Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2015]

<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 17 ต.ค. 2015, 22:13

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 11 [17/10/2

Chpater XI
Aftershock



อัลเกลียดงานศพ

ท้องฟ้าสดใส ไม่มีเมฆ เหมาะแก่การพาลูกหลานออกมาข้างนอก เล่นจานร่อนกับหมา หรือหาอะไรทานกับคนรัก แต่เขากลับสวมสูทสีดำ ยืนไว้อาลัยแก่ผู้ที่จากไป ไม่ใช่แค่เขา ทั้งเกาะกำลังไว้ทุกข์ การสูญเสียครั้งนี้กระทันหันเกินไป รอบๆตัวเขามีทั้งคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาในออฟฟิศ ทั้งผู้ประกาศ ช่างภาพทั้งสังกัด TBC และตากล้องอิสระ แล้วก็หลายๆคนที่อัลเคยเห็นหน้าในทีวีแต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ภรรยาและลูกชายวัยรุ่นของทอมมี่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ทั้งคู่คุยกับอัลสองสามคำถามเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนคุยกับทอมมี่เป็นคนสุดท้ายก่อนเขาจะโดนระเบิด จากนั้นอัลจึงปล่อยให้เป็นเรื่องคนในครอบครัวได้ปลอบใจกัน

“แฟนแกเป็นยังไงบ้าง” ดไวท์จากทีมข่าวกีฬายืนอยู่ข้างๆถาม

“ก็เพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ขอบใจที่ถาม” เขาตอบเสียงเบา “มีแผลใหญ่ตรงขา อีกหน่อยคงหาย แล้วแกล่ะ มีคนที่รู้จักเป็นอะไรบ้างมั้ย?”

“พี่ฉันบอกว่าจะพาเด็กๆไปเดินเล่นแถวสวนไฮด์พาร์ค” ดไวท์ถอนหายใจ “ได้ยินว่ามีระเบิดใกล้ๆน่ะตกใจแทบแย่ โทรไปอีกทีถึงได้รู้ แม่พี่เขยฉันที่เคมบริดจ์ไม่ค่อยสบาย เลยพาหลานๆออกไปเยี่ยม สรุปแล้วไม่มีใครเป็นอะไร แค่ช็อกหน่อยๆ”

“โล่งใจล่ะสิ”

“เออ ก็หลานฉันน่ารักทั้งนั้นนี่หว่า ยังไงก็ขอให้แฟนแกหายไวๆละกัน”

“ขอบใจพวก” อัลพยักหน้า

ไม่มีใครพูดอะไรอีกเมื่อพิธีเริ่ม มีเสียงสะอื้นเบาๆมาจากด้านหน้า บนพื้นนั้นเป็นหญ้าสีเขียวสดดูมีชีวิตชีวา ขณะที่ใต้ผืนหญ้านี้มีร่างไร้ชีวิตของใครหลายคนฝังอยู่และทอมมี่กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น

ใครจะไปคิดว่าความคิดสุดท้ายเกี่ยวกับเพื่อนและหัวหน้าของเขา จะเป็นเรื่องที่อัลเรียกทอมมี่เป็นหัวหน้าเฮงซวยที่ทำให้เขาไม่ได้พักผ่อนหรือคิดเรื่องบันเทิงสมอง อัลแอบนึกสงสัยเล็กๆว่าเขาจะรู้สึกยังไงถ้าคำพูดสุดท้ายที่เขาพูดกับทอมมี่จะเป็นคำด่าหรือตำหนิ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเขากับทอมมี่นั้นมันเป็นการบอกลาที่ห่วยแตกสิ้นดีสำหรับคนที่เรียกกันว่าเพื่อน แต่ชีวิตมันต้องเดินต่อไป

เมื่อๆเหล่าญาติทยอยกันจากไปหลังจากไว้อาลัยเรียบร้อยแล้ว อัลจึงเดินเข้าไปหาหลุมศพเพื่อล่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย

โธมัส คาร์ลตัน พาร์ค
2001-2046


ชั่วขณะหนึ่งที่อัลนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี เขาเกลียดงานศพ เขาคิดคำอำลาไม่เก่ง

เอาล่ะ ขอพูดกับแกเหมือนตอนที่แกยังมีชีวิตก็แล้วกัน

“ถึงแกจะเป็นหัวหน้าที่ห่วยแตก แต่แกเป็นเพื่อนที่เจ๋งมากว่ะ” เขารู้ดีว่าทอมมี่คงไม่มีทางได้ยิน “ขอให้ไปสู่สุขคตินะพวก”

ขณะที่เดินกลับออกมา อัลไม่คาดคิดว่าสุสานที่มีคนเยอะขนาดนี้ ป้ายหลุมศพใหม่ๆตั้งอยู่กระจัดกระจายบนพื้นหญ้าสีเขียว และทุกๆวันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนผู้เสียชีวิตที่ยังไม่แน่นอน ระเบิดนั้นทำลายย่านไนท์บริดจ์ไปเกือบทั้งแถบ แถมยังทิ้งหลุมกว้างเกือบ 50 หลา ความลึกนั้นไม่ทราบ ตอนนี้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะหลุมนั่น ร่างผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินหลักล้านปอนด์หายไปในพริบตา พื้นที่โดยเฉพาะโดยเฉพาะแถวสวนสาธารณะนั้นถูกปิดแบบไม่มีกำหนดสำหรับพลเรือน นั่นคือทั้งหมดที่ออกข่าว อัลได้ยินมาว่ารัฐบาลตั้งศูนย์ชั่วคราวขึ้นแถวนั้น

เขาต้องรอรถโดยสารค่อนข้างนานทีเดียว เพราะเส้นทางเดินรถทั้งบนดินและใต้ดินนั้นเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทั้งเมืองอยู่ในสภาวะเศร้าสลด หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเขามีดวงตาบวมแดงทั้งสองข้าง ลูบศีรษะลูกชายตัวเล็กท่าทางไร้เดียงสาอย่างใจลอย เด็กคนนั้นหันมายิ้มให้อัลทำให้เขายิ้มน้อยๆตอบกลับไป แม่เด็กเหมือนไม่สังเกตด้วยซ้ำว่ามีคนนั่งลงข้างๆ

ใครก็ตามที่ทำเนี่ย โคตรขี้ขลาดเลยว่ะ อัลจำได้ว่าได้ยินคนพูดแบบนี้เมื่อตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ชกใต้เข็มขัดชัดๆ ไอ้ลูกหมาพวกนั้นมันต้องหวังเอาชีวิตคนบริสุทธิ์

อัลเห็นด้วยอย่างหนึ่ง ไอ้สารเลวที่ทำเรื่องนี้หวังเอาชีวิตคน

เขาอาจไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายมีอาชีพ แต่ถ้าเขาจะทำอะไรที่จะเขย่าขวัญคนบนเกาะอังกฤษหรือทั้งโลก เขาจะระเบิดสิ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ทิ้งซะเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเขาเอาจริง ซึ่งในลอนดอน ก็มีหลายจุด ไม่ว่าจะหอนาฬิกาองค์ราชินี, รัฐสภา, หรือพระราชวังที่ไหนซักแห่ง

นอกจากคนตายแล้วยังมีคนเจ็บ เมื่อเขามาถึงที่โรงพยาบาล ที่นี่วุ่นวายยิ่งกว่าสถานีรถไฟช่วงเร่งด่วน ลิฟต์ตัวที่เขาใช้นั้นต้องหยุดแทบทุกชั้นเพื่อให้คนเข้าออก กว่าจะถึงชั้น 6 ซึ่งเป็นที่หมายของอัล

ตึกผู้ป่วยชั้น 6 นั้นเงียบกว่าข้างล่างมากทีเดียว แต่เขายังเห็นทั้งหมอ พยาบาลและบุคคลอื่นๆเดินกันไปมาตามทางเดิน

แล้วอัลก็มาถึงห้องของโซเฟีย วันนี้มีช่อดอกไม้สามสี่ช่อวางอยู่หัวเตียง บานเกล็ดถูกเปิดเพื่อรับแสงในวันฟ้าใส

“ไง” เธอทักเมื่อเขาปิดประตู

โซเฟียยังดูสวยเหมือนเดิม ถึงตอนนี้เธอเป็นสาวหน้าสดผู้เพิ่งรอดตายมาหมาดๆ ผมสีน้ำตาลเข้มเกือบดำค่อนข้างเป็นระเบียบซึ่งเขาแน่ใจว่าเธอแอบลุกมาหวีผม ใบหน้าของเธอมีแผลเล็กๆสองสามแห่ง ดวงตาสีฟ้ายังน่ามองเช่นเดิม ผ้าพันแผลรอบหน้าผาก แล้วก็แขนทั้งสองข้างที่มีแผลเล็กๆเช่นกัน ต้นขาขวาของเธอโดนทิ่มด้วยเศษเหล็ก เขาจำได้ว่าตอนเธอได้สติเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้นเขาแทบจะเต้นรำด้วยความดีใจและการที่ได้ยกภูเขาออกจากอก โซเฟียเองก็เสียขวัญกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันแรกเธอไม่ตลกด้วยตอนที่เขาบอกว่าแผลจะทำให้เธอดูเซ็กซี่ แต่ความสุขอยู่ได้ไม่นานเมื่อดไวท์โทรมาบอกว่าพวกกู้ภัยเจอทอมมี่แล้ว ซึ่งที่สิ่งกู้มาได้นั้นคงจะพอทำพิธีฝังศพ บางครอบครัวไม่ได้แม้แต่เศษกระดูกของผู้ตายมาฝังด้วยซ้ำ

“ฉันเสียใจจริงๆ” เธอบอก “ทอมมี่เป็นเพื่อนคุณมานาน”

“ถ่ายทอดเชื้อบ้าให้ผมด้วย” อัลถอดเสื้อนอก ก่อนนั่งลงข้างเตียงแฟนสาว “ผมโอเคดี ทอมมี่เป็นเพื่อนผมมานาน สอนอะไรให้ผมเยอะแยะ ถ้าไม่มีเขาป่านนี้ผมอาจต้องไปนั่งเทียนเขียนข่าวซุบซิบดาราก็ได้”

“แน่ใจนะว่าคุณไม่เป็นอะไรจริงๆ”

“ก็….” อัลยอมจำนนกับสายตาเจ้าหล่อน “ยังช็อกนิดหน่อย – โอเค ไม่นิดหน่อย แต่พอรู้ว่าคุณแค่บาดเจ็บ ผมน่ะโล่งอกขึ้นเยอะ เกือบสติแตกตอนที่ผมได้ยินเรื่องครั้งแรก ผมใจหายเหมือนกันตอนที่รู้ว่าทอมมี่เป็นอะไร”

“คุณน่ะต้องพักบ้างนะ” โซเฟียยิ้ม แผลเล็กๆทำให้เธอสวยขึ้นอย่างประหลาด “ฉันยังอยู่ตรงนี้ถ้าคุณต้องการ”

อัลลุกขึ้นจุมพิตที่หน้าผากเธอเบาๆ ก่อนที่เธอขอให้เขาหยิบหนังสือการ์ตูนที่หัวเตียงมาให้ เธอกลายเป็นแฟนคลับของสไปเดอร์แมนหลังจากที่ในห้องมีเพียงหนังสือการ์ตูนให้อ่าน แอบเนิร์ดเหมือนกันแฮะ

“เพื่อนคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง” เขาแกะหมากฝรั่งรสมินท์โยนเข้าปาก

“ดูเหมือนจะมีแต่ฉันคนเดียวที่เจ็บตัวจนได้นอนโรงบาล” โซเฟียตอบโดยที่ไม่ละสายตาไปจากหนังสือการ์ตูน “พอดี กุสตาฟ—แฟนของเดนิสน่ะ เขาอยู่ตรงนั้นด้วยแล้วก็ห้ามเลือดเป็น ถ้าไม่ได้เขาฉันอาจแย่ก็ได้”

“เยี่ยม ว่างๆแนะนำให้ผมรู้จักหมอนั่นด้วย เผื่อว่างๆจะได้ชวนไปหาเบียร์ดื่มเป็นการขอบคุณซะหน่อย โดยเฉพาะตอนเรื่องพวกนี้มันสงบลง”

“ไม่ชวนเขาไปแทงสนุ๊กฯด้วยล่ะ”

“ไม่เอา” อัลส่ายหน้า “ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้น พ่อหนุ่มไวกิ้งได้ร้องให้กลับบ้านแหงๆ”

“โอเค” เธอตอบเสียงสูง

“อารมณ์ดีขึ้นเยอะนี่คุณ” เขาหยิบการ์ตูนมาอ่านบ้าง แบทแมน “ไม่ได้ห่วงเรื่องแผลเป็นแล้วเหรอ?”

“พอดีฉันถามหมอตอนที่คุณยังไม่เข้ามาน่ะ” โซเฟียลูบผ้าพันแผลที่หน้าผากเบาๆ “หมอบอกว่ามันจะหายไปเองได้โดยไม่ต้องรักษาอะไร ยกเว้นแผลที่ขาต้องใช้เวลาหน่อยถ้าจะให้ไม่มีแผลเป็นเลย ยกเว้นว่าจะใช้วิธีรักษาใหม่ ซึ่งราคามันก็…ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่”

“ผมก็เสียดายเหมือนกันถ้าขาสวยๆมันเกิดมีรอย--”

“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย” โซเฟียหันมาหาเขา

“อาชีพของคุณคือทำตัวสวยๆไม่ใช่เหรอ”

“อาชีพของฉันมันเป็นศิลปะ อัล” เธอตอบ “รูปร่างหน้าตามันก็ส่วนหนึ่ง เอาเป็นว่าไว้คุยกันใหม่ตอนที่ฉันดีขึ้นกว่านี้นิดหน่อยแล้วกัน”

“ครับผม” อัลหันไปอ่านการ์ตูนต่อ ซึ่งโรบินกำลังกระทืบพวกวายร้ายหน้าโง่ ก่อนจะโดนซัดด้วยไม้กอล์ฟโดยโจ๊กเกอร์ “ยังไงผมก็ชอบคุณอยู่ดี”

“ฉันลืมถาม เรื่องที่คุณไปสวิสฯน่ะ เป็นยังไงบ้าง”

เขาหยุดชะงักตอนที่แบทแมนร่อนลงมาถีบขาคู่ใส่เจ้าตัวตลกซะเต็มปาก

“ก็ได้เรื่องนิดหน่อย” อัลเพิ่งจะบอกว่าไม่เป็นไรอยู่เมื่อกี้ แต่ตอนนี้อัลชักไม่แน่ใจ “ผมไปสัมภาษณ์พยานคนหนึ่ง เธอบอกว่าเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเต็มสองตา ที่เราๆเห็นรายงานใน CNN หรือ BBC น่ะไม่ได้โม้เลย ตัดเนื้อหาบางส่วนออกด้วยซ้ำ ถ้าไม่งั้นโดนด่ากระจายว่านั่งเทียน”

“คุณเชื่อที่พยานคนนั้นพูดเหรอ?”

“จริงๆแล้ว ผมไม่อยากเชื่อเท่าไหร่” หมากฝรั่งเริ่มจืดแล้ว “แต่ก็ต้องเชื่อ กึ๋นผมบอกว่าเธอไม่ได้โกหก เราโกหกตัวเองไม่ได้นี่”

“สรุปว่าคนร้ายเป็นนักเล่นกลแบบในข่าวจริงๆเหรอ?” โซเฟียขยับตัวให้อยู่ในท่าสบายๆ “โลกทุกวันนี้มันน่ากลัวเนอะ”

“คงงั้นแหละ” เขานึกสงสัยว่าถ้าเรื่องมันยังไม่จบ ที่ไหนจะเป็นรายต่อไป

เขากลับไปอ่านแบทแมนต่อ แต่รู้สึกว่าโซเฟียกำลังมองเขาอยู่

“ถ้าเกิดคุณไม่สบายใจเกี่ยวกับอะไร พูดให้ฉันฟังก็ได้นะ”

ขอบใจ แต่ผมไม่อยากทำเสียบรรยากาศ มันเป็นงานผม ผมขอรับผิดชอบเอง

“ตอนนี้ยัง แต่ขอบใจมาก โซเฟีย” อัลเลื่อนหน้าหนังสือต่อไป “ไว้ผมเจออะไรสนุกๆกว่านี้ เดี๋ยวผมมาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน”

นี่อาจไม่ใช่ช่วงที่หนักหนาที่สุดในชีวิต แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา อัลพบว่าเขาเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับเรื่องแปลกๆ แล้วทั้งหมดเป็นเรื่องอัปมงคลหรือใกล้เคียง ตอนแรกเขาตามเรื่องคนถูกไฟสีฟ้าครอกซึ่งเขามาเจอจังๆกับตัวเอง ต่อมาเขารับงานเป็นข่าวสะเทือนขวัญและลงเอยที่อัลต้องมาปวดหัวกับคนที่สั่งให้คนอื่นยิงตัวเองตายได้ แล้วก็มาคราวนี้อีกที่ใกล้ๆบ้านเขานี่เอง เขาคำพูดของนิโคล ปาสคาลได้ เขาเองก็รู้สึกเสียใจแทนครอบครัวของทอมมี่หรือใครก็ตามที่เสียชีวิตในวันนั้น แต่ขณะเดียวกันเขาก็ดีใจสุดๆที่คนรักของเขาไม่เป็นอะไรที่ร้ายแรงถึงชีวิต

ในหนังสือก็มาถึงตอนที่วายร้ายเจ้าปัญหาโดนพระเอกอย่างแบทแมนหลอกซะเสียความมั่นใจ หมอนั่นตะโกนใส่หน้าแบทแมนที่กำลังยิ้มสะใจอยู่ว่า “บังเอิญเรอะ? เป็นไปไม่ได้!!!”

บังเอิญจริงๆ เขาก็กำลังคิดแบบนี้อยู่พอดี

เมื่อรู้สึกว่าแบทแมนกำลังเล่นกับหัวเขา อัลจึงเลิกอ่านก่อนวางมันกลับที่เดิม คายหมากฝรั่งจืดๆใส่กระดาษห่อ กะว่าจะเอามันไปทิ้ง

“เดี๋ยวผมขอตัวแปบนึงนะ” อัลลุกขึ้น ก่อนเดินออกไปข้างนอก มองหาตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติแล้วก็ถังขยะ เขาเดินอยู่ซักพักถึงเจอสิ่งที่ต้องการ เขากดซื้อโคล่ามาขวดหนึ่งแบบไม่ต้องคิด ก่อนจะกลับเข้ามาในห้อง โซเฟียไม่ได้อ่านการ์ตูนแล้ว

พักนี้เขารู้สึกว่าอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย อัลดื่มโคล่าเข้าไปอึกใหญ่จนรู้สึกแสบ แต่มันก็มาพร้อมความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา

“คุณแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร?” โซเฟียถามพลางเลิกคิ้ว

“ขอผมเถอะ ไม่ได้ดื่มน้ำอัดลมมาเป็นชาติแล้ว” อัลตอบ โซเฟียไม่พูดอะไรต่อแต่เธอพยักหน้า

รู้ทันตลอด….

“ถ้าพักนี้ผมทำอะไรให้คุณไม่สบายใจ ผมขอโทษนะ สารภาพว่าช่วงนี้ผมอารมณ์ขึ้นๆลงๆ” เขาถอนหายใจ วางมือที่ข้างเตียง “งานที่ผมทำบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแบ่งปันหรือชวนให้สบายใจเท่าไหร่ แต่เอาเป็นผมว่าถ้าผมเหนื่อยหรือท้อจนอยากให้มีคนมากอด อย่าปฏิเสธผมนะ”

“แล้วฉันเคยทำแบบนั้นเหรอ?” ดวงตาคู่สีฟ้าของโซเฟียจ้องเข้าไปในตาของอัล เขารู้สึกว่าเธอกำมือเขาไว้ “อย่าเพิ่งร้องนะ…”

อัลหัวเราะเบาๆ “ผมจะพยายาม”

“แย่จังที่หมอสั่งงดอาหารเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ของโรงพยาบาลจัดให้” เธอมองไปที่ขวดโคล่าที่เหลือครึ่งเดียว “ฉันว่าเราทั้งคู่ไมได้ดื่มน้ำอัดลมนานแล้วนะ”

“ของคุณนานกว่า” อัลเลิกคิ้ว “ลดน้ำหนักไง จำไม่ได้เหรอ”

“คุณก็….คราวหน้าก็อย่าเอามาดื่มใกล้ๆสิ”

อัลไม่สนใจ เขายกขวดโคล่าขึ้นมา ขยับปากเป็นคำว่า “ระเบียบวินัย” ซึ่งโซเฟียหันหน้าหนี

“โอเค โอเค ผมไม่ล้อคุณแล้ว” อัลยกมือเป็นเชิงขอโทษ แต่เขายังไม่จบ “ไว้ออกจากโรงบาลเมื่อไหร่ ผมจะซื้อมาใส่ตู้เย็นเยอะๆเลย อย่าแอบมาเปิดกินตอนดึกๆแล้วกัน”

“หุบปากไปเลย”

แต่ก่อนที่อัลจะทันได้พูดอะไรต่อ ก็มีเสียงเคาะประตู

“เดี๋ยวผมขอตัวนะ”

เมื่อเปิดประตู เขาก็พบว่ามีคนสี่คนยืนอยู่หน้าประตู คนแรกเป็นหมอหญิงวัยใกล้เคียงกับเขา คนต่อมาเป็นหนุ่มใหญ่สวมสูทสีดำแว่นดำท่าทางภูมิฐาน สองคนที่เหลือแต่งกายด้วยชุดตำรวจ คนหนึ่งศีรษะล้านส่วนอีกคนมีผมสีเข้มตัดสั้น ซึ่งเขาดูคุ้นหน้าตำรวจคนที่ศีรษะไม่ล้าน

“ห้องนี้แหละค่ะ” หมอพูดกับชายสวมสูท

“สวัสดีครับ” ตำรวจผมสั้นยื่นมือทักทาย “ผม เจ้าหน้าที่เนวิลล์ วินเทอร์ส คุณคงจำผมได้”

อัลเขย่ามือเขาตอบพลางพยายามนึกว่าเขาเคยเจอวินเทอร์สที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า แล้วเขาก็นึกออก ตอนนั้นวินเทอร์สกับอัลพยายามห้ามเลือดชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ก่อนที่ร่างของชายคนนั้นจะถูกไฟสีฟ้าเผาจนเหลือแค่เถ้า

“ครับ” เขามองไปยังคนอื่นๆที่มากับวินเทอร์ส “มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ คุณตำรวจ”

“ถ้างั้นคุณคือคนที่ช่วยจ่าวินเทอร์สปฐมพยาบาลชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่ง ใช่มั้ยครับ?” ตำรวจหัวล้านพูด อัลคิดว่านี่คงเป็นผู้บังคับบัญชา “ก่อนจะเกิดเหตุ---ไม่คาดคิดขึ้น”

อัลลังเลไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่าโกหกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

“ครับ ผมเอง”

“ก่อนอื่น ผมเสียใจที่ต้องรบกวนเวลาของคุณ” ตำรวจคนเดิมพูด “แต่เราคิดว่าคุณ ที่เคยพบกับเหตุการณ์ที่—แปลกประหลาด อาจมีข้อมูลที่พอจะช่วยเหลือเราได้ เพราะฉะนั้นผมขอรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณซักครู่ หวังว่าคุณจะสะดวกนะครับ”

นี่ไม่ใช่คำขอ อัลรู้ จ่าวินเทอร์สนั้นมองเขาด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย เห็นได้ชัดว่าทั้งเขาและนายตำรวจคนนี้อยู่ผิดที่ผิดเวลาทั้งคู่

“ได้ครับ” อัลตอบอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเหลือบไปมองด้านในห้อง โซเฟียมีท่าทางสงสัยปนห่วงใย “ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนี่ จริงมั้ย?”

“เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ตำรวจนครบาลที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณนะครับ คุณเทอร์เนอร์” ชายสวมสูทที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น อัลขนลุกเมื่อไอ้หมอนี่พูดชื่อเขาออกมา “หน่วยงานที่ใหญ่กว่านี้รับประกันว่าเราจะไม่ทำให้เวลาอันมีค่าของคุณต้องสูญเปล่า”

SIS เหรอ ? เขาคิดในใจ ซึ่งนั่นไม่ชวนให้สบายใจเอาซะเลย

ชายสวมสูทนั้นยิ้มที่มุมปากเหมือนอ่านใจเขาได้ ใบหน้าของอัลสะท้อนอยู่ในเลนส์แว่นอย่างไม่น่าดู

“ขอเวลาผมสักครู่ได้มั้ย” อัลจ้องกลับไปที่ดวงตาใต้แว่นดำถึงแม้จะมองเห็นแค่เงาสะท้อนของหน้าตัวเอง

“ครับ โปรดรักษาเวลาด้วย”

“ขอบคุณ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนปิดประตู

“ฉันเห็นตำรวจ” โซเฟียมีท่าทางสงสัย ซึ่งก็สมควรอยู่ “มีอะไรหรือเปล่า”

“คือ…อย่างงี้” เขาหยิบเสื้อนอกจากเก้าอี้มาสวม “ผมดันอยู่ผิดที่ผิดเวลา ไปเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็นเข้า แล้วก็มี…ตำรวจ…มาหาถึงที่ แล้วก็เรียกผมไป…คุยด้วย คงใช้เวลาไม่นานหรอก” อัลจงใจไม่กล่าวถึงผู้ชายชุดดำ ซึ่งจากประสบการณ์ของเขา พวกนี้เป็นสัญลักษณ์ของความซวยที่รุนแรงยิ่งกว่ากระจกแตกหรือแมวดำ 13 ตัว
“มันเกี่ยวกับงานที่คุณทำหรือเปล่า ฉันหมายถึง--”

“เปล๊า” อัลตอบเสียงสูง ก่อนหัวเราะในลำคอ “จริงๆ ไม่เกี่ยวเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรด้วยซ้ำ”

โซเฟียมองหน้าของอยู่พักหนึ่งอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ ก่อนที่เธอจะพยักหน้า

“ทำตัวดีๆล่ะ คุณยิ่งไม่ถูกโรคกับสถานีตำรวจ”

เยี่ยม ไว้จะเล่าให้ฟังตอนคุณหายดีนะ พอหันหลังให้แฟนสาว อัลพ่นลมออกจากปากเบาๆอย่างโล่งใจและพยายามทำตัวให้เป็นปกติก่อนเปิดประตู พวกนั้นยังยืนอยู่ท่าเดิมเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ตอนที่ประตูปิด
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 21 ต.ค. 2015, 23:35

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 11 [17/10/2

ลดน้ำหนักก็ดื่ม diet coke ได้นะแม่คุณ 5555+
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 06 พ.ย. 2015, 17:35

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 12 [6/11/2

มาต่อกันเลยครับ หวังว่าจะยังอยู่ด้วยกัน ขอโทษจริงๆถ้าผมทิ้งช่วงนานเกินไป :e5

----------------------------------------------------------------------------
Chapter XII
Bleed



สรุปแล้ว นายแว่นดำที่มารับตัวเขาไปนั้นชื่อว่า “ลินช์”

คนอื่นๆ ทั้งหมอ,จ่าวินเทอร์สกับหัวหน้าของเขาต่างแยกตัวไปอีกทาง ตำรวจทั้งสองอ้างว่ามีธุระที่ต้องสะสางเนื่องจากวินเทอร์สต้องพูดคุยกับอธิบดีกรมตำรวจเป็นการส่วนตัว ส่วนอัลต้องไปกับลินช์ ซึ่งอีกฝ่ายสัญญาว่าเรื่องทุกอย่างจะจบภายในวันนี้ แล้วจะไม่มารบกวนอัลหรือโซเฟียอีก

“ผมถามอะไรอย่างนึงได้มั้ย?” อัลถามขณะที่ทั้งคู่ลงลิพต์

“ว่ามาเลยครับ”

“เรื่องที่คุณเรียกผม…มันใช่เรื่องที่ผมกับจ่าวินเทอร์สเจอกับคนที่ไฟลุกขึ้นมาเองขึ้นเปล่า”

“เรื่องนั้นเหรอครับ” อัลคิดว่าเขาเห็นใบหน้าลินช์กระตุกเล็กน้อยแต่ทำเป็นไม่เห็น “จริงๆแล้วมันอธิบายยากทีเดียว เอาเป็นว่าหลังจากโศกนาฏกรรมเมื่อไม่นานนี้ เราเชื่อว่าทั้งสองเรื่องมันเชื่อมโยงกัน”

“ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า?”

“มันเป็นการคาดเดาล้วนๆ พูดตามตรงคือผมก็แปลกใจที่พวกผู้ใหญ่แบบนี้ แต่ผมเป็นแค่คนทำตามคำสั่ง” ลินช์พูด “แต่ความเกี่ยวข้องของคุณ…มันค่อนข้าง….บังเอิญ และนั่นเป็นเหตุผลหลักที่เราต้องการคุณ เพื่อที่อะไรๆมันจะได้…กระจ่างขึ้นมาหน่อยเพราะพักนี้หลายๆอย่างไม่ค่อยจะเหมือนกับที่เราคาดไว้”

“ก็ได้ แล้วคุณจะรู้ว่าผมน่ะแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น”

“เดี๋ยวเราจะได้รู้กัน” ประตูลิฟต์เปิดออกสู่ทางเดินชั้นใต้ดิน ลินช์ก้าวมาข้างหน้า “รถอยู่ทางนี้ ตามผมมา”

ลินช์นำเขาไปยังที่จอดรถชั้นใต้ดิน มีรถ BMW สีดำจอดรอเขาอยู่ อัลไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในรถเจอกระทั่งเขาเปิดประตูทางด้านซ้าย มีสามคนในรถ คนขับผมสีทองสั้นเกรียน ชายผิวสีนั่งข้างคนขับ แล้วก็คนนั่งอยู่เบาะทางขวาสุดผมสีน้ำตาลเรียบแปล้ ทุกคนสวมชุดสูทสีดำหมด

นี่เราสำคัญขนาดนี้เลยเหรอ?

“คุณก่อน เชิญเลยครับ” ลินช์ผายมือ อัลไม่มีทางเลือกนอกจากทำตาม แน่นอนว่าลินช์ตามเข้ามานั่งประกบเขา ก่อนรถจะออก

“จะพาผมไปไหน?”

“ที่ๆเราจะได้คุยกันสะดวกๆ”

……โอเค

รถคันนี้เสียงเบามาก เขาแทบจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์หรือรู้สึกว่ารถสั่นเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ภายในรถสว่างมากขึ้นเมื่อออกจากลานจอดรถ เขาสังเกตว่ารถบนถนนว่างลงพอสมควร

พักใหญ่ที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย เหล่าสุภาพบุรุษสายลับต่างจ้องมองไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้รับรู้ว่ามีผู้ชายหัวแดงตัวผอมที่กำลังสับสนอยู่ในรถด้วย อัลเหลือบมองคนแล้วคนเล่า ก็ไม่มีใครสนใจหรือพูดอะไรขึ้นมา มีแค่เสียงเพลงคลาสสิคที่เปิดคลอๆไว้

เขากระแอมเสียงดัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่มันอะไรวะ อัลถามตัวเอง ให้ตายเถอะ จิตวิทยาสายลับงั้นเหรอ?

ความคิดที่ว่ากำลังถูกทดสอบหรือเล่นเกมด้วยทำให้อัลไม่สบายใจมาก ลินช์ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเขาอีกเลยตั้งแต่ขึ้นรถมา ไอ้หมอนี่ลากเขามาจากโซเฟียเพื่อมานั่งตากแอร์รถแล้วก็เล่นเกมห้ามพูดก่อน ซึ่งอัลก็ไม่รู้ว่าพวกนี้ต้องการอะไร จะพาเขาไปที่ไหน แต่คิดดูอีกที นี่อาจเป็นพวกลิ่วล้อที่ส่งมาตัวเขา ไม่ได้รับคำสั่งให้พูดคุยด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้ แต่อัลจำไม่ได้ว่าเขาไปทำอะไรหรือตอนไหน เขาถึงได้กลายเป็นบุคคล VIP ของหน่วยสืบราชการลับของรัฐบาล ถ้าจะเป็นเรื่องไฟสีฟ้านั่นก็ไม่ต้องถึงกับส่งเจ้าหน้าที่ถึง 5 คนมาก็ได้

ที่แน่ๆ เขาไม่คิดว่าตัวเองถูกปองร้าย มันฟังดูบ้าเกินไป

เยี่ยมมาก อัล เขาคิด คราวนี้แกเอาตัวเองไปเจอกับอะไรอีกล่ะทีนี้

แต่เมื่อมองไปที่กระจกหลัง อัลมองเห็นตาของสายลับผิวสีที่คอยหันมามองเขาตลอด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรซึ่งนั่นทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าเดิม แต่ก็พยายามปิดปังเอาไว้ อัลคิดว่าเขาใจเย็นพอที่จะรับมือกับสงครามจิตวิทยาบ้าๆนี่ได้

เอาสิ ดูซิว่าใครจะหลุดก่อนกัน

ไม่กี่อึดใจ ลินช์ก็ยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ก่อนจะทำลายความเงียบในที่สุด

“ยอมรับว่าประสาทคุณแข็งมาก” เขาหันมา ทำให้อัลมองเห็นหน้าตัวเองในเลนส์แว่นอีกครั้ง “ขอโทษจริงๆที่ทำให้รอ”

“ไม่เป็นไรครับ” หวังว่าไอ้แว่นดำนี่จะรู้ว่าเขาประชด

“คุณรู้สึกยังไง?” ลินช์พูดด้วยรอยยิ้มน่าเกลียด “ภูมิใจในตัวเอง? ตื่นเต้น? หรือว่ากำลังต้องการความท้าทายใหม่ๆ”

“ขอโทษครับ” พูดบ้าอะไรของแก? “ผมไม่เข้าใจ คุณกำลังพูดถึงอะไร?”

“ผมนึกว่าพวกเรา…” ลินช์บุ้ยใบ้ไปทางพรรคพวกสายลับคนอื่นๆ “กับพวกของคุณน่ะ…..รู้ใต๋กันหมดไส้หมดพุงแล้วซะอีก ไม่มีเหตุผลที่ต้องเล่นละครกันแล้ว”

“คุณว่าไงนะ?” อัลขมวดคิ้ว

ลินช์ถอนหายใจเป็นเชิงประชด “ไม่เอาน่า ไม่รู้จริงๆเหรอว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่?”

“โอเค ฟังนะ” อัลเริ่มจะไม่ตลกด้วย “มีระเบิดกลางเมือง คนตายเป็นเบือซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนสนิทผมเอง แฟนผม—คนที่ผมกำลังเฝ้าอยู่ เธอบาดเจ็บ ซึ่งจริงๆด้วยผมควรจะอยู่กับเธอ แต่ผมไม่ เพราะอะไรรู้มั้ย? คุณเรียกผมมานี่แล้วก็ไม่ได้บอกอะไรอีก ช่วยบอกผมทีซิว่าผมกำลังทำอะไรอยู่?”

รอยยิ้มของลินช์ดูบิดเบี้ยวและน่าเกลียดกว่าเดิม “คุณนี่เก่งนะ”

“ขอบใจ” อัลประชดเป็นรอบที่สอง เขาเริ่มไม่สนแล้วว่าไอ้หมอนี่จะเป็นใคร “คราวนี้คุณจะบอกผมได้หรือยังว่าต้องการอะไรจากผม”

“ก็ได้” รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าโง่ๆของลินช์ “….ก็ได้”

สายลับล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากเสื้อ เป็นตลับแบนๆสีขาวเงินอันหนึ่ง เมื่อเขาเปิดตลับออก เผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนเลนส์กลมๆเป็นมัน เครื่องฉายภาพแบบมือนี่เอง อัลรู้แค่ว่ามีใช้แค่ในกองทัพเท่านั้น

“เริ่มจากคำถามง่ายๆก็แล้วกัน” ลินช์พูด ก่อนกดฉาย ซึ่งภาพสีปรากฏเป็นภาพสามมิติสีฟ้าแสดงรายละเอียดตั้งแต่ส่วนอกขึ้นไปของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาประมวลผลไม่นานจึงแสดงภาพที่สมบูรณ์ออกมา

“คุณจำชายคนนี้ได้มั้ย?”

อัลหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะที่มองดูโฮโลแกรมพลางทวนความจำ มันเป็นภาพของชายคนหนึ่ง จากริ้วรอยแล้วจะน่าอยู่ในช่วงวัยกลางคน รูปร่างค่อนข้างท้วม ใบหน้าเกลี้ยงไร้หนวดเครา ทรงผมค่อนข้างภูมิฐาน อัลรู้สึกคุ้นหน้าชายคนนี้ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน เขามองอยู่นานจนกระทั่งความทรงจำแล่นเข้ามาในหัว

อัลเคยเจอผู้ชายคนนี้ ในสภาพเลือดท่วมตัวและกำลังจะตาย ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นลูกไฟสีฟ้าขนาดใหญ่

“ใช่” อัลตอบ “แน่นอนว่าผมจำได้ เพราะนี่ไม่ใช่เหรอ พวกคุณถึงตามตัวผม”

“เยี่ยมเลย พูดอีกก็ถูกอีก” ลินช์ปิดตลับโฮโลแกรม “อย่างน้อยความจำคุณก็ยังทำงานได้ปกติ ผู้ชายคนนี้เป็น...คนของเรา ซึ่งเราเรียกเขาว่า "ไซเฟอร์" ก่อนตายเขาบอกอะไรคุณมั้ย?”

“ไม่….เขาไม่ได้พูดอะไรกับผม คราวนี้จะบอกผมได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น?”

“ไม่เหรอ?…ค่อยโล่งใจหน่อย” ลินช์พูดขึ้นหลังจ้องหน้าของอยู่นาน “เห็นได้ชัดว่ามีใครพยายามตัดกำลังพวกเรา แล้วเราก็กำลังหาตัวว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง ใครที่กล้าเล่นงานคนของเรา ซึ่งเพราะคุณแท้ๆ งานนี้เลยง่ายกว่าที่คิด”

“ผมต้องรู้สึกเป็นเกียรติมั้ย?”

คราวนี้ทั้งรถหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ชวนให้รู้สึกตลกหรือมีอารมณ์ร่วม ไม่มีความขบขันอยู่ในน้ำเสียงของพวกนี้เลย

“คุณนี่ตลกได้ไม่เลิกนะ ผมยกให้เลย” รอยยิ้มน่าเกลียดของลินช์กลับมาอีก ซึ่งดูเย็นชาขึ้นกว่าเดิมภายใต้แว่นดำนั่น “เดาว่าคุณยังตื่นเต้นกับชัยชนะครั้งล่าสุดอยู่สินะ”

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร” อัลตอบเสียงเรียบๆ จ้องเข้าไปในดวงตาหลังแว่นดำอย่างไม่ยอมจำนน เขาเล่นมาพอแล้ว คราวนี้ทั้งคนขับทั้งคนนั่งข้างมองกระจกหลัง สายตาของพวกนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เป็นมิตร แต่ลินช์ยังคงยิ้มอยู่

“ผมจะบอกอะไรให้นะ” ลินช์พูดเสียงเย็น “ไม่มีใครแหยมกับผมแล้วมาตีหน้าเซ่อได้หรอก”

ให้ตายเถอะเว้ย “งั้นก็บอกมาซิว่านี่มันเรื่องบ้าอะไร ให้ตายสิ”

พูดได้แค่นั้น อัลก็หายใจไม่ออกและถูกกดลงไปด้านหลัง มือของใครซักคนที่แข็งเหมือนโลหะกำรอบคอเขาไว้ ตาทั้งสองข้างเบิกโพลงด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าจะโดนเล่นไม้นี้ เขาดิ้นสุดแรงและเตะเท้าอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ดูเหมือนลินช์จะไม่สนใจ

“เป็นไรไป ไม่เก่งแล้วเหรอ” ตอนนี้สายตาเขาเริ่มพร่ามัวแล้ว ฝอยน้ำลายกระเด็นออกมาจากการดิ้นรนและพยายามด่าไอ้ลูกหมาตรงหน้าด้วยคำที่เจ็บที่สุดเท่าที่จะนึกได้ “แน่มากนะ ที่เดินลอยชายตัวเปล่าๆ เข้ามาหาพวกเรา มั่นใจมากหรือไงว่าพอแกเก็บไซเฟอร์ได้แล้วจะจัดการฉันได้ ไอ้มนุษย์หน้าโง่”

ใครวะ? คำพูดของอัลจุกอยู่ในลำคอ ตอนนี้เขาเริ่มหมดแรงแล้ว ตอนนี้ลินช์กลายเป็นแค่เงามืดๆ คำพูดเยาะเย้ยเหมือนลอยมาจากก้นหลุมลึก

โซเฟีย ผม….ผมขอโทษ……

ก่อนเขาจะสั่งลาจบ อากาศก็เทเข้ามาในปอดอีกครั้งพร้อมกับความเจ็บปวดที่คอลดลง อัลหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายแต่มือที่บีบคอเขาไว้แค่คลายลงเท่าให้ สายตาหรือการได้ยินเขาเริ่มกลับมาที่ละน้อย

“ถ้าคิดว่าเราจะบีบคอแกให้ตายไปเฉยๆน่ะ คิดใหม่ได้เลย” ใบหน้าลินช์บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “แกทำไว้แสบมากนะ ไอ้ตัวยุ่ง เล่นเอาพวกเราหัวปั่นไปทั้งสัปดาห์”

“ฉันไปทำอะไรตอนไหนวะ” เขาพยายามแกะมือที่กำรอบคอ แต่สายลับอีกคนที่อยู่ทางขวาไม่ปล่อยเขาง่ายๆ จริงๆแล้ว อัลไม่คิดว่าไอ้พวกนี้เป็นคนของรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว “พวกแกเป็นใคร?”

“อย่ามาทำไก๋!!” ลินช์ตะคอก อัลคิดว่าตัวเองคงตาฝาดเพราะมีประกายสีแดงๆปรากฏหลังแว่นดำ “เลิกกวนตีนแล้วบอกมาใครส่งแกมา”

ไอ้หอกเอ๊ย พูดไม่เรื่องหรือไงวะ เขาคิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเห็นได้ชัดว่าพวกนี้มันบ้า ยังไม่นับที่หนึ่งในนั้นกำคอเขาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน แล้วอัลต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขาโดนบีบคอเข้าอีกที เท้าของเขาถีบเบาะหน้ารัวๆ ขณะที่มือทั้งสองพยายามคว้าใบหน้าของไอ้สารเลวที่กำลังจะฆ่าเขา

“จะบอกอะไรให้นะ” เสียงของลินช์ล่องลอยมา “ที่แกทำไปมันก็แค่ซื้อเวลาเท่านั้นแหละ ดูที่เกิดขึ้นกับเมืองนี้สิ แล้วมันจะเกิดขึ้นกับทั้งโลกนี้ พอถึงตอนนั้น ต่อให้มีพวกแกกี่คนก็หยุดเราไม่ได้หรอก ดีใจไว้ซะที่แกช่วยยืดเวลาของเพื่อนมนุษย์ชั้นต่ำไว้ แต่จำใส่สมองของแกไว้เลย นี่มันแค่งานตัดริบบิ้นเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่โชว์ของจริงมาเมื่อไหร่….จะไม่มีหน้าไหนช่วยแกได้ ทุกอย่างที่แกเห็น….ทุกอย่างที่แกรู้จัก….มันจะตกไปอยู่กับคนที่คู่ควรกับมัน แล้วที่แกจะทำได้ก็แค่ขอความเมตตาเท่านั้น”

เขาไม่รู้เรื่องซักนิดว่าไอ้เวรนี่กำลังพล่ามเรื่องอะไร การถูกบีบคอไม่ได้ช่วยให้สมองเขาทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นเลย อัลเริ่มสำลัก มือไม้อ่อนลงอีกครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะแย่ลง มือที่รอบคอก็ปล่อยออก แต่อัลหมดแรงเกินกว่าจะทำอะไรนอกจากหายใจเอาอากาศแล้วก็นวดคอ

“ฉันไม่รู้นะว่าแกทำยังไงถึงจัดการไซเฟอร์ได้หรือมันปากโป้งบอกอะไรแกไปบ้าง แต่ไม่สำคัญแล้วตอนนี้” ลินช์ยังพล่ามไม่เลิก “แล้วก็ดูสภาพแกสิ…”

“…กูเป็นแค่นักข่าวเว้ย ไอ้ลูกกระหรี่..” อัลสำลัก “กู—ไม่รู้จักไซฟงไซเฟอร์อะไรทั้งนั้--”

เขาทันได้เห็นแค่ตอนที่กำปั้นของลินช์เข้ามาใกล้ๆหน้าของเขาเท่านั้น หน้าของอัลสะบัดเหมือนถูกฟาด ความเจ็บปวดแผ่จากกลางใบหน้าออกไปตามร่างกาย ความรู้สึกเหมือนของเหลวไหลออกมาจากจมูกมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด ก่อนที่อีกหมัดจะอัดเข้ามาครั้งซึ่งคราวนี้ปากของเขาได้รสเลือดเต็มๆ

ไอ้ลูกหมา…..แม่งเอ๊ย….เจ็บชิบหาย….

“ยังตอแหลไม่เลิก....ไหนดูซิว่ามึงจะแน่แค่ไหน” อัลได้ยินลินช์พูดขณะที่หน้าเขายังเต้นตุบๆด้วยความเจ็บปวด สายตาของเขายังพอมองเห็นภาพตรงหน้า กำปั้นของลินช์มีเลือดของเขาเปื้อนอยู่ ไอ้สารเลวมองหน้าเขาสลับกับเลือดบนมืออย่างป่าเถื่อน ก่อนที่มันจะเลียเอาเลือดของอัลจากมือตัวเอง

ไอ้ตัวน่ารังเกียจ….

ลินช์หลับตาอยู่ซักพัก อัลสาบานว่าเขาตาไม่ได้ฝาดเมื่อเห็นเส้นเลือดปูนโปนที่ลำคอและขยับของไอ้ตัวกินเลือด มันดูผิดธรรมชาติแถมเป็นสีม่วงหน้าเกลียด แต่พอมันลืมตาขึ้นมา เส้นเลือดก็หายไป แทนที่ด้วยสีหน้าตกตะลึง

“ไม่ใช่!” ลินช์หันไปพูดกับพรรคพวก “ไอ้มนุษย์นี่ไม่ได้จัดการไซเฟอร์ มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเป็นใคร แต่ทำไมร่องรอยสุดท้ายของไซเฟอร์ชี้มาที่มัน”

“เราโดนหลอกเหรอ?” จู่ๆไอ้คนขับก็โพล่งขึ้นมา “ถ้างั้นผีมือใคร? ”

ก็เออสิ ไอ้หน้าโง่เอ๊ย กูไม่รู้เรื่อง

“ไม่….ไม่ใช่แน่ๆ” ลินช์มองออกไปนอกกระจกอย่างกระวนกระวาน “นี่ไม่น่าจะใช่กับดัก ไม่งั้นไอ้สารเลวอับราฮัมกับพวกของมันคงโผล่มาแล้ว เลือดของไอ้มนุษย์นี่ก็ไม่ได้บอกว่ามันร่วมมือกัน”

“มันอาจแค่ต้องการให้เราแสดงตัวออกมา” ไอ้คนที่ล็อกตัวเขาไว้พูดบ้าง “หรือว่าจะเป็นพวก…”

“อย่ามาเพ้อเจ้อ!” ลินช์ตะคอก ถึงจะใส่แว่นดำแต่อัลคิดว่าหมอเหลือบมองเพดานรถ ก่อนจะหันกลับมาหาอัล

อัลกลัวหรือเปล่า?….ใช่ เขากลัวว่าต้องมาตายเพราะเรื่องงี่เง่าที่เขาไม่เข้าใจ กลัวว่าเขาจะไม่ได้เห็นพ่อกับแม่หรือแม้กระทั่งโซเฟียอีก แต่ตอนนี้เขาก็โมโหเช่นกัน

“…ไป..ตาย..ซะ..ไอ้…” อัลพูดอย่างยากลำบากเพราะเลือดแล้วก็ปากที่ยังเจ็บอยู่ แต่ทุกคำพูดนั้นมาจากใจล้วนๆ แถมยังถุยเลือดใส่หน้าของไอ้สารเลวตรงหน้าเพื่อแสดงความจริงใจ

ลินช์ถอดแว่นออก ตาของไอ้หมอนี่เป็นสีน้ำตาลไหม้ “มึงว่าอะไรนะ ?”

“กูบอกว่า…ไป…ตาย..ห่า..” เขาพูดได้แค่นั้น ก็มีแสงสว่างมาจากหน้ารถ เหมือนมีใครสาดแสงเข้ามา แสงสีขาวนั่นกลืนทุกอย่างในสายตาของอัล ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นสีดำ ตามด้วยเสียงกระแทกดังสนั่นและเสียงกระจกแตก ร่างของอัลถูกเขย่าไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ หูแทบพังจากเสียงโลหะครูดพื้น

แต่เขากลับยังมีสติแล้วก็เห็นกระจกที่แตกออกและพื้นถนนเบื้องหน้า อัลไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่าพวกเลวนั่นจะเป็นยังไง เขาคลานออกมาเท่าที่แขนทั้งสองข้างจะเร็วได้ เมื่อรู้สึกว่าเขาพ้นออกมาจากซากรถแล้วจึงพยายามลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่ขาซ้ายนั้นคาดไม่ถึงจนต้องร้องลั่นและกลับลงไปฟุบกับพื้นอีกครั้ง อัลหอบหายใจอย่างทรมานขณะที่ความเจ็บปวดจากขาซ้ายแล่นตรงเข้าสมอง สายตาถึงกับพร่ามัวไปชั่วขณะ

เยี่ยม ขากูดันมาหักอีก เขาคิดอย่างขมขื่น ความรู้สึกเปียกๆที่หน้านั้นคงมาจากทั้งเลือดทั้งเหงื่อ หัวเขาคงแตกแน่ๆ เมื่อถ่มเลือดออกจากปากก็เห็นฟันซี่หนึ่งออกมาด้วย เมื่อพยายามควักเอาโทรศัพท์ออกมาก็พบว่ามันพังไปเรียบร้อย อัลข่มความเจ็บปวดเต็มที่ก่อนลากตัวเองออกห่างจากรถ พยายามมองรอบๆเพื่อดูว่าเขาอยู่ที่ไหน

ถึงสายตาจะพร่ามัวแต่อัลคิดว่าเขาอยู่ในที่ๆเปลี่ยว ไม่มีคน ใกล้ๆมีป้ายที่โดนพ่นสีทับจนอ่านไม่ออก ห่างออกไปอีกมีรถสนิมกินจอดเรียงนับไม่ถ้วน ท้องฟ้าตอนนี้เป็นสีเทาๆทั้งที่ตอนเช้ายังฟ้าเปิด

ไม่รู้ว่าเขามาที่สุสานรถนี่ได้ยังไง แต่อัลไม่สนใจ เขากำลังมองรอบๆเพื่อหาคนช่วย แล้วเขาก็เห็น

ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าเข้าพอดี แต่ก่อนหน้านี้อัลไม่คิดว่ามีใครอยู่ตรงนั้น เขามองไม่เห็นหน้าเธอ แต่เขามองเห็นรูปร่างที่น่าจะเป็นผู้หญิงสวมเสื้อโค้ทสีนำตาล เมื่อเธอเดินมาใกล้ๆเขาเห็นเธอใส่รองเท้าหนังด้วย เธอดูไม่แปลกใจที่เห็นคนแปลกหน้าในสภาพยับเยินกับรถหรูที่กลายเป็นเศษเหล็ก แต่นี่ไม่ใช่เวลามาสงสัย

“เรียก…ตำรวจ…” เขาพูดอย่างลำบาก “ช่วย…ผม..”

แล้วอัลก็ได้ยินเสียงโลหะกระแทกพื้น เขาพลิกตัวกลับไปมองอย่างยากลำบาก

มึงต้องล้อกูเล่นแน่ๆ

ลินช์ยืนห่างจากเขาไปไม่กี่หลาโดยด้านหลังเป็นซากรถที่นั่งมากำลังมีไฟลุก ไม่มีรอยขีดข่วนอะไรเลยนอกจากสูทเปื้อนๆกับมือและหน้าที่ยังมีเลือดเขาติดอยู่ ผมสีเข้มที่เคยเป็นทรงโง่ๆตอนนี้หลุดมาปรกหน้าผาก สองตาลุกโชน….ลุกโชนจริงๆ เหมือนไฟสีส้มๆที่เอาไว้แต่งต้นคริสต์มาส

ไอ้หอกนี่มันเป็นตัวอะไรวะ

จู่ๆ คำพูดของลินช์ก็แว็บเข้ามาในหัวเขา ไอ้มนุษย์หน้าโง่

“วิ่ง…” อัลพยายามบอกผู้หญิงคนนั้น แต่ตอนนั้นเองที่ลินช์ดูเหมือนจะเห็นว่าไม่ได้มีแค่อัลที่อยู่ตรงนั้น ความโกรธที่แสดงออกความเป็นความตกใจ ตามด้วยความกลัว พริบตาหนึ่งอัลคิดว่าลินช์กำลังจะก้าวถอยหลัง

“พอได้แล้ว”

อัลได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดก่อนที่จะมีเสียงชวนสยดสยอง ศีรษะของลินช์สะบัดไปด้านหนึ่งอย่างเร็วและแรงจนดัง “กร๊อบ!” แล้วร่างของเขาจะล้มลงเมื่อหุ่นชักถูกตัดเชือก อัลคิดว่าเขาเห็นควันจางๆออกมาจากตาและปากของลินช์ตอนที่กระดูกคอเขาหักสะบั้น

ตอนนั้นเองร่างกายเขาเริ่มไม่ไหวแล้ว อัลล้มลงนอนแผ่กับพื้นแข็งๆ ใบหน้าอันเลือนรางของหญิงสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ความมืดจะปกคลุม

แต่แล้วอัลก็รู้สึกแสบตาเหมือนมีใครเอาไฟฉายมาส่องหน้าตอนที่กำลังนอน ตามด้วยความรู้สึกหมดแรงและปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อยซึ่งอย่างหลังทำให้อัลมั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่

อะไรวะ? เขาถามตัวเองขณะที่พยายามลุกขึ้น มือข้างที่ยันตัวขึ้นสัมผัสกับสิ่งที่คล้ายกับผ้านุ่มๆ เมื่อลืมตาขึ้นอัลก็รู้สึกว่าคุ้นกับที่นี่เหลือเกิน

เขาอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดซึ่งใหญ่พอสำหรับสองคน พื้นเป็นลายหินอ่อนสีเทาเข้มตัดกับเพดานสีขาวครีม ถัดจากปลายเตียงมีโทรทัศน์จอเว้ารุ่นเดียวกับที่เขาซื้อมาไว้ที่อพาร์ทเมนท์ ม่านแง้มรับแสงพอให้ห้องสว่าง โต๊ะเครื่องแป้งที่การจัดวางดูเหมือนของโซเฟียมาก แล้วก็หลอดไฟรูปวงรีเหมือนกับที่โซเฟียเป็นคนเลือกมาใส่อพาร์ทเมนท์ พอหันไปหัวเตียงก็เห็นกรอบรูปเล็กๆ ในนั้นมีรูปอัลกับโซเฟียซึ่งมีเมืองโตเกียวยามราตรีเป็นฉากหลัง ในรูปนั้นอัลชูสองนิ้วไว้หลังศีรษะของแฟนสาว ซึ่งเขาชอบทำบ่อยๆตอนถ่ายรูปคู่

ไม่ใช่แค่คุ้น นี่มันห้องนอนของเขาเองต่างหาก แต่เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

เมื่อลุกขึ้นจากเตียงได้เขาถึงรู้ว่าเสื้อผ้าที่สวมมีแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว อัลจำได้เขายับเยินแค่ไหนจึงเดินตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อส่องกระจกดูความเสียหาย

“เฮ่ย…” เขาจับหน้าตัวเองเหมือนไม่อยากเชื่อหลังเห็นสภาพตัวเองในกระจก ก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่าตัวเองจมูกหัก ฟันหักอย่างน้อยหนึ่งซี่ หัวแตกอย่างน้อยหนึ่งแผลหรือถึงขั้นหน้าแหก แต่เงาสะท้อนที่เขาเห็นนั้นครับเป็นใบหน้าที่ไม่มีแม้แต่รอยเท่าแมวข่วน ฟันก็อยู่ครบ จริงอยู่ที่ตอนนี้หน้าเขาซีดเหมือนคนอดนอนแล้วก็ขอบตาค่อนข้างคล้ำ แต่ก็แค่นั้น…..ไม่มีร่องรอยไหนเลยที่จะบอกได้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง

เดี๋ยวนะ… อัลก้มลงมองขาเมื่อนึกได้ว่าตัวเองเพิ่งเดินมา เหมือนเดิม….ไม่มีร่องรอยว่ากระดูกขาซ้ายของเขาเป็นอะไรไป ไม่มีแผล ไม่มีเฝือกหรือผ้าพันอะไรทั้งสิ้น มีแค่ขนหน้าแข้ง แน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้กระทั่งตอนเขายกขาขึ้นเพื่อความแน่ใจ

อัลล้างหน้าหลายรอบจนหนังหน้าแทบหลุดออกมากับฝ่ามือ เขายืนค้ำอ่างล้างหน้าอยู่นานเท่าไหร่นั้นก็ไม่ทราบขณะคำถามระเบิดขึ้นในหัวเขาเหมือนพลุในคืนส่งท้ายปี เกิดอะไรขึ้นหลังเขาหมดสติ? ลินช์…ไอ้ลูกลูกหมาชาติชั่วนั่นมันเป็นตัวอะไรและต้องการอะไรจากเขา? ไซเฟอร์คือใครหรือมีความพิเศษยังไง? และที่สำคัญ ผู้หญิงในเสื้อโค้ทที่เขาเห็นนั้นเป็นใคร?…เธอมาจากไหน?

เพื่อให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ครบสามสิบสอง อัลสำรวจทั้งมือ,ใบหน้า,ท่อนแขน,หน้าอก,ท้อง….ทุกส่วนเท่าที่เขาจะดูได้ แต่แล้วผิวหนังตรงบริเวณหลังก็เย็นขึ้นมากะทันหันจนอัลต้องอุทานออกมาด้วยความรู้สึกเหมือนถูกจี้ด้วยแท่งน้ำแข็ง

อัลหันหลังให้กระจกเพื่อจะได้เห็นชัดๆ อัลจำได้ว่าตัวเองไม่เคยสักลายและไม่มีรอยอะไรบนหลังเขามาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับเห็นสิ่งที่ดูคล้ายกับรอยสักสีดำรูปดาวห้าแฉกในวงกลมอยู่ที่บริเวณด้านล่างท้ายทอยของเขา ขนาดน่าจะใหญ่กว่าเหรียญสองปอนด์เล็กน้อย เขามองมันอยู่นานเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แล้วก็เห็นว่าที่เขาเห็นเป็นวงกลมนั่นดูเหมือนเป็นอักขระแปลกๆขนาดจิ๋วที่รวมกันเป็นวงกลมต่างหาก มันคงจะสวยดีถ้ามันอยู่บนแผ่นกระดาษหรือผิวหนังคนอื่น อักขระพวกนั้นดูค่อนข้างประณีตที่เดียว

อะไรวะน่ะ…. เขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ

อัลต้องหาอะไรดื่มซักหน่อย ถ้าเป็นของแรงๆหน่อยจะดีมาก

เขาเดินออกไปจากห้องน้ำ มือยังลูบตรงที่เป็นรอยสักเมื่อกับว่าหนังตรงนั้นจะหลุดออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ ในตู้เย็นนั้นมีแค่น้ำผลไม้,โยเกิร์ต,นมแล้วก็น้ำอัดลมกระป๋องอีกเล็กน้อยซึ่งอัลลืมไปแล้วว่าซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาค้นตู้เย็นจนรู้สึกหนาวเพราะสวมแค่กางเกงตัวเดียว ในที่สุดเขาก็จนสิ่งที่มองหาก่อนจะปิดตู้เย็น

เสียงกระป๋องเบียร์เปิดนั้นเหมือนจะทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาบ้าง แต่จังหวะที่อัลกำลังยกเบียร์ขึ้นจรดปาก เขาก็ดันเหลือบไปเห็นแสงแดงๆจากโทรศัพท์อัตโนมัติที่วางอยู่อีกมุม

“คุณมีข้อความหนึ่งข้อความ” เขาเห็นเลขหนึ่งสีแดงอยู่บนหน้าจอแสดง เขาจึงกดฟังข้อความพลางยกเบียร์ดื่มอึกแรก

“อัล” โซเฟียนั่นเอง “นี่ฉันเองนะ ฉันพยายามโทรหาคุณแต่ว่าติดต่อคุณไม่ได้เลยตั้งแต่คุณออกจากโรงพยาบาลไป….คุณเป็นอะไรหรือเปล่า? ถ้าเกิดคุณกลับถึงบ้านแล้วได้ยินข้อความนี้ก็ให้โทรกลับด้วย….ฉัน…”

ไม่ต้องคิดซ้ำสอง อัลวางกระป๋องเบียร์ลงก่อนยกหูโทรศัพท์ขึ้นก่อนกดเบอร์ลงไป ไม่นานเธอก็รับสาย

“โซเฟีย” เขากระแอมเมื่อได้ยินว่าตัวเองเสียงแหบแค่ไหน “นี่ผมเองนะ”

“อัล? ขอบคุณพระเจ้า…คุณหายไปไหนมา” เสียงของเธอเหมือนเสียงสวรรค์ อัลยิ้มอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าเมื่อเขาได้ยินโซเฟียตอบกลับ

“พอดี…ผม….ผม…” เขาลูบผิวตรงรอยสัก “ผม…พวกนั้นเขาไม่ให้ผมติดต่อใครน่ะ แล้วก็…..โทรศัพท์ผมหาย…ขอโทษจริงๆ ผมน่าจะรีบติดต่อคุณหลังเรื่องจบ”

“ฉันเป็นห่วงแทบแย่” เขาได้ยินเธอถอนหายใจ “คุณรู้มั้ยว่าตั้งสองวันที่คุณหายไปเฉยๆ ฉันโทรหาดไวท์ เพื่อนคุณที่ออฟฟิศก็บอกว่าไม่เห็นคุณเข้ามาทำงาน ใครก็ติดต่อคุณไม่ได้ แล้วคุณทำยังไงให้โทรศัพท์หายล่ะ?”

ว่าไงนะ สองวัน?

“ผมหายไปสองวันเหรอ?” เขาถามอย่างไม่เชื่อ กำหูโทรศัพท์แน่นจนรู้สึกลื่นๆจากเหงื่อที่ฝ่ามือ

“ใช่…..ทำไมเหรอ?”

“เปล่า…”

“อัล?”

“คือ--พวกนั้นสอบผมซะเข้มเลย ตอนนี้ผมต้องการพักผ่อน….มากด้วย” อัลพยายามไม่นึกถึงเรื่องบนรถหรือตอนที่ลินช์ตาลุกวาวเป็นสัตว์ประหลาด “ไว้พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปหาคุณนะ เตรียมที่วางให้ดอกไม้ช่อโตๆเลย---ผมขอโทษนะที่คุยนานกว่านี้ไม่ได้….ผมเหนื่อย…จริงๆ”

“…..ถ้างั้นช่วงนี้คุณดูแลตัวเองด้วยนะ” โซเฟียพูด “ฉันรักคุณ”

“ผมก็รักคุณ”

แล้วเธอก็วางสายไป อัลจึงลากตัวเองไปทีโซฟารับแขกตัวที่สบายที่สุด พยายามทำให้ตัวเองหายหมดแรง เพราะเขามีคำถามที่ต้องไปหาคำตอบ……หลายคำถามซะด้วย
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 16 พ.ย. 2015, 23:58

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 12 [6/11/20

“…กูเป็นแค่นักข่าวเว้ย ไอ้ลูกกระหรี่..”
ลั่นเลย

สมน้ำหน้าไอ้ลินช์ กวนตีนฉิบหาย ตายซะก็ดี
ปริศนามากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวละครลึกลับก็เพิ่มมา

รอติดตามต่อ ๆ :e3
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 24 พ.ย. 2015, 00:38

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 13 [24/11/2

Chapter XIII
Trauma



ทรอยเลือกเวลาฟื้นได้ดีทีเดียว

เขาไม่เคยฟื้นจากการหมดสติมาก่อน แต่มันให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับฟื้นจากการตื่นนอน ยกเว้นว่ามันไม่มีความรู้สึกง่วงเหลืออยู่ แล้วก็เวียนหัวหน่อยๆ เขาค่อยๆยันตัวขึ้นมาลุกนั่งพลางกระพริบตาเพื่อให้เขาเห็นอะไรๆชัดขึ้น
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ผิดแน่ และตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียวแถมยังค่อนข้างจิตตกเพราะเรื่องที่เพิ่งเจอมา ทรอยค่อยๆขยับร่างกายก่อนจะยิ้มออกมาทีละน้อยเมื่อเขาขยับตัวได้ปกติ พอเอามือแทบหน้าอกก็รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นอยู่ภายใน มันเต้นแรงทีเดียวซึ่งน่าจะเป็นเพราะฝันน่ากลัวนั่น

ทรอยสวมชุดคนป่วยสีเทาอ่อนขณะที่ส่วนอื่นๆของห้อง ทั้งผนัง,เฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งยิบย่อยนั้นเป็นสีขาวดูสะอาดตา ผนังด้านขวาเป็นผนังกระจกมีม่านถูกเปิดออกให้รับแสงอาทิตย์ เสียงปิ๊บๆของอุปกรณ์โรงพยาบาลนั้นดังมาจากด้านที่ควรจะเป็นหัวเตียง เมื่อหันกลับไปก็เห็นหัวเตียงที่เป็นหน้าจอแสดงสถานะคนไข้แบบ Build-In เท่าที่ดูๆ ร่างกายเขาคงปกติดี เสียงปิ๊บๆนั้นค่อนข้างสม่ำเสมอและเป็นสีเขียวซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณดี นั่นช่วยได้เยอะทีเดียว

โต๊ะตัวเล็กข้างๆเตียงนั้นมีช่อดอกไม้สองช่อกับกระเช้าเล็กอีกหนึ่งอันซึ่งดอกไม้ทุกดอกยังสดอยู่ แต่ทรอยสนใจว่าใครส่งมามากกว่า ช่อแรกที่เขาหยิบมานั้นมีโน้ตเล็กๆ ตอนแรกทรอยจำลายมือไม่ได้แต่เขาก็นึกออกในที่สุด ดัลลัส?

แกหล่อดีนะสำหรับคนที่หมดสติเป็นวัน หายไวๆนะเพื่อน
แก๊งค์บานาน่านินจา


ทรอยหัวเราะเล็กน้อย “บานาน่านินจา” เป็นชื่อวงดนตรีที่ทรอยเคยร่วมก่อตั้งกับเพื่อนๆ ดัลลัสเป็นมือเบสและใช้บ้านของเขาเป็นสถานที่ซ้อม อย่างไรก็ตาม นินจาอ่อนหัดอย่างพวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปหลังเรียนจบ ครั้งสุดท้ายที่คุยกัน ดัลลัสเปรยๆว่ากำลังเป็นเด็กฝึกงานในสตูดิโอแห่งหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าบรรดากล้วยนินจามากันครบทีม ตรงชื่อวงเขาเห็นลายชื่อของสมาชิกแต่ละคนที่ผลัดกันเขียนจนเป็นชื่อเต็มๆ ทรอยจำได้ว่าเจค มือกลองนั้นเขียนตัว “น” แบบเดียวกับที่บนโน๊ต สงสัยว่าเขาจะเลิกไว้ผมยาวหรือยังเพราะผมทรงนั้นทำให้เขาหน้าตาคล้ายกับเคิร์ท โคเบนอย่างน่าขนลุก ลีดกีต้าร์อย่างเบนิชิโอหรือเบ็นนั้นยังมีลายมือที่เนี้ยบกว่าทุกคนในกลุ่มเหมือนเดิม

“ขอบใจเว้ย” เขาพูดเบาๆก่อนวางช่อดอกไม้กลับที่เดิม “อยากเจอพวกแกอีกจัง”

ช่อต่อมาอันใหญ่กว่าของแก๊งค์นินจาเล็กน้อย ลายมือห่วยแตกบนโน๊ตคงเป็นของคลินท์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งทรอยรู้ว่าคลินท์คงไม่ว่าอะไรถ้าเขาจะไม่ขอนั่งแกะลายมือไก่เขี่ยพวกนี้ แล้วเขายังเลือกสีดอกไม้ได้สวยและแสบดีจริงๆ

สุดท้ายก็เป็นกระเช้าซึ่งทรอยจงใจเก็บไว้เป็นรายการสุดท้ายเพราะเขารู้ว่าเป็นของใคร ป้าโจดี้คงเลือกดอกไม้พวกนี้ด้วยตัวเอง สีทั้งเหลือง,ขาว,เขียวดูค่อนข้างสบายตากว่าเมื่อเทียบกับช่อดอกไม้ของคลินท์ พอเห็นลายมือของลุงกับป้าที่อวยพรแล้วทรอยก็ยิ้มกว้างโดยอัตโนมัติ เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหน นอกจากลายมือที่ประณีตของลุงป้าแล้ว ใครบางคนวาดรูปใบหน้ายิ้มตรงมุมขวาของโน๊ต ซึ่งทรอยไม่ต้องเสียเวลาเดาว่าเป็นฝีมือใคร

ขอบใจมากนะ เอมี่

เขาถือกระเช้านั้นไว้ค่อนข้างนานทีเดียว ที่ระลึกจากครอบครัวทำให้ทรอยค่อยๆลบฝันร้ายที่เขาเจอมาเมื่อสักครู่ เป็นฝันที่เขาดีใจที่ตื่นขึ้นมาได้ ทรอยยังนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงฝันเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้แถมมันสมจริงจนน่ากลัว

ในฝัน เขานอนอยู่ในห้องคนป่วยห้องเดิม แต่เป็นเวลากลางคืนห้องมืดสนิท ทรอยรู้สึกหมดแรงจนทำได้แค่หันหัวไปมาบนหมอนแต่นั้น ตอนแรกเขาสับสนและรู้สึกตกใจ ยังไม่นับรวมกับที่มือขวาของเขานั้นเจ็บปนชาเหมือนเพิ่งโดนไฟดูดมา ถึงมองอะไรได้ไม่ถนัดแต่เขาเห็นเหมือนร่างเงาของใครซักคนยืนอยู่ปลายเตียง ซึ่งชวนไม่สบายใจและน่าขนลุกอย่างที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเขาอยู่ในสภาพไร้ความช่วยเหลือ

“ใครน่ะ?” เขาจำได้ว่าพูดแบบนั้น แต่เสียงที่ออกจากปากนั้นเบาและแหบมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเสียงตัวเอง ตอนนั้นเองที่ทรอยรู้สึกว่าคอเขาแห้งเป็นทะเลทราย จากนั้นเขาก็จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉันอยู่ที่คลับในซานฟรานฯ แล้วออลลี่—ไม่สิ คีธก็ก่อเรื่องขึ้น ไม่รู้ทำไมฉันเลือกที่จะอยู่เคลียร์เรื่องเงินให้ แล้วก็มีคน—ตัวเลอะแทะแต่แรงเยอะโคตรๆ เขาถือ—อะไรกลมๆ แล้วจู่ หมอนั้นก็หาเรื่อง—

พอเขาคิดได้แค่นั้น มือขวาก็เจ็บแปลบขึ้นจนทรอยร้องเสียงหลง—เท่าที่เสียงแหบๆนี่จะทำได้ แล้วภาพน่ากลัวก็ผุดขึ้นมาในหัวเขา ชายท่าทางแปลกๆพยายามยัดวัตถุกลมๆเป็นมันวาวลงคอของทรอย แต่กลายเป็นว่าจู่ๆเขาก็ตัวระเบิดเป็นไฟสีฟ้าๆ ลูกกลมนั้นมาอยู่ในมือทรอยแล้วเขาก็รู้สึกเจ็บปวด--อย่างแสนสาหัส ชั่วขณะหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองจะได้ยินเหมือนเสียงกระซิบพันๆเสียงแบบตอนนั้น แต่ที่เขานึกออกมีแค่ประโยคสุดท้ายที่ว่า

“ฉันจะอยู่กับคุณเสมอ”

แต่ก็แค่นั้น เขานึกไม่ออกอยู่ดีว่าหมายถึงใคร ยิ่งมือของทรอยยังเจ็บไม่เลิกแบบนี้ เขายกมือข้างนั้นขึ้นมาเลยไม่ได้ด้วยซ้ำ

“พวกมันกำลังมา เรา—ไม่สิ คุณมีเวลาไม่มาก” เขาได้ยินเสียงจากร่างเงานั้น เป็นเสียงผู้ชายซึ่งทรอยสาบานได้ว่าไม่เคยได้ยินจากไหนมาก่อนและฟังดูเหมือนออกมาจากโทรทัศน์สัญญาณไม่ดีมากกว่าที่จะเป็นเสียงคนพูด “คุณต้องออกไปจากที่นี่ อย่าให้พวกมันได้---”

จากนั้นทุกอย่างก็มืดลง ฉากเปลี่ยน—ไม่สิ เขากลับมาที่เตียงเดิมห้องเดิม แต่คราวนี้พอมีแสงในห้องทำให้ทรอยเห็นว่าใครยืนอยู่ข้างๆเตียง

ลุง,ป้าแล้วก็เอมี่

ท่าทางของทั้งสามคนทำเอาทรอยใจเสีย เอมี่…น้องสาวของเขายืนนิ่งอยู่ใกล้ๆนี่เอง ผมสีบลอนด์ยาวประบ่า ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาสีเขียวที่กำลังก้มมองทรอยนั้นเป็นประกายและมีรอยน้ำตาลงมาอาบแก้ม ขอบตาแดงก่ำ สองมือจับขอบเตียงจนข้อนิ้วขาวซีด ที่ไหล่ของเธอนั้นมีมือของลุงจับอยู่ ซึ่งลุงไซม่อนยืนถัดออกไปด้านหลัง ดวงตาหลังแว่นนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าขณะที่มองดูหลานสาว มืออีกข้างนั้นคอยปลอบป้าที่ซบหน้าลงบนไหล่ของสามี

เอมี่! ลุง! ป้า! ได้ยินผมมั้ย! ในฝันเขาพยายามตะโกน แต่ร่างกายเขาไม่ขยับและแน่นอนว่าไม่มีเสียงใดๆออกมา ตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในร่างกายตัวเอง ลุงไซม่อนหลับตาลงครู่หนึ่งจึงตบไหล่เอมี่เบาๆ ก่อนจะพาป้าเดินออกจากห้องไป เอมี่ยังคงอยู่ข้างๆทรอย เขาพยายามสุดฤทธิ์ที่จะบอกว่าเขาฟื้นแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทรอยหอบหายใจอย่างหมดแรงและสิ้นหวังเมื่อเอมี่ปล่อยมือที่จับขอบเตียงไว้

“ฉันคิดถึงพี่นะ” เธอพูดก่อนโน้มตัวมาจูบหน้าผากเขาเบาๆ ก่อนจะหันหลังไป

ช่วยพี่ด้วย

เสียงทรอยดังก้องในหัวเขาเองเมื่อน้องสาวปิดประตู ไม่มีใครได้ยิน….นอกจากตัวเขาเอง

แต่มันยังไม่จบ ภาพกลับเป็นสีดำอีกครั้งก่อนที่ห้องคนป่วยจะปรากฏมาใหม่ คราวนี้น่าจะเป็นช่วงเช้าเมื่อดูจากแสงในห้อง และคราวนี้เป็นคลินท์ที่มาเยี่ยม ซึ่งทรอยจำเขาไม่ได้ในวินาทีแรกที่เห็น

“ไง” เสียงเขาแหบห้าว ดวงตาสีฟ้ามองทรอยสลับกับวิวนอกหน้าต่าง หนวดเคราสีน้ำตาลรกครึ้มจนไม่เห็นกราม ผมสีเดียวกันนั้นยาวกว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกันเล็กน้อย เขาสวมเสื้อยืดรัดรูปสีเทาเข้ม “หลายเดือนแล้วนะที่เราต้องมาเจอกันแบบนี้”

หลายเดือน? ทรอยรู้สึกเหมือนหัวใจลงไปกองแทบเท้า ถึงตอนนั้นเขาจะไม่ได้ยืนอยู่ก็ตาม

“ครั้งนี้ฉันคงได้คุยกับแกไม่นานเท่าไหร่ โควต้าลางานใกล้หมดแล้ว” เขาถอนหายใจ “ไม่รู้เกี่ยวกันมั้ย แต่ว่าตั้งแต่ตอนที่แกโดนระเบิด ก็มีเรื่องคล้ายๆกัน เกิดเป็นลูกโซ่เลยว่ะ….เพราะงี้ ฉันเลยต้องหายไปซักพัก--คงพักใหญ่เลยด้วย ไปทำงานน่ะ เลยกะว่าจะมาลาซักหน่อย ฉันบอกทุกคนแล้ว เหลือแค่แก….”

เดี๋ยวสิ ระเบิดอะไร?

“ฉันไม่รู้ว่าที่ไหน ระหว่างแถวตะวันออกกลางหรือยุโรปตะวันออก พอไปถึงแล้วเราอาจไม่ได้คุยกันนานเลย ถึงตอนนั้นแกจะฟื้นขึ้นมาแล้วก็เถอะ ฉันอาจยังติดแหงกอยู่ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง”

คลินท์ ฉันอยู่นี่! ได้ยินมั้ย?--ช่วยด้วย!

“ฉันไม่รู้ว่าแกได้ยินฉันมั้ย” คลินท์นิ่งไปซักพักก่อนหัวเราะขื่นๆ “แต่ลึกๆแล้วฉันรู้ว่าแกยังอยู่…ในนี้แหละ เด็กบ้านมัลลิแกนน่ะถึกอยู่แล้ว สำหรับงานฉัน…ฉันจะไม่โกหกแกนะว่าเรื่องนี้สบายมาก อย่างที่บอกว่าช่วงนี้โลกเรามันเละเทะแค่ไหนตอนนี้ ฉันแค่ไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษสงครามหรือฮีโร่กู้โลกอะไรนักหรอก—แต่งานมันก็คืองาน โอเค—ที่ฉันอยากบอกก็…ไม่ว่ายังไง…สำหรับฉัน แกกับเอมี่ก็คือน้องแท้ๆ พ่อแม่ฉันก็รักแกกับน้องเป็นลูก ถ้า…ถ้าเกิดว่าฉัน—เป็นอะไรขึ้นมา ฉันอยากให้แกจำไว้…ฉันจะยังเป็นพี่แกเสมอ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน…หรือแก”

ทรอยพูดไม่ออก ถ้าเป็นช่วงเวลาที่…ปกติ ทรอยอาจบอกคลินท์ว่า “ไม่เอาน่า นายเจ๋งอยู่แล้ว” และคลินท์ไม่ค่อยพูดถึงความเสี่ยงของอาชีพทหาร ไม่ว่าจะตอนที่ยังอยู่กองทัพหรือ PMC พอมีใครพูดเรื่องนี้ คลินท์จะคอยบ่ายเบี่ยงหรือตลกกลบเกลื่อนเสมอ

“ฉัน…หวังว่าคราวหน้าเราจะได้คุยกันอีก” คลินท์หลับตาเหมือนกำลังคิดคำพูด “แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แบบนี้ อาจเป็นที่สวนหลังบ้านปู่ที่แคนซัส เบียร์คนละขวดกับบาร์บีคิวหรืออะไรอร่อยๆ จริงๆแล้วเบียร์หลายขวดหน่อยก็ดี จะได้คุ้มกับที่แกนอนอยู่นี่หน่อย แกก็…ไม่เอาน่า…อย่าปล่อยให้ฉันคุยอยู่คนเดียวสิ”

พักใหญ่ที่ห้องมีแค่เสียงปิ๊บๆ คลินท์ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะถอนหายใจ เขาเอาหลังมือป้ายจมูกก่อนสบถเบาๆ

“ฉันต้องนั่งเครื่องอีกยาวว่ะ พักนี้แทบจะได้เสียกับที่นั่งบนเครื่องแล้ว” คลินท์เบือนหน้าหนี “หวังว่าเราคงจะหยุดเจอกันแบบนี้ซักทีนะ ไอ้น้องชาย”

คลินท์ยืนจับลูกบิดอยู่นานก่อนที่เขาจะออกไป

แล้วก็เป็นตอนนั้นเองที่ทรอยตื่นขึ้นมา หัวใจเต้นโครมครามและเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็โล่งใจสุดๆเมื่อรู้ว่าทั้งหมดนั้นเขาแค่ฝันไป เวรเอ๊ย ทรอยคิด ฝันอะไรวะ น่ากลัวชิบเป๋ง

เขาเก็บโน้ตลงในกระเช้าก่อนจะเอามันวางไว้ใกล้ๆตัว แต่พอหันหน้ากลับมา ทรอยก็ต้องสะดุ้งสุดตัวจนเผลออุทานออกมาลืมตัว

“เฮ้ย!!”

ก่อนหน้านี้ ตรงปลายเตียงนั้นไม่มีใครอยู่ แต่พอทรอยหันมา ชายคนหนึ่งกลับยืนอยู่และทรอยไม่ได้ยินเสียงหรืออะไรเลย บางอย่างทำให้ทรอยรู้สึกว่าชายคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้นได้ซักพักแล้ว

“ผมต้องขอโทษจริงๆที่เสียมารยาท” ชายคนนั้นพูด เขามีสำเนียงแบบอังกฤษ “ผมควรจะเคาะประตูก่อน”

ชายคนนี้เป็นหนุ่มใหญ่ อายุน่าจะประมาณ 40-50 ปี ศีรษะโล้น จมูกเหยี่ยว เครื่องหน้าเกือบทุกส่วนเหมือนเป็นเส้นตรง ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบราวกับสัตว์นักล่า กรามแข็งแรง เขาสวมสูทสีเทาเข้ม

“คุณไม่ใช่หมอ….ใช่มั้ย?”

“ถูกแล้ว” ชายหัวโล้นพยักงาน “หมอเพิ่งจะออกไปไม่นานนี้ตอนที่คุณยังหลับอยู่ ผมเลยถือวิสาสะเข้ามาในห้อง ผมต้องการพบคุณ”

“คุณมาเยี่ยมผม?”

“คุณจะพูดแบบนั้นก็ได้”

“เอ่อ…ผมเคยรู้จักคุณหรือเปล่า?”

“คุณไม่รู้จักผม แต่ผมรู้จักคุณ ชื่อของคุณอยู่ในความสนใจของผม--ของเรามาได้ซักพักหนึ่งแล้ว”

“….คุณเป็นใคร?” ทรอยถามอย่างไม่สบายใจ

“ผมรับผิดชอบเรื่องการฟื้นฟูความเสียหายและสืบสวนเหตุวินาศกรรมที่เมืองซานฟรานซิสโก” เขายิ้ม แต่ทรอยมองออกว่าเป็นแค่ยิ้มตามมารยาท “ผมชื่อโจชัว”

วินาศกรรม? ซานฟรานซิสโก? ตอนไหนวะ? “แล้วทำไม--”

“ทำไมถึงเกี่ยวกับคุณน่ะเหรอ คุณมัลลิแกน” โจชัวนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งทรอยไม่ทันเห็นว่ามันอยู่ข้างหลัง “ผมคิดว่าคุณคงจะทราบว่าทำไมคุณถึงต้องมาอยู่ที่นี่…โรงพยาบาลนี้และผมแน่ใจว่าคุณคงมีคำถามมากมาย”

จู่ๆเขาก็คิดถึงฝันร้ายนั่นอีก ไม่เอาน่า…. เขาสูดลมหายใจยาวเพื่อลบฝันบ้าๆนั่นออกจากหัว

“ผมอยู่ที่ไหน?”

“สถานพยาบาลซิลเวอร์เมน รัฐแคลิฟอร์เนีย” ชายหัวโล้นตอบ “ทันสมัยอันดับต้นๆของชายฝั่งตะวันตก”

“ผมหลับ…ผมหมายถึงผมไม่ได้สติไปนานแค่ไหน?”

โจชัวมองที่ช่อดอกไม้ที่วางอยู่ก่อนจะหันกลับมา “อย่างที่คุณเห็น---มันไม่นานมาก เหตุเกิดหลังจากที่คุณแยกกับเพื่อนๆในคืนที่พวกคุณไปดื่มกันครั้งล่าสุด….จริงๆแล้วผมค่อนข้างประหลาดใจพอสมควรที่คุณฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงคุณจะเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต”

“เดี๋ยวๆ” ทรอยขมวดคิ้ว เขาแค่โดนไฟดูด….หรืออะไรทำนองนี้จนสลบไม่ใช่เหรอ? เขากลายเป็นเหยื่อวินาศกรรมถล่มเมืองไปตอนไหน? “ตะกี้คุณว่าอะไรนะครับ?”

“ฟังผมให้ดีนะ คุณมัลลิแกน” ดวงตาของโจชัวเหมือนจ้องทะลุเข้าไปในตัวเขา มีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก “ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมคือใคร ที่นำผมมาเจอกับคุณคือ เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตนับร้อยๆคนและทำให้มหานครต้องกลายเป็นอดีต…ซานฟรานซิสโกยังไม่ถูกทำลายแต่รัฐบาลของคุณได้เปลี่ยนมันไปแล้ว ถ้าคุณยังไม่รู้….คุณได้กลายเป็นคนสำคัญไปแล้วหลังจากที่คุณเป็นเพียงชีวิตเดียวที่รอดจากวันนั้น สิ่งเกิดขึ้นในวันนั้นมันเปลี่ยนหลายๆอย่าง รวมถึงคุณด้วย คุณมัลลิแกน”

“ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าผมกลายเป็นผู้รอดชีวิตจากวินาศกรรมอะไรนั่นได้ยังไง?”

“คุณคิดว่าคุณมาพักที่โรงพยาบาลนี่ได้ยังไง?” โจชัวแทบไม่กระพริบตา “ช่วยบอกผมหน่อย”

ทรอยคิดถึงความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะเขาจะมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล ลูกทรงกลม ผู้ชายเสียสติและความเจ็บปวด…. แค่นึกถึงเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาที่มือขวา
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่าครับ…แค่..” ทรอยก้มมองมือตัวเอง ไม่มีร่องรอยอะไร จู่ๆความเจ็บปวดก็หายไปเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ผมจำได้ผมเจอกับ….คุณต้องไม่เชื่อผมแน่….ผมเจอกับผู้ชายคนหนึ่ง ตัวเขาสกปรก ถึงเสื้อผ้าจะดูมีราคาแต่มันก็สกปรกหมดแล้ว…เป็นชายผิวขาว เขาดูอ่อนแอ—แต่กลับเล่นงานคนคุมคลับได้สบายๆ เขาถืออะไรมาด้วย”

โจชัวขมวดคิ้ว

“มัน….เป็น…อะไรผมก็ไม่รู้” ทรอยเกาหัว “มันกลม….ขนาด….น่าจะประมาณลูกแอปเปิ้ล แล้วก็ผิวของมันก็วาว….วาวมากเหมือนกับเพชร แต่ผมคิดว่าเป็นโลหะมากกว่า ผู้ชายคนนั้น….เขา—เขาบอกให้ผมเอามันไป เหมือนเขาไม่อยากได้มัน…เขาพยายามทำร้ายผม---ผมต้องป้องกันตัว แล้วทรงกลมนั่นก็มาอยู่ในมือผม….ผู้ชายคนนั้น…เขาดูแปลกไป---แล้วก็--”

ทรอยยังจำภาพนั้นได้ดี ชายหนุ่มเสียสติตาเบิกกว้างด้วยความกลัวก่อนที่จะถูกกลืนร่างด้วยเปลวไฟประหลาด

“ตัวเขาลุกเป็นไฟ---ไฟสีฟ้า แล้วทรงกลมนั่น….มัน—ดูดมือผม ผมปล่อยมันไม่ได้ ผมเจ็บมาก เจ็บจนผมหูอื้อ แล้วผมก็หมดสติไป…”

“นั่นคือที่คุณจำได้ก่อนจะหมดสติ” โจชัวกระพริบตาเป็นครั้งแรก “ผมรู้มั้ยว่าวัตถุประหลาด…ทรงกลมที่คุณถือน่ะคืออะไร”

“ไม่ครับ” ทรอยตอบโดยไม่ต้องคิด

“ไม่เหรอ?” ชายหัวโล้นถาม “น่าสนใจจริงๆ”

“คุณหมายความว่ายังไง?” ทรอยเหงื่อออก ไม่รู้เพราะอะไรทั้งที่ในห้องไม่ได้ร้อน

“คุณมัลลิแกน” โจชัวพูด “ที่คุณพูดถึงนั้น…เราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ วัตถุที่มีความอันตรายอย่างสูงถ้าอยู่ในมือของคนที่รู้วิธีที่จะใช้มัน ซึ่งในกรณีนี้ คนคนนั้นอาจเป็นคุณ”

“ว่าไงนะ?!” ทรอยโพล่งเสียงดังอย่างลืมตัว

“ของบางอย่างถูกเก็บ…ปกป้องไว้เพราะหลายสาเหตุ คุณมัลลิแกน เมื่อมันไปอยู่ในมือคนที่ไม่ควรจะได้….” ดวงตาของชายหัวโล้นเป็นประกายกล้าจนทรอยแทบจะหลบสายตา “หายนะก็จะเกิด”

“ผ…ผม…ผมไม่เข้าใจ” ทรอยลูบผมตัวเอง มองไปรอบๆห้อง รู้สึกทำกลัว,ตกใจและทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนถูกป้าจับได้ว่าทำกระจกหน้าต่างแตกสมัยที่ยังเป็นเด็กๆ แต่นี่….เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น นายโจชัวคนนี้พูดเหมือนว่าเขาทำอะไรผิด….พูดเหมือนว่าทรอยทำให้มีคนตาย จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง?

“ผมไม่โทษคุณหรอก ร่างกายคุณ…สมองคุณยังฟื้นฟูได้แค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับตอนนี้” โจชัวเอานิ้วไขว้กันวางที่หน้าขา “ถึงคุณได้สติแล้วแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณฟื้นฟูจนแข็งแรงดี”

“ผมอยากกลับบ้าน” ทรอยพูด รู้สึกว่าตัวเองพูดเหมือนเด็กๆแต่เขารู้สึกแบบนี้จริงๆ “นานแค่ไหนกว่าผมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม?”

“ไม่” โจชัวพูดเรียบๆ “คุณจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิม คุณมัลลิแกน”

ทรอยรู้สึกเหมือนหัวเขาเป็นลูกโป่งที่โดนจิ้มด้วยเข็ม คำว่า “ไม่” สะท้อนไปมาอยู่ในกะโหลกกลวงๆ อากาศในปอดเหมือนจะหายไปเฉยๆ ผิวหนังทั้งตัวด้านชา ที่เขารู้สึกเพียงอย่างเดียวตอนนี้คือความเย็นที่สันหลัง ทรอยกลืนน้ำลายช้าๆ

“คุณหมายความว่ายังไง?…..ผมจะไม่ได้ทางกลับเป็นเหมือนเดิม”

เป็นเวลาพักหนึ่งที่ทั้งคู่ไม่พูดอะไรเลย ทรอยรอฟังคำตอบขณะที่โจชัวนั่งอยู่เหมือนเดิมราวกับรูปปั้น และแล้วชายหัวโล้นก็มีรอยยิ้มเล็กๆอย่างพึงพอใจก่อนจะลุกขึ้น เขาหันมองออกไปทางผนังกระจก สายตาทอดเหมือนกำลังมองดูบางอย่างที่สุดขอบฟ้า

“อย่างที่ผมพูด ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว” โจชัวไม่ได้หันมาหาทรอยตอนที่กำลังพูด “ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลง”

“เกิดอะไรขึ้นกับผม!” ทรอยตะคอก มือทั้งสองกำเป็นหมัด จู่ๆเขาก็ไม่ทราบว่าพละกำลังกับความโกรธมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันไหลเวียนในตัวเขา คนอื่นๆพูดเสมอว่าทรอยค่อนข้างใจเย็น…

“คืนนั้นไง คุณมัลลิแกน” ชายหัวโล้นไม่ได้สนใจทรอยมากกว่าเดิม คำพูดต่อมาก็ไม่ได้ทำให้ทรอยใจเย็นหรือเข้าใจอะไรมากขึ้น “ทรงกลมนั่น…อาวุธ….ที่ผมได้พูดถึงไว้ เราเรียกมันว่า “ดิ ออร์ป” มันถูกขโมย เราคิดว่าชิงมันคืนกลับมาได้แล้ว แต่เปล่าเลย—มันหายไป ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าเรา…ผู้คนของผมปกป้องสิ่งของแบบนั้นไว้นานแค่ไหนและจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันถูกเอาไปใช้ แน่นอนว่าผม—เรายอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ แล้วหมากตัวใหม่ก็เข้ามาในกระดาน…คุณคงจะบอกว่าคุณอยู่ผิดที่ผิดเวลา แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว…ทุกอย่างเปลี่ยนไปและสิ่งที่ผมตามหามันไม่มีอีกแล้ว นั่นก็เพราะคุณ….คุณมัลลิแกน”

หัวใจของทรอยกลายเป็นก้อนตะกั่วหนักๆ

“สิ่งที่คุณเห็นคืนนั้น…ด้วยเหตุผลบางอย่าง แทนที่มันจะทำลายคุณ…มันกลับปล่อยให้คุณรอดชีวิตซึ่งโชคร้ายสำหรับผู้คนรอบๆคุณในรัศมี 200 เมตร มันไม่ทางทำงานได้เต็มรูปแบบถ้าคุณไม่รู้วิถีใช้หรือถูกปฏิเสธ มันเปลี่ยนแปลงคุณ ผมได้ยินที่คุณตะคอกใส่ผมไปเมื่อซักครู่ซึ่งนั่นไม่ใช่พฤติกรรมปกติของคุณถ้าผมเข้าใจไม่ผิด….คราวนี้คุณเห็นหรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ?”

ทรอยอ้าปากจะตอบแต่เขาต้องร้องเสียงหลงเมื่อมือขวาเจ้ากรรมเกิดเจ็บแปลบขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่เคยอยู่ในทรงกลมนั่น….มันไม่มีอีกแล้ว”

“จะ---บอกว่า—ผมเอาของ—คุณไปเหรอ?” ทุกคำพูดของทรอยออกมาอย่างยากลำบาก “ผม—ไม่อยากได้มัน—ทำไมไม่เอา--”

“เอามันคืนไป?” ทรอยได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของโจชัวซึ่งเหมือนจะทำให้อุณหภูมิในห้องลดลง “ผมทำแน่ แต่ที่พูดมาคุณหรือเปล่ามันแปลว่าอะไร?”

มือทรอยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เขาหอบหายใจเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เหงื่อเป็นเม็ดๆตามตัว เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่เป็นวันที่สดใส

“ผมไม่อยากได้…อะไรก็ตามที่คุณพูดถึง…ผม….ไม่..ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นอะไร” ทรอยพูดอย่างจนหนทาง “คุณต้องช่วยผม!”

“ผมเกรงว่ามีทางเดียวที่จะสะสางเรื่องนี้ได้…” โจชัวชำเลืองมาทางเขา “บางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้วมันไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”

“หมายความว่ายังไง?”

โจชัวหันมาช้าๆ ขณะที่เตียงของทรอยกลับไปเป็นแนวราบแบบเตียงนอนทั่วไปอีกครั้ง ทรอยไม่แม้แต่จะพยายามลุกขึ้นมา

“สถานการณ์มันอธิบายยากเกินกว่าที่ผมจะมานั่งเล่าให้คุณฟังตอนนี้ เอาเป็นว่า…การมีตัวตนของคุณทำให้พวกเรากังวล คุณมัลลิแกน” โจชัวพูดกับทรอยราวกับว่าเป็นการบอกลาก่อนตาย สีหน้าเขานิ่งเป็นรูปปั้น “ผมจะไม่โกหกว่าตอนนี้มีคนเยอะแค่ไหนที่อยากให้คุณตาย ผม..…แน่นอนว่านั่นเป็นหนึ่งนั้น”

ทรอยไม่กล้าแม้ขยับตัว ในหัวของเขายังจับต้นชนปลายไม่ถูกขณะที่ทั้งตัวเขาด้านชาไปหมด เขารู้สึกถึงเหงื่อเม็ดโตที่ด้านข้างหน้าผาก เขาอยากจะขยับตัวหนีหรือให้ดีคือวิ่งหนีออกไปเลยแต่ชายหัวโล้นยืนอยู่บริเวณปลายเตียงพอดีและทรอยก็ยังรู้สึกอ่อนแอจากการหมดสติ

“ค..คุณจะทำอะไรผม” เขาพยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่น

“สิ่งที่ผมต้องทำ”

พอโจชัวพูดจบ ความเจ็บปวดก็กลับมาแต่คราวนี้มันเพิ่มเป็นทวีคูณ ทรอยไม่เห็นโจชัวอีกแล้วขณะที่มือซ้ายของเขากำรอบข้อมือขวาที่บิดและกระตุกด้วยความเจ็บปวด ชั่วขณะหนึ่งที่เขาเจ็บจนอยากจะตัดมือขวาออกไปแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตามองเห็นเป็นจุดสีเทาๆและสองหูของทรอยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องแห่งความทรมานของเขาเอง จนกระทั่งเขาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้งและมือของเขาก็...

ต่อหน้าต่อหน้านั้นราวกับว่าเส้นเลือดที่แขนขวาเป็นหลอดสะท้อนแสง ทรอยเห็นเส้นเลือดนั้นเรืองแสงสีม่วงอมขาวออกมาราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยเฉพาะที่มือของเขานั้นเรืองแสงออกมาจนมองเห็นกระดูกรางๆเหมือนภาพเอ็กซ์เรย์ แต่แล้วทรอยก็เจ็บจนต้องค้อมตัวเมื่อมือของเขานั้นสว่างขึ้นมาเหมือนจะระเบิดและรู้สึกราวกับมีมีดร้อนๆแทงลงตรงกลางฝ่ามือ

เขาหลับตาแต่มองเห็นทุกคน….ป้าซบไหล่ลุงที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปลอบภรรยา คลินท์กับท่าทางอ่อนแรงสิ้นหวัง แล้วก็เอมี่ที่กัดริมฝีปากไม่ให้ร้องให้

ช่วยผมด้วย…

เสียงกระซิบยังคงดังขึ้นเหมือนจะนิ่งเฉยต่อคำอ้อนวอนของเขา แต่แล้วทุกอย่างก็หายไป…เสียงกระซิบ…ความเจ็บปวด มีเพียงสีขาวสว่างจ้าและเสียงพูด….เสียงเดียวกับที่เขาได้ยินในฝันร้ายแต่คราวนี้เขาได้ยินมันอย่างชัดเจน

“ผมได้ยินคุณ…ทรอย ริชาร์ด มัลลิแกน” ทุกอย่างเริ่มมืดลงช้าๆ “คุณกำลังทรมาน…ร่างกายคุณมีการเปลี่ยนแปลงแต่คุณรับมันไหว คุณพิเศษกว่าคนที่แล้ว ไม่สิ…คุณไม่เหมือนคนอื่น”
ช่วยผมด้วย ทรอยพยายามสื่อสารกับใครก็ตามที่กำลังพูดและไม่สนว่านั่นจะเป็นใครหรืออะไร ตอนนี้ที่เขาเห็นคือความมืดไม่มีที่สิ้นสุด ได้โปรด…..ช่วยผมด้วย

“ผมจะช่วยคุณ ตอนนี้คุณพร้อมแล้วถึงผมจะยังไม่พร้อมนัก แต่ชีวิตคุณสำคัญกว่า” เสียงนั้นพูด “โปรดหายใจลึกๆ คุณจำเป็นต้องใช้ออกซิเจน”
ทรอยทำตาม เขาสูดลมหายใจเฮือกยาว

“ร่างกายคุณแข็งแรงกว่าที่ผมคิด…..ทรอย คุณตื่นได้แล้ว”

เมื่อเขาลืมตาขึ้น ทรอยก็เห็นเพดานมืดๆ ทั้งตัวเขาเปียกไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นแรงจนเขารู้สึกได้

เขาหอบหายใจอย่างรู้สึกตื่นเต้นและหมดแรงราวกับเพิ่งเสร็จจะการวิ่งมาราธอน เขาอยู่ในห้องเดิม…ห้องผู้ป่วยมืดๆแบบใน “ฝันร้าย” แต่คราวนี้เขาอยู่คนเดียวแล้วก็ขยับตัวได้แล้วก็สายตาเป็นปกติ แต่เขากลับรู้สึกกล้ามเนื้อไม่มีแรงและปวดเมื่อยราวกับเขาใช้เวลาสามวันที่แล้วไปกับโรงยิม พอยกแขนขึ้นมาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นจนอ้าปากอย่างลืมตัว เขาเปลี่ยนไป….มากทีเดียว

นี่….แขนเราเหรอวะเนี่ย

ปกติทรอยค่อนข้างผอมอยู่แล้วแต่ที่เขากำลังเห็นคือแขนผอมแห้งปูดโปนด้วยเส้นเลือดกับมือที่สภาพไม่ต่างกันซึ่งมือขวามีผ้าพันอยู่ สายน้ำเกลือเสียบอยู่อย่างไม่น่าดู ส่วนเท้าที่โผล่จากขากางเกงนั้นดูผอมและบิดเบี้ยวเหมือนเท้าคนแก่ เมื่อสัมผัสที่หน้าอก ทรอยก็รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นโครมครามและซี่โครงบนหน้าอกผอมแห้ง พอคลำๆตามใบหน้าก็เจอสายออกซิเจน แก้มตอบๆและหนวดเคราแข็งๆที่ให้ความรู้สึกพิกลเนื่องจากทรอยไม่เคยไว้หนวด ชั่วขณะหนึ่งที่ทรอยแน่ใจว่าตัวเองคงเหมือนศพผอมๆถ้านอนเฉยๆ

ในห้องมีแค่เสียงปิ๊บๆของเครื่องช่วยชีวิตที่ดังอยู่แต่ทรอยก็ได้เสียงลมหายใจของตัวเองที่สม่ำเสมอขึ้น

เกิดอะไรขึ้นกับเราเนี่ย….

แต่เขาไม่ต้องสงสัยนาน ทรอยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆจากด้านนอก ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูก็เปิดออกพร้อมกับแสงสว่างที่สาดเข้ามาจนแสบตา

“เราอยู่ในห้องแล้ว เดี๋ยวนะ…” ทรอยได้ยินเสียงคนพูดพร้อมฝีเท้าเดินมาใกล้ๆอย่างเร่งรีบ เขายกมือผอมแห้งขึ้นป้องตาแต่ไร้ประโยชน์ เขาตกใจมากเมื่อมือขอเขาถูกปัดออกอย่างแรงจนเจ็บ “เห็นนี่มั้ย? เป้าหมายมีสติอยู่ ย้ำเป้าหมายมีสติอยู่”

“ใครน่ะ?..” เสียงของทรอยแหบอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นเสียงเขาเอง เขามองเห็นอะไรไม่ชัดนักเพราะยังแสบตาอยู่บ้าง เขาคิดว่ากำลังถูกไฟฉายส่องหน้า

“ได้…รับทราบ”

พอลดไฟฉายลง เขาก็เห็นว่าใครอยู่ข้างเตียง เป็นผู้ชายตัวโตสองคนในชุดปฏิบัติการสีดำของทหารหรือไม่ก็หน่วยสวาท ทรอยเห็นไม่ค่อยชัดแต่พอมองออกว่าเป็นผู้ชายตัดทรงผมลานบินและไม่มีทางที่จะเป็นหมอหรือบุรุษพยาบาล พวกนี้เป็นใคร?

“ใช้แผน B จัดการเขาซะ จะเสี่ยงไม่ได้เด็ดขาด เป้าหมายอันตรายเกินไป”

“ไม่เอาน่า เวสต์” ชายอีกคนพูด “นี่มันแค่เด็กผอมเป็นกุ้งแห้งที่ได้แค่อาหารสายยางเป็นเดือนๆ พวกเรามีตั้งเยอะ”

เดือนๆ? ทรอยรู้สึกเหมือนสมองและหัวใจหล่นลงไปใต้เตียง สัญชาตญาณบอกเขาว่าไอ้สองหน่อตัวล่ำนี่ไม่ได้มาดีและเขาไม่มีทางทำอะไรได้

“แกอยากตายเหรอไง” ชายที่ชื่อเวสต์ตะคอก “หัวหน้าต้องการตัวไอ้เด็กนี่ แล้วกำชับเราว่าถ้ามันมีสติก็เปลี่ยนแผน แกอยากให้งานนี้พังเหรอไง?”

“แค่พูดเฉยๆ เราไม่ได้ทิ้งพยานไว้อยู่แล้วนี่” ชายอีกคนตอบ “โอเค เล่นมันเลย”

ทรอยพยายามกลิ้งลงจากเตียง แต่มือที่แข็งแกร่งกว่าคว้าตัวเขาโยนกลับลงไปบนเตียงอย่างง่ายดายพร้อมกดตัวทรอยไว้ สองมือดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ไอ้คนชื่อเวสต์กดตัวทรอยไว้ด้วยท่าทางสบายๆขณะที่ทรอยดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่นั่นก็ไม่ต่างจากการพยายามยกรถบรรทุก

“มันสู้เว้ยเฮ้ย” เวสต์พูด หัวเราะคิกคัก “รออะไรล่ะ เอาดิ!”

แล้วชายอีกคนก็ควักเอาอะไรบางอย่างออกมา….มันเป็นเข็มขีดยาขนาดครึ่งฟุต เข็มของมันเป็นประกายอย่างน่ากลัวเมื่อฝาหลุดออก

อย่า---ได้โปรด อย่าทำร้ายผม ถึงทรอยแน่ใจว่าตาทั้งสองข้างเปิดกว้าง แต่เขามองไม่ทันตอนที่เข็มปักลงมา

เข็มฉีดยานั้นให้ความรู้สึกเหมือนมีดเมื่อมันถูกปักลงกลางหน้าอกของทรอย เขาจุกจนร้องไม่ออกก่อนที่จะรู้สึกชาทั้งร่างเหมือนถูกไฟดูดและไม่สามารถดิ้นรนได้อีก

“โอเค เอารถเข็นตรงนั้นมาเอามันออกไป” ทรอยยังมีสติแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว ตัวเขาอ่อนปวกเปียกเมื่อถูกแบกลงจากเตียงเหมือนเป็นตุ๊กตา ตอนนี้เขาทำได้แค่หันคอเท่านั้นแต่ก็ต้องใช้พลังงานมากเดียว “งานนี้มันกินหมูชัดๆ”

พวกนั้นเอาตัวเขานั่งลงบนรถเข็นคนป่วยอย่างลวกและใช้สายรัดนิรภัยตรึงเขาไว้แน่น ทรอยได้ยินเสียงฝีเท้าจากตรงหน้าห้อง

“ไอ้พวกนี้มันยืนที่เดิมไม่เป็นเหรอไงวะ” เวสต์พูด “เดี๋ยวแกเข็นไอ้ก้างนี่ตามมาละกัน ฉันออกไปดูเอง” ซึ่งพอเวสต์ผ่านไป ทรอยถึงเห็นว่าเขาสะพายปืนไรเฟิลจู่โจมและเสียบปืนพกกระบอกหนึ่ง

เวสต์เปิดประตูออกไป “เฮ้ย ฟังที่สั่งไม่รู้เรื่องเรอะ? บอกว่าให้---” ก่อนที่จะพูดจบ เวสต์ก็ล้มลงกับพื้นเหมือนโดนผลักด้วยมือล่องหน แสงไฟจากทางเดินข้างนอกทำให้ทรอยเห็นรูบนหน้าผากของเวสต์และเงาของใครซักคนที่ยืนขวางประตูอยู่

โอ้พระเจ้า

“เฮ้ย!” ทรอยได้ยินชายคนที่ฉีดยาให้เขาร้องเสียงหลงและพยายามจะชักปืนออกมาบ้าง เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาทรอยเห็นแสงวาบเหมือนหิ่งห้อยพร้อมเสียงเหมือนฝาน้ำอัดลมถูกดีดจากขวด แล้วชายในชุดออกรบก็ล้มลงไปนอนครางด้วยความเจ็บปวด จู่ๆทรอยก็ได้กลิ่นฉุนเหมือนกรดกลิ่นเปรี้ยวผสมกับกลิ่นไหม้ทำเอาเขาถึงกับสำลัก

“ม…มึง…ยิงกู ไอ้ลูกหมา” เขากัดฟันด่าขณะที่ร่างที่ช่องประตูก้าวข้างศพเวสต์ พอเห็นชัดๆก็พบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดที่น่าจะเป็นชุดภารโรงของที่นี่ ทั้งสองมือสวมถุงมือยางแบบหมอฟันส่วนในมือก็ไม่ใช่อุปกรณ์ทำความสะอาด มันคือปืนพกติดกระบอกเก็บเสียงที่ยังมีควันจางๆออกจากปลาย

ส่วนใบหน้า…ทรอยคิดว่าเขาคงตาฝาดเพราะยาแน่ๆ ไม่มีทางที่คนจะมีหัวเป็นหมี…..หมีขั้วโลกที่กำลังแยกเขี้ยว ส่วนที่เป็นดวงตามีแสงสีเขียวเหมือนกล้องมองกลางคืนของทหาร

ภารโรงหัวหมีเดินตรงเข้ามาหาศัตรูที่กำลังกระเถิบหนีตาย ดวงตาส่องประกายในความมืดอย่างมุ่งร้าย

“เฮ้--พวก….ฟังนะ..ฉัน—อย่า! อย่า!” ทรอยเบือนหน้าและหลับตาปี๋ขณะที่ภารโรงยกปืนขึ้น

เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นสามนัด ภารโรงขยับมาตรงหน้าทรอยพอดี เสื้อของเขาเลอะเลือดอยู่เป็นดวงๆ พอมองใกล้ๆทรอยถึงรู้ว่าหมีขั้วโลกนั้นเป็นแค่หน้ากากแบบสวมหัว เขาถึงกับหายใจไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นว่าเสื้อของภารโรงนั้นเปื้อนเลือดเป็นหย่อมเล็กๆ มีป้ายชื่อเรืองแสงติดอยู่ที่อกเสื้ออ่านว่า

เจอโรม

ทรอยพยายามไม่ให้ตัวสั่น ซึ่งง่ายอย่างเหลือเชื่อเมื่อยานี่ออกฤทธิ์อยู่ แต่เขาห้ามไม่ให้ตัวเองหายใจช้าหรือเบาลงได้ ทรอยพยายามขยับตัวให้ห่างจากเจอโรมให้มากที่สุดซึ่งมันล้มเหลวไม่เป็นท่า

ออกไปห่างๆเลย! เขาได้แต่คิดเพราะกลัวเกินกว่าที่จะพูดและทรอยก็ไม่มีแรง ขอร้องล่ะ อย่าฆ่าผม...

“นายชื่อมัลลิแกนใช่มั้ย?” เจอโรมถาม สำเนียงรัสเซียเต็มสองหู แสงเขียวๆหรี่ลงเหมือนกับออกจากโหมดสังหาร--หรือทำนองนั้น “โทษทีนะที่ทำให้กลัวนะเพื่อน พอดีนึกว่าคนอเมริกันชินกับเลือดกับปืนแล้วซะอีก แต่ไว้บ่นทีหลังเหอะ พอเราออกจากที่นี่จะได้นั่งคุยหรือหาอะไรกินกัน…ฟังดูเป็นไง?”
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 03 ธ.ค. 2015, 00:23

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 13 [24/11/2

กรี๊ด โจชัวโผล่แล้วดีใจ

ส่วนทรอยแม่งโคตรซวย ฮีโร่ชอบได้พลังมาแบบงง ๆ และซวยแบบงง ๆ น่าสงสารสัด สงสารสุดคือครอบครัว - -"
<<

cpt_mctavish

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 376

ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ธ.ค. 2010, 18:56

ที่อยู่: Skyrim อิสานเหนือ

โพสต์ 29 ธ.ค. 2015, 20:52

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2

Charter XIV
Code Silver



ทรอยไม่รู้จะกลัวหรือโล่งใจดี เขาอยู่ในห้องกับศพสองศพซึ่งหนึ่งในนั้นนอนลืมตาและมีรูกระสุนกลางหน้าผาก ทั้งสองศพพยายามจะฆ่าเขาก่อนที่ชายลึกลับสวมหน้ากากหมีจะโผล่มา

กลิ่นกรดไหม้ๆนั่นดูเหมือนจะแรงขึ้น แต่ “เจอโรม” ไม่มีท่าทีเดือดร้อน เขาพึมพำอะไรซักอย่างซึ่งทรอยฟังไม่รู้เรื่อง หมอนี่เว้นระยะแล้วก็พยักหน้าเหมือนกำลังคุยกับใครอีกคนอยู่ ทรอยเลื่อนมือช้าๆไปที่ปุ่มควบคุมรถเข็นตรงที่วางแขนด้านซ้ายเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นปืนในมือของเจอโรมและศพของชายที่ชื่อเวสต์ แน่นอนว่าทรอยต้องตาฝาดแน่ๆเพราะรูบนหน้าผากของศพมีควันจางๆลอยออกมา บางอย่างบอกเขาว่าเจ้าควันนี่เป็นที่มาของกลิ่นแสบจมูก

“เพื่อน” ทรอยสะดุ้งเมื่อถูกเรียก เขาอยากจะหลอกตัวเองว่าเพื่อนไม่ได้หมายถึงเขา แต่ทั้งห้องมีแค่คนสองคน ตายแน่…

“คืองี้” เจอโรมพูดด้วยสำเนียงรัสเซียเหมือนเดิมพลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหมือนเป็นท่ายอมแพ้ ตอนนี้เขาไม่มีปืนแล้ว “ฉันเห็นสภาพนายแล้วใจไม่ค่อยดีเลยว่ะ พอต่อสายหามือโปรเรื่องพวกนี้เขาก็บอกว่านายอาจโดนอะไรเข้าไป เพราะงั้นขอความร่วมมือหน่อยนิดส์นึง”

เดี๋ยวๆๆ ถ้าเขามีเสียง ทรอยคงจะร้องลั่นขอความช่วยเหลือหรือประท้วง แต่ทุกอย่างจุกอยู่ในลำคอเขาหมดเมื่อพี่หมีรัสเซียจับเขาแหงนเข้าขึ้นจากตรงคาง ดวงตาสีเขียวของหน้ากากหมีแยกเขี้ยวนั้นสว่างขึ้นเหมือนไฟฉายอันเล็กๆ แต่ที่ทรอยคาดไม่ถึงคือเขาค่อนข้างเบามือ

เจอโรมจับหน้าทรอยหันไปหันมาและทำเสียงครางในลำคอเหมือนเป็นหมอ

“ข่าวร้ายว่ะ สหายอเมริกัน” เจอโรมล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนพยายามหาอะไร “นายโดนฉีดด้วยนิวโรท็อกซิน สูตรนี้ไม่ถึงตายแต่ทั้งตัวนายจะแหยะเป็นไข่ตุ๋นเลย แต่ตะกี้ฉันเห็นนายขยับตัวได้นิดหน่อย…เก่งดีนี่ ส่วนข่าวดีน่ะเหรอ? ฉันเตรียมตัวมาดี”

“เจอโรม” ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋า เป็นกระบอกใส่ขนาดเท่าปากกาและปิดผนึกอย่างดี ในนั้นเป็นของเหลวใสสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนจะเรืองแสงได้ในความมืด

“รสชาติห่วยแตกสุดๆ แต่ถ้านายซดให้เกลี้ยงมันจะชาร์จแบตให้นายได้ซักชั่วโมง กลั้นหายใจหน่อยก็ดีนะ”

ทรอยไม่มีทางเลือก เขาต้องยอมให้ชายแปลกหน้านี้ป้อนน้ำสีน้ำเงินนี่เข้าปาก เจอโรมหมุนคลายตัวผนึกที่ฝากระบอกก่อนจะป้อนทรอยอย่างเบามือ สัมผัสแรกนั้นให้ความรู้สึกเย็นไปทั้งตัว ส่วนรสชาตินั้นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด—เหมือนกับว่ามันเป็นน้ำที่คั้นมาจากอบเชย อย่างไรก็ตาม ของเหลวนี่ทำให้ทรอยรู้ว่าเขากระหายน้ำแค่ไหน

ความรู้สึกเย็นๆนั้นแผ่จากท้องไปสู่หน้าอกและกระจายไปทั้งร่างเหมือนถูกเอาน้ำสาด ทรอยหายใจอย่างตื่นเต้นเมื่ออาการขยับตัวไม่ได้นั้นค่อยๆหายไปแต่เขาก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงขึ้นมา ที่แน่ๆประสาทเขาตื่นตัวขึ้นราวกับเพิ่งกระดกกาแฟเอสเพรซโซไปแก้วใหญ่

“เครื่องติดเลยใช่มั้ย?”

ทรอยว่าจะพูดขอบใจ แต่ที่ออกจากปากเขากลับเป็น “ฉันอยู่ที่ไหน?” เสียงเขาไม่ได้แหบอีกแล้ว

“ก็…” เจอโรมทำท่าเกาหัว “จะพูดไงดีล่ะ…ทั้งเตียง ทั้งรถเข็น แล้วก็ศพ เราอยู่ในโรงบาลไง”

ทรอยกลืนน้ำลาย “คุณเพิ่งฆ่า…”

“ตรงหว่างคิ้วเลย! นายเห็นใช่มั้ย?” เจอโรมพูดเหมือนเป็นเรื่องตื่นเต้นและก่อนที่ทรอยจะรู้ตัว เขาก็ไปอยู่ข้างหลังรถเข็นแล้ว “เดาว่ากลิ่นคงกำลังใช้ได้เลย ลูกปืนเกรดบีก็อย่างนี้แหละ รีบออกจากห้องนี้ดีกว่า” และเช่นเคย ทรอยไม่มีทางเลือกนอกจากยอมให้ชายหน้ากากหมีเข็นเขาออกไปนอกห้อง เลี้ยวเข้าทางเดินไปสู่ลิฟต์

เจอโรมกดลิฟต์ “ฉันพอจะรู้นะว่านายคงสงสัยอะไรเยอะเลย อย่างไอ้ปรสิตสองตัวที่ฉันเป่าไปเมื่อตะกี้มันมาทำอะไรที่นี่”

“ปรสิต?” ทรอยทวนคำเสียงสั่นพลางทำตัวลีบให้ติดกับรถเข็นเท่าที่จะทำได้

“ใช่ นั่นนะเป็นปรสิต ตามที่ฉันพูดเลย นายคงไม่ลืมกลิ่นฉี่อูฐนั่นหรอกใช่มั้ย? นั่นมันกลิ่นปรสิตตาย ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนกลิ่นแบบนั้นหรอก ถ้าให้ฉันเดานะ ในตึกนี่คงมีไอ้พวกนี้อยู่เป็น--”

จู่ๆก็มีเสียงกระจกแตกดังมาจากที่ไหนซักแห่ง ตามด้วยเสียงคนกรีดร้องที่ค่อยๆหายไปซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ลิฟต์มาพอดี

“ใช่ ได้ยินเมื่อตะกี้นี่เอง” เจอโรมเริ่มพูดคนเดียวอีกเมื่อทั้งคู่เข้าไปในลิฟต์ “งานนี้มันเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆแฮะ----โอเค ไม่สนุกก็ได้ ฉันจะระวังเป็นสองเท่าเลย---ได้ๆ”

ความเย็นระลอกใหม่ไหลไปตามร่างกายของทรอยซึ่งทำให้เขาตื่นตัวมากกว่าจะทำให้หนาว เขาถึงกับพ่นลมออกทางปากด้วยความไม่สบายใจ ถึงตอนนี้เขาค่อนข้างเชื่อแล้วว่าภารโรงเจอโรมนี่ไม่ได้มาร้าย แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลัวโดยเฉพาะหลังจากที่ชายคนนี้เพิ่งยิงคนตายไปสองคนต่อหน้าต่อตา--ถึงสองคนที่ว่าจะพยายามฆ่าทรอยก็เถอะ

ถึงจะสวมหน้ากาก ที่ทรอยพอมองออกว่าเจอโรมหันมาสนใจเขาอีกแล้ว “มีแขกไม่ได้รับเชิญว่ะ นายคงได้ยินเสียงคนกำลังดิ่งพสุธาตอนที่ลิฟต์มาถึง นั่นแหละแขกของเรา ลีอาห์เลยกำชับว่าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า--อีกหน่อยนายก็จะเจอเธอเอง”

“คุณ—คุณเป็นใคร?”

“ฉันเหรอ? ฉันชื่ออิลยา แล้วก็ไม่ต้องมาคงมาคุณอะไรหรอก เราอยู่ข้างเดียวกัน” เจอโรมแนะนำตัว “พวกเขาส่งฉันมาเพื่อชิงตัวนายก่อนที่ไอ้พวกปรสิตจะได้ไป ที่เห็นเนี่ยพวกมันไม่ใช่คนหรอก”

นั่นยังฟังดูไม่รู้เรื่องอยู่ดีแถมยังฟังดูเหมือนว่าทรอยกำลังจะมีปัญหา

“สองคนเมื่อกี้---พวกนั้น”

“ฟีดเดอร์” เจอโรม--ไม่สิ อิลยาชิงตอบก่อนเหมือนรู้ว่าทรอยจะถามอะไร “หรือปรสิต ตอนนี้นายอาจยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปที่ฉันจะพูด—เอาเป็นว่านั่นมันมันเป็นไอ้พวกตัวร้าย เจอพวกนั้นที่ไหนต้องมีเรื่องซวยเกิด พักนี้พวกมันยิ่งทำด้วยเป็นปัญหาอยู่ด้วย ว่าแต่พวกมันพูดอะไรกับนายเหรอเปล่า”

ทรอยตัวสั่น “ผม—ฉันฟื้นขึ้นมา จู่ๆ—พวกนั้นก็มาจากไหนไม่รู้ บอกว่าจะเอาตัวฉันไป--”

“นายฟื้นขึ้นมาตอนนั้นเหรอ? บังเอิญไปมั้ง”

ทรอยพยักหน้าก่อนจ้องมือขวาที่พันผ้าเอาไว้ เขายังจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในฝันก่อนที่เขาจะตื่น โดยเฉพาะชายที่ชื่อว่าโจชัวกับสิ่งของที่เขากล่าวหาว่าทรอยขโมยมันไป

ผมจะไม่โกหกว่าตอนนี้มีคนเยอะแค่ไหนที่อยากให้คุณตาย ผม..…แน่นอนว่านั่นเป็นหนึ่งนั้น แค่นึกถึงก็เพียงพอจะทำให้ทรอยไม่สบายตัวและใจ มันเป็นแค่ความฝันก็จริงแต่บางอย่างทำให้ทรอยรู้สึกว่าโจชัวคนนั้นมาเยี่ยมเขาจริงๆ—ในความฝัน

“เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” ทรอยกระซิบ ไม่แน่ใจว่าเขากำลังถามอิลยาหรือถามตัวเองกันแน่

ดูเหมือนว่าอิลยาจะได้ยิน “ถามผิดคนแล้วพวก”

ตอนนั้นเองที่ลิฟต์เปิด อะไรบางอย่างที่เขามองไม่ทันก็เข้ามาพุ่งชนทรอยจนเขาตกลงจากรถเข็นซึ่งทำเอาปวดไปเกือบทั้งตัว หัวเขากระแทกกับผนังจนรู้สึกมึนและสายตาพร่า ในหูเขาได้ยินเสียงปึงปังเหมือนมีใครเอาอะไรมากระแทกกับลิฟต์ พอเขาเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

อิลยากำลังล็อกคอชายคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดทหารแบบเดียวกับเวสต์ที่ห้องของทรอย แต่ดวงตาของเขา---มันเป็นสีส้มสว่างจ้าเหมือนหลอดไฟดวงเล็กๆที่แขวนบนต้นคริสต์มาส มันโปนถลนอย่างน่ากลัวและจ้องหน้าทรอยอย่างกินเลือดกินเนื้อ สองมือพยายามแกะแขนของอิลยาที่รัดแน่นรอบคอ พริบตาหนึ่งที่ทรอยยกแขนขึ้นบังตัวเองเมื่อเห็นว่าชายคนนี้กำลังจะหลุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเสียง “กร๊อบ” ที่ฟังดูบาดลึกและสยดสยอง เมื่อทรอยลดแขนลง ชายคนนั้นก็คุกเข่าก่อนจะล้มฟาดลงตรงพื้นข้างๆทรอย ปากของเขาเปิดออกเล็กน้อยและดวงตาเป็นสีเทาปลอด

“อ๊ากก!!” ทรอยร้องลั่นพลางขยับถอยหลังหนีจากศพนี่ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนมือของเขาไปโดนกับอะไรเหนียวๆบนพื้นเขา พอเอามือมาดูก็พบว่าฝ่ามือเขาเลอะด้วยของเหลวสีดำแดงส่งกลิ่นคาว

อย่า หัน ไป เขาบอกตัวเอง แต่สุดท้ายทรอยก็กลืนน้ำลายก่อนค่อยๆหันหลัง เขากำลังนั่งอยู่กลางทางเดินของโรงพยาบาลที่มีประตูห้องผู้ป่วยอยู่ทั้งสองข้าง แต่มันไม่ได้มีแต่ป้ายทางหนีไฟและตู้กดน้ำที่อยู่นี้ ห่างจากตัวเขาไม่กี่ฟุตมีร่างชายตัวใหญ่ในชุดทหารนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ ถัดไปมีร่างอย่างน้อยสี่กระจัดกระจายอยู่ตามทาง มีร่างหนึ่งที่นั่งคอตกพิงกับพนังและมีรอยเลือดลากลงมาจากเหนือจุดที่นั่งอยู่

ก่อนที่ทรอยจะเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด เขาก็มาอยู่ในท่าคลาน ท้องใส้ปั่นป่วนเหมือนจะขย้อนเอากระเพาะเปล่าๆของเขาออกมา ใครบางคนตบหลังเขาเบาๆตอนที่ทรอยสำลักกรดกับน้ำลายตัวเองแถมยังพูดอะไรบางอย่างที่ทรอยไม่เข้าใจ

“หน้านายซีดแล้ว ยืนไหวมั้ย?” อิลยาพยุงเขาขึ้นมา สำหรับคนที่หักคอผู้ชายตัวโตๆได้ด้วยมือเปล่า หมอนี่ค่อนข้างมือเบาทีเดียว ทรอยพยายามทรงตัวขึ้นและหันหลังให้กับทางเดินนั่น ลิฟต์ตัวที่เขาออกมายังมีร่างคนนอนอยู่ ด้านหน้ามีทางแยก แถวนี้เปิดไฟไว้ให้พอมองเห็นแบบสลัวเท่านั้น

“ฉ—ฉัน--ฉันยืนได้” ทรอยรู้สึกตัวเบาถึงแม้เขาจะแข็งแรงพอจะยืนโดยไม่ปวดตัวแล้วถึงจะยืนได้ตัวไม่ค่อยตรงก็เถอะ คงเป็นเพราะน้ำยาที่เขากินไป เขาไม่สนแล้วว่าชายในหน้ากากหมีนี้จะเป็นใคร ทรอยยินดีที่จะตามเขาไปถ้านั่นทำให้เขาออกไปจากที่นี่และมีชีวิตรอด “ช่วยพาฉันออกไปที ขอร้องล่ะ”

“ไม่มีปัญหา แต่คงใช้ลิฟต์ไม่ได้แล้ว” อิลยาพูดเสียงอู้อี้ขณะจัดหน้ากากให้เข้าที่ก่อนจะควักปืนออกมา “อีกแค่สี่ชั้น ตามฉันมา” แล้วทั้งคู่ก็เลี้ยวไปทางซ้าย ซึ่งอิลยาเดินเลียบผนังด้านซ้ายพร้อมปืนในท่าเตรียมพร้อม ทรอยเดินค้อมตัวตามเขาไปติดๆ สองมือซุกใต้รักแร้ไว้เพื่อไม่ให้มันสั่น

“ตะกี้นี้มัน…”

“ไม่ใช่ฝีมือฉันนะ” อิลยาพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหมือนกับเด็กที่ทำผิดแล้วถูกจับได้ “จริงๆนะ ฉันชอบฆ่าพวกฟีดเดอร์ก็จริงแต่นั่นน่ะไม่ใช่ฝีมือฉัน กะแล้วว่าทำไมลีอาห์เตือนเรื่องมือที่สาม”

“ใครคือลีอาห์?”

“เธอคุยกับฉันผ่านวิทยุในหน้ากากนี่ คอยบอกเส้นทางกับเรื่องเซอร์ไพรซ์ที่เธอเห็นในกล้องวงจรปิด”

“เธอ?” ทรอยเลิกคิ้ว

“ลีอาห์ก็เป็นชื่อผู้หญิงนี่เพื่อน น่าเสียดายที่เธอไม่ค่อยชอบผู้ชายมีรอย--” จู่ๆเขาก็ยกมือขึ้นเหมือนบอกให้หยุด “ฟังสิ” ทรอยทำตาม เขาได้ยินเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์มาจากที่ไหนซักแห่ง แล้วก็เสียงเหมือนคนตะโกน—กรีดร้อง

“พวกมันเอาจริงเว้ย ท่าทางอยากได้ตัวนายจริงๆ” อิลยาทำท่าบอกให้ทรอยตามมา “ถ้าให้ฆ่าคนทั้งโรงบาลเพื่อให้ถึงตัวนายพวกมันก็คงจะทำแหงๆ”

“อะไรนะ?” ทรอยถามเสียงแหลม

“บอกแล้วว่ามันไม่ใช่คน ในตึกนี่คงมีกันเป็นร้อย” เขาหยุดพูดไปพักหนึ่งเพื่อชะโงกไปดูลาดเลา “ลีอาห์เพิ่งบอกว่ามีฮอสองลำบินฉายไฟอยู่ข้างนอก พูดถึงลีอาห์ฉันก็เกือบลืม เอานี่ไปใส่ซะ”

อิลยาล้วงกระเป๋าก่อนจะส่งอะไรบางอย่างให้ทรอย มันเป็นหูฟังไร้สายแบบข้างเดียว

“ทำไมถึงมีคนอยากได้ตัวฉัน?” ทรอยถามขณะที่ทั้งคู่มาถึงบันไดวน เขาค่อนข้างแปลกใจที่เดียวที่บันไดวนยังมีอยู่ในตึกโรงพยาบาลสมัยนี้ ตามบันไดมีหน้าต่างสำหรับรับแสงถึงแม้จะไม่มีหลอดไฟ เมื่อทรอยแหงนหน้าขึ้นไปก็เห็นเหมือนไฟสปอร์ตไลท์ส่องเข้ามาในตัวตึกแล้วก็เสียงเฮลิคอปเตอร์ที่ดังกว่าตอนแรกเล็กน้อย

“ไม่เคยถาม รู้แค่ว่าพวกเราเฝ้าดูนายมาเป็นเดือนแล้ว แต่คืนนี้ไม่รู้ทำไมถึงสั่งให้ฉันมาเอาตัวนายออกมา” อิลยาก้มลงมองด้านล่างบันได “ตอนนี้รู้แล้ว ฟีดเดอร์เพ่นพ่านเต็มไปหมด แล้วก็สเปคเตอร์อีกตั้งคนหนึ่ง”

“สเปคเตอร์?”

“จำพวกฟีดเดอร์ตรงลิฟต์ได้มั้ย” “นั่นแหละฝีมือมัน มือที่สามที่ฉันพูดถึง โหดที่สุดของโคตรโหด โชคดีมากที่มันโผล่มา—อ้อ แล้วก็บันไดทางสะดวก ไม่มีใครดักรอเรา”

ทรอยรู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียนอีกรอบ แต่คราวนี้เขาแค่สูดหายใจลึกๆแล้วตามอิลยาลงไป มือจับราวบันไดไว้แน่นราวกับบันไดจะสลัดเขาให้ตกลงไปเมื่อใดก็ได้ น้ำเสียงของอิลยาฟังดูไม่ได้นักตอนพูดถึง “สเปคเตอร์” ถึงเขาจะบอกว่าโชคดีก็เถอะ

“อิลยา” เสียงผู้หญิงดังมาจากหูฟังที่เขาสวม “ได้ยินฉันมั้ย?”

“ใครน่ะ” ทรอยถาม ซึ่งวินาทีต่อมาเขาก็เดาออกว่าเธอเป็นใคร ลีอาห์

“มัลลิแกนสินะ” เธอฟังดูไม่ประหลาดใจ “ฉันชื่อลีอาห์ เรากำลังจะพานายออกไปจากทีนี้”

“ข—ขอบใจ แล้ว—แล้วก็ ยินดีที่รู้จักนะ”

“เอาไว้ทีหลังเถอะ” ลีอาห์ตัดบท “อิเล็กโทรไลต์ที่นายดื่มไปคงจะออกฤทธิ์แล้วใช่มั้ย”

“ผม—ผม--เดินได้แล้ว” ทรอยตอบ

“ดี อะไรๆมันจะได้ง่ายขึ้น” แล้วเธอก็กลับไปพูดกับอิลยาอีกครั้ง “อิลยาฟังฉันนะ อย่าลืมส่งสัญญาณหลังจากได้พาหนะ แล้วนายคงรู้แล้วว่ามีสเปคเตอร์หนึ่งคนอยู่ในตึกนี้กับนาย ปล่อยให้พวกฟีดเดอร์รับมือกับมันไป นายมีหน้าที่พาเป้าหมายออกจากจากเขตโรงพยาบาล ฆ่าฟีดเดอร์หรืออะไรก็ตามที่ขวางทางได้ แต่หลีกเลี่ยงสเปคเตอร์ ขอย้ำ หลีกเลี่ยงสเปคเตอร์”

“แต่--”

“ฉันคิดว่าฉันพูดชัดแล้วนะ”

ทรอยได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากใต้หน้ากาก “เข้าใจแล้ว” อิลยาพูดเสียงอ่อนเหมือนเด็กๆซึ่งไม่เข้ากับหน้ากากหมีขั้วโลกหน้าตาดุร้ายเอาเสียเลย “โอเค ตามมาเลยเพื่อน ถ้าฉันยังอยู่ไม่มีหน้าไหนได้ทำนายเจ็บตัวแน่”

“ข--ขอบใจ” ทรอยพูดจากใจ

ทั้งอิลยาทั้งทรอยต่างมองขึ้นไปด้านบนเป็นระยะๆเพื่อให้แน่ใจว่าแสงสปอร์ตไลท์ยังตามไม่ทัน หัวใจทรอยแทบจะเต้นเป็นจังหวะเดียวไปใบพัดเฮลิคอปเตอร์ขณะที่เขาเดินลงมาเรื่อยๆ มือที่กำราวบันไดนั้นก็ลื่นและเหนียวไปด้วยเหงื่อ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหนื่อยจากการเดินลงบันได

และแล้วบันได้ก็สิ้นสุดลงกับทางแยกสองทางอีกครั้งซึ่งทั้งสองทางมีประตูสีเขียวเข้มบานใหญ่ โดยทางขวามีป้ายบอกทางเขียนว่า “ล็อบบี้” แต่อิลยากลับเดินไปหลบตรงมุมทางเดินด้านขวา ทรอยจึงต้องตามไป

“ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า น่าจะสองคน” เขาพูดกับทรอยผ่านทางหูฟังแทน ปืนพกเก็บเสียงในมืออยู่ในท่าเตรียมพร้อม ทรอยเองก็ได้ยินเช่นกัน เสียงดังขึ้นเรื่อยๆจนมาหยุดที่หลังประตูสีเขียวบานใกล้ๆ หัวใจทรอยเต้นแรงมากจนเขากลัวว่าทั้งโรงพยาบาลจะได้ยินและแทบจะหยุดหายใจเมื่อประตูเปิดออกช้าๆ สิ่งที่ดูเหมือนปลายกระบอกปืนนั้นโผล่ออกมาให้เห็น…

ราวกับเป็นภาพช้าตอนที่อิลยาขยับเข้าประชิดตัวฟีดเดอร์ทั้งสองคนก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเป็นความเร็วปกติ เขากดปากกระบอกปืนของฟีดเดอร์คนแรกลงก่อนจะยกปืนขึ้นยิงหัวฟีดเดอร์อีกคนจนหงายหลัง เลือดกระจายโดนผนังด้านหลัง ฟีดเดอร์คนที่โดนคว้าปืนไว้พยายามจะชักปืนพกออกมาจากเอวแต่โดนฟาดเข้าที่คอด้วยปืนและจ่อยิงจนล้มลง

ให้ตาย….

“เรียบร้อย” อิลยาเอาเท้าเขี่ยศพฟีดเดอร์ให้พ้นทางก่อนจะกลับมาหาทรอยที่รู้สึกคลื่นใส้เป็นรอบที่สาม กลิ่นกรดไหม้ๆนั่นกลับมาอีกรอบซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย ที่ทำได้คือพยายามกลั้นหายใจและเดินตามอิลยาไปโดยไม่ให้สะดุดกับอะไรเข้าหรือเหยียบโดนเลือดเพราะเขาไม่มีรองเท้า

“อีกคนข้างหน้า!” ทรอยแหงนหน้ากะทันหันเมื่ออิลยากระซิบเสียงดัง เขาทันมองเห็นฟีดเดอร์คนหนึ่งทำปืนหล่น สองมือกำรอบคอตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาพร้อมกับควันจางๆ ตาของเขาส่องแสงขึ้นมาและแทบจะดับลงในทันทีขณะที่ยืนโซเซ เสียงขลุกขลักในลำคอในค่อยๆเบาลงก่อนที่เขาจะล้มลงด้านข้าง

ไม่ไหวแล้วเว้ย ทรอยอาเจียนเอาน้ำลายกับน้ำย่อยออกมาอีกครั้ง อิลยาถึงกับพยุงตัวเขาขึ้นมาพลางพูดอะไรบางอย่าง—น่าจะเป็นภาษารัสเซีย

“อิลยา! มัลลิแกน! พวกนายได้ยินมั้ย?” ลีอาห์ถามเสียงเครียด

“ได้ยิน” อิลยาตอบ “มัลลิแกน---เขามีปัญหานิดหน่อย แต่เรื่องเล็ก”

“ฉันตกใจหมดตอนที่ได้ยินเสียงคนสำลัก ฟังนะ--ในล็อบบี้มีพวกมันอยู่เป็นสิบ แต่นั่นเป็นทางเดียวของพวกนาย ระวังตัวด้วยล่ะ ตอนนี้ทั้งรถพยาบาลทั้งตำรวจกำลังแห่กันมา พวกนายไม่อยากอยู่อธิบายเรื่องศพหรอก เร็วเข้า”

ทรอยแทบไม่ได้ยินที่เหลือ ตอนนี้หูเขาอื้อไปหมด เขาปล่อยให้อิลยาหิ้วปีกไปเพราะเขาเริ่มหมดแรง สายตาตอนนี้ก็พร่ามัวจนแทบมองอะไรไม่เห็น ความรู้สึกเย็นๆในท้องหายไปแล้ว มือก็ยังสั่นตอนที่เขายกมันขึ้นมาเช็ดปาก

“блять! แข็งใจไว้” อิลยาสบถ “ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยว่ะเพื่อน นายไม่น่าอ้วกเอายาออกมาเลย”

พยายามอยู่ ทรอยพอจับใจความได้ว่าอิลยาพูดอะไร น้ำลายย้อยมาถึงคางอย่างช่วยไม่ได้

อิลยาหิ้วเขามาถึงประตูเลื่อนสีเงินบานใหญ่ ตามทางที่เดินมานั้นไม่มีห้องคนป่วยแล้วแต่มีประตูก็มีป้าย “เฉพาะพนักงาน” ติดอยู่ เหนือประตูเลื่อนนั้นมีป้ายส่องแสงเขียนไว้ว่า “ล็อบบี้”

“ฉ—ฉัน--ฉันยินไหวแล้ว” ทรอยเอาตัวพิงผนังแข็งๆ หูยังคงอื้อ “ขอบใจ”

“ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก” อิลยาพูดเบาๆ หน้ากากหมีของเขานั้นดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาภายใต้แสงสลัวๆ เขาหยิบปืนขึ้นมาเปลี่ยนแม็กกาซีนอย่างคล่องมือ

“เราเจอพวกฟีดเดอร์แค่ไม่กี่คนตอนลงมานี่” ดูเหมือนอิลยาจะคุยกับลีอาห์ “มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

“ไม่มี” ปลายทางตอบ “นายใกล้ถึงห้องล็อบบี้แล้วใช่มั้ย”

“ใช่ แล้วสเปคเตอร์ล่ะ?”

“เขาหายไปเฉยๆ ทิ้งแค่ศพพวกฟีดเดอร์ไว้ให้ดู ระวังข้างหลังด้วยล่ะ” แต่ทรอยไม่ได้ยินแล้วว่าลีอาห์พูดอะไรกับเขาบ้าง ในหูของเขาตอนนี้มีแค่เสียงวิ้งเหมือนกับหูดับ บ้าเอ๊ย! เขาสบถในใจพลางเอาสองมือกุมหูไว้ อิลยา—ไม่สิ เหมือนทุกอย่างรอบตัวทรอยกลายเป็นภาพช้า ฉันเป็นบ้าอะไรวะ

จู่ๆ ก็เหมือนมีคนยืนพูดอยู่ด้านหลังเขา “เขารู้แล้วว่าคุณอยู่ที่นี่ คุณต้องรีบแล้ว”

“ใครน่ะ?” ทรอยแทบจะตะโกนด้วยความตกใจ พอหันไปดูข้างหลังก็มีแต่ผนังว่างๆ

“ผมเป็นเพื่อน” เสียงนั้นฟังดูคุ้นหู “เขากำลังตามหาคุณ—ตามหาเรา ถ้าคุณไม่รีบซะตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นที่คุณจะถูกพบเข้า”

“ผ—ผม—ผมไม่--”

“เฮ้ๆๆ” ทรอยรู้สึกว่าตัวเขาโยกไปมา พอสายตาเขาปรับระยะได้ก็ดูเหมือนว่าอิลยาพยายามเขย่าตัวเขา “นายโอเคมั้ยเพื่อน” หูเขาหายอื้อแล้ว แต่อาการปวดตามตัวนั้นยังอยู่

“นายได้ยินมั้ยว่าเมื่อกี้ใครพูดกับฉัน” เขาถามอย่างรวดเร็วจนลิ้นแทบพันกัน

“ห๊ะ?” เนื่องจากเขาใส่หน้ากาก ทรอยจึงมองไม่เห็นหน้าของอิลยาแต่ก็พอจะเดาออกได้ว่าเขามีสีหน้าอย่างไร “นายหมายความว่าไง?”

“แต่เมื่อกี้—สงสัยฉันคงหูแว่ว” ทรอยเกาหัวแรงๆ ถ้าคุณไม่รีบซะตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นที่คุณจะถูกพบเข้า “เรารีบไปจากที่นี้ดีกว่า ฉันรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่”

“โอเค มาหลบข้างหลัง ฉันจะเปิดประตูละ ก้มตัวต่ำไว้ด้วย---นับสามนะ….” อิลยายกนิ้วขึ้นสามนิ้วก่อนจะค่อยๆลดนิ้วลงทีละนิ้ว เขาจึงแง้มประตูออกช้าๆโดยปืนเล็งออกมาตามทิศทางของประตู พอได้ช่องพอที่จะแทรกตัวไปได้ เขาจึงค่อยๆย่องออกไปพลางกวักมือให้ทรอยเห็น

“ฟีดเดอร์อยู่ข้างล่าง มันยังไม่เห็นเรา” เขากระซิบ

ทรอยชะโงกตัวเล็กน้อยเพื่อออกไปมอง เขากับอิลยาอยู่บนระเบียงชั้นสองซึ่งบันไดลงไปยังล็อบบี้อยู่ข้างหน้านี่เอง ห้องล็อบบี้ของโรงพยาบาลนี้กว้างทีเดียว พูดตรงๆแล้วมันเหมือนกับล็อบบี้โรงแรมมากกว่าของโรงพยาบาล พื้นเป็นสีขาวล้วน เก้าอี้นวมที่ดูหรูหราวางอยู่เป็นชุดๆ ผนังด้านบนนั้นมีช่องกระจกกลมๆขนาดใหญ่ซึ่งมีแสงสปอร์ตไลท์ส่องลงมา ผนังกระจกตรงทางเข้าเผยให้เห็นรถตู้คันใหญ่หลายคัน เสียงเฮลิคอปเตอร์นั้นก็ดังราวกับมันบินอยู่เหนือช่องกระจกนี่เอง และอิลยาพูดถูก ตามล็อบบี้นั้นมีพวกฟีดเดอร์เต็มไปหมด—เป็นสิบคน แต่ละคนมีปืนและชุดกันกระสุน

ฉันยังไม่อยากตาย แม้แต่เสียงตัวเองในหัวยังสั่น ทรอยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“สิบหกตัว อาวุธครบมือ ระเบิดมือ,ไรเฟิล,เคฟลาร์” อิลยาพูดค่อยๆ “ไม่ใช่ของ Made in China ด้วย ถ้าเราลงบันไดนี่ไปได้จ๊ะเอ๋กับมันแน่ๆ ไม่ได้กลัวหรอกแต่ฉันมีแค่ปืนนี่กับวิชานินจาแล้วก็กังฟูกับอะไรต่อมิอะไร---แล้วก็นาย----ไม่ได้ว่านะ”

“นายมีแผนใช่มั้ย?” ทรอยกำแขนเสื้ออีกฝ่าย

“มองตาฉันแล้วบอกทีซิว่าหน้าฉันเหมือนคนมีแผน” ไอ้หมอนี่เหมือนจะลืมว่าตัวเองใส่หน้ากาก “ลีอาห์จ๋า ต้องให้เธอช่วยแล้วล่ะ”

“กำลังทำอยู่” ลีอาห์ตอบ มีเสียงซ่าเป็นระยะ “เดี๋ยวนะ…..เจอแล้ว”

“เจออะไร?”

“เพื่อนเราไง กำลังเดินอยู่บนชั้นสาม” สัญญาณของลีอาห์เริ่มดีขึ้น “ถ้าฉันเปิดไฟตรงนั้นพร้อมๆกับสัญญาณดับเพลิง พวกข้างล่างกับฮอนั่นคงลืมพวกนายได้ซักพัก”

“เพื่อนเรานี่มันใครกัน?” ทรอยถาม

“ศัตรูของศัตรูน่ะถือเป็นเพื่อน” เธอพูด “ฉันหมายถึงสเปคเตอร์คนที่กำลังตามล่านายอยู่”

“ว่าไงนะ?” ทรอยมองไปรอบๆอย่างตกใจ

“อิลยาเตรียมตัวซะ ตอนนี้ฉันจะเริ่ม….” จู่ๆเธอก็หยุดพูดไปเฉยๆ แต่สัญญาณยังไม่ขาด

“เริ่มอะไร? ลีอาห์?”

“พาเขาออกมาจากตรงนั้นเร็ว!” ลีอาห์ตะคอกใส่หูฟัง “วอทเชอร์!”

ตอนนั้นเองที่ทรอยได้ยินเสียงเหมือนอะไรชนกันดังสนั่นมาจากด้านบน วินาทีต่อมาเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งก็ทะลุช่องกระจกนั้นลงมา เขาทันได้เห็นสภาพของมัน---ด้านหนึ่งของเจ้าแมลงปอโลหะนั้นยุบเข้าไปเหมือนโดนต่อยด้วยมือยักษ์ สะเก็ดไฟกระเด็นไปแทบทุกทิศพร้อมเสียงครูดที่ดังพอให้แสบแก้วหูเมื่อใบพัดเฮลิคอปเตอร์นั้นโดนพื้น แล้วมันก็ระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่

“ระวัง!” อิลยาร้องลั่นพลางกดตัวทรอยลง ชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์ชิ้นหนึ่งกระเด็นมาปักตรงผนังเหนือจุดที่ทรอยอยู่ ตอนนี้ทั้งล็อบบี้ปกคลุมด้วยแสงไฟจากซากเฮลิคอปเตอร์และเงาไหววูบ

“ข—ขอบ--ขอบใจ” ตาเขาเบิกค้าง หัวใจเต้นโครมครามเหมือนจะออกมาจากหน้าอกของทรอยให้ได้

“ไม่เป็นไร” อิลยาตอบ “รีบเผ่นก่อนที่จะ--”

มีเสียงเอะอะโวยวายมาจากด้านล่างผสมกับเสียงขู่คำรามและฝีเท้า อิลยาชะโงกข้ามระเบียงเพื่อมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทรอยคิดว่าเขากำลังสบถหรืออุทานอะไรซักอย่าง—น่าจะเป็นภาษารัสเซียเหมือนเดิม

“ม—ม---เมื่อกี้---เมื่อกี้มันใช่ระเบิ--” ไม่ทันที่ทรอยจะได้คำตอบ เสียงเหมือนปืนใหญ่ก็ดังขึ้นจนเขาสะดุ้ง และตอนนั้นเองที่เขาเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่มือขวา ในหูมีแต่เสียงวิ้งเหมือนมีใครเอาเตาไมโครเวฟมาครอบหัวเขาไว้ มันเจ็บเหมือนมือเขาลุกเป็นไฟและหัวกำลังจะระเบิด ตาเขาเหลือกไปมา

ชั่วขณะหนึ่งที่ทรอยขอให้ตัวเองกลับไปหมดสติ----ขอให้เขาตายไปเลยก็ได้ ถ้านั่นทำให้เขาไม่เจ็บอีก

“เขา---เขาเจอเราแล้ว” เสียงผู้ชายคนนั้นกลับมาอีกแล้ว ทรอยได้ยินมันอย่างชัดเจน

ช่วยผมด้วย…ทำให้มันจบที---ฆ่าผมให้ตายๆไปก็ได้

“ผมขอโทษ…..เขาเจอเราเพราะผมเอง” เสียงนั้นฟังดูเศร้าใจ “เขาจะใช้ผมทำร้ายคุณ ทรมานคุณ รีดเอาวิญญาณคุณไปช้าๆ เรา---ผมยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้”

อะไรนะ?!

แล้วความเจ็บปวดก็หายไป แต่ทรอยยังคงหอบหายใจอย่างทรมาน

“…เพื่อน” ทรอยลืมอิลยาไปเสียสนิท “มือนาย---ตะกี้นายเป็นอะไรไป?”

“มันเจ็บ” เขาตอบไปตามความจริง “ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

“มัลลิแกน?” ดูเหมือนหูฟังจะยังไม่หลุด “มือนายกำเริบขึ้นมาอีกแล้วเหรอ?”

“มือ?---หมายความว่ายังไง ลีอาห์?”

“เอาไว้นายออกมาเมื่อไหร่ ฉันจะอธิบายเอง” เธอตัดบท “อิลยา เอาตัวเขาออกมาเดี๋ยวนี้”

“โอเค” รู้ตัวอีกที อิลยาก็แบกทรอยขึ้นในท่านักผจญเพลิง “เกาะแน่นๆนะ”

“นายจะทำอะไร?”

อิลยาไม่ตอบ เขากระโจนลงจากระเบียงลงไปห้องล็อบบี้ด้านล่างซึ่งระเบียงนี่สูงกว่าที่ทรอยคิด เขาหลับตาไว้แน่น อิลยาลงพื้นได้นุ่มนวลกว่าที่คิดและเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเหมือนปืนใหญ่ดังเป็นรอบที่สอง คราวนี้ตามด้วยเสียงโลหะกระแทกพื้นเหมือนมีชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์กระเด็นออกมา ทรอยเห็นอะไรไม่ชัดมากเพราะตัวของอิลยาบังไว้แถมหมอนี่วิ่งเร็วมากเหมือนเป็นนักกีฬาโอลิมปิก

วอทเชอร์!!!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา ก่อนที่ทั้งล็อบบี้จะเต็มไปด้วยเสียงปืนราวกับว่าโรงพยาบาลนี้กลายเป็นสงครามย่อมๆ

ถอย!!!

เวรเอ๊ย วอทเชอร์!!

ระเบิด!!

อย่า---อ๊ากกกก!!!

อิลยาเร่งฝีเท้าขึ้น เขาคว้าปืนออกมายิงอะไรซักอย่างที่อยู่ข้างหน้า วินาทีต่อมาเขาอุ้มทรอยวิ่งทะลุผนังกระจกออกมาด้านนอกแต่เสียงกระจกแตกนั้นเทียบไม่ได้กับเสียงสงครามเล็กๆด้านหลัง พื้นที่เขาเห็นไม่ได้เป็นพื้นกระเบื้องสีขาวอีกแล้ว แต่เป็นพื้นถนนสีเทา---แปลว่าเขาออกมาข้างนอกแล้ว

“นั่นไงรถเรา!” อิลยาบอก เมื่อทรอยเงยหน้าขึ้นก็เห็นรถพยาบาลคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกล เมื่อไปถึงอิลยาเปิดประตูอย่างรวดเร็วก่อนวางทรอยลงบนเบาะข้างคนขับแถมรัดเข็มขัดนิรภัยให้เขาด้วย ตอนนี้เสียงปืนเริ่มเบาลงบ้างแล้วแต่มีเสียงคนกรีดร้องอย่างสยดสยองแทรกขึ้นมาแทน

“ไปเลย!” อิลยาเสียบกุญแจ(ซึ่งเขาเอามาจากที่ไหนซักแห่ง) ก่อนสตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งจนทรอยมั่นใจว่าถ้าไม่รัดเข็มขัดเขาได้หัวทิ่มแน่นอน เมื่อมองที่กระจกข้าง ทรอยยังคงเห็นล็อบบี้ที่มีซากเฮลิคอปเตอร์ติดไฟอยู่ข้างใน มันค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ

“ร---เรา---เรารอดแล้วใช่มั้ย” ทรอยกลืนน้ำลายขณะที่รถผ่านรูปปั้นม้าขนาดใหญ่ออกสู่ถนน สองข้างทางนั่นเป็นทุ่งโล่งๆและเนินซึ่งมองเห็นรางๆในความมืด

“แหงสิพวก เรารอดแล้ว” อิลยาหัวเราะเสียงดัง “ลีอาห์?”

“ไม่อยากจะเชื่อเลย…” ลีอาห์พูดค่อยๆ

“เฮ้ ว่าไงนะ?”

“ฉันไม่ได้หมายความอย่างที่นายคิด อิลยา….ฉันหมายถึง วอทเชอร์” เสียงของเธอฟังดูคล้ายเสียงกระซิบ แผ่วเบาแต่ชัดเจน “ฉันคิดไม่ถึงเลย---จริงๆแล้วฉันน่าจะเชื่อแดเนียล---เราประมาทไม่ได้อีกแล้วตั้งแต่เสียอับราฮัมไป---ว่าแต่นายเป็นยังไงบ้าง มัลลิแกน?”

“ผ—ผมไม่เป็นอะไร” ทรอยหายใจลึกๆ เขายังไม่หายตื่นเต้น โรงพยาบาลเริ่มลับจากกระจกข้าง “ผ—ผม—ผม—ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดี มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? แล้วเมื่อกี้มัน---”

“ฉันรู้ มันทำใจยาก” ลีอาห์ตอบ “ยังไงซะ เราพานายออกมาจากนรกนั่นได้แล้ว ไว้พอ--”

จู่ๆเหมือนรถชนกับอะไรเข้าอย่างจัง โลกทั้งใบหมุนขณะที่กระจกรถแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หัวเขารู้สึกเหมือนโดนกระแทกจนมึนงง ตัวเหมือนถูกเหวี่ยงและบดขยี้ แต่กระนั้นเขายังมีสติอยู่

อะไรอีกวะ! ถ้าทำได้ทรอยอาจทึ้งผมตัวเอง ตอนนี้โลกทั้งใบกลับหัวซึ่งแปลว่ารถคว่ำ เศษกระจกรถชิ้นเล็กๆเต็มไปหมด ไฟหน้ายังทำงาน เข็มขัดนิรภัยตรึงตัวเขาไว้กับที่นั่ง พอหันไปดูที่นั่งคนขับ….อิลยาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

“เฮ้!---อิลยา!----ใครก็ได้ช่วยผมด้วย!” ไม่มีใครตอบ

ทรอยกัดฟันก่อนปลดเข็มขัดนิรภัย นั่นอาจเป็นความคิดที่ไม่เลว

“โอ๊ย!” เขาหล่นลงมาจากที่นั่งซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บทีเดียว มือคลำสะเปะสะปะไปยังที่เปิดประตูก่อนดึงมันแต่ไม่ได้ผล ทรอบสบถเบาๆก่อนตัดสินใจลากตัวเองออกมาทางกระจกหน้าอย่างทุลักทุเล แขนเขาสัมผัสโดนเศษกระจกที่เป็นเม็ดๆแต่มันไม่ได้บาดเขา

ทรอยขนลุกไปทั้งตัวเมื่อลุกยืนขึ้นได้สำเร็จ นอกจากซากรถพยาบาลนี่แล้วก็มีแค่เขาคนเดียวในถนนนี่ เขามองไปรอบๆอย่างร้อนรนก็เจอกับอะไรบางอย่างอยู่ข้างรถ

หน้ากากหมีแยกเขี้ยวของอิลยานั่นเอง—มันมีรอยเปื้อนสีดำๆ หูข้างขวาหายไป แถมตาซ้ายมีรอยร้าว ทรอยค่อยๆหยิบมันขึ้นมา

“จะไปไหนเหรอ ไอ้หนุ่ม?”

ทรอยทำหน้ากากหล่นขณะหันกลับไปด้านหลังอย่างตกใจ เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีผมบลอนด์ในชุดสูทสีขาวไม่มีเนกไทซึ่งเปื้อนเลือดเป็นดวงๆ เขาแสยะยิ้มอย่างไม่น่าดูและบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้มาดี จู่ๆคำพูดของอิลยาก็เข้ามาในหัว ที่เห็นเนี่ยพวกมันไม่ใช่คนหรอก หมอนี่ยืนอยู่บริเวณหน้ารถซึ่งก่อนหน้านั้นมีแค่เศษกระจกอยู่ตรงนั้น

“ก--แกเป็นใคร?” ทรอยค่อยๆถอยหลัง มือคลำดูที่หูก็พบว่าหูฟังไม่อยู่แล้วเท่ากับว่าเขาไม่มีคนช่วย ขอให้รถตำรวจผ่านมาแถวนี้ทีเถอะ ต้องมีใครซักคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“เรียกฉันว่าเซ็บก็ได้” อีกฝ่ายพูดเสียงเบาพลางเดินบดเศษกระจกมาใกล้ๆ “เกือบปล่อยให้รอดไปแล้วสิ เสียดายจริงๆ รอดมาได้ทั้งสเปอเตอร์แล้วก็วอทเชอร์ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม จริงๆนะ นึกว่าจะต้องนั่งรอเก้อแล้วซะอีก”

“ต้องการอะไร” ตอนนี้ทรอยเตรียมตัวจะวิ่งแล้ว ถึงเขาจะไปค่อยมีแรงแถมยังไม่มีรองเท้าก็เถอะ

“นี่ถามจริงเหรอ? ”

“ย---ย---อย่าเข้ามานะ” ตอนนี้ลมหายใจเขาเริ่มไม่เป็นจังหวะแล้ว

เซ็บหัวเราะเสียงแหลมที่บาดลึกไปถึงหัวขั้วใจ “แกจะทำอะไรฉันได้วะ ไอ้ไก่อ่อน? คิดว่าถ้ากินผลไม้ต้องห้ามแล้วจะสู้ฉันได้เหรอ?”

“แกพูดอะไรของแกวะ?” ทรอยเลิกคิ้ว ทำไมคนที่เขาเจอช่วงนี้มีแต่คนพูดเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ ถึงแม้ว่าอิลยาจะเป็นมิตรแต่ทรอยยังไม่เข้าใจที่เขาพูดอยู่ดี

“พูดมากน่ารำคาญ แกทำฉันเสียเวลาพอแล้ว” รู้ตัวอีกทีทรอยก็ถูกบีบคอด้วยมือข้างเดียว ซึ่งทรอยแทบจะมีแรงแม้แต่จะดิ้นรน “ไว้เสร็จธุระกับแกแล้ว น้องสาวแกได้เป็นรายต่อไปแน่ บางทีฉันอาจแค่เล่นสนุกกับหล่อนแบบไม่ถึงตายก็ได้ หรือไม่งั้น—แกคิดว่าไงถ้าฉันจะเอาทั้งชีวิตทั้งความบริสุทธิ์ของน้องแกไปด้วย”

ไอ้หอกหัก! ทรอยขนลุกตั้งชันไปทั้งตัว เขาไม่ได้แค่กำลังขาดอากาศ เขารู้สึกเจ็บไปทั่วร่าง ทั้งตัวนั้นสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ หูอื้อได้ยินแต่เสียงเหมือนไฟฟ้า--- เขากำลังถูกช็อต ชุดคนป่วยที่สวมนั้นมีควันลอยออกมา ผ้าพันแผลที่มือขวานั้นถึงกับติดไฟ ตามตัวของทรอยมีประกายสีฟ้าๆและสีม่วงของไฟฟ้าซึ่งมันก็สวยดี---แต่เขากำลังจะตาย โดยไอ้เลวที่ฆ่าเขาบอกว่าเอมี่จะเป็นรายต่อไป

เขาเคยได้ยินหลายๆครั้ง ส่วนใหญ่เป็นคำพูดเท่ๆของตัวละครในหนัง,นิยายที่ว่าความตายนั้นไม่เจ็บปวด ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นเพราะความรู้สึกแสบระคายไปทั้งตัวนั้นเริ่มลดลง---แต่ขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกแข็งแรงขึ้น ทรอยคว้ามือของเซ็บที่กำรอบคอเขาด้วยมือขวาที่ส่งเสียงเปรี๊ยะๆเหมือนสายฟ้า

ตอนแรกเขารู้สึกกลัว---แกคิดว่าไงถ้าฉันจะเอาทั้งชีวิตทั้งความบริสุทธิ์ของน้องแกไปด้วย ตอนนี้ความโกรธที่พุ่งขึ้นมามันปะทุแรงยิ่งกว่าสายฟ้า ทรอยกัดฟันก่อนกระชากเอามือของไอ้เลวตรงหน้าออกไป

เกิดเสียงระเบิดเหมือนฟ้าฝ่า เซ็บกระเด็นออกจากตัวทรอยไปหลายฟุตขณะที่ทรอยมองมือขวาอย่างตกตะลึง ผ้าพันแผลที่มือไหม้หมดแล้ว แต่มือของเขา---ราวกับว่าใต้ผิวหนังตรงมือและท่อนแขนขวานั้นมีพลังไฟฟ้าอันแน่นอยู่ ทั้งส่งเสียงชี่ๆและกระพริบอย่างเปี่ยมพลัง โดยเฉพาะตรงกลางฝ่ามือที่มีสายฟ้าเล็กๆประทุออกมาเหมือนมีขดลวดเทสล่าอยู่ตรงนั้น ส่วนเซ็บมองดูมือตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ---มันไหม้และมีควันขึ้น แถมส่งกลิ่นเหมือนสารเคมีอะไรซักอย่าง

“น่าสนใจจริงๆ” เสียงผู้ชายคนเดิมเหมือนมาจากด้านหลัง แต่ทรอยไม่ได้หันไปดู เพราะเขาจ้องเซ็บที่กำลังตะเกียดตะกายลุกขึ้น “ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ยังน่าสนใจอยู่ดี”

“ไอ้หอกนี่มันบอกว่าจะฆ่าเอมี่” สายฟ้าที่มือประทุแรงขึ้นเหมือนตอนนี้ที่ทั้งตัวทรอยร้อนผ่าวด้วยความโกรธ—และเกลียดชัง

“ผมคิดว่าคุณรู้นะว่าต้องทำยังไง ใช้สัญชาตญาณของคุณ สู้มัน”

ได้เลย จะลองดู ไอ้ตัวประหลาดมีท่าทางตกใจแต่ยังพยายามเดินเข้ามาหาทรอย---ด้วยท่าทางหวาดๆ ทรอยยกมือขึ้น

สายฟ้าสีฟ้าและม่วงพุ่งจากมือขวาไปหาเซ็บ ซึ่งส่งเสียงร้องอย่างทรมาน ทรอยหรี่ตาเพราะแสงจากสายฟ้าและประกายไฟนั้นสว่างเหลือเกิน ทรอยรู้สึกร้อนๆที่มือแต่เขาไม่สนใจ ความโกรธกับความเกลียดที่พุ่งพล่านนั้นบอกให้เขาอย่าลดมือลงจนกว่าไอ้สารเลวจะตายหรือขอความเมตตา แต่ที่เขาได้ยินมีแค่เสียงกรีดร้องกับสายฟ้าประทุ ตายซะ เสียงกรีดร้องของไอ้เลวนี่เหมือนออกมาจากเหวลึกมากกว่าออกมากจากปากคนที่อยู่ห่างกันไม่น่าเกิน 15 ฟุต ซึ่งทำให้ทรอยอดรู้สึกสยองไม่ได้

ใบหน้าของเซ็บโดยเฉพาะดวงตาที่เบิกกว้างนั้นลุกโชนขึ้นมาราวกับถ่านในเตาผิง ทรอยลดมือลง แขนขาเขาก็อ่อนลงเช่นกันจนทรอยทรุดลงคุกเข่า จู่ๆเขาก็หมดแรงขึ้นมาเฉยๆ

“พ—พอ—พอแล้ว ฉ---ฉัน---ฉันขอ--โทษ” เซ็บหอบหายใจ ตามตัวเขามีรอยไหม้ เส้นผมบนหัวตั้งชันและหายไปเป็นหย่อมๆ “ฉันไม่---”

เหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งตัดอากาศข้ามหัวทรอยไป---หัวของเซ็บสะบัดไปทางด้านหลัง มีอะไรบางอย่างปักอยู่กลางหน้าผาก มีแท่งอะไรซักอย่างขนาดน่าจะพอๆกับดินสอแต่มันเป็นโลหะสีเทาเข้ม ตาและปากของไอ้เลวเปิดกว้างเหมือนคนถูกทรมานแต่ไม่มีเสียง ควันสีออกเหลืองๆเริ่มออกมาจากตา,หูและปากพร้อมกลิ่นเหมือนกำมะถัน

สิ่งสุดท้ายทรอยที่จำได้คือเขาล้มลงนอนหน้าแนบกับพื้นถนน หน้ากากหมีของอิลยาวางห่างจากใบหน้าเขาไม่ถึงฟุต

เสี้ยววินาทีก่อนที่จะหมดสติ ใครคนหนึ่งก็หยิบมันไป

“Сука” อิลยาสบถ “โดนเล่นทีเผลอเองบ้างแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ไอ้ปีศาจ”
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6234

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 05 ม.ค. 2016, 20:34

Re: Manifold Flashpoint จุดประกายหายนะ -อัพบทที่ 14 [29/12/2

ขอโทษที่เข้ามาอ่านช้า ชีวิตยุ่งเหยิงมากพักนี้ แต่ยังคงติดตามอยู่เสมอนะ

ทรอยแม่งพลังตื่นแล้ว หลังจากซวยฝ่ายเดียวมานาน ยินดีด้วยนะเพื่อน!
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน