The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)8/6/62

<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 19:21

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

น่าสนใจมากเลยครับ อลิซเซียถึงไม่โผล่ แต่ฝืมือตอนสาวๆคนสุดยอด
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 ธ.ค. 2017, 19:44

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

Episode 16 : In memory


“ใยท่านต้องมีความลับเยี่ยงนี้กับข้าด้วย...”

“ดวงใจข้าโปรดเข้าใจ ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อเจ้ายอดรัก... แม้ต้องเดินผ่านความมืดมิดในเส้นทางแห่งอสูรข้าก็ยินดีจะทำเพื่อท่านคนเดียว...”


คำพูดสำเนียงยุโรปโบราณที่อเล็กซ์และแม่กับน้องสาวมารับชมและรับฟังกันร่วมหลายชั่วโมงยังคงดำเนินต่อไป อเล็กซ์กำลังนั่งอยู่ที่แถวหน้าของโรงละครทำให้
สามารถมองเห็นนักแสดงได้อย่างชัดเจน นักแสดงชายอีกคนที่พูดกับหญิงสาวผู้รับบทเป็นนางเอกของละครเรื่องนี้พูดสำเนียงและบทที่อเล็กซ์เกือบจะหลุดขำออกมาพอดู
แม้การพูดและท่าทางการแสดงจะออกเป็นธรรมชาติก็ตามที อเล็กซ์มองดูหญิงสาวผู้เป็นนางเอกของเรื่องอย่างลอร่า เธอกำลังเล่นไปตามบทบาทอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนที่อยู่นอกเวทีก็ดูเป็นหญิงสาวหน้าตาดีที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักแต่พอมาอยู่บนเวทีสวมชุดสวยและแต่งหน้าแต่งตาอีกนิดหน่อยด้วยแล้ว ราศีนางเอกก็แทบจะจับในทันที
ราวกับบทบาทสมมุติที่เธอได้รับคือตัวตนของเธอจริงๆ


อเล็กซ์จำได้ดีสมัยที่เขาเคยอยู่ในชมรมละครเช่นเดียวกับลอร่าสมัย ม. ปลาย เขาต้องรับผิดชอบทั้งเป็นนักแสดงและช่างอุปกรณ์ทางเทคนิคการแสดงควบคู่ไปด้วย
เหตุผลที่เขากับลอร่ามาคบกันได้ก็เริ่มมาจากการเข้าชมรมละคร มีคนเคยกล่าวว่าชีวิตคนก็เป็นเหมือนละครบทหนึ่งที่เริ่มเมื่อเราเกิดและจบลงเมื่อเราตาย ละครทั่วไป
ที่มักจบลงตรงส่วนที่พระเอกและนางเอกได้อยู่ร่วมกันแบบมีความสุข ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์คิดว่าการจบแบบมีความสุขนั้นมันคือฉากจบที่ไม่ได้จบจริงๆ


สำหรับทหารมีเพียงความคิดเดียวนั่นคือถ้ายังไม่ตายก็ถือว่ายังไม่จบ


ชายหนุ่มยังคงจำได้ดีว่าหลังจากที่ต้องแยกทางกับลอร่าสมัย ม. ปลายช่วงก่อนเรียนจบปีสุดท้ายอเล็กซ์ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่เขาชอบ
หรือควรเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงดีเพื่อให้เขาได้เจอกับลอร่าอีกครั้ง มันเป็นการตัดสินใจที่หนักมากในตอนนั้น และก็อย่างที่เห็นอเล็กซ์กลายเป็นช่างเทคนิค
ภาคสนามของทีมสเป็คเตอร์ แต่ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้จากการเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงในตอนนั้นมันเป็นความสงสัยใคร่รู้ในการหายไป
ของคนอย่างพ่อของเขา อเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อเมื่อสิบปีก่อนหลังจากได้รับจดหมายแจ้งว่าพ่อของเขาหายสาบสูญในหน้าที่ ซึ่งอันที่จริงเขาไม่คิดจะสนใจด้วย
ว่าผู้ชายเฮงซวยพรรคนั้นจะมีชะตาเป็นยังไง


แต่แล้วเหมือนเส้นบางๆที่เชื่อมระหว่างอเล็กซ์กับพ่อมันยังไม่ขาดสะบั้นลง ชายหนุ่มคิดได้เมื่อเห็นวันที่แม่เขาเอาแต่นั่งรอ รออยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความหวัง
ว่าพ่อจะยังไม่ตายและกลับมาหาแม่อีกครั้งด้วยความหวัง จากวันผ่านเป็นเดือน จากเดือนผ่านเป็นปี อเล็กซ์ในฐานะลูกที่เห็นแบบนั้นแล้วมันก็อดอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆ
เขาอยากรู้สาเหตุการหายตัวไปของพ่อไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่เพื่ออยากให้แม่เลิกเสียเวลาเปล่ากับการเฝ้ารอชายที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของครอบครัวคนนี้ซะที


ช่วงสุดท้ายของละครมาถึงพร้อมกับเสียงขับร้องประสานเสียงที่ทรงพลังบทเพลงอันไพเราะดังลั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เสียงดนตรีบรรเลงอันทรงพลังช่วยให้ช่วงสุดท้าย
ของการแสดงดูตื่นตาขึ้นนับหลายเท่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงหลังจากนั้นตามมาด้วยเสียงปรบมือส่งเสียงเชียร์ของบรรดาผู้ชมรวมทั้งแม่และน้องสาวของอเล็กซ์ด้วย
อเล็กซ์อาจไม่ได้ชอบดูการแสดงละครเวทีเท่าไหร่และไม่ได้ชำนาญแต่ก็บอกได้ว่าเป็นการแสดงละครที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ แม้ตอนนี้จะยังมีการก่อการร้ายระดับโลก
ลุกลามไปทั่วทั้งประเทศแต่ผู้ชมที่มาชมการแสดงละครก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว บางทียิ่งในสถานการณ์เช่นนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน


“สุดยอดเลยค่ะ!! พี่ลอร่า!!” ฟิโอที่อยู่ข้างเวทีตะโกนเชียร์ออกหน้าด้วยความร่าเริงจนอเล็กซ์แทบจะต้องห้ามปรามน้องสาวเอาไว้ไม่ให้ออกตัวแรงเกินไป


“แต่ก็ยอดจริงๆนะการแสดงสนุกมากเลย เข้าใจเลือกแฟนดีนะอเล็กซ์”


อเล็กซ์สะดุ้งโหยงระหว่างกดร่างน้องสาวลง “แม่พูดอะไรเนี่ย! อย่าพูดด้วยหน้ายิ้มแบบนั้นได้ไหมครับแม่ ขนลุกนะนั่น!!”


“ไม่เห็นต้องอายเลยนี่อเล็กซ์แม่ว่าลูกกับหนูลอร่าเข้ากันได้ดีเลยนะ เอานี่”


หญิงชรายื่นบางอย่างให้กับลูกชายและอเล็กซ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ไปเอามาจากไหนเพราะที่ยื่นมาให้นั้นมันคือดอกไม้จำนวนหนึ่งช่อที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
ดอกไม้กำลังบานสวยและดูสดเหมือนเพิ่งตัดจากต้น ช่อดอกไม้สวยๆแบบนี้นึกไม่ออกว่าแม่ไปเอามาจากไหนกัน


“แม่ครับนี่มัน...”


“แม่ปลูกเอาไว้มันบานวันนี้พอดีแม่คิดว่ามันคงเหมาะถ้าลูกจะเอาไปให้เธอนะอเล็กซ์”


แม่ของชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งก่อนยัดช่อดอกไม้ลงในมือของอเล็กซ์ ชายหนุ่มรับเอาไว้อย่างรีๆรอก่อนจะเดินไปที่เวทีตรงเข้าไปหาแฟนสาวของตนที่กำลังรับดอกไม้
จากบรรดาผู้ชมรวมถึงแฟนๆที่มาดูการแสดงในครั้งนี้ ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้โดยที่อเล็กซ์แสดงอาการหน้าแดงออกมาให้เห็นแบบจะๆ ทำเอาลอร่าพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่


“อเล็กซ์....”


“คือ... แม่ฉันฝากมาให้น่ะ...” อเล็กซ์พูดพลางยื่นดอกไม้ไปให้หญิงสาวโดยพยายามปกปิดอาการขวยเขินเอาไว้ เพราะไม่เคยคิดว่าต้องมาให้ดอกไม้กับแฟน
ต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้เลยในชีวิต


ลอร่ามองดูอเล็กซ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มให้และรับดอกไม้ช่อนั้นเอาไว้และกล่าวขอบคุณแฟนหนุ่มที่กำลังออกอาการหน้าแดงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบเดินถอย
กลับมาที่เก้าอี้คนดูไปรวมกับแม่และน้องสาวที่มองดูสิ่งที่อเล็กซ์ทำพร้อมรอยยิ้ม


ชั่วโมงถัดมาหลังการแสดงจบลงบรรดาผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านไปกันหมดแล้ว อเล็กซ์ที่กำลังรออยู่ตรงประตูหลังของโรงละครกำลังยืนรอแฟนสาวของตนขณะที่แม่
และน้องสาวพากันกลับบ้านไปแล้วก่อนหน้านี้ ลมหนาวที่พัดเข้ามากระทบร่างทำเอาร่างกายสั่นสะท้านไปหมดแม้จะสวมเสื้อกันหนาวเอาไว้แต่อากาศอันหนาวเหน็บ
ของฤดูหนาวในมินเนสโซต้านี้ก็สร้างความทรมานให้กับอเล็กซ์ได้โดยไม่ยากเย็นนัก


ชายหนุ่มมายืนรออยู่ที่ตรอกด้านหลังของโรงละครเก่าๆนี่ได้ยี่สิบกว่านาทีหวิดๆจะครึ่งชั่วโมงอยู่แล้วหากรวมเวลาทั้งหมดอเล็กซ์ก็ยืนรออยู่ตรงนี้ชั่วโมงครึ่งทั้งที่หนาว
จนตัวแทบจะแข็ง จนกระทั่งเสียงเปิดประตูบานเก่าๆขึ้นสนิมดังขึ้นอเล็กซ์หันไปมองทางประตูพบบรรดาทีมงานและนักแสดงหลายคนกำลังทยอยเดินออกมาพร้อม
การสนทนาที่ดังจอแจ ดูจากสีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขพอดูสังเกตจากรอยยิ้มที่อเล็กซ์ไม่ได้เห็นมานาน


ก็นะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวงของพวกกองกำลังมืดที่วันๆไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนี้มาเป็นเดือนๆก็ไม่แปลกหรอก...


อเล็กซ์มองดูและสังเกตผู้คนที่ทยอยออกมาจากประตูบานแคบๆนั่นคราวละหลายๆคน จนกระทั่งคนที่เขารอคอยเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวอีกสองคนที่เดินออกมาด้วยกัน
และยังพูดคุยกะหนุงกะหนิง สนุกสนานกันตามประสาผู้หญิงและเมื่อสามสาวรู้ตัวว่าโดนมองอยู่พวกเธอก็หยุดที่ตรงหน้าของอเล็กซ์ซึ่งกำลังยืนพิงผนังตรอกรออยู่ข้างๆถังขยะ
ใบใหญ่


“ท่าทางประชุมกันนานนะว่าไหม ซิลเวีย แอ๊บบี้...”


“อเล็กซ์ นี่นายมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย!” หญิงสาวตัวสูงเสียงแผดแสบแก้วหูแม้จะพูดเบาๆและมีความเป็นผู้นำคนนี้คือซิลเวียพี่สาวของอบิเกลหรือแอ๊บบี้สาวร่างเล็กตัวเตี้ยสุด
ในบรรดาสามคนรองจาก ลอร่าเธอดูท่าทางขี้อายนิดๆและแว๊บแรกที่เห็นอเล็กซ์สองพี่น้องคู่นี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า อเล็กซ์มาเข้าชมการแสดงละครเวที
ของพวกเธอด้วยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว


“ขี้ลืมจังนะซิลเวีย ฉันเคยบอกไปแล้วนี่ว่าฉันย้ายมาอยู่ที่มินเนสโซต้าตั้งสิบปีกว่าแล้ว เธอนี่นะจะกี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไอ้เรื่องความจำเนี่ย...” อเล็กซ์พูดแหย่เล่นๆกับหญิงสาว
และเจ้าหล่อนก็แสดงออกทางสีหน้านิดๆแต่ก็ไม่ได้ออกอาการอะไรมาก


“เอ้อย่ะ! แหม่แค่ลืมนิดลืมหน่อยแค่นี้ไม่เห็นต้องว่ากันเลยนี่นา โลกกลมแบบนี้สงสัยคงต้องฉลองกันหน่อยแล้วว่าไหมแอ๊บบี้?”


“คะ... ค่ะ สวัสดีอเล็กซ์...”


“สวัสดีแอ๊บบี้ เอาเถอะมายืนตรงนี้มันก็กระไรอยู่ ไปหาอะไรกินที่บ้านฉันก่อนไหมท่าทางฟิโอต้องดีใจแน่ เธอเตรียมสตูว์เอาไว้เยอะเลยนะ” อเล็กซ์กล่าวชวน


“งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ!!”



-----------------------------------------------------------------------------------------------



หลังจากนั้นทั้งหมดก็ตรงกลับมาที่บ้านของอเล็กซ์ในทันทีและบรรยากาศแรกที่รู้สึกได้คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฟิโอที่ยิ้มแย้มออกมาหลังการมาเยือนของแขกทั้งสามคน
รวมทั้งแม่ของอเล็กซ์เองก็ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน บรรยากาศอันเงียบเหงาเริ่มหายไปเมื่อสาวๆทั้งสามคนมาเยี่ยมเยือน ท่ามกลาง
อากาศหนาวๆเช่นนี้สตูว์เนื้อวัวก็นับว่าเป็นอาหารเลิศรสที่ช่วยให้บรรเทาจากความหนาวเหน็บได้ การที่มีแขกมาร่วมทานอาหารเย็นด้วยแบบนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ก็ยิ่งครื้นเครงเข้าไปอีก


กว่าชั่วโมงกับการรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงหัวเราะมากมายที่อเล็กซ์ไม่ได้สัมผัสมานานมากไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแต่รู้สึกว่ามันนานมากจริงๆมันทำให้รู้สึกนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่อเล็กซ์และทุกคนยังเป็นเด็กๆวันที่ทุกคนยังได้ยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ทุกคนต่างก็มีหนทางในชีวิตเป็นของตัวเองและในวันนี้
ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้งในมื้ออาหารเล็กๆที่ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก หลังจากมื้อเย็นจบลงและจัดที่จัดทางทุกอย่างเข้ารอยแล้ว ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ห้องของอเล็กซ์
เพื่อพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน และการพูดคุยดูจะออกรสมากทีเดียวฟังจากเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานอกห้องจนได้ยินชัดเจน


“ให้ตายสิจริงเหรอที่เธอหาแฟนได้แล้วน่ะซิลเวียไม่อยากเชื่อว่ะ! หมอนั่นโชคร้ายชะมัดเลยว่าไหม จะรู้ไหมว่าเมื่อก่อนเธอน่ะยังคิดจะบังคับให้ฉันมาจีบเธอเลยนะเนี่ย!!”
อเล็กซ์พูดแซวและไม่ลืมที่จะหัวเราะลั่นก๊ากออกมาอย่างบ้าคลั่งเป็นของแถมทำเอาซิลเวียต้องขว้างหมอนอัดหน้าใส่อเล็กซ์ด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นทันตา


“เงียบไปเลยย่ะ! ว่าแต่นายเถอะไม่นึกว่าจะไปเข้าไอ้หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอะไรนั่นด้วย แล้วเป็นไงบ้างล่ะนั่น”


“ก็ยุ่งๆล่ะน่าเบื่อพอดูชมออกไปไล่ยิงพวกตัวประหลาดไม่ก็อพยพชาวบ้านอาทิตย์ละครั้งได้มั้ง จนถึงตอนนี้ยังหาตัวการไม่ได้เลย” อเล็กซ์โกหกให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถ้าหากบอกว่าตอนนี้เขาทำงานในระดับที่เบื้องลึกกว่านั้นมากแม่สาวแปดหลอดแบบซิลเวียคงได้กรี๊ดทำกระจกแถวนี้แตกหมดแน่คุณเธอยิ่งตกใจง่ายอยู่ด้วย


“แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่ล่ะอเล็กซ์?” อบิเกลถาม


“คงอีกหกวันล่ะมั้งถ้ามีเหตุสุดวิสัยคงถูกเรียกตัวกลับไปทันทีได้เหมือนกัน” อเล็กซ์ตอบ


“เหนื่อยหน่อยนะอเล็กซ์แต่อย่าฝืนตัวเกินล่ะ ฉันยิ่งห่วงๆอยู่ได้ข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตายไปหลายรายแล้วด้วย”


“ฮั่นแน่ห่วงเขาอะดิ!” ซิลเวียหรี่ตายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางเลื้อย (?) เข้ามาใกล้ๆลอร่าราวกับเป็นงูไม่มีผิด


“ก็แค่... อยากให้ระวังตัวเท่านั้นล่ะ ฉันเองก็เสียพ่อไปเพราะเรื่องแบบนี้เหมือนกันเพราะงั้น...”


อเล็กซ์มองดูแฟนสาวของตัวเองที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแบบเงียบๆก่อนจะเข้าไปหาและดึงร่างของเธอเข้ามากอดเบาๆแนบชิดกายและตบหลังเป็นเชิงปลอบ
โดยไม่เกรงใจสองพี่น้องที่นั่งมองตาดำๆอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย นาทีนี้ใครมองยังไงเขาไม่สนอยู่แล้วอเล็กซ์เข้าใจในความสูญเสียงนั่นดีพอๆกับลอร่า


“พี่คะหนูเจออะไรด้วยล่ะ! อุ๊ย!!”


ช่วงที่ทุกอย่างกำลังเดินไปอย่างสวยงามคำว่า ‘มารผจญ’ ก็มักโผล่มาขวางได้ไม่ว่าเวลาไหนและก็ดวงซวยของอเล็กซ์ที่คราวนี้มารผจญที่ว่าดันเป็นน้องสาวสุดเลิฟของเขา
ฟิโอไม่พูดพร่ำทำเพลงหรือเคาะประตูตามมารยาทเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมถืออะไรมาด้วยในมืออย่างร่าเริง พอเข้ามาครู่เดียวก็เห็นภาพที่พี่ชายกำลังกอดกับแฟนอยู่
ก็หยุดชะงักเหมือนมีใครบางคนมากดปุ่มหยุดพักในเครื่องเล่นดีวีดีเอาไว้


“ฟิโอ!?”


“ขอโทษคะไม่นึกว่าจะมาขัดจังหวะเพราะงั้นต่อเลยค่ะตามสบาย” หญิงสาวพูดพลางค่อยๆปิดประตูห้องอย่างช้าๆเป็นทำนองว่าขอโทษและปล่อยให้ทั้งสองคนจู๋จี้กันตามสบาย


“เฮ้ย! กลับมาก่อนฟิโอเข้าใจผิดแล้ว!!”


“ว้าย!!”


อเล็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดประตูแล้วก็ลากตัวน้องสาวเข้าห้องไปอย่างไวโดยไม่สนร่างกายอันบอบบางของน้องสาวว่าจะหักหรือเสียหายอะไรไหม อเล็กซ์คว้าตัวเธอเข้าไปในห้อง
อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ตุ๊กตายัดนุ่นธรรมดา จนสุดท้ายอเล็กซ์ก็ต้องอธิบายเรื่องให้ฟังอยู่พักใหญ่กว่าฟิโอจะเข้าใจว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิด


“อ๋อ... แหะๆ ขอโทษค่ะพี่!” หญิงสาวเกาหัวพลางหัวเราะอย่างอามรณ์ดีที่เข้าใจผิดเมื่อครู่


“ทีหน้าทีหลังหัดเคาะประตูบ้างสิ โผล่มาแบบนั้นพี่ตกใจนะรู้ไหมยัยตัวดี” อเล็กซ์เอามือขยี้หัวน้องสาวตัวแสบอย่างเอ็นดูหลังเพิ่งทำให้ตกใจไปเมื่อครู่นี้


“ขอโทษค่ะพี่ แหะๆ พอดีหนูไปเจอของเจ๋งๆเข้าคิดว่าพี่น่าจะอยากดูด้วยนะคะ” ฟิโอยิ้มแป้นก่อนเอาสิ่งที่ถือมาด้วยในตอนแรกให้อเล็กซ์ไป อเล็กซ์รับของเจ๋งๆที่ว่านั่น
เอาไว้ด้วยความสงสัย


ที่ฟิโอเอามานั้นเหมือนจะเป็นหนังสือแต่มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือและดูจากความหนาอะไรต่อมิอะไรแล้วมันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือดูแล้วไม่น่าจะใช่ คงจะเป็น
อัลบัมภาพถ่ายอะไรพวกนี้มากกว่าดูจากความหนาของปกและสภาพที่เก่าแก่หลายสิบปีแล้วน่าจะใช่ อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเห็นแม่เอามันออกมาจัดภาพและดูเป็นครั้งคราว
เมื่อหลายปีที่แล้ว ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นอีกครั้งในวันนี้


อเล็กซ์ลองเปิดอัลบัมเล่มนั้นดูและภาพแรกที่ได้เห็นคือภาพของเด็กทารกที่เพิ่งออกจากท้องแม่มาใหม่ๆ อเล็กซ์จำได้ดีเพราะนี่คือภาพของตัวเขาเองพวกสาวๆที่เห็นภาพนั้น
ครั้งแรกต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาพร้อมๆกัน


“นายตอนแบเบาะนี่น่ารักดีเหมือนกันนี่ ไม่อยากเชื่อว่าที่เห็นในรูปนี้จะเป็นคนเดียวกับนายทหารบ้าเลือด ปากเสีย เจ้าอารมณ์ ชอบความรุนแร-”


ผัวะ!!


“เลิกนินทาเผาขนได้แล้วน่ายัยผู้หญิงถึกปากเสีย หาแฟนที่ไม่บอกเลิกกับเธอทันทีให้เจอก่อนดีกว่าน่า...” อเล็กซ์จับหมอนฟาดเข้าใส่หัวของซิลเวียอย่างแรงทำเอาคุณเธอ
หน้าฟาดพื้นไปเป็นเด้งที่สอง หญิงสาวเอามือลูบหน้าผากเหม่งๆของเธอไปมาอย่างไวด้วยความเจ็บปวดเหมือนน้ำตาแทบเล็ดซึ่งในความจริงแล้วไม่มีใครคิดสงสารแม้แต่อบิเกล
น้องสาวของเธอยังหัวเราะคิกคักออกมาแบบไม่เกรงใจพี่แม้แต่นิดเดียว


“แต่จะว่าไปก็น่ารักดีนะคะ ตายแล้ว! ไหงภาพนี้ถึงได้ดูดำนักล่ะคะ?” อบิเกลร้องอุทานพลางชี้มือไปที่ภาพถ่ายภาพหนึ่งมันได้ได้ดำเพราะทั้งภาพมีแต่สีดำหรือว่าเสียหายอะไร
อย่างที่เข้าใจ แต่มันเป็นภาพของอเล็กซ์ในวัยน่าจะสักเจ็ดแปดขวบกำลังโดนเขม่าควันเกาะอยู่เต็มใบหน้าและมีภาพที่แม่ในวัยสาวกำลังถือไม้ไล่ตีเขาอยู่


“อ๋อ ภาพนั้น ตอนที่พี่หัดทำระเบิดครั้งแรกแล้วเกิดพลาดเผลอระเบิดโรงรถน่ะ” ฟิโออธิบายเสริมซึงอเล็กซ์ห้ามเอาไว้ไม่ทัน


อเล็กซ์ไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนี้มากนักเพราะเรื่องคราวนั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่อเล็กซ์ไม่อยากจะจำมันมากนัก บอกได้คร่าวๆว่าอเล็กซ์ลองสร้างระเบิด ที่จริงมันคือ
ประทัดขนาดใหญ่มากกว่าอเล็กซ์สร้างมันตามข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและหลังจากนั้นหายนะบังเกิดเมื่อส่วนผสมเกิดติดไฟขึ้นมาก่อนจะปะทุไฟพรึบขึ้นทันทีแบบไม่มีการเตือน
ผลที่เกิดคือไฟไหม้โรงรถและเขม่าควันที่เกิดทำเอาอเล็กซ์ตัวดำปิ๊ดปี๋ไปร่วมสองวัน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นแม่โกรธซะด้วย


ทั้งหมดเปิดดูอัลบัมภาพรูปแล้วรูปเล่าดูกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลากันหมด แต่ละรูปมีทั้งรูปดีๆและรูปที่ดูแย่บ้าง ถึงสมัยนี้จะมีสิ่งที่ล้ำยุคอย่างภาพดิจิตอลและไฟล์ภาพ
แบบเคลื่อนไหวได้ กระนั้นก็ยังสู้ความคลาสสิกของภาพถ่ายแบบเก่าๆไม่ได้อยู่ดีส่วนหนึ่งก็เป็นคุณค่าของการเก็บรักษาที่จะอยู่ไปได้นานตราบเท่าที่ยังมีคนให้ความสำคัญ
อเล็กซ์รู้ถึงข้อนี้ดีแม้ตัวเขาจะชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ตาม ภาพถ่ายภาพแล้วภาพเล่าถูกเปิดออกดูทีละภาพอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นภาพภ่ายของ
พ่อกับแม่ในวันที่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด


วันแต่งงานของทั้งสองคน...


ภาพวันแต่งงานนั้นมันช่างชวนให้นึกถึงแอริโซน่าบ้านเกิดเขาจริงๆเพราะงานแต่งนั้นจัดขึ้นที่แกรนแคนยอนเป็นงานแต่งแบบเรียบง่ายมีแขกฝ่ายแม่มาเป็นส่วนใหญ่ขณะที่
แขกฝ่ายพ่อนั้นอเล็กซ์ไม่คุ้นหน้าเอาซะเลย ชายหนุ่มแทบไม่เคยเจอแขกทางฝ่ายพ่อที่มาร่วมงานแต่งในคราวนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนดูลึกลับไปหมดไม่ต่างอะไรกับพ่อ
ของเขาเลยสักนิด แถมที่ดูแต่ละคนก็น่าจะเป็นทหารกันหมดด้วย ไม่แปลกที่พ่อเขาทำงานอยู่ในกองทัพคงจะมีเพื่อร่วมงานเป็นเซลล์แมนขายเครื่องดูดฝุ่นในกองทัพอยู่หรอก


พวกสาวๆต่างก็มองดูภาพนั้นด้วยความสนอกสนใจมากเป็นพิเศษ มันก็ไม่แปลกนักสำหรับพวกผู้หญิงที่มักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับคู่หมั้นคู่หมาย หนึ่งในเป้าหมายหนึ่งของชีวิต
ที่อเล็กซ์ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไรถึงเขากับลอร่าจะคบกันแบบคู่รักแล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มยังไม่เคยคิดอะไรถึงขั้นนั้น ในหัวตอนนี้อเล็กซ์กลับสนใจเรื่องงานมากกว่าเรื่องพวกนี้
เสียด้วยซ้ำ


อเล็กซ์ไม่ได้ใส่ใจกับภาพพวกนั้นมากนักเหมือนทุกทีและเขาคงจะมองข้ามมันไปเหมือนอย่างที่เคยทำ ถ้าไม่เพียงแต่ว่าเขาดันไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างในภาพเข้า...


‘เดี๋ยวก่อนนะตรงนี้มัน... เป็นไปได้งั้นเหรอ!?’


“เป็นอะไรไปน่ะอเล็กซ์ มีอะไรในภาพนี้เหรอ?” อบิเกลถาม


“เปล่าหรอก ก็แค่... นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ท่าทางกลับไปคราวนี้คงมีเรื่องให้พูดหลายเรื่องแน่” อเล็กซ์บอกปัดไปขณะที่ยังตีสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ในหัวของชายหนุ่ม
ตอนนี้เหมือนพบชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องบางอย่างที่เขากำลังสงสัยอยู่และหากมันเป็นจริงคราวนี้คงได้สนุกกันแน่...


อเล็กซ์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หิมะสีขาวที่กำลังโปรยปรายลงมายังพื้นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบทำให้ในหัวรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด พร้อมกับความคิดสงสัย
และความคาดหวังที่อยากจะรู้คำตอบในเร็ววัน



------------------------------------------------------------------------------------------------



“แร๊บบิท! แร๊บบิท!!”


เสียงตะโกนเรียกของซาร่าห์ที่ดังแข่งกับเสียงห่ากระสุนดังขึ้นขณะที่แร๊บบิทกำลังอยู่ท่ามกลางดงศัตรูห่างจากชุดเกราะรบของซาร่าห์ไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ซาร่าห์ต้องรับมือ
เป็นระวิงกับการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม ลำพังแค่กระสุนไรเฟิลเจาะเกราะคงไม่เท่าไหร่หากไม่รวมกับเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังที่กระหน่ำยิงเข้ามาเป็นชุดๆ ชุดรบที่ซาร่าห์
ใช้งานอยู่นั้นต้านได้เต็มที่ก็แค่กระสุนเจาะเกราะถ้าเจอเข้ากับพวกระเบิดหรืออะไรที่แรงกว่านั้นก็บอกไม่ได้ว่าจะทานทนได้แค่ไหน


ยิ่งไปกว่านั้นสภาพของแร๊บบิทก็ดูจะไม่ดีเท่าไหร่เมื่อชายแก่เพิ่งจะถูกยิงเฉี่ยวเข้าที่ขาข้างหนึ่งจนขยับตัวได้ช้าลง ซาร่าห์เลยต้องคอยยิงไปและทำตัวเป็นกำแพงกันกระสุน
ให้แร๊บบิทถอยไปพลางๆแต่มันก็ทำไม่ได้ทุกครั้งเมื่อมีเครื่องยิงจรวดเข้ามาแจมด้วยแบบนี้


ชุดเกราะรบ MECH ของซาร่าห์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเครื่องยิงจรวดและกระสุนเจาะเกราะที่ดาหน้าเข้ามาแม้ตอนนี้จะฝ่ามาได้ถึงชั้นบนสุดแล้วแต่ก็ยังลำบากอยู่ดี
ถึงจะบอกว่าไอ้ชุดนี่มันกันกระสุนก็เถอะแต่ไม่ใช่ว่าจะทานทนคงกระพันถึงขั้นอมตะเสียหน่อย หลังโดนการปะทะจากเครื่องยิงจรวดประทับบ่าไปนัดสองนัดระบบการขับเคลื่อน
ก็เริ่มรวนอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างเริ่มตอบสนองได้ช้าลง กระสุนเหลือน้อย เกราะเริ่มจะต้านทานไม่อยู่ กระจกกันกระสุนมีรอยร้าวหลายรอย เทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงเก็บ
ใหม่ๆแล้วสภาพในตอนนี้ดูไม่ได้เลย


“แย่จริงเชียวแบบนี้ชักจะไม่ไหวแล้วนะ...”


“ระบบผิดพลาดกำลังดึงพลังงานสำรองมาใช้ เริ่มการบายพาสระบบ” เสียงของอลิซปัญญาประดิษฐ์ที่รับหน้าที่การดูแลระบบของชุดเกราะรบเครื่องนี้ยังคงดังอยู่เรื่อยๆ
หลังชุดเกราะรับแรงโจมตีอย่างต่อเนื่องจากคมกระสุนมาเป็นเวลานาน


ซาร่าห์เริ่มหายใจถี่อย่างเคร่งเครียดส่วนมือก็ขยับไปมากดสวิทต์ที่มีอยู่รอบตัวอย่างวุ่นวายเพื่อจัดแต่งระบบของชุดเกราะให้เข้าที่เข้าทาง นึกถึงสมัยที่เธอกับหน่วยโดนล้อม
ตรงช่องแคบในมิสซูรี่เป๊ะเธอต้องรับมือกับพวก คลีนเนอร์ ที่บุกเข้ามาจากรอบด้านด้วยชุดเกราะรบเพียงสี่เครื่องเท่านั้นขณะที่ฝ่ายตรงข้ามประเคนอาวุธหนักถล่มเข้าใส่พวกเธอ
จนชุดเกราะแทบจะทานไม่อยู่ ชุดเกราะรบของเธอและหน่วยเกือบจะกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วในครานั้น แต่ที่รอดมาได้เพราะหน่วยกำลังเสริมของ Z.S.S. โผล่มาช่วยได้ทัน
เวลาพอดี และคราวนี้สถานการณ์มันต่างออกไปเพราะเธอไม่มีกำลังเสริมไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรเลยที่จะมาช่วย เป็นเวลาที่เธอโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง แร๊บบิทก็โดนยิงบาดเจ็บ
จนขยับตัวได้ลำบาก ชุดเกราะรบก็เสียหายหนักแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้วด้วย


แต่จะหยุดตรงนี้ไม่ได้ถ้าไม่ออกไปจากที่นี่ก็ตายสถานเดียว


ขณะที่ซาร่าห์กำลังยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแร๊บบิทก็ยิงแผดเสียงปืนคำรามเข้าใส่พวกศัตรูแบบไม่หยุดหย่อน ในหัวของชายแก่ไม่มีแม้แต่คำว่ายอมแพ้เลยสักนิดทั้งที่ขาเจ็บอยู่
ไม่รวมกับปวดเมื่อยไขข้อเป็นธรรมดาของโรคคนแก่ ปืนลูกซองยังคงพ่นสาดลูกปรายร้อนๆเข้าใส่ใครก็ตามที่เสนอหน้าเข้ามาใกล้มากเกินไป ซาร่าห์ยังคงมองเห็นแร๊บบิท
หลบอยู่ข้างลังเหล็กที่ใช้เป็นจุดกำบังตัวและยิงต่อสู้ไปอย่างไม่ย่อท้อ


“มาเลยสิวะ มาดูกันว่าแกเจ๋งแค่ไหน แน่จริงก็ส่งมาเลย!!” เสียงตะโกนด่าทอตามมาด้วยปืนลูกซองที่ยิงเข้าใส่พวกมันจนร่วงไปอีกคน


“แร๊บบิท! รีบมาเร็วเข้า!!” ซาร่าห์ตะโกนเรียกหลังปรับวงจรพลังงานของชุดเกราะเสร็จ แร๊บบิทรีบลุกขึ้นและเดินกะเผลกๆไปที่ชุดรบของซาร่าห์ที่เวลานี้สภาพของมัน
ไม่ได้ต่างอะไรกับเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้เลยสักนิด


ซาร่าห์ต้องคิดอย่างหนักเพื่อจะหาทางประคองให้ไอ้เจ้าชุดรบสับปะรังเคนี่เดินไปให้ถึงทางออกให้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องยากเมื่อต้องคอยระวังห่ากระสุนที่จะพุ่งเข้าเจาะ
จากด้านหลังอยู่เนื่องๆ ซาร่าห์คงไม่มีปัญหาถ้าต้องหลบอยู่หลังกระจกกันกระสุนอย่างหน้าหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว แต่แร๊บบิทแทบจะเป็นตรงกันข้าม ชายแก่
ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กลางดงกระสุนโดยมีเพียงแค่ขาของชุดเกราะรบที่โดนกระสุนเจาะจนยับเยินเป็นที่กำบังเท่านั้นยิ่งผ่านไปนานความกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนเหมือน
ร่างกายจะหายใจลำบากขึ้นทุกขณะเสียงปืนของแร๊บบิทยังคงดังอยู่เรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลหยดอยู่ตามทางเหมือนจะเป็นสิ่งที่แร๊บบิททำเป็นไม่สนใจมันและดูจะเรียกว่า
ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวดเลยสักนิดก็ว่าได้


“ระบบผิดพลาดความดันรั่ว พลังงานเหลือแค่ 31% กระสุนไม่เหลือ ระบบอาวุธไม่ทำงานเราไม่เหลือทางเลือกแล้ว!!” ซาร่าห์ร้องออกมาคล้ายจะอยากเอาหัวโขกแป้นให้ได้
สภาพของชุดเกราะเกินเยียวยาแล้วจริงๆ แค่ขยับตัวตอนนี้ยังลำบากเลย


“ยังมีอีกอย่างหนึ่งค่ะ...”


“อีกอย่างหนึ่ง? มีอะไรอีกรึไงอลิ-”


โครม!!


ยังไม่ทันจะพูดจบอยู่ๆร่างของซาร่าห์ก็โดนดีดออกมาจากห้องคนขับแบบไม่ทราบสาเหตุ ซาร่าห์ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะเสียหลักตอนลอยออกมายังดีที่ประสาทส่วนใหญ่
ยังไวพอจะทรงตัวทันทีที่ถึงพื้น หลังตั้งสติได้เธอก็เห็นว่าชุดรบจักรกลที่เธอเพิ่งเข้าไปนั่งควบคุมอยู่จนเมื่อครู่นี้มันกำลังขยับได้เองและเอาตัวเข้ากำบังเธอกับแร๊บบิทเอาไว้


“รีบ... ไปค่ะ.... ดิฉัน... จะต้าน.... เอา... ไว้...” เสียงของอลิซดังออกมาจากชุดเกราะรบนั่น และท่าทางไม่ดีเอาซะเลยเพราะเสียงสั่นมาก อลิซกำลังควบคุมชุดเกราะของ
ซาร่าห์และบังคับแทนร่างเอาไว้เพื่อเป้าหมายเดียวคือการซื้อเวลาให้ทั้งสองคนหนีออกไป


“เดี๋ยวก่อนอลิซ!!”


“รีบไป... ค่ะ...”


ไม่มีการรีรออลิซที่เข้าควบคุมชุดเกราะรบ MECH แบบเต็มตัวพุ่งตรงเข้าหาศัตรูเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ ซาร่าห์ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้เมื่ออลิซเดินฝ่าดงกระสุนเข้าไปก่อน
เธอจะทันได้ค้านอะไรขึ้นมา หญิงผมแดงเลยตัดสินใจเข้าไปพยุงร่างของแร๊บบิทที่กำลังล้มอยู่ข้างๆแทน อีกไม่กี่เมตรก็ถึงทางออกแล้วเธอต้องพยายามให้มากกว่าเดิม
ถ้ายังอยากจะรอดออกไปได้แบบเป็นๆ


ยิ่งผ่านไปนานกระสุนก็ยิ่งเพิ่มเข้ามามากขึ้น ซาร่าห์คว้าเอาปืนกลเบาที่ติดมาด้วยยิงกราดไปด้านหลังอย่างดุร้ายเพื่อเปิดทางให้แร๊บบิทเผ่นออกมาได้ทันเวลา ชุดรบที่อลิซ
ควบคุมอยู่คงถ่วงเวลาได้ไม่นานก่อนที่จะพังเป็นเศษเหล็ก เธอต้องลากแร๊บบิทออกมาจากดงกระสุนโดยไวก่อนเรื่องที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นและมันก็ไม่ง่ายเลยกับหญิงผมแดง
อายุเหยียบสี่สิบกลางๆที่ต้องลากผู้ชายขาเดี้ยงตัวหนักกว่าแปดสิบกิโลออกจากดงกระสุนที่ยิงไปมาภายในบ้านแคบๆหลังหนึ่ง ระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรเหมือนยืดยาว
เป็นกิโลขณะที่ซาร่าห์ต้องลากแร๊บบิทที่ยังคงมีบาดแผลที่ขาดเลือดไหลไม่หยุดออกมา


และฝ่ายข้าศึกก็ดูจะจับทางได้หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเลยมีฝนกระสุนสาดเข้ามาตรงจุดที่ทั้งสองคนอยู่เดือดร้อนต้องรีบเผ่นแยกกันไปหลบกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ตามยถากรรม ซาร่าห์อยู่ใกล้กับทางออกเพียงไม่กี่เมตรขณะที่แร๊บบิทหลบอยู่หลังซากของเก่าท่ามกลางห่ากระสุนที่ยิงเข้าใส่อยู่เนื่องๆ แร๊บบิทยิงโต้อีกฝ่ายกลับไปพร้อมทั้ง
สบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ซาร่าห์ฟังไม่ออกว่าที่แร๊บบิทกำลังคำรามใส่นั้นหมายถึงอะไรแต่เชื่อเลยว่าถ้าพ่อแม่ของชายแก่มาได้ยินคงไม่ปลื้มแน่


“แร๊บบิทรีบวิ่งมาเร็วเข้า!” ซาร่าห์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนที่กำลังลั่นเข้าใส่อยู่เนื่องๆให้แร๊บบิทรีบฝ่าออกมาในขณะที่ยังมีโอกาส พูดให้ขำยังไงมันก็ไม่เห็นว่าจะมีโอกาสอะไร
อยู่เลยสักนิดแร๊บบิทขาเจ็บเคลื่อนไหวได้อืดอาดมาก แค่ก้าวออกมายังไม่พ้นที่กำบังก็คงจะโดนยิงตายคาที่ก่อนจะมาถึงเธอเสียอีก


“ฉันไปไมไหวขาฉันไม่มีความรู้สึกแล้ว... เธอรีบไปซะซาร่าห์!” แร๊บบิทพูดพลางเอาเชือกสายรัดเหนือปากแผลเพื่อห้ามเลือดเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะเสียเลือดจนตาย
ก่อนจะหันไปคว้าเอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนอีกเพียงน้อยนิดขึ้นมาเตรียมเอาไว้


“พูดบ้าอะไรของนายแร๊บบิท ฉันไม่ทิ้งนายหรอกนะไม่มีวัน!”


“มองความจริงซะสิซาร่าห์ถ้าเธอโดนจับได้ก็จะไม่มีใครเปิดโปงเรื่องของพวกมัน ทุกอย่างที่ฉันและเธอเสียไปก็ต้องเปล่าประโยชน์ รีบไปซะไม่ต้องห่วงฉัน!!” แร๊บบิทคำรามลั่น
ก่อนยิงโต้ไปนัดหนึ่ง แววตาของชายแก่ที่จริงจังในทุกคำพูดและไม่ลังเลที่จะทำอย่างที่พูด


ซาร่าห์มองดู DSM ที่บรรจุข้อมูลความลับบางอย่างที่บอกไม่ได้ว่าลับแค่ไหนกับแร๊บบิทที่กำลังโดนยิงเลือดอาบอยู่ข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร ชายแก่กำลังสู้สุดความสามารถ
เพื่อให้เธอมีโอกาสหนีไปได้ตราบเท่าที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่ ความลังเลและสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุดทำให้ซาร่าห์ต้องตัดสินใจจากหลายสิ่งที่เธอต้องคิดในเวลาเพียง
ไม่กี่วินาทีจนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด


“ก็ได้แร๊บบิท... อย่าตายนะนายยังติดค้างดินเนอร์ฉันอยู่...”


“ไม่มีปัญหาแม่ยอดหวานใจหลังจบเรื่องนี้ จะให้เลี้ยงมากกว่ามื้อเดียวยังได้เลย!!” เสียงตอบรับและเสียงปืนดังขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกันแร๊บบิทเอาแรงเฮือกสุดท้าย
เท่าที่ยังเหลืออยู่ต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ รอยยิ้มที่แสดงออกบนไปหน้าของชายแก่ท่ามกลางสะเก็ดระเบิดที่ปะทุขึ้น ณ เวลานั้นบ่งบอกว่ามันคือการปั้นยิ้มขึ้น ซาร่าห์
ทำเพียงแค่หันหลังและวิ่งตรงไปที่ประตูทางออกทิ้งแร๊บบิทให้อยู่ที่นั่นแบบไม่เต็มใจนัก


ภายในบ้านที่ยังคงมีเสียงปืนดังระงมมาจากสองด้าน แร๊บบิทยิงกระสุนนัดสุดท้ายออกจากรังเพลิงก่อนโยนปืนลูกซองที่ไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้วทิ้งไป แร๊บบิทดึงเอามีด
ที่เหน็บอยู่ในซองข้างเอวออกมาแทน ฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ว่ากระสุนเข้าหมดแล้วแต่คงอีกไม่นาน เช่นเดียวกับอลิซที่กำลังคุมชุดเกราะรบเข้าปะทะกับพวกศัตรูก็เสียหายยับเยิน
เกินกว่าจะขยับได้อีกต่อไปแล้ว ชุดรบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยพรุนของกระสุนล้มลงดังโครมพร้อมกับวงจรที่ช๊อตประกายไฟจากความเสียหาย


พวกศัตรูที่เริ่มรู้ตัวว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตอบโต้อะไรได้อีกแล้วก็พากันทยอยออกมาจากที่กำบังทีละราย แร๊บบิทแนบมีดเข้ากับลำตัวสูดลมหายใจเต็มที่พร้อมตะลุมบอน
ในอีกไม่กี่อึดใจ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงซ่าๆที่ฟังได้ไม่ประติดประต่อที่ดังมาจากภายในห้องคนขับของชุด MECH ที่อลิซควบคุมอยู่ได้ใจความว่า...


“ระบบ... ล้ม... เหลว... เข้าสู้ระบบ.... ทำลายตัวเอง.... เริ่ม... นับถอย... หลัง... สาม.... สอง... หนึ่ง...”


เสียงแจ้งเตือนที่ดังไม่ปะติดปะต่อกันของอลิซทำให้แร๊บบิทรู้ถึงชะตากรรมของตนเองที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าชายแก่กลับไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดในทางตรงกันข้าม
เขากลับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังมีความสุขหรือได้เจอเรื่องดีๆเสียด้วยซ้ำ


“แล้วเจอกันนะซาร่าห์...”


ตูม!!


แสงสว่างวาบที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาพร้อมกับเสียงฉีกกระชากที่ดังจนแทบไม่รับรู้ถึงอะไรอีกหลังจกนั้นเกิดขึ้น แร๊บบิททำเพียงนอนนิ่งหายใจเบาๆและมองออกไปที่ทางออก


แรงระเบิดจำนวนมหาศาลขนาดถล่มตึกราบได้ทั้งหลังเกิดขึ้น เสียงที่เกิดจากแรงอัดอันมหาสารดังไปถึงสามบ้านแปดบ้านจนได้ยินกันทั้งแถบ ซาร่าห์เหลียวหลังหันกลับไป
มองดูอาคารที่เธอเพิ่งจะวิ่งออกมากำลังถล่มด้วยแรงระเบิดมีไฟลุกท่วมเป็นหย่อมๆ แร๊บบิทยังคงอยู่ในนั้นด้วยตอนที่มีการระเบิดขึ้นซาร่าห์มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
โดยไม่พูดอะไรออกมา ในมีของเธอก็กำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกทรมานใจ ถึงตอนนี้เธออยากจะวิ่งกลับไปดูแต่กลับต้องเบือนหน้าหนีและวิ่งออกห่างจากที่นั่น
ให้ไวที่สุดท่ามกลางเสียงไซเร็นของรถดับเพลิงหรือรถตำรวจที่กำลังแห่เข้ามาคุมสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดไปหยกๆ การตัดสินใจครั้งนี้เธอไม่สามารถถอยหนีได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของซาร่าห์คือ วิ่งต่อไปและวิ่งต่อไป....



--------------------------------------------------------------------------------------------------



หลังกลับถึงฐานรันฟาก็ต้องรีบแบกเพื่อนร่วมหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บในภารกิจนับว่ายังดีที่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เดือดร้อนแพทย์สนามแบบเธอเอาการ
เพราะหมอประจำฐานมีไม่พอรันฟาเองก็ได้รับบาดเจ็บมาเหมือนกันแต่ก็เพียงแค่แผลถลอกเมื่อเทียบกับรายที่โดนยิงแล้วมันคนละเรื่อง ที่น่าแปลกคือภารกิจนี้ดันไม่มีใครตาย
สักคนที่รันฟาแปลกใจไม่ใช่ทหารพวกนี้หากแต่เป็น วิง ที่รันฟาเห็นกับตาว่าโดนจรวดต่อต้านอากาศยานยิงเข้าใส่แบบจังๆแล้วแท้ๆ แต่ตรงกันข้ามหลังผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง
รันฟาก็เห็นเจ้าตัวออกมาเดินได้แบบหน้าตาเฉยโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเสียด้วยซ้ำ


มันประหลาดมาก ประหลาดเกินไปสำหรับหลายคนด้วยซ้ำ ยิ่งรันฟาที่เป็นทั้งแพทย์สนามมีประสบการณ์มาพอสมควรในการรักษาคนเจ็บนสนามรบก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ถึงที่ผ่านมาหลายเดือนเธอจะทั้งเห็นและสัมผัสอะไรแปลกๆจากคนของสเป็คเตอร์มามาก ทั้งพวกกลายพันธุ์มีความสามารถพิเศษ หรือพวกมนุษย์ธรรมดาที่ดันมีทักษะ
เหนือมนุษย์มนาทั่วไปมันก็ยังไม่แปลกเท่ารายนี้


จะว่าไปแล้วรันฟาเคยสังเกตหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มนักบินเหินเวหาจอมทะเล้นรายนี้ที่เรื่องราวนั้นค่อนข้างจะคลุมเครือและลึกลับจนเดาไม่ออกถึงปกติเจ้าตัวจะชอบทำตัว
เด่นแบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเลยก็ตามแต่ก็ยังอุตส่าห์มีเรื่องให้รันฟาหยิบมาสงสัยได้หลายอย่าง เช่น ทั้งเรื่องที่ว่าเธอไม่เคยเห็นหมอนี่มีแผลเป็นเลยเมื่อเทียบกับสมาชิก
ทุกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน หรือว่าเรื่องที่เจ้าตัวมักจะใส่ชุดแบบเดิมตลอดรันฟาคิดว่ามันน่าจะเป็นชุด EXO รูปแบบหนึ่งที่แปลกใจคือวิงยังสวมมันตลอดเวลาไม่เคยถอดออกทั้งที่
มันน่าจะหนักมากโขอยู่สำหรับหนุ่มร่างบางผอมแห้งอย่างวิง และอย่างสุดท้ายคือเธอไม่เคยเห็นวิงออกมากินอะไรร่วมกับชาวบ้านเขาเลยสักครั้งอย่างน้อยที่สุดหกเดือนก็น่าจะ
มีสักครั้งที่บังเอิญเห็นวิงออกมาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนบนโต๊ะอาหารบ้างแต่นี่กลับไม่เคยเห็นเลยสักครั้งก็นับว่าแปลกทั้งที่สมาชิกคนอื่นของสเป็คเตอร์ต่างก็เห็นมาหมดแล้ว
ยกเว้นรายนี้รายเดียว


แต่ครั้นจะสอบถามรอบตัวก็ดันมีงานล้นมือซะอีก คนเจ็บมากมายมารอแถวกันเรียงเข้ามาให้เธอดูอาการและทำแผลให้ถึงหลักๆจะไม่ได้มีอะไรมากแต่เธอก็ต้องทำตามคำร้องขอ
ของหัวหน้าพยาบาลประจำฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นของเลือดผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อและอะไรต่อมิอะไรจากสนามรบลอยตลบไปทั่วทั้งห้องพยาบาลจนรันฟาแทบจะเป็นลม
อยู่รอมร่อเพราะเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมกับพวกหน่วยฮาวด์ในห้องพยาบาลนี่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับเสียงบ่นเสียงคุยจอแจของหลายคนที่โดนยาฆ่าเชื้อราดแผล
จนเผลอโวยวายออกมาเล็กน้อยอีก


กว่าจะเสร็จงานก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมงเมื่อคนเจ็บรายสุดท้ายออกจากห้องไปเหลือแต่พวกที่อาการหนักต้องนอนในห้องพยาบาลที่หัวหน้าพยาบาลต้องดูแลเอง รันฟาไม่คิดจะ
ทำโอทีอยู่แล้วเพราะงั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะผละตัวออกมาจากห้องพยาบาลพร้อมทั้งถอดถุงมือยางออกและหายใจเข้าให้เต็มปอดสักเฮือก ในเวลานี้หญิงสาวอยากจะไปอาบน้ำ
แล้วนอนพักให้หายเหนื่อยสักทีแต่ก็ดันติดที่ว่ามีคนมารอเธออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้มาแปลกเพราะคนที่มายืนรอเธอกลับเป็นวัลคิลลี่สาวน้อยจากหน่วยพีเจี้ยน เด็กหญิงวางมาด
ท่าทางแบบผู้ใหญ่เกินตัวและยังคาบแผ่นสาหร่ายเอาไว้ในปากเหมือนพวกแมวไม่มีผิด


“รสชาติไม่เลวนะว่าไหมสาหร่ายแผ่นของญี่ปุ่นเนี่ย” แผ่นสาหร่ายถูกฉีกเป็นชิ้นๆและบดด้วยรามไปมาก่อนกลืนลงท้องของวัลคิลลี่ไปแบบไม่มีใครคิดถึง รันฟามองดูท่าทีของ
เด็กหญิงก็รู้สึกได้ว่าเธอคงมีบางอย่างที่ต้องการจากเธออยู่


“เธอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ ถ้าเธอเจ็บแล้วเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ก็เชิญข้างในห้องพยาบาลนะ ฉันจะไปพักแล้ว” รันฟาตอบส่งๆกลับไปบอกตามตรงว่าเธอไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่าย
ที่มีท่าทีคุกคามมากนักในตอนนี้ แต่ท่าทางเด็กหญิงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆด้วยนี่สิ


“ก็แค่มาเดินเล่นเท่านั้นแล้วก็อีกอย่างฉันอยากได้บางอย่างของเธอซะด้วยถ้าเธอส่งมันมาดีๆฉันก็ยินดีแลกกับอะไรดีๆที่ฉันมีนะ” วัลคิลลี่พูดขณะยัดสาหร่ายแผ่นสุดท้ายเข้าปาก
และเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาที่มองมาบ่งบอกว่าอีกฝ่ายขี้ตื้อไม่หยุดจริงๆ


“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะแม่ตุ๊กตา?” รันฟาถาม


“ดาบของทาล่อนที่เธอได้มาจากตาเฒ่าปืนโหดคนนั้นไง” วัลคิลลี่มองไปที่ดาบทาล่อนซึ่งรันฟาเหน็บเอาไว้ข้างเอวอยู่ตอนนี้


“เธอจะเอาดาบเล่มนั้นไปทำอะไรกัน เธอดูไม่ใช่พวกคลั่งดาบหรืออะไรพวกนี้ซะหน่อยนี่นา” รันฟาถามอีกครั้งและเริ่มสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายมากขึ้น


ดาบของทาล่อนที่เพิ่งได้มาในภารกิจแม้รันฟาจะยังไม่เคยได้ลองใช้หรือทดสอบอะไรสักอย่างแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา และมันยังมีอะไรอีกหลายอย่าง
เกินคาดเดาซ่อนอยู่เล่มนั้นด้วย และจนกว่าจะแน่ใจว่าดาบนั่นปลอดภัยพอหรือไม่มีอะไรตุกติกอยู่ภายในก็ไม่ควรจะมีใครได้เอามันไปใช้หรือทำอะไรทั้งสิ้นและโชคร้าย
คนที่ดันมีความรู้เรื่องดาบดันมีแค่รันฟาคนเดียวในฐาน


การที่วัลคิลลี่คิดจะเอาของที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาบอย่างรันฟายังไม่ยืนยันไปในตอนนี้เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน คงต้องลองปฏิเสธอย่างเป็นมิตรดูเผื่อวัลคิลลี่จะเข้าใจ


“ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย ฉันยังให้เธอไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะถ้าเธออยากได้รอให้ตรวจสอบก่อนได้ไหมแล้วฉันจะเอามาให้เธอเองถ้าแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรน่ะ”


“ไม่... ฉันต้องขอมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะงั้นบอกมาว่าเธอต้องการอะไรและกับดาบเล่มนั้น...” เด็กหญิงยังคงดื้อดึงต้องการที่จะเอาดาบเล่มนั้นให้ได้ และแววตาของเธอ
เริ่มส่ออาการไม่พอใจขึ้นมาบ้างแต่รันฟายังคงยืนยันคำตอบเดิม


“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ให้เธอตอนนี้ล่ะ”


“เกลียดชะมัดตอนเจรจาล้มเหลวเนี่ย... คงต้องใช้วิธีง่ายๆซะแล้วสิ...”


เพี๊ยะ!!


ช่วงจังหวะที่กำลังคุยอยู่ท่อนแขนอันเรียวบางแต่เต็มไปด้วยพลังของวัลคิลลี่ก็พุ่งเข้าหารันฟาอย่างรวดเร็ว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของรันฟาที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วทำให้รันฟา
เอาแขนของตนเองปัดและเบี่ยงวิถีมือของอีกฝ่ายไปได้แบบง่ายๆ เห็นแบบนี้อย่าคิดว่ารันฟาเก่งแค่เพลงดาบเชียว อาจารย์ของเธอไม่ได้สอนแค่วิชาดาบเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง
ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างคาราเต้ด้วยและบวกกับการฝึกแบบเฉียดตายผ่านนรกของคอนเนอร์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอีก แค่ฝ่ามือที่หวดเข้ามาตรงๆของเด็กแปดขวบ
ร่างใหญ่แค่นี้อย่าหวังจะล้มรันฟาได้เชียว


“ขยับตัวไม่ไวเลยนะถ้ามีเรื่องกันตรงนี้มีสิทธิเป็นผีเฝ้าทางเดินได้เลยนะ ถ้าบอกป้องกันตัวใครก็ต้องเข้าใจทั้งนั้น เราต่างคนต่างถอยไปไม่มีเรื่องดีกว่าไหม... ขอล่ะ” รันฟา
พยายามพูดกล่อมทำยังไงก็ได้ที่จะเจรจาให้ได้อย่างสันติที่สุด แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ยอมทำตามง่ายๆ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้นสีหน้า
ของวัลคิลลี่บอกชัดว่าครั้งต่อไปมันจะแย่กว่านี้


“ไม่... ส่งมาดีๆไม่งั้นจะไม่เตือน...”


รันฟาเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเอนไปทางเลวร้ายแบบที่คิดเอาเข้าจริงอาจจะมากกว่านั้น สายตาของคนรอบข้างเริ่มเพิ่งมาทางเธอกับเด็กคนนี้เข้าให้แล้วด้วย
ถ้าบังเอิญฟาดปากกันตรงนี้มีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่จะให้เธอมอบของอันตรายแบบนี้ให้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำอยู่ดีนั่นล่ะและอีกอย่างเธอรู้สึกว่าเธออยากจะสอน
บทเรียนอะไรให้หน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจมีเรื่องแบบนี้กล่อมยังไงคงไม่สำเร็จแน่คงต้องให้เป็นอย่างที่เจ้าตัวต้องการ อยากมีเรื่องเจ๊จัดให้!


แต่คงต้องมีเรื่องกันภายใต้ขอบเขตหน่อย...


รันฟาสงบใจให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลาแบบนี้คงต้องทำเป็นใจดีสู้เสือไปก่อน “งั้นก็ได้ฉันจะให้ดาบนั่นกับเธอ แต่มันคงต้องมีเงื่อนไขหน่อยล่ะ...
ถ้าเธอทำได้ก็เอาดาบเล่มนี้ไปได้เลย”


วัลคิลลี่ทำคิ้วขมวดอย่างสงสัย “เงื่อนไข? เงื่อนไขอะไร”


“รู้ไหมในยุคโบราณซามูไรจะพกดาบติดตัวไว้เสมอไม่ว่าเวลาไหนกล่าวกันว่าดาบคือตัวแทนวิญญาณของซามูไรคนนั้นๆ การถูกชิงดาบไปจึงไม่ต่างอะไรกับการชิงวิญญาณ
ของซามูไรคนนั้นไปเลยล่ะ”


“เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่” วัลคิลลี่พูดตัดบท


“หากจะให้ไปแบบง่ายๆมันก็กระไรอยู่ ถ้างั้นเราจะมาทำกันแบบที่พวกซามูไรยุคโบราณทำกันดีไหม เดิมพันวิญญาณด้วยการประลองดาบ ใครชนะก็ได้สิ่งที่ต้องการไป
เอาล่ะว่าไงเงื่อนไขนี้พอรับได้ไหม” รันฟายิ้มออกมาและเธอจงใจเสแสร้งปั้นยิ้มบางส่วนเพราะในใจของเองก็กำลังคิดอย่างว้าวุ่นว่าจะทำยังไงต่อหากอีกฝ่ายไม่สนใจข้อเสนอนี้
มีแววว่าจะได้ปะทะกันกลางทางเดินแคบๆนี่สูงมาก วัลคิลลี่เองก็ดูจะไม่สนใจฟังเหตุผลเท่าไหร่นักถ้าต้องปะทะกันตรงนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่สำหรับทั้งสองฝ่าย


ทางวัลคิลลี่ที่นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิดทบทวนข้อเสนอของรันฟา ทำเอาบรรยากาศเงียบอยู่ได้นานหลายนาทีจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนซึ่งรันฟากำลังรอฟังอยู่


“ก็ได้ถือซะว่าออกกำลังกายเล่นกับพวกมือใหม่อ่อนหัดก็แล้วกัน...”


“อ่อนหัดหรือไม่อ่อนหัดเดี๋ยวก็ได้รู้ แม่ตุ๊กตา”


“อย่าเรียกฉันว่าแม่ตุ๊กตา ยัยจีนขาตะเกียบ!” วัลคิลลี่ตอกกลับก่อนจะรีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่โรงฝึกอย่างว่องไว รันฟาทำเพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งและเหนื่อย
หน่ายในเวลาเดียวกันมองในแง่ดีคือตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น ของจริงกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก


แน่นอนว่าการประลองครั้งนี้รันฟาพยายามจะไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่กัน หญิงสาวเลยปิดเรื่องทุกอย่างและไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นจนถึงขึ้นดึงความสนใจที่ไม่จำเป็นเข้ามาหาตัวเธอ
อย่างน้อยที่สุดเธอก็อยากจะรีบประลองแล้วรีบเผ่นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ภายในห้องโดโจสำหรับฝึกวิชาดาบนั้นมีคนใช้อยู่เพียงไม่กี่คนโดยส่วนมากจะเป็น
สถานที่สำหรับฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่าง ยูโด เทควันโด และคาราเต้ซะมากกว่า คนที่ฝึกวิชาดาบญี่ปุ่นในฐานนี้เลยมีแค่รันฟาคนเดียวเท่านั้น และมันก็ดีตรงที่
ได้ความเป็นส่วนตัวไปเต็มๆ


รันฟาเดินตามเด็กหญิงเข้ามาในห้องฝึกก่อนจะวางดาบทาล่อนเล่มยาวที่ใช้เป็นรางวัลของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ตรงข้างๆพื้นของลานฝึกก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้ไม้เก่าๆ
และดึงดาบไม้สำหรับฝึกที่อยู่ในตู้นั่นออกมาสองเล่ม รันฟาโยนเล่มหนึ่งให้วัลคิลลี่ไปเด็กหญิงรับเอาไว้กลางอากาศแบบง่ายๆพลางควงไปมาเพื่อสร้างความคุ้นเคย


“เราจะแข่งกันสามไม้ ตีโดนหนึ่งจุดหนึ่งไม้ ชนะสองในสามเท่านั้น สงสัยอะไรไหม?” รันฟาถาม


“มี... เมื่อไหร่จะเริ่มซะทีฉันอยากจะเอาดาบนั่นไปดูเร็วๆแล้ว”


รันฟายิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ใจเย็นๆสิ เวลาต่อสู้เขาห้ามใจร้อน จะต้องทำให้ใจสงบและมีสมาธิ นี่คงไม่มีใครสอนเธอเรื่องนี้หรอกใช่ไหมแม่ตุ๊กตา”


“ที่นี่เราไม่สนเรื่องหลักการหรือวิธีการแนวคิดหรอก แค่ให้ชนะได้วิธีการไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้นล่ะ รีบๆเริ่มได้แล้ว!!”


คำตอบที่มาพร้อมท่าทีเร่งรีบและใจร้อนทำให้รันฟายิ้มออกมาได้โดยไม่มีความเครียดเหลืออยู่เท่าไหร่นัก หญิงสาวค่อยๆเดินไปประจำที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมทั้งลองยกดาบ
เพื่อทำความคุ้นเคยกับน้ำหนักของมันก่อนจะจับดาบสองมือชี้ไปลายดาบไม้ไปข้างหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดี ความจริงถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการเธออยากจะเปลี่ยน
เสื้อผ้าเป็นชุดผ้าญี่ปุ่นสำหรับฝึกวิชาดาบมากกว่าชุดรบขาดๆที่เพิ่งผ่านสมรภูมิมาสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ก็ช่างเถอะเพราะอีกฝ่ายรีบร้อนมากคงไม่เสียหายอะไรนัก
ถ้าจะประลองกันทั้งๆใส่เสื้อขาดแบบนี้ไป


รันฟาเริ่มจับดาบไม้ให้มั่นและทำใจให้สงบจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การขยับตัวของกล้ามเนื้อทุกมัด แววตา จิตสังหาร ทุกๆอย่างอยู่
ในการมองเห็นของเธอทั้งหมดราวกับภาพทุกอย่างเคลื่อนที่ช้าลงจนหยุดนิ่ง ต่างฝ่ายต่างจ้องมองเข้าใส่กันรอการเคลื่อนไหวที่จะบังเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะเปิดช่องออกมา
ก่อนกัน


ควับ! เปรี้ยง!


ชั่วพริบตานั้นเองรันฟาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารคมกริบที่ปะทะเข้ามาก่อนเธอจะเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณ ยกการ์ดดาบมาทางด้านหลังรับแรงปะทะของเด็กหญิงที่อยู่ๆก็หายไป
จากด้านหน้าและมาโผล่ด้านหลังเธอในพริบตาเดียวหมายจะเล่นงานจากด้านหลังของรันฟา ทั้งความเร็วและพลังนั่นไม่ใช่อะไรที่จะมองข้ามได้เลย รันฟากลิ้งตัวถอยออกมา
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เธอมีเวลาได้หายใจตวัดดาบเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว รันฟาทำได้เพียงปัดปลายดาบไม้ของอีกฝ่ายออกไปทางด้านข้าง แต่แรงปะทะ
ที่รับรู้ได้ก็มหาศาลเกินกว่าที่รันฟาจะปัดป้องได้นานนัก ไม่น่าเชื่อว่ารูปร่างที่ดูบอบบางไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวจะมีเรี่ยวแรงที่มากขนาดนี้ รันฟาทำได้เพียงแค่ปัดป้องหลบคมดาบ
เท่านั้นช่องว่างในการสวนกลับแทบไม่มีให้เห็น


รันฟาต้องประคองร่างระหว่างที่จัดระบบความคิดของตัวเองให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความเร็วของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ธรรมดาราวกับไม่ใช่ความเร็วของมนุษย์เช่นเดียวกับแรงปะทะ
ของดาบนั่นไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันจะมาจากท่อนแขนอันเรียวบางไม่ต่างอะไรกับแขนของเธอเลยสักนิด วัลคิลลี่ยังคงฟาดดาบเข้าใส่รันฟาอย่างต่อเนื่องไปเปิดช่องให้รันฟา
สวนกลับเลยสักนิด


“อะไรกันมีดีแค่นี้เหรอ ท่าทีที่บอกว่าจะเอาชนะฉันมันหายไปไหนหมดกัน” เด็กหญิงผมดำยิ้มเยาะขณะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าหารันฟา


ยิ่งนานเข้าแขนสองข้างของรันฟาก็เริ่มชาจนเคลื่อนไหวได้ช้าลง ความเหนื่อยล้าที่ยังไม่หายไปไหนมาจากการทำภารกิจและการรักษาคนจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อมีความเหนื่อยล้านั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวอืดลง และการเคลื่อนไวที่อืดลงก็หมายถึงช่องว่างที่วัลคิลลี่จะสามารถช่วงชิงไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดาบไม้
เล่มยาวบุกเข้าถึงตัวก่อนจะหวดโดนชายโครงของรันฟาไปเต็มๆครั้งหนึ่ง


ร่างของรันฟากระเด็นตามแรงปะทะ ความรู้สึกตอนถูกฟาดเข้าเมื่อครู่นี้ทำเอาขยับตัวแทบไม่ออก อย่างกับโดนค้อนยักษ์หวดเข้าใส่จริงๆ


“ว้าแย่จังสงสัยงานนี้คงได้ดาบเล่มนั้นมาแบบกินหมูซะแล้วล่ะมั้ง...” เสียงเยาะเย้ยของอีกฝ่ายกระตุ้นให้รันฟาต้องรีบลุกขึ้นมาโดยไว สิ่งที่แย่กว่าความตายสำหรับนักดาบ
คือการโดนดูถูกและหยามศักดิ์ศรี


ถึงรู้สึกราวกับปลายประสาทจะส่งสัญญาณเตือนถี่ๆออกมาไม่มีหยุดเป็นไมเกรนว่าอย่าฝืนแต่รันฟาก็ต้องลุกขึ้นมาอีกรอบ เทียบกับตอนที่สู้กับอาจารย์ในการฝึกซ้อม
เมื่อหลายปีก่อนแล้ว นี่เทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


แหงล่ะ... ตอนฝึกคราวนั้นดันใช้ดาบจริงเลยนี่นา...


แต่ที่รันฟาต้องลุกขึ้นมาเหตุผลหลักคือเธอไม่สามารถทนได้หาต้องโดนดูถูกแบบนี้ โดนดูถูกโดยเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้ในวิถีแห่งดาบเลยสักนิด เด็กที่เธอต้อง
แพ่นกบาลให้หายซ่าสักทีท่าทางได้เวลาสอนให้รู้จักสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ซะแล้ว เมื่อคิดแบบนั้นรันฟาก็รีบทรงตัวและยื่นปลายดาบตรงไปข้างหน้า


“อย่าแน่ใจไป มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ตั้งการ์ดให้ดีๆล่ะแม่หนูรอฉันบุกบ้าง...” สายตาพาดขวางของรันฟามองมาทางวัลคิลลี่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สายตาที่คมกริบราวกับ
นักล่าท่อนแขนเรียวบางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำขยับขึ้นจับดาบเอาไว้อย่างมั่นคงเกินกว่าตาเห็น ลมหายใจเขาออกเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ประสาทสัมผัสทุกด้าน
ราวกับถูกลับขึ้นจนคมกริบในชั่วระยะเวลาหนึ่ง


วัลคิลลี่มองดูท่าทีของรันฟาทั้งที่ปากพูดแบบนั้นแต่ทั้งร่างกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ สารรูปดูไม่ได้แม้แววตานั่นจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพูดจริงก็เถอะ แต่ด้วยสภาพร่างกาย
แบบนั้นแค่เป่าเบาๆก็คงกระเด็นแล้ว เด็กหญิงจึงทำเพียงยกดาบขึ้นมาและแสร้งทำเป็นตั้งท่าป้องกันทั้งที่ความเป็นจริงเธอไม่ได้สนใจจะป้องกันอะไรทั้งนั้น


“ทำเก่งไปก็เท่านั้นน่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพิ่มก็ส่งดาบนั่นมาซะดีๆจะดีกว่าน่าไม่งั้น-”


ควับ!!


“ไม่งั้นอะไร...”


ช่วงก่อนพูดจบประโยครันฟาก็หายไปจากการรับรู้ของวัลคิลลี่ รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มาโผล่ที่ด้านหลังพร้อมทั้งจ่อดาบไม้ที่หลังคอของวัลคิลลี่ ทำเอาเด็กหญิงตัวแข็งทื่อไม่กล้า
ขยับอะไรปุบปับ ความเร็วที่เห็นเมื่อกี้นี้มองแทบไม่ทัน รันฟาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำแต่ที่เธอรู้แจ้งชัดเจนคือถึงต่อจากนี้อาจจะรุนแรงไปหน่อยเธอก็
ต้องฟาดให้ใครบางคนเลิกร้อนวิชาได้แล้ว


“เป็นอะไรไปมองไม่ทันรึไง...” รันฟาเย้ย


วัลคิลลี่กระโดดออกมาตั้งหลักทันทีโดยที่รันฟาไม่ได้วิ่งตามไปแต่อย่างใด หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่จับดาบอย่างมั่นคงไม่พูดเอ่ยวาจาใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว
แววตาที่มุ่งมั่น สงบนิ่ง เยือกเย็น และไม่คิดอะไรในหัวนอกจากความว่างเปล่าในจิตใจและการขยับตัวที่เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบุกเข้ามาตรงๆ
รันฟาก็ต้องเล่นอย่างอื่นแทนและเธอก็จับทางได้แล้วว่าควรทำยังไง


“กลัวรึไงแม่หนูน้อยอยากกลับบ้านไปหาหม่าม้าแล้วรึไง...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มแบบเหยียดๆ ขณะจ่อปลายดาบไม้มาข้างหน้าเป็นเชิงท้าทายเด็กหญิงที่กำลัง
ออกอาการตกใจอยู่เล็กน้อย


“ฮึ่ม... กร๊อด!!”


และอีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาด้วยการเหวี่ยงดาบไม้เข้าใส่อย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้แต่เหมือนดาบนั่นจะตีไม่ถูกอะไรเลยสักอย่างนอกจากอากาศเท่านั้น ร่างกายของหญิงสาวขยับอย่างรวดเร็วหลบดาบไม้ไปได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือมนุษย์ที่วัลคิลลี่มีแทบไม่มีผลใดๆเลยกับรันฟา หลังปรับตัวได้รันฟาก็มองออกแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้จะขยับดาบเคลื่อนไหวยังไง ความเร็วที่เหนือมนุษย์อาจเป็นจุดแข็ง แต่มันไม่อาจกลบจุดอ่อนที่รันฟามองเห็นในตัวของวัลคิลลี่เลยสักนิด


ความหยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเอง ใจร้อน ขาดความเยือกเย็น และมุ่งจะเอาชนะทุกอย่างที่เธอมีคือข้อเสียร้ายแรงของผู้ที่เป็นนักดาบแทบทั้งสิ้น ไม่นับกับประสบการณ์ทางเชิงดาบ
ที่อีกฝ่ายมีเพียงน้อยนิด ช่องทางดาบที่กวัดแกว่งอย่างรวดเร็วราวกับเป็นกำแพงเหล็กนั่นอาจจะดูพึ่งพาได้แต่ในทางตรงกันข้าม


เปรี้ยง!!


รันฟาหวดดาบไม้กระแทกเข้าตรงจุดที่การป้องกันต่ำสุดอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือของวัลคิลลี่เคลื่อนออกจากมืออย่างช้าๆ รันฟาสวนช่องว่างต่อทันทีอีกสามดาบอย่างหนักหน่วง
อย่างที่คิดดาบไม้หลุดออกจากมือของเด็กหญิงลอยหมุนคว้างกลางอากาศอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรยึดไว้ก่อนหน้านี้ ร่างกายที่แข็งแรงเกินมนุษย์นั่นเทียบไม่ได้กับกำลัง
ข้อแขนทรงพลังที่รันฟาฝึกมาตั้งแต่เด็ก สำหรับนักดาบหากขาดข้อแขนที่แข็งแรงก็อาจจับดาบไม่มั่นคง เมื่อดาบหลุดมือก็หมายถึงความตาย เหมือนกับวัลคิลลี่ที่โดนรันฟา
หวดเข้าชายโครงอย่างแรงจนกระเด็น


ร่างของเด็กหญิงลอยละลิ่วปลิวตามแรงฟาดก่อนหลังกระแทกพื้นดังโครมจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น พอตั้งสติได้รันฟาก็ยืนอยู่ตรงหน้าและเอาดาบไม้จ่อหน้าเอาไว้


“ดาบนี้เธอแพ้แม่ตุ๊กตา...”


“ฮึ่ม...!!”


เด็กสาวถีบตัวเองพุ่งจากพื้นก่อนจะกลิ้งตัวไปคว้าเอาดาบไม้ที่โดนปลดออกจากมือไปเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงฟาดเข้าใส่รันฟาอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะจนแทบไม่เหลือ
ความรุนแรงหรือความเฉียบคมเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ กับคนที่โมโหจนตาบอดย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรันฟา หญิงสาวทำเพียงกระโดดถอยหลังออกมาเท่านั้นดาบไม้ที่ฟาดเข้ามา
ก็กลายเป็นการฟาดอย่างสูญเปล่าไปโดยง่ายหญิงสาวมองการเคลื่อนไหวของดาบอีกฝ่ายอย่างใจเย็นรอจังหวะที่เหมาะสมจนกระทั่งได้โอกาสโต้กลับ รันฟารับการโจมตีเอาไว้
พร้อมเบี่ยงวิถีดาบไปทางอื่นและกระแทกใส่ท้ายทอยด้วยด้ามดาบจนวัลคิลลี่ล้มลง การประลองนี้รู้ผลแล้ว


“เธอแพ้แล้ว... ตามสัญญาฉันเก็บดาบเอาไว้เหมือนเดิม...” รันฟาพูดพร้อมทั้งหันหลังเดินไปเพื่อจะหยิบดาบทาล่อนที่เป็นรางวัลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าวัลคิลลี่เพิ่งจะลุกขึ้น
และคว้าเอามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ออกมาและปาใส่รันฟากะเล่นทีเผลอ รันฟาไม่ทันตั้งตัวเลยเพิ่งจะรู้สึกตอนที่มีดพุ่งเข้ามาหาได้ครึ่งทางแล้วอีกไม่กี่วิมันคงพุ่งเข้าปักกลางหัว
ของเธอจนเป็นรูโหว่แน่


กึก!!


ปลายมีดกลับหยุดกึกกลางอากาศห่างจากหน้าผากไปเพียงไม่กี่นิ้วแทนที่จะปักเข้าไปในหัวของรันฟา หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้จะขยับตัวแต่อย่างใด เมื่อมีมือของ
คนๆหนึ่งมาจับคมมีดเอาไว้กลางอากาศพอดี รันฟารอดตายหวุดหวิดมาได้ขณะที่บุคคลที่เข้ามาช่วยนั้นมองไปที่วัลคิลลี่ด้วยแววตาและท่าทางที่ชวนสยดสยองเป็นที่สุด
สิ่งที่รันฟาเห็นจะเรียกว่าพลังงานลึกลับ เวทมนตร์ หรือความมืดดีเพราะเธอแยกไม่ออกว่ามันคืออะไรแล้ว หญิงสาวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่รุนแรงแบบไม่เคยเจอมาก่อน
จากผู้ที่เข้ามาช่วยจนแทบหายใจไม่ออก วัลคิลลี่มองกลับมาด้วยนัยน์ตาที่เบิ่งออกกว้างด้วยความกลัวและตกใจในเวลาเดียวกัน


“วัลคิลลี่... นี่คิดจะทำอะไร...” เสียงสะท้อนดังก้องในลำคอให้ความรู้สึกน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ไม่นับกับไอความมืดสีดำประหลาดๆที่แผ่ออกมาจาก
ร่างของคนๆนี้ และดวงตาสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องไปทางเด็กหญิงร่างใหญ่แบบไม่ลดละ


“มะ... แม่...”


“คุณเรเวน... คือเรื่องนี้...” รันฟาพูดหลังตั้งสติได้


“ไม่ต้องพูดฉันเห็นหมดแล้ว... ลูกคิดจะทำอะไร... คิดจะฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยรึไง... เพื่อดาบเล่มเดียว... ลูกรู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่!!!” เรเวนตวาดคำรามลั่นพร้อมกับความมืด
ที่ห่อหุ้มกายแผ่กว่างขยายรัศมีออกมา คราวนี้รันฟาได้รับผลไปเต็มๆเช่นเดียวกับวัลคิลลี่แม้จะไม่ได้หนักเท่า มีดสั้นที่วัลคิลลี่ปาใส่เธอเมื่อครู่ถูกสนิมเกาะในเวลาอันสั้น
ก่อนสลายเป็นผุยผงไปในที่สุด วัลคิลลี่ได้รับผลกระทบนี้หนักมากจนออกอาการหายใจลำบากเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบกโดยมนุษย์ไม่มีผิด


รันฟาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลยเหมือนกับตัวเองกำลังโดนดูดพลังงานออกจากร่างและเฉียดเข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกวินาที มันต่างกับคราวที่เรเวนสู้กับโครว์ก่อนหน้านี้
ลิบลับ มันทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันหากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงแย่แน่ รันฟารีบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่เดินเข้าไปหาวัลคิลลี่ที่อ้าปากพะงาบๆอยู่ตรงหน้า
ทีละก้าวอย่างยากลำบากเหมือนกับกำลังเดินต้านกลางลมพายุไม่มีผิด ไอสีดำพวกนี้มันมีคุณสมบัติที่แปลกชะมัดบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอะไรหรือมีสถานะเป็นอะไรกันแน่
แต่รันฟาก็ยังเดินฝ่ามันเข้าไปและเอาตัวบังวัลคิลลี่ไว้ทั้งที่มันอาจจะไม่ช่วยอะไรมากนัก


“หยุดก่อนค่ะ... คุณเรเวน...” รันฟาตะโกนสวนกับกระแสของคลื่นไอสีดำที่ถาโถมเข้ามา ทำเอาเรเวนต้องรีบผ่อนลงแต่ก็ยังไม่คลายหมดเสียทีเดียว


“คิดจะทำอะไร...”


“เธอยังเด็กอยู่ยังต้องเรียนรู้... อย่าทำแบบนี้ค่ะ...” รันฟาตอบเสียงหอบ


“ถอยไปซะ... ครั้งนี้วัลคิลลี่ทำเกินไป... ต้องให้บทเรียน... อย่าได้หันอาวุธใส่เพื่อนเด็ดขาด...” เสียงของผู้เป็นแม่แสดงถึงความเด็ดขาดแม้น้ำเสียงจะบอกว่าไม่อยากทำ
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มากนัก แต่ก็จำเป็นต้องทำ รันฟาเข้าใจในข้อนี้ดีแต่พอเห็นวัลคิลลี่ทรมานแบบนี้ใจมันก็อดทำแบบนี้ไม่ได้ แม้อีกฝ่ายกะจะฆ่าเธอเมื่อกี้นี้เลยก็ตามแต่เธอเพียง
แค่อยากจะสอนบทเรียนให้กับวัลคิลลี่เท่านั้นไม่ได้อยากเห็นเธอถูกทรมานอย่างที่เห็น ท่าทางนิสัยเก่าของเธอจะยังไม่ได้หายไปไหน


“เด็กคนนี้คือลูกสาวของคุณ... เห็นเธอทรมานแบบนี้... คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไงคะ!”


“....”


รันฟาตะโกนสุดเสียงด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ สติของเธอใกล้จะหลุดเต็มทีภาพรอบตัวเริ่มเลือนราง เรี่ยวแรงที่จะยืนต่อก็แทบไม่เหลือ ไอสีดำที่เรเวนแผ่ออกมา
กระทบร่างของรันฟาจนตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่หรี่ลงอย่างช้าๆเหมือนจะหนักอึ้งปิดสนิท เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน
คือเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอของใครบางคนเท่านั้น


“รันฟา... รันฟา... ผิง!”


แสงสว่างแยงตาคือสิ่งแรกที่รันฟารู้สึกถึงตอนที่เปลือกตาของเธอค่อยๆเปิดออก หญิงสาวต้องยกมือขึ้นมาป้องแสงไม่ให้เข้าตามากเกินไปแสดงว่าเธอต้องหมดสติไปนาน
เอามากๆด้วย ร่างกายแสดงออกอย่างชัดเจนถึงอาการอ่อนเพลีย มึน เวียนหัวจนแทบจะลุกขึ้นมาในตอนนี้ไม่ได้และความรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเธอหมดสติไปนาน
แค่ไหนแต่คงจะนานพอที่จะมีใครพาเธอมาไว้ที่ห้องพยาบาลแน่ ชักเกลียดกลิ่นแบบนี้ขึ้นมายังไงชอบกลซะแล้วสิ...


“ไงตื่นแล้วเหรอเจ้าหญิง...” เสียงของชายหนุ่มเป็นเสียงแรกที่ทักทายหลังเธอฟื้นตัว


“คุณอเล็กซ์... กลับมาแล้วเหรอคะ” รันฟากล่าทักทายอเล็กซ์ที่กลับมาจากการพักผ่อนเป็นที่เรียบร้อย แสดงว่าเธอต้องหลับไปนานมากแน่


อเล็กซ์หัวเราะในลำคอก่อนตอบ “ก็นะ... กลับมาได้พักหนึ่งแล้วล่ะ เธอเล่นสลบไปสองวันแบบนี้ทำเอาคนในทีมเป็นห่วงไปหมดเลยรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...”


“ไม่รู้สิคะ จำได้ว่าฉันดวลดาบกับวัลคิลลี่อยู่ดีๆจากนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเลย...”


“ก็ไม่ถามเพิ่มนะ... เธอต้องพักก่อนเสียดายที่ฉันไม่อยู่ด้วยตอนภารกิจก่อนหน้านี้ไม่งั้นคงได้ช่วยอะไรบ้าง จะว่าไปนี่มันดาบของเธอเหรอทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นเลยล่ะ?”
อเล็กซ์พูดพลางชูดาบทาล่อนที่อยู่ในมือให้ดู มันยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่มีใครได้ไปยุ่งอะไรกับมันเหมือนอย่างที่ควรเป็น


“ฉันได้มาในภารกิจน่ะค่ะ อยากให้ช่วยรบกวนตรวจสอบให้หน่อยไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?” รันฟาถาม


“ตรวจสอบดาบนี่น่ะเหรอ” อเล็กซ์มองดูดาบที่ถืออยู่ในมืออย่างพินิจ “จะว่าไปมันก็น่าสนเหมือนกันนะมีเทคโนโลยีแปลกๆติดอยู่ตรงฝักดาบด้วย เอาเป็นว่าจะช่วยตรวจสอบ
ให้ก็แล้วกันหลังจากฉันถามอะไรบางอย่างกับฮอว์คอายส์เรียบร้อยแล้ว” อเล็กซ์วางดาบลงที่ข้างเตียงก่อนดึงรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู รันฟาเกิดสงสัยขึ้นมาในน้ำเสียงและถ้อยคำ
ที่อเล็กซ์พูดออกมาเมื่อครู่นี้มันมีนัยบางอย่างจนอดที่จะถามไม่ได้


“มีเรื่องอะไรเหรอคะ?”


อเล็กซ์มองดูรูปถ่ายเก่าๆใบนั้นอย่างไม่วางตาก่อนพูดขึ้น “ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉันที่ยัยนั่นปิดบังเอาไว้เท่านั้นล่ะ...”









*************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 ธ.ค. 2017, 23:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

น่าสนใจมากเลยครับ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 06 มี.ค. 2018, 19:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

ขออภัยที่หายไปนานครับ!!! พอดีว่ายุ่งกับเรื่องงานมากไปหน่อยเลยไม่มีเวลามาแต่งมากนักกว่าจะหาเวลาได้ก็แทบแย่

เอาล่ะ!! มาชดเชยจากการที่หายไปนานเลยครับ!!


-------------------------------------------------------------------------------------

Episode 17 : Behind blue eye


กองเอกสารมากมายที่วางระเกระกะอยู่บนโต๊ะทำงานภายในห้องของผู้บัญชาการหญิงอย่างมิชเชลทำเอาหญิงแก่ต้องถอนหายใจมาหลายครั้งหลายคราแล้ว
นับแต่ภารกิจที่นิวยอร์กเรื่องราวเบาะแสข้อมูลทั้งหลายที่ต้องผ่านสายตาเธอทุกอย่างก็แห่กันเทเข้ามาสุมบนโต๊ะเธอจนรกไปหมด ขนาดนั่งเคลียร์ออกไปเกือบสามวัน
ก็ยังไม่มีวี่แววว่ามันจะลดลงแม้แต่นิดเดียว มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการไม่ว่าจะเป็นการจัดหากำลังพลใหม่มาทดแทนกำลังพลที่เสียไป หรือการตามรอยกลุ่มของ
พวก ดิ เซอร์เพนท์ ที่กำลังกบดานและซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆที่ไหนสักแห่ง ยิ่งได้รู้ว่าเรื่องราวพวกนี้มีชายหนุ่มสายพันธุ์อสูรอย่างโครว์อยู่เบื้องหลังด้วย


มิชเชลทำได้เพียงเอามือกายหน้าผากหนักๆและยอมรับว่าจะต้องมีเรื่องใหญ่มากกว่าเสียเมืองๆเดียวเกิดขึ้นแน่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่เธอมีหน้าที่ที่จะต้องทำ
ไม่มีเวลามาหยุดพักให้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ


แต่ถ้าจะมีเวลาให้งีบหรือนั่งเอนหลังนวดขมับเป็นพักๆก็พอจะมีเวลาอยู่บ้าง มิชเชลวางขวดเปล่าของเครื่องดื่มชูกำลังที่เพิ่งจะกระดกไปเป็นขวดที่สองแล้วของวันนี้
ลงบนมุมหนึ่งของโต๊ะก่อนจะเอนหลังและหลับตาลงเป็นการพักสายตาชั่วคราว ดวงตาทั้งสองข้างของเธอแทบจะมองอะไรไม่ชัดตาลายไปหมดหลังต้องนั่งอ่านกองเอกสาร
ข้อมูลติดต่อกันนานเกินไป ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นออกจากรูจมูกด้วยความเหนื่อยล้า คงมีเวลาให้พักอีกสักครู่ก่อนที่จะเริ่มลงมือจัดการกับกองเอกสารพวกนี้ต่อ


ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!


ท่าทางจะไม่ได้พักอย่างที่คิดซะแล้วเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นใจจริงอยากจะคิดว่านั่นคงเป็นเสียงเคาะประตูของห้องอื่นมากกว่าแต่ก็จำใจคิดแบบนั้นไม่ได้
เพราะห้องเดียวที่อยู่ในแถบนี้คือห้องทำงานของมิชเชลและเสียงเคาะก็ยังดังขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป มิชเชลเกาหัวที่เต็มไปด้วยผมยุ่งๆของเธอสองสามครั้ง
ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง คราวนี้คงไม่พ้นเรื่องสำคัญอย่างปัญหาโลกแตกหรือไม่ก็เรื่องมีเหตุโจมตีอีกตามเคย


“รู้แล้วกำลังไป...”


มิชเชลเปิดประตูเพื่อดูว่าใครกันที่มาหาเธอในเวลาแบบนี้แต่แล้วก็ต้องผิดคาด...


“อเล็กซ์? มีเรื่องอะไรล่ะถ้าจะมาคุยเรื่องเมื่อไหร่จะได้ออกงานก็รอก่อนนะมีเอกสารอีกเยอะที่ฉันต้องสะสาง...” มิชเชลรีบชิงพูดและตัดบทในทันทีพร้อมทั้ง
ปิดประตูแต่อเล็กซ์ก็เอามือขวางไว้


“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อผม?” อเล็กซ์ถามเสียงเรียบ


ประตูหยุดในทันใดมิชเชลมองมาทางอเล็กซ์อย่างสงสัยประหลาดใจ “นายพูดเรื่องอะไรน่ะ?”


“อย่ามาทำไขสือดีกว่าผู้บัญชาการ... คุณรู้จักกับพ่อผมรู้ตั้งแต่แรกรู้ว่าเขาเป็นใครแต่คุณไม่ยอมบอกผม บอกมาว่าพ่อของผมคือคนของสเป็คเตอร์ใช่ไหม?”


คำถามคาดคั้นพร้อมสีหน้าแววตาที่อเล็กซ์แสดงออกมาอย่างชัดเจนนั้นทำให้มิชเชลไม่รู้จะพูดอะไรไปพักหนึ่ง


“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”


อเล็กซ์พ่นลมหายใจออกจมูกดังพรืดพร้อมรอยยิ้มแห้งๆตรงริมฝีปาก ชายหนุ่มดึงแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมามันเป็นรูปถ่ายเก่าๆใบหนึ่งที่ถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์
ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยก่อน ในภาพถ่ายนั้นเป็นภาพหมู่ภายในงานแต่งงานซึ่งมีแขกผู้มีเกียรติหลายคนยืนเรียงแถวกันถ่ายภาพจนแน่น


“ถ้าผมตาไม่บอดคุณอยู่ด้วยในงานแต่งงานของพ่อผม ตรงนี้ไง” มิชเชลมองไปตามที่ชายหนุ่มชี้จุดนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆผู้เป็นเจ้าบ่าว
ถึงภาพจะมัวไปบ้างตามกาลเวลาและเค้าโครงหน้าที่ดูอ่อนกว่าหลายสิบปีแต่ก็ชัดเจนแน่ว่านั่นคือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่...


เจอเรื่องยุ่งเข้าให้แล้วไง...


มิชเชลถอนหายใจก่อนพูด “นายจำผิดแล้วมั้งอเล็กซ์บางทีนั่นอาจจะแค่คนที่หน้าเหมือนฉันก็ได้โลกใบนี้มีเรื่องแบบนั้นออกเยอะแยะไม่ใช่รึไงกัน”


อเล็กซ์ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูด “ก็ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นจริงก็คงใช่... แต่ถ้ามีคนมากกว่าหนึ่งที่หน้าเหมือนคอนเนอร์ คุณนุสจากแผนกซ่อม
หรือสมาชิกอาวุโสหน่วยฮาว์ดอีกหลายคนอยู่ในรูปนี้ ผมว่านี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญซะล่ะมั้งครับท่านผู้บัญชาการ...”


คราวนี้เหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่น่ากังวลเมื่อในภาพนั้นหากสังเกตดีๆจริงจะเห็นว่าที่อเล็กซ์พูดมานั้นเป็นจริงอย่างที่ว่ามา ภายในกลุ่มของแขกที่มาร่วมงาน
ในภาพนั้นนอกจากจะมีมิชเชลแล้ว ยังมีคนอีกหลายคนที่คุ้นหน้าทั้งคอนเนอร์ผู้บังคับบัญชาหน่วยฮาว์ดทีมอัลฟ่า นุสหัวหน้าช่างจากแผนกซ่อมบำรุงในช่วงที่ยังสาวๆ
และยังมีพวกคนแก่อีกหลายคนที่พอจะคุ้นหน้ายืนเรียงกันสลอนเสียจนปฏิเสธไม่ได้ว่าที่อยู่ในภาพนี้กว่าครึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสเป็คเตอร์แทบทั้งสิ้น


มิชเชลมองดูรูปภาพนั่นและดูดีว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงครั้นจะบ่ายเบี่ยงดูแววตาของอเล็กซ์แล้วเจ้าหนุ่มนี่คงจะไม่เลิกราง่ายๆแน่คนฉลาดแบบอเล็กซ์คงจะหาทาง
ล้วงความจริงได้สักทางสุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี บางทีการบอกความจริงไปตามตรงอาจจะเป็นทางเลือกเดียว


แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วแบบนี้เท่านั้นล่ะ...


“งั้นเข้ามาก่อนสิ ฉันว่าเราคงมีเวลานั่งคุยไปจิบชาไปได้นะ...”


มิชเชลออกปากเชิญชายหนุ่มให้เข้าไปในห้องของเธอ และอเล็กซ์ก็ตอบรับแต่โดยดีโดยการเข้ามาตามคำขอ ขณะที่อเล็กซ์เดินเข้ามาในห้องในทุกย่างก้าว
มิชเชลก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะตอบอเล็กซ์ให้ดีๆ เพราะว่าสิ่งที่เจ้าหนุ่มกำลังถามนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่าง ที่มิชเชลต้องตอบให้ดีๆไม่งั้นมันอาจจะเป็นการนำปัญหา
อีกอย่างมาให้แบบที่เธอไม่ได้ต้องการมันมากนัก โดยเฉพาะกับชายหนุ่มสมองไวแบบอเล็กซ์ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียวอย่าลืมว่าอเล็กซ์นั้นเป็นพวกที่ไม่สนอยู่แล้ว
ว่าจะต้องไปเหยียบใครเข้าเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการเพราะงั้นมิชเชลจึงต้องหาทางจัดการกับปัญหานี้อย่างรอบคอบที่สุด


กาน้ำชาขนาดเล็กถูกยกขึ้นรินลงบนถ้วยชาสองใบ กลิ่นหอมๆและไออุ่นจากชาร้อนๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย แต่อเล็กซ์นั้นกลับไม่แต่ถ้วยชาแม้แต่นิดเดียว
สีหน้าของเจ้าหนุ่มดูจะไม่มีอารมณ์มาจิบชาเท่าไหร่ อย่างน้อยคงไม่ใช่ตอนนี้ มิชเชลยกถ้วยชาของตัวเองยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม


“นายน่าจะจิบชาแก้เปรี้ยวปากหน่อยนะ ช่วยให้หายเครียดได้ดีเลย”


“อย่าห่วงเลยผู้บัญชาการ... ผมจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งชาหรอก เลิกวางมาดยักท่าแล้วบอกมาดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของผมกันแน่”
อเล็กซ์ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังแววตาขึงขังกระหายในคำตอบนั่นบอกอย่างชัดเจน มิชเชลทำเพียงแค่จิบชาต่ออีกอึกแล้ววางถ้วยลง


“ใจเย็นสิ อย่าลืมว่าการทำอะไรเขาห้ามใจร้อนต้องตั้งสติ ไม่งั้นหากอยู่ในสนามรบแล้วทำอะไรไม่รอบคอบมันจะมีผลร้ายแรงตามมา นี่โรงเรียนฝึกทหาร
เขาไม่ได้สอนนายมารึไง” มิชเชลถาม


“พอดีครูฝึกผมสอนว่าทำอะไรทำให้ไว พลาดวินาทีเดียวก็หมายถึงความตาย ตกลงว่าไงครับจะบอกไหมหรือต้องให้ผมลงมือแฮ๊กข้อมูลที่ว่านั่น ที่นี่...”
อเล็กซ์เริ่มกดเข้าอุปกรณ์สื่อสารพ่วงกับอุปกรณ์แฮ๊กของตน “...และเดี๋ยวนี้...”


นิ้วมือที่ทาบเอาไว้บนอุปกรณ์เป็นเหมือนกับไกปืนที่พร้อมจะลั่นเข้าใส่คลังข้อมูลและดูดเอาข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการออกมาได้ด้วยปุ่มเดียว มิชเชลรู้ดีว่าอเล็กซ์
ทำได้อย่างที่ว่าจริงๆ หกเดือนที่ผ่านมาเธอสังเกตดูชายหนุ่มทุกฝีก้าวเพื่อทดสอบความสามารถและอเล็กซ์ก็แสดงความสามารถทางด้านการล้วงและเจาะข้อมูลเครือข่าย
ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทำเอาแม้แต่โรห์น่าหรือโอราเคิ้ลยังทาบไม่ติด หากเครื่องเจาะข้อมูลนั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มสร้างและออกแบบเองก็คงไม่ต้องคิดว่ามันจะทำอย่าง
ที่พูดมาได้ไหม


เป็นเด็กที่รับมือยากจริงๆนั่นล่ะ..


อเล็กซ์หรี่ตามองพร้อมเอ่ยปากถามอีกครั้ง “ตกลงว่ายังไงครับ คำตอบน่ะ...”


มิชเชลถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมทั้งคิดในหัวอย่างถี่ถ้วนก่อนตอบ


“ใช่... พ่อของนายเคยเป็นอดีตสมาชิกของหน่วยสเป็คเตอร์ และเขาก็ตายในวันล่าเงาครั้งนั้นด้วย...”



อเล็กซ์ทำได้เพียงนั่งตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออกในหัวของชายหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงดีจะดีใจที่ในที่สุดก็ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กับพ่อที่หายไป หรือควรเสียใจที่ได้รู้ว่าเขา แม่และน้องสาวได้เสียพ่อไปเป็นเวลานานแล้ว ที่ผ่านมาถึงเขาจะรู้ว่าพ่อคงจะตายไปแล้วแต่พอมาได้ยินแบบนี้จริงๆ
กลับรู้สึกช๊อกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน


ชายหนุ่มพยายามคิดอย่างแทบเป็นแทบตายว่าจะทำยังไงต่อดี เขาควรบอกแม่และน้องสาวไหมว่าพ่อของเขาได้ตายไปแล้ว หรือว่าควรจะทำยังไงต่อไปดีกับอนาคต
ของตัวเอง อย่าลืมว่าตัวเขานั้นที่มาเป็นทหารก็เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อ และในเมื่อวันนี้ได้มารู้แล้วมันก็เหมือนกับว่าตนเองได้เสียจุดหมายที่ตามหา
มานานไปในที่สุด


มันเป็นความรู้สึกที่ชวนสับสนอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน...


“เขาตายยังไงครับ....” อเล็กซ์ถาม


แทนที่ฮอว์คอายส์จะเงียบปากเอาไว้เธอกลับเริ่มพูด “เขาตายระหว่างที่มีการบุกโดยพวก นอร์ท เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนคุ้มกันเจ้า เร้ดอายส์
ช่วงที่เรากำลังจัดการกับเรื่องชุลมุนหลายอย่างดันเกิดเรื่องเข้า...” ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์หยุดพูดไปกะทันหันเหมือนมีเรื่องที่ลำบากใจเกินจะพูดอยู่และอเล็กซ์
ก็อยากจะรู้คำตอบ


“เกิดเรื่องอะไรครับ บอกมาหน่อย!”


ฮอว์คอายส์นิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่งและตอบคำถาม “เขาถูกฆ่าโดยหนึ่งในอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของพวกนั้น... เขาถูกฆ่าโดย โครว์...”


คำตอบคราวนี้ยิ่งชวนอึ้งหนักกว่าคำตอบแรกหลายเท่านักหากพ่อเขาตายเพราะถูกยิงหรือว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้ฟังดูเหลือเชื่อแบบนี้ โครว์ชายหนุ่มผมดำที่อเล็กซ์
เคยเผชิญหน้ามาแล้วและยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าหมอนั่นไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน อเล็กซ์ยังไม่ลืมใบหน้าอันเย็นชาไร้ความรู้สึก แววตาที่กระหายเลือดราวกับ
เป็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงสวมร่างของมนุษย์อาศัยอยู่ อเล็กซ์มองครั้งเดียวก็รู้ว่าอันตรายแต่ก็ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะเป็นคนเดียวกับที่ฆ่าพ่อของเขาด้วย


โลกเรามันก็พิลึกดีนะว่าไหม...


อเล็กซ์ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ชายหนุ่มรู้สึกสับสนถึงขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน อเล็กซ์ต้องใช้เวลา
คิดทบทวนและพยายามสงบใจอยู่นานแต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้จากเวลาเพียงไม่กี่นาทีเริ่มพร่าเลือนกลายเป็นหลายสิบนาทีอเล็กซ์ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้จนกระทั้ง...


“แล้วนายจะเอาไงต่ออเล็กซ์?” ฮอว์คอายส์ถามหลังจากเงียบอยู่นานพอดู คงเพราะอเล็กซ์ยังไม่พูดอะไรออกมากว่าสิบนาที แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้อเล็กซ์ยังคิดไม่ออก
น่าแปลกที่ปกติเขามันเจ้าความคิดเข้าขั้นอัจฉริยะแท้ๆแต่พอมาเจอเรื่องแบบนี้สมองดันง่อยกินซะงั้น...


“ผมไม่รู้ครับ... ผมไม่รู้...”


ฮอว์คอายส์วางถ้วยชาที่เพิ่งกินหมดลงบนโต๊ะ “ถ้าให้ฉันเสนอคิดว่านายคงมีทางเลือกสองทางหนึ่งออกจากหน่วยนี้ฉันลบความจำโอนนายกลับเข้าสังกัดเดิม
ยกเว้นเรื่องพ่อของนาย ฉันจะเตรียมหลักฐานการตายของพ่อนายให้แล้วนายจะได้ไปบอกกับน้องสาวและแม่จบเรื่องไม่มีอะไรทั้งนั้น”


อเล็กซ์มองฮอว์คอายส์คิ้วขมวด “แล้วทางเลือกที่สองล่ะครับ?”


“ทางเลือกที่สอง นายอยู่หน่วยเราต่อไปทำงานอย่างที่ทำๆมาไปเรื่อยๆแล้วหยุดพวก ดิ เซอร์เพนท์ให้ได้ไม่แน่นายอาจได้โบนัสแถมคือการแก้แค้นให้กับพ่อนาย แต่ก็นะ... นายคงไม่สนข้อนี้เพราะยังไงนายก็คงเกลียดพ่อของนายเขาตายสักคนคงไม่มีความหมายกับนายใช่ไหมล่ะ?”


โครม!!


ชั่วขณะหนึ่งเหมือนโดนใครบางคนเอาค้อนมาตีหัวแรงๆแล้วพ่นไฟเผาหน้าซ้ำอีกที อเล็กซ์พุ่งตัวเข้าไปคว้าคอฮอว์คอายส์ด้วยอารมณ์โทสะเพียงชั่ววูบชายหนุ่มยกกำปั้น
ชูขึ้นเตรียมจะเหวี่ยงใส่หน้าฮอว์คอายส์โดยที่เธอไม่มีท่าทีขัดขืนในทางตรงกันข้ามเธอกับอยู่นิ่งๆให้อเล็กซ์ทำแบบนั้นไป ไม่รู้ทำไมทั้งที่ใจก็บอกว่าไม่สนพ่อคนนี้แต่ทำไม
พ่อมิชเชลพูดแบบนี้แล้วมันกลับคุมตัวเองไม่ได้ร่างกายขยับไปเองตามสัญชาติญาณ หรือว่าบางทีชายหนุ่มจะยังมีความรู้สึกกับพ่อคนนี้ลึกๆในใจ


สร้างปัญหาได้แม้กระทั่งตอนตายเลยนะ... ตาเฒ่า...


“เอ้า! ว่าไงจะเลือกอย่างไหนล่ะถ้าจะชกก็ชกซะสิ... เว้นแต่ว่านายไม่ได้เกลียดพ่อเหมือนอย่างที่นายพูดมาน่ะ...” ฮอว์คอายส์พูดท้าทายหน้านิ่งให้อเล็กซ์ต่อย
แบบไม่กลัวอเล็กซ์นิ่งอยู่ครู่เดียวก่อนจะปล่อยคอเสื้อของฮอว์คอายส์ลง


“.... นี่ไม่เกี่ยวกับตาเฒ่านั่นอีกแล้ว... ผมจะอยู่ที่นี่ต่ออย่างน้อยก็เพื่อแม่กับน้องสาวของผม... ขอบคุณที่บอกผมตรงๆ” อเล็กซ์หันหลังกลับไปที่ประตู
มือแตะเข้าที่ลูกบิดพลางเดินออกมาแบบเงียบๆ สิ่งที่ฮอว์คอายส์พูดมันจี้ใจชะมัด เกิดมายังไม่เคยเจอใครที่คุยด้วยแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์แบบนี้เลย


ความคิดของอเล็กซ์ยังคงสับสนกับสิ่งที่เพิ่งจะรับรู้มามีหลายสิ่งที่เขาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจหรือแม้กระทั่งยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการก็ตาม จุดยืนของชายหนุ่มเปลี่ยนไป
แทบจะในทันทีที่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังเผชิญ แต่ถ้ามองในมุมกลับกันนี่อาจจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เขาต้องการก็ได้และเหมือนเป้าหมายที่เลือนลางในตอนแรกเริ่มปรากฏ
ให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย ซึ่งเป้าหมายที่ว่านั่นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว... โครว์


มีแค่ชื่อนี้เท่านั้นที่อยู่ภายในหัวของชายหนุ่มคงต้องเริ่มจากการหาข้อมูลของไอ้เจ้าอมนุษย์ตนนี้ให้ได้เสียก่อน หวังว่าในคลังข้อมูลจะมีอะไรเหลือเอาไว้บ้างนะ
อเล็กซ์ทำได้แค่หวังว่าจะมีข้อมูลมาพอที่ทำให้เขาไม่ต้องแฮ๊กเข้าไปในระบบฐานข้อมูลขององค์กรแบบไม่จำเป็น ว่าแล้วชายหนุ่มก็มุ่งหน้าตรงเข้าไปที่ห้องเก็บข้อมูล
ของหน่วยสเป็คเตอร์ในทันที


“อ-าเล็ก!!!”


เสียงทักทายกวนๆมาพร้อมการลากเสียงที่อเล็กซ์จำได้แทบจะในทันทีจนต้องรีบก้าวขาหลบออกด้านข้างด้วยความรู้สึกขยะแขยง ร่างอันผอมบางแต่หนักกว่าที่เห็น
ภายนอกกระแทกพื้นอย่างจังจนได้ยินเสียงดังไปทั่วทั้งบริเวณ ผมสีเหลืองทองสวมชุดประหลาดๆพร้อมอุปกรณ์สำหรับบินคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘วิง’ รูมเมทจอมป่วน
ประจำห้องของเขาที่กำลังหัวทิ่มพื้นก้นชี้ฟ้าแบบไม่เกรงหน้าประชาชีใดๆทั้งสิ้น และอเล็กซ์ก็ไม่ใส่ใจที่จะช่วยดึงขึ้นมาเพราะงั้นเลยปล่อยให้นอนก้นชี้ฟ้าอยู่แบบนั้นไป


“ไม่ใช่ตอนนี้วิง... ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเล่นหรือฟังมุขฝืดๆของนายหรอกนะ แล้วอีกอย่างนายเองก็ยังเจ็บอยู่ไม่ใช่รึไง?”


อเล็กซ์ตอบและถามกลับในทันทีหลังจากที่เห็น วิง ชายหนุ่มผู้เป็นกำลังรบทางอากาศรูปแบบมนุษย์ของทีม ดรากอนฟลาย โดดเข้ามาหาเขาได้ทำอย่างกับว่า
ไอ้อาการบาดเจ็บที่ถูกจรวดสตริงเกอร์ ยิงเข้าอย่างจังประกอบกับร่วงลงมาจากความสูงร่วมสามพันฟุตอีกก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น อเล็กซ์เองก็สงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน
เพราะไม่ว่าจะอึดทนทานได้แค่ไหนการที่โดนเครื่องยิงจรวดถล่มเข้าใส่ตรงๆแบบนั้นก็ไม่น่าจะลุกขึ้นมาวิ่งไล่จับชาวบ้านเขาแบบนี้ได้ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ เว้นเสียแต่ว่า
วิงจะเป็นพวกมีพลังพิเศษเหมือนอย่างคลอว์หรือคาเมเลี่ยน แต่มันจะเป็นพลังแบบไหนกันที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันได้ถึงขนาดนี้


“แหมใจร้ายอ่ะ!! อุตส่าห์หายดีแล้วแท้ว่าจะมากอดตัวเองให้หายคิดถึงหน่อย!”


“ไม่ต้องมาทำเป็นตลกรักไม้ป่าเดียวกันเลยมันน่าขยะแขยง!!” อเล็กซ์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตามที่พูดเป๊ะ อยู่ๆผู้ชายพายเรือทั้งแท่งมาพูดเรื่องอะไรสีม่วงแบบนี้
เจอเข้าเป็นใครก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้างรวมถึงอเล็กซ์ด้วย


“ก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ว่าแต่กำลังจะไปไหนเหยอ?”


“จะไปที่ห้องข้อมูลฉันคิดว่าต้องไปหาข้อมูลของใครบางคนซะหน่อย...” อเล็กซ์ตอบส่งๆไปเพราะอยากจะสลัดไอ้จอมเพี้ยนรายนี้ให้หลุด เขาไม่มีเวลาว่างมาเล่นไร้สาระ
อะไรนักมันเป็นนิสัยของเขาที่มักจะจริงจังกับชีวิตเสมอจนคนรอบข้างมองว่าเขาเครียดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช้เสียทั้งหมด


คนอื่นจะมองยังไงก็ช่างฉันขอเลือกมีชีวิตแบบนี้นี่ล่ะดีที่สุดแล้ว...


“งั้นขอไปด้วยได้มะ?” วิงถามอย่างร่าเริง


อเล็กซ์พ่นล่มหายใจพลางกุมขมับ “แกไปแล้วจะได้อะไรฟะวิง ฉันแค่จะไปหาข้อมูลเท่านั้นแกเอาเวลาไปเล่นไร้สาระกับคนอื่นๆ อย่างคอนเนอร์ หรือ รันฟาไม่ดีกว่ารึไง?”


“ก็แค่อยากช่วย เอาน่าให้ฉันไปด้วยเถอะ!!!”


เจ้าหัวทองชุดไซบอร์กขอร้องเขาด้วยสายตาที่ออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆไม่มีผิดเห็นแล้วชวนให้อยากถีบไปไกลๆสายตา แต่จนแล้วจนรอดก็หมดปัญญา
ไม่รู้ว่าจะพูดไล่ยังไงดี ขืนไล่ไปอีกเดี๋ยวก็ได้ตามมาอีกแน่ อเล็กซ์เลยต้องยอมให้ตามมาด้วยเงื่อนไขที่เขาคิด


“ก็ได้... แต่ว่าต้องอยู่เงียบๆไปอย่ากวนประสาทฉันเด็ดขาดไม่งั้น...” อเล็กซ์เอาปืนลูกซองสั้นที่ขึ้นลำเรียบร้อยแล้วจ่อมาที่หน้าของวิงที่กำลังกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“คงรู้ผลนะ...”


“รับทราบครับ...”



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงถัดจากนั้นอเล็กซ์ใช้เวลาตลอดหนึ่งชั่วโมงในการหาข้อมูลทุกความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับอมนุษย์สุดโหดอย่าง โครว์ แต่ให้ตาย! ไอ้หมอนี่
ไม่ใช่พวกที่ใครควรจะไปต่อกรด้วยอย่างที่ฮอว์คอายส์บอกมาจริงๆนั่นล่ะเหยื่อแต่ละรายที่อยู่ในไฟล์ภาพนั้นถ้าจะให้จำกัดความในการพูดคือ ความตาย
อาจจะเป็นสิ่งที่ทรมานน้อยกว่าการตกเป็นเหยื่อของโครว์เสียอีกเห็นแล้วน่าขนลุกชะมัด แถมครั้นจะค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากข้อมูลทั่วไป
ไม่มีข้อมูลภูมิหลัง ไม่มีจุดกำเนิดทั้งไฟล์ภาพ เสียง หรือแม้แต่ชื่อจริง เหมือนเป็นผีมากกว่าคน เล่นเอาอเล็กซ์ต้องปวดขมับไปตามๆกัน สำหรับเขาแล้ว
การรู้เขารู้เรามากเท่าไหร่โอกาสที่จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งก็มีสูงขึ้นตามโดยเฉพาะกับคนธรรมดาอย่างอเล็กซ์ที่จะต้องไปต่อกรกับอีกฝ่ายที่เป็นพวกเหนือมนุษย์


“เจอทางตันเข้าอีกแล้วไง... ไอ้บ้านี่มันเป็นใครกันแน่นะ...” อเล็กซ์ถอดแว่นสายตาออกพลางขยี้ตาถี่ๆหลังจากใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงมองดูข้อมูลและภาพชวนสยอง
มาติดต่อกันร่วมชั่วโมง กาแฟเย็นชืดในแก้วลดเหลือแค่ครึ่งเดียวอเล็กซ์ทำเพียงซดลงคอหมดในรวดเดียวเท่านั้น


“แล้วทำไมถึงข้องมาหาข้อมูลของโครว์ด้วยล่ะ อ-าเล็ก” วิงที่นั่งเงียบๆอยู่ข้างอเล็กซ์มานานกว่าชั่วโมงแล้วถามในสภาพที่ร่างกายท่อนบนนอนแผ่ลงกับโต๊ะหนังสือ
ราวกับแมวขี้เกียจตัวหนึ่ง


“ก็แค่ต้องรู้จักศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เจอกันคราวหน้ามันอาจจะมีโอกาสให้เราเล่นงานมันได้ อีกอย่างนะถ้าเบื่อนักล่ะก็จะไปตอนนี้ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ...”
อเล็กซ์มองค้อนไปทาง วิง อย่างเหนือยหน่าย อย่างน้อยถึงชั่วโมงที่ผ่านมาเจ้าหัวทองสุดขี้เกียจตัวนี้จะไม่ได้พูดกวนประสาทอะไรเขาก็เถอะแต่มาแบบนี้มันก็เหมือนมา
เสียเวลาไปเปล่าๆนั่นล่ะ อเล็กซ์รู้ดีว่ามันอาจจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาแต่ว่าทุกวินาทีนั้นมีค่าไม่ควรใช้เวลาไปอย่างเสียเปล่ากับเรื่องไร้สาระไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
ทุกคนล้วนมีเวลาเป็นของตัวเองแทบทั้งสิ้น...


“เปล่-า...แค่อยากถามว่าถ้าอยากรู้เรื่องโครว์ทำไมไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ ก็เธอเป็นน้องสาวของเจ้านั่นไม่ใช่รึไงกัน...” วิงตอบขณะยังคงนอนแผ่บนโต๊ะเหมือนเช่นเดิม


“เมื่อกี้นายว่าไงนะ...”


วิงชะเง้อหน้าขึ้นมาเล็กน้อยก่อนตอบอีกที “ฉันบอกว่าทำไมนายไม่ลองไปถามเรเวนดูล่ะ เพราะเธอเป็นน้องสาวของโครว์นี่นา...”


อเล็กซ์ถึงกับบางอ้อขึ้นในทันทีไอ้เขาก็มัวแต่โง่อยู่นาน การจะหาข้อมูลของใครก็ตามหากอยากจะได้ข้อมูลบุคคลที่ละเอียดมากกว่าในฐานข้อมูลวิธีนั้นคือ
การถามพวกคนสนิทรวมไปถึงญาติพี่น้องทำนองนี้ด้วย ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้กันนะ ต้องให้คนเพี้ยนๆอย่าง วิง มาชี้แนะให้แบบนี้มันเสียฟอร์มหมด


มีหัวให้ผมขึ้นแท้ๆอเล็กซ์เอ๋ย...


พอได้ความอเล็กซ์ก็รีบตรงไปที่ห้องของเรเวนที่อยู่ในเขตที่พักของหน่วยพีเจี้ยนในทันทีโดยไม่สนใจที่จะเก็บของส่วนตัวที่วางอยู่บนโต๊ะของห้องเก็บข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่อเล็กซ์สนใจในตอนนี้คือคำถามใหม่ที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่นี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสองพี่น้องคู่นี้กันแน่และจะว่าไปทั้งสองคนมีชื่อเรียกเป็นชื่อนกเหมือนกันด้วย โครว์ (อีกา)
และเรเวน (นกเรเวน) ทั้งสองชื่อนี่เป็นนกที่มีรูปร่างและสีสันใกล้เคียงเหมือนกัน ฟังดูแล้วมันไม่น่าจะใช่ชื่อจริงน่าจะเป็นชื่อรหัสเสียมากกว่าบางทีมันอาจจะมีเรื่องราว
ที่น่าดูชมซ่อนอยู่ก็ได้ยิ่งคิดแล้วมันยิ่งอยากรู้คำตอบเร็วๆซะจริง...


อเล็กซ์เดินตรงเข้าไปที่ห้องฝึกซ้อมของกลุ่ม พีเจี้ยน เท่าที่จำได้ ด๊อกเตอร์นุสรา เคยบอกว่าเรเวนมันจะชอบใช้เวลาช่วงนี้อยู่ในโรงฝึกของกลุ่มพีเจี้ยนเพียงลำพัง
แถมยังห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ต้องใช้ห้องฝึกขนาดพอๆกับสนามบาสเก็ตบอลสองสนามเพียงคนเดียวแถมยังห้ามไม่ให้คนอื่นเข้าไป
รบกวนด้วย แต่ก็ห้ามอเล็กซ์จากความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้เพราะงั้นอเล็กซ์เลยตัดสินใจที่จะเข้าไปในห้องฝึกแล้วก็....


โครม!!


ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปร่างของชายหนุ่มก็แทบจะปลิวติดฝาทันทีก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นฟาดเข้าให้อย่างจังไม่รวมกับ
ความรู้สึกกดดันหายใจไม่ออกเหมือนโดนคลื่นยักษ์ในท้องสมุทรพัดจมลงไปใต้เกลียวคลื่น อเล็กซ์แทบจะลืมตาไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำแรงกดดันมันมากไป ที่พอจะทำได้
คือการเปิดตามองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่แรงกดดันนั่นเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป


‘นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!’ อเล็กซ์ต้องอุทานในใจดังๆเพราะเมื่อได้เห็นออร่าสีดำประหลาดที่แฝงเข้ามากับแรงกดดันนั่นด้วย มันราวกับเป็นคลื่นสีดำที่เปี่ยมด้วยพลังมหาศาล
ยากจะหยั่งถึงและตรงใจกลางที่ความดำมืดเข้มข้นที่สุดก็มีร่างเงาสีดำกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีที่สงบตรงกันข้ามกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างสิ้นเชิง


อเล็กซ์รีบกระเสือกกระสนที่จะหลุดออกจากสภาวะเช่นนี้ให้ได้ชายหนุ่มพยายามออกแรงอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะเอาตัวรอดแต่มันก็ไม่มีผลอะไรร่างกายไม่ขยับอย่างที่ใจนึก
เลยสักนิดจนกระทั้งเริ่มอ่อนแรง อเล็กซ์ไม่เหลือพละกำลังพอที่จะทานทนต่อไปได้สติเริ่มเลือนลางขณะที่ภาพของคลื่นสีดำกำลังพร่ามัวเลือนลางหายไปที่ละนิดก่อนจะ
แทนที่ด้วยความมืดในเวลาไม่นาน...



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ภายในห้องเล็กๆของผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์ มิชเชลกำลังนอนอยู่บนเตียงพลางคิดในหัวไปมาจนรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าแล้วก็กลับมานอนบนเตียงเหมือนเดิม
วนไปเรื่อยเหมือนลูบที่ไม่มีสิ้นสุดการพูดคุยกับอเล็กซ์เมื่อครู่นี้ดูจะเป็นเรื่องที่จะมีผลบางอย่างตามมาในอนาคตด้วยจากนี้ไปเรื่องมันคงจะยุ่งยากขึ้นกว่าเก่าแน่เธอสังหรณ์ใจ
ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายสิบปีในเรื่องพวกนี้ ความสงสัยและความกระตือรือร้นของพวกหนุ่มสาวไม่ใช่อะไรที่จะดูถูกได้


และขณะที่นอนบนเตียงสายตาของเธอยังมองเพ่งไปที่ป้ายชื่อทหารจำนวนมากถูกแขวนร้อยกันเป็นพวงเดียวกันห้อยอยู่ตรงหัวนอนเธอไม่ต่างจากโมบายของเล่นเด็กแรกเกิด
ที่ห้อยไว้เหนือเปลเลยสักนิดป้ายชื่องเหล่ามิตรสหารมากมายที่ร่วงโรยกันไปตามกาลเวลาและในหน้าที่ทุกรายชื่อที่แขวนอยู่นั้นยังรวมถึงป้ายของริโก้ ที่ยังคงมีคราบเลือดแห้งๆ
ติดอยู่บางจุด...


ความเจ็บปวดลึกๆในใจปรากฏขึ้นเมื่อมิชเชลนึกย้อนกลับไปยังอดีตที่ยังค้างคาอีกครั้งเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะเริ่มขึ้นเป็นการเปิดม่านของการสูญเสียครั้งใหญ่
ของสเป็คเตอร์เมื่อสิบปีก่อน...


ภายหลังจากมีการยืนยันการปรากฏตัวของทาล่อนไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้นการปะทะน้อยใหญ่ก็เริ่มขึ้นทหารจากหน่วยฮาวด์และฟอกซ์จำนวนมากได้ยืนหยัดตั้งมั่น
ตรึงพื้นที่เอาไว้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ทำได้เพียงซื้อเวลาเพียงน้อยนิดเพราะทุกคนต้องเข้าปะทะกับทาล่อนที่บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก พวกทาล่อนที่ดูภายนอกเหมือน
มนุษย์รูปแบบหุ่นไซบอร์กนินจากลับมีพิษสงร้ายกว่าที่เห็นมาก นักรบรายแล้วรายเล่าที่ตกเป็นเหยื่อคมดาบและความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของพวกมันแทบไม่มีโอกาสรอด
เลยเสียด้วยซ้ำจากการต่อสู้อาจจะมีพวกมันถูกทำลายไปบ้างแต่นั่นก็ยังเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยหากเทียบกับหน่วยทาล่อนส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่


มิชเชลที่ตอนแรกถูกส่งไปต้านทานพวกทาล่อนพ่ายแพ้กลับมาจนต้องพลัดหลงจากกลุ่มมีเพียงริโก้นายทหารหน่วยฮาวด์ผู้เป็นคนรักของเธอเท่านั้นที่เหลืออยู่
ขณะที่สมาชิกคนอื่นๆทำได้เพียงกระจัดกระจายกันออกไปตามยถากรรม ริโก้ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากแผลถลอกเล็กๆตามตัวขณะที่มิชเชลได้รับบาดเจ็บที่ขา
แม้ไม่มีบาดแผลภายนอกแต่อาการข้อเท้าพลิกก็หนักหนาสาหัสไม่ใช่เล่นจนริโก้ต้องคอยพยุงเธอเดินไปตามทางเดินมืดๆที่มีเพียงความเงียบสงัดเป็นบรรยากาศของที่นี่
ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่หน่วยรบทมิฬกว่าพันชีวิต


น่าขำที่ตอนนี้มันเงียบอย่างกับป่าช้าไปแล้ว...


“พักตรงนี้ก่อนนะมิจจี้ ขอดูขาเธอก่อน...” ริโก้พูดขณะที่พยุงร่างของหญิงสาวให้นั่งพิงกำแพงพร้อมทั้งดูอาการตรงขาของเธอ แม้ในเวลาแบบนี้ริโก้ยังเรียกเธอว่า ‘มิจจี้’
ได้อีก เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเจ้าหนุ่มก็เรียกเธอแบบนี้จนชินแล้ว


“ไม่เป็นไรหรอกริโก้ฉันพอทนไหว ห่วงก็แต่ลูกของเรานั่นล่ะป่านนี้ไม่รู้จะร้องไห้งอแงไปถึงไหนแล้วนี่สิ...” หญิงสาวกล่าวขณะที่หยิบรูปภาพของเด็กทารก
ท่าทางน่ารักน่าชังคนหนึ่งขึ้นมาดู


อันที่จริงแล้วเธอกับริโก้แต่งงานกันได้ไม่ถึงปี อาจจะเรียกว่าเธอตั้งท้องก่อนแต่งก็ไม่ผิดนักอันที่จริงทั้งเธอและริโก้มีความคิดจะแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว
แต่เพราะทั้งสองฝ่ายยังลังเลว่าภาระหน้าที่ที่แบกรับอยู่จะนำมาซึ่งปัญหาของชีวิตคู่ มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่ดีนักสำหรับการตั้งท้องก่อนแต่งงานแบบนี้
แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองคนสามารถตัดสินใจแต่งงานกันได้ในท้ายที่สุดก็คงต้องขอบคุณ ‘นางฟ้าตัวน้อยๆ’ คนนี้เหมือนกันที่ช่วยให้อะไรหลายๆอย่าง
มันง่ายขึ้นอีกเยอะ


“หายห่วงน่า ไอช่า ตอนนี้อยู่กับนุส เธอรับผิดชอบดูและลูกของเรามาตลอดเพราะงั้นหายห่วงได้ ตอนนี้ที่เราต้องทำก็คือออกไปจากที่นี่ไปกอดลูกกัน...” ชายหนุ่ม
ยิ้มกับภรรยาขณะที่เอาผ้าพันแผลพันตรงข้อเท้าของมิชเชลไม่ให้เคลื่อน


มิชเชลมองดูชายหนุ่มผู้เป็นสามีอย่างสุขใจแม้จะเป็นสถานการณ์คับขันแต่ริโก้ก็ยังคงทำให้เธอยิ้มได้เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน เธอเองก็จะมัวแต่เป็นตัวถ่วงไม่ได้แล้ว
หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันทีหลังจากพันขาเสร็จ ทางออกจากที่นี่อยู่อีกไม่ไกลป่านนี้คนอื่นๆในทีมคงกำลังรอพวกเธออยู่ ไม่มีเวลามามัวโอ้เอ้อีกแล้ว


“ไปกันเธอชักเป็นห่วงแล้วว่าไอช่าจะป่วนนุสไปขนาดไหนแล้วด้วยสิ...”


ริโก้พยักหน้ารับก่อนจะพยุงร่างมิชเชลขึ้นมายืนอีกครั้ง ทว่าไม่ถึงอึดใจถัดจากนั้นริโก้ก็หยุดเท้าเหมือนมีอะไรบางอย่างก่อนจะยกปืนกล M240L กระบอกเขื่องขึ้นมาเล็ง
เตรียมเจาะอะไรก็ตามที่มีท่าทีคุกคามไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนชายหนุ่มก็ไม่หวั่น หากงานนี้จะต้องยิงแหลกเพื่อปกป้องภรรยาผู้เป็นที่รักของเขาคนนี้ สายตาของริโก้จับจ้อง
มองไปที่บางอย่าง กำลังเคลื่อนที่ตรงมาทางพวกเขาอย่างเชื่องช้า ริโก้ขึ้นลำปืนนิ้วสอดเข้าโกร่งไกเตรียมเอาไว้ และกำลังจะกดเหนี่ยวไกปืนในอีกไม่กี่อึดใจ


“พวกนาย! ริโก้ ฮอว์ค!” ร่างในเงามืดพูดทักทั้งคู่ขึ้นมาก่อนจะเดินออกมาจากเงา จนเห็นใบหน้าและร่างบางส่วนชัดเจนมากขึ้น หน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าแดง
พร้อมปืนลูกซองดุ้นเบ่อเริ่มในมือ ถึงสภาพร่างกายอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยเขม่าควันและเศษอิฐเศษปูนมิชเชลก็พอจะมองออกว่าเป็นใคร


“หัวหน้า! มาได้ไงคะเนี่ย?” มิชเชลถามอย่างประหลาดใจหลังจากที่เร้ดวูลฟ์หัวหน้าทีมอัลฟ่าเดินออกมาจากเงามืดในสภาพที่มอมแมมไปทั่วทั้งร่าง
ท่าทางจะผ่านอะไรที่หนักหนาสาหัสมาเอาการทีเดียว ริโก้เห็นดังนั้นเลยรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนหลังล้มทรุดลงไปเมื่อครู่ ถึงสภาพจะสะบักสะบอมมา
แต่มองในแง่ดีก็ไม่ได้มีแค่เธอกับริโก้เท่านั้นที่ยังรอดอยู่


“อย่าเพิ่งถามเลย... เราต้องรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เร้ดวูลฟ์พูดเสียงหอบ มิชเชลอาจจะไม่ใช่หมอแต่เธอก็ดูออกว่าเร้ดวูลฟ์กำลังแย่ อาการหายใจหอบถี่ ครั้นเนื้อครั่นตัว
ไอแห้งๆออกมาเป็นระยะและอาการที่เหมือนจะมีไข้ อาการแบบนี้คล้ายกับถูกพิษ หรือไม่ก็โดนไวรัสอะไรสักอย่างมา


ร่างของผู้บัญชาการทรุดลงกับพื้นอีกรอบ มิชเชลเลยรีบต้องรีบเข้าไปช่วยริโก้พยุงเนื้อตัวของหัวหน้าอีกแรง เนื้อตัวดูจะร้อนไม่ใช่เล่น นี่คงไม่ใช่อะไรพื้นๆอย่าง
ไข้หวัดใหญ่อะไรเทือกนั้นแน่...


“เห็นด้วยครับ หัวหน้าเองท่าทางต้องการหมอ หวังว่าจะยังมีใครรอเราอยู่ที่ทางออกนะครับ”


“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่ฉันกังวลตอนนี้ไม่ใช่พวกกองกำลังนอร์ทหรือพวกทาล่อนหรอก ที่ฉันกังวลคือ โครว์ต่างหากล่ะ...”


มิชเชลนิ่งไปครู่หนึ่งหลังได้ยินชื่อที่มีความหมายว่าอีกาหลุดออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยลมหายใจแผ่วเบาของเร้ดวูลฟ์ มิชเชลรู้จักมันเป็นอย่างดีเพราะมันคือตัวอันตราย
อันดับต้นๆของบัญชีดำสเป็คเตอร์ โครว์ อมนุษย์ที่เกิดจากการทดลองวิปริตของพวกนอร์ทในความพยายามที่จะสร้างสุดยอดทหารเหนือมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธชีวภาพ
แต่ผลการทดลองที่ได้กลับสร้างสิ่งที่สยดสยองกว่านั้นขึ้นมาเกิดกว่าจะเรียกว่าเป็นแค่อาวุธชีวภาพธรรมดา มิชเชลไม่เคยลืมเพราะการปะทะกับโครว์ครั้งล่าสุด
เธอต้องเสียลูกน้องไปทั้งหน่วยจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ทุกคนที่เผชิญหน้ากับโครว์ล้วนแต่หายสาปสูญไปโดยที่ไม่เหลือแม้กระทั่งศพให้ค้นหา


หากที่เร้ดวูลฟ์พูดมาเป็นจริงล่ะก็ นั่นก็หมายความว่ามิชเชลกำลังงานเข้าครั้งใหญ่ อาจจะมโหฬารเลยเสียด้วยซ้ำ...


มัวเสียเวลาอยู่ไม่ได้อีกแล้วในฐานทัพนี้อันตรายเกินไป พวกเขาต้องรีบไปให้พ้นจากตรงนี้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้-


ปัง!!


เสียงปืนดังขึ้นจากมุมมืดทำให้ทั้งหมดต้องรีบหาที่หลบโดยด่วน เร้ดวูลฟ์ที่พอจะจับอาวุธสู้ได้ในระดับหนึ่งยิงสวนกลับไปในเงามืด สายตาของผู้บัญชาการแก่ๆ
กำลังมองหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขยับได้และยิงใส่ทันทีที่สบโอกาส ริโก้รีบลากมิชเชลออกมาจากจุดปะทะก่อนจะวางร่างมิชเชลเอาไว้ตรงเศษซากของอาคารที่ถล่ม
บางส่วน มันเหมาะจะใช้เป็นที่กำบังชั่วคราวได้ อาจจะไม่มากแต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร


“เธออยู่นี่ก่อนนะฉันจะไปช่วยหัวหน้า!”


มิชเชลพยักหน้า “ไปเถอะ... ระวังตัวด้วยนะ”


ริโก้ตอบรับก่อนจะคว้าปืนออกไปช่วยยิงสนับสนุนเร้ดวูลฟ์อีกแรง เสียงปืนคำรามดังติดๆกันเป็นจังหวะขณะที่มิชเชลทำได้เพียงยิงคุ้มกันจากจุดที่อยู่แบบห่างๆเท่านั้น
ถึงเธอจะยิงแม่นที่สุดในกลุ่มแต่ด้วยสภาพแบบนี้บวกกับกระสุนที่มีจำนวนจำกัด การยิงทุกนัดต้องยิงแบบหวังผลเข้าจุดตายจริงๆ


หลังการปะทะอย่างดุเดือดเริ่มขึ้นไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแต่มันคงนานมากแล้วแน่ๆเพราะเธอได้ยินเสียงปืนของริโก้คำรามอยู่เนื่องๆคอยพ่นลูกตะกั่ว
เข้าใส่ความมืดที่ย่างกรายเข้ามา หากมันเป็นการปะทะด้วยปืนอย่างเดียวอันนี้คงพอทนไหวแต่อีกฝ่ายดันขนอาวุธหนักอย่างเครื่องยิงจรวดติดมาด้วยนี่สิ
มิชเชลแทบต้องระวังจรวดที่พุ่งเข้ามาอยู่เป็นระยะถึงโครงสร้างของทางเดินนี่จะออกแบบมาให้ทนทานกับระเบิดก็เถอะแต่ก็ใช่ว่ามันจะทนรับได้ตลอด
แถมยังต้องคอยระวังสะเก็ดระเบิดที่อาจจะพุ่งเข้ามาทิ่มร่างของทุกคนได้ทุกเมื่อ


พูดตามตรงว่าสถานการณ์ตอนนี้กำลังเสียเปรียบสุดๆ หัวหน้าก็ดูเหมือนจะโดนอะไรเข้าจนทำให้สู้ได้ไม่เต็มที่ มิชเชลก็ขาแพลงเดินไม่ได้กระสุนก็เริ่มเหลือน้อย
มันคงถึงเวลาที่ต้องเผ่นออกมาโดยด่วนแล้ว


“ริโก้! เราต้องออกไปจากที่นี่ กระสุนฉันจะไม่เหลือแล้ว!” มิชเชลตะโกนบอก


“รู้แล้ว คุ้มกันด้วยฉันจะไปเอาตัวหัวหน้าออกมาก่อน!” ชายหนุ่มลดจำนวนการยิงลงก่อนจะตรงเข้าไปลากร่างของเร้ดวูลฟ์ที่นอนหมอบอยู่ตรงกองซากปรักหักพังใกล้ๆนั้น


มิชเชลยกปืนประทับบ่าอย่างมั่นคงพลางมองหาเป้าหมายอย่างใจเย็น เมื่อจับทางได้เธอก็กดไกปืนระเบิดกระสุนออกไปทำลายเป้าหมายอย่างแม่นยำ
จนแทบจะได้ยินเสียงโหยหวนของเหยื่อก่อนตายแทบจะในทันทีที่ยิงออกไป เปิดช่องให้ริโก้วิ่งไปหาเร้ดวูลฟ์ได้อย่างปลอดภัย มิชเชลรีบยิงนัดที่สอง
ตามไปติดๆเพื่อเป็นการล่อเป้าให้ข้าศึกหันมาสนใจเธอแทนขณะที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกมาจากที่กำบังและตรงเข้ามาหาเธอโดยไม่มีใครยิง


แต่ถ้านั่นคือสิ่งที่มิชเชลคิดว่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวล่ะก็เธอคงต้องคิดใหม่...


ช่วงที่ริโก้กำลังพยุงร่างของเร้ดวูลฟ์ออกจากดงกระสุน อยู่ๆฝ่ายข้าศึกก็หยุดยิงไปแบบไม่ทราบสาเหตุ มันอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับคนส่วนใหญ่แต่กับทุกคนรู้ดีว่ามันไม่ใช่
การที่ข้าศึกหยุดยิงพร้อมกันทั้งที่กำลังได้เปรียบมันก็มีความหมายอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือกำลังจะมีบางอย่างที่ร้ายกว่าลูกกระสุนเข้ามาทางนี้


“เขามาแล้ว... โครว์...”


เร้ดวูลฟ์พูดเสียงแผ่วขณะมองดูกลุ่มควันประหลาดมาพร้อมขนนกสีดำทมิฬกำลังลอยเข้ามาจากความมืดก่อนจะก่อตัวควบแน่นเป็นรูปร่างของคนในเวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น
มิชเชลมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดจากมุมนี้และรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะตามมานั้นมันเลวร้ายมากเข้าขั้นวิกฤต เธอรีบค้นตัวว่าเหลืออะไรที่พอจะใช้งานได้บ้าง จนแล้วจนรอด
ไม่มีอะไรเลยระเบิดมือ ระเบิดแสงก็ไม่มี หรือแม้แต่ควันก็หมดไม่เหลืออะไรสักอย่างนอกจากกระสุนไรเฟิลอีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น


‘วิกฤตสุดขั้วของจริง... เอาเถอะนัดนี้จะต้องมีคนตายสักคน...’


มิชเชลคิดอย่างร้อนใจก่อนจะใส่กระสุนนัดสุดท้ายเข้ารังเพลิงและรอจังหวะเหมาะๆสักวินาทีที่จะลั่นไกเพื่อพลิกเกม ถึงเธอไม่ใช่พลแม่ปืนหลักของทีมแต่คนระบุเป้าแบบเธอ
ก็พอจะยิงได้อยู่แถมระยะแค่นี้การจะยิงให้โดนหัวในทีแคบๆภายในนัดเดียวก็ไม่ได้เกินความสามารถของเธอมากนักหรอก


กลุ่มควันสีนิลรวมร่างเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งร่างกายผอมสมส่วน ใบหน้าคมเข้มผิวขาวซีดเหมือนซากศพตัดกับสีผมที่ดำสนิทมีควันประหลาดสีดำลอยอยู่รอบตัวแบบจางๆ
ดวงตาสีเหลืองอำมหิตพาดขวางราวกับตาของเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อหากแต่นั่นไม่ใช่นกนักล่าอย่างที่เข้าใจ มันคือวิหกผู้ส่งสารแห่งความตาย ผู้รับใช้ของยมทูตล่าวิญญาณ
จากนรก บ่งบอกนามได้ชัดเจนที่สุด


“โครว์...”


“ไม่เจอกันนานทีเดียว... เร้ด...” ชายหนุ่มกล่าวทักขณะมองไปรอบตัวอย่างช้าๆ สายตาของโครว์นั้นไวมากพอจะมองเห็นมิชเชลที่ซุ่มตัวอยู่ตรงซากปรักหักพัง
พร้อมไรเฟิลหนึ่งกระบอก มิชเชลรู้ข้อนี้ดีแต่เธอพยายามไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ ขอแค่เปิดโอกาสเหมาะๆเท่านั้นเธอจะลั่นไกเด็ดหัวไอ้อีกาตัวนี้ให้ร่วงจากฟากฟ้าเลย


“ก็ตลกดีนะที่อีกาแบบแกโผล่มาในที่แบบนี้ เป็นอะไรไปพวกนอร์ทไม่ให้ซากศพแกกินเป็นของว่างอีกแล้วรึไงกัน...” ริโก้ที่พยุงตัวของเร้ดวูลฟ์อยู่พยายามพูดแถ
ทำใจดีสู้เสือ เพื่อถ่วงเวลาให้หาทางเผ่นออกจากสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้ก่อน แต่อีกฝ่ายกลับมองมาทางเขาด้วยอารมณ์เมินเฉยคล้ายจะไม่สนใจในคำพูดยั่วยุของริโก้
มากไปกว่าสภาพของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังย่ำแย่ลงทุกที


“ถ้าจะแค้นใครคนๆนั้นก็ควรเป็นฉัน ลูกน้องฉันไม่เกี่ยวนายทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน...” เร้ดวูลฟ์ถามและพยายามฮึดสู้กับอาการของตัวเอง ทั้งที่ร่อแร่เต็มแก่จนกระทั่งทรุด
ลงไปกับพื้นขนาดริโก้ยังประคองแทบไม่อยู่


“อย่าอวดเก่งหน่อยเลย... ไวรัสของฉันมันจะทำให้นายตายอย่างช้าๆและทรมาน... ถ้ายังอยากจะมีชีวิตลมหายใจสุดท้ายดีๆ อย่าขัดขืนออกแรงดีกว่า...”


“ไวรัส!? นี่แกทำอะไรกับหัวหน้ากัน” ริโก้พูดขึ้นด้วยความตกใจและพยายามคาดคั้นความจริงให้ได้แต่เร้ดวูลฟ์กลับยั้งมือห้ามเอาไว้เป็นการปราม
ก่อนจะรีบรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นมา


“เขาพูดไม่ผิด... ฉันโดนไวรัสของโครว์เล่นงานเข้า... มันเป็นไวรัสที่สร้างจากเลือดของเขา... มันกำลังลามไปเรื่อยๆฉันไม่รู้ว่าจะยั้งได้อีกนานแค่ไหน...
นายควรทิ้งฉันแล้วไปซะดีกว่าริโก้...”


“ถูกแล้ว... และมันจะต้องจบวันนี้... ฉันจะกำจัดสวะที่พรากทุกอย่างไปจากฉัน.... พวกแกทุกคนจะต้องตาย... ตายไปพร้อมกับองค์กรเน่าๆของพวกแกที่ฉันจะกินให้หมด!!”


ไอแห่งความตายแผ่ออกมาจากร่างของโครว์ในชั่วพริบตาเดียวทุกคนรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อร่างของโครว์กำลังถูกย้อมไปด้วยสีดำทมิฬ
มิชเชลจ้องเขม่งเล็งเป้าอีกฝ่ายไม่ขยับตัวนี่คือโอกาสของเธอแล้ว กระสุนเหลือเพียงนัดเดียวไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด โอกาสมาถึงเป้าไม่เคลื่อนที่ไม่มีสิ่งใดขวาง
มิชเชลสอดนิ้วเข้าไกและออกแรงกดเพียงเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจให้เข้ากับจังหวะของการยิง เล็งไปที่หัว...


“ลาขาดล่ะ...”

ปัง!!


ไกปืนถูกกดอย่างนิ่มนวลก่อนจะบรรจงกระแทกเข็มแทงชนวนตีเข้าลูกปืนในรังเพลิงส่งกระสุนรีดผ่านลำกล้องพุ่งทะยานออกไปหาเป้าหมายที่เล็งเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ โครว์ที่กำลังตกเป็นเป้าของคมกระสุนยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหน แต่แล้วรอยยิ้มเล็กๆแสดงถึงความเจ้าเล่ห์
ของชายหนุ่มก็ปรากฏออกมา มิชเชลมองเห็นมันในเสี้ยววินาทีก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเลือนรางเงาดำพุ่งออกจากร่างของโครว์ยืดไปที่ริโก้และเร้ดวูลฟ์ ดวงตาสองข้าง
ของหญิงสาวเบิ่งออกกว้างเมื่อตอนนี้ร่างที่อยู่ในวิถีปืนไม่ใช่โครว์อีกแล้ว หากแต่เป็นผู้ชายอีกคนที่เธอรักที่สุดกำลังถูกดึงเข้ามาใช้ให้เป็นโล่มนุษย์ในตอนนี้...


“ไม่นะ ริโก้!!”


มิชเชลตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติเมื่อเห็นร่างของสามีถูกเจาะด้วยคมกระสุนของเธอเอง กระสุนพุ่งเข้าเจาะส่วนที่เป็นช่องว่างไม่มีเสื้อเกราะป้องกัน ร่างของริโก้
ลอยอยู่เหนือพื้นกลางลำตัวมีรอยกระสุนเจาะเข้าอย่างจัง ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวมือเท่าอ่อนยวบไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตา เลือดไหลไม่หยุดก่อนจะถูกเหวี่ยงทิ้งลงราวกับ
เป็นของไร้ค่าในสายตาของโครว์ เธอทิ้งปืนลงตัวสั่นสะท้านความคิดยุ่งเหยิงทำอะไรแทบไม่ถูกภาพที่เห็นนั้นมันเหมือนดาบนับพันที่กำลังทิ่มเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเธอ
พร้อมๆกันจนเธอแทบจะขาดใจตาย แต่ก็ตายไม่ได้เหมือนถูกใครบางคนจับหัวขึ้นมาแล้วย้อนให้ดูภาพนั้นซ้ำๆไม่หยุด ร่างของริโก้นอนนิ่งกับพื้นเลือดไหลท่วม
ไม่นับกับอีกส่วนที่ไหลออกทางปากเห็นได้ชัดว่าอาการแย่มากๆ มิชเชลไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีในหัวมันว่างเปล่าไปหมดมีเพียงภาพที่เห็นติดตาเมื่อครู่เท่านั้น
ที่ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หาย


เมื่อไม่มีตัวคอยขัดขวางโครว์ก็เดินเข้ามาตรงหน้าของเร้ดวูลฟ์ที่กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก แขนของชายหนุ่มผมดำเริ่มมีควันสีดำแผ่ออกมาก่อนจะเริ่มกลายสภาพเปลี่ยน
ไปเป็นหลาวอันแหลมคมที่พร้อมจะทะลวงร่างของชายแก่สวมหน้ากากหมาป่าที่ไม่อยู่ในสภาพจะลุกขึ้นสู้ได้เลยในเวลานี้ โครว์มองดูเป้าหมายของตนเองด้วยสายตา
ที่เหยียดหยามและรังเกียจจับขั้วหัวใจเป็นที่สุด


“ทีนี้สำหรับนาย... ลาก่อนเร้ด... มีอะไรจะสั่งเสียไหม”


โครว์ส่งสายตาอำมหิตที่พร้อมจะฆ่าเต็มที่มาให้เร้ดวูลฟ์ตอนนี้ไม่เหลือใครช่วยอีกแล้ว คนนึงบาดเจ็บสาหัส อีกคนก็เสียสติจนไม่สามารถทำอะไรได้ มันช่างเหมาะมาก
ที่จะมอบความตายให้พร้อมกับความสิ้นหวังที่ไม่มีอะไรจะช่วยได้อีก


แต่ว่าสายตาของเร้ดวูลฟ์ที่โครว์เห็นนั้นไม่ใช่ความสิ้นหวังหากแต่เป็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและลำพองใจ...


“มี... กฎข้อที่หนึ่งของสนามรบ... ‘จงเตรียมพร้อมเสมอ’ ไอ้ลูกชาย...”


คลิ๊ก! ตูม!!


พริบตาเดียวก่อนที่โครว์จะทันตั้งตัวใต้เท้าของชายหนุ่มผมดำก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงแสงสว่างวาบและเสียงที่ดังจนแทบหูแตกกันไปข้าง เป็นผลจากระเบิดที่เร้ดวูลฟ์
แอบวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ช่วงที่ริโก้กำลังพูดยั่วให้โครว์สนใจอยู่นั่นเอง ที่เร้ดวูลฟ์ล้มทรุดลงกับพื้นก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่เพราะทรุดจากฤทธิ์ของเชื้อไวรัส แต่แกล้งล้มก็เพื่อ
แอบโยนระเบิดไปที่ตำแหน่งใต้เท้าของโครว์เท่านั้น ท่ามกลางซากปรักหักพังเช่นนี้ระเบิดลูกเดียวก็สามารถกลืนไปพร้อมๆกับพื้นที่ได้ไม่ยากนัก แต่ก็น่าเสียดายที่ใช้เวลา
เตรียมการนานเกินไป นานจนไม่สามารถช่วยริโก้ได้ทันท่วงที


เร้ดวูลฟ์รีบรวบรวบเรี่ยวแรงเท่าที่ยังเหลืออยู่พยุงร่างของริโก้ออกมาระหว่างที่โครว์กำลังสับสนกับแรงระเบิดและเริ่มฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายจากแรงระเบิดอยู่
ลำพังระเบิดแค่นี้ฆ่าโครว์ไม่ได้แน่ แต่ก็มากพอจะซื้อเวลาให้หนีไปได้ มิชเชลนั้นแม้จะยังช๊อกแต่ก็รวบรวมสติวิ่งเข้าไปช่วยขณะที่เสียงปืนดังลั่นออกมาจากเงามืด
พวกลูกสมุนผู้ติดตามของโครว์กำลังยิงเข้ามาแต่ก็ช้าไปทั้งสามคนเผ่นออกจากพื้นที่สังหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ไม่รู้มันนานแค่ไหนแล้วหลังจากวิ่งฝ่าความมืดคลำทางเข้ามาสิ่งสุดท้ายที่มิชเชลจำได้มันคือความสิ้นหวังที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เร้ดวูลฟ์รวบรวมเรี่ยวแรงเท่าที่ยังมี
พาเธอกับริโก้หนีออกจากความตายที่อาจจะกำลังคืบคลานเข้ามาหาเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ถึงจะยังไม่มีใครตามมาในตอนนี้แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ มิชเชลทำได้เพียงพยุงริโก้
วิ่งไปเรื่อยๆขณะที่เอามือกดแผลสามีของเธอเอาไว้แต่ให้ตาย! เลือดมันยังไหลผ่านร่องมือของเธอออกมาไม่หยุด ตอนนี้เธอไม่มีชุดปฐมพยาบาล ยาห้ามเลือด ผ้าพันแผล
แม้แต่ผ้าสะอาดๆสักชิ้นที่จะใช้อุดแผลก็ยังไม่มี


วิ่งต่อไปได้ไม่นานริโก้ก็ล้มทรุดลงเช่นเดียวกับเร้ดวูลฟ์ที่ถึงขีดจำกัดแล้ว ในยามคับขันมนุษย์สามารถหลั่งอะดรีนะลีนเพื่อรีดเค้นพลังแฝงที่มีอยู่ในร่างออกมาใช้ได้
เพื่อเอาตัวรอด แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน เร้ดวูลฟ์เริ่มขยับตัวไม่ค่อยได้แม้แต่จะเดินต่อตอนนี้ยังไม่ไหว แต่กระนั้นอาการก็ยังดูดีกว่าริโก้บาดแผลจากระสุนมันสาหัสมาก
มันเป็นบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือของมิชเชลเองเธอพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อห้ามเลือดแต่ก็ไร้ผล ริโก้กำลังเสียเลือดไปเรื่อยๆ


“ข... ขอโทษนะริโก้.... ฉันขอโทษ... ความผิดฉันเอง... ฉัน.... ยิงนาย...” มิชเชลพูดด้วยน้ำเสียงสันเครือเต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงดี
ขณะที่บ่อน้ำตาทั้งสองข้างกำลังเจิ่งนองและน้ำตาเอ่อล้นไหลอาบแก้มที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าและรอยเลือด


ริโก้ยิ้มแก้มปริขณะที่ขยับมือไปจับที่ใบหน้าของภรรยาช้าๆ อันที่จริงแล้วเพราะเขาแทบไม่เหลือแรงจะขยับร่างกายอะไรมากกว่าหลังวิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง
ทั้งๆที่มีแผลตรงท้องมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ พูดตามตรงว่าจะให้เทียบเป็นความเจ็บคงบอกได้เลยว่าตอนนี้แทบไม่รู้สึกอะไรแล้วเสียด้วยซ้ำ


“เธอไม่ผิดหรอกมิจจี้... แต่สงสัยคงต้องเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ก่อนไปหาลูกแล้วสิ...”


“นายนะเวลาแบบนี้ยังตลกได้อีก... แข็งใจไว้ก่อนนะเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วยแน่...” มิชเชลหัวเราะนิดๆกับมุขฝืดๆของสามีเธอและรีบหาทางหยุดไม่ให้เลือดไหลไปมากกว่านี้
เธอคิดว่าน่าจะฉีกเสื้อเธอออกมาอุดห้ามเลือดเอาไว้แต่เสื้อที่สวมก็ดันหนาเกินกว่าจะฉีกได้ จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีไม่มีทางที่จะห้ามเลือดแผลใหญ่ขนาดนี้
ได้ด้วยเศษชิ้นส่วนของเสื้อแน่


“เอานี่ไป... ใช้ไอ้นี่ซะ...”


เร้ดวูลฟ์พูดขณะยื่นบางอย่างที่น่าจะเป็นผ้าสีดำผืนหนึ่งมิชเชลมองไปที่เร้ดวูลฟ์และก็เห็นผู้บัญชาการในสภาพที่หน้าเปลือยเปล่าไม่สวมหน้ากาก เธอรู้ทันทีว่า
สิ่งที่เขายื่นมาให้คือหน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าที่เขามักจะสวมใส่เอาไว้ตลอดเวลา ใบหน้ากร้านโลกมีรอยแผลเป็นหลายจุดบนใบหน้าดวงตาข้างซ้ายปิดไปข้าง
บ่งบอกว่าบอดสนิท ผมดำแซมขาวตามประสาคนมีอายุเช่นเดียวกับใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นบางส่วน สีหน้าดูซีเซียวมากแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกิดจากไวรัสดูจะหนักเอาการ


มิชเชลมองหน้าของหัวหน้าเธออยู่พักใหญ่ก่อนจะรีบคว้าหน้ากากนั่นไปอุดแผลของสามีเป็นการด่วนเธอไม่สนแล้วว่าเร้ดวูลฟ์จะติดเชื้ออะไรหรือว่าหน้ากากอันนี้
จะปนเปื้อนเชื้อหรือไม่ เธอต้องทำทุกอย่างให้ริโก้รอดไปให้ได้ ทั้งเธอและลูกสาวที่อายุไม่ถึงขวบดีกำลังรอให้พ่อตัวดีคนนี้กลับไปหา กลับไปแหย่เล่นแลเอาหน้า
ถูๆไปมาเหมือนอย่างที่เห็นทุกวันจนชินตา


เธอยังอยากเห็นภาพเช่นนั้นอยู่...


ก็นับว่าได้ผล เลือดหยุดไหลไปแล้วหน้ากากนี่คงช่วยได้จริงๆแต่มันจะได้แค่ไหนริโก้เสียเลือดไปเกือบจะครึ่งลิตรแล้วก่อนมาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเขาเสียเลือดไปมากแค่ไหน
แต่คงไม่ดีแน่ ร่างกายกำลังเย็นเฉียบ ใบหน้าเริ่มซีดไม่มีเลือดฝาด ตัวสั่นมันเป็นอาการขั้นแรกของอาการเสียเลือด ตอนนี้เธอเคลื่อนย้ายทั้งริโก้และเร้ดวูลฟ์ไปไหนไม่ได้
แถมไม่รู้ว่าพรรคพวกที่เหลือจะมาช่วยเมื่อไหร่แทบจะต้องคิดด้วยว่าจะมีใครเหลือรอดมาช่วยเธอบ้างไหม หญิงสาวทำได้เพียงแค่รอ... รอด้วยความหวังอันริบหรี่


“มิชเชล... คิดไหมว่าวันที่เราเจอกัน... มันเหมือนโชคชะตาน่ะ...” ริโก้พูดพลางเอามือกดแผลเอาไว้ด้วยแรงที่ยังเหลืออยู่


“ใช่... โชคชะตาที่มั่วซั่วซะไม่มีเลย... ฉันยังแปลกใจที่ดันนึกชอบมันนะ...” มิชเชลตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า เธอมองดูสามีของเธอตัวสั่นด้วยความรู้สึกปวดใจจริงๆ


“ฉันคงเป็นทหารที่ดี... แต่คงเป็นพ่อกับสามีที่แย่มากเลยใช่ไหม... บางทีฉันน่าจะไปทำงานเป็นชาวไร่แบบปู่ฉันนะ....แค่ก! แค่ก!”


“อย่าพูดอะไรเลยริโก้ เก็บแรงไว้เถอะต้องมีคนมาช่วยนายแน่ เราจะได้กลับไปหาไอช่าอีกครั้งเหมือนทุกทีไง อย่ายอมแพ้นะคุณพ่อ...” มิชเชลพูดปลอบประโลมสามี
ให้มีกำลังใจสู้ต่อขณะที่อาการกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ริโก้ฮึดสู้เต็มที่แต่จะได้อีกสักแค่ไหน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น...


ริโก้เอื้อมมือที่ชุมไปด้วยเลือดของตนเอื้อมไปจับหน้าของภรรยาผู้เป็นที่รักอย่างเชื่องช้า “เธอคือผู้หญิงที่พิเศษที่สุดสำหรับฉันนะมิชเชล... และหวังว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีด้วย...
ถึงหลายๆเรื่องเธอจะไม่เอาไหน... โดยเฉพาะเรื่องทำอาหารก็เถอะ... แต่ฉันก็รักที่เธอเป็นแบบนี้นะ...”


“ริโก้... อย่าพูดแบบนี้สิ... นายจะต้องรอดกลับไป... คุณต้องรอด...”


“ฉันรอดมาหลายครั้งแล้ว... ที่รักของฉัน...”


ร่างของริโก้หยุดสั่นโดยพลันมาแทนที่ด้วยร่างกายเย็นเฉียบ ลมหายใจหยุดไปกลางคัน โดยที่ดวงตาทั้งสองข้างยังไม่ปิดสนิทดี มิชเชลเห็นอาการแบบนั้นก็เหมือน
ร่างของเธอถูกดูดวิญญาณออกไปจนหมด เธอรีบเอามือกดตรงหน้าอกหลายๆครั้งเพื่อกระตุ้นหัวใจของริโก้ ชีพจรของเขาหยุดเต้นไปแล้ว


“ไม่นะริโก้ อย่าทำแบบนี้สิ!! อย่าทิ้งฉันไป ตื่นขึ้นมาสิ ตื่นขึ้นมา!!!” มิชเชลตะโกนร้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะที่รีบทำ CPR เพื่อช่วยชีวิตริโก้ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง
ริโก้ยังคงนิ่งไม่ขยับตัวใดๆ มิชเชลพยายามอย่างหนักมากกว่าเดิมแต่ก็ยังไร้ผล ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีการตอบสนอง ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากร่างอันไร้วิญญาณของสามี
และผู้เป็นพ่อที่ตอนนี้กำลังลืมตาอยู่ เขาจากไปแล้วตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนกลับ พร้อมทั้งน้ำตาของหญิงสาวไหลอาบใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจโศกเศร้าที่สุดในชีวิต...




-------------------------------------------------------------------------------------------------



“คุณมิชเชล... ตื่นเถอะค่ะ...”


มิชเชลเป็นอันต้องตื่นขึ้นจากฝันร้ายของเธอในทันทีหลังได้ยินเสียงใครบางคนพูดปลุกเธอขึ้นมาก ผู้บัญชาการหญิงมองไปรอบๆและเธอยังอยู่ในห้องเหมือนเดิม
เพิ่มมานิดหน่อยคือมีอีกคนอยู่ในห้องด้วยนั่นคือนุส ที่ยืนอยู่ข้างๆเตียงของเธอพร้อมกองเอกสารมากมายในมือ กลิ่นฉุกกึกของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์คือกลิ่นตัว
ที่เป็นเอกลักษณ์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มิชเชลตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายเมื่อครู่นี้ก็เป็นได้...


“นุสเองเหรอ... มีอะไรล่ะ?” มิชเชลเอามือปาดเหงื่ออกจากใบหน้าและสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติ


“คุณมิชเชล... เมื่อกี้นี้มัน...”


“แค่ฝันร้ายน่ะ... ไม่มีอะไรหรอก... ว่ามาสิ...” มิชเชลตอบส่งๆเปลี่ยนประเด็นทันควัน เธอไม่อยากพูดถึงสิ่งที่เธอฝันถึงและความจริงแล้วมันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น
ความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาโดยตลอด


นุสไม่ซักไซ้ถามให้มากความเพราะยังมีเรื่องที่ต้องรายงานอยู่ “ค่ะ... เมื่อครู่นี้มีเรื่องแจ้งมาจากโอราเคิ้ลว่าได้รับการติดต่อจากทางช่องสัญญาณฉุกเฉินขอลี้ภัย


โดยอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. คนหนึ่งค่ะ... เราเพิ่งตอบรับแล้วส่งทีมเข้าไปช่วยเหลือแล้วด้วยเลยต้องมารายงานก่อนเพราะเป็นเรื่องฉุกเฉินค่ะ”


“อดีตเจ้าหน้าที่ Z.S.S. ที่ว่านี่ใครกันล่ะ...” มิชเชลถามพลางขยี้ตา


“อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยยานเกราะพิเศษ Z.S.S. ซาร่าห์ ค่ะ...”









**************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 มี.ค. 2018, 19:40

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

น่าสนใจมากครับ งานนี้
<<

Vermontf

Zombie
Zombie

โพสต์: 2

ลงทะเบียนเมื่อ: 17 เม.ย. 2018, 14:06

โพสต์ 17 เม.ย. 2018, 15:05

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

เนื้อเรื่องชอบมากเลย
แก้ไขล่าสุดโดย Vermontf เมื่อ 03 ต.ค. 2018, 15:53, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 07 พ.ค. 2018, 22:16

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP17)6/3/

Episode 18 : P.F.S. [Prepare for strike]

16 พฤษภาคม 2045

Spectre base 'Wolf den'


ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากได้รับรู้ถึงการมาเยือนของแขกคนหนึ่งหน่วย สเป็คเตอร์ทุกนายที่ยังประจำการอยู่ภายในฐานก็ถูกเรียกตัวมารวมกันภายในห้องพยาบาล
เอาเข้าจริงสมาชิกของสเป็คเตอร์ภายในฐานที่เหลืออยู่ก็มีแค่ ฮอว์คอายส์ อาร์เชอร์ ออสเปรย์ และอเล็กซ์เท่านั้น ส่วนที่เหลือถ้าไม่บาดเจ็บจนลุกไม่ได้ก็ยุ่งอยู่กับ
งานภาคสนามจนไม่มีเวลากลับมาที่ฐาน อเล็กซ์เดินเข้ามาถึงห้องแทบจะเป็นคนสุดท้ายตอนที่ถูกเรียกเมื่อไม่ถึงสิบนาทีก่อน ทันทีที่เข้ามาในห้องสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ
ร่างของหญิงสูงวัยที่กำลังนั่งทำแผลอยู่บนเตียง จากสภาพบาดแผลแล้วดูไม่หนักหนาอะไรนักเดาว่าคงเกิดจากสะเก็ดระเบิดขนาดเล็กที่พุ่งเฉี่ยวผ่านผิวหนังไป รวมถึง
รอยกระสุนเฉี่ยวอีกหลายจุด เคราะห์ดีที่ไม่ใช่แผลใหญ่หรือโดนจุดสำคัญอะไรมากมายแผลพวกนี้แค่พักไม่กี่วันก็หายสนิท


แต่ที่อเล็กซ์ประหลาดใจคงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าอเล็กซ์เคยเจอกับเธอมาก่อน รู้สึกจะเป็นผู้หญิงคนที่แร๊บบิทเคยพาไปดินเนอร์ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน
ก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมาทำอะไรที่นี่แต่หวังว่าเธอจะยังจำหน้าเขาไม่ได้นะ


“เอเจนท์ ซาร่าห์... ”

“แค่อดีตเท่านั้นค่ะ... ไม่ได้เจอกันนานนะ ฮอว์คอายส์” หญิงสูงวัยนามซาร่าห์ยกมือขึ้นมาจับเป็นการทักทายเหมือนรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอดีตเจ้าหน้าที่ Z.S.S. แบบเธอถึงได้เรียกเรา แล้วนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นไหงบาดเจ็บมาซะขนาดนี้... ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอลาพักร้อน
อยู่ที่เมืองไทยรึไง...” ฮอว์คอายส์ถาม

“ทีแรกก็เป็นแบบนั้นล่ะ... ฉันกับแร๊บบิทกำลังพักผ่อนจนเราไปเจอเรื่องอะไรเข้าเกี่ยวกับพวกองค์กร ดิเซอร์เพนท์เข้า... เราถูกลอบโจมตีแต่เราได้ไอ้นี่มา...”


ซาร่าห์ยื่นของชิ้นหนึ่งให้ฮอว์คอายส์อเล็กซ์พอจะรู้ว่ามันคืออะไรมันคือ DSM หนึ่งในชุดดาว์ดโหลดข้อมูลแบบพกพาแบบเดียวกับที่พวกกองทัพ
ไม่ก็หน่วยข่าวกรองใช้กันในสมัยก่อน มันออกจะล้าสมัยไปหน่อยสำหรับยุคนี้แต่ถ้าเป็นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมันโคตรจะไฮเทคเลยก็ว่าได้


ฮอว์คอายส์ส่ง DSM นั่นมาให้อเล็กซ์ชายหนุ่มมองมันอยู่พักหนึ่งแล้วลองตรวจสอบดูว่ามีอะไรเสียหายไหม จากสภาพของคนที่เอามายังเป็นซะขนาดนั้น
ถ้าเจ้าเครื่องเก็บข้อมูลตัวนี้ยังอยู่ในสภาพดีก็คงโชคดีชะมัดยาดเลย


“ไม่เป็นไรตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว... เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอไปพักร้อนกับแร๊บบิท แล้วแร๊บบิทล่ะตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” ฮอว์คอายส์ถามอีกครั้งถึงแร๊บบิท
ซึ่งอเล็กซ์เองก็อยากจะถามเหมือนกัน ว่าตอนนี้อดีตหัวหน้าเก่าปากดี โลว์เทค และจอมเก๋าของ แร๊ทส์ หายไปไหนถ้าแม่ซาร่าห์นี่เป็นคนสำคัญของเขาจนถึงขั้น
ลาพักร้อนไปด้วยกันได้ไม่มีทางที่แร๊บบิทจะทิ้งเธอแน่หากไม่จำเป็นจริงๆ


แต่ซาร่าห์กลับไม่ตอบอะไรออกมาทำเพียงมองหน้าฮอว์คอายส์ด้วยสายตาที่มีนัยบางอย่าง แววตาของความเศร้าที่แฝงอยู่อย่างชัดเจน...


“แร๊บบิท... เขา... เขาตายแล้วค่ะ...”


ซาร่าห์ตอบด้วยเสียงเศร้าเช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนที่ออกอาการตกใจนิดหน่อยจะมีก็แต่อเล็กซ์ที่ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ซาร่าห์เพิ่งพูดออกมา
แร๊บบิทตายแล้วงั้นเหรอ... นี่มันบ้าชัดๆเลย!


อเล็กซ์ยังกำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นขณะมองไปที่มัน เพื่อของสิ่งนี้แร๊บบิทถึงกับยอมใช้ชีวิตตัวเองเข้าแลกชายหนุ่มหวังว่า... ไม่สิ สาบานว่าเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่า
อะไรกันแน่ที่อยู่ในเครื่องบันทึกข้อมูลแบบพกพาเครื่องนี้กันแน่แร๊บบิทจะต้องไม่ตายเปล่าอย่างไร้ความหมาย คิดแล้วอเล็กซ์ก็รีบออกจากห้องตรงไปที่แล๊บวิจัยพัฒนาอาวุธ
ของฟางในทันที ชายหนุ่มจำได้ว่าในห้องนั้นมีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและประมวลผลได้ไวที่สุดในโลกอยู่ มันคงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการเริ่มต้น


อเล็กซ์เดินก้าวเท้ายาวๆตรงไปที่ห้องแล๊ปโดยไม่สนว่าระหว่างทางจะมีใครทักหรือพลาดไปเดินชนใครเข้า ชายหนุ่มในเวลานี้ไม่สนอะไรมากไปกว่าการหาว่า
ข้อมูลอะไรกันแน่ที่แร๊บบิทเจอจนต้องถูกฆ่าเอาแบบนี้ ประตูห้องแล๊ปอยู่ตรงหน้าอเล็กซ์แค่เดินอาดๆพุ่งเข้าไปแบบไม่ปรึกษาใครตรงเข้าไปที่ห้องแล๊ปและต่อ DSM
เข้ากับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ภายในห้องในทันที


“นายเข้ามาทำอะไรในนี้น่ะอเล็กซ์ แล้วนั่นมันอะไรกัน?” นุสหัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาอาวุธภายในห้องถามทันทีหลังเห็นอเล็กซ์เดินเข้ามาต่อ DSM กับเครื่องคอม

“แค่ขอยืมใช้คอมดูอะไรหน่อยเท่านั้นล่ะ...” อเล็กซ์ตอบโดยไม่สนใจที่จะหันมาพูดต่อหรือกล่าวขอโทษที่บุกเข้ามาเลยสักนิด ชายหนุ่มเริ่มคีย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว
และทำการสร้างระบบป้องกันข้อมูลเพิ่มเติมบวกเข้ากับโปรแกรมแฮ๊กที่พัฒนาขึ้นเองก่อนหน้านี้เข้าไป


ข้อมูลเส้นสายจำนวนมากถูกฉายขึ้นบนหน้าจอชนิดที่ว่ามีเวลาอ่านเป็นอาทิตย์อาจจะไม่หมดก็เป็นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือรายชื่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพวก ดิ เซอร์เพนท์
ทั้งหมด ย้ำว่าทั้งหมด ไม่เพียงแค่นั้นหากแต่ยังรวมถึงข้อมูลลับทั้งของพวกนอร์ธ และ พวกคลีนเนอร์ ข้อมูลทั้งหมดประวัติรายชื่อคนในองค์กร อาวุธชีวภาพ พันธมิตร เงินทุน
ข้อมูลธุรกิจบังหน้า แทบทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันหมด แม้แต่นุสที่มองดูอยู่ก็พอจะรู้ว่ามันคืออะไร แร๊บบิทเจอเข้ากับขุมทองขุมใหญ่เข้าให้แล้ว ตาแก่นั่นแม้จะตาย
ก็ไม่ทำให้ชีวิตตัวเองเสียเปล่าเลยจริงๆ


“นี่นาย... ไปเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหนกันเนี่ย...”

“จากตาแก่คนนึงน่ะ...” อเล็กซ์ตอบส่งๆขณะที่มองหาข้อมูลที่ต้องการ หากนี่คือข้อมูลของพวกนอร์ทและคลีนเนอร์รวมถึง ดิเซอร์เพนท์ด้วยแล้วก็มีความเป็นไปได้สูง
ที่จะมีข้อมูลของโครว์ บุคคลที่อเล็กซ์ต้องการตามหาอยู่ด้วยแต่ยังไม่ทันจะดูข้อมูลอยู่ๆระบบก็เริ่มค้างและทำงานแปลกๆ จะว่าค้างเพราะข้อมูลมากไปก็ไม่ใช่
ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์มีระบบการประมวลผลที่รองรับข้อมูลขนาดเท่าสนามฟุตบอลได้สบายมาก ถ้าข้อมูลแค่ขนาดเท่าแล๊ปท๊อปนี่คงเป็นเรื่องจิ๊บๆเสียด้วยซ้ำ
อเล็กซ์คิดว่าอาจจะเป็นไวรัสชายหนุ่มลงมือเปิดโปรแกรมต้านไวรัสแต่ก็ต้านได้ไม่นานเพราะว่าเหมือนโปรแกรมต้านไวรัสจะโดนเจาะไปด้วยไม่รู้ว่าทำได้ยังไง


ทุกครั้งที่อเล็กซ์ปรับโปรแกรมให้ต้านทานไวรัสได้มันก็จะเปลี่ยนรูปแบบเหมือนสามารถปรับตัวเลี่ยงระบบป้องกันไปได้ทุกครั้งเหมือนมีชีวิตจิตใจ มันจะมีไวรัสคอมพิวเตอร์
แบบที่สามารถปรับตัวเรียนรู้ได้เหมือนกับสิ่งมีชีวิตได้ยังไงกันโลกนี้มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น...


“เลิกต้านฉันได้แล้วค่ะ ดิฉันไม่ได้ต้องการทำร้ายระบบของคุณซะหน่อย!!” เสียงตวาดของเด็กผู้หญิงดังออกมาจากเครื่องคอมแบบไม่รู้สาเหตุทำเอาอเล็กซ์และคนส่วนใหญ่
ในห้องสะดุ้งโหยงโดยพร้อมเพรียงกัน


พริบตาถัดจากนั้นภายในหน้าจอคอมก็ปรากฏร่างของเด็กหญิงผมยาวในชุดเดรสสีขาวสวมหมวกแบเร็ตสีฟ้ากำลังตะโกนพลางแยกเขี้ยวใส่ด้วยท่าทางน่าเอ็นดูซะเต็มจอ
อเล็กซ์ยังคงจัดความคิดของตัวเองไม่ได้ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันหรือมีใครบางคนคิดอุตริเล่นพิเรนทร์ใส่กับดักภาพเคลื่อนไหวแบบนี้เอาไว้ในเครื่องตอนที่มีใครมาใช้คอม
โดยไม่ได้รับอนุญาตกันแน่ จะอะไรก็ช่างเหมือนเด็กหญิงในคอมนั่นดูจะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอยู่พักหนึ่ง


“ทะ... เธอเป็นใครน่ะ!” อเล็กซ์ถามขณะยกตัวขึ้นจากพื้นหลังตกใจจนหงายท้องเมื่อครู่

“ดิฉันคือโปรแกรมสมองกลปัญญาประดิษฐ์ฝ่ายข่าวกรองลับ หมายเลขสาม อลิซค่ะ!” ร่างของเด็กหญิงบนหน้าจอกล่าวพลางตะเบ๊ะท่าแบบทหารด้วยมาดจริงจัง
ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ทำให้ดูเป็นอย่างที่ว่าเลยสักนิดกลับกันมันยิ่งทำให้ดูน่าเอ็นดูขึ้นซะมากกว่า


หากนี่เป็นอย่างที่อเล็กซ์คิดชายหนุ่มคงจะกำลังเจอเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ระดับสุดยอดเข้าให้แล้วแบบเดียวกับไอร์ม่าเป๊ะจะรับมือยังไงกันล่ะอีแบบนี่เขาเองก็ไม่เคยเจอซะด้วย...


“กลับมาแล้วเหรออลิซ เป็นไงบ้างไม่เจอกันนานเลยนะ!” ช่วงที่สับสนนุสก็กล่าวทักทายปัญญาประดิษฐ์นามอลิซราวกับเป็นคนรู้จักกัน อเล็กซ์มองไปทางเธอด้วยความสงสัย

“นี่รู้จักด้วยเหรอครับ?”

“ก็นะ.. จะว่ายังไงดีล่ะเธอคือ...” นุสพูดพลางหลบหน้าราวกับจะปิดบังอะไรบางอย่าง อเล็กซ์เริ่มมองเธอคิ้วขมวดด้วยความสงสัย

“สวัสดีค่ะคุณแม่!”

“หา!?”


ชั่วขณะเดียวกันคนทั้งห้องพร้อมใจตะโกนเข้ามาเป็นเสียงเดียวโดยมิได้นัดหมาย เหมือนทุกคนจะรู้มากพอๆกับอเล็กซ์ถึงเรื่องนี้ ที่จริงถ้าให้พูดมันก็คงจะฟังดูน่าเหลือเชื่ออยู่
ที่ว่านุสมีลูกสาวเป็นปัญญาประดิษฐ์แบบนี้มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ซึ่งมันก็มากพอจะทำให้ทุกคนเกิดอาการสงสัยผสานสายตามองมาทางนุสกันเป็นมันเลยทีเดียว


“อลิซ! บอกแล้วไงล่ะว่าอย่าเรียกฉันแบบนั้นน่ะถึงฉันจะสร้างเธอมาเองก็เถอะ แต่เล่นพูดแบบนั้นเดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก!” นุสตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงที่
บอกชัดว่ากำลังประหม่า ซึ่งมันก็ไม่ได้มีให้เห็นกันทุกวัน...

“ค่ะ! คุณแม่!”

“ว้อย...!” นุสเอามือกุมขมับด้วยอาการปวดกะโหลกตุบๆหลังถูกปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยเรียว่า ‘แม่’ และยังโดนเธอพูดเหมือนจงใจกวนประสาทอีกว่าแม่
ทั้งที่เธอสั่งห้ามชัดเจน

“ก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันเรื่องอะไรแต่ว่า... ฉันอยากรู้ข้อมูลของโครว์ในนั้นหน่อยจะได้ไหม?” อเล็กซ์หันไปถามอลิซ ซึ่งเหมือนแม่ปัญญาประดิษฐ์จะฟังอเล็กซ์อยู่
เธอตอบกลับมาด้วยคำสั้นๆคำเดียว...

“ไม่!”

“อ้าวเฮ้ย! เจริญละ ทำไมล่ะนั่น...”

“คุณไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลที่ว่าได้ค่ะ มีเพียงผู้บัญชาการฮอว์คอายส์และสมาชิกระดับหนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงค่ะ...” อลิสตอบพลางปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครว์
ด้วยการเซนเซอร์ข้อมูลเกือบทั้งหมดเอาไว้ อเล็กซ์กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ


ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่สามารถแฮ๊กเข้าไปในฐานข้อมูลนี้ได้เหมือนทุกครั้งแน่หากยังมีเอไออย่างอลิซคอยป้องกันข้อมูลเอาไว้ ขนาดโปรแกรมป้องกันการแฮ๊กที่เขาออกแบบ
และการลงมือป้องกันอย่างสุดความสามารถอลิซก็ยังเจาะเข้ามาได้แบบง่ายๆ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการป้องกันข้อมูลคงจะเป็นงานที่หินกว่าการแฮ๊กเข้าเพนตากอนอย่างที่เคยทำ
แน่ อเล็กซ์เองก็ไม่เคยเจอระบบป้องกันที่มีความซับซ้อนและมีจิตใจพื้นฐานแบบมนุษย์อย่างนี้เลยครั้งนี้มันออกจะ... เกินกำลังไปนิด... คิดว่านะ...


“เอาเถอะยังไงข้อมูลนั่นใช่ว่าจะหาเองที่อื่นไม่ได้ ไว้ฉันลองหาทางอื่นดูแล้วกัน...” อเล็กซ์พูดด้วยความจำยอมทั้งที่เจ็บใจอยู่นิดๆเหมือนกัน ไว้รอให้มีโอกาสก่อนเถอะ
แล้วเขาจะเล่นแม่เอไอตัวน้อยนี้เอาให้หลุดจากโลกไซเบอร์ไปเลย...

“แล้วไปสืบข่าวที่นั่นตั้งห้าปีได้ความอะไรบ้างล่ะอลิซ อย่าเธอคงไม่ยอมเผยตัวแน่หากไม่มีเหตุจำเป็นใช่ไหม?” นุสถามเอไอของตนด้วยความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม
แน่นอนว่าเอไอตัวน้อยยิ้มออกมาให้เห็นยืนยันว่าสิ่งที่นุสถามถูกต้องแล้ว

“ค่ะ... หนูได้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่พวก ดิ เซอร์เพนท์ พยายามทดลองอยู่ในช่วงห้าปีนี้มาแล้ว พวกนั้นเหมือนอย่างที่แม่บอกเลยค่ะ... เจ้าพวกนั้นคือพวกที่เหลือรอด
จากกลุ่มของนอร์ท แถมยังแฝงตัวแล้วก็แทรกซึมอยู่ทั่วในหน่วยงานรัฐเต็มไปหมด ยิ่งกว่านั้น แปดในสิบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการฑูตของสภาความมั่นคงโลกเองก็เป็นหนึ่งพวกนั้น
ด้วยค่ะ...”


ข้อมูลทั้งหลายที่อลิซพูดถึงวิ่งผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างไม่ขาดสาย แต่ละข้อมูลเชื่อมโยงกันไปเป็นทอดๆ จนดูเหมือนกับโครงข่ายขนาดยักษ์
ของรากต้นไม้ใหญ่ ทุกคนที่มีชื่อขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับสูง มีตั้งแต่คนที่อเล็กซ์ไม่แปลกใจนักหากพวกนั้นจะเป็นหนึ่งในนั้นไปจนถึงคนที่อเล็กซ์ไม่ทันคิดว่าจะเป็น
พวกเดียวกับเจ้าพวกนั้นด้วย


อย่างกับรังอสรพิษไม่มีผิด...


“เยี่ยมเลย... แล้วยังมีข้อมูลอย่างอื่นอีกไหม?” นุสถามอีกครั้งเผื่อมีอะไรสำคัญเพิ่มเติม

“ก็... จะว่าเป็นข่าวดีรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ ตอนนี้พวก ดิ เซอร์เพนท์ กำลังวางแผนการบางอย่างอยู่มันกำลังเริ่มนับถอยหลังหนูโชคดีที่ได้ข้อมูลกำหนดการ
ของพวกมันมา แผนการของพวกนั้นจะเริ่มในอีก... สองอาทิตย์... สามวัน... สี่ชั่วโมง... สิบสามนาที... กับอีกสามสิบสามวินาที... ค่ะ”

“แผนการที่ว่าคืออะไรล่ะ?” อเล็กซ์ถาม

ข้อมูลถูกเด้งขึ้นจอเพียงเล็กน้อย “ยังไม่ทราบรายละเอียดค่ะแต่ชื่อโครงการของพวกมันถูกเขียนขึ้นมาในฐานข้อมูลค่ะชื่อว่า ‘โลกใหม่’ ไม่มีรายละเอียดอื่นเพิ่มเติมค่ะ...”


มันก็ฟังดูเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือตอนนี้รู้แล้วว่าพวก ดิ เซอร์เพนท์ มีแผนการร้ายบ้างอย่างที่น่าจะเป็นแผนการใหญ่และทุกคนรู้เวลาของแผนการนี้
แต่ข่าวร้ายคือยังไม่รู้ว่าแผนการที่ว่าคืออะไรฟังแล้วมันเหมือนกำลังสู้แบบแปดด้านไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหนอีก ขนาดแค่แพร่ไวรัสไปตามหัวเมืองใหญ่ๆของโลก
ก็แย่พอแล้ว ถ้านั่นเป็นแค่แผนป่วนเล็กๆล่ะก็แผนการที่แท้จริงของมันคงจะยิ่งกว่าคำว่าหายนะแบบไม่ต้องสงสัย


“ส่งข้อมูลพวกนี้ไปให้ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์งานนี้เราคงได้เจอของใหญ่แน่ ตั้งระบบป้องกันข้อมูลเซิฟเวอร์ อลิซไปสมทบกับทีมของโอราเคิลแจ้งข่าวให้เธอรู้
และทีมซ่อมแซมเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ระดับสอง เปิดคลังแสงออกมาซ่อมแซมอาวุธทั้งหมดให้พร้อมใช้งานในหนึ่งอาทิตย์ซะ ได้เวลาเริ่มสงครามกันแล้ว...”


สิ้นคำสั่งทุกคนในห้องต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองกันในทันที อเล็กซ์เองก็เช่นเดียวกันชายหนุ่มวิ่งออกจากห้องไปและเริ่มตรงไปที่ห้องทำงานของเขา
หากครั้งนี้เหตุการณ์กำลังเริ่มดิ่งลงเหวเขาคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้สำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า...



----------------------------------------------------------------------------------------------------



ควับ! ควับ!


เสียงดาบพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วจนเป็นที่ชินตาสำหรับใครหลายคน ร่างอันบอบบางแต่เปี่ยมด้วยพลังของหญิงสาวกำลังแกว่งดาบญี่ปุ่นเล่มยาวคู่กับมีดสั้นอีกเล่ม
ที่ดูไม่เข้ากันเท่าไหร่เพราะมีดสั้นนั้นมีรูปทรงแบบมีดที่ล้ำสมัยมากไปหน่อย รวมถึงการแกว่งดาบเป็นกระบวนท่าที่ยังแลดูขัดตาขาดความพลิ้วไหวและความลงตัวอาจเป็นเพราะ
ยังไม่ชินกับการใช้งานก็เป็นได้


รันฟายังคงแกว่งดาบฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและคราวนี้หญิงสาวกำลังฝึกการใช้กระบวนท่าดาบคู่อยู่ซึ่งหญิงสาวเองก็เคยเรียนวิชานี้มาจากอาจารย์บ้างแต่เธอไม่ได้ใส่ใจ
กับมันมากไปกว่าการเรียนวิชาดาบเดียวที่เธอถนัด ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาฝึกมันอีกในครั้งนี้ด้วยผลก็เป็นอย่างที่เห็นเธอเลยต้องมาปรับสร้างความคุ้นเคยอยู่นี่เกือบจะอาทิตย์หนึ่ง
แล้วแต่ความเงอะงะจากการแกว่งดาบสองเล่มพร้อมกันก็ยังไม่หายไปไหน


“เงอะงะแบบนั้นจะไปสู้ใครเขาได้ไหมล่ะ...”


เสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้นหลังจากรันฟาหยุดแกว่งดาบไปได้สักพักแต่หญิงสาวไม่ได้ใส่ใจมากนักเธอกลับนั่งคุกเข่าลงและเริ่มเช็ดคมดาบอย่างประณีตด้วยผ้า


“อย่างน้อยฉันก็ยังฝึกสม่ำเสมอ ไม่เหมือนเธอหรอกนะวัลคิลลี่ คนเราต่อให้มีพรสวรรค์ถ้าไม่รู้จักฝึกฝนมันก็ไม่มีค่าอะไร สุดท้ายก็จะมีแต่แพ้คนที่ไร้พรสวรรค์
แต่มีความมุ่งมั่นนั่นล่ะ...”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ!”

“ก็อย่างที่ว่าไปนั่นล่ะ... ต้องให้ย้ำอีกรอบรึไง?”


แววตาของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกรันฟาพูดกระทบเชิงสั่งสอนเข้าใส่ ทีแรกท่าทางของวัลคิลลี่คล้ายจะเล่นงานรันฟาจากทางด้านหลัง
แต่ความที่ว่ายังเข็ดจากการประลองครั้งก่อนไม่หายประกอบกับคราวก่อนโดนเรเวนที่เป็นแม่ลงโทษอย่างหนักเข้าไปทีนึงอีก เด็กหญิงเลยต้องเปลี่ยนความคิดไปกระทันหัน
และไปนั่งอยู่ข้างๆลานฝึกแทน


“ถ้างั้นเธอมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ ถ้าจะมาแก้มือเรื่องดวลดาบล่ะก็ ไว้มาใหม่คราวหน้าก็แล้วกันวันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว...” รันฟาถามพลางเก็บดาบเขาฝัก ส่วนมีดสั้นของทาล่อน
อีกเล่มหญิงสาวก็เสียบมันกลับเข้าซองรูปร่างแปลกๆตามเดิม

วัลคิลลี่เดาะลิ้นทำเสียงจิ๊จ๊ะพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ “ก็ไม่เชิงหรอก แค่มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยเท่านั้น... ทำไมเธอถึงช่วยฉันตอนนั้นกันทั้งที่ฉันเกือบจะฆ่าเธอน่ะ”

“ทำไมถึงอยากรู้นักล่ะ ยังไงเธอก็ไม่โดนคุณเรเวนลงโทษหนักก็ดีแล้วนี่” รันฟาตอบแบบส่งๆไปซึ่งเหมือนมันไม่ใช่คำตอบที่เด็กหญิงพอใจนัก

“ฉันแค่ไม่ชอบเป็นหนี้ใครแบบไม่รู้เหตุผล ถ้าหากต้องคิดหนี้ใครฉันก็อยากรู้ว่าติดเพราะอะไร...”


รันฟาวางดาบที่สอดเข้าฝักแล้วลงที่พื้นตรงหน้าและนั่งเข่าโน้มตัวลงคำนับเป็นการทำความเคารพแก่ดาบที่เธอใช้ ก่อนจะยืนขึ้นและหันไปทางวัลคิลลี่ที่กำลังรอคำตอบ


“ก็แค่ไม่อยากเห็นคนที่หลงทางต้องเจ็บตัวเพราะความเข้าใจแบบผิดๆเท่านั้นล่ะ ถึงเธอจะพูดเหมือนผู้ใหญ่แต่ความจริงเธอก็เป็นแค่เด็กเท่านั้น เธอยังต้องเรียนรู้อะไร
อีกมากแน่ล่ะว่าหนึ่งในนั้นมันก็เป็นความนอบน้อมกับความมีน้ำใจ...”


จากคำตอบที่พูดไปทีแรกรันฟาคิดว่าวัลคิลลี่คงจะต้องเดือดและพุ่งเข้ามาหาเธอแบบครั้งก่อนแน่ แต่ก็ผิดคาดเมื่ออีกฝ่ายกลับนั่งฟังอย่างตั้งใจและดูจะสงบเสงี่ยม
กว่าที่คาดเอาไว้มาก สำหรับรันฟาแล้ววัลคิลลี่เองก็ไม่ต่างอะไรกับเธอในตอนที่เริ่มฝึกวิชาดาบกับอาจารย์เท่าไหร่นักอาจจะต่างกันที่เธอไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เกินวัยและไม่ได้
อารมณ์ร้อนเท่า สิ่งที่อาจารย์มักจะพูดมีหลายอย่างและหนึ่งในนั้นคือคำสอนที่บอกว่า


‘ไม่มีใครสมควรถูกลงโทษเพียงเพราะว่าทำผิดพลาดจากความที่เป็นเด็กเท่านั้น’


รันฟาหลังพูดจบก็รีบความดาบที่วางอยู่ตรงพื้นขึ้นมาและตรงไปที่ประตูทางออกของโรงฝึกหญิงสาวในตอนนี้ชักอยากจะไปอาบน้ำแล้วนอนพักผ่อนให้สบายซะทีหลังจากที่
วันนี้ทั้งวันทำได้แค่ฝึกซ้อมรบกับคอนเนอร์หลังจากนั้นก็มาเริ่มฝึกดาบต่อแทบจะในทันที เรื่องข้าวปลาคงไม่ต้องพูดเธอหิวไส้กิ่วจนแทบกินได้ทุกอย่างที่เธอเจอแม้แต่กาแฟ
รสชาติห่วยๆของคลอว์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่เองก็เช่นกันหลังฝึกไปนานๆมันก็เริ่มอบอ้าวทำเอาเหงื่อหญิงสาวไหลท่วมเหมือนอาบน้ำไม่มีผิด


“เดี๋ยวก่อน! เธอว่าฉันหลงทางแล้วก็ต้องเรียนรู้อีกเยอะถ้างั้นก็....” เด็กหญิงออกอาการกระอักกระอ่วนพอดูหลังพูดไปได้สักพัก เหมือนสิ่งที่จะพูดต่อไปเป็นเรื่อง
ความเป็นความตายเสียด้วย

“ถ้างั้นอะไร?” รันฟาทำท่าคิ้วขมวดพลางถามกลับ

วัลคิลลี่บิดตัวแทบจะเป็นเกลียวเนื้อตัวสั่นเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากพูด “เธอต้องสอนฉัน... ทุกเรื่องที่เธอพูดมา... แล้วก็วิชาดาบด้วย...”


แค่ประโยคเดียวความคิดแรกของรันที่แล่นเข้าหัวคือความฉงนสงสัยว่าเด็กหญิงอารมณ์ร้อนแบบวัลคิลลี่เนี่ยนะจะมาขอให้เธอสอนทั้งเรื่องความนอบน้อมหรือวิชาดาบ
ถ้าพูดในภาพรวมเด็กหญิงกำลังขอให้รับเธอเป็นลูกศิษย์ชัดๆ อีแบบนี้จะให้รันฟาตอบยังไงล่ะขนาดแค่ฝึกวิชาเองยังเอาแทบไม่รอดแล้วจะมีหน้าที่ไหนไปสอนคนอื่นกัน
ยิ่งเป็นวัลคิลลี่ที่มีอุปนิสัยตรงข้ามกับผู้จะเป็นนักดาบโดยสิ้นเชิงอีกด้วย หญิงสาวเลยต้องคิดหนักทีเดียวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายคาดคั้นคำตอบอย่างไวแบบนี้


“เออ... ทำไมล่ะเรื่องแบบนี้แม่เธอน่าจะสอนได้นะ แล้วก็เรื่อวิชาดาบน่ะเธอแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากเรียนน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายอย่างที่เห็นหรอกนะ...”

“แม่ไม่เคยสอนอะไรฉันเลยนอกจากคอยห้ามในทุกเรื่องที่ฉันทำ อีกอย่างวิชาดาบมันจะยากอะไรเชียวก็แค่แกว่งดาบไปมาก็เท่านั้นเองนี่!” เด็กหญิงร้องกล่าวอย่างกระตือรือร้น
แต่เด็กหญิงพลาดไปเรื่องหนึ่งแล้วที่บอกว่าวิชาดาบเป็นแค่การแกว่งดาบ สำหรับรันฟาจะพูดอะไรก็เธอก็ช่างนะแต่เล่นมาดูถูกกันแบบนี้มันคงต้องลากมาตบเกรียนสั่งสอนซะ
หน่อยแล้ว...

“เข้าใจแล้ว... งั้นก็ได้ฉันจะสอนเธอเองก็แล้วกัน แต่ขอบอกก่อนนะว่าฉันฝึกโหดไม่มีปราณีถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ถอนตัวซะเลยนะ!” รันฟาถามอีกครั้งเพื่อให้โอกาสวัลคิลลี่
ถอยตอนนี้แต่เธอเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว


วัลคิลลี่พยักหน้ากลับพร้อมแววตาที่มุ่งมั่นแบบเด็กๆกระนั้นมันก็ไม่ทำให้รันฟาคิดใจอ่อน เมื่ออีกฝ่ายเลือกทางที่ว่ามาแล้วรันฟาก็ต้องจัดให้สาสมกันหน่อย...



------------------------------------------------------------------------------------------------



ข้อมูลที่ได้จากซาร่าห์นั้นนับว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อทุกคน โรห์น่ารู้ดีถึงเรื่องนี้หลังจากที่เธอได้ข้อมูลส่วนนี้จากนุสอีกทีหนึ่ง นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับงานที่ทุกคนทำ
มาตลอดหลายปีเลยก็ว่าได้ ข้อมูลที่มากมายมหาศาลจนแม้แต่ไอร์ม่าเอไอบริหารจัดการของทีมสเป็คเตอร์ยังจัดการได้ไม่หมดต้องให้เธอเข้าช่วยตลอดแต่นั่นคงเป็นปัญหาใหญ่
เพราะข้อมูลที่ได้มานี่คงจะใช้ได้อีกไม่นาน ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ดิ เซอร์เพนท์คจะไม่โง่หลังรู้ว่าฐานข้อมูลทั้งหมดโดนล้วงเอาไปหมดทั้งดุ้นแบบนี้ ข้อมูลที่ได้คงใช้ได้แค่
ยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนที่อีกฝ่ายจะเร่งเปลี่ยนข้อมูลหรือที่ซ่อน นี่คงเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสิบชั่วโมงคงต้องใช้ประโยชน์จากจุดนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


“เอาล่ะ... เหมือนตรงนี้จะมีฐานข้อมูลของพวกนั้นอยู่ ที่ตั้งของศูนย์วิจัยทั้งหมดมีอันไหนสำคัญพอจะให้บุกบ้างนะ...” โรห์น่าขยับกรอบแว่นที่สวมอยู่ให้เข้าที่พลางมองหา
สิ่งที่น่าสนใจในกองข้อมูลจาก DSM นั่น

“คิดว่าเครียดไปหน่อยรึเปล่าคะ ยังไงถึงเรื่องนี้มันจะสำคัญแต่ก็อย่าหักโหมนะคะ...” ไอร์ม่าปัญญาประดิษฐ์ที่แสดงผ่านอินเตอร์เฟสรูปร่างของหญิงสาวในชุดเมดแบบโบราณ
กล่าวเตือนระหว่างที่ทำการวิเคราห์ข้อมูลช่วยโรห์น่าไปด้วย

“ยุ่งน่าไอร์ม่ายังไงเสียตอนนี้ฉันก็เพิ่งพักได้ไป เพราะงั้นไอ้เรื่องพักน่ะอย่าห่วง ช่วยกันหาจุดที่จะพลิกสถานการณ์เราได้มากที่สุดดีกว่า...” โรห์น่าตอบเอไอหญิงกลับไป
ราวกับกำลังคุยกับเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เวลานี้เธอไม่มีเวลาคิดเรื่องพักมากไปกว่าการหาทางพลิกสถานการณ์อย่างที่ว่ามา ถึงมันจะเป็นงานที่น่าเบื่อแต่ก็มีความสำคัญมาก
เป็นไปได้ว่าชีวิตของทุกคนขึ้นอยู่กับข่าวกรองที่เธอกับไอร์ม่าเป็นคนเลือก


หากมองจากระดับความสำคัญแล้วมันก็กินกันไม่ลงทุกอย่างที่ไอร์ม่าเลือกเฟ้นมาล้วนแต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญแทบทั้งสิ้นการเข้าจัดการที่จุดใดจุดหนึ่งอาจจะมีผล
ใหญ่หลวงต่อสถานการณ์ในปัจจุบันเลยก็เป็นได้ เรื่องใหญ่แบบที่แม้แต่ไอร์ม่าก็ยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลือกออกมาได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีเวลาและกำลังพลที่จะโจมตีได้
ทุกจุดเห็นทีคงจะต้องเอาข้อมูลพวกนี้ไปให้ฮอว์คอายส์ดูแล้วตัดสินใจแทน


หริ่ง! หริ่ง! หริ่ง!


“มีการติดต่อเข้ามาค่ะ... จากแฟนของคุณจะให้ดิฉันตอบกลับไปเองไหมคะ?” ไอร์ม่าถามหลังมาการติดต่อผ่านเข้ามาทางอินเตอร์เฟสโดยแฟนหนุ่มของโรห์น่า

“ไม่จำเป็น... ต่อสายเขาเข้ามาเลยไอร์ม่า...”


สักครู่หนึ่งหลังบอกไปไอร์ม่าก็ต่อสายเข้ามาทางเฮดโฟนของโรห์น่า สิ่งแรกที่ได้ยินหลังจากนั้นคือเสียงของชายที่เธอเพิ่งจะไปออกเดทกับเขามาเมื่อไม่นานนี้เอง
ไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงโทรมาแต่ว่าอาจจะเป็นโอกาสดีก็ได้เพราะเธอกำลังเครียดๆอยู่มีใครสักคนมาพูดคุยคลายทุกข์ให้คงดีไม่น้อย


“ว่าไงที่รัก มีอะไรเหรอ?” โรห์น่าถามพลางเอนตัวลงหลังพิงเก้าอี้ผ่อนคลายท่าทางให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างน้อยก็ในเวลานี้

“ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่เห็นข่าวในทีวีมาท่าทางสถานการณ์น่าเป็นห่วงเลยโทรมาถามน่ะ เรื่องงานโอเปอเรเตอร์เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

“ไม่มีอะไรมากค่ะก็ยุ่งๆเหมือนกันตั้งแต่มีการโจมตีก็มีคนโทรเข้ามาเป็นร้อยสายไม่หยุด หัวหน้าก็เพิ่งให้ทำโอทีหมดไปเมื่อวานนี้เอง...” โรห์น่าพูดพร้อมทั้งพยายามโกหก
ให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขืนบอกไปว่าตอนนี้เธอกำลังทำงานข่าวกรองลับที่จะเลือกจุดโจมตีให้กับหน่วยล่าสังหารเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ชาวโลกล่ะก็ เหอะ!
ไม่อยากคิด... พ่อได้ร้องบ้านลั่นแน่ถึงอีกฝ่ายจะเคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. แต่เจอแบบนี้คงต้องมีสะดุ้งกันบ้างล่ะ

“งั้นเหรอ ยังไงก็อย่าหักโหมล่ะดูแลสุขภาพบ้างก็ดีนะ” แฟนหนุ่มกล่าวขณะที่โรห์น่ากำลังพยายามเต็มที่เพื่อจะไม่มองไปที่หน้าจอในตอนนี้อย่างน้อยก็อยากจะละสายตา
จากงานสักพักก่อน

“จะพยายามนะ แล้วทางนายเป็นไงบ้างล่ะได้ข่าวว่าที่โรงพยาบาลคนป่วยเยอะขึ้นกว่าเดิมด้วย เป็นเรื่องจริงเหรอ?” โรห์น่าถามกลับไปบ้างเพราะว่าแฟนของเธอ
ทำงานเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาลซะด้วย เธอกลัวว่าหากพวก ดิ เซอร์เพนท์ คิดทำบ้าๆอะไรสักอย่างแบบการใช้ไวรัสมรณะกับเมืองใดสักเมือง หากเมืองนั้น
คือเมืองที่แฟนหนุ่มของเธอทำงานอยู่ล่ะก็คงไม่ต้องคิดอะไรมากหายนะชัดๆเลยว่าไหม...

“จริง... มีคนป่วยโรคประหลาดมากขึ้นส่วนใหญ่เป็นพวกมนุษย์ปกติ ส่วนพวกมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนบางรายจะมีอาการนิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ระยะหลังนี่มีคนป่วย
เป็นโรคประหลาดแบบเดียวกันเหมือนจะเป็นผื่นสีดำอะไรนี่ล่ะเดือนนี้ก็เล่นเอาเป็นโหลได้แล้วมั้ง เธอเองก็ต้องระวังนะ”


เหมือนสิ่งที่แฟนหนุ่มบอกจะไปกระตุ้นต่อมความสงสัยของเธอเข้าให้แล้ว จริงๆไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าผื่นสีดำที่กล่าวถึงอาจจะเป็นหนึ่งในเบาะแสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ
แผนการของพวก ดิ เซอร์เพนท์ก็เป็นได้ นี่อาจจะช่วยจำกัดวงการค้นหาบางอย่างให้แคบลงด้วย


“อืม...ขอบใจแล้วเจอกันคราวหน้านะ”

“ดูแลตัวเองด้วยโรห์น่า...”


สายถูกตัดไปขณะที่โรห์น่าเริ่มนั่งคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดเท่าที่จะเกิดขึ้น การเป็นหน่วยข่าวกรองฝ่ายข้อมูลเชิงกลยุทธหลายปีทำให้เธอต้องเรียนรู้ที่จะละเอียดละออกับ
ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะบางครั้งรายละเอียดเล็กๆที่คนส่วนใหญ่มองข้ามก็สำคัญที่สุดเช่นเดียวกับเรื่องนี้ เป็นไปได้ว่าโรคระบาดแบบใหม่ที่แฟนหนุ่มของเธอกำลังเจออยู่นั้น
อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญของสิ่งที่พวก ดิ เซอร์เพนท์ กำลังทำอยู่ก็เป็นได้


“ส่งข้อมูลชุดนี้ไปให้กับหัวหน้าเผื่อมีทางเลือกอื่นเพิ่มเติมหลังจากนั้นฉันอยากขอยืมแรงเธอหน่อยนะไอร์ม่า...” โรห์น่ากล่าวพลางรีบเปิดระบบข้อมูลเครือข่ายเชื่อมต่อ
กับเซิฟเวอร์ของโลกภายนอก เธอแฮ๊กเข้าไปในฐานข้อมูลของทุกที่ในโลกเพื่อหาข้อมูลบางอย่างหลังเริ่มคิดอะไรได้

“คุณจะทำอะไรคะ?” เอไอชุดเมดถาม

“ฉันคิดว่าเราควรสืบดูบางเรื่องหน่อย ฉันอยากให้เธอลองแฮ๊กเข้าไปดูในเซิฟเวอร์ข้อมูลของทุกโรงพยาบาลในโลกที่อยู่ในเขตโจมตีทั้งหมด ตรวจหาผู้ป่วย
ที่มีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันในช่วงตลอดหนึ่งเดือนมานี้ พวกอาการผิดปกติโรคติดต่อที่ไม่เคยพบเจอหรือพวกคนที่มีอาการป่วยแบบแปลกๆที่ป่วยพร้อมกัน
ถ้าเรื่องที่ฉันคิดเป็นจริงเราคงเจอเรื่องใหญ่กว่าที่คาดแน่...” โรห์น่าตอบขณะที่เริ่มทำการลงมือตรวจดูข้อมูลหลายส่วนที่อยู่ใน DSM เทียบกับข้อมูลของโลกภายนอก
อีกครั้งเพื่อหาบางอย่าง

“เออ... ทั้งโลกเลยเหรอคะ?”

“ใช่... ทั้งโลกเว้นแต่ว่าจะมีนอกโลกด้วย ถ้ามีเธอก็ต้องค้นที่นั่นเหมือนกัน...”


คำตอบของโรห์น่าทำเอาเอไอสาวถึงกับร้องออกมาดังๆหลังจากที่มีงานใหญ่เท่าช้างถูกโยนเข้ามาให้แบบดื้อๆ และถึงเธอจะไม่อยากทำแต่เอไอสาวก็ไม่ได้ถูกโปรแกรม
มาให้ขัดคำสั่งซะด้วยโรห์น่ารู้ถึงข้อนี้ดีเพราะงั้นฮอว์คอายส์ถึงให้อำนาจสั่งการเอไอส่วนตัวของเธอให้กับโรห์น่าสำหรับการทำทุกอย่างเพื่อหาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการ


โรห์น่าส่งข้อมูลที่คัดลอกเรียบร้อยให้ฮอว์คอายส์ผ่านอ๊อบแซ๊ทก่อนจะเริ่มไปจดจ่อกับงานที่เหลือของเธอกับไอร์ม่าต่อ...



------------------------------------------------------------------------------------------------



ห้านาทีหลังจากได้ข้อมูลมาจากโรห์น่าฮอว์คอายส์ก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการตรวจสอบและเทียบเคียงข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจ แต่ละเป้าหมายที่ได้นั้นมีความสำคัญมากๆ
จนเลือกไม่ถูก แต่ว่าเธอก็มองเห็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมากถึงสามจุดด้วยกัน จุดแรกคือห้องทดลองทางวิศวะพันธุ์กรรมในออสเตเรีย สถานที่เก็บกักและทดลองอาวุธชีวภาพ
ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ส่วนที่สองฐานบัญชาการใหญ่ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ในตะวันออกกลางฐานทัพใต้ดินในทะเลทรายแหล่งกบดานของสมาชิกคนสำคัญของพวก
ดิ เซอร์เพนท์ และสุดท้ายบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเซ้าท์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น ที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่สุดของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ณ ขณะนี้


ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนลำพังฮอว์คอายส์ก็มีกำลังพลที่พร้อมใช้งานบุกได้แค่จุดเดียวเท่านั้นและใจจริงเธอก็อยากจะบุกสามจุดนี่พร้อมๆกันมากกว่า แถมต่อให้บุกจุดใดจุดหนึ่ง
สำเร็จมันก็เป็นแค่การซื้อเวลาให้ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นหากต้องการจะพลิกเกมเธอก็ไม่เห็นทางไหนเลยนอกจากการบุกสามจุดนี้พร้อมๆกัน ผู้บัญชาการหญิงนั่งเอาหัวฟุบ
ลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกคิดไม่ตกกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจในเวลาเช่นนี้ พลางเหลือบมองไปที่กรอบรูปบนโต๊ะของเธอแทน


บนโต๊ะทำงานเก่าๆของเธอมีกรอบรูปวางอยู่ถึงสามกรอบด้วยกันกรอบแรกเป็นรูปของเธอและสมาชิกในทีมสเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิกมิชเชลจำได้ว่าเธอถ่ายภาพนี้ในวันที่
ได้ทำภารกิจแรกในฐานะสเป็คเตอร์ที่ฟิลเลอร์ กรีน ตอนนั้นทั้ง เธอ บูลอายส์ และไอแวนยังเป็นแค่เด็กใหม่ของทีม พวกเขาได้เห็นและเจออะไรมามากมายในภารกิจนั้น
จนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งตั้งแต่ภารกิจแรก


ส่วนกรอบรูปใบที่สองเป็นรูปภาพของเธอ ริโก้ ฟาง นุส และโรห์น่าเป็นภาพที่สไนป์ถ่ายให้เธอในตอนนั้นซึ่งจะเรียกว่าจังหวะพอดีก็ได้เพราะเป็นภาพตอนที่ริโก้กำลังยิ้ม
และเอามือขยี้หัวเธอเล่นเหมือนกับเด็กๆเอาเข้าจริงแล้วมันออกจะเป็นภาพที่ดีภาพหนึ่งแต่มันยังเทียบไม่ได้กับภาพสุดท้ายที่อยู่ทางขวามือสุด


กรอบรูปใบสุดท้ายถูกวางคว่ำเอาไว้แต่เหมือนไม่ใช่เพราะเผลอปัดคว่ำแต่เหมือนเกิดจากความจงใจมากกว่าเพราะกรอบรูปนั้นมีฝุ่นจับอยู่พอสมควร มิชเชลเอื้อมมือ
ไปที่กรอบรูปนั่นกะจะวางมันให้ตั้งเหมือนอย่างเดิมแต่แล้วเธอกลับยั้งมือไว้แล้วดึงมือกลับไปเหมือนมีบางอย่างในใจจนไม่อยากจะตั้งภาพนั่นขึ้นมา


‘ไม่ดีกว่า...’


ความคิดของผู้บัญชาการหญิงย้อนกลับมาที่งานอีกครั้งหลังนอกเรื่องไปได้ไม่นานตอนนี้เธอต้องคิดว่าจะมีทางไหนไหมที่สามารถบุกได้ถึงสามที่พร้อมๆกันด้วยกำลังพล
ที่มีจำกัดถึงขั้นนี้ หรือไม่งั้นก็คงต้องเลือกทางใดสักทางหนึ่งแทน มิชเชลคิดไปคิดมาอยู่นานครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงเตือนดังมาจากอ๊อบแซ๊ทของเธอที่วางอยู่ข้างๆเตียงนอน
เสียงสัญญาณนี่ระบุว่ามีคนโทรเข้ามาเพื่อติดต่อเธอ


มิชเชลต้องละจากงานชั่วคราวเพื่อไปดูว่าใครกันแน่ที่โทรมาหาเธอในเวลาแบบนี้ มันชักจะเริ่มน่าหงุดหงิดขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าเธอมาอยู่ถึงจุดนี้ได้ยังไงกันการมาเป็นผู้นำ
ให้กับองค์กรลับแบบนี้มันไม่ใช่เธอเลยจริงๆ อ๊อบแซ๊ทยังคงส่งสัญญาณอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งเธอรับสายดังกล่าว


“ค่ะ”

“สวัสดีครับผู้บัญชาการวิลโบสกี้” เสียงทักทายที่ฟังดูไม่จริงจังเท่าไหร่นักดังขึ้นจนมิชเชลจำได้แทบจะในทันทีว่าเป็นเสียงใคร

“มีอะไรคนาฟท์ ตอนนี้กำลังยุ่งนะไว้เป็นวันอื่นได้ไหม” มิชเชลตอบปลายสายกลับไปอย่างเซ็งๆหลังรู้ว่าคนที่โทนมาคือคนาฟท์ผู้บริหารของกลุ่มทหารรับจ้าง DSSS
ที่เคยร่วมงานกันในภารกิจที่นิวยอร์กก่อนหน้านี้

“ไม่เอาน่าผู้บัญชาการ เราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนมีปัญหาก็ต้องช่วยกันสิจริงไหม?”

มิชเชลขมวดคิ้วลงเล็กน้อย “ปัญหา? นายรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ฉันกำลังมีปัญหา”


แน่ล่ะว่าเรื่องนี้มิชเชลต้องสนเป็นธรรมดาเพราะว่าคนาฟท์ก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่มีความสามารถในการอ่านใจได้เหมือนพวกกลายพันธุ์บางคน จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะรู้
ว่าตอนนี้ทุกคนในหน่วยกำลังเจอกับปัญหาอย่างการบุกพื้นที่ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ถึงสามที่


เว้นแต่ว่ามีข้อมูลรั่วไหลออกไป...


“วางใจได้ผมไม่ได้ส่งสายลับหรือเข้าไปแฮ๊กข้อมูลอะไรคุณหรอก แค่ออสเปรย์มาคุยกับผมเรื่องนี้เมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง ท่าทางจะมีปัญหาในการบุกอยู่ใช่ไหมล่ะครับ
ผู้บัญชาการ...” คำตอบของคนาฟท์ทำเอามิชเชลรู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยองค์กรของเธอในตอนนี้ยังไม่ได้ถูกเจาะ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่พอใจนิดหน่อยที่ออสเปรย์
หรือสไนป์เอาเรื่องที่เป็นความลับสุดยอดนี้ไปบอกกับคนนอกองค์กรอย่างคนาฟท์


ถึงคนาฟท์จะเป็นคนที่ไว้ใจได้แต่การเอาข้อมูลภายในองค์กรไปบอกคนอื่นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอยู่ดีนั่นล่ะ


ยุ่งอะไรไม่เข้าเรื่องซะจริงเชียว...


“อย่าไปโทษลูกทีมเธอเลย เมื่อมีปัญหาเราก็ต้องช่วยกันแก้ เธอคงไม่ลืมสิ่งที่คุณเร้ดเคยสอนหรอกใช่ไหม... การเป็นผู้นำน่ะไม่ได้อยู่ที่ความรับผิดชอบ แต่อยู่ที่
การเลือกที่จะตัดสินใจทั้งแบบดีๆและแบบสั่วๆ ถ้ามีปัญหาเธอต้องเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าสมอง...” คนาฟท์พูดต่อเหมือนอ่านใจได้ว่ามิชเชลกำลังคิดอะไร
มิชเชลเลยจำยอมต่อเหตุผลเพราะสิ่งที่คนาฟท์พูดมาเป็นจริงทีเดียว

“แล้วนายจะช่วยฉันยังไงล่ะ?” มิชเชลถามกลับ

“ผมจะส่งทหารมือดีของผมไปช่วยคุณในครั้งนี้ด้วย จะคัดเอาแต่ระดับยอดฝีมือไปเท่านั้นแล้วก็ภารกิจนี้เป็นความลับเพราะงั้นจบงานแล้วคุณลบความจำพวกเขาเลยก็ได้”

“แต่ก็ยังเหลืออีกทางอยู่ดี ถึงนายจะส่งกำลังมาช่วยสองทางแต่แบบนั้นจะเป็นการล่อความสนใจมาที่นายเปล่าๆหากมีอะไรพลาดขึ้นมาแล้วเราโดนสืบเข้ามีหวังทั้งโลก
ได้รู้แน่ว่ามีพวกเราสเป็คเตอร์อยู่บนโลกนี้ เว้นนายจะมีแผนอื่นนะ...”

“เธอคิดว่าไงล่ะ?”


คนาฟท์ถามมิชเชลกลับมาโดยที่เธอคิดถึงการบุกอีกทางหนึ่งอย่างที่พูดมาต่อให้คนาฟท์มาช่วยก็ยังเหลือทางที่ต้องบุกอีกทางหนึ่งอยู่ดีนั่นล่ะ เธอยังต้องการตัวช่วย
มากกว่านี้ตัวช่วยที่มากกว่าคนาฟท์เพียงคนเดียว และก็เหมือนมิชเชลจะเดาออกว่าคนาฟท์กำลังจะพูดถึงใครเป็นตัวเลือกต่อมาและเธอก็รู้ดีว่ามันเป็นตัวเลือกเดียวที่เธอเหลืออยู่


และมันก็เป็นไอเดียที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยพับผ่า...


“ไม่... ไม่... ไม่... ไม่... ไม่เอาแบบนั้นหรอกนะไม่มีทางซะล่ะ...” มิชเชลปฏิเสธทันทีเพราะเธอรู้ว่าคนที่กำลังจะไปขอความช่วยเหลือคือใคร หมอนั่นคือคนที่ไม่ควร
เอามาในภารกิจนี้เป็นที่สุด...

“ใช่... คุณต้องเรียก โยฮัน หรือ แบล๊กวูล์ฟกลับมา ผู้บัญชาการ...”


มิชเชลอยากจะบ้าตายเสียให้ได้เมื่อตัวเลือกที่คนาฟท์บอกมาดันเป็นตัวเลือกที่เธอไม่อยากใช้มากที่สุด โยฮัน แมกเกรเกอร์ หรือ ‘แบล๊ควูล์ฟ’ นักฆ่าชรา
ฝีมือระดับพระกาฬที่มีสถิติการสังหารข้าศึกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน สเป็คเตอร์ ชายผู้เป็นเหมือนหน่วยรบนอกองค์กรทำหน้าที่ปกป้องหน่วยจากศัตรูเพียงลำพัง
หมาป่าเดียวดาย กองทัพในร่างคนๆเดียวแล้วแต่ใครจะเรียก สิ่งที่มิชเชลไม่อยากให้โผล่มาในภารกิจนี้คือการส่งหมาป่าเข้าไปในเล้าไก่แล้วฆ่าไก่ทั้งเล้าก็ตายเรียบ
ในคราวเดียว เธอรู้ดีเพราะโยฮันไม่ใช่พวกที่ทำงานแบบจับเป็นเชลยเท่าใดนัก


“นายคงอยากจะให้ที่ๆฉันส่งเขาไปพังราบเลยใช่ไหมเนี่ย... หมอนั่นคงอยากมาช่วยเราอยู่หรอก เขาไม่สนอะไรมากไปกว่าเงิน หรือการฆ่าคนแบบยกแผงหรอกนะ
หมอนั่นมันตัวทำลายล้าง เลือดกระสุน หรือพระเจ้าพิโรธอะไรนั่นนายคงเข้าใจนะ...” มิชเชลตอบกลับและอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมแต่ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจในข้อนั้นนัก

“แต่อย่างน้อยหากเป็นเรื่องการฆ่าศัตรูของสเป็คเตอร์เข้าก็สนใจนี่ผู้บัญชาการ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามเขาคือคนที่ถูกฝึกมาโดยคุณ เร้ดวูล์ฟนะครับ ยังไงเขาก็คงมีเหตุผล
พอนั่นล่ะ ไม่งั้นคุณก็ใช้ ‘เรื่องนั้น’ ให้เขาทำตามคำสั่งคุณซะก็สิ้นเรื่องนี่นา....”


มิชเชลสะดุ้งเฮือกนิดๆหลังได้ยินสิ่งที่คนาฟ์ทพูดออกมาอีกอย่างเกี่ยวกับ ‘เรื่องนั้น’ ที่ว่ามันเป็นเรื่องที่แย่ยิ่งกว่าการใส่โยฮันเข้ามาในภารกิจนี้เสียอีก เรื่องที่มิชเชล
ตัดสินใจว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่คิดถึงมันเด็ดขาด สถานการณ์ตอนนี้เธอต้องการกำลังเสริมในทุกแบบเท่าที่จะหาได้อย่างเร็วที่สุด มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วถึง
การเอาโยฮันเข้ามาจะฟังดูแย่ แต่ยังไงมันก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุดซะทีเดียว...


ผู้บัญชาการหญิงนั่งเงียบอยู่นานพักใหญ่ก่อนจะตอบคนาฟ์ทกลับไป...


“โอเคนายได้ตามนั้น... รีบเตรียมคนของนายซะเราจะเริ่มภารกิจกัน...”

“เมื่อไหร่ครับ?”

“เดี๋ยวนี้...”






************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 15 พ.ค. 2018, 20:03

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP18)7/5/

พวกพระเอกจะรอดไปได้มั้ยนะ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 08 ก.ค. 2018, 18:10

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP18)7/5/

Episode 19 : Blood trail


หริ่งๆๆๆๆ

เสียงระงมของจิ้งหรีดนับสิบดังระงมไปทั่วทั้งผืนป่าฝนเขตร้อนของออสเตเรียอันสงบสุข และเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ ประเทศที่เต็มไปด้วย
ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับหนึ่ง หากแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ฉากหน้าของสิ่งที่กบดานซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผืนธรรมชาติเช่นนี้ ภายใต้เงามืดของป่า
ร่างของมนุษย์ในชุดพรางนับสิบกำลังคืบคลานเข้าไปอย่างช้าๆทีละคืบทีละคืบอย่างระมัดระวังความเงียบเชียบได้กลายเป็นกุญแจสำคัญของการทำภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่
ณ ตอนนี้ไปแล้ว


รันฟาคืบคลานผ่านผืนดินที่เต็มไปด้วยเศษไม้และมอสตะไคร่ชื้นๆอย่างระมัดระวังโดยมีร่างๆหนึ่งคลานนำหน้าไปอย่างชำนาญ ร่างของนักรบชราที่กำลังคลานนำหน้าทุกคน
ไปอย่างเชื่องช้าจนน่าหงุดหงิดแต่ทุกครั้งที่คลานผ่านไปนักรบชรารายนี้จะเช็คทุกจุดที่กำลังจะเคลื่อนผ่านไปด้วยความระมัดระวังจนบางครั้งรันฟาเห็นว่ามันเป็นการระแวงมาก
จนเกินไปเสีย


หญิงสาวจำชายชราที่กำลังนำหน้าทุกคนได้ดี เขาคือคนเดียวกับที่ช่วยหน่วยรบฮาว์ดทั้งกองร้อยเอาไว้ที่แอฟริกาเมื่อราวๆเดือนที่แล้ว ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ โยฮัน
อะไรสักอย่างนี่ล่ะ ฟังชื่อแล้วอย่างกับเป็นคนเยอรมันจริงๆแต่กระนั้นที่รันฟาสนใจคงเป็นที่ว่าเขาคือคนๆเดียวที่สามารถจัดการกับข้าศึกในระดับกองพันได้โดยไม่มีแม้รอยขีดข่วน
เห็นได้ชัดว่าถูกฝึกมาอย่างหนักและมีแรงจูงใจที่ให้มาทำงานแบบนี้อยู่แม้จะอายุย่างห้าสิบตอนปลายไปแล้ว นั่นเป็นความคิดเดียวที่ทำให้รันฟาสนใจในตัวนักรบชรารายนี้มากกว่า
การคืบคลานไปบนพื้นของป่าสนที่เต็มไปด้วยความร้อนและความชื้นจนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบตาย


“นี่ต้องคลานแบบนี้อีกนานไหมเนี่ย เราคลานแบบนี้มาได้สี่ชั่วโมงแล้วนะ...” คีแกนบ่นไล่หลังรันฟามาหลังจากต้องสวมชุดพรางคลานอยู่ในป่าร่วมหลายชั่วโมง

“คงต้องคลานกันอีกนานว่ะเพื่อน... ตาแก่นั่นจะพาเราหลงทางรึเปล่าวะเนี่ย... ถ้าหลงทางงานนี้ข้าคงยอมถอดไอ้ชุดบ้าๆนี่ออกก่อนล่ะไม่ไหวว่ะ... โคตรร้อน...”
โคลท์ตอบกลับอย่างเห็นด้วยพลางคลานตามมาติดๆ


ที่จริงรันฟาเองก็คงจะร่วมวงบ่นเป็นหมีกินผึ้งร่วมกับเพื่อนอีกสองคนไปแล้วหากไม่เป็นเพราะว่าเธอถูกฝึกมาไม่ให้ปริปากบ่นตั้งแต่เด็กด้วยอาจารย์ของเธอความอดทนคือสิ่งแรก
ที่อาจารย์เคี่ยวกร่ำและฝึกสอนเธออย่างหนัก เพื่อให้ใจสงบที่สุดจนตอนนี้หญิงสาวคิดว่าการฝึกสมาธิและความอดทนมันมีประโยชน์อย่างมากในอาชีพนี้


รันฟาปาดเหงื่อเล็กน้อยก่อนเริ่มถามคนที่กำลังคลานนำทางเธอกับพรรคพวก “คุณโยฮัน... เราเจออะไรรึยังคะ?”

“...”

“คุณโยฮัน?”


ยังคงไม่มีคำตอบจากนักรบชรา โยฮันทำเพียงแค่คลานต่อไปแบบเงียบๆและส่งสัญญาณมือให้รันฟากับพรรคพวกเงียบเสียงเท่านั้น รันฟาเองก็ไม่สบอารมณ์นักที่อีกฝ่าย
ไม่พูดไม่จาอะไรกับเธอแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะตอนนี้เธอกำลังอยู่ในระหว่างการเป็นหน่วยสอดแนมเพื่อหาลาดเลาของฐานที่พวก ดิเซอร์เพนท์ตามข้อมูลที่ได้รับมาว่ามีฐาน
ของพวกนั้นซ่อนตัวอยู่แถวป่านี้ แต่กระนั้นมันเหมือนจะเป็นข้อมูลเก๊มากกว่าเพราะพวกเธอคลานไปมาในป่านี่เป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เจออะไรนอกจากต้นไม้หรือเสียงจิ้งหรีด
ที่ส่งเสียงร้องไปมาเป็นระยะเท่านั้น


ร่างกายของหญิงสาวมันล้าไปหมดแล้วการคลานต่อเนื่องนานๆมันไม่ดีกับร่างกายเอาเสียเลย ไม่รวมกับความร้อนอบอ้าวในป่าฝนเขตร้อนที่แทบจะทำให้เป็นลมได้ทุกเมื่อ
ในหัวก็เริ่มคิดแล้วว่าเมื่อไหร่จะได้เริ่มงานจริงๆซะที ความหงุดหงิดของเธอกำลังเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไปจนเมื่อตอนที่เธอกำลังจะหมดความอดทนบ่นออกมาเหมือนกับพวก
เพื่อนๆโยฮันก็เริ่มให้สัญญาณมือว่าเจออะไรแล้ว


“เงียบไว้ห้ามส่งเสียงกระจายตัวออกไปช้าๆอย่าให้มีเสียงล่ะ...” โยฮันเริ่มเปิดปากพูดออกมาหลังเงียบอยู่นานหลายชั่วโมง ขณะที่เจ้าตัวกำลังยกกล้องส่องทางไกล
ขึ้นมาส่องดูที่บริเวณเนินใกล้ๆหุบเขา

“มีอะไรคะ?” รันฟาขยับเข้าไปใกล้แล้วลองถาม

“เจอฐานของพวกมันแล้วระวังให้ดี...”


โยฮันตอบโดยไม่หันมามองรันฟา หญิงสาวไม่คิดซักไซ้ถามให้มากความรันฟาลองสองกล้องเล็งติดปืนมองไปตรงทิศทางเดียวกับโยฮัน แต่ก็ยังมองไม่เห็นอะไร
นอกจากต้นไม้เท่านั้นรันฟาเริ่มคิดว่ามันชักจะยังไงกันแน่ถ้าโยฮันเจ๋งจริงอย่างว่า ก็คงเป็นแค่เรื่องเล่าแล้วเว้นแต่ว่าโยฮันจะมองเห็นบางอย่างที่เธอกับคนอื่นๆมองไม่เห็นกัน


สักพักช่วงที่ความสงสัยยังคงคลุมเครืออยู่ๆที่ด้านหน้าบริเวณใกล้ๆหุบเขาก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นฟังดูแล้วไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติฟังดูคล้ายเสียงฝีเท้าของ
ตัวอะไรสักอย่าง ตามมาด้วยความเคลื่อนไหวแปลกๆของต้นไม้ ไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นร่างของทหารสวมชุดเกราะหนาจำนวนสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันทั้งที่ก่อนหน้านี้
แทบจะไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเสียด้วยซ้ำ


“ชุดเกราะอำพรางรุ่นล่าสุด... เหมือนจะคิดไม่ผิดมีพวกมันอยู่แถวนี้จริงๆ” โยฮันกระซิบอย่างเงียบเชียบขณะมองไปรอบๆเผื่อว่าจะมีศัตรูมากกว่าที่เห็นอยู่แถวนี้อีก

“ได้ไงกันนี่คุณรู้ได้ไงคะว่ามีพวกนี้อยู่?” รันฟาถามด้วยความสงสัยเพราะเธอเองก็ยังจับทางไม่ได้ว่ามีพวกนี้อยู่ด้วยแล้วทำไมโยฮันถึงรู้ได้แบบนี้กัน

“กลิ่นไง... ธรรมชาติมีกลิ่นของมันเอง เช่นเดียวกับกลิ่นที่มนุษย์สร้างขึ้นมันมีกลิ่นเฉพาะ ฉันได้กลิ่นฉี่ของไอ้พวกเวรนี่ตั้งแต่ร้อยเมตรแรกแล้ว...”


โยฮันตอบคำถามเธออย่างระมัดระวังตัวแววตาของชายชราที่กำลังมองไปทางทหารสวมชุดพรางสองรายนั้นดูมีแววตาของเพชฌฆาตที่พร้อมจะฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างที่หมายตา
เอาไว้แบบไม่ลังเล รันฟาไม่เคยเจอใครที่มีแววตาแบบนี้มาก่อน แววตาที่ว่านี้พบได้ไม่บ่อยนักส่วนมากหญิงสาวคิดว่าโยฮันคงจะจงเกลียดจงชังพวก ดิ เซอร์เพนท์ ไม่ใช่น้อย
ครั้งก่อนที่เจอกันโยฮันก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าในตัวของชายแก่คนนี้มีความเกลียดชังในบางสิ่งที่ฝังรากลึกลงกระดูกดำอยู่


ส่วนตัวแล้วรันฟาไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่เพราะสำหรับนักดาบแล้วความเกลียดชังก็เป็นเหมือนปรสิตที่จะคอยเกาะและกัดกินหัวใจอย่างช้าๆ เมื่อมีความเกลียดชัง
ในจิตใจก็เท่ากับเปิดช่องว่างให้ความรู้สึกด้านลบอย่างอื่นเข้ามาด้วย และความรู้สึกด้านลบแบบนี้หากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่วพริบตานั่นอาจหมายถึงความตายที่จะรออยู่


ก่อนที่รันฟาจะคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ทางกลุ่มทหารสวมชุดพรางก็เริ่มพูดคุยกันจนไม่ทันสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว เดาว่าพวกนั้นอาจจะแค่พักเฉยๆจนไม่ทันระวังอะไรรอบตัว
มากนัก รันฟามองดูท่าทีของอีกฝ่ายสังเกตทุกอย่างโดยละเอียด นี่คงได้เวลาที่จะส่งสัญญาณให้กองกำลังหลักรู้ได้แล้ว


“ได้เวลาส่งสัญญาณแล้วคุณโยฮัน... คุณโยฮัน?”


รันฟาหันมาบอกกับโยฮันถึงสิ่งที่ควรทำต่อ แต่แล้วก็พบว่านักรบชราที่มาด้วยกันในตอนแรกหายตัวไปแล้ว รันฟาไม่ทันสังเกตว่าโยฮันหายไปตอนไหนแต่คิดว่าคงเป็น
ตอนที่เธอมัวแต่สนใจกับทหารสวมชุดพรางนั่น แต่ถึงกับหายไปโดยที่คีแกนกับโคลท์ไม่รู้นี่มันยังไงกันนะ


“ตาแก่นั่นหายไปไหนแล้วล่ะเนี่ย! คงไม่ได้คิดออกไปทำอะไรห่ามๆหรอกนะ” โคลท์พูดขึ้นทันทีหลังจากรู้ตัวพร้อมๆกับรันฟาว่าโยฮันหายตัวไป และมันคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
ถ้าหากว่าพวกศัตรูจับได้ว่ารันฟากับพรรคพวกอยู่แถวๆนี้หากเป็นแบบนั้นจริงภารกิจนี้ล่มแน่

รันฟาเอามือก่าหน้าผากเหมือนอยากจะเป็นลมเสียให้ได้หากไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังซ่อนตัวอยู่“เอาไงดีหัวหน้าทีมหายไปแบบนี้พวกเรายังยืนยันไม่ได้แน่ คิดอะไรของเขากันแน่นะ...”

“งั้นให้ช่วยตอบให้เอาไหม?”

“!!?”


พริบตาที่ราวกับเวลาทั้งหมดหยุดนิ่งกับที่เมื่อมีเสียงของคนที่ไม่ใช่พรรคพวกเดียวกันดังขึ้นพร้อมกับร่างโปรงแสงที่ค่อยๆเผยตัวออกมาจากทางด้านหลังราวกับเล่นกล
ปืนไรเฟิลรุ่นพิเศษที่สามารถพรางตัวได้เหมือนกับชุดที่สวมค่อยๆเผยปากกระบอกที่จ่อหัวของรันฟาเอาไว้ออกมาหญิงสาวตกอยู่ในสถานการณ์คับขันภายในเวลาไม่ถึงนาที
หลังจากที่โยฮันหายตัวไป


รันฟายังไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะว่าอีกฝ่ายกำลังเอาปืนจ่อหัวเธออยู่ ไม่คิดว่าจะโดนจับได้ง่ายแบบนี้ทั้งที่มั่นใจว่าตัวเองพรางตัวได้ดีแล้วแท้ๆ


“เอาล่ะลุกขึ้นมาได้แล้ว วางปืนลงอย่ามีลูกไม้ล่ะไม่งั้นปืนลั่นแน่...” ทหารฝ่ายศัตรูพูดสั่งให้รันฟาทำตามที่บอก หญิงสาวไม่มีทางเลือกเลยต้องทำตามที่บอกไป
อย่างช่วยไม่ได้


หากรวมกับศัตรูคนที่กำลังเอาปืนจ่อหัวเธอและอีกสองคนที่เจอก่อนหน้านี้ก็นับได้สามคนพอดีและอีกสองรายที่เหลือก็รู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาที่นี่ ชะตากรรมที่รออยู่
แทบจะแล่นเข้ามาในหัวของรันฟาเป็นภาพฉายทีละฉากทีละฉากเลยเสียด้วยซ้ำยังไม่รวมกับภาพความเป็นได้อีกนับสิบรูปแบบที่แล่นเข้ามาในหัวเพียงเสี้ยววิ


เชือดคอ... ยิงหัว... รัดคอ... ทรมานก่อนฆ่า... อีกหลายสารพัดสิ่งที่พวกนี้จะทำกับเธอได้...


“เรียกฐาน เราเจอตัวผู้บุกรุกสามรายที่ประตูทิศใต้กำลังเริ่มทำการกำจัดแล้ว...”

“ทราบแล้ว... จับตัวกลับมาที่นี่คนนึงที่เหลือกำจัดทิ้งซะอย่าให้เหลือร่องรอย”

“รับทราบ-”

ฉึก!!

ไม่ทันขาดคำหลังรายงานจบ ร่างของศัตรูสวมชุดพรางรายนั้นก็กระตุกอย่างรุนแรงหนึ่งทีก่อนจะตามมาด้วยเลือดที่พุ่งกระฉูดออกจากลำคอและที่สังเกตได้หลังจากนั้นคือ
มืออันหยาบกร้านของใครบางคนที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดกำลังจับมีดเล่มหนึ่งเสียบทะลุคอหอยของทหารชุดพรางอย่างรวดเร็วแทบจะขาดใจตายในทันที ขณะที่ช่วงเวลาสับสน
กำลังดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาเสียงปืนก็ดังขึ้นสองนัดพร้อมกับส่วนหัวของศัตรูที่เหลืออีกสองรายแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆเศษสมองและเศษเนื้อกระจายบานออกเหมือน
ดอกไม้สีแดงในชั่วพริบตาเดียวด้วยกระสุนแรงสูงที่ยิงออกมาจากปืนพกขนาด .50 AE ของ Desert Eagle ในมือชายแก่ที่เพิ่งเอามีดแทงคอหอยของศัตรูจนมิดด้าม


รันฟาทรุงลงกับพื้นนั่งตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความตกใจขณะที่ชายแก่กำลังดึงมีดออกจากคอหอยของเหยื่อ เลือดสีแดงสดๆไหลทะลักออกมาราวเขื่อนแตก รันฟามองเห็นหน้า
ของคนที่ทำแบบนี้ได้แบบชัดเจน... โยฮัน หมาป่าดำผู้เป็นตำนานของสเป็คเตอร์กำลังเช็ดรอยเลือดบนมีดออกกับเสื้อของตนเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกแยแส
ใดๆทั้งสิ้นต่อสิ่งที่ทำไป ไม่เพียงแค่รันฟาเท่านั้นแม้แต่คีแกนหรือโคลท์เองก็อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่ง


“เฮอะ... พวกเด็กใหม่สิท่า... ไม่รู้จักระวังรอบตัวเลยต้องตายแบบนี้ไง...”

“นะ... นี่คุณรู้แล้วใช่ไหมว่ามีพวกมันอีกคน...?” รันฟาถามเสียงสั่นขณะที่ยังคงมองดูศพของศัตรูที่เพิ่งโดนทะลวงคอหอยไปแบบไม่วางตา

“รู้อยู่แล้ว...”

“ถ้างั้นทำไม่ไมบอกเราก่อนคะ!!”

“ขืนบอกไปพวกมันก็ไม่ติดกับสิ จะล่อพวกมันได้ก็ต้องทำแบบนี้ก่อนทั้งนั้น...” โยฮันตอบสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจ

“นี่ใช่พวกเราเป็นเหยื่อล่องั้นเหรอ!!”


โยฮันไม่ตอบกลับเจ้าตัวทำเพียงแค่ตรวจเช็คอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ของศพเพียงเท่านั้นและเริ่มปลดมันออกจากร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วทั้งหมด รันฟาเริ่มจะไม่สบอารมณ์
ในการทำงานของชายแก่คนนี้ขึ้นทุกทีแล้วทีแรกก็ทำตัวไม่เป็นมิตรมาคราวนี้ก็หลอกใช้เธอกับเพื่อนเป็นเหยื่อล่ออีก ถ้านี่เป็นคนที่ฮอว์คอายส์ยอมรับล่ะก็ควรคิดเสียใหม่
คนที่ไม่รู้จักค่าความสำคัญของชีวิตแบบนี้ไม่มีทางที่จะเป็นคนดีแน่ในความคิดของรันฟา


ชายแก่ยังคงทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และดูท่าทางจะไม่ใส่ใจกับสิ่งที่รันฟาพูดแม้แต่น้อยร่างที่ไร้วิญญาณของศัตรูทั้งสามถูกลอกคราบออกจนหมด
เหลือเพียงแค่เสื้อชั้นในเท่านั้น ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงได้มาถอดเสื้อผ้าคนตายเล่นแบบนี้กัน


“นี่คิดจะทำอะไร หรือว่านายมีรสนิยมชอบปล้นคนตายรึไงตาเฒ่า?” โคลท์ถาม

“ถ้าหัดใช้สมองทื่อๆของแกคิดมากกว่าจะใช้แรงควายของแกนะ แกจะรู้ว่าเรากำลังจะปลอมตัวเข้าไปในฐานของพวกมันนะไอ้หนู เอ้า! เลือกไปซะหวังว่าจะพอดีตัวด้วย...”
โยฮันพูดแดกดันก่อนจะโยนชุดพรางตัวจากศพให้โคลท์ไป

“ปลอมตัว? คิดอะไรคะเนี่ยเราแค่ต้องมาที่นี่เพื่อแจ้งพิกัดให้กำลังหลักของเราจู่โจม งานนี้มันเสี่ยงเกินไปนะคะ”

“ฟังนะยัยหนูถ้าเธอไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ก็นั่งรออยู่ที่นี่ซะ แล้วก็บางทีหัดคิดซะด้วยว่าถ้ากำลังหลักมาถึงพวกมันก็ไหวตัวทันปิดตายฐานขึ้นมาแค่นั้นก็เกมโอเวอร์ แต่ถ้ามีใคร
ลอบเข้าไปป่วนในนั้นได้ ตอนกำลังหลักมาถึงก็จะได้เปิดประตูฐานเอาไว้ให้กองกำลังหลักของพวกเธอจัดการล้างบางพวกมันให้เหี้ยนในคราวเดียว ว่าไงจะไปหรือไม่ไปรีบๆเลือก
เวลาไม่คอยท่าหรอกนะ...”


โยฮันสวนกลับด้วยเหตุผลยาวเหยียดที่ฟังยังไงก็เถียงไม่ออกเลยจริงๆ ถึงการกระทำทั้งหลายจะดูไร้หัวใจและไร้ความรู้สึกแต่หากมองในทางกลับกันมันก็เป็นการกระทำ
ที่ตรงประเด็นและเฉียบคมทีเดียวสำหรับทหารคนหนึ่ง ส่วนตัวรันฟาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้แต่อีกฝ่ายมีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวมามากกว่าก็ย่อมรู้ดีว่าควรทำยังไง
กับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงทำได้แค่ยอมรับไปแบบไม่เต็มใจนัก


ถึงไม่สบอารมณ์รันฟาก็ต้องยอมทำตามและเห็นด้วยกับแผนของโยฮัน หญิงสาวไม่พูดค้านอะไรนอกจากจะมีคำถามบางอย่างที่เธอยังค้างคาใจอยู่นิดๆ


“แล้วเราจะเข้าไปได้ยังคะ ถึงเราจะมีเครื่องแบบแต่ทางเข้าออกคงต้องมีรหัสยืนยันตัวแน่ค่ะ”

“อย่าห่วง... พอดีว่าฉันเหลือ ‘ของหวาน’ เอาไว้กินแกล้มนิดหน่อย...”


โยฮันตอบพลางเดินไปที่ขอนไม้ผุๆที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นเท่าไหร่นัก ฝ่ามืออันหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเป็นนับไม่ถ้วนก็กระชากบางอย่างขึ้นมาสิ่งแรกที่เห็นคือร่างของคน
ที่ถูกอัดจนน่วมมัดมือมัดเท้าเอาไว้และยังมีผ้าพันคอตาข่ายอุดปากเอาไว้ไม่ให้ขยับปากได้ คงไม่ต้องเดาอะไรมากช่วงที่หายไปโยฮันแอบไปจับตัวข้าศึกอีกรายที่ซุ่มตัวอยู่แถวๆ
นั้นคงกะจะใช้รีดข้อมูลเพื่อเป็นทางผ่านตามแผนที่วางไว้ ชายแก่ทำเพียงจิกหัวกระชากผมลากร่างของเชลยที่จับได้มากลางวงโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะร้องโวยวายแค่ไหน
ตอนที่ผมเป็นกระจุกถูกดึงออกไป


ปืนพกรุ่นเก่าเหยี่ยวทะเลทรายขึ้นลำอย่างว่องไวก่อนจะจ่อที่หน้าผากของเชลยที่จับมาได้อย่างไม่ลังเล รันฟาแทบจะมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวัง
และยอมจำนนนั่นแบบชัดเจนมันไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบเอาเสียเลย


“แกมีเวลาแค่ไม่กี่วิก่อนฉันเหนี่ยวไกบอกมาว่าจะเข้าไปในนั้นได้ยังไง... ไม่ต้องบอกก็คงรู้ดีอยู่แล้วนี่นา...” โยฮันกล่าวด้วยท่าทางที่เหมือนกับเป็นยมทูตไม่ก็เพชฌฆาต
ที่กำลังพิพากษาเหยื่อรายนี้ที่ความเป็นหรือความตายเท่านั้น

ความกลัวที่แสดงออกมาจากใบหน้าของเชลยรายนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนพร้อมกับถ้อยคำที่ค่อยๆลอดผ่านช่องปากที่สั่นครือ “มะ... มีทางเข้าอยู่ที่... ช่องเขาตรงนั้น...
ใช้การ์ดในการผ่านเข้าไป... รหัสผ่าน สี่สองแปดห้าหนึ่งศูนย์... ได้โปรด...อย่าฆ่าผมเลย...”

รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาบนหน้าของโยฮัน “ดี...”

“ขะ... ขอบคุ-”


ปัง!!


ชั่วพริบตานั้นเองระหว่างที่ทุกคนกำลังคลายใจส่วนหัวของเชลยรายนั้นก็ระเบิดแยกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะตามมาด้วยเศษซากเศษสมองที่ระเบิดกระจายออกไปรอบๆกระเด็น
มาถูกรันฟาบางส่วนด้วยฝีมือของโยฮัน ชายแก่เพิ่งจะกดเหนี่ยวไกเบาๆอย่างบรรจงระเบิดหัวอีกฝ่ายจนเละไปแบบไม่รีรอ เศษสมองที่เด็นเลอะถูกตัวรันฟาแทบจะทำให้หญิงสาว
คลั่งไปเลยและในพริบตานั้นเธอกะจะชักดาบที่สะพายอยู่ข้างหลังออกมาฟันร่างของโยฮันให้ขาดเป็นสองท่อนอย่างเหลืออดแล้ว


หญิงสาวเอามือจับดาบเตรียมจะดึงออกจากฝักแต่โคลท์และคีแกนก็เข้ามาห้ามเธอไว้


“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยก็เขายอมแล้วนี่ นายโกหกเขาทำไม!!!”

“โกหก? เธอเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าแม่หนู ฉันไม่ได้บอกสักคำว่าจะไว้ชีวิตมันซะหน่อย อีกอย่างนั่นมันศัตรูจะช้าหรือเร็วก็ต้องฆ่าทิ้งอยู่แล้วนี่...”

“แต่ถึงอย่างนั้น-”

“จำไว้... ชีวิตแบบนี้เมื่อไหร่ที่ประมาททเปิดช่องให้ความรู้สึกกับศัตรู...” เหยี่ยวทะเลทรายถูกยกขึ้นและจ่อที่หน้าของรันฟา

“ก็เท่ากับเปิดช่องว่างรับกระสุน... แม่หนูน้อย...”


น้ำเสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นในพริบตาและการกระทำที่แลดูโหดเหี้ยมไม่มีคำว่าปราณี รันฟาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหนทั้งนั้น หญิงสาวมองลึกเข้าไป
ข้างในดวงตาของโยฮันสายตานั่นบอกชัดว่าอีกฝ่ายไม่ลังเลที่จะฆ่าเธอด้วยหากต้องการ ความตึงเครียดนั้นยังคงมีให้สัมผัสได้จนกระทั่งโยฮันลดปืนลงและหันไปง่วนกับการเดิน
ตามแผนของตัวเองไป


รันฟาทำได้เพียงนิ่งเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นขยับตัวอะไรแทบไม่ออกหญิงสาวรู้สึกกดดันและสับสนอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งที่มองไปทางโยฮันมันเหมือนได้เห็นสิ่งที่เป็นด้านตรงข้าม
กับตัวเอง


เหมือนแสงและเงา ความดีและความชั่วที่อยู่ตรงกันข้ามกัน...



----------------------------------------------------------------------------------------------------

โยฮัน 'แบล๊ควูล์ฟ' แม๊คเกรเกอร์...


ยี่สิบนาทีถัดจากนั้นหลังมีการปะทะคารมและโต้แย้งกันเรื่อสามัญสำนักไปพักใหญ่โยฮันก็เดินเข้ามาในฐานทัพของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ได้สำเร็จพร้อมกับเจ้าหนุ่มที่น่าจะชื่อว่า
โคลท์ กับยัยหนูซามูไรโลกสวยที่เขาเองก็จำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไรพูดตามตรงว่าชื่อของฝั่งเอเชียนี่พูดยากชะมัด โยฮันเลยเรียกแม่หนูคนนี้ว่า ‘ยัยตุ๊กตา’ เพราะว่ามองเผินๆแล้ว
อย่างกับตุ๊กตาญี่ปุ่นไม่มีผิด ส่วนอีกคนที่ชื่อว่าคีแกนโยฮันก็สั่งให้ซุ่มอยู่นอกฐานคอยติดต่อกับกองกำลังหลักหากได้รับสัญญาณหรือว่ามีอะไรผิดพลาด


การเข้ามาในฐานนี้แม่ตุ๊กตาต้องแกล้งรับบทเป็นเชลยที่ถูกจับด้วยเหตุผลง่ายๆว่าชุดที่ใส่นั้นมันตัวใหญ่ไปสำหรับแม่หนูร่างเล็กคนนี้โยฮันกับโคลท์เลยต้องรับบทปลอมตัวแทน
ขณะที่แม่หนูตุ๊กตาต้องโดนสวมกุญแจมือโดยมีโยฮันและโคลท์เดินขนาบทั้งสองข้างแสร้งทำเป็นเหมือนกับคนที่จับเชลยได้


ดูท่าทางเจ้าหล่อนจะไม่ปลื้มในตัวของเขาเท่าไหร่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่โยฮันจะใส่ใจอยู่แล้ว ตลอดเวลากว่าสามสิบปีที่ชายแก่สู้รบปรบมือกับศัตรูอย่างพวกพ่อค้าอาวุธชีวภาพ
ประสบการณ์ทั้งหลายไม่ว่าจะพวกนอร์ท คลีนเนอร์ หรือพวก ดิ เซอร์เพนท์ ประสบการณ์สอนโยฮันมาอย่างดีว่าไม่มีผิดหรือถูกเมื่ออยู่ในสงครามหากแต่ความตายเท่านั้นที่แน่นอน
แม้ว่าพวกมือใหม่อ่อนหัดที่ติดตามมาจะมองว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยมไร้มนุษย์ธรรม แต่สิ่งที่โยฮันคิดคือความโหดเหี้ยมมันก็เป็นแค่มุมมองของแต่ละคนเท่านั้น สันดานของมนุษย์
เดิมทีมันก็เหมือนกับสัตว์ที่มีความโหดเหี้ยมอยู่ในตัวเขาเพียงแค่อ้าแขนรับมันอย่างไม่ปฏิเสธ


เป็นผู้ดีไม่มีทางชนะสงคราม ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้ที่แกร่งกว่า...


ไม่ว่าจะยังไงโยฮันไม่คิดจะแย่แสเด็กอมมือพวกนี้อยู่แล้ว สำหรับชายแก่เด็กพวกนี้มันก็แค่ตัวเกะกะเท่านั้น หากจะตายไปในภารกิจนี่เขาก็ไม่สนเพราะยังไงมันก็ไม่เหมาะกับ
แนวโซโล่เดี่ยวแบบเขาอยู่แล้ว


“ถามจริงเถอะไม่คิดรึไงคะว่าใส่กุญแจมือแน่นไปหน่อย” ระหว่างที่เดินแม่ตุ๊กตาที่ถูกล๊อกุญแจมือก็กระซิบถามเขาโดยไม่หันหัวมาให้มีพิรุธ โยฮันนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ทำเพียงแค่เดินนำหน้าไปนิดหน่อยและตอบกลับอย่างแผ่วเบา

“โอ้! งั้นก็ขอโทษทีนะที่แน่นไป พอดีว่าฉันไม่รู้ว่าข้อมือเล็กๆแบบนั้นจะต้องใส่แบบไหนน่ะคราวหน้าไว้จะเอาเชือกไหมพรมมามัดให้ก็แล้วกัน...”

“...”


แม่สาวน้อยนิ่งไปและไม่สวนประโยคใดๆกลับมาอีกก็ถือว่าสบายหูไปเยอะเหมือนกัน แค่ต้องมาใส่ไอ้ชุดคนเหล็กเต้นดิสโก้บ้าๆนี่ก็ลำบากพอแล้ว ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่โยฮัน
ปลอมตัวลอบเข้ามาในฐานศัตรูแต่นี่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาต้องร่วมมือกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกมือใหม่อ่อนหัดที่เพิ่งมีประสบการณ์ลงสนามรบแค่ไม่ถึงปีซะด้วยอีก
ส่วนตัวแล้วเจ้าหนุ่มคีแกนกับโคลท์ดูจะมีประสบการณ์มากกว่าหนึ่งปี แต่กับแม่ตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่แค่เด็กสามขวบก็ดูออกว่าเจ้าหล่อนยังออกสนามมาไม่มาก นี่คงเป็นครั้งแรกที่ลอบ
ปลอมตัวเข้ามาในถิ่นข้าศึกเลยมั้ง


สถานการณ์ยิ่งชวนกดดันเข้าไปกันใหญ่เมื่อพบว่ายิ่งเดินเข้ามาลึกมากเท่าไหร่จำนวนเวรยามและศัตรูติดอาวุธในพื้นที่ก็มากขึ้นตามไปด้วย โยฮันพยายามทำตัวสบายๆ
ไม่เกร็งมากจนเกินไปจนดูมีพิรุธ เวลาเดินเองก็ต้องระวังเพราะว่าชายแก่ไม่อยากจะไปเดินชนใครแล้วให้อีกฝ่ายต้องมาสุงสิงกับเขาจนความแตกเข้าเสียก่อน


“นี่พวกนายจะไปไหนกันนั่นน่ะ?” เสียงของทหารฝ่ายศัตรูนายหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอารู้สึกเสียวสันหลังวาบนิดๆ

โยฮันตั้งสติให้มั่นและตอบกลับไป “กำลังจะพานังนี่ไปที่ห้องสอบสวนน่ะ ข้าว่าชักอยากจะถลกหนังนังนี่เล่นสักแผ่นสองแผ่นหน่อย...”

“ว้าว... ท่าทางน่าสนุกดีนี่ ชุดนั่นหน่วยเฝ้าระวังสินะ... พวกนายอยู่หน่วยไหน?”

“พวกเราหน่วยเฝ้าระวังประตูทิศใต้แต่ก็เป็นคนใหม่น่ะยังไม่คุ้นกับที่ทางแถวนี้...” โยฮันตอบกลับไปและภาวนาว่าของให้ที่พูดถูกต้องและไม่มีพิรุธด้วยเถอะ
ไม่งั้นคราวนี้หากมีอะไรผิดแผนคงไม่พ้นเจอรายการซัลโวกันแหลกแน่


ถึงปกติเขาจะชอบอะไรแบบนี้แต่คงต้องขอผ่านเมื่อต้องอยู่กลางดงตีนเป็นร้อย....


“อ๋อเหรอ... แต่นั่นมันทางไปห้องเซิฟเวอร์นะ ห้องสอบสวนไปทางนั้น... ขอให้สนุกล่ะ” ทหารฝ่ายศัตรูชี้ทางไปอีกด้านหนึ่งทางซ้ายมือ

“ขอบใจ... เช่นกัน...”


ทหารฝ่ายศัตรูเดินจากไปทำเอาหายใจทั่วท้องขึ้นอีกนิด และยังดีที่รู้ว่าห้องเซิฟเวอร์ไปทางนั้นดีไม่ดีถ้าบุกเข้าไปถึงห้องนั้นได้อาจจะมีข้อมูลมากมายให้แฮ๊กเพิ่มอีกด้วย
แต่ยังไงเสียตอนนี้การตัดระบบรักษาความปลอดภัยดูจะสำคัญกว่า


“ไอ้หนุ่มนายไปที่ห้องเซิฟเวอร์ดูดเอาข้อมูลออกมาแล้วเอาไวรัสใส่เข้าไปในระบบด้วย ทันทีที่ระบบที่นี่ล่มส่งสัญญาณให้กำลังหลักเข้าตีได้” โยฮันเริ่มออกคำสั่งทันที
หลังเส้นทางทั้งหมดเปิดโล่งถึงจะยังไม่ความแตกแต่ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวโอ้เอ้อีกไม่ถึงสิบนาทีจะมีการเข้าตีฐานทั้งสามแห่งรวมทั้งที่นี่แล้ว หากไม่รีบทำอะไรตอนนี้ทุกอย่าง
ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจจะมีผลต่อสถานการณ์ทั้งหมดไปด้วย

“แล้วปู่ล่ะ?”

“เออ... ข้ากับแม่ตุ๊กตานี่จะไปเตรียมสร้างความวุ่นวายหน่อย จะได้ซื้อเวลาให้เอ็งไง...” โยฮันตอบกลับไป


ทันทีที่ตกลงกันได้โยฮันก็แยกตัวมากับรันฟาในทันทีหวังว่าไอ้หนูโคลท์นั่นจะไม่เซ่อซ่าขนาดทำให้ตัวเองถูกจับได้หรือแย่กว่านั้น ส่วนแม่ตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่ก็เอาแต่ถลึงตาใส่เขา
เหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ตั้งแต่เข้ามาในนี้แล้ว เชื่อเถอะว่าถ้าคราวนี้จะโดนเกลียดยังไงโยฮันก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วล่ะ ว่าแล้วชายแก่ก็จับไหล่ของแม่สาวน้อยนี่ดันไปและ
แสร้งทำเป็นพาเชลยไปสอบสวนเหมือนเดิม


จะว่าไปแล้วโยฮันเองก็ไม่ค่อยได้มีเวลาพิจารณาแม่สาวตุ๊กตานี่มากนักถึงก่อนหน้านี้จะจำได้ลางๆว่าเธอเคยโผล่ที่แอฟริกาด้วยโยฮันจำเธอได้ดีเพราะดาบญี่ปุ่นที่เจ้าหล่อน
พกเอาไว้กลางหลังเล่มนั้นมันสะดุดตากว่าใครเพื่อนซะจริงจะมีสักกี่คนกันที่พกดาบซามูไรมาในสนาบรบในยุคนี้


คนที่ใช้ดาบแบบนี้ล่าสุดที่จำได้คืออดีตสมาชิก Z.S.S. ไอ้หนูอายุตะนั่นล่ะ...


แม่ตุ๊กตานี่พกดาบไว้กลางหลังเล่มหนึ่งเป็นดาบคาตะนะที่เจ้าตัวพกเอาไว้ตอนแรกส่วนอีกเล่มเป็นดาบมีดแบบพิเศษโยฮันจำได้ว่ามันคือดาบของทาล่อนที่เขาให้เธอไป
ไม่รู้ว่าแม่สาวคนนี้ใช้ดาบนี่คล่องแค่ไหนแล้วแต่ก็หวังว่ามันจะช่วยได้หากเจอเหตุหน้าสิ่วหน้าขวานเข้า เพราะดาบของทาล่อนนั้นไม่ใช่ดาบธรรมดาอย่างที่ใครหลายคนคิดกัน
ซะด้วย


“แล้วเราจะป่วนพวกนี่ยังไงคะท่านหัวหน้า?” หญิงสาวถามโยฮันด้วยท่าทางประชดประชันเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าเธออยากจะหลุดจากการถูกล๊อกมือแบบนี้เต็มทีแล้ว

โยฮันหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนตอบ “ไม่เห็นยาก... อีเอ็มพีช๊อกที่ฉันแอบติดเอาไว้ กับระเบิดอีกนิดหน่อยคงจะพอป่วนให้พวกมันวิ่งงับหางกันไปเองสักพัก
หวังว่าเธอจะเจ๋งจริงนะแม่ตุ๊กตา”

“ฉันเจ๋งกว่าที่คุณคิดแน่คะ... แล้วอีกอย่างฉันไม่ใช่แม่ตุ๊กตานะคะ อย่างน้อยฉันก็มีชื่อว่ารันฟาให้เรียกนะคะ...”


วืด!!


มันเหมือนกับมีเสียงของกลไกบางอย่างทำงานตอนที่โยฮันเริ่มก้าวขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวหลังจากนั้น อย่างแรกที่เห็นชัดสุดคือกำแพงกระจกผุดขึ้นมาจากใต้พื้นปิดทางไปต่อ
ของโยฮันเอาไว้ ครั้นจะวิ่งกลับไปด้านหลังก็โดนกำแพงกระจกแบบเดียวกันปิดทางขนาบเอาไว้อีก มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่านี่คือกระจกนิรภัยอย่างหนาสามารถป้องกันกระสุนขนาด
.50 แบบเจาะทะลวงได้อย่างสบาย เห็นชัดๆเลยว่านี่เป็นความจงใจ มีใครบางคนขังพวกเขาไว้ในนี้ในกรงใสแจ๋วกันกระสุนกรงนี้


“แหมๆ ดูซิว่าใครมาที่แท้ก็แบล๊ควูลฟ์ผู้โด่งดังกับมือใหม่อ่อนหัดอีกหนึ่งนี่เอง...” เสียงเยาะเย้ยของผู้หญิงที่ฟังดูแล้วกวนประสาทนิดๆดังผ่านลำโพงกระจายเสียงภายในฐานทัพ
เจตนาบ่งบอกชัดว่ากำลังพูดกับโยฮันและแม่ตุ๊กตาคนนี้ด้วย โยฮันจำเสียงนี้ได้ดีเพราะนี่คือหนึ่งในเป้าหมายหลักที่เขาตามล่ามาตลอดหลายปี


ชิ... ยัยเด็กเมื่อวานซืนยังไม่เลิกสันดานเสียอีกนะ...


“โผล่หน้ามาดีกว่า... ไซเร็น...” โยฮันพูดเบาๆขณะที่เริ่มถอดหน้ากากออก ไหนๆอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบังตัวตนอีก


และคำตอบที่ได้คือภาพฉายโฮโลแกรมของหญิงร่างบางในชุดเดรสวันพีชสีขาวประดับลายลูกไม้สีเหลืองตรงชายผ้าพร้อมกับผ้าคลุมไหล่สีม่วงดูหรูหราราคาแพงนั่นคงไม่สำคัญ
มากไปกว่าผมสีเขียวยาวสลวยดูผิดธรรมชาติเอามากๆ และที่ตรงไหลยังมีสัตว์เลี้ยงตัวเล็กท่าทางแปลกประหลาดดูไม่เหมือนสัตว์ในธรรมชาติทั่วๆไปนัก


แค่เห็นแวบเดียวมันก็ทำให้ความทรงจำเก่าๆมันกลับมาอีกครั้ง เธอคนนี้คือมรดกอันบ้างคลั่งเพียงไม่กี่อย่างของไอ้พวกบ้านั่น...


“ไม่เจอหน้ากันนานเหี่ยวลงไปเยอะเลยนะคะ ว่าแต่ว่าสนุกไหมล่ะคะกับการไล่ฆ่าพวกเราทั้งหมด...”

“เออ... สนุกมาเลยยัยหนู ระวังหน่อยก็แล้วกันเพราะเธอเองก็เป็นหนึ่งในลิสต์สำคัญที่ฉันต้องจัดการ อย่าให้ฉันหาเธอเจอก็แล้วกัน...” โยฮันเริ่มพูดขู่ต่อไปโดยไม่สนใจรันฟา
ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆมากนัก

“ฮิ ฮิ ฮิ งั้นไหนๆเราก็อุตส่าห์ได้เจอกันทั้งทีก็คงต้องต้อนรับกันหน่อยนะคะ!”


สิ่งที่เหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังแอ๊คชั่นห่วยๆทุกเรื่อง ตัวเอกหลงเข้ามาในกับดักของตัวร้าย ติดอยู่ในกับดักขยับไปไหนไม่ได้และที่เกลียดที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกลูกกระจ๊อก
ปลายแถวที่แห่กันออกมาพร้อมอาวุธครบมือเหมือนกะจะถล่มศัตรูทั้งกองพันทั้งที่มีแค่คนสองคนเท่านั้น สำหรับยัยหนูหน้าตุ๊กตาญี่ปุ่นนี่จะคิดยังไงก็ช่างแต่โยฮันโคตรเกลียดเลย
มุขนี้


อันที่จริงควรเรียกว่าน่าเบื่อจะเหมาะกว่า...


“ฮิ ฮิ ฮิ!! ยอมแพ้ดีกว่ามั้งคะ ยังไงเสียตอนนี้คุณมีกำลังน้อยกว่าแถมถ้าคิดจะใช้ระเบิดนั่นล่ะก็...” เครื่องจุดระเบิดของโยฮันระเบิดแตกคามือทันทีที่พูดจบ “มันคงไม่ได้ผลหรอก
ค่ะ... แล้วก็วิทยุคงใช้ไม่ได้ด้วยคงไม่ต้องหวังเรื่องมีคนมาช่วยใช่ไหมคะ?”

“อย่างนี้เอง... ปล่อยคลื่นแม่เหล็กเข้มข้นทำลายรีโมทแถมยังสกัดการสื่อสารได้อีก มีหัวคิดไม่เลว... แบบนี้คงต้องยอมแพ้จริงๆสินะ...” โยฮันพูดพลางวางอาวุธลง
และเอามือประสานกันไว้ที่หัว

“ดะ... เดี๋ยวก่อนสิคะ!” รันฟาเริ่มโวยขึ้นมาหลังเห็นว่าโยฮันจะยอมแพ้ ซึ่งเขาเองไม่สนหรอกว่าแม่หนูคนนี้จะคิดยังไงกับเรื่องนี้ยังไงก็ขอตามน้ำไปก่อนสักพัก


ไซเร็นหญิงผมเขียวฝ่ายศัตรูเลิกคิ้วเล็กน้อยหลังเห็นท่าทีของเขา แต่ท่าทางคุณเธอจะไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก ในทางตรงข้ามเจ้าหล่อนดูจะพอใจเสียส่วนใหญ่กับการที่โยฮัน
เอ่ยปากยอมแพ้เสียด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นดูท่าทางฝ่ายนั้นจะมีความระแวงสงสัยในตัวเขาอยู่


“เห... ผิดคาดแฮะ นึกว่าคุณจะโวยวายแล้วก็หาทางพังออกไปเหมือนที่ผ่านๆมาซะอีก...”

“เป็นอะไรผิดหวังรึไง?” โยฮันถามกลับไป

รอยยิ้มเล็กๆผุดที่ใบหน้าของหญิงผมเขียวบอกชัดว่ากำลังพอใจกับผลที่ได้ “ก็นิดๆล่ะค่ะ นึกว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากกว่านี้อีกตอนจับคุณได้นะ...”

“ให้ตาย... เธอนี่เหมือนพ่อเธอเป๊ะๆเลยนะไอ้เรื่องความคิดที่ไม่เข้าท่าเนี่ย... ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ได้ผิดหวังซะทีเดียวหรอก...”

“หมายความว่า-”


ตูม!!!


“!!!”


ไม่ทันขาดคำหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงภาพของไซเร็นอยู่ก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพขาดช่วงไปเล็กน้อยเหมือนกับว่าทางฝั่งของไซเร็นนั้นมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้น
สังเกตจากการที่ไซเร็นหันหน้าอย่างฉับพลันและตามมาด้วยเสียงระเบิดตูมตามดังลอดผ่านการสื่อสารเข้ามา สีหน้าที่ดูกวนประสาทและการวางตัวอย่างใจเย็นเมื่อครู่หายไปในช่วง
เวลาหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่โยฮันวางเอาไว้ซะด้วย...


ไอ้เรื่องหยิ่งผยองมั่นใจในตัวเองเกินไปก็คือจุดอ่อนอย่างนึงของยัยหนูผมเขียวนี่ล่ะ...


และด้วยสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่โยฮันคาดไว้ เขาทำเพียงยิ้มเล็กน้อยและยื่นนิ่งๆรอดูผลงานที่มาจากการพล่ามแกล้งทำเป็นยอมแพ้เพื่อถ่วงเวลา
ให้ทีมจู่โจมเข้าที่พร้อมประจัญบาน อย่างยัยหนูนี่ถ้าจะมาลูบคมผู้ใหญ่แบบเขาล่ะก็มันยังเร็วไปร้อยปี!


“นี่มัน... รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหนคะ!!” ไซเร็นเริ่มตวาดถามท่าทีนิ่งเงียบสุขุมเมื่อครู่หายไปแทบจะในทันที ขณะที่โยฮันยิ้มอย่างลำพองในชัยชนะเล็กๆของเขา

“เธอลืมไปแล้วรึไง... ว่าฉันเป็นใคร ฉันรู้ดีว่าเธอมีความคิดแบบไหนก็บอกแล้วว่าเธอน่ะนิสัยถอดแบบมาจากพ่อเธอเปี๊ยบ และก็อย่าลืมถึงฉันอยากจะฆ่าเธอแค่ไหน
แต่ฉันก็ยังเป็น ‘คุณอา’ ของเธอนะ... ‘เมโลดี้’”


ชายแก่ยืนมองไซเร็นที่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังได้ยินโยฮันเรียกว่าเมโลดี้ด้วยรอยยิ้มประหลาดในเวลาเดียวกับที่กระจกนิรภัยตรงหน้าเริ่มแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆอย่างง่ายดายราวกับ
เป็นแค่กระจกทั่วไป อันที่จริงจะเรียกว่าแตกก็ไม่ถูกเสียทีเดียวมันควรจะเรียกว่าถูกตัดมากกว่าเพราะว่ารอยแตกนั้นเรียบเนียนเหมือนโดนบางอย่างเฉือนในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อสบโอกาสโยฮันก็ไม่รอช้าประเคนกระสุนจากปืนไรเฟิลเจาะเกราะเข้าใส่พวกศัตรูที่กำลังอึ้งและสบสนกับสถานการณ์ทั้งหมดในทันที


และสาเหตุที่กระจกกันกระสุนถูกตัดนั้นมาจากฝีมือของหญิงสาวที่โยฮันพามาด้วยกัน รันฟาที่เธอใช้ดาบสั้นของทาล่อนที่มีคุณสมบัติพิเศษฟันกระจกกันกระสุนที่หนาร่วม
หนึ่งนิ้วให้ขาดได้เหมือนกับตัดกระดาษ ถึงปกติดาบทาล่อนจะมีคุณสมบัติเพิ่มความคมให้กับใบดาบได้แต่การที่ตวัดดาบได้รวดเร็วและเฉียบคมแบบนี้คงต้องผ่านการฝึกมาไม่ใช่
น้อยแน่ มองในแง่ดีถึงจะอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสาไปบ้างแม่หนูคนนี้ก็มีทีเด็ดซ่อนอยู่เหมือนกันล่ะนะ


“แค่นี้ก็คงส่งสัญญาณได้แล้วสินะ จบเกมแล้ว... เมโลดี้” โยฮันหันไปพูดเยาะเย้ยใส่หญิงผมเขียวที่กำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาที่โกรธและอาฆาตนิดๆ ซึ่งใจจริงเจ้าตัว
คงจะอยากเถียงกลับมาเป็นชุดใส่โยฮันหากไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังโดนถล่มอยู่ ภาพโฮโลแกรมที่ฉายขึ้นมาดับไปหลังจากนั้นไม่นาน


ตอนนี้ภารกิจทุกอย่างสำเร็จแล้วที่เหลือก็แค่ทำลายที่นี่ให้ราบและเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อจัดการล้างบางพวกอสรพิษทั้งหลายให้พินาศในคราวเดียว และอีกไม่กี่
อึดใจกองกำลังหลักคงจะมาถึงที่นี่แล้วเข้าถล่มทุกอย่างในฐานทัพนี่จนวอด


ก่อนจะถึงตอนนั้นก็ขออาละวาดซะหน่อย แค่เชลยศึกเหลือแค่คนเดียวก็คงพอแล้ว...


ปัง!!


คำตอบในใจของโยฮันนั้นแสดงออกมาผ่านการกระทำแทบจะในทันที เมื่อศัตรูทุกรายที่โยฮันเจอหน้าระหว่างทางนั้นพากันร่างกระจายเป็นชิ้นๆด้วยปืนเจาะเกราะรถถัง
ที่เอามาด้วย แม้จะรู้ดีว่าทางสเป็คเตอร์สั่งมาอย่างชัดเจนว่าให้จับเชลยอย่าฆ่าศัตรูในภารกิจนี้ แต่จะยังไงก็ช่างหัวพวกมันสิ! เพราะเขาไม่ใช่คนที่จะฟังคำสั่งใครอยู่แล้ว
สำหรับโยฮันพวกที่ทำงานให้กับองค์กรนรกนี่ไม่ว่าจะเป็นใครมันก็เลวเหมือนกันหมดนั่นล่ะจะเก็บเอาไว้ให้รกโลกไปทำไมกัน


เหยื่อรายแล้วรายเล่าที่ล้มตายกันราวกับหนอนแมลงน่ารังเกียจนอนกองกันเป็นเบือเหมือนเป็นภูเขาก้อนเนื้อที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม กลิ่นคาวเลือดและคราบเขม่า
ดินปืนแทบไม่ต่างอะไรกับกลิ่นหอมในยามเช้าสำหรับโยฮันต่กระนั้นใช่ว่าทุกคนจะชอบมันหนึ่งในนั้นคงเป็นแม่สาวตุ๊กตาญี่ปุ่นที่กำลังตามหลังเขามา แม้จะสู้อยู่โยฮันก็ยังสังเกตว่า
รันฟาหญิงสาวที่มาด้วยกันนั้นไม่ค่อยจะพอใจในสิ่งที่โยฮันทำ แต่เชื่อเถอะว่าโยฮันเจอแบบนี้มาเยอะแล้วกับสายตาที่มองมาทางเขาและตัดสินทุกการกระทำของเขาจากสิ่งที่เห็น
ว่าเขาเป็นเพียงแค่ฆาตกรหรือไม่ก็สัตว์นรกในร่างคน หรือจะอะไรก็แล้วแต่มันคงไม่ต่างกันมากนักและเขาไม่คิดจะใส่ใจกับมัน อย่างที่เขาพูดเสมอ ว่าเป็นผู้ดีก็ไม่มีทางชนะสงคราม ความดีกับความชั่วก็เป็นแค่คำๆหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่โยฮันแตกต่างกับคนอื่นๆคือเขาไม่มีคำว่าลังเลที่จะทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึง
การทำเรื่องไร้มนุษย์ธรรมก็ตามที


ยังไงเสีย...มนุษย์ก็คือสัตว์ที่ข่มสัญชาติญาณดิบของการฆ่าฟันเอาไว้ เขาแค่ทำตัวตามที่ธรรมชาติสร้างมาแต่แรกเท่านั้น...


กระสุนนัดแล้วนัดเล่าพุ่งผ่านอากาศเข้าเจาะสังหารทุกอย่างที่ขวางทางมัน ไม่เว้นแม้แต่ทหารฝ่ายข้าศึกที่ยังรอดตายแม้จะถูกยิงถล่มไปหลายต่อหลายนัด อีกฝ่าย
แทบไม่อยู่ในสภาพต่อสู้เลยสักนิด อีกฝ่ายวางอาวุธ ตัวสั่นงกๆและคุกเข่าทำท่าอย่างกับจะอ้อนวอนชวนให้น่าสมเพชเข้าไปอีก


“ยะ... ยอมแล้วได้โปรดอย่ายิง!!”


ปัง!!


คำอ้อนวอนนั่นไม่มีผลเมื่อโยฮันกลายเป็นผู้พิพากษาและเพชฌฆาตในคราวเดียว ปากกระบอกปืนถูกจ่อที่หัวชิดหน้าผากไกปืนที่บรรจงกดเบาๆสามารถพรากเอาสิ่งที่สำคัญ
ที่สุดของมนุษย์อย่างชีวิตได้ในพริบตา เลือดสีแดงสาดกระเซ็นทั่วทั้งผนังขาวๆราวกับผืนผ้าใบที่กำลังกลายเป็นงานศิลปะอันน่ากลัว และจิตรกรนั้นก็เต็มไปด้วยอารมณ์ของ
ความกระหายเลือดอันแรงกล้าอีกต่างหาก ภาพของความโหดร้ายที่เห็นนี่ไม่ต่างอะไรกับเรื่องปกติของโยฮันเลยสักนิดและเขารู้สึกภูมิใจกับมัน ไม่มีความดีหรือความเลวในสิ่งที่
ทำลงไปมีแค่การทำเพื่อเป้าหมายเท่านั้น


“นั่นเขายอมแล้วนะคะทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วย!!” รันฟาประท้วงขึ้นในทันทีหลังจากที่โยฮันเพิ่งจะยิงศัตรูจนหัวระเบิดไปอีกรายดาบในมือของหญิงสาวขยับเข้าไป
จ่อที่คอของโยฮันห่างออกไปแค่ไม่กี่นิ้ว


โยฮันทำเพียงแค่ยืนเฉยๆอย่างไร้ซึ่งความกลัวแม้ว่าดาบนั่นจะจ่อคออยู่ก็ตาม


“ฉันคงไม่เสียเวลาตอบคำถามไร้สาระของเธอหรอกนะ ไม่มีการลังเลในสนามรบ ฉันบอกแล้วนี่เมื่อไหร่ที่ประมาทเปิดช่องให้ความรู้สึกกับศัตรูก็เท่ากับเปิดช่องว่างรับกระสุน...”

หญิงสาวกัดฟันกรอดพ่นลมหายใจออกทางจมูก “นี่คุณเป็นอะไรไป... ฆ่าคนไปตั้งขนาดนั้นแม้แต่กับคนที่ไม่มีทางสู้ด้วย... ทำแบบนี้ยังเรียกตัวเองได้ว่ามนุษย์อีกรึไงกัน?”


คำถามที่อีกฝ่ายถามมามันทั้งซื่อไร้เดียงสาเสียไม่มีฟังแล้วแทบจะให้ความรู้สึกคันยิบๆขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ บอกตามตรงว่าโยฮันไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นอยู่ในหัวเลยสักนิด


“ฟังนะยัยหนู... ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่เพื่อจะมาทำตัวเป็นพระแม่มารีผู้เมตตากับทุกคนล่ะก็เธอมาผิดที่แล้วแม่สาวน้อย... ที่นี่มันมีแต่การฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นถ้าเราไม่ฆ่ามัน
มันก็ฆ่าเรา ถามใจเธอเองแล้วกันว่าเธอมาที่นี่ด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะลงมือฆ่ารึเปล่า”


“อึก!”


โยฮันลากนิ้วอย่างช้าๆลงบนสันดาบอย่างช้าๆจนน่าขนลุกสายตาของเขาจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนหรือสรรหาข้ออ้างอะไรที่จะกลบเกลื่อน
ความขี้ขลาดทำให้ตัวเองสบายใจ สุดท้ายแล้วดาบของเธอน่ะมันก็เปื้อนเลือดไปแล้วต่อให้ล้างแค่ไหนมันก็ไม่มีวันหายไปหรอก...”


คำพูดสุดท้ายนี่คงจะจี้ใจดำแม่สาวน้อยนี่มากทีเดียวดูจากท่าทางที่คิดจะเถียงก็เถียงไม่ออก โยฮันไม่คิดโทษในความคิดอันอ่อนต่อโลกของเธอหรอก เพราะเมื่อครั้งยังหนุ่ม
เขาเองก็เคยเป็นเช่นนั้น ทั้งซื่อและบื้อ อ่อนแอเกินเยียวยาจนแทบปกป้องใครไม่ได้ แล้วมาตอนนี้ทุกอย่างดูราวกับเป็นอีกด้านของเหรียญ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กตัวเขาเองก็เคยคิดว่า
จะโตขึ้นมาเป็นแบบไหนแต่ก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเดินในเส้นทางแบบนี้


เส้นทางของความมืดที่ดูจะทอดยาวตรงไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...


เวลาผ่านไปนานพอดูคิดว่าด้วยเวลาขนาดนี้อีกไม่นานกองกำลังหลักของพวกสเป็คเตอร์คงจะมาถึงพร้อมอาวุธครบมือที่จะถล่มที่นี่ให้วอด ในใจของโยฮันอยากจะจบภารกิจนี้
ให้ได้เร็วๆเขาจะได้กลับไปลุยเดี่ยวทำงานที่เขาถนัด... นั่นคือการฆ่าไอ้พวกนรกนี่ให้เหี้ยนยังจะต้องฆ่ากันอีกเยอะและยังจะต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกมากกว่าเรื่องนี้จะจบลง
เรื่องที่เขาต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ...


“...ทำเอาซะวุ่นวายเชียว... ก็ต้องยอมรับว่าไม่เลวเลยสำหรับคนแก่...” เสียงของยัยเมโลดี้ดังขึ้นอีกแล้ว โยฮันไม่เห็นภาพโฮโลแกรมโผล่ออกมานอนจากเสียงเลยไม่คิด
จะใส่ใจให้มากความเพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่ากำลังอยู่ต่อหน้า ประตูเหล็กกล้าที่ฝั่งตรงข้ามกำลังยกเลื่อนเปิดขึ้นอย่างช้าๆพร้อมกับควันหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาเหมือนเอฟเฟกต์
ไอซ์ดรายในเวทีสมัยก่อนไม่มีผิด โยฮันยกปืนขึ้นพร้อมเล็งและลั่นไกทุกเมื่อ ขณะเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆของไซเร็นลอดผ่านระบบเสียงภายในฐานเข้ามา

“แต่ว่า... ยังต้องทำอะไรมากกว่านี้... มันคงดีนะถ้าคุณลุงจะต้องมาตายด้วยผลงานของคุณลุงเองอย่างเจ้าพวกนี้ไง...”


เสียงหัวเราะลากยาวของไซเร็นดังขึ้นก่อนจะหายเงียบไปเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเลื่อนเหล็กกล้าบานใหญ่เปิดออกอย่างเต็มที่


“ยัยตัวแสบ...”


สิ่งที่น่ากังวลที่สุดมาอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว เมื่อยัยตัวแสบดันพูดถึง ‘ผลงาน’ ที่เขาเป็นคนออกแบบผลงานชิ้นยอดที่เป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนโยฮันมาชั่วชีวิต
มันคืออาวุธสังหารขั้นสุดยอดสิ่งผิดพลาดที่เขาไม่น่าคิดมันขึ้นมาเลย...


ควับ!!


เคร้ง!!


ชั่ววูบเดียวที่โยฮันคลายใจบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วเหมือนมัจจุราชตรงดิ่งมาทางเขาถูกสกัดเอาไว้โดยรันฟาหญิงสาวที่ชักดาบเข้ามาขวางทางความกังวล
ของเขาได้แบบหวุดหวิด


โยฮันจ้องมองดาบยาวเล่มหนึ่งที่กำลังปะทะกับดาบของหญิงสาวขณะที่เธอพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจและตื่นกลัวในเวลาเดียวกัน


“ไม่ตลกเลยนะเนี่ย... ทาล่อนเนี่ยนะ!!”










**************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 16 ก.ค. 2018, 00:04

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP19)8/7/

น่าสนใจมากครับ ใครจะจบยังใงกันแน่
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 05 ก.ย. 2018, 22:07

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP19)8/7/

Episode 20 : The Bloody Busniess


ฮ่องกง...


กว่าสิบชั่วโมงจากการเดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์มันทำให้วัลคิลลี่รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้อ่อนเพลียจนเหมือนอยากจะนอนให้ได้ในเร็วๆนี้ หลังได้รับภารกิจสำคัญมาจาก
ผู้บัญชาการ มิชเชล วิลโบสกี้ ถึงภารกิจสำคัญนั่นคือการบุกโจมตีสถานที่สำคัญของพวก ดิ เซอร์เพนท์ พร้อมกันถึงสามจุดทั่วโลก สองจุดแรกนั้นมีทีมอื่นคอยรับผิดชอบไปแล้ว
และมันเป็นหนึ่งในสองที่ที่เธออยากไปมากกว่าเพราะอย่างน้อยภารกิจพวกนั้นมันคือการบุกโจมตีจริงๆไม่ใช่การเข้าแทรกซึมปลอมตัวเข้ามาในฮ่องกงในฐานะนักธุรกิจแบบนี้


ใช่แล้วตอนนี้เธอกำลังปลอมตัวเป็นนักธุรกิจที่จะมาทำการเจรจาค้าขายกับบริษัทอย่าง ‘เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น’ ที่หน้าฉากเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศ
รายใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของซีกโลกเหนือแต่ความจริงแล้วเบื้องหลังบริษัทนี้แอบสนับสนุนพวกกลุ่มอาชญากรที่กำลังตกเป็นเป้าหมายกับทุกหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก
อย่าง ดิ เซอร์เพนท์ องค์กรนรกที่เป็นเหตุของความสูญเสียอีกมากมายนับไม่ถ้วน สำหรับวัลคิลลี่แล้วองค์กรพวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกนอร์ทหรือคลีนเนอร์ที่ทำให้ครอบครัว
ของเธอต้องมาเจอกับชะตากรรมที่ยุ่งยากอย่างเช่นตอนนี้


อากาศที่ร้อนอบอ้าวของภายในเมืองที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นทำให้เด็กหญิงที่ภายนอกดูเหมือนหญิงสาวอายุยี่สิบต้องขยับเสื้อสูทสีน้ำเงินโทนมืดไปมาเป็นพักๆ
วัลคิลลี่ไม่ชอบเลยที่ต้องมาใส่เสื้อรุ่มร่ามขยับตัวลำบากยิ่งเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยการแทรกซึมแบบนี้ เธออยากออกไปลุยแบบซึ่งๆหน้าถล่มระเบิดทุกอย่างที่เห็นให้เละเทะ
เอามากกว่า


“ให้ตาย... ปวดชะมัดยัยนั่นดันซ้อมแบบไม่ออมมือเลย...” วัลคิลลี่บ่นโอดโอยขณะเอามือบีบไหล่อย่างช้าๆพลางกระชับกระเป๋าเอกสารที่สะพายอยู่ข้างเอวให้เข้าที่


รอยช้ำเล็กๆที่ผ่านมาได้ไม่กี่วันมีเหตุมาจากการที่เธอตัดสินใจที่จะเรียนรู้ในวิถีดาบของรันฟา ทีแรกก็นึกว่าจะเป็นแค่การแกว่งดาบไม้ไปมาแล้วฟาดอีกฝ่ายให้โดนเท่านั้น
ที่ไหนได้มันกลายเป็นว่าวัลคิลลี่เป็นฝ่ายโดนฟาดอย่างเดียวมากกว่า ไม่รู้ว่าแม่นักดาบชาวจีนนั่นสะกดคำว่าออมมือเป็นรึเปล่าเพราะไม่ว่าจะฟาดกลับไปแค่ไหนก็ไม่ได้เฉียด
โดนเลยสักไม้ในทางกลับกัน แม่นักดาบที่ชื่อรันฟานั่นก็ฟาดเข้าตรงไหล่ของเธอซะจนเป็นรอยช้ำเล่นเอาขยับแขนไม่ได้หลายชั่วโมงหลังจากนั้น


ขนาดวัลคิลลี่มีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่ามนุษย์ทั่วๆไปยังเจ็บได้ขนาดนี้ไม่รู้ว่าแม่นักดาบนั่นฟาดแรงแค่ไหนกัน แต่รับรองได้ว่าซ้อมครั้งหน้าจะเอาคืนคิดทั้งต้นทั้งดอก
เอาให้เพียบเลยเชียว!


“วัล... ได้เวลานัดแล้วนะรีบไปได้แล้ว” เสียงหวานใสของผู้หญิงดังขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่เสียบอยู่ในช่องปากใกล้ๆฟันกราม หนึ่งในอุปกรณ์พิเศษที่ออกแบบมา
เพื่อภารกิจแทรกซึมโดยเฉพาะมันไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่สำหรับองค์กรอย่างสเป็คเตอร์ที่เป็นองค์กรความมั่นคงใต้ดิน แต่ที่ไม่ชอบคือการจะติดตั้งมันจะต้องเจาะเข้าฟันกราม
ซี่ในแล้วฝังมันลงไปในเนื้อฟัน อย่างกับมีใครเอาสว่านเจาะถนนมาเจาะเข้าที่ฟันกรามไม่มีผิด


แบบนี้คงกินของหวานๆไปไม่ได้อีกนาน...


นั่นคงไม่แย่มากพอที่จะให้เด็กหญิงออกอาการเบื่อหน่ายได้ถ้าไม่เป็นเพราะคนที่เธอกำลังคุยด้วยนั้นไม่ใช่มนุษย์ อย่างน้อยก็ไม่เชิงว่าเป็นมนุษย์ซะทีเดียว...


“รู้แล้วน่าไอร์ม่า... ฉันกำลังไปสถานะของคนอื่นๆเป็นไงบ้าง?” วัลคิลลี่ตอบกลับด้วยท่าทีเบื่อหน่ายนิดๆกับการที่ต้องมาสนทนากับเอไอที่เป็นฝ่ายข้อมูลทางยุทธวิธีในภารกิจนี้
เอาเข้าจริงแค่ต้องมาทำภารกิจแทรกซึมก็แย่พอแล้ว เชื่อเลยว่ายังต้องมารับคำสั่งจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้อีก

“ทุกคนกำลังเดินทางไปที่พิกัดเป้าหมายค่ะ อย่าลืมนะคะว่าเราพลาดไม่ได้ทุกอย่างของภารกิจนี้-”

“ขึ้นอยู่กับฉันใช่ไหมล่ะ? บอกเป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้งฉันรู้ดีไม่ต้องให้โปรแกรมสมองกลแบบเธอมาคอยย้ำหรอก...” วัลคิลลี่ชิงพูดตัดบทก่อนด้วยความรำคาญ
ถึงการย้ำคิดย้ำทำจะเป็นเรื่องดีแต่มากเกินไปมันก็รู้สึกหงุดหงิดได้เหมือนกัน

“ถึงฉันจะเป็นแค่ปัญญาประดิษฐ์แต่ก็ถูกโปรแกรมมาให้มีความรู้สึกนะคะ ยังไงก็แล้วแต่อาการของคุณที่จริงแล้วควรจะพักผ่อนมากกว่านะคะ”


เห็นได้ชัดว่าไอร์ม่ารู้เรื่องร่างกายของเธอเป็นอย่างดี ความจริงแล้วนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหงุดหงิดซะเท่าไหร่จนต้องมาเป็นประเด็นให้วัลคิลลี่ออกอาการ แต่ด้วยตอนนี้เธอกำลัง
อยู่ในประเทศเกาะเล็กๆพื้นที่ขนาดเท่าลอนดอนที่มีประชากรแออัดเต็มไปด้วยความร้อนและตึกสูงเสียดฟ้ามากมาย และที่สำคัญเธอกำลังจะบุกเข้าไปในรังของหมาป่าแบบซึ่งๆ
หน้าถึงแม้จะเป็นแค่การปลอมตัวก็ตาม โดยพื้นฐานแล้ววัลคิลลี่ก็ทำงานแบบนี้ได้เหมือนกันแค่เพียงว่ามันไม่ใช่งานที่เธอถนัดที่สุด


ภารกิจในครั้งนี้มันคือการบุกเข้าไปในบริษัทหาทางปิดระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อเคลียร์เส้นทางให้ทีมจู่โจมที่กำลังรออยู่แล้วบุกเข้ามาได้แบบเงียบๆที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะถึงยังไง เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น ก็เป็นถึงบริษัทการค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดเจ้าหนึ่งของโลก การบุกโจมตีอย่างเอิกเกริกดูจะเป็นการพุ่งเป้าความสนใจ
จากทั่วโลกมากเกินไป คงไม่มีใครในหน่วยอยากให้สายตาคนทั้งโลกเพ่งมาที่พวกตนมากนักหรอกและวัลคิลลี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น


เด็กหญิงร่างสูงค่อยๆเดินตรงเข้ามาที่ตึกสำนักงานใหญ่สูงกว่าร้อยชั้นของบริษัทการค้าข้ามชาติ ด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติและดูมีมาดสง่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ก็พยายาม
ไม่ให้โดดเด่นจนเป็นเป้าสายตาจนเกินไป ประตูกระจกถูกผลักเข้าไปอย่างช้าๆและนิ่มนวล วัลคิลลี่สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆก่อนเดินไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่บริเวณเคาท์เตอร์
หน้าทางเข้า


“ขอต้อนรับสู่ เซ้าท์ อินเตอร์เทรดดิ้ง คอปเปอเรชั่น สาขา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ?” พนักงานตอนรับกล่าวทักทายวัลคิลลี่ตามมารยาทของงาน

“สวัสดีค่ะดิฉัน มายา ควินท์ มาขอพบ ท่านประธาน โรเจอร์ หวัง ดิฉันเป็นตัวแทนจาก ‘จีแอนด์เค อินดัสทรี’ ที่นัดเอาไว้วันนี้ค่ะ”

“กรุณารอสักครู่นะคะ...” พนักงานต้อนรับกล่าวพลางคีย์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง


อันที่จริงแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไรเพราะก่อนหน้านี้ไม่นานวัลคิลลี่เพิ่งจะดักเล่นงานตัวแทนของ จีแอนด์เค อินดัสทรีตัวจริงไปจากข้อมูลที่ระบุได้มา จีแอนด์เค อินดัสทรี นั้น
เป็นบริษัทผลิตสินค้าจำพวกเสื้อผ้าของกองทัพที่มีเบื้องหลังเป็นการแอบลักลอบค้าอาวุธสงคราม เพราะงั้นวัลคิลลี่จึงลงมือสวมรอยแทนและศึกษาข้อมูลการค้าที่อยู่ในกระเป๋า
เอกสารอย่างละเอียด แน่นอนว่าต่อให้ตรวจสอบไปยังไงก็ตามไม่มีทางที่จะมีใครจับได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้


ช่วงที่กำลังรอการยืนยัน ก็มีการติดต่อเข้ามาจากทางอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ตรงฟันกรามของเธอ


“ว่าไงวัลคิลลี่! ได้ข่าวว่าเธอมาทำภารกิจนี้ด้วยหลังจากจบงานนี้เราไปหาอะไรกินกันสองต่อสองไหมจ๊ะ?”


เอาเข้าไป... ท่าทางภารกิจนี้ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้วเสียงกวนประสาทแบบที่ไม่มีใครคิดอยากจะได้ยินอีกเป็นรอบที่สอง และไอ้คำพูดจีบหญิงเชยๆที่ฟังยังไงก็ไม่เข้าท่า
อุตส่าห์ภาวนาแล้วว่าภารกิจนี้ขออย่าได้เจอกับไอ้ตูดหมึกนี่จะเป็นดีที่สุด แต่ท่าทางจะเหลวซะแล้ว...


อลาส เค ลี ทหารรับจ้างของ DSSS คนที่เธอเคยอัดจนติดฝามาแล้ว...


ที่จริงวัลคิลลี่ก็ไม่ได้อยากตอบกลับนักหรอกแต่ดูแล้วอีกฝ่ายคงไม่เลิกง่ายๆหากเธอไม่ตอบแน่ “ไม่ย่ะ... ขอบใจลุงเองคิดจะเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนรึไงกัน ตาเฒ่าหัวงู...”

“ไม่เอาน่า อย่าพูดจาโหดร้ายแบบนั้นสิ แค่ไปกินข้าวด้วยกันเอง!”

“ไอร์ม่า...”

“ขอตัดการเชื่อต่อของคุณอลาสนะคะ”

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน-”


เสียงของอลาสเงียบหายไปกลังจากนั้นในทันที สบายหูไปเยอะสิให้ตาย... เด็กหญิงรำคาญพวกช่างตื้อแบบนี้เป็นที่สุดและยิ่งเกลียดมากๆคือพวกผู้ชายที่ชอบมองผู้หญิง
จากหน้าตาภายนอก ถ้าได้รู้ว่าแท้จริงแล้วสาเหตุที่เธอมีร่างกายแบบนี้ทั้งที่อายุแค่แปดขวบล่ะก็จะหนาว ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครได้อยู่แล้วนอกจากแม่หรือคนใน
สเป็คเตอร์บางคนเท่านั้น


ยิ่งนานเข้าเรื่องชักจะน่าเบื่อจนชวนหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ การรออะไรนานๆโดยที่ไม่ได้ทำอะไรมันทั้งน่าเบื่อและชวนให้อารมณ์เสียซะจริง ในใจของเด็กสาวคิดว่าหากพนักงาน
ต้อนรับยังไม่ให้คำตอบกลับมาในอีกห้านาที เธอจะบุกเขาไปในนั้นแล้วเล่นทุกอย่างจนพินาศให้รู้แล้วรู้รอดไป เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้วในตอนนี้...


“มิสควินท์คะ ตอนนี้ท่านประธาน โรเจอร์ หวัง กำลังเข้าประชุมกับคณะผู้บริหารอยู่ค่ะโปรดไปรอที่ห้องรับรองก่อนนะคะ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ...”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันจะเข้าไปรอก็แล้วกันค่ะ” วัลคิลลี่ตอบอย่าสุภาพทั้งที่ความจริงแล้วมันเกร็งเอามากๆที่ต้องมาพูดจาแบบนักธุรกิจคิดแล้วรู้สึกแหยงๆยังไงก็ไม่รู้

“ถ้างั้นตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไปที่ห้องรับรองด้วยนะคะ” พนักงานต้อนรับผายมือไปทางซ้ายพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเริ่มกลับไปทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต่อ


วัลคิลลี่เดินตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าไปในนั้น ประเมินด้วยสายตาอย่างคร่าวๆพวกยามมีจำนวนหกคน ประสบการณ์เท่าที่ดูคงจะสองปีเป็นอย่างน้อย
ไม่ค่อยได้ออกปฏิบัติงานแบบจริงจังมากนักไม่ใช่อดีตทหารหรือว่าตำรวจสักคน เป็นแค่พวกรับงานพาร์ทไทม์ ไม่งั้นก็แค่หายใจรดทิ้งไปวันๆ ระดับแค่นี้คงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่
หากเทียบกับระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดูจะอันตรายยิ่งกว่า


‘กล้องรักษาการณ์มุมมองสามร้อยหกสิบองศา มีระบบวิเคราะห์ใบหน้า กล้องตรวจจับความร้อนพ่วงอยู่ ประตูทุกบานเป็นระบบล๊อกไฟฟ้า เปิดได้ด้วยระบบแถบแม่เหล็กสี่ระดับ
ยุ่งยากน่าดู...’

“ระบบรักษาความปลอดภัยหินน่าดูนะคะ คิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับคุณไหมคะ?” ไอร์ม่าถาม

“คิดว่าฉันเป็นใครล่ะ? เธอรอโอกาสลงมือก็พอแค่อย่าให้พลาดโดนจับได้ก็แล้วกัน...” วัลคิลลี่ตอบกลับพลางเดินตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปติดๆ


ช่วงที่กำลังจะเลี้ยวเข้าหัวมุมทางเดิน เด็กสาวก็แอบขยับมือโปรยบางอย่างลงที่พื้นอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้มีพิรุธ สิ่งที่โปรยออกไปเป็นวัตถุทรงกลมมีรูปร่างคล้ายๆกับ
ลูกปิงปองสีขาวดูไม่มีพิษสงหรืออะไรพิเศษจำนวนสองสามลูกแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือพื้นผิวสีขาวของมันเริ่มมีการเปลี่ยนสีให้เข้ากับพื้นผิวของสิ่งที่มันสัมผัส
ลูกบอลทรงกลมกำลังเข้าสู่ภาวะพรางตัวไม่เพียงแค่นั้นหลังจากโปรยไปได้ไม่นานมันก็เริ่มออกกลิ้งไปในหลายทิศทางด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ นั่นคือ ‘บอลโดรน’
เป็นโดรนขนาดเล็กออกแบบมาเพื่อการแทรกซึมโดยเฉพาะ ปกติแล้วจะใช้ในกรณีที่ต้องการป่วนหรือไม่ก็ใช้เพื่อเบนความสนใจของศัตรู


แต่ครั้งนี้มันออกจากต่างไปสักหน่อยเพราะโดรนตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการแฮ๊กเข้าระบบเซิฟเวอร์ของที่นี่ และคนที่บังคับมันอยู่ก็ไม่ใช่วัลคิลลี่แต่เป็นไอร์ม่าปัญญาประดิษฐ์
ที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจหาข้อมูลโดยเฉพาะคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการก่อวินาศกรรมทางเซิฟเวอร์ แน่นอนว่างานของวัลคิลลี่ยังไม่หมดแค่นั้นเธอยังมีงานอีกอย่างรออยู่
ข้างหน้า


“รอในนี้ก่อนนะครับจนกว่ามิสเตอร์หวังจะเสร็จจากการประชุม ผมจะแจ้งให้เขาทราบก่อนนะครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวพลางเปิดประตูห้องรับรองให้เด็กสาว
เดินเข้าไป วัลคิลลี่พยักหน้าตอบรับและเดินเข้าไปในนั้น


พอเข้ามาถึงภายในห้องประตูของห้องก็ถูกปิดในทันทีและล๊อกสนิทจากด้านนอก เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อไม่ให้แขกที่มาเยือนไปเพ่นพ่านในส่วนที่
ไม่ต้องการซึ่งในนี้ก็มีพร้อมทุกอย่างทั้งห้องน้ำ เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งกล้องวงจรปิด นับว่าเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยที่หินทีเดียวแต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าแปลกใจแต่อย่างใด


วัลคิลลี่นั่งลงบนโซฟาอย่างช้าๆตีเนียนหลอกกล้องให้มากที่สุด “ฉันเข้ามาได้แล้ว เริ่มแผนขั้นที่สองได้...”

“รับทราบแล้ว กำลังจะเริ่มดำเนินการในอีกสามนาที...”


การสื่อสารสิ้นสุดลงในเวลาสั้นๆเพียงไม่ถึงครึ่งนาที โดยแผนการครั้งนี้มีอยู่ด้วยกันสามขั้นตอน ขั้นแรกคือการลอบเข้ามาในบริษัทเพื่อประเมินกำลังพลและส่งโดรนให้เข้าไป
ในจุดสำคัญเพื่อทำลายหรือยับยั้งระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของอาคารเตรียมเข้าสู่ขั้นที่สองนั่นคือส่วนที่วัลคิลลี่และเจ้าหน้าที่คนอื่นกำลังดำเนินการนั่นคือ
การเคลื่อนกำลังปฏิบัติการทั้งหมดให้เข้าสู่ตำแหน่งพร้อมจู่โจม


มันเป็นการดำเนินแผนการที่เป็นไปอย่างตึงเครียดเอามากๆ ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกที่ซุ่มรออยู่ด้านนอกจะมาถึงแล้วรึยังขณะที่เด็กสาวต้องมาติดอยู่ในห้องรับรองแขกที่ไม่ต่างอะไรกับ
กรงขังดีๆนี่เอง การทำอะไรผิดสังเกตแม้เพียงน้อยนิดดูจะเป็นการทำให้ยามรักษาการณ์ที่กำลังตรวจตราผ่านกล้องวงจรปิดภายในห้องสงสัยขึ้นมาเสียเปล่า


“บอลโดรน อัลฟ่า ประจำที่ห้องเซิฟเวอร์แล้ว...”

“บอลโดรน เบต้า ประจำที่ห้องจ่ายพลังงานแล้ว”

“บอลโดรน ชาร์ลี ประจำที่ห้องรักษาการณ์แล้ว”

“ทราบแล้ว ทีมเอคโค่ เป็นไงบ้าง?” วัลคิลลี่ถามถึงทีมจู่โจมที่กำลังเข้าประจำที่

“เอคโค่ 0-1 อยู่ในตำแหน่งแล้ว”

“เอคโค่ 0-2 กำลังเตรียมพร้อม”

“เอคโค่ 0-3 พร้อมแล้วจ้าที่รัก!!”

“เอคโค่ 0-4 กำลังประจำตำแหน่งในอีกอึดใจ”


ทุกคนในทีมจู่โจมทีมเอคโค่รายงานตัวเข้ามา (มีเสียงกวนประสาทของอลาสแถมมาอีกนิดๆ) ส่วนใหญ่พร้อมลงมือปฏิบัติการทันทีที่เธอให้สัญญาณ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีทั้ง
ทีม อัลฟ่า บราโว่และชาร์ลีอีกสามทีมรอประจำที่พร้อมอยู่ในจุดต่างๆของเกาะฮ่องกงเตรียมตอบสนองได้ในทันทีหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในภารกิจ แน่นอนว่ามันเป็นทางเลือก
สุดท้ายของภารกิจนี้ ก็ได้แต่หวังว่าภารกิจจะไม่ล่มจนถึงกับต้องใช้มาตรการฉุกเฉินแบบนั้นหรอกนะ


ไม่ถึงนาทีถัดจากนั้นทุกอย่างก็เข้าที่พร้อมดำเนินการ วัลคิลลี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเป็นการตั้งสติและเตรียมออกคำสั่งสุดท้าย...


“ทุกหน่วยเตรียมพร้อม เริ่มดำเนินภาร-”

“มิสควินท์ครับ”

“!!?”


ช่วงก่อนที่วัลคิลลี่จะเริ่มออกคำสั่งเดินหน้าภารกิจอยู่ๆเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่หน้าห้องก็เปิดประตูและเรียกชื่อปลอมของเธอขึ้นมา เด็กสาวเป็นอันสะดุ้งจนเกือบ
จะหลุดมาดสบถออมาแบบไม่เป็นภาษาคนแล้วยังดีที่ตั้งสติทันไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าเพราะเหมือนเธอจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างผ่านวิทยุฟังดูคล้ายๆเสียงลมหงายท้องหรือ
อะไรนี่ล่ะ


ไม่รู้ว่าจะเพราะบังเอิญหรือจงใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าทำเอาปฏิบัติการนี้หยุดชะงักได้ในทันที ก็รู้ว่าต้องรอสักพักก่อนการประชุมจะเริ่มแต่ก็ไม้คิดว่าจะเร็วขนาดนี้อย่างน้อยถ้ามาช้า
กว่านี้สักสิบนาทีคงจะเริ่มดำเนินแผนไปได้แบบราบรื่นแล้วแท้ๆ


แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำเนียนรักษามาดต่อไป “มีเรื่องอะไรคะ?”

“ตอนนี้คุณหวังเสร็จจากการประชุมแล้วครับเขากำลังรอคุณอยู่ที่ห้องทำงานของเขา โปรดตามผมมาด้วยครับ”

“จะให้ดำเนินการต่อไหมคะ?” ไอร์ม่าถาม

“ไม่... รอไปก่อนไม่แน่ว่าเราอาจได้ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม จากนี้ให้เธอดูแลภารกิจก่อนเป็นการชั่วคราวบอกให้ทุกทีมรอไปก่อนเตรียมพร้อมเอาไว้” เด็กสาวกระซิบสั่งมอบหมายงาน
ให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ดูแลทีมที่เหลือเป็นการชั่วคราว อาจจะฟังดูตลกที่จะให้ปัญญาประดิษฐ์มาออกคำสั่งกับมนุษย์แต่ไอร์ม่านั้นนับว่าเป็น ‘คน’ ที่ไว้ใจได้ในระดับหนึ่งอยู่


วัลคิลลี่ลุกจากที่นั่งและเดินตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าแต่ลางสังหรณ์ของเด็กสาวมันกำลังร้องเตือนว่ามีเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นเรื่องที่เรียกว่าใหญ่มากๆ
ซะด้วย อาจจะฟังดูเหมือนแค่คิดไปเองหรือไม่ก็ขี้กังวลจนเกินเหตุแต่โชคร้ายที่ลางสังหรณ์ของเธอเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มันดันแม่นซะทุกครั้งด้วยนี่สิ


ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเดาไม่ออกว่าจะเป็นแบบนี้ เรากำลังอยู่ในดงของศัตรูนะอย่าลืมสิ...


แต่ไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้าตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อนบางทีอาจจะเป็นแค่การคิดไปเองก็ได้ คงต้องไปคุยกับนาย โรเจอร์ หวัง คนนี้ซะก่อนอย่างน้อยจะได้ไม่ดูมีพิรุธ
หรือน่าสงสัยจนเกินไป ในทางกลับกันอาจจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมาเป็นของแถมด้วยก็ได้... หวังว่านะ


ระหว่างทางไปห้องทำงานของนายคนที่ชื่อโรเจอร์ หวัง นั้นรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นการคิดไปเองรึเปล่าแต่ว่าเหมือนเวรยามในเขตนี้จะน้อยกว่าในเขตรับรอง
แขกเสียอีก พูดอีกอย่างก็คือแทบไม่มีเวรยามคอยเฝ้าในเขตนี้เลยมากกว่าทั้งที่ก่อนหน้านี้มีเวรยามคอยเฝ้าอยู่แทบจะทุกจุดเลยแท้ๆยิ่งเป็นห้องของประธานสาขาฮ่องกงอย่าง
โรเจอร์ หวัง ด้วยแล้วการวางเวรยามก็น่าจะแน่นหนามากกว่านี้หากเทียบกับระบบการรักษาความปลอดภัยที่กระจายอยู่ทั่วตึก


จะอะไรก็ช่างล่ะเหมือนตอนนี้ลางสังหรณ์ของเธอชักจะเริ่มเป็นจริงเข้าให้แล้วสิ


สักพักหลังเดินตามเจ้าหน้าที่มาอีกหน่อยทั้งสองคนก็มาหยุดตรงที่ประตูห้องตรงสุดโถงทางเดิน ยามที่เดินนำทางมาเปิดประตูให้และยืนคอยอยู่หน้าห้องตรงนั้น วัลคิลลี่ก้าวผ่าน
ประตูเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่น่าจะเดาได้ไม่ยากสำหรับประธานบริษัทสาขาฮ่องกง ยังคงเต็มไปด้วยความหรูหรามีระดับแบบที่เดาๆกันได้ อยากรู้จริงว่าต้องทำเรื่อง
ผิดกฎหมายกี่เรื่องกันเชียวถึงจะได้มานั่งตีพุงในห้องแบบนี้กัน


“ขออภัยที่ให้รอนะครับคุณผู้หญิง เชิญนั่งก่อนสิครับ” ชายชาวจีนร่างเตี้ยหุ่นท้วมสวมสูทสีดำขลับเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกล่าวทักทายพลางเชิญให้วัลคิลลี่
นั่งตามมารยาทของนักธุรกิจ วัลคิลลี่ตอบรับโดยการนั่งตามคำเชื้อเชิญและพยายามรักษามาดให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดจนไม่ก่อพิรุธขึ้นมาให้เห็น


เขาว่ากันว่านักธุรกิจน่ากลัวตรงที่มองแว๊บเดียวก็รู้แล้วว่าคู่ค้าตรงข้ามคิดยังไงใจเย็นไว้วัล...


“สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นตัวแทนจาก จีแอนด์เค อินดัสทรี มายา ควินท์ค่ะ” เด็กหญิงกล่าวทักทายพล่างยื่นนามบัตรที่ยึดมาได้จากคนของบริษัทที่เธอสวมรอยแทน

“อืม... คุณควินท์ ท่าทางคุณเองจะมีอะไรพิเศษอยู่นะครับ ทีแรกผมคิดว่าคุณจะดูมีอายุมากกว่านี้ซะอีกแต่ก็เอาเถอะครับ... ถ้างั้นเรามาเข้าประเด็นเรื่องธุรกิจของเราเลย
ดีกว่านะครับ” หวังลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปที่มินิบาร์ที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มมากมายสารพัดชนิดมีตั้งแต่ชาอู่หลงจืดๆไปจนถึงเหล้าไวน์ราคาแพงระยับประดับประดาอยู่
เต็มบาร์ไปหมด

“คือเรื่องการร่วมทุนธุรกิจของบริษัทเราทั้งคู่ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องมีการเจรจาต่อรองกันเพิ่มเติมเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันค่ะ...”

“ไม่ต้องเครียดก็ได้ครับ สบายๆดีกว่า ไม่ทราบว่าคุณจะรับอะไรครับไวน์หรือว่าชาดีครับ?” หวังพูดตัดบทพร้อมรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าพลางถามกลับมา

“ขอชาก็แล้วกันค่ะ...” วัลคิลลี่ตอบกลับขณะที่ในใจนั้นรู้สึกกดดันอย่างหนัก... ในอีกความหมายหนึ่ง


ผ่านไปสักพักที่บนเคาท์เตอร์ก็ถูกเติมด้วยแก้วสองใบสองแบบ ใบแรกเป็นแก้วเหล้าเจียระไนอย่างดีพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านเหล้าหรือภัตตาคารอาหารดังๆภายในนั้นบรรจุ
เหล้าวิสกี้เอาไว้ประมาณหนึ่งในสามของแก้ว ขณะที่อีกใบเป็นแก้วชาดินเผาดูเก่าแกและมีความขลังแบบแปลกๆ


“เอาล่ะเราถึงไหนแล้ว อ้อใช่... เรื่องการร่วมทุนทางธุรกิจ ผมเห็นว่าคงเป็นการดีกว่าหากตอนนี้เราจะชะลอเรื่องนี้ไปก่อนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้
ยังล่อแหลมเกินไปสำหรับการดำเนินการของพวกเราในตอนนี้ครับ...”

“อย่างนั้นเหรอคะ... ถ้างั้นเรื่องการผลิตสินค้าของพวกเราจะให้ระงับการส่งก่อนด้วยไหมคะ?”


วัลคิลลี่ถามต่อในทันทีซึ่งไอ้ ‘สินค้า’ ที่ว่ามันก็ไม่ใช่สินค้าอย่างเสื้อ หรือ อาหารสนามอย่างที่เข้าใจกัน สินค้าที่วัลคิลลี่พูดถึงมันคือยุทธภัณฑ์ทางการทหารตั้งแต่
เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธปืน กระสุน รถเกราะ และอีกสารพัดอย่างเท่าที่จะนึกออก จีแอนด์เค อินดัสทรี ฉากหน้าแม้จะทำธุรกิจเกี่ยวกับของใช้ทั่วไปในกองทัพแต่ลับหลัง
อย่างที่รู้ๆคือแอบค้าอาวุธหากินกับสงครามหรือความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลก อันที่จริงแล้วสเป็คเตอร์ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกนี้มานานแล้ว แค่เลี้ยงเอาไว้
เป็นเหยื่อล่อปลาตัวใหญ่ก็เท่านั้น


สีหน้าของประธานชาวจีนเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังถูกถามแต่ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง “คิดว่ายังไม่จำเป็นถึงขั้นนั้นครับแต่อาจจะต้องลดจำนวนลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ลดจำนวน
ล๊อตที่สั่งลงด้วยเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตามากเกินไป...”

“งั้นเหรอคะถ้างั้นดิฉันจะแจ้งท่านประธานให้ทราบค่ะ ถ้างั้นไม่ทราบว่ามีอะไรจะฝากถึงท่านประธานด้วยไหมคะ?” วัลคิลลี่เริ่มคำถามต่อไปซึ่งเป็นคำถามสุดท้าย
ถึงตอนนี้อยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มแก่แล้วก็ตามแต่การจะพรวดพราดออกไปเลยมันก็ดูจะผิดสังเกตเกินไป

“ก็คิดว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งครับ... เกี่ยวกับกลุ่มคนที่กำลังจับตาดูพวกเราอยู่ตอนนี้... ก่อนหน้านี้ท่านประธานใหญ่ของพวกเราได้เตือนมาถึงกลุ่มลับกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า
สเป็คเตอร์ พวกนี้มันร้ายตรงที่มีสายสืบแทรกอยู่ทุกที่...”


คำตอบของฝ่ายตรงข้ามเริ่มทำให้วัลคิลลี่กังวลใจขึ้นมาในบัลดล อีกฝ่ายเล่นพูดถึงองค์กรของเธอขึ้นมาแบบดื้อๆซะขนาดนี้เหมือนมีสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์
เริ่มจะไม่สู้ดีเท่าไหร่ แต่ยังต้องตีเนียนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากอีตาประธานนี่จับได้ว่าเธอเป็นคนของสเป็คเตอร์ล่ะก็ภารกิจนี่ล่มตั้งแต่อยู่ในมุ้งแน่ ใครจะไปยอม
ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกัน!


“คิดว่าตอนนี้พวกนั้นกำลังจับตามองพวกเราอยู่รึเปล่าคะ?”

“ก็... อาจจะเป็นไปได้ครับ... อย่างเช่นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนช่วงที่พวกนอร์ทยังคงคุมอำนาจทางธุรกิจทั้งหมดของโลกใบนี้ทั้งใบ... พวกนั้นพูดถึงโปรเจคบางอย่าง
โปรเจคที่พวกนอร์ทกำลังวิจัยมีชื่อว่า ‘ปักษาทมิฬ’ เคยได้ยินไหมครับ?”

“คิดว่าไม่นะคะ เรื่องนั้นคงจะนานมากก่อนดิฉันจะเกิดมาเสียอีกค่ะ...”


แก้ววิสกี้ถูกกระดกยกขึ้นซดอย่างใจเย็นขณะเล่าเรื่องต่อ “ถ้างั้นผมคงถือโอกาสนี้เล่าเท้าความไปเลยก็แล้วกันครับ... เรื่อมันมีอยู่ว่าในยุคนั้นการค้าอาวุธชีวภาพยังคงเป็น
ที่แพร่หลายกันบนโลก หลายเจ้าเองก็คิดค้นอาวุธชีวภาพใหม่ๆขึ้นมาเพื่อทำการตลาดแข่งกันชนิดแทบจะเหมือนซื้อขายมือถือกันตามท้องตลาด แต่ว่าก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์หัวใส
เจ้าหนึ่งคิดค้นอาวุธชีวภาพแบบใหม่ขึ้นมา... อาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์”

“อาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์เหรอคะ? ฟังดูน่าสนใจนะคะนั่น...”

“ใช่ไหมล่ะครับ อาวุธชีวภาพถึงจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังแต่ว่าจุดอ่อนร้ายแรงที่ไม่ว่ารุ่นไหนๆก็มีเหมือนกันหมดคือควบคุมไม่ได้ โปรเจคนี้มันเลยเป็นเหมือนกับการแก้ไข
จุดเสียของอาวุธชีวภาพพวกนั้น ทำให้เป็นรูปแบบมนุษย์ซะเพื่อจะได้ง่ายต่อการควบคุม”


วัลคิลลี่ฟังหวังพูดขณะที่หัวใจเริ่มเต้นแรงจากอาการตื่นเต้นซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ กับสิ่งที่นักธุรกิจปีศาจรายนี้กำลังพล่ามออกมา เด็กสาวพยายามตั้งสติ
ให้มั่นคงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้พยามยามแกล้งฟอร์มดื่มชาให้ใจเย็นลงทั้งที่ตอนนี้แทบจะข่มอาการแทบไม่อยู่ จนอาการของเธอเผลอหลุดออกมาให้เห็นเล็กน้อย
แต่ก็ต้องพูดต่อไป


“ฟังดูดีจังเลยนะคะ ถ้าหากว่ามีของแบบนั้นอยู่จริงๆล่ะก็คงทำเงินได้มากแน่ๆเลยค่ะ...”

“ก็คิดว่าอย่างนั้นครับ มันดีต่อธุรกิจของเราทั้งสองฝ่ายซะด้วยสิ” หวังกล่าวพลางหัวเราะร่วนขณะที่วัลคิลลี่ในใจนั้นคิดอยากเชือดไอ้ผู้ดีใส่สูทนี่ให้กลายเป็นเศษเนื้อ
ไปซะ ดันมาพูดถึงเรื่องแบบนี้ได้แบบหน้าตายเฉยมันทำให้นึกถึง ‘เรื่องนั้น’ ขึ้นมา

“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นเหรอคะ?”

“ครับ... ได้ยินว่าตอนนั้นการทดลองการสร้างอาวุธในฝันนี่ส่วนใหญ่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดตัวอย่างทดลองที่สร้างขึ้นมามีปัญหาเรื่องอายุขัยที่สั้นเกินไปจนไม่มีใครทำสำเร็จ
ยกเว้นแค่รายเดียวเท่านั้น...”

“รายเดียวเหรอคะ?”

“รายเดียวที่ว่าคืออาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพวก นอร์ท ฝาแฝดสองรายรหัสเรียก ‘ปักษาทมิฬ’ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะได้ชื่อว่า โครว์และเรเวน นะครับ...”


เหมือนโดนฟ้าฝ่าเข้ากลางกบาลอย่างจังเมื่อคำพูดของนักธุรกิจมืดรายนี้ดันมีชื่อของแม่แท้ๆของเธอรวมทั้งโครว์บุคคลเพียงคนเดียวที่เธอไม่ยอมรับแม้จะเป็นความจริงที่ว่า
ชายคนนั้นคือ ‘อา’ แท้ๆของเธอแค่ได้ยินชื่อก็ทำให้เด็กสาวเกิดอาการหวั่นเกรงขึ้นมาลึกๆในใจแล้วมันมากขนาดที่ว่าใบหน้าของเธอมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเธอกลับไม่สามารถสงบใจลงได้เลย อย่าบอกนะว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกกังวลในใจมากขนาดนี้มากซะจนตอบสนองตามสัญชาตญาณ


“ท่าทางคุณดูเครียดไปหน่อยนะครับ ผ่อนคลายบ้างก็ดีนะครับ” รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชาวจีน แต่ครั้งนี้วัลคิลลี่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่านั่นเป็นการ
เสแสร้งปั้นยิ้ม ระดับความอันตรายดูจะเพิ่มขึ้นทะลุเพดานในเสี้ยววินาทีในหัวก็คิดแค่ประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมา ต้องรีบออกไปจากที่นี่!!

“ก็แหม... เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับดิฉันเลยนี่คะ มันน่าสนใจซะจนคาดไม่ถึงเลยจริงๆ โฮ๊ะๆๆๆ”

“โอ้! ท่าทางคุณเป็นแบบนั้นจริงๆ เอาล่ะถึงไหนแล้ว... อ้อ! ใช่ แต่ก็โชคไม่ดีที่หลังจากนั้นไม่นานข่าวก็เงียบหายไปได้ยินว่าสองฝาแฝดล้ำค่าคู่นั้นหายสาปสูญได้ซะดื้อๆ
แต่ก็ยังมีข่าวลือหนาหูว่าสองคนนั้นยังไม่ตาย แถมหนึ่งในนั้นยังมีทายาทอาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์ขึ้นมาซะด้วย...”

“!!?”


ทีแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรที่ชวนตะลึงไปมากกว่านี้แล้ว แต่คราวนี้มันทำให้เด็กสาวขยับตัวทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่เลยจริงๆ เธอทนแทบไม่ไหวในหัวความคิดทั้งหลาย
มันกำลังตีกันมั่วไปหมด ความรู้สึกที่แย่ราวกับถูกไล่ต้อนให้จนมุมด้วยวาจาจนแทบจะเป็นบ้าตาย ยิ่งเรื่องราวของเธอกับแม่ที่อีกฝ่ายกำลังพูดอยู่นั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ไหวจริงๆ
เธอต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะเป็นบ้าไปมากกว่านี้!!


วัลคิลลี่รีบรวบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่วางท่าให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าเธอจะออกไปจากสถานการณ์บ้าๆอย่างตอนนี้


“อาวุธชีวภาพมีทายาทงั้นเหรอคะ? เรื่องนี้มันฟังดูเหมือนนิยายยังไงก็ไม่รู้สิคะ...”

“ก็อาจะใช่ครับ... มันฟังดูเหมือนนิยายจริงๆ แต่ว่ามันก็เป็นความจริงครับ ที่สำคัญที่สุดทายาทที่กำเนิดออกมาในครั้งนั้นมีถึงสามตัวด้วยกัน...” หวังวางแก้ววิสกี้ลง
และเดินย่างสามขุมเข้ามาหาวัลคิลลี่อย่างช้าๆจนน่าขนลุกพลางเอามือลูบไล้ไปบนเคาท์เตอร์ “...สองตัวแรกนั้นยังคงกบดานเงียบปัจจุบันนี้เรายังหาตัวไม่พบ แต่อีกตัว
ที่เหลือนั้นเราเพิ่งพบตัวไม่นานมานี้เองและผมเองก็คิดถูกใช่ไหม... วัลคิลลี่”

“!!”


คราวนี้คงหมดหนทางจะแกล้งตีฟอร์มต่อไปแล้วเมื่ออีกฝ่ายพูดชื่อเธอออกมาแบบโต้งๆ แถมสายตาที่มองมามันบอกชัดว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วว่าเธอเป็นใคร
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ข้อมูลรั่วไหลออกไปรึไงหรือว่า-


“คงแปลกใจสินะครับว่าทำไมผมถึงรู้ว่าคุณเป็นใคร... ก็นะอย่าคิดว่ามีพวกคุณแค่ฝ่ายเดียวที่มีสายข่าวสิครับ...” หวังยังคงตีมาดเข้มรักษาภาพพจน์ของนักธุรกิจได้
อย่างใจเย็นทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้กำลังตึงเครียดแบบสุดๆ


ในเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้วว่าเธอเป็นใครก็คงถึงคราวที่ต้องชิ่งกันเป็นการด่วน เด็กสาวคิดขณะที่กวาดตามองอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหนีออกจากที่นี่ มีประตูด้านหลังที่เธอเพิ่ง
เข้ามาทางนั้น กับทางหน้าต่างพร้อมความสูงกว่าห้าสิบชั้นที่รออยู่หรือจะพังกำแพงเพื่อทะลุไปอีกห้องหนึ่งเอาแบบดิบๆไปเลยดี จะเลือกทางไหนก็แล้วแต่สถานะของเธอ
ถูกเปิดโปงแล้วแบบนี้เท่ากับภารกิจครั้งนี้เป็นอันจบเห่...


“อย่าได้คิดหนีดีกว่าครับ... ถ้าจะหนีทางหน้าต่างคุณก็ต้องบินได้ซะก่อน ถ้าคิดจะพังกำแพงหนีออกไปขอบอกนะครับว่ามันเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กออกแบบมาให้ทนทาน
กับแรงระเบิดแล้วก็...”


เป๊าะ!!

ครืน!!


ครู่เดียวประตูทางเข้าที่เป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียวก็ถูกปิดตายด้วยบานเลื่อนเหล็กกล้าที่ปิดลงมาอย่างรวดเร็วทำให้ทั้งห้องนี้กลายเป็นเหมือนกรงขังสำหรับวัลคิลลี่ไปด้วย
เด็กสาวมีอันสะดุ้งไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันเหมือนเธอเดินเข้ามาหลงติดกับดักเข้าเองง่ายๆแบบนี้คิดไม่ออกเลยว่าเธอซื้อบื้อขนาดนี้ได้ยังไงกัน


“คุณหนีไปไหนไม่ได้หรอกครับ... ตอนนี้คุณกลายเป็นของพวกเราไปแล้ว... เผื่อคุณยังไม่ทันสังเกตระบบสื่อสารของคุณเองก็ถูกตัดตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณก้าวเข้ามาในห้องนี้
แล้วละครับ... เอาล่ะจะว่ายังไงดีล่ะจะยอมแพ้เลยไหม?” รอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะชั่วร้ายในลำคอทำเอาวัลคิลลี่ฉุนกึกที่โดนไอ้หมูอ้วนใส่สูทนี่เยาะเย้ยเข้าใส่


และก็เป็นจริงอย่างที่ว่ามาอุปกรณ์สื่อสารที่ฝังอยู่ในฟันกรามของเธอไม่ตอบสนองเลยตั้งแต่เหยียบเข้ามาในห้องนี้แล้ว ภาพรวมของสถานะตอนนี้แย่เอาการ ทั้งโดนขัง
หมดทางหนี ติดต่อกับใครไม่ได้ และอีกฝ่ายก็รู้เรื่องของเธอด้วย ไม่ว่าจะมองทางไหนก็มีแต่เสียเปรียบ ยกเว้นอย่างเดียวจากที่ดู โรเจอร์ หวัง คงเป็นพวกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถนัด
เล่นแผนการไม่ใช่พวกนักรบสายบู๊ที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีแบบเธอแน่เพราะงั้นหากจะงัดกันด้วยกำลังเธอก็มีโอกาสชนะ-


ฟูว์!


“ทักทายหุ้นส่วนธุรกิจของผมหน่อยสิครับ... มาช้าจังนะครับ...”

“พอดีมีเรื่องยุ่งนิดหน่อย... แค่จัดการปัญหาของพวกหนอนแมลงก็ทำเอายุ่งยากน่ารำคาญ... แต่ก็รีบมาเพราะไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะได้เจอ ‘หลาน’ ของตัวเอง
ซะด้วย...”


ออร่าสีดำประหลาดมาพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจนน่าขนลุกดังขึ้นภายในห้องนั้นก่อนที่พริบตาเดียวออร่าประหลาดดั่งกล่าวจะก่อตัวควบแน่น
จนกลายเป็นร่างของคน และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า ‘เศษ’ ตกค้างของออร่าที่ไม่ได้ก่อร่างเป็นคนนั้นได้เปลี่ยนรูปร่างจนดูคล้ายขนนกสีดำ ใบหน้าอันคมเข้ม ผิวสีขาวจนแทบเรียกว่า
ซีดเป็นไก่ต้ม และสายตาคมกริบสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องมองมาทางเด็กสาวด้วยความรู้สึกราวกับเป็นสัตว์นักล่าสุดสะพรึง แค่มองก็ทำให้วัลคิลลี่ขยับตัวไม่ได้หายใจแทบไม่ออก
ความหวั่นเกรงค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกอย่างมาจากร่างของชายที่ปรากฏตัวราวกับผีคนนี้


“โครว์!?”

โครว์เอานิ้วจิ้มหน้าผากพลางหลับตาส่ายหน้า “ทักทายอาตัวเองแบบห้วนๆเลยเหรอ... ท่าทางเรเวนคงไม่ได้สอนเรื่องมารยาทกับคนในครอบครัวเลยใช่ไหมเนี่ย...”

“...จำไม่ได้ว่าแม่เคยพูดว่ามีคุณอาเลวๆแบบนายนะ...”

“งั้นเหรอ... สงสัยเราคงต้องมาทำความรู้จักกันเองแล้วมั้ง...”


พริบตานั้นเองที่ราวกับบรรยากาศของทั้งห้องถูกบีบจนอึดอัดขึ้นมาวัลคิลลี่ได้รับผลไปเต็มๆในขณะที่ โรเจอร์ หวัง ยังคงยืนนิ่งๆยิ่มเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรือว่านี่จะเป็น
ความสามารถของโครว์ที่มีผลกับเธอที่มีเชื้อสายของอาวุธชีวภาพแบบมนุษย์หรือว่ามีผลกับเชื้อสายทางเครือญาติกันแน่ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ตอนนี้เด็กสาวไม่อยู่ในสภาพ
ที่จะตอบโต้อะไรได้ ไม่มีอาวุธ ไม่มีกำลังเสริม ไม่มีใครช่วยอะไรทั้งสิ้น ร่างกายมันหนักขึ้นเรื่อยๆจนแทบไม่มีแรงจะไปต่อต้าน ในหัวพลางคิดแต่เรื่องที่ว่าถ้าเธอมีความสามารถ
เหมือนแม่ของเธอล่ะก็....


ไม่ได้... แม่สั่งแล้วว่าไม่ว่ายังไงก็อย่าให้ ‘สิ่งนั้น’ ตื่นขึ้นมาเด็ดขาด!


“ท่าทางแบบนั้นเซลล์กลายพันธุ์ในร่างคงยังตื่นไม่เต็มที่สินะ... งั้นบางทีอาคงช่วยเธอให้การกลายพันธุ์ของเธอตื่นแบบเต็มที่ได้...” ออร่าสีดำประหลาดรูปร่างเหมือนควัน
ก่อตัวขึ้นที่บริเวณฝ่ามือของโครว์ที่เป็นอาแท้ๆของเธอ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ถ้าโดนเข้าคงไม่จบแค่เจ็บแน่ๆ วัลคิลลี่พยายามดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อขัดขืนแต่ก็ทำได้เพียงขยับตัวอย่างช้าๆ
เท่านั้น หากเซลล์กลายพันธุ์ในร่างของเธอตื่นขึ้นมาล่ะก็ มันไม่จบแค่ปัญหาเล็กๆอย่างที่ใครหลายคนคิด

‘โธ่เอ้ย! ขยับซะทีสิ แค่ขยับตัวมันจะยากถึงขนาดนี้รึไง!!’ วัลคิลลี่ร้องในใจขณะที่รีบขัดขืนให้ร่างกายขยับหนีออกไปให้พ้น มือของโครว์ที่อาบด้วยออร่าสีดำประหลาด
กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ตรงหัวเธออย่างช้าๆ

“ขอต้อนรับสู่โลกของพวกเรา... วัลคิลลี่...”

“ไม่!!”


เพล้ง!! ฟุบ!!


ช่วงที่ฝ่ามือกำลังจะสัมผัสส่วนศีรษะของวัลคิลลี่ ก็บังเกิดเสียงกระจกแตกมาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่พุ่งเข้าชนร่างของโครว์จนกระเด็นออกไปจากตัวของวัลคิลลี่ได้
แบบหวุดหวิด วัลคิลลี่จำเสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นครู่หนึ่งก่อนร่างของโครว์จะกระเด็นออกไปได้ มันเป็นเสียงของกระสุนความเร็วสูงที่ถูกยิงจากระยะไกลโดยพลแม่นปืน
ดูจากพลังทำลายที่รุนแรงขนาดนี้มันต้องเป็นปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังขนาดลำกล้องยาวไม่ผิดแน่ เลือดสีดำสาดกระเซ็นไปทั่วห้องราวกับเป็นคราบเชื้อราเน่าๆที่อัดแน่น
อยู่ภายในร่างของโครว์ไม่มีผิด


ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้องที่ยังเหลืออยู่ เสียงกระจกแตกก็ดังขึ้นอีกคราแต่คราวนี้มันดังชัดกว่าเดิมมากเพราะมีคนสวมชุดดำมาพร้อม
หน้ากากกันแก๊สและเครื่องยิงลูกระเบิดโรยตัวลงมาจากชั้นบนด้วยเชือกก่อนจะพังกระจกเข้ามาในห้องนั้น


“ไง ฉันมาผิดเวลาใช่ไหมไอ้ไก่ดำ!!”


ปุ้ง! ตูม!!


โดยไม่รีรอเครื่องยิงลูกระเบิดพ่นกระสุนออกมาก่อนจะกระแทกกับร่างของโครว์ที่กำลังเสียศูนย์อย่างจัง แรงระเบิดสาดลูกเหล็กนับพันออกไปฉีกทุกอย่างในรัศมีสามเมตรจน
แหลกกระจุยพร้อมกันนั้นชายชุดดำก็วิ่งเข้ามาลากตัววัลคิลลี่และร่างที่กำลังจะสิ้นสติของ โรเจอร์ หวัง ไปที่ริมหน้าต่างโดยไม่รีรอชายชุดดำเกี่ยวร่างของนักธุรกิจเถื่อนชาวจีน
ที่กำลังจะสิ้นสติอยู่รอมร่อเข้ากับเชือกและรอกทดแรง


“งานนี้เสียวเยี่ยวเล็ดแน่!” นั่นเป็นคำสุดท้ายที่หลุดออกจากปากของชายชุดดำก่อนที่จะถีบร่างของหวังลงไปจากชั้นที่ห้าสิบโดยไม่ลังเล โครว์ที่ยังคง

“กะ... แก...!!”

“ขอโทษทีอยู่คุยด้วยไม่ได้ว่ะ! มีนัดต้องไปกินข้าวกับเธอคนนี้น่ะ”

“อลาส...?”

“ขอโทษนะวัล แต่พอดีมีรอกเกี่ยวเหลือแค่ตัวเดียวเพราะงั้น...”

“หมายความว่าไง- ว้าย!!


คำตอบที่ได้รับก็ดันมาตามที่ต้องการแบบไวทันใจ เมื่ออลาสเกี่ยวร่างตัวเองเข้ากับรอกทดแรงก่อนจะรีบอุ้มร่างของวัลคิลลี่ขึ้นมาในอ้อมแขนแล้วโดดลงจากตึกชั้นที่ห้าสิบ
โดยไม่ปรึกษาหรือแม้แต่ให้สัญญาณเธอเตรียมตัวสักคำ รอกทดแรงนั่นช่วยลดความเร็วจากการตกลงได้มากถึงสองในสามดังนั้นวางใจได้ว่าไม่ตายเพราะตกจากที่สูงแน่นอน
ใจจริงแล้ววัลคิลลี่ไม่กลัวการโดดลงจากตึกสูงๆเท่ากับการโดนอุ้มโดยผู้ชายหน้าหม้อแบบอลาสหรอก


ยิ่งท่าอุ้มที่เหมือนกำลังอุ้มเจ้าสาวด้วยแล้วนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...


ในชั่วอึดใจเดียวทั้งสองคนก็ลงมาถึงพื้นข้างล่างได้อย่างปลอดภัยโดยที่มี โรเจอร์ หวัง มานอนรออยู่ด้านล่างก่อนแล้วท่าทางเจ้าอ้วนพุงป่องนี่จะร่วงลงมากระแทกพื้นจนมึน
พอสมควรและอีกอย่างคงเป็นเพราะว่าโดนมัดมือเอาไว้ไม่ให้ขยับตัวได้ก็เลยตกลงมาจนมีสภาพอย่างที่เห็น โดยส่วนตัวแล้ววัลคิลลี่ไม่คิดสงสารหมอนี่เลยแม้แต่นิดเดียว
แทบอยากจะลงมือเชือดให้ตายเสียตรงนี้เลยด้วยซ้ำไป


แต่ถึงอย่างนั้นหมอนี่ก็มีข้อมูลที่อาจจะเป็นประโยชน์กับเธออยู่ ไว้รีดข้อมูลทั้งหมดออกมาจากสมองเน่าๆของมันก่อนแล้วค่อยเชือดทิ้งทีหลังก็ยังทัน...


“ปล่อยฉันลงได้แล้ว อีตาลุงโรคจิต!!” วัลคิลลี่ตะโกนบอกอลาสให้ปล่อยตัวเธอได้แล้ว หากยังไม่ทันสังเกตเธอกำลังถูกอลาสอุ้มต่อหน้าผู้คนมากมายที่แม้จะกำลังตกใจ
กับภาพที่เห็นมากกว่าจะสนใจเรื่องแบบที่เธอคิดก็ตาม แต่เธอก็ยังเป็นผู้หญิงมาโดนผู้ชายแปลกหน้าอุ้มแบบนี้มันไม่สมควรนะเนี่ย!

“ขอโทษที เอาล่ะมานี่เลยไอ้หมูสกปรก!!” อลาสหลังปล่อยวัลคิลลี่ลงก็รีบพุ่งความสนใจมาที่หวังซึ่งกำลังนอนรออยู่ ชายหนุ่มรีบจิกหัวของนักธุรกิจเถื่อนรายนี้ขึ้นมา
และพาเดินผ่านฝูงชนที่หนาแน่นออกไปขณะที่วัลคิลลี่ทำเพียงเดินตามไปแบบห่างๆ


ไม่รู้ว่าภารกิจนี้จะเป็นยังไงต่อไป แต่การที่อีกฝ่ายรู้ถึงตัวตนของเธอแบบนี้ย่อมไม่มีผลดีแน่ต้องรีบสั่งยกเลิกภารกิจแล้วให้ทุหน่วยถอนตัวออกเป็นการด่วน ถ้าหากว่าโครว์
ปรากฏตัวออกมาแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีกองกำลังฝ่ายศัตรูแฝงตัวอยู่แถวนี้ด้วยถึงตอนนี้จะยังไม่เห็นตัวก็ไม่ควรจะประมาท อลาสลากตัวหวังถูลู่ถูกังไปตามพื้นฟุตบาท
ขณะเดียวกันก็ปลดสายปืนยิงลูกระเบิดส่งให้วัลคิลลี่ด้วย


“คุ้มกันด้วยระวังดีๆล่ะนั่นกระสุนหัวยูเรเนี่ยม หัวหน้าฉันบอกมาว่ามันใช้ได้ผลดีกับเจ้าคนที่ชื่อว่าโครว์นั่นน่ะ...”

“มันก็แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น... ทุกหน่วยถอนกำลังได้ อีกาเจอเหยื่อแล้ว ย้ำ! อีกาเจอเหยื่อแล้ว!!”


เด็กสาวรีบตะโกนบอกสมาชิกคนอื่นในหน่วยให้รีบถอนกำลังเป็นการด่วนขณะที่เธอรีบยกปืนยิงลูกระเบิดที่อลาสให้มา วิ่งตามไปและคอยทำหน้าที่คุ้มกันทั้งสองคนเพื่อไป
ให้ถึงจุดรับตัว ยังต้องวิ่งไปอีกไกลถึงโครว์จะโดนกระสุนหัวยูเรเนี่ยมสกัดยิงจนขยับไม่ได้ไปพักใหญ่แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าอีกฝ่ายจะยอมรามือแค่นี้ พวกมันกัดไม่ปล่อยแน่


ปัง! ปัง! ปัง!


และไม่นานเกินรอสิ่งที่คาดเอาไว้เหมือนในหนังแอ๊คชั่นทั่วไปที่มีกันดาษดื่นสูตรสำเร็จที่ว่าคนร้ายเปิดฉากยิงก่อน และก็ตามฟอร์มประชาชนพากันแตกตื่นและพวกตำรวจ
ก็ตามมาตอนจบเสมอ แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เดาได้ไม่ยากเช่นกันนั่นคือยิงกันนรกแตกและมันก็เป็นสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ ณ เวลานี้


“มาตรงเวลาจริงนะไอ้พวกนี้! เวลาไม่คอยท่าแล้วเราต้องรีบเผ่นออกจากตรงนี้ก่อนที่พวกตำรวจจะแห่กันมารุมกินโต๊ะพวกเราอีกกลุ่ม!!” อลาสตะโกนออกมาดังๆขณะกดหัว
ของหวังเอาไว้กับพื้นพลางใช้ปืนกลเบายิงโต้กลับไป

“ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยคิดว่าฉันทำอะไรอยู่ล่ะ! พวกเรากำลังจะโดนล้อมกำลังคนน้อยแบบนี้เราฝ่าออกไปไม่ได้แหง!” วัลคิลลี่ตอบกลับอย่างหัวเสียพอกันหลังยก
เครื่องยิงลูกระเบิดอัดหน้าพวกศัตรูติดอาวุธจนกระเจิงไปสามนัดรวด

“มันก็ไม่แน่หรอกเรามีตาเหยี่ยวเพชฒฆาตคอยคุ้มกันอยู่นี่นา... เปิดอินฟาเรดชี้เป้าเร็วเข้า!” อลาสพูดเหมือนมีแผนบางอย่างที่วัลคิลลี่เองก็งงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
แต่ก็ยอมทำตาม


เด็กสาวกดเปิดอินฟาเรดชี้เป้าที่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สามารถมองเห็นได้หากมีกล้องตรวจจับความร้อนหรือว่ากล้องที่สามารถมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ก็จะมองเห็น
เป็นเส้นเลเซอร์อินฟาเรดที่ยาวและมองได้ไกลหลายกิโลเมตร ไม่รู้ว่าอลาสมีแผนอะไรกินแน่แล้วตาเหยี่ยวเพชฒฆาตที่ว่าหมายถึงอะไรกัน


“นายคงไม่คิดจะเลเซอร์ชี้เป้าให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่นี่หรอกใช่ไหมแบบนั้นมีหวังได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่...”

“ไม่หรอกหวานใจ... ก็แค่ชี้เป้าไปหาคนที่เธอเห็นเท่านั้น” อลาสหยอกล้อตามประสา ก่อนจะประเดิมชี้เป้ารายแรกไปที่ศัตรูซึ่งแอบอยู่หลังต้นไม้ “เห็นคนนี้ไหม... ยิงได้เลย”

“จัดให้...”


เสียงตอบรับที่ฟังดูแหบแห้งและเงียบจนน่าขนลุกดังขึ้นไม่กี่วินาทีถัดจากนั้น ก็เหมือนมีบางอย่างพุ่งทะลวงเข้าใส่ต้นไม้ที่เป็นจุดกำบังของศัตรู ต้นไม่แตกกระจายเนื้อและเศษไม้
ราวกับถูกระเบิดออกเป็นเสี่ยง เช่นเดียวกับร่างของข้าศึกที่ตกเป็นเป้าสังหารที่ร่างกระจุยแหลกไม่มีชิ้นดีไปพร้อมกับที่กำบัง นี่เป็นฝีมือของพลซุ่มยิงไม่ผิดแน่แถมถ้าประเมิน
อย่างคร่าวๆคงจะยิงมาจากระยะไกลมากอีกด้วยเพราะแทบไม่ได้ยินเสียงปืนเลยแล้วไหนจะอานุภาพของกระสุนที่ป่นร่างมนุษย์ให้กลายเป็นของเหลวได้แบบนั้นอีก


เมื่อได้โอกาสวัลคิลลี่ก็ไม่รอช้ากดชี้เป้าให้พลซุ่มยิงจัดการเป็นรายต่อไปและก็อย่างที่คิด แม้จะมีที่กำบังก็ยังไม่รอดจากคมกระสุนสังหารที่อานุภาพเปรียบได้กับขีปนาวุธ
ขนาดย่อม เสียงกรีดร้องของพลเรือนที่เคยได้ยินก่อนหน้านี้เงียบหายไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่เสียงปืนและเสียงตะโกนเป็นภาษาจีนกวางตุ้งที่เธอเองก็ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่
ศัตรูคนแล้วคนเล่าที่โดนระเบิดร่างกระจายเป็นชิ้นๆไม่ต่างอะไรกับเป้าซ้อมยิงสำหรับพลซุ่มยิงคนนี้เลยสักนิด


“เอาล่ะทางโล่งแล้วรีบไปเร็วเข้า!!” วัลคิลลี่พูดพลางใส่กระสุนระเบิดเพิ่มเข้าไป

“ทราบแล้วขอบใจมาก บราโว่ 0-2 เรากำลังไปที่จุดถอนตัว นายเองก็รีบถอนกำลังเถอะ!” อลาสพูด

“ไม่ล่ะ... จะคุ้มกันให้จนถึงจุดรับตัว รีบไปเร็ว...” พลซุ่มยิงรหัสบราโว 0-2 ตอบปฏิเสธและเหมือนจะยังคอยจับตาดูวัลคิลลี่กับอลาสเพื่อให้แน่ใจว่าเธอกับอลาสจะไปถึง
ที่หมายได้โดยสวัสดิภาพ


การยิงชี้ไปไปสามสี่นัดมากพอที่จะข่มข้าศึกที่ยิงกดดันอยู่ให้ถอนกำลังได้ เปิดเส้นทางทั้งหมดจนโล่งวัลคิลลี่และอลาสรีบลากคอ โรเจอร์ หวัง ที่กำลังอยู่ในอาการประสาท
กลับเพราะไม่บ่อยนักที่นักธุรกิจระดับประธานสาขาจะต้องมาอยู่กลางดงกระสุนแบบนี้ คิดแล้วมันก็น่าสมเพชทั้งที่ก่อนหน้านี้วางท่าทางยกตนข่มท่านใส่เธอเอาซะเต็มที่พอมา
ตอนนี้กลับมานั่งตัวสั่นเหมือนเด็กที่มุดอยู่หลังกระโปรงของแม่ตัวเองตอนมีเรื่องเท่านั้น วัลคิลลี่วิ่งนำหน้าไปโดยที่มีอลาสวิ่งลากคอหวังตามมาติดๆ จุดถอนตัวอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้
มากนักถ้ารีบๆซอยเท้าถี่หน่อยก็คงจะพอไปถึงที่หมายได้ก่อนตำรวจหรือกำลังเสริมข้าศึกจะไล่มาถึง


ฟูว์!


ราวกับเป็นคราวเคราะห์ไม่ก็ฟ้าแกล้งแหงๆ คราวนี้ที่โผล่มาดักตรงหน้าไม่ใช่ทหารข้าศึกหรือว่าอาวุธชีวภาพสุดอัปลักษณ์ที่ไหนทั้งนั้น หากแต่เป็นโครว์ที่ฟื้นตัวจากการ
ถูกยิงด้วยกระสุนยูเรเนี่ยม แม้บาดแผลจะยังไม่หายดีอย่างที่ควรเป็น แต่กระนั้นไอ้ท่าทางน่าขนลุกแบบที่คุ้นเคยก็ต้องยอมรับว่าข่มขวัญศัตรูได้ผลอย่างชะงัดเลยจริงๆ


“จะรีบไปไหนอยู่คุยกับอาก่อนสิ... วัลคิลลี่” ร่างเงาที่ดำสนิทราวกับเงาของโครว์ก่อร่างขึ้นพร้อมทั้งพูดกับวัลคิลลี่เรื่องความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ฟังยังไงก็รู้สึกรับไม่ได้
ในทุกทาง

“ฉันไม่มีอาแบบแก ถอยไปซะไม่อย่างนั้นนัดต่อไปฉันยิงที่หัวแกแน่!!” วัลคิลลี่ตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวพลางยกปืนยิงลูกระเบิดขึ้นมาและเริ่มนับถอยหลังในใจสามวินาที
เตรียมเหนี่ยวไก

“ถ้าจะมองอาเป็นศัตรูก็ช่างเถอะ แต่หลานยังไม่รู้ถึงความจริงของเรื่องทั้งหมด เรื่องของแม่หลานและเรื่องราวของพ่อหลานด้วย... ไม่อยากรู้รึไงว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งกับพ่อ
ของหลานและพี่น้องของหลานน่ะ...”

“นี่แกรู้เรื่องของพ่องั้นเหรอ!!”


กลายเป็นความลังเลที่ทำให้เด็กสาวไม่คิดยิงอีกฝ่ายไปซะดื้อๆ โครว์รู้จักกับพ่อเธองั้นหรือถ้างั้นได้ยังไงกันแล้วยิ่งที่พูดว่าความจริงของพ่อและแม่นั่นมันอะไรกันแน่
เด็กสาวเกิดอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในใจ ใจหนึ่งก็กลัวจะเป็นแค่แผนหลอกให้ตายใจของโครว์ที่จะสร้างความสับสนให้กับเธอ ส่วนอีกใจก็คิดว่าหากสิ่งที่พูดมาเป็นจริง
เธอก็อยากจะรู้ว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่พ่อกับแม่มีความลับกับเธอกัน


“มากับอาสิแล้วอาจะบอกเธอทุกเรื่องที่อยากรู้...”

“ฝันไปเถอะ! วัล อย่าไปเชื่อมันเชียวมันก็แค่หลอกเธอให้ตามมันไปเท่านั้นล่ะ!” อลาสตะโกนค้านขณะที่ยกปืนพกเล็งเข้าใส่หัวของโครว์


ช่วงเวลาของความสับสนเกิดขึ้นในใจของเด็กสาวทั้งที่รู้ว่าควรตอบปฏิเสธไปแต่ว่าที่ผ่านมาเธอก็ติดตามหาข่าวคราวของพ่อและพี่น้องของเธอมาโดยตลอด แม้จะเคยถาม
เรื่องนี้กับแม่มาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบแม้แต่ครั้งเดียว หากนี่เป็นโอกาสบางทีมันก็ควรจะลองเสี่ยงเชื่อดูสักครั้งเหมือนกัน


“เอาล่ะ... คำตอบว่าไง?” โครว์ถาม

“...คือ...”


เอี้ยด!! โครม!!


ยังไม่ทันได้ตัดสินใจพูดอะไรออกไปเสียงของล้อรถที่ไถลเสียดทานมากับพื้นถนนจนเกิดควันและรอยลากยาวไปไกลหลายเมตรก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของรถตู้สีดำ
สนิทกำลังไถลดริฟท์ซัดโค้งเข้ามาก่อนจะชนร่างโครว์จนกระเด็นไปไกลท่ามกลางความตกใจและอึ้งรับประทานของวัลคิลลี่และอลาส เธอไม่คิดว่าจะมีใครพุ่งเข้ามาขัดได้
ถูกจังหวะแถมยังซัดดริฟท์ชนโครว์ได้แบบไม่มีลังเลซะอีก เจอแบบนี้เข้าก็คงต้องใช้เวลาจัดการกับระบบของความคิดกันสักพักล่ะ


“อุ้ย! เผลอ...”

“พะ... ผู้บัญชาการ!!”

“รีบขึ้นมาอลาส วัล... อย่างไอ้บ้านั่นน่ะแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก...” คนที่ขับรถพูดขึ้นก่อนที่อลาสจะทันได้พูดอะไรเพราะตอนนี้ก็เป็นอย่างที่ว่า แค่โดนรถชนน่ะหยุดโครว์ไม่ได้
อย่างที่ว่าจริงๆนั่นล่ะ


วัลคิลลี่ตอบรับคำพูดของ คนาฟท์ ผู้บัญชาการของกลุ่มทหารรับจ้าง DSSS ผู้ที่เป็นคนขับรถตู้คันนี้ชนเสยโครว์จนกระเด็นไปเมื่อครู่ เธอรีบลากร่างของ โรเจอร์ หวัง
โยนขึ้นท้ายรถตู้ก่อนจะรีบเข้ามาในรถและเด็กสาวไม่ลืมที่จะยิงอัดใส่โครว์ที่กำลังลุกขึ้นมาด้วยกระสุนหัวยูเรเนี่ยมอีกนัดก่อนที่รถจะรีบหันหัวกลับแล้วเหยียบมิดออกจากจุดนั้นไป
นับว่าเป็นจังหวะที่เหมาะเหม็งทีเดียวที่มีคนขับรถมาช่วยเธอแบบนี้ อันที่จริงแล้วเด็กสาวไม่คิดว่าคนที่ขับรถมาจะเป็นถึงประธานและซีอีโอของบริษัทกองกำลังเอกชนรายใหญ่
ของโลกอย่าง คนาฟท์เสียด้วยซ้ำไป


ระดับผู้นำของบริษัทมาเลยเองแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนซะด้วย ถึงพอจะมองออกว่าตาแก่คนนี้เคยเป็นทหารมาก่อนก็ตามมันก็ใช่ว่าทุกคนอยากจะกลับมารบตอนอายุปูนนี้
ซะหน่อย


“ผู้บัญชาการ... คุณมาทำอะไรที่นี่ครับผมจำได้ว่าคุณยังติดประชุมอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ไม่ใช่เหรอครับ?” อลาสกล่าวถามหลังจากที่รู้ว่าปลอดภัยแล้ว คนาฟท์นั้นยังคงขับรถ
ฝ่าความวุ่นวายออกไปโดยที่มีรถตำรวจอีกโขยงแล่นสวนกับรถตู้คันนี้

“ก็แค่มีการปรับเปลี่ยนแผนการนิดหน่อย... เหมือนฝีมือจะยังไม่ตกนะ” คนาฟท์ตอบกลับพลางเหลือบตามองไปยังไรเฟิลซุ่มยิงที่วางอยู่ตรงเบาะที่นั่งข้างคนขับ

“เดี๋ยวก่อนนะ นายคือคนที่คุ้มกันพวกเราเมื่อกี้นี้เหรอ นายคือ บราโว 0-2 นั่นนะ!?”


วัลคิลลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ คนาฟท์ไม่ได้ตอบอะไรออกมาแต่ดูจากการวางตัวก็ไม่ผิดแน่ แต่อีกฝ่ายทำได้ยังไงการยิงระยะไกลแบบนั้นประกอบกับ
ระยะทางที่มาถึงนี่ร่วมกิโล การจะมาให้ทันในเวลาที่เหมาะสมแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


นอกซะจากว่านายคนนี้จะหายตัวไปที่ไหนก็ได้ในเวลาสั้นๆล่ะนะ...


“โครว์ปรากฏตัวออกมาแบบนี้แสดงว่ามันกำลังหมายหัวเธออยู่ หมายหัวพวกที่มีสายเลือดพิเศษ พวกกลายพันธุ์ หรือไม่ก็พวกเชื้อสายอาวุธชีวภาพแบบเธอ แม่หนู”
คนาฟท์พูดพลางจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังส่งสัญญาณออกมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ไม่รู้เอาไว้ทำอะไรแต่คาดว่ามันคงสำคัญพอดู

“หมายหัวพวกเรางั้นเหรอ แล้วมันจะเอาพวกเราที่มีเชื้อสายพิเศษไปทำอะไรกัน?”

ชายแก่ถอนหายใจออกมาดังๆเฮือกหนึ่งก่อนตอบ “ก็... มันก็คงเป็นแผนล้างโลกเมื่อยี่สิบปีก่อนที่โดนหน่วยสเป็คเตอร์ขัดขวาง และกำลังจะกลับมามาเริ่มใหม่อีกครั้ง
ในตอนนี้... เชื่อเถอะฉันรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากดูจากนิสัยของหมอนั่น....”

“ท่าทางนายจะรู้จักหมอนั่นดีจังเลยนะ ไม่ทราบว่านายเป็นใครกันแน่ ‘ท่านประธาน’ ”


วัลคิลลี่ถามกลับและเน้นที่คำว่า ‘ท่านประธาน’ เสียงสูงเป็นพิเศษ รอยยิ้มเล็กๆและเสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆโดยไม่มีวี่แววของความตื่นตระหนกหรือร้อนรน
แต่อย่างใด ชายแก่กลับทำท่าทางสบายๆและเลือกที่จะตอบกลับมา


“ที่จริงก็อยากให้เรียกชื่อตอนนี้มากกว่า แต่ก็นะไหนๆก็เห็นแก่เธอที่กล้าถามงั้นจะเรียกฉันด้วยชื่อเก่าก็ได้มั้ง....”

“แล้วจะให้เรียกนายว่าอะไรล่ะ?” เด็กสาวถามกลับ

“ตอนฉันเกิดชื่อที่พ่อตั้งให้คือ ‘แฟรงค์’ แต่กับพวกเธอให้เรียกฉันว่า ‘บูลส์อายส์’ ก็แล้วกัน...”









******************************************************************************************************************

คุยกันท้ายตอน

หลังจากหายไปนานอย่างที่รู้ๆกันและครั้งนี้เราจะกลับมาที่ช่วงส่วนเสริมตอนท้าย คราวนี้เราจะมาพูดถึงหนึ่งในตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครตัวนี้หลังผ่านไปถึง 20 ปีแล้ว โดยตัวละครที่เราจะพูดถึงนั้นคือหนึ่งในสมาชิก สเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิก

แฟรงค์ 'บูลส์อายส์' สเวนสัน หรือ ในชื่อแฝงปัจจุบัน 'คนาฟท์'

แฟรงค์คือตัวละครที่ปรากฏครั้งแรกในภาคที่สาม ฐานะสมาชิกของทีม สเป็คเตอร์ที่ถูกจ้างมาเป็นการชั่วคราวและมีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าทีม (ในภารกิจนั้น)

ด้วยความที่เป็นทหารเจนจัดจากสมรภูมิมากมาย มีฝีมือทางด้านการซุ่มยิงและการตัดสินใจที่เฉียบขาดเยือกเย็นในทุกสถานการณ์ ทำให้แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน

ช่วงภารกิจในเมือง ฟิลลเลอร์ กรีน แฟรงค์ก็ไม่เคยแสดงอาการประสาทเสียหรือความหวาดกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

หลังจบภารกิจของเมือง ฟิลเลอร์ กรีน แฟรงค์ได้รับการบรรุเข้าทีมเป็นการถาวรและถูกย้ายเป็นพลซุ่มยิงประจำทีม (ตำแหน่งรองหัวหน้าเลยตกเป็นของ มิชเชลหลังจากนั้น)


ยี่สิบปีถัดจากนั้น

หลังจากรอดตายมาได้ในเหตุการณ์ 'วันล่าเงา' แฟรงค์ก็ได้ออกจากหน่วยเพื่อกบดานและทำงานเป็นสายข่าวนอกองค์กรให้แก่สเป็คเตอร์ และได้ก่อนตั้งกลุ่มทหารรับจ้าง

Desert Strom Security Solution หรือ DSSS ขึ้นมา และในเวลาไม่นานองค์กรก็ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนมีอิทธิพลในวงการบริษัททหารรับจ้างเอกชนรายใหญ่ของโลก

แฟรงค์ทำงานลบประวัติเก่าและเปลี่ยนชื่อเป็น 'คนาฟท์' ที่ได้มาจากการสลับตัวอักษรในชื่อ Frank เป็น Knarf ซึ่งเจ้าตัวยังคอยช่วยเหลือกลุ่ม สเป็คเตอร์อย่างลับๆเรื่อยมา
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 455

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 11 ก.ย. 2018, 19:11

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP20)5/9/

อีกไม่นานบอสใหญ่ก็คงจะมาเองแล้วสินะ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 12 ธ.ค. 2018, 22:09

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP20)5/9/

Episode 21 : Siren

ตะวันออกกลาง

ทะเลทรายซาฮาร่า ลิเบีย

04.13 น.



ท้องฟ้ายามเช้ามืดก่อนรุ่งอรุณมาเยือนไม่กี่ชั่วโมงท่ามกลางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยทราย ทราย ทรายและก็ทราย สำหรับทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้พิศวงไม่ใช่น้อย กลางวันก็ร้อนตับแตกกลางคืนก็หนาวจนแทบจะแข็งตายคาที่ สถานที่แห่งนี้นับแต่ครั้งโบราณคงจะเคยเต็มไปด้วยป่าไม้
อันอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยชีวิตมากมาย แต่พอมาดูตอนนี้สิ่งที่เห็นก็ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่าและทิวทัศน์ของความตาย หลายพันปีที่ทะเลทรายแห่งนี้
สูบเอาชีวิตจากทุกสิ่งที่ไม่สามารถทนทานต่อความโหดร้ายของภูมิประเทศได้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน และพวกเขาเองก็จะกลายเป็นหนึ่งในนั้นหากไม่ระวังตัวให้ดีๆ

อเล็กซ์คิดแบบนั้นระหว่างที่กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทรายคลุมด้วยผ้าอย่างหนาเพื่อป้องกันอากาศเย็นเฉียบของทะเลทรายในยามราตรี พร้อมกันนั้นสมาชิกทีมเฉพาะกิจ
อีกจำนวนหนึ่งก็กระจายกำลังกันออกไปและตามหาร่องรอยของเป้าหมายที่พอจะมองเห็นได้ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน คิดแล้วมันก็เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเหมือนกันที่พวก ดิ เซอร์เพนท์
จะถ่อมาตั้งฐานกันในทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างซาฮาร่า ที่ที่อเล็กซ์ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเหยียบในพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลกเช่นนี้


“เกรย์... นายเห็นอะไรไหม?” ความคิดของอเล็กซ์ถูกขัดโดยเสียงของฮอว์คอายส์ที่ดังขึ้นผ่านเครื่องมือสื่อสาร

“ยังครับแต่ ‘ดูนไรเดอร์’ ของผมตรวจพบโครงสร้างขนาดใหญ่บางอย่างฝังอยู่ใต้พื้นทรายห่างจากแถวนี้ไปหกร้อยเมตรทางใต้ครับ อีกเดี๋ยวคงจะส่งภาพกลับมา”


อเล็กซ์พูดระหว่างที่กำลังรอสัญญาณจาก ดูนไรเดอร์ หรือโดรนตรวจการณ์พื้นที่ทะเลทรายที่อเล็กซ์สร้างเอาไว้เพื่องานแบบนี้โดยเฉพาะมันมีรูปร่างเหมือนกับหนอนทราย
จักรกลติดอุปกรณ์โซน่าร์รับคลื่นสะท้อนขนาดเล็กแบบเดียวกับที่ใช้ในเรือดำน้ำ เห็นแบบนี้แล้วก่อนจะหันเท้าเข้ากองทัพอเล็กซ์ก็เคยได้รับรางวัลชนะเลิศด้านวิศวกรรมไฟฟ้า
จากการสร้างหุ่นกลมาตั้งแต่อายุสิบสองแล้ว ประกอบกับหลายเดือนที่ผ่านมาอเล็กซ์เองก็ค่อนข้างจะสนิทกับนุสอยู่พอสมควรในฐานะที่เป็นช่างเทคนิคด้านอุปกรณ์ภาคสนาม
เหมือนๆกัน เพราะงั้นแค่สร้างหุ่นสอดแนมดำดินสักตัวสองตัวมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด


“ให้ตายเกลียดที่นี่ชะมัด... กลางวันก็ร้อยกลางคืนก็หนาว ชักอยากกลับฐานไปจิบเบียร์เย็นๆแกล้มฮ๊อทด๊อกนอนดูฟุตบอลแล้วสิ...” หนึ่งในสมาชิกทีมล่าพูดขึ้น
ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับความคิดนั้น

“ระวังจะได้อาหารมือสุดท้ายเป็นลูกตะกั่วเอาถ้านายยังไม่หยุดพล่ามนะ เราอยู่ในเขตของข้าศึกอย่าคิดอะไรที่มันไม่เข้าท่าดีกว่า...” คลอว์ตอบกลับขณะที่ยังคง
แฝงกายอย่างมิดชิดท่ามกลางความไม่พอใจของลูกทีมคนอื่นๆที่กำลังฝันหวานกัน

“ไม่เอาน่าคลอว์อย่าทำลายบรรยากาศสิฉันเองก็ว่าจะกลับบ้านโดดขึ้นเตียงอุ่นๆกับสาวเซ๊กซี่สักคนเหมือนกันนะเนี่ย” ออสเปรย์พูดแทรกขึ้นทันทีหลังจากสาวเล็บเหล็ก
เพิ่งพูดทำลายบรรยากาศไป

“ระวังก็แล้วกันครับลูกพี่เพลาๆหน่อยคึกมากไปเดี๋ยวเตียงพังไม่รู้ด้วยนะ!” สมาชิกอีกคนแซวขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของคนอีกทั้งทีมทีเหลือรวมทั้ง
อเล็กซ์ด้วย

“หยุดวิจารณ์ได้แล้วโว้ย... หยุดวิจารณ์... เกรย์ ได้ความว่าไง?” ออสเปรย์รีบเปลี่ยนเรื่องทันทีแล้วโยนความสนใจทั้งหมดมาที่อเล็กซ์แทน ชายหนุ่มก็ทำได้แค่
มองหน้าปัดของอ๊อปแซ๊ทที่เพิ่งจะส่งสัญญาณกลับมา อเล็กซ์มองดูข้อมูลที่ได้เป็นภาพคลื่นสะท้อนของโซน่าร์ที่ส่งมาจากโดรน

“ได้ภาพมาแล้วล่ะครับ อย่างที่คิดโครงสร้าที่โดรนตรวจเจอเป็นโครงสร้างของอาคารขนาดใหญ่ ดูรวมๆแล้วน่าจะเป็นฐานทัพใต้ดินอย่างที่คิดนั่นล่ะครับ
คงเป็นที่นี่ไม่ผิดแน่ครับ”

“ดีมาก... ทุกคนเตรียมพร้อมเริ่มแผนขั้นที่สองได้” ฮอว์คอายส์กล่าวพลางออกคำสั่งให้สมาชิกของทีมล่าทั้งหมดกระจายกำลังกันออกไปตามแผนที่วางไว้


แผนที่ว่าคือการบุกเข้าฐานใหญ่ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ที่กำลังกบดานเงียบอยู่ในนั้นเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้คือการบุกเข้าไปทำลายภัยคุกคามทุกอย่างที่พบเจอ
รวมทั้งจับกุมหรือสังหารสมาชิกระดับผู้นำองค์กร ตามข้อมูลที่อเล็กซ์ได้รับมาผู้นำองค์กรของพวก ดิ เซอร์เพนท์ คือ มิสไซเร็น ผู้มีประวัติภูมิหลังที่ไม่ทราบแน่ชัดเท่าไร
แต่จากข้อมูลที่อ่านมาโดยสรุปเธอเป็นหนึ่งในผู้นำของพวกนอร์ทที่เหลือรอดอยู่เพียงหยิบมือในปัจจุบันก่อนจะมาก่อตั้งองค์กรก่อการร้ายอย่าง ดิ เซอร์เพนท์ เรียกได้ว่า
พวกเขากำลังต่อสู้กับพวกนอร์ทที่อยู่ในร่างอวาตาร์ใหม่ก็ไม่ผิดนัก ถึงดูจากภาพแล้วก็เป็นเพียงหญิงสาวท่าทางซื่อไร้เดียงสา แต่ก็อย่าให้รูปร่างหน้าตาหลอกเอาได้
เพราะว่าหน้าตาภายนอกไม่ได้บ่งบอกว่าเนื้อแท้ของคนๆนั้นเป็นยังไง

สมาชิกทีมล่าจำนวนสิบสองคนกระจายตัวกันออกไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางผืนทรายอันเย็นเฉียบราวกับเป็นผีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น อเล็กซ์ลองวิเคราะห์โครงสร้าง
ของฐานใต้ดินอย่างคร่าวๆ หากมองเผินๆฐานใต้ผืนทรายนี่ดูจะหาง่ายกว่าที่คาดเอาไว้ แต่ความเป็นจริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะทางเข้าออกของที่นี่เข้าออกได้แค่
ทางเดียวคือทางเข้าที่อยู่ด้านบน แถมจากตำแหน่งที่ตั้งแล้วการจะบุกเจาะทะลวงเข้าไปทางอื่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ฐานนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่ทนต่อแรงอัดและความร้อน
ของทะเลทราย จึงไม่มีทางจะเจาะกำแพงเข้าไปได้ต่อให้ดำดินก็ตาม นอกจากนั้นยังง่ายต่อการป้องกันผู้บุกรุกและการโจมตีขนานใหญ่เพราะเข้าออกได้ทางเดียว งานนี้
เรียกว่าถ้าจะบุกเข้าไปก็ต้องว่าแผนให้รัดกุมไม่อย่างนั้นคงได้นอนแห้งเป็นศพตายซากอยู่กลางทะเลทรายแบบไม่ต้องสงสัย


แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางให้บุกเข้าไปซะทีเดียว...


ฮอว์คอายส์ต่อสัญญาณของเครื่องสื่อสารอีกครั้งก่อนพูด “คาเมเลี่ยน เตรียมเข้าเฟสสองได้... ย้ำเข้าเฟสสองได้”

“รับทราบคำสั่ง หาที่หลบดีๆล่ะครับ”


เสียงตอบรับของคาเมเลี่ยนดังให้ทราบโดยทั่วกันพอได้ยินแบบนั้นแล้วทุกคนในทีมรวมทั้งอเล็กซ์ก็ค่อยๆคลานถอยหลังออกมาและหาที่หลบที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้
และเตรียมรอรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้

ฉับพลันนั้นเองท้องฟ้าอันมิดมิดที่เคยมีเพียงแสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามเช้ามืดพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เมื่อแสงสีเหลืองทองสว่างวาบดุจดวงตะวัน
บังเกิดขึ้นพร้อมๆกับความรู้สึกที่ว่าสายลมรอบกายนั้นปั่นป่วนอย่างรุนแรงราวกับมีพายุก่อตัวขึ้นในชั่วอึดใจ อเล็กซ์มองเห็นแสงที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอย่างผิดธรรมชาตินั่นอย่าง
ชัดเจน ระหว่างที่กำลังนึกสงสัยว่ามันคืออะไรแสงสีเหลืองยามอรุณก็พุ่งลงมาที่พื้นทรายก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะสั่นไหวไปหมด ลมกรรโชกแรงที่ราวกับอยู่ในพายุไต้ฝุ่นหอบเอา
เม็ดทรายละเอียดพัดเข้ามาตามลมกระแทกเข้าหน้าอเล็กซ์อย่างจังจนแสบยิกๆบนใบหน้า

ทรายที่พัดเข้ามาตามแรงลมกรรโชกทำเอาอเล็กซ์มองอะไรรอบตัวในระยะหนึ่งเมตรแทบไม่เห็นถึงจะใส่แว่นกันลมเอาไว้ก็ตาม ที่เห็นได้ชัดสุดตอนนี้ก็คือแสงสีเหลือง
ที่พุ่งลงมายังพื้นเบื้องล่างถ้าจะพูดให้ถูกมันเหมือนกับลำแสงเลเซอร์ขนาดใหญ่ที่กำลังยิงลงมายังพิกัดเป้าหมาย นี่คงเป็นสิ่งที่คาเมเลี่ยนพยายามเตือนแน่ๆว่าให้หาที่หลบ
เพราะไม่อย่างนั้นคงได้โดนลูกหลงจากลำแสงที่ว่านี่อย่างไม่ต้องสงสัย

ที่จริงก็ใช่ว่าอเล็กซ์จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แค่ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ช่วงที่แอบแฮ๊กเข้าไปค้นข้อมูลลับของสเป็คเตอร์อเล็กซ์ดันไปอ่านเจอเข้ากับ
โปรเจคลับของอาวุธสงครามชนิดพิเศษระดับสาม เป็นอาวุธที่ถูกติดเอาไว้กับยานบินขนาดใหญ่ภายใต้โปรเจคที่ชื่อว่า ‘เกล โบล์ก’ อาวุธทำลายล้างที่ตั้งชื่อตามอาวุธของนักรบ
ในตำนานของชาวไอริช ที่นุสกำลังทำการวิจัยพัฒนาอยู่ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาเห็นของจริงกับตาตัวเอง พลังทำลายล้างที่รุนแรงจนไม่อาจปฏิเสธได้มันทำใจให้เชื่อได้ยากว่า
โลกนี้จะมีอาวุธแบบนี้อยู่ด้วยทำเอาโดรนที่อเล็กซ์สร้างกลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย


“ได้โอกาสแล้วทุกหน่วยบุกเข้าไปได้เลย!” ฮอว์คอายส์ออกคำสั่งพร้อมกับเริ่มวิ่งนำขบวนบุกเข้าไปในฐานของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ในทันที ทีมล่าที่เหลือตอบรับคำสั่ง
อย่างพร้อมเพรียงเคลื่อนกำลังบุกเข้าไปในฐานโดยไม่สนใจความร้อนของเปลวไฟที่ถึงกับหลอมทรายจนกลายเป็นแก้วเลยสักนิดทุกคนกำลังเคลื่อนเข้าตีเป้าหมายตามคำสั่ง


อเล็กซ์วิ่งมาถึงที่ประตูทางเข้าซึ่งตอนนี้โดนหลอมละลายเละเป็นขี้ผึ้งลนไฟไปแล้วขนาดประตูฐานแน่นหนากันแรงระเบิดได้ยังโดนเจาะทะลวงซะเละเทะ
แทบไม่ต้องนึกหากยิงเข้าใส่ร่างคนตรงๆผลที่ออกมาจะเป็นแบบไหน


ปัง! ปัง! ปัง!


สิ่งแรกที่เจอในการบุกเข้ามาถึงใจกลางข้าศึกคือการต้อนรับอย่างหนักหน่วงแบบที่คาดเดาได้ ประตูทางออกที่ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่คอขวดเป็นชัยภูมิอย่างดีสำหรับ
การป้องกันผู้บุกรุก กลุ่มทหารป้องกันของ ดิ เซอร์เพนท์ ตรึงกำลังพื้นที่เอาไว้อย่างเหนียวแน่นสกัดทีมล่าไม่ให้บุกเข้ามาได้ อเล็กซ์ต้องหาที่หลบเป็นการใหญ่หลังเหยียบเข้าไป
ในฐานได้ไม่ถึงสามวิ ถึงทีมล่าทั้งหมดจะปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องติดแหงกอยู่ตรงนี้โดยที่ขยับไปไหนไม่ได้เหมือนกัน

อเล็กซ์หันปืนไปทางประกายแสงที่สาดลูกตะกั่วเข้ามาแล้วยิงสวนกลับเข้าไปในม่านควันแต่ก็เหมือนอำนาจการยิงจะน้อยกว่า อีกฝ่ายขนทุกอย่างที่มีประเคนเข้าใส่ทีมบุก
อย่างดุเดือด ทำให้อเล็กซ์ต้องหันไปหลบกระสุนเหมือนลูกทีมคนอื่นอย่างช่วยไม่ได้ และที่สำคัญพวกนั้นคงมีอาวุธหนักติดมาด้วยแน่ๆเพราะขนาด คลอว์ที่มีผิวหนังแข็งเหมือน
เกราะยังไม่คิดที่จะฝ่าดงลูกตะกั่วเข้าไปเชือดพวกนั้น (ถึงผิวหนังของคลอว์จะยิงไม่ทะลุแต่ถ้าเจอแรงกระแทกของหัวกระสุนขนาด .50 คาลิเบอร์ก็จุกเอาได้เหมือนกัน)


“ตอบสนองไวกว่าที่คิดไอ้พวกนี้ สมแล้วกับที่เป็นกากเดนที่เหลือของนอร์ท!!” คลอว์พูดขณะที่ชะเง้อหน้ามองผ่านฝนกระสุนที่ยิงเข้ามา

“พวกมันเกาะติดไม่ปล่อยเหมือนกับเห็บเลย กำลังคนเราน้อยกว่าแบบนี้คงบุกเข้าไปฉะกับมันตรงๆไม่ได้แน่...” ออสเปรย์เสริมโดยที่ไม่ลืมยิงโต้กลับเป็นระยะ
แต่ก็ดูจะเป็นการเสียกระสุนเปล่ามากกว่า

“ใจเย็นก่อนตอนนี้เราต้องหาทางฝ่าเข้าไปให้ได้ อย่าให้การลงมือครั้งนี้สูญเปล่า... เกรย์ว่าไงบ้างพอจะเจอช่องทางไหม?” ฮอว์คอายส์ถาม

อเล็กซ์ดึงมีดคอมแบ๊ทออกมาจากซองพลางใช้มันต่างกระจกส่อง “ครับ... พวกมันมีกันประมาณสิบสองคนเท่าที่เห็น อาวุธมีหนักกับอาวุธเบาเป็นส่วนใหญ่
ไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้วก็....”

“แล้วก็อะไร?”

“โดรนจู่โจมรุ่นภาคพื้น ASD-10 รุ่นมาตรฐาน กับกล้องรักษาการณ์ติดปืนกล แบบนี้ก็พอมีทางแล้วครับ”


อเล็กซ์ยิ้มพลางโห่ร้องในใจ หากอีกฝ่ายมีแค่กำลังคนไม่ใช้โดรนรักษาการณ์หรือป้อมปืนรักษาการณ์ก็คงแย่กกว่านี้ แต่ถ้ามีโดรนจู่โจมมาร่วมวงด้วยก็ถือว่าเป็นโอกาส
ของเขาล่ะ ว่าแล้วอเล็กซ์ก็ไม่รอช้ารีบใช้อ๊อปแซ๊ทตรงข้อมือต่อเข้ากับอุปกรณ์แฮ๊กที่สร้างขึ้นเจาะเข้าระบบช่องว่างของการควบคุมหุ่นในทันที สำหรับอเล็กซ์แล้วเรื่องแบบนี้
มันง่ายเสียยิ่งกว่าการหายใจซะอีก ข้อเสียของการพึ่งเทคโนโลยีเพื่อการรบมากเกินไปชายหนุ่มกำลังจะทำให้มันปรากฏขึ้นมาแล้วในตอนนี้


“ตั้งค่าระบบเป้าหมายใหม่แล้วก็...” อเล็กซ์จิ้มนิ้วลงบททัชสกรีน “เตรียมตัวแสบตูดกันได้เลยพวกเอ็ง...”


เพียงอึดใจเดียวหลังนิ้วของอเล็กซ์จิ้มลงบนหน้าจอ เสียงโวยวายแตกตื่นโกลาหลก็บังเกิดขึ้นที่แดนฝ่ายตรงข้ามเมื่อหุ่นโดรนและป้อมปืนรักษาการณ์ที่เคยเป็นกำลังรบ
ของฝ่ายตรงข้ามบัดนี้กำลังเล่นงานฝ่ายเดียวกันซะเอง อเล็กซ์คุมหุ่นโดรนอยู่หลังกำบังขณะที่คนอื่นในทีมวิ่งออกจากกำบังพุ่งตรงเข้าไปจัดการศัตรูที่กำลังสับสนอยู่กับโดรน
ที่ถูกแฮ๊ก เสียงปืนดังสนั่นขึ้นอีกหลายนัดก่อนจะเงียบลงในไม่กี่อึดใจ คิดแล้วมันก็น่ากลัวที่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจะกลายเป็นดาบสองคมที่นำมาซึ่งจุดจบของชีวิต
อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ทุกคนในทีมชะเง้อหน้าออกไปมองดู ไม่มีการโต้ตอบหรือยิงสวนกลับมาเมื่อรู้ว่าปลอดภัยการบุกเข้าทำลายฐานที่มั่นจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง อเล็กซ์เดินผ่านร่างที่ไร้วิญญาณของ
พวกศัตรูไปโดยพยายามทำเป็นมองไม่เห็นร่างที่ถูกยิงจนพรุนด้วยฝีมือของเขาเอง ขณะที่ยังมีเพียงส่วนน้อยที่ยังคงมีลมหายใจอยู่แต่ก็ร่อแร่เต็มที ซึ่งพวกทีมล่าที่เหลือก็ทำการ
ปิดงานด้วยการลั่นไกเข้าที่หัวซ้ำอีกคนละนัดเพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิทจริงๆ


“เรามีเวลาไม่มากกระจายกำลังออกไปทำหน้าที่ของแต่ละคนตามที่วางแผนเอาไว้ซะมีเวลาสิบนาทีเท่านั้น ออสเปรย์เฝ้าทางออกไว้อย่าให้อะไรเข้าหรือออกจากที่นี่
เกรย์ตามฉันมา...”

“รับทราบ...”


ออสเปรย์ทำเพียงตอบรับง่ายๆแค่คำเดียวไม่ว่าแต่ไหนแต่ไรมาหมอนี่ก็ไม่ค่อยพูดอะไรมากอยู่แล้ว อเล็กซ์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากทำเพียงวิ่งตามหลังฮอว์คอายส์ไปติดๆ
ตามแผนที่วางเอาไว้เขากับฮอว์คอายส์มีหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกคือการบุกเข้าไปที่เซิฟเวอร์ข้อมูลแล้วดูดเอาข้อมูลทุกอย่างออกมาให้ได้ภายในห้านาทีส่วนอย่างสองนั้น
ไม่เชิงว่าจะเป็นภารกิจหลักเสียทีเดียวมันเหมือนตัวเลือกหนึ่งแต่มีความสำคัญมากกว่านั่นคือหาตัวของหัวหน้าฐานศัตรูแห่งนี้ให้เจอและทำการจับเป็นหรือจับตายก็ได้ตามดุลพินิจ
แต่ถ้าให้เดาอเล็กซ์รู้ดีว่าเรื่องนี้จะจบลงที่ตัวเลือกไหน

เส้นทางภายในฐานนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนักมีโถงทางเดินเชื่อมต่อกว้างไม่ค่อยมีแยกให้เลี้ยวไปเลี้ยวมาซะเท่าไหร่ การจัดระบบทางเดินนับว่าทำออกมาได้ดี อันที่จริง
แล้วหากมองดีๆฐานแห่งนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับฐานของสเป็คเตอร์เอามากๆ หากมองเผินๆก็อาจจะแยกกันไม่ออกแต่ก็ยังมีส่วนที่ต่างกันอยู่บ้างในบางจุด แต่มันก็ไม่ใช่สาระ
สำคัญอะไรเมื่อในตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญกว่าให้คิดถึง


“ห้องเซิฟเวอร์อยู่ข้างหน้านี้เอง ลงมือให้ไวล่ะอเล็กซ์เรามีเวลาไม่นานก่อนที่พวกนั้นจะเริ่มตอบโต้เราเป็นละลอกที่สอง” ฮอว์คอายส์พูดขณะที่วิ่งนำหน้าอเล็กซ์
ไปที่ห้องเซิฟเวอร์รวดเดียว


อเล็กซ์เองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะเขาก็จะทำแบบนี้เหมือนกันหากถูกบุก ถึงสถานการณ์โดยรวมความได้เปรียบฝั่งอเล็กซ์ยังมีเหนือกว่าศัตรูแต่ก็อย่าลืมว่าตอนนี้ทุกคนกำลัง
อยู่ในใจกลางถิ่นข้าศึกแถมกำลังคนก็มีแค่หยิบมือเดียวถ้าอีกฝ่ายมีเวลาตั้งตัวทันเมื่อไหร่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะโดนรุมกินโต๊ะแบบชนิดที่หนีไปไหนแทบไม่ได้
ขอเพียงแค่ในสิบนาทีนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่คาดคิดโผล่เข้ามาให้ปวดหัวก็เป็นพอแล้วนั่นล่ะ


ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปได้ยากพอๆกับการถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง


ที่หน้าห้องเซิฟเวอร์ไม่มีเวรยามหรือระบบรักษาความปลอดภัยคอยดูแลก็นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับตอนนี้ อเล็กซ์พุ่งเข้าห้องเซิฟเวอร์ในทันทีเพื่อทำภารกิจแรกให้สำเร็จโดยไว
ชายหนุ่มทำเพียงเดินอาดๆเข้าไปในห้องเซิฟเวอร์เสียบสายเชื่อมต่อเข้ากับอ๊อปแซ๊ทตรงข้อมือและเริ่มเดินโปรแกรมแฮ๊กดูดข้อมูลในทันที เวลามีอีกแค่แปดนาทียังไงตอนนี้
ก็ต้องดูดทุกอย่างเท่าที่จะดูดได้ออกมาแล้วรีบชิ่งออกจากที่นี่ให้ไวที่สุดก่อนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามาแล้วยิงเขากับผู้บัญชาการหญิงคนนี้จนกระเจิง


ปัง! ปัง! ปัง!


“เสียงปืนดังขึ้นใกล้ๆนี้เอง... อเล็กซ์อีกนานไหมกว่าจะโหลดข้อมูลทั้งหมดได้?” ฮอว์คอายส์ถามหลังจากได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดใกล้ๆนี้

“ขอสิบนาทีครับ”

“ให้แค่ห้า”

“คร้าบ... คร้าบ...”


อเล็กซ์ตอบรับอีกฝ่ายในเชิงล้อเล่นกลายๆ ยังไงก็แล้วแต่ข้อมูลที่เด้งขึ้นมานั้นมันมากมายมหาศาลเสียจนไม่คิดว่าจะดาว์นโหลดได้ทั้งหมดในเวลาเพียงแค่ห้านาที
อย่าว่าแต่สิบนาทีเลยต่อให้สักยี่สิบนาทีก็ยังไม่รู้ว่าจะดูดออกมาได้หมดไหม ลำพังแค่การแฮ๊กระบบเจาะไฟล์วอร์ลเข้าไปก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำสามนาทีแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ต้องดาว์นโหลดออกมาด้วยอ๊อปแซ๊ทเพียงเครื่องเดียว อย่างกับเอาเครื่องสูบน้ำเครื่องเล็กๆไปสูบน้ำจากทั้งทะเลสาบไม่มีผิด


“ถึงทุกคนเรากำลังเริ่มโหลดข้อมูลกันแล้ว รายงานสถานภาพของแต่ละหน่วยด้วย...”

“นี่ทีม 3 ทางออกโล่งไร้การปะทะ”

“ทีม 2 กำลังปะทะกับข้าศึกที่จุด A4 แต่ยังตรึงไหวครับ!”

“ทีม 4 ยึดห้องรักษาการณ์ได้แล้ว ยังคงไร้การปะทะจากข้าศึกครับ”

“ทีม 5 ยังไม่ได้ติดต่อมาได้ยินไหมทีมห้าตอบด้วย... ทีมห้าย้ำอีกครั้งตอบด้วย”


ไม่มีการตอบรับจากทีมห้าที่เป็นทีมไล่ล่าทีมสุดท้าย ท่าทางจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างเข้าให้แล้วลางสังหรณ์ของอเล็กซ์กำลังฟ้องอย่างชัดเจนว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นก่อนหน้านี้ไม่นาน
ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับทีมที่ห้าแน่ หากมันเป็นอย่างนั้นจริงเดี๋ยวก็คงได้รู้กันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้เอง


อเล็กซ์เจาะผ่านระบบป้องกันของฐานข้อมูลได้แล้วขณะที่คิดในใจอย่างร้อนรน ‘เอาล่ะ... นายทำได้อเล็กซ์นายมันเจ๋งอยู่แล้ว... ก็แค่แฮ๊กข้อมูลทั้งหมดที่อาจจะช่วยโลกให้
รอดพ้นจากไอ้พวกบ้าที่หวังจะล้างโลกเท่านั้นเอง... นายทำได้’

“แต่ฉันว่านายจะทำแบบนั้นไม่ได้มากว่านะ...”

“!!?”


เสียงกระซิบอย่างแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูอเล็กซ์แบบไม่ทันตั้งตัวเรียกสติของเขาให้หันไปตามสัญชาติญาณ แต่ก็เหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่คิดเพราะไม่มีใครหรืออะไร
อยู่ด้านหลังเลยมีแค่ฮอว์คอายส์ที่ยืนคุมเชิงให้เขาอยู่ตรงทางออกเท่านั้น เหมือนผู้บัญชาการหญิงที่ออกมาลุยด้วยกันจะไม่ได้ยินเสียงของผู้หญิงที่ดังขึ้นข้างหูอเล็กซ์เมื่อครู่
ซะด้วย หรือว่าชายหนุ่มจะหูฝาดไปเองกันแน่นะ


“รู้อยู่นี่นาว่าทำแบบนี้มันไร้ความหมาย... ต่อให้นายทำลายที่นี่หรือเอาข้อมูลไปได้ก็หยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้หรอกนะ...”

“เธอเป็นใคร... ถึงฉันจะไม่ชอบอะไรแบบนี้แต่ฉันแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดไปเองแน่...” อเล็กซ์ตอบพลางมองไปรอบๆเพื่อหาตัวใครสักคนที่อาจจะซ่อนตัวอยู่แถวนี้
ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

“คิดว่าฉันเป็นใครล่ะ... อเล็กซ์” เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างแผ่วเบามันเป็นเสียงหัวเราะที่ให้ความรู้สึกลึกลับยังไงชอบกล

ที่แย่ยิ่งกว่าคืออีกฝ่ายดันรู้ชื่อเขาซะด้วยหากเป็นแบบนั้นจริงคำถามที่จะตามมาหลังจากนี้คือรู้มากแค่ไหน รู้แค่ชื่อหรือรู้แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวด้วยกันแน่ หากเป็นอย่างแรก
ก็แล้วไปไม่น่ากังวลอะไรคนชื่ออเล็กซ์ในโลกนี้มีเป็นกะรุตแต่ถ้าเป็นอย่างหลังสิ่งที่อเล็กซ์กลัวที่สุดก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที


แม่... ฟิโอ... ลอร่า


หัวใจของอเล็กซ์เต้นระรัวขึ้นในทันทีความกังวลทั้งหลายเท่าที่จะนึกออกถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว เม็ดเหงื่อนับสิบผุดขึ้นบนใบหน้าที่กำลังเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ของชายหนุ่ม นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้ชื่อของตัวเองด้วยซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ การเข้ามาอยู่ในทีมสเป็คเตอร์นั้นเรื่องประวัติจะถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดีนอกจากอเล็กซ์
ที่สามารถแฮ๊กเข้าไปดูหรือฮอว์คอายส์ที่เป็นผู้บัญชาการแล้วย่อมไม่มีใครทำได้แน่การเจาะระบบต้องใช้คนในทำแน่นอนว่าหากมีการลอบเจาะระบบอเล็กซ์ต้องรู้เช่นกัน
ถ้าอย่างนั้นข้อมูลจะรั่วไหลไปได้ยังไงเว้นแต่ว่า...


“เกรย์... เกรย์! อเล็กซ์! เหม่ออะไรอยู่น่ะเจ้าหนู?”

“อ๊ะ! เปล่าครับ... ไม่มีอะไร...”

“ครบเวลากำหนดแล้วได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ขยับก้นแล้วรีบเผ่นเร็วเข้า!!”


เสียงของฮอว์คอายส์ดึงชายหนุ่มกลับมาในโลกความจริง ณ ปัจจุบันเวลาที่เหมือนนานเป็นชาติเพิ่งผ่านไปได้ห้านาทีเท่านั้น ฮอว์คอายส์คงจะเห็นว่าอเล็กซ์เอาแต่เหม่อมาตั้งแต่
เมื่อครู่แล้วเลยเรียกไปหลายครั้งนี่นับว่าเป็นเรื่องอันตรายมากในสนามรบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่กลางดงศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า การเสียสมาธิในสนามรบเป็นเรื่องอันตรายมาก
สำหรับทหารหนึ่งคน แค่ถูกปิดตาหนึ่งวินาทีในสนามรบสำหรับทหารมันหมายถึงผลชี้ขาดของชีวิตเลยทีเดียว อเล็กซ์รู้ดีเมื่อครั้งยังเป็นาวิกโยธินมีเพื่อนในหน่วยไม่น้อย
ที่ต้องจบชีวิตลงด้วยความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

อเล็กซ์ส่ายหัวพลางเอามือกุมขมับ เสียงในหัวเมื่อครู่นี้เงียบหายไปแล้วข้อมูลทุกอย่างก็ดูดออกมาเท่าที่จะดูดได้ ถึงเวลาที่จะต้องเผ่นออกจากที่นี่เป็นการด่วน เสียงในหัวเมื่อครู่นี่
จะเป็นเสียงของใครหรืออะไรก็ช่างมันไม่มีผลอะไรกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เท่าไหร่นักหรอก


แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเสียงของใครนี่ล่ะ...


“นี่ฮอว์คอายส์ถึงทุกทีมเฟสที่สองสำเร็จแล้ว เริ่มเฟสที่สามได้ ย้ำเริ่มเฟสที่สามได้!”


คำสั่งของฮอว์คอายส์ดังขึ้นอย่างชัดเจนทุกทีมรับรู้กันทั้งหมด แผนการเฟสที่สามที่เป็นขั้นสุดท้ายคือการทำลายทุกอย่างในนี้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล อาวุธชีวภาพ
พยานหรืออะไรก็ตามที่เป็นภัยต่อเป้าหมายทั้งหมด ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการยิงถล่มด้วย ‘เกล โบล์ก’ ให้สิ้นซากด้วยกำลังสูงสุดซึ่งกว่าจะชาร์จพลังงานและรอให้ลำกล้องเย็น
พอที่จะยิงต่อได้อีกครั้งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณสิบนาที นั่นหมายความว่าพวกเขามีเวลาเพียงแค่สิบนาทีที่จะเผ่นออกจากที่นี่ตามแผนก่อน ‘เกล โบล์ก’ จะยิงลงมาที่ฐานแห่งนี้

ซึ่งเอาเข้าจริงการคิดกับลงมือทำมันเป็นคนละเรื่องกันเลยด้วยซ้ำเพราะตอนนี้ฝ่ายข้าศึกกำลังเริ่มตั้งหลักได้และกำลังไล่ขยี้ทุกทีมจากทุกด้าน การถอนกำลังก็คงจะเป็นเรื่องยาก
ลำบากกว่าที่คาดเอาไว้ และที่สำคัญคือฮอว์คอายส์ที่กำลังวิ่งไปในทิศตรงกันข้ามกับที่มาในตอนแรก ในทางกลับกันเหมือนอีกฝ่ายจะวิ่งนำอเล็กซ์ลึกเข้าไปในฐานมากขึ้นเรื่อยๆ
และมันก็ดูจะไม่เข้าท่าเลยหากเริ่มเฟสที่สามไปแล้ว


“ผู้บัญชาการคุณจะไปไหนน่ะครับเรามีเวลาเหลือไม่มากแล้วนะครับ”

ฮอว์คอายส์ไม่หันกลับมามองหน้าอเล็กซ์นอกจากวิ่งไปพูดไป “ทีมห้าขาดการติดต่อไปฉันว่ามันแปลกๆ สังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างที่เราไม่ควรมองข้ามกำลังเกิดขึ้น
เราต้องไปตรวจสอบดูถ้าเจอคนรอดเราก็ต้องช่วยออกมาแต่ถ้าไม่ สิ่งที่ทำแบบนั้นได้ต้องเป็นภัยกับพวกเราแบบไม่ต้องสงสัย”

“ถ้างั้นคุณคิดว่ามันคืออะไรครับ?” อเล็กซ์ถาม

“ไม่รู้สิ... ตัวอันตรายล่ะมั้ง...”


ทั้งสองคนวิ่งฝ่าทางเดินยาวภายในฐานทัพใต้ดินโดยที่มีฮอว์คอายส์วิ่งนำทางไปขณะมองดูอ๊อปแซ๊ทตรงข้อมือมันกำลังติดตามสัญญาณของทีมห้าที่ขาดการติดต่อไปก่อนหน้านี้
ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากทีมดังกล่าวไม่มีการติดต่อ ไม่มีเสียงปืน ไม่มีอะไรเลย ชักได้กลิ่นไม่ดียังไงก็ไม่รู้ซะแล้วสิ...

ฮอว์คอายส์ให้สัญญาณมืออเล็กซ์เอาหลังชิดกำแพง อเล็กซ์รีบทำตามอย่างไวและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่ทำได้ ในตอนนี้มีแค่เขากับฮอว์คอายส์เพียงสองคนเท่านั้นกำลังเสริมอื่นๆ
อย่าหวังว่าจะมีการระวังตัวทุกฝีก้าวดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด


“สัญญาณของทีมห้าอยู่ตรงหัวมุมนี้หูไวตาไว เราอยู่ในถิ่นศัตรูเจออะไรเข้าจำไว้ยิงก่อนแล้วคิดทีหลัง ฉันจะนำเข้าไปก่อนนายตามประกบก้นฉันแจเลยเข้าใจนะ?”

“ทราบแล้ว” อเล็กซ์ตอบกลับพร้อมพยักหน้า


สัญญาณจากตัวแกะรอยของอ๊อปแซ๊ทส่งสัญญาณกระพริบถี่ๆบ่งบอกว่าเป้าหมายอยู่ใกล้มากแค่เพียงหัวมุมนี้เท่านั้น ความเงียบที่มากเกินไปจนรู้สึกวังเวงทำให้ใจของอเล็กซ์
เต้นระรัวมากขึ้นถึงจะยังไม่รู้ว่ามีอะไรแต่สัญชาติญาณมันฟ้องชัดว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ อะไรที่รออยู่หลังหัวมุมนี่คงจะไม่ใช่อะไรที่น่าดูเท่าไหร่นัก

ครู่ใหญ่หลังจากนั้นฮอว์คอายส์ก็ถือปืนนำหน้าเลี้ยวเข้าไปที่หัวมุมทางเดินก่อนอเล็กซ์จะวิ่งจ่อตามไปติดๆ ทว่าไม่กี่ก้าวหลังเลี้ยวเข้ามาทั้งสองคนก็มีอันต้องหยุดชะงักโดยพลัน
เพราะสิ่งที่เห็นหลังจากเลี้ยวเข้าหัวมุมมามันยิ่งกว่าคำว่า ‘คาดไม่ถึง’ เลยจริงๆ


“พระเจ้าทรงโปรด...”


อเล็กซ์อยากจะอุทานออกมาดังๆเมื่อได้เห็นสภาพที่ราวกับอยู่คนละโลกหลังเลี้ยวเข้ามุมมา เลือด... บอกได้คำเดียวว่ามีแต่เลือดเพราะกำแพงสีขาวสว่างที่น่าจะเหมือนกับ
ทางเดินอื่นๆตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยรอยเลือดมากมายที่เหมือนจะมีไม่ต่ำกว่าลิตรกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเขม่าดินปืนทั้งหลายผสมปนเปลอยตลบไปทั่วทั้งในอากาศจนแทบอยากจะ
อ้วกคายของเก่าออกมา ส่วนร่างที่เหลือของทีมที่ห้าซึ่งอยู่ในสภาพเละเทะจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครทุกคนเหมือถูกอะไรบางอย่างขย้ำเละจนกลายเป็นเศษเนื้ออย่างที่เห็น
งานนี้คงไม่ต้องหวังว่าจะมีใครเหลือรอดให้ช่วยแล้วแค่แยกศพแล้วเก็บใส่ถุงไปทำพิธีก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม


“เอาล่ะตั้งสติไว้... อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป โอราเคิ้ลเห็นภาพนี่ไหม?” ฮอว์คอายส์ตบบ่าอเล็กซ์เบาๆพลางติดต่อไปหาโอราเคิ้ลที่เป็นฝ่ายประสานงานของภารกิจ

“เห็นแล้วค่ะ ให้ตายสภาพแบบนี้อย่างกับโดนแจ๊คเดอะริปเปอร์เชือดมาหยกๆเลยค่ะ”

“พอนึกออกไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นแถวนี้ จะลองเปิด BMTAS (Biometric. Analysis. System.) ดู”


ฮอว์คอายส์กดที่อ๊อปแซ๊ทเพื่อปรับเป็นโหมดที่ว่าเช่นเดียวกับอเล็กซ์ที่กดเปลี่ยนเข้าโหมดนั้นเช่นเดียวกัน โหมดที่ว่าคือการแสกนข้อมูลทางชีวภาพเพื่อค้นหาร่องรอยของบุคคล
หรือสิ่งมีชีวิตที่อาจจะอยู่แถวๆนั้นเหมาะสำหรับการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อหาร่องรอยทางชีวภาพและแกะรอยหาต้นตอแบบคราวๆ อเล็กซ์เองก็ไม่รู้ว่ามันมีการทำงานยังไง
และก็ไม่ได้คิดสนใจเท่าไหร่นัก แต่ที่พอจะรู้คือว่าอะไรก็ตามที่ทำเรื่องแบบนี้ไปได้ต้องไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน


หรือต่อให้เป็นมนุษย์ก็คงไม่เหลือความคิดที่เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์อีกแล้วล่ะ...


อเล็กซ์กวาดปืนไปรอบๆอย่างระมัดระวังโดยที่ไม่ให้สติแตกเพราะกลิ่นคาวเลือดไปซะก่อน “คงไม่เหลือใครให้ช่วยแล้วล่ะครับผู้บัญชาการ... ผมว่าเรารีบเผ่นก่อน
น่าจะดีกว่านะครับ”

“โอราเคิ้ลได้ความว่ายังไงบ้าง ให้ไวเรามีเวลาไม่มาก...”


กรร!!


ไม่ทันขาดคำเสียงคำรามในลำคอเบาๆของอะไรสักอย่างก็ดังขึ้นกลางทางเดินอันเงียบกริบ อเล็กซ์รีบหันปืนไปข้างหลังเช่นเดียวกับฮอว์คอายส์ที่หันไปอีกด้านหนึ่ง
ทั้งสองคนหันหลังชนกันระวังทั้งสองด้านแบบที่เคยฝึกกันมา จมูกของอเล็กซ์เริ่มได้กลิ่นแปลกๆมันเหมือนกลิ่นสาบของอะไรสักอย่างที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่แรงกว่าศพ
ของเพื่อนร่วมทีมที่นอนกองกันอยู่ตรงพื้น ในใจของอเล็กซ์ได้แต่คิดว่านี่คือสิ่งที่ทีมห้าเจอก่อนตายรึเปล่า ได้ยินเสียงคำรามเบาๆแบบที่ได้ยินอยู่ตอนนี้ก่อนจะถูกขย้ำทั้งเป็น


“มีตัวอะไรบางอย่างอยู่ในนี้มันกำลังล้อมเราไว้ครับผู้บัญชาการ...”


โครม!!


เสียงของอะไรบางอย่างล้มโครมกับพื้นอย่างจังทำเอาสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจากความมืด


“โอราเคิ้ล...”

“ผู้บัญชาการคะ... งานเข้าแล้วค่ะ คุณกำลังมีแขกมาเยือน...”

“ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย... มันคือตัวอะไร?” ฮอว์คอายส์กระชับไรเฟิลในมือให้มั่นขึ้นเตรียมเข้าปะทะหากมีเรื่องไม่คาดคิด

“อาวุธชีวภาพชนิดไฮบริดแบบพิเศษเหมือนที่เจอในนานกิง ข้อมูลทางชีวภาพเป็นสัตว์สังคม มีระบ-”

“ขอสั้นๆอย่ายาวเราไม่มีเวลามานั่งฟังเล็กเชอร์ตอนนี้หรอกนะ...” ฮอว์คอาสย์ชิงพูดตัดบท

“เราเรียกมันว่า ‘แวร์วูล์ฟ’ ค่ะ”

“แวร์วูล์ฟ? มนุษย์หมาป่าเนี่ยนะ... มีไอ้ตัวแบบนี้ด้วยเหรอ” อเล็กซ์เริ่มขยับปืนบ้างพลงคิดในใจอย่างร้อนรนหลังได้รู้ว่ามีมนุษย์หมาป่าด้วย เจริญเลยอีกแบบนี้...

“อันที่จริงมันเป็นแค่ชื่อรหัสเท่านั้นค่ะ ยังไงก็แล้วแต่มันเป็นอาวุธชีวภาพรุ่นเฉพาะที่มีการผลิตมาไม่มากเท่าไหร่ ตามข้อมูลที่ได้รับมามันถูกผลิตขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ
การคุ้มกันเป้าหมาย”

“คุ้มกันเป้าหมาย?”

“ใช่ค่ะ... มันถูกใช้เพื่อคุ้มกันบุคคลสำคัญและคนเดียวที่มีการบันทึกว่าใช้เจ้าพวกนี้เป็นบอดี้การ์ดก็คือ-”

“ไซเร็นใช่ไหม...”

“!!?”


ฮอว์คอายส์พูดแทรกขึ้นในทันที อเล็กซ์เป็นอันต้องมีเรื่องสงสัยเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องอีกจนได้ ไซเร็น ชื่อนี้เป็นชื่อที่อเล็กซ์ไม่คุ้นซะเท่าไหร่ ชื่อที่เหมือนกับปีศาจในเทพนิยาย
กรีกที่มีจุดเด่นคือการใช้เสียงล่อลวงเหยื่อแบบที่เคยอ่านมาสมัยอยู่ ม.ต้น ฟังดูแล้วตลกมากกว่าจะชวนให้น่ากลัวเหมือนอย่างที่ฮอว์คอายส์กำลังเป็นกังวลอยู่ ณ ตอนนี้ สีหน้าของ
ฮอว์คอายส์ที่อเล็กซ์เห็นนั้นเต็มไปด้วยความเครียดและแรงกดดัน ยิ่งต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่มีตัวประหลาดกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้จากรอบด้านก็ยิ่งแสดงสีหน้าออกมาได้
แบบชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย

เสียงฝีเท้าของอาวุธชีวภาพค่อยๆเดินเข้ามาใกล้และมันกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาของความเป็นและความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงไม่กี่อึดใจ
ตอนที่เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังขึ้นจากเงามืดก่อนที่จะปรากฏอะไรบางอย่างเป็นเงาลางๆพุ่งเข้ามาหา อเล็กซ์เพ่งสมาธิไปที่เป้าหมายตรงหน้าโดยพยายามคุมสติไม่ให้เตลิด
ไปถึงไหนต่อไหนซะก่อน


ปัง! ปัง! ปัง!


เสียงปืนคำรามลั่นก่อนที่ร่างของเป้าหมายจะทันได้โผล่ออกมาจากเงามืดเสียอีก อเล็กซ์ยกปืนลูกซองที่เป็นอาวุธคู่กายพ่นกระสุนลูกปรายออกไปหยุดยั้งเป้าหมายจากระยะ
ห้าเมตร เจ้าสัตว์ร้ายโผล่ร่างของมันออกมาให้เห็นแบบจะๆมองดูภายนอกรูปร่างของมันเหมือนกับมนุษย์ร่างใหญ่ไม่มีผิดเพียงแต่ใบหน้านั้นยื่นยาวออกมาพร้อมกับขากรรไกรที่ชุ่ม
ไปด้วยเลือดของเหยื่อก่อนหน้านี้มีฟันหลายซี่เรียงรายอยู่ในปากกำลังอ้าออกกว้างพร้อมจะขย้ำใส่อะไรก็ตามที่ขวางหน้าให้เป็นชิ้นๆ หูยาวตั้งชันขึ้นรับรู้ถึงเสียงรอบตัวได้เป็นอย่าง
ดี ขณะที่ลำตัวกลับแตกต่างออกไปพวกมันสวมเสื้อที่ดูแล้วน่าจะเป็นเกราะเบาออกแบบพิเศษเพื่อให้พวกมันเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวและเพิ่มความอึดให้ในระดับหนึ่ง
แม้จะโดนปืนลูกซองที่มีพลังหยุดยั้งในระยะประชิดสูงเข้าตรงๆก็ยังไม่สะทกสะท้านทำได้เพียงแค่ให้พวกมันเสียหลักไปเท่านั้น

หนึ่ง... สอง... สาม... สามตัวมันมีกันแค่สามตัวเท่านั้น อเล็กซ์ประเมินกำลังของศัตรูอย่างถี่ถ้วนขณะที่ยังคงส่งลูกปรายพุ่งเข้าไปสกัดการรุกคืบของมนุษย์หมาป่า
สวมเกราะที่อยู่ตรงหน้า และเป็นอย่างที่โอราเคิ้ลบอกเจ้านี่ไม่เหมือนอาวุธชีวภาพที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่แค่วิ่งโง่ๆเข้ามาให้ยิงแต่มันยังรู้จักการหลบการหลอกล่อ
ให้อเล็กซ์ยิงพลาดซะด้วย ปืนลูกซองแม้จะมีพลังการหยุดยั้งสูงแต่ก็มีกระสุนน้อยกว่าปืนทั่วไปและถ้าไม่โดนลูกปรายเข้าจังๆทุกเม็ดความเสียหายที่ได้ก็ต่ำทีเดียว หวังว่า
ไอ้สัตว์นรกนี่มันจะนับเลขไม่เป็นนะไม่งั้นหากมันนับว่ากระสุนเขาเหลืออยู่เท่าไหร่ได้ล่ะก็ขอแค่รอเวลาที่กระสุนนัดสุดท้ายจะยิงออกมาเท่านั้นก็จะมีช่องว่างให้มันพุ่งเข้ามา
ขย้ำในทันที


“ไอ้พวกนี้ตายยากจริงๆ ขนาดทีมห้ายังโดนไอ้พวกนี้เก็บแบบไม่มีทางสู้ให้ตาย... น่าจะเอาปืนกระบอกใหญ่กว่านี้มานะ” อเล็กซ์บ่นอย่างหัวเสียขณะพ่นลูกปราย
ออกจากปากกระบอกปืนทีละนัด

“บ่นไปก็ไม่ช่วยให้มันเฉาตายเพราะคำพูดหรอกนะ ลองมองดูให้ดีๆสิไอ้พวกนี้ไม่ได้เป็นอมตะอย่างที่คิดนักหรอก” ฮอว์คอายส์ยังคงพูดอย่างใจเย็นได้ทั้งที่ตอนนี้
กำลังเจอกับวิกฤตแท้ๆ ราวกับเจ้าตัวมองออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แล้วคิดว่าจะมีทางจัดการพวกมันไหมล่ะครับถ้ามีผมก็รอฟังอยู่อย่างน้อยก็จนกว่ากระสุนผมจะหมดนั่นล่ะ!!”


อเล็กซ์โยนปืนลูกซองออกจากมือแล้วหันไปดึงปืนสั้นออกจากซองมาใช้แทนเพราะยังไงเสียการจะมาโหลดกระสุนลูกซองทีละลูกกับการรบระยะประชิดแบบนี้มันก็ช้าเกินไป
และยังดีสำหรับปืนสั้น Coonan ขนาด .357 แม็กนั่มที่เอามาด้วยคิดแล้วก็นึกถึงแร๊บบิทที่ก่อนหน้านี้เคยคะยั้นคะยอให้เขาใช้ปืนลำกล้องแบบเก่าอย่างขนาด .357 แม็กนั่มให้ได้
จะว่าไป Desert Eagle ของแร๊บบิทเองก็ใช้กระสุนแบบเดียวกันซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าหากเป็นเรื่องความเร็วกระสุนและพลังทะลวงไม่มีลำกล้องปืนพกแบบไหนสู้ขนาด .357 แม็กนั่ม
ได้


ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าอุ่นใจขึ้นโขที่มีปืนพกพลังทำลายสูงแบบนี้อยู่ใกล้ตัวเสมอ


แวร์วูล์ฟใช้จังหวะที่อเล็กซ์ชักปืนออกมาพุ่งเข้าใส่พร้อมทั้งอ้าปากกว้างเตรียมจะงาบเหยื่อ อเล็กซ์ไม่รอช้าจัดลูกตะกั่วขนาดเล็กแต่พลังทะลวงสูงยิงแสกหน้าของมนุษย์หมาป่า
ในทันทีกระสุนที่อเล็กซ์ใช้เป็นกระสุนเจาะเกราะหัวกลมมีอานุภาพทะลวงสูงมาก แน่นอนว่าต่อให้ใส่เกราะมาที่หัวด้วยถ้าเจอกระสุนแบบนี้เข้าไปก็อย่าหวังว่าจะรอด ยิ่งโดนจ่อ
ในระยะเผาขนแบบนี้อีกก็คงไม่ต้องบรรยายอะไร ร่างของมนุษย์หมาป่าที่พุ่งเข้ามากระเด็นออกไปพร้อมกับรูสวยๆบนหัวอีกหนึ่งรู มันไม่ทำอะไรมากนอกจากลงไปนอนชักดิ้นชักงอ
อยู่สองสามรอบก่อนจะแน่นิ่งไปแบบถาวร


“หวา... เกือบไป...”


กรรร!!!


พอเห็นเพื่อนถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตาพวกแวร์วูล์ฟก็ส่งเสียงคำรามอย่างโกรธแค้นแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่างที่คิดจริงๆเจ้าพวกนี้มีสติปัญญาเหนือว่าอาวุธชีวภาพทั่วไป
มันมีความรู้สึกที่โกรธแค้นแทนพวกพ้องเช่นเดียวกับมนุษย์หากแต่สัญชาติญาณดิบที่มีทำให้พวกมันคงความดุร้ายป่าเถื่อนเฉกเช่นเดรัจฉานทั่วไป

การปะทะเริ่มดุเดือดขึ้นในพริบตาเดียวอเล็กซ์สาดลูกตะกั่วความเร็วสูงเข้าใส่ร่างอันปราดเปรียวของมันโดยเน้นที่ช่วงอกเป็นหลัก กระสุนทะลวงเข้าที่เกราะของมันได้อย่างง่ายดาย
แม่จะฆ่ามันไม่ได้แต่ก็ทำให้มันเจ็บจนขยับตัวได้ลำบากขึ้นกว่าเดิม

กระสุนยังมีเหลืออยู่ในแม็กกาซีนอีกเจ็ดนัดก็น่าจะมากพอฆ่ามันได้หากยิงเข้าที่หัวจังๆแบบเมื่อกี้นี้ แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะทำได้ง่ายๆแบบนั้น จากความเร็วและระดับสติปัญญา
ของมันเจ็ดนัดที่มีในกระบอกนี้ยังน้อยเกินไปถ้าไม่ยิงให้แม่นเป็นจับวางก็ไม่มีทางที่จะฆ่ามันได้ด้วยกระสุนแค่แม็กเดียว และโชคไม่ดีที่เวลาให้คิดนั้นมันสั้นมากเมื่อแวร์วูล์ฟตัวหนึ่ง
กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่มองไม่ทัน


“เข้ามาเลยไอ้หมาน้ำลายยืด!!”


โฮก!!


“พอได้แล้ว...”

“!!?”


ช่วงเวลาก่อนที่อเล็กซ์จะทันได้เหนี่ยวไกปืน เสียงพูดอันหวานใสก็ดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์หมาป่าที่หยุดชะงักลงราวกับเป็นคำบัญชาของพระเจ้า มันหยุดโจมตี
และถอยกลับไปอย่างสงบโดยไม่มีท่าทีที่แสดงออกถึงอาการคุกคามแต่อย่างใด อเล็กซ์แม้จะรู้สึกโล่งใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ชอบใจกับสถานการณ์แบบนี้เลย
มันแปลกเสียจนเข้าใจอะไรแทบไม่ได้อยู่ๆมนุษย์หมาป่ากลายพันธุ์พวกนี้ก็หยุดการเคลื่อนไหวไปเสียดื้อๆตามเสียงพูดของคนๆหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาจากอีกฟากของทางเดิน

ทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามาอเล็กซ์สัมผัสได้ถึงความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันพวกแวร์วูล์ฟมีท่าทีสงบเสงี่ยมผิดจากตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด แม้เสียงที่ก้าวเดินมานั้นจะเป็นเพียง
ก้าวขาเล็กๆแต่จากแววตาของแวร์วูล์ฟที่อเล็กซ์เห็นแสดงออกถึงความยำเกรง คนที่เดินเข้ามานี่เป็นใครกันแน่แม้แต่อสุรกายร่างยักษ์พวกนี้ยังต้องกลัวเกรง


“ไม่เจอกันนานนะ... มิชเชล...”

“โผล่หัวออกมาแล้วสินะไซเร็-ไม่สิ... เมโลดี้...”


ที่ปรากฏตรงหน้าของอเล็กซ์และฮอว์คอายส์คือหญิงสาวรูปร่างผอมบางในชุดเดรสสีขาวดูหรูหราราคาแพงหูดับดูจะไม่เข้ากับสถานทีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเลือด
และความตายอย่างที่นี่เสียเท่าไหร่ เรือนผมสีเขียวอ่อนเป็นประกายและดวงตาสีฟ้าคู่สวยจับใจนั่นเห็นแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่างดงามน่าจับใจเสียนี่กระไรอีกทั้งท่าทางการเดิน
และกิริยาการวางตัวก็ดูราวกับเจ้าหญิงผู้สูงส่งไม่มีผิด ถึงแม้ภายนอกจะเป็นแบบนั้นแต่อเล็กซ์ก็ยังคงหันปากกระบอกปืนขึ้นมา ชายหนุ่มไม่ลังเลที่จะฉวยเอาปืนลูกซองมาโหลด
กระสุนเข้ารั้งเพลิงเตรียมเอาไว้อย่างน้อยหนึ่งนัด อย่าให้ภาพลักษณ์หลอกตาได้เมื่อได้ยินชื่อว่าไซเร็นแล้วอเล็กซ์ก็รู้ทันทีว่าหญิงสาวที่ดูท่าทางไม่มีพิษภัยอะไรคนนี้คือศัตรู
อย่างไม่ต้องสงสัย


แหงล่ะ... คนธรรมดาคงไม่ทำให้ไอ้ด่างเขี้ยวโง้งที่กำลังหิวกระหายเนื้อสดเชื่องได้แบบนี้หรอก...


“นี่คือการทักทายของคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานงั้นเหรอ ยังชอบใช้ความรุนแรงไม่เปลี่ยนนะแต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรสำหรับคนรุ่นป้านะ...” ไซเร็นพูดแดกดันใส่
ฮอว์คอายส์ทั้งรอยยิ้มที่เสแสร้งแบบเห็นได้ชัด

“ก็นะ... ปกติแล้วคงทักทายแบบดีๆได้แต่ไม่ใช่กับ ‘คนทรยศ’ แบบเธอนักหรอก...”

“ช่างกล้าพูดนะ... เดี๋ยวนี้จนปัญญาถึงขนาดขุดตาโยฮันนั่นมาช่วยงานเลยเหรอ คิดจะใช้แรงงานคนแก่รึไงกันเธอน่ะ”

“ถ้ามันช่วยให้เธอประหลาดใจได้ก็นับว่าคุ้มล่ะ อย่างน้อยการที่ได้เห็นลุงแท้ๆฆ่าหลานตัวเองแบบนี้มันก็เป็นละครที่น่าดูบทหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งคิดภาพตอนที่ตานั่น
เอาขวานเฉาะกะโหลกเธอแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรล่ะนะ...”


ฮอว์คอายส์พูดพลางหัวเราะร่วนออกมาไม่รู้ทำไมอเล็กซ์รู้สึกว่าเสียงหัวเราะนั่นดูไม่ใช่การแกล้งหัวเราะเลยสักนิด ไอ้เรื่องแย่ๆอย่างการที่ให้ญาติมาฆ่ากันเองเป็นเรื่องสนุก
นี่บอกตามตรงว่าไม่ชอบใจเอาซะเลย สองคนนี่มีอดีตผ่านมายังไงกันแน่อเล็กซ์ที่เป็นคนนอกก็ไม่อาจเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่ทำได้มีเพียงอยู่เงียบๆแล้วคิดทบทวนเรื่องต่างๆ
อย่างถี่ถ้วนขณะเดียวกันก็หาทางหนีเผื่อเอาไว้ด้วย อย่าลืมว่าตอนนี้ทั้งเขาและฮอว์คอายส์กำลังตกอยู่กลางวงล้อมของแวร์วูล์ฟจากทั้งหน้าและหลังแค่เพียงไซเร็นสั่งพวกมันด้วย
ความสามารถอะไรสักอย่างที่มีเท่านั้นไอ้พวกนี้ก็จะเปลี่ยนจากท่าทีสงบเสงี่ยมมาเป็นดุร้ายขึ้นในทันที


คงต้องลองหยั่งเชิงก่อนว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน


“เอาเถอะ ฉันไม่สนหรอกนะว่าตอนนี้พวกเธอสองคนมีอดีตอะไรกัน แต่รีบพูดธุระมาดีกว่ามั้งฉันว่าคนแบบเธอคงจะไม่โง่พอที่จะออกมาให้พวกเรายิงเป็นเป้าซ้อมเล่นๆ
แน่ว่าไหม”

“ก็ฟังดูตรงประเด็นดีสมแล้วกับที่เป็นอัจฉริยะด้านวิศวกรรมไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย...”

“ท่าทางเธอจะรู้จักฉันดีทีเดียวนะ ไอ้เสียงในหัวเมื่อกี้นี้เป็นฝีมือเธอใช่ไหม?”

ไซเร็นยิ้มออกมาก่อนตอบ “ก็ไม่รู้สินะ... คิดว่าฉันทำแบบนั้นได้รึไง”

“งั้นก็แปลว่าฝีมือเธอจริงๆด้วย งั้นตอบมาหน่อยสิว่าเธอต้องการอะไรกันแน่แม่ผมชาเขียวทำไมถึงต้องโผล่มาที่นี่แทนที่จะหนีไป” อเล็กซ์เอ่ยปากถามอีกครั้งพร้อมกับ
ยกปากกระบอกปืนเล็งไปทางหญิงสาวผมเขียวแบบไม่ลังเล

“แล้วถ้าฉันไม่ตอบล่ะ?”

“งั้นก็คงหมดเรื่องคุยกันแค่นี้ ฉันไม่ชอบคุยอะไรมากเท่าไหร่ซะด้วยคงมีแต่ต้องระเบิดศึกกันตรงนี้ให้เลือดสาดกันไปข้างจนกว่าจะพอใจ... เห็นด้วยไหมล่ะ”


อเล็กซ์ขึ้นลำปืนลูกซองรอเอาไว้ถึงที่พูดไปเมื่อกี้นี้จะเป็นแค่การบลัฟแหย่เล่นๆเพื่อหยั่งเชิง แต่ถ้าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรบ้าๆหรือคิดจะสั่งพวกมนุษย์หมาป่าโจมตีจริงๆ
เขาก็พร้อมที่จะดวลเดือดแลกลูกปืนกันตรงนี้แบบถวายหัวเช่นกัน อย่างน้อยถ้าจะต้องตายตรงนี้ก็จะไม่ขอตายแบบไร้ทางสู้จะไปลงนรกวันนี้ก็ให้มันรู้ไป!


“เฮ้อ... ไม่ไหวใจร้อนไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็สมเป็นนายดีหรอกนะงั้นฉันจะบอกก็ได้ ที่ฉันมาที่นี่ก็มีเหตุผลหลักอยู่ที่นายนั่นล่ะอเล็กซ์...” ไซเร็นตอบขณะเดินไปที่แวร์วูล์ฟ
ตัวที่อยู่ใกล้ๆพลางเอามือลูบไล้ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงโดยไม่สนว่าผิวของมันจะทั้งสากทั้งแข็งหรือมีกลิ่นเหม็นสาบยังไง

“ฉันงั้นเหรอ? ช่วยแปลจากไทยเป็นไทยได้ไหม”

“พูดไปก็คงไม่เข้าใจแล้วถ้าเป็นคำนี้ล่ะคะ... ‘พี่อเล็กซ์’”


รอยยิ้มและน้ำเสียงที่ดูจะอ่อนโยนจนน่าตกใจอเล็กซ์มองดูท่าทีที่เห็นก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะ แล้วทันใดนั้นอยู่ๆก็เหมือนกับว่ามีสายฟ้าแล่นเข้ามาในระบบประสาทตรงหัว
แบบไม่ทันตั้งตัว อเล็กซ์ทรุดเข่าลงพร้อมด้วยอาการปวดหัวที่ราวกับกะโหลกกำลังจะแยกออกเป็นสองซีกจากข้างในหูของอเล็กซ์ได้ยินแต่เสียงวิ้งๆไม่ได้ยินแม้กระทั่ง
เสียงกรีดร้องของตัวเองเลยสักนิดพร้อมกันนั้นเองที่เหมือนภาพบางอย่างในหัวมันปรากฏขึ้นความทรงจำที่เขาไม่เคยจำได้ว่าเคยมีกำลังไหลออกมาบางส่วน

ในหัวปรากฏภาพของเด็กหญิงผมสีเขียวท่าทางเงียบๆ กำลังยืนอยู่ที่หน้าบ้านของเขา ใช่... บ้านเกิดที่แอริโซน่า แถมเด็กผู้หญิงนั่นไม่ผิดแน่ถึงจะตัวเล็กไปหน่อย
แต่ก็แน่ใจว่านั่นคือ ไซเร็น... ไซเร็นที่กำลังเล่นอยู่กับน้องสาวของเขา... ฟิโอ นี่มันหมายความว่าไงกัน เขากับไซเร็นเคยรู้จักกันมาก่อน แล้วทำไมถึงจำไม่ได้กัน?


“ท่าทางแบบนั้นคงยังไม่ได้บอกเขาสินะฮอว์คอายส์...” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมเสียงหัวเราะในลำคอหลุดออกมาจากปากของไซเร็นแบบไม่มีกั๊ก ขณะมองดูอเล็กซ์
ตกอยู่ในสภาวะสับสนสุดชีวิตจนไม่มีแม้แต่แรงที่จะยืนทรงตัว

“บอกเหรอ... บอกเรื่องอะไร!?”


อเล็กซ์เอ่ยปากถามอีกครั้งอย่างยากลำบากเพราะเรี่ยวแรงที่จะขยับตัวแทบจะไม่มีว่ากันตามตรงแค่จะประคองสติไม่ให้เป็นบ้าเพราะอาการปวดหัวที่เหมือนกะโหลก
กำลังจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆนี่มันสาหัสเอาเรื่องทีเดียว แต่ถึงยังไงการที่ฮอว์คอายส์เอาแค่นิ่งเงียบไม่ตอบโต้อะไรออกมามันก็ดูชัดเจนแล้วการอีกฝ่ายถึงกับทำให้เขารับรู้ถึง
ความทรงจำที่ขาดหายไปแบบนี้บวกกับความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นทุกที มันทำให้อาการปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกมานั้นเป็นแค่เรื่องเล็กไปเลย

ไซเร็นยิ้มออกมาอย่างมีนัยยะราวกับมาดของนางร้ายในละครไม่มีผิด ขณะที่อาการปวดหัวทวีความรุนแรงขึ้นทีละนิด เรื่องบางอย่างที่ชายหนุ่มไม่เคยได้รับรู้เลย
กำลังจะเผยออกมาจากปากของหญิงสาวผมสีเขียวคนนี้ในอีกไม่กี่อึดใจ...


“ก็เรื่องที่ว่าครั้งหนึ่งแล้วพ่อของนายเคยดูแลฉันในฐานะ ‘ลูกสาว’ คนหนึ่งไงคะพี่อเล็กซ์...”









*******************************************************************************************************

ข้อมูลเสริมท้ายตอน

หลังจากหายไปนานหลายเดือนความยุ่งยากในการทำงานที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆต้องขออภัยด้วย และวันนี้จะเป็นข้อมูลเสริมของตัวละครที่หลายคน
อาจจะสงสัยว่า 'เขา' มีที่มายังไงและมีความเกี่ยวข้องยังไงกับทีม สเป็คเตอร์ กันแน่ และได้เวลามาทำความรู้จักกับ หมาป่าเพชฌฆาต ผู้เดียวดาย...

โยฮัน 'แบล๊ควูล์ฟ' เกรเกอร์เฮมส์

โยฮันนั้นเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวในภาคนี้เป็นครั้งแรกอาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่าทหารรุ่นเดอะฝีมือฉกาจระดับนี้มาเกี่ยวข้องอะไรกับสงครามอาวุธชีวภาพในครั้งนี้กันแน่

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆปี 2027 ช่วงที่ สเป็คเตอร์ ยังคงทำสงครามอย่างลับๆกับพวก นอร์ท ท่ามกลางสถาการณ์สับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นทางฝั่ง สเป็คเตอร์ อยู่ๆ 'เงามืด' ที่จะกลายเป็น

'ความหวัง' ของ สเป็คเตอร์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น โยฮัน ในวัยหนุ่มที่เป็นครู่ฝึกทหารระดับสูงของพวกนอร์ทได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการทรยศหักหลังของพวกนอร์ทด้วยกันเอง

ได้หอบสังขารที่ปางตายมาเข้าร่วมกับกลุ่ม สเป็คเตอร์ เพื่อจุดมุุ่งหมายอย่างเดียวนั่นคือการแก้แค้น แม้ในช่วงแรกสมาชิกทุกคนจะไม่เห็นด้วยในเรื่องการรับศัตรูเข้ามาเป็นพวก

แต่ 'เร้ดวูล์ฟ' เห็นบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคนทั่วๆไปในตัวของศัตรูคนนี้และด้วยแนวคิดที่ว่า 'ศัตรูแห่งศัตรู ก็คือมิตร' จึงทำให้โยฮันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สเป็คเตอร์

อย่างไม่เป็นทางการในฐานะหน่วยล่าสังหารนอกองค์กรภายใต้ชื่อรหัส 'แบล๊ควูล์ฟ' หรือ 'หมาป่าดำ' นั่นเอง

และด้วยความที่เป็นทหารเจนจัดจากสมรภูมิมากมาย มีความเชี่ยวชาญในการรบแบบกองโจร ไล่ล่า ทำลายล้าง ทรมาณ ลอบสังหาร วางกับดักและกลยุทธ บวกกับความแค้น

ที่ฝังลึกเข้ากระดูกดำ ทำให้โยฮันกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่น่ากลัวที่สุดของ สเป็คเตอร์ ก็ไม่ผิดนัก จากรูปแบบการทำงานที่ลุยเดี่ยวไม่เคยมีคำว่าพลาดประกอบกับ

ความโหดเหี้ยมที่ไม่เคยมีคำว่าจับเป็นในระบบความคิด ทำให้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมามีพวก นอร์ท นับพันชีวิตที่ต้องสังเวยภายใต้คมกระสุนของ หมาป่าดำรายนี้

แม้จะยังไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีความแค้นอะไรกับพวก นอร์ท หรือประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่ทุกคน ทุกฝ่ายต่างคิดเช่นเดียวกันนั่นคือ โยฮัน เป็นนักรบที่แกร่งที่สุด

อย่างไม่ต้องสงสัย...

และความลับที่ว่าเขาและหัวหน้ากลุ่มของ ดิ เซอร์เพนท์ อย่าง 'ไซเร็น' มีความสัมพันธ์ในฐานนะ 'ลุงและหลาน' ยังคงเป็นปริศนาเช่นเดียวกับ ความรู้สึกที่ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องจะ

เอาชีวิตของกันและกัน มันยังคงเป็นความลับดำมืดที่ต้องค้นหากันต่อไป...




*********************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 12 ก.พ. 2019, 00:03

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP21)12/1

Episode 22 : Blood and blade


หัวใจของรันฟากำลังเต้นระรัวขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อะดรีนะลีนถูกสูบฉีดไปทั่วทั้งร่างกายในเวลาเพียงแค่อึดใจ ขณะที่ข้างกายของหญิงสาวมีเพียงแค่ชายแก่
ผู้เป็นนักฆ่ามือฉมังซึ่งในมุมมองของรันฟานั้นชายคนนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายกระหายเลือดที่พร้อมจะฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเป้าหมายได้แบบไม่ลังเล แต่นั่นคงไม่แย่
เท่ากับศัตรูที่เธอกำลังเผชิญหน้าอยู่ ณ ตอนนี้อย่างน้อยๆชายแก่อย่างโยฮันก็คงดีกว่าเจ้าพวกนี้นิดหน่อย... ก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น

ดาบคาตะนะถูกกระชับแน่นในมือของหญิงสาวปลายดาบชี้ตรงไปข้างหน้าที่มี ‘พวกมัน’ ยืนอยู่สิ่งที่ดูจะมีรูปร่างส่วนใหญ่คล้ายมนุษย์แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นั่นไม่ใช่มนุษย์เสียทีเดียว ‘ทาล่อน’ หรือ ‘หน่วยรบอาวุธชีวภาพ’ หนึ่งในมรดกผลงานอุบาทว์ชิ้นโบแดงของพวก นอร์ท ที่รันฟาสนใจมากเป็นพิเศษเพราะในการฝึกซ้อม
ของห้องเสมือนจริงที่เธอทำมาตลอดนั้นเธอได้สู้กับร่างจำลองของเจ้าตัวนี้แทบจะทุกครั้งทำให้รู้ได้ถึงความร้ายกาจของพวกมันเป็นอย่างดี

และนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้มาเจอกับของจริงกับตาถึงรูปร่างภายนอกจะดูไม่เหมือนกับในห้องซ้อมรบเสมือนจริงซะทีเดียว แต่ยังคงมีหลายส่วนที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง
ทั้งรูปร่างที่เหมือนกับมนุษย์ตัวสูงประมาณร้อยแปดสิบ สวมเกราะรูปร่างประหลาดเอาไว้ทั่วทั้งร่างจนมองไม่เห็นเนื้อในจริงๆของมัน การเคลื่อนไหวที่ดูแข็งราวกับเป็นหุ่นยนต์
มากกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตและที่สำคัญคงหนีไม่พ้นดาบยาวที่รูปร่างเหมือนดาบนินจาของญี่ปุ่นที่มีการติดตั้งกลไกแปลกๆเอาไว้ทั่วทั้งเล่ม และด้วยองค์ประกอบพวกนี้ทำให้รันฟา
ทั้งรู้สึกหวาดเกรงและรู้สึกสนใจขึ้นมาในเวลาเดียวกัน


“ทาล่อนสามตัวแถมในที่แคบๆแบบนี้อีก... เชื่อมันเลย” โยฮันบ่นพึมพำออกมา แม้จะไม่แสดงสีหน้าแต่รันฟาก็มองออกว่าชายแก่คนนี้กำลังกังวลอยู่พอสมควร

“แล้วคิดว่าจะเอายังไงล่ะคะถอยดีไหมคะ?” รันฟาถามขณะที่ยังคงตั้งท่าเหมือนเดิมไม่ขยับไปไหน

โยฮันมองค้อนมาทางเธอ “ถอยเหรอ... ถามจริง? คิดว่าจะหนีพวกมันพ้นรึไง ไอ้พวกนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการไล่ล่าเป้าหมายโดยเฉพาะ
แหงล่ะ... ฉันเป็นหนึ่งในคนที่ออกแบบพวกมันมานี่นะ”

“ฟังดูไม่ใช่เรื่องน่าอวดเท่าไหร่นะคะ หวังว่าคุณจะมีแผนดีๆในใจนะคะเพราะหากมาตายเพราะผลงานของตัวเองแบบนี้คงน่าเศร้าใจแย่เลย...”

“เฮอะ! คิดว่าฉันเป็นใครกัน หากนี่คือสิ่งที่ฉันออกแบบขึ้นมา...” โยฮันเปลี่ยนมาใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมที่สะพายอยู่ข้างเอว “...มันก็ไม่ยากที่ฉันจะรู้วิธีทำลายพวกมัน”


ช่วงที่ทุกอย่างกำลังเงียบลงนั้นเองโยฮันก็ยกปืนไรเฟิลที่เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วยิงเปิดฉากไปแบบไม่ลังเล รันฟาตอบสนองกับเสียงปืนอย่างฉับไวราวกับเป็นสัญญาณ
ลั่นกลองรบในขณะที่พวกทาล่อนพุ่งตัวเข้ามาพร้อมทั้งหันคมดาบเข้าใส่ชายแก่ที่อยู่ข้างหน้าก่อนเป็นรายแรก ดาบคาตะนะของหญิงสาวปัดปลายดาบของทาล่อนที่ตวัดเข้ามา
ทางโยฮันให้เบี่ยงวิถีออกไปอย่างว่องไวราวอสรพิษฉกขณะเดียวกันหญิงสาวก็หมุนตัวตวัดดาบเข้าที่ชายโครงของทาล่อนเป็นการสวนกลับแต่ก็ติดตรงเกราะข้างลำตัวที่สวมอยู่
ซึ่งเจ้าหุ่นทาล่อนดันตอบโต้ด้วยการเอาศอกกระทุ้งเข้าที่บริเวณมือของรันฟาส่วนที่ใช้ถือดาบอยู่แทบจะในทันทีที่โดนสวน รันฟาหวิดจะทำดาบหลุดมือไปแล้วยังดีที่กระทุ้งมา
ไม่แรงเท่าไหร่นัก

ช่วงที่รันฟากำลังเสียจังหวะไปในชั่วอึดใจเดียวทาล่อนอีกสองตัวที่เหลือก็วิ่งตีคู่ประสานกันเข้ามาพร้อมทั้งหาดดาบเข้าใส่รันฟาจากทางด้านข้างทั้งซ้ายและขวา
การที่ถูกจู่โจมจากทั้งสองข้างในเวลาเดียวกันทำให้หญิงสาวรีบชักมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ไปด้านหลังและดึงเอาดาบสั้นอีกเล่มที่เป็นดาบของทาล่อนเช่นกันซึ่งเหน็บอยู่ด้านหลัง
เอวของเธอออกมารับดาบอีกเล่มเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ


เคร้ง!

‘เกือบไป... เจ้าพวกนี้เคี้ยวยากกว่าที่คิดซะอีก... นี่เหรอทาล่อน’


รันฟาเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในทันทีหลังจากสามารถรับดาบของทาล่อนสองตัวเอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด ต้องยอมรับเลยว่าระหว่างทาล่อนในห้องฝึกเสมือนจริงกับทาล่อน
ตัวเป็นๆที่เธอกำลังต่อสู้ด้วยนี้มันเป็นคนละเรื่องกันเลย ทาล่อนของจริงนั้นทั้งระดับฝีมือหรือปฏิกิริยาตอบสนองล้วนแล้วแต่เฉียบคมกว่ามากและที่สำคัญคือสัญชาติญาณ
ที่นักดาบทุกคนพึงมี ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าสิ่งนี้จะเป็นแค่หุ่นที่ไร้หัวใจเป็นแค่อาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น

แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่ามันจะมีชีวิตหรือถูกสร้างจากอะไรก็ตามในเวลานี้มันก็คือศัตรูที่ต้องจัดการให้ได้ รันฟารีบหมุนตัวพลางตวัดดาบเป็นวงกว้างอย่างคล่องแคล่ว
เพื่อสร้างช่องว่างในการขยับตัวให้มากขึ้น ยังไงก็แล้วแต่การสู้กับพวกมันในที่แคบๆแบบนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเสียเท่าไหร่


“เอาไงคะคุณลุงตอนนี้ถ้ามีแผนอะไรล่ะก็รีบเอาออกมาใช้เลยดีกว่านะคะ!” รันฟาพูดขณะที่เริ่มเข้าปะทะและดาบกับพวกทาล่อนอีกครั้ง บอกตามตรงเลยว่ามีหลายครั้ง
ที่หัวของเธอหวิดจะหลุดออกจากบ่าเพราะดาบยาวพวกนั้นแล้ว

“รู้แล้วเอาล่ะถอยออกมาแม่ตุ๊กตา!” โยฮันตอบกลับขณะที่โยนอะไรบางอย่างเข้าใส่พวกทาล่อนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า รูปร่างมันดูคล้ายกับ... ระเบิด!


พอเห็นว่าสิ่งที่โยฮันโยนออกไปนั้นเป็นอะไรหญิงสาวก็รีบดีดตัวถอยออกมาจากรัศมีในทันทีระเบิดโดยทั่วไปมีรัศมีสังหารอยู่ที่สิบห้าฟุต เธอต้องถอยออกมาให้มากกว่า
ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่ระเบิดจะทำงานซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายหากมีหุ่นทาล่อนถึงสามตัวคอยเหวี่ยงดาบฟาดฟันเข้าใส่เธอแบบนี้ ดูท่าทางพวกมันจะไม่ยี่หระต่อระเบิด
ที่โยฮันเพิ่งขว้างออกมา คงเพราะรู้ว่าระเบิดแค่นั้นไม่มีทางทำอะไรพวกมันได้อยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นโยฮันจะขว้างมาทำไม?


“เตรียมตัวไว้นั่นอาจจะทำให้เจ็บนิดหน่อย...” โยฮันพูดก่อนที่จะเริ่มปิดตาเอาแขนป้องหน้าเอาไว้ไม่ถึงสองวิถัดจากนั้นก็เป็นตามที่คิดระเบิดเริ่มทำงานเพียงแต่
มันไม่ใช่ระเบิดทำลายอย่างที่รันฟาเข้าใจในตอนแรก


เปรี๊ยะ!!


แสงสว่างวาบสีฟ้าเข้มที่สว่างมากๆเสียจนตาพร่าชั่วขณะมาพร้อมกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกปล่อยออกมาจากปลอกโลหะของระเบิดที่โยฮันเพิ่งขว้างไปเมื่อครู่ มันกำลัง
ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาช๊อตใส่ทาล่อนทั้งหมด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่า ‘ย่างสด’ มากกว่าเพราะกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมานั้นรุนแรงและทรงพลังเกินกว่าจะเป็น
แค่กระแสไฟฟ้าที่มีไว้เพื่อหยุดยั้งศัตรูเฉยๆ

ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่ากระแสไฟฟ้าคือการที่ต้องมาเห็นร่างของพวกทาล่อนชักกระตุกออกอาการรวนไปมาเหมือนกับปลาที่โดดพ้นน้ำขึ้นมาแล้วกลับลงน้ำไม่ได้ ไม่นับกับ
กลิ่นไหม้ของโลหะ พลาสติกพอลิเมอร์ และกลิ่นของเนื้อไหม้อ่อนๆที่พุ่งเข้าจมูกรันฟาจนแทบอยากจะสำรอกของเก่าในกระเพาะออกมาให้หมด ภาพที่ร่างของพวกหุ่นทาล่อน
ชักกระตุกเพราะโดนไฟฟ้าเผาย่างจนเกรียมยังติดตรึงอยู่ในสมองของหญิงสาวไม่หายไปไหน อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพวกทาล่อนสามารถกรีดร้องได้เหมือนกับคนพวกมันจะร้องยังไง


คงร้องออกมาแบบไม่เป็นภาษาคนแหงๆ


“บ้าจริง! นี่ถ้าจะเป็นแบบนี้ทำไมไม่บอกก่อนล่ะคะ!” รันฟาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจตามมาด้วยอาการหอบหนักหลังเพิ่งกระโดดหลบออกจากรัศมีทำลายของไฟฟ้ามาได้
แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

“ถ้ามัวแต่เสียเวลาบอกหัวเธอจะหลุดออกจากบ่าซะก่อนสิแม่ตุ๊กตา ในการรบน่ะต้องเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ ถามจริงเถอะคนที่ฝึกสอนเธอมาเขาไม่เคยบอกรึไง
นักรบที่ฉลาดคือคนที่รู้จักเตรียมพร้อมตลอดเวลา” โยฮันตอบคำถามกลับมาเป็นชุดขณะที่ลุกขึ้นมาเช็คปืนและเตรียมหาทางหนีออกไปจากฐานทัพ

“พอดีคนที่สอนฉันเขาสอนว่าอย่าทำอะไรที่จะเป็นการฆ่าเพื่อนร่วมทีมน่ะค่ะ...” รันฟาตอบประชดกลับไปด้วยอาการไม่พอใจนิดๆถึงสิ่งที่โยฮันพูดมามันจะถูกเป็นส่วนใหญ่
ก็เถอะ แต่ให้ตาย! เธอไม่ไหวจะเคลียร์กับนิสัยห่ามๆของนักฆ่ามือประกาฬรายนี้จริงๆ


ช่วงที่รันฟากำลังมองค้อนใส่ด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้จะดีนักเธอก็เห็นโยฮันกำลังเดินเข้าไปคุ้ยซากที่ไหม้เป็นตอตะโกไปแล้วของพวกหุ่นทาล่อน ท่าทางของอีกฝ่ายนั้น
ดูจะไม่เกรงกลัวอะไรเลยแม้แต่กลิ่นน่าคลื่นเหียนที่รันฟาแทบอยากจะอ้วกทุกครั้งที่สูดเข้าไปส่วนที่โยฮันกำลังคุยออกมานั้นเป็นส่วนหัวของทาล่อนตัวที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ชายแก่กำลังใช้มีดที่เอามาด้วยงัดแงะเกราะส่วนหัวออก รันฟาก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นักหญิงสาวทำเพียงแค่ต่อสัญญาณสื่อสารเรียกหาโคลท์เพื่อนร่วมทีมอีกคนที่กำลังไปเปิด
ประตูฐานเพื่อให้กำลังหลักบุกเข้ามาจัดการที่นี่


“นี่ผิง เรียกโคลท์ประตูไปถึงไหนแล้ว?”

“เรียบร้อยแล้วตอนนี้กองกำลังหลักกำลังเคลื่อนพลเข้ามา เวลาถึงที่หมายอีกห้านาที... เวรล่ะ!!” โคลท์ตอบก่อนจะอุทานออกมาดังลั่น

“มีอะไรโคลท์?”

“ทางนี้กำลังงานเข้าแล้วข้าศึกไม่ต่ำกว่าโหลเผลอๆมากกว่านั้น พวกมันคงกะมาปิดประตูแน่!” โคลท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นนิดๆแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างชัดเจน
มันก็ไม่แปลกอะไรตอนนี้เธอกับพรรคพวกแค่หยิบมือเดียวกำลังอยู่ตรงใจกลางฐานที่มั่นของศัตรูเลยนี่นา แถมการปะทะกับพวกทาล่อนเมื่อครู่ยังทำให้ศัตรูตื่นตัวเปิดไฟแจ้งเตือนแดงเถือกกันทั้งฐานอีกต่างหากเจอแบบนี้เข้าถ้าไม่เรียกว่านรกก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว


รันฟาเริ่มรู้สึกกังวลและห่วงทางโคลท์ขึ้นมาในทันที ลำพังแล้วตัวเธอน่ะยังไม่เท่าไหร่เพราะมีนักฆ่ามือเก๋าอย่างโยฮันอยู่เป็นเพื่อนด้วย แต่กับโคลท์นี่มันคนละเรื่องกันตอนนี้
เจ้าหนุ่มกำลังลุยเพียงลำพังกับศัตรูที่กำลังแห่เข้าไปรุมกระทืบในจุดที่ใช้ควบคุมประตู แค่นี้ก็พอจะคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหลายที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าซึ่งแต่ละอย่าง
นั้นมันเป็นลางร้ายทั้งนั้น ยังไงก็แล้วแต่ตอนนี้เธอจำเป็นต้องไปช่วยโคลท์ออกมาจากวงล้อมของศัตรูให้ได้ก่อน


“เราต้องรีบไปช่วยโคลท์ คุณโยฮันฉันต้องไป-”

“เธอไม่ต้องไปด้วยกัน เดี๋ยวฉันไปเองแม่ตุ๊กตาน้อย...” โยฮันกล่าวห้ามรันฟาเอาไว้ก่อนที่เธอจะทันพูดจบ หญิงสาวเป็นอันต้องความคิดสะดุดไปทันควันหลังได้ยินว่าอีกฝ่ายห้ามไม่ให้เธอตามไปช่วยโคลท์ที่อาจจะกำลังลำบากอยู่ตอนนี้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย!

รันฟาหันหน้ามาทางชายแก่พร้อมด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเอามากๆ “ทำไมกันคะ โคลท์กำลังลำบากอยู่เราต้องรีบไปช่วยเขาเดี๋ยวนี้จะให้ฉันรออยู่เฉยๆปล่อยให้เพื่อนตาย
ฉันทำไม่ได้หรอกนะคะ!”

“นี่ยังไม่รู้ตัวอีกรึไง... เธอน่ะตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้วเธอไม่เคยเล็งจุดตายของพวกมันเลยสักนิด แม้แต่กับไอ้พวกนี้ก็เถอะ...” โยฮันยกหัวของทาล่อนที่ถูกตัดขาดออกจากบ่า
ขึ้นมาให้ดู


รันฟานั้นตอนแรกไม่คิดอะไรมากเพราะยังไงมันก็เป็นแค่หัวของหุ่นแต่พอลองมองดูดีๆหญิงสาวแทบต้องหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะโยฮันใช้มีดแงะเกราะส่วนที่หุ้มตรงหัว
ของทาล่อนออกและที่อยู่ภายในนั้นมันก็คือ ‘สมองคน’ ที่ถูกบรรจุอยู่ในส่วนหัวของทาล่อนไม่ต่างอะไรกับกะโหลกของมนุษย์เลย รันฟานั้นแม้จะเคยเห็นสมองคนมาก่อน
สมัยที่เรียนวิชากายวิภาคในมหาวิทยาลัยแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นสมองคนอยู่ในสภาพที่ผิดธรรมชาติแบบนี้และไม่เพียงแค่นั้นโยฮันยังถือส่วนหัวของทาล่อนที่ถูกเปิด
ออกแบบนั้นได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น

ถ้าคิดว่านี่เป็นอะไรที่สยองขวัญที่สุดเท่าที่จะได้เจอแล้วสิ่งที่โยฮันกำลังจะทำต่อจากนี้มันแย่ยิ่งกว่าหลายเท่า เมื่อโยฮันดึงเอาเครื่องบางอย่างออกมามันมีลักษณะเหมือนกับ
มิเตอร์วัดไฟฟ้าที่มีทั้งเข็มขั้วสองเล่มขนาดยาวประมาณครึ่งฟุตเห็นจะได้ พร้อมกับตัวเครื่องที่ไม่ได้มีหน้าปัดวัดแรงดันไฟฟ้าเหมือนอย่างที่คิดหากแต่มีหน้าจอแสดงผลคล้ายๆกับ
หน้าจอของไอพอด ทีแรกรันฟาคิดว่าอีกฝ่ายคงกะจะเอาเครื่องนั่นมาวัดไฟฟ้าหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมองจนกระทั่ง...


ฉึก!


ไม่มีการเตือนหรือให้สัญญาณใดๆทั้งสิ้นสิ่งที่โยฮันกำลังทำอยู่นั้น รันฟาถึงกับต้องเอามือขึ้นมาป้องปากและตั้งสติเอาไว้ไม่ให้ขย้อนเอาของเก่าที่กำลังจะพุ่งออกมาจากปาก
อยู่รอมร่อแล้วให้ไหลออกมา เมื่อโยฮันได้ใช้เข็มขั้วไฟฟ้าทั้งสองเล่ม ‘แทง’ เข้าไปในสมองของทาล่อนจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามรันฟาแทบทนดูไม่ได้ ถึงสมัยเรียนอยู่
มหาวิทยาลัยจะมีให้ผ่าชำแหละศพเพื่อศึกษากายวิภาคก็เถอะแต่ไอ้ที่เอาเหล็กแหลมยาวครึ่งฟุตแทงเข้าไปในสมองจะๆแบบนี้ก็เพิ่งจะเคยเห็นครั้งแรก และมันก็เป็นภาพ
ที่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็ไม่ใช่ภาพที่น่าดูเลยสักนิด


“นะ... นั่นจะทำอะไรคะเนี่ย! (อุ๊บ!)”

“ก็วิธีการหาข้อมูลแบบบ้านๆไง...” โยฮันตอบกลับโดยไม่สนใจจะมามองหน้าหญิงสาวที่กำลังหน้าซีดแบบเห็นๆ ชายแก่เอาแต่กดที่ตัวเครื่องเพื่อเริ่มอะไรบางอย่าง
ดูยังไงๆก็คงไม่ใช่การวัดไฟฟ้าแบบพวกนักเรียนช่างกลทำกันแน่ๆ

“ฉันไม่ได้อยากจะขัดคอนะคะแต่ว่านี่จะให้ข้อมูลอะไรได้มัน ‘ตาย’ ไปแล้วนะคะ” รันฟาแย้งขณะที่เริ่มทำใจกับภาพที่เห็นได้แล้ว

“สมองของมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ราวๆสองถึงสามนาทีหลังตาย ถ้าใช้วิธีการจับคลื่นไฟฟ้าในสมองแล้วแปลงออกมาเป็นภาพเราอาจจะรู้ข้อมูลอะไรจากมันด้วยก็ได้
เอานี่ไป...” โยฮันยื่นเครื่องที่เพิ่งบอกว่าใช้กู้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าในสมองยัดใส่มือรันฟาก่อนจะหยิบปืนขึ้นมาแล้วเช็คกระสุนเตรียมพร้อมเอาไว้ท่ามกลางความสับสนสุดชีวิต
ของหญิงสาว

“ดะ... เดี๋ยวก่อนค่ะจะให้ฉันทำอะไรคะเนี่ย!” รันฟาเลิกลักถามขณะที่มือยังคงจับตัวเครื่องเอาไว้ด้วยท่าทางแหยงๆมือพิลึก แหงล่ะก็ตอนนี้ไอ้เครื่องนี่มันกำลังต่อตรงเข้า
กับก้อนสมองของเจ้าหุ่นทาล่อนนี่นา

“คอยดูคลื่นสัญญาณของสมองเอาไว้อย่าให้ขาดตอนล่ะเราต้องการข้อมูลจากสมองของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พยายามกดเลี้ยงคลื่นไฟฟ้าเอาไว้ ฉันจะไปช่วย
ไอ้หนุ่มนั่นเอง...”

“ตะ... แต่ว่า”

“ไม่มีแต่ทั้งนั้นแม่ตุ๊กตา ฉันเห็นแล้วการที่เธอไม่เตรียมใจที่จะฆ่าใครสักคนแบบนั้นถ้าไปช่วยทางนั้นจะมีแต่เกะกะแล้วไปหาเรื่องตายฟรีซะเปล่าๆ อยู่ที่นี่แล้วรอคนมาช่วย
ซะ!”


หลังพูดจบโยฮันก็วิ่งตรงไปยังจุดที่โคลท์กำลังโดนถล่มหนักในทันที ทิ้งให้รันฟาต้องอยู่เพียงลำพังกับก้อนสมองที่กำลังโดนดูดข้อมูลออกไปแบบเงียบๆ รันฟาทำได้เพียง
นั่งนิ่งไปและกัดฟันพลางหายใจถี่ด้วยความรู้สึกอัดอั้นคับแค้นใจเป็นที่สุด สิ่งที่โยฮันพูดมามันเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้เลย ถ้าเธอไปตอนนี้ก็เป็นอย่างที่โยฮันว่าเธอไม่พร้อม
จะฆ่าใครทั้งนั้นถึงแม้จะบอกว่าทำได้แต่ความจริงแล้วเธอไม่คิดแม้แต่จะอยากยิงใครเลยด้วยซ้ำ หน้าที่ของเธอคือการช่วยชีวิตไม่ใช่คร่าชีวิตทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ก็...


“บ้าชะมัดเลย!”



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




โคลท์ ทราวิส

“อย่าให้มันหนีรอดไปได้ ล้อมมันไว้อย่าฆ่ามันยิงแค่ที่แขนกับขามันก็พอ”

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูไอ้ชาติชั่ว!!”


นั่นคือสถานการณ์โดยรวมที่ โคลท์ ทราวิส ทหารหนุ่มหน้าละอ่อนจากหน่วยฮาวด์กำลังเผชิญ ทั้งถูกตัดขาด โดนล้อม เสียเปรียบเรื่องจำนวน และกำลังอยู่กลางดง
ห่ากระสุน ที่ยิงเข้ามาในห้องรักษาการณ์เล็กๆเพียงห้องเดียว นี่ถ้าฝั่งตรงข้ามไม่กะจับเป็นเขาป่านนี้พวกมันคงขว้างระเบิดเข้ามาแล้วแน่ๆ ไม่อยากคิดเลยว่าหากพวกมัน
ไม่คิดจะจับเป็นเขาขึ้นมามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงตอนนี้มันจะอยากจับเป็นเขาก็เถอะแต่ชายหนุ่มกลับอยากให้พวกมันเปลี่ยนใจเป็นจับตายเขาแทนมากกว่า

และมันก็คือการสู้กับพวกมันจนกว่าจะตายกันไปข้าง พร้อมที่จะขายชีวิตทุกวินาทีแก่ยมบาลให้แพงที่สุด!

แน่ล่ะถ้าจะมองในมุมนั้นมันเหมือนเป็นการกระทำที่สิ้นหวังไปหน่อยแต่มันก็เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ห้องรักษาการณ์นั้นสามารถเข้าออกได้เพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น
หน้าต่างทุกบานเป็นกระจกกันกระสุนอย่างดีห้องนี้ถูกออกแบบมาให้ทนทานเป็นเหมือนป้อมปราการที่เอาไว้รับมือกับศัตรูจากภายนอกห้อง ทำให้การรับมือกับศัตรูที่บุกเข้ามา
ทำได้ง่ายแต่ในขณะเดียวกันทางเข้าออกทางเดียวก็เป็นเหมือนดาบสองคมการที่มีทางเข้าออกแค่ทางเดียวก็หมายความว่าหากศัตรูมีกำลังมากกว่าก็แทบจะไม่มีทางหนีออกจาก
ห้องนี้ไปได้ยิ่งฝ่ายของโคลท์ที่มีกระสุนจำกัดแบบนี้อีกก็คงบอกได้ว่าคงใช้เวลาไม่นานก่อนที่กระสุนนัดสุดท้ายจะหมดลงหรือตัวเขาดวงซวยโดนยิงเข้าซะก่อนหากไม่รีบหาทาง
พลิกเกมโดยไวสิ่งที่รออยู่ก็จะมีแค่ความตายเท่านั้น


“ว่าไงมีดีแค่นี้รึไงหรือว่าแค่ราคาคุยกันวะไอ้พวกชาติชั่ว แน่จริงก็ส่งมือเจ๋งๆเข้ามาสิวะ!” โคลท์ยังคงตะโกนก่นด่าแข่งกับเสียงปืนใส่พวกศัตรูที่กำลังดาหน้าเข้ามา
ในหัวของชายหนุ่มตอนนี้แทบจะคิดถึงเรื่องเอาตัวรอดไม่ออก ทำเพียงแค่ยิงปืนต่อเวลายืดชีวิตไปเป็นวินาทีเท่านั้น

“ปากดีนักนะ เฮ้ยเอาของหนักให้มันกินหน่อยงานนี้ปางตายก็ไม่ว่าว่ะ!!”

“เออ! มาเลยสิวะอยากจะรู้เหมือนกันว่าของดีจะมีน้ำยาแค่ไหน!!”


โคลท์ตวาดกลับไปแบบไม่ลังเลและไม่มีคำว่ากลัว เหมือนนี่จะเป็นส่วนดีและส่วนเสียในข้อเดียวของชายหนุ่ม แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่เด็กแล้วสำหรับโคลท์ที่ต้องเติบโตมา
ในย่านบร๊องซ์ของมหานครนิวยอร์ก แถวๆบ้านของชายหนุ่มมักมีเหตุชาวแก๊งค์หลายพวกก่อการวิวาทอยู่บ่อยๆจนบางครั้งถึงขั้นมีสงครามขนาดย่อมๆระหว่างแก๊งค์ที่มีคนถูกฆ่า
ตาย และแน่นอนว่าการโตมาในย่านที่มีแต่ความรุนแรงนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องมีส่วนไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากหลายครั้ง และก็มีไม่น้อยที่ต้องแลกเลือดกันจนหน้าเขียวไม่เว้นวัน
มันทำให้โคลท์กลายเป็นพวกชนดะไม่แคร์ชาวบ้าน ยิ่งไอ้การทำเรื่องสติแตกเกินความจำเป็นนี่ยิ่งเป็นของถนัดซะด้วย

หนึ่งในนั้นก็คือการท้าพวกศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าโดยไม่มีคำว่ากลัวอยู่ในเสี้ยวใจเลยสักนิด

พวกศัตรูที่กำลังจะส่งบางอย่างเข้ามาไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหน จากที่นับได้พวกนั้นคงมีไม่ต่ำกว่าโหลนึง อาวุธเบาไปจะถึงอาวุธหนักพร้อมสรรพไม่นับกำลังเสริมที่อาจจะมาถึง
ในอีกไม่กี่อึดใจ ขณะที่โคลท์นับกระสุนได้มีเต็มอยู่แค่สองแม็กสำหรับไรเฟิลจู่โจมอัตโนมัติรุ่นต้นแบบ MT-XII กระสุนแม็กละห้าสิบนัด ปืนสั้น Five seven อีกสามแม็กตกแม็กละ
ยี่สิบนัด นับว่าน้อยมากหากเทียบกันแบบนัดต่อนัดแต่ถึงจะคิดยังไงลูกกระสุนมันก็ไม่เพิ่มขึ้นมามากกว่าที่มีอยู่นักหรอก คงต้องแลกกันตรงนี้จนกว่าจะต้องใช้มีดเข้าสู้เป็นด่าน
สุดท้ายนั่นล่ะ


‘รันฟาถ้าเธอยังไม่หมดลมหายใจก็มาช่วยหน่อยนะ’


โคลท์คิดถึงรันฟาในใจพลางขึ้นลำปืนเตรียมพร้อมลุยอีกครั้ง ยังไงทางเข้าออกก็มีแค่ทางเดียวถ้ายันเอาไว้สักหน่อยคงพอซื้อเวลาให้รันฟากับตาลุงโยฮันนั่นมาช่วย
แถมดีไม่ดีพวกกองกำลังหลักที่บุกเข้ามาคงจะพอเป็นที่พึงได้ก็เพียงแค่ต้องรอเวลา เดิมพันกับกระสุนทั้งหมดเท่าที่ยังมีอยู่

ชายหนุ่มเล็งปืนออกไปทางกรอบประตูทางเข้าเตรียมพร้อมจะสาดลูกกระสุนเข้าใส่ทุกอย่างที่ขยับเข้ามาใกล้ ยังคงไม่มีการยิงเข้ามาเสียงปืนของฝั่งตรงข้ามเงียบหายไปได้
สักพักแล้วด้วย เหมือนพวกมันจะแค่คุมเชิงรอที่จะส่งอะไรบางอย่างตรงเข้ามาทางนี้ลางสังหรณ์ที่ชายหนุ่มมีมันฟ้องว่าของจริงกำลังจะเริ่มหลังจากนี้แค่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็เท่านั้น


ตึง! ตึง! ตึง!


เสียงกระแทกของอะไรสักอย่างที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอฟังแล้วดูเหมือนเสียงฝีเท้าแต่ปัญหาก็คือเสียงฝีเท้านั่นฟังดูหนักๆยังไงชอบกลแถมถ้านี่ไม่ใช่การคิดไปเอง
รู้สึกเหมือนพื้นกำลังสะเทือนแบบแปลกๆซะด้วย ถ้านี่ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ยักษ์ที่มาพร้อมปืนบาซูก้ากระบอกบะเอ้กล่ะก็ งานนี้ก็คงวิกฤตกว่าที่คิดแน่


“นี่ล้อกันเล่นแหงเลยใช่ไหมเนี่ย!”


โคลท์อุทานออกมาเกือบจะไม่เป็นภาษาคนเมื่อแรงสั่นสะเทือนขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นใกล้พอจนมองเห็นตัวการของแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวแบบชัดแจ้ง ที่เบาใจได้คือ
แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่ยักษ์หรือตัวประหลาดอะไรอย่างที่คิดไว้ในตอนแรกมันอาจจะฟังดูโล่งใจที่คิดแบบนั้นแต่ความจริงแล้วสิ่งที่เห็นนั้น
ต้องพูดว่าเลวร้ายเลยทีเดียว

สิ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามาคือคนเพียงคนเดียว ต้องย้ำว่าคนเดียวจริงๆและมันก็ไม่ใช่ปัญหาหากไม่เป็นเพราะไอ้คนๆเดียวที่ว่านั่นดันมาพร้อมกับ ‘จักเกอร์ น๊อต’ ชุดเกราะหนัก
ที่มาในรูปแบบของชุดรบจักรกลสำหรับหน่วยจู่โจมแนวหน้า ติดอาวุธหนักตั้งแต่ปืนกลหนักขนาด .50 ปืนยิงลูกระเบิดขนาดย่อม และที่ร้ายกาจที่สุดเห็นจะเป็นปืนรางแม่เหล็ก
ไฟฟ้าเรลกัน ‘ทันเดอร์ โบลท์’ ที่ไม่ว่ามองยังไงแล้วก็เหมือนเอารถถังขนาดห้าสิบตันมายัดใส่ในชุดเกราะร่างมนุษย์ดีๆนี่เอง

โคลท์เป็นอันต้องเหงื่อตกเพราะว่าชายหนุ่มรู้จักพิษสงของเจ้าชุดเกราะรบจักรกลชนิดนี้เป็นอย่างดี เกราะหนาป้องกันได้แม้กระทั่งกระสุนปืนใหญ่รถถัง ระบบไฮดรอลิก
เสริมกำลังเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายมนุษย์และยังไม่นับกับอำนาจการยิงที่ถล่มทุกอย่างให้กลายเป็นผุยผงได้นั่นอีก ลำพังแค่ไรเฟิลจู่โจมเบาของโคลท์ก็ไม่ระคายผิว
มันสักนิดต่อให้ข้อเสียร้ายแรงของมันคือการเคลื่อนที่ที่เชื่องช้านั่นก็ตาม


ขอแก้คำพูดใหม่... น่าจะส่งพวกกระจอกๆมาเพิ่มอีกสักโหลมากกว่า...


ในเมื่อเป็นแบบนี้เข้าทุกอย่างก็ดูจะไร้ความหวังเข้าไปอีก การจะรอให้รันฟากับโยฮันมาช่วยนั้นคงจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมายกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ณ เวลานี้
แต่ถึงจะจนตรอกหรือต้องเอาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์เฉียดนรกแค่ไหน การยอมแพ้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่โคลท์หวังเอาไว้ จะให้ทำยังไงได้ก็คนมันดันถอยไม่เป็นซะด้วยสิ
คิดแบบนั้นแล้วโคลท์รีบยกปืนของตัวเองขึ้นมาเช็คปืนเป็นครั้งสุดท้ายให้พร้อมลุยก่อนจะปลุกใจตัวเองให้ฮึกเฮิมพอจะลุยได้กับทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่พระเจ้า
ที่ตนเองไม่เคยคิดเชื่อมั่น


“โอ้เย้!”



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



โยฮัน ‘แบล๊ควูล์ฟ’ เกรเกอร์เฮมส์


ยุ่งยากชะมัด... นั่นคือสิ่งที่โยฮันคิดหลังจากตัดสินใจไปช่วยเจ้าหนุ่มหน้าละอ่อนอย่างโคลท์อะไรนั่นจากดงตีนของพวกชาติชั่วทั้งหลายทั้งที่ความจริงแล้วชายแก่อยากจะ
ออกไปลุยคนเดียวแล้วฆ่าไอ้พวกชั่วในฐานทัพนี่ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดทั้งหมดนั่นล่ะแต่ก็อย่างว่าตอนนี้ตัวชายแก่กำลังอยู่กลางดงศัตรูไอ้เรื่องใจสู้น่ะมีเกินร้อยแต่สังขารมันไม่อำนวย
เท่าไหร่แล้วหากเป็นตอนสมัยหนุ่มๆล่ะก็เขาคงเลือกทิ้งชีวิตของเด็กใหม่นั่นแล้วลุยภารกิจสังหารหมู่ไปแบบไม่เกรงชาวบ้านแล้ว ว่ากันตามตรงไอ้งานลอบเร้นทำอะไรแบบเงียบๆ
นี่ไม่ใช่งานที่ชอบเลยสักนิดเดียว โดยเฉพาะไม่ได้สวมบทไอ้ปืนโตไล่ยิงไอ้พวกบ้านี่ให้กลายเป็นเศษเนื้อแบบสบายใจนี่ล่ะ แต่ก็เอาเถอะอีกเดี๋ยวก็คงได้มีการฆ่ากันระยับ
ยิงตับแตกเหมือนที่เคยเป็นๆมาแน่นั่นคือนิยามการช่วยเหลือของโยฮัน ‘เลือด กระสุน พระเจ้าพิโรธ’

การตามหาตัวไอ้หนุ่มหน้าตุ๊ดอย่างโคลท์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แค่ตามเสียงปืนที่กำลังยิงกระหน่ำไปก็พอยิ่งต้นเสียงอยู่ใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งหาตัวได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ด้วยและที่พิเศษไปกว่านั้นประสบการณ์บวกกับประสาทหูอันดีเยี่ยมและสัญาชาตญาณอีกเล็กน้อยก็มากพอที่จะให้โยฮันระบุจำนวนศัตรูรวมถึงชนิดของอาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ได้
แบบคร่าวๆและฟังจากเสียงบอกได้เลยจำนวนแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด เหมือนกับแค่เอาเท้าเหยียบมดทั้งกลุ่มให้ตายนั่นล่ะ

ยิ่งเข้าใกล้เสียงปืนมากเท่าไหร่มือทั้งสองข้างของโยฮันก็เริ่มสั่นระริกมากขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เป็นเพราะความกลัวหรือตื่นเต้นอะไรแต่เป็นความรู้สึกกระหาย... กระหายที่จะ
ละเลงเลือดทุกอย่างด้วยมือคู่นี้จนกว่าจะหยุดสั่น ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรหรือมีสาเหตุอะไรเหมือนกันหลายปีที่ผ่านมาอาการแบบนี้มักเกิดขึ้นทุกครั้งเหมือนเป็นปฏิกิริยา
ตอบสนองตามธรรมชาติเมื่อได้คิดถึงเหยื่อที่ต้องตามล่าหรือฆ่าทิ้งมันเป็นธรรมดาสำหรับสัตว์นักล่าที่จะรู้สึกตื่นเต้นหลังเจอเหยื่อที่ต้องการจะล่า ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นความรู้สึก
เมื่อผู้ล่ากำลังจะเข้าไปขย้ำเหยื่อที่ไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

ที่เหลือก็มีแค่เลี้ยวตรงหัวมุมนั่นแล้วหลังจากนั้นก็บุกเข้าไปแล้วฆ่าพวก-


ปัง! ปัง! ปัง!


“ไม่ได้ง่ายแบบที่คิดเท่าไหร่... แต่ก็แค่นี้ล่ะ” โยฮันเบนตัวหลบเข้าหลบมุมตรงทางแยกทันทีก่อนที่จะมีกระสุนนับร้อยๆนัดถูกสาดเข้ามาที่ทางแยก
ฉีกทุกอย่างที่อยู่ใกล้ๆพื้นที่แถบนั้นจนกระจุย

เหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงการมาของโยฮันได้เลยเตรียมกำลังส่วนหนึ่งมาดักรอเอาไว้ตรงนี้ซึ่งถ้าเป็นปกติสำหรับพวกทหารอ่อนประสบการณ์หรือผ่านการรบมาไม่ถึงปี
หรือสองปีก็คงจะสติแตกคิดกันหัวหมุนว่าจะทำยังไงกับการเอาตัวรอดออกไปจากห่าดงกระสุนที่สาดเข้ามาแบบไม่หยุดขนาดนี้ แต่ไม่ใช่เสียทีเดียวสำหรับโยฮัน ชายแก่ทำเพียง
แค่สูดลมหายใจเบาๆและยิ้มโดยไม่แยแสกับฝุ่นละออง เสียงปืน เขม่าควัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสนามรบหากมีบุหรี่ให้สูบล่ะก็ชายแก่คงจะควักขึ้นมาอัดควันสักอึกเข้าปอดก่อน
เป็นแน่ น่าเสียดายที่เขาดันลืมเอามานี่สิพับผ่า...


แชะ! แชะ! แชะ!


“หึ! พวกมือใหม่”


ปุ้ง!!


รอยยิ้มของโยฮันปรากฏขึ้นก่อนที่การตอบโต้จะเริ่มขึ้นในทันที สิ่งแรกที่ชายแก่จะทำก็คือยกปืนไรเฟิลจู่โจมขึ้นมายกประทับบ่าและเริ่มเปิดฉากยิงโต้กลับไปด้วย
เครื่องยิงลูกระเบิดที่ติดอยู่ใต้ลำกล้องปืน เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น


ตูม!!


หากจะมองในมุมทั่วๆไประเบิดลูกเดียวที่ยิงออกไปดูจะมีผลน้อยมากกับอีกฝ่ายที่มีอาวุธมากกว่าแถมอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบกับการตั้งรับ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่โยฮันรู้ดี
เพราะงั้นระเบิดที่เขายิงเข้าไปตรงจุดที่มั่นของอีกฝ่ายนั้นจึงไม่ใช่ระเบิดทำลายล้างแบบปกติ หากแต่เป็นกระสุนระเบิด ‘ฟอสฟอรัสขาว’ เมนูจานเด็ดที่โยฮันออกจะชอบนิดๆ
ซะด้วย

ระเบิดฟอสฟอรัสขาวนั้นโด่งดังมากในสมรภูมสมัยสงครามเวียดนามความร้ายกาจของมันอยู่ที่คุณสมบัติติดไฟที่ลุกไหม้ได้นานและดับได้ยากพริบตาแรกที่ระเบิดทำงาน
มันจะปล่อยผงฟอสฟอรัสสีขาวคล้ายๆแป้งแต่พอสัมผัสกับอากาศเพียงไม่กี่อึดใจไอ้ผงขาวๆนั่นก็ลุกเป็นไฟแทบจะในทันทีถ้าสูดดมเข้าไปรับรองว่าได้มีลมหายใจพ่นออกมา
เป็นไฟแน่ๆแต่ถ้าโดนผิวหนังคงไม่ต้องพูดงานนี้ไหม้ลามไปถึงกระดูกเพราะงั้นโยฮันจึงไม่รอช้ายิงตามเข้าไปอีกสองลูกจนละอองขาวๆของฟอสฟอรัสกระจายไปทั่วทั้งหัวมุม


“อ๊ากกกกกก!! ร้อน!! ช่วยด้วย!!”

“แค่ก... แค่ก!! หายใจ... ไม่... อ๊อ....”


และอีกอย่างหนึ่งที่โยฮันออกจากชอบเป็นพิเศษคือเสียงกรีดร้องของคนที่โดนเข้าไปเรียกว่าโหยหวนอย่างทรมานก่อนตายชนิดหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เสียงกรีดร้องทุรนทุราย
จากส่วนลึกของวิญญาณราวกับหลุดออกมาจากขุมนรกนี่กับโยฮันแล้วมันไม่ต่างอะไรกับเพลงกล่อมเด็กที่เขาไม่คิดแยแสกับมันนัก สำหรับชายแก่ที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
กับศัตรูนั้นเขาไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจใดๆทั้งสิ้นอันที่จริงแล้วปล่อยให้มันตายๆไปซะแบบนั้นก็ดี

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเขามันโหดเหี้ยม ไม่มีความเป็นคน หรือไม่ก็ปีศาจในร่างมนุษย์ก็แล้วแต่จะเรียกไป เพราะคิดไม่ออกว่าระหว่างชายที่ใช้ทั้งชีวิตไล่ฆ่าพวกชั่วที่เอาชีวิตคน
มาเป็นหนูทดลองอาวุธชีวภาพ กับพวกชั่วที่หากินกับความตายของคนบริสุทธิ์ ไม่รู้ว่าอย่างไหนชั่วกว่ากันและโยฮันก็ไม่สนด้วยว่ามันจะเป็นแบบไหนตราบเท่าที่ยังมีพวกศัตรู
ที่ต้องตามล่าชีวิตนี้ชายแก่ก็จะไม่มีวันวางปืนลงเด็ดขาด

ต้องรออีกประมาณนาทีกว่าฟอสฟอรัสจะเผาไหม้หมด ถึงตอนนั้นเสียงกรีดร้องทั้งหลายที่เคยดังระงมอยู่ตรงหัวมุมก็เงียบไปหมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่กลิ่นไหม้ฉุนแสบจมูก
เพียงเท่านั้น และภาพที่เห็นตรงหน้าอาจจะเรียกได้ว่า ‘น่าหยะแหยง’ ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยก็ว่าได้ ศพของพวกเดนตายที่ตกเป็นเป้าของระเบิดฟอสฟอรัสถูกเผาจนไหม้เกรียม
ทั้งร่างโดยเฉพาะใบหน้าที่ถูกเผาจนไหมเกรียมลึกเข้าถึงกระดูกจนเสียโฉมแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ขณะที่บางส่วนยังคงมีชีวิตแต่ก็ร่อแร่เต็มที่ซึ่งโยฮันไม่สนใจที่จะยิงซ้ำ
ให้เปลืองกระสุน ชายแก่ทำเพียงแค่เดินผ่านไปและปล่อยให้เหยื่อที่เพิ่งล่าได้นอนทรมานรอความตายต่อไป


“เสียเวลาไปน่าดู... สู่สุขติในนรกเถอะไอ้พวกชั่ว...” โยฮันบอกกับตัวเองก่อนจะเดินผ่านกองศพไหม้ไฟไปอย่างไว

“เข้ามาเลยสิวะมีดีแค่เกราะหนารึไงวะ!!”


เสียงของเจ้าหนุ่มโคลท์เองก็อยู่ไม่ไกลท่าทางจะสบายดีซะด้วยถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูเหมือนกำลังงานเข้าก็ตาม แต่มองในแง่ดีถ้ายังโวยวายได้แบบนั้นก็คงไม่ต้องห่วง
เรื่องที่จะไม่มีแรงสู้คิดแล้วมันชวนให้นึกถึงสมัยหนุ่มๆซะจริง ใช่... วันคืนอันแสนหวาน เลือด กระสุน พระเจ้าพิโรธบวกกับความแค้นอีกหนึ่งถ้วยตวง น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแบบนั้น
มันผ่านไปแล้ว

เหมือนเสียงตะโกนด่าทอที่ดังออกมาจากปากของโคลท์นั้นจะดังซะยิ่งกว่าเสียงปืนของพวกที่กำลังไล่ต้อนอยู่และยังไม่รวมกับไอ้ชุดเกราะรบจักรกลที่กำลังเดินเข้าไปหาแบบ
ทีละก้าวอย่างมั่นคงราวกับไม่มีอะไรจะหยุดยั้งมันได้

แต่ไม่ใช่กับโยฮันถ้าคิดว่าแค่มีอาวุธดีกว่าแล้วจะเอาชนะได้ล่ะก็คิดง่ายเกินไปแล้วล่ะ!


“เอาล่ะมาชาร์จไฟกันหน่อยเป็นไง!” โยฮันพูดก่อนจะโยนบางอย่างตรงเข้าไปที่ชุดเกราะรบ จักเกอร์น๊อต ในทันทีสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือความโกลาหลแบบที่คาดเดาได้


เปรี๊ยะ!!


กระแสไฟฟ้าแรงสูงจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันตรงจุดที่โยฮันโยนบางอย่างเข้าไปและนั่นคือ ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรืออีเอ็มพีหนึ่งในของแสลงสำหรับพวกอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาถึงจะไม่ทำให้วงจรของชุดเกราะนั่นพังแต่มันมากพอที่จะทำให้ระบบขับเคลื่อนและระบบอาวุธของชุดเกราะนั่นใช้งานไม่ได้
ชั่วขณะและนั่นคือโอกาส


“ทุกคนระวังตัวไอ้หมาป่าดำมันมาทางนี้แล้ว! กระจายกำลังกันออกไปฆ่ามันให้-”


ปัง!


“บ้าน้ำลายในสนามรบแบบนี้อ่อนหัดจริงนะ...”


เหยื่อรายแรกของโยฮันประเดิมด้วยการถูกยิงเข้าที่หัวจนเศษสมองกระจายออกจากกะโหลก ระเบิดอีเอ็มพี่ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้ชุดเกราะรบนั่นใช้งานไม่ได้เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง
อุปกรณ์อีกเล็กทรอนิกส์ทุกแบบทั้งอุปกรณ์สื่อสาร ไฟฉาย เลเซอร์ชี้เป้า กล้องเล็งและแน่นอนไฟตามทางก็ด้วยทุกอย่างตอนนี้กำลังตกอยู่ท่ามกลางความมืดสนิทมืดซะจน
มองไม่เห็นอะไรรอบตัว

ทันทีที่มีศัตรูโดนเก็บประเดิมรายแรกไปอีกฝ่ายก็เปิดฉากยิงโต้กลับมาในทันทีแต่ก็เหมือนแค่กราดยิงเข้ามาแบบมั่วๆโดยไม่มีความแม่นยำเลยสักนิด ระเบิดอีเอ็มพีนั่นไม่ได้
ลูกใหญ่อะไรมากมายเพราะงั้นมันคงมีผลอยู่ได้แค่แปปเดียวเท่านั้น


“มองอะไรไม่เห็นเลยมันไปมุดหัวอยู่ไหนวะ!!” หนึ่งในหน่วยรักษาความปลอดภัยโวยดังลั่นหลังจากยิงถล่มเข้าไปกลางความมืดหลายนัด เช่นเดียวกับอีกหลายคน
ที่กำลังเริ่มสติแตกไม่ต่างกันนัก แสงวูบวาบจากปลายกระบอกปืนนับสิบยิงกราดไปทั่วกลางความมืดแบบไม่มีทิศทางเพราะมองไม่เห็นเป้าหมาย

“ทุกคนหยุดยิงก่อน หยุดยิง!!” หนึ่งในพวกยามรักษาการณ์ตะโกนลั่นบอกให้ทุกคนหยุดยิง เพราะนอกจากจะเป็นการผลาญกระสุนโดยใช่เหตุยังเป็นไปได้ว่ากลางความมืดสนิท
แบบนี้อาจจะมีการยิงพวกเดียวกันเองได้ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเสียงปืนจะเงียบลง และนั่นคือสิ่งที่โยฮันกำลังเล็งอยู่


ปัง!


“เราโดนถล่มแล้วยิงมัน!!”


กลายเป็นว่าโยฮันลั่นกระสุนใส่ศัตรูอีกตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดแทนเขากลางกบาลอย่างจังในระยะเผาขนความเงียบเลยถูกทำลายลงในชั่วอึดใจและคราวนี้โยฮันเริ่มรู้ตำแหน่งที่แน่ชัด
จากการยิงก่อนหน้านี้แล้ว ชายแก่เลยไม่ลังเลที่จะบุกเข้าไประหว่างที่ยังมีเสียงปืนยิงกันอุดตะหลุดแบบนี้ ฝ่ายข้าศึกอาจจะเสียเปรียบที่ความมืดทำให้แยกมิตรกับศัตรูไม่ออก
แต่ไม่ใช่กับโยฮัน ข้อดีของการทำงานเพียงคนเดียวคือกรณีแบบนี้ไม่ต้องสนว่าใครจะเป็นมิตรหรือศัตรูเพราะทุกคนที่อยู่ตรงหน้านั้นคือศัตรูทั้งหมดก็จัดการได้แบบไม่ต้องกังวล
อะไรเลย

เสียงปืนดังขึ้นอย่างสับสนวุ่นวายทุกวินาทีที่ผ่านไปฝ่ายศัตรูจะต้องโดนจัดการไปอย่างน้อยหนึ่งคนโยฮันไม่ต้องการอะไรมากแค่เพียงยิงเข้าจังๆสักนัดที่กลางหัว การกราดยิงถล่ม
ไปมากลางความมืดแบบนี้มันเป็นพฤติกรรมของพวกมือใหม่อ่อนหัดที่ตื่นสนามจนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เข้าหาความตายได้ไวขึ้น ศพแล้วศพเล่าค่อยๆร่วงลงไปทีละคนจนกระทั่ง
เสียงปืนเริ่มเงียบลงอีกครั้งและผลของอีเอ็มพีเริ่มหมดฤทธิ์ไฟฟ้าตามทางเดินเริ่มกลับมาอีกครั้ง ภาพที่เห็นเป็นประจักษ์ตาคือร่างของหน่วยรักษาความปลอดภัยของ
พวก ดิ เซอร์เพนท์ จำนวนนับสิบนอนจมกองเลือดไร้วิญญาณอยู่กับพื้นอย่างที่เห็น เหลือเพียงแค่คนที่สวมชุดเกราะ จักเกอร์ น็อต รายเดียวเท่านั้น

ชุดเกราะเริ่มเปิดออกและระบบดีดตัวของชุดทำงานอัตโนมัติหลังระบบวงจรเริ่มรวนเพราะอีเอ็มพี หน่วยรักษาการณ์ที่สวมชุดลุกขึ้นยืนและมองไปรอบๆด้วยความสับสน
และหวาดกลัวถึงขีดสุดกับภาพที่เห็นตรงหน้า


“นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย แกเป็นตัวอะไรกันแน่วะ!”

“ถ้าอยากจะรู้... คำตอบ คนที่มาฆ่าแกไง...”


ฉึบ!


เสียงของอะไรบางอย่างแหวกอากาศดังฉึบก่อนที่จะทันให้เอี้ยวตัวมามองด้านหลัง หัวของเหยื่อรายเดียวที่ยังรอดอยู่ก็หลุดออกจากบ่าร่วงลงพื้นและกระเด็นกระดอนไปรวมกับ
ศพอื่นๆที่เหลือสวนร่างที่โดนแยกออกจากศีรษะตรงส่วนคอที่ถูกตัดไปโลหิตสีแดงสดพวยพุ่งออกมาจากร่างอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะล้มลงไปและชักกระตุกสองสามทีจนแน่นิ่ง
โยฮันเช็ดคราบเลือดออกจากมีดยาวขนาดร่วมหนึ่งฟุตครึ่งสภาพผ่านการใช้งานมานานพอดูด้วยชายแขนเสื้อของศพๆหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้น ชายแก่หายใจหอบขยับตัวอย่างลำบาก
เล็กน้อยเพราะอาการปวดกล้ามเนื้อ เหมือนโยฮันเองก็จะตกเป็นเหยื่อของความแก่ชราเหมือนเช่นมนุษย์ทั่วๆไปเช่นกันคิดแล้วมันก็น่ากลัวถึงจะเก่งกาจแค่ไหนหรือมีประสบการณ์
แก่กล้าเพียงใดมันก็หนีความจริงเรื่องนี้ไม่ได้นั่นล่ะนะ


“เอาล่ะถ้ายังไม่ตายก็ส่งเสียงหน่อยไอ้หนู!” โยฮันตะโกนถามโคลท์ที่ยังหลบอยู่ในห้องเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าไอ้หนุ่มตัวดีนั่นไม่ได้โดนลูกหลงจากคมกระสุนกลางความมืดเมื่อครู่นี้
ไปด้วย ถ้าหากเป็นอะไรขึ้นมามันจะลำบากเอา

“ยังอยู่ดีครับคุณปู่ มันตายหมดรึยังครับ?” โคลท์ค่อยๆเดินออกมาจากที่กำบังหลังเหตุการณ์สงบลงไม่นาน

“มีตาก็หัดแหกมองเองสิ... ถ้าตาบอดก็บอกกันได้ไอ้หนูแล้วจะช่วยนับศพให้”

“โธ่! อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ผมแค่อยากจะให้แน่ใจว่าจะไม่มีพวกมันตัวไหนลุกขึ้นมาไล่ยิงอีกก็แค่นั้น-”


แคร๊ง! กึก! กึก! กึก!


“ระเบิด!”


ไม่ทันได้พักหายใจลูกระเบิดจำนวนสองลูกก็กลิ้งมาอยู่ใต้แทบเท้าของทั้งคู่โยฮันรีบพุ่งตัวตะครุบโผเข้าใส่โคลท์เป็นการพาหลบไปด้วย ไม่กี่อึดใจถัดมาลูกโลหะทั้งสองลูกก็
ระเบิดออกสาดลูกปรายเหล็กนับพันๆชิ้นไปรอบๆด้านฉีกทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีสามสิบฟุตจนพรุน โยฮันและโคลท์รอดออกมาได้แบบหวุดหวิดโดยที่มีรอยถลอกอย่างละเล็ก
อย่างละน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ทำให้โล่งใจลงแม้แต่นิดเดียวเมื่อคราวนี้ดันมีฝนกระสุนถูกยิงเข้ามาจากบริเวณทางเดินที่โยฮันเพิ่งจะเข้ามาเมื่อครู่และนั่นก็ดันเป็นทางผ่านเข้าออก
เพียงทางเดียวซะด้วย กลายเป็นว่าโยฮันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับหนูติดจั่นที่จะหนีไปไหนก็ไม่ได้



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ภายนอกบริเวณทางเดินฝ่ายข้าศึกที่กำลังระดมยิงเข้าใส่ผู้บุกรุกทั้งสองรายยังคงเพ่งความสนใจไปที่เป้าหมายโดยที่ไม่รู้ว่า ณ ตอนนี้พวกตนกำลังถูกเฝ้ามองอยู่เช่นเดียวกัน
ผู้ที่กำลังมองมายังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ขณะที่ในหัวกำลังเต็มไปด้วยความลังเลและการตัดสินใจอันยากลำบากที่กำลังจะเกิดขึ้น ลมหายใจที่ติดขัดนั้น
กำลังรุนแรงมากขึ้น การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลถึงชีวิตไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง แรงกดดันทั้งหลายกำลังถาโถมเข้าใส่จนกระทั่งถึงคราวที่ต้องเลือก... รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก
พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ชายแก่พยายามยิงโต้กลับไปแต่ก็เหมือนสภาพพื้นที่จะไม่เอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นทางเดินแคบเป็นคอขวดบีบช่องการยิงของอีกฝ่ายให้แคบลง สถานะภาพโดยรวมตอนนี้
กระสุนเหลือน้อย เรี่ยวแรงเริ่มหมด อุปกรณ์ช่วยบางส่วนเสียหาย ระเบิดลูกสุดท้ายก็เพิ่งใช้หมดไปเมื่อครู่หากจะฝ่าออกไปคงต้องการปืนที่ใหญ่กว่านี้และกระสุนเพิ่มอีกสัก
สิบสามชุดถึงจะพอเสี่ยงลุ้นได้บ้าง มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ไงก็ยังไม่รู้จากที่เคยเป็นฝ่ายไล่ต้อนตอนนี้กลับต้องมาเป็นฝ่ายถูกต้อนเสียเอง นี่ล่ะนะชีวิต...

เสียงปืนยังคงคำรามลั่นราวกับฟ้าถล่มโยฮันทำเพียงแค่นั่งพิงผนังเฉยๆอย่างไม่ยี่หระต่อเสียงปืนที่กำลังดังลั่นอยู่ตลอดเวลา ชายแก่มองไปทางโคลท์ที่บัดนี้สีหน้าของอีกฝ่าย
กำลังตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยความเครียดแบบที่พอจะเดาได้ คิดแล้วมันทำให้นึกถึงสมัยที่ต้องจับปืนสู้จริงครั้งแรกเลยจริงๆ จำได้เลยว่าตอนนั้นเขาเองก็ทำหน้าแบบนั้นเหมือน
กัน

ช่างเถอะไปนึกถึงเรื่องตอนนั้นมันก็มีแต่เสียเวลาเปล่า...


“เฮ้ย... ไอ้หนูแกมีบุหรี่ติดมาด้วยไหมวะ?” โยฮันถามพลางดีดแม็กกาซีนปืนไร้กระสุนอันเก่าออกไปก่อนจะใส่อันใหม่ที่เป็นชุดสุดท้ายเข้าไปแทนที่

“จะเอามันไปทำอะไรตอนนี้! เรากำลังจะโดนฆ่าอยู่แล้วนะครับ!”

“เออน่า... ยังไงถ้าหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้วอย่างน้อยก็ขออัดควันเข้าปอดสักอึกให้หายอยากก่อนเหอะว่ะ... เผื่อตายขึ้นมาจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ” โยฮันตอบหน้าตาย
ขณะที่ยังคงคาดหวังว่าเจ้าหนุ่มนี่จะมีบุหรี่ กัญชา หรืออะไรก็ได้ที่ใช้จุดสูบอัดควันเข้าปอดได้จริงๆ ต่อให้มีแค่กระดาษม้วนจุดไฟตอนนี้ก็เอาล่ะ!

“...ผมมีไอ้นี่... ว่าจะเก็บเอาไว้ตอนโอกาสพิเศษๆแต่ท่าทางคงได้เวลาแล้วเหมือนกัน” โคลท์โยนแท่งสีน้ำตาลเข้มบางอย่างที่ล้วงจากการเป๋าอุปกรณ์ตรงเข็มขัดให้โยฮันไป
หนึ่งอัน โยฮันรับเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ เหมือนเจ้าหนุ่มจะเริ่มคุมสติตัวเองได้พอสมควรแล้วแต่ก็ยังมีความวิตกกังวลแสดงอยู่บนสีหน้าบ้างเล็กน้อย

“อืม... คิวบา... ไม่เลวเลยนี่” ชายแก่พูดอย่างพึงพอใจขณะที่คาบซิการ์จากคิวบาที่เพิ่งได้มาเอาไว้ในปากและเตรียมจุดด้วยไม้ขีดไฟ ก็นะ... จะจุดซิการ์ให้ได้อารมณ์
ถึงรสชาติจริงๆมันต้องจุดด้วยไม้ขีดนี่ล่ะ

“แล้วเอาไงต่อดีครับ?” โคลท์ถาม

“ไม่รู้สิ... รอเทวดามาโปรดมั้ง...” โยฮันตอบส่งๆไปอันที่จริงไม่ได้อยากจะพูดความจริงมากกว่าเรื่องที่ตอนนี้กำลังจนมุมและอาจจะถูกฆ่าได้ในอีกไม่กี่อึดใจ ยังไงเสีย
เรื่องเตรียมใจที่จะตายชายแก่มีพร้อมมานานหลายปีแล้ว ยังไงถ้าวันนี้จะต้องมาตายที่นี่ก็ให้มันรู้ไปสิ

ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกกำลังเสริมที่ติดต่อไปนั้นมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมดทั้งที่น่าจะเข้ามาถึงในนี้และฆ่าไอ้พวกระยำนี่ไปตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อนแล้วแท้ๆ แต่โยฮันก็ไม่ได้หวังพึ่ง
พวกนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เหมือนกับที่พวกตำรวจในหนังหรือละครห่วยๆที่มักมาตอนจบไม่ก็เหยื่อถูกคนร้ายฆ่าเรียบไปหมดแล้วนั่นล่ะ สถานการณ์บางอย่างจะรอคนมาช่วย
มันก็ใช่ที่ มันต้องเอาตัวรอดกันเอง ชีวิตมันต้องพร้อมที่จะหลั่งเลือดทุกเวลาแล้วสู้กันต่อไปแบบเลี่ยงไม่ได้

ในเมื่อมันเป็นแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้จากนี้พวกนั้นคงจะใช้แผนพื้นฐานอย่างรอให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมจากนั้นก็จะยกพลบุกเข้ามาทั้งหมดในคราวเดียวก่อนจะกราดถล่มเจาะร่าง
ทั้งคู่ด้วยทุกอย่างที่มี แน่นอนว่าโยฮันรู้ดีเพราะถ้าเป็นเขา เขาก็จะทำแบบเดียวกันทีนี้ที่เหลือก็แค่สูบซิการ์มวนสุดท้ายนี่อย่างละเมียดละไมแล้วกลับไปฆ่า-


ฉัวะ!!


“อ๊าก!!”


ช่วงที่กำลังเตรียมจะลุกขึ้นไปฉะกับพวกศัตรู เสียงกรีดร้องของพวกนั้นก็ดังขึ้นราวกับควายถูกเชือด เสียงปืนดังขึ้นหลายต่อหลายนัดขณะที่เสียงของอะไรบางอย่าง
พุ่งแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของพวกศัตรูที่กำลังยืนคุมเชิงอยู่ตรงทางเข้าออกเพียงทางเดียวซึ่งถูกปิดอยู่ และไม่เพียงแค่นั้นหากลองเงี่ยหูฟังให้ดีๆ
จะได้ยินเสียงโวยวายโหวกเหวกของไอ้พวกนั้นดังแบบไม่ขาดสาย เหมือนจะได้ยินคำว่า ‘ฆ่ามัน’ หรือไม่ก็ ‘ดาบ’ อะไรนี่ล่ะจะอะไรก็ช่างมันเหมือนเป็นโอกาสให้ทั้งโยฮัน
และโคลท์ตีโต้กลับบ้างซึ่งเจ้าหนุ่มตัวปัญหาที่อยู่ด้วยกันก็พยักหน้าเป็นการบอกว่ารับทราบแล้ว สองวินาทีถัดมาทั้งคู่ก็ออกจากที่กำบังและตรงเข้าไปเตรียมประจัญบานกับ
ศัตรูในทันที พร้อมกับในเวลาเดียวกันเสียงปืนและเสียงการต่อสู้ทั้งหลายก็เงียบลงไปแล้วเหลือเอาไว้เพียงเสียงร้องโอดโอยของข้าศึกที่ดังระงมเข้ามาแทนที่


“ช้าจริงนะไอ้พวกบ้ามัวไปหยุดแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ไหนมารึไง-”


เจ้าหนุ่มโคลท์พูดต่อว่าขึ้นมาหลังจากก้าวขาพ้นห้องรักษาการณ์มาได้พอสมควร นี่คงเป็นฝีมือของพวกกำลังเสริมที่มาสายกว่าเวลาแหงๆ ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะดี
หากไม่เป็นเพราะสิ่งที่โยฮันกับโคลท์ได้เห็นนั้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่คิดอย่างสิ้นเชิงอันที่จริงแล้วนี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทั้งคู่ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเห็น
เมื่อทางเดินแคบๆที่เคยมีศัตรูยืนดักรออยู่เป็นโขยงบัดนี้กำลังถูกแต่งแต้มย้อมไปด้วย ‘เลือด’ สีแดงสดที่สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งทางเดิน ไม่รวมกับชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์
ที่ขาดกระร่องกระแร่งถูกทิ้งระเกะระกะทั่วทั้งทางเดิน ทั้งมือ ขา หรือแม้กระทั่งหัว ทุกศพที่นอนแน่นิ่งไร้ชีวิตล้วนแล้วแต่ตายด้วยแผลขนาดใหญ่เป็นรอยตัดเฉือนที่ใหญ่พอ
จะทำให้เสียเลือดจนตายได้ในคราวเดียว บางรายแย่ยิ่งกว่ามีทั้งโดนตัดร่างผ่าเป็นสองซีก ทั้งเลือดและเครื่องในทั้งหมดออกมากองอยู่ข้างนอกเป็นภาพที่เห็นแล้ว
ชวนให้เลิกกินตือฮวนไปชั่วชีวิตซะจริง


“นะ... นี่มัน...”

“โดนสับจนเละ... อาวุธมีคมประเภทดาบ...” โยฮันวิเคราะห์ขณะมองไปข้างหน้า

“แบบนี้มัน... หรือว่า”

“ใช่... นายเห็นแบบที่ฉันเห็นนี่ คนที่จะทำแบบนี้ได้มีแค่คนเดียว...”


โยฮันพูดขณะเดียวกันสายตาก็ยังคงจับจ้องมองไปข้างหน้า สิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์แก่สายตาคือ ร่างของรันฟาที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ในมือถือดาบญี่ปุ่น
เอาไว้และกำลังยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรู เนื้อตัวเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือดมากมายที่กระเซ็นเข้าใส่ย้อมร่างของเธอจนกลายเป็นสีแดงเกือบจะทั้งร่าง

กลิ่นคาวเลือดผสมเข้ากับกลิ่นเผาไหม้ของดินปืนที่เพิ่งยิงระเบิดจากลำกล้องไปหมาดๆจนโยฮันรับรู้ได้ นั่นคงอธิบายได้ถึงร่างอันบอบบางของหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
ได้ประสบพบเจอมา เสื้อผ้าหน้าผมต่างก็เปียกชุ่มไปด้วยเลือดและที่เด่นชัดที่สุดเห็นทีจะหนีไม่พ้นดาบญี่ปุ่นเล่มยาวส่องประกายวาววับตัดกับสีของเลือดที่ติดอยู่กับคมดาบ
รวมกับแววตาที่จากเดิมเคยเป็นแววตาที่ใส่ซื่อไร้เดียงสาในเวลานี้มันกลับเป็นแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความคิดหรือความรู้สึกโดยสิ้นเชิงและองค์ประกอบทั้งหมดนี้เองมันทำให้
รูปร่างอันบอบบางของหญิงสาวดูน่ากลัวขึ้นมาในทันที

น่ากลัวมากเสียจนแม้แต่โยฮันยังต้องคิดให้ดีๆหากจะเข้าไปใกล้...


“รันฟาเธอไม่เป็นไรใช่ไหม?” โคลท์เอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงทั้งที่จริงแล้วตัวเขาควรจะกังวลเรื่องศพนับสิบที่เพิ่งถูกรันฟาเชือดไปพวกนี้ซะมากกว่า

“หึ หึ หึ... ไม่เป็นไรค่ะ... ทุกคนปลอดภัยแล้ว... ฉันทำได้แล้วค่ะ... หึ หึ หึ” รันฟาตอบกลับมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูไร้อารมณ์ ราวกับเป็นคนที่เสียสติไปแล้วไม่มีผิด
ขณะที่เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอกำลังดังมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะที่ไม่ว่าฟังยังไงก็เหมือนกับเป็นคนละคนไม่มีผิด

“รันฟาใจเย็นๆก่อนนี่มันเรื่องอะไรกันแน่บอกมาสิ!”

“ฉันฆ่าคนได้แล้ว... ฉันฆ่าพวกนั้นทุกคน... ฆ่าหมด... ไม่ลังเล... ไม่เสียใจที่ทำไปเลยค่ะ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!” รอยยิ้มแสยะที่ชวนให้รู้สึกขนลุกจับจิตจับใจ ทำเอาแม้แต่โยฮัน
ก็ยังอดหวั่นลึกๆในใจเป็นไม่ได้


เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ากองซากซพและเลือดพวกนี้เป็นฝีมือที่เกิดจากรันฟาเองล้วนๆดูท่าแรงกดดันหรือไม่ก็คงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านี้จนทำให้รันฟาออกอาการสติหลุด
อย่างที่เห็น ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องที่ควรดีใจหรือเป็นกังวลกันแน่ที่รันฟามาช่วยพวกเขาเอาไว้โดยแลกกับการที่หญิงสาวต้องเสียความเป็นตัวของตัวเองไปแบบนี้โยฮันที่มองอยู่ก็
ทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบขณะที่เสียงหัวเราอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติของรันฟาดังไปทั่วทั้งทางเดินอันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและซากศพของศัตรู

ชายแก่คิดในใจว่าสิ่งที่ตนเพิ่งทำลงไปนั้นมันคือการสร้างความน่าสะพรึงกลัวครั้งใหม่ขึ้นมารึเปล่า เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่โยฮันไม่มีทางคาดเดาได้เลย








************************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 11 เม.ย. 2019, 23:03

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP22)11/2

Episode 23 : Melody


มิชเชลยืนเผชิญหน้ากับหัวหน้าของฝ่ายศัตรูท่ามกลางสถานการณ์เสียเปรียบนี่มาได้พักใหญ่แล้วหลังจากที่ทั้งเธอทั้งอเล็กซ์ถูกไล่ต้อนให้เข้ามาติดอยู่ในทางเดินแคบๆ
โดยพวกแวร์วูล์ฟซึ่งกำลังล้อมดักทั้งหน้าและหลังเอาไว้ ข้างหน้าของทั้งคู่ก็มีหญิงสาวผมสีเขียวเจ้าของชื่อเรียกว่า ไซเร็น ซึ่งอันที่จริงแล้วมิชเชลรู้จักเธอในชื่อที่แท้จริง
‘เมโลดี้ เกรเกอร์เฮมส์’ อดีตหนึ่งในผลงานทดลองสร้างสุดยอดมนุษย์ของพวกนอร์ทเช่นเดียวกับโครว์หรือเรเวน

หญิงสาวคนนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างสุดยอดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อเหตุผลในเรื่องของการใช้เป็นตัวอย่างสำหรับวิจัยอาวุธชีวภาพขั้นสูง ถึงภายนอก
จะดูไม่ต่างกับเด็กสาวหน้าตาสระสวยไร้เดียงสาโดยทั่วไป แต่ก็อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตาเอาได้ ความร้ายกาจของหญิงสาวผมสีเขียวคนนี้เรียกว่าคาดไม่ถึงหลายอย่าง
มากและที่ดูจะอันตรายที่สุดก็คงจะเป็น ‘เสียง’ ของเธอนั่นเองและนั่นก็ดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้อเล็กซ์ล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้


“พอได้แล้วเมโลดี้ นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่!”

“ใจเย็นๆก็แค่กระตุ้นความทรงจำบางส่วนของเขาก็เท่านั้นเองนี่มันก็แค่อาการข้างเคียงเท่านั้นยังไงเสียฉันก็แค่คืนความทรงจำให้คุณพี่ชายก็เท่านั้น... ความทรงจำ
ที่พวกเธอสเป็คเตอร์ชิงไปจากเขายังไงล่ะ...” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวมาพร้อมสายตาจับจ้องมองกลับมาในเชิงเยาะเย้ยกับ สถานการณ์ที่ตน
กำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด


มิชเชลรู้จักนิสัยของแม่สาวผมเขียวนี้ดีหนึ่งในนิสัยแย่ๆที่ได้รับมาจะพ่อเฮงซวยของหล่อนที่ชอบบดขยี้ศักดิ์ศรีของคนอื่นมากพอๆกับการวางตัวให้ดูสูงส่งกว่าผู้อื่นด้วยท่าทีใจเย็น
แบบนั้นตามนิสัยของพวกเยอรมันที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง แต่ว่าในทางกลับกันไอ้ความคิดที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบนั่นอาจจะเป็นจุดอ่อนเดียวของแม่สาว
คนนี้ด้วยหากฝ่ายที่ลงมือบดขยี้ศักดิ์ศรีคือมิชเชลไม่ใช่ยัยเด็กนี่

มิชเชลสูดลมหายใจเข้าลึกๆและทำใจให้เย็นไว้ ภาพรวมตอนนี้ยังไม่เลวร้ายเท่าที่ควรยังไงก็หาทางเอาตัวรอดหรือพลิกเกมตอนนี้ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก อีกฝ่ายถึงจะมี
จำนวนมากกว่าแต่ยังไงก็เป็นแค่เด็กอ่อนหัดในสายตาของมิชเชลที่พยายามวางตัวเป็นผู้ใหญ่ก็เท่านั้น


“เรื่องนี้คงต้องไปถามพ่อของไอ้หนูนี่ก็แล้วกัน ท่าทางเขาคงคิดผิดน่าดูนะที่เก็บเธอมาเลี้ยงเพราะสงสาร ลงท้ายเธอก็ตอบแทนเขาแบบนี้ด้วยรึไง?”

“สงสาร? นี่พูดเรื่องโจ๊กให้ฉันขำเล่นๆรึไง! ตาแก่นั่นก็แค่เก็บฉันมาเลี้ยงเพราะกลัวพลังของฉันต่างหากเหมือนที่เธอกำลังกลัวอยู่ตอนนี้ไง ฮอว์คอายส์”

“พูดกับเธอไปยังไงก็เหมือนสีซอให้ควายฟังนั่นล่ะ มาจบเรื่องนี้เร็วๆเถอะจะได้หมดเวรหมดกรรมไปซะทีชักเบื่อคำพูดไร้สาระที่หลุดออกมาจากปากเธอเต็มแก่แล้วนังหนู!”
ความปากเสียของมิชเชลดูจะเป็นอีกอย่างที่เธอภูมิใจเอามากๆและมันก็ได้ผล ท่าทางสุขุมวางมาดสูงส่งของไซเร็นเริ่มหลุดฟอร์มบ้างแล้ว ชะช้า! คิดจะมาปากดีกับ
มิชเชล วิลโบสกี้ คนนี้มันยังเร็วไปร้อยล้านปีย่ะนังหนู!

“ต๊าย ~ ตาย! ดูพูดเข้าสิสมแล้วกับที่เป็นพวกทหารเลวไร้มารยาท ที่อุตส่าห์ยอมไม่ทำอะไรเพราะเห็นว่ามีเมตตานะเนี่ย”

“มันก็ใช่นะที่พวกเราเป็นทหารเลว แต่ก็เป็นทหารเลวที่จัดฉากให้พ่อของเธอถูกฆ่าด้วยมือของลุงเธอเองนะ ฉันจำได้เลยว่าภาพที่เห็นจะๆตาตอนนั้นมันสะใจอย่างบอกไม่ถูกเลย
จริงๆแค่เห็นพวกชั้นสูงโดนพวกชั้นล่างลากลงมากระทืบจมขี้แบบนั้นมันเป็นอะไรที่ดูแล้วไม่มีเบื่อเลย!” มิชเชลยังคงยั่วยุอีกฝ่ายด้วยคำพูดที่รุนแรงตามประสาของเธอ
คราวนี้สีหน้าของไซเร็นแสดงออกมาชัดว่าพำพูดเมื่อครู่ทำเจ้าหล่อนฟิวส์ขาดเข้าให้แล้ว


เพียงไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นพวกแวร์วูล์ฟที่กำลังยืนรอท่าอย่างสงบอยู่ก็เริ่มขยับตัวแสดงอาการดุร้ายออกมา มิชเชลรู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นสาเหตุที่ไซเร็นสามารถควบคุม
และออกคำสั่งกับเจ้าพวกนี้ได้ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงทั่วไปมันคือความสามารถพิเศษของเจ้าหล่อนที่สามารถใช้เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอพิเศษสร้างคลื่นเสียงจำเพาะ
ความถี่สูงขึ้นมาทำให้สามารถ ‘พูด’ ภาษาของพวกแวร์วูล์ฟได้และนั่นยังรวมไปถึงการใช้คลื่นเสียงพิเศษอีกหลายแบบที่มีผลกับมนุษย์ ทั้งการใช้เสียงสะกดจิต
กระตุ้นระบบประสาทด้วยเสียง หรือการเปล่งเสียงออกมาเพื่อทำร้ายโดยตรง แน่นอนว่ามิชเชลนั้นรู้จักไซเร็นมาดีมากพอๆกับที่เธอรู้จักงานของตัวเอง


“มีอะไรจะสั่งเสียไหมแม่คนเก่ง!” ไซเร็นถามด้วยเสียงสั่นเต็มไปด้วยความโกรธ

“ฝากทักทายพ่อของเธอในนรกด้วยแล้วกัน” มิชเชลตอบกลับและไม่ลืมที่จะยั่วโมโหทิ้งท้ายอย่างเคย


คราวนี้เหมือนจะเข้าตาจนซะแล้วภาพรวมที่เห็นชัดๆตอนนี้คือ ถูกล้อม อาวุธและกระสุนมีเหลือน้อย อเล็กซ์ก็ถูกเล่นงานจนหมดประสิทธิภาพในการรบ ถ้ามองเผินๆ
การไปยั่วโมโหฝ่ายตรงข้ามที่กำลังได้เปรียบนี่ดูจะไม่ใช่ไอเดียที่ฉลาดเท่าไหร่นักมันเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงมากที่สุดเลยด้วยซ้ำเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน

เว้นแต่ว่าหากนั้นเป็นสิ่งที่จงใจทำเพื่อเหตุผลบางอย่าง...

“จะว่าไป... เธอรู้ไหมว่าตอนนี้คือเวลาอะไร?” มิชเชลถามอย่างใจเย็นทั้งที่ตอนนี้กำลังมีความตายเข้ามาหาในอีกไม่กี่เมตร

“ก็เวลาตายของเธอไงยัยป้าถึก!”

มิชเชลยิ้มอย่างมีนัยยะจงใจให้ไซเร็นเห็น “ผิดแล้ว... มันคือเวลาชิ่งต่างหาก!”


วาบ!


โดยไม่รอให้อีกฝ่ายทันตั้งตัว มิชเชลก็กดที่นาฬิกาข้อมือของเธอในทันทีเสี้ยววินาทีถัดมาแสงสว่างวาบที่เข้มข้นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์หลายเท่าก็ส่องสว่างไปทั่วทั้งทางเดิน
โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นาฬิกาข้อมือเรือนนั้น หากมองเผินๆมันก็อาจจะดูเหมือนนาฬิกาดิจิตอลกันน้ำที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปแต่ความจริงแล้วในนาฬิกาเรือนนี้มีลูกเล่นแสบๆ
อัดอยู่เพียบ หนึ่งในนั้นก็คือฟังก์ชั่น ‘ระเบิดแสง’ ที่มิชเชลกำลังใช้อยู่ หลังจากนี้คงต้องขอบใจนุสที่ทำนาฬิกาเรือนนี้มาให้ในเวลาคับขันนับว่าช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

แสงสว่างที่นาฬิกาข้อมือแผดออกมานั้นทำให้ทุกคนและทุกตัวนอกจากมิชเชลตาพร่ามองอะไรแทบไม่เห็นไปชั่วขณะยิ่งพวกแวร์วูล์ฟที่มีระบบประสาทตาเหนือกว่ามนุษย์
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจอเข้าแบบนี้ได้ตาบอดแน่ มิชเชลแทบจะได้ยินเสียงร้องเอ๋งๆของพวกมันผ่านม่านแสงที่ยังคงส่องสว่างวาบอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะดับลงอย่างช้าๆ และรวมไปถึง
ไซเร็นที่โดนผลของแสงไปด้วยถึงจะไม่ร้ายแรงเท่าพวกหมาขี้เรื้อนนั่นก็เถอะแต่เจอเข้าไปแบบนั้นคงปวดตาไม่ใช่น้อยๆเลย


“ตาฉัน! หน๊อยยัยจิ้งจอกเฒ่า เจ้าเล่ห์นักนะฉันจะ-”


ผัวะ!!


“ขอโทษทีนะฉันไม่มีเวลามาฟังเธอบ่นหรอกนะนังหนู!”


ไม่มีการเตือนใดๆทั้งสิ้นคำพูดของไซเร็นถูกหยุดเอาไว้ด้วย ‘กำปั้น’ ลุ้นๆของมิชเชลที่จงใจชกเข้าตรงกลางใบหน้าแบบไม่มีกั๊กใบหน้าสวยๆดูไร้เดียงสาของหญิงสาวมีอันต้อง
ยุบในคราวเดียวพร้อมกับเลือดกำเดาไหลออกทางรูจมูกหลังจากนั้น กว่าไซเร็นจะรู้ตัวว่าโดนอะไรเข้าถึงตอนนั้นเจ้าหล่อนก็ล้มหงายท้องหลังกระแทกพื้นดังโครม ไม่รู้ว่าจะสลบ
เหมือดคาที่รึเปล่าสิ่งเดียวที่มิชเชลคิดในตอนนั้นคือต้องลงมือให้ไวที่สุดเพื่อหาโอกาสพาอเล็กซ์หนีออกจากวงล้อมของพวกแวร์วูล์ฟให้ได้

หากทำได้จริงมิชเชลนั้นอยากจะจับตัวไซเร็นไปทั้งๆแบบนี้เลยมากกว่าแต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะเธอคนเดียวพยุงร่างอเล็กซ์ได้ในเวลาแบบนี้ก็เต็มที่แล้ว ยิ่งเจ้าหนุ่มนี่ยังไม่หาย
จากลูกเล่นบ้าๆที่ไซเร็นใช้อีกด้วยแบบนี้หวังจะให้เดินเองยังลำบาก แต่ถึงยังไงก็ต้องพาออกไปก่อนอันที่จริงแล้วหากคิดในทางตรงกันข้ามการทิ้งเป้าหมายสำคัญแล้ว
ช่วยเพื่อนร่วมทีมนี่ดูจะไม่ใช่นิสัยของมิชเชลเท่าไหร่นัก แต่ว่าชีวิตของเจ้าหนุ่มนี่มีความสำคัญมากกว่าไซเร็นซะอีก ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ป่านนี้มิชเชลคงทิ้งไปแบบไม่ลังเล
เพื่อจับตัวไซเร็นแล้ว


“อเล็กซ์! รีบตื่นได้แล้วฉันคนเดียวพยุงนายไปตลอดทางไม่ไหวหรอกนะ ตื่นเร็วสิ!” มิชเชลตะโกนกรอกหูพลางใช้มือตบที่หน้าของอเล็กซ์แรงๆหลายครั้งเพื่อเรียกสติแต่ให้ตาย!
เหมือนไซเร็นจะเล่นป่วนประสาทแรงกว่าที่คิดเอาไว้ อเล็กซ์ถึงได้เอาแต่ร้องลั่นพลางเอามือจับหัวอยู่ตลอดแบบนั้น


คิดแล้วมันก็น่านัก! ยัยเด็กหัวเขียวตัวแสบนั่นเล่นซะป่วนที่ดันไปทำให้อเล็กซ์นึกถึงเรื่องเก่าๆที่ควรลืมขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องราวของความผิดพลาดเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวของ
สิ่งที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังมันกลับตาลปัตร กลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับความหวังโดยสิ้นเชิงและจุดเริ่มต้นทั้งหมดมันเริ่มมากจากวันนั้น...


“นี่ฮอว์คอายส์เรียกทีมภาคพื้นทุกหน่วยถอนกำลังออกไปซะ เกล โบลก์ กำลังจะเริ่มยิงในอีกหนึ่งนาที ใครมาไม่ทันก็ไม่ต้องรอเอาชีวิตให้รอดก่อน ย้ำอีกครั้ง ถอนกำลัง!”
มิชเชลตะโกนบอกทุกคนในหน่วย ยังไงเธอยังไม่ลืมว่าตอนนี้เวลาที่ปืนใหญ่ เกล โบลก์ จะยิงลงมาอีกครั้งกำลังนับถอยหลังอยู่เท่าที่ดูเหลืออีกไม่ถึงห้าสิบวินาที
ก่อนมันจะยิงลำแสงคลื่นความร้อนลงมาเผาทุกอย่างที่อยู่ข้างล่างนี่จนมอดไหม้ ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาอย่างเลี่ยงไม่ได้


ตรวจพบอาวุธคลื่นความร้อนของข้าศึก เริ่มมาตรการอพยพฉุกเฉินขอให้บุคลากรทุกคนรีบไปที่จุดถอนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด...


‘เวลาเหลือไม่มากแล้ว... ขอให้ทันทีเถอะ’


มิชเชลคิดด้วยท่าทีเหงื่อตกความกดดันทั้งหลายที่ต้องเจอบีบอัดกันอยู่ภายในชั่วระยะเวลาเดียว มีเวลาอีกสามสิบวินาทีที่จะออกไปจากฐานทัพนี่ก่อนปืนใหญ่คลื่นความร้อน
จะยิงลงมา การที่ต้องแบกคนหนุ่มตัวหนักกว่าร้อยหกสิบปอนด์ที่กำลังเดินขาลากไม่ต่างอะไรกับตัวถ่วงมันเป็นอะไรที่ยากลำบากมากๆ สังขารร่างกายของมิชเชลที่ไม่ได้หนักแน่น
เหมือนเมื่อครั้งยังสาวๆเริ่มกลายเป็นปัญหาใหญ่ ความรู้สึกเหนื่อยปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อตามตัวเริ่มรุนแรงมากขึ้น ลมหายใจหอบขัดเป็นสัญญาณของเรี่ยวแรงที่เริ่มหมดลงทุกที
แต่สัญชาติญาณการเอาตัวรอดมันบีบให้มิชเชลต้องเค้นเอาพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในร่าง เวลาที่กำลังนับถอยหลังเข้าสู่ประตูนรกเป็นตัวเร่งชั้นดี


เวลาเริ่มบีบลงเรื่อยๆอีกร้อยเมตรก่อนถึงประตูทางออกอ๊อปแซ๊ทตรงข้อมือที่ตั้งเวลานับถอยหลังเอาไว้เวลากำลังเดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว


เหลืออีกสิบแปดวินาที...


‘จะมาตายที่นี่ไม่ได้... จะมาตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดจะปล่อยให้อเล็กซ์มาตายตรงนี้ไม่ได้!’


เหลืออีกสิบห้าวินาที...


‘ยังมีสิ่งที่ฉันต้องทำอีก! ล้างบ้างไอ้พวกชั่วนั่นทั้งหมด!’


เหลืออีกสิบวินาที...


‘ฉันยังไม่ได้จัดการกับเรื่องที่คาราคาซังอยู่ตอนนี้เลย นี่เรากำลังจะตายจริงๆงั้นเหรอ?’


เหลืออีกห้าวินาที...


‘ไม่นะ.... ไม่!!’


สาม... สอง.... หนึ่ง...


‘ไอช่า!!’


ฉับพลันช่วงวินาทีสุดท้ายที่มิชเชลลากอเล็กซ์ออกมาจากฐานทัพใต้ดินได้สำเร็จลำแสงสีทองอร่ามที่ถูกยิงลงมาจากยานบินบนฟากฟ้าเข้าถล่มเป้าหมายที่เล็งเอาไว้ในพริบตา
เดียว ร่าของมิชเชลและอเล็กซ์ลอยขึ้นมาจากพื้นเพราะแรงปะทะก่อนจะกระเด็นออกไปพร้อมกับทรายจำนวนมากที่มีอยู่ทั่วไปในทะเลทรายอันแห้งแล้ง แทบจะรู้สึกได้ถึง
ความร้อนของคลื่นลำแสงทำลายที่ยิงลงมากำลังเผาผิวชั้นนอกของเธอจนแสบไปหมด แต่ถึงจะแสบแค่ไหนอย่างน้อยเธอก็ยังมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับอเล็กซ์เจ้าหนุ่ม
ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากแค่ระบมเพราะรอยช้ำที่เกิดจากหลังกระแทกพื้นทรายแรงๆเท่านั้น

ลำแสงทำลายล้างที่ยิงลงมาจากยานบินบนท้องฟ้ายามเช้าตรู่ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับเสาแสงสีทองที่ส่องสว่าง จนคิดว่ามันสวยงามแทบจะลืมความน่ากลัวของพลังทำลาย
ที่เธอกำลังได้ประจักษ์แก่สายตาอยู่ ณ ขณะนี้เลยจริงๆ มิชเชลรู้สึกโล่งอกที่ตัวเองรอดมาได้โดยที่ไม่ถูกย่างสดทั้งเป็นคาฐานใต้ดินแบบนั้น

พลังของการทำลายล้างอันรุนแรงหยุดลงในเวลาไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นทิ้งเอาไว้แค่กองไฟกองใหญ่กับความร้อนที่หลอมทรายในรัศมีให้กลายเป็นแก้วในพริบตา ไม่ว่าอะไรก็ตาม
ที่อยู่ในฐานนั่นป่านนี้คงจะกลายเป็นตอตะโกไม่เหลือแม้กระทั่งซากไปแล้วนั่นอาจจะรวมถึงไซเร็นด้วยเช่นกัน แต่มิชเชลยังไม่ปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายจะตายแล้วจริงๆตรงกันข้าม
มิชเชลเชื่อว่า อย่างยัยหนูผมเขียวนั่นต้องหาทางเอาตัวรอดไปได้สักทางแน่เชื่อได้เลย!


“นี่ฮอว์คอายส์พูด... ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว... ต้องการชุดถอนตัวด่วน...”

“ได้ยินแล้วกำลังส่งทีมถอนตัวไป... เวลาถึงที่หมายสองนาที”


เสียงตอบรับสั้นๆจากเครื่องมือสื่อสารเงียบลงหลังจากนั้นไม่นาน มิชเชลมองไปรอบๆพลางมองหาลูกทีมที่แยกกันหนีเอาตัวรอดกันก่อนหน้านี้ว่าไปหลบที่ไหนกันหมด
คำสั่งฉุกละหุกแบบนั้นเลยทำให้หลายคนกระจายตัวกันออกไปคนละทิศคนละทาง หวังว่าทุกคนจะรอดกันกลับมาได้หมดนั่นคือสิ่งที่มิชเชลคิดระหว่างนั่งรอจนกระทั่ง
เธอนึกถึงสิ่งสุดท้ายที่เธอคิดหลังเฉียดตายมาเมื่อครู่ เธอดันนึกถึงชื่อของคนๆหนึ่งที่ควรจะเป็นคนสำคัญที่สุดของเธอแต่ในเวลานี้เธอกลับทำสิ่งมีค่าเช่นนั้นหลุดหายไปซะแล้ว...


“ไอช่า...”



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อเล็กซานเดอร์ ‘เกรย์วูล์ฟ’ มิลเลอร์


เมื่อหลายปีก่อน...

นานแค่ไหนแล้วนะตั้งแต่จำความได้ที่ตัวเขาเคยอยู่กับครอบครัวทั้งสี่คน มีพ่อ แม่ ฟิโอ และตัวอเล็กซ์เอง เด็กชาวใต้ที่เกิดมาในพื้นที่อันแห้งแล้งของแกรนแคนยอน
รัฐแอริโซน่า สถานที่ที่ไม่มีอะไรนอกจากอากาศที่ร้อนเกือบตลอดปีและพื้นที่หุบเขาผาหินอันเลื่องชื่อ ที่อเล็กซ์มักจะใช้เวลากับเพื่อนๆชาวใต้ปั่นจักรยานร่อนไปทั่วในวัยเด็ก
ชีวิตที่แสนธรรมดาและเงียบสงบนี้มันคือสิ่งเดียวที่เขาต้องการมาโดยตลอดแค่ขอเพียงหวังให้มันเป็นเช่นนี้ตลอดไปแท้ๆ แต่ว่ามันกลับไม่เป็นแบบนั้น

มันก็เหมือนวันๆหนึ่งที่อเล็กซ์ใช้เวลาในวัยเด็กวิ่งร่อนไปทั่วอย่างอิสระราวกับไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งตัวเขาเอาไว้ แสดงแดดร้อนจ้าอันเป็นเอกลักษณ์และสายลมที่พัดผ่าน
เทือกเขาผาหินธรรมชาติเป็นระยะช่วยคลายความร้อนได้บ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม อเล็กซ์ในวัยสิบห้าปีเพิ่งจะเดินกลับมาจากการเที่ยวบ้านของ ดีเอโก้ หนึ่งในเพื่อนสนิท
ของเขาที่อยู่ชมรมวิศวกรรมไฟฟ้าด้วยกันที่โรงเรียน

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่อเล็กซ์ให้ความสนใจกับการสร้างเครื่องยนต์กลไกจำพวกอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก จุดเริ่มนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากวันที่เขาช่วยพ่อซ่อมรถคาร์ดิแล๊ค
เก่าๆในโรงรถนั่นคือครั้งแรกที่เด็กชายได้เห็นความน่าทึ่งของเครื่องจักร นับแต่นั้นมาความหลงใหลก็ได้กลายเป็นแรงบัลดาลใจแก่งานอดิเรกของเขาในที่สุด


“ร้อนชะมัด... ตอนนี้ที่บ้านแม่จะทำอะไรเย็นๆไว้ให้รึเปล่านะ?” เด็กหนุ่มพูดพลางปั่นจักรยานไปตามถนนอย่างเรื่อยเฉื่อยขณะคิดถึงอะไรเย็นๆที่จะกลับไปกินที่บ้านหลังจากนี้
ในช่วงวันหยุดของโรงเรียนที่ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้อเล็กซ์ทำนอกจาก วิ่งร่อนไปเรื่อย แวะไปหาเพื่อนที่บ้านบ้าง ไม่ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงขลุกอยู่ในโรงรถกับอุปกรณ์สร้างหุ่นยนต์
ที่ออกแบบเอง ชีวิตของอเล็กซ์ก็วนอยู่อย่างนี้ไม่มีอะไรพิเศษเท่าไหร่

และวันนี้ก็เช่นเดียวกันที่อเล็กซ์กลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายหลังเที่ยงไม่นานนัก ก็นับว่าดีไปอย่างที่แม่ของเขาไม่ค่อยเข้มงวดกับเรื่องการออกไปเที่ยวนอกบ้านเท่าไหร่ ตรงข้ามกับ
พ่อที่ออกจะเจ้าระเบียบและขี้บ่นมากจนรู้สึกรำคาญในบางครั้งยังดีที่พ่อของอเล็กซ์นั้นทำงานเป็นทหารเลยต้องออกไปประจำการที่อื่นนานๆครั้งจะได้กลับมาบ้านบ้างแต่ก็ไม่ใช่สิ่ง
ที่ทำให้อเล็กซ์จะสนใจในตัวพ่อของตนเองเท่าไหร่นักตั้งแต่จำความได้เขาก็รู้จักพ่อที่เป็นแบบนี้แล้ว พ่อที่ไม่เคยกลับบ้านพ่อที่ไม่เคยเล่นกับเขาหรือน้องสาว พ่อที่ไม่เคยแม้แต่
จะมีความทรงจำดีๆร่วมกันเลยสักหน


ช่างเถอะยังไงคิดไปมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนอยู่แล้วนี่...


สักพักใหญ่ๆอเล็กซ์ปั่นจักรยานมาจนถึงละแวกบ้านจากตรงนี้พอจะมองเห็นหน้าบ้านได้แบบชัดเจนทีเดียว มันคงไม่แปลกอะไรเท่าไหร่หากว่าวันนี้ดันไม่มีรถคันหนึ่งมาจอด
อยู่หน้าบ้านเขา มันเป็นรถคาร์ดิแล๊คเก่าๆสภาพผ่านการใช้งานมานานพอสมควรอเล็กซ์จำได้ดีว่ารถคันนี้เป็นของใคร


“พ่อเหรอ?”

“พี่จ๋า! พ่อกลับมาแล้ว!”


เสียงใสกังวานฟังแล้วให้ความรู้สึกสดใสของ ‘ฟิโอลิน่า มิลเลอร์’ น้องสาวสุดที่รักของอเล็กซ์ที่ยังคงร่าเริงเสมอไม่ว่าจะเวลาไหนอเล็กซ์กับเธออายุห่างกันประมาณหกปี
ผมสีน้ำตาลไหม้ถูกมัดแกละเอาไว้สองข้างมาพร้อมตุ๊กตาหมีสีขาวที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทไม่เคยแยกจากมาตั้งแต่เด็กถูกอุ้มติดมาด้วยเห็นแล้วชวนให้รู้สึกน่าเอ็นดูขึ้นมาจับใจ
แน่นอนว่าด้วยความที่น้องสาวคนนี้เป็นพวกติดพี่อย่างแรง ก็ไม่แปลกที่เธอจะแสดงท่าทีดีอกดีใจออกนอกหน้าทุกครั้งที่เจอเขา


“ว่าไงฟิโอที่ว่าพ่อกลับมาน่ะเรื่องจริงเหรอ?” อเล็กซ์ถามให้แน่ใจอีกครั้ง

“ค่า! พ่อกลับมาแล้วด้วยล่ะแถมยังพาพี่สาวมาให้อีกคนด้วยล่ะ!”

“พี่สาวเหรอ?”

“พี่สาวคนนี้ยอดมากเลยล่ะ ผมสีเขียวสวยมากแถมหน้าตาน่ารักด้วย!”


ฟิโอตอบพร้อมรอยยิ้มตรงกันข้ามกับอเล็กซ์ที่ได้ยินแล้วรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อพาเด็กกำพร้ามารับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ก่อนหน้านี้ไม่ถึงปีช่วงที่พ่อ
กลับมาครั้งก่อนก็พา อเล็กเซีย เด็กสาวอายุแก่กว่าเขาร่วมสี่ปีมาเป็นลูกบุญธรรมซึ่งที่มากันครั้งก่อนทั้งเขาและพี่สาวคนนี้ดูจะไม่ลงรอยกันในบางเรื่องส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอเล็กซ์
ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่กับการที่ตัวเองต้องมากลายเป็นน้องทั้งที่ตลอดมาเคยมีฐานะเป็นพี่มาก่อน และอีกอย่างหนึ่งอเล็กซ์คิดว่าพ่อไปรับเลี้ยงเด็กนอกสายเลือดมาแบบนี้ทั้งที่
แม้แต่ทั้งตัวอเล็กซ์และฟิโอพ่อยังไม่มีเวลาให้เลยแล้วยังจะมีหน้ามารับผิดชอบชีวิตคนเพิ่มอีกรึไงกัน

จะว่ายังไงก็แล้วแต่การที่พ่อของเขารับเด็กกำพร้าอีกคนมาร่วมครอบครัวด้วยแบบนี้ไม่รู้ว่าตาแก่นั่นคิดอะไรอยู่กันแน่นะจะว่าใจบุญเองหน้าตาก็ดูไม่ให้เอาเสียเลย ที่ผ่านมาก็แทบ
ไม่ได้ใส่ใจเขาหรือน้องสาวเลยสักนิดอันที่จริงแล้วอเล็กซ์ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับพ่อเลยเสียด้วยซ้ำไปนอกจากงานที่ทำ ของกินที่ชอบและรู้ว่าชายคนนี้คือพ่อก็เท่านั้น ไม่มีอะไร
มากไปกว่านั้น...


ถึงจะไม่พอใจแค่ไหนแต่ก็เห็นแก่น้องสาวที่ตื่นเต้นคงต้องตามน้ำไปก่อน “ชักอยากเห็นแล้วสิฟิโอ พาพี่ไปเจอเธอหน่อยได้ไหม?”

“ค่า!”


เด็กหญิงตอบรับอย่างร่าเริงก่อนจะเดินจูงมือนำอเล็กซ์เข้าไปในบ้าน ฝ่ามือเล็กๆนั่นให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มอย่างน่าประหลาดต่างกับมือของอเล็กซ์ที่วันๆเอาแต่จับอุปกรณ์
สร้างเครื่องไม้เครื่องมือจนหยาบกร้านไปหมดมันก็ดีเหมือนกันที่อย่างน้อยฟิโอก็ไม่ได้มีงานอดิเรกที่อันตรายจนทำให้ต้องปวดหัวเหมือนแบบเขา


“อเล็กซ์กลับมาแล้วเหรอลูก พอดีเลยแม่มีข่าวดีมาบอกลูกด้วย”

“ผมรู้แล้วครับแม่ พ่อกลับมาแล้วแถมยังพาน้องสาวคนใหม่มาให้ผมอีกแล้วใช่ไหมล่ะครับ?” อเล็กซ์ชิงพูดตัดบทก่อนที่แม่จะทันได้พูดออกมา

“ใช่แล้วล่ะลูก วันนี้คงต้องมีการฉลองกันหน่อยล่ะนะแม่คิดว่าจะทำสตูว์เนื้อซะหน่อยลูกคิดว่ายังไงล่ะ?” หญิงผู้เป็นแม่ถามอเล็กซ์พร้อมรอยยิ้มที่เป็นกันเอง

“อ้า! ลาภปากสิครับ ขอรสเข้มๆแบบเดิมแล้วกันนะครับ จะว่าไป... แล้วน้องสาวที่พ่อพามาล่ะครับอยู่ไหนแล้วผมยังไม่เห็นหน้าเธอเลย” อเล็กซ์ตอบพลางถามถึง
น้องสาวบุญธรรมที่เป็นประเด็นหลัก

“ตอนนี้อยู่กับพ่อที่ห้องนั่งเล่นน่ะ ลูกเข้าไปทักทายเธอก่อนสิเดี๋ยวแม่จะเตรียมของทำกับข้าวก่อน” ซาแมนท่าห์ตอบก่อนจะหันไปสาละวนอยู่กับการทำอาหารในครัว
ตามประสาแม่บ้านต่อ


อเล็กซ์เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่อยู่อีกฟากหนึ่งของบ้าน ปกติแล้วหากวันไหนที่พ่อของอเล็กซ์ไม่อยู่บ้านตรงนี้จะเป็นจุดๆหนึ่งที่เงียบพอสมควรเพราะว่าอเล็กซ์ไม่ใส่ใจเรื่อง
การนั่งเล่นเฉยๆในห้องนี้เท่าไหร่มากพอๆกับฟิโอที่มักใช้เวลาอยู่กับแม่ในครัวมากกว่า และวันนี้มันออกจะพิเศษนิดหน่อยตรงที่ว่ามีคนอยู่สองคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟา
และพูดคุยกันอยู่

คนแรกเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสมส่วนท่าทางทะมัดทะแมง ส่วนสูงก็ดูจะไม่ได้สูงอะไรมากเมื่อเทียบกับคนอเมริกันทั่วๆไป ตามผิวกายนั้นมีรอยแผลเป็นอยู่บางส่วนประกอบกับ
ผิวที่คล้ำกร้านแดดแสดงให้เห็นว่าใช้เวลาอยู่ท่ามกลางแสงแดดมาเป็นเวลานานนั่นคือพ่อของอเล็กซ์ที่นานๆครั้งจะกลับมาที่บ้านนี้เพื่อพักผ่อน ส่วนคนที่สองนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ
ไล่เลี่ยกับอเล็กซ์อยู่พอสมควร รูปร่างผอมบางท่าทางเงียบๆขึ้อายและที่เด่นที่สุดเห็นทีจะหนีไม่พ้นผมสีเขียวใบไม้สดที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ลักษณะสีผมนั้นบอกได้เลยว่า
ย้อมมาดีมากๆเพราะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติราวกับมีผมสีเขียวมาตั้งแต่กำเนิดไม่มีผิด

เพียงก้าวขามาในห้องเพียงก้าวเดียวเท่านั้นพ่อของอเล็กซ์ก็หันมาทางที่เด็กหนุ่มอยู่ในทันทีเหมือนมีตาหลังรับรู้ได้ถึงการมาของอเล็กซ์


“อเล็กซ์...”

“พ่อ...”


การสนทนาของสองพ่อลูกเริ่มต้นด้วยการเรียกถึงกันอย่างเงียบๆแววตาที่ทั้งสองคนมองใส่กันนั้นดูไม่เหมือนสายตาที่พ่อกับลูกซึ่งแยกจากกันมานานแสดงออกถึงกันเท่าไหร่
มันไม่แปลกเพราะความสัมพันธ์ของอเล็กซ์กับพ่อดูจะเป็นไปได้ไม่ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วหากจะมองจากมุมของทั้งสองฝ่ายก็ดูราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นมาคอยกั้นเอาไว้
ก็ว่าได้


“ไม่เจอกันนานเป็นไงบ้าง ชีวิตที่โรงเรียนเป็นไปได้ดีไหม?” พ่อของเด็กหนุ่มถาม

“ก็เรื่อยๆครับ... แล้วเด็กผู้หญิงคนนี้คือน้องสาวที่พ่อพามาใช่ไหม?” อเล็กซ์ถามกลับไป

“ใช่... นี่น้องสาวคนใหม่ของลูก เธอชื่อว่าเมโลดี้ ทักทายเธอซะสิ...”


อเล็กซ์มองไปที่สาวน้อยผมเขียวที่กำลังมองมาทางเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำสีหน้าของเด็กหญิงดูจะยังกังวลเพราะความไม่คุ้นเคยกับอเล็กซ์ดีนัก เธอไปหลบอยู่หลังของพ่อ
บุญธรรมและชำเลืองหน้าออกมามองดูอเล็กซ์เป็นครั้งคราวจนพ่อบุญธรรมของเธอต้องคอยปลอบและพาเธอเดินเข้ามาหาอเล็กซ์ทีละก้าว เห็นแล้วถึงจะรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่อยู่ๆ
พ่อก็เอาน้องสาวมาเพิ่มให้อีกคนหนึ่ง แต่ท่าทางของเธอมันทำให้ต้องยอมรับว่าอเล็กซ์อดเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ


อเล็กซ์ยื่นมือเข้าไปหาเด็กหญิงช้าๆ “สวัสดี... ฉันชื่ออเล็กซ์นะยินดีที่ได้รู้จัก เมโลดี้”


เด็กหญิงยื่นมามาจับที่นิ้วของอเล็กซ์อย่างช้าๆและเบามือมากจนอเล็กซ์สัมผัสได้ถึงความนุ่มละเอียดของมือเล็กๆที่กำลังจับอยู่ด้วย เด็กหญิงชี้ไปที่ลำคอของเธอแสดงให้เห็นถึง
แผลเป็นคล้ายๆรอยกรีดตรงลำคอของเธอแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวผมเขียวที่ดูท่าทางอ่อนเดียงสาและเงียบๆคนนี้แท้จริงแล้วเธอเป็นคนใบ้ที่พูดไม่ได้นี่เอง และชื่อเมโลดี้ที่หมาย
ถึงท่วงทำนองเพลงนั่นก็ดูราวกับประชดไม่ก็เป็นตลกร้ายมุขหนึ่งสำหรับเด็กหญิงที่ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้คนนี้


“เธอได้รับบาดเจ็บที่คอมายังดีที่กล่องเสียงไม่ได้เสียหายมาก คงต้องใช้เวลากว่าเธอจะกลับมาพูดได้อีก พ่อฝากให้ช่วยดูแลเธอหน่อยได้ไหมอเล็กซ์?”

“อา... เย็ก...?” เมโลดี้ขยับปากพูดและเค้นเสียงออกมาจากลำคอด้วยความลำบากจนแม้แต่เสียงที่หลุดออกจากลำคอยังได้ยินไม่ชัด


อเล็กซ์มองดูท่าทีของเด็กหญิงผมเขียวตัวน้อยที่ท่าทางไม่มีพิษภัยคนนี้ด้วยความรู้สึกสับสนและรู้สึกเห็นใจเล็กๆ ความคิดอคติที่เด็กหนุ่มมีต่อเธอในตอนแรกค่อยๆลดลงบ้าง
นิดหน่อย อเล็กซ์พอจะเข้าใจความรู้สึกของพ่อแล้วว่าทำไมถึงต้องพาเด็กคนนี้มารับเลี้ยงเป็นลูก เห็นแบบนี้แล้วเป็นอเล็กซ์เองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก


เอาเหอะแค่มีน้องสาวเพิ่มมาอีกคนจะเป็นอะไรไปเชียว...


ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เส้นทางของการเป็นพี่ชายที่มีน้องสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคนก็เริ่มไปแล้ว ตัวเด็กหนุ่มนั้นไม่รู้เลยว่าเรื่อราวต่อจากนี้จะมีเรื่องที่เหนือความคาดคิดของเขารออยู่...



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------



“อู๊ย...!”

“ไง... ฟื้นแล้วเหรอพ่อคนขี้เซา?” เสียงแข็งๆของฮอว์คอายส์เป็นเสียงแรกที่อเล็กซ์ได้ยินหลังจากตื่นขึ้นมาที่จริงมันไม่ใช่อะไรที่แย่ไปนัก แต่อย่างน้อยขอเป็นเสียงสาวๆสวยๆ
สักคนไม่งั้นก็เสียงของลอร่าแฟนสาวของเขาก็ได้ไม่ใช่ยัยป้าแก่ที่แสร้งทำเป็นสาวเอ๊าะๆแบบคนนี้

“เราอยู่ที่ไหนเนี่ย... หัวผม... มันปวดไปหมด”

“เราอยู่บนยานวัลคิลลี่ กำลังเดินทางกลับฐานโชคดีที่พวกเรารอดมาได้นะอเล็กซ์” มิชเชลค่อยๆพยุงร่างของอเล็กซ์ให้ลุกขึ้นนั่งกับเตียงคนไข้ เท่าที่ฟังเหมือนอเล็กซ์จะสลบไป
ตอนที่โดนไซเร็นเล่นงานเข้าจากนั้นเหมือนความทรงจำเก่าๆจะผุดออกมาจากความทรงจำที่เลือนลาง แต่อเล็กซ์ก็พอจะจำได้บางส่วน


ทั้งเรื่องในสมัยก่อนที่เหมือนจะเคยเกิดขึ้นแต่ลืมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และที่หนักก็คือไซเร็นหัวหน้าศัตรูที่เขากำลังสู้ด้วยตอนนี้เคยเป็นน้องสาวบุญธรรมของเขามาก่อน
นี่มันยังไงกันแน่?


“เมื่อตอนนั้น... ยัยไซเร็นเรียกผมว่าพี่... มันหมายความว่าไงกันผู้บัญชาการ?”

“นั่นเป็นแค่ลูกเล่นที่ยัยไซเร็นใช้กับนายเท่านั้นนายแค่-”

“อย่ามาแกล้งไขสือกับผมดีกว่าผู้บัญชาการ เราทั้งคู่รู้ดีว่ามันไม่เป็นแบบนั้น... ไซเร็- เมโลดี้... เธอเป็นใครกันแน่ทำไมถึงพูดไม่ได้ในตอนแรก” อเล็กซ์ถามกลับด้วยน้ำเสียง
จริงจัง บอกตามตรงว่าชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดมากเวลาที่จับโกหกใครได้แล้วอีกฝ่ายยังดื้อไม่ยอมรับแบบนี้ อเล็กซ์แน่ใจว่าสิ่งที่ลอยเข้ามาในหัวเขานั้นไม่ใช่ลูกเล่นมายาอะไร
ที่ไซเร็นสร้างขึ้นมาแน่ๆ


เพราะอเล็กซ์เองก็รู้สึกผูกพันกับหญิงสาวคนนั้นแบบไม่อาจปฏิเสธได้ถึงแม้มันจะเป็นๆหายๆก็ตาม...


ฮอว์คอายส์นั้นดูจะไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาให้เห็นแบบชัดเจนนักแต่อเล็กซ์มองเห็นสิ่งที่ผู้บัญชาการหญิงกำลังแสดงออกมาในแววตาที่สงบนิ่งนั่น ความกังวล ในบางสิ่ง
บางอย่างบางอย่างที่สำคัญมากจนต้องปิดให้อเล็กซ์ไม่สามารถรู้เรื่องนี้ได้ อเล็กซ์รู้จักแววตาแบบนี้ดีมันคือแววตาของคนที่มีเรื่องสำคัญปิดบังเอาไว้เหมือนกับที่ชายหนุ่มเคยเห็น
จากพ่อทุกครั้งที่มองหน้ากัน

ไม่ว่าจะยังไงอเล็กซ์ต้องรู้คำตอบให้ได้วันนี้และเดี๋ยวนี้ด้วย ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหนอเล็กซ์นั้นจริงจังเกินกว่าที่จะมาเสียเวลาคิดเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องที่มีแต่น้ำ
ไม่มีเนื้อ เพราะงั้นวันนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องรู้ให้ได้!


“นายเนี่ยนะ... ดื้อด้านเหมือนพ่อนายไม่มีผิดเลยจริงๆ...”

“ผมไม่สนเรื่องนั้นหรอก ตกลงว่าไง?” อเล็กซ์ไม่สนใจประเด็นบ่ายเบี่ยงของฮอว์คอายส์มากนักนอกจากคำตอบที่เขาต้องการจะรู้

“ใจร้อนจริงๆแต่ก็เอาเถอะ... ใช่ ไซเร็นกับนายเคยเจอกันมาก่อนแต่ฉันไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่นักหรอกเพราะคนที่อาสารับเลี้ยงดูคือพ่อของนายเอง ฉันไม่ได้บังคับให้เขา
รับเลี้ยงไซเร็นในตอนนั้น มันเป็นความต้องการของพ่อนายเองอเล็กซ์ อันที่จริงแล้วฉันสั่งเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำในตอนนั้น...”


คำตอบที่ง่ายๆแต่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรของฮอว์คอายส์ทำเอาอเล็กซ์อึ้งไปพักใหญ่หลังรู้ความจริง ถ้านี่เป็นความจริงแล้วทำไมความทรงจำที่เขาควรจะมีถึงได้เลือนรางแบบนั้น
แถมยังเพิ่งจะฟื้นกลับมาหลังจากที่ไซเร็นเล่นอะไรบางอย่างกับสมองของอเล็กซ์ ทำเอาชายหนุ่มต้องคิดถามกับตัวเองเลยทีเดียวว่าช่วงเวลาในชีวิตที่ผ่านมาเข้ามัวทำบ้าอะไรอยู่
กันแน่ ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เอาซะเลยมันเหมือนถูกควักสมองออกไปทำเป็นของเล่นของใครบางคนแล้วเอาใส่กลับที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ยผม...” ยังไม่ทันขาดคำอเล็กซ์ก็ต้องเอามือกุมหัวอีกครั้งเพราะอยู่ๆอาการปวดหัวที่เคยทุเลาลงเริ่มกลับมารุนแรงอย่างฉับพลัน พร้อมกับ
ภาพความทรงจำขาดๆหายๆส่วนใหม่ที่ถูกฟื้นกลับขึ้นมาอีกรอบ


ถึงอเล็กซ์จะแสดงอาการปวดหัวแทบจะระเบิดฮอว์คอายส์ก็ดูจะไม่สนใจเข้ามาประคองให้ตรงกันข้ามผู้บัญชาการหญิงกลับมองดูอาการของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับรู้ว่า
อาการของอเล็กซ์หมายถึงอะไร


แหงล่ะ... มีเรื่องใหญ่เรื่องไหนบ้างที่ยัยผู้บัญชาการจอมยุ่งนี่จะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยกัน...


“ทำใจให้สบายๆซะนี่มันเป็นอาการแรกเริ่มของคนที่ความทรงจำกลับคืนมา...”

“เธอ...พูดเรื่องอะไรกัน...?”

“เดี๋ยวนายก็คงจะได้รู้เอง... ระหว่างนี้หลับไปก่อนนะ”


ไม่ทันขาดคำสันมือหนักๆของผู้บัญชาการหญิงก็หวดลงมาที่ไหนสักที่ตรงหัวของอเล็กซ์ ชายหนุ่มรู้สึกว่าเรี่ยวแรงถูกดูดออกไปหมดในพริบตาเดียวร่างกายที่เคยเบากลับมาหนัก
อึ้ง ภาพรอบตัวเปลี่ยนเป็นสีดำของความมืด ความเจ็บปวดที่เคยรู้สึกว่าบีบรัดจนหัวแทบจะระเบิดหายไปหมด สิ่งสุดท้ายที่รับรู้ได้คือภาพของฮอว์คอายส์ที่กำลังเดินออกห่างไป
แผ่นหลังที่เขาเห็นนั้นช่างให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน


ภาพรอบตัวย้อนกลับไปยังความทรงจำในอดีตที่หายไปอีกครั้งมันเหมือนกับทุกอย่างจะเป็นเพียงแค่ความฝันมากเกินกว่าจะเป็นความจริงซะทีเดียว ความทรงจำถูกย้อนกลับมา
หลังจากที่ไซเร็นหรือเมโลดี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอเล็กซ์ได้ไม่นานหลังจากนั้น ช่วงเวลาของการทำความคุ้นเคยนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นกว่าที่คิด เมโลดี้ดูจะปรับตัว
เข้ากับสิ่งรอบข้างได้ง่ายมาก ง่ายเสียจนอเล็กซ์แทบจะไม่หลงเหลืออคติใดๆที่มีต่อเด็กหญิงเรือนผมสีเขียวคนนี้ในตอนแรกแม้แต่นิดเดียว

แม้จะพูดคุยสื่อสารกันด้วยคำพูดไม่ได้เหมือนคนปกติแต่ภาษามือและกระดานเขียนแม่เหล็กก็ดูจะเป็นตัวเลือกในการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน วันเวลาที่ผ่านไปนั้น
ล้วนแล้วแต่มีทั้งความสุขและเสียงหัวเราะได้ทุกวัน บางทีการที่มีน้องสาวเพิ่มอีกคนมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก

และวันนี้อเล็กซ์ก็ได้พาน้องสาวทั้งสองคนออกมาเดินเล่นแถวๆบ้านตามปกติ เด็กหญิงทั้งสองคนที่กำลังเดินตามอเล็กซ์ต้อยๆเหมือนลูกเจี๊ยบวิ่งตามแม่ไก่ไม่มีผิด ถึงปกติ
เด็กหนุ่มจะไม่ได้สนเรื่องการออกมาเดินเล่นด้านนอกมากไปกว่าการคลุกตัวอยู่ในโรงรถสร้างเครื่องกลไกที่ออกแบบเองก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็เพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆ
ของน้องสาวยังไงก็ต้องยอมเจียดเวลากันซะหน่อย


“เป็นไงบ้างอร่อยไหม?” อเล็กซ์ถามเด็หญิงทั้งสองคนที่กำลังละเลียดกินไอศกรีมที่เขาซื้อให้ก่อนหน้านี้ที่รถขายไอศกรีมแถวบ้าน แน่นอนว่าเด็กหญิงทั้งสองคนพยักหน้าตอบ
อย่างเริงร่ากับการได้กินไอศกรีมที่พี่ชายเป็นคนซื้อให้ทั้ง รสสตรอเบอร์รี่ และ รสมะนาว ส่วนอเล็กซ์นั้นไม่ค่อยชอบของหวานเท่าไหร่เด็กหนุ่มเลยเลือกที่จะจิบน้ำเปล่าแทน

“พี่จ๋าขอขี่หลังหน่อยได้ไหมคะ” ไม่ทันไรฟิโอยัยน้องสาวตัวดีก็เริ่มออกอาการอ้อนพี่ชายทั้งที่ตอนนี้มือยังถือไอศครีมที่กินไปไม่ถึงครึ่งเอาไว้แท้ๆ

“ไม่เอาน่าฟิโอพี่เองก็เหนื่อยแล้วนะ อีกเดี๋ยวก็มีจุดให้พักแล้วทนหน่อยไม่ได้เหรอ?” อเล็กซ์พยายามเลี่ยงตอบปฏิเสธอย่างใจเย็นโดยไม่ให้ทำร้ายจิตใจของน้องสาวมาก
ที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ไหนแต่ไรมาฟิโอเป็นเด็กที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว ถ้าทำเธอร้องไห้ขึ้นมาต่อให้เป็นอเล็กซ์ก็รับมือลำบากเหมือนกัน

“ไม่เอาอ่ะหนูอยากขี่แล้ว!” เด็กหญิงเริ่มออกอาการดื้อรั้นและตื้อที่จะขี่หลังพี่ชายให้ได้ กิริยาท่าทางของเด็กหญิงที่กำลังทำหน้าบึ้งแก้มป่องนี่เห็นแล้วมันทำให้อเล็กซ์เอ็นดู
แทนที่จะกลัวเสียมากกว่า แทบนึกภาพตอนที่ฟิโอโกรธไม่ออกเลยสักนิด

“เอ้าก็ได้ๆ แต่แค่ถึงหน้าปากซอยเท่านั้นนะขึ้นมาสิ” อเล็กซ์จำต้องยอมใจน้องสาวเสียทุกครั้งเช่นเดียวกับครั้งนี้ เด็กหนุ่มย่อตัวลงให้น้องสาวขึ้นขี่หลังสมปรารถนาถึงจะเหนื่อย
แต่ถ้าได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มนั่นมันก็คงไม่สำคัญอะไรแล้วล่ะ


อเล็กซ์เดินแบกฟิโอขึ้นหลังไปโดยที่ฟิโอกำลังหัวเราะลั่นและเมโลดี้กำลังเดินตามมาข้างๆมองจากสีหน้าของเด็กหญิงผมเขียวแล้วเจ้าตัวเองก็คงอยากจะขี่หลังอเล็กซ์ด้วย
เหมือนกันถึงจะพูดออกมาไม่ได้แต่แววตานั่นก็ฟ้องชัดเจนมากเสียจนอเล็กซ์จะให้เธอขี่หลังเป็นรายถัดไปหากถึงปากซอยที่อยู่ตรงหน้า และบางทีหากโชคดีอเล็กซ์คงจะ
ไม่ไปเจอกับ ‘สิ่งที่ไม่พึงประสงค์’ ที่อยู่ในละแวกนั้น


แต่เหมือนโชคจะไม่ดีเท่าไหร่...


“ดูสิว่าใครมาแถวนี้ พวกพี่น้องบ้านอัจฉริยะนี่เอง วันนี้ลมอะไรหอบพากพวกนายมาที่เขตของพวกเรากลุ่ม ‘คนโง่’ กันล่ะหา?” แค่ก้าวขาเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นสิ่งที่อเล็กซ์
กังวลก็ดันเกิดขึ้นมาจนได้ อเล็กซ์ต้องให้ฟิโอลงจากหลังในทันทีและให้น้องสาวทั้งสองคนมาหลบอยู่ด้านหลัง


ที่อเล็กซ์กำลังเจออยู่นั้นคือกลุ่มของเด็กในโรงเรียนเดียวกันที่เป็นฝั่งคู่อริของอเล็กซ์ที่เด็กหนุ่มมักมีปัญหาอยู่ด้วยบ่อยครั้ง ต้นตอของความขัดแย้งนั้นไม่มีอะไรมากมันเป็น
เรื่องของปมความอิจฉาล้วนๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะความที่อเล็กซ์นั้นเป็นอัจฉริยะด้านวิศวกรรมระดับความสามารถที่เรียกว่าล้ำหน้าเด็กในวัยเดียวกันไปมากแต่ด้วยความที่
มากเกินไปทำให้มีเด็กทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่จำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจเหมือนกับโดนหักหน้ากันแบบเห็นๆ

ลำพังอเล็กซ์ไม่แปลกใจอะไรสำหรับพวกที่คอยมาตอแยหาเรื่องอยู่เป็นระยะเพราะเจ้าตัวเจอกับอะไรแบบนี้จนชินแล้ว แต่ที่แตกต่างออกไปคราวนี้คือเขามีน้องสาวสองคนที่ต้อง
พะวงหลังอยู่ด้วย อเล็กซ์นั้นพอจะป้องกันตัวได้ แต่น้องสาวทั้งสองคนนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้และยังจะเป็นภาระสำคัญที่ทำให้อเล็กซ์
ต้องพลาดท่าได้อีกด้วย อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มาแค่คนเดียวแต่ยังขนพวกมารวมอีกเป็นฝูงเจตนาของอีกฝ่ายที่จงใจมาหาเรื่องเห็นๆแบบนี้คงจะจบเรื่องไม่ได้ราบรื่นแน่


“มีอะไร... บรู๊ค ฉันจำไม่ได้นะว่าวันนี้มีนัดกับนายน่ะ...” อเล็กซ์ตอบกลับอย่างใจเย็น ยังเสียถ้าตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่ลงมืออะไรคงจะเป็นการดีกว่าถ้าไม่เข้าไปยุ่งด้วยหากไม่จำเป็น

“อะไรกันทักทายแค่นี้ไม่ได้รึไง หรือว่าเพราะแค่ผลการเรียนกับมีอาจารย์ชอบแค่นิดหน่อยแล้วทำหยิ่งน่ะ?” ฝ่ายตรงข้ามตอบกับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรอย่างที่คาดเดาได้

“วันนี้ฉันมีธุระคงไม่มีเวลามายืนถกปัญหากับนายกลางแดดแบบนี้หรอกนะ ทำไมนายไม่เก็บเรื่องนี้ไปคุยกันที่โรงเรียนพรุ่งนี้ล่ะ นายคงรู้นะว่าทุกครั้งที่เราอยากคุยกัน
ฉันไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้วนี่”


อเล็กซ์ตอบกลับไปและเน้นตรงคำว่า ‘คุย’ เป็นพิเศษจริงๆแล้วไอ้คำว่าคุยที่ว่านั้นมันหมายถึงการนัดกันไปโซ้ยปากกันที่หลังโรงยิมเหมือนอย่างที่ทำกันเป็นปกติ แน่นอนว่า
ส่วนใหญ่อเล็กซ์มักจะชนะไม่ก็มีอาจารย์เดินผ่านมาแถวนั้นจนต้องยุติการแลกหมัดกันไปตามระเบียบ แน่นอนว่าอเล็กซ์นั้นไม่ได้พิสมัยการใช้ความรุนแรงแต่ก็ไม่รังเกียจ
ถ้าจะต้องสู้หากถึงคราวจำเป็นจริงๆ ความจริงแล้วถ้าจะสู้กันอเล็กซ์ก็ไม่เกี่ยงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน เพียงแต่มันต้องไม่ใช่สถานการณ์ที่เขากำลังโดนล้อมแบบนี้แถมยังมี
น้องสาวสองคนที่ต้องคอยปกป้องไปด้วยอีก เหมือนกับว่าคราวนี้ชายหนุ่มกำลังเจอกับเหตุคับขันของจริงที่เลี่ยงไม่ได้สถานเดียว

อเล็กซ์เหลือบตามองไปรอบๆพยายามที่จะไม่หันหัวหรือขยับตัวเกินความจำเป็น ยังไงเสียตอนนี้จากที่ประเมินมีพวกของบรู๊คอยู่ร่วมหกคน อเล็กซ์จำหน้าพวกนี้ได้หมดทุกคน
พวกนี้ครึ่งหนึ่งเป็นพวกเด็กมีปัญหาตัวต้นๆของโรงเรียนที่ชอบหาเรื่องป่วนชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั่วถนัดเรื่องท้าต่อยตีเป็นปกติ ส่วนอีกครึ่งก็เป็นพวกชมรมวิศวกรรมไฟฟ้า
ด้วยกันแต่ไม่ใช่พวกที่อเล็กซ์คบหาเป็นเพื่อนเท่าไหร่ในทางตรงข้ามพวกนี้เป็นเหมือนทีมคู่แข่งภายในชมรมเสียมากกว่าคงจะแค้นที่อเล็กซ์ชนะการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์
และสิ่งประดิษฐ์มาหลายสมัยซ้อนจนรู้สึกเหมือนโดนหักหน้าอยู่ฝ่ายเดียว


มีแต่พวกงี่เง่าไม่เอาไหนทั้งนั้น...


บรรยากาศที่เงียบเต็มไปด้วยความตึงเครียดบวกกับแสงแดดร้อนๆที่กระทบผิวทำเอาไอศครีมในมือของเด็กหญิงทั้งสองละลายเป็นน้ำในเวลาไม่ถึงนาที อเล็กซ์ทำสีหน้า
เคร่งเครียดพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเพราะความร้อนของแสงแดด มันอย่างกับฉากคาวบอยดวลปืนกันในหนังไม่มีผิดตอนนี้ยังไม่มีใครขยับหรือทำอะไรอย่างน้อย
ก็จนกว่าจะมีใครลงมือก่อนเท่านั้น ทางด้านเด็กหญิงสองคนที่กำลังหลบอยู่หลังพี่ชายก็กำลังกลัวจนไม่กล้าขยับตัวอันที่จริงควรเรียกว่าขยับตัวไม่ออกจะถูกกว่า ไอศครีมในมือ
ของฟิโอกำลังละลายและสุดท้ายก็เริ่มร่วงลงจากโคนโดยไม่คาดคิด


แผละ!


มันเหมือนกับเป็นสัญญาณให้ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากลุยกันทันทีบรู๊คและพรรคพวกทั้งหมดพุ่งเข้ามาจากทุกทิศเพื่อตรงเข้าเล่นงานอเล็กซ์หากมองในแง่ทั่วไปอเล็กซ์กำลังแย่
เพราะอีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า แต่สำหรับเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้แล้วถ้าคิดว่ามีแค่จำนวนอย่างเดียวแล้วจะเอาชนะได้อีกฝ่ายก็เรียกว่าคิดตื้นๆทีเดียวเชียว


“ฟิโอ เมล หลับตาซะ!” อเล็กซ์ตะโกนลั่นก่อนจะดึงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง น้อสาวทั้งสองคนทำตามที่บอกในทันทีเป็นเวลาเดียวกับที่อเล็กซ์เริ่มลงมือโต้กลับ


วาบ!


ฉับพลันที่มือของเด็กหนุ่มก็บังเกิดแสงสว่างจ้าที่ทำให้แสบตาซะยิ่งกว่าแสงอาทิตย์หลายเท่าขนาดปิดตาอยู่ก็ยังไม่แคล้วที่จะโดนแสงส่องทะลุผ่านเข้ามาได้ ต้นเหตุของแสง
มาจากอุปกรณ์ที่อเล็กซ์งัดออกมาใช้พลิกเกมในครั้งนี้ มันคือ ‘ระเบิดแสง’ แบบทำเองที่อเล็กซ์มักจะพกติดตัวเอาไว้เสมอเผื่อเหตุการณ์แบบนี้ ข้อดีของการมีศัตรูเยอะคือ
มันทำให้เด็กหนุ่มรู้จักคิดหาหนทางที่จะเอาตัวรอดหรือเป็นฝ่ายพลิกเกมได้ในกรณีแบบนี้อย่างช่ำชอง ในการต่อสู้จริงไม่มีคำว่ากฏหรือกติกาใดๆทั้งสิ้นยิ่งอีกฝ่ายใช้จำนวนคน
กะเข้ามารุมตั้งแต่แรกแบบนี้การที่อเล็กซ์จะเล่นตุกติกหรือใช้อาวุธก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดแต่อย่างใด

พอพวกคู่อริเริ่มเสียศูนย์แบบไม่ทันตั้งตัวอเล็กซ์ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือเด็กหนุ่มรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าเครื่องมือที่คาดอยู่ตรงเอวล้วงเอาของเล่นชิ้นถัดไปออกมาแล้วขว้าง
ใส่พวกคู่อริที่กำลังสับสนต่อยสะเปะสะปะไปทั่วเพราะตาพร่าจนมองอะไรไม่เห็นนั้นเอง กว่าจะรู้ตัวถึงตอนนั้นสิ่งที่อเล็กซ์ขวางออกไปก็ทำงานเข้าให้แล้ว


เปรี้ยง!


เสียงของอะไรบางอย่างระเบิดกลางอากาศพร้อมกับกลุ่มควันสีขาวอันมีต้นตอมาจากของเล่นอีกชิ้นของอเล็กซ์ที่ขว้างออกไป ช่วงนั้นเองที่ควันขาวเริ่มจางลงและที่เห็นอยู่
ตรงหน้าคือพวกคู่อริกว่าครึ่งโดนตรึงเอาไว้ด้วยของเหลวที่ดูคล้ายกับเมือกเหนียวๆมันแข็งแรงมากพอที่จะทนแรงดึงของพวกเด็กวัยรุ่นไร้สมองที่มีดีแค่กำลังเอาไว้ได้แบบสบาย
หนึ่งในผลงานชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นของอเล็กซ์ ‘ระเบิดกาวดักคน’ อเล็กซ์คิดมันขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือการ์ตูนอย่าง สไปเดอร์แมน ของเหลวที่จะแข็งตัวทันทีที่
สัมผัสถูกอากาศมีความเหนียวและทนแรงดึงได้มหาศาล ที่จริงก็ลำบากน่าดูกว่าจะผสมมันออกมาได้แต่ก็นับว่าน่าพอใจเมื่อได้เห็นผลลัพธ์แบบนี้

แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาจะมาชื่นชมกับผลงานของตัวเองตอนนี้ต้องรีบใช้โอกาสนี้พาน้องสาวทั้งสองคนหนีออกไปให้ไวที่สุด


“ฟิโอ! พา เมลดี้ หนีไปก่อนตรงนี้พี่จัดการเอง!”

“ตะ... แต่พี่คะ...”

“ไม่มีแต่ฟิโอ พา เมลดี้ ออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้!!” อเล็กซ์ตะโกนเสียงแข็งด้วยความเด็ดขาดซึ่งเป็นสิ่งที่อเล็กซ์ไม่เคยทำกับน้องสาวมาก่อนยังไงก็ช่างตอนนี้ความปลอดภัย
ของน้องสาวคือสิ่งสำคัญที่สุด!


อเล็กซ์รีบเปิดทางให้น้องสาววิ่งฝ่าวงล้อมออกไปขณะที่ตัวเองต้องหาทางยื้อเวลาไม่ก็จบเรื่องนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดคนอย่างบรู๊คนั้นไม่ชอบทำอะไรให้ตัวเองเสียเปรียบ
ที่ยกมาหกคนนี่อาจจะแค่มาหยั่งเชิงเท่านั้นถ้าอยู่นานไปพวกที่เหลืออาจจะมีอีกเป็นสิบก็จะตรงเข้ามาที่นี่แล้วขยี้อเล็กซ์แบบไม่ได้ผุดได้เกิดแน่


‘ต้องจัดการให้จบในคราวนี้เท่านั้น!’


โดยไม่ลังเลอเล็กซ์พุ่งเข้าไปชกหน้าบรู๊คที่บังเอิญอยู่ใกล้มือที่สุดในทันทีระหว่างที่พวกน้องสาวกำลังวิ่งออกไปจากวง พวกฝ่ายตรงข้ามกำลังเพ่งความสนใจมาทางเขานั่น
คือสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว จนกว่าจะแน่ใจว่าพวกน้องๆปลอดภัยจริงๆอเล็กซ์จะสู้ต่อไปแล้วค่อยถอยตอนนั้น ว่าแล้วอเล็กซ์ก็รีบซัดหมัดต่อไปเข้าใส่ลูกสมุนอีกสองคนที่ยังมึนอยู่
ในทันที ทั้งสองรายร่วงลงไปนอนกองกับพื้นในหมัดเดียวดูจากอาการแล้วคงจะเสียศูนย์ไปพอสมควร ขณะที่บรู๊คซึ่งดูจะอึดกว่าที่ตาเห็นลุกขึ้นมาได้เจ้าตัวคงกะจะแลกหมัดกับ
อเล็กซ์อีกรอบแน่ๆ


“ไม่ปล่อยให้หนีหรอกน่าไอ้ขี้โกง!” บรู๊คเอามือเช็ดรอยช้ำที่แก้ม

“แค่นี้ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่านายแพ้แล้ว อีกอย่างคนที่ขี้โกงน่ะมันพวกนายต่างหาก จะรุมแบบนี้แล้วฉันใช้อาวุธมันเรียกว่าโกงรึไง พอเถอะน่า”

“ที่บอกว่าแพ้น่ะมันใครกันแน่?” บรู๊คกล่าวพร้อมน้ำเสียงและแววตาที่แฝงนัยยะบางอย่างเอาไว้จนอเล็กซ์สังเกตุได้

“นายหมายควา-”


เปรี๊ยะ!!


คำตอบมาโดยที่อเล็กซ์ไม่ต้องรอนานอย่างที่คิดร่างของเด็กหนุ่มราวกับถูกดูดพลังออกไปหมดแล้วก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่กลางหลังคล้ายๆโดนเข็มแทง แขนกับขาหมดแรงเอาดื้อๆ
ชนิดที่ไม่ทันได้มีเวลาคิดเลยสักนิด อเล็กซ์ล้มลงกับพื้นในสภาพที่ไร้การป้องกันอย่างสมบูรณ์ ร่างของเด็กหนุ่มกระตุกถี่ๆตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย

อเล็กซ์เสียการควบคุมร่างกายไปทั้งหมดยกเว้นดวงตาที่ยังขยับได้และมันมากพอที่จะมองเห็นตัวการที่ทำให้เขาต้องลงมานอนกองอย่างไร้ทางสู้แบบนี้


‘ปืนช๊อตไฟฟ้า!’

“ไงๆ เหมือนคราวนี้เกมจะพลิกแล้ว คิดเหรอว่าพวกเราจะไม่รู้เรื่องที่แกพกของเล่นแปลกๆพวกนั้นมาด้วย คนที่เสียค่าโง่คราวนี้คือแกต่างหากมิลเลอร์” บรู๊คพูดเย้ยขณะลุกขึ้นมา
มองดูอเล็กซ์นอนกองกับพื้นด้วยผลจะไฟฟ้าที่ช๊อตเข้าใส่ร่างอย่างจังจนขยับไม่ได้

“แก... ไอ้... ขี้... ขลาด...” อเล็กซ์ฝืนพูดออกมาอย่างยากลำบากพูดตามตรงว่าตอนนี้ปากของเขาไม่รู้สึกอะไรแล้วแค่จะพูดออกมาให้ได้ชัดๆก็ยังลำบาก

“พล่ามอะไรได้ก็พล่ามไปเถอะเพราะแกจะต้องตายที่นี่และตรงนี้ เอ้าเว้ยพวกเราสั่งสอนมันก่อนตายซะหน่อย!”


บรู๊คกวักมือเรียกพรรคพวกอีกหลายคนที่ยังซ่อนตัวอยู่แถวนี้ทั้งหมดให้ออกมาจากที่ซ่อนและสิ่งที่เดาได้หลังจากนั้นก็บังเกิดขึ้นจริง อเล็กซ์ถูกรุมซ้อมโดยพวกคู่อรินับหลายสิบคน
ที่พากันประเคนทั้งหมัดทั้งศอก หน้าแข้ง ทุกอย่างเท่าที่จะนึกออกเข้าทำร้ายอเล็กซ์จนบอบช้ำไปทั้งร่าง เลือดมากมายไหลอาบทั่วทั้งร่างของอเล็กซ์ทั้งที่เป็นแบบนั้นเจ้าตัวกลับ
ไม่รู้สึกอะไรคงเพราะผลของปืนช๊อตไฟฟ้าที่ทำให้ประสาทของเด็กหนุ่มเกิดอาการชาไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้น ในขณะที่ร่างกายกำลังตอบสนองด้วยการเห็นภาพทั้ง
หลายเลือนลาง สติทั้งหมดกำลังจะหลุดออกจากร่าง

อเล็กซ์เหลือบตามองไปยังทิศทางอื่นขณะที่กำลังถูกซ้อมที่เขาเห็นได้จากมุมนี้คือเมโลดี้น้องสาวบุญธรรมที่กำลังหลบอยู่หลังไม้ลื่นในสนามเด็กเล่นใกล้ๆ เด็กหญิงกำลังมองมา
ทางนี้ด้วยสายตาที่เป็นกังวลและหวาดกลัวไปพร้อมๆกันเขาไม่เห็นฟิโอเดาว่าน้องสาวของเขากำลังวิ่งไปตามคนมาช่วยแต่ถึงตอนนั้นมันคงสายไปแล้ว เอาเถอะอย่างน้อย
มองในแง่ดีน้องสาวเขาก็ปลอดภัยทุกคน ได้แต่หวังว่าหลังจากนี้เมโลดี้จะวิ่งหนีไปส่วนพวกที่เขามารุมฆ่าเขาคงจะถูกจับ ยังไงก็ช่างตอนนี้อเล็กซ์ไม่สนอะไรอีกแล้ว


‘หนีไปซะสิเมโลดี้เธอต้องหนีไปตอนนี้เลย...’ อเล็กซ์คิดในใจขณะมองตาน้องสาวบุญธรรมอย่างมีความหวังว่าเธอจะทำตามเช่นนั้น แต่มันกลับไม่ใช่


เมโลดี้เริ่มเดินออกมาจากที่ซ่อนก่อนจะวิ่งตรงเข้ามาทางที่อเล็กซ์อยู่ ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิ่งออกกว้างด้วยความประหลาดใจในขณะเดียวกันอาการตื่นตกใจก็เข้ามาแทนที่
แทบจะในทันที อย่ามาทางนี้! รีบหนีไปสิเร็วเข้ายัยเด็กบ้าเอ๊ย!


“ยา มา ทาม ปี้ อะเลกนะ!!” เด็กหญิงพูดด้วยนำเสียงที่ไม่ชัดถ้อยชัดคำเท่าไหร่นักขณะพุ่งเข้ามากระแทกใส่คนที่จับตัวอเล็กซ์ไว้ แต่ก็ทำได้แต่สะกิดเบาๆเท่านั้นร่างเล็กๆ
ที่พุ่งเข้ามาชนร่างของคนหนุ่มที่ตัวใหญ่กว่าแทบไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด

“อย่ามาแส่น่ายัยเด็กบ้า!”


เพี๊ยะ!


ฝ่ามือหยาบกร้านและหนาหวดเข้าใส่แก้มอ่อนๆของเด็กหญิงอย่างไม่ปราณีจนร่างเล็กๆนั่นถึงกับกระเด็นออกไปตามแรงฟาดล้มหัวคะมำแบบไม่ต้องสงสัย
อเล็กซ์อยากจะออกแรงดิ้นและเชือดคอหอยไอ้บ้านี่ให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่ร่างกายมันก็ไม่ยอมขยับตามเลยสักนิด บ้าชะมัดเลยเว้ย!


‘รีบหนีไปสิเมโลดี้ แบบนี้เธอได้ตายไปด้วยแน่!’ อเล็กซ์อยากจะตะโกนบอกน้อสาวใจแทบขาดแต่ก็ทำไม่ได้ ขณะที่น้องสาวของตนเองกำลังลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเลโดยที่ไม่มี
พวกคู่อริคนไหนสนใจเลยสักนิดนอกจากสนใจที่จะซ้อมอเล็กซ์จนตายมากกว่า


เมโลดี้ลุกขึ้นมายืนได้หลังจากนั้นอีกพักใหญ่อเล็กซ์มองไปทางน้องสาวที่ลุกขึ้นมาและหวังว่าครั้งนี้เธอจะรีบวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ในทันที แต่ว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้นอเล็กซ์มอง
เข้าไปในแววตาของเด็กหญิงที่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้เลยสักนิดและนอกจากนั้น...


‘อะไรน่ะ!?’


อเล็กซ์ร้องอุทานในใจด้วยความประหลาดใจหลังได้มองดวงตาของน้องสาวแบบชัดๆ ดวงตาสีฟ้าที่เคยเห็นในตอนแรกนั้นมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สีของดวงตาที่อเล็กซ์เห็น
ตอนนี้คือสีเหลืองอำพันแววดตาพาดขวางแลดูดุร้ายราวกับดวงตาของงูไม่มีผิด สีหน้าของเมโลดี้นั้นฉายแววของความโกรธโมโหอย่างชัดเจนจนรู้สึกได้

ไม่ว่าเด็กหญิงจะทำอะไรต่อจากนี้อเล็กซ์รู้ได้เลยว่ามันต้องจบไม่สวยแน่และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เด็กหญิงอ้าปากกว้างสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่และหลังจากนั้น


“กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


ราวกับมีฟ้าผ่ากลางวันขึ้นมา ณ ตรงนั้นเองเสียงกรีดร้องดังลั่นของเมโลดี้ดังก้องไปทั่วทั้งพื้นที่อันที่จริงมันยิงกว่าดังก้องเสียอีกเมื่อเสียงนั่นมันราวกับเป็นคมมีดนับหมื่นที่พุ่งแทง
เข้ามาในหูของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยกเว้นอเล็กซ์ที่ไม่ได้รับผลอะไรเลยสักนิด จากเดิมที่เอาแต่ไล่อัดไล่ซ้อมอเล็กซ์ทุกคนต้องยกมือขึ้นมาปิดหูและกรีดร้องลั่นราวกับควายกำลัง
ถูกเชือด แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรขณะที่เมโลดี้ยังคงส่งเสียงร้องผ่านลำคอออกมาไม่หยุด โดยที่กล่องเสียงของเธอไม่มีทีท่าว่าจะพังเพราะการส่งเสียงกรีดร้องที่ดังเกินมนุษย์เลย
สักนิด พวกที่โดนผลของเสียงกรีดร้องยังคงทรมานต่อไปจนกระทั่ง


โพล๊ะ!!


และแล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็บังเกิดขึ้นจนได้เมื่อหนึ่งในพวกที่มาเล่นงานอเล็กซ์รายหนึ่งทนต่อคลื่นเสียงสังหารไม่ไหวจนส่วนหัวของเหยี่อดวงซวยรายนั้นระเบิดแตกออกมา
เหมือนลูกโป่งที่ใส่น้ำสีแดงๆเอาไว้ข้างใน เป็นการตายที่สยดสยองเอามากๆขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้อีกไม่นานต้องมีคนตายเพิ่มแน่ น้องสาวของเขามีพลังถึงขั้นนี้เลยเชียวหรือ
อย่าบอกนะว่าเธอคือพวกกลายพันธุ์ที่เธอทำเป็นใบ้ไม่ใช่เพราะบาดเจ็บที่คอแต่เป็นเพราะไม่สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มที่ต่างหาก

เพราะถ้าขืนปล่อยออกมาเต็มที่คงได้เกิดเรื่องเหมือนตอนนี้แน่!

เมโลดี้ยังคงกรีดร้องต่อไปไม่หยุดขณะที่พวกคู่อริส่วนใหญ่ก็หมดสภาพกันไปแล้วท่าทางจะเป็นเพราะไม่สามารถยับยั้งความโกรธของตัวเองได้ อเล็กซ์อยากจะเข้าไปห้ามเธอ
ก่อนที่จะมีคนตายเพิ่มแต่ให้ตาย... ร่างกายตอนนี้มันขยับไม่ได้ดั่งใจเอาซะเลยคงเพราะโดนซ้อมจนขยับตัวไม่ไหวแล้ว แบบนี้หนทางที่จะหยุดเมโลดี้ไม่ให้ฆ่าคนก็แทบไม่มีหวัง
เลยสักนิด


“ขอร้องล่ะ... เมโล... ดี้... หยุด...เถอะ... พอแล้ว...” อเล็กซ์เอื้อมมือเข้าไปหาเมโลดี้ที่ยังคงส่งเสียงกรีดร้องออกมา ทั้งที่อยากจะหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้ ไม่เคยคิดเลยว่า
เรื่องราวทั้งหมดมันจะกลายมาเป็นแบบนี้ขอล่ะใครก็ได้ช่วยหยุดเธอที!


เปรี้ยง!


ชั่วขณะของความคิดเป็นอันสะดุดลงด้วยเสียงของอะไรสักอย่างดังขึ้นมาก่อนที่ร่างของเมโลดี้จะล้มลง เสียงกรีดร้องของเด็กหญิงเงียบลงในทันทีหลังจากนั้น พวกคู่อริที่ตกเป็น
เหยื่อของคลื่นเสียงรอดจากปากทางเข้าของประตูนรกมาได้แบบหวุดหวิดขณะที่อเล็กซ์นั้นโล่งใจได้เปราะหนึ่งเด็กหนุ่มพยายามคลานเข้าไปหาเมโลดี้เพื่อดูว่าเธอเป็นยังไงบ้าง
แต่ก็เหมือนจะช้าไปนิดหน่อยเมื่อไม่กี่อึดใจถัดมาก็มีกลุ่มคนสวมชุดดำท่าทางแปลกๆวิ่งตรงเข้ามาทางนี้พร้อมอาวุธครบมือ ทั้งหมดพุ่งเป้าตรงไปที่เมโลดี้ซึ่งกำลังนอนแน่นิ่ง
กับพื้นไม่ขยับไปไหน เดาว่าคนพวกนี้คงจะยิงอะไรใส่เธอเข้าเมื่อครู่เพื่อหยุดเด็กหญิงเอาไว้ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่กลุ่มคนพวกนี้ดูราวกับว่ากำลังจับตามองดูพวกเขามาตั้งแต่ต้น
ซะอย่างนั้น


“เรียกฐานตอนนี้เราคุมสถานการณ์ได้แล้ว มีเยาวชนตายหนึ่งคนตอนนี้กำลังคุมตัวเป้าหมายพากลับฐาน...” หนึ่งในกลุ่มคนพวกนั้นพูดรายงานสถานการณ์กับที่ไหนสักที่
ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงซะด้วยแต่มองหน้าได้ไม่ชัดเพราะเธอหันหลังอยู่ อเล็กซ์พยายามคลานอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเข้าไปช่วยเมโลดี้ซึ่งกำลังโดนพวกชุดดำ
หลายคนรุมกดร่างเอาไว้ไม่ให้ขยับแถมยังเอาอะไรบางอย่างที่เหมือนหน้ากากมาปิดปากของเธอไว้อีก

“พวกนาย... เป็นใคร?”

“ขอโทษที ฉันบอกอะไรไม่ได้แต่ว่าทางที่ดีนายควรจะลืมสิ่งที่เห็นไปซะจะดีกว่านะ...” หญิงชุดดำตอบกลับก่อนจะหันมาทางอเล็กซ์

“เธอหมายความว่า-”


ผัวะ!


ฝ่ามือของหญิงชุดดำตีเข้าที่บางจุดของอเล็กซ์จนทำให้เด็กหนุ่มหมดสติแทบจะในทันที ก่อนที่สติจะมืดดับลงอเล็กซ์มองบหน้าของหญิงคนนั้นที่จำได้มีแค่ ผมสีน้ำตาลไหม้
ผมสั้นประบ่าแววตาที่ดูจะจริงจังทว่าไม่รู้สึกถึงท่าทีคุกคามนั่น อเล็กซ์ยังจำมันได้ดีและนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่อเล็กซ์ได้เห็นก่อนที่ทุกอย่างจะวูบดับไปในที่สุด...



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



“แบบนี้เองสินะ... นึกแล้วเชียว...”


สองสามชั่วโมงให้หลังอเล็กซ์ฟื้นได้สติกลับมาอีกครั้งบนเตียงคนป่วยภายในห้องพยาบาลในฐานของสเป็คเตอร์พร้อมกับผู้บาดเจ็บจากภารกิจรายอื่นๆ ชายหนุ่มจำเรื่องราวในอดีต
ที่หายไปได้ทั้งหมดและเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ไซเร็นหรือเมโลดี้พูดนั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือความจริง คนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกได้อย่างเต็มปากว่า
น้องสาว ตอนนี้กลับมากลายเป็นหนึ่งในหัวหน้าของพวกศัตรูที่เขาต้องต่อกรด้วย ไม่ว่าจะมองมุมไหนนี่มันก็ตลกร้ายชัดๆเลย

และอย่างที่คิดฮอว์คอายส์เองก็กำลังนั่งอยู่ข้างๆเตียงคนป่วยคล้ายกับกำลังรอให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากความฝัน แค่มองดูท่าทีกับแววตานั่นก็มากพอที่จะทำให้อเล็กซ์เดาใจอีกฝ่าย
ได้แล้วว่าต้องการอะไรอันที่จริงอเล็กซ์เองก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน ก่อนอื่นมีเรื่องหนึ่งที่เขาต้องถามผู้บัญชาการหน้านิ่งจอมกวนประสาทคนนี้ซะก่อน


“เกิดอะไรขึ้นกับเมโลดี้ผู้บัญชาการหลังจากวันนั้น วันที่คุณเข้าไปจับตัวเธอไว้...” อเล็กซ์เริ่มเปิดประเด็นสำคัญถามในทันที เพราะอเล็กซ์จำได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นผู้หญิงในชุดดำ
ที่เขาเห็นในความทรงจำสุดท้ายนั้นคือฮอว์คอายส์ไม่ผิดแน่ นั่นก็หมายความว่าฮอว์คอายส์รู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นแต่ไม่ยอมบอกอะไรเขา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะซ่อนความลับอะไรเอาไว้อีก
แต่ที่แน่ๆตอนนี้อเล็กซ์ต้องการจะรู้คำตอบนั่นเดี๋ยวนี้

“นายจำได้แล้วสินะ... คิดแล้วว่าวันนึงนายจะต้องรู้เรื่องนี้อันที่จริงมันยังเร็วไปที่จะบอกนายด้วยซ้ำ... บางทีมันอาจจะดีกว่าถ้านายไม่รู้นะ”

“อย่ามาเล่นลิ้นกับผมดีกว่าผู้บัญชาการ ไอ้ท่าทางแบบนั้นของคุณน่ะหลอกคนอื่นได้แต่หลอกผมไม่ได้หรอกนะ เกิดอะไรขึ้นกับเมโลดี้หลังจากนั้นก่อนที่เธอจะกลายเป็นไซเร็น
กันแน่?” อเล็กซ์ไม่ยอมให้เธอได้บ่ายเบี่ยงประเด็นอีกเป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มคาดหวังในคำตอบที่อีกฝ่ายจะพูดออกมาเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะโกหกได้ง่ายๆต่อให้เป็นพวก
ตอแหลเก่งแบบเธอก็ตามอเล็กซ์รู้ดีว่าเวลามีคนโกหกจะเป็นยังไง


ความคาดหวังในคำตอบนั่นดูจะทำให้ฮอว์คอายส์คิดหนักพอสมควรสังเกตจากสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอ แต่จนแล้วจนรอดอเล็กซ์ก็รู้ดีว่าหากอีกฝ่ายไม่ยอมบอกดีๆก็คงต้อง
คาดคั้นกันให้หนักขึ้น หวังว่าอเล็กซ์ไม่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นเพราะนั่นอาจจะหมายถึงการทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งออกไป จะยังไงก็ช่างตอนนี้ผู้บัญชาการหญิง
กำลังจะให้คำตอบที่เขากำลังรอคอยแล้ว


“...หลังจากวันนั้นเราได้ปกปิดร่องรอยการมีตัวตนของเธอ ทำการลบความทรงจำของนายกับเธอทิ้งเพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา ไซเร็น ถูกควบคุมตัวภายใต้การดูแลอย่างเข็มงวด
ของผู้บัญชาการเร้ดวูล์ฟ เธอถูกจำกัดพื้นที่อยู่หลายปีโดยไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน”

“เธอถูกกักขังโดยไม่ได้รับอิสระไม่ต่างอะไรกับสัตว์ มิน่าเธอถึงได้โกรธพวกคุณใหญ่... แต่ที่ผมสงสัยจริงๆคือเธอเป็นใครกันแน่ ความสามารถแบบนั้นแถมที่พวกคุณส่งคนมา
จับตามองเธอตอนนั้นด้วย เธอไม่ใช่แค่พวกกลายพันธุ์ธรรมดาใช่ไหมครับผู้บัญชาการไม่งั้นคงไม่มีเหตุผลที่คุณต้องทำแบบนี้กับพวกกลายพันธุ์ทั่วไป... บอกผมสิว่าน้องสาว
บุญธรรมของผมคนนั้นเธอเป็นอะไรกันแน่?”


อเล็กซ์ถามกลับอีกครั้งคราวนี้เขาต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดนี่ให้ได้ความรู้สึกของชายหนุ่มนั้นมันกำลังฟ้องชัดว่าหากเขาต้องเป็นศัตรูกับคนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกว่า ‘น้องสาว’ ล่ะก็
อย่างน้อยเขาก็อยากจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอให้มากที่สุดเพื่อว่าวันหนึ่งหากเวลานั้นมาถึงมันจะได้ไม่มีอะไรค้างคาอีกอย่างน้อยนี่มันก็เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ แน่นอน
ถึงจะไม่คาดหวังคำตอบอะไรมากมายจากปากของคนที่มีลับลมคมในอย่างฮอว์คอายส์ก็ใช่ว่าคำตอบนั่นจะไม่มีค่าอะไรเลยเสียทีเดียว


“ท่าทางต่อให้ปิดไปนายก็คงไม่ฟังสินะ...” ฮอว์คอายส์ถอนหายใจพลางหลับตาราวกับกำลังปลงตกในบางเรื่องก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่อ๊อบแซ๊ทตรงข้อมือ “ทุกอย่างที่นาย
อยากรู้เกี่ยวกับยัยเด็กนั่นฉันส่งให้นายทั้งหมดแล้ว แต่ขอเตือน... คิดดีๆก่อนจะเปิดอ่านมันด้วยล่ะ”


หลังพูดจบผู้บัญชาการหญิงก็ลุกขึ้นจากเข้าอี้แล้วเดินออกจากห้องพยาบาลไปในทันที อเล็กซ์มองดูจนลับสายตาไปก่อนจะเริ่มแตะไปที่อ๊อบแซ๊ทตรงข้อมือที่ซึ่งมีข้อมูลส่งมาถึง
เรียบร้อยแล้ว ดูจากขนาดไฟล์แล้วมันก็เป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ไม่ใช่เล่นคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะอ่านได้ทั้งหมด ไม่รู้ว่าเมโลดี้เป็นคนแบบไหนกันแน่ที่ผ่านมาอเล็กซ์หลงลืม
เรื่องราวของเธอคนนี้ไปและไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดแถมตอนที่อยู่ด้วยกันเพียงช่วงสั้นๆเขาก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับเธอได้มากเท่าที่ควรนัก จะว่าไปนี่มันเหมือนเป็นชะจาเล่นตลก
ซะไม่มีที่ครอบครัวของเขาต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้


ทั้งหมดก็มาจากตาแก่คนนั้นซะด้วย...


เท่าที่อ่านข้อมูลอย่างคร่าวๆชาติกำเนิดของเมโลดี้หรือไซเร็นนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เธอเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทดลองเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นสุดยอดอาวุธ
แถมเท่าที่ดูเหมือนจะถูกจับไปทดลองตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นเด็กโดยพวกนอร์ท แค่อ่านก็ยิ่งรู้สึกยัวะขึ้นมาแทบจะในทันที พวกเดรัจฉาน! ขนาดเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆยังจับมาทดลอง
แบบนี้ได้หน้าตาเฉยจนเธอต้องกลายเป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของพ่อซะแล้วว่าทำไมถึงได้รับเมโลดี้มาเลี้ยง ขืนปล่อยให้เธออยู่กับพวกสัตว์ป่านั่นมีหวัง
จะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้างก็ยังไม่รู้ แต่ว่าช่วงเวลาความสุขก็ดูจะสนสั้นเมื่อเธอต้องมาโดนกักขังอีกครั้งหนึ่งและตอนนี้เธอก็ได้กลายเป็นศัตรูกับอเล็กซ์และกลุ่มสเป็คเตอร์ไปแล้ว

อเล็กซ์เริ่มอ่านประวัติของเธอต่อและพยายามหาว่าจะมีข้อมูลของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่และเหมือนจะมีข้อมูลส่วนนั้นถูกระบุเอาไว้ด้วย ตรงข้อมูลชื่อของแม่ผู้ให้กำเนิดนั้น
ไม่ได้มีระบุเอาไว้แต่ตรงชื่อของพ่อนี่สิ...


“ล้อกันเล่นแหงเลย...” อเล็กซ์อุทานลากเสียงยาวๆด้วยความสับสนแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนขณะเดียวกันก็จ้องตาค้างแบบไม่กระพริบตรงชื่อของผู้ให้กำเนิด
อยากจะบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมตรงชื่อของพ่อผู้ให้กำเนิด

บารอน N ประธานของกลุ่มนอร์ทและหัวหน้าของเหล่าผู้นำองค์กรแห่งนอร์ท







*****************************************************************************************************
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน