Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2015]

<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 19 มี.ค. 2015, 23:55

Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2015]

รูปภาพ

---------------------------------------------------------
By: cpt-mctavish/skeletonking

ประเภท: Action, Supernatural, Sci-Fi, Drama(อันนี้ผมจะพยายาม)
เรท: PG-16

---------------------------------------------------------

ข้อมูลเบื้องต้น/คำแนะนำ

- เวลาอัพจะไม่แน่นอน แล้วแต่ช่วงเวลาจะอำนวยครับ
- รีไรท์ มีแน่ๆถ้าเกิดผมสามารถอัพเลเวลการเขียน
- อย่างที่บอกเรื่องเรท จะพยายามให้อยู่ในระดับ PG-13 หรือ 1ุ6 ครับ เพราะว่าเรื่องนี้จะมีความรุนแรง การใช้ภาษาและเรื่องไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง
- เนื้อหาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์จริงในเรื่อง มาจากการ"อ้างอิง"และความเข้าใจ โดยที่อาจมีการคลาดเคลื่อนทางข้อมูล ก็ขออภัยครับ
- ถ้าจะมีการลบบางส่วนหรือแก้ไขจะแจ้งให้ทราบครับ

สารบัญ

Part 1
Flashpoint

Chapter I: A New Day
Chapter II: Alone
Chapter III: TBC
Chapter IV: Bad Day(?)
Chapter V: Enough Internet for Today
Chapter VI: Stranger from Hell
Chapter VII: Mind the Gap
Chapter VIII: Flashpoint

ปล.ไม่ได้เข้าบอร์ดนาน ขอสูดบรรยากาศเดิมๆแปบ
รูปภาพ

---------------------------------------------------------

Please Enjoy
Thank You


------------------------------------------------------------

Prologue


พักใหญ่แล้วที่เขายืนรออยู่ในซอกตึกมืดๆ นานๆทีจะมีแสงไฟจากรถยนต์สาดผ่านเข้ามา นอกเหนือจากนั้นก็เพียงไฟติดๆดับๆเหนือหัวเท่านั้น

ในฐานะหนึ่งในป่าคอนกรีตและกระจกที่ใหญ่สุดในโลก เงาจากตึกระฟ้านับร้อยนับพันของมหานครนิวยอร์คนั้นดำมืดยิ่งกว่ารัตติกาล แสงไฟนับล้านทั้งจากตึก ป้ายและยานพาหนะนั้นไม่เพียงพอจะฉายไปทุกมุมของเมือง นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่นิวยอร์คยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ที่นี้ยังมีมุมมืดๆเสมอ ซึ่งก็ดีสำหรับเขา

ท้องฟ้าดำมืดเหมือนอารมณ์ของเขา ค่ำคืนนี้เป็นอีกค่ำคืนที่สำคัญของเขา ไม่สิ ต่อพรรคพวกของเขา คู่นัดพบของเขาขึ้นชื่อในเรื่องความไม่น่าไว้วางใจและมักใหญ่ใฝ่สูง มีชื่อเสียเป็นที่เกลียดชังของทุกๆคนที่เขารู้จัก แต่อับราฮัมไม่มีทางเลือก ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือย่อมไม่มีทางได้ลูกเสือ ถึงไอ้เสือตัวที่ว่าจะน่ารังเกียจมากกว่าน่าเกรงขาม สาเหตุเดียวที่เขายอมทำตามข้อเสนอก็เพื่อให้หมดพันธะเท่านั้น

ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่ง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความอีกครั้ง มันคอยย้ำเตือนเสมอว่าในข่าวดีย่อมมีข่าวร้ายมาด้วย โดยเฉพาะในชีวิตของอับราฮัม

เอ.

เราได้มันมาแล้ว ไม่ใช่ง่ายๆเลยว่ะไอ้หนูแต่เราได้มันมาจนได้ ถ้าแกกำลังคิดมาก เราไม่ได้เสียใครไป ฉันเจ็บตัวนิดหน่อยก็เพราะอย่างที่บอกว่างานนี้มันไม่หมู เราจัดการพวกใส่สูทได้สอง หรือจะพูดว่าฉันเป็นคนจัดการดี

ไม่ค่อยมีใครแตะมันตามที่แกบอก ขนาดปิดตาฉันยังรู้เลยว่าไอ้นี่มันอันตรายแค่ไหน มิน่าล่ะ ไอ้พวกสูทดำมันถึงอยากได้นักหนา พวกมันรู้แล้วว่าพวกเราเป็นคนลงมือ แต่มันไม่มีทางตามกลิ่นเรามาแน่นอน ยกเว้นว่าทางแกจะมีใครทำพังซะเอง--ไม่ได้ว่านะ

แกอาจไม่ชอบไอเดียนี่แต่ไอ้ตัวแสบของเราเป็นคนเดียวที่พอจะผ่านเอาไอ้นี้ไปถึงมือแกได้ ฉันก็ไม่ไว้ใจมันแต่ตัวเลือกมันน้อย พวกใส่สูทก็แฝงตัวอยู่ทุกที่ ฉันว่าแกน่าจะเป็นคนบอกซินธ์เองเหอะว่างานนี้พวกเราซีเรียส แค่เห็นหน้ามันชั้นก็อยากฆ่าคนแล้ว

มันอาจเก็บของไว้เองชั้นรู้ดี แต่มันขี้ขลาดจะตายถ้าเกิดมันรู้ว่าของที่มันเม้มไปน่ะคืออะไร แต่ก็นั่นแหละ นี่เป็นภารกิจลับสุดยอด แค่มีไอ้ตัวแสบมาเป็นคนกลางก็ปวดหัวพอแล้ว แกจัดการเองแล้วกันไอ้หนู แล้วฉันจะรอฟังข่าวดีจากแก

เอ็ม.


ซินธ์เป็นไอ้ตัวแสบที่สุดคนหนึ่งเท่าที่อับราฮัมรู้จัก เหตุผลเดียวที่ทำให้เขาลอยหน้าลอยตาอยู่ได้เพราะเขาเก่งเรื่องแทงข้างหลังและเหยียบหัวคนอื่น นอกจากเขายังมีเส้นสายไปทั่ว ซินธ์ไม่ใช่นักสู้และไม่มีทางจะเป็นได้แต่ว่าด้วยลิ้นสองแฉกทำให้เขาหลายๆอย่างตามต้องการ อับราฮัมคิดว่าซินธ์อาจส่งลิ่วล้อมาแทนทั้งที่กำชับว่าต้องมาด้วยตัวเอง

อับราฮัมใช้เท้าขยี้ก้นบุหรี่ตัวที่สอง คนที่เขานัดมาก็ปรากฎตัวพอดี

"รถติดหรือไง" อับราฮัมรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่จำเป็นใช้รถ เขาแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายทำตามข้อตกลงด้วยการมาด้วยตนเอง

"ไอ้ของนี่ไม่ได้มาง่ายๆว่ะเพื่อน" คู่สนทนาเดินเข้ามาใกล้ๆพร้อมกระเป๋าในมือ เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูๆตามเคยซึ่งคราวนี้เป็นสูทสีขาวล้วน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับนายแบบบวกกับผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตทำให้ไอ้หล่อนี่เหมือนหลุดมาจากพรมแดงของงานประกาศรางวัลซักแห่ง "รอนานมั้ยวะ อับราฮัม"

เขาบุ้ยใบ้ไปที่ก้นบุหรี่สองตัวใกล้ๆเท้า

"โทษๆ" พ่อเทพบุตรเอ่ย อับราฮัมสังเกตว่าอีกฝ่ายพาคนมาด้วยหกคน แต่ละคนแต่งตัวเนี้ยบพอๆกับเจ้านาย ซินธ์ก็ยังเป็นซินธ์วันยังค่ำ

"ให้ตายเหอะ ซินธ์" อับราฮัมบ่น "แต่งตัวอะไรของแกวะ"

"อิจฉาเหรอไง" ซินธ์แสยะยิ้ม "จะบอกให้ว่าแค่รองเท้าชั้นก็แพงกว่าไอ้ที่แกใส่มาทั้งตัวแหงๆ"

"ไม่ได้อิจฉา ที่แกเหยียบตะกี้มันฉี่พวกขี้เมาว่ะ ถ้าโชคดีก็อาจเป็นน้ำฝนก็ได้"

"บ้าเอ๊ย" อับราฮัมหัวเราะในลำคอขณะที่อีกฝ่ายสบถสาบาน แม้แต่ลิ่วล้อของซินธ์ยังหัวเราะเบาๆไม่ให้เจ้านายรู้

"เอาน่า เทพบุตรสุดหล่อ" เขาตัดเข้าประเด็น "รีบๆส่งกระเป๋ามาได้แล้ว ทีนี้เราจะได้ไปไกลๆจากไอ้ตรอกเหม็นอ้วกนี่ซักที ส่วนแกจะได้หมดธุระ"

"ฉันส่งแน่" ซินธ์ดูเหมือนจะได้สติแล้ว "ขอไรหน่อยสิ ทีนี้แกจะบอกได้หรือยังว่าไอ้ที่อยู่ในกระเป๋ามันอะไรกันแน่ ให้ตายเถอะฉันเป็นคนกลางแต่ไม่มีใครบอกอะไรเลย"

แปลกจริงๆที่มันไม่แอบเปิดดู แต่ก็ดีแล้ว "นั่นไม่ใช่เรื่องที่แกควรจะรู้ เราไม่มีเวลามาก ส่งมาเถอะน่า"

อับราฮัมไม่อยากเสียเวลานาน การที่พวกเขามารวมตัวกันจำนวนขนาดนี้เป็นเรื่องเสี่ยงพอแล้ว ยังไม่นับกับที่หนึ่งในนั้นถือเอาวัตถุอันทรงพลังมาด้วย จากที่เขาได้ยินมา ยิ่งใช้คนขนส่งมากก็จะยิ่งทำให้เจ้าวัตถุดึงดูดเหล่าบุคคลไม่พึงปรารถนาซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้อับราฮัมเย็นวาบไปตามไขสันหลัง

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินทางมารับของคนเดียว เขายอมเสี่ยงโดนหักหลังมากกว่าเสี่ยงโดนถูกพบ

"แกฟังอยู่หรือเปล่าวะ" ซินธ์ถาม

"ชั้นจำได้ว่าบอกแกไปว่าใช้กำลังคนขนส่งให้น้อยที่สุด คนเดียวยิ่งดี" อับราฮัมพูดเรียบๆ "แล้วนี่อะไร"

"เออๆ" ซินธ์เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ "พวกเด็กๆมันอยากเห็นตำนานมีชีวิตอย่างท่านอับราฮัมผู้ยิ่งใหญ่ไง ชั้นก็ไม่ใช่พวกใจดำ เลยสนองเด็กๆ..."

เขาเสียเวลาพอแล้ว "ซินธ์ เอามันมาให้...." อับราฮัมเดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงัก

"เฮ้ๆๆๆๆ" ซินธ์ยกมือขึ้นห้ามขณะที่อีกมือยกกระเป๋าขึ้น "โอเค ชั้นรู้ว่าเด็กๆของชั้นไม่ใช้คู่ต่อสู้แกหรอก แต่ให้ชั้นเดาอะไร ไอ้ของในกระเป๋านี่ต้องเจ๋งแน่ๆ แล้วจากที่พวกนั้นบอกให้ชั้นห้ามเปิดดู ระมัดระวังสุดขีดแถมกำชับว่าให้ส่งถึงมือแกคนเดียวอีก ให้ตายเถอะ ชั้นดูหน้าแกก็พอรู้น่าว่าแกอยากได้มันแค่ไหน บางทีถ้าแกขอดีๆ..."

"ไม่ตลกว่ะ ซินธ์ อาวุธนั่นอันตรายเกินกว่าจะ..." เขาพลาดจนได้

หนุ่มหล่อหัวเราะ "กะแล้วว่ามันต้องเป็นอาวุธ ถ้าอาวุธนี่เจ๋งอย่างที่แกบอก ชั้นก็มีเหตุผลพอที่จะเก็บมันไว้เองแล้วที่นี้พันธะโง่ๆนั่นจะได้จบกันซะที แต่ถ้าจะแกมีอะไรจะมาเสนอก็ชั้นอาจรับฟัง แค่อาจนะ"

แสงไฟด้านบนกระพริบถี่ขึ้น มือของอับราฮัมทั้งสองข้ามกำเป็นหมัด "นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเล่นตุกติกกับชั้น"

ซินธ์ดูเหมือนจะพอใจ "โอ้ แกยังเหมือนเดิมแฮะ หัดอ่านวิธีตกลงทางธุรกิจบ้างนะ ไอ้โง่" ลิ่วล้อของเขาเดินเข้ามาล้อมอับราฮัมไว้ "ในเมื่อแกไม่ยอมบอกว่ามันทำอะไรได้ ชั้นดูเองก็ได้วะ" แล้วเขาก็เปิดกระเป๋านั่นออก

ในนั้นเป็นลูกทรงกลมอันนึ่งถูกวางไว้ในหลุม ผิวของมันเป็นสี่ขาวเงินมันวาวยิ่งกว่าโลหะใดๆที่อับราฮัมเคยเห็น ขนาดของมันพอๆกับแอปเปิ้ลลูกนึง แต่กระนั้นอับราฮัมรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลอัดแน่นอยู่ในเจ้าลูกกลมๆลึกลับนี้ โชคร้ายที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

มีคนบอกเขาว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นความหวังเดียวสำหรับความอยู่รอดของพรรคพวกเขา เป็นอาวุธที่แสนทรงอานุภาพ แต่กระนั้นอับราฮัมก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง อานุภาพที่ร้ายแรงตามตำนานเล่านั้นมันแค่ไหนกัน ตอนนี้เขาพอจะเดาออกแล้วว่าทำไม

ที่ไม่มีใครบอกได้อาจเป็นเพราะไม่เคยมีใครรอดชีวิตจากลูกทรงกลมนี้มาก่อน...

"....งาม" ซินธ์อธิบายลูกทรงกลมในหนึ่งคำได้ดีทีเดียว ช่วงขณะนั้นเหมือนเวลาจะถูกหยุด เมื่อซินธ์หยิบมันขึ้นมา สิ่งที่เหมือนกับไข่มุกสีเงินดูจะมันวาวมากขึ้นเมื่อเขายกมันขึ้นมาอวด ชั่วขณะนั้นอับราฮัมสามารถใช้ความเร็วแย่งมันมาได้ถ้าเขาต้องการ แต่สัญชาตญานบอกเขาไม่ให้ทำอะไรโง่ๆ

"พวกแกเห็นมั้ย!" ใบหน้าของซินธ์บ่งบอกถึงชัยชนะ "มันเลือกชั้นเว้ย แกเห็นมั้ยอับราฮัม อาวุธนี่มันเลือกชั้น อาวุธที่แกอยากได้นักหนาตอนนี้เป็นของชั้นแล้วไอ้หน้าโง่เอ๊ย คราวนี้แกจะทำยังไงฮะไอ้คนเก่ง ชั้นจะ.." แต่แล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆเลือนหายจากใบหน้าหล่อเหลาของซินธ์ แทนที่ด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด ใบหน้าของซินธ์กลายเป็นสีเทาซีดภายใต้เงาของตรอก

มีสีที่คล้ายกับภาพโฮโลแกรมสีฟ้าปรากฎขึ้นรอบๆลูกทรงกลม เป็นอักขระที่เขาไม่คาดว่าจะเคยเห็นนอกเหนือจากตอนที่เขาเรียนเพื่ออ่านมันก่อนที่ตำรานั้นจะบอกให้เขาหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่อักขระแบบนี้เขียนอยู่ นอกจากนี้ยังมีลวดลายดาวห้าแฉกในวงกลมประทับอยู่บนลูกทรงกลมซึ่งก่อนหน้านี้เขาแน่ใจว่ามันเป็นแค่ลูกทรงกลมผิวเรียบ

ที่เลวร้ายที่สุดคือพลังงานที่อันแน่นอยู่เหมือนจะประทุอยู่ภายในและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนอับราฮัมรู้สึกหูอื้อ คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกอยู่ฝ่ายเดียว ซินธ์ฉลาดพอจะจับมันยัดกลับที่เดิมก่อนปิดกระเป๋า เขาถึงกับหอบหายใจ ใบหน้าไร้สีเลือด ดวงตาโปนด้วยความตื่นตระหนก

"พวกแก...." เขาพูดติดขัด ผมลู่ลงปรกใบหน้า "พวกแกมันบ้า....ถ้าชั้นรู้ว่ามันเป็นของพรรค์นี้....เวรเอ๊ย! เราเกือบซวยแล้วมั้ยล่ะ ถ้าเกิดชั้นช้ากว่านี่นิดเดียวล่ะก็ พวกเรามีหวัง....."

ตาย รวมถึงทุกชีวิตในนิวยอร์คด้วย

บางอย่างบอกเขาว่าซินธ์พูดผิด พวกเขาไม่ได้เกือบซวย.....

ความเงียบผิดธรรมชาติเขาปกคลุม ไม่มีเสียงยานพาหนะ ไม่มีเสียงหลอดไฟ หรือควรจะพูดให้ถูกคือไม่มีเสียงอะไรเลย ทั้งที่ๆเมื่อกี้เขายังได้ยินเสียงความวุ่นวายของนิวยอร์คอยู่เลย หลอดไฟเสียๆด้านบนก็เกิดสว่างจ้าขึ้นมาราวกับจะระเบิด

"บ้าเอ๊ย แกทำพังจนได้" อับราฮัมภาวนาให้สัญชาตญานเขาผิด แต่เขาไม่ได้โชคดีขนาดนั้น

พวกมันเจอเราแล้ว

ปลายสุดของตรอกปรากฎร่างของฝันร้ายยามค่ำคืน ชายร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทและเนกไทสีแดง ทุกคนหวีผมเรียบ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง แว่นดำราวรัตติกาลปกปิดแววตาเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาคาดหวังจะเห็นในตอนนี้ ภายใต้แว่นดำนั้นคือสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุด แข็งแกร่งที่สุด โหดเหี้ยมที่สุด เจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่พี่น้องของเขาเคยพบ เพราะว่าไม่เคยมีใครสามารถกลับมาเล่าถึงความน่ากลัวของพวกมันนั่นเอง

อับราฮัมสามารถเอาตัวรอดจากพวกมันคนเดียวได้สบาย เป็นคู่ต่อสู้ให้ได้ด้วยซ้ำไป แต่นี่พวกมันมากันสามคน

สามคน

"สวัสดีท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย" ชายชุดดำที่ยืนตรงกลางพูดขึ้น มีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก "เราไม่ได้มาขัดจังหวะการพบปะเล็กๆพวกคุณใช่มั้ย"

อับราฮัมจ้องพวกชุดดำสลับกับกระเป๋าไปมา พวกนั้นแทบไม่ขยับ

"จริงสิ" ชายคนเดิมพูด "ดูเหมือนว่าในนั้น จะมี...ของสำคัญที่พวกคุณต้องการ ไม่สิ พวกเราต้องการ แต่ก็มีใครซักคนใจกล้าพอที่จะฉกมันจากเราไปแบบใต้จมูกแท้ๆ จากที่เห็นเมื่อครู่นี่ก็คงเห็นแล้วว่านั่นไม่ใช่ของเด็กเล่น พวกคุณจะรู้มั้ยเราเสียเวลาไปเท่าไหร่เพื่อตามชิงมันคืน ซึ่งก็ขอบใจจริงๆที่เปิดใช้งานมันเมื่อสักครู่จนเราตามมาเจอ เป็นความร่วมมือที่หาได้ยากจากพวกคุณจริงๆ"

ชายชุดดำเดินเข้ามาอย่างใจเย็น ใบหน้าของพวกนั้นทุกคนมีรอยยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ เสียงส้นรองเท้าหนังสะท้อนไปตามตรอก

"เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ส่งมันมาซะ พวกเราไม่มีเวลาเล่นด้วยเท่าไหร่ บางทีผมอาจช่วยทำไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการชุมนุมเล็กๆน้อยๆนี้"

ซินธ์และพรรคพวกดูเหมือนจะเสียความควบคุมไปแล้ว อับราฮัมต้องเลือกระหว่างว่าจะเสี่ยงรับมือกับพวกชุดดำสามคนหรือยอมให้พวกนั้นได้ลูกทรงกลมไป ซึ่งนั่นหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่วางแผนกันมาต้องพังทลาย เขาจะยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ซินธ์ดันตัดสินใจได้ก่อนเขา ไอ้สารเลววิ่งชนเขาจังหวะที่มันวิ่งหนี

เพียงพริบตาเดียว ซินธ์วิ่งไต่ขึ้นสู่ดาดฟ้าอาคารด้านหลังก่อนจะหายไป ทิ้งไว้เพียงรอยคอนกรีตแตกๆตรงจุดที่วิ่งขึ้นไป

ซินธ์ไปพร้อมกระเป๋า

"ช่างน่าเสียดาย" ชายชุดดำคนเดิมเอ่ยพลางยักไหล่

ฟุ่บ!!

อับราฮัมอาศัยจังหวะฉุกละหุกร่ายคาถา ม่านควันสีเทาดำพวยพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขา บดบังตัวเขาจากตัวศัตรูที่ยืนนิ่งๆอย่างใจเย็น ไม่กี่อึดใจควันหนาทึบผิดธรรมชาติปกคลุมทั้งตรอก แสงหลอดไฟถูกควันบังแทบจะมิด อับราฮัมมองไปยังทิศทางที่ซินธ์หนีไปขณะที่ลิ่วล้อของซินธ์มองซ้ายขวาอย่างงุนงง แน่นอนว่าพวกนี่ไม่เคยเจอชายชุดดำแบบซึ่งๆหน้า นี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของพวกนั้น

น่าสมเพช

ไม่ต้องรอซ้ำสอง อับราฮัมใช้ความเร็วสุดชีวิตตามไอ้ตัวแสบไป จังหวะที่เขาขึ้นสู้ดาดฟ้าเข้าได้ยินเสียงต่อสู้ด้านล่างหรือเขาควรจะพูดว่าเป็นการลงมือฝ่ายเดียวมากกว่า ผงความมืดคงทำให้ศัตรูตามตัวเขาได้ยากขึ้น

ซินธ์อยู่ห่างจากเขาไปอีกสี่ดาดฟ้า อับราฮัมวิ่งสุดชีวิตจนเขาได้กลิ่นผงคอนกรีต ผงอิฐ ปนมากับกลิ่นเหม็นไหม้ของพื้นรองเท้า เขาทั้งพุ่งตัวทะลุป้ายโฆษณา กระโดดข้ามช่วงตึก แผดเสียงร้องเป็นวัวกระทิง จนกระทั่งไอ้ตัวแสบอยู่ห่างออกไปไม่เกินยี่สิบฟุต

ได้ตัวแกละ ไอ้เวร

"ซินธ์!!!!" เขาตะโกนขณะที่เขาถีบตัวกระโดดสุดแรง ซินธ์หันมามองอย่างเสียขวัญ สายตาของอับราฮัมจับจ้องอยู่ที่กระเป๋า อับราฮัมกำหูหิ้วกระเป๋าไว้แน่นขณะที่รวบตัวซินธ์ไว้แบบนักอเมริกันฟุตบอล พวกเขาพุ่งกระแทกพื้นอย่างแรงซึ่งร่างของซินธ์ถูกใช้เป็นเหมือนเบาะรองกระแทก เขาคิดว่าได้ยินเสียงแตกของคอนกรีต

แต่แน่นอนว่าแค่นั้นไม่ทำให้ไอ้ตัวแสบบาดเจ็บหรอก

เขาคร่อมร่างซินธ์เอา มือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถือกระเป๋ากำรอบคออีกฝ่ายไว้แน่นก่อนฉุดให้ลุกขึ้นเต็มแรง คราวนี้ไอ้ตัวแสบถึงกับร้องไม่ออก

"โอเค โอเค ยอมแล้วๆๆ!!!" ซินธ์ร้องลั่นขณะที่นิ้วของอับราฮัมจิกแน่น เท้าของเขาเริ่มเตะอากาศ

"ชั้นขอโทษ คราวหน้าชั้นจะไม่.."

"หุบปาก!!" อับราฮัมตะคอก "ไอ้ที่แกทำเมื่อกี้เกือบทำพวกเราต้องสูญสิ้นไปกับความงี่เง่า ไอ้การเล่นสนุกของแกเรียกพวกมันมา คราวนี้แกเข้าใจหรือยัง!!"

"เข้าใจแล้วโว้ย!!" ซินธ์ตะเบ็งเสียง ตอนนี้ตาขาวเขาเริ่มหายไปแล้ว "แกไม่ฆ่าพี่น้องแกหรอกใช่มั้ย ? อับราฮัม แกเป็นนักรบ แก....."

อับราฮัมขบกราบแน่น ก่อนเขาจะคลายมือปล่อยไอ้ตัวแสบร่วงลงกับพื้น ซินธ์นวดคอพลางหอบหายใจอย่างทรมาน เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าโล่งอกปนหวาดกลัวพลางกระเถิบออกให้ห่างเท่าที่เขาจะทำได้

อับราฮัมย่างสามขุมเข้าหาซินธ์ ความโกรธยังเต้นตุบๆและแผดเผาอยู่ในหัวของเขา "ชั้นจะปล่อยแกไปเพราะชั้นไม่ฆ่าพวกเดียวกัน ถ้าขืนแกกล้าเรียกชั้นว่าพี่น้องอีก รับรองว่านั่นเป็นคำพูดสุดท้า..."

ตาทั้งสองของซินธ์เบิกกว้าง ปากอ้าราวกับกรีดร้องอย่างไม่มีเสียง สีหน้าสยดสยองหน้านั้นมีความหมายเดียวเท่านั้น.....แต่อับราฮัมก็ช้าไปเสียแล้ว

บางอย่างแหลมคมและเป็นมันวาวเสียบทะลุหน้าอกเขาจากด้านหลัง ความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านจากกลางหลังไปทั่วร่างกายพร้อมกับของเหลวอุ่นๆไหลอกมาจากหน้าอก อับราฮัมรู้สึกราวทุกแทงทั่วร่างพร้อมกันด้วยมีดเล็กๆเผาไฟและท่อนซุงเสียบเข้ากลางหลัง เขาพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ร้องด้วยความเจ็บปวด ภาพที่เห็นเริ่มเลือนลาง

ความโกรธและรีบร้อนทำให่เขาลืมไปว่าพวกชุดดำไม่จำเป็นต้องตามหาเขามา แค่ตามซินธ์ให้เจอก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกหน้าโง่ถึงสองตัว เขาน่าจะฆ่าไอ้ตัวแสบซะตอนที่ยังมีโอกาส

"สารภาพตามตรงว่าที่คุณเล่นกลใช้ผงความมืดนั่นเรานึกไม่ถึง" เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง "ถึงใจจริงอยากสู้กับคนดังอย่างคุณแบบแฟร์ๆ แต่ช่วยไม่ได้เพราะคุณเป็นฝ่ายเล่นทีเผลอก่อน อีกอย่างนึงคือสงครามน่ะมันไม่มีคำว่าแฟร์หรอก อย่าโทษเราเลย"

อับราฮัมพยายามเกาะกุมกระเป๋าด้วยแรงที่มี แต่มือที่แข็งแรงกว่าของชายชุดดำอีกคนคว้ามันไปอย่างง่ายดาย เรี่ยวแรงและสติของเขาเหมือนถูกดูดออกไปทางบาดแผลกลางหลัง ขณะที่ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สายตาพร่ามัวมองเห็นร่างในชุดดำตรงเข้าตรึงซินธ์ไว้กับพื้นด้วยการเหยียบ

"เฮ้...." ใบหน้าหล่อเหลาซีดเป็นกระดาษ สองมือกำขาของบุรุษชุดดำอย่างไร้หนทาง "สาบานได้ว่าชั้นไม่รู้ว่าไอ้นั่นคืออะไร......ชั้นติดหนี้พวกนั้น ชั้นไม่เกี่ยว.....ชั้นจะบอกทุกอย่าง! จริงๆนะ! ทุกอย่างเลย! รับรองว่าพวกแกต้องไม่เคยได้ยิน....ไม่ๆๆๆๆๆ อย่าฆ่าชั้น ได้โปรด อย่าทำ...." จู่ซินธ์ก็พูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมาติดคอ

"ผมเสียใจจริงๆที่ไม่อาจมอบความตายอย่างนักรบให้กับอับราฮัมผู้โด่งดัง" เสียงของชายชุดดำเหมือนล่องลอยมาไกลแสนไกล "ที่ผมพอจะให้ได้มีแค่นี้แหละ ลาก่อน"

อับราฮัมสะท้านทั่วร่างเมื่ออีกฝ่ายดึงดาบออก เขารู้สึกถึงแรงกระชากที่หลังคอเสื้อเมื่อชายชุดดำเหวี่ยงเขาลงจากดาดฟ้า อากาศหวีดหวิวในหูขณะที่ร่างเขาลอยเป็นตุ๊กตาผ้าถูกโยนทิ้ง

สิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้คือเสียงกรีดร้องของซินธ์และเปลวไฟสีขาว
แก้ไขล่าสุดโดย cpt_mctavish เมื่อ 29 ธ.ค. 2015, 21:00, แก้ไขแล้ว 19 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 20 มี.ค. 2015, 18:03

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -บทนำ-

เอาจริงฟิคอะไรที่มันเหนือธรรมชาติ ออกแนวมีพลังพิเศษซัมติงจะไม่ใช่แนวของพี่ และพี่จะไม่อ่านเลย แต่เรื่องนี้

1) น้องซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของพี่เป็นคนแต่ง
2) น้องแต่งได้เจ๋งมาก

พี่จึงเปิดมาอ่านจนจบอย่างไม่คาดฝัน และให้เกิดความรู้สึกอยากจะตัดริบบิ้น แล้ว standing ovation สักสองนาที เพราะน้องใช้ภาษาในเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ ดุดัน สั้นกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ แต่ทรงพลัง เนื้อเรื่องก็น่าติดตาม อ่านแล้วเกิดภาพหนัง action ลอยขึ้นมาเป็นฉาก ๆ แบบมันสุดยอดอะ คือไม่มีอะไรที่จะติ มีแต่คำชมล้วน ๆ

อย่าดองนะเรื่องนี้ (แต่เอาจริงของแบบนี้ห้ามกันไม่ได้ เพราะพี่ก็ดอง :e13) ติดตาม ๆ

10/10 would read again


Edit

โทษ ๆ เห็นคำผิดนิดหน่อย

เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูๆตามเคยซึ่งเป็นนี้เป็นสูทสีขาวล้วน
หน?
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 21 มี.ค. 2015, 01:06

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -บทนำ-

Apayin เขียน:เอาจริงฟิคอะไรที่มันเหนือธรรมชาติ ออกแนวมีพลังพิเศษซัมติงจะไม่ใช่แนวของพี่ และพี่จะไม่อ่านเลย แต่เรื่องนี้

1) น้องซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของพี่เป็นคนแต่ง
2) น้องแต่งได้เจ๋งมาก

พี่จึงเปิดมาอ่านจนจบอย่างไม่คาดฝัน และให้เกิดความรู้สึกอยากจะตัดริบบิ้น แล้ว standing ovation สักสองนาที เพราะน้องใช้ภาษาในเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ ดุดัน สั้นกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ แต่ทรงพลัง เนื้อเรื่องก็น่าติดตาม อ่านแล้วเกิดภาพหนัง action ลอยขึ้นมาเป็นฉาก ๆ แบบมันสุดยอดอะ คือไม่มีอะไรที่จะติ มีแต่คำชมล้วน ๆ

อย่าดองนะเรื่องนี้ (แต่เอาจริงของแบบนี้ห้ามกันไม่ได้ เพราะพี่ก็ดอง ) ติดตาม ๆ

10/10 would read again


ผมนี่....
รูปภาพ
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 22 มี.ค. 2015, 21:17

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 1-[22/3/2015]

CHAPTER I
A New Day **EDITED**

ซานฟรานซิสโก, แคลิฟอร์เนีย



“กว้างเหมือนกันแฮะ”


“อยู่ไปซักพักแกจะคิดว่ามันแคบ เชื่อฉันสิ”


ทรอยก้าวเข้าไปในห้อง—บ้านใหม่ของเขา คลินท์เป็นคนแนะนำที่นี่ให้เขาเอง ของใช้ สัมภาระ ทุกอย่างที่เป็นของทรอยตอนนี้อยู่ในลังใหญ่ๆที่ทางบริษัทส่งของนำขึ้นมาไว้ให้ ห้องนี้ดูเหมือนจะมีห้องรับแขกเล็กๆ หนึ่งห้องนอนอีกหนึ่งห้องน้ำ อีกด้านของห้องรับแขกมีระเบียงอยู่ คลินท์เคยอยู่ที่นี่ก่อนเขาจะยกให้ทรอย


“ห้องเปิดได้ด้วยลายนิ้วมือถ้าเกิดกุญแจหรือคียการ์ดหาย ทุกอย่างในห้องสั่งการได้ด้วยเสียง ทีวี เครื่องปรับอากาศ ฝักบัว น้ำอ่งน้ำอุ่น อ้อ แล้วก็ผ้าม่านด้วย แต่ฉันแนะนำให้แกใช้มือดีกว่า ถ้าแกอยากได้ผ้าม่านสีไหนก็กดเอาเลย ซักสามสี่วิก็เปลี่ยนให้แล้ว” คลินท์ตามหลังเข้ามา เขายังเหมือนเดิม—ยกเว้นว่าตอนนี้ไม่ได้ตัดผมทรงสกินเฮด แล้วก็เป็นทรอยที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อย(ซึ่งลุงไซม่อนล้อเขาใหญ่ตอนที่กลับบ้าน) ตาสีฟ้า ผมเป็นสีน้ำตาลแบบแม่ของเขา รูปร่างบึกบึนตามอาชีพ เขายังคงสไตล์การแต่งตัวแบบเดิมๆ เสื้อยืด แจ็กเก็ตหนังสีเข้มๆ กางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบหรือหนัง แบบที่ผู้ชายลุยๆชอบใส่ ซึ่งเป็นแฟชั่นเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วแต่กลับใช้ได้จนถึงตอนนี้


“เจ๋งโคตร…” ทรอยพูดเบาๆ ขณะตรวจดูซอกมุม ในห้องน้ำมีกระจกพอดีซึ่งตอนนี้ผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกของเขากลายเป็นทรงแปลกๆหลังจากหลับบนรถเป็นชั่วโมง เขาขยับไปใกล้กระจกพลางขยี้ตา “แล้ว…”


“อินเทอร์เน็ต….ใช่” คลินท์มองหน้าเขาอย่างรู้ทัน “ประทานโทษ แต่ละห้องใช้ใครใช้มันว่ะ ถามว่าเร็วมั้ย? น่าจะเร็วนรกแตกเหมือนเดิม แต่ไอ้เร็วของฉันกับของแกมันอาจไม่เหมือนกันก็ได้”


แค่จัดของเข้าไป ห้องนี้ก็เป็นสวรรค์แล้ว


“เห็นแผงควบคุมข้างๆประตูมั้ย?” คลินท์ชี้ “หน้าจอจะให้แกเห็นว่าใครมาเคาะ ส่วนปุ่มข้างล่างนั่นก็….ขอนึกแปบนึง……เออใช่ ซ้ายสุดเรียกแม่บ้านแต่บางทีเขาจะส่งหุ่นทำความสะอาดมาแทน ซ้ายมาหน่อยเรียกช่าง อันขวาเปิดให้เรียกหมอ ขวาสุดเรียกตำรวจ บอกเพื่อนๆแกด้วยถ้าเกิดใครมันจะเล่นพิเรนท์ตอนงานปาร์ตี้”


สีหน้าเรียบๆเหมือนกำลังพูดเรื่องเบสบอลของคลินท์ทำให้ทรอยหัวเราะ


“พี่ซีเรียสนะน้องจ๋า” คลินท์หยิบห่อหมากฝรั่งสีชมพูขึ้นมาเกาะๆ “ตำรวจที่นี่เขาไม่ได้เก่งแค่จับโจรวิ่งราวหรือว่าขี้ยานะเฟ้ย ถึงแกไม่ใช่ทั้งสองก็อย่าไปแหย่ล่ะ ตอนที่แกหลับบนรถ ฉันเห็นพวกนั้นขับซุเปอร์คาร์ด้วย นึกว่าจะเห็นแค่ในหนังรุ่นพ่อซะอีก”



ทรอยทิ้งตัวลงบนโซฟา ซึ่งนุ่มจนเขาคิดว่าตัวจมลงไปไม่ต่ำกว่า 3 นิ้ว คลินท์นั่งลงใกล้ๆพลางยื่นห่อหมากฝรั่งให้


“ไม่เป็นไร คลินท์ ช่วงนี้ฉันงดของหวาน” ซึ่งตรงนี้ทำเอาคลินท์หัวเราะหึๆ “ยังไงก็ต้องขอบใจพี่มากนะที่อุตส่าห์พาฉันมา ที่นี้มัน….ไม่รู้สิ…..เจ๋งเป็นบ้า ถึงจะไกลจากลุงป้าแล้วก็เอมี่ก็เถอะ”


“พูดถึงเอมี่ ชักคิดถึงแล้วสิ” คลินท์เกาหัว “เธอโทรหาฉันบ่อยกว่าพ่อกับแม่ซะอีก แม่ฉันก็ออกจะแม่บ้านแม่เรือน ไหงเอมี่กลายเป็นทอม—สาวห้าวไปได้ แกแน่ใจนะว่าไม่ใช่สอนอะไรน้องไว้”


ลุงไซม่อนกับป้าโจดี้ พ่อแม่ของคลินท์รับทรอยกับเอมี่มาเลี้ยงตอนแม่เสียซึ่งตอนนั้นทรอยอายุได้ไม่กี่ขวบโดยลุงไซม่อนเป็นพี่ชายคนโตของแม่ ลุงบอกเขาบ่อยๆว่าทั้งลุงทั้งป้าอยากมีลูกหลายคนมาโดยตลอดแต่ด้วยสุขภาพทำให้ป้ามีคลินท์ได้แค่คนเดียว แม้หลายปีต่อมาจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องมีลูกแต่ทั้งลุงป้าก็อายุมากเกินไปแล้ว


พูดถึงแม่…..ทรอยจำได้แค่ชื่อกับใบหน้าของแม่ได้เท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นใบหน้าก่อนที่แม่จะป่วย รูปถ่ายของแม่ใบเดียวเขาก็เอาให้เอมี่เพราะเธอยังเจ้าความไม่ได้ตอนแม่เสีย


“เปล่านี่” ทรอยตอบ “ล่าสุดฉันเห็นเอมี่มีเพื่อนผู้หญิงอยู่เลย เยอะด้วย ฉันกล้าสาบานเลยว่ามีคนมาตามจีบน้องเหมือนกัน แต่ก็อย่างที่นายบอก เอมี่ไม่ค่อยจะปลื้มพวกนั้นเท่าไหร่”


“ไอ้พวกน่าสงสาร” คลินท์หัวเราะ “ฉันว่าฉันรู้แล้วว่า ‘พวกน่ารำคาญ’ ในอีเมล์ล่าสุดที่เอมี่ส่งมาหมายถึงใคร ทางบ้านต้องมีเรื่องสนุกๆเยอะแหงๆ….แล้วแน่ใจนะว่าไม่เหงา? พอดีลงไปอีกชั้นหนึ่งมี….”


“นายก็รู้จักเพื่อนฉันนี่ คลินท์” ทรอยยิ้มเล็กน้อย “แค่โทรกริ๊งเดียว ยิ่งตอนนี้ฉันอยู่ห้องคนเดียว เอาเป็นว่าไม่ต้องห่วงฉันหรอก ซักพักเดี๋ยวก็ชิน นายเองก็เคยอยู่นี่คนเดียวไม่ใช่เหรอ”


“ยังไงก็เถอะ ถ้าคิดจะ one night stand ก็คิดดีๆหน่อยละกัน แต่หน้าอย่างแกคงหาได้ง่ายกว่าฉันแน่นอน” คลินท์พูดทีเล่นทีจริง แต่คลินท์นี่แหละเป็นคนแนะนำเขาตอนทรอยมีแฟนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ในไฮสคูล แต่ได้ปีเดียวก็เลิกกันเพราะเธอต้องย้ายบ้านไปอยู่อีกรัฐหนึ่ง


อย่างน้อยก็จบด้วยดีล่ะน่า เขาบอกตัวเองบ่อยๆ


“โอเค ฉันยอมรับว่าแกน่ะสุภาพบุรุษกว่าฉันเยอะเลย ฉันไว้ใจแกว่าไม่ทำไรโง่ๆแน่” คลินท์ยกมือเป็นเชิงขอโทษ “จะให้ฉันอยู่ช่วยจัดของมั้ย?”


“ไม่ละ คลินท์ ขอบใจ” ทรอยตอบ แค่นี้ก็ซึ้งแล้วไอ้พี่บ้า จะโชว์แมนไปถึงไหน


คลินท์ทำหน้าบูดแบบล้อเลียน “ก็ได้ แค่จะทำตัวพระเอกๆหน่อย”


ทรอยลุกขึ้นไปแง้มๆกล่องสัมภาระ ถือว่าบริษัทส่งของทำงานได้เนี้ยบทีเดียว เท่าที่เขาดูๆทุกอย่างดูเป็นระเบียบจนน่ากลัว ยังไม่มีอะไรแตกหัก อย่างน้อยก็เท่าที่เห็น


“ยังไงก็ขอบใจมากนะ คลินท์ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี…”


“ไม่จำเป็นหรอกไอ้น้อง” คลินท์หลิ่วตา “เรื่องแค่นี้ แถมเจ้าของที่นี้ซี้กับฉันจะตาย อ้อ พอดีต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ค่อยได้ใช้รถส่วนตัว แถมไอ้ถึกที่ฉันขับๆอยู่ก็กำลังฟิต ฉันว่า…..”


“จริงๆนะ คลินท์ นายเป็นพี่ชายที่โคตรเจ๋ง แต่ขอเถอะ….ฉันรับจากพี่มามากเกินไปแล้ว ทั้งที่จริงแล้วเราเป็นแค่….”


“โอ๋ๆ” สีหน้าแบบนั้นยังทำให้ทรอยอดหมั่นไส้ไม่ได้ “ครับผม ไม่เอาก็ไม่เอา ซึ้งแล้วครับคุณน้อง ขืนพูดงี้อีกขุ่นพี่ได้ร้องให้แน่ๆ”


“ฉันรู้ว่านายหวังดี แต่…..นายเข้าใจฉันใช่มั้ย?”


“ฉันคิดว่าเข้าใจ” คลินท์ยิ้ม “ยังไงก็ขอให้สนุกนะเว้ย อายุ 20 แกยังทำอะไรได้เยอะแยะ แล้วก็อย่าลืมที่บอกล่ะ”


“คร้าบพ่อ”


คลินท์กางแขนเล็กน้อย ทรอยเข้าสวมกอดลูกพี่ลูกน้องที่ดูแลเขาไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆคนหนึ่ง คลินท์ตบหลังเขาเบาๆก่อนแยกออกมา


“รักษาตัวด้วยคลินท์” ทรอยโบกมือให้พี่ชาย “อย่าลืมติดต่อหาเอมี่ด้วยล่ะ เผื่อน้องอยากเรียนวิธีแขนหักคนจากนาย”


คลินท์ไม่ตอบ เขาหลิ่วตาให้แบบที่ทำบ่อยๆก่อนเดินออกไป


เอาล่ะ ทรอยปิดประตู คราวนี้ฉันจะเอาอะไรไว้ตรงไหนดี


เขาเดินออกไปที่ระเบียง อพาร์ทเม้นท์ที่เขาอยู่ค่อนข้างสูงที่เดียว วันนี้ท้องฟ้าสดใสทีเดียว เมื่อมองลงไปผู้คนข้างล่างกลายเป็นจุดเล็กเคลื่อนที่ไปมา รถยนต์ยวดยานต่างๆใหญ่ขึ้นมาเล้กน้อย รถรางไฟฟ้าเคลื่อนเร็วจนเห็นเป็นแถบสีไกลๆ โดรนลอยฟ้าติดจอแสดงภาพโฆษณาของบริษัทต่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับระเบียงของทรอย เขาพึ่งมาสังเกตว่าตรงขอบระเบียงใกล้มือเขามีหน้าจอโฮโลแกรมเรืองแสงเล็กๆติดอยู่


อากาศปกติ ท้องฟ้าโปร่งไม่มีเมฆ แต่อาจค่อนข้างร้อน / วันที่ 14 กรกฎาคม 2046/ เวลา 10.23 น.


นับว่าไม่เลวทีเดียวสำหรับบ้านใหม่ ทรอยได้แต่สงสัยว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

--------------------------------------

**แก้ไขเนื้อหาเล็กน้อยครับ จริงๆแล้วทรอยตัวสูงกว่าคลินท์ แต่สูงกว่านิดเดียวครับ แล้วก็ตาเป็นสีฟ้า สีผมก็ได้มาจากทางแม่แทน
แก้ไขล่าสุดโดย cpt_mctavish เมื่อ 17 ก.ย. 2015, 00:50, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 25 มี.ค. 2015, 00:43

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 1-[22/3/2015]

คลินท์ตัวสูงเขาทรอยอย่างน้อยสองนิ้ว
กว่า

รถยนต์ยวดยานต่างๆใหญ่ขึ้นมาเล้กน้อย
เล็ก


ตอนนี้บรรยากาศต่างกับตอนแรกลิบลับ เรียกว่าเป็นตอนเบรกอารมณ์ก่อนพายุกระหน่ำหรือเปล่า :e13
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 30 มี.ค. 2015, 21:49

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 1-[22/3/2015]

มาลงชื้่อติดตามด้วยคนครับ ช่วงนี้พี่เองก็แบบทำโน่น นี่ นั่น ให้ตัวเองยุ่ง ๆ เลยไม่ค่อยเข้าบอร์ดแบบจริงจังเท่าไร

อย่าดองแบบเรื่องก่อน ๆ นะ ไม่เอานะ 55555+ พี่เองก็จะกลับมาอัพฟิคบ้างแล้ว :e3
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 01 เม.ย. 2015, 22:50

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 2-[1/4/2015]

จะเป็นตอนสั้นๆเป็นส่วนใหญ่ครับช่วงนี้ เนื้อหาจะเบาๆหน่อย

----------------------------------------------------------------------

CHAPTER II
Alone

“ไงเอมี่ ?”

“ว่าไงทรอย” น้องสาวตอบจากปลายสาย “คลินท์ไม่ได้ยกรังหนูของเค้าให้พี่ใช่มั้ย”

“เป็นรังหนูที่ใหญ่เลยล่ะ” ทรอยตอบ “ล้อเล่นน่า อพาร์มเม้นท์ที่พี่อยู่นี่สูงพอจะมองซานฟรานฯได้ทั้งเมืองเลยล่ะ อยากให้เธอมาเห็นบ้างจัง”

“ไม่เอาน่า ทรอย พี่ลืมแล้วเหรอว่าชั้นกลัวความสูงน่ะ”

“เหรอ” ทรอยหัวเราะ “เอมิเลีย สาวน้อยที่โหดพอจะต่อยหน้าเด็กผู้ชายตัวโตๆมากลัวความสูงเนี่ยนะ”

“พี่บ้า” ดูเหมือนเธอไม่ตลกด้วย

“เพราะรักถึงได้ล้อไง”

“อยู่ห้องเก่าของคลินท์ได้วันเดียว พี่ก็เริ่มพูดเหมือนเขาแล้ว ชั้นละจะบ้าตาย อีกอย่างนึง ชั้นไม่ได้ต่อยทุกคนซะหน่อย….” เหมือนว่าเอมี่จะเสียงอ่อนลง

“….โอเค” ทรอยพยายามกลั้นหัวเราะ “แล้วลุงกับป้าล่ะเป็นยังไงบ้าง”

“ป้าก็เหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้ป้าไม่ได้เล่นโยคะบ่อยเหมือนแต่ก่อนแล้ว” เอมี่ตอบ “ส่วนลุง พอไม่มีคนบังคับให้เล่นโยคะก็หน้าตาสดใสขึ้นเยอะเลย ทุกวันนี้ลุงก็สอนหนังสือที่ไฮสคูลเหมือนเดิมแหละ เพียงแต่ช่วงนี้ไม่ค่อยบ่นปวดนั่นปวดนี่เท่าไหร่ ว่าแต่พี่ล่ะ เป็นไงบ้าง?”

“ซานฟรานฯก็วุ่นวายกว่าที่ซีแอตเทิลพอสมควรเลยล่ะ” ทรอยเกาหัว “แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากหรอก ซักพักพี่คงจะปรับตัวได้ อีกอย่างพวกเพื่อนพี่หลายคนก็อยู่ที่นี่ ตอนสมัยไฮสคูลก็ไปๆมาๆออกจะบ่อย”

“เออนี่ หวังว่างานเขียนโปรแกรม—ไวท์แฮทอะไรนั่นคงจะคุ้มค่านะ ชั้นไม่อยากเห็นพี่แต่งงานกับคอมพิวเตอร์”

“นี่มันยุคแห่งเทคโนโลยีแล้ว เอมี่ อีกอย่างพี่ไม่ปล่อยให้ตัวเองอดตายหรอกน่า ลืมไปแล้วเหรอไงว่าสมัยไฮสคูลพี่เล่นบาสให้โรงเรียนนะ”

“จ้า พ่อคนเก่ง” เอมี่หัวเราะ “ไว้คุยกันคราวน่านะ มื้อเย็นมาแล้ว”

“โอเค เอมี่ รักษาตัวด้วยล่ะ”

แล้วเขาก็รู้สึกเสียใจที่หลังที่โทรหาเอมี่ช่วงมื้อเย็น อาหารฝีมือป้าโจดี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นของทรอยน่าจดจำ แล้วเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขากับคลินท์ไม่ค่อยกลับบ้านดึก เพราะนั่นหมายถึงอาหารเย็นชืดที่รออยู่แทนที่จะเป็นของอร่อยๆกำลังอุ่นได้ที่ นั่นยังไม่รวมเรื่องสนุกๆของลุงไซม่อน ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการทำให้ใครซักคนสำลักอาหารโดยไม่ตั้งใจ

ส่วนงาน….ไวท์แฮทค่อนข้างเป็นอาชีพที่มาแรงในขณะนี้ ตัวทรอยเองก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ ช่วงหนึ่งที่เขาเริ่มหารายได้ซึ่งตอนนั้นเขามีคอมพิวเตอร์ไว้เล่นเกมและอินเทอร์เน็ตเท่านั้นจนกระทั่งเขาเจอกับช่องทางหากินบนโลกไซเบอร์ เขาศึกษาทั้งจากบนบล็อกและนักท่องไซเบอร์ที่ร่วมชั้นเรียนและเพื่อนเก่าของคลินท์ที่ยินดีถ่ายทอดวิทยาทาน เป็นเวลาเกือบเดือนที่เขาซึมซับเท่าที่ทำได้ เพียงงานไม่กี่ชิ้นทำให้เขามีเงินเก็บพอเกือบทั้งซัมเมอร์ของปีนั้น

คอนเซ็บของไวท์แฮทง่ายมาก องค์กร,บริษัท,เว็บไซด์ต่างๆโดยเฉพาะที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากเช่น Facebook ที่อยู่ยงคงกระพันมาได้หลายปีแล้ว ต้องการมาตรการปกป้องข้อมูลผู้ใช้บริการหรืออะไรก็ตามที่ถือเป็นข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย การป้องกันต่างๆจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมันถูกทดสอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเหล่าไวท์แฮทที่ต้องเจาะเข้าไป ถึงไม่เจออะไรและรายงานผลลัพธ์ที่ได้ตามเวลา เขาก็ได้ค่าเสียเวลาอยู่ดี แต่ถ้าใครที่พบและรายงานช่องโหว่ของระบบป้องกันก็จะได้เงินเพิ่ม ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์

“ถ้าเป็นสมัยลุงนะ ลุงคงไปๆมาๆอยู่แค่แมคโดนัลกับปั๊มน้ำมันแถวบ้านนี่แหละ”

ทุกคนก็เข้าใจดีว่ามันเป็นอาชีพถูกกฎหมาย ถึงจะไม่มั่นคงก็เถอะ ที่ผ่านมาเขารับแต่ข้อเสนอที่คิดว่าคุ้มพอจะเสียเวลาเท่านั้น แน่ละว่าเขาต้องเจียดเวลาไปข้างนอกบ้าง อีกอย่าง เขาได้เรียนรู้ว่างานสายนี้ถ้าไม่ขยันและเก่งจริงๆไม่ควรยึดเป็นอาชีพหลัก

ทรอยอยู่กับป้าโจดี้นานพอจะรู้วิธีต้มพาสต้าให้สุกกำลังดีและซอสสำเร็จรูปยี่ห้อที่ดีสุด(ถึงป้าจะทำซอสเองทุกครั้งก็เถอะ) ห้องครัวเล็กๆนี่ก็ดีพอจะทำของง่ายๆกินเองได้นอกจากสลัดหรือซีเรียล

เขาถือจานมาพอดีขณะที่เจนิส เทย์เลอร์ผู้ประกาศข่าวสาวสวยพูดถึงข่าวฆาตกรรมปริศนาที่เป็นข่าวมาได้ไม่กี่วัน

“กรมตำรวจนิวยอร์คได้ยอมรับถึงความล่าช้าของคดีเนื่องจากไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์หรือตัวผู้ต้องสงสัย ทั้งที่เหตุเกิดในย่านผู้อยู่อาศัย ผู้ที่พอให้การได้กล่าวว่าเห็นเพียงเหยื่อตกลงมาจากฟ้า ลงมายังฝากระโปรงรถ…”

ดูเหมือนรถดังกล่าวกำลังวิ่งอยู่กลางถนนตอนเกิดเหตุ รถส่วนหน้าพังยับเหมือนสิ่งของหนักเป็นตันหล่นใส่ หน้าจอเต็มไปด้วยไฟไซเรนของรถตำรวจ มีแถบกั้นสีเหลือง ผู้สื่อข่าวภาคสนามกำลังสัมภาษณ์ชายหัวล้านท่าทางตื่นกลัวคนหนึ่ง

“ผมสาบานได้….ผมกับเมียกำลังติดไฟแดงอยู่ดีๆ ก็มีคนหล่นลงมา….ใช่!ผมพูดว่าคน! เป็นผู้ชายผิวขาวอายุน่าจะสามสิบ ไม่ใช่แค่ผมกับเมียนะ คันอื่นๆก็ลงมาดู”

“พอจะจำได้มั้ยครับว่า ผู้ตายมีรูปร่างหน้าตายังไง?”

“ผมจำได้แค่ว่าเขาเป็นคนขาว” ผู้เสียหายปาดเหงื่อ “ให้ตายเถอะ! ผมบอกตำรวจไปแล้วนะ เขามีแผลโดนแทง อยู่เหนือหัวใจไม่กี่นิ้วผมกล้าพูดเลย! แต่จู่ๆหมอนั่นก็ลุกเป็นไฟ…ใช่สิ! ลุกเป็นไฟ ผมไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไง แต่ตัวเขาลุกเป็นไฟ กว่าตำรวจจะมาก็เหลือแค่ขี้เถ้าสีเทาๆ ไม่เชื่อลองไปถามคนอื่นดูสิ ผมจะโกหกทำไม? ที่เละๆกองอยู่นั่นก็รถผมนะ..”

แล้วภาพก็ตัดมาที่เจนิสอีกครั้ง

“เพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่น ทางตำรวจได้ให้ความเห็นว่าอาจเป็นอุปทานหมู่ แต่ด้วยพยานแวดล้อมที่บ่งบอกไปในทางเดียวกัน เราจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า….”

ถึงแม้ว่าเขาจะชอบเจนิสแค่ไหนแต่ด้วยเหนือหาของข่าวที่ไม่เหมาะกับการฟังขณะทานมื้อเย็น ทำให้ทรอยตัดสินใจเปลี่ยนช่องไปดูรายการอื่น

“โทษทีนะคนสวย พาสต้ากับฆาตกรรมกินรวมกันแล้วไม่ค่อยอร่อย”

ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะของลุงป้า ถ้าเอมี่อยู่ด้วยคงจะพูดว่า คลินท์สอนอะไรพี่มาอีกล่ะ เขาลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

“เอาน่าทรอย แกไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวตลอดไปซะหน่อย”

ปรากฏว่าช่องที่เขาบังเอิญกดเลือกเป็นรายการทดลองสินค้า คราวนี้เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดขนาดพกพาซึ่งทรอยได้ดูเป็นรอบที่สิบแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นของหนึ่งในบริษัทลูกของ Magnus Corporation ที่คลินท์ทำงานอยู่

“สากกะเบือยันเรือรบ นี่แหละ Magnus” คลินท์เคยพูดไว้ “รู้มั้ยว่ามันแปลว่าอะไร? Magnus แปลว่าใหญ่เบ้อเริ่ม ก็ตามนั้นแหละ”

“ไม่ยักกะรู้ว่าบริษัท PMC แถมผลิตอาวุธจะขายเครื่องดูดฝุ่นเดินได้ ฟังดูเจ๋งดีแฮะ” ทรอยจำได้ว่าเขาตอบไปแบบนี้

“อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเครื่องจักรเจ๋งๆก็ของบริษัทลูกทั้งนั้น โคตรพ่อโคตรแม่ทุนนิยมเลยว่ามั้ย?”

ถึงมีเพื่อนๆจะเทียวไปเทียวมาที่นี่ แต่มันก็คนละความรู้สึก ทรอยรีบจัดการพาสต้าขณะที่หุ่นบนจอทีวีกำลังสาธิตการรับคำสั่งด้วยเสียง

“ปิด” ทรอยนึกได้ว่าทีวีก็สั่งการด้วยเสียงได้เหมือนกัน พอไม่มีเสียงทีวีก็มีเพียงเสียงความวุ่นวายของมหานครที่อยู่เบื้องล่าง แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกตัวคนเดียว ทั้งที่มีผู้ล้านนับล้านอยู่ที่นั่น

น่าแปลกที่กลางเมืองใหญ่จะให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ขนาดนี้

“พี่ก็หวังว่ามันจะคุ้มค่าเหมือนกัน เอมี่ ขอให้พี่โชคดีแล้วกัน”
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 03 เม.ย. 2015, 14:12

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 2-[1/4/2015]

แต่ด้วยเหนือหาของข่าวที่ไม่เหมาะกับการฟังขณะทานมื้อเย็น
เนื้อหา


ขอเม้นท์นอกเรื่องหน่อย เอาจริงโคตรน่าอิจฉาเลย ซานฟรานฯ เป็นเมืองที่พี่อยากไปอยู่มาก ๆ ค่าที่แพงบรรลัย แต่เจริญและอากาศดีสุด ๆ (รองมาก็ชอบอยุ่ DC นี่แหละ สะดวกดี แต่ซานฟรานฯ ยังไงก็เจ๋งกว่าเรื่องอากาศและอาหาร) ถ้ามีคนยกห้องให้แบบนี้ก็ดีสินะ ห้องอยู่คนเดียว ครัวเล็ก ๆ แค่นี้โลกก็เป็นของเราแล้ว อิ ๆ :e7
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 04 พ.ค. 2015, 18:07

Re: [OriFic] Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 3-[4/5/2015]

มาต่อกันครับ ที่หายไปนานเพราะงานมันกระชั้น

----------------------------------------------------------------------

Chapter III
TBC


“เป็นไงบ้าง อลิสแตร์ ?”

“หวัดดีเว้ย อัล”

“สวัสดีตอนเช้าครับ….คุณ…เอ่อ…เทอเนอร์”

“ตายยากนะมึงเนี่ย ตกเย็นที่เดิมมั้ยวะ ?”

ไหงวันนี้เด็กฝึกงานเยอะจัง บางคนใส่แจ็คเกตซะกลายเป็นเด็กส่งพิซซ่า โอ้ นั่นไงโต๊ะกู

“ขอทางหน่อยสาวๆ” เด็กฝึกงานแว่นหนากลุ่มหนึ่งขยับหนีให้ บางคนทำหน้าเหมือนเด็กอ้วนเห็นร้านขนมเวลาเห็นหน้าเขา “ขอบใจจ้า”

“แกว่าใช่มั้ยวะ” ไอ้ตัวที่สูงสุดกระซิบ โชคร้ายไอ้หมอนี่กระซิบไม่เก่ง เขาจึงได้ยินเต็มสองหู “หัวแดงๆแบบนั้นชั้นว่าใช่คุณเทอเนอร์ที่พวกนั้นเล่าให้เราฟังแน่ๆ”

"ไม่มั้ง เจอร์รี่ ที่เราเคยเป็นในรูป เคราไม่ได้รกแบบนี้นี่ จำไม่ได้เหรอ ?"

โกนได้ก็ไว้ใหม่ไว้เว้ย

“ช่าย ไอ้หนู ชั้นนี่แหละ เทอเนอร์ ไอ้หัวแดงไร้วิญญาน แมงสาบฆ่าไม่ตาย” อัลหันมาตอบ “ไหน “พวกนั้น” พูดอะไรเกี่ยวกับชั้นบ้างล่ะ หนูน้อย อ้าว.......เป็นไรไปฮะเด็กใหม่ ? ตอนนี้น่าแกจะแดงกว่าหัวชั้นแล้วนะ ชั้นพูดอะไรผิดหรือเปล่า”

“พวกนั้นบอกว่า…คุณ…เอ่อ….เก่ง ใช่ครับ เก่งมาก ทำอะไรรวดเร็ว….แถมยังตายยาก…” จู่ๆคุณน้องตัวโย่งก็ปิดปากเหมือนว่าเพิ่งสบถด่าปูทวดใครซักคนไปตะกี้

“เออ รู้เว้ยว่าที่นี่มันอังกฤษ แต่ไม่มีใครหล่อ สุภาพเป็นสุภาพบุรุษได้ยิบสี่ชั่วโมงหรอกน้องชาย” อัลให้บทเรียนแรก หวังว่าการตบไหล่เบาๆจะทำให้เขาดูเป็นมืออาชีพขึ้นและทำให้พี่โย่งสงบลง “แล้วก็ขอบใจที่ชม ชั้นไปทำงานละ บาย”

อัลไอ้แมงสาบ ใครวะมันคิดมาได้

ถึงซะทีกับอาณาจักรเล็กๆที่สองของเขา คีย์บอร์ดคู่ใจถูกเอาออกมาใช้ สาวน้อยจอมถึกรายนี้ทนไม้ทนมือเขามาได้พอสมควรสำหรับคียบอร์ดรุ่นบาง ส่วนอื่นๆของโต๊ะตอนนี้กลายเป็นกองเอกสาร ภาพตัดแปะ รวมถึงโน้ตเล็กๆตั้งแต่สองเดือนก่อน ต้องขอบคุณหุ่นแม่บ้านที่ไม่กวาดอะไรไปทิ้งแบบซี้ซั้ว นอกเหนือจากคีย์บอร์ดสุดที่รักและหน้าจอคอมที่เช็ดทุกวันแล้ว แก้วเครื่องดื่มดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สภาพดีที่สุด แต่ตอนนี้เขายังไม่ต้องการอะไรมาล้างคอ ยังคิดไม่ออกว่าจะชาหรือกาแฟดี หรือบางทีอาจน้ำอัดลมซักกระป๋อง

ออฟฟิศของ TBC News ของสำนักข่าวของ Terra Broadcasting Company บรรยากาศยังคล้ายๆเดิม ทุกคนต่างรอให้ไฟลนก้นเรื่องรอโอกาสทองหล่นบนตักถึงจะได้ย้ายก้นออกจากโต๊ะหรือมุมดื่มชากาแฟ มีไม่กี่คนที่ไม่ได้รอโอกาสแต่คว้ามันเมื่อมันโผล่มาใกล้ๆ อัลก็เช่นกัน เขาไม่ใช่คนทะเยอทะยาน ไม่ใช่คนขยันเป็นมด แค่เกลียดกับการหย่อนก้นในออฟฟิศทั้งวัน การรีบคว้างานทำให้เขามีข้ออ้างออกจากสำนักข่าวก่อนเวลา หลีกเลี่ยงการต้องเลี้ยงเหล้าเพื่อนตัวดี หลีกเลี่ยงที่ต้องทำเป็นไม่คิดอะไรเวลาผู้ประกาศสวยๆมาของานและต้องคิดถึงหน้าโซเฟียตลอดเวลาเหล่านางฟ้าชั้นบนโผล่มา นอกจากนี้การได้งานมารับผิดชอบหมายถึงวันหยุดทราบที่มีงานส่งตามเส้นตาย หมายถึงเวลาที่เขามีกับโซเฟียมากขึ้น

โซเฟียเป็นสาวลอนดอนแต่กำเนิด เติบโตในโรงละครและยึดอาชีพนักแสดงและเล่นไวโอลีนในวงของโรงละคร ซึ่งโชคดีมากที่โรงละครที่เธออยู่ไม่ได้ซ้อมกันเอาเป็นเอาตายจนนักแสดงไม่มีเวลาพัก เธออาจไม่ใช่นักแสดงระดับ A list และนานๆทีจะได้เป็นตัวเอก แต่ทั้งเขาและเธอพอใจกับมัน อีกอย่างนึงคือโซเฟียทำความสะอาดเป็น ทำอาหารเก่ง ขอโทษเป็นเวลารู้ตัวว่าทำอะไรไม่เข้าท่าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตอนเธอมีประจำเดือน โอเค การคิดว่าแฟนตัวเองน่ารักแค่ไหนมันทำให้เรารู้สึกขี้เกียจยังไงพิกล ทำงานๆ

ส่วนข่าววันนี้มีอะไรพอเอาไปใช้บ้าง…..

พวกอเมริกันยังเป็นที่หนึ่งเรื่องทำตัวเป็นข่าว แทบทุกวันจะมีวุฒิสมาชิกหรือไม่ก็ดาราฮอลลีวูดออกทีวี ข่าวที่พาดหัววันนี้ไม่พ้นเรื่องเดิมๆ แรพเปอร์ดังล้วงเสื้อเมียตัวเองกลางพรมแดง นักร้องหนุ่มเมาแล้วอ้วก ดาราสาวดาวรุ่งดับเพราะยาเสพติด นักการเมืองถูกจับได้ว่าจัดปาร์ตี้พี้ยาคั่วอิตัว เขาแถมสาบานได้ว่าเคยขุดข่าวเมื่อหลายสิบปีก่อน เนื้อหาทำนองนี้มาอ่าน ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับตอนนี้เลย

ไอ้กันเอ๊ย…..

เขาเคยไปอเมริกา ทำข่าวนี่แหละ เพียงแต่ตอนนั้นเขายังอายุน้อยกว่าตอนนี้ โง่กว่า โลกแคบกว่า เขาเลยรับเป็นช่างภาพปาปารัซซี่ ก่อนจะลงเอยด้วยดาราที่เขาติดตามอยู่หันมาโบกนิ้วกลางใส่ แต่หมอนั่นทำเงินให้อัลอย่างงามตอนที่อัลตามไปถ่ายรูปตอนเขาเมาและกำลังฉี่ใส่ถังน้ำมันรถซูเปอร์คาร์คันงามของตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะสลัดคำว่า "ฉี่" แล้วก็ "อ้วก"ออกจากหัวได้แล้ว อัลยังคงรู้สึกถึงเรื่องไม่น่าอภิรมณ์ในวันเก่าๆ

อัลต้องเลื่อนเมาส์อยู่หลายรอบกว่าจะเจอสิ่งที่น่าสนใจ

ข่าวของพวกอเมริกันเช่นเคยแต่ไม่ได้เกี่ยวกับนิ้วกลางหรือน้องโส คดีฆาตกรรมปริศนากลางเมืองนิวยอร์คที่ล่าสุด FBI กระโดดเข้ามาคุมแล้ว ซึ่งอัลไม่แน่ใจว่ามีอีกกี่หน่วยที่เข้ามาแจมแต่ไม่ออกข่าว ที่แน่ๆเรื่องนี้เกินมือกรมตำรวจนิวยอร์คไปแล้ว

เขาไม่เคยเห็นพวกอเมริกันตื่นตัวขนาดนี้มาก่อนในรอบไม่กี่ปีนับตั้งแต่มีพวกเหยียดเพศออกมาประท้วงตอนที่เจนนิเฟอร์ คลาร์ค ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ส่วนหนึ่งคงเพราะเธอไม่ใช่รีพับลีกัน ในอังกฤษก็พอกัน อย่าให้เขาต้องเริ่มเลย

“โอเค” อัลกระแอมให้โล่งคอ “CNN โชว์ของดีหน่อย”

ถ้าไม่จนปัญญาสืบก็จงใจปิดข่าว CNN ไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่าการแถลงของ FBI ที่งมโข่งอยู่บ่อเดียวกับตำรวจนิวยอร์ค เห็นได้ชัดว่าคนร้ายเป็นมืออาชีพและมีความโหดเหี้ยม ทางเราจะดำเนินการอย่างเร็วที่สุด ขณะนี้ก็ขออย่าได้แตกตื่นและใช้ชีวิตตามปกติ บลาๆๆ

อัลเคยไปนิวยอร์คหนหนึ่ง ชาวนิวยอร์คโดยกำเนิด “แตกตื่น” กับอะไรยากมาก เพื่อนอเมริกันคนหนึ่งเคยบอกเขาว่า ต่อให้เอเลี่ยนมาบุกเมืองจริงๆ พวกนั้นก็คงไม่กลัวหรอก

“คงต้องโทษฮอลลีวูดล่ะ จริงๆนะเว้ย ชั้นเคยเห็นโจรปล้นร้านสะดวกซื้อ ชักปืนใส่ชาวบ้าน คนคงคิดว่าถ่ายหนังกันถ้าเกิดไอ้หมอนั่นไม่ทำปืนลั่น”

ชายนิรนามโดนเสียบทะลุหน้าอก ร่างถูกโยนลงจากตึกสูงมาโดนรถคันหนึ่งจนพังยับ แถมร่างดันลุกเป็นไฟจนไม่เหลือซากให้รถพยาบาลมาเก็บ ถ้าใครเกิดอุตริถ่ายหนังจริงๆ เขาคิดไม่ออกเลยว่า FBI จะทำหน้ายังไง เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่อเมริกันเท่านั้นที่กำลังสนใจ แต่สำหรับอัลแล้วเขารู้สึกแปลกๆ จะว่าไม่สนใจก็ไม่เชิง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับเรื่องนี้ยกเว้นว่ามันออกจะ….แปลก

1 ข้อความถึงคุณ

เขาล่ะชอบระบบนี้จริงๆถึงมันจะไม่ใช่โปรแกรมใหม่มาก คอมส่งข้อความหากันได้โดยตรงแม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่เพิ่งอีเมลหรืออะไรทั้งสิ้น หลายสิบปีก่อนยังไม่มีแบบนี้ เด็กฝึกงานจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจากม้าเร็วเดินสารที่ต้องคาบข่าวจากพนักงานรุ่นพี่ไปถึงบอสพุงหลามในห้องส่วนตัว

อยากคุยกับแก รายละเอียดไว้ตอนเจอกัน ทอมมี่

โอเค ว่ามาเลยเจ้านาย

ตอนอัลลุกจากโต๊ะ เหล่าเด็กฝึกงานได้สลายตัวไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าถ้าไม่ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ใครก็คงติดแหงกที่ห้องถ่ายเอกสารหรือไม่ก็ช่วยกันคิดพาดหัวเวลาเอาข่าวลงเว็บ

“ว่าไง ตกลงเย็นนี้ทีเดิมมั้ย พลาดมาสองแล้วนะมึง” ดไวท์ เพื่อนตัวล่ำจากแผนกข่าวกีฬาเรียก

“คงต้องสามแล้วว่ะ ทอมมี่เพิ่งเรียกไปตะกี้”

ท่าทางทีมไมอามี ฮีทจะชนะอีกตามเคย หน้าถึงได้มีสีสันขนาดนั้นถึงอัลจะปฎิเสธเลี้ยงเหล้าเขาไปหยกๆ

หน้าลิฟต์มีแต่สาวๆขาเม้าท์เต็มไปหมด ถ้าจะรอก็หลายคิวแน่นอน อัลจึงเลือกบันได อีกอย่างหนึ่งคือเขาติดนิสัยไม่ขึ้นลิฟต์หากต้องขึ้นหรือตกต่ำกว่าสามชั้น

ว่ามาเลย ทอมมี่

“อัล” ทอมมี่ซดกาแฟ “ไม่ได้เจอซะนาน นั่งก่อนสิ” ต่อให้พวกเขาเจอกันทุกวัน ทอมมี่ก็พูดแบบนี้อยู่ดี โธมัส พาร์คหรือทอมมี่ เป็นอดีตนักข่าวสายวิบากและพิธีกรสารคดีเกี่ยวกับอาชญกรรมหรือสงคราม เขานี่แหละที่พาอัลเข้าสู่วงการ นอกจากประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงแล้ว ทอมมี่ยังเป็นคนแนะนำเขาให้กับบริษัทประกันชีวิต เนื่องจากตอนนี้เขามีลูกสองกำลังจะสาม แถมยังมีอพาร์ทเมนท์หรู ทอมมี่จึงหันมาทำอะไรที่เบาๆมากขึ้น เช่นการส่งอัลไปลงพื้นที่แทน สามสี่ปีมานี้จนดูเจ้าเนื้อขึ้นบ้าง แต่กระนั้นก็ยังมีมัดกล้ามให้เห็นว่าในอดีตเขาฟิตแค่ไหน

“โซเฟียเป็นไงบ้างล่ะ”

“ก็ดี” อัลตอบ “พักนี้เธอเริ่มเตือนก่อนแล้วเวลาจะมีประจำเดือน”

ทอมมี่หัวเราะ “ชั้นยังรอข่าวดีอยู่นะเว้ย”

“ชั้นก็เหมือนกันว่ะ ทอมมี่ แต่คงต้องรออีกพักนึงเลยล่ะ อาจพักใหญ่ด้วย” เขาหยิบรูปถ่ายบนโต๊ะมาดู “นี่รูปอะไรวะ ป้าคนนี้คุ้นๆจัง”

“แม่ยายชั้นกับผัวใหม่” ทอมมี่อธิบาย “แกฟังถูกแล้ว ผอผึ้งสระอัว ผัว-ใหม่ อายุพอๆกับแกเลย เมียชั้นบอกว่าปล่อยๆแม่ไปเถอะ คนแก่มีตังค์เขาอยากได้อะไรเขาก็ต้องได้ทั้งนั้นแหละ แกเพิ่งส่งรูปนี่ไปอวดทุกคน รวมถึงชั้นด้วย”

อัลวางรูปลงที่เดิม “ครอบครัวแกนี่สนุกดีว่ะ ถ้าไม่ติดว่าโซเฟียสวยกว่าน้องเมียแกล่ะก็....ช่างแม่ง ว่าแต่แกเถอะ คงไม่ได้พาเทรซี่ไปกัดก้อนเกลือนะ ?”

“ก็คิดว่าพออะไรคงตัวจะย้ายกลับไปสูดอากาศที่เคมบริดจ์” ทอมมี่ดูใจลอย “ไอ้ตัวเล็กท่าจะชอบบรรยากาศแบบ…..โอ๊ะ โทษที คุยกับแกเพลินไปหน่อย ให้ตายเถอะอัล มีแกคนเดียวนี่แหละที่ชั้นกล้าคุยด้วยเรื่องแม่ยาย โทษทีนะ แกรีบมั้ยเนี่ย?”

“ไม่ค่อยรีบ ว่าแต่เรียกมาจะคุยเรื่องอะไร?”

“ที่จริงไม่ได้เกี่ยวกับสำนักข่าวเราโดยตรงหรอก เพื่อนที่ช่องสารคดีของชั้นอยากได้คนไปช่วยนิดหน่อย ถ้าเกิดว่าแกอยากได้เงิน หรือข้อมูลเจ๋งๆมาเขียนสกู๊ป…”

โอเค ว่ามาเลย ฟังอยู่ ทอมมี่อ่านสีหน้าเขาออกจึงได้พูดต่อ

“เรื่องที่นิวยอร์คน่ะ พอดีเขากำลังอยากได้ใครที่กล้าๆหรือบ้าพอจะช่วยพวกนั้นขุดหน่อย ถ้าแกสังเกต CNN หรือแม้แต่ BBC ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ถ้าเกิดช่องเราได้ของดีมาก่อนล่ะก็แกเอ๊ย รับเละทั้งแกทั้งชั้นแน่งานนี้”

“ถ้า เราขุดเจอนะ” ลึกๆแล้วอัลอยากลองเหมือนกัน แต่อะไรบางอย่างบอกเขาว่าเรื่องมันเข้าใจยากกว่าที่เข้าคิด แต่นั่นกลับเป็นสาเหตุกระตุ้นต่อมเผือก “แล้วไฟเขียวจะได้ตอนไหน ชั้นจะได้แพ็กของถูก แล้วก็เผื่อเวลาเขียนรายการถ้าเกิดว่าโซเฟียจะอยากได้อะไร เผื่อไว้สักครึ่งวันเลยคงดี”

“ไฟเขียวน่าจะมาสัปดาห์หน้า สรุปว่าโอหรือไม่โอ ?”

“คงจะโอ จริงๆไม่ชัวร์ว่ะ ทอมมี่”

ทอมมี่ขมวดคิ้ว

“พูดตรงๆนะ ทอมมี่ เรื่องนี้มันออกแนว….เหนือธรรมชาติ” อัลตอบ พยายามคิดคำพูดให้ฟังดูเข้าท่าและทำสีหน้าให้ดูสงสัยมากกว่าดูโง่ “โอเค ชั้นรู้ว่านี้มันปีไหนแล้ว แต่ถ้าเกิดมันไม่มีอะไรแต่เหนือธรรมชาติแต่ถ้าเป็นพวกอเมริกันเล่นอะไรไม่เข้าท่าหรือมีปาหี่อะไรอีก ชั้นก็อยากจะรู้ให้แน่เหมือนกันว่ะ”

“สรุปคือ….”

“ถ้างั้นตอนบ่ายนี้แล้วก็สัปดาห์นี้ที่เหลือ ชั้นขอทำงานที่อพาร์ทเมนท์นะ” อัลจับที่ลูกบิด “ถ้าจะให้ชั้นไปจริงๆ มีการบ้านที่ต้องทำอีกเยอะเลยว่ะเพื่อน”

นี่แหละทอมมี่ ชวนคุยเรื่องแม่ยายมีสามีใหม่รุ่นลูกก่อนจะโยนงานให้ เชื่อเขาเลย
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 13 พ.ค. 2015, 22:37

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 4-[13/5/2015]

มาต่อกันเลยครับ

----------------------------------------------------------------------

Chapter IV
Bad Day (?)


เขาลืมไปว่าวันนี้โซเฟียไม่มีซ้อม แต่เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังจะออกไปข้างนอก

“โดดงานอีกแล้วเหรอ รูปหล่อ ?”

“ผมเปล่า” อัลคลายเนกไทที่คอ ก่อนปลดกระดุมเม็ดบนสุด “เหมือนเดิม ทอมมี่เอางานให้ผมแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องหย่อนก้นอยู่ที่ออฟฟิศแล้วล่ะ”

“บังเอิญจัง” แฟนสาวยิ้ม ตาสีเทาเป็นประกาย “พอดีชั้นทำแซนด์วิชไว้เล่นๆไม่นานนี้เอง ถ้ายังไม่ทานมื้อเที่ยงก็ตามสบายเลยนะ”

“พอดีผมทานมาแล้ว” อัลยิ้มตอบอย่างรู้ทัน “แต่ยอมกินให้ก็ได้ ว่าแต่จะออกไปเดี๋ยวนี้เลยเหรอ”

“ชั้นจำได้ว่าเคยบอกว่าเดนิสกำลังจะแต่งงาน” โซเฟียก้มลงไปยังชั้นวางรองเท้า “เธอเลยเลือกชั้นเป็นเพื่อนเจ้าสาว แล้วก็เพิ่งชวนชั้นไปช่วยเลือกชุด”

“เอ่อ…...เย้ ?”

“ก็แหงน่ะสิ” เธอเงยหน้าขึ้นมา เสยผมสีน้ำตาลให้พ้นใบหน้า “รู้มั้ยว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวมันดีแค่ไหน ไว้ถึงวันแต่งงานเมื่อไหร่ชั้นจะเอาช่อดอกไม้เจ้าสาวมาให้ คอยดูเถอะ”

“อย่าขู่กันแบบนี้สิ ที่รักจ๋า”

“คุณไม่อยากเห็นชั้นใส่ชุดเจ้าสาวเหรอ ?” โซเฟียขมวดคิ้ว

“อยากเห็นสิ อยากเห็นมากด้วย” อัลโยนเนกไทไปบนโซฟา “ถ้าให้พูดตรงๆแล้ว อยากเป็นคนถอดชุดให้มากกว่า”

“เงียบไปเลย” เธอเดินเข้ามาจูบเขาแบบไม่ทันตั้งตัว “ไว้เจอกัน รูปหล่อ แล้วก็เก็บเนกไทด้วยล่ะ”

“คร้าบผม”

โคตรคุ้มค่า

เพื่อไม่ให้ลืม อัลรีบเก็บเนกไทใส่ตระก้าซักรีด จัดการกับถุงเท้า ทานแซน เขาจึงยกแล็บท็อปมาที่ห้องนั่งเล่น

“ขอแสงหน่อย” ม่านกั้นแดดค่อยปรับๆ “โอเค เท่านั้นแหละ ขอบใจมาก”

ปกติแล้วโซเฟียจะบังคับให้เขาใส่แว่นเวลาใส่คอมหรือแล็ปท็อป แต่ในเมื่อไม่อยู่จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอามันออกมา อินเทอร์เน็ตที่นี่เร็วกว่าของที่ออฟฟิศ แล้วก็หูตาน้อยกว่าด้วย เผื่อในกรณีที่เขาต้องการอะไรมากกว่าที่ BBC หรือ CNN อยากให้เขารู้

อันดับแรกเขาหาข่าวคล้ายๆกัน เคยมีข่าวคนตัวลุกเป็นไฟโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วก็มีนักวิทย์ออกมาอธิบายนี่นู่นนั่นจนได้ข้อมูลยาวเป็นหางว่าวซึ่งอัลเซฟเก็บไว้อ่านทีหลัง ตอนนี้เขารู้สึกไม่พร้อมที่ต้องอ่านอะไรที่มีศัพท์แสงเฉพาะทางเต็มไปหมด เขาจึงเปลี่ยนไปหาข้อมูลของคดีโดยตรงจากเว็บทั่วไปแทน ซึ่งเขาได้แค่ชื่อผู้เสียหายที่รถพังยับ ยี่ห้อรถและที่อยู่ พอเขาถามข้อมูลเชิงลึกจาก “คนรู้จัก” นี่ก็คือคำตอบที่ได้

โทษทีว่ะ ไม่อยากมีเรื่องกับ FBI ชั้นกับพวกเด็กๆเลยถอนตัว ที่ให้แกไปมันก็หมดแค่นี้แหละ
วิลตัน


เฮงซวยเอ๊ย งานหยาบน่ะไม่เกี่ยงหรอก แต่งานสบายซักทีมันยากนักเหรอไง

วิลตันเป็นจอมกัดไม่ปล่อยที่เคยเป็นสมาชิกเว็บแนวๆ Wikileaks ซึ่งไอ้หมอนี่เป็นเหมือนแหล่งข้อมูลชั้นดีถ้าเกิดว่าอัลต้องการทำการบ้านก่อนลงสนามจริง หลายเดือนมานี่วิลตันบ่นว่า “เด็กๆ” ที่รู้จักตอนนี้ถ้าไม่ไปทำงานแบบสายขาวหรือไวท์แฮทก็มีอันตอนวางมือไปเฉยๆเพราะเครื่องมือทางไซเบอร์ยุคนี้มันแรงจริงๆ แถมตัวเขาเองก็ยอมรับว่า “ใจเสาะ” หรือห่วงตัวเองไม่ได้บ้าอุดมการณ์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

อ้อ พักนี้ไม่ต้องติดต่อมาก็ได้นะ ขอบใจ

สรุปว่า “การบ้าน” ไม่เสร็จ เขาจึงรู้เรื่องนี้พอๆกับใครซักคนที่ฟังข่าวทางช่องฟรีทีวีและแน่นอนว่านั่นไม่พอสำหรับเขา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสายอาชีพของอัล ไม่มีอะไรทำให้เขาเซ็งได้เท่ากับการที่ไม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะลุยหรือ “การบ้าน” ซึ่งสำหรับอัลแล้วเหมือนกับการเข้าถ้ำโดยไม่มีไฟฉาย และมันทำให้เขารู้สึกเพลียขึ้นมาเฉยๆ ครั้งสุดท้ายที่เขารู้สึกแบบนี้คือตอนที่ทีมฟุตบอลทีมโปรดของเขาโดนยิงเละไป 4-0 เขาไม่ต้องการแม้แต่หมอนหรือผ้าห่ม แค่ปิดแล็บท็อปแล้วเอนตัวลงไปที่โซฟา เรี่ยวแรงทั้งหมดก็เหมือนจะระเหยไปจากร่าง อาจเป็นเพราะพักนี้เขานอนไม่ค่อยเต็มอิ่มด้วยละมั้ง อัลก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม ก็เดือนนี้ยังไม่มีอะไรน่าจดจำซักเท่าไหร่

เซ็งชะมัดวันนี้ บ้าเอ๊ย วิลตัน

..............................................................................

“อัล”

“…….”

“อลิสแตร์ คอลิน เทอเนอร์”

“……อือ…แม่?”

“ว่าไงนะ ?”

“อ๋อ…โทษที โซเฟีย”

“คุณเมาหรือเปล่าเนี่ย ?” ลืมตาอีกทีโซเฟียกำลังก้มมองเขาอยู่ ถึงกำลังกอดอกแต่หน้าตายิ้มด้วยความขบขัน ถ้าเขาดูไม่ผิดเหมือนเธอสวมผ้ากันเปื้อนไว้

“ผมเปล่า” หมอนมาอยู่ใต้หัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ “แค่งีบหน่อยนึง ว่าแต่คุณกลับมานานหรือยัง ?”

“ก็นานพอจะเห็นคนนอนน้ำลายยืด แถมไม่มีหมอน” โซเฟียตอบขณะที่อัลพยายามลุกขึ้นนั่ง “นานแล้วนะที่ไม่ได้เห็นคุณนอนกลางวัน”

“’งั้นคุณน่าจะได้เห็นผมสมัยเรียนไฮสคูล” อัลขยี้ผมตัวเอง “เอ่อ….แล้วนี่…มืดแล้วเหรอเนี่ย?”

“ช่าย มืดแล้ว เป็นคุณนี่สบายสุดๆยังกะพระราชา ตื่นมาก็มีอาหารรออยู่บนโต๊ะแล้ว”

ว้าว “รักคุณจัง”

โซเฟียยิ้ม “เร็วเถอะ เดี๋ยวเย็นก่อน”

มื้อเย็นวันนี้ดีกว่าที่เขาคิดไว้ คงเป็นเพราะเขาหลับลึกจริงๆถึงไม่ได้กลิ่นของสตูเนื้อใส่มันฝรั่งและแครอท เขารู้สึกแปลกๆว่าโซเฟียจงใจปล่อยกลิ่นให้ไปถึงจมูกเขา แต่เมื่อไม่ได้ผลเธอเลยต้องมาปลุกเขาเอง เขาล้างมือและหน้าให้สดชื่นขึ้นก่อนลงมือจัดการ

“เบื่อถึงขนาดต้องงีบเลยเหรอ?” คนสวยยิงคำถาม

“ก็ประมาณนั้น วิลตันมันเกิดเป็นโรคปอดขึ้นมา” อัลกลืนอาหารลงคอ “แต่…..ผมว่าไม่น่าโทษเขาหรอก ข้อมูลคดีฆาตกรรมรายเดียวมันไม่คุ้มกับที่ต้องไปเก็บสบู่หรอก”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยนะอัล คุณเป็นนักข่าวอยู่แล้วนี่”

“ถึงผมไม่เคยพูด แต่ผมว่าไอ้เรื่องนี้เนี่ย มันไม่เหมือนกับที่ผมเคยทำมา และผมควรจะเสร็จการบ้าน ซักนิดยังดี” อัลถอนหายใจ “ให้ตายเถอะ ผมว่าบางทีละครที่คุณเคยเล่นมันยังสมจริงกว่าเลย มีอย่างที่ไหนคนจะลุกเป็นไฟได้กลางเมือง…”

“ชั้นว่าเราพูดอะไรที่มัน…..บันเทิงกว่านี้ดีมั้ย?”

“ได้สิ ผมขอโทษ ไม่น่าพูดเรื่องนี้ตอนกินของอร่อยๆเลย” อัลรู้สึกคอแห้ง จึงดื่มดับกระหาย “ชุดแต่งงานของเดนิสเป็นไงบ้างล่ะ สวยมั้ย?”

“เธอยังเลือกไม่ได้เลย” โซเฟียหัวเราะ

ว่าแล้ว “แสดงว่าเดนิสก็ยังมีความเป็นเดนิสอยู่เหมือนเดิม ผมอยากเห็นหน้าว่าที่เจ้าบ่าวจริงๆว่าจะทำหน้ายังไง เขาชื่ออะไรนะ? แกรี่? แกสตัน?”

“คุณดูโฉมงามกับเจ้าชายอสูรเยอะไปหรือเปล่า?” โซเฟียยิ้มน้อยๆ “เขาชื่อกุสตาฟ ตัวสูงๆ ตาฟ้า คนที่เคยเลี้ยงเบียร์เราตอนนั้นไง”

“อ่อ ไอ้หนุ่มสวีดิชคนนั้นเองเหรอ โทษทีผมเจ้าชื่อไม่เก่งเท่าจำหน้า” อัลยิงฟันเป็นเชิงขอโทษ “คราวนี้ล่ะคุณเตรียมฟังเดนิสโม้เรื่องเด็กๆตาฟ้า หัวทอง หน้าตาน่ากอดได้เลย”

“รู้มั้ย คุณเริ่มจะรู้จักเพื่อนชั้นดีกว่าชั้นแล้วนะ”

“ก็คนมันฉลาด…”

เสียงหัวเราะบนโต๊ะทานข้าวเป็นสิ่งที่ไพเราะที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าเป็นของโซเฟีย ให้นั่งฟังทั้งวันยังได้เลย อัลเคยได้ยินแม่พูดว่าเธอดูมีชีวิตชีวาดี ส่วนพ่อ….

“ตาถึงนี่หว่า ไอ้หนู พ่อยังรอข่าวดีอยู่นะ”

ครับพ่อ


อัลนั่งคุยกับแฟนสาวอยู่พักใหญ่ ก่อนที่แยกย้าย โซเฟียอยู่ทำความสะอาดภาชนะ ขณะที่อัลตรงดิ่งไปที่ห้องนอน เขาหยิบรีโมตทีวีขึ้นมาแต่ก็เปลี่ยนใจ วันนี้เขาพอแล้ว

ฝักบัวเหมือนจะชะล้างความเครียด ความคิดไม่เข้าท่าทั้งหลายทั้งมวลไปด้วย ความคิดแง่บวกรวมถึงความคิดเพี้ยนๆค่อยๆเทลงมาในหัว ครั้งนี้เราข้อมูลน้อย? การบ้านไม่เสร็จ? แล้วไง แกคือ อลิสแตร์ คอลิน เทอเนอร์แห่ง TBC นะเว้ย! การผจญภัย เรื่องราวลี้ลับ ฆาตกรโหด ความอัศจรรย์กำลังรอแกอยู่ ถ้าแกรู้เยอะมันจะสนุก จะลึกลับได้ยังไง คิดดูสิ!

การที่มีแฟนเป็นศิลปินมันช่วยให้มีความคิดสร้างสรรค์เหมือนกันแฮะ แต่อัลไม่แน่ใจว่าไอ้เมื่อกี้มันนับเป็นความคิดสร้างสรรค์ด้วยหรือเปล่า

เขาออกจากห้องน้ำตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำปิดตามด้วยเสียงฝักบัวเบาๆ พักหนึ่งเขาจึงเลือกชุดใส่นอนมาได้ อัลตรงไปที่เตียงก่อนนั่งลงทางด้านขวา เขายังไม่รู้สึกง่วงเท่าไรนักและไม่รู้จะทำอะไรต่อจึงได้แต่นั่งฮัมเพลง กระดิกเท้าอยู่ที่เตียง ซึ่งเพลินอย่างไม่น่าเชื่อ

“อัล” เสียงของโซเฟียดังขึ้นด้านหลัง เขาหยุดฮัมเพลง “Another one bites the dust” ไปชั่วขณะ ก่อนหันไปดู

โซเฟียอยู่อีกด้านของเตียงดูเหมือนเพิ่งเช็ดผมเสร็จ เธอสวมเสื้อคลุมอาบน้ำอยู่ ตาคู่งามจ้องเขาไม่กระพริบ

“มีอะไรเหรอ?” อัลกระแอม

“ชั้นลืมบอกว่า ชั้นซื้อสบู่อาบน้ำอันใหม่มาน่ะ” โซเฟียพูด “เลยจะถามว่าคุณชอบกลิ่นสบู่นี่มั้ย”

“ก็…..ใช้ได้ เท่าที่ผมดมอยู่…” อัลตอบ แจ็คพอท?

“ทำไมไม่เข้ามาลองดมใกล้ๆล่ะ”

“โอเค….” เขาขยับเข้าไปใกล้เธอ กลิ่นสบู่อาบน้ำหอมๆลอยเข้าจมูก อัลยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าแฟนสาว “ใช่ หอมดี ผมว่าผมชอบนะ”

“ถ้างั้นซื้อมาไว้ใช้เยอะๆดีกว่า”

“โซเฟีย” อัลสูดกลิ่นสบู่เข้าไปเต็มปอด “ผมเคยบอกว่าผมอยากเห็นคุณในชุดเจ้าสาวใช่มั้ย ผมจะบอกว่า…ผมชอบคุณตอนคุณใส่ชุดนี้ที่สุดเลย นี่พูดจริงๆนะ คุณดูเซ็กซี่ดีเวลาที่…”

เขาพูดไม่ทันจบ เสื้อคลุมอาบน้ำก็หล่นลงมากองที่พื้น

เยี่ยม........

“เงียบไปเลย” โซเฟียจูบเขาก่อนจะผลักเขาลงไปที่เตียงนุ่มๆ อัลอ้าปากจะพูดต่อ แต่โซเฟียโน้มตัวลงมาปิดปากเขาด้วยปากของเธอ

วันนี้มันก็เจ๋งดีแฮะ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 16 พ.ค. 2015, 00:42

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 4-[13/5/2015]

เฮ่ย อัพถึงตอน 4 แล้วเรอะ นี่พี่พลาดตอน 3 ไปได้ไง เดี๋ยวกลับบ้านค่ำ ๆ คืนนี้จะแวะมาเม้นท์นะ ขออ่านในมือถือไปพลาง ๆ ก่อนล่ะ

เอาจริง ๆ สองตอนล่าสุดนี้ เนื้อเรื่องเป็นเชิงสืบสวนนะ ไม่ได้มี action อะไรมาก แต่สนุกว่ะ พูดจริง อ่านแล้วเพลินอะ ชอบ ๆ จัดมาอีก อาจจะมีเม้นท์ช้าบ้างอะไรบ้างเพราะเรื่องงาน แต่ยังคงติดตามเรื่อย ๆ แน่นอน

ว่าแต่หวังว่าเมียอัลฯ จะไม่ชะตาขาดนะ ชอบเจ้าหล่อนจัง เห็นตัวละครมีคู่สงบสุขทีไร แบบว่ารู้สึกกลัวไปก่อนล่วงหน้าทุกที :e13
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 05 มิ.ย. 2015, 21:40

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 5-[5/6/2015]

เมื่อปิดเทอมไม่ได้ว่างอย่างที่คิด - -

----------------------------------------------------------------------

Chapter V
Enough Internet for today


เกือบห้าทุ่มแล้วทรอยยังคงนั่งอยู่หน้าแล็ปท็อป ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เท่าไหร่

ช่วงเย็นที่ผ่านมา เขาเพิ่งส่งคำตอบไปยังธนาคารแห่งหนึ่งที่ขอให้เขาลองเช็กระบบป้องกันรายชื่อลูกค้า ซึ่งออกมาค่อนข้างน่าพอใจ เขาสามารถเข้าระบบได้ถึงห้านาทีก่อนที่จะถูกตัด ถึงจะเข้าถึงได้แต่ระบบป้องกันการดาวน์โหลดยังทำงานได้ปกติ ฝ่ายความปลอดภัยคงจะมีงานทำเร็วๆนี้ในขณะที่ทรอยได้ค่าเสียเวลาและค่ารักษาความลับถึงแม้เขาจะมืออาชีพพอที่จะไม่เปิดอะไรดู

ซักพักหลังงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้ข้อมูลแล้วก็มีข้อความมาถึงเขาว่าค่าจ้างถูกโอนแล้ว ซึ่งพอทรอยเช็คดูก็พบว่าเขาเสร็จงานแล้ว เขาถอดแว่นออกมาเช็ดอย่างรู้สึกสบายใจ

พอไม่มีอะไรดูใน Netflix แล้วทรอยรู้สึกเบื่อๆอย่างบอกไม่ถูก เอมี่ก็ไม่ค่อยใช้โปรแกรมแชทและเธอไม่ใช่เด็กสาวแบบที่จะมานั่งบ่นทุกเรื่องให้คนอื่นฟัง แต่เขาจำได้ว่ามีนานๆครั้งที่เอมี่จะบ่นเรื่องพวกเพื่อนชาย “จอมงี่เง่า” ให้เขาฟัง ซึ่งถ้าคลินท์อยู่ด้วยเขาก็จะถูกเอมี่ลากมาฟังเช่นกัน ซึ่งเขาชอบแซวเรื่องที่เอมี่ไม่ค่อยคิดเรื่องออกเดท

“ชั้นว่าก็ดีอย่างนึงนะที่น้องไม่ได้คบกับใครเพียงเพราะไอ้หมอนั่นชมว่าเธอสวย” คลินท์เคยพูดกับทรอย “แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ะว่าเอมี่ชอบตีฉิ่ง”

“ชั้นว่าเอมี่ชอบผู้ชายนะ แค่พวกที่เธอเจอน่ะคิดแค่เรื่องว่าจะเอากับใครดีก่อนเรียนจบ เธอเลยไม่ชอบ” ทรอยตอบเขาไป “เอมี่น่ะฉลาดจะตาย”

พูดถึงคลินท์ เขาไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย แต่คงไม่มีอะไรผิดปกติ

อินเทอร์เน็ตวันนี้ก็เหมือนเดิมที่มีทั้งเรื่องเป็นเรื่องและไม่เป็นเรื่อง คลิปไวรัลอยู่เต็มเว็บโซเชียล มีการแชร์เรื่องเกี่ยวกับคดีปริศนาที่นิวยอร์ค ซึ่งวันนี้มีคนเล่นมุก Illuminati อีกเช่นเคย ของใหม่คงจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดของรัฐบาลซึ่งแน่นอนว่าทรอยไม่ได้เสียเวลาอ่าน

เขาเคยอ่านผ่านๆถึงเรื่องทำนองนี้มาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ร่างของเหยื่อที่ลุกเป็นไฟเองมักจะเหลืออวัยวะบางส่วนเช่นแขนหรือขา แต่ก็กรณีที่นิวยอร์ค รายงานข่าวบอกว่าร่างเหยื่อไหม้เป็นเถ้าถ่านจนหมด ก็ฟังดูน่าสนใจ แต่ที่นี่มันคืออเมริกา ซักพักเรื่องคงเงียบไปเองถ้าเกิดยังสืบต่อไม่เจอ

ทรอยกำลังจะลุกไปเติมน้ำ จู่ๆก็มีคนชวนเขาเข้าร่วมห้องแชท

“จอน ?” จะว่าไปแล้ว ทรอยไม่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้มาพักใหญ่เหมือนกัน จอนหรือโจนาธานหายหน้าไปจากอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ไปเกือบเดือนเต็มๆ ทั้งที่ก่อนหน้าที่เขามีแล็ปท็อปเป็นเงาตามตัวตลอด

ห้องแชทนี้มันก็คือปาร์ตี้คืนสู่เหย้าดีๆนี่เอง ทรอยเปิดกล้องหลังจากเห็นว่าทุกคนให้ห้องแชทเปิดเป็นแชทแบบเห็นหน้า

“หวัดดี ทรอย ชั้นไม่ได้รบกวนนายใช่มั้ย ?” จอนเป็นฝ่ายทักทายขณะที่ทรอยทดสอบเสียงไมค์

“เปล่าๆ ได้ยินมั้ยจอน? มีใครไม่ได้ยินมั่ง?” ทรอยพูดพลางไล่ดูหน้าทุกคน เห็นได้ชัดว่าพวกนี้คุยกันได้ซักพักแล้วก่อนจะชวนเขาเข้ามา

“ทางนี้ได้ยินอยู่” จอนตอบ

“ชัดแจ๋ว” ออลลี่

“เออ” เท็ด

“จัดห้องใหม่เหรอวะ? ทำไมไม่คุ้นเลย” ดีแลน

“หายใจเบาๆหน่อยพวก” คีธ

ทรอยยิ้มทักทายเพื่อนๆ สงสัยเหมือนกันว่าไอ้พวกนี้หลังจบไฮสคูลแล้วไปทำอะไรกัน

เริ่มจากคนแรก จอนเป็นหนุ่มร่างผอม ผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ามีรอยสิวเล็กน้อย สวมแว่นตา เขาดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้นแต่ยังถือว่าผอมอยู่ดี แต่คราวนี้จอนไม่ได้หวีผมเรียบๆอีกแล้วซึ่งทรอยคิดว่าคงไม่มีใครโดยเฉพาะผู้ชายมานั่งหวีผมตอนดึกๆ เขายังสวมชุดนอนลายทางสีน้ำตาลสลับขาว แว่นที่เขาสวมก็ไม่ใช่อันเดิม

“ว่าไงจอน ?” ทรอยทักทาย “นั่นแว่นใหม่เหรอ?”

จอนเอื้อมมือแตะที่แว่นราวกับลืมตัว “อ่อ ช่าย คือต้องให้รางวัลกับตัวเองหน่อย นี่ก็ไม่ใช่ถูกๆนะเนี่ย”

“รางวัลอะไร?”

“บอกเขาหน่อยสิ จอน”

“คือ….MIT เขารับชั้นเข้าแล้วว่ะ” จอนยิ้มกว้าง

“โอ้! เจ๋งดีนี่ ดีใจด้วยนะเพื่อน” ทรอยตอบ บอกไม่ถูกเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องน่ายินดีแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะจอนเคยพูดเรื่องเรียนมหาลัยให้เขาฟังบ่อยๆ MIT เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ด้วยผลการเรียนแล้วจึงเดาได้ไม่อยากว่าจอนนั้นมีลุ้นแน่ๆ

“นายไม่ประหลาดใจหน่อยเหรอ” จอนมีสีหน้าผิดหวัง ทำเอาทุกคนในห้องแชทรวมถึงทรอยพากันขำกลิ้ง สีหน้าของจอนจึงเปลี่ยนจากผิดหวังเป็นงุนงงในชั่ววินาที

“ฟังนะเว้ย” เท็ด เจ้าของทรงผมสกินเฮดพยายามทำให้ตัวเองหยุดหัวเราะ “ถ้าใครในกลุ่มพวกเราจะไปเรียน MIT หรือกลายเป็นโคตรพ่อโคตรแม่อัจฉริยะสะท้านโลกอะไรแบบนั้นล่ะก็ มีแต่แกเท่านั้นแหละจอน แกน่ะอนาคตไกลที่สุดในกลุ่มพวกเราแล้วเว้ย”

“…..จริงเหรอ”

“จะถือว่านั่นแปลว่า “ขอบใจ” ละกัน แล้วก็แว่นแกสวยดีนะ เอาเป็นว่าที่เคยบอกว่าแกใส่แว่นแล้วหน้าเห่ยน่ะชั้นพูดผิดละกัน” เท็ดหยิบมันฝรั่งกรอบเข้าปาก ทรอยสังเกตว่าเขามีรอยสักที่หลังมือ สมัยเรียน เท็ดเป็นเหมือนหัวหน้ากลุ่ม เขาเป็นคนสอนทรอยเล่นกีต้าร์(ซึ่งทุกวันนี้เขายังหยิบๆมาเล่นตอนเบื่อๆหรือเจอเพลงที่อยากเล่นเป็น) เป็นคนพาหนุ่มๆในชั้นไปรู้จักกับสาวๆและเป็นคนไกล่เกลี่ยเวลามีเรื่อง ทรอยเคยได้ยินว่าเพราะว่าเท็ดนี่แหละ จอนถึงได้มีโอกาสได้แอ้มสาวก่อนเรียนจบ

“ว่าแต่แกเหอะ เท็ด สักลายอะไรของแกวะ”

“เขาเรียกว่าศิลปะเว้ย” เท็ดยกมือขวาขึ้นมาอวด เขาสักที่นิ้วเป็นตัวอักษรเรียงกันอ่านได้ว่า “TEDDY” ที่หลังมือนั้นเป็นรูปตุ๊กตาหมีตัวอ้วนๆหน้าตาดุร้าย

“หมีเท็ดดี้หรือหมาบูลด็อกถูกข่มขืนวะนั่น” ออลลี่แซว

“กัดลิ้นตัวเองเลย ไอ้หัวทอง” เท็ดแซว ขณะที่อีกฝ่ายชูนิ้วกลางเป็นการโต้ตอบ โอลิเวอร์หรือออลลี่เป็นหนุ่มหัวทองผมตั้งคล้ายๆกับตัวการ์ตูนสมัยก่อน ผิวค่อนข้างเข้มจากการอาบแดด จนถึงวันนี้ทรอยยังไม่คุ้นเคยเวลาที่ออลลี่ไม่ได้สวมฮู้ดหรือหมวก เขากลายเป็นคนดังสมัยเรียนจากการที่เป็นหนุ่มคนแรกในชั้นที่เสียความบริสุทธิ์ แถมยังเสียให้สาวสวยที่ฮาวาย ถ้าทรอยจำไม่ผิด ทุกคนเชื่อเพราะออลลี่ดันเล่นพิเรนท์ถ่ายรูปมาอวด

“โย่ว ทรอย” ออลลี่หันมาทัก “ได้ข่าวว่าย้ายไปซานฟรานฯ อากาศดีมั้ยพวก?”

“อากาศก็ดี แต่อยู่คนเดียวก็รู้สึกแปลกๆว่ะ” ทรอยเกาหัว “ก็มาทำงานนี่หว่า”

“เหงา?” ออลลี่ทำหน้าล้อเลียน “อย่าบอกนะว่าตั้งแต่ถึงซานฟรานฯ แกยังไม่ได้เห็นแม้แต่สายยกทรง…”

“เงียบเลย ไอ้ลามก” ทรอยตอบพลางนึกขำในใจ “ก็บอกแล้วไงมาทำงานหาเงิน ถ้าว่างนักก็ไปขัดจรวดเหอะ”

“ขัดจรวดทำไมวะ ในเมื่อชั้นมี…”

“ไม่เอาน่าพวก เรามารวมก็เพื่อพูดเรื่องใต้สะดือเนี่ยนะ ?” จอนผู้น่าสงสารท้วงขึ้นมา

ออลลี่ยกมือขึ้นเป็นท่ายอมแพ้ แต่รอยยิ้มชั่วร้ายยังคงอยู่บนใบหน้า

“เอาเป็นว่าถ้าเกิดชั้นเลิกกับแฟนเมื่อไหร่ จะติดต่อแกคนแรกเลยเพื่อน” คีธพยายามเล่นด้วย

“ด้วยความยินดี”

“เกือบลืมน่ะ คืองี้นะทรอย” คีธพูดพลางขยับกล้อง เขาเป็นคนหน้าตาดี ผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีเทา ใบหน้าได้รูป แถมฐานะร่ำรวย ทำให้เขาเป็นหนุ่มที่ฮอตที่สุดในรุ่น “พ่อชั้นมีบ้านพักที่ซานฟราน เราเลยจะแวะไปที่นั่นซักสี่ห้าวัน ว่าจะไปหาแกหน่อย จะได้แนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ด้วย ว่าไง”

“ไหงไม่ชวนชั้นด้วยวะ” ออลลี่ประท้วง

“แกบอกเองนี่หว่าว่าพรุ่งนี้แกบินไปที่ประเทศไทย” “เท่าที่รู้ แกเที่ยวแต่ละที่เป็นสัปดาห์ด้วย แถมคราวนี้เป็นที่พัทยา”

“พัทยา” เท็ดเบ้ปากก่อนพยักหน้า “พกถุงหน่อยนะพวก เดินทางปลอดภัยล่ะ”

“โทษนะ ที่ไม่ได้ชวน” ออลลี่ยิงฟันเป็นเชิงขอโทษ “คราวหน้าสัญญาว่าจะพาแกไปด้วยนะจอน”

“ไม่เป็นไร…” จอนเหมือนจะรู้ว่าที่นั่นมีอะไร

“โอเค คราวนี้ตาชั้นมั่ง แกยังไม่ได้ตอบชั้นเลย” ดีแลนโบกมือ เขาเป็นหนุ่มผิวสีหัวฟูตัวโย่งอดีตนักบาส “แกไปได้ห้องมาจากไหนวะทรอย ไหนแกบอกวะว่าเป็นอพาร์ทเมนท์เก่าของพี่แก”

“ก็นี่แหละ อพาร์ทเมนท์เก่า” ทรอยตอบ “คิดว่าจะเป็นรูหนูรกๆแคบๆหรือไง?”

“พี่แกท่าจะกระเป๋าหนักว่ะ แถมต้องสปอร์ตด้วย” ดีแลนถูจมูก “ทำงานอะไรวะ พี่แกน่ะ?”

“ลูกจ้างของ Magnus เหมือนเคยว่าเบื่อผู้หมวดที่กองร้อยเลยลาออกไปทำงานเอกชน” ทรอยใช้ความคิด “ไม่มีตัวหารเลยเงินเยอะหน่อย ก็อาชีพเสี่ยงตายนี่หว่า รักษาความปลอดภัย” จะว่าไปแล้ว ทรอยไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ที่คลินท์เลือกงานสายนี้ แต่หมอนั่นเขาบ้าระห่ำ แถมคลินท์เปรยๆว่าตัวเขาไม่เก่งพอจะเรียนมหาลัย แล้วเขาอยากเข้าแม็คโดนัลในฐานะลูกค้าไม่ใช่เด็กเสิร์ฟ

“ว้า นึกว่าจะเป็นวิศวกรหรืออะไรพวกนั้นซะอีก” จอนพูดค่อยๆ “ใครก็รู้ว่าทีมวิศวะของ Magnus น่ะโคตรเจ๋ง ชั้นล่ะอยากไปทัวร์โรงงานของพวกเขาสุดๆเลย”

“ไม่ยักกะรู้ว่าแกเป็นแฟนอาวุธสงคราม” คีธเลิกคิ้ว

“อวัยวะเทียมกับหุ่นยนต์ต่างหาก จริงๆไม่ได้มีแค่นี้นะ”

“ความรู้ใหม่นะเนี่ย…” คีธพูดเสียงเบา

“เฮ้” เท็ดโพล่งขึ้นมา สายตาของไม่ได้จ้องมาที่กล้อง “พวกแกคนไหนตามข่าวเรื่องไฟไหม้ที่นิวยอร์คบ้าง? ใน Facebook เขาแชร์ไอ้นี่กันให้ว่อนเลยว่ะ มีมือดีสอยมาได้จากไหนไม่รู้ ฝีมือแกหรือเปล่าวะทรอย?”

“พูดบ้าๆ” ทรอยตอบ ที่กล่องข้อความดูเหมือนว่าเท็ดจะแชร์ลิงค์อะไรซักอย่างมาให้

“ไหนดูสิ” ทุกคนเหมือนจะได้ลิงค์อันเดียวกัน เพื่อนๆของทรอยพากันละสายตาจากกล้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์

แรกๆทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกัน จอนกับเท็ดมีสีหน้าเหมือนกำลังดูภาพยนตร์ระทึกขวัญ มีจุดหนึ่งที่ทั้งสองสะดุ้งขึ้นมา ออลลี่มีสีหน้าแปลกพลางพึมพำว่าปลอมๆ ส่วนคีธมีท่าทางแปลกใจเช่นเดียวกับดีแลน เขาอ้าปากค้างเล็กน้อยจังหวะที่จอนและเท็ดสะดุ้ง

มาถึงจุดหนึ่ง ทั้งหมดมีปฏิกิริยาคล้ายๆกัน

“เฮ้ย!”

“พระเจ้า…”

“โว้!”

“ห๊ะ…”

ทั้งหมดนั่งตาค้างอยู่หลายวินาที ก่อนที่คีธจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“แกเห็นนั่นใช่มั้ย? ยังกะในหนังเลย..”

ออลลี่เกาหัวแรงๆ “แกว่าปลอมมั้ย? ไอ้นั้นน่ะ”

“จากแสงสะท้อนแล้ว คิดว่าไม่น่าปลอมว่ะ” เท็ดตอบพลางป้ายจมูก “เวรเอ๊ย ถ้าปลอมนะ ฮอลลีวูดนี่กลายเป็นร้านล้างรูปเลย”

“คิดว่าเพราะงี้หรือเปล่าวะ รัฐบาลถึงบอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่” ดีแลนถาม

“ไม่รู้เว้ย” ออลลี่กลืนน้ำลาย “ฝีมือเอเลี่ยนงั้นเหรอ นี่มันยุคไหนแล้ว? มุกเอเลี่ยนน่ะมันโคตรเชยเลย”

จอนถอดแว่นออกมาเช็ด “เอเลี่ยนกลายนิวยอร์คเหรอ? อันนี้ทั้งเชยทั้งสิ้นคิดเลยนะถ้าถามชั้น”

“พวก?” ทรอยพยายามเรียกสติพวกนั้น “เฮ้ เกิดอะไรขึ้น?”

“ชั้นว่าชั้นไปนอนดีกว่า” จู่ๆออลลี่ก็โพล่งขึ้น “พอกันทีอินเทอร์เน็ต”

ไอ้ออลลี่นอนก่อนเที่ยงคืน? วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกหรือไง

ไม่ใช่แค่ออลลี่ ทุกคนต่างบอกลากันหมด เหลือเพียงทรอยที่นั่งบื้ออยู่คนเดียว เขารู้สึกงงๆเหมือนกำลังถูกตบบ้องหู

อะไรวะ….

เขาถอนหายใจก่อนเลื่อนเมาส์ไปที่ปุ่มกากบาท แต่ยังไม่ทันกด ตาของเขาก็ดันไปเห็นลิงค์เจ้ากรรมที่เท็ดแชร์มาให้

ทรอยรู้สึกแปลกๆ ความอยากรู้อยากเห็นกำลังเข้าแทนที่ความรู้สึกเซ็ง เมาส์วางอยู่บนลิงค์ สองจิตสองใจว่าเปิดดูหรือปล่อยเรื่องไร้สาระนี่ไว้แล้วไปนอนตามเพื่อนๆซะ เขาเคาะนิ้วอย่างใจลอยก่อนจะส่ายหัว

สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นเป็นฝ่ายชนะจนได้

เวรเอ๊ย ดูซักหน่อยก็ได้วะ

ลิงค์นี่ไปถึงคลิปวิดีโอบน Youtube ชื่อคลิปเป็นภาษาจีน มีภาษาอังกฤษเขียนคำเดียวว่า “นิวยอร์ค” ยอดเข้าชมใกล้ถึงหลักพัน เทียบกับวันอัพโหลดแล้วคลิปนี่เพิ่งอัพได้ไม่นาน

ส่วนตัววิดีโอ จากคุณภาพและองค์ประกอบเห็นได้ชัดว่าเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่สี่แยกแห่งหนึ่ง มีรถจอดรอสัญญานไฟอยู่พอสมควร ริมฟุตบาทน่าจะมีผู้คนอยู่เช่นกัน ภาพไม่ได้คมชัดมากทรอยจึงมองอยู่ที่รถคันที่เขาเห็นชัดที่สุด เป็นรถแท็กซี่คันหนึ่ง เหมือนเป็นภาพกล้องวงจรปิดทั่วไป

แล้วเขาก็เข้าใจว่าทำไมเท็ดและจอนถึงได้สะดุ้ง เพราะทรอยเองก็สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อจู่ๆมีอะไรบางอย่างร่วงลงมาใส่กระโปรงรถคันสีแดงถัดจากรถแท็กซี่ที่เขากำลังมองอยู่ ทรอยย้อนกลับไปดูอยู่หลายรอบจนเขาแน่ใจว่าที่เห็นนั่นเป็นร่างของคนที่ร่วงลงมาราวกับฉากในหนังสยองขวัญ ด้านหน้าตรงกระโปรงรถนั้นยุบลงไปและพังยับ ทรอยคิดว่าเขาเห็นเศษพลาสติกและโลหะปลิวออกมาตามแรงกระแทก ด้านหลังรถยังถึงกับกระดอนขึ้นเล็กน้อย

วินาทีถัดมา มีคนออกมาจากรถคันดังกล่าว ผู้โชคร้ายมีด้วยกันสองคนน่าจะเป็นสามีภรรยา รถคันใกล้เคียงพากันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่นั่งด้านคนขับของรถโชคร้ายถึงกับยกมือปิดปากเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น คนในภาพหลายคนล้วงหาอะไรในกระเป๋า คงเป็นโทรศัพท์ แต่สิ่งต่อมาทำให้ทุกคนถึงกับผงะ

ทรอยเห็นร่างของคนที่ตกลงมาไม่ชัด แต่จุดที่ร่างนั้นนอนอยู่เกิดมีไฟลุกขึ้นมา-ไฟสีฟ้าอมขาว แบบที่เขาไม่เคยเห็น ทรอยเคยเห็นไฟหลายสีในรายการโทรทัศน์และในคาบเคมี แต่ไม่เคยเห็นแบบนี้ ไฟสีฟ้าขาวสว่างสไวที่ติดขึ้นมาเป็นเปลวไฟขนาดใหญ่ในเวลาไม่กี่วินาที วิดีโอจบลงหลังจากไฟนั้นลุกสูงขึ้นราวกองไฟในพิธีอะไรซักอย่าง แต่ทรอยยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าจอ หลายวินาทีกว่าเขาจะรู้ตัวว่าคลิปจบแล้ว

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทรอยรู้สึกว่าการลากเมาส์ไปยังปุ่มกากบาทมันยากเหลือเกิน เขาปิดแล็ปท็อปอย่างใจลอย ในหูมีเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นเท่านั้น เขาเองอธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ไฟสีฟ้าขาวนั่นดูสว่างสวยงามก็จริง แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมันกลับทำให้เขารู้สึกเย็นวูบตามไขสันหลังด้วย

คงพอแล้วสำหรับอินเทอร์เน็ตวันนี้
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 08 มิ.ย. 2015, 23:02

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 5-[5/6/2015]

จอนชื่อฟังดูโคตรโง่เลย แต่เสือกฉลาดที่สุดในกลุ่ม ขำหมอนี่สุดละไม่รู้ทำไม ตอนนี้อ่านทวนอยู่สองสามรอบตอนกลางเรื่อง เพราะตัวละครเยอะ แต่โชคดีที่วิธีพูดมันไม่เหมือนกันเลยแยกออกได้ในไม่นาน ดูเหมือนว่าชะตากรรมของตัวเอกในแต่ละฝั่งจะเริ่ม ๆ มาเกี่ยวข้องกันทุกที ๆ ละ ตอนหน้าจะมี action อะไรไหมนี่ :e3
<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 10 มิ.ย. 2015, 15:21

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 5-[5/6/2015]

จองที่ไว้ก่อนครับ เดี๋ยวกลับมาอ่าน :e3
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 11 มิ.ย. 2015, 01:30

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 6-[11/6/2015]

Kevin Ryman เขียน:จองที่ไว้ก่อนครับ เดี๋ยวกลับมาอ่าน :e3


///หายใจแรง แฮ่กๆๆๆ :e12

----------------------------------------------------------------------

Chapter VI
Stranger from Hell



นิโคลเองไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดถึงมีการเพิ่มระดับรักษาความปลอดภัย

เป็นเวลาหกปีแล้วที่เธอกับสามีย้ายมาที่บาเซิล ซึ่งเธอใช้เวลาปีแรกหมดไปกับการเรียนทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน เพียงเพื่อจะพบว่าเพื่อนร่วมงานใหม่ของเธอเกือบทั้งหมดพูดอังกฤษได้คล่องปรื๋อ

ตึก Oculus แห่งนี้เป็นทั้งสำนักงานและศูนย์เก็บรวมรวมผลงานจากมันสมองนักวิทยาศาสตร์ผู้อุทิศตนต่อการกุศล ชื่อได้มาจากโครงสร้างรูปโดมหกชั้น รวมใต้ดินอีกสอง มองจากมุมสูงดูคล้ายกับดวงตาขนาดใหญ่

“นี่ เธอสังเกตมั้ยว่าวันนี้รปภ.หน้าใหม่เต็มไปหมดเลย” แจ็คกี้ หรือ แจ็คเกอลีน อีแวนส์ เพื่อนร่วมงานของบิโคลตั้งข้อสังเกต เธอเป็นนักชีวเคมีจากอังกฤษ “วงในไม่มีข่าวอะไรเลยเหรอ?”

“ไม่มีเลย” นิโคลตอบ ที่จริงแล้วเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “วงใน” ที่แจ็คกี้หมายถึงคืออะไร

“เราทำงานให้องค์กรไม่หวังกำไรนะ” แจ็คกี้บ่น “ถ้าเกิดเราเป็นพวก Magnus ก็ว่าไปอย่าง ของพวกนั้นมีแต่ของแพงๆ ถ้าใครจะมาปล้นอะไรคงไม่บ้ามาที่นี่หรอก”

พูดถึง Magnus—ผู้ค้าความตายและเจ้าแห่งโลกทุนนิยมไม่ได้ทำให้เธอชื่นใจเท่าใดนัก จริงอยู่ที่ Magnus มีส่วนนำโลกนี้ก้าวสู่ยุคใหม่ที่เทคโนโลยีหลายๆอย่างไม่ได้เป็นแค่ความฝันอีกต่อไป แต่เธอไม่ลืมว่า Magnus Corporation สร้างตัวขึ้นมาจากชีวิตของผู้คนนับแสนนับล้าน ถึงพวกเขาเหล่านั้นจะถูกตราหน้าว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของโลกก็ตาม

“อาจเป็นมาตรการฝึกซ้อมก็ได้” นิโคลพยายามไม่ให้เพื่อนกังวล “ตั้งแต่มาทำงานเราไม่ค่อยเห็นพวกรปภ.ฝึกซ้อมอะไรเลย ฝ่ายรักษาความปลอดภัยอาจเพิ่งได้คำสั่งมาอีกทีมั้ง”

“เลือกวันได้ถูกจังนะ” แจ็คกี้ยังไม่เลิก “เราจะทำงานได้ยังไงกันถ้าเกิดมีคนถือปืนกลเพ่นพ่านอยู่ทั่วตึก”

นิโคลก้มดูนาฬิกา “ก็เราเลิกงานแล้วไม่ใช่เหรอ ได้ยินว่าเย็นนี้เธอมีนัดกับแฟน ชั้นว่าเราเลิกบ่นแล้วรีบๆกลับกันเถอะ”

“แต่เธอก็รู้ว่าชั้นชอบกลิ่นเสื้อคลุมแล็ป ซึ่งวันนี้เราไม่ได้ใส่--”

“แจ็คกี้….”

“โทษที” เพื่อนนักวิจัยยิงฟันเป็นเชิงแก้เขิน “เธอก็รู้ว่าชั้นไม่ได้ชอบทำงานเกี่ยวกับสถิติหรืออะไรเทือกนั้นเลย”

พูดให้ถูกคือ นิโคลและนักวิจัยในแผนกคนอื่นๆต้องใช้เวลาทั้งวันศึกษากรณีของ ดร.ริชาร์ด ฟีรัล ซึ่งนิโคลไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เขาอาจเป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ธรรมดาๆที่เคยทำงานที่นี่ อย่างไรก็ตาม ไฟล์ของเขามีเนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวถึงแม้มันจะมีอายุ 20 กว่าปีแล้ว นิโคลมารู้ช่วงพักเที่ยงว่าไฟล์ถูกสร้างช่วงวัน S-Day ซึ่งหนึ่งในผลกระทบของมันถึงการถือกำเนิดของ Atomic Hazard Assessment Organization หรือ AHSO ที่นิโคลสังกัดอยู่ มีหน้าที่สอดส่อง คาดการณ์ และบรรเทาทุกข์จากภัยทางปรมาณู

นิโคลยังจำบทสนทนาระหว่างเธอกับ ดร.อองตวน โคลแบร์ หัวหน้าทีมของเธอได้ดี มันเกิดหลังพักกลางวันนี่เอง

“พูดจริงๆนะ คุณปาสคาล” นักวิจัยหนุ่มใหญ่ชาวฝรั่งเศสเช็ดหน้าผาก ถึงแม้บุคลิกจะดูอยู่ไม่สุข มอซอ ท่าทางสติเฟื่องแบบนักวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์ แต่ด้วยความขยันและมันสมอง เขาจึงได้เป็นหัวหน้าผ่านการเลือกโดยทุกคนในทีม“ผมยังเคืองอยู่เลยว่า ทาง UN หรือ EU หรืออเมริกา หรือใครก็ช่างเถอะ--มัวรออะไรอยู่ถึงได้เอาไฟล์นั่นมาส่งได้ล่าช้าขนาดนี้”

“แต่ดอกเตอร์คะ ไฟล์นั่นมันเนื้อหาตั้ง 20 ปีก่อน อาจไม่สลักสำคัญเลยก็ได้นะคะ”

“ผมลืมบอกกับคนอื่นว่าพวกนั้นส่งมาให้ผมก่อน เมื่อคืนวานนี้เอง” ดร.โคลแบร์พรมนิ้วลงบนโต๊ะแบบคนที่อยู่ไม่ค่อยนิ่ง “ตอนแรกผมก็คิดแบบคุณนี่แหละ แต่—ขอโทษนะครับ—mon Dieu! นั่นมันของสำคัญสุดๆเลย แล้วพวกเขาเพิ่งจะมาให้เราจนป่านนี้เนี่ยนะ แล้วนายฟีรัลที่เขียนไฟล์เนี่ย—ผมเสียดายชะมัด ถ้าเขาอยู่คงช่วยเราได้เยอะเลย”

“หมายความว่ายังไงเหรอคะ ดอกเตอร์?” “ชั้นไม่เคยได้ยินหรือเห็นชื่อ “ริชาร์ด ฟีรัล” มาก่อนเลย ไม่ว่าจะในข่าวในตำราไหนๆ คุณกำลังจะบอกว่าเรากำลังเจอกับหมาป่าเดียวดายเหรอคะ?”

“ราชสีห์เดียวดายต่างหากล่ะ” โคลแบร์ตอบ “ถ้าที่เขาเขียนไว้มันถูกขึ้นมา เท่ากับพวกรัฐบาลทั้งหลายหลอกให้เรางมโข่งเลย พอผมติดต่อถึงที่มาไฟล์ ทางนั้นตอบมาว่า องค์การอนามัยโลกส่งมา ฝ่ายรังสีน่ะ ส่วนริชาร์ด ฟีรัล—เขาหายไปเฉยๆเลย มีแค่ประวัติการทำงานนิดหน่อย แต่พอหลังวัน S-Day ไม่นานเขาก็หายไป ถ้าให้ผมเดาเขาอาจโดนรังสีด้วย คงรู้ตัวว่าไม่รอดเลยใช้มาตรการกักตัว น่าเสียดายจริงๆ”

“ประทานโทษนะคะ แต่เรายังไม่รู้ว่า เอ่อ--ทฤษฎีของเขาน่ะเชื่อถือได้แค่ไหน”

“จริงๆแล้ว ผมใช้ลางสังหรณ์ล้วนๆ—อย่าเพิ่งมองผมแบบนั้น คุณปาสคาล คุณลองคิดดูสิ! พวกเขาบอกว่าที่ AHSO เกิดได้เพราะวัน S-Day แต่งานที่เราทำ ทั้งหลายทั้งปวงก่อนที่คุณหรือผมจะเข้าร่วมเนี่ย ไม่ได้เฉียดเข้าใกล้สคาโตเนียเลย ไม่ว่าจะตัวอย่าง กรณีศึกษา ภาพ ไม่มีเลย! ไม่แค่กระดาษสถิติแบบที่แม้แต่เด็กส่งเอกสารยังหลับตาพิมพ์ได้--”

พอกันที

“ด้วยความเคารพนะคะ สำหรับดิฉันมันไม่สำคัญหรอกคะ ตราบใดที่จุดประสงค์ของเราเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์” นิโคลสุดลมหายใจเข้าลึก เตรียมรับคำตอบที่อาจไม่ค่อยสวยหรู แต่หนุ่มใหญ่แค่มองหน้าเธอก่อนถอนหายใจ

“โอเค ผมเข้าใจ อุดมการณ์ของคุณน่าชื่นชมนะคุณปาสคาล” โคลแบร์เหมือนจะจมลงไปในเก้าอี้ของเขา “ผมขอโทษที่อาจทำคุณเสียเวลา แต่ผมว่าคุณหรือหลายคนอาจยังไม่เข้าใจ ผมไม่โทษหรอก บางทีผมอาจด่วนสรุปไปเองก็ได้ ขอโทษจริงๆที่ผมอาจทำคุณไม่สบายใจ”

นิโคลเริ่มใจเย็นลง เธอขยับเก้าอี้ไปด้านหน้าเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นความกระตือรือร้นหายไปจากแววตาของหัวหน้า “คุณโอเคมั้ยคะ?”

“ผมแค่ไม่อยากจะเชื่อว่าจะต้องงมโข่งมาหลายปี” เขาหยิบกล่องบุหรี่ออกมาจากใต้ลิ้นชักก่อนหยิบมาถือมวนหนึ่ง “คุณพูดถูกนะที่ผมอาจคิดไปเอง พวกนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องโกหกเราเรื่องสคาโตเนีย บางทีนายฟีรัลอะไรนี่อาจโดนรังสีจนคิดไปเอง แต่พูดก็พูดเถอะ สำนวนของเขาไม่เหมือนคนใกล้ตายเลย”

“มันไม่สำคัญหรอกค่ะ ตราบใดที่สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อช่วยชีวิตของผู้คนที่ลำบาก นั่นไม่ใช่เหรอคะที่เราถึงได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” เธอพยายามพูดให้เขาสบายใจ จริงๆแล้วเธอเองก็ทำอะไรไม่ถูกในสถานการณ์นี้ซึ่งเธอไม่คาดคิดมาก่อน

โคลแบร์จ้องมวนบุหรี่ของเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมา

“คุณพูดถูก” เขาถอนหายใจ “ผมว่าเรากลับไปทำงานดีกว่า ดูซิว่าในไฟล์จะยังมีอะไรที่เราพอใช้ได้บ้าง”

“ค่ะ หัวหน้า”

“แล้วถ้าเกิดมีใครบ่นว่าข้อมูลส่วนสุดท้ายเหมือนมันไม่สมบูรณ์ บอกพวกเขาด้วยว่าเราได้มาแค่นั้นแหละ ผมไม่ได้ลบอะไรทิ้ง”

นิโคลไม่แน่ใจว่าเธอเดินใจลอยมานานแค่ไหน รู้สึกตัวอีกทีก็จะถึงทางออกจาก Oculus แล้ว ซึ่งเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น มีกลุ่มกลุ่มหนึ่งยืนออกันที่ทางออก

“นั่นพวกรปภ.มุงอะไรกันน่ะ?” แจ๊คกี้ชี้ไปทางประตูซึ่งมีเครื่องตรวจจับอุปกรณ์อยู่

ตรงนั้นเหมือนมีปัญหาเล็กน้อย รปภ.ในชุดเกราะกันกระสุนกว่าครึ่งโหลกำลังล้อมชายคนหนึ่ง ดูเหมือนกำลังตรวจค้นกันอยู่ นิโคลและแจ็คกี้กำลังเดินผ่านเครื่องตรวจจับ ถ้าเกิดรปภ.นายหนึ่งไม่ขวางไว้ซะก่อน

“ประทานโทษครับ ขออภัยในความไม่สะดวก”

ด้านหลังของเธอมีผู้คนเริ่มทยอยกันออกมา ต่างดูงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นิโคล—เธอได้กลิ่นคล้ายพลาสติกไหม้ เมื่อเธอหันไปหาแจ็คกี้ก็พบว่าอีกฝ่ายทำจมูกย่นเหมือนได้กลิ่นเช่นกัน

“ช่วยเช็กอีกทีหน่อยครับครับ” ชายที่ถูกล้อมไว้พูดเสียงเรียบด้วยสำเนียงบริติช เขาเป็นชายร่างสูง ผมสีน้ำตาลออกส้มเช่นเดียวกับหนวดเคราเตียนๆ ดวงตาสีเขียวปนเทา เขาสวมเสื้อสูทสีดำไม่ผูกเนกไท “ผมคิดว่าผมมีนัดที่นี่”

“ถึงคุณมีนัด แต่เสียใจด้วย นี่เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ผมเกรงว่าคุณต้องมาใหม่พรุ่งนี้ในเวลาทำงาน”

“ผมก็มีงานการเหมือนกันนะครับ” ชายแปลกหน้ายิ้มที่มุมปาก “ที่ผมมาน่ะ เป็นเรื่องด่วนซะด้วย”

รปภ.รายเดิมยังไม่ยอมแพ้ “ผมจะไม่เตือนซ้ำสองแล้วนะ วันนี้มีมาตรการความปลอดภัยขั้นพิเศษ เพราะฉะนั้นผมขอให้คุณ--”

“อ๋อใช่ สถานการณ์พิเศษ” คนแปลกหน้ายังคงยิ้ม กลิ่นพลาสติกไหม้แรงขึ้นเรื่อย จนรปภ.ที่กั้นนิโคลไว้ทำจมูกฟุดฟิด “ที่ว่าอาจมีผู้บุกรุกใช่มั้ย?”

เหล่ารปภ.มองหน้ากันอย่างงุนงง นิโคลเองก็ไม่แพ้กัน แจ็คกี้หันมาพูดเสียงกระซิบ “เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย นิโคล?” ซึ่งเธอตอบกลับด้วยการส่ายหน้า แต่แล้วเธอก็เหลือบไม่เห็นอะไรบางอย่าง คราวนี้นิโคลพอจะเดาออกแล้วว่ากลิ่นพลาสติกมาจากไหน

กล้องวงจรปิดตัวที่อยู่เหนือโต๊ะประชาสัมพันธ์มีควันลอยออกมา เมื่อเธอกวาดสายตามองรอบๆก็พบว่ากล้องทุกตัวเป็นเหมือนกันหมด

“แจ็คกี้--” นิโคลสะกิดเพื่อนและรปภ.ที่อยู่ใกล้ๆ “ชั้นว่าชั้นรู้แล้วว่ากลิ่นไหม้มาจากไหน” ซึ่งรปภ.เห็นแล้วก็พยายามใช้วิทยุแจ้งไปยังศูนย์ ซึ่งมีแต่เสียงซ่าๆเหมือนไม่มีคลื่น

“แล้วทำไม่สัญญานกันไฟไม่ดังล่ะ กล้องไหม้ซะขนาดนี้” แจ็คกี้ถาม แต่แล้วจู่ชายแปลกหน้าก็ดึงความสนใจของทุกคน

“โอเค ผมรู้ว่าวันนี้อาจมีผู้บุกรุก ก็ทำไงได้ ผมเป็นคนแจ้งเอง” เขาพูดสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“คุณเป็นใคร?” รปภ.รายเดิมถาม นิโคลก้าวถอยหลังออกมาอย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับแจ็คกี้ เมื่อเพื่อนสาวที่ให้ดูว่ารปภ.ทุกคนตรงนั้นเอื้อมมือไปที่ซองปืนประจำกาย

ดูเหมือนชายคนนั้นจะเห็น แต่เขาก็ไม่สนใจ พลางล้วงเข้าไปในเสื้อ ก่อนหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง “โอเค สมมุติว่ามีผู้บุกรุก คุณจะทำยังไง?”

รปภ.คนนั้นมีสีหน้างุนงง ขณะที่ชายแปลกหน้ายิ้มเห็นฟันที่ขาวเป็นประกาย

โครม!!

เขายังคงยิ้มอยู่ตอนที่ยกเท้าขึ้นถีบรปภ.คนนั้นเข้าเต็มหน้าอก นิโคลไม่ทันได้กรีดร้องด้วยซ้ำตอนที่ร่างของผู้โชคร้ายลอยไปชนเข้ากับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

วินาทีถัดมา ทั้งอาคารเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวาและเสียงตะโกนของรปภ. บอกให้ชายคนนั้นยกมือขึ้นบนหัว นิโคลและแจ็คกี้ก้าวถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชายประหลาดทำตามที่พวกรปภ.สั่ง เขามีสีหน้าขบขันขณะที่ยกมือขึ้น หนึ่งในรปภ.เดินอ้อมไปด้านหลังของผู้บุกรุก

เพล้ง!!

ชายลึกลับถีบรปภ.คนนั้นกระเด็นทะลุประตูกระจก คราวนี้ทุกคนที่ไม่ใช่รปภ.ต่างกรีดร้อง วิ่งหนีหาที่ซ่อนตัว นิโคลไปซ่อนตัวที่หลังเสาต้นใกล้ๆในขณะที่แจ็คกี้ไปหลบอยู่หลังเสาถัดไป เธอเห็นพวกรปภ.ยกปืนขึ้นเล็งไปที่ชายคนนั้นทั้งจากทางเข้าและจากเฉลียงของชั้นสองซึ่งพวกนั้นมีปืนกลขนาดเล็กด้วย ผู้บุกรุกชูมือขึ้นในท่ายอมจำนนขณะที่กวาดตามองรอบๆด้วยสีหน้าขบขัน รปภ.สามสองคนก้าวเข้าไปประชิดตัวช้าๆ

แต่แล้วเขาก็ดีดนิ้ว เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งอาคาร

พวกรปภ.ต่างลดปืนลง แต่ละคนยืนตรงไม่ขยับเขยื้อน มีสองสามคนที่หลีกทางให้ขณะที่ชายลึกลับก้าวยาวๆมายังจุดที่เคยเป็นเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

จู่ๆเก้าอี้มีล้อที่อยู่ตรงนั้นก็เลื่อนเข้ามาหาเขา แต่เขายังไม่นั่งลง ชายประหลาดใช้ปากคาบบุหรี่ไว้ก่อนล้วงเอาสิ่งของออกมาอีก คราวนี้เป็นอะไรซักอย่างที่ลักษณะคล้ายตลับหรือแผ่นกลมๆ เขาถือมันไว้ด้วยฝ่ามือซ้าย เขาจ้องเจ้าสิ่งนั้นไม่นาน สิ่งที่ดูคล้ายภาพโฮโลแกรมทรงกลมก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ

“คุณที่อยู่ตรงนั้นน่ะ…” เสียงของชายลึกลับดังก้อง ทั้งๆที่เขาไม่ได้ตะโกน ดวงตายังจับจ้องไปที่ภาพโฮโลแกรม “คนที่กำลังจะออกไปตอนนั้นน่ะ ผมขอรบกวนอะไรหน่อยสิ”

ไม่นะ ไม่ใช่ชั้น…

“คุณคนสวยคนนั้นที่ชื่อว่านิโคลน่ะ ผมหมายถึงคุณ ออกมาหาผมหน่อยครับ”

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สมองเธอสั่งทุกส่วนในร่างกายว่าไม่ให้ฟังที่เขาพูด แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกเธอว่าถ้าไม่ทำตาม นิโคลจะไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านไปหาโธมัสอีก เมื่อเธอหันไปสบตากับแจ็คกี้ อีกฝ่ายส่ายหน้าด้วยความพรั่นพรึง แต่เธอตัดสินใจแล้ว

“ดีมาก ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ” ชายลึกลับพูด ผายมือไปที่เก้าอี้ “นั่งก่อนครับ”

นิโคลพยายามไม่สบตา ขาของเธอดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้ชายคนนี้ มือไม้สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอรู้สึกว่ามีสายตาชะโงกมามองดูเธอจากทั่วบริเวณ

พระเจ้า...โธมัส…..ใครก็ได้พาชั้นออกไปจากที่นี่ที…..

ตอนนี้ในหัวเธอมีแต่ใบหน้าของโธมัสและคำสวดอ้อนวอนถึงใครก็ตามที่รับฟัง ริมฝีปากด้านชาไปหมดเพราะเธอกัดมันไว้ พยายามอย่างยิ่งไม่ให้ตัวเองปล่อยโฮออกมา เมื่อเธอหันไปทางข้างก็เห็นร่างรปภ.นอนอยู่ เลือดสีแดงเข้มไหลออกมาจากปากและตาที่เบิกโพลงของเขา ชั่วครู่เธอคิดว่ากล้ามเนื้อเขายังคงกระตุก

พระเจ้า....

“ฟังผมนะ นิโคล” เธอก้มลงมองดูมือที่สั่นเทา “ผมต้องการเข้าถึงไฟล์เก่าๆอันหนึ่ง ซึ่งผมพบว่าใครซักคนเพิ่งล็อกมันไว้เป็นไฟล์เฉพาะแผนก แปลว่าผมต้องเป็นนักวิจัยแผนกคุณถึงจะมีรหัสเข้าได้ และโชคร้ายจริงๆที่ผมไม่มีปากกามากรอกแบบฟอร์มสมัคร ถึงมี--ผมก็ไม่ได้เรียนจบทางนี้มาด้วย เพราะฉะนั้น….รบกวนเงยหน้ามองนี่หน่อยครับคุณ”

นิโคลสูดหายใจเข้าพลางเช็ดน้ำตาที่เอ่อ ก่อนรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมอง โฮโลแกรมทรงกลมอยู่ตรงหน้าเธอพอดี ซึ่งชายลึกลับก็นั่งยองๆประจันหน้ากับเธอ
โฮโลแกรมนี่เหมือนเป็นลูกโลกที่มีพื้นผิวเป็นชุดตัวเลข อักขระแปลกๆสีเขียว ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันหมุนมาที่อีกด้านหนึ่ง เป็นตัวเลข 0-9 ที่เป็นสีแดง

“คุณรู้นะว่าต้องทำอะไร นิโคล”

นิโคลยกนิ้วที่สั่นเทาขึ้นมา วินาทีนี้เธอคิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด สิ่งต่อมาที่เธอรู้คือเธอจิ้มไปที่ตัวเลขเป็นรหัสเข้าระบบของเธออย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แป้นตัวเลขสลายไป เปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีเหลืองเขียนว่า

STAND BY….

นิโคลได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก และแล้วตัวหนังสือสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นแทนที่

ACCESS GRANTED

“บราโว่” ชายลึกลับพูด เขาเอานิ้วแตะที่ปลายบุหรี่และมีควันลอยออกมา

“เริ่มค้นหา” เสียงคอมพิวเตอร์คล้ายเสียงผู้หญิงดังออกมาจากโฮโลแกรม

“พบข้อมูลที่ถูกต้อง เริ่มการดาวน์โหลด”

นิโคลเหมือนถูกตรึงไว้กับเก้าอี้ สองมือกำที่พนังเก้าอี้ราวกับตัวเธอจะลอยขึ้น ขณะที่ชายลึกลับจ้องเข้าไปในโฮโลแกรมที่ตอนนี้ใจกลางของมันเป็นตัวเลข 67% แสงสีเขียวส่องใบหน้าของเขาทำให้มันดูชั่วร้ายขึ้นอย่างบอกไม่ถูกในความคิดของนิโคล

70%....
86%....
99%....


“การดาวน์โหลดเสร็จสมบูรณ์---คำเตือน….ไฟล์ถูกดัดแปลง”

“ก็ชิ้นหนึ่งของจิ๊กซอว์” ชายลึกลับพูด ภาพโฮโลแกรมหายไปก่อนที่ชายคนนั้นจะเก็บมันเข้าไปในเสื้ออีกครั้ง “ผมว่าคงหมดธุระแล้ว ยังไงก็ขอบคุณสำหรับความร่วมมือนะครับ คุณผู้หญิง”

เขายิ้ม ก่อนหันหลังเดินจากไป มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องไปทั่ว เครื่องตรวจจับวัตถุส่งเสียงเตือนเมื่อเขาเดินผ่านออกไป และตรงนั้นเองที่เขาหยุดเดินก่อนยกมือขวาขึ้นระดับหู ก่อนจะดีดนิ้วอีกครั้ง

เหล่ารปภ.ต่างยกปืนขึ้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งเมื่อรปภ.ทุกคนสอดปืนเข้าไปใต้คางตัวเอง นิโคลก้มหัวลงสองมือปิดหู เธอเริ่มร้องให้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

โอ้ พระเจ้า ขอร้องล่ะ ให้มันจบซะที ฉันยอมแล้ว!!

กระนั้นสองมือก็ไม่อาจปิดกั้นเสียงปืนที่บาดลึกความรู้สึก นิโคลได้แต่ภาวนาว่ามันจะจบลง
แก้ไขล่าสุดโดย cpt_mctavish เมื่อ 22 ก.ค. 2015, 21:41, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน