิ่งจะเข้าใจได้ในตอนนั้นเองว่าตนไม่เคยจ้องมองดวงตานายของตนชัด ๆ นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมกลางนิวยอร์ก ...นัยน์ตาสีโลหะอันไร้ซึ่งประกายชีวิตที่มองทะลุผ่านร่างกายหล่อนไปอย่างไร้จุดหมาย ทำให้บอดี้การ์ดหญิงผู้ซึ่งกำลังงุนงงกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ไม่คู่ควรเริ่มหยามน้ำหน้าตัวเอง"

รออ่าน Chapter ต่อไปนะคะ :e3
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 06 ก.พ. 2015, 00:35

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

อ่าห์....

ในที่สุดก็มาสักที ฟิคในตำนาน 5555555+ ขอโทษที่มาช้าครับ ยุ่งกับเอกสารทางราชการทหารอยู่

อยากอ่านมานานแว้ว เรื่องแนวหักเหลี่ยมเฉือนคม มัวร์กับลิซ่าเท่ห์มากครับ อยากรู้จักเลยว่าตอนต่อไปใครจะปรากฏตัวบ้าง :e13
<<

restpeakz

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 357

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 15:26

โพสต์ 13 ก.พ. 2015, 21:41

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

ผมนี่เอาเสื่อมาปูรอรัวๆเลยครับ

ว่าแต่ใครจะเป็นคนแต่งพาร์ทต่อไปกันนะ
เมื่อถึงเวลาตายอย่าทำเหมือนคนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ที่เมื่อถึงเวลาตายก็คร่ำครวญและสวดวิงวอนขอให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกซักเล็กน้อย
"จงร้องเพลงลาโลกและตายอย่างวีรบุรุษ คืนสู่มาตุภูมิ"

MY FICTION
[กิจกรรมA-Z]Resident Evil : Insane Original fic by Nakon_World

รูปภาพ
<<

franc

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 3508

ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ค. 2007, 19:02

โพสต์ 13 ก.พ. 2015, 22:16

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Chapter II: Skeptics
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 17 มีนาคม 2015

“เชื่อผมเถอะครับ ผมกำลังตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ”

เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอย่างจริงจัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเผยความกระวนกระวายใจออกมา เนื่องจากไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาเลยสักคน

นายตำรวจพุงพลุ้ยนั่งกอดอกเอนหลังจ้องมอง โยชิ เจ้าของผมกระเซิงสีเดียวกับนัยน์ตาของเขาอย่างเบื่อหน่าย

“จริง ๆ นะครับ ผมรู้สึกมาหลายวันแล้วว่ามีคนตามผมมาจริงๆ ผมไม่ได้คิดไปเองนะครับ!”

“แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะมีคนไปสะกดรอยตามคนเอเชียธรรมดาๆอย่างแกเล่า” เจ้าหน้าที่เอ่ยอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะถอนหายใจพร้อมกับหันหน้าไปดูรายการถ่ายทอดสดเบสบอลในโทรทัศน์ต่อ

‘…ไร้สาระน่า แกคิดจะเรียกร้องความสนใจจากมารีนล่ะสิ ชิ ฉันไม่ยอมให้แกมายุ่งกับดอกไม้ของสถานีเราหรอกโว้ย…’

“ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเหตุผลอะไร แต่มันมีคนสะกดรอยตามผมมาจริง ๆ!! คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าช่วงนี้มันมีการลักพาตัวและการฆาตกรรมเกิดขึ้นตั้งมากมาย! คุณต้องส่งเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลผมก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น! มันเป็นหน้าที่ของพวกคุณนะ!!” โยชิยังคงยืนกรานในสิ่งที่เขาได้พบเจอมาในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา มันไม่ใช่การคิดไปเองอย่างแน่นอน เขามั่นใจ

“นี่ฟังนะ ไอเรื่องแบบนี้มันมีกันทุกวันอยู่แล้วโว้ย ที่นี่คือนิวยอร์กนะ ถ้าอยากปลอดภัยก็กลับไปอยู่โตเกียวนู่น” จอห์น นายตำรวจผู้เกียจคร้านตอกกลับโยชิพลางชี้นิ้วลงพื้นเพื่อจะสื่อย้ำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

“มะ ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย! นี่คือหน้าที่ของพวกคุณนะ! พวกคุณต้องคุ้มครองประชาชนสิ! ไม่ใช่ว่า…”

“เออ โอเค ๆ งั้นเดี๋ยวฉันจะรับเรื่องของแกไว้ แล้วเดี๋ยวจะให้คนไปส่งที่บ้านแล้วกัน ส่วนเรื่องไอที่ว่าจะให้คนไปคุ้มครองน่ะ เดี๋ยวฉันจะเก็บไว้พิจารณาอีกทีก่อน โอเคนะ”

จากนั้นเจ้าหน้าที่จอห์นก็ได้ลงบันทึกประจำวันเรื่องของโยชิไว้ และให้นายตำรวจอีกคนไปส่งเขาที่บ้าน แต่เด็กหนุ่มก็รู้ว่าจริงๆแล้วตำรวจทั้งหลายไม่ได้คิดจะสนใจกับเรื่องของเขาจริง ๆ จัง ๆ เลยสักคน…

.
.
.

ในช่วงสัปดาห์หลังจากที่เริ่มมีความรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม โยชิก็ต้องตกอยู่ในความกังวลตลอดเวลา ความรู้สึกที่มีคนคอยตามติดอยู่ตลอดนั้นทำให้เขาวิตกจนไม่กล้าที่จะไปสถานที่ที่มีคนน้อย แม้ว่าในความจริงแล้วเขาจะเกลียดสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านก็ตาม แต่ตอนนี้ความปลอดภัยของตัวเขาเองต้องมาก่อน เด็กหนุ่มเพียงแต่ใช้ชีวิตทั้งวันอยู่ในบ้านและที่ทำงานเท่านั้น หลังเลิกงานก็รีบตรงกลับบ้านทันที เขาต้องการที่จะไปถึงที่บ้านให้เร็วที่สุด ไปยังสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและสบายใจมากที่สุด เขาพยายามที่จะมองสังเกตรอบตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะระหว่างเดินทางว่ามีรถคันใดขับตามเขามาหรือไม่ หรือที่ทำงานที่ต้องคอยตรวจสอบว่ามีอะไรผิดแปลกไปหรือเปล่า กระทั่งในบ้านของตน เขาเองก็ยังไม่อาจนิ่งนอนใจว่าจะไม่มีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้ ที่สถานีตำรวจก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่เชื่อในคำพูดของเขา ไม่มีการสืบหาเรื่องราวใดๆ ไม่มีความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ ความรู้สึกที่คับแน่นในอกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตอนใดเลยที่เขาจะสามารถทำใจให้สงบจากเรื่องนี้ได้ ในสามสี่คืนหลังเขาถึงกับต้องพึ่งยานอนหลับที่เก็บไว้สำหรับเวลาที่ต้องการพักผ่อนหลังจากการทำงานหนักเท่านั้น บางครั้งโยชินึกถึงพ่อเลี้ยงของตน หลายครั้งเขามีความคิดที่อยากจะขอความช่วยเหลือจากนักธุรกิจชั้นสูงคนนี้ แต่อีกใจก็ไม่อยากให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงของตนต้องเป็นห่วง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เทรเวอร์ เมอร์ฟี่ อดีตหน่วยเรนเจอร์ของประเทศ ด้วยรูปร่างที่ดูบึกบึนแม้ความจริงจะไม่ได้มีกล้ามเนื้ออะไรมากมาย รวมถึงไม่ได้มีความสูงกว่าคนทั่วไปสักเท่าไร แต่ด้วยลักษณะนิสัยทีดูโผงผางก็มักจะทำให้ผู้คนรอบข้างมองว่าเขาเป็นพวกอันตรายที่ไม่น่าเข้าไปอยู่ใกล้ ซึ่งความจริงพวกเขาอาจคิดถูก?

เทรเวอร์เป็นเพื่อนร่วมงานกับโยชิ เนื่องจากปัจจุบันเขาผันตัวเองมาทำอาชีพนักเขียน ซึ่งก็จะได้ภาพถ่ายของโยชิมาใช้ประกอบในงานเขียนของเขาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งคู่จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อเห็นว่าเพื่อร่วมงานของตนดูผิดปกติไปจึงอดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้

“เฮ้ แพททิสัน พักนี้นายดูโทรม ๆ นะ ยังกับคนอดนอน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เทรเวอร์เริ่มบทสนทนากับเพื่อนร่วมงานของตนพลางยกแก้วเอสเปรสโซ่ของโปรดขึ้นจรดปาก

โยชิละสายตาจากแลปทอปของตนหันมาหาผู้เป็นต้นเสียงก่อนที่จะถอนหายใจยาวๆ

“อกหักมาหรือไงไอ้หนุ่ม? คนหนุ่มนี่ดีจริง ๆ น้า”

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ คือช่วงนี้ผมรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามผมอยู่ แต่ไม่มีใครเชื่อผมเลย” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูอิดโรยอย่างที่เขาเห็นได้ชัด น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเจือไปด้วยความกังวลและความเหนื่อยล้า

“หืม?”

“ช่างมันเถอะครับ ผมไม่อยากจะพูดเรื่องนี้กับใครอีกแล้ว” โยชิเบือนหน้าหนีจากคู่สนทนาหันกลับไปทำงานของตนต่อ

“เฮ้ อย่าเพิ่งน้อยใจสิ ฉันฟังอยู่นะ” อดีตหน่วยเรนเจอร์เห็นท่าทีอีกฝ่ายว่าดูจริงจังจึงเรียกให้เล่าต่อ

ช่างภาพหนุ่มหมุนเก้าอี้กลับมา

“มันตามติดผมตลอดเวลาเลย เหมือนจะรอให้ผมอยู่คนเดียว ซึ่งปกติแล้วผมก็อยู่คนเดียวแทบจะตลอดนั่นแหละ แต่ยังดีที่ย่านที่ผมอยู่มันค่อนข้างจะคึกคักแล้ว พวกกำแพงตึกต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีความหนาอะไรมากมาย เพราะงั้นถ้าทำอะไรก็จะได้ยินกันหมด”

“อ่าฮะ ว่าต่อ” นักเขียนอิสระเริ่มสนใจในเรื่องของเด็กหนุ่มคนนี้มากขึ้นไปทุกที เพราะว่าเขารู้จักโยชิดี เขาไม่ใช่เด็กที่จะมาเล่าเรื่องโกหกไร้สาระอะไรให้คนอื่นฟัง

“ผมคิดว่ามันจะต้องต้องการอะไรสักอย่างจากผม ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แล้วก็ดูเหมือนว่าพวกมันจะคอยจับตาดูว่าในแต่ละวันแต่ละเวลาผมทำอะไรตอนไหนบ้าง บางทีผมก็คิดนะว่าผมอาจจะคิดไปเอง เพ้อเจ้อ ไร้สาระ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกมันทำให้ไม่สามารถคิดแบบนั้นได้จริงๆ ถ้าวันนึงผมต้องไปไหนไกล ๆ คนเดียว…”

“เฮ่ย นี่มันมันไม่ไร้สาระแล้วนะ พักนี้มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นเยอะแยะจะตายไป ยังไงจากที่นายเล่ามามันก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆแล้วล่ะ ไปแจ้งความเถอะ”

“ผมไปมาแล้วครับ เมื่อสามวันที่แล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อผมเลย บางคนก็หาว่าผมหาเรื่องเรียกร้องความสนใจจากตำรวจหญิงคนนึง”

“มารีน แองเจล น่ะเหรอ?”

โยชิชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบคำถาม

“… ครับ”

“อ้อ แม่สาวผมบลอนด์คนนั้น ก็ไม่แปลกหรอกที่นายจะชอบ ก็เธอทั้งสวยทั้งเซ็กซี่ขนาดนั้นนี่นะ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านายชอบแบบนี้”

“ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่แบบนั้น คือ ผม ก็ คือว่า… เธอเคยช่วยผมตอนที่กระเป๋าเดินทางหายน่ะครับ ผมก็เลยรู้สึกขอบคุณเธอ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มหลบตาคู่สนทนา ตอบคำถามอย่างตะกุกตะกัก

“แล้วก็เลยชอบเธอด้วยเลยสินะ?”

ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่ายที่กำลังก้มหน้าอยู่ แต่ตัวเขาเองก็สังเกตได้ถึงความแดงของใบหน้าช่างภาพของตน

‘…คนหนุ่มนี่ดีจริงๆด้วยสิ…’ เขานึกในใจพลางยิ้มให้กับความน่าเอ็นดูของโยชิ

“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นนะครับ ประเด็นก็คือ เพราะเรื่องนี้ พวกเขาจึงไม่เชื่อผม” โยชิรีบตอบปัดเปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา ซึ่งก็เห็นได้ว่าหน้าของเขายังคงแดงเรื่อไม่หาย

“ว่าแต่ไอพวกมิชเชอลินห่านี่แม่งไม่ได้เรื่องจริง ๆ วัน ๆ แม่งเอาแต่นั่งทำตัวป็นมาสคอตยางรถ เมืองนี้แม่งถึงได้มีอัตราอาชญากรรมสูงแบบนี้ไง นี่แม่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะ เอาเหตุผลส่วนตัวไร้สาระมาปนกับงานเนี่ยนะ แพททิสัน นายไปกับฉัน เราจะไปแจ้งความกันอีกรอบ”

“แต่ว่า ตอนที่ผมไป พวกเขาไม่ได้แค่ไม่เชื่อนะครับ แต่ไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ ถ้าไปอีก…”

“ถ้ามันไม่รับ เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าแม่งงี่เง่าไร้สาระห่าเหวอะไรอีก ไว้ฉันจะเขียนด่าเขียนแฉมันด้วย เรื่องพวกนี้ขายดีอยู่แล้ว”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ทั้งคู่ได้มาถึงสถานีตำรวจดังกล่าว เมื่อเทรเวอร์และโยชิก้าวเข้าไปในสถานีก็พบกับนายตำรวจผู้ลงบันทึกประจำวันให้กับโยชิ แต่ก็เพียงเพื่อให้โยชิไปไกลๆจากสถานีเท่านั้น

เจ้าหน้าที่จอห์นยืนคุยอยู่กับชายหนุ่มร่างสูง ดูจากรูปร่างแล้วเขาคงเป็นนายตำรวจอีกคนหนึ่งกระมัง เมื่อสายตาเบือนมาเห็นโยชิกลับมาพร้อมกับชายเจ้าของผมสกินเฮดสีดำอีกคน

“ไง ไอหนู พาพ่อมาคุยเหรอ?” นายตำรวจกล่าวขึ้นจงใจล้อเลียนโยชิ เพราะแน่นอนว่าเขารู้อยู่แล้วจากรูปร่างหน้าตาว่าเทรเวอร์ไม่ใช่พ่อของโยชิแน่นอน

เมื่อชายแปลกหน้าเห็นผู้มาเยือน จึงเอ่ยปากขอตัวไปนั่งรอที่อื่น

“เอ้า บอกเขาไปเลยโยชิ ว่านายเจออะไรมาบ้าง” เทรเวอร์ใช้ศอกสะกิดเด็กหนุ่มด้านข้าง

“ครับ คือ ผมยืนยันได้จริง ๆ นะครับ ว่ามีคนสะกดรอยตาม ผมยังรู้สึกได้จนถึงทุกวันนี้เลย ผมไม่ได้โกหกนะครับ” โยชิกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกลุ้มใจความกังวลใจและความกลัวถูกรวมออกมาในน้ำเสียง

“เฮ้ ๆ ฉันก็บอกแล้วไงว่ามันไม่มีอะไรหรอก นายน่ะคิดไปเอง ต่อให้นายจะมาพูดอีกเป็นร้อยรอบพันรอบพวกฉันก็ไม่เชื่อเฟ้ย” จอห์นพูดด้วยความรำคาญ แน่นอนว่าเขามีอคติกับเด็กหนุ่มคนนี้ ต่อให้มันเป็นเรื่องจริงเขาก็ไม่คิดจะช่วยโยชิอยู่ดี
“เข้าใจนะ งั้นฉันไปคุยธุระต่อก่อนล่ะ เสร็จธุระแล้วก็กลับไป อย่ามาเกะกะแถวนี้” แต่ก่อนที่จอห์นจะเดินหนีออกไป ผู้ร่วมทางของโยชิก็เอ่ยขึ้นมา

“คุณตำรวจ คุณเคยอ่านบทความเรื่อง ‘เรย์ โรเพน’ หรือเปล่า?”

จอห์นทำหน้าสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะนึกขึ้นได้

“เรย์ โรเพน ตำรวจที่ทำทุจริตแล้วโดนแฉด้วยไอ้บทความนั่นน่ะนะ อื้อ ฉันเคยได้ยินอยู่ แล้วทำไม?”

“ฉันเป็นคนเขียนบทความนั้นเอง ก็ไม่คิดหรอกนะว่ามันจะได้ผลดีขนาดนั้น แต่บางทีฉันอาจจะได้ทดสอบอีกครั้งก็ได้นะ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของนักเขียนอิสระ

ระหว่างที่คุณตำรวจกำลังตกใจจนนึกตอบโต้อะไรไม่ทัน ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากที่นั่งพักใกล้ๆนั้น ซึ่งเนื้อความในคำพูดนั้นยิ่งทำให้เขาตกใจมากขึ้นไปอีก

“น่าสนใจดีนี่”

เจ้าของเสียงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผู้ที่สนทนาอยู่กับเจ้าหน้าที่จอห์นเมื่อครู่นี้นั่นเอง เขาลุกขึ้นมาจากที่นั่ง ค่อย ๆ สาวเท้าเช้ามาหาทั้งสอง

“ไหน นายลองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังหน่อยสิ”

“นายเป็นใคร” อดีตหน่วยเรนเจอร์เอ่ยถามคนแปลกหน้า

“เรียกผมว่า ‘แอนดี้’ แล้วกัน” แอนดี้ตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม

“แอนดี้? นายคือเจ้าหน้าที่วอคเกอร์สินะ”

“รู้จักผมด้วยเหรอ?” เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง ทั้งยังไม่หุบรอยยิ้มบนปากนั่น ทำให้เทรเวอร์แอบอยากจะปล่อยหมัดใส่เขาสักหมัด

“พอดีว่าผมเป็นนักเขียนน่ะ แล้วก็มักจะเขียนเรื่องแนว ๆ นี้บ่อย ๆ จำพวกตำรวจที่ไม่ได้ความ ความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐ อะไรประมาณนี้”

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่ เจ้าหนุ่ม แล้วเรื่องของนายล่ะ?”

ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง เส้นผมสีน้ำตาลหวีเรียบ นัยน์ตาที่ไม่สามารถมองออกได้ว่ากำลังคิดอะไร กอปรกับรอยยิ้มที่ดูสบาย ทำให้ ‘แอนดี้’ หรือ ‘แอนดรูว์ วอคเกอร์’ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นได้อย่างดีในเรื่องที่อยู่ในใจของคนผู้นั้น เพราะความรู้สึกที่ดูผ่อนคลาย ทำให้คู่สนทนาของเขาไม่รู้สึกเกร็งที่จะเล่าสิ่งต่าง ๆ ออกมา โยชิเองก็เช่นกัน เขาเล่าทุกอย่างที่เขาได้ประสบมา ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีต่อตัวโยชิเองด้วย เพราะมีคนที่รับฟังเขาจริง ๆ จัง ๆ เสียที นอกจากนี้ บุคคลผู้นี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่อีกด้วย มันจึงทำให้เขาพอคลายความรู้สึกกังวลไปได้บ้าง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ลิซ่า คอนเวย์ นั่งอยู่เบาะหลังของรถตำรวจ สายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย แต่ในหัววุ่นวายกับหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วัน

ย้อนกลับไปเมื่อคืนที่ผ่านมา หล่อนถูกจ้องเอาชีวิตจากกลุ่มคนนิรนาม หล่อนไม่ทราบถึงสาเหตุของการกระทำนั้นด้วยซ้ำ ถ้าหากว่าในวันนั้น อาเธอเรีย มัวร์ บอดี้การ์ดของดักลาสไม่ได้มาส่งหล่อนถึงที่ห้องพัก หล่อนก็คงจะจบชีวิตลงไปแล้ว
หลังได้รถของอาเธอเรียคืน ตำรวจสองนายเสนอมาส่งพวกหล่อนถึงที่พัก แต่บอดี้การ์ดปฏิเสธและขอขับรถกลับเอง ลิซ่าคิดว่าแม้แต่ตำรวจเองก็คงไม่น่าไว้ใจนักในสายตาของหล่อน

หลังวิ่งอยู่บนถนนอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ก็มาถึงคอนโดส่วนตัวของอาเธอเรีย สำหรับลิซ่าที่นี่จะเป็นที่พักชั่วคราว เนื่องจากห้องของหล่อนนั้นถูกยิงเละเทะจนสิ้นสภาพไปแล้วเมื่อคืน ยังไม่นับเจ้าหน้าที่อีกเป็นโขยงที่กั้นสถานที่เกิดอาชญากรรมไว้เพื่อรอการตรวจสอบและเก็บหลักฐานอีกด้วย เมื่อคิดถึงภาพกระจกบานใหญ่ที่แตกกระจาย เฟอร์นิเจอร์ที่พรุนเป็นรู และชั้นวางเครื่องดื่มราคาสูงหล่อนก็รู้สึกหดหู่...อันที่จริงหล่อนน่าจะขอพวกตำรวจเอาไวน์ในตู้เก็บติดมาด้วยสักขวดสองขวดเพื่อดื่มปลอบใจตัวเองในคืนนี้

"ฉันเป็นหนี้คุณจริง ๆ คุณมัวร์" ลิซ่าเอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นหน้าที่ของดิฉันอยู่แล้ว” บอดี้การ์ดสาวไขกุญแจเข้าไปในห้องของตน โดยที่ไม่ลืมที่จะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัย เธอจึงเชิญให้ลิซ่าเข้ามา

อาเธอเรียถอดชุดสูทของตนออกนำมาพาดไว้กับที่แขวน เช่นเดียวกันกับลิซ่า ก่อนที่จะทิ้งตัวลงบนโซฟาคนละตัว พวกหล่อนต่างเหนื่อยอ่อนจากการให้ปากคำกับตำรวจในช่วงเช้าที่ผ่านมาเพราะตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อคืน ทั้งสองก็แทบจะยังไม่ได้ข่มตาลงพักผ่อนเลย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ที่ไม่มีใครพูดอะไร เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นถาโถมเข้ามาใส่พวกหล่อนมากมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว พวกหล่อนต้องการใช้เวลาสงบจิตใจของตน

“ฉันคงไม่รู้จะทำยังไงถ้าไม่มีคุณ..." ลิซ่าทำลายความเงียบขึ้น "คุณเมตตาฉันมาก แต่ฉันจะอยู่รบกวนคุณไม่นานหรอกนะคะ "

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณคอนเวย์..."

"เรียกลิซ่าก็ได้ค่ะ" หล่อนว่ายิ้ม ๆ "เราเองก็เป็นคนของท่านเทย์เลอร์ทั้งคู่นี่นะ?"

ความอึดอัดใจบางอย่างปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกฝ่าย แต่เพียงครู่เดียว ก่อนหล่อนจะพยักหน้ารับ "ค่ะ ลิซ่า ท่านเทย์เลอร์ได้มอบหมายให้ฉันดูแลคุณ การที่คุณมาอยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่ฉันยินดีอยู่แล้ว เพราะมันจะทำให้ฉันสามารถคุ้มกันคุณได้ง่ายขึ้น"

"กะไว้แล้วเชียวว่าคุณต้องตอบแบบนี้” หล่อนหัวเราะเบา ๆ “แต่มันคงจะไม่ดีหรอกค่ะถ้าฉันมาเป็นตัวถ่วงให้กับงานของคุณ เพราะอย่างไรเสียหน้าที่หนักของคุณก็คือการคุ้มกันท่านเทย์เลอร์"

"ไม่นะคะ ฉันคิดว่าถ้าหากเราทั้งคู่ตกเป็นเป้าหมายจริง ๆ การที่เราเข้าไปอยู่ใกล้กับท่านเทย์เลอร์อาจทำให้ท่านต้องมารับเคราะห์ไปด้วย” หล่อนเงียบไปอึดใจหนึ่ง "...เช่นเดียวกับคุณหนู"

ลิซ่ามองหาร่องรอยความโศกเศร้าในท่าทีของอีกฝ่าย แต่พบเพียงความเรียบเฉยบนสีหน้าและน้ำเสียง หล่อนรู้สึกได้ว่ามีความรู้สึกที่รุนแรงกว่าอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น แต่อาเธอเรียไม่มีวันถอดหน้ากากอันเยือกเย็นนั่นทิ้งไป

“ยังไงก็ตาม..." บอดี้การ์ดว่าต่อ "จากนี้ ฉันอยากขอให้คุณพบปะกับท่านเทย์เลอร์แค่ในเวลางาน และรีบกลับเข้าที่พักทันทีหลังเลิกงาน โดยฉันจะคอยเป็นคนรับส่งคุณเอง ส่วนท่านเทย์เลอร์ก็มีบอดี้การ์ดคนอื่นดูแลอยู่แล้ว คงไม่น่าเป็นห่วงอะไร”

ลิซ่าตกลงรับปาก เป็นที่แน่ชัดว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเทย์เลอร์และที่ปรึกษาทางการเงินของเขาไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับเสียเท่าไหร่ เพราะแม้แต่บอดี้การ์ดมาใหม่คนนี้ก็ยังทราบได้ อาจจะจากคุณหนูผู้ล่วงลับหรือใครก็ตามแต่ หากอาเธอเรียก็สุภาพพอที่จะไม่เอ่ยออกมาโดยตรงว่า 'ฉันรู้หรอกน่าว่าคนลูกสาวเพิ่งตายจะต้องการว่าที่เมียใหม่มาปลอบประโลมแค่ไหน แต่ตอนนี้โปรดอย่าเพิ่งไปกกกันอยู่ในที่ลับตาและอันตรายเลย เห็นแก่พระเจ้าเถอะ!'

สายเรียกเข้าจากเทย์เลอร์ที่ดังขึ้นในมือถือของลิซ่าดึงความสนใจจากคนทั้งคู่ หญิงสาวลุกขึ้น ขอตัวไปรับโทรศัพท์ที่มุมหนึ่งของห้อง ขณะที่อาเธอเรียยังเอนกายพิงโซฟาเหมือนเดิม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติด ๆ กัน บอดี้การ์ดสาวมีความรู้สึกว่าเป้าหมายของคนร้ายน่าจะเป็นหล่อนและลิซ่า ไม่ใช่เทย์เลอร์อย่างที่ตนคิดในทีแรก แม้จะยังไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่ามันเป็นนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ลางสังหรณ์และประสบการณ์ก็บอกหล่อนว่า ยิ่งพวกหล่อนอยู่ห่างจากเทย์เลอร์เท่าไหร่ นายของหล่อนก็ยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น

ในตอนนี้ทางตำรวจเองก็ยังมุ่งเป้าไปที่เรื่องความขัดแย้งทางธุรกิจที่มีเทย์เลอร์เป็นต้นเหตุ โดยมองว่ามัวร์และคอนเวย์ตกเป็นเป้าหมายการลอบสังหาร เพราะตัวการอาจเชื่อว่าทั้งคู่มีส่วนรู้เห็นเรื่องข้อมูลทางธุรกิจของเทย์เลอร์ อาจฟังดูน่าเชื่อในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่หล่อนไม่เห็นด้วย หากเป็นกรณีของลิซ่า คอนเวย์ก็พอเป็นไปได้ เพราะหล่อนเป็นคนใกล้ชิดกับเทย์เลอร์จริง แต่ในกรณีของหล่อนที่เป็นเพียงบอดี้การ์ดเพิ่งเข้ามาใหม่ ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ เลยว่าหล่อนจะไปร่วมรับรู้อะไรกับธุรกิจของบริษัท แต่กลับเป็นหนึ่งในคนที่พวกมันจ้องจะสังหารเสียให้ได้

ความคิดของบอดี้การ์ดหยุดชะงักลงเมื่อลิซ่าเดินกลับมาหาแล้วแจ้งว่าท่านเทย์เลอร์อนุญาตให้ตนลาพักงานตลอดอาทิตย์นี้เพื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

“ท่านเทย์เลอร์คิดว่าที่พวกเราเจอเหตุการณ์พวกนี้ก็เพราะท่าน " หญิงสาวนั่งลงตรงข้ามเจ้าบ้าน โน้มตัวเข้าหา พูดด้วยน้ำเสียงเกือบจะกระซิบ "...แต่ทั้งคุณและฉันไม่ได้เชื่อเช่นนั้นหรอกใช่ไหม?"

อาเธอเรียสบตาหล่อนนิ่ง “มีเพียงเวลาเท่านั้นแหละค่ะ ที่จะให้คำตอบกับเราได้”

"ถ้าอย่างงั้น เราก็ควรจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น?"

บอดี้การ์ดสาวพยักหน้า "ฉันไม่เห็นทางอื่นอีก"

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“อืม เรื่องมันก็แปลกมากจริง ๆ นั่นแหละ แล้วยิ่งพักนี้ก็มีคดีรุนแรงๆเกิดขึ้นเยอะซะด้วยสิ ว่าแต่ นายไม่เคยก่ออาชญากรรมอะไรมาแน่นะ? ไม่งั้นอาจจะเป็นได้ว่ามีคนเขาคิดแค้นนายอยู่จากสิ่งที่นายทำ”

เจ้าหน้าที่วอคเกอร์ยืนกอดอย่างใช้ความคิด เอ่ยถามเรื่องต่างๆจากโยชิ แพททิสัน ชายหนุ่มผู้อ้างว่าตนถูกสะกดรอย
โยชิไม่ได้พูดตอบใดๆ เพียงแต่ส่ายหน้าปฏิเสธคำถามดังกล่าว

“แล้วเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดล่ะ?”

ชายหนุ่มส่ายหน้าอีกครั้ง

“ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับปัญหาทางจิตใช่ไหม?”

ชายหนุ่มยังคงส่ายหน้าปฏิเสธถึงสิ่งที่ถูกถาม

“หรือความเกี่ยวข้องกับพวกแก๊งยากูซ่าอะไรพวกนี้ มีหรือเปล่า?”

“เฮ้ย นี่มันมากไปแล้วนะ!” เทรเวอร์อดทนฟังคำถามที่ออกมาจากปากของแอนดรูว์ไม่ได้ เขารู้สึกว่านี่มันเป็นการยัดเยียดว่ามันอาจจะเป็นความผิดของโยชิที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ เอง “โยชิมันจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกนั้นได้ไง เห็นเป็นญี่ปุ่นเข้าหน่อยเลยโยงเข้าไปมั่วแล้วสิ นี่มันเรื่องใหญ่นะเว้ย ชีวิตของคน ๆ นึงอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายเลยนะ อย่าพูดเหมือน…”

“เฮ้ๆ ใจเย็นสิคุณ!”แอมดี้ยกมือขึ้นแทรก “ผมแค่อยากรู้ว่านี่มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับไหน มันจะเป็นปัญหาระดับชาติที่พวกเราทุกคนอาจเจอกับตัวได้หรือเป็นแค่เรื่องส่วนตัวของวัยรุ่นที่แค่อยากตะบันหัวกันก็เท่านั้น ซึ่งผมก็หวังว่าจะเป็นข้อหลังนะ เพราะถ้าเป็นข้อแรก เพื่อนของคุณคงต้องเจอปัญหาที่หนักเอามาก ๆ แล้วล่ะ”

แอนดรูว์หยุดบทสนทนากับเทรเวอร์ลงที่ตรงนี้ ก่อนจะหันกลับไปถามคำถามกับโยชิอีกหลายข้อ เช่น โยชิเคยมีปัญหากับใครในเว็บบอร์ดที่เขาได้แสดงตัวตนไว้หรือไม่ หรือเคยมีปัญหากับลูกค้าที่เคยติดต่อด้วยหรือเปล่า ซึ่งฝ่ายผู้ถูกถามเองก็ส่ายหน้าปฏิเสธทุกคำถาม จนทำให้ผู้เป็นเจ้าหน้าที่เริ่มหมดคำถาม เพราะไม่ว่าถามไปเท่าไรโยชิก็ดูจะไม่เป็นคนที่มีศัตรูเลยแม้แต่คนเดียว

“โอเค งั้นวันนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนแล้วกัน นี่นามบัตรของฉันนะ เก็บเอาไว้ ถ้ามีอะไรติดต่อฉันมาได้เลยนะ แล้วเดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องส่งตำรวจไปเฝ้าที่บ้านให้สักสองคน แล้วช่วงนี้ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

แอนดรูว์บอกกับโยชิพร้อมกับยื่นนามบัตรของตนให้ ซึ่งโยชิก็พยักหน้ารับพร้อมกับกล่าวขอบคุณเบา ๆ

ทางด้านเทรเวอร์ที่รู้สึกหงุดหงิดกับคำถามที่เจ้าหน้าที่ผมเรียบคนนี้ กอปรกับการที่เจ้าหน้าที่คนอื่นไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องของเพื่อนร่วมงานตน จึงอดที่จะเอ่ยออกมาไม่ได้

“นี่ แล้วคุณก็ช่วยไปดูไอพวกที่เหลือให้ด้วยนะ ให้มันทำหน้าที่ให้สมกับตราที่อยู่บนหน้าอกหน่อย ไม่ใช่แค่มานั่งกินเงินภาษีไปวัน ๆ คนตั้งเท่าไรที่ตายไปเพราะความเฮงซวยของพวกตำรวจ สนใจบ้างมั้ยครอบครัวเขาจะรู้สึกยังไง ผมเคยไปสัมภาษณ์…”

“เฮ้ ๆ หยุดวีนใส่ผมได้แล้ว ผมเคยอ่านคอลัมน์ของคุณอยู่บ้าง แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเลยที่จะไปสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้ตาย ไม่กี่อย่างที่เกิดขึ้นก็คือการซ้ำเติมความรู้สึกสูญเสียของพวกเขา และรายได้กับชื่อเสียงของคุณเท่านั้นแหละ”

“นี่แกว่าอะไรนะ!?”

ก่อนที่ทุกอย่างจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ โยชิรีบที่จะห้ามทั้งสองโดยการลากเทรเวอร์ออกไปจากตรงนั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ในที่สุดโยชิและเทรเวอร์ก็ออกมาจากสถานี ระหว่างที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตน เทรเวอร์ก็ได้เอ่ยชวนให้โยชิมาพักกับตน ด้วยเห็นว่าหากโยชิไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวน่าจะทำให้ปลอดภัยได้มากกว่า แต่อีกฝ่ายก็เพียงแต่ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ

เทรเวอร์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับคิดอะไรอยู่ก่อนที่จะเอ่ยบางอย่างออกมา

“สงสัยฉันคงต้องบอกอะไรบางอย่างที่ไอเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้บอกนายแล้วล่ะ”

จากนั้นเขาก็ได้เล่าถึงเรื่องที่ตนได้เคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวของเหยื่อในคดีฆาตกรรมในระยะนี้ 9 ใน 10 ของเหยื่อทั้งหมดพูดเหมือนกันว่าทุกคนเคยไปคุยเรื่องนี้กับตำรวจหรือคนใกล้ตัวว่ามีถูกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่ได้มีใครให้ความสนใจ

“ฉันก็แค่รู้สึกว่า มันคล้าย ๆ กับสิ่งที่นายเจอ นี่ฉันไม่ได้กะจะพูดให้นายเครียดนะ ฉันเป็นห่วงนายจริง ๆ เพราะว่าฉันเชื่อในสิ่งที่นายเล่ามา แล้วฉันก็คิดว่าเรื่องนี้มันไม่ธรรมดาแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันจะลองตามสืบเรื่องนี้ดู แต่ว่า นายจะไม่ไปอยู่กับฉันสักพักจริง ๆ หรือ?”

โยชิยังคงส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธแล้วบอกกับเทรเวอร์ว่าตนไม่ได้ต้องการให้เทรเวอร์ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย หากมีคนที่คิดจะฆ่าเขาขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ไม่อยากจะให้เทรเวอร์ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย

“นั่นแหละ นายถึงไม่ควรอยู่คนเดียวไง ยังไงอยู่กันหลายคนก็น่าจะปลอดภัยกว่า พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”

“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมากจริง ๆ แต่ผมอยากกลับบ้านผมมากกว่า”

เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะกล่อมอีกฝ่ายได้สำเร็จ ผู้เป็นนักเขียนจึงยอมที่จะหยุดการรั้งคู่สนทนาไว้ แต่ก็ขอให้อย่างน้อยแวะมาทานข้าวที่บ้านตนบ่อย ๆ ก็ยังดี ซึ่งอีกฝ่ายก็ตกลงรับปาก

“ครับ ผมจะไป ได้เจอผู้คนบ้างก็น่าจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เอกสารต่าง ๆ เรียงรายกันอยู่บนโต๊ะอย่างมีระเบียบ แอนดรูว์ วอคเกอร์นั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ ขาทั้งสองพาดไว้บนโต๊ะตรงส่วนที่ไม่มีเอกสาร สายตาของเขาเคร่งเครียดกับการนั่งทบทวนเอกสารที่เกี่ยวกับ ‘การถูกจับตามอง’ ตามเอกสารมีหลายกรณีที่คล้ายคลึงกันกับกรณีของโยชิ โดยเหยื่อได้มีการแจ้งความไว้กับทางเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ทุกคนจะเสียชีวิตลงหลังจากที่มีการแจ้งความได้ไม่นาน หรือแม้แต่กรณีที่พฤติการณ์มิได้บ่งชัดว่าเป็นเหตุฆาตกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านอุบัติเหตุ หรือกรณีที่ดูคล้ายการฆ่าตัวตาย หนึ่งในสิบของเหยื่อทั้งหมดได้มีการพูดถึงเรื่องที่ตนรู้สึกว่ากำลังถูกติดตาม โดยเฉพาะในระยะสองเดือนที่ผ่านมา มีกรณีเช่นนี้เยอะกว่าปกติ การที่เขาได้ฟังเรื่องราวจากโยชิประกอบกับเอกสารที่ได้อ่า ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน ตอนนี้เขาไม่อยากให้โยชิตกเป็นเหยื่ออีกราย แต่ก็ไม่อาจทำการใดให้ใหญ่โตมีพิรุธได้ เพราะยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าในกรมตำรวจจะมีสายของพวกนั้นหรือไม่ แถมในตอนนี้ตัวเขาเองก็ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะอธิบายความเชื่อมโยงของกรณีต่าง ๆ ได้

“กลิ่นชักเริ่มตุๆแล้วสิเรื่องนี้”

หลังจากที่นักสืบเท็กซัสได้ใช้เวลากับการค้นหาเงื่อนงำของคดีต่างๆอย่างเคร่งเครียด เวลาก็ได้ล่วงเลยมามากมาย แสงไฟถูกเปิดให้ทำหน้าที่ของมัน สร้างแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดช่วงเวลากลางดึก ก็ปรากฏเสียงดังของกลุ่มคนขึ้น แอนดรูว์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ตรงไปเปิดประตูเพื่อหาว่าเกิดอะไรขึ้น

ภาพที่ปรากฏก็คือเจ้าหน้าที่สี่นายกำลังคุมตัวบุคคลสองคนมายังสถานี ทั้งคู่ต่างก็ตะโกนถกเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน ศีรษะโล้นเตียน ลักษณะค่อนข้างเจ้าเนื้อ แต่ด้วยหนวดเคราที่ยาวออกมาทำให้ก็คงจะดูน่ากลัวในสายตาคนทั่วไป อีกนายหนึ่งคือเด็กหนุ่มผมน้ำตาลทองใส่เสื้อช็อปสีน้ำตาล แต่ถึงแม้จะอายุอ่อนกว่าคู่กรณี แต่ก็ดูว่าไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่ายเลย

เมื่อเห็นว่าน่าจะเป็นเพียงเรื่องทะเลาะวิวาทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนกำลังสืบสวนอยู่ ณ ตอนนี้นักสืบที่ไฟติดแล้วจึงปิดประตูกลับเข้าไปทำงานของตนต่อ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่คนอื่นจัดการเรื่องตรงหน้าไป

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“นี่มันไม่ใช่ความผิดผมนะ! ตาลุงนี่นั่นแหละที่พุ่งเข้ามาจะชนผม! คิดจะฆ่ากันหรือไงวะลุง!!”

“จะชนอะไรล่ะ!! ก็แกนั่นแหละที่อยู่ ๆ ขับมาปาดหน้าฉัน ไม่ชนตายห่าไปก็ดีแค่ไหนแล้ว!!!”

“เฮ้ย! ให้มันน้อย ๆ หน่อยนะเว้ย! ผมก็ขับของผมอยู่ดี ๆ ลุงนั่นแหละที่อยู่ ๆ ก็พุ่งเข้ามา!”

ทั้งคู่ยังคงไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนไม่ผิด แต่เหตุที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอีกฝ่าย ซ้ำร้ายบริเวณที่เกิดขึ้นก็อยู่นอกเมืองเสียจนไม่มีกล้องวงจรปิดเสียอีก ท่าทางยียวนของอีกฝ่ายทำให้เด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าถึงกับบันดาลโทสะ ลุกขึ้นพุ่งตรงเข้าไปหาคนขับรถบรรทุกคู่กรณี ก่อนจะปล่อยหมัดขวาตรงเข้าไปที่ใบหน้าของเขาสุดแรง โชคดีที่อีกฝ่ายไหวตัวทัน หมัดขวาจึงเพียงแต่ถากคางของเขาไปเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เริ่มที่จะรุนแรงขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจึงกรูกันเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน แล้วบังคับให้พวกเขาสงบลง

หลังปรึกษากันได้สักพัก ทางตำรวจก็ตัดสินใจปล่อยชายหัวล้านผู้ขับรถบรรทุกไปชั่วคราวก่อนจะเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ ส่วนเด็กหนุ่มที่เป็นเจ้าของบิ๊กไบค์ซึ่งพังยับเยินไปจากเหตุการณ์นี้ถูกขอให้อยู่ให้ปากคำต่อ และถูกกังตัวไว้ชั่วคราว เนื่องจากเมื่อค้นประวัติแล้ว เขามีประวัติการทำผิดในเรื่องการจราจรอยู่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ความเร็วเกินกำหนด ตำรวจจึงปักใจเชื่อว่าเขานี่แหละน่าจะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ แถมยังเพิ่งจะก่อเรื่องกลางโรงพักเสียอีก

เมื่อถูกถามถึงพ่อแม่ที่จะสามารถมาประกันตัวได้ เด็กหนุ่มกลับให้แต่เพียงชื่อลุงของตนไปเท่านั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เวลาล่วงเลยมาถึงตี 2 ของวันพฤหัสฯ นักสืบแอนดรูว์ วอคเกอร์ยังคงนั่งต่อสู้กับบรรดาเอกสารในคดีที่เขาคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของโยชิ เมื่อได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนข้ามวัน ความรู้สึกอ่อนเพลียก็เข้ามาแทรกอย่างช่วยไม่ได้ เปลือกตาทั้งสองใกล้จะปิดลงบดบังนัยน์ตาสีเทาคู่แกร่งของเขาแล้ว เพื่อไม่ให้เผลอผล็อยหลับไปทั้งอย่างนี้ เขาจึงตัดสินใจลุกออกมาหากาแฟดื่ม

หลังจากที่ได้ผ่อนคลายไปบ้าง ระหว่างที่นักสืบแอนดี้จะเดินกลับเข้าไปยังห้องทำงานของตน ก็ได้เดินผ่านห้องขังของเด็กหนุ่มที่ถูกจับขังไว้เมื่อครู่

“ชื่ออะไรน่ะเรา?” เขาเอ่ยถามผู้ที่อยู่อีกฝากของกรงเหล็ก

เด็กหนุ่มหันมามองพร้อมทำตาขวาง เขากำลังหงุดหงิดกับการที่ต้องถูกจับมาขังอยู่ในกรงบ้า ๆ นี่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ ก่อนจะตอบอย่างห้วน ๆ

ฟรานซิส

“ไปทำอะไรมาล่ะ?” แอนดี้ถามต่อ

“ช่างมันเถอะ”

“แล้วจะมีคนมาประกันตัวหรือเปล่า?”

“เดี๋ยวลุงมา”

“ลุง? แล้วพ่อแม่ล่ะ?”

“ตายหมดแล้ว เลิกถามสักทีเถอะน่า!” เด็กหนุ่มทนไม่ไหว จึงตอบกลับไปด้วยเสียงแข็ง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่อีกฟากของลูกกรงกำลังยืนอ่านแฟ้มเอกสารอยู่ ทำให้เขารู้สึกว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ดูขยัน ต่างกับคนอื่น ๆ

“คุณเพิ่งย้ายมาประจำที่นี่เหรอ ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย?” ฟรานซิสเป็นผู้เริ่มบทสนทนาบ้าง

“อ้อ เปล่า ฉันเป็นหน่วยสืบสวนของรัฐบาลน่ะ ไม่ได้มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่งหรอก ก็ตระเวนไปทั่วตามคำสั่งเขานั่นแหละ” แม้ว่าจะเอ่ยปากตอบ แต่สายตาของนักสืบก็ยังคงจับจ้องอยู่บนเอกสารที่อยู่ในมือ

“กำลังทำคดีอะไรอยู่?” เด็กหนุ่มถามพลางชำเลืองมองไปยังแฟ้มอันอื่น ๆ ที่หนีบไว้ที่แขนของอีกฝ่าย

แอนดี้ละสายตาจากเอกสารในมือ มองหน้าเขา ก่อนที่จะเล่าว่าในช่วงที่ผ่านมาได้มีคดีที่ผู้เสียชีวิตหลายรายได้บอกกล่าวกับผู้อื่นว่าตนถูกติดตาม ก่อนที่ทั้งหมดจะเสียชีวิตลง ซึ่งเหยื่อทั้งหมดก็อายุไล่ ๆ กับฟรานซิสทั้งนั้น ทั้งยังบอกอีกว่าวันนี้ก็มีอีกรายหนึ่งที่เข้ามาแจ้งความไว้ พร้อมทั้งเตือนให้ฟรานซิสระวังตัว และกำชับว่าหากมีอะไรให้รีบมาแจ้งความไว้ก่อน

นักซิ่งหนุ่มหยุดนิ่งคิด ก่อนก็จะพูดขึ้นมา

“อืม...ผมคงไม่มีเรื่องนั้นหรอก ถ้าจะตายก็คงตายบนถนนนั่นแหละ พักหลัง ๆ นี้เจออุบัติบ่อยมาก ซวยชะมัด แต่ก็เอาเถอะ ก็ยังรอดมาได้ทุกครั้งล่ะนะ”

“พักหลัง ๆ ? งั้นเหรอ ประมาณเวลาได้มั้ย?”

“ก็ช่วงสองเดือนหลังนี่แหละ”

“แล้วพวกอุบัติเหตุที่นายเจอ คิดว่ามีว่ามันมีเกี่ยวข้องอะไรกันมั้ย?”

“ไม่รู้สิ แค่เอาชีวิตรอดมาได้ก็ดีแล้ว”

“ไม่เคยรู้สึกว่ามีใครมาปองร้ายอะไรนะ?” นักสืบถามต่อ

“ไม่อะ”

แอนดี้ลองถามคำถามต่ออีกสองสามถามคำถาม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติม เพราะอีกฝ่ายก็ตอบไม่มากไปกว่าคำว่า ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ

ทันใดนั้น ก็ปรากฏร่างของชายสองคนเดินตามเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเข้ามายังที่คุมขัง หนึ่งในนั้นคือผู้เป็นลุงของเด็กหนุ่มนักบิด ส่วนชายที่เดินคู่มาด้วยกันคือเทรเวอร์ เมอร์ฟี่นั่นเอง เมื่อแอนดี้และเทรเวอร์เห็นหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้

“คุณมาทำอะไรที่นี่?” แอนดี้เป็นฝ่ายเริ่มถาม

“ฉันมาเป็นผู้ค้ำประกัน”

“ค้ำประกัน?”

“พอดีว่าฉันกับลุงของเจ้าเด็กนี่เป็นทหารเก่าที่เคยไปรบด้วยกันที่อัฟกันฯ ก่อนจะแยกย้ายกันไปหลังเกษียณ ฉันไปเป็นนักเขียน หมอนี่ไปเปิดอู่ซ่อมรถ” ชายผิวดำเล่าพร้อมกับตบบ่าสหายเก่า

“พอดีว่าผมไม่ค่อยมีเงินเท่าไรน่ะครับ พักนี้ที่อู่ก็ไม่ค่อยจะมีกำไร ก็เลยได้เขามาช่วยไว้” ลุงของเด็กหนุ่มกล่าวเสริม

“เฮ่อ ตำรวจสถานีนี้มันเป็นยังไงกันวะ เก่งแต่กับคนที่ไม่มีทางสู้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ เนี่ย ซวยจริง แม่งเอ๊ย ต้องมาโรงพักเฮงซวยนี่สองรอบติด ๆ” เทรเวอร์บ่นขึ้นมาดัง ๆ จงใจให้ทุกคนได้ยิน ซึ่งทำให้แอนดี้ยิ่งรู้สึกเหม็นหน้าเขามากขึ้นไปอีก

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวฟรานซิส นักสืบแอนดรูว์ก็ได้เรียกนักเขียนเทรเวอร์เข้าห้องทำงานไปคุยกันเป็นการส่วนตัว สร้างความประหลาดใจให้นักเขียนอย่างมาก

“เอาตรง ๆ นะ” นักสืบเริ่มบทสนทนาก่อน “ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่น แต่ผมเป็นคนของรัฐบาล ทุกอย่างมันมีขั้นตอน จะไปทำลัดขั้นตอนมันไม่ได้หรอก แล้วก็ใช่ว่าผมจะอยากเสวนากับพวกนักข่าวอย่างคุณเท่าไหร่ แต่ในฐานะที่คุณเองก็เกาะติดเรื่องพวกนี้ไม่ปล่อยอยู่ แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็เป็นหลานของเพื่อนคุณ ผมเลยคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คุณควรจะรู้...”

ชายผิวดำไหวไหล่ เบะปาก ก่อนจะผายมือออก “ผมพร้อมฟังแล้วครับคุณนักสืบ”

แอนดี้กรอกตา ภาวนาว่าการตัดสินใจเล่าเรื่องคดีบาส่วนให้ไอ้นักเขียนปากสว่างนี่ฟังจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด “เพื่อที่ผมจะไม่ต้องเล่าซ้ำ คุณพอรู้อะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในระยะนี้บ้าง?”

“แหงอยู่แล้วว่าคดีพวกนี้มันไม่ธรรมดา” เทรเวอร์ลดระดับเสียงลง แต่ก็ยังไม่วายแฝงความทระนงไว้ในหางเสียง “นิวยอร์กปกติก็พวกตำรวจยั๊วเยี๊ยะอยู่แล้ว รัฐบาลส่งคุณมาก็เพราะคดีฆาตกรรมพวกนี้มันมีลักษณะร่วมกันที่ประหลาด หนึ่งคืออายุของผู้ถูกฆาตรกรรม 21-25 ปี ถ้าข้อมูลของผมไม่ผิดพลาด สองคือลักษณะที่ผู้ตายส่วนหนึ่งมาแจ้งความ หรือมาการเปรยกับคนใกล้ชิดว่าถูกติดตาม ผมเข้าใจถูกใช่ไหม?”

แอนดี้พยักหน้า” ใช่ ถูกต้อง แต่นั่นมันยังไม่ใช่ทั้งหมด...เอาจริง ๆ ผมก็ยังหาความเชื่อมโยงในข้อหลังนี้ไม่ได้หรอก ดังนั้นอย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรแล้วกันนะ แต่ผมพบว่าเหยื่อพวกนี้ส่วนใหญ่กำพร้าแม่แทบทั้งนั้น”

“ห่ะ? กำพร้าแม่นี่นะ มันเกี่ยวแน่หรือคุณ?”

“ก็บอกแล้วไงเล่าว่าผมยังไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่อยากให้นักข่าวอย่างคุณสะเออะไปเชื่อมโยงอะไรมั่วซั่วด้วย เข้าใจ๋? แต่ก็ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมเห็นแก่เด็กหนุ่มคนนั้นหรอก ถึงมันจะปากร้ายแต่ก็ดูเป็นเด็กดี แถมพักนี้เขาบอกผมว่าตนเองเจออุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อย ๆ ผมไม่อยากจะให้มันกลายเป็นฆาตกรรมอำพลางอะไรเทือก ๆ นั้น แถมถามอะไรมากไปกว่านี้ก็ไม่ยอมตอบ ผมคิดว่าในฐานะคุณที่อาจจะสนิทสนมกับเขามากกว่าผมอาจจะพอสอบถามอะไรเพิ่มได้...นี่ไม่ใช่แค่เพื่อการทำคดีของผมนะ แต่ฟรานซิสแล้วก็โยชิด้วย”

“ขอคำถามสุดท้าย” เทรเวอร์คลายมือที่กอดอกอยู่ออก เป็นสัญญาณว่าเขายอมเข้าใจอีกฝ่าย “นอกจากโยชิแล้ว แน่นอนว่าในระยะนี้คงมีคนมาแจ้งความแนว ๆ นี้อีกมาก และพวกเขายังไม่ตาย...พวกเราควรจะทำอะไรสักอย่างไหม?”

“แน่นอนว่ามี แต่ผมคงบอกข้อมูลอื่น ๆ มากไปกว่านี้ให้คุณตามไปรังควานพวกเขาไม่ได้หรอกนะ ยังไงผมจะหาทางส่งคนตามไปดูแลผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเอง ส่วนเรื่องของเด็กหนุ่มสองคนนี้ผมยอมพูดก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของคุณกับพวกเขา ขอให้เข้าใจด้วย”

เทรเวอร์นิ่งเงียบไม่ตอบโต้ ดูจากแววตาเขาเองก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่ไม่ได้ข้อมูลอะไรจากแอนดี้มากไปกว่านี้ แต่ในใจก็คิดว่าอีกฝ่ายคงจะจริงจังกับเรื่องนี้มากเช่นกัน ไม่ได้ละเลยเหมือนกับพวกตำรวจท้องที่ ตอนนี้เขาคงต้องดูแลฟรานซิสและโยชิไปเท่าที่ทำได้ก่อน

เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง ทุกคนมารวมตัวที่หน้าโรงพัก ฟรานซิสที่ถูกลุงดุนไหล่เบา ๆ ตรงเข้ามาขอบคุณเทรเวอร์ที่ช่วยมาประกันตัว นักเขียนอิสระบีบไหล่เด็กหนุ่มเบา ๆ และส่งนามบัตรของตนให้ พร้อมชวนให้ไปกินอาหารกลางวันร่วมกันในวันสุดสัปดาห์ เพราะเขาอยากจะพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับ ‘อุบัติเหตุ’ ดังกล่าวโดยละเอียด ‘เพื่อช่วยในรูปของคดีและการต่อสู้ในชั้นศาลน่ะ’ เขาอ้าง ซึ่งในตอนแรกเองเด็กหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะเขาเองไม่ใช่คนที่ชอบพูดคุยอะไรกับใครสักเท่าไร แต่เมื่อผู้เป็นลุงออกคำสั่งให้ไปเพราะเห็นอีกฝ่ายอุตส่าห์ให้ความช่วยเหลือ เขาจึงต้องรับปากอย่างเสียไม่ได้ แต่สิ่งที่เทรเวอร์ไม่ได้บอกกับฟรานซิสก็คือ เขาจะพาโยชิไปด้วย เพื่อจะให้ทั้งคู่ลองพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องแปลก ๆ ที่ได้เจอมาในช่วงที่ผ่านมา

หลังแยกย้ายกันจากสถานี เทรเวอร์ก็ตรงกลับมายังที่พักของตน บัดนี้แม้จะเป็นเวลาเกือบตี 5 เขาก็ยังนั่งอยู่ตรงหน้าจอแล็ปท็อป วางนิ้วกดลงบนแป้นพิมพ์ ตัวอักษรปรากฏบนจออย่างต่อเนื่อง เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานในคดีฆาตกรรมหรือการหายสาบสูญของคนหนุ่มสาวในเมือง รวมถึงเงื่อนงำต่าง ๆ ที่เขารวบรวมได้ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มาจากการสังเกต การสอบถามครอบครัวของเหยื่อ การค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง รวมถึงข้อมูลใหม่ที่แอนดี้ได้บอกกับเขาที่สถานีในวันนี้ด้วย โดยตั้งใจว่าบทความที่พิมพ์อยู่จะต้องถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ภายในวันศุกร์นี้

‘ไอ้หมอนั่นคงจะฉุนขาดน่าดู...’ เขาคิดถึงแอนดี้ แต่เขาจะไม่ยอมให้สิ่งนี้มาหยุดยั้งอุดมการณ์นักข่าวของตน

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2015 เวลา 9:00 น.

กาแฟบนโต๊ะถูกทิ้งจนเย็นชืด แม้แต่ขนมเบเกอร์รี่ที่หล่อนเคยชอบกินก็ถูกปล่อยไว้ไม่แตะต้อง ขณะที่ที่ปรึกษาหมกมุ่นอยู่กับการเปิดอ่านแฟ้มงานต่าง ๆ ย้อนหลังในช่วงที่ตนลางานไป ข่าวในโทรทัศน์ออกเกี่ยวกับการตายของลูกสาวดักลาสบ่อยครั้ง รวมถึงการที่ที่ปรึกษาส่วนตัวของเขาและบอดี้การ์ดถูกลอบประทุษร้าย นอกจากรายละเอียดความระทึกขวัญที่สั่นสะเทือนใจหลาย ๆ คน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอื่นใดอีก

อาเธอเรีย บอดี้การ์ดสาวเจ้าของห้องขัดจังหวะหล่อนด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ถูกวางลงบนโต๊ะ พับคั่นหน้าที่ประสงค์จะให้หล่อนอ่านเอาไว้ พร้อมกับบทความชิ้นหนึ่งที่ถูกวงกลมเป็นปากกาสีแดง

“ฉันอยากให้คุณลองอ่านบนความนี้ค่ะ ลิซ่า มีหลายอย่างที่มันคล้ายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเรา...ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ถูกยิงด้วยสไนเปอร์ฝีมือดีก็เถอะ”

ลิซ่าวางแฟ้มงานในมือลง คว้าบทความมาอ่านทันที หลังจากผ่านไปหลายนาทีหล่อนก็เงยหน้าขึ้นสบตาบอดี้การ์ดสาวอย่างตื่น ๆ “คุณคิดว่าพวกเราควรจะติดต่อเขาไปตามเบอร์ด้านล่างเหรอ? คุณแน่ใจใช่ไหมว่ามันจะไม่ใช่กับดัก?”

“ฉันก็ไม่ได้ไว้ใจเขาเต็มร้อยหรอกค่ะ แต่นักเขียนคนนี้มีผลงานมานาน ฉันเคยอ่านงานของเขามามาก เขาเป็นคนมีอุดมการณ์และก็ยอมเสี่ยงภัยเขียนในเรื่องที่ไม่ควรเขียนถึงหลายครั้งเพื่อเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวในสังคม ฉันคิดว่าไม่น่าใช่คนประเภทที่จะถูกว่าจ้างโดยคนที่ปองร้ายเราแน่ ที่สำคัญดูเหมือนตอนนี้เขาจะติดต่อผู้ที่ประสบชะตากรรมเดียวกับเราได้อีกหลายราย บางทีการได้ไปพูดคุยกับเขาอาจจะทำให้เราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นการผลักดันเจ้าหน้าที่รัฐให้ทำอะไรสักอย่าง และถ้าเรื่องนี้สามารถโยงไปถึงสื่อสายหลักได้ FBI ก็คงจะลงมาทำคดีเองแน่ เราอาจจะช่วยคนอื่น ๆ ได้อีกมาก รวมถึงตัวพวกเราเองด้วย ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี ฉันจะลองหาทางไปพบเขาเองค่ะ ส่วนคุณรออยู่ในบ้านของฉันน่าจะปลอดภัยกว่า...”

“ไม่สิ ไม่ได้! ถ้าจะไป พวกเราก็ควรจะไปด้วยกัน คุณอาจจะเป็นบอดี้การ์ดของท่านเทย์เลอร์ แต่สำหรับฉัน เราเป็นทีมเดียวกันนะ” ลิซ่าโยนหนังสือพิมพ์ไปไว้มุมโต๊ะ กระดกดื่มกาแฟจืด ๆ ไปครึ่งถ้วย แล้วหยิบขนมปังเมล่อนขึ้นมากัด “ฉันเองก็เคยอ่านงานเขียนของเทรเวอร์เหมือนกัน ก็ในนิวยอร์กเขาดังสุด ๆ ไปเลยนี่ เขาน่าจะเป็นอดีตทหารเก่าละมั้งถ้าฉันจำไม่ผิด แล้วก็เป็นคนมีอุดมการณ์ดีอย่างที่คุณว่า บางทีมันอาจไม่เสียหายหรอกถ้าจะติดต่อเขาไป ยังไงเราก็คงเสี่ยงชีวิตไม่ได้มากไปกว่าเมื่อคืนแล้วล่ะมั้ง”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นตกลงตามนี้นะคะ ฉันจะติดต่อไปเดี๋ยวนี้”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นดึงความสนใจจากเจ้าของผมสกินเฮด เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาดู หน้าจอปรากฏเบอร์โทรฯ ที่ไม่คุ้นเคย เทรเวอร์คิดว่านี่อาจจะเป็นเบอร์ผู้ที่ได้อ่านบทความของเขาแล้วมีข้อมูลหรือได้ประสบกับเรื่องราวใกล้เคียงดังในบทความก็ได้ จึงไม่ลังเลที่จะกดรับสาย ซึ่งเขาก็เดาไม่ผิด

“ครับ ใช่ครับ บทความของผมเองครับ ครับผม ได้ครับ ถ้างั้น เอาเป็นวันอาทิตย์นี้นะครับ สถานที่ก็...”


To be Continued
>>> Rise To Risk : The Rewrite บทที่ 1 <<< By franc

>>> Eden : Prologue & Chapter 1 <<< By Apayin, forng1998, franc และ resident

รูปภาพ

กลับมาแล้ว(มั้ง?)ครับ ไว้เร็วๆนี้อาจจะมีผลงานมาให้ติดตามอีกนะครับผม
<<

restpeakz

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 357

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 15:26

โพสต์ 13 ก.พ. 2015, 23:28

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Prologue + Chapter I อัพ 30/01/2015

ก่อนอื่นเลยผมยอมรับเลยว่า ไม่ได้ติดตามผลงานของคุณ franc มาก่อนเลย แต่ตั้งแต่ที่ได้อ่านนี่ยอมรับเลยครับ ว่าการบรรยายบทสนทนาทำออกมาดีแล้วก็ดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่วกไปวนมา
ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยครับ ผมคงต้องย้อนไปหาอ่านผลงานเก่าๆมาอ่านหน่อยแล้วละครับ ฮ่ะๆ

เข้าเนื้อเรื่อง...
โยชิ นี่ได้อารมณ์ดูเป็นคนซื่อๆดีนะครับ เขาไม่ค่อยตอบโต้อะไรเลยทั้งๆที่โดนซักซะขนาดนั้น เป็นผมผมคงมีปรี๊ดแตกกันบ้างละ แต่ไม่เป็นไรเทรเวอร์ออกตัวให้ละ สบายใจ
ส่วนทางฟากของอาเธอเรียนี่ก็ยังคลุมเคลือๆ เดาสถานการณ์ต่อไปไม่ออกเลยแต่พูดตามตรงนี่ผมอยากเห็นมัวร์แกออกมาบู๊จังเลยแหะ รอลุ้นต่อไป
แต่ทำไมผมรู้สึกขำไอฟรานซิสจังเลย ฮ่ะๆๆๆๆ ไม่คิดว่าจะตีคาแรคเตอร์ได้แตกขนาดนี้ แถมเอาปมเรื่องนักซิ่งของแกเอามาผูกเรื่องได้ด้วย ถ้าลุงไม่มาประกันนี่มีหวังนอนซังเตแหงมๆ

เป็นกำลังใจให้ผู้แต่งท่านต่อไปนะครับ ผลงานออกมาดีน่าติดตามมาก คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆครับ :e3 :e3
เมื่อถึงเวลาตายอย่าทำเหมือนคนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ที่เมื่อถึงเวลาตายก็คร่ำครวญและสวดวิงวอนขอให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกซักเล็กน้อย
"จงร้องเพลงลาโลกและตายอย่างวีรบุรุษ คืนสู่มาตุภูมิ"

MY FICTION
[กิจกรรมA-Z]Resident Evil : Insane Original fic by Nakon_World

รูปภาพ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2091

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 16 ก.พ. 2015, 07:53

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

ตอนแรกอ่านแล้วงง ๆ นะว่าทำไมตัวละครเยอะจังแถมดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่อ่านไปสักพักก็จะเริ่มเห็นว่าจริง ๆ แล้วมันมีเงื่อนงำบางอย่างที่เชื่อมโยงกันอยู่ เดาว่าหลังจากนี้ตัวละครทุกตัวก็จะมาเจอกันแล้วก็ร่วมมือกันค้นหาเงื่อนงำที่ว่า แต่เดาว่ามันต้องเป็นอะไรระดับชาติอ่ะ แบบรัฐบาลอยู่เบื้องหลังไรงี้ 555
<<

bakura_soya

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 1700

ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ค. 2007, 22:59

ที่อยู่: ป้ายรถเมล์ T_T

โพสต์ 16 ก.พ. 2015, 12:50

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

หรือว่า.. เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็น.. illuminati
ขอฝาก Thaibiohazard on Facebook!! เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสารครับผม

----------------------------
ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน