[ฟิคเวียน] Eden: Chapter III อัพ 08/04/2016

<<

Nakon_World

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 940

ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.พ. 2011, 18:59

โพสต์ 22 ก.พ. 2015, 16:45

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

มาตามอ่านแล้วนะครับ สนุกมาก ๆ อย่างที่คิดเอาไว้เลย
ที่จริงรู้เนื่อเรื่องคร่าวๆมาแล้ว เพราะงั้นที่ชอบที่สุดจะเป็น
มุขเล็กๆน้อยๆที่หยอดเข้ามากับความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องมากกว่า (โดยเฉพาะตอนที่สอง)

พยายามจนจบให้ได้นะครับ ผมจะเอาใจช่วย >.<
รูปภาพ
<<

resident

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 3144

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ค. 2007, 17:20

ที่อยู่: ?!?!?!?!?!?!?!?!

โพสต์ 08 เม.ย. 2016, 16:32

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Previously on EDEN
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลิซ่า คอนเวย์ เขียน:“ตำรวจยังคงสันนิษฐานว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของท่านดักลาส เทย์เลอร์ แต่เราทั้งคู่ไม่คิดอย่างนั้นเลย ใครที่ไหนที่จะแค้นท่านเทย์เลอร์จนอยากจะฆ่ากระทั่งบอดี้การ์ดที่เพิ่งจะจ้างมาได้ไม่นาน แต่ว่า นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะ?”

ฟรานซิส สก๊อต ลูเธอร์ เขียน:“พักนี้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยจริง ล่าสุดก็โดนจับเข้าซังเตเพราะดันไปทะเลาะกับคู่กรณีอีก ความซวยต้องมาตกที่ลุงผมอีกเพราะต้องไปเอานักเขียนที่ไหนไม่รู้มาค้ำประกันประกันตัวผมออกไปเนี่ย ลงท้าย ผมก็เลยต้องรับปากไปว่าจะไปคุยเรื่องอุบัติเหตุวันนั้นกับเค้า”

แอนดรูว์ แอนดี้ วอล์คเกอร์ เขียน:“คดีฆาตกรรมรวมถึงอุบัติเหตุแปลกๆที่เกิดขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา เหยื่ออายุ 21-25 ปี ก่อนถูกฆาตกรรมบางรายมีการมาแจ้งความก่อนว่ารู้สึกว่ากำลังถูกสะกดรอยตาม ทั้งหมดกำพร้าแม่ หรือไม่ก็กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่รู้นะว่าฉันคิดถูกหรือคิดผิดที่บอกเรื่องนี้กับไอ้เจ้านักเขียนปากสว่างคนนั้นไป”

เทรเวอร์ เมอร์ฟี่ เขียน:“เจ้านักสืบนั่นต้องยั๊วะมากแน่ ๆ ที่ฉันเขียนเรื่องพวกนี้ลงในบทความ หึหึ อย่างไรก็ตาม บทความฉันต้องมีประโยชน์ อย่างน้อยคนที่มีแนวโน้มจะเป็นเหยื่อในดคีนี้อาจติดต่อเข้ามาบ้าง เราจะได้รู้อะไรเพิ่มมากขึ้น”

อาเธอเรีย มัวร์ เขียน:“เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมแปลกๆที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ได้นะ บทความสกุ๊บหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แม้ฉันจะไม่ไว้ใจเค้านัก แต่ฉันจะลองติดต่อเขาดู”

โยชิ แพททินสัน เขียน:“มีคนสะกดรอยตามผมอยู่ ผมรู้สึกได้ ให้ตายเถอะ พวกตำรวจไม่เชื่อผมเลย เอาแต่คิดว่าหาว่าผมเรียกร้องความสนใจจากตำรวจหญิงที่ผมกำลังจีบอยู่นั่นแหละ ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย คุณเทรเวอร์ก็รับรู้เช่นกัน เค้าเสนอให้ผมไปพักที่อพาร์ทเม้นเขาก่อนแต่ผมปฏิเสธ ไม่เป็นไร อย่างน้อยผมก็จะแวะไปกินข้าวที่บ้านเขาบ้าง ได้เจอผู้คนบ้างก็น่าจะดีเหมือนกัน”




-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Chapter III: Enigmatic
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2015 เวลา 10:00 น.

“อืม มาก็ดีเลย ทำความรู้จักนี่หลานของเพื่อนชั้น ชื่อฟรานซิส สก๊อต ลูเธอร์” นักเขียนผิวสี เทรเวอร์ เมอร์ฟี่ แนะนำหลานของเพื่อนของเขาให้ได้รู้จัก หลังจากที่ทั้งสามคนได้มาพบกันที่อพาร์ทเม้นท์ของเขา โยชิทำตามสัญญาว่าจะแวะมาที่นี่บ้างเป็นครั้งคราว

“ส่วนนี่ก็โยชิ แพททินสัน เพื่อนบ้านชั้นเอง ชั้นว่าพวกนายควรจะรู้จักกันไว้นะ” หลักจากแนะนำโยชิให้ฟรานซิสได้รู้จักแล้ว เทรเวอร์ก็หันหน้ามาคุยกับโยชิ “พ่อหนุ่มคนนี้เขาเป็นคนที่อาจเป็นเหยื่อคดีฆาตกรรมเคสใกล้ๆ กับนายน่ะ ชั้นให้เขามาอาศัยที่นี่ก่อนเพื่อความปลอดภัย”

“หากไม่นับว่าที่นี่เป็นชั้น 26 อื่นๆ ที่นี่ก็ดูปลอดภัยดีครับ” ฟรานซิสกล่าวเสริม

“เชิญนั่งตามสบายเลยนะ คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเอง” เทรเวอร์เว้นวรรคไปชั่วอึดใจ “อันที่จริงนายน่ะ โยชิ ถ้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจยังไงก็มาพักที่นี่ก่อนได้นะ ชั้นยินดีเสมอ”

โยชิได้แต่พยักหน้าตอบรับ โดยเทรเวอร์เองก็เข้าใจดีว่าเขาพยักหน้าตามมารยาทไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจะมาพักที่นี่จริงๆ หรอก

นักเขียนผิวสี เทรเวอร์ แนะนำเด็กหนุ่มทั้งสองให้รู้จักกับส่วนต่างๆขออพาร์ทเม้นท์เขา เมื่อเสร็จสรรพเรียบร้อยเขาก็กล่าวขึ้นมา “พวกนายยังไม่ได้กินอะไรเข้ามาใช่มั้ย เดี๋ยวฉันไปเตรียมอาหารก่อนนะ เราจะได้นั่งคุยเรื่องอุบัติเหตุวันนั้นกัน”

เทรเวอร์ค่อย ๆ ถามเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับฟรานซิสด้วยบรรยากาศที่ไม่เคร่งเครียดนัก ไม่เหมือนกับการสัมภาษณ์นักข่าวหรือหรือการสอบสวนจากตำรวจ หากแต่ดูเหมือนการนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารมากกว่า แม้นิสัยพูดจาขวานผ่าซากของเทรเวอร์จะทำลายบรรยากาศไปบ้าง แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็เข้าใจดีว่าเขาถามด้วยความเป็นห่วงมิใช่เจตนาร้าย ฟรานซิสค่อยๆ เล่าให้เทรเวอร์ฟังถึงอุบัติเหตุที่เป็นสาเหตุให้ลุงของเขาต้องมาประกันตัวในวันนั้นอย่างละเอียด จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสองชั่วโมง เทรเวอร์ยกแขนขึ้นเพื่อดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้มีนัดน่ะ พวกนายสองคนอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับมา” พูดจบเทรเวอร์ก็ลุกขึ้นคว้าเสื้อสูทที่แขวนอยู่ขึ้นมาสวม

“ดีเลยฮะ ผมเองก็อยากพักเหมือนกัน” ฟรานซิสเอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กับเอนหลังพิงพนักพิง

“ถ้ามีอะไรก็โทรหาชั้นนะ อ่อ อีกอย่าง คอมนั่นเปิดเล่นได้นะ ชั้นไม่หวง แค่อย่าทำอะไรหายก็พอ” เทรเวอร์เดินไปที่ประตูโดยกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะปิดประตูออกจากห้องไป

เวลาล่วงเลยไปอีกหลายนาทีนับตั้งแต่เทรเวอร์เดินออกจากห้อง จนรวมเป็นชั่วโมง จนกระทั่งเป็นสองชั่วโมง ทั้งสองคนไม่มีท่าทีว่าจะคุยอะไรกัน ฟรานซิสยังคงนั่งอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์รับชมรายแข่งจักรยานยนต์รายการโปรดของเขา ส่วนโยชิก็นั่งนิ่งๆ เงียบๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของเทรเวอร์อยู่อีกมุมห้อง

ราวบ่ายสองโมง รายการโปรดของฟรานซิสก็จบลง ดูเหมือนตอนนี้เขาเริ่มจะไม่มีอะไรทำขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ชายหนุ่มลองเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ เพื่อหาอย่างอื่นดูจนมาสะดุดกับรายการข่าวรายการหนึ่ง

“...ค่ะ รายงานสดจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพาร์ค เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมามีเหตุการณ์แทงกันเกิดขึ้นภายในบริเวณศูนย์การค้า เราไปสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์กันค่ะ”

“ตอนนั้นอยู่ๆ ไฟก็ดับลงครับ ซักพักผมก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังมาจากใกล้ๆ ผมเลยส่งไฟหันไปดู ก็เห็นเขาล้มลงไปนอนแล้ว”

“ดิชั้นเองก็มองไม่ค่อยเห็นอะไรมากนะคะ เห็นแต่เลือดเต็มไปหมดเลย ดิชั้นตกใจมากเลยรีบหนีออกมาก่อนน่ะค่ะ”

“ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้.....”


ภาพตัดกลายเป็นสีดำไปเพียงเท่านั้น ฟรานซิสวางรีโมทในมือลงบนโต๊ะก่อนจะบ่นขึ้นมา

“ให้มันได้อย่างนี้สิ น่าเบื่อ มีแต่ข่าวฆาตกรรม แค่นี้ชีวิตก็เครียดพอแล้ว”

โยชิที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่สนใจคำพูดลอยๆ ของเขา ยิ่งทวีความเบื่อให้ฟรานซิสมากขึ้นไปอีก เมื่อดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก เขาก็เป็นฝ่ายชวนโยชิพูดขึ้นมาเพื่อหวังทำลายบรรยากาศความเงียบอันน่าอึดอัดนี้

“นายได้อ่านบทความที่ลุงเทรเวอร์เขียนหรือยัง”

“อ่านแล้วล่ะ” โยชิกล่าวตอบกลับมาโดยที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอ

“เหรอ? ฉันยังไม่ได้อ่านเลย เป็นยังไงบ้างเล่าให้ฟังหน่อยสิ”

“ก็...” โยชิเว้นวรรคเพื่อรวบรวมคำพูด “ส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องเหยื่อฆาตกรรมแปลก ๆ หลาย ๆ รายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่อะนะ”

“แค่นี้เหรอ?”

“ในบทความเขาบอกว่าความสัมพันธ์ของเหยื่อมีอยู่สองสามอย่าง ฉันเองก็จำได้ไม่หมดอ่านะ อย่างแรกก็คือเหยื่อทุกคนนั้นกำพร้าแม่หมดเลย”

“เออ ใช่ ชั้นเองก็กำพร้าแม่เหมือนกัน มีอะไรอีกมั้ย” ฟรานซิสพูดพร้อมกับเดินไปหยิบเก้าอี้มานั่งข้างๆ โยชิ

“ก็ไม่มีอะไรมากอะ ฉันเองก็จำได้ไม่หมด”

“นายว่าในคอมของเขาจะมีข้อมูลเรื่องพวกนี้มั้ย” เขายกมือชี้ไปที่หน้าจอ

“มีอยู่ตรงนี้ แต่ฉันไม่อยากเปิดดูกลัวจะเสียมารยาทน่ะ”

“ไหนๆ ขอชั้นดูหน่อยสิ” ฟรานซิสสวนกลับทันทีที่รู้คำตอบว่ามีข้อมูลอยู่ในคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ฟรานซิสรีบคว้าเมาส์จากมือของโยชิมาและกดเปิดไฟล์ตรงหน้าโดยไม่ฟังคำทักท้วงใด ๆ จากโยชิ

ภาพบนหน้าจอปรากฏรายละเอียดคดีฆาตกรรม รวมถึงอุบัติเหตุของเหยื่อที่มีส่วนเกี่ยวพันรวมแล้วกว่ากว่าสิบคดี ฟรานซิสค่อยๆ ไล่เปิดอ่านทีละคดีอย่างช้าๆ ณ จุดนี้โยชิเองก็เริ่มรู้สึกได้ชัดแล้วว่าการห้ามปรามฟรานซิสดูจะไม่เป็นผล และดูเหมือนเขาเองก็สนใจภาพที่อยู่ตรงหน้านี่ไม่น้อย

“นิโคล เดรสเลอร์ อายุ 21 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ ตำรวจคาดว่าถูกชิงทรัพย์...”

“โทนี่ จอร์แดน อายุ 25 ปี ประสบอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง แท่งเหล็กแทงศีรษะทะลุออกมาท้ายทอยเสียชีวิต...”

“แม็กซ์ กู๊ดวิน อายุ 25 ปี ทำร้ายร่างกาย เสียชีวิตเพราะถูกฟาดด้วยของแข็งที่ศีรษะจนสมองไหล พบร่องรอยการต่อสู้บริเวณรอบๆ...”


ยิ่งอ่านไปหลายคดี ยิ่งทำให้ฟรานซิสฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง “นายสังเกตมั้ย แต่ละรายเนี่ย ตายเพราะโดนยิงหัวไม่ก็อุบัติเหตุที่หัวทั้งนั้นเลยนะ”

โยชิหันมาพยักหน้าให้กับฟรานซิสช้าๆ ”ใช่ มันมีเขียนอยู่ในบทความอยู่แล้ว”

“ฆาตกรต่อเนื่องพวกนี้อาจจะกำลังสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองอยู่ก็ได้นะ”

โยชิหรี่ตาลงข้างหนึ่ใส่ฟรานซิส เป็นทำนองว่า ‘นี่แกพูดบ้าอะไรเนี่ย’ โดยมิได้พูดอะไรออกมา

“คิดดูสิ จะเป็นฆาตกรต่อเนื่องสมัยนี้มันต้องมีเอกลักษณ์นะ ไม่งั้นมันจะดังได้ยังไงจริงมั้ย?” ฟรานซิสยังคงพูดหยอกล้อกับโยชิต่อไป แต่โยชิเองก็ดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับมุขตลกที่ไม่ค่อยขำของเขามากนัก

โยชิค่อยๆ หันคอกลับมาดูที่หน้าจอโดยฟรานซิสก็ค่อยๆ เลื่อนดูทีละเคสไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ อันนี้ดูแปลกนะ” โยชิเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติบนหน้าจอ “เอมี่ อลิธซาเบธ สเตซี่ อายุ 22 ปี”

“มันแปลกยังไงหรอ”

“นายดูที่สาเหตุการตายสิ” โยชิเลื่อนนิ้วไปที่หน้าจอชี้ให้เห็นจุดที่ต้องการจะให้ฟรานซิสดู “เสียชีวิตด้วยมะเร็งสมอง”

“มะเร็งสมอง?”

“ถ้ามันเป็นแค่ฆาตกรอยากดัง นายคิดว่ามีวิธีไหนที่จะเสกมะเร็งเข้าสมองคนได้ล่ะ”

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ดึงความสนใจของพวกเขาทั้งสองไปที่ประตูนั่นแทน ฟรานซิสกำลังทำท่าจะลุกขึ้นแต่ก็ถูกโยชิห้ามไว้

“อะไร ลุงเทรเวอร์อาจจะกลับมาแล้วก็ได้ แค่ไปส่องดูที่ประตูไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง”

“จะบ้าหรอ” โยชิลดเสียง เบาจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ “นี่ห้องของเขา ถ้าเขาจะเข้ามา เขาจะเคาะประตูทำไม”

“ถ้างั้นใครมาเคาะประตูล่ะ?”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2015 เวลา 12:15 น.


“ก็อย่างที่คุณได้อ่านในบทความไปนั่นแหละครับ ลักษณะเริ่มต้นของคดีนี้ส่วนใหญ่บางคนก็เริ่มจากการมาแจ้งความว่าถูกสะกดรอยตาม เพื่อนผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น...” เทรเวอร์เริ่มเข้าสู่ประเด็น หลังจากทักทายตามมารยาทกับลิซ่าและอาเธอเรียอยู่พักใหญ่ พวกเขาทั้งสามตกลงนัดกันที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งก็เข้าใจได้เมื่อคิดว่าการเลือกสถานที่ที่เป็นแหล่งชุมชนซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่งกับการนัดพบคนที่อาจตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมเช่นนี้

“แล้วเพื่อนของคุณตอนนี้อยู่ไหนล่ะคะ?” ลิซ่าเอ่ยขึ้นเพื่อเป็นการโต้ตอบบทสนทนา

“ผมให้เขาไปกบดานอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ผมก่อนน่ะครับ” เทรเวอร์ตอบกลับพร้อมชูนิ้วโป้งชี้ไปด้านหลังผ่านหัวไหล่ “ผมขอให้ทางเจ้าหน้าที่ส่งคนไปดูแลที่นั่นแล้ว พวกเขาปลอดภัยอยู่ที่นั่น”

ลิซ่ากับมัวร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เนื่องด้วยพวกหล่อนเองก็ยังไม่ไว้ใจนักเขียนผิวสีตรงหน้ามากนัก

“ให้ผมเดา” เทรเวอร์ชายตามองไปที่ทั้งสองคน “พวกคุณสองคนก็กำพร้าแม่เหมือนกันใช่มั้ย” เทรเวอร์เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นต่อ ทำลายความเงียบที่เริ่มจะเกิดขึ้น

“ใช่ค่ะ” ลิซ่าตอบคำถามของเทรเวอร์ ด้วยท่าทีที่ไม่รีบร้อนนัก “ดิชั้นเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนพ่อของดิชั้นก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อตอนชั้นอายุได้ 18 ปี”

“แล้วคุณล่ะครับ มัวร์” สิ้นสุดคำตอบของลิซ่า เทรเวอร์ก็หันไปทางมัวร์ต่อทันที

“แม่ดิชั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่มัธยมต้นน่ะค่ะ”

“ผมกะแล้วไม่มีผิด นี่มันแปลกมากๆ เลยนะ แต่พวกคุณคงได้อ่านจากในบทความของผมแล้ว ความเชื่อมโยงเดียวของคดีฆ่าตกรรมแปลกๆ หลายๆ คดีที่ผ่านมาก็มีแค่พวกเขากำพร้าแม่ ไม่ก็กำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละ แล้วก็อายุใกล้ๆ กัน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้าพวกนี้มันต้องอยากฆ่าใครเพียงเพราะเขากำพร้าแม่ด้วย”

ทั้งสามคนยังคงคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีบางคนกำลังจ้องมองอยู่ ชายคนนั้นมองมาที่เทรเวอร์ ลิซ่า และมัวร์ ที่กำลังนั่งคุยอยู่บนโต๊ะอาหารท่ามกลางฝูงชนในห้างใหญ่แห่งนี้ แม้จากระยะที่มองจะทำให้ไม่อาจรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน แต่ก็เป็นระยะที่ปลอดภัยพอจะทำให้ทั้งสามคนนั้นไม่ทันสังเกตว่ากำลังถูกมองอยู่

ไม่นานชายปริศนาคนนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า และกดเบอร์เพื่อโทรหาใครบางคน

“มีอะไรอย่างอื่นอีกมั้ยคะ?” ลิซ่ายังคงพูดคุยอยู่กับชายผิวสีตรงหน้าโดยที่ไม่มีการเอะใจเรื่องของชายปริศนาคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

“คงมีอีกเยอะแหละนะ เพียงแต่พวกตำรวจมันก็ไม่ค่อยอยากบอกผมเท่าไร”

สิ้นสุดคำพูดของเทรเวอร์ ความเงียบก็ค่อย ๆ เข้ามาอีกครั้ง มัวร์เองซึ่งเป็นคนไม่ค่อยพูดอะไรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับการที่หล่อนยังไม่ค่อยไว้ใจเทรเวอร์ ทำให้หล่อนแทบไม่ได้พูดอะไรในการสนทนาครั้งนี้เลย ลิซ่าก็เช่นกัน หล่อนมองไปรอบ ๆ ตัว ทำให้ความรู้สึกของหล่อนที่แม้จะยังไม่ไว้ใจผู้ชายตรงหน้า แต่พวกหล่อนก็ยังรู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่ท่ามกลางแหล่งชุมชนแบบนี้

“ผมได้ยินว่าพวกคุณถูกลอบสังหารแต่ก็รอดชีวิตมาได้ถึงสองครั้งแล้วใช่มั้ย” เทรเวอร์พยายามทำลายความเงียบของการสนทนาอีกครั้งด้วยการเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่

“ถ้าตัวดิชั้นเองน่ะครั้งเดียวค่ะ แต่ของคุณมัวร์น่ะครั้งที่สองแล้ว” ลิซ่าหันมาตอบคำถามเทรเวอร์แบบสั้นๆ

“ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ได้มั้ยครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น”

มัวร์ไม่ได้ตอบคำถามของเทรเวอร์ทันที เนื่องจากบางอย่างในจิตใจหล่อนกระตุ้นให้รู้สึกถึงอันตรายตรงหน้า บางอย่าง หรืออาจจะเป็นบางคน บางคนที่กำลังมองหล่อนอยู่ หรือไม่ก็กำลังมองพวกเขาอยู่ หล่อนยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเพราะตัวหล่อนเองก็ยังไม่มั่นใจนัก หล่อนได้แต่มองไปรอบ ๆ พยายามมองหาสิ่งผิดปกติ

“คุณมัวร์ครับ” เทรเวอร์เรียกเป็นการสะกิดหล่อนให้กลับมาที่บทสนทนา ตัวเทรเวอร์เองตอนนี้ก็เริ่มจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรว่าคู่สนทนาของเขาตอนนี้กำลังมีสมาธิอยู่กับเขาหรือเปล่า

“ตอนนั้นชั้นกำลังพาลูกสาวคุณดักลาส ที่เป็นเจ้านายของคุณลิซ่าไปส่งน่ะค่ะ” มัวร์กล่าว “มีสไนเปอร์สองคนยิงใส่รถ นัดแรกมาจากด้านข้างแต่รถเป็นกระจกนิรภัยเลยรอดมาได้ อีกนัดมาจากด้านหน้า กระสุนพลาดไปโดนคุณหนูตาย อีกนัดหนึ่งตรงมาที่หน้าอกชั้นแต่ดิชั้นรอดเพราะใส่เสื้อเกราะกันกระสุนน่ะค่ะ” มัวร์พูดขึ้นอย่างฉะฉานและอย่างรวดเร็ว โดยที่สายตาของหล่อนไม่ได้มองคู่สนทนาแม้แต่น้อย เพียงแต่ยังคอยระแวงและมองหาสิ่งที่สัญชาติญาณความเป็นบอดี้การ์ดบอกกับหล่อน บางคน บางคนที่กำลังตามเรา อันตรายที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่มีหลักฐานหรือสิ่งใดที่เป็นเครึ่งพิสูจน์ มีเพียงแค่สัญชาตญาณของหล่อนเท่านั้น

เทรเวอร์ค่อยๆ ทบทวนเรื่องที่มัวร์เล่าอย่างใจเย็น ทำให้เขาตระหนักได้ถึงบางสิ่ง “คุณไม่คิดว่ามันแปลกมั่งหรอ” เทรเวอร์ยกมือขึ้นจับคาง

“เรื่องอะไรเหรอคะ?” ลิซ่าซึ่งสังเกตได้ว่ามัวร์เองตอนนี้สมาธิไม่ได้อยู่กับการตอบคำถามเทรเวอร์แล้ว จึงเอ่ยปากขึ้นตอบแทน

“รถปกติน่ะ ถ้าเขาจะทำกระจกกันกระสุน เขาต้องทำให้มันกันกระสุนทุกบานอยู่แล้วใช่ไหม แล้วการที่กระสุนสไนเปอร์ยิงทะลุกระจกด้านหน้ามาฆ่าคุณหนูและยิงใส่คุณได้ แสดงว่ากระสุนนั่นต้องแรงพอที่จะยิงทะลุกระจกนิรภัยรถเข้ามาได้”

“แล้วมันยังไงเหรอคะ?” ลิซ่ายังคงถามแทนมัวร์ต่อไป

“คุณไม่เป็นอะไรเลยหรอ” เทรเวอร์ถามขึ้นพร้อมเปลี่ยนมือที่กำลังจับคาง หันมาชี้ไปทางมัวร์แทน คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน

สิ้นคำถามสุดท้าย มัวร์เองก็เอะใจได้บางอย่างภายในคำถามนั้น บางอย่างที่หล่อนควรจะสงสัยมันตั้งนานแล้ว หล่อนเลิกสนใจสิ่งรอบตัว และหันมามองและยกมือขึ้นทาบที่เสื้อบริเวณหน้าอกของตัวเองแทน โดยที่ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา

ลิซ่ามองเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ของมัวร์ภายหลังคำถามนั้น หล่อนไม่เข้าใจสิ่งที่เทรเวอร์พูด ทำให้หล่อนต้องเอ่ยปากถาม “อะไรหรือคะ?”

เทรเวอร์หันมาตอบคำถามลิซ่า “ประสบการณ์กว่าสิบปีในทัพบก บอกผมนะว่าไม่มีกระสุนชนิดใดในโลกที่จะยิงทะลุกระจกนิรภัยเข้ามา...”

ยังไม่ทันพูดจบ ไฟในห้างก็ดับลง แม้จะเป็นตอนกลางวันแต่ห้างใหญ่ที่ไร้แสงไฟก็ไม่ต่างจากบรรยากาศยามค่ำคืน ทุกอย่างแปรสภาพจากสว่างไสวเป็นดำมืด มัวร์ลุกขึ้นและเข้าประกบลิซ่าทันทีด้วยหล่อนรู้แน่นอนแล้วว่าสัญชาติญาณหล่อนนั้นไม่ผิดพลาด บางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะเอ่ยปากเตือนคนอื่น

“ระวังนะคะคุณลิซ่า” มัวร์เอ่ยขึ้นโดยสังเกตเห็นภาพลาง ๆ ภายในความมืดว่าลิซ่ากำลังล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋า อาจจะเป็นไฟฉายเล็ก ๆ หรือโทรศัพท์เพื่อให้แสงสว่างในสถาณการณ์เช่นนี้ “เมื่อกี้ตอนคุยกันชั้นเห็นบางอย่าง”

“อะไรหรือคะ?” ลิซ่าพูดพร้อมยกโทรศัพท์ที่หยิบขึ้นมาจากกระเป๋าพร้อมส่องแสงไปทางมัวร์

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หล่อนเห็นมัวร์ที่มีท่าทางแปลก ๆ หล่อนยืนนิ่งไม่ขยับ นัยน์ตาสีฟ้าเปิดกว้าง สะท้อนสู้กับแสงของโทรศัพท์หล่อน

ลิซ่าค่อย ๆ ขยับเข้าหามัวร์ เพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันที่หล่อนจะได้ทำอะไร มัวร์ก็ผลักลิซ่าจนกระเด็นออกมา หล่อนล้มลงไปกับพื้นด้วยระยะที่ห่างราวสองเมตร หล่อนตระหนักได้ทันทีว่ากำลังโดนโจมตีอีกครั้งแล้ว มือถือของผู้คนในห้างเริ่มส่องสว่างขึ้นทำให้เห็นบางอย่างรอบ ๆ ตรงนั้นเองทำให้หล่อนเห็นว่ามีผู้ชายบางคนกำลังประกบหลังมัวร์อยู่ ผู้ชายซึ่งใส่แว่นแปลก ๆ บนใบหน้าที่ดูเหมือนแว่นสำหรับมองในที่มืด

ชายคนนั้นชักมือออกจากหลังของมัวร์ และชักมาแทงอีกครั้งบริเวณลำคอ ภาพของมีดหัวเหลี่ยมปรากฏขึ้นกลางลำคอของมัวร์ เลือดไหลนองไปทั่ว ลิซ่าที่เห็นภาพนั้นเต็มตาจึงกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ดึงความสนใจของทุกคนและทุกแสงไฟในห้างมาที่ตัวหล่อน

ชายคนนั้นชักมีดออกจากคอมัวร์อีกครั้ง และหมายจะพุ่งอาวุธในมือนั้นเข้ามาที่มัวร์เป็นครั้งที่สาม ซึ่งเป้าหมายครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นศีรษะ

เทรเวอร์รีบโดดเข้าไปขวางชายปริศนาคนนั้นทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ด้วยทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่ฝึกฝนมานับตั้งแต่อยู่ในค่ายทหาร ทำให้เขาสามารถขัดขวางชายผู้นั้นไม่ให้แทงมีดในมือซ้ำลงได้ เมื่อการขัดขวางนั้นเป็นผลสำเร็จ ชายคนนั้นก็ล่าถอยออกมาและวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชน

เทรเวอร์ไม่รอช้า รีบตามชายคนนั้นไป แต่เขาก็ไม่อาจเบียดฝูงชนที่แตกตื่นหนีตายเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการไล่ตามเนื่องจากไม่มีแสดงสว่างใดนอกจากแสงกระพริบจากผู้คนที่กำลังแตกตื่น จนสุดท้ายชายคนนั้นก็หายลับเข้าไปในฝูงชน

เทรเวอร์รีบหันกลับมาที่ลิซ่าและมัวร์ แม้เขาจะสามารถเข้าขัดขวางเงื้อมมือเพชรฆาตที่หมายแทงมัวร์ซ้ำเป็นแผลที่สามได้ แต่นั่นดูเหมือนจะไม่ทันการเสียแล้ว เขาตระหนักได้ทันทีว่าด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอที่มัวร์ได้รับไม่มีทางเลยที่หล่อนจะรอดได้จากสถานการณ์แบบนี้ เลือดของมัวร์ไหลนองไปทั่วร่างและทั่วพื้น เทรเวอร์รีบวิ่งไปหาลิซ่าที่กำลังช็อคอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“หล่อนไม่รอดแล้ว ที่นี่อาจมีคนอื่นอยู่อีก เราต้องไปจากที่นี่แล้ว เร็ว!” พูดเสร็จเทรเวอร์ก็คว้ามือของลิซ่า แต่ลิซ่าก็ยังมีท่าทีขัดขืนไม่ยอมออกไปพร้อมกับเทรเวอร์

“นี่คุณ เผื่อจะทำให้คุณสบายใจขึ้น เลิกไม่ไว้ใจผมได้แล้ว ถ้าผมจะฆ่าคุณป่านนี้คุณคงลงไปนอนกองคู่กับหล่อนแล้ว ฉะนั้นรีบมากับผมเถอะ” สิ้นสุดคำพูด เทรเวอร์ก็รีบพาลิซ่าออกมาจากตรงนั้นโดยไม่ถามความเห็นใด ๆ ต่อ ทิ้งให้มัวร์นอนจมกองเลือดอยู่กลางห้างตามลำพัง โดยผู้คนก็ยังแตกตื่นวิ่งหนีกันออกจากบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งคู่เดินออกมาจากห้าง พร้อมกับผู้คนคนอื่น ๆ ในห้างที่บางคนก็ค่อย ๆ เดินออกมา บางคนก็วิ่งออกมา เสียงโทรศัพท์ของเทรเวอร์ดังขึ้น เขารับโทรศัพท์พลางมองเข้าไปที่หน้าประตูห้างโดยมีลิซ่ายืนอยู่ข้าง ๆ

“คุณเมอร์ฟี่ นี่แอนดี้นะ” เสียงจากปลายสายเอ่ยขึ้นทันที่ที่เทรเวอร์ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

“แอนดี้?” เทรเวอร์ตอบกลับไปด้วยความสงสัยว่าเขาโทรมาทำไมในสถาณการณ์เช่นนี้

“สายของผมที่นั่นรายงานมาว่ามีการแทงกันเกิดขึ้นที่ห้างที่พวกคุณไปนัดเจอกัน บอกผมที่ว่าพวกคุณไม่เป็นอะไร”

“ไม่เป็นอะไรกับผีน่ะสิ!” เทรเวอร์สวนกลับทันควัน “พวกเราคนนึงโดนแทงนอนจมกองเลือดไปแล้ว ส่วนอีกคนหนีออกมากับผมได้ ตอนนี้อยู่หน้าห้างเนี่ย”

“อะไรนะ! ให้ตายสิ อีกแล้วหรอเนี่ย ไม่เป็นไร ผมส่งพวกของผมไปรับคุณแล้ว คุณรีบออกมาจากที่นั่นให้เร็วที่สุดเลยนะ”

“ไม่บอกก็ออกอยู่แล้วล่ะ ปัดโธ่ จะอยู่ให้มันแทงเอาไส้ไหลเหรอคุณ!”

เสียงกรี๊ดของลิซ่าดังขึ้นอีกครั้งด้วยความตกใจ เนื่องจากมีชายอีกคนเดินเข้ามาจับไหล่หล่อนจากด้านข้าง

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมชื่อเจฟ” ชายปริศนาคนนั้นกล่าวขึ้นพร้อมยกมือขึ้นสองข้าง เป็นทำนองว่าให้ใจเย็น ๆ เขามาดีและไม่มีอาวุธ พร้อมทั้งโชว์บัตรเจ้าพนักงานให้เห็น “แอนดี้ส่งผมมาให้ตามมาจับตาดูพวกคุณห่าง ๆ เพื่อคอยคุ้มกันแต่แรกแล้ว ต้องขอโทษที่ผมช่วยอะไรคุณมัวร์ไม่ได้เพราะตอนนั้นมันมืดมาก”

“นายจะบอกว่าคือคนที่แอนดี้ส่งมางั้นเหรอ” เทรเวอร์หันหน้าไปมองชายคนนั้นแล้วรีบพูดขึ้นทันที “พิสูจน์ซิ” พูดจบเทรเวอร์ก็ยื่นโทรศัพท์ที่ถือสายคุยกับแอนดี้ให้ชายแปลกหน้าคนนั้น

ชายคนนั้นรับโทรศัพท์ไปและยกมันขึ้นแนบหู “ผมเจฟครับ ผมอยู่กับพวกเขาแล้ว ครับ... ครับ... ได้ครับ”

สิ้นสุดบทสนทนาเจฟก็ยื่นโทรศัพท์กลับมาให้เทรเวอร์อีกครั้ง

“นั่นเจฟ เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ พวกชั้นเอง เขาไว้ใจได้” แอนดี้ตอบกลับเทรเวอร์ทันที่ที่โทรศัพท์เครื่องนั่นส่งถึงเทรเวอร์แล้ว

“งั้นไปกันเลย”

ทั้งสามคนพยายามเดินกันมาที่รถที่เจฟเตรียมไว้ ทุกคนคอยระวังตัวกันเป็นอย่างดีไม่ให้มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นซ้ำสอง เมื่อมาถึงที่รถ เจฟและลิซ่าก็จัดแจงเดินขึ้นรถอย่างเร่งรีบ แต่ยังไม่ทันที่เทรเวอร์จะได้ขึ้นรถ เขาก็ยืนนิ่งขึ้นมา เหมือนจะนึกอะไรได้บางอย่าง

“ผมว่าผมจะกลับเข้าไป”

“อะไรนะ?” นายตำรวจเจฟเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้ยินคำพูดของเทรเวอร์

“ผมจะเข้าไปดูมัวร์หน่อย ถึงแม้ไม่มีหวังจะรอดแล้วก็เถอะ แต่อย่างน้อยถ้ายังมีเบาะแสหรือหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ผมอยากจะเข้าไปหาดูก่อนที่ผู้คนที่นี่จะพากันแตกตื่นจนทำลายหลักฐานพวกนั้นไปหมดซะก่อน”

“ให้ผมเข้าไปเองดีมั้ยครับ?” เจฟออกตัวขึ้นมาด้วยรู้ดีว่าการปล่อยพลเมืองเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุแบบนี้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

“อย่าเลย ผมอยากให้คุณอยู่คุ้มครองลิซ่าจะมีประโยชน์กว่ามาก พาหล่อนไปที่ปลอดภัย ที่อพาร์ทเม้นท์ผมก็ได้ นายคุณคงจะสืบเรื่องของผมจนทะลุปรุโปร่งแล้ว แค่ที่อยู่ก็คงรู้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?”

“อย่าดีกว่าครับคุณ เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อนคุณ!” เจฟพยายามร้องห้าม แต่ไม่ทันเสียแล้ว

สิ้นสุดประโยคสุดท้ายเทรเวอร์ เขาก็รีบปิดประตูรถและวิ่งออกมาทันที พร้อมทั้งตะโกนกลับมา “ไม่ต้องห่วงหรอก ผมน่ะทหารเก่านะคุณ”

เจฟพยายามเปิดประตูรถลงมาเพื่อวิ่งไปห้ามเทรเวอร์ แต่ก็ถูกลิซ่ารั้งไว้ “ได้โปรดเถอะค่ะ คุณเทรเวอร์น่ะไม่ใช่เป้าหมาย เขาไม่เป็นอันตรายหรอก ยังไงช่วยพาชั้นไปที่อพาร์ทเม้นท์ของเขาหน่อยเถอะค่ะ”

เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์แล้วที่เขาจะลงไปห้ามเทรเวอร์ เจฟก็ถอดใจและกลับเข้ามานั่งในรถ “พาไปที่สถานีตำรวจจะไม่ปลอดภัยกว่าเหรอคุณ”

“อย่าดีกว่าค่ะ คุณเทรเวอร์เคยบอกว่าไม่รู้พวกมันมีมากแค่ไหน อาจจะมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในสถานีตำรวจ ไปที่อพาร์ทเม้นท์เขาดูจะปลอดภัยกว่าค่ะ”

“เฮ่ย! นี่คุณไปเชื่อเรื่องทฤษฎีบ้า ๆ บอ ๆ ของเขาด้วยเหรอ?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คุณเทรเวอร์ยังเล่าให้ดิชั้นฟังว่านอกจากพวกเราแล้ว ยังมีคนอื่นอยู่ที่ถูกตามล่า พวกคนอื่นที่ต้องมาพัวพันกับเรื่องบ้า ๆ นี่ ตอนนี้พวกเขาพักอยู่ที่นั่น ชั้นอยากจะไปคุยกับพวกเขาหน่อยน่ะค่ะ” ลิซ่าตอบกลับเจฟไปอย่างฉะฉานและชัดเจน

“แต่...”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณเทรเวอร์ยังบอกอีกด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าที่อพาร์ทเม้นท์ของเขาด้วย คนพวกนั้นก็น่าจะไว้ใจได้ เพราะถ้าไว้ใจไม่ได้คนพวกนั้นก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้ ใช่มั้ยคะ?”

ในเมื่อไม่มีทางเลือก เจฟก็ไม่ทักท้วงอะไร เขาบิดกุญแจรถและพาลิซ่าออกจากที่นั่นไป

ทางด้านเทรเวอร์ เขาสังเกตเห็นรถพยาบาลเลี้ยวเข้ามาตรงบริเวณทางเข้า ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่งที่ว่าถ้าอย่างน้อยมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง รถพยาบาลคันนั้นก็จะช่วยหล่อนให้รอดจากเหตุการณ์สยองครั้งนี้ได้

เทรเวอร์ค่อย ๆ เดินตรงเข้าไปในทางเข้าห้าง ที่นี่ผู้คนเริ่มจะสงบลงกันบ้างแล้ว แต่ก็มีบางคนที่ยังแตกตื่นอยู่ เขาเดินแหวกฝูงชนเดินเข้าไปในประตูห้าง และดูเหมือนว่าไฟฟ้าจะยังใช้การไม่ได้เหมือนเดิม

ไม่รอช้า เมื่อเข้าถึงในห้างแล้ว เทรเวอร์ส่องไฟฉายจากโทรศัพท์ของเขา และเดินตรงไปยัง ณ จุดเกิดเหตุนั้นทันที ที่ด้านหน้าของเขา เขาเห็นรอยเลือดยังคงอยู่ พร้อมกับร่างกายของคนที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น ด้วยระยะที่ยังอยู่ห่างพอสมควรประกอบกับสภาพแวดล้อมที่มืดทึบ มีเพียงแสงสว่างจากโทรศัพท์ของเขา ทำให้เขายังคงเห็นไม่ชัด เขาคิดจะวิ่งเข้าไปเพื่อดูว่าคนที่นอนจมกองเลือดตรงหน้าเขานั้นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แต่เขาก็ต้องชะงักความคิดนั้นลง เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างแปลก ๆ

ใช่แล้ว มีบางอย่างแปลก ๆ กับภาพตรงหน้า แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่า ร่างกายนั้นไม่ได้นอนอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ มันขยับออกจากรอยเลือดที่กองอยู่เต็มพื้นราว ๆ เมตรครึ่ง แต่ยังคงแน่นิ่งเหมือนเดิม เทรเวอร์ค่อย ๆ เดินเข้าไปเพื่อดูใกล้ ๆ อย่างช้า ๆ เพื่อที่จะได้เห็นภาพอย่างอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้น เขาเห็นศพของคนนอนคว่ำแน่นิ่งอยู่ ที่หลังของเขามีด้ามมีดโผล่ขึ้นมาเป็นลักษณะให้เห็นว่าชายคนนั้นถูกแทงด้วยมีด เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำ ผมสั้นกุดติดหนังหัว เทรเวอร์พยายามส่องไฟให้เห็นชัด ๆ ณ จุดนี้ เขาตระหนักได้ทันทีว่าศพที่นอนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ศพของมัวร์

“อะไรกันวะ?” เทรเวอร์พึมพัมกับตัวเองหลังจากได้เห็นภาพตรงหน้า เขาพยายามมองรอบ ๆ ว่ามีอะไรที่เขาพลาดไปหรือไม่ อาเธอเรียร์ มัวร์ คนที่โดนแทงที่คอจนเลือดอาบไปทั่วทั่งร่าง หล่อนควรจะนอนอยู่ ณ ตรงนี้ ท่ามกลางกองเลือดนี่ แต่เทรเวอร์ไม่เห็นแม้แต่วี่แววของหล่อนเลย เทรเวอร์พยายามมองไปรอบ ๆ ดูว่าหล่อนนอนอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้หรือเปล่า หรือเขาเดินมาผิดจุด ซึ่งยิ่งมองเท่าไร เขายิ่งมั่นใจว่าตรงนี้แหละเป็นจุดที่มีการเกิดเหตุนั้นขึ้น

ยังไม่ทันที่เทรเวอร์จะได้คิดอะไรต่อ โทรศัพท์ในมือของเขาก็ดังขึ้น ดึงสมาธิของเขามาที่โทรศัพท์นั้นแทน เขาหันพลิกฝ่ามือขึ้นมาดู ภาพในจอปรากฏเบอร์ของลิซ่า คอนเวย์ คนที่เขาเพิ่งจะไปส่งกับนายตำรวจเจฟ เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ไม่รอช้า เขารีบกดรับสายทันที

“คุณเทรเวอร์คะ” เสียงจากปลายสายรีบเอ่ยขึ้นมาทันทีที่กดรับ

“ลิซ่า โทรมาก็ดีเลย ผมมีบางอย่างจะบอกคุณ...”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ฟังชั้นก่อน” ลิซ่าพูดตัดบท “เมื่อกี้มีคนใช้โทรศัพท์ของคุณมัวร์โทรหาชั้นน่ะค่ะ”

“อะไรนะ!” เทรเวอร์อุทานขึ้นแทบจะพร้อมกับที่ระบบไฟของห้างทำงานขึ้นอีกครั้ง เมื่อหันไปเห็นเจ้าหน้าที่ที่เริ่มทยอยเข้ามาพร้อมกับเปล เทรเวอร์ยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์โบกมือเป็นสัญญาณว่ามีคนเจ็บอยู่ตรงนี้ พร้อมกับฟังสิ่งที่ลิซ่ากำลังจะพูดไปด้วย

“เมื่อกี้โทรศัพท์ดิชั้นดังขึ้น เป็นเบอร์ของคุณมัวร์โทรมา แต่รับสายแล้วมีแต่เสียงอะไรไม่รู้ อู้ ๆ อี้เหมือนเสียงคนสำลักน้ำ ชั้นพยายามพูดด้วยแต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายสายก็ตัดไปน่ะค่ะ”

“สำลักน้ำ?”

“ใช่ค่ะ ดิชั้นลองโทรกลับไปแล้วก็ไม่มีใครรับ ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ให้ตายเถอะ” เสียงจากปลายโทรศัพท์เว้นวรรคไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้คุณถึงไหนแล้วคะ เจอคุณมัวร์หรือยัง อาการเธอเป็นยังไงบ้าง?”

“มันค่อนข้างอธิบายยากน่ะ จะให้ผมเริ่มจากตรงไหนดี“

เทรเวอร์เดินพร้อมพูดมาเรื่อย ๆ จนพ้นจุดเกิดเหตุออกมาที่บริเวณทางออกหนึ่งของห้าง ที่นี่ดูจะไม่ค่อยมีผู้คนมากนักเพราะไม่ใช่ประตูใหญ่ ประกอบกับพวกเขาบางส่วนก็หนีออกจากห้างนี้กันหมดแล้ว เทรเวอร์ก็เจอเข้ากับบางอย่าง

ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อเขาเห็นผู้หญิงผมบลอนด์มัดรวบหางม้า ร่างกายโชคไปด้วยเลือด แต่ถึงกระนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนนิ่ง ราวกับว่าเลือดที่อาบท่วมร่างนั้นไม่ใช่เลือดของหล่อน

“เดี๋ยวผมโทรกลับนะครับ” เทรเวอร์ตอบกลับลิซ่าไปได้เพียงเท่านั้น แล้วกดวางสายทันที โดยไม่รอฟังเสียงประท้วงที่มาจากอีกฝั่ง

ภาพตรงนั้น เขาตระหนักได้ทันทีว่า ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั่นคือ...

“มัวร์...”

เทรเวอร์เอ่ยชื่อหล่อนขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ทั้งยังไม่ทิ้งความสงสัยภายในน้ำเสียง “คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

อาเธอเรีย มัวร์ ผู้หญิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา หล่อนยกมือขึ้นจับคอที่โชกไปด้วยเลือด และปาดมันออกมา ที่คอของหล่อนไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ ทั้งสิ้น หล่อนก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่ปาดเลือดนั้นออกมา และมองมันด้วยความสงสัย ชั่วอึดใจหล่อนก็หันไปมองด้านข้าง มองไปยังผู้ชายคนหนึ่ง ชายปริศนาที่กำลังนอนไม่ได้สติไม่ห่างจากตัวหล่อนมากนัก

เหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที ศพชายปริศนาที่นอนอยู่ตรงจุดที่มีการเกิดเหตุ โทรศัพท์แปลก ๆ ที่โทรหาลิซ่า ผู้ชายอีกคนที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่เบื้องหน้า และเรื่องสำคัญที่สุด หญิงสาวที่ร่างกายอาบไปด้วยของเหลวสีแดงที่ดูเหมือนเลือดที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา อาเธอเรีย มัวร์ เทรเวอร์ไม่สามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเรียบเรียง ปะติดปะต่อ หรือแม้แต่คาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อยิ่งคิดรวมกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ผ่านมา ก็รังจะมีแต่สร้างความสับสนมากกว่าจะให้คำตอบ

เมื่อเขาเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าดูจะไม่เป็นอันตรายต่อเขา และอาจจะไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ด้วยซ้ำ เขาจึงกล่าวคำพูดแรกที่ผุดขึ้นในหัวออกมา

“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น...”

To be Continued
แก้ไขล่าสุดโดย resident เมื่อ 10 เม.ย. 2016, 22:44, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
รูปภาพ
<<

restpeakz

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 357

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 15:26

โพสต์ 08 เม.ย. 2016, 17:05

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

อ๊ากกกกก!!! กลับมาแล้วววว วันที่รอคอย

บรรยากาศในตอนนี้ดูอึดอัดมาก แถมยังทิ้งปริศนาไว้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอีก
คุ้มค่าการรอคอยจริงๆครับ :e9 :e9 :e9

ปูเสื่อรอตอนต่อไปครับผม
เมื่อถึงเวลาตายอย่าทำเหมือนคนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ที่เมื่อถึงเวลาตายก็คร่ำครวญและสวดวิงวอนขอให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกซักเล็กน้อย
"จงร้องเพลงลาโลกและตายอย่างวีรบุรุษ คืนสู่มาตุภูมิ"

MY FICTION
[กิจกรรมA-Z]Resident Evil : Insane Original fic by Nakon_World

รูปภาพ
<<

OCS

ภาพประจำตัวสมาชิก

Licker
Licker

โพสต์: 114

ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ต.ค. 2012, 22:28

โพสต์ 08 เม.ย. 2016, 20:22

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter II อัพ 13/02/2015

อ่านจบแล้วค่ะ ฟิคนี้ดองนานแสนนาน อร่อยเหาะเลย ตอนที่ 3 นี้ถือว่าสนุกมากค่ะ อ่านแล้วลุ้นดี ยิ่งเหตุการณ์วุ่นวายในห้างสรรพสินค้านี่ยิ่งสนุกนะ จะติดตรงการใช้ภาษา ศัพท์บางคำพิมพ์ผิด ซึ่งจะอยู่ต้นๆเรื่อง ไว้เนลลองอ่านแล้วแก้ดูนะคะ พอดีพิมพ์ในไอโฟน ไม่สะดวกแก้

เออ... ตรงฉากที่ไฟดับในห้างสรรพสินค้า มันไม่มีไฟสำรองติดตามจุดต่างๆในห้างเลยหรือ? แล้วช่วงที่ผู้คนใช้ไฟฉายจากมือถือ พอเห็นเหตุการณ์มัวร์ถูกทำร้าย ต่างคนต่างพากันวิ่งหนี จุดนี้แหละค่ะที่มันแปลกๆ ปกติถ้ามีเสียงปืนแล้วคนพากันวิ่งหนี อันนี้ไม่แปลกใจนะ แต่มัวร์ตะโกนบอกลิซ่าแล้วผลักลิซ่าให้หลบไป เออแฮะ น่าจะมีคนแถวนั้นกวาดแสงไฟฉายดูเหตุการณ์ และเห็นเลือดจากคอมัวร์ที่ถูกแทงแล้วร้องกรี๊ด อันนี้น่าจะใช่นะ ช่วยบรรยายฉากผู้คนวิ่งหนี บ้างก็ล้มลุกคลุกคลาน แบบนี้น่าจะเพิ่มความน่าตกใจกลัวในฉากได้นะ

ขอข้ามฉากนิดนึง ตอนที่เทรเวอร์ทักให้ทั้ง 2 คนที่อยู่ในห้องพักเล่นคอมได้ อันนี้มันออกแนวภาษาคนเล่นเกมอ่ะ ใช้คำว่า "ใช้คอมฯ" ดูจะดีกว่า ตอนที่ 3 นี้เขียนจนรู้สึกถึงความเป็นเนลดี อ่านไม่งง สนุกจริงๆค่ะ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2091

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 15 เม.ย. 2016, 15:03

Re: [ฟิคเวียน] Eden: Chapter III อัพ 08/04/2016

เข้มข้นดีค่ะ นึกว่ามัวร์จะตายซะแล้ว 555 โล่งใจไป

เดาว่าทุกคนที่โดนปองร้ายคงมีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่าง แบบฆ่าไม่ตาย เลยต้องเล็งหัวเท่านั้นไรงี้? ที่กำพร้าแม่ก็อาจจะเพราะแม่ของคนพวกนี้ก็โดนฆ่าตายไปหมดแล้ว แล้วแม่ๆนี่แหละที่มีความสามารถพิเศษแล้วก็ถ่ายทอดมาให้ลูกทางพันธุกรรมอีกที (แต่ถ้ายังงั้นจริงก็ไม่น่าจะรอปล่อยให้ลูกๆโตแล้วค่อยมากำจัดเลยนะ น่าจะกำจัดไปให้หมดพร้อมกัน เพราะงั้นน่าจะเดาผิด) ว่าแต่สังหรณ์ว่าเจฟจะไว้ใจไม่ได้ แล้วลิซ่าก็จะเป็นคนต่อไปที่ซวย 555
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน