Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2015]

<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 11 มิ.ย. 2015, 09:58

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 6-[11/6/2015]

ขาของเหตุดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้ชายคนนี้
เธอ?

ตอนนี้ผู้บุกรุกเท่สัดอะ หัวส้ม ๆ น้ำตาล ๆ ด้วย เหมือนพวกใบไม้ฤดูใบไม้ร่วงหรือเปล่า มีเครานิด ๆ โอว สเป็ก ถ้าตาดำด้วยนี่จะวิ่งเข้าไป tackle เอวเลย ถถถถ
ว่าแต่สำเนียงบริทิชนี่ชวนให้คิดถึงโจชัวนะ แต่โจชัวนี่จำได้ว่า casting เป็น Mark Strong ไม่มีผมสักเส้น แสดงว่าหมอนี่น่าจะอีกคน? :e5
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 15 ก.ค. 2015, 22:45

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 7-[15/7/2015]

มาต่อครับ

----------------------------------------------------------------------

Chapter VII
Mind the gap


เหมือนเดิม ทั้งคู่แย่งกันดูทีวี

โซเฟียแย่งรีโมทไปตอนที่มีข่าวเรื่องเหตุสะเทือนขวัญที่สวิสฯ ก่อนจะเปิดไปข่าวกีฬาอีกช่อง

“อะไร?” เธอถามเมื่อเห็นสีหน้าเขา “อย่าบอกนะว่าตื่นเช้ามาคุณก็อยากดูเรื่องโหดๆเลยน่ะ”

“แต่ไอ้เรื่องโหดๆน่ะมันงานผมนะ” อัลเบ้ปาก “รู้สึกว่าผมจะได้ยินคำว่า “ก่อการร้าย” ด้วย ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอรีโมต….”

“อัล…” เธอไม่ได้ทำตาลูกหมา “ครั้งสุดท้ายที่เราคุยกันเรื่องงาน คุณดูไม่จืดเลย เก็บสมองไว้ตอนวันจันทร์เถอะ”

“….ก็ได้” เขาตักซีเรียลเข้าปาก “ขนมปังผมก็เกรียมๆเหมือนเดิมนะ”

นางฟ้ายิ้ม “ตอนชั้นลุกไป อย่าเปลี่ยนช่องล่ะ”

ตายล่ะ เมื่อกี้เราไม่ทันคิด……

ทันทีที่พ้นระยะ 2 เมตร (เดาจากสายตา) อัลคว้ารีโมตขึ้นมาเปลี่ยนช่องทันที เขาคิดว่าได้ยินเสียงโซเฟียถอนหายใจ ซึ่งแปลว่า “ตามสบายเถอะพ่อคุณ”
“ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตทั้งหมดล้วนเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยซึ่งเข้าปฏิบัติงานในช่วงเวลาเกิดเหตุ พยานเห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันว่าผู้ก่อเหตุมีเพียงคนเดียว ไม่ได้ปิดปังใบหน้า แต่กล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุได้เกิดการขัดข้องที่ไม่สามารถระบุรูปพันธ์ของผู้ก่อเหตุได้ อย่างไงก็ตาม เราเชื่อว่าทางการสวิสเซอร์แลนด์ได้ประสานไปยังทางตำรวจสากลเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเป็นการก่อเหตุที่อุกอาจและผลกระทบอาจส่งต่อไปยังประเทศสมาชิกรวมถึงองค์กรอื่นๆที่ได้สนับสนุนต่างเงินทุนและข้อมูลให้กับ AHSO ซึ่งหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางช่องของเราจะรีบเสนอข่าวต่อท่านผู้ชมโดยเร็ว….”

โลกนี้แม่งเพี้ยนขึ้นทุกวัน อัลคิด ตอนแรกก็คนลุกเป็นไฟ คราวนี้มีคนบุกเดี่ยวเข้าแล็ปที่มีบิ๊กๆของโลกหนุนหลัง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าบอกว่างานสายนี้ไม่เคยได้พัก

ข่าวต่อไปก็ไม่ต่างกันเมื่อทีมท็อตแนม ฮอทสเปอร์ดันเสมอกับทีมรองบ่อนจากอีกทวีป ถึงมันจะเป็นนัดกระชับมิตรก็เถอะ อัลเคี้ยวซีเรียลต่อไปอย่างขมขื่น โชคดีที่เขาเปิดเจอช่องสารคดีสัตว์โลกพอดี ซึ่งตอนนี้เขาคิดว่าตัววอลรัสเป็นสัตว์ที่น่ารักมากทีเดียว

“คุณดูสารคดีสัตว์ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ขนมปังปิ้งมาแล้ว

“ก็ตั้งแต่สเปอร์แพ้ให้ทีมอะไรไม่รู้ ตั้งแต่ตอนนั้นแหละ”

“ว้าว” เธอยักไหล่ “คงเริ่มจะดูมานานเลยสิถ้างั้น”

“โอ๊ย” อัลหยิบขนมปังปิ้งซึ่งเกรียมอย่างที่เขาต้องการ “คุณติดนิสัยไม่ดีแบบนี้มาจากใครเนี่ย”

“จากคนแถวนี้แหละ” โซเฟียตอบ “แยม ?”

“วันนี้เอาเป็นเบอร์รี่แล้วกัน” เขากระดกน้ำผลไม้ดับกระหาย “หนังสือพิมพ์ด้วย ขอบใจนะคนสวย”

“นี่ชั้นกลายเป็นเด็กเก็บหนังสือพิมพ์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ?” ถ้าเธอไม่ใช่นักแสดง อัลคงคิดว่าโซเฟียโกรธจริงๆแล้ว

“ก็วันนี้คุณตื่นก่อนผม” อัลรับเอาขวดแยมจากเธอ “ช่วยไม่ได้ ก็เมื่อคืนผม…”

“โอเค โอเค” ถึงไม่มองหน้าก็รู้ว่าโซเฟียกำลังหน้าแดง เขาได้ยินเสียงเก้าอี้ครูดเบาๆ “นี่ไง รีบๆอ่านเลยซิ”

พูดตามตรงแล้วอัลคิดถึงหนังสือพิมพ์สมัยเขายังเรียน ม.ต้น หนังสือพิมพ์แบบที่ยังเป็นฉบับ แบบที่ทำจากกระดาษกลิ่นแปลกๆ แบบที่มีคนเอามาจากตามหน้าสถานีรถไฟ หนังสือพิมพ์ยุคนี้เป็นแผ่นโปร่งแสงแข็งๆขนาดเกือบเท่ากระดาษ A4 มีระบบสัมผัสแบบโทรศัพท์ อ่านได้ในที่มืดเพราะมันเรืองแสงได้ ไม่มีคนแจกแล้วเพราะมีตู้รับ-คืนหนังสือพิมพ์ทั่วลอนดอน ยกเว้นว่าสมัครสมาชิกไว้ก็จะมีช่างพร้อมลูกมือเป็นเด็กมัธยมสิวเขรอะสองสามคนมาติดตั้งตู้หนังสือพิมพ์ส่วนตัวให้

“นี่ยังไม่มีภาพเคลื่อนไหวอีกเหรอเนี่ย?”

“ถ้ามีก็คงไม่เรียกว่าหนังสือหรอก” โซเฟียหันไปจัดการกับมื้อเช้าต่อ “ถึงไอ้ที่คุณถือน่ะ ไม่น่าเรียกว่า “หนังสือ” เลยก็เถอะ”

อัลหวังเล็กๆว่าจะมีรายละเอียดข่าวที่สวิสฯ แต่กลายเป็นว่าข่าวส่วนใหญ่วันนี้กลับเป็นเรื่องของพวกเซเล็บงี่เง่ากับนักการเมืองเหยียดผิว ยังไม่นับพวกที่ออกมาประท้วงเรื่องผลิตและปลูกถ่ายอวัยวะเทียม ซึ่งทุกวันนี้ คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะเทียมถูกรังเกียจราวกับเป็นโรคระบาดที่ติดต่อกันได้ผ่านการสบตา

“จะอะไรกันนักกันหนา” เขาบ่นเบาๆ “คนเราไม่เคยขาขาด ไตพัง หรือหัวใจฝ่อก็พูดได้สิ”

อัลอาจไม่ใช่แฟนคลับของ Magnus Corporation แต่ในเมื่อ เอ็ดเวิร์ด แลงดอน กับบริษัทของเขามีส่วนให้ดันแคน พี่ชายของอัลกลับมาทำงานได้อีกครั้งหลังจากที่เสียแขนไปจากเหตุจลาจลเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งดังค์ต้องใช้เงินเก็บเกือบครึ่งจากเงินเดือนวิศวกรของเขา แน่นอนว่าแขนใหม่ของดังค์ทำให้เพื่อนๆของเขาบางคน “ไม่สบายใจ”

“นี่เอ็ดเวิร์ด แลงดอน ยังไม่เลิกเรื่อง “วิวัฒนการในกำมือ” อีกเหรอ?” สีหน้าเธอดูตกใจเมื่อเห็นสีหน้าอัล “ชั้นหมายถึง ที่เค้าไม่ได้ทำแค่อวัยวะเทียมน่ะ ชั้นได้ยินว่าเขาพยายาม “อัพเกรด” เด็กประถมด้วยการฝังอุปกรณ์เข้าไปในหัว คุณคิดว่ามันไม่…..เกินไป หน่อยเหรอ?”

โอ้ ไม่นะโซเฟีย….

“ถ้าผมจำไม่ผิด เขาทำแค่เฉพาะครอบครัวอาสาสมัคร แล้วก็เด็กที่ไม่ปกติ” อัลพยายามนึกคำพูดให้ดูดีที่สุด “โอเค ผมรู้ว่ามันไม่ได้รักษาโรคปัญญาอ่อนหรือทำแบบนั้นได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกนั้นท่อง ABC ได้ไวเท่าเด็กปกติ ไม่ต้องพูดถึงว่าราคาต้องแพงระยับแหงๆ คนอย่างตาแก่แลงดอนน่ะไม่เอาของราคาหลักแสนหลักล้านยัดลงหัวใครง่ายๆ คุณเชื่อผมสิ แค่เขาขายแขนเทียมให้พี่ผมไม่ได้ทำให้ผมพิสวาทเขาหรอก”

“สรุปว่าคุณแค่เฉยๆกับเขา?” นางฟ้าเริ่มยิ้มออก

“ใช่ ผมแค่ชอบตรงที่ไม่ได้มีดีแค่พล่ามออกทีวีหรืองาน TED” อัลยิ้มเล็กน้อย “ไอ้เรื่องหน้าเลือดผมว่าคนรู้กันทั่วแล้วซะอีก ไม่งั้น Time คงไม่เรียกเขาว่า “ราชาโลกทุนนิยม” หรอก จริงๆนะถ้าเขาเทคโอเวอร์แมคโดนัลด์ ผมจะหันไปกินมังสวิรัติให้ดู”

“จ๊ะ พ่อคนฉลาด”

เหมือนเดิม เขาห้อมแก้มโซเฟียก่อนออกไปทำงาน วันนี้รถไฟคนแน่นเป็นพิเศษ อัลจึงต้องยืนเบียดกับคนแปลกหน้าแล้วก็นักท่องเที่ยวเอเชียท่าทางตื่นเต้นกลุ่มหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะขึ้นรถไฟใต้ดินเป็นครั้งแรกๆ หนึ่งในนั้นมองเผลอมองหน้าอัลก่อนจะรีบหลบสายตา คงเป็นเพราะเขาไม่ได้โกนหนวด อัลนึกเสียใจเล็กๆที่ทำลายภาพลักษณ์ของ “สุภาพบุรุษ” จากอังกฤษซะป่นปี้

จู่ๆโทรศัพท์ก็เกิดสั่นขึ้นมา ทอมมี่นั่นเอง

“ถ้าถึงออฟฟิศขึ้นมาหาชั้นด้วย เราต้องคุยกัน”

ครับป๋า

บทสนทนาในออฟฟิศโดยเฉพาะเด็กใหม่ดูหลุดโลกกว่าที่เคย บางคนอวดคลิปวิดิโอที่กำลังดัง บางคนพูดว่าผู้ก่อการร้ายที่สวิสฯเตะต่อยคนปลิวได้เป็นหลาๆแบบวายร้ายในคอมมิค ผู้สื่อข่าวและช่างภาพทักทายอัลตามมารยาทเพื่อนร่วมออฟฟิศ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน อัลจึงต้องมายืนเบียดอีกรอบในลิฟต์ ซึ่งกว่าจะมาถึงชั้นที่ทอมมี่อยู่ คนก็ออกจากลิฟต์ไปเกือบหมดแล้ว

“นี่ชั้นเอง” เขาพูดใส่ Intercom

“เข้ามาๆ ไม่ได้ล็อก”

“หวัดดี อัล” ทอมมี่ทักทาย ผายมือไปยังเก้าอี้ตรงหน้า “การบ้านสนุกมั้ย”

“ม่ายยยย” อัลลากเสียงก่อนจะเบ้ปาก “ไม่ค่อยเท่าไหร่ แหล่งข่าวที่เคยใช้ตอนนี้มันไม่น่าเชื่อถือแล้ว”

“แล้วที่อื่นล่ะ” ทอมมี่ ชี้ไปที่ถ้วยกาแฟพลางส่งสายตาประมาณว่า กาแฟมั้ย? ซึ่งอัลส่ายหน้า “แกได้ดูคลิปล่าสุดแล้วใช่มั้ย”

“ไฟสีฟ้า? ก็สมจริงอยู่นะถ้าถามชั้น” อัลพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ทำไมเหรอ?”

“นายคิดอย่างนั้นก็ดีแล้ว” ทอมมี่ซดกาแฟอึกใหญ่ “เปลี่ยนแผน”

“สนใจขยายความหน่อยมั้ยทอมมี่”

เขาถอนหายใจ “ก็ไม่มีอะไรมาก เราจะไม่ลงพื้นที่อะไรทั้งนั้นจนกว่าไอ้ไฟสีฟ้าอะไรนั่นจะเชื่อได้ว่าเป็นของจริง แล้วชั้นรู้ว่าแกอยู่เฉยๆไม่ค่อยจะเป็น เพราะฉะนั้น……เรื่องที่สวิสฯน่ะยกให้แกเลย”

“กำลังอยากกินฟองดูพอดี” ถึงได้ยกภูเขาออกจากอกแต่เขากลับไม่สบายใจแปลกๆ “ได้ยินว่ามีคนตาย แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ สรุปว่าตายกี่ศพ ทอมมี่”

“ถามเยี่ยมมากได้ เพื่อน” แต่ทอมมี่ดูทำใจลำบาก “เกือบร้อยว่ะ รปภ.ล้วนๆ”

“ห๊ะ?” อัลคิดว่าเขากำลังหูฝาด

“แกได้ยินไม่ผิดหรอก” ทอมมี่เลียริมฝีปาก “แหล่งของเราบอกว่าพวกนั้นยิงตัวตายเองตอนที่คนร้ายหนีไป ทุกคนเลย”

เวร…..

“นรกแท้ๆ” จู่อัลก็คิดคำพูดไม่ออก ทั้งเขาและทอมมี่ต่างเงียบไปพักใหญ่ สีหน้าของทอมมี่บอกอย่างชัดเจนว่าไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะถกเรื่องนี้ตอนที่กำลังจิบกาแฟรสนุ่มๆ

“รู้มั้ยนี่เป็นการตายผิดธรรมชาติครั้งที่ 2 ในรอบเดือนแล้วนะ” ทอมมี่ดึงลิ้นชักใต้โต๊ะ “พระเจ้าเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น ว่าแต่เย็นนี้แกว่างมั้ย?”

“มีนัดกับโซเฟีย” อัลตอบ “ถ้าอยากหาไรดื่ม ดไวท์น่าจะว่าง บางทีเขานั่นแหละที่จะเลี้ยงนาย”

“ไม่เลี้ยงก็บ้าล่ะ ไอ้หมอนั่นดื่มวิสกี้ได้ยังกะน้ำเปล่า ขืนให้ชั้นจ่ายคนเดียวได้หมดตูดแหง” ทอมมี่หยิบกล่องบุหรี่ออกมา “ทีมงานเดิม เรื่องที่พักกับใบอนุญาตเดี๋ยวเดินเรื่องให้ เจออะไรผิดสังเกตโทรมาได้เลย”

อัลพยักหน้า “ขอบใจทอมมี่”

“งั้นกลับไปทำงานได้แล้ว”

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีอะไรมากกว่าการนั่งหน้าคอม คอยเขียนโน้ตกันลืมและดูนาฬิกา นานทีๆจะมีคนมาชวนคุยเรื่องกีฬาหรือวันหยุดต่อไป เป็นอย่างนี้จนกระทั่งห้าโมงเย็น โซเฟียโทรมาตอนที่อัลกำลังเก็บเอาแฟ้มที่ต้องเอากลับพอดี

“อัล คุณอยู่ไหนน่ะ?”

“เพิ่งเลิกงาน คุณล่ะ”

“ชั้นมาได้ครึ่งทางแล้ว ถ้าถึงก่อนชั้นจะเข้าไปนั่งรอนะ”

“ครับผม”

ที่จริงทั้งคู่นัดกันไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแต่เนื่องจากตารางเวลาที่ดันมายุ่งกะทันหันบังคับให้ต้องเลื่อนนัดมาวันนี้ ที่ภัตตาคารอิตาเลี่ยนร้านโปรดของโซเฟีย
ขณะที่เขากำลังเดินออกจากทางขึ้นของสถานีรถไฟใต้ดิน อัลรู้สึกว่าตัวเองกำลังใจลอย นึกถึงเรื่องที่คุยกับทอมมี่เมื่อเช้า แล้วก็เรื่องเพี้ยนๆที่เกิดขึ้นมาในรอบเดือนนี้ ซึ่งล่าสุดเป็นเหตุสะเทือนขวัญซึ่งตอนนี้เขากำลังจะได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง อัลรู้สึกโมโหตัวเองขึ้นมาเมื่อเขาเห็นป้ายของภัตตาคารอยู่ตรงหน้าไม่กี่ไกล เขาก็พยายามขับไล่ความคิดเกี่ยวกับความตายและความสยองออกจากหัว

ให้ตายเถอะ อลิสแตร์ ทำไมแกไม่คิดเรื่องเครื่องเทศหรือเส้นพาสต้าวะ

สติเขากลับมาเมื่อเขาถูกชนโดยใครคนหนึ่ง

“ขอโทษครับ” อัลพยายามประคองตัวอย่างลำบาก เพราะผู้ชายที่ชนเขาเหมือนจะเสียหลัก แต่แล้วเขาก็รู้สึกมีอะไรเหลวๆมาโดนตัว “คุณ--”

ตัวหนักเป็นบ้าเลยเว้ย

แล้วเมื่อเขาเห็นลำตัวของอีกฝ่าย อัลจะแทบปล่อยมือ เลือดสีเข้มไหลออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์ตรงท้องของผู้ชายคนนั้น เมื่อมองหน้าก็พบว่าเขาเป็นชายผิวขาววัยกลางคน ท่าทางกำลังช็อคจากอาการบาดเจ็บ เปลือกตากระตุกอย่างน่ากลัวขณะที่ลูกตาเหลือก ลิ้นคับปาก เส้นเลือดที่ลำคอและใบหน้าเป็นสีแดงสดและปูดโปนผิดธรรมชาติ ด้วยความตกใจอัลตาฝาดเห็นประกายสีฟ้าๆในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ตำรวจ!” อัลตะโกนสุดเสียง ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว “ช่วยด้วย ใครก็ได้ มีคนบาดเจ็บ! ตำรวจ!”

ไม่กี่วินาทีถัดมา ตำรวจสองนายก็มาถึงตัวเขา

“ช่วยผมหน่อย” อัลพยายามประคองร่างชายแปลกหน้าลงกับพื้น เขาใจเสียเมื่อเห็นสีหน้าอันทรมานของอีกฝ่าย ตำรวจอีกคนดูอาการในขณะที่อีกคนเหมือนกำลังแจ้งทางวิทยุของกำลังคนและรถพยาบาล

“เขาไปโดนอะไรมา?” ตำรวจถามอัลพลางค้นดูเสื้อนอกของผู้โชคร้าย ก่อนเจอผ้าผืนหนึ่ง

“ผมไม่รู้” อัลตอบ “ให้ตายเถอะ ผมนัดกับแฟนที่นี่ กำลังจะเข้าร้านแล้วเขาก็มาชนผม พอดูชัดๆผมก็เห็นเลือด รีบเรียกรถพยาบาลเร็วซี่ คุณเห็นมั้ยว่าเขาโดนเข้าจุดสำคัญเลย”

นายตำรวจพยายามห้ามเลือด “คุณทำงานอะไร ?”

“TBC ฝ่ายข่าว”

“อาชญากรรมเหรอ?” ตำรวจเลิกคิ้ว

“ทำนองนี้” อัลสูดลมหายใจ ซึ่งกลายเป็นว่าเขาสูดกลิ่นเลือดเข้าไปเต็มปอดอย่างไม่ตั้งใจ “ฟังนะ รีบๆช่วยเถอะครับคุณตำรวจ ผมไม่ได้อยู่เวลางาน โอเค? ผมแค่จะมาทานข้าวกับแฟนผม!”

“ก็ได้ ผมขอโทษ” ตำรวจหันไปหาคู่หู “รถพยาบาลถึงไหนแล้ว!?”

“สองช่วงตึก!”

อัลมองรอบๆ ตอนนี้ผู้คนเริ่มมามุงกันแล้ว ตำรวจหลายนายเข้ามาสมทบและกันไม่ให้คนเข้ามายังที่เกิดเหตุ เขาเห็นโซเฟียอยู่ถัดออกไปตรงหน้าร้านพอดี ถึงไม่ได้ใกล้มากแต่อัลมองเห็นว่าเธอกำลังหน้าซีดอย่างเสียขวัญและกำลังจะเดินมา เขายกมือเปื้อนเลือดขึ้นห้ามพลางส่งสัญญานด้วยสายตาว่า “คุณอยู่ตรงนั้นก่อน ผมไม่เป็นไร” ซึ่งดูเหมือนเธอจะเข้าใจ

“เวรเอ๊ย! เขาดูไม่ดีเลย คุณช่วยผมกดตรงนี้หน่อย” ตำรวจเงยหน้าขึ้นมาจากผู้โชคร้าย อัลถลกแขนเสื้อขึ้นขณะที่ตำรวจหญิงคนหนึ่งคุกเข่าลงข้างๆ ทั้งสามคนจึงกดแผลที่ท้องของชายผู้บาดเจ็บ

“เขาเป็นอะ—บ้าเอ๊ย! เขากำลังชัก?” จู่ๆชายคนนี้ก็ตัวสั่นกระตุกอย่างรุนแรง เสียงขลุกขลักในลำคอหายไป แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน ด้วยความตะลึง ทั้งหมดปล่อยมือจากเขา สองมือของผู้โชคร้ายคลำสะเปะสะปะไปที่บาดแผล ดวงตาที่กลายเป็นสีม่วงคล้ำโปนถลนแทบออกมานอกเป้า

แล้วไฟสีฟ้าก็ออกมาจากดวงตา บาดแผล และปากของเขา เสียงกรีดร้องเหมือนจะสะท้อนออกมาจากตัวของผู้โชคร้ายเมื่อไฟเริ่มลามไปทั่วตัวของเขา อัลได้ยินเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ขณะที่ทั้งเขาและพวกตำรวจต่างถอยออกมาจากไฟประหลาด

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน เหล่าตำรวจมองหน้ากันด้วยความงุนงงปนตื่นกลัว ไฟสีฟ้ายังคงเผาร่างคนแปลกหน้าต่อไปจนเหลือแต่เถ้าสีเทาอ่อนๆ เมื่อเขายกมือขึ้นมา เลือดที่เปื้อนก็หายไปแล้ว เหลือเพียงขี้เถ้าเหมือนกับที่อยู่บนพื้น

“คุณตำรวจ?” อัลตัดสินใจทำลายความเงียบ

“ครับ?” นายตำรวจเหมือนเพิ่งได้สติ “มีอะไร?”

“คราวนี้ยังไงต่อ?”

“ยังไงต่อเหรอ?” ตำรวจเลียริมฝีปาก หันไปมองหน้าคนอื่นๆ “คือ………เวร…..เอ่อ…”

“ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอตัวนะครับ”

“ได้ครับ” นายตำรวจพ่นลมหายใจออกมาเหมือนพยายามทำให้ตัวเองสงบลง

“ขอบคุณ” อัลลุกขึ้น เมื่อเขาไปถึงโซเฟีย เธอก็ยิงคำถามทันที

“อัล เมื่อกี้มัน--”

“ผมไม่รู้”

“…..คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

“ผมคิดว่างั้น” อัลโอบรอบไหล่เธอ “รีบกลับกันเถอะ”
แก้ไขล่าสุดโดย cpt_mctavish เมื่อ 25 ก.ค. 2015, 21:07, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 17 ก.ค. 2015, 01:30

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 7-[15/7/2015]

“อัล…” เธอไม่ได้ทำตาลูกหมา
สรุปทำหรือไม่ทำง่ะ

“วิวัฒนการในกำมือ”
วิวฒนาการ

แค่เขาขายแขนเทียมให้พี่ผมไม่ได้ทำให้ผมพิสวาทเขาหรอก”
พิศวาส

“ผมคิดว่างั้น” อัลโอบรอบไหล่โซเธอ “รีบกลับกันเถอะ”
โซ เกินมา


---

ในที่สุดก็มาเกิดต่อหน้าต่อตาเจ้าตัวโดยตรงละนะ คงจะวางเฉยไม่ลงแล้วละมั้งทีนี้
โซเฟีย ลำบากหน่อยนะ มีแฟนบ้างาน อย่าไปห้ามแกเลย ปล่อย ๆ แกไป :e13
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 21 ก.ค. 2015, 21:01

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 8-[21/7/2015]

แล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายของ Part แรก
----------------------------------------------------------------------

Chapter VIII
Flashpoint



ทรอยค่อนข้างชอบเรื่องเซอร์ไพรซ์ อย่างเช่นวันนี้

ตอนแรกเขาคิดว่าจะเจอแค่คีธกับสาวๆของเขา แต่กลายเป็นว่าขาดแค่จอนเท่านั้น

“ทำหน้าแบบนั้นคิดถึงชั้นใช่มั้ย” ถึงจะเต็มไปด้วยแสงม่วงๆ แต่ใบหน้ากวนๆของออลลี่เหมือนจะเด่นชัดขึ้นมาจากแสงวูบวาบของไนท์คลับ

“คิดว่าเราจะปล่อยให้แกกับคีธมานั่งสวีทกันเหรอไง” เท็ดชูแก้ว “นั่งก่อนซิเพื่อน คืนนี้ยังอีกยาวเว้ย”

ทรอยคิดว่าปากเขาคงฉีกถึงหูแล้วตอนนี้ คีธหันไปสั่งเครื่องดื่มจากบาเทนเดอร์ที่อยู่ไม่ไกล

“เต็มที่เว้ยเพื่อน” เขาหันกลับมา “พี่ชั้นรู้จักเจ้าของที่นี่ แค่เราอย่าก่อเรื่องเป็นพอ โอเค้?”

“ไม่ก่อเรื่องของแกนี่หมายความว่ายังไงวะ” ออลลี่ถาม

“พอเลย” คีธกระดกเครื่องดื่มสีฟ้าๆ “อย่าแม้แต่จะคิด สาวที่นี่เกือบทั้งหมดน่ะมีแฟนแล้ว ที่สำคัญคืออายุมากกว่าแกด้วย”

“ก็แค่ปีสองปี” ออลลี่กวาดสายตาไปรอบๆ “แล้วแกก็พูดว่าเกือบทั้งหมด”

“ไม่เอาน่า” ทรอยพูดบ้าง

“พวก…” ดีแลนหันไปพูดกับทุกคน “ลืมแล้วเหรอว่าเรามานี่ทำไม”

“….โทษที” ออลลี่ยิ้มเห็นฟัน เครื่องดื่มมาพอดี

“ลองนี่สิ” คีธยื่นแก้วให้ ในแก้วเป็นของเหลวสีออกม่วงๆ แต่อาจเป็นเพราะแสงไฟก็ได้ “แล้วก็อย่าเพิ่งเมาล่ะ เราขี้เกียจแบกแกออกไป”

พูดเข้าไป ทรอยรู้สึกขำ ครั้งสุดท้ายที่ดื่มกัน ชั้นนี่แหละขับรถไปส่งแก แถมแกอ้วกใส่เบาะด้วย ดีว่าไม่ใช่รถชั้น

รสสัมผัสแรกให้ความรู้สึกขมๆแบบแอลกอฮอล์ทั่วไป ตามด้วยรสชาติออกเปรี้ยว ไม่ใช่เครื่องดื่มที่อร่อยที่สุดแต่ว่าใช้ได้ทีเดียว เมื่อทรอยกลืนมันลงไปเขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าไอ้นั่นเบาไปก็บอกนะ ยังมีอีกเยอะ” ทรอยคิดว่าคีธคงพูดถึงแก้วที่เขากำลังดื่ม เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่แก้วแรก

“เซอร์ไพรซ์จริงๆที่พวกแกมาเนี่ย” ทรอยจิบจากแก้วของเขา “จากที่คุยกันคิดว่าพวกแกไม่ว่างซะอีก”

“ก็แกออฟไลน์ก่อนนี่หว่า ตอนตีสองพวกเรากลับมาก็ไม่เจอแกแล้ว” เท็ดเริ่มใช้มือช่วยพูด “ไหงนอนเร็วจังวะ”

“ก็ชั้นทำงานนี้หว่า ไม่ได้นั่งคอยใครในแชท” ทรอยตอบ “แล้วก่อนมานี่ชั้นลงทุนพักงานเลยนะเว้ย”

“เราสมควรจะรู้สึกผิดมั้ย?” ดีแลนทำเสียงล้อเลียน “พรากเพื่อนรักจากกองเงินกองทอง….น่าเศร้าโคตรๆเลย”

“อยากร้องก็ร้องเลย ชั้นไม่มีทิชชู่” ทรอยตอบ “ที่จริง ได้ออกมาข้างนอกก็ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะกับพวกแกเนี่ย”

“อันนี้แหละซึ้งของจริง ด้นสดซะด้วย” คีธยกแก้วขึ้น “ซักทีมั้ย?”

“หมดแก้ว!” เท็ดยกแก้วขึ้นตาม ทั้งหมดขนแก้วก่อนจะดื่มจนเกลี้ยง ทรอยต้องหายใจลึกๆหนึ่งครั้งเพื่อให้สายตาของเขาเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม

“สุดยอดเลยเฮ้ย!” ดูเหมือนแก้วของออลลี่จะแรงที่สุด “เอามาอีกดิ๊!”

เหมือนจะรู้งาน พนักงานเสิร์ฟสาวเดินมาเก็บแก้วยังโต๊ะของพวกเขา ทรอยพยายามหลบสายตาพลางกระแอมให้โล่งคอเมื่อเขาเห็นว่าสาวเสิร์ฟมองมาที่เขา ซึ่งตอนเธอเดินจากไปเขาคิดว่าได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ

“เธอคิดว่าแกน่ารักดีว่ะ” คีธพูด ทำให้รอบวงหัวเราะลั่น

“เป้าหมายเว้ยเพื่อน” ออลลี่โน้มตัวมาหาเขา “มันมีไว้พุ่งชน อย่าให้เสียเที่ยว”

“แกเมาแล้ว ออลลี่”

“ถ้าแกไม่กล้า เดี๋ยวชั้นจะ--”

“หุบปากไปเลย ไอ้ลามกเอ๊ย” ทรอยตอบกลับ ออลลี่ที่กำลังหัวเราะชอบใจหันไปรับแก้วเครื่องดื่มชุดใหม่มายื่นให้ทุกคน

“แกอยู่ซานฟรานฯมาได้ซักพักแล้วสิ” คีธยกแก้วขึ้นจิบ “คิดว่าไง? ที่นี่ถูกใจแกมั้ย”

ทรอยลดแก้วของเขาลง “ชั้นคิดไงน่ะเหรอ? ที่นี่ก็ไม่เลวเท่าไหร่ ที่ชั้นอยู่ก็วิวสวยดีแถมมีทุกอย่าง เรื่องงานก็ดีกว่าที่คิดว่าเยอะเลย แต่ถ้าจะให้ชินแบบซีแอตเทิลคงต้องอีกซักพักเลยว่ะ”

“แน่มากว่ะพวก” เท็ดพยักหน้าเป็นเชิงชื่นชม “ขณะที่แกออกจากบ้านมานั่งตาแข็งทำงานหาเงิน พวกเราบางคนยังใช้มาสเตอร์การ์ดที่พ่อทำให้อยู่เลย ใช่มั้ยออลลี่?”

“ไม่แฟร์นี่หว่า คีธมันก็ยังไม่มีงานเหมือนกัน ทำไมแกเจาะจงที่ชั้นวะ”

“แมนจริงๆ เพื่อนใครวะ” คีธชกหัวไหล่ออลลี่เบาๆ ก่อนทั้งคู่จะชนแก้วกัน “ช่างมันเถอะ อีกหน่อยเราคงไม่ได้มาฉลองแบบนี้กันพักใหญ่เลย”

“ไหงเป็นงั้นล่ะ?”

“บริหารธุรกิจ มหาลัยรัฐวอชิงตัน” คำตอบของคีธทำเอาทุกคนครางฮือ “พ่อบอกว่าถ้าทำตัวดีๆ พอเรียนจบอาจยกบ้านพักเล็กๆที่เบเวอร์ลี่ฮิลส์”

“ถ้าเป็นโบรกเกอร์แล้วรวยแบบพ่อแก ชั้นว่าชั้นไปเป็นโบรกเกอร์ดีกว่า” ตอนนี้ออลลี่เริ่มหน้าแดงแล้ว

“โบรกเกอร์ที่รวยมีแต่โบรกเกอร์ที่ฉลาดเว้ย” ดีแลนหันไปหาคีธ “ใช่มั้ย?”

“ถ้าพวกแกยังไม่เลิก ชั้นร้องให้จริงๆนะเว้ย” เพื่อนตัวแสบทำท่าสูดน้ำมูก “รู้มั้ยว่ามันตะเตือนไตแค่ไหนที่โดนเหล่าเพื่อนรักล้อเลียนแบบนี้น่ะ”

“ถือว่าเวรกรรมมีจริงละกัน” ทรอยรู้สึกว่าเครื่องดื่มแก้วใหม่นั้นหวานกว่าแล้วก็แรงกว่า “ชั้นยังจำได้อยู่เลยตอนที่แกบอกว่าอเล็กซิสหุ่นเหมือนดาราหนังโป๊”

“ก็ตอนนั้นกำลังเมานี่หว่า แล้วนั่นมันเป็นคำชมด้วย”

“ช่างมันเถอะ แค่แหย่เล่นๆ” ทรอยดื่มอีกอึก “ก็แค่แฟนเก่า”

“อย่าแม้แต่จะคิด ทรอย” เท็ดห้าม “แกกำลังทำเสียบรรยากาศแมนๆคุยกัน”

“ขอโทษคร้าบพี่” ทรอยรู้สึกเหมือนกำลังยิ้มแบบเมาๆ เท็ดแค่นหัวเราะ

“พูดถึงบรรยากาศ…” เท็ดเองก็เริ่มจะได้ที่ แต่เขายังมีสติอยู่ และตอนนี้เขาวางแก้วลงแล้ว “ให้ตายสิ ทำไมทุกคลับมันต้องเปิดเพลงเทคโนหรือ Dubstep ด้วยวะ”

“จะให้เปิดอะไรล่ะถ้างั้น?” คีธถาม “ร็อคงั้นเหรอ? โทษทีว่ะเพื่อน แกเห็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ซักคนในนี้มั้ย? แล้วนี่มันปีไหนแล้ว?”

“เออ เออ Dubstep ก็ได้วะ” เท็ดยอมจำนน “อย่างน้อยก็ดีกว่าเพลงที่ร้องเสียง Auto-Tune ทั้งเพลง”

“แกเมาแล้วพูดเหมือนคนแก่เลย”

“หุบปากไปเลย ไอ้หัวทอง”

แต่แล้วทรอยก็สังเกตเห็นแก้วของคีธและออลลี่ ของเหลวสีเหลืองทองใสๆนั่นดูคุ้นตาแปลกๆ

“เดี๋ยวนะ” ทรอยพูดพลางยกมือเป็นเชิงขออนุญาตซึ่งออลลี่ก็พยักหน้า เขาจึงหยิบแก้วของเจ้าเพื่อนตัวแสบขึ้นมาดม

ว่าแล้วเชียว กลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้นปนกลิ่นเปรี้ยวเข้ามาเต็มๆ เขาย่นจมูกพลางส่งแก้วคืนให้อย่างรวดเร็ว เขาสังเกตแล้วดีแลนกับคีธมีสีหน้างงๆขณะออลลี่หัวเราะชอบใจ

“เป็นอะไรวะ”

“นั่นมันฉี่ปีศาจนี่หว่า” ทรอยจำมันได้เพราะแค่อึกแรก เขาแทบจะหัวฟาดกับโต๊ะตอนที่ฉลองเรียนจบกับคลินท์ ซึ่งถ้าจำไม่ผิด มันถูกเรียกว่าฉี่ปีศาจเพราะความแรงระดับพี่ๆของว็อดก้า นับจากวันนั้นเขาจำได้ขึ้นใจว่าจะไม่มีทางแตะมันอีก

“ก็เออดิ” คีธชนแก้วกับออลลี่ “ชั้นเคยลองครั้งแรกที่แคนาดา—โคตรเจ๋ง! แล้วฉี่ปีศาจมันชื่อเล่นเว้ย เดี๋ยวนี้เขาเรียกไอ้นี่ว่าอะไรนะ?”

“วิสกี้ปีศาจ” ออลลี่ตอบ ใบหน้าเริ่มมีสีแดง “แกเคยเห็นคนรัสเซียกับคนสก็อตหลับคาบาร์ใน 15 นาทีมั้ย ลองดิ”

สีหน้าของเท็ดบ่งบอกว่าเขาสนใจ “หมดแก้วนี่ก่อนละกัน”

“เคยได้ยินมาเหมือนกัน ไว้งานหน้าเหอะ” ดีแลนพยักหน้า

“แกล่ะทรอย?”

“ผ่านว่ะ” ทรอยเบ้ปากรับเสียงโห่ “ไม่ได้ดูถูกนะ ต้องมีพวกเราคนใดคนหนึ่งหามที่เหลือออกไป”

“อย่าป๊อดน่า”

“ช่างเถอะน่า ออลลี่” คีธพูด “เขาพูดถูก นี่มันวิสกี้ปีศาจเลยนะเว้ย แกกับชั้นไปที่บาร์เลยดีกว่า ถ้าใครนึกอยากลองก็ตามมาละกัน”

พอคล้อยหลังสองเพลย์บอย เท็ดก็หันมา

“ทำไมรู้สึกว่างานนี้จะจบไม่สวยวะ” เขาบ่น

“ปล่อยพวกนั้นไปเถอะ” ทรอยดื่มอีกเล็กน้อย “นานๆทีชั้นจะได้ออกมาข้างนอก ไม่อยากทำให้กร่อยน่ะ”

“เออ เข้าใจ” เท็ดเอนพนักที่นั่ง “ขอถามไรหน่อยสิ แบบคนทำงานแล้วถามกันน่ะ”

“นี่ชั้นต้องลุกมั้ย” ดีแลนถาม “แบบว่า…ให้คนมีงานทำเค้าคุยกัน ประมาณนี้”

“ไม่จำเป็น โทษทีว่ะ ไม่ได้ตั้งใจพูดกระทบ”

“มีอะไร เท็ด?”

“คืองี้….ทำไมต้องซานฟรานวะ” เท็ดจิบของเหลวสีใส “ซีแอตเทิลก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนี่หว่า ทั้งลุงทั้งป้าแกก็เจ๋งจะตาย แถมอาชีพทางไซเบอร์ก็ไม่ต้องจำเป็นย้ายที่อยู่นี่หว่า?”

ทำไมน่ะเหรอ

“คืองี้” ทรอยใช้สมองอย่างหนักเพื่อสรรหาคำพูด ซึ่งไม่ง่ายเลยเมื่อเขาดื่มไปพอสมควร “แกรู้ใช่มั้ยว่าชั้นกำพร้า”

“รู้ดิ แต่มันเกี่ยวอะไรด้วยวะ” เท็ดยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ดีแลนเริ่มหันมาสนใจแล้ว “แกก็ไม่ใช่เด็กมีปัญหานี่หว่า ถ้าแกจะบอกว่าโดนเฉดหัวออกมาล่ะก็…”

“เปล่า” ทรอยคิดคำพูดได้สำเร็จ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ “คือ…ชั้น….พอดีมีเพื่อนพ่อชั้นอยู่ที่นี่ พอรู้ว่าชั้นเรียบจบและทำอะไร เขาก็ติดต่อมาเลย เขาเป็น…..เจ้าของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์น่ะ ออฟฟิศก็แถวๆนี้ไม่กี่ช่วงตึกเอง”

“จริงเหรอ” ดีแลนถามพลางนิ่วหน้าหลังจากยกจนหมดแก้ว

“เออดิ” ทรอยพยายามยิ้มเพิ่มความน่าเชื่อถือ “มันอาจฟังดูเพ้อเจ้อดูบ้า แต่มันโคตรบังเอิญเลย พี่ชั้นซื้ออพาร์ทเมนท์ไว้เมื่อหลายปีก่อนแล้วก็ไม่ได้ใช้ ดีนะที่เขาไม่ทันได้ขายถึงได้ยกชั้นฟรีๆ”

“เพื่อนพ่อแก---บอสของแกน่ะใจดีมั้ยวะ”

“ก็ดี” ทรอยไม่สบตา “ปาร์ตี้ทุกวันศุกร์ จะหาบอสแบบนี้ได้ทีไหนอีก”

“ไม่ยักกะรู้ว่าคนทำงาน IT ชอบปาร์ตี้ด้วย” เท็ดเลิกคิ้ว

“ไม่ใช่ทุกคนเว้ย” เหมือนจะเริ่มข้างทางแล้ว “คือทีมเราน่ะสังกัดบริษัทใหญ่ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะ----สังกัด….Oracle ต่ออีกทีหนึ่ง คิดอยู่สิ แกทำงานอยู่กับโต๊ะทั้งวัน เลิกงานสุดสัปดาห์แล้วแกไม่อยากผ่อนคลายบ้างเหรอไง”

“เออ…” เท็ดยกแก้วค้างไว้ที่ปากอย่างครุ่นคิด “แกพูดมาก็ถูก”

ทรอยรู้สึกผิดพอสมควร เขาไม่ควรจะโกหก เขาน่าจะเลี่ยงคำถามแต่ทีแรก แต่ก็นั่นแหละ พวกนี้ไม่ยอมหยุดแน่ถ้าเขาบอกไปว่า “เหตุผลส่วนตัวน่ะ” ทรอยรู้สึกอยากเขกหัวตัวเองที่โยงเรื่องพ่อแม่เข้ามา เพราะเขาเลิกคิดเรื่องนี้ได้นานมากแล้ว เขาต้องการสาเหตุที่ดีกว่านี้ในการออกจากบ้านมาเผชิญโชค—สาเหตุอื่นนอกเหนือจากการที่เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน ซึ่งทรอยรู้ว่าเขาคิดไปเอง ไม่มีใครที่บ้านรู้สึกแบบนั้น แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามเขาสลัดความคิดนี้ไม่ออก บางครั้งเขาโกรธตัวเองด้วยซ้ำที่ไม่ยอมลืมเรื่องงี่เง่านี้

การได้อยู่คนเดียวมันทำให้เขาลืมเรื่องนี้ไปได้ ถึงมันจะแลกมาด้วยความรู้สึกเดียวดายก็เถอะ ทรอยหวังว่าเวลามันจะช่วยเขาได้

“เฮ้” ดีแลนเขย่าตัวเขาเบาๆ “เป็นไรไปพวก?”

“คิดเรื่อยเปื่อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ทรอยยกแก้วขึ้นดื่มอึกใหญ่

“นี่ชั้นทำบรรยากาศเสียหรือเปล่า”

“เปล่านี่เท็ด แต่ถ้าแกยังพูดเรื่องซีเรียสอีก บรรยากาศได้เสียแน่” ดีแลนตอบ

จู่ๆก็มีเสียงโวยวายและเสียงโครมครามดังขึ้นมา ทรอยหันไปมองเพื่อนๆทันที

“แกคิดอย่างที่ชั้นคิดมั้ย ?” เขาถาม

เท็ดกลอกตาขึ้นบน “สงสัยวิสกี้ปีศาจออกฤทธิ์ว่ะ ดีแลนว่าไง?”

“เร็วเหอะก็ก่อนที่มันจะเละกว่านี้” ดีแลนลุกขึ้น

“จริงๆแล้ว ชั้นว่าปล่อยให้โดนซักทีสองทีน่าจะ--”

“เท็ด” ทรอยเรียกชื่อเพื่อนตัวล่ำ “ไม่เอาน่า”

“ก็ได้ ก็ได้” เท็ดลุกตาม “ได้เวลาเป็นอัศวินม้าขาวแล้ว….นั่นไง ตรงโน้น ไปเถอะพวกเรา”

สมกับเป็นอเมริกา พวกที่ไม่ได้นั่งอยู่ต่างลุกมาเต้นและไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสียงโครมครามเมื่อครู่ พวกเขาต้องเดินฝ่านักท่องราตรีทั้งหลายจนกระทั่งมาเจอสองตัวแสบ
ทรอยคิดว่าไม่คีธก็ออลลี่หรือไม่ก็ทั้งคู่กำลังโดนยำโดยขี้เมาตัวโตหรือนักดื่มขี้หึงซักคน แต่กลายเป็นว่าออลลี่กำลังรั้งตัวคีธไว้ แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังลุกจากพื้นอย่างยากลำบาก

“เฮ้!” ออลลี่ร้องเมื่อเห็นพวกเขา “มาช่วยกันหน่อย”

ทรอยเข้าไปยืนระหว่างคีธกับคู่กรณี ซึ่งคีธดูมีน้ำโหมาก ท่าทางวิสกี้ปีศาจจะเล่นงานเขาหนักพอดู

“ถอยไปเว้ย! ไอ้เปรตนี่ล้มทับชั้น!” คีธตะโกน ทรอยมองข้ามหัวทุกคนไปอย่างหวาดระแวง เขาคิดว่าเป็นคนคุมคลับสองสามคนกำลังมาทางนี้ ทางไม่ดีละ

พวกเราคงต้องไปละ ขอบใจมากสำหรับเครื่องดื่มไอ้เพื่อนรัก

“เท็ด” เขาเรียกเพื่อน “ช่วยออลลี่พาไอ้เวรนี่ออกไป ขึ้นแท็กซี่ไปเลย”

“ไปไหน?”

“พวกแกพักที่ไหนก็ไปตรงนั้นแหละ อย่าบอกคีธตอนมันสร่างด้วยว่ามันติดค่าเหล้าชั้นอยู่” ทรอยรีบพูด ตอนนี้พวกรักษาความปลอดภัยใกล้เข้ามาแล้ว และคีธก็กำลังทำให้ทุกอย่างแย่ลง เท็ดล็อกแขนเขาจากด้านหลังไว้ขณะที่ออลลี่พยายามรวบขาไม่ให้เขาเตะใครโดยไม่ได้ตั้งใจ

“แล้วแกล่ะ”

“ชั้นจะเคลียร์กับรปภ.” เวรละ แกพลาดแล้ว ทรอย เขาพูดโดยไม่ทันคิด เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาคาดหวังว่าจะมีใครทักท้วง แต่พวกนั้นแค่พยักหน้าก่อนจะลากคีธออกไปอย่างทุลักทุเล

ทรอยคิดอย่างร้อนรน จนกระทั่งคนคุมไนต์คลับสองคนก็มายืนตรงหน้าเขา ทั้งสองคนใส่ชุดสูทเข้ม แถมไว้เคราแพะทรงเดียวกัน แสงไฟมืดๆของไนต์คลับทำให้สองหน่อหน้าคล้ายกันมาก

“มีเรื่องทะเลาะวิวาทเหรอครับ” คนทางซ้ายถามเสียงเรียบ

“คงจะเมาน่ะครับ…” ทรอยเกาหัว พลางเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา “พวกผมโชคดีที่มาเจอพอดี”

“คุณมากับพวกที่ออกไปเมื่อกี้หรือเปล่า”

“ครับ….เพื่อนเก่าน่ะ”

“พวกคุณคงอายุถึงทุกคนสินะ” ทางขวาพูดบ้าง ทรอยเริ่มมีความคิดบ้าๆว่าสองหน่อนี้เป็นหุ่นยนต์ในร่างคนแหงๆ ต้องขอบคุณแอลกอฮอล์ทุกหยดที่เขาดื่มเขาไป

“ผมตรวจผ่านประตูแล้วนะ” ทรอยตอบ “จะดูอีกรอบมั้ยครับ”

“ไม่เป็นไรครับ เขาแค่ทำตามหน้าที่” ทางซ้ายพูดด้วยเสียงโทนเดียวตามเคย “แล้วคุณรู้จักเขามั้ย ?” คนทางขวาชี้ไปที่คนที่ล้มทับคีธ ซึ่งตอนนี้ยังลุกไม่ขึ้นเลย ทรอยมองดูเขาแต่ด้วยความมืดและเงาทำให้เห็นอะไรไม่ชัดนอกจากเขาน่าจะกำลังขยับตัวช้าๆ

“ผม….เปล่า--ผมไม่รู้จักเขา”

สองคนมองหน้ากัน ก่อนที่ทางซ้ายเอื้อมไปแตะหูฟังของตัวเอง

“พวกที่หน้าประตูไม่ตอบวิทยุ” เขาหันไปพูดกับเพื่อน “แกไปดูหน่อย”

เมื่อคล้อยหลังคู่หู คนคุมไนต์คลับตัวโตก็ถามเขาต่อ “พอจะเห็นมั้ยครับว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ผม—เอ่อ--” ทรอยพยายามทำให้คีธดูเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด “ผมคิดว่า คงจะเดินชนกันน่ะครับ คนที่ออกไปเมื่อกี้คงเมาแล้วพยายามจะเอาเรื่อง แต่ว่ามีคนกันเขาไว้ก่อน”

ชายร่างยักษ์มองหน้าทรอยอยู่พักหนึ่งก่อนจะก้มลงไปยังชายอีกคนที่ยังลุกไม่ขึ้น พยายามจะพยุงเขาขึ้นมา

แต่แล้วรปภ.ก็ลอยไปอีกด้านอย่างแรงเหมือนถูกรถชนล่องชนชนเข้า---ถ้าแอลกอฮอล์ไม่ได้เล่นตลกกับสายตา ทรอยคิดว่าเมื่อกี้เขาเห็นชายร่างยักษ์โดนเหวี่ยงกระเด็น มีเสียงแก้วแตก เสียงโครมครามที่น่าขนลุกตามด้วยเสียงผู้หญิงหวีดร้อง เพลงหยุดเล่นอีกทั้งไฟถูกเปิดขึ้นจนสว่าง ชายที่ล้มทับคีธยืนอยู่อย่างยากลำบากตรงหน้าทรอยถัดไปไม่กี่ฟุต

ชายคนนี้สวมชุดที่ดูเหมือนสูทสีขาวล้วนยับยู่ยี่ที่มีคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง เนกไทหายไปครึ่งหนึ่งและมีรอยไฟไหม้ เท้าข้างหนึ่งมีแผลถลอกเพราะไม่สวมรองเท้าขณะที่ที่อีกข้างสวมซากรองเท้าที่น่าจะเป็นรองเท้าหนัง มือเท้าสองข้างผอมเกร็งมีเส้นเลือดโปนและสั่นอย่างน่ากลัว โดยที่ข้างขวากำบางอย่างรูปร่างกลมๆขนาดเท่าแอปเปิ้ลผลโต ผมสีน้ำตาลดูเป็นกระเซิงแบบคนไร้บ้าน ทรอยมองไม่เห็นใบหน้าเพราะอีกฝ่ายก้มหน้าอยู่ เขายังได้ยินเสียงหายใจแรงๆมาจากผู้ชายคนนี้

ตายโหงแล้ว

ทรอยถอยออกมาช้าๆด้วยความกลัว พลางยกมือขึ้นแบบยอมจำนน แต่เมื่อเท้าของแตะพื้นด้านหลัง ชายลึกลับก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนทรอยตกใจ เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลังเมื่อเขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

ชายคนนี้หน้าโทรมอย่างชวนสยอง ใบหน้าซีดเหลือง แก้มซูมตอบ ริมฝีปากแตกแห้งและมีน้ำลายไหลสีขาวขุ่น ตาขาวเป็นสีเหลืองๆเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ คราบเลือดแห้งกรังออกมาจากเรือนผม แต่สิ่งที่สยดสยองที่สุดคือหน้าผากของเขาที่มีตราสัญลักษณ์ซักอย่าง ทรอยจ้องมันอย่างตกตะลึง ทีแรกเขาคิดว่าเป็นรอยสักแต่พอดูชัดๆมันดูเหมือนรอยถูกตีตรามากกว่า

ชายคนนี้จ้องหน้าเขาซึ่งใบหน้าที่ทรุดโทรมแสดงความตกใจอย่างมากเมื่อเห็นทรอย จู่ๆรอยบนหน้าฝากของเขาก็เรืองแสงสีแดงราวกับโลหะถูกเผา ตัวสั่นแรงยิ่งกว่าเดิมและเสียงหายใจกลายเป็นเสียงสะอื้น

ทรอยแทบจะได้ยินหัวใจตัวเองโครมครามอยู่ในอก ชายชุดขาวขยับปากอย่างยากลำบาก

“ช่วย….ชั้น…..ด้วย” เสียงของเขาแหบแห้ง แต่ทรอยกลับได้ยินอย่างชัดเจน แต่ยังไม่ทันที่ทรอยจะตอบอะไร ชายคนนั้นก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว มีเสียงหวีดร้องของผู้หญิง ทรอยทำได้แค่ยกแขนขึ้นป้องกันตัว ตอนนี้เป็นทรอยเองที่ขอความช่วยเหลือบ้าง

“ใครก็ได้—เอาเขาออกไป---บ้าเอ๊ย” ไอ้หมอนี่แรงเยอะชะมัด “ตาม---รปภ.มาเร็ว!” แต่จากหางตา เขาคิดว่าทุกคนรอบๆต่างถอยออกไป บางคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังทางออก

ชายลึกลับพยายามยื่นหรือพูดให้ถูกคือยัดของในมือเขาใส่หน้าทรอย เมื่อมองชัดๆ ปรากฏว่ามันเป็นลูกบอลโลหะผิวเรียบที่มันวาวราวกับมันส่องแสงได้ นิ้วมือของชายคนนั้นกำมันไว้แน่น

“ได้โปรด” เขาสะอื้น “เอามันไป! เอาไปเลย! ชั้นไม่อยากได้มันแล้ว! แกเอามันไปเลย! เอามันสิ! เอามันไป! เอามันไปเลย! เอามันไปไหนก็ได้! เอามันไปไกลๆชั้น! ขอร้องล่ะ! เอามันไป!

ทรอยพยายามเบี่ยงหน้าหลบเจ้าลูกกลมนั่น ในขณะที่ชายลึกลับสะอื้นหนักขึ้นและขอร้องในเขาเอา “มัน” ไป ซึ่งทรอยคิดว่าต้องเป็นลูกโลหะแน่ๆ เขาพยายามอย่างสุดฤทธิ์ไม่ให้ตัวเองล้ม แต่ก็คงไม่นานเพราะชายท่าทางอ่อนแอนี้แข็งแรงมาก

“ผ—ผม—ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่อง--อะไร” ทรอยพยายามพูดอย่างลำบาก

“ขอร้องล่ะ” อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่เข้าใจ เสียงเขาขาดห้วงขณะที่แสงบนหน้าผากเขาสว่างขึ้นจนทรอยรู้สึกถึงความร้อน “เอามันไปซะ!” แล้วก็ยื่นเจ้าลูกกลมเข้ามาใกล้หน้าเขามากขึ้นจนทรอยมองเห็นเป็นภาพมัวๆและแสงวาววับ

ไม่ไหวแล้วเว้ย

ทรอยใช้มือขวาปัดเจ้าลูกกลมออกไปจากหน้าซึ่งให้ความรู้สึกเจ็บจิ๊ดที่มือเหมือนโดนไฟดูด ก่อนผลักกลับเต็มแรงจนอีกฝ่ายหงายหลัง ทรอยพิงโต๊ะตัวที่อยู่ใกล้ๆอย่างหมดแรง

ชายลึกลับเหมือนพยายามลุกขึ้นแต่ทำไมได้ เมื่อเขาหันมาทรอยก็มองไปที่มือขวาก่อนจะมีสีหน้าตื่นตระหนก

“ไม่…”

“ว่าไงนะ” ทรอยหอบหายใจ “แกพูดเรื่อง--”

แล้วร่างของชายชุดขาวก็ระเบิดเป็นลูกไฟสีฟ้าขาวขนาดใหญ่ ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญและผู้คนที่หนีตายออกไปโดยห่างจากไฟและตัวทรอยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วินาทีถัดมาทรอยก็เจ็บจิ๊ดขึ้นที่มือขวาอีกครั้ง

เมื่อเขามองดู มือเขากำลูกกลมที่ดูจะยิ่งวาววับมากขึ้น เมื่อเขาพยายามปล่อยก็พบว่ามันดูดเขาไว้เหมือนเป็นแม่เหล็ก

“ไม่นะ” ทรอยได้ยินเขาพูดกับตัวเอง “ไม่ ไม่ ไม่ ม--”

จู่ๆไฟในไนต์คลับก็ติดๆดับๆ บางดวงถึงขั้นระเบิด ความเจ็บปวดที่มือกลายเป็นความรู้สึกชาไปทั่วร่างจนยืนแทบไม่ไหว ภาพที่เห็นดูเลือนรางและเป็นสีขาวดำสลับสีเหมือนโทรทัศน์ที่รับสัญญาณได้ไม่ดี ในหูของเขาได้ยินเสียงหัวใจของเขาเองแล้วก็เสียงวิ้งแหลมสูงผิดธรรมชาติ ท่ามกลางความผิดปกติของร่างกายเขา เขายังคงมองเห็นลูกกลมในมือส่องแสงราวกับดวงจันทร์สีเงิน

ช่วยด้วย! ทรอยคิดอย่างหมดหนทาง เขาพูดไม่ออก เอามันออกไปที!

แล้วทรอยก็ได้ยินเหมือนเสียงกระชิบนับร้อยนับพันพร้อมกันๆ ความรู้สึกชาและเจ็บปวดทำให้เขาตัวสั่นและหลับตาอย่างทรมาน เขายังรู้สึกเหมือนถูกกระแทกที่ขมับและร่างกายซีกซ้ายพร้อมกับความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าร่างกายจากมือขวา เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงหัวเราะ เสียงกรีดร้อง เสียงทารก และเสียงพูดนับร้อยนับพันในที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงเหล่านั้นยังดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งความเจ็บปวดที่มือขวามากจนเขาเห็นจุดสีเทาและจุดสีแดงทั้งที่ยังคงหลับตา เจ็บจนทรอยกรีดร้องสุดเสียง มันยังเจ็บขึ้นเรื่อยๆ

ทรอยคิดว่าเขากำลังจะตาย อย่างทรมาน

ความรู้สึกต่างๆเหมือนจะถึงขีดสุดเมื่อทรอยรู้สึกว่าเขากำลังทุรนทุราย เขาพยายามนึกถึงหน้าของเอมี่, คลินท์,ลุงและป้า รวมถึงแม่ แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อหัวเขาอัดแน่นด้วยความทรมานและเสียงนับพัน แต่แล้วท่ามกลางเสียงเหล่านั้น ทรอยก็ได้ยินเสียงพูด

เป็นเสียงผู้หญิงที่เขาคุ้นหูอย่างประหลาดแต่ก็บอกไม่ได้ว่าเป็นใคร

“ชั้นจะอยู่กับคุณเสมอ”

ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็หายไป เมื่อทรอยลืมตาขึ้น แสงสีขาวไร้ที่สิ้นสุดก็กลืนกินเขาทันที

To be continue.........
<<

SandeeSandee

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.พ. 2015, 18:34

โพสต์ 22 ก.ค. 2015, 18:01

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 8-[21/7/2015]

<<

Kevin Ryman

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 1599

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ม.ค. 2008, 03:57

โพสต์ 23 ก.ค. 2015, 18:19

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 8-[21/7/2015]

มาเม้นต์ก่อนล่วงหน้า คืออยากบอกว่า

อัพเร็วมาก เร็วยิ่งกว่าเน็ตบ้านพี่อีก เร็วจนตามไม่ทัน :e13


ตอนนี้พี่กำลังไล่ตามอยู่ช่วงประมาณ Chapter 5 - 6 กำลังไล่ตามมาเรื่อย ๆ ไว้ถ้าอ่านเสร็จแล้วยังไงจะกลับมาสรุปยอดอีกที สิ่งที่พูดได้ก็คือฉากบรรยายไล่ลื่นมาก บรรยากาศเหมือนกำลังดูซีรีย์สิบสวนสอบสวนต่างประเทศยังไงยังงั้น

ปล.ลองทำสารบัญดูดีไหมครับ คือแบบมันจะได้เปิดอ่านง่ายขึ้น ด้วยจำนวนที่หลายตอนอาจทำให้คนอ่านลำบาก แล้วก็เพิ่มความน่าสนใจด้วย
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 24 ก.ค. 2015, 11:28

Re: Manifold Flashpoint -อัพบทที่ 8-[21/7/2015]

:e12 เฮ่ย อัพตอนไหน ทำไมไม่เห็น 5555

เหยด ทรอยแม่ง แดกเหล้าอยู่ดี ๆ ซวยเฉย อิคีธดันรอด แตะลูกกลมเข้าไปแล้วจะเป็นไงต่อ บรรลัยจริง ๆ ครับชีวิต = =
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 06 ส.ค. 2015, 22:10

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพเดทข้อมูลตัวละคร[

โอเค ตอนนี้ผมลองทำสารบัญไว้ที่หน้าแรกแล้ว น่าจะสะดวกทั้งคนเขียนคนอ่านครับ

จากนี้ไปนอกจากการอัพตามปกติ จะมีการอัพเดทข้อมูลต่างๆเพิ่มมาด้วยครับ โดยหลักๆจะมีข้อมูลตัวละครหรือ Characters Profiles หรือ References จากตอนต่างๆ แล้วจากโปสเตอร์/แบนเนอร์ หรือแฟนอาร์ท(ถ้ามี)

Character Profile NO.1

รูปภาพ

Full Name: Troy Richard Mulligan
Alias: ninjabanana
Age: 20
Height: 181 cm
Weight: 65 kg
Birthday: 9th August 2025
Birthplace: Eugene, Oregon USA


ลูกชายคนโตของคาสซานดร้า มัลลิแกน แพทย์หญิงผู้อุทิศตนแก่องค์กรการกุศล แต่เมื่อทรอยอายุได้เพียง 4 ขวบ คาสซานดร้าก็จากโลกนี้ไปด้วยโรคร้าย ทำให้ทรอยและอมิเลียน้องสาววัยขวบเศษถูกส่งไปอยู่กับลุงไซม่อนและป้าโจดี้ โดยไซม่อนนั้นเป็นพี่ชายของแม่และรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้กับสองเด็กน้อย

ทรอยและน้องสาวโชคดีกว่าเด็กกำพร้าหลายคนที่ได้ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูด้วยความรักเหมือนเป็นลูกแท้ๆ เขาใช้ชีวิตตามแบบวัยรุ่นทั่วไปจนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ทรอยเริ่มหาแนวทางให้กับชีวิตเพื่อเดินไปตามทางของตัวเองเสียที ส่วนหนึ่งเพราะทรอยคิดว่าครอบครัวลุงและป้าให้เขามามากพอแล้ว ทีแรกเขาเดินตามความฝันและความถนัดนั่นคือนักดนตรี แต่กลายเป็นว่าวงของทรอยและเพื่อนๆต้องแยกกันไปเนื่องจากความฝันดันใช้ไม่ได้กับความจริง จนกระทั่งเขารู้จักกับงานเล็กๆอย่าง แฮ็คเกอร์….แน่นอนว่าแบบถูกกฎหมาย และตอนนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดที่คอมพิวเตอร์ทำงานครอบจักรวาล

ปัจจุบันทรอยไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพรสวรรค์หรือโชคกันแน่ งานใหม่ค่อนข้างไปได้สวยทีเดียวหลังเริ่มทำได้ไม่กี่เดือน ทรอยเป็นที่รู้จักในวงการซอฟต์แวร์ภายใต้ชื่อ “ninjabanana” ฟรีแลนซ์เซอร์ผู้มีหน้าที่มองหาจุดบอดในโลกไซเบอร์หรือที่เรียกกันในวงการ IT ว่า “หมาเฝ้ายาม” แน่นอนว่าด้วยวัยและประสบการณ์ที่ค่อนข้างน้อย ทรอยอาจไม่ใช่มือดีที่สุดแต่อย่างน้อยงานนี้ก็สร้างรายได้ที่น่าพอใจให้แม้ไม่ใช่งานประจำ ทรอยยังคงมองหางานสำหรับนักดนตรีอย่างเขา อย่างไรก็ตาม ใน “บ้านใหม่” ที่ซานฟรานซิสโก ผู้คนส่วนใหญ่ยังชอบดนตรีเทคโนหรือแบบที่ไม่ต้องเครื่องดนตรี เพราะฉะนั้นกีต้าร์ของทรอยจึงยังคงนอนอยู่ในกระเป๋ารอวันที่จะได้ออกมาโชว์ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่….

ในโลกแห่งความจริง เขาคือทรอย มัลลิแกน หนุ่มหน้าตาดีผู้มีกีต้าร์เป็นเพื่อนยามเหงา แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเข้าสู่โลกไซเบอร์ ninjabanana คือหมาเฝ้ายามพรสวรรค์สูงผู้คอยช่วยเหลือใครก็ตามที่ให้ค่าเหนื่อยน่าพอใจและเสนองานถูกกฎหมาย
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 07 ก.ย. 2015, 20:23

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 9 7/09/2015

โอเค ผมยังไม่ไปไหนนะครับ ขอโทษจริงๆที่เว้นช่วงไว้โคตรยาว

-----------------------------------------------------------------------
Chapter IX
Trigger



ภาษาเยอรมันของอัลเข้าขั้นสนิมเขรอะทีเดียว โชคดีที่คนประเทศนี้พูดได้หลายภาษา

เขาเพิ่งมาถึงสวิสเซอร์เลนด์ได้ไม่กี่วัน ทอมมี่ก็โทรมาบ่นใหญ่ว่าที่อเมริกาเกิดเรื่องอีกแล้ว ตอนนี้ที่ TBC วุ่นวายกันสุดๆ ทอมมี่ถึงขนาดต้องส่งคนอื่นไปอเมริกาแทนอัลเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร

ก่อนมา อัลทั้งขุดทั้งคุ้ยเรื่องไฟสีฟ้าจากหนังสือ,ทีวีและอินเทอร์เน็ต ทำที่เขาหาได้ ไฟบ้านี่มีความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีที่ไหนบอกว่ามันติดขึ้นมาได้เฉยๆ และมีสารเคมีเฉพาะเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ใกล้เคียงที่สุดคือไฟสีฟ้าจากทองแดง แต่ก็แค่ใกล้เคียง นอกจากในวีดิโอเกมและภาพยนตร์แล้ว ไม่มีไฟสีฟ้าอมขาวแบบที่เขาเจอเลย

ทั้งทอมมี่และตำรวจถามเขาหลายคำถามเพียงเพื่อจะรู้ว่าอัลเองก็มืดแปดด้านพอกัน พวกตำรวจยังมีฝ่ายวิทยาศาสตร์ที่จะคอยสนับสนุนว่าอัลไม่รู้เรื่อง แต่ทอมมี่—เขาทำตัวน่าหงุดหงิดทีเดียว เป็นเวลาสามวันที่อัลต้องนั่งตอบคำถามและฟังทฤษฎีบ้าบอของเขา มีเพียงโซเฟียที่รู้ใจพอจะรู้ว่าอัลไม่ต้องการพูดถึงมันและโชคดีมากที่ชื่อของอัลไม่ได้อยู่ในข่าวด้วย ชีวิตของเขาจึงยังคงเรียบง่ายกว่าที่คาดคิดไว้มาก

เพื่อให้ตัวเองมีสมาธิ อัลตัดสินใจรับสายแค่โซเฟียและงดอ่านข่าวชัวร์คราว เขาทิ้งแล็ปท็อปไว้ที่อังกฤษและใช้เพียงโทรศัพท์และกล้องแฮนดิแคมคู่กาย หลังค้างคืนที่โรงแรมได้หนึ่งคืน เช้าวันต่อไปเขาจึงเริ่มงานทันที

รีบทำรีบกลับ เขาบอกตัวเองตอนที่กำลังโกนหนวดซึ่งทำให้เขาไม่รู้สึกคุ้นหน้าตัวเองเลย ทั้งอัลและโซเฟียเห็นพ้องกันว่าเขาดูดีที่สุดตอนที่หนวดเครายังไม่หนามาก เมื่อเสร็จธุระในห้องน้ำ อัลคว้าโทรศัพท์มาดูตารางเวลาและที่หมายของเขา

จุดหมายของเขาคือ อพาร์ทเม้นท์ของพยานที่ชื่อนิโคล ปาสคาล ชาวอเมริกัน ซึ่งเธอให้ที่อยู่และขอให้แฟนเธออยู่เป็นเพื่อนระหว่างให้ข้อมูลซึ่งอัลก็ตกลง จากที่เขาได้ยินมา คนร้ายที่ก่อเหตุบังคับให้คุณปาสคาลให้ความร่วมมือ ซึ่งไอ้หมอนี่เล่นงานรปภ.ที่ตัวใหญ่กว่าถึงสองคนจนปางตาย หนึ่งในนั้นมีสิทธิ์เป็นอัมพาตตลอดชีวิต ยังไม่นับกับที่เขา “เล่นกล” จนมีคนตายอีกหลายศพในสถานที่เดียวกัน ซึ่งทำให้สำนักข่าวต่างๆเรียกไอ้หมอนี่ว่า “นักเล่นกล”

หลังจัดการกับมื้อเช้า อัลจึงโบกแท็กซี่ ระหว่างทางเขาเช็กของและจัดสูทที่สวมให้ดูเรียบร้อยที่สุดที่เขาจะทำได้ และจัดป้ายชื่อแสดงด้วยให้เด่น ครั้งสุดท้ายที่คุยกันโซเฟียบอกว่าเขาผอมลง ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณไม่ดีเลยเพราะตลอดชีวิตของเขามีแต่คนบอกว่าเขาควรจะกินให้มากๆ ตอนที่ส่องกระจกห้องน้ำ อัลก็รู้สึกว่าหน้าเขาซีดแถมขอบตาคล้ำ แต่คงเป็นเพราะเพิ่งตื่นนอน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ผมเคยโทรมกว่านี้ตั้งเยอะ อัลบอกทุกคนที่ทักเขาเรื่องสุขภาพ ให้ตายเถอะ เขายังโทรมไม่ได้เท่าพวกเด็กมัธยมแถวเอเชียเลย

“ถึงแล้วครับ” คนขับบอกเขาด้วยสำเนียงฝรั่งเศส อัลจ่ายค่าโดยสารก่อนสะพายกระเป๋าลงรถ พบว่าเขาอยู่กลางย่านที่อยู่อาศัย ตึกระฟ้าอยู่รอบทิศทาง ทั้งอาคาร สิ่งของอย่างม้านั่ง ป้ายรถประจำทาง ทุกอย่างเป็นสีขาวหรือสีอ่อนๆที่ใกล้เคียง มีก็แต่ป้ายโฆษณาสามมิติที่เปลี่ยนสีอยู่ตลอดเวลาและพุ่มไม้เล็กๆที่ตัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ อัลชินกับสภาพเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าแบบนี้นานแล้ว

อัลยกโทรศัพท์ขึ้นเช็กหมายเลขห้อง ก่อนเดินเข้าไปในอาคาร ซึ่งที่นี่ก็เหมือนกับอพาร์ทเม้นท์ที่เขาอยู่ ยกเว้นว่าของที่นี่ดูเหมือนว่าทุกอย่างมีกระจกเป็นส่วนประกอบ พื้นและเสาเป็นสีขาว

อัลเดินเข้าไปยังลิฟต์ด้านหลังโต๊ะต้อนรับ ก่อนจะกดไปยังชั้น 14 เพลงในลิฟต์เป็นเพลงคลาสสิคที่ฟังสบายกว่าเสียงตื๊ดๆของลิฟต์ที่ TBC มาก เขาเคยร้องเรียนเรื่องนี้ไปหลายหนแต่ก็ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งลิฟต์เปิดออกเผยให้เห็นทางเดินสีขาวเหมือนกันโซนด้านล่าง ตามทางมีป้ายห้ามสูบบุหรี่แบบโฮโลแกรมที่สลับเป็นป้ายบอกทางหนีไฟได้

“ชั้น 14” เสียงอัตโนมัติของที่นี่เป็นผู้หญิง แถมยังมีเวอร์ชั่นภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสตามด้วยภาษาจีน

เมื่อแน่ใจแล้ว อัลจึงยกมือเคาะประตู ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ตามด้วยเสียงปิ๊บๆของระบบล็อก ผู้ที่มาเปิดเป็นหนุ่มใหญ่ชาวเอเชียสวมแว่นท่าทางภูมิฐาน

“Kann ich Ihnen helfen?” เยี่ยม…ภาษาเยอรมันอีกแล้ว แต่ก็ก่อนที่อัลจะตอบ อีกฝ่ายก็พูดเป็นภาษาอังกฤษชัดแจ๋ว

“ใช่คุณเทอร์เนอร์จากช่อง TBC หรือเปล่าครับ ?” ตาของชายเอเชียกำลังอ่านป้ายนักข่าวอยู่

“ครับ” อัลถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอก พลางยื่นมือทักทาย “ผมอลิสแตร์ เทอร์เนอร์ เป็นเกียรติที่ได้พบครับ”

“โธมัส หยาง เป็นเกียรติเช่นกันครับ” เจ้าบ้านจับมือตอบ “ผมเป็นสามีของนิโคล เธอกำลังรอคุณอยู่”

อัลก้าวเข้าไปในห้อง ซึ่งห้องนี้กว้างกว่าของอัลเล็กน้อย วิวไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ในความคิดเขาเพราะมีตึกบัง การจัดห้องนั้นดูสะอาดและเป็นระเบียบมาก เฟอร์นิเจอร์เกือบทุกชิ้นสีไปทางน้ำตาล เมื่ออัลเข้าไปยังห้องรับแขกก็เห็นตู้โชว์แสดงของที่ระลึกและรางวัลต่างๆ ที่เด่นที่สุดคงจะเป็นรูปของนายหยางกับสาวผิวสีหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นนิโคล ปาสคาลแน่ๆเพราะท่าทางของคนทั้งคู่ในรูปบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนรัก โดยมีฉากหลังเป็นเมอร์ไลออนแห่งสิงคโปร์

“ห้องคุณดูสะอาดดีนะครับ”

“ขอบคุณครับ พอดีผมติดนิสัยชอบจัดโน่นวางนี่มาจากแม่” นายหยางเชิญอัลไปนั่ง “นิโคลคงทำธุระส่วนตัวอยู่ ซักครู่เธอคงจะมา ไม่ทราบว่าคุณจะทานอะไรรอหรือเปล่าครับ”

“ขอบคุณครับ แต่ผมเพิ่งจะทานมื้อเช้ามา เดี๋ยวระหว่างนี้ผมจะตรวจดูอุปกรณ์ผมก็แล้วกัน”

“ครับ เดี๋ยวผมขอตัวซักครู่นะครับ” แล้วนายหยางก็จากไป อัลรูดซิปกระเป๋าเพื่อหาสิ่งที่เขาต้องใช้ กล้องแฮนดิแคม เครื่องบันทึกเสียง ปากกา สมุด—แบบเป็นเล่มกระดาษและต้องใช้เครื่องมือเขียน ซึ่งอัลแทบจะแน่ใจว่ามีเขาคนเดียวที่ยังไม่ใช้สมุดบันทึกแบบ PDA คือเป็นแผ่นแข็งใส ทำงานด้วยระบบสัมผัสแบบหนังสือ สะท้อนแสงได้ ที่เด็ดสุดคือเข้ารหัส หมดปัญหาเรื่องกลัวใครมาแอบอ่าน ซึ่งฟังก์ชั่นหลังทำให้มันขายดีมากในหมู่วัยรุ่น อัลเคยคิดเล่นๆว่าถ้าคงลามือจากวงการเมื่อไหร่จะเอาสมุดนี้ไปขายให้พิพิธภัณฑ์ บริทิช มิวเซียม พวกนั้นชอบวัตถุโบราณอยู่แล้ว

ระหว่างที่เขาเช็คที่ว่างในเครื่องบันทึกเสียง นายหยางก็กลับมาพอดีพร้อมกับคู่รักของเขา

“ที่รัก” ชายเอเชียพูดกับหญิงสาว “นี่คือคุณเทอร์เนอร์จากช่อง TBC ที่นัดเราไว้ คุณครับ นี่นิโคล ปาสคาล”

อัลลุกขึ้นจับมือกับปาสคาล เธอดูสวยน้อยกว่าในรูปเล็กน้อยคงเพราะไม่ได้แต่งหน้า แต่ก็จัดว่าเป็นผู้หญิงที่ดูดีคนหนึ่ง นิโคล ปาสคาลเป็นสาวอเมริกันผิวสีที่อายุน่าจะใกล้เคียงกับอัล ผมยาว ดวงตาค่อนข้างโต แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวดูสบายๆ รอยยิ้มอ่อนแรงบนใบหน้าทำให้อัลพอจะรู้ว่าเธออาจยังไม่หายช็อกจากเหตุการณ์นั้น
“สวัสดีค่ะ” เธอพูดพลางเขย่ามือเขาเบาๆ “เชิญนั่งก่อนค่ะ”

“ขอบคุณ” อัลถอดป้ายนักข่าวเก็บไว้ในเสื้อนอกก่อนนั่งลง

“เดี๋ยวผมไปเอาน้ำดื่มมาให้นะครับ” นายหยางยิ้มให้แฟนสาวก่อนเดินออกไป ปาสคาลนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้ามกับอัลโดยเว้นที่ว่างไว้ทางขวาของเธอ
อัลยกเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมา “คุณปาสคาลครับ ระหว่างที่ผมสัมภาษณ์ ผมจะใช้เจ้านี่บันทึกคำพูดของพวกเรา ไม่ทราบว่าคุณขัดข้องหรือเปล่าครับ?”

“ไม่หรอกค่ะ”

“ส่วนกล้อง—ผมคิดว่าคงไม่จำเป็นแล้ว งั้นผมขอเก็บนะครับ” สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่อยากเป็นข่าวเท่าไหร่ แถมสีหน้าของเธอยังไม่ค่อยสบายใจและดูไม่มั่นใจด้วย

“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ แต่สีหน้าของเธอดูดีขึ้น แสดงว่าเขาเดาถูก

“แล้วก็…” เขาวางปากกาและสมุดไว้ตรงหน้า “เมื่อคุณหยางมา ผมจะเริ่มทันทีนะครับ” ซึ่งเธอก็พยักหน้าตอบ

ไม่นานนัก หยางก็กลับมาพร้อมแก้วน้ำ อัลเอ่ยปากขอบคุณก่อนจิบเล็กน้อยเพื่อให้โล่งคอ

“พร้อมนะครับ” เมื่อทั้งคู่พยักหน้า อัลจึงเริ่มเปิดเครื่องบันทึกเสียงทันที "เป็นคำถามไม่กี่คำถาม ผมคงใช้เวลาไม่นาน"

“สวัสดีตอนเช้าครับ คุณผู้หญิง” เขาตัดสินใจจะไม่เอ่ยชื่อเธอในบทสนทนา

“สวัสดีค่ะ”

“คุณสบายดีมั้ยครับ หลังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้”

“ดิชั้น--” เธอตะกุกตะกักเล็กน้อย “ดิชั้นสบายดีค่ะ” ปาสคาลพยายามยิ้มและสบตาเขา อัลจึงทำงานของเขาต่อ

“ขอบคุณที่ตอบรับคำขอของทางช่องเรานะครับ ซึ่งผมเชื่อว่าคุณคงจะตอบข้อสงสัยที่มีอยู่ได้มากมายทีเดียว”

“ดังที่เราได้ทราบกันนะครับ” อัลเปิดสมุดโน้ต มือถือปากกาในท่าเตรียมจด “เหตุสะเทือนขวัญที่สวิสเซอร์แลนด์ถูกยกให้เป็นเหตุก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ผู้เสียชีวิตสูงเกือบหลักร้อยและหาตัวผู้กระทำผิดรวมถึงแรงจูงใจยังไม่ได้ คุณเป็นคนหนึ่งที่เป็นพยานและผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ทราบว่าคุณมีความรู้สึกอย่างไรครับ”

“ดิชั้น—ชั้นรู้สึกเสียใจค่ะ เสียใจแทนครอบครัวของผู้เสียชีวิตในวันนั้น” หยางโอบไหล่และมองหน้าคนรักของเขาอย่างเป็นห่วง ปาสคาลจึงพูดต่อ “แต่—อีกใจหนึ่ง—ชั้น--ก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้”

“คุณพอจะจำได้มั้ยครับว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น”

“คิดว่าได้ค่ะ” จากสีหน้าแล้ว อัลรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอหลบตาเขา บีบมือตัวเอง สีบนใบหน้าลดลงเล็กน้อย ก้มหน้าและเหลือบมองหน้าของหยางแบบขอความมั่นใจ เขาเคยเห็นคนท่าทางแบบนี้เวลาพูดถึงประสบการณ์ร้ายๆที่จำตัวไม่อยากพูดถึงมากเท่าไหร่

“คุณโอเคนะครับ”

“……ค่ะ” เธอพยักหน้า

“ตอนที่เกิดเรื่อง คุณทำอะไรอยู่ครับ?”

“ชั้นกำลังออกจากตึกอ็อกคิวลัส เราเพิ่งเลิกงาน” เธอกระเถิบเข้าไปหาหยาง “วันนั้นเราต้องอ่านงานจากเอกสารทั้งวัน ชั้นกับเพื่อน—เราเหนื่อยมาก เลยจะรีบกลับไปพักผ่อน”

ตึกอ็อกคิวลัส เวลาเลิกงาน อัลทวนในใจระหว่างจดคำสำคัญลงสมุด

“แล้ว---เราก็เห็นเขา”

“เขา?” อัลเลิกคิ้ว “คนร้ายเหรอครับ”

“ค่ะ” ปาสคาลก้มมือตัวเอง “เขาดูเหมือนคนทั่วไปจนกระทั่งลงมือ”

คนร้ายปรากฏตัว อัลจดต่อ ซึ่งๆหน้า ไม่มีการซ่อนตัว

“คนร้ายไม่ได้ปิดปังตัวเอง ผมพูดถูกหรือเปล่า?”

“ค่ะ เขาสวมแค่สูทตัวหนึ่ง”

โอเค ถ้าไอ้หมอนี่ไม่บ้าก็คงเก่งโคตรๆแบบในข่าวลือ “ช่วยเล่าต่อได้มั้ยครับ”

“เขาพยายามเข้ามาในตึก—คนภายนอกจะเข้าได้ก็ต่อเมื่อนัดหมายไว้เท่านั้น” ปาสคาลพูด “พวกรปภ.เลยหยุดเขาไว้ที่หน้าประตู เขาทำตัวน่าสงสัยด้วย ตอนนั้น--ชั้นเริ่มได้กลิ่นไหม้”

“อะไรนะครับ?”

“ชั้นได้กลิ่นไหม้ แบบกลิ่นพลาสติกไหม้”

“ไฟฟ้าลัดวงจรเหรอครับ?”

“ใกล้เคียงค่ะ” เธอสูดจมูกพลางเอานิ้วปาด “จริงแล้วๆ—พระเจ้า—กล้องวงจรปิด—กล้องแถวนั้น—มันเกิดช็อต—หรืออะไรกันแน่ ชั้นก็ไม่รู้ ที่แน่ๆมันพัง ชั้นสาบานได้ว่าชั้นเห็นควันออกมาจากกล้อง ช-ชั้นไม่รู้จริงๆว่าในเกิดขึ้นได้ยังไง”

กล้องขัดข้อง อัลเพิ่มลงในสมุด เขาอาจต้องลองคุยกับฝ่ายเทคนิคของช่องข่าวดูแล้วว่าเคสนี้มันเกิดขึ้นได้มั้ย ถึงเขาจะแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โกหก แต่เท่าที่เขารู้ กองทัพมีอุปกรณ์แบบที่เผาวงจรไฟฟ้าจากภายในได้ แต่จากคำบอกเล่าแล้ว ไอ้หมอนั่นมาตัวเปล่าและไม่มีทางที่ใครต่อใครจะพกอุปกรณ์ทันสมัยเกรดกองทัพไว้ในกางเกงในได้ ต่อให้เป็นเจมส์ บอนด์ก็เถอะ เขาจดเนื้อหาสำคัญต่อ

“พอจะได้มั้ยครับว่าเขารูปร่างยังไง” อัลรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตำรวจ

“เขา—เขาเป็นผู้ชายผิวขาว อายุน่าจะซัก—สามสิบไม่ก็สี่สิบ ผมสีน้ำตาลออกแดง--น่าจะเป็นคนอังกฤษค่ะเพราะสำเนียงพูดเขาออกไปทางนั้น” สีหน้าเธอแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงไอ้หมอนั่น

โอเค คนอังกฤษ ใส่สูทด้วย

“ประทานโทษนะคะ?” ปาสคาลทักขึ้นมา “เจมส์ บอนด์?”

“อ๋อ” อัลเพิ่งเขียนลงสมุดว่า คนร้าย = เจมส์ บอนด์ ตามด้วยดอกจันสองตัว “คือ—เป็นศัพท์เฉพาะของผมน่ะครับ ที่คุณบอกว่าเขาพูดสำเนียงบริทิช ใส่สูท แถมกล้องวงจรปิดเสียตอนเขาโผล่มา ถ้าเขียนแบบนั้นมัน—เอ่อ เปลืองหน้ากระดาษ เจมส์ บอนด์น่าจะง่ายกว่า—คุณไม่ว่าอะไรนะครับ?”

“ค่ะ” หญิงสาวสีหน้าดีขึ้น เธอถึงกับเผลอยิ้มน้อยๆด้วยซ้ำ

“เท่าที่ผมรู้มา หมอนี่บังคับให้คุณให้ความช่วยเหลือเขา ผมพูดถูกหรือเปล่าครับ?” ซึ่งปาสคาลก็พยักหน้าตอบโดยไม่พูดอะไร “เขาให้คุณทำอะไรครับ?”

“เขาแค่ขอรหัสผ่านเข้าระบบจากชั้นค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา “ข-เขาเรียกชั้น ด้วยชื่อ แต่สาบานได้ว่าชั้นไม่เคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อนในชีวิต”

“ครับ” เธอพูดความจริง อัลอาจไม่ใช่นักจับโกหกตัวเก่ง แต่งานนี้เขาคิดว่าตัวเองไม่พลาด “โอเคครับ คำถามต่อไปอาจไม่ค่อย-ที่จริงแล้วเป็นคำถามที่หัวหน้าผมกำชับมาเป็นพิเศษ คือ…..มันเกี่ยวกับเรื่องที่-รปภ. พากันยิงตัวตาย ซึ่งผมเข้าใจว่าคุณอาจยังเสียขวัญอย่างมากกับเรื่องนี้ ซึ่งถ้าคุณไม่สบายใจ ผมก็จะไม่ถามต่อ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เราไม่อยากให้คุณมีปัญหากับหัวหน้าคุณ” ถึงตอนนี้นายหยางหันไปมองหน้าคนรักของเขาอย่างไม่สบายใจ

“….ขอบคุณครับ” ขอบคุณจริงๆครับคุณผู้หญิง ถึงจริงๆแล้วผมอยากจะบอกว่าช่างหัวทอมมี่มันก็เถอะ อัลสาบานได้ว่านายหยางเหลือบมองมาเสี้ยววินาทีหนึ่ง อ่านความหมายได้ว่า "ต่อจากนี้ระวังคำพูดที่จะถามแฟนผมด้วย ไม่งั้นผมส่งคุณออกไปแน่" ซึ่งความจริงแล้วคำพูดจริงๆอาจหยาบคายกว่านี้ “เกิดอะไรขึ้นครับตอนนั้น ทำไมจู่ๆพวกรปภ. ถึงได้ฆ่าตัวตายหมู่?”

“ชั้นอยู่ตรงนั้น…” ปาสคาลเว้นช่วงไปพักใหญ่ “คุณต้องว่าชั้นบ้าแน่ๆ….จู่ผู้ชายคนนั้นก็ทำให้พวกรปภ.เชื่อฟังเขา ข-เขาแค่ดีดนิ้ว…แล้วพวกรปภ.ก็เล็งปืนมาทางเรา ชั้นรู้สึกกลัว—ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่มีใครกล้าทำอะไรทั้งนั้น พอเขาเรียกชื่อชั้น—ชั้นตกใจมากแต่ก็ไม่มีทางเลือก หลังจากที่เขาดาวน์โหลดข้อมูลมาได้แล้ว เขาก็กลับออกไป พอจะพ้นประตู—พระเจ้า…..เขาก็ดีดนิ้วอีกครั้ง คราวนี้พวกนั้นออกเอาปืนสอดเข้าใต้…แล้วเสียงปืนก็ดัง…”

หญิงสาวพูดต่อไม่ออก แม้แต่อัลเองก็รู้สึกว่าพอได้ฟังรายละเอียดแล้ว เรื่องนี้สยองขึ้นเป็นสิบเท่าและเพิ่มความงุนงงอีกร้อยเท่า ปกติแล้วอัลจะซักต่อ แต่เขากลับคิดไม่ออกว่าจะถามอะไรต่อ ได้แค่กลืนน้ำลายแล้วจดต่อเงียบๆ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่เรียกไอ้หมอนี่ว่า “นักเล่นกล” ชายสวมสูทพูดสำเนียงบริทิชที่สะกดจิตคนได้ด้วยปลายนิ้ว นอกจากเป็นโศกนาฏกรรมแล้ว นี่ยังเป็นเหตุโจรกรรมข้อมูลที่อุกอาจครั้งหนึ่งที่เดียวหรืออาจอุกอาจที่สุดเลยก็ว่าได้

โอเค อัล ทำตัวเป็นมืออาชีพไว้ อย่างน้อยเป็นสุภาพบุรุษหน่อยก็ดี

“ผมคิดว่า—นั่นคงจะพอแล้วสำหรับผม”

“ผมก็ว่าอย่างนั้น” นายหยางพูด

อัลแพ็คของกลับลงกระเป๋าด้วความรู้สึกพิกล เขาขอบคุณทั้งสองสำหรับเวลาอันมีค่าและน้ำดื่ม ซึ่งนายหยางตามลงไปส่งเขาถึงข้างล่าง เพราะว่าจะได้คุยกับอัลเป็นการส่วนตัว

“ขอบคุณนะครับที่ไม่ได้บีบคั้นเธอจนเกินไป” หยางพูดขณะทั้งคู่ลงลิฟต์ “แล้วก็ขอโทษจริงๆที่เราทำให้คุณผิดหวัง”

“อะไรนะครับ?”

“ผมดูออกนะครับ” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ตอนเธอเล่าให้ผมฟังครั้งแรก ลึกแล้วผมก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว นิโคลอาจจะ-ไม่สิ เธอเสียขวัญมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็เหมือนคุณ ผมรู้ว่าคุณอาจไม่เชื่อ หรือไม่ก็ก็งุนงงอย่างที่สุด แต่ผมบอกได้เลย ทั้งนิโคล ทั้งผมรวมถึงคุณด้วย เราทุกคนต่างก็ตกใจและงงกับเรื่องนี้ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ซึ่งโหดร้ายอย่างที่สุด”

คราวนี้จู่ๆเรื่องไฟสีฟ้าดันแว็ปเข้ามาในหัวอีกครั้งพร้อมกับนักเล่นกลโรคจิตนั่นอีก อัลกล่าวคำอำลานายหยางก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กตารางเวลา ก่อนที่จะเขารู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว โทรศัพท์ก็ดังเสียก่อน

ทอมมี่… อัลขมวดคิ้ว ไอ้เวรนี่ต้องโทรทวงงานแหงๆ อัลชั่งใจระหว่างกดสายทิ้งหรือคิดคำพูดเจ็บๆไว้รับสาย พนักงานและคนสวิสฯที่ล็อบบี้เริ่มหันมามองทำให้อัลตัดสินใจเลือกอย่างหลัง ถึงพักนี้ทอมมี่จะทำตัวน่าหงุดหงิดแค่ไหน หมอนั่นก็ยังเป็นหัวหน้าเขาอยู่ดี

“ฮัลโหล” อัลทักเสียงห้วน

“หวัดดี อัล” ทอมมี่ตอบกลับมา “ตอนนี้ชั้นไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศ ทางแกเป็นไงบ้าง ทุกอย่างโอเคมั้ย?” กะแล้วเชียว

เขาสูดหายใจเข้าก่อนกลืนคำพูดเสียดสีลงคอ “ก็เรียบร้อยดี คุณผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์บอกทุกอย่างที่เธอจำได้ ถึงจะยังช็อกอยู่ก็เถอะ”

“แกหมายความว่าไงวะ กำลังช็อก?” นั่นไง

“ฟังนะ ทอมมี่” อัลเกือบเรียกเขาว่าไอ้ตัวงี่เง่า “คุณผู้หญิงคนนี้เขาเพิ่งเห็นคนระเบิดหัวตัวเอง ชั้นไม่คิดว่านักวิจัยที่อยู่แต่ในแล็ปกับออฟฟิศจะได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆหรอก หรือแม้แต่แกเองก็เถอะ อ้อ แล้วไอ้นักเล่นกลอะไรนั่นของแกน่ะ มันเก่งอย่างที่ข่าวลือบอกเลย ไว้กลับไปเดี๋ยวจะเล่าเวอร์ชั่นเต็มให้ฟัง”

“อืมมมม” มีเสียงเหมือนใครเคาะอะไรจากปลายสาย “ที่ชั้นโทรมาเนี่ยไม่ได้จะโทรมาเร่งงานหรืออะไรทั้งนั้น โอเค อัล ชั้นรู้เว้ยพักนี้ชั้นทำตัวงี่เง่า แต่ให้ตายเถอะว่ะ ตั้งแต่ทำงานสายนี้มา ก็มีตอนนี้แหละที่อะไรๆมัน—เอ่อ-พีคสุดๆ ระเบิดเอย ก่อการร้ายเอย…”

ทอมมี่ยังพล่ามต่อขณะที่อัลอยากถามกลับใจจะขาดว่าคนอื่นๆก็โดนแบบเขาด้วยหรือเปล่า เมื่อคิดว่าบทสนทนาไม่น่าจะจบง่าย เขาจึงนั่งลงบนที่นั่งสีขาวสะอาดที่ใกล้สุด

“เออนี่” ทอมมี่เปลี่ยนเรื่อง “รู้สึกว่าเรื่องรปภ.ที่ตายเราจะต้องกลับมาตั้งหลักว่ะ”

“ว่าไงนะ?” จะว่าไปทอมมี่ไม่เคยบอกว่ากำลังตามเรื่องนี้อยู่ แต่ช่างมันเถอะ

“คืองี้” อัลได้ยินเสียงกรอบแกรบมาจากปลายสาย “แหล่งข่าว—ลับสุดยอดของชั้นกระซิบมาว่าพวกตำรวจสากลน่ะไม่ชันสูตรศพต่อแล้ว อีกไม่กี่วันคงจะให้ข่าวกับสื่อ แต่ก็ไม่พ้นว่ายิงตัวตายหรอก”

“ก็ตอนแรก พวกนั้นก็ยิงตัวตายเอง ไม่ใช่เหรอ?” อัลขมวดคิ้ว “แกกำลังจะบอกว่าคนเป็นสิบๆเกิดตาฝาดเห็นคนฆ่าตัวตายพร้อมกันงั้นเหรอ?”

“ไอ้นิสัยปากไวเมื่อไหร่จะหายซักทีวะ แกเนี่ย” ทอมมี่ตอกกลับ “อย่างที่บอกว่าแหล่งข่าวของชั้นน่ะ ลับสุดยอด เขาบอกว่าผลชันสูตรน่ะยิงตัวตายจริง แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นเว้ย คือไอ้ผลชันสูตรน่ะ ในศพที่ยิงตัวตาย ขอย้ำว่าเฉพาะพวกที่ยิงตัวตาย ตรวจเจอสารกำมะถันในร่างว่ะ”

“กำมะถัน?” อัลนึกถึงสมัยเรียนวิทยาศาสตร์…

“ถ้าแกจะเถียงว่ากำมะถันมันก็เจอได้ในร่างกายคนทั่วไป หุบปากแล้วฟังก่อน” ทอมมี่พูด “กำมะถันที่เจอเนี่ย มันเยอะ…เยอะโคตรๆเท่าที่เคยเจอในร่างกายคน เหมือนมีใครเอาไปโปรยเล่นในเนื้อเยื่อหรือเส้นเลือดแก บางศพนะเว้ย เจอผงกำมะถันจางๆในโพรงจมูกด้วย ถ้าจำไม่ผิด สารกำมะถันส่วนใหญ่ที่เจอจะอยู่ที่สมองว่ะ โดยเฉพาะตรงเทเลนเซฟาลอน--”

“ทอมมี่” อัลพูดห้วนๆ “ขอภาษาคน” เมื่อไหร่กันที่มันกลายเป็นนักชีววิทยา

“โทษที เนื้อสมองน่ะ” อัลได้ยินเสียงกรอบแกรบอีกแล้ว ทอมมี่น่าจะอ่านจากกระดาษให้เขาฟัง “สรุปคือ ตอนนี้งงกันทั้งบางว่ากำมะถันพวกนั้นมันมาได้ยังไง ตอนนี้เลยเถียงๆกันในห้องแล็ป ส่วนศพคงเก็บไว้ไม่ได้เหมือนกัน ได้ยินมาว่าหนึ่งในศพเริ่มปล่อยแก๊สไข่เน่าออกมา เวรจริงๆ คราวนี้ซวยกันทั้งคนผ่าคนทำข่าว สาบานได้เลย ถ้ามีเรื่องพรรค์นี้เกิดที่อังกฤษ มีหวังเราได้--”

สายตัดไป

โถ ไอ้หัวหน้าเฮงซวย

“ทอมมี่?” อัลพยายามเรียก “ทอมมี่?” บ้าเอ๊ย เขานั่งรอ รอแล้วรออีกจนเวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที ทอมมี่ก็ยังไม่โทรมา

ช่างหัวแกเหอะ ไปตายที่ไหนก็ไปซะ อัลเดินออกไปด้านนอก ตอนนี้รถราบางตาลงมาก มีแต่ผู้คนและสัตว์เลี้ยงตามฟุตบาท เขากดเบอร์โซเฟียขึ้น เผื่อเสียงเธอจะทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น แต่เขาก็ผิดหวัง

“รับสิ คนสวย” เขากระซิบเป็นรอบที่สิบสี่ “เวรเอ๊ย!” แล้วอัลก็ยอมแพ้ เขามองหาแท็กซี่ด้วยความเซ็งอย่างถึงที่สุด แต่ไม่กี่อึดใจ แท็กซี่มาจอดตรงหน้าพอดี อัลบอกจุดหมายซึ่งก็คือโรงแรมที่พัก ซักพักโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อหยิบออกมาดูว่าใครโทรมาก็พบว่าเบอร์นี้เขาไม่ค่อยคุ้นเอาเสียเลย

“สวัสดีครับ”

ปลายสายมีเสียงวุ่นวายเหมือนสนามรบผสานกับเสียงไซเรนซึ่งฟังแล้วไม่สบายใจอย่างที่สุด ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงสำเนียงลอนดอน

“เบอร์แฟน—โซเฟีย--คะ?” ฟังเหมือนผู้หญิงคนนี้แทบจะตะโกนใส่โทรศัพท์ “คุณ--ยินมั้ย?”

“ครับ…เบาเสียงหน่อยนะครับ” อัลรู้สึกไม่สบายใจเลย “ผมได้ยินแล้ว มีอะไรเหรอครับ?”

“ตอนนี้—ลอนดอน—คุณพระช่วย----” ถึงเสียงของเธอไม่ชัดเจนเพราะเสียงรบกวน ทำให้ได้ยินแค่บางคำเท่านั้น แต่นั่นก็พอจะทำให้อัลเย็นไปทั่วไขสันหลัง “เรา---มี-คนเจ็บ---โซเฟีย—คุณต้อง--”

จากนั้นก็เป็นเสียงกุกกักก่อนที่สายจะตัดไป

โซเฟีย

“ขอโทษครับ” เขาพูดกับคนขับ พยายามทำตัวให้ดูปกติ แต่สัมผัสแมงมุมของเขากำลังวุ่นเป็นสนามรบย่อมๆ “รบกวนช่วยเปิดวิทยุหน่อย จะได้มั้ยครับ?”
“วิทยุเหรอครับ?” คนขับเลิกคิ้วพลางมองหน้าอัลผ่านกระจกมองหลัง เขาเป็นชายผมบลอนด์เกือบขาว ตาสีฟ้าปรือเหมือนสุนัขล่าเนื้อ

“ครับ ขอเป็นคลื่นที่เป็นข่าวภาษาอังกฤษ”

คนขับมองกระจกอยู่พักใหญ่จนอัลแทบเอื้อมมือไปเปิดวิทยุเอง แต่สุดท้ายคนขับก็กดปุ่มเปิดวิทยุจนได้ ซึ่งคลื่นล่าสุดเป็นข่าวพอดี แต่เป็นภาษาเยอรมัน แล้วคนขับก็ไม่ได้สนใจเปลี่ยนคลื่นตามที่เขาขอ แต่เขากลับตั้งใจฟังข่าวนั้นมาก แล้วซักพักหน้าของคนขับก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

“คุณครับ?” อัลถาม

“ครับ!”

“มีอะไรเหรอครับ” ลางสังหรณ์ชักไม่ค่อยดีแล้ว

“ข่าวด่วนน่ะครับ” คนขับกลับไปให้ความสนใจกับท้องถนน ซึ่งท่าทางดูร้อนใจมาก “มีระเบิดขึ้นที่ใจกลางเมือง ร้ายแรงมาก ไม่ถึงชั่วโมงนี้เอง ข่าวบอกว่าตำรวจกำลังประเมินจำนวนคนเจ็บกับคนตาย ผมมีญาติในลอนดอนด้วย ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นอะไรหรือเปล่า”

….ลอนดอน

อัลรู้สึกเหมือนร่างเขาเป็นตัวต่อที่กำลังพังครืนลงมา หัวใจแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความคิดทุกอย่าง ทั้งฟ้าสีฟ้า, รปภ. และทอมมี่ พลันหายไปจากสมอง แทนที่ด้วยความกลัวแล้วก็ใบหน้าของโซเฟีย

อัลทิ้งค่าโดยสารไว้ที่เบาะตอนถึงโรงแรม ก่อนวิ่งสุดชีวิตไปที่ลิฟต์ เขาต้องกลับไปก่อนที่จะสายเกินไป

-----------------------------------------------------------------------

** ดูเหมือนว่าผมจะพิมพ์ชื่อคนผิด :e5 จากนิโคลเป็นโซเฟีย ตอนนี้แก้แล้วครับ :e17
แก้ไขล่าสุดโดย cpt_mctavish เมื่อ 09 ต.ค. 2015, 23:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

torm11

Zombie
Zombie

โพสต์: 1

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ย. 2015, 10:10

โพสต์ 08 ก.ย. 2015, 10:53

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 9 [7/09/201

เพิ่งเคยเข้ามาอ่าน เยี่ยมครับ เดวรออ่านต่อครับ
บาคาร่าออนไลน์
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 08 ก.ย. 2015, 20:25

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 9 [7/09/201

ไม่รู้จริงๆว่า ใน เกิดขึ้นได้ยังไง
มัน

หรือไม่ก็ก็งุนงงอย่างที่สุด
เกิน


คือเป็นญาติ bad luck Brian หรือเปล่าอัล นับวันยิ่งซวยนะนาย แต่ชอบแฟนตานี่อะ ขอให้ไม่เป็นอะไรนะ :e4
<<

witting4

Zombie
Zombie

โพสต์: 1

ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2015, 09:59

โพสต์ 10 ก.ย. 2015, 10:00

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 9 [7/09/201

เยี่ยมครับ รอติดตามครับ :e3
<<

Vilven

Zombie
Zombie

โพสต์: 1

ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ต.ค. 2015, 17:27

โพสต์ 02 ต.ค. 2015, 17:30

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 9 [7/09/201

เนื้อเรื่องน่าติดตามมากคะ รอๆ อิอิ :e13
Goldenslot คาสิโนออนไลน์
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 06 ต.ค. 2015, 17:55

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 10 [6/10/20

Chapter X - Silvermane


เอมี่สาบานได้ว่าลิฟต์ของที่นี่มันช้าที่สุด เธอสาบานได้เลยว่าด้วยเสื้อแจ็กเก็ต กางเกงขายาวแล้วก็รองเท้าผ้าใบที่เธอสวมอยู่ เธอวิ่งขึ้นบันได้ยังจะเร็วกว่าลิฟต์นี่อีก

สองวันก่อนเธอเห็นข่าวทางทีวีที่ว่ามีเหตุระเบิดที่ซานฟรานซิสโกแล้วจู่ๆเอมี่ก็ติดต่อทรอยไม่ได้ วันต่อมาลุงได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลที่แคลิฟอร์เนีย ว่าตอนนี้ทรอยนอนไม่ได้สติอยู่ แน่นอนว่าคืนนั้นเอมี่แทบไม่ได้หลับ เธอนอนลืมตาในห้องเกือบทั้งคืนเพราะที่จะรอถึงเช้าไวๆ

พี่รู้ข่าวแล้ว กำลังจะขึ้นเครื่อง แล้วเจอกัน

คลินท์


โรงพยาบาลซิลเวอร์เมนห่างจากตัวเมืองซานฟรานซิสโกประมาณครึ่งชั่วโมงถ้านั่งรถ และนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสุดๆเลย

“เอมี่” ป้าหันมาคุยด้วย “ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย พี่เค้าไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อป้าสิ”

ป้าโจดี้เป็นคนมองโลกในแง่ดีและยิ้มแย้มเสมอ อาจเป็นเพราะป้าเคยทำงานพยาบาลซึ่งความใจดีเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพ ป้าเป็นผู้หญิงหน้าตาใจดี ผมสีน้ำตาลอ่อน สวมแว่นตา หุ่นค่อนข้างดีสำหรับหญิงวัยหกสิบต้นๆ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ได้ยินเรื่องทรอย ป้ามักหันมาปลอบใจเอมี่ทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งเอมี่รู้สึกซาบซึ้งมากแต่ก็ไม่มั่นใจว่าป้ากำลังปลอบเธอหรือปลอบตัวเองกันแน่

“ค่ะ” เอมี่ตอบสั้นๆ ตามองออกไปนอกกระจกอย่างใจลอย

ป้ามองเอมี่อยู่พักหนึ่งก่อนที่โทรศัพท์จะดึงความสนใจไป ป้าอ่านข้อความที่ถูกส่งมาก่อนเงยหน้าขึ้นบอกสามี

“ไซม่อน คลินท์ส่งหมายเลขห้องมาแล้ว เขารอเราอยู่”

ซิลเวอร์เมนตั้งอยู่ชานเมืองซึ่งเอมี่ไม่แปลกใจเลยเมื่อรถเข้าไปในเขตโรงพยาบาล เพราะที่นี่กว้างสุดๆ การก่อสร้างเป็นแบบย้อนยุคสังเกตได้จากทุกอย่างไม่ได้เป็นกระจก ทางเข้ามีรูปปั้นม้าตัวโตกล้ามเป็นมัดสีขาวเงินเหมือนทำจากโลหะ ตัวอาคารรูปร่างเหมือนสำนักงานรัฐบาลหรืออะไรทำนองนี้มากกว่าจะเป็นโรงพยาบาล จนกระทั่งเข้าไปข้างใน ซึ่งทุกอย่างเป็นสีขาวสะอาดและสีเขียวคล้ายกับโรงพยาบาลที่ซีแอตเติลหรือโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วไป ยกเว้นว่าที่นี่ไม่มีคนเจ็บท่าทางดูแย่ให้เห็น คนไข้ทุกคนดูสะอาดสะอ้าน เตียงคนป่วยนั้นเข็นเองได้โดยอัตโนมัติแต่จะมีหมอหรือพยาบาลคอยเดินตามเตียง เฟอร์นิเจอร์หรือข้าวของทุกอย่างจะค่อนกลมมน ไม่มีเหลี่ยมและเป็นสีอ่อนๆ

ใช้เวลาไม่นานในการหาลิฟต์

“เอมี่” ลุงพูด เช่นเดียวกับป้า ลุงไซม่อนสวมแว่นตา ผมสีบลอนด์ตอนนี้เป็นสีขาวไปเกือบครึ่งหนึ่ง เขาสวมเสื้อเชิร์ทสีเทาตัวเก่งที่ใส่ไปสอนหนังสือบ่อยๆ “กดกี่ที ลิฟต์มันก็เร็วได้เท่าเดิมนี่แหละ”

ก็ไอ้ลิฟต์เต่านี่มันช้าสุดๆนี่คะ เธอเกือบพูดออกไปแบบนั้น แต่ก็ทันคิดได้ว่าลุงคงจะเครียดพออยู่แล้ว ซึ่งลิฟต์เจ้ากรรมดูเหมือนจะช้าเป็นสองเท่าเมื่อเธอใช้มัน แล้วก็เป็นเอมี่ที่รู้สึกแบบนี้คนเดียว

รอก่อนนะทรอย

เอมี่แทบจะวิ่งออกจากลิฟต์แบบเด็กๆ แต่เมื่อลิฟต์เปิดออก ก็พบว่ามีชายสูงวัยไม่มีฟันหน้าตายิ้มแย้มนั่งรถเข็นรอใช้ลิฟต์ต่อ เธอจึงต้องค่อยๆออกมา พอลิฟต์ปิด ลุงกับป้าแสดงความเร่งรีบเป็นครั้งแรกก่อนจะเดินเร็วๆออกจากลิฟต์หน้าโง่

“3416 ทางนี้แหละ” ลุงไซม่อนเดินนำเธอกับป้า จนกระทั่งมาถึงห้องที่ว่า ลุงจึงเคาะประตูก่อนเข้าไปข้างใน ห้องคนป่วยของที่นี่เป็นสีขาวเช่นกัน เฟอร์นิเจอร์กลมมนยกเว้นเตียงคนป่วย บริเวณหัวเตียงมีสิ่งดูเหมือนแผ่นหนาๆสีขาวมุกทอดลงจากเพดานมาถึงพื้น แสดงการเต้นชีพจรและข้อมูลอื่นๆซึ่งเรืองแสงมาจากพื้นผิวเรียบๆ ตรงผนังปลายเตียงเป็นแผ่นทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าสีเทาอ่อนๆและแทบจะไม่มีรอยต่อกับผนัง เป็นโทรทัศน์นั่นเอง

“ไงพ่อ” คลินท์รออยู่แล้ว เขากอดลุงและป้า ก่อนจะหันมาหาเอมี่ “ไม่เป็นไรนะ เอมี่”

เป็นสิ เธอคิดพลางสวมกอดพี่ชายซึ่งเขาตบหลังเธอเบาๆ คลินท์ผอมลงเล็กน้อยจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ขอบตาเขาเป็นสีคล้ำ หนวดเคราค่อนข้างดกเหมือนไม่ได้โกนมาเดือนเศษๆ เมื่อแยกออกมาเธอเห็นรอยช้ำเล็กๆตามข้อนิ้วของเขาด้วย แจ็กเก็ตสีน้ำตาลที่เขาสวมมีโลโก้ของแม็กนัสปักที่อกขวา

“นิดหน่อยน่ะ” คลินท์พูดเมื่อรู้ว่าเธอมองรอยช้ำเขาอยู่ แต่เอมี่ไม่ได้สนใจมากนัก เธอกำลังมองพี่ชายอีกคนที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ซึ่งเอมี่ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี

เธอคิดว่าทรอยจะต้องเสียโฉมหรือพิการ ไม่ก็มีบาดแผลใหญ่ๆน่าเกลียด แต่เปล่าเลย ทรอยยังดูเหมือนเดิม เขายังเป็นพี่ชายตัวผอม จมูกค่อนข้างยาว ผมสีน้ำตาลหยักศก เป็นคนละสีกับเธอซึ่งเอมี่ได้ผมสีทองมาจากแม่ ชุดคนป่วยทำให้ทรอยดูผอมยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีทหารอย่างคลินท์ยืนอยู่ข้างเตียง แต่เธอถึงกับใจเสียเมื่อหน้าอกของทรอยดูราวกับมันไม่ได้กระเพื่อม มือขวาของเขามีผ้าพันไว้ค่อนข้างหนา แต่สัญญาณชีวิตที่หัวเตียงบอกว่าเขายังไม่ตาย

“ลูกคุยกับหมอหรือยัง” ป้าสูดน้ำมูก พลางกุมมือขวาไร้สติของทรอยเอาไว้

“ผมมาถึงตอนหมอเข้ามาเช็กพอดี” คลินท์ขยับเข้าไปข้างๆผู้เป็นแม่ “หมอบอกว่าทางซานฟรานฯส่งทรอยมาที่นี่ เพราะอะไรเขาไม่ได้บอก แล้วก็อย่างที่แม่เห็นว่าตามตัวทรอยไม่มีบาดแผลน่าเป็นห่วงเลย แต่เขากลับไม่ได้สติ อวัยวะกับระบบก็ถือว่ายังทำงาน พูดตรงๆนะแม่ ทรอยเหมือนเหมือนคนโดนระเบิดเลย ถึงพวกกู้ภัยจะเจอตัวเขาในรัศมีทำลาย—ผมหมายถึง ระยะที่ระเบิดทำงาน”

“พระเจ้า…” ลุงอุทาน

“แล้วถ้าเกิดทรอยไม่มีรอยขีดข่วนอะไร ทำไมเขาไม่ยอมฟื้นล่ะ” เอมี่ถาม ซึ่งเธอรู้ดีว่ามันฟังดูโง่แค่ไหน

“ถามได้ดี เอมี่ แต่นั่นแหละคือปัญหา” คลินท์พูดก่อนถอนหายใจ “เคสที่ใกล้เคียงที่สุดคือ โดนดูดด้วยไฟฟ้าแรงสูง แต่ก็อย่างที่บอก ทรอยไม่ได้มีรอยไหม้หรือแผลเลย”

เอมี่ทิ้งตัวลงที่โซฟาใกล้ๆ ทรอยหมดสติแล้วก็อาจตายได้ โดยที่แม้แต่หมอยังบอกไม่ได้ว่าเขาไปโดนอะไรมา ตอนนี้เธอรู้สึกถึงความว่างเปล่า เอมี่ควรจะดีใจที่ว่าทรอยยังไม่ตายหรือเสียใจที่ว่าเขาอาจต้องนอนแบบนี้ไปจนตลอดชีวิต

เธออยากจะบอกให้พี่ชายเธอลุกขึ้นมา แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเจ้าตัวไม่ได้ยิน

บ้าเอ๊ย เอมี่ทั้งปาดทั้งขยี้ตา พอรู้สึกว่าข้อนิ้วเธอเปียกก็กลับยิ่งรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้นอกจากดูเฉยๆ จากนั้นก็มีใครนั่งลงข้างๆ แต่เอมี่ไม่ได้หันไปมอง เธอไม่ได้ขัดขืนเมื่อถูกดึงไปโอบ

“แล้วลูกล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” ป้านั่นเอง

“ผมสบายดี” คลินท์ตอบ “แค่ล้าจากนั่งเครื่องนิดหน่อย พวกนั้นให้ผมลาเต็มที่ห้าวันเต็ม ไม่ต้องห่วงผมหรอกแม่”

“แค่ห้าวันเองเหรอ?”

“โจดี้….ลูกทำงานให้เอกชนนะ” ลุงตอบ “กว่าเขาจะกลับ ตอนนั้นทรอยคงฟื้นแล้วแหละ”

เอมี่สูดน้ำมูกก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น คลินท์ยืนอยู่ข้างหน้าเธอนี่เอง เขานั่งยองๆเพื่อไม่ให้ยืนค้ำหัวแล้วก็เพื่อจะสบตาเอมี่ตรงๆ ดวงตาเขาเป็นสีฟ้าเหมือนกับลุง

“ร้องให้เหรอ?” เขาถาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนหรือสถานการณ์อื่น เอมี่คงจะแก้ตัวหรือไม่ก็หาว่าเขาตาฝาด แต่ตอนนี้เธอกลับไม่พูดอะไรไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย และถ้าเขายังมีสติ ทรอยคงจะบอกว่าพระอาทิตย์ต้องขึ้นทางตะวันตกแหงๆถ้าเอมี่ร้องให้หรือเสียใจ ชั่วขณะหนึ่งที่เอมี่เกิดมีความคิดแบบเด็กๆว่าทรอยจะลุกพรวดขึ้นมาล้อเธอ

“พี่จะไม่บอกหรอกว่า “อย่างน้อย เอมี่ก็ยังเหลือพี่อยู่”” คลินท์พยายามยิ้มให้เธอรู้สึกสบายใจ แต่นั่นทำให้เขาดูงี่เง่าขึ้น “พวกเขายังอยู่กันครบ พี่ ลุง ป้า แล้วก็ทรอย เขาไม่เป็นอะไรหรอก เหมือนกับทุกทีแหละ สุดท้ายทุกอย่างมันก็ออกมาเรียบร้อย”

“ใครบอกว่าฉันร้องให้?”

คลินท์ยิ้มน้อยๆ เขาวางมือบนบ่าเธอเบาๆก่อนหันไปหาผู้เป็นพ่อ “หนังสือพิมพ์อยู่ตรงนั้นนะพ่อ พ่อคงอยากจะอ่าน”

“พ่อพลาดอะไรหรือเปล่า?” ปกติลุงไซม่อนจะเปิดโทรทัศน์ดูข่าวทุกเช้า ซึ่งพฤติกรรมนี้สืบต่อมาถึงคลินท์ด้วย “ต้องเป็นเรื่องแย่ๆใช่มั้ย?”

“ไม่มีใครเรื่องดีหรือที่สร้างสรรค์มาลงหน้าหนึ่งหรอกพ่อ เห็นพาดหัวหรือยัง?”

“ระเบิด?” ลุงเดินเข้าไปหาภรรยาของเขา “คุณ…มาอ่านนี่สิ”

“ไม่ล่ะ ไซม่อน” ป้าปฏิเสธเสียงอ่อน เธอยังคงมองทรอยอยู่เช่นเดิม

ลุงถอนหายใจก่อนจะเดินไปอีกด้านของเตียงคนไข้ เป็นเวลาพักหนึ่งที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย จนกระทั่งลุงวางหนังสือพิมพ์ลง สีหน้าดูวิตก

“พ่อคิดว่ารุ่นลูกคงไม่ได้เห็นอะไรแบบสมัยพ่อเด็กๆ” ลุงพูด ตาจ้องมองแผงแสดงสัญญาณชีพจร “คิดว่าเรื่องก่อการร้ายมันตกยุคไปแล้วซะอีก”

“แล้วลูกจะ…”

“ทำที่จำได้ ตามตัวผู้ก่อการร้ายไม่ใช่งานพวกผมนะแม่” ตอนนี้เป็นคลินท์ที่นั่งลงข้างๆเอมี่ ขณะที่ป้าโจดี้ลุกขึ้นไปยืนข้างๆลุง “ยกเว้นว่ามันจะกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ตอนนั้นแหละที่ PMC อย่างผมจะได้ออกโรง ถ้ามีคนจ่ายนะ…ถ้าไม่มี ผมก็คงลากลับมาเล่นแบล็กแจ็คกับเพื่อนเก่าแถวบ้านเรานี่แหละ”

เขาพูดยังกะกำลังจะไปออกค่ายลูกเสือมากว่าไปรบ “พี่อย่าพูดให้เราเป็นห่วงสิ”

“โทษที แต่พี่หมายความตามที่พูดจริงๆนะ โดยเฉพาะตรงไพ่แบล็กแจ็ค--”

“โลกนี้มันมีอะไรที่ทำให้พื้นที่กลางเมืองหายไปกลายเป็นหลุมเบ้อเริ่มได้อยู่เหรอ” ลุงตัดบท

“อะไรนะคะ/ครับ?” ทั้งเอมี่ทั้งคลินท์ถามขึ้นมาพร้อมกัน

“ก็ในหนังสือพิมพ์นี่บอกว่า ระเบิดที่ลอนดอนน่ะทิ้งหลุมเบ้อเริ่มไว้กลางเมือง” ลุงยกหนังสือพิมพ์ขึ้นให้ดู พาดหัวสะท้อนแสงทำให้เอมี่อ่านได้อย่างชัดเจน

ลอนดอนพังพินาศ ผู้เสียชีวิตทะลุหลักร้อย

“เท่าที่ผมรู้ ไม่มีนะพ่อ”

“หนูเดาว่าเมืองคงไม่ได้เละแบบในพาดหัว….ใช่มั้ย?”

“ใช่ นั่นเป็นข่าวดีล่ะ” ลุงมีท่าทางอ่อนล้า “ข่าวร้ายคือคนที่ตายเป็นร้อยๆน่ะ ไม่ได้เป็นการใส่ไข่ ตอนนี้ทั้งเมืองเข้าภาวะวิกฤต ไม่สิ ทั้งประเทศป่านนี้คงตื่นตัวแล้ว”

“ไซม่อน…” ป้าหันมาหาสามี “แล้วเพื่อนคุณที่…”

“ไว้ผมจะโทรหาทีหลัง” แววตาหลังแว่นของลุงดูเศร้า “ตอนนี้หลานผมทั้งคนนอนโคม่าอยู่ เพื่อนผมคงรอได้ ขอพระเจ้าคุ้มครองพวกเขาเถอะ”

ทั้งห้องเงียบไปพักใหญ่ มีเพียงเครื่องช่วยชีวิตเท่านั้นที่ยังส่งเสียง

“ที่รัก” ลุงทำลายความเงียบขึ้น “ผมว่าเราออกไปข้างนอกดีกว่า—จริงๆแล้ว ผมอยากคุยกับคุณหน่อย ให้เด็กๆเขาอยู่ด้วยกันซักพัก…”

ป้าโจดี้พยักหน้า เธอแตะใบหน้าของทรอยเบาๆก่อนจะเดินตามลุงออกไปข้างนอกห้อง เหลือเพียงเอมี่กับพี่ๆ คงจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีใครนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง

“หมอบอกอะไรพี่อีกมั้ย ?” เอมี่ถาม “อะไรก็ได้”

“หมอบอกว่าเคสของทรอยมัน….พิเศษ” คลินท์มองไปยังทรอยสลับกับหน้าจอแสดงชีพจร “พิเศษยังไงพี่ไม่รู้ หมอพูดเหมือนทรอยไม่เหมือนผู้บาดเจ็บคนอื่นๆ ซึ่งพี่ไม่เห็นซักคนเลย”

“หมายความว่ายังไง ไม่เห็นซักคน”

“ก็มีแค่ทรอยถูกย้ายมาที่นี่ ทั้งที่ในข่าวบอกว่ามีคนสูญหายอีกเยอะ” พี่ชายตอบ “อ้อ แล้วเธอรู้จักเพื่อนของทรอยที่ชื่อ “จอช” บ้างมั้ย ?”

เท่าที่จำได้ ทรอยมีเพื่อนซี้อยู่หลายคนทีเดียว ทั้งเพื่อนที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันแล้วก็แก๊งสมัยไฮสคูล คนที่รวยๆงั้นเหรอ? น่าจะชื่อเคนหรือไม่ก็คีธ คนสวมแว่นท่าทางเนิร์ดๆหน่อยชื่อว่าจอน ส่วนคนหัวทองๆท่าทางกวนส้นก็ชื่อโอลิเวอร์ คนที่จอชเหรอ?

“เท่าที่รู้ ฉันไม่เคยเห็นเพื่อนทรอยที่ชื่อจอชเลย พี่ถามทำไม?”

คลินท์เอื้อมมือไปที่บริเวณที่วางของข้างเตียง เอมี่เพิ่งสังเกตว่ามีการ์ดอวยพรใบหนึ่งวางอยู่

“ตอนพี่มาถึง ก็เจอนี่วางอยู่” เขายื่นการ์ดให้เอมี่

เป็นการ์ดอวยพรที่พับเป็น 2 ชั้นแต่ไม่มีร่องรอยถูกแกะ ตรงมุมล่างขวามีลายเซ็นเล็กๆกำกับไว้ อ่านได้ว่า

“โจชัว?”

เวอร์ชั่นเต็มของ “จอช” สินะ

เอมี่ส่ายหน้า พลางยื่นการ์ดคืนให้คลินท์ “ไม่คุ้นเลย”

“ช่างมันเถอะ” คลินท์วางการ์ดกลับที่เดิม “เอาเป็นว่าพี่ไม่ใช่คนแรกที่มาเยี่ยม โจชัวคนนี้อาจเป็นเพื่อนใหม่ของทรอยที่ซานฟรานฯก็ได้”

เอมี่มองไปที่ใบหน้าของทรอย สีเลือดบนใบหน้านั้นเป็นสัญญาณเดียวที่พอจะบอกได้ง่าเขายังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ตอนนี้ เสียงหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวซึ่งทำให้เอมี่รู้สึกโกรธจนอยากเขกหัวตัวเองแรงๆ เธอเคยได้ยินว่าเมื่อเราเห็นคนรู้จักที่กำลังจะตาย ภาพเก่าๆมันจะโผล่เข้ามาในหัวแบบอัตโนมัติ ซึ่งทันใดนั้นเอง สมองเจ้ากรรมก็ดันนึกถึงสมัยที่เขายังอยู่บ้านหลังเดียวกัน ทรอยนั่งเกาหัวอยู่หน้าคอมกับสมุดโน้ตที่เขาเอามาจากเพื่อนของเพื่อน หรือที่เวลาที่เขาพยายามปรับสายกีต้าร์และให้คนที่ไม่มีความรู้ทางดนตรีอย่างเอมี่บอกว่าเสียงใช้ได้หรือเปล่า และหลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาหน้าบูดเป็นก้นแมวเมื่อแผนเส้นทางนักดนตรีของเขากับเพื่อนล้มลง หรือตอนที่เธอขว้างลูกเบสบอลพลาดไปโดนเป้ากางเกงทรอยโดยมีเสียงหัวเราะของคลินท์เป็นฉากหลัง (ซึ่งโชคดีของทรอยที่มันเป็นลูกหลุดมือ)

“ไม่เอาน่า เอมี่” เธอพยายามกระซิบเพื่อไม่ให้คลินท์ได้ยิน “เรื่องบ้าๆตามอินเทอร์เน็ตมันเชื่อได้ที่ไหนล่ะ”

“จะบอกอะไรพี่เหรอ?” เวร “ตะกี้เห็นเงียบไปตั้งนาน”

“เปล่า….พอดีแค่….ไม่มีไรหรอก” คลินท์ขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัยแต่เขาก็แค่ยักไหล่เมื่อเอมี่ไม่พูดอะไรต่อ

“พี่ถามตรงๆนะ คิดว่าเขาจะไม่ฟื้นเหรอ?”

เอมี่จ้องดูสัญญาณชีวิตของทรอยอย่างใจลอยอยู่ซักพักเธอจึงตอบ “ฉันแค่……ไม่มั่นใจ—ฉันหมายถึง ฉันก็อยากให้เขาฟื้นไวๆ แต่พอมองดูแล้ว มันก็—ยาก….”

คลินท์ถอนหายใจ “ก็เราทั้งสองคนนี่แหละ จำที่ลุงพูดได้มั้ย?”

“พ่อพี่สอนเราตั้งหลายอย่าง” จริงๆแล้วสำหรับทรอยและเอมี่ ลุงกับป้านี่ก็เป็นเหมือนพ่อแม่แท้ๆ เท่าที่จำความได้ เธอก็อยู่ในบ้านของลุงไซม่อนแล้ว

“มีพ่อเป็นครูก็แบบนี้แหละ” คลินท์มีรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า “ที่พี่หมายถึงก็เป็นอันนี้…จงหวังถึงเรื่องที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เตรียมตัวกับเรื่องเลวร้ายที่สุดเช่นกัน”

เอมี่ยังคงจ้องมองที่แผงแสดงสัญญาณชีวิต ทั้งชีพจร ความดัน แล้วก็อะไรก็มิอะไรบนนั้นค่อนข้างสม่ำเสมอ และเรืองแสงสีเขียว สีแห่งชีวิต เธอเคยได้ยินในสารคดีเกี่ยวกับศิลปินซึ่งเธอไม่ได้สนใจมาก แต่ก็พอได้ยินผ่านๆหู

นี่เราหัดเป็นคนซึมเศร้าแล้วก็อ่อนไหวตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย…..

“ไม่น่าเชื่อว่าพี่จำที่ลุงพูดได้ด้วย”

“…นั่นไง” พี่ชายหัวเราะพรืด “เอมี่คนเดิมกลับมาแล้ว”

“เปล่า คือถ้าพี่ไม่พูดฉันคงลืมไปแล้ว” เธอยิ้มตอบ “ขอบใจนะ”

“ยินดีที่ได้รับใช้ สาวน้อย”

แวบหนึ่งคำพูดของป้าก็แล่นเข้ามาในหัว พวกเด็กผู้ชายน่ะเขาไม่ได้อายุมากขึ้นหรอก แค่ตัวใหญ่ขึ้นเฉยๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายบ้านนี้

“หัวเราะอะไร?”

“เปล่า” เธอจงใจทำสีหน้าล้อเลียน “แค่นึกถึงที่ป้าเคยพูดกับฉันน่ะ”

“ไม่ได้เสียใจแล้วเหรอ”

“ก็…ยังนิดหน่อย” เอมี่หันกลับไปมองทรอยอีกครั้ง ในความรู้สึกของเธอ ตอนนี้เขาดูเหมือนแค่กำลังนอนหลับอยู่ “แต่เราก็ยังอยู่กันครบนี่ ทรอยยังไม่จากเราไปไหนนี่”

"มันต้องอย่างนี้สิ”

“ว่าแต่พี่เถอะ” เธอมองไปที่ขอบตาคล้ำๆของคลินท์ “ดูแลตัวเองบ้าง ถ้ายังเป็นแบบนี้ พี่คงไม่ต้องหาชุดฮาโลวีนแล้ว เดินเฉยๆคนเขาคงว่าพี่แต่งเป็นผีดิบแหงๆ”

“อันนี้แรงแฮะ” เขาแค่กระพริบตา “แวบนึงพี่คิดว่าแม่พี่เข้าสิงซะแล้ว”

ความมืดมน ความขุ่นมัวในหัวเธอเริ่มเบาบางลงแล้ว คลินท์ลุกออกไปสูดอากาศที่ริมหน้าต่าง ขณะที่เอมี่ยังคงนั่งอยู่ข้างๆทรอย เป็นเวลานานหลายนาทีที่ไม่มีใครพูดอะไรแต่ความอึดอัดไม่สบายใจก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เอมี่หยิบมือขวาที่มีผ้าพันของทรอยขึ้นมาพาดบนอกเจ้าตัวแต่ก็เปลี่ยนใจวางมือเขาไว้ข้างตัวเหมือนเดิม แล้วจู่ความเหนื่อยจากการเดินทางก็ถ่วงให้หนังตาเธอหนักขึ้น

เด็กสาวเอามือป้องปากขณะหาวพลางยกมืออีกข้างขึ้นมาดูนาฬิกา

13.48 น. 13 สิงหาคม 2046

ซักงีบคงไม่เป็นไรหรอกน่า เอมี่คิดเมื่อฟุบศีรษะลงบนแขน ด้วยความเงียบและความเหนื่อยล้า มันใช้เวลาไม่นานที่เธอจะเข้าสู่ห้วงนิทรา

ถึงจะหวังลึกๆว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมา ทรอยก็จะตื่นด้วย แต่เอมี่รู้ดี

บางทีความจริงมันก็ไม่ได้ง่ายแบบความหวัง
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 09 ต.ค. 2015, 19:28

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 10 [6/10/20

ขอโทษที่มาเม้นท์ช้า งานยุ่งเหลือหลายแทบล้มสิ้นใจตาย

ถือโอกาสกลับไปอ่านตั้งแต่ตอนแรกใหม่ด้วย เพราะจำครอบครัวทรอยไม่ได้ทุกคน งง ๆ ว่าใครเป็นใคร แต่ตอนนี้จำได้แล้ว :e7
อยากรู้เหลือเกินว่าตัวละครหลักทุกตัว สุดท้ายจะมารวมกันยังไง และที่สำคัญ รออ่านโจชัว!!!

พี่กำลังจะโผล่แล้วใช่มั้ย แอร๊ยยยยยยย :e6
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Majestic-12 [Bot] และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน