The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)27/10/62

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 08 มิ.ย. 2019, 00:08

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP23)11/4

Episode 24 : Way of the blade


วัล ‘วัลคิลลี่’


“ต่อไป!”

เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและหยาบกระด้างของหญิงสาวรูปร่างผอมบางที่กำลังถือดาบคาตานะเข้าฟาดฟันกับภาพโฮโลแกรมเสมือนจริงในห้องฝึกซ้อม
ของกลุ่มสเป็คเตอร์อย่างเอาเป็นเอาตายเป็นคำสั่งง่ายๆที่จะให้ห้องจำลองการรบสร้างศัตรูชุดใหม่ออกมาให้ต่อสู้เรื่อยๆและวัลคิลลี่มองดูรันฟาหญิงสาวลูกครึ่งเอเชีย-อเมริกัน
ทำแบบนี้มาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว หลายชั่วโมงที่เธอมองผ่านหน้าต่างนิรภัยภายในห้องควบคุมเธอเห็นรันฟาจับดาบสู้กับศัตรูในห้องจำลองการรบไม่ว่าจะเป็น ทหารฝ่ายศัตรู
ซอมบี้ สวีปเปอร์ หรือแม้แต่ทาล่อนก็ตามหญิงสาวเอาแต่สู้ สู้ สู้ และก็สู้ไม่หยุดแม้ว่ามองจากตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังฝืนร่างกายตัวเองอยู่

ตามเนื้อตัวของรันฟาที่วัลคิลลี่มองเห็นจากตรงนี้นอกจากสีหน้าที่โทรมลงมากจากการต่อสู้เป็นเวลานานจนเหงื่อท่วมทั้งร่างเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาหยกๆ ยังรวมไปถึง
รอยบอบช้ำที่เกิดจากตัวช๊อตไฟฟ้าที่ติดตั้งเอาไว้กรณีที่โดนภาพโฮโลแกรมโจมตีก็จะได้รับความเสียหายเหมือนโดนโจมตีจริงๆแม้จะถูกเซ็ตเอาไว้ให้ไม่รุนแรงถึงตาย
แต่การที่สู้มาอย่างต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงก็ต้องมีพลาดกันไปบางในหลายๆครั้งจนตามจุดที่มีขั้วไฟฟ้าติดตั้งเริ่มมีรอยไหม้เล็กๆบางส่วน ยิ่งไปกว่านั้นตรงฝ่ามือที่เคยเรียวบาง
สวยของรันฟาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเลือดอันเป็นผลมาจากการจับดาบเหวี่ยงไปมาเป็นเวลานานจนผิวมือเริ่มแตกเป็นแผล สภาพตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มและสงบนิ่งดุจสายน้ำเลยสักนิด

วัลคิลลี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรันฟาในภารกิจเมื่อสองวันก่อนนี้กันแน่ แต่ว่าที่แน่ใจคือหลังจบภารกิจกลับมารันฟานั้นมีท่าทีแปลกไปอย่าเห็นได้ชัด ทั้งเริ่มเก็บตัวไม่สุงสิง
กับใคร ไม่ว่าจะออกไปไหนก็มักจะพกดาบติดตัวตลอดเวลาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไป แววตาที่เริ่มแข็งกร้าวไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ทำเอาวัลคิลลี่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไป
ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


“เธอเอาแต่สู้แบบนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว สองวันที่ผ่านมานี่เอาแต่ทำแบบนี้ไม่ได้หยุดเลย” อเล็กซ์พูดขึ้นขณะที่วัลคิลลี่กำลังจ้องมองดูรันฟาหวดกับพวกสวีปเปอร์
โฮโลแกรมอยู่

“ยัยนั่นไปเจออะไรมาก็ไม่รู้ล่ะนะ แต่มาทำแบบนี้มันเหมือนจงใจฆ่าตัวตายทางอ้อมชัดๆนายไม่คิดจะเข้าไปหยุดเลยรึไงเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

“ถ้าคิดว่ามันง่ายนักเธอก็ลองไปทำเองสิ ขนาดฉันจะเข้าไปคุยด้วยตั้งหลายรอบก็เกือบจะถูกดาบนั่นหั่นร่างไปแล้ว ตอนนี้พูดไปยัยนั่นคงไม่ฟังหรอก” อเล็กซ์ตอบวัลคิลลี่
และเธอก็เห็นด้วยกับคำตอบนั่น ตอนนี้อีกฝ่ายไม่อยู่ในสภาพที่จะรับฟังใครทั้งนั้น ต่อให้ฝืนไปพูดด้วยก็คงไม่ได้ความอะไรนอกจากจะทำให้เรื่องมันแย่ลงก็เท่านั้น


ยิ่งผ่านไปนานความเฉียบคมของดาบที่รันฟาใช้ก็เริ่มลดน้อยลง วัลคิลลี่มองมันออกแม้ว่าจะไม่ได้ชำนาญเรื่องดาบมากนักแต่การฝึกกับรันฟาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เธอ
เริ่มจะจับทางดาบออกบ้างและที่เห็นตอนนี้มันไม่เหมือนกับรันฟาอย่างเช่นทุกที มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่งไม่สนอะไรนอกจากการล่าและสังหารเหยื่อที่หมายตาเอาไว้
เท่านั้น

ใจจริงแล้ววัลคิลลี่เองก็อยากจะเข้าไปห้ามแต่ก็อย่างที่เห็นขืนเข้าไปขวางสุ่มสี่สุ่มห้าจะโดนหั่นเป็นสองท่อนเอา เด็กหญิงนั้นเข็ดแล้วกับการประดาบกับอีกฝ่ายนี่ยังระบมไม่หาย
จากการประลองครั้งล่าสุดเลยซะด้วยซ้ำ แต่จะปล่อยไว้แบบนี้มันก็ไม่ได้ซะด้วยคิดแล้วเรื่องนี้มันก็น่ารำคาญอยู่นิดๆนะเนี่ย!


วืด!


เสียงของประตูไฟฟ้าเปิดออกจากด้านหลัง วัลคิลลี่และอเล็กซ์หันไปดูพร้อมๆกัน ที่เดินเข้ามานั้นก็คือชายแก่ที่ชื่อว่าโยฮันอะไรนี่ล่ะท่าทางของตาลุงนี่ก็ดูจะไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่
ซะด้วย เอาเข้าจริงแล้ววัลคิลลี่รู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายเท่าไหร่ ทั้งท่าทางที่ขึงขังบึ้งตึงไม่ค่อยเปลี่ยนสีหน้าแถมถ้าไม่ได้คิดไปเองวัลคิลลี่รู้สึกได้ถึงจิตแรงกล้าบางอย่างที่
ชายแก่คนนี้ปล่อยออกมาในบางครั้งด้วย คนประเภทนี้นี่ล่ะที่อันตรายเพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็มองธาตุแท้ไม่ออก


“ว่าไงปู่ยังอยู่ที่นี่อีกรึไงครับ?” อเล็กซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆเริ่มเป็นฝ่ายเปิดประเด็นคำถามก่อน แถมฟังจากน้ำเสียงแล้วท่าทางอเล็กซ์จะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่โยฮันโผล่มาแบบนี้

“ข้ามาที่นี่มันผิดนักรึไงไอ้หนุ่มหรือที่นี่จะมีกฏว่าห้ามเดินเพ่นพ่านตามทางเดินน่ะ?” โยฮันย้อนถามกลับไปด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลยสักนิด ชายแก่ทำเพียงแค่
หยิบเอาซิการ์ขึ้นมาจุดแล้วสูบเอาควันอัดเข้าปอดแบบไม่เกรงใจว่าจะมีเด็กแบบเธอยืนอยู่ตรงนี้


เด็กหญิงรู้ดีว่าทำไมอเล็กซ์ถึงได้แสดงท่าทางไม่พอใจกับการปรากฏตัวของชายแก่คนนี้ หากจะให้พูดตรงตัวเลยก็คือชายแก่ที่กำลังยืนสูบซิการ์สบายใจเฉิบอยู่ตรงหน้านี้
คือสาเหตุที่ทำให้รันฟากลายเป็นแบบนี้ไป ถึงจะยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างภารกิจแต่ว่าหลังกลับมานั้นรันฟาก็มีสภาพอย่างที่เห็นจนหลายคน
รู้ได้เลยว่าโยฮันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย


“ทำพรรคพวกของตัวเองเป็นแบบนั้นแล้วยังกล้าพูดอีกนะครับ คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันจะช่วยอะไรได้รึไง?” อเล็กซ์ยังคงไม่หยุดหาเรื่องกับชายแก่ที่อยู่ตรงหน้า
สายตาของชายหนุ่มที่วัลคิลลี่เห็นมันฟ้องชัดว่าพร้อมจะมีเรื่องได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายต้องการ

“อะไรกันไอ้หนูถ้าจะพูดเรื่องแค่นี้ก็เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นที่มันมีสาระกว่านี้ดีกว่าไหม”

“เดี๋ยวก่อนสินี่จะบอกว่าเรื่องของรันฟาเป็นเรื่องไร้สาระเหรอ รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมาน่ะ!” อเล็กซ์เริ่มแสดงอาการฉุนออกมานิดๆ ซึ่งท่าทีของโยฮันมันก็ชวนให้คิดอะไรแบบนี้
จริงๆ

โยฮันสูบซิการ์ก่อนจะพ่นควันออกมา “คิดว่าในวงการนี้มันจะมีแต่เรื่องสวยงามรึไงไอ้หนู ยอมรับเถอะโลกของพวกเรามันก็เป็นแบบนี้ใครที่ไม่เข้มแข็งพอก็ต้องเจอกับเรื่อง
โหดร้ายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะนายหรือแม่หนูน้อยข้างๆนาย ไม่เว้นแม้แต่ยัยตุ๊กตานั่นด้วย”

“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วน่าตาเฒ่า! ก็แค่บางทีไอ้วิธีการสุดโต่งของนายอย่างการลุยเดี่ยวมันก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไปหรอก มันจะทำให้คนในทีมตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
เหมือนอย่างรันฟาตอนนี้ไง!”

“นายพูดเหมือนกับพ่อนายเลยนะ แต่รู้อะไรไหมไอ้ความคิดอ่อนหัดแบบนั้นล่ะที่ทำให้หมอนั่นตายไป สำหรับพวกเราถ้าตายทุกอย่างคือจบ ไม่ว่าจะเรื่องโลกแตก
หรือเรื่องการเมืองบ้าบอทั้งหลายมันจะหายวับไปเมื่อกระสุนทะลวงเข้าหัวเราเพราะความอ่อนหัดไอ้หนู...”

“กร๊อด!”


คำพูดของโยฮันนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่อเล็กซ์รวมถึงวัลคิลลี่ด้วยเช่นกันโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าพูดจาพาดพิงถึงพ่อของอเล็กซ์เต็มๆนั่นด้วยถึงเจ้าหนุ่มจะไม่ได้ใส่ใจ
ในแง่นั้นก็เถอะ แม้จะมีส่วนถูกในสิ่งที่พูดมาแต่ก็เหมือนจะเป็นแนวคิดที่ออกจาสุดโต่งเกินไปหน่อย เห็นได้ชัดว่าชายแก่คนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าการทำงานเป็นทีมเลยสักนิด
เจ้าตัวที่ได้แต่ลุยเพียงคนเดียวมาตลอดระยะเวลาหลายปี คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่เหมาะสมกับการเป็นหน่วยล่าสังหารนอกองค์กรเท่ากับชายแก่คนนี้
อีกแล้ว ทั้งเด็ดเดี่ยว ไร้หัวใจ ไร้ชีวิต มีแค่ภารกิจและการนองเลือดเท่านั้น

อเล็กซ์ที่ยืนตัวสั่นเพราะความโกรธอยู่ข้างๆวัลคิลลี่นั้นยังคงนิ่งข่มใจของตัวเองเอาไว้แม้ใจจริงเจ้าตัวคงอยากจะไปซัดหน้าแลกหมัดกับอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป น่าแปลก
ที่คราวนี้วัลคิลลี่กลับรู้สึกว่าตัวเองสงบใจลงได้ดีกว่าเก่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงลุยเข้าไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแน่


“ท่าทางแม่ตุ๊กตาในห้องนั่นกำลังใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว บางทีคงต้องรีบหยุดก่อนจะพิการดีกว่ามั้ง...” โยฮันมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่รันฟายังคงไล่ฟันศัตรูในห้องฝึก
อย่างไม่หยุดยั้งราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด ชายแก่ไม่รีรออะไรมากทำเพียงคว้าเอามีดเล่มหนึ่งเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าของห้องฝึก

“เดี๋ยวก่อนสิ! นายคงไม่คิดจะฆ่าเธอทิ้งหรอกใช่ไหม!”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าไอ้หนูฉันไม่ฆ่ายัยนั่นหรอก... ก็แค่จะเตะให้เลิกหัวร้อนก็เท่านั้น...” ว่าแล้วโยฮันก็เปิดประตูเดินเข้าไปในห้องโดยไม่สนว่าข้างในนั้นจะมีคมดาบของรันฟา
ที่กำลังอยู่สภาพไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารรออยู่ในห้อง วัลคิลลี่เห็นแบบนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าชายแก่จะลงมืออีท่าไหนเพื่อหยุดรันฟาลงท้ายก็รีบวิ่งตามเข้าไปติดๆ
ในขณะที่อเล็กซ์ดูจะยังไม่หายโมโหเลยไม่ได้ตามมา


วัลคิลลี่หยิบเอาดาบสำหรับฝึกซ้อมติดมาด้วยมันเป็นดาบที่มีรูปร่างไม่ต่างอะไรกับดาบคาตานะแบบไม้ที่มีขายตามท้องตลาด แค่วัสดุทำจากไมโครคาร์บอนไฟเบอร์
ที่มีความยืดหยุ่นแบบทั่วไปดูไม่มีอะไรพิเศษแต่เมื่อกดสวิตท์ที่ด้ามจับเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำออกมา คาร์บอนที่ตัวดาบจะจับตัวจนมีความแข็งพอๆกับไทเทเนี่ยม
อีกทั้งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ใช้นั้นยังสามารถช๊อตเข้าใส่เพื่อสร้างความเสียหายได้แบบเล็กน้อยด้วยมันอาจจะไม่รุนแรงถึงตายแต่ถ้าโดนเข้าที่ก็แสบใช่เล่น

วัลคิลลี่ต้องจับดาบแน่นพร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่ไม่คาดคิดอย่าลืมว่าตอนนี้รันฟาไม่ได้เป็นเหมือนรันฟาคนเดิมที่เธอรู้จักอีกแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเอาชนะในการประดาบ
ได้เลย ขนาดก่อนหน้านี้เธอยังไม่เคยเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยสักครั้งตอนประลองดาบ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็แทบไม่มีหวังจะชนะเลย ยังไงเสียตอนนี้ความคิดของเด็กหญิงมีเพียงแค่
เดินตามหลังของโยฮันไปและคอยระวังตัวทุกฝีก้าว

ภายในห้องเริ่มเข้าสู่คำว่าเละเทะเข้าไปทุกทีบนพื้นบนผนังแทบจะทุกที่เต็มไปด้วยรอยบากของคมดาบที่เฉือนเข้าใส่จนเป็นรอย คราบของเหงื่อและเลือดที่มองเห็นได้เป็นจุดๆ
ยิ่งทำให้ท้องไส้รู้สึกปั่นป่วนมากขึ้นไม่คิดว่ามันจะเป็นได้ขนาดนี้ และตรงหน้าที่เห็นนั้นรันฟายังคงจับดาบแกว่งไปมาราวกับคนบ้าไม่มีผิด แม้จะเป็นแบบนั้นโยฮันกลับไม่ได้แสดง
อาการหวาดวิตกอะไรออกมาเลยนอกจากอัดควันซิการ์เข้าปอดอึกสุดท้ายก่อนจะทิ้งก้นของมันลงบนพื้นแบบไม่แคร์สายตาใครสักนิด


“เฮ้! แม่ตุ๊กตาฉันว่าเธอหยุดเล่นฟันดาบสักหน่อยดีกว่าไหม ฟันให้ตายไปแค่ไหนมันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกถ้ามัวแต่มาฟันลมเล่นแบบนี้”

“ยังฝึกไม่จบ... ถ้ายังไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ไม่มีทางช่วยใครได้...” รันฟาทำเพียงแค่ตอบกลับมาก่อนจะหันไปสนใจศัตรูภาพจำลองต่อ สภาพในตอนนี้หญิงสาวแทบจะไม่ฟัง
ที่ใครพูดทั้งนั้น

“ก็นับถือในความตั้งใจนะแต่เธอลืมบางอย่างไป...”


เคร้ง!


“แค่ฟันใส่ภาพลวงตาน่ะมันไม่ทำให้เธอเป็นนักฆ่าที่เก่งขึ้นหรอก...”


ดาบของรันฟาถูกหยุดเอาไว้ด้วยมีดของโยฮันที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างเธอกับเป้าซ้อม ทันทีที่ถูกขวางแววตาของรันฟาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นแววตาของสัตว์นักล่าโดยสมบูรณ์
รันฟาจับดาบตวัดเข้าใส่โยฮันแบบไม่ลังเล วัลคิลลี่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รันฟาแสดงออกมานี่คงคิดจะฆ่าโยฮันให้ตายจริงๆแน่แบบนี้ต้องรีบเข้าไปช่วยเป็นการด่วน เด็กหญิงรีบ
จับดาบและเตรียมใจพร้อมที่จะเข้าไปช่วยโยฮัน


“ไม่ต้องเข้ามายัยหนู กับคนเสียสติแค่คนเดียวไม่จำเป็นต้องให้เด็กแบบเธอเข้ามาสอดให้เจ็บตัวฟรีหรอก” โยฮันรีบสั่งให้วัลคิลลี่ถอยออกไปขณะเดียวกันก็ถอยหลังหลบคมดาบ
ของรันฟาออกไปได้


ถึงจะไม่ได้เคลื่อนไหวรวดเร็วอะไรมากมายแต่ชายแก่คนนี้ก็มองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกเลยทำให้หลบไปอย่างสบาย ตรงกันข้ามกับรันฟาที่ตอนนี้ร่างกายโทรมไปทั้งตัว
อ่อนแรงจากการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน รวมทั้งอาการบาดเจ็บที่สะสมมาตลอดหลายวันจากการฝึก วัลคิลลี่มองออกเลยว่าที่รันฟาเคลื่อนไหวได้อืดอาดขาดความเฉียบคมลงนั้น
โยฮันคงจะรู้อยู่แล้ว แบบนี้มันก็พอจะมีลุ้นว่าจะหยุดรันฟาได้


“อย่ามายุ่ง!!”


เคร้ง!


แต่ถึงจะคิดแบบนั้นก็ใช่ว่ารันฟาจะเป็นหมูในฟาร์มที่ให้ใครเชือดได้ง่ายๆหญิงสาวที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ด้วยดาบยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าโยฮันที่ถนัดการต่อสู้ด้วยปืน แน่นอนแม้
ความเร็ว พลังทำลายและความเฉียบคมจะลดลงแต่ก็ยังมีอันตรายอยู่ดี วัลคิลลี่มองสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายในภาพรวมอยู่วงนอกอย่างใจเย็นที่สุด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า
ฝ่ายไหนจะได้เปรียบไปกว่ากัน


“เป็นอะไรไปดาบไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้เลยนะ ไอ้ที่พูดว่าถ้าไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ปกป้องใครไม่ได้คงแค่ราคาคุยมั้ง” ชายแก่เย้ยพลางชี้ปลายมีดใส่หน้ารันฟาที่กำลังอารมณ์
เสียอย่างเห็นได้ชัด

“หุบปาก!”


รันฟาตวาดเสียงดังลั่นก่อนจะเหวี่ยงดาบแนวขวางเล็งเข้าตรงลำตัวของโยฮันซึ่งชายแก่ก็รับมือด้วยการตั้งฉากคมมีดกับลำตัวรับแรงกระแทกเอาไว้ได้ทันก่อนที่คมดาบจะเข้าถึงตัว
แรงปะทะเมื่อครู่ลดลงไปจากก่อนหน้านี้มากจนถึงกับทำให้หนึ่งในดาบชั้นยอดที่สุดในโลกอย่างคาตานะไม่สามารถฟันทะลวงผ่านมีดทหารธรรมดาของโยฮันไปได้ ท่าทาง
เรี่ยวแรงของรันฟาเองก็แทบไม่เหลือแล้วขนาดจะยืนตรงๆยังแทบไม่อยู่ร่างกายที่บอบบางและเล็กไม่ต่างอะไรจากวัลคิลลี่นั้นต้องฝืนแบกรับภาระเกินขีดจำกัดมานานเกินไปจน
แทบจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ

โยฮันทำเพียงแค่ออกแรงปัดดาบออกไปเบาๆเท่านั้นคาตานะที่เคยอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารรุนแรงก็มีอันหลุดจากมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของหญิงสาวซึ่งในตอนนี้มันทั้งล้า
และด้านชาจนไม่รู้สึกอะไร ผลของการต่อสู้ครั้งนี้จบเร็วและรู้ผลกันไปแล้ว


“จะยอมหยุดได้รึยังยัยหนูหรือจะต้องมาต่อยกสองกันอีกรอบ?” โยฮันถาม

“ยังหรอก... มันยังไม่จบ... ฉันยังสู้...”


ตุบ!


ไม่ทันขาดคำรันฟาก็ร่วงลงกับพื้นเหมือนอยู่ๆก็น๊อกไปเสียดื้อๆแทบจะไม่ต้องเดาอะไรให้มากมาย รันฟาหมดสติคาทีหลังจากนั้นจนวัลคิลลี่ต้องรีบมาดูอาการให้เป็นการด่วน
ถึงปกติแล้วเธอจะไม่ได้ชอบยัยหมวยลูกครึ่งนี่เท่าไหร่นักและก็ไม่ได้คิดอยากจะเป็นเพื่อนอะไรแบบนั้นด้วย แต่พอมาเห็นสภาพแบบนี้แล้วก็อดห่วงไม่ได้ว่าหลังจากนี้คงจะ
ไม่ได้เห็นหญิงสาวที่ใจเย็น ร่างเริง มองโลกในแง่ดีและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคนนั้นอีกแล้ว


ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่คงต้องหาทางช่วยจริงๆนั่นล่ะ...


“ยัยบ้าเอ๊ย... เป็นได้ขนาดนี้เชียวแล้วแบบนี้ฉันจะดวลกับเธอเพื่อชิงดาบนั่นมาได้ยังไงกัน”

“อย่าห่วงเลยแม่หมาน้อย... ยังพอมีทางจะช่วยแม่ตุ๊กตาคนนี้อยู่”

“อย่าเรียกฉันว่าหมาน้อยนะ! แล้วจะช่วยยังไงตอนนี้แม่นี่น่ะไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้วนะ!” วัลคิลลี่โวยวายใส่โยฮันแบบชนิดที่ว่าพร้อมจะฉะกับโยฮันแน่หากจำเป็น ตั้งแต่เกิด
มายังไม่เคยเจอใครเลยที่ทำตัวกวนประสาทได้ถึงขนาดนี้ ไอ้ท่าทีที่มองยังไงก็ใจเย็นหักดิบและหยั่งธาตุแท้แทบไม่ออกพูดตามตรงว่ามันกวนใจเด็กหญิงไม่ใช่น้อยๆเลย


จะว่ายังไงก็ตามโยฮันดูจะไม่ใส่ใจสิ่งที่เธอพูดหรือท่าทางอาการไม่พอใจของเธอซะเท่าไหร่ ชายแก่อุ้มร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อและสภาพทรุดโทรมอย่างรุนแรงขึ้นมา ยังไงตอนนี้
คงต้องพักเรื่องตีกันนอกคิวไว้ก่อนสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือพารันฟาไปส่งห้องพยาบาลแล้วก็รักษาทุกอย่างตั้งแต่บาดแผลรวมถึงจิตใจของหล่อนด้วย ถ้าตื่นมายังทำตัวงี่เง่า
แบบเดิมไม่เลิกล่ะก็วัลคิลลี่คงต้องเอาโซ่ล๊อกคล้องติดเตียงเอาไว้แบบในโรงพยาบาลบ้าเลยถ้ามันจำเป็นนะ


“รันฟา! เป็นอะไรไหมนี่นายทำอะไรเธอเนี่ยตาเฒ่า!” อเล็กซ์ถาม

โยฮันส่งสายตาที่มองแล้วให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกมาให้ “อย่าทำเป็นเจ๊กตื่นไฟไอ้หนู แม่นี่แค่สู้ต่อไม่ไหวสลบไปก็เท่านั้นดวลกันได้แค่ดาบเดียวก็ร่วงไปแล้ว
สงสัยคงเหนื่อยจัดจนทนไม่ไหวร่างกายก็เลยน๊อกอย่างที่เห็น”

“งั้นต้องรีบพาเธอไปที่ห้องพยาบาลด่วนเลยส่งเธอมาให้ผมเร็วเข้า!”

“อย่าใจร้อนไอ้หนูลำพังแค่หมอธรรมดาคงรักษาได้แค่ร่างกายเท่านั้นล่ะ แต่สภาพจิตใจไม่ใช่ว่าร่างกายหายแล้วมันจะหายตาม ฉันจะพาแม่นี่ไปรักษาที่อื่นแทน” โยฮันปฏิเสธ
ที่จะส่งตัวรันฟาให้อเล็กซ์ไป วัลคิลลี่เองก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ก็เถียงไม่ได้ว่าที่โยฮันพูดมานั้นก็มีส่วนถูกจริงๆ ร่างกายน่ะหายได้ง่ายแต่จิตใจคงหายยากหน่อย


ที่น่าสงสัยคือใครหน้าไหนกันที่จะมาช่วยรันฟาเรื่องจิตใจที่เปลี่ยนไปซะแบบนั้น ดีไม่ดีตอนคุณเธอฟื้นขึ้นมาจะอาละวาดหนักกว่าเก่าซะอีกนี่ล่ะ...


“หมายความว่าไงกัน นี่คุณจะเอารันฟาไปนอกฐานจริงๆรึไง ทำแบบนั้นไม่ได้นะ!” อเล็กซ์พอได้ยินแบบนั้นก็รีบค้านและเขามาขวางทางออกกันไม่ให้โยฮันพารันฟา
ออกไปจากห้อง


แต่ว่าทันทีที่อเล็กซ์เข้ามาขวางสิ่งแรกที่วัลคิลลี่ได้เห็นจนชัดถนัดตานั่นก็คือใบหน้าและแววตาของโยฮันที่ตอนนี้จะเรียกว่าน่ากลัว หรือควรเรียกว่าน่าเกรงขามดีเพราะแววตาที่เห็น
นั่นมันฟ้องชัดว่าไม่พอใจที่อเล็กซ์เข้ามาขวางเท่าไหร่นัก และมันยังบอกได้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่าถ้าหากอเล็กซ์ยังดื้อเข้ามาขวางอีกล่ะก็ ชายแก่คนนี้คงจะจับชายหนุ่มหักคอแล้วทิ้ง
ศพไว้ข้างทางอย่างไม่ใยดีไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนนตัวนึงแน่


แววตาชวนสยองนั่นทำเอาทั้งเธอและอเล็กซ์ขยับตัวแทบไม่ออกกันไปตามๆกัน หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตสังหารแรงกล้าที่สยบได้แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของคนที่ร่ำลือกัน


“งั้นนายจะปล่อยให้แม่ตุ๊กตานี่เป็นเหมือนก่อนหน้านี้รึไง ถ้าไม่ล่ะก็ขยับก้นออกไปห่างๆแล้วก็หุบปากให้สนิท ถ้าไปหัดฝึกทำให้หัวเย็นลงได้ด้วยก็ดีไอ้หนุ่ม!” โยฮันตวาดลั่น
เป็นการเตือนให้อเล็กซ์ถอยออกไปและยังไม่ลืมที่จะพูดเชิงสั่งสอนอเล็กซ์ว่าให้หัดใจเย็นด้วยอีกต่างหาก


ปกติแล้วอเล็กซ์จะเป็นคนที่แข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอ ใจร้อนและหัวรั้นเกินมนุษย์จนเหมือนไม่มีใครจะหยุดได้เวลามีเรื่องกันจริงๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่วัลคิลลี่เห็นชายหนุ่ม
ออกอาการหวาดเกรงและไม่คิดจะขัดขืนโยฮัน ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่รู้จักกับพ่อของเธอด้วยชักอยากรู้ซะแล้วว่าพ่อของเด็กหญิงนั้นทนอยู่กับคนอันตรายแบบนี้
ได้ยังไงกัน

อเล็กซ์ยังคงยืนนิ่งขวางประตูอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนท่ามกลางความเงียบที่กำลังก่อตัวขึ้นจนน่าอึดอัด วัลคิลลี่ทำได้เพียงแค่รอดูท่าทีของสถานการณ์ว่ากำลังจะเปลี่ยนไปในทาง
ไหนหากเกิดอะไรขึ้นมาในตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟที่ถูกโยนเข้าไปในห้องที่อัดแน่นไปด้วยดินปืนพร้อมจะระเบิดตูมตามออกมาเป็นพลุวันชาติในคราวเดียว


“ก็ได้... พาเธอออกไปซะสิ...” อเล็กซ์ยอมถอยออกมาตามคำขอซึ่งที่จริงมันเหมือนเป็นการบังคับทางอ้อมมากกว่า ชายหนุ่มยอมถอยออกด้านข้างเปิดทางให้โยฮันผ่านไป
แต่โดยดี

“ขอบใจ” โยฮันพูดก่อนจะก้าวขาเดินผ่านอเล็กซ์ไปแต่ก่อนที่จะทันได้ออกไปนอกห้องเพียงก้าวเดียว

“แต่ขอเตือนถ้าคราวหน้าคุณยังทำอะไรให้รันฟาต้องเป็นแบบนี้อีก ได้รู้กันแน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคุณจะเป็นนักฆ่ามือพระกาฬ ทหารในตำนาน หรือพระเจ้ามาจากไหนก็ช่าง
แต่ถ้ามาทำอะไรหมาๆแบบนี้อีกอย่าหาว่ารังแกคนแก่ก็แล้วกัน...”


อเล็กซ์พูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยแววตาและสีหน้าที่ดูจะไม่ต่างกับโยฮันก่อนหน้านี้มากนักถึงจะรู้สึกกดดันไม่เท่า แต่แววตาและน้ำเสียงนั้นบอกไปในทางเดียวกันว่าไม่ได้ล้อเล่น
หรือพูดขู่เฉยๆ มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่หลับใหลมาเป็นเวลานานได้ถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับแรงเกรี้ยวกราดเต็มที่


“จะระวังก็แล้วกัน... นี่ยัยเปี๊ยกฉันว่าเธอคงต้องมากับเราด้วย”

“หา!? เรื่องอะไรเนี่ยตาแก่ทำไมฉันต้องไปกับนายด้วยล่ะ?”

“อย่าถามมากน่ารีบตามมาซะ เว้นแต่เธอจะอยากนอนตีพุง เกาตูดไปวันๆจนกว่าจะมีงานใหม่เข้ามาล่ะ”

“ฮึ้ย! รู้แล้วน่าตาแก่ไม่ต้องพูดให้เห็นภาพก็ได้มันแสลงหูยังไงก็ไม่รู้!” วัลคิลลี่โวยขึ้นมาในทันทีก่อนจะเดินตามโยฮันไปแต่โดยดี ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่ามารยาทซะจริงๆ
พูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย ชักอยากรู้ขึ้นมามากกว่าเดิมซะแล้วว่าพ่อของเธอทนอยู่กับคนแบบนี้ได้ยังไงกัน



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ผิง รันฟา

ปวดไปหมดทั้งตัว...

นี่คือสิ่งเดียวที่หญิงสาวรู้สึกได้หลังได้สติจากการล้มฟุบเอาตอนที่อยู่ในห้องฝึก ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดทั้งหลายที่มาจากการโหมฝึกอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
รันฟาไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหนเหมือนกันและก็ไม่คิดสนด้วย สิ่งที่จำได้ก่อนจะหมดสติคือเธอเผชิญหน้ากับโยฮันและเข้าเล่นงานทหารแก่คนนั้นและเธอยอมรับเลยว่า
เธออยากจะฆ่าชายแก่คนนั้นจริงๆ และหญิงสาวไม่คิดสนใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไง ความคิดของเธอตอนนี้มีแค่ว่าหากเจอศัตรูอยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบจัดการก่อนที่จะโดนจัดการ
ซะเอง ชิงลงมือฆ่าก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกฆ่ากฎง่ายๆที่ก่อนหน้านี้หญิงสาวพยายามเลี่ยงและปฏิเสธมันมาตลอด มันเหมือนประชดกันจริงๆที่ตอนนี้เธอกลับยอมรับมันได้
อย่างไม่มีข้อกังขา

สิ่งที่รับรู้ได้เรื่องถัดมาคือเธอกำลังอยู่ในรถตู้คันหนึ่งที่รู้ได้เพราะเพดานหลังคาของตัวถังรถเป็นสิ่งแรกที่หญิงสาวมองเห็นหลังฟื้นขึ้นมาและถัดจากนั้นคือความรู้สึกอึดอัดตรงข้อมือ
และข้อเท้าไม่นับกับผ้าที่ถูกเอามาพันรอบตัวเธอจนเหมือนกับมัมมี่ยึดติดเอาไว้กับเตียงพับตัวเล็กที่ถูกวางเอาไว้ภายในรถตู้คันนั้นจนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว


“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!” รันฟาอุทานลั่นขณะที่พยายามดิ้นให้หลุด

“ว่าไงฟื้นแล้วเหรอแม่ตุ๊กตา ให้ตายเธอเองก็ขี้เซาใช่เล่นหลับไปสิบกว่าชั่วโมงเห็นจะได้มั้ง” เสียงทักทายหลังฟื้นของโยฮันดังขึ้นมากวนประสาทเธอเล่นๆ บอกตามตรงว่า
เธอชักจะเหม็นขี้หน้าอีตานักรบแก่คนนี้จริงๆ

“เหอะ! น่ารู้ซะไม่มีล่ะปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!” รันฟารีบดิ้นไม่มาอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากการถูกพันธนาการแต่เหมือนโยฮันจะเตรียมการมาดีเพราะรู้ว่าหากหลุดไปได้
เธอเล่นถึงตายแน่ และหญิงสาวเองก็อยากจะทำแบบนั้นซะแล้ว

“ไว้ถึงที่หมายแล้วจะปล่อยออกมาแล้วกัน อยู่นิ่งๆไปก่อนถ้าปวดฉี่ก็ฉี่ออกมาเลยไว้ค่อยไปล้างกันอีกที” โยฮันตอบกลับและยังไม่ลืมที่จะพูดกวนประสาทถึงสภาพของรันฟา
ในตอนนี้มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก


ถึงจะนอนอยู่ตรงมุมนี้แต่หญิงสาวก็พอจะเห็นอะไรได้ชัดบ้างตอนนี้เธอกำลังหันหน้าไปทางฝั่งเบาะหน้าของรถมีโยฮันกำลังขับรถตู้คันนี้แบบสบายๆไม่รีบร้อนอะไรขณะที่วัลคิลลี่
ซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะด้านข้างคนขับไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวทำเพียงแค่ส่งสายตามองมาทางเธอเป็นระยะก็เท่านั้น เหมือนเด็กหญิงเองก็จะถูกโยฮันลากตัวมาด้วยเหมือนกัน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเหมือนตอนนี้ทั้งเธอ วัลคิลลี่และโยฮันจะไม่ได้อยู่ในฐานทัพอีกแล้วแต่กำลังจะมุ่งหน้ายังที่ไหนสักที่ รันฟาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยไม่ใช่เพราะว่าถูกมัดติด
เอาไว้กับเตียงจนขยับไม่ได้แบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่ที่เธอไม่ชอบเลยก็คือการที่จะถูกพาตัวไปในที่ๆเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนต่างหาก สมัยเด็กจำได้ว่าเคยมีหลาย
ครั้งที่เธอมักจะถูกพ่อกับแม่พาไปโน่นหรือนี่โดยไม่ปรึกษากันสักคำและส่วนใหญ่ก็เป็นที่ๆเธอไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ด้วย มันเลยฝังใจเป็นเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองไปแล้ว


“นี่เราจะไปไหนกัน บอกเลยนะว่าถ้าจะพาไม่หาหมอล่ะก็ไม่เอาเด็ดขาดฉันดูแลตัวเองได้!”

“งั้นเหรอ... ฉันเห็นแล้วล่ะว่าเธอดูแลตัวเองยังไง น่าเชื่อซะไม่มีล่ะ แล้วก็อย่าห่วงฉันไม่ได้พาเธอไปหาหมอที่ไหนหรอกที่จริง... ก็ไม่เชิงซะทีเดียว” โยฮันดูจะไม่แยแสกับคำพูด
ของเธอเท่าไหร่ที่สนใจดูจะมีเพียงแค่การจุดซิการ์กลิ่นแรงๆนั่นอัดควันเข้าปอดอีกอึกใหญ่ บอกตามตรงว่ารันฟาไม่ชอบบุหรี่เอามากๆไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน สมัยนี้คงไม่มีใครคิด
แล้วว่าควันบุหรี่ฆ่าคนได้มากกว่าปืน

“ไม่เชิง? ถามจริงเถอะตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันแน่” รันฟาถามกลับไปอีกครั้งเอาเข้าจริงมันชักจะเริ่มน่ารำคาญแล้วสิ

“ชักขี้เกียจพูดแล้วสิ... นี่ยัยเปี๊ยกอธิบายให้ฟังขอละเอียดยิบเลยยิ่งดี”

“อย่ามาเรียกฉันว่ายัยเปี๊ยกนะตาแก่! ใช่ ตอนนี้เราอยู่ที่ไอร์แลนด์น่ะ”

“ว่าไงนะ!!”


รันฟาถึงกับตะโกนผงะลั่นทั้งคันรถหลังรู้ว่าตัวเองกำลังถูกพามาในที่ที่ห่างจากฐานถึงขนาดนั้น ท่าทางไอ้ที่ว่าเธอหมดสติไปสิบกว่าชั่วโมงดูจะไม่ใช่การพูดที่เกินจริงอย่างที่คิด
และที่น่าสงสัยต่อจากนั้นคือมีเหตุอะไรที่โยฮันถึงได้พาเธอมาไกลขนาดนี้กัน ที่แน่ๆคงไม่ใช่แค่การเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศหรืออะไรเทือกนั้นแหงๆ


“พอดีว่าเรากำลังจะไปหาคนรู้จักของพ่อฉันอีกคน ตอนนี้คงจะอยู่ในช่วงพักร้อนพอดี รู้แล้วก็หัดขอบคุณซะล่ะเพราะเธอคงไม่ได้มีโอกาสเจอกับคนระดับนี้อีกแน่” วัลคิลลี่พูด
พลางหยิบเอาหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่ตรงหน้ากระจกรถขึ้นมาอ่านเล่นๆฆ่าเวลา ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นท่าทีของเด็กอายุแค่แปดขวบเท่านั้น จะแก่แดดไปไหนกันนะยัยคนนี้

“แล้วใครกันล่ะที่เรากำลังจะไปหา”

“เดี๋ยวเธอก็ได้รู้เองทางที่ดีทำหัวให้เย็นไว้ก่อนเราไปถึงดีกว่านะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”


วัลคิลลี่ไม่พูดอะไรต่ออีกหลังจากนั้นและหันกลับไปสนใจกับหนังสือการ์ตูนต่อ ทิ้งให้รันฟาต้องนอนนิ่งๆต่อไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนมัดแถมยังถูกพาตัวมาในที่ไกลซะขนาดนี้ ด้วยความสัตย์จริงตอนนี้เธอเองก็ชักจะไม่สนอะไรอีกแล้วไม่ว่าฝ่ายที่โยฮันกำลังจะพาไปเจอจะเป็นใครก็ตามขอเพียงแค่มีโอกาสเท่านั้นหญิงสาวจะใช้โอกาสนั้นหนีออกไปอย่าง
ไวที่สุด เรื่องอะไรจะไปยอมให้คนอื่นมาชี้นิ้วสั่งโน่นสั่งนี่กัน

การนั่งรถนั้นดูจะผ่านเวลาไปอย่างช้าๆและน่าเบื่อเป็นที่สุดยิ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่อาจขยับตัวอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียวมันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ในใจของรันฟาคิดเพียงแค่ว่า
เมื่อไหร่ไอ้การเดินทางไร้สาระนี่จะสิ้นสุดซะทีในเวลานี้คิดว่าอย่างน้อยถ้ามือไม่ได้ถูกมัดเอาไว้เธอก็อยากจะจับดาบของเธอไม่ก็หยิบหนังสือการ์ตูนหรืออะไรก็ได้ขึ้นมาอ่าน
ฆ่าเวลาไปพลาง ท่าทางตาแก่โยฮันนั่นก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเปิดเพลงฟังตอนขับรถซะด้วยเพราะตั้งแต่โดยสารรถด้วยกันมาอีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเอาเพลงมาเปิดในรถ
หรืออะไรพวกนี้นอกจากแค่ขับรถแบบเงียบๆไปซะเฉยๆจนกระทั่ง...


เอี๊ยด!


ช่วงที่กำลังนึกหงุดหงิดกับความน่าเบื่อจากการเดินทางนั้นเองอยู่ๆรถตู้ที่เคยแล่นไปด้วยความเร็วสูงก็มีอันต้องหยุดกะทันหันทำเอาเตียงพับที่รันฟานอนอยู่ถึงกับเคลื่อน
หวิดจะล้มหัวทิ่มไปแล้วหลังคนขับดันเบรกซะตัวโก่งแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า (ซึ่งที่จริงแล้วใครจะไปเตือนทัน)


“โอ๊ย! นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ยถามจริงไปหัดเรียนขับรถมาจากไหนเนี่ย!!” รันฟาเริ่มโวยวายก่อนใครเป็นคนแรกและวัลคิลลี่เองก็เหมือนจะมีอาการเดียวกันแค่เธอไม่แสดงอาการ
ออกมาเหมือนกับรันฟาในตอนนี้

"เรามาถึงแล้ว..." โยฮันตอบกลับสั้นๆก่อนจะพ่นควันซิการ์ออกมาแบบไม่เกรงใจใคร

รันฟาทำหน้ามุ่ย “ถึงซะที ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยแก้มัดด้วยค่ะ!”

“รอก่อนก็แล้วกันที่นี่มันไม่ใช่ที่ๆเราจะเข้าไปได้ง่ายๆเท่าไหร่ด้วย ระวังเรื่องมารยาทหน่อยก็ดี...” โยฮันพูดทิ้งท้ายก่อนจะลงจากรถไป


ไม่นานนักวัลคิลลี่ที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับก็ตรงเข้ามาและปลดตัวล๊อกตรงเตียงออกทำให้รันฟาเริ่มขยับตัวได้นิดหน่อยแต่กระนั้นเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดว่ารันฟาเตรียมตัวที่
จะเผ่นออกจากรถคันนี้แล้วขอเพียงแค่วัลคิลลี่แก้มัดเธอออกเท่านั้นและเด็กหญิงกำลังเริ่มทำมันอยู่ ณ ตอนนี้ ผ้าผืนหนาที่เคยรัดพัดตัวของหญิงสาวกำลังหลุดร่วงออกทีละส่วนๆ
จนกระทั่ง


โครม!


ช่วงที่พอจะขยับตัวออกได้รันฟาก็รีบกระแทกตัวของวัลคิลลี่ออกไปจนกระเด็นก่อนจะรีบพุ่งถลาตัวออกจากทางประตูด้านหลังของรถตู้แม้ว่ามือจะยังโดนมัดอยู่แต่ว่าขาทั้งสองข้าง
ก็ไม่ได้โดนมัดเอาไว้จนแทบจะวิ่งได้อย่างสบาย แทบไม่อยากจะคุยถ้าเป็นเรื่องวิ่งล่ะก็รันฟาไม่แพ้ใครทั้งนั้น อีกไม่ช้าเธอก็คงจะหนีออกไปจากตรงนี้ได้และมุ่งหน้ากลับบ้าน
ของเธอ-


แกร๊ก!


“ใจร้อนจริงนะก็บอกแล้วไงว่าให้รักษามารยาทหน่อย....”


เสียงพูดของโยฮันดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบจำนวนนับสิบคนมาพร้อมปืนไรเฟิลในมือที่เล็งมาทางรันฟาพร้อมยิงถล่มดับชีวิตของหญิงสาว
ให้ตายคาที่ตรงนี้และเดี๋ยวนี้ จากที่สังเกตคร่าวๆกลุ่มของชายติดอาวุธพวกนี้เป็นชาวเอเชียกันแทบทุกคนเห็นได้ชัดว่าตอนนี้รันฟากำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่ดูยังไงแล้วก็ไม่เหมือน
กับที่ไอร์แลนด์เหนือเลยสักนิดมันเหมือนกับเป็นคฤหาสน์ที่ถูกตกแต่งตามสไตล์ของยุโรปผสานกับศิลปะของเอเชียเท่าที่ดูและถ้าไม่ใช่จีนก็คงเป็นญี่ปุ่นไม่ก็เกาหลีจะยังไงก็ช่าง
ตอนนี้เรื่องพวกนั้นถูกกลบความสนใจไปหมดแล้วโดยปืนไรเฟิลนับสิบที่กำลังเล็งเธออยู่


“นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่ไหนบอกว่าเราอยู่ที่ไอร์แลนด์เหนือไงคะ” รันฟาถามและไม่ลืมที่จะส่งเสียงประชดประชันใส่โยฮันเต็มที่ หลังจากที่ต้องอยู่ท่ามกลางดงปืนนับสิบกระบอก
รุมจ่อแบบนี้

“ก็อย่างที่บอกเราอยู่ในไอร์แลนด์จริงๆแค่เพียงแต่ว่าไม่ใช่เขตของไอร์แลนด์เหนือซะทีเดียว...” ชายแก่พูดพลางชี้ไปที่หน้าคฤหาสน์ที่อยู่ตรงหน้า เหนือประตูทางเข้ามีป้าย
ทำจากไม้แกะสลักเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า


สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไอร์แลนด์


แม่เจ้า! นี่เธอลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพื่อจะมายังสถานทูตญี่ปุ่นในไอร์แลนด์พร้อมกับตาแก่โรคจิตกับยัยเด็กแก่แดดอีกคนหนึ่งให้โดนเอาปืนเป็นสิบกระบอกจ่อเล่นๆ
ชีวิตอะไรมันจะสุดติ่งกระดิ่งหมาแบบนั้นกันเชียว ยิ่งตอนนี้เธอกำลังอยู่ในสภาพที่ใช้แขนอย่างอิสระไม่ได้แถมในมือยังมีดาบคาตานะที่เป็นดาบประจำชาติของญี่ปุ่นแบบนี้ด้วย
อะไรมันจะบังเอิญปานนี้...


“เยี่ยม... มาอยู่ในถิ่นของซามูไรซะอีกเจริญล่ะ...” รันฟาวางดาบลงกับพื้นอย่างช้าๆและค่อยๆยกมือขึ้นเหนือหัวเป็นการบอกว่าเจ้าตัวไม่คิดขัดขืน ก็นะถ้าขัดขืนล่ะก็มีหวังพรุน
เละศพไม่สวนคาสถานทูตนี่ล่ะ

“ทุกคนลดอาวุธลง! สามคนนี้เป็นแขกของผมเอง!”


ช่วงที่กำลังตึงเครียดนั้นเองเสียงใสที่ฟังดูเป็นมิตรของใครสักคนก็ดังขึ้นพร้อมกับตอนที่สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ คนที่สั่งให้พวกยามรักษาการณ์ประจำ
สถานทูตลดอาวุธลงเป็นชายท่าทางมีอายุพอสมควรหากมองเผินๆน่าจะอายุสักห้าสิบกว่าผมสีดำแซมขาวหงอกตามธรรมชาติ สวมชุดคลุมฮากามะสีฟ้าครามของผู้ชายแลดูสดใส
ผิดกับบรรยากาศโดยรอบลิบลับ แม้ว่าท่าทางจะดูเป็นมิตรและดูน่านับถือแต่หากมองที่มือบริเวณซอกนิ้วหัวแม่มือจะพบรอยด้านตรงนั้นอย่างชัดเจนและไอ้รอยด้านพวกนั้นรันฟา
รู้ดีว่าหมายถึงอะไร


ชายคนนี้เคยเป็นนักดาบฝีมือดีมาก่อน!


ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเหมือนจะมีอำนาจมากพอดูมากพอที่จะทำให้ทหารยุ่นนับสิบที่กำลังเล็งปืนใส่รันฟายอมถอยห่างออกไปได้ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายไปได้โข
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใครแต่ก็ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลื่อนี่ล่ะนะ


“ขออภัยด้วยเรื่องคนของผมพวกเขาแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นหวังว่าคงไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปนะครับ” ชายแก่สวมชุดฮากามะถามขณะที่บอกให้พวกยามถอยออกไป

“ทางเราควรเป็นฝ่ายขออภัยมากกว่าครับท่านทูต” โยฮันพูดตอบกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นกับชายคนที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านทูต’ ซึ่งรันฟาพอจะฟังออกอยู่บ้างเห็นแบบนี้อาจารย์เอง
ก็สอนเธอมาดีเหมือนกันเรื่องภาษาญี่ปุ่น

“มาคุยกันตรงนี้มันคงจะหนาวเกินไปหน่อยถ้าไม่ว่าอะไรขอให้พวกคุณตามผู้ดูแลไปถ้าให้ดีไปอาบน้ำกันก่อนระหว่างนี้ก็ได้ครับ ผมเองก็มีงานต้องสะสางเล็กน้อยก่อนด้วย”
ตัวแทนทูตแห่งญี่ปุ่นกล่าวอย่างสุภาพพลางผายมือไปทางหญิงสาวในชุดกิโมโนที่ยืนอยู่ข้างๆ จากท่าทางที่สุภาพและดูเป็นมิตรแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ชายอายุห้าสิบคนนี้
จะได้เป็นทูต


หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นทูตก็คือเรื่องของการวางตัวและความเป็นมิตรนี่ล่ะ


ด้วยความที่อากาศของไอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตขั้วโลกซีกเหนืออันหนาวเย็นประกอบกับความเหนือยล้าและอีกหลายๆปัจจัยทำให้รันฟาไม่คิดจะปฏิเสธในสิ่งที่ทูตคนนี้เสนอ
เท่าไหร่นัก ตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อนและค่อยคิดเรื่องหาจังหวะหนีกันทีหลัง รันฟา โยฮันและวัลคิลลี่ เดินตามสาวใช้ที่ท่านทูตแนะนำเมื่อครู่นี้ไป ขณะที่ในใจก็คิดว่า
มีเหตุอันใดที่เธอถึงต้องถ่อสังขารที่กำลังบอบช้ำมาจนถึงที่นี่มายังไอร์แลนด์แถมยังเป็นในสถานทูตญี่ปุ่นอย่างที่นี่กันแน่



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น...


ภายในห้องโถงที่ดูเหมือนเป็นห้องโล่งๆไม่มีอะไรนอกจากเสื่อทาทามิที่ใช้ปูตามพื้นห้อง รันฟาและอีกสองคนที่เหลือเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จมาได้ไม่นานต้องยอมรับว่า
การอาบน้ำร้อนๆหลังจากที่ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนร่างกายได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายเลยจริงๆยิ่งการที่ต้องมาสวมยูกาตะแบบเดียว
กับที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงแรมบ่อน้ำร้อนก็ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายเข้าไหใหญ่ ความเงียบสงบที่ไม่ชวนให้รู้สึกวังเวงแบบนี้มันก็เป็นบรรยากาศที่น่าคิดถึงอยู่เหมือนกัน มันช่าง
ละม้ายคล้ายคลึงกับบรรยากาศในโรงฝึกของอาจารย์ในซานฟรานซิสโกไม่มีผิด


“โปรดรอที่นี่สักครู่นะคะ อีกเดี๋ยวท่านทูตก็จะมาพบพวกคุณแล้วดิฉันจะไปรายงานให้ท่านทราบก่อนนะคะ” สาวใช้ที่คอยดูแลรันฟาและคนอื่นๆกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะเลื่อน
บานประตูปิดและออกไปแจ้งเรื่องให้ท่านทูตทราบ

“ว่าไงเย็นลงบ้างรึยังแม่ตุ๊กตา?” โยฮันถามขณะที่กำลังนั่งคุกเข่าอย่างสงบและจิบชาร้อนๆที่สาวใช้ยกมาเสิร์ฟให้ก่อนหน้านี้ ท่าทางสบายๆและไม่ทุกข์ร้อนแบบนี้มันชวนให้รู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้บอกได้เต็มปากเลยว่าเธอไม่ชอบหน้าคนๆนี้อย่างแรง

“ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำหรอกนะคะช่วยบอกเหตุผลมาได้รึยังคะว่าทำไมเราต้องมาที่นี่กันด้วย สถานทูตไม่ใช่ที่ๆคนทั่วไปจะเข้าออกได้ง่ายๆรีบบอกมาดีกว่าค่ะ”

“ใจเย็นๆตอนนี้ต้องรอให้ท่านทูตมาอธิบายเองอีกอย่างเธอบอกเองนะว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนักดาบไม่ใช่ทักษะแต่เป็นจิตใจที่สงบเยือกเย็นน่ะ ที่พูดเอาไว้ลืมไปแล้วรึไง
หรือว่า... จะดีแต่ปากน่ะ” วัลคิลลี่สวนรันฟากลับมาพร้อมทั้งพูดแขวะเธอนิดๆด้วยสิ่งที่เธอสอนไปเอง รันฟาทำเพียงแค่กัดฟันเอาไว้และไม่แสดงอาการออกมามากนัก


จะยังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้รันฟาจะมีความคิดโลกสวยหรือยึดมั่นในอุดมการณ์อะไรก็ตามเรื่องนั้นมันเป็นเป็นแค่อดีต ประสบการณ์ที่ผ่านมาเธอรู้ซึ้งแล้วว่าหากใจอ่อน
ก็หมายถึงความตาย หากใจอ่อนก็ไม่สามารถปกป้องใครได้ มันมีแค่ว่าจะฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นถึงเธอจะถือดาบและไม่คิดใช้มันฆ่าใครสุดท้ายแล้วดาบที่เคยเปื้อนเลือดไปแล้วครั้ง
หนึ่งล้างให้ตายยังไงมันก็ไม่มีวันหายไปไหน มีเพียงแค่ต้องทำใจยอมรับมันและพร้อมจะหลั่งเลือดทุกเวลาและเพื่อการนั้นความแข็งแกร่งก็เป็นแค่คำตอบเดียว

รันฟายังคงนั่งนิ่งๆอยู่แบบนั้นนานกว่าสิบนาทีก่อนที่ท่านทูตแห่งญี่ปุ่นจะเดินเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ใส่ชุดฮากามะเอาไว้พร้อมโดยมีสาวใช้ในชุดเมดญี่ปุ่นเดินตามเข้ามา
ด้วยอีกคน


“ขออภัยที่ให้รอพอดีงานมีเรื่องยุ่งยากกว่าที่คิดไว้ คุณคงไม่ถือนะครับคุณโยฮัน” หลังจากนั่งลงที่เบาะท่านทูตก็กล่าวขึ้นทันทีและเหมือนเจ้าตัวจะรู้จักโยฮันมาพอสมควรด้วย

“ไม่หรอกครับท่านทูต ฮิเมจิ ทางเราเป็นฝ่ายมารบกวนเวลางานคุณมากกว่า อันที่จริงแล้วที่ผมมาในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีธุระกับคุณโดยตรงหรอกครับแต่ผมมีธุระกับ ‘เธอ’ คนนั้นไม่ทราบว่าเธอยังอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ?” โยฮันถาม

ท่านทูตยิ้มก่อนตอบ “กะแล้วว่าคุณต้องมาหาเธอแน่ผมเลยเรียกเธอไว้แล้ว อีกสักครู่เธอคงจะเข้ามาครับ”

“เยี่ยม...”


บทสนทนาหยุดลงในเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นเช่นเดียวกับรันฟาที่ไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่และเธอคนที่ว่าเป็นใครกันแน่ดูจะมีความสำคัญเอามากๆซะด้วย
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์แปลกๆว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงและที่แย่คือจากที่ผ่านมาลางสังหรณ์ของเธอดันแม่นซะด้วย


และเธอสังหรณ์ว่ากำลังจะมีงานเข้าครั้งใหญ่


“เธอเองน่ะเหรอนักดาบที่ว่าเสียหนทางของตัวเองไปน่ะ? ท่าทางดูไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลยนะว่าไหม” ท่านทูตเริ่มหันมาทางรันฟาบางและเริ่มยิงคำถามแรกแบบไม่ลังเล
ทำเอารันฟาแปลกใจอยู่หน่อยๆเหมือนกัน

“ก็แค่คำพูดเพ้อเจ้อน่ะค่ะ อย่าไปใส่ใจให้มากดิฉันเองก็ไม่ได้เสียเส้นทางอะไรไปทั้งนั้นหรอกค่ะ... ท่านทูต”

“แต่ผมว่าคุณเองก็คงจะรู้ตัวแล้ว ผมมองแว๊บเดียวก็รู้ว่าเธอเป็นนักดาบ น่าจะฝึกมาตั้งแต่เด็กเป็นพวกมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งพอดู อืม... และเท่าที่ดูคงจะฝึกมาหนักมาเลยสินะ
ที่มือถึงได้มีรอยแผลแตกแบบนั้นอยู่...”


ทูตฮิเมจิอนุมานอย่างคร่าวๆให้ฟังและก็ตรงเป๊ะตามที่เล่ามาทั้งหมดแต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายังบอกไม่หมดว่าเห็นอะไรในตัวของรันฟาบ้างซึ่งทูตญี่ปุ่นคนนี้วางตัวอย่างใจเย็นพลาง
สั่งให้สาวใช้เริ่มเตรียมบางอย่างให้ หญิงสาวตอบสนองด้วยการจัดแจงเตรียมชุดชงชาแบบดั้งเดิมให้พร้อมสำหรับสามที่ ขณะรันฟาและอีกสองคนที่เหลือยังคงนั่งคุกเข่าอย่างสงบ
ไม่มีใครขยับตัวแม้แต่นิดเดียว

พอได้มาเห็นพิธีชงชาแบบนี้แล้วมันทำให้นึกถึงความทรงจำสมัยที่ยังอยู่ในโรงฝึกของอาจารย์ทที่ซานฟรานซิสโกหลังจากไม่ได้เห็นมาซะนาน หญิงสาวยังจำได้ช่วงแรกๆที่เข้าพิธี
ชงชาเธอถูกอาจารย์ตำหนิหนักมากชนิดเละไม่มีชิ้นดี ว่ากันตามตรงการเรียนรู้พิธีชงชานั้นยากลำบากซะยิ่งกว่าการฝึกวิชาดาบสังหารตั้งเยอะ แต่กระนั้นการทำพิธีชงชานั้นมันเป็น
ยิ่งกว่าการดื่มชาธรรมดาๆ แต่มันคือการฝึกและขัดเกลาจิตวิญญาณ ทำให้จิตใจถูกยกยกระดับให้มีความสงบนิ่ง แม้แต่คนที่ไม่เคยเข้าพิธีชงชามาก่อนอย่างวัลคิลลี่ก็ยังนิ่งได้
ขนาดนั้น ราวกับว่ามีมนตร์ขลังบางอย่างสถิตอยู่ในพิธีนี้

ถ้าจะให้พูดท่านทูตฮิเมจินั้นนับว่าชงชาได้สมบูรณ์แบบเอามากๆทั้งท่าทางการเคลื่อนไหว การขยับมือคนผงชากับน้ำร้อนด้วย ชะเซน (คล้ายๆแปรงสำหรับคนชาให้ละลาย) และ
รวมไปถึงการทำจิตให้สงบไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวนับว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากมากจนแทบไม่ต่างอะไรกับการเรียนวิชามารยาทแขนงหนึ่ง ตรงข้ามกับรันฟา
ที่ตอนนี้หญิงสาวกำลังถูกความสงบนิ่งนั่นข่มเอาทั้งที่มันควรจะเป็นตรงกันข้ามมากกว่า เนื้อตัวของหญิงสาวมันสั่นไปหมดแม้จะพยายามสั่งการร่างกายแค่ไหนแต่ก็บังคับร่างกาย
ไม่ได้ซะที


“เชิญครับ...” ทูตฮิเมจิวางถ้วยชาลงตรงหน้าพลางเลื่อนถ้วยมาให้รันฟาเป็นคนแรก รันฟาค่อยๆเอื้อมมือขวาไปแตะที่ถ้วยชาหากสังเกตดีๆจะเห็นนิดหน่อยว่ามือของหญิงสาว
กำลังสั่นอยู่


ถ้วยชาในมือสั่นระริกเหมือนสันนิบาติเข้ากะทันหัน รันฟาพยายามจะวางตัวให้สงบนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่เหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ท่าทางของหญิงสาว
ทั้งเก้ๆกังๆและติดขัดไม่ต่างอะไรกับตอนที่เธอเริ่มเรียนรู้ครั้งแรก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแต่มือมันไม่ยอมหยุดสั่นขณะที่ท่านทูตกำลังนั่งอย่างสงบรอให้เธอดื่มชาจนหมด

รสชาติขมๆติดปลายลิ้นของชาเขียวผงผสมกับน้ำร้อนจนข้นมากพอๆกับความหนืดของน้ำมัน การดื่มชาที่ดีควรดื่มอย่างอ่อนช้อยและรักษามารยาทความงดงามเอาไว้เสมอ
แต่ให้ตาย! แค่จะทำจิตตัวเองให้ว่างก็แทบแย่แล้ว รันฟาค่อยๆดื่มชาลงคอไปอย่างช้าๆจนหมดก่อนจะเช็ดขอบถ้วยหมุนทวนเข็มนาฬิกาสามรอบตามมารยาทและวางถ้วยชาลง
ตรงหน้าเธอพร้อมส่งคืนให้แกผู้ที่ชงไป


“ข... ขอบคุณสำหรับชาค่ะ...” หญิงสาวเลื่อนถ้วยชาไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะโค้งคำนับท่านทูต และอีกฝ่ายตอบรับเธอด้วยการโค้งตามพร้อมทั้งเก็บถ้วยชาคืน

“ยังใช้ไม่ได้!”


โป๊ก!!


ฉับพลันนั้นเองเสียงที่ดังราวกับมีสายฟ้าเปรี้ยงใหญ่ผ่าลงมา ณ กลางห้องทำเอาความเงียบสงบของห้องที่เคยมีสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียวพร้อมกับมีอะไรแข็งๆ
หวดเข้ากลางกบาลอย่างจังทำเอารันฟาล้มหัวคะมำลงกับพื้นจนหน้าทิ่มเสื่อแบบจังๆ หลังจัดระบบความคิดได้หญิงสาวก็รีบมองไปด้านหลังทันที


“ไงไม่เจอกันนานนะ... รันฟา”

“อะ... อาจารย์!?”








************************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 12 ส.ค. 2019, 23:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)8/6/

Episode 25 : Wisdom


“อะ... อาจารย์!”

รันฟาร้องเสียงหลงปนด้วยความรู้สึกที่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหลังโดนหญิงสูงวัยท่าทางขึงขึงในชุดกิโมโนสีน้ำเงินลายดอกบ๊วยเขกหัวอย่างแรงด้วยปลอกดาบญี่ปุ่น
ที่ถืออยู่ในมือข้างขวา ท่วงท่าการยืนนั้นดูสง่าและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน มีไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นผู้หญิงถือดาบญี่ปุ่นแล้วให้ความรู้สึกแบบนี้และที่สำคัญหญิงสูงวัยคนนี้ก็ดัน
เป็นอาจารย์ของเธอซะด้วย

‘อลิเซีย สึมิโยโกะ’ คือชื่อของเธอคนนี้ล่ะ...


“ได้ข่าวว่าก่อเรื่องไว้เยอะเลยนี่นายัยลูกศิษย์งี่เง่า เป็นไงล่ะสบายดีสินะสีหน้าแบบนั้นมันอะไรกัน?” อลิเซียกล่าวทักทายลูกศิย์และยังไม่ลืมที่จะพูดแขวะรันฟาหลังเห็นสีหน้าของเธอ

รันฟาเอามือลูบหัวส่วนที่โดนโขกด้วยด้ามดาบเมื่อครู่เพราะยังมึนไม่หายก่อนตอบ “อาจารย์ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กัน... ไม่ใช่ว่าตอนนี้อยู่ที่ซานฟรานซิสโกรึไงคะ?”

“ฉันกับท่านทูต อายุตะ ฮิเมจิ พอดีเรารู้จักกันนิดหน่อยในวงการนักดาบฉันก็มาที่นี่ตามคำเชิญของเขาเท่านั้น เธอยังไม่ตอบคำถามเลยนะรันฟา ไอ้ท่าทางดูไม่ได้แบบนั้นมันคืออะไรกัน” อลิเซียย้ำ
เสียงแข็งอีกครั้งด้วยสายตาที่เหมือนจะเอือมระอาในสภาพที่ดูไม่ได้ของเธอ


จริงอยู่ที่รันฟาจะเป็นลูกศิษย์คนโปรดแต่พอมาเห็นสภาพแบบนี้บอกได้เลยว่าเจ้าตัวคงนึกผิดหวังไม่น้อยเหมือนกัน


“ก็แค่เจอเส้นทางของตัวเองแล้วแค่นั้นล่ะค่ะอาจารย์...” รันฟาตอบ

หญิงสูงวัยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “เส้นทาง? เส้นทางแบบไหนกันแน่”

“ก็คือ-”

โป๊ก!


ชั่วพริบตาก่อนที่จะตอบนั้นไม่มีใครได้ทันตั้งตัวเมื่ออลิเซียตวัดดาบที่ยังอยู่ในฝักเข้าใส่รันฟาอย่างรวดเร็วในจังหวะเดียวกันนั้นเองรันฟาก็เอาดาบของตนเองรับเอาไว้ได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
เท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในห้องดูจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกันหมดยกเว้นท่านทูต ฮิเมจิ ที่ดูจะเฉยๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นเอามากๆเห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเองก็มองออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ มันคงเป็นเรื่องธรรมดา
สำหรับนักดาบไปแล้ว


“แทนที่จะพูดกันด้วยวาจา พูดกันผ่านเพลงดาบน่าจะง่ายกว่านะยัยลูกศิษย์งี่เง่า...” อาจารย์หญิงกล่าวพลางชักดาบกลับไปเหน็บไว้ที่ข้างเอาวด้วยสายคาดโอบิตามเดิม

“ค่ะ... อาจารย์”



ไม่นานหลังจากนั้น...


หลังการท้าประลองแบบฉุกละหุกโดยอาจารย์ของเธอ รันฟาก็ตอบรับแต่โดยดีเพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอหวังเอาไว้เหมือนกันสำหรับนักดาบแล้วการพูดคุยกันด้วยดาบนั้นง่ายกว่าการพูดคุยด้วยวาจา
การประลองดาบนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงการต่อสู้ด้วยดาบมันหมายถึงการแลกเปลี่ยนวิชา ประสบการณ์และนิสัยใจคอของผู้ใช้ดาบไปด้วยในตัวและแน่นอนรวมถึงความแข็งแกร่งที่คนๆนั้นมีด้วย
เช่นกัน สำหรับรันฟาแล้วตอนนี้เธอแข็งแกร่งมากกว่าคราวที่เป็นลูกศิษย์มากนัก เธอไม่มีความลังเลอะไรอีกแล้วในการที่จะลงมือตวัดดาบเพื่อคร่าชีวิต

ไร้ความลังเลก็หมายถึงไร้ซึ่งจุดอ่อน...

ทั้งหมดย้ายมาที่โรงฝึกดาบที่อยู่ข้างๆคฤหาสน์ที่พักของท่านทูตดูแล้วไม่ต่างกับโรงฝึกที่รันฟาเคยเรียนสมัยอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเท่าไหร่นักอาจจะต่างออกไปตรงที่มันเป็นห้องโล่งๆทั้งพื้น
และผนังรวมถึงหลังคาสร้างจากไม้ล้วนๆ การออกแบบนั้นก็เป็นรูปแบบเดียวกับโรงฝึกดาบของญี่ปุ่น ก็สมแล้วสำหรับที่เป็นโรงฝึกของทูตแห่งญี่ปุ่นกลิ่นอายทุกอย่างแทบจะเหมือนต้นตำหรับซะจริง

รันฟาเริ่มสวมเสื้อเกราะสำหรับการประลองเคนโด้ด้วยความรู้สึกเก้ๆกังๆเล็กน้อยหลังจากที่ไม่ได้สวมมานานจนเกือบลืมวิธีสวมไปแล้ว แทบจำความรู้สึกได้เลยว่าร้อนและขยับตัวลำบากแค่ไหน
ตอนใส่ครั้งแรก แน่นอนการประลองครั้งนี้จะใช้เพียงแค่ดาบไม้เท่านั้นถึงเธอกับอาจารย์จะมีฝีมือพอที่จะประลองด้วยดาบจริงแล้วก็ตามแต่ก็อย่างว่าดาบไม่มีตา ถ้าจะแค่ประลองกันพอเป็นพิธีแค่ดาบไม้
ก็เกินพอแล้ว


“กฎการประลองเอาแบบเดิมๆใครทำให้คู่ต่อสู้หมดสภาพหรือปลดอาวุธได้ก่อนก็แพ้ โดนฟาดโดนกี่ครั้งก็ไม่มีผลต้องเล่นให้หมอบไม่ก็หมดสภาพต่อสู้เท่านั้นเข้าใจนะ” อลิเซียพูดอธิบายกติกา
พลางถามว่ารันฟาเข้าใจหรือไม่

รันฟาพยักหน้าตอบพลางกระชับเกราะป้องกันที่สวมอยู่ให้พร้อม “เหมือนตอนประลองครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเมื่อหลายปีก่อนสินะคะ”

“มาดูกันซิว่าความแข็งแกร่งที่เธอพูดถึงจะแข็งแกร่งแค่ไหนแสดงมันออกมาให้ฉันเห็นหน่อยรันฟา!” อาจารย์เริ่มตั้งท่าดาบรอเอาไว้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการโจมตีของรันฟา
ดูท่าทางเจ้าตัวคิดที่จะตั้งรับสถานเดียว


รันฟายกดาบขึ้นมาตั้งท่าเช่นเดียวกันขณะที่โยฮันกับวัลคิลลี่กำลังนั่งอยู่ห่างๆคอยรับชมการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้น สายตาของหญิงสาวตอนนี้กำลังจับจ้องมองไปทางอาจารย์
ที่เธอกำลังจะได้ประมือด้วยในอีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น ท่านทูต ฮิเมจิ ที่รับหน้าที่เป็นกรรมการเดินเข้ามาตรงกลางระหว่างทั้งคู่เพื่อให้สัญญาณการประลอง


“ทั้งคู่พร้อมแล้วใช่ไหม...”


ไม่มีใครตอบอะไรออกมารวมทั้งรันฟาด้วยแต่จากท่าทางก็บอกชัดแล้วว่าพร้อมทั้งคู่ พวกเธอกำลังรอสัญญาณเริ่มการประลองเท่านั้นมันเหมือนกับการดวลปืนของคาวบอยที่ไม่รู้ว่าต่างฝ่าย
จะชักอาวุธออกมาเหนี่ยวไกกันเมื่อไหร่เท่านั้น


“เริ่มได้!!”


สิ้นสัญญาณรันฟาก็เป็นฝ่ายบุกเข้าไปก่อนเป็นอันดับแรกหญิงสาวตวัดดาบไม่เข้าใส่หญิงผู้เป็นอาจารย์ของตนเองอย่างรวดเร็วและรุนแรงหมายจะจบการประลองนี้ให้ไวที่สุดโดยใช้จุดเด่นของเธอ
ในเรื่องความต่างของอายุโดยทุ่มพลังทั้งหมดจัดการกับคู่ต่อสู้ที่มีอายุมากกว่า ดาบไม้ที่เคลื่อนไหวสลับซ้ายขวาบนล่างอย่างรวดเร็วเหมือนพายุที่โหมถล่มเข้าใส่คู่ต่อสู้แบบไม่ให้ตั้งตัว


‘การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี แทนที่จะสู้แบบยืดเยื้อทุ่มสุดกำลังจัดการให้จบในทีเดียวไปเลยดีกว่า!’ รันฟาคิดในใจขณะที่มือยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหว ในใจของหญิงสาวคิดแค่ว่าตอนนี้
อีกฝ่ายไม่สามารถโต้ตอบอะไรเธอได้ก็นับว่าเป็นโอกาสทอง


ฝ่ายอาจารย์นั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากเคลื่อนไหวหลบและใช้ดาบไม้ปัดป้องการโจมตีที่รวดเร็วของรันฟาเอาไว้โดยพยายามเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็น สายตาที่รันฟามองเห็นผ่านเกราะส่วนหัว
ของอาจารย์มันเป็นสายตาที่ไม่ได้มีแม้แต่ความกดดันเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้ามเหมือนอีกฝ่ายกำลังเพ่งมองมาทางรันฟาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังพินิจพิจารณาในบางสิ่งที่รันฟาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร


หญิงสาวเหวี่ยงดาบอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวแบบตรงๆไม่มีการหลอกล่อเปิดช่องว่างมากพอสมควรแต่ด้วยความเร็วที่ใช้นั้นมันก็ทำให้ศัตรูที่เผชิญหน้ากับเธอยากที่จะรับมือ
แต่ทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้น...


‘ไม่โดนสักดาบเลยนี่มันอะไรกัน...’


รันฟาคิดอย่างสงสัยหลังเริ่มหวั่นใจว่าชักจะมีอะไรแปลกๆ เพราะหญิงสาวแน่ใจว่าเธอทุ่มกำลังทั้งหมดไปกับการเคลื่อนไหวและจู่โจมอย่างรวดเร็วแล้วแต่ทำไมดาบที่ตวัดเข้าไปกลับไม่โดนเป้าเลย
สักครั้งแถมทางอาจารย์เองก็ยังดูสบายๆทั้งที่เป็นฝ่ายตั้งรับ สำหรับคนอายุเข้าห้าสิบแบบนั้นก็นับว่าแปลกรัยไปตั้งขนาดนั้นมันน่าจะมีอาการเหนื่อยหอบกันบ้างสิ!


“เป็นอะไรไปรันฟาความเร็วเริ่มตกแล้วนะ ที่บอกว่าแข็งแกร่งขึ้นน่ะมีแค่นี้รึไง?” อาจารย์พูดเย้ยพลางขยับดาบไม้ในมือให้กระชับขึ้น

“ยังไม่จบหรอกค่ะ!”


รันฟาพุ่งปรี่เข้าไปหาอาจารย์ด้วยความไวทั้งหมดที่มีและตวัดดาบเล็งไปที่ข้อมือทางขวาเพื่อปลดอาวุธ แต่ก่อนที่ดาบไม้จะทันได้เข้าปะทะกับข้อมือตามที่เล็งเอาไว้ดาบไม้กลับหายไปอยู่ในมือซ้ายของ
อาจารย์ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ โดยไม่ทันระวังอาจารย์ก็สวนเธอกลับในพริบตานั้นด้วยการตวัดดาบมือซ้ายเข้าใส่รันฟาตรงสีข้าง แรงฟาดนั่นทั้งหนักหน่วงและรุนแรงซะจนรู้สึกชาไปหมดแม้จะเป็นแรงฟาด
จากดาบไม้ก็ตามที

รันฟากระโดดถอยออกมาโดยที่ยังมีอาการระบมตรงสีข้างติดมาด้วยเป็นของแถม


“ไม่ไหวๆนี่ไม่ได้เจอกันนานฝีมือตกไปขนาดนี้เลยรึยังไงกันรันฟา”

“เมื่อกี้นี้สลับดาบกลับไปมือซ้ายงั้นเหรอคะ... อาจารย์” รันฟาถาม

“นี่เธอยังไม่ลืมไหมว่าฉันใช้วิชาดาบสายอะไรรันฟา ถ้าเรื่องง่ายๆแค่นี้ยังไม่รู้ตัวเธอก็แพ้ตั้งแต่ก่อนสู้แล้วล่ะ”

“วิชาดาบสายที่อาจารย์ใช้... วิชาดาบสาย ‘นิโตริว’ (วิชาดาบคู่) ค่ะ...”


รันฟาตอบโดยที่ยังไม่ลืมไปจากความทรงจำว่าอาจารย์ที่สอนวิชาดาบให้แก่ตนเองนั้นใช้วิชาแบบไหน วิชาดาบสายนิโตริวคือวิชาดาบคู่แขนงหนึ่งของญี่ปุ่นกล่าวกันว่าเป็นวิชาดาบที่ไม่ค่อยมีใครใช้กัน
มากเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากจะต้องมีกล้ามเนื้อและข้อแขนที่ทรงพลังแล้ว จะต้องแยกประสาทซ้ายขวาได้อย่างแม่นยำเพราะต้องใช้ดาบถึงสองเล่มในการต่อสู้

นั่นหมายความว่าคนที่จะใช้วิชาดาบแบบนี้ได้จะต้องถนัดทั้งมือซ้ายและมือขวารวมไปถึงการตอบสนองที่ไวกว่าคนทั่วไป จัดได้ว่าเป็นวิชาดาบที่ร้ายกาจอีกแขนงหนึ่งและฝึกฝนจนชำนาญได้ยาก
ซึ่งถ้าหากฝึกได้ล่ะก็ตอนเปลี่ยนไปใช้ดาบเล่มเดียวจะทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ตรงที่สามารถโจมตีจากมือข้างไหนก็ได้ ซึ่งรันฟาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท


“เทียบกับตอนที่ยังอยู่ในโรงฝึกแล้วเพลงดาบของเธอยังดูน่ากลัวว่านี้ตั้งเยอะแม่หนู!” คราวนี้อาจารย์เป็นฝ่ายบุกเข้ามาหาบ้าง


การตวัดดาบที่รวดเร็วและเฉียบคมสร้างความประหลาดใจให้หญิงสาวผู้เป็นลูกศิษย์อย่างรันฟาได้เป็นอย่างมาก แม้ความเร็วตอนพุ่งตัวเข้ามาจะไม่เท่าไหร่แต่แรงกดดันที่สัมผัสได้ตอยเหวี่ยงดาบนั้น
มันคนละเรื่องกันเลย แม้ภายนอกจะดูเหมือนผืนน้ำที่นิ่งสงบแต่ภายในดาบนั้นอัดแน่นด้วยจิตสังหารที่รุนแรงอย่างเต็มเปี่ยม

ทุกครั้งที่ดาบถูกตวัดเข้ามารันฟาก็รู้สึกได้ถึงอันตรายแม้จะเป็นแค่ดาบไม้ไผ่ธรรมดาก็ตามทั้งที่รู้แบบนั้นแต่รันฟาก็ไม่กล้าแม้แต่ที่จะรับดาบนั่นตรงๆ เหมือนสัตว์ที่รับรู้ได้ถึงอันตรายโดยสัญชาติญาณ


‘แข็งแกร่งมาก! เป็นไปได้ยังไงกัน...’


รันฟาคิดอย่างสงสัยในใจทั้งที่ตอนนี้เธอไม่น่าจะมีความลังเลใดๆอยู่ในใจแล้วแท้ๆแต่ทำไมกัน ทำไมเธอถึงเป็นฝ่ายโดนกดดันได้ถึงขนาดนี้!


“ก็จริงอยู่ที่พละกำลังกับความเร็วของเธอเพิ่มขึ้นรวมถึงจิตรุนแรงที่มีแม้แต่ความกลัวในการต่อสู้ของเธอ แต่ว่าเธอลืมบางอย่างไปนะรันฟา” อาจารย์พูดขณะที่กำลังไล่ต้อนรันฟาให้จนมุมไปทีละน้อย


พลั่ก!


คราวนี้มีเสียงอะไรสักอย่างกระแทกเข้าที่ขาของรันฟาอย่างแรงโดยรันฟาเกิดอาการงุนงงไปชั่วขณะกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นร่างที่บอบบางราวกับเป็นตุ๊กตาของเธอก็ร่วงลงไปนอนกองกับพื้น
เพราะถูก ‘เตะ’ ขัดขาแบบไม่ทันตั้งตัว

รันฟาเริ่มตื่นตระหนกอย่างหนักที่คิดได้ต่อจากนี้คือทันทีที่เธอล้มสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นต้องเป็นดาบไม้ของจาจารย์ที่จะหวดลงมาเพื่อปิดฉากเธอในสภาพที่ไร้การป้องกันเช่นนี้แน่
หญิงสาวหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกที่กำลังจะจามมาหลังจากนี้


แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น...


หลังรออยู่นานครู่หนึ่งก็ชักเริ่มรู้สึกว่าจะมีอะไรแปลกๆเพราะไม่มีการเข้ามาซ้ำปิดฉากตามที่คาด รันฟาเปิดตาเงยหน้ามองอาจารย์ของเธอที่ยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน เจ้าตัวไม่ได้เข้ามาปิดงาน
อย่างที่คาดเอาไว้แต่เหมือนจะกำลังให้รันฟาลุกขึ้นมาอีกซะมากกว่า


“รู้รึยังสาวน้อย... ว่าเธอลืมสิ่งสำคัญอะไรไป” อาจารย์ถามขณะที่ยังคงยืนตัวตรงเอาปลายดาบปักพื้นมือทั้งสองข้างกำด้ามดาบไม้เอาไว้แน่น “ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองเข้ามาหาคำตอบดูจะมากี่รอบฉันก็พร้อมยินดีจะเป็นคู่ประมือให้เธอแน่รันฟา...”


รันฟากำหมัดแน่นหลังจากได้ยินคำพูดที่ฟังแล้วเหมือนกับกำลังสั่งสอนเชิงท้าทายหลุดออกมาจากปากของอาจารย์ หญิงสาวรีบใช้สองมือยันร่างลุกขึ้นมาตอนนี้ดาบยังไม่หลุดออกจากมือเธอ
และเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ก็ยังไม่ได้หมดลง เธอยังสู้ต่อได้ไม่มีปัญหา


“ขอบอกไว้ก่อนเลยเธอไม่มีทางเอาชนะฉันได้หรอกรันฟา เธอในตอนนี้มันอ่อนแอยิ่งกว่าตัวเธอในอดีตตั้งเยอะ”

“เรื่องนั้น... ไว้รอให้จบก่อนแล้วค่อยพูดเถอะค่ะอาจารย์!”

“โฮ่! ปากกล้าขึ้นเยอะนี่!”


การปะทะกันระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้ชมที่นั่งดูการประลองอยู่วงนอกต่างจับจ้องไปที่รันฟากับอลิเซียแบบไม่กระพริบ รันฟานั้นใส่จิตสังหารลงไปในการฟันดาบแต่ล่ะครั้ง
แม้จะเป็นการประลองด้วยดาบไม้ก็ตาม หญิงสาวคิดในหัวเพียงแค่คำว่า บุก... บุก... บุก... หญิงสาวกระหน่ำบุกฟาดดาบเข้าใส่อย่างต่อเนื่องใช้พละกำลังที่ตนมีบังคับอีกฝ่ายให้เผยจุดอ่อนออกมา
แต่คู่ต่อสู้ก็ดูจะสบายๆไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนักทำเพียงแค่ปัดป้องและหลบได้อย่างสมบูรณ์เหมือนอย่างที่เคยทำมา

รันฟายังคงร้อนรนและคิดแทบตายเพื่อหาว่าเธอลืมอะไรไปกันแน่ อาจารย์พูดออกมาแบบนั้นเธอย่อมคิดมากอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์ของเธอนั้นเป็นพวกที่พูดอะไรก็มักจะมีความหมายแฝงอยู่
เสมอ สายตาที่เฉียบคมพอๆกับความคิดนั่นทำให้รันฟากังวลได้ทุกครั้งที่มองมา หากสิ่งที่อาจารย์พูดมาเป็นความจริงแล้วอะไรกันล่ะที่เธอได้หลงลืมไป?

ไม่มีเวลาให้คิดเท่าไหร่ตอนนี้เธอต้องเพ่งสมาธิทั้งหมดพุ่งไปที่การจู่โจมอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังบรรเลงดนตรีที่ขาดห้วงไม่มีจังหวะให้พักหายใจแม้แต่วินาทีเดียว เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือ
ล้มอาจารย์ลงให้ได้โดยเร็วที่สุด


“บุกเข้ามาแบบเดิมๆคิดว่าจะได้ผลรึไงกับคู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าทำแบบนี้มันเหมือนเข้ามาฆ่าตัวตาย ลืมเรื่องที่เคยสอนไปแล้วรึไงรันฟา?” อลิเซียปัดดาบของรันฟาออกไปจากระยะ
และสวนกลับเข้าที่ไหล่ของรันฟาแทบจะในทันที


อีกครั้งแล้วที่โดนหวดโดยที่หญิงสาวไม่สามารถทำอะไรอาจารย์ได้เลยทั้งที่เป็นฝ่ายบุกแต่กลับโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งการระดมบุกอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้แรงกายที่มีเหลืออยู่ลดน้อยลง
รันฟาเริ่มหายใจหอบการขยับตัวลำบากขึ้นหลายเท่าตัว การบุกอย่างหนักที่เคยมีข้อดีอย่างการไม่ให้ศัตรูทันได้ตั้งตัวติดกลายเป็นดาบสองคมไปซะแล้ว


“อั๊ก!” รันฟาเอามือกดไหล่ที่ตอนนี้มีอาการชาจนแทบไม่รู้สึกอะไรทั้งที่มีเกราะส่วนไหล่กันเอาไว้แท้ๆ ไม่รู้ว่าแรงฟาดเมื่อครู่นี้แรงขนาดไหนกันแต่บอกได้เลยว่าหากใช้กับดาบจริงล่ะก็
ป่านนี้รันฟาได้แขนขาดไปแล้ว

“เอาล่ะจะว่ายังไงจะบุกมาอีกรอบหรือจะยอมแพ้ซะตรงนี้รีบๆเลือกก่อนจะไม่มีโอกาสซะ” อาจารย์กล่าวขณะที่ยังคงยืนรอให้รันฟาบุกเข้ามาหาเหมือนเดิม อีกฝ่ายมีท่าทีไม่ยี่หระใดๆเหมือนกับว่า
การประลองกับรันฟานั้นมันรู้ผลตั้งแต่ก่อนจะเริ่มแล้ว ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เหมือนแค่เล่นสนุกกับเด็กอย่างเธอเท่านั้น


แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นรันฟาก็ยังต้องสู้ต่อหญิงสาวไม่คิดยอมแพ้ใดๆทั้งนั้นหากเป็นเมื่อก่อนเธอคงยอมแพ้ไปแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน เธอไม่มีความลังเลใดๆอีกต่อไปแล้ว
หากลังเลก็ไม่มีวันเข้มแข็ง หากลังเลก็ไม่มีทางปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองได้ หากลังเลเธอก็เท่ากับอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน!

รันฟาสลับดาบไม้ไผ่ในมือขวาไปไว้ที่มือข้างซ้ายแทนหลังจากไหล่ขวาถูกฟาดอย่างแรงเมื่อครู่จนขยับได้ไม่ถนัดอย่างใจคิดนักถึงจะไม่ค่อยถนัดการใช้ดาบมือซ้ายเท่าไหร่แต่เวลาแบบนี้ก็ใช่ว่า
จะมีตัวเลือกมากมายให้เลือกนัก รันฟามีแต่ต้องสู้และล้มอาจารย์ลงให้ได้ถึงแม้โอกาสจะริบหรี่ก็ตาม


“เข้ามาเลยรันฟา มาดูซิว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน!” อาจารย์ชี้ปลายดาบไปที่รันฟาพลางพูดท้าทาย


สำหรับหญิงสูงวัยอายุห้าสิบกว่าๆแล้วก็นับว่าห้าวน่าดูทีเดียว รันฟาจับดาบไม้เอาไว้ในมือให้แน่นที่สุดนี่อาจจะเป็นการบุกจู่โจมครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว ครั้งนี้ต้องเอาชนะให้ได้ทั้งหมดเดิมพันกับ
การตวัดดาบเพียงครั้งเดียว!


“ย๊าก!!”


เปรี้ยง!


พริบตาที่รันฟาส่งเสียงกู่ร้องกำลังจะเข้าไปตวัดดาบใส่อาจารย์ อยู่ๆร่างของหญิงสูงวัยสวมเกราะที่เคยประจัญหน้ากับเธอก็หายไปและพริบตานั้นร่างบางของรันฟาก็ลอยขึ้นเหมือนโดนลมพัดจนตัวลอย
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือหมวกเกราะของเธอหลุดออกจากหัวทั้งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ใขณะที่สังเกตตรงตระแกรงบริเวณหน้าของหมวกเกราะมันอยู่ในสภาพที่บุบบี้จนดูไม่ได้

กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นร่างของรันฟาก็ล้มลงไปนอนกับพื้นอยู่สภาพที่ขยับตัวอะไรไม่ได้ทั้งที่อยากจะขยับแขนขาแต่ร่างกายมันไม่ตอบสนองเลยสักนิดเดียว สิ่งที่เห็นต่อจากนั้นคือร่างของอาจารย์
ที่ปรากฏตัวเข้ามาในทัศนวิสัยของเธอพร้อมกับกำด้ามของดาบไม้หักๆเล่มหนึ่งเอาไว้


“สงสัยใส่แรงมากไปหน่อย... ทำเอาดาบกับเกราะพังหมดเลย ขอโทษนะ อายุตะ...”

“ไม่เป็นไรหรอกครับแต่ว่า... เล่นใช้วิชา ‘จันทราหฤโหด’ เพลงดาบสังหารลับของสำนักสึมิโยะโกะกับลูกศิษย์แบบนี้ผมว่ามันออกจะ... รุนแรงเกินไปหน่อยว่าไหมครับ” ท่านทูตฮิเมจิกล่าวพลางลุกขึ้น
เตรียมจะเข้ามาช่วยพยุงรันฟาท่าทางการประลองนี่จะรู้ผลซะแล้ว

“ที่จริงก็ไม่ได้อยากใช้นักหรอกแต่ว่าวิชานี้มีไว้เพื่อจัดการกับลูกศิษย์ที่ออกนอกลูกนอกทางเท่านั้น ถ้าเมื่อกี้เป็นดาบจริงคงโดนสับร่างกระจายเป็นชิ้นๆไปแล้วล่ะ...” อลิเซียโยนด้ามดาบไม่หักๆทิ้งไป
พลางถอดหมวกเกราะออก นี่มันอะไรกันวิชาแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนแทบมองไม่ออกเลยว่าเมื่อกี้โดนเข้าอีท่าไหน


ท่านทูตฮิเมจิประคองร่างของรันฟาขึ้นมาอย่างเบามือและพยายามตรวจดูร่างกายว่ามีรอยช้ำหรืออาการบาดเจ็บอะไรรุนแรงรึเปล่า พูดถึงอาการบาดเจ็บเหมือนมันจะเริ่มรู้สึกเจ็บแปล๊บไปทั่วทั้งตัวแล้ว
เรียกว่าระบมไปทั้งร่างก็ไม่ผิดนัก ขนาดร่างกายเพิ่งจะมารู้สึกเจ็บปวดเอาตอนนี้วิชาดาบเมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่แล้วทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย!


“อาจารย์...”

“กลับไปคิดให้ดีว่าตัวเองควรทำอะไรรันฟา ถ้าคิดอยากจะประลองก็มาได้ทุกเมื่อแต่ตอนนี้ ไปพักซะก่อน...”


อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากโรงฝึกไปส่วนรันฟานั้นตอนนี้ทำได้เพียงคิดวนไปวนมาในหัวไม่หยุด อะไรกันแน่ที่เธอลืมมันไปกันอะไรคือสิ่งที่ทำให้อาจารย์เอาชนะเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นยังไง
ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ร่างกายบอบช้ำและอ่อนล้าไปหมด อยากจะหยุดคิดสักพัก อยากจะพักผ่อนเสียที...




วัล ‘วัลคิลลี่’


หลังการประลองดาบที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิตของวัลคิลลี่จบลง เด็กหญิงมีอันต้องช่วยกันพยุงร่างของรันฟาที่บอบช้ำไปทั้งตัวจากการประลองกับหญิงสูงอายุที่ชื่อว่า อลิเซีย
ตามระเบียบอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่รันฟาโดนเล่นงานซะน่วมขนาดนี้ฝ่ายที่เป็นคู่ต่อสู้กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ถึงจะรู้ว่าอาจารย์คนนี้แข็งแกร่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ถึงกับเล่นงานรันฟาที่เธอ
ไม่เคยเอาชนะในการประลองดาบได้เลยสักครั้ง

แทบไม่อยากคิดว่าหากเมื่อกี้คนที่ประลองไม่ใช่รันฟาแต่เป็นวัลคิลลี่ขึ้นมามันจะเกิดอะไรขึ้นกัน

ตอนนี้ทั้งเธอและรันฟาที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนฟูกภายในห้องรับรองแขกฝั่งผู้หญิงขณะที่ตาลุงโยฮันก็อยู่ที่อีกห้องหนึ่งกำลังพูดคุยกับท่านทูตฮิเมจิอย่างออกรสตามประสาคนแก่
แม้แต่เสียงหัวเราะดังลั่นก็ยังอุตส่าห์ดังมาถึงตรงนี้ ความจริงแล้วสองคนนั้นดูจะไม่สนอาการของรันฟาที่เพิ่งโดนถลุงมาก่อนหน้านี้ซะเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ


“ให้ตายสิตาลุงสองคนนั่นเสียงดังเป็นบ้า ส่วนยัยแก่ปีศาจนั่นก็โหดชะมัดไม่รู้จักสะกดคำว่ายั้งมือเลยรึไงนะ...” วัลคิลลี่บ่นขณะทายาแก้อาการช้ำให้รันฟาที่กำลังนอนหลับอยู่

“ขอโทษทีนะที่ฉันมันเป็นยัยแก่ปีศาจน่ะ...”

“ว้าย!!”


กรี๊ดค่ะ! กรี๊ด... ความคิดของวัลคิลลี่เป็นอันยุ่งเหยิงในเวลาเพียงพริบตาเดียวหลังจากการปรากฏตัวแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงของอลิเซียที่ดูจะได้ยินเธอนินทาแบบชัดเจน ใบหน้าแรกที่วัลคิลลี่เห็น
หลังจากหันหลังไปดูก็คือใบหน้าที่แลดูสงบนิ่งเยือกเย็นจนน่าขนลุก กิริยาการวางตัวที่ดูสูงส่งจนรู้สึกอึดอัดแบบแปลกๆยิ่งอีกฝ่ายสวมชุดกิโมโนสีน้ำเงินลายดอกบ๊วยด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึง
ความต่างชั้นในบางสิ่งที่เด็กน้อยไม่อาจจะเข้าใจได้

หญิงสูงวัยค่อยๆก้มลงนั่งเข่าที่ข้างๆวัลคิลลี่ด้วยท่าทีที่เหมือนจะไม่ใส่ใจใจสิ่งที่วัลคิลลี่พูดนินทาก่อนหน้านี้ เธอกลับล้วงเอากล่องบางอย่างที่สอดเอาไว้ใต้เสื้อคลุมกิโมโน มันเป็นกล่องไม้
ขนาดเล็กพอๆกับหนังสือไดอารี่เล่มหนึ่ง อลิเซีย เปิดกล่องไม้นั่นออกและสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่สิ่งของที่มีขนาดพอดีกับกล่องแต่อย่างใดทว่าเป็นสิ่งที่เล็กกว่านั้นมาก

มันคือเข็ม... เข็มสีเงินจำนวนหลายเล่มถูกบรรจุอยู่ในกล่องนั่น


วัลคิลลี่คิ้วขมวดและไม่ลังเลที่จะถาม “เอาเข็มเยอะแยะขนาดนี้มาทำอะไรกันเนี่ย?”

“เด็กแบบเธออาจจะไม่รู้จักสินะสาวน้อย หนึ่งในวิชาแพทย์โบราณของชาวจีน ‘การฝังเข็ม’ ยังไงล่ะ” อลิเซียตอบพลางเอานิ้วลองแตะที่ปลายเข็มทดสอบความคมดูก่อนเริ่มการฝัง

“การฝังเข็มเหรอ? แล้วมันช่วยได้รึไงน่วมทั้งตัวแบบนี้เนี่ยนะ...”


วัลคิลลี่ถามด้วยความสงสัยแต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่ตอบกลับไปสนใจที่การเตรียมฝังเข็มลงบนร่างของรันฟามากกว่า วัลคิลลี่เคยได้ยินมาเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์แผนโบราณของชาวจีน
เกี่ยวกับจุดต่างๆบนร่างกายที่มีความสำคัญสามารถกระตุ้นร่างกายได้ด้วยการใช้เข็มแทงฝังลงไปที่จุดนั้นๆอย่างแม่นยำ วัลคิลลี่ไม่ค่อยถนัดเรื่องวิชาแพทย์เท่าไหร่นักถึงเมื่อก่อนจะเคยสนใจอยู่บ้าง
ก็เถอะ

เข็มเล่มเล็กๆเข็มแล้วเข็มเล่าถูกปักลงบนร่างของรันฟาที่ยังคงนอนหมดสติอยู่ก่อนที่เข็มสุดท้ายจะถูกปักลงไป ดูๆแล้วมันก็เป็นภาพที่ชวนขนหัวลุกไม่เลวที่ทั้งร่างของรันฟาตอนนี้มีเข็มนับสิบเล่ม
ปักอยู่ทั่วร่างเต็มไปหมด หวังว่าเจ้าตัวจะไม่ตื่นขึ้นมาในตอนนี้นะ ถ้าตื่นขึ้นมาล่ะก็หยึย! ไม่อยากจะคิด!


“คงต้องรออีกสักยี่สิบนาทีแล้วค่อยดึงเข็มออก ยังไงตอนนี้ก็ต้องให้ร่างกายได้พักก่อนล่ะนะ ยัยลูกศิษย์งี่เง่าเอ๊ย...” อลิเซียพูดโดยที่ไม่ลืมบ่นใส่ลูกศิษย์ตัวดีของเธอที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่อง
อะไรอยู่

“ท่าทางคุณกับเธอจะรู้จักกันมานานแล้วสินะคะ คงเหนื่อยกับแม่นี่มากทีเดียวเชียว...”

“เธอเองก็เหมือนกัน ท่าทางรันฟาจะฝึกเธอหนักเลยสิใช่ไหม...”


วัลคิลลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าหญิงสูงวัยคนนี้รู้เรื่องเธอมากขนาดไหนกันแน่ ถึงกับรู้ว่าตอนนี้รันฟาคือคนที่ช่วยฝึกสอนเธอในทางวิชาดาบให้ แต่ดูจากฝีมือในการประลองก่อนหน้านี้
มันก็ชัดเจนแล้วว่าหญิงวัยกลางในในชุดกิโมโนคนนี้ร้ายกาจชนิดที่ว่าประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

วัลคิลลี่ออกอาการระแวงอย่างเห็นได้ชัดก็นะ... อีกฝ่ายถึงกับล้มรันฟาได้แบบง่ายๆแถมยังมองธาตุแท้ไม่ออกอีก ทั้งที่เป็นแบบนั้นอลิเซียกลับยิ้มพร้อมทั้งหัวเราะเบาๆในลำคออกมาให้เห็นเท่านั้น


“เธอเนี่ยนะระแวงแบบนั้นก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนี่ รันฟาเองก็เข้าใจเลือกลูกศิษย์เหมือนกันนะเนี่ย”

“ฉันไม่ใช่ลูกศิษย์ยัยนี่หรอกนะ ก็แค่ขอให้ช่วยเป็นเพื่อนซ้อมรบก็แค่นั้นเอง!” วัลคิลลี่พูดแก้ความคิดทันทีเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด ถึงยังไงตอนนี้เธอไม่ได้มองรันฟาว่าเป็นอาจารย์
หรืออะไรทั้งนั้น

“งั้นเหรอ... แต่ท่าทางเธอจะทำอะไรมากกว่าแค่การฝึกนะนั่น... ที่มือเธอยังมีรอยแตกจากการฝึกดาบอยู่เลยนี่...” รอยยิ้มละไมที่ดูอ่อนโยนพร้อมกับคำพูดที่ชวนให้วัลคิลลี่ต้องรีบชักมือหลบ
พูดตามตรงเลยทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์นี่ชอบทำตัวกวนประสาทเธอทั้งคู่ซะจริงเชียว!

“หนวกหูน่า...”

“เอาเถอะยังมีเวลาก่อนดึงเข็มออกนิดหน่อยจะรับชาหน่อยไหม?” อลิเซียถาม

วัลคิลลี่ขมวดคิ้วนิ่งเล็กน้อยก่อนตอบ “ถ้าไม่ใช่ชาขมรสชาติห่วยๆแบบที่ตาทูตนั่นชงให้ก่อนหน้านี่ก็ไม่ปฏิเสธ...”


รอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าของปรมาจารย์ดาบหญิงปรากฏขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องสักพักใหญ่ๆ ไม่นานเกินรอนักอลิเซียก็กลับมาที่ห้องพร้อมถาดไม้ที่มีกาและชุดถ้วยชา
แบบญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งวางอยู่บนถาดพร้อมใบชาอีกจำนวนหนึ่งที่วางอยู่ในถ้วยเล็ก หากดูแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับชาทั่วไปที่หาได้ตามร้านค้าแถบไชน่าทาว์นซะเท่าไหร่


“เจอแต่ชาอู่หลงถูกๆที่ท่านทูตอายุตะชอบดื่ม เธอคงไม่ว่านะเพราะที่นี่เราไม่มีใบชาแบบยุโรปเลย”

“ฉันไม่เรื่องมากนักหรอก อีกอย่างฉันเองก็ไม่ใช่พวกชอบดื่มชาเป็นกิจวัตรเหมือนพวกผู้ดีอังกฤษอยู่แล้วล่ะ” วัลคิลลี่ตอบส่งๆและอยากจะให้การร่วมวงดื่มน้ำชานี่จบให้ไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ก็นะ... ท่าทางของเธอก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่พวกผู้ดีอะไร เอาเถอะอย่างน้อยบางทีชาถูกๆก็อาจจะมีความหมายมากกว่าเครื่องดื่มราคาแพงๆที่เธอชอบก็ได้” อลิเซียตอบกลับอย่างใจเย็นทำเอา
วัลคิลลี่ไม่สบอารมณ์อย่างแรงเพราะเหมือนเมื่อครู่นี้หญิงสูงวัยคนนี้จะจิกกัดเธอหน่อยๆทั้งเรื่องมารยาทและของชอบของเธอด้วย บอกได้เลยว่ายิ่งนานไปก็ชักจะยิ่งไม่ชอบหน้าเข้าทุกที


ใบชาจำนวนหนึ่งถูกหย่อนลงในกาน้ำชาก่อนจะปิดฝาซึ่งอลิเซียดูจะตั้งใจกับการทำสิ่งนี้มากๆแม้จะเป็นแค่การชงชาดื่มเล่นเท่านั้น ทั้งเทน้ำร้อนที่ใส่ชาน้ำแรกออกจนหมดก่อนจะใส่น้ำเดือดอีกครั้ง
หลังเทนำแรกออกไป ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยทั้งที่เป็นแค่การชงชาโง่ๆเท่านั้น


“ชาตินี้จะได้ดื่มไหมเนี่ย... ทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยล่ะ” วัลคิลลี่ถามอย่างหงุดหงิด

“ใจเย็นๆ การชงชาน่ะมันเป็นอะไรมากกว่าแค่การเตรียมเครื่องดื่มนะ” อลิเซียตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆและท่าทีที่ใจเย็นจนน่าหงุดหงิด นี่ไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่าตอนนี้เธอกำลังไม่พอใจตัวเองอยู่

“จะไปมีอะไรได้ไงมันก็แค่การเอาใบไม้ตากแห้งมาแช่น้ำร้อนดื่มไม่ใช่รึไง?”

แทนที่จะตอบโต้อะไรรุนแรงออกมาอลิเซียกลับทำเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆหนึ่งที “เฮ้อ... เด็กหนอเด็ก ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณของการมีชีวิตในทุกลมหายใจเลยรึไงเนี่ย...”

“ยิ่งพูดยิ่งงงตกลงมันอะไรกันแน่ล่ะยายแก่?”


วัลคิลลี่พูดขึ้นเสียงมากขึ้นอีกฝ่ายเล่นพูดอะไรที่ฟังดูแล้วเหมือนการเพ้อรำพันไม่ก็เหมือนกับสิ่งที่เป็นนามธรรมมากเกินไปจนยากที่จะเข้าใจ บอกเลยว่าวัลคิลลี่ไม่ชอบการพูดอะไรอ้อมค้อมเลย
สักนิดถ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่า


“ในยุคโบราณสมัยที่ยังมีสงครามกลางเมืองในญี่ปุ่น ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติโบราณที่ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน การมีชีวิตในทุกลมหายใจ ก็คือสิ่งนั้น” อลิเซียร่ายยาวพลางเริ่มเทชาในกาลงบนถ้วย
อย่างเบามือจำนวนสองถ้วยด้วยกัน “เธอเคยคิดไหมแม่หนูน้อย ว่าชาถ้วยนี้อาจจะเป็นชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตเธอก็ได้น่ะ...”

“ไม่เคยคิด แล้วก็ไม่อยากคิดด้วย”


ควับ!


ไม่ทันขาดคำชั่วพริบตาเดียวกว่าวัลคิลลี่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมีดสั้นเล่มเล็กเล่มหนึ่งก็โผล่เข้ามาจ่อประชิดห่างจากนัยน์ตาของเธอไปเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น วัลคิลลี่ตัวแข็งทื่อไม่รู้จะรับมือยังไงดี
กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว โดยคนที่กำลังเอามีดจ่อเธออยู่นั้นคืออลิเซียหญิงสูงวัยที่เพิ่งพูดกับเธอเรื่องปรัชญาอะไรสักอย่างเกี่ยวกับชีวิตนี่ล่ะ

เล่นพูดปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตแล้วจ่อมีดเข้าใส่ทันทีแบบนี้ต่อให้ล้อเล่นก็ขำไม่ออกจริงๆนั่นล่ะ


“จะทำอะไรนะยายแก่!?”

“นี่ถ้าเมื่อกี้เป็นศัตรูของเธอล่ะก็มันก็อาจจะเป็นชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตของเธอจริงๆนะเด็กน้อย เวลาที่ผู้อาวุโสพูดอะไรฟังๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันนะ... บางที” อลิเซียชักมีดกลับไปก่อนจะเก็บเข้าฝัก
ตามเดิม


เท่าที่ดูมีดเล่มนั้นอาจจะเป็น ‘ไอคุจิ’ มีดสั้นที่นิยมให้สตรีพกพาในสมัยก่อน ที่รู้เพราะก่อนหน้านี้วัลคิลลี่เคยถูกรันฟาบังคับให้อ่านหนังสือประเภทของดาบญี่ปุ่นไปหลายรอบจนเอือมพอดู
ไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์แบบนี้ และที่รู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งคืออย่าได้ประมาทหญิงแก่คนนี้โดยเด็ดขาดหากเมื่อครู่เป็นศัตรูก็อย่างที่ว่านี่คงจะกลายเป็นการดื่มชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตเธอไปแล้ว
ก็เป็นได้


“เข้าใจแล้ว... ถ้างั้นทำไมถึงต้องทำอะไรแบบนั้นด้วยล่ะ?” วัลคิลลี่รู้สึกโล่งใจนิดหน่อยหลังปลายมีดถูกชักกลับไปเมื่อครู่ สติ สตางค์ แทบกระเจิงหมด

“ลองดื่มชาดูสิ... แล้วจะรู้เอง” ถ้วยชาถูกเลือนมาให้แทนคำตอบ ขณะที่หญิงแก่คนนี้ก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างละเมียดละไม


วัลคิลลี่รีๆรอๆอยู่พักหนึ่งเกรงว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรซ์แบบเมื่อครู่อีกหรือเปล่าแต่สุดท้ายก็ค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นมาแตะที่ขอบปากก่อนจะค่อยๆจิบอย่างระวังไม่ให้โดนน้ำร้อนลวกปากในคราวเดียว


สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือกลิ่นหอมๆของชาอู่หลงที่ผสมกับไออุ่นของน้ำร้อนให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด จิบแรกที่สัมผัสได้คือความหวานติดปลายลิ้นนิดๆผสานเข้ากับกลิ่นหอมของใบชา
ถึงก่อนหน้านี้จะเคยดื่มชาอู่หลงรสชาติจืดชืดของรันฟาในระหว่างฝึกมาก่อนก็เถอะแต่นี่มันต่างออกไปทั้งที่บอกว่าเป็นแค่ชาอู่หลงถูกๆ แต่รสชาตินี่ต่างจากที่เคยดื่มมาทุกถ้วยเลยจริงๆ


“ก็... ไม่เลวนะ”

“เธอคงคิดสินะว่าทำยังไงชาอู่หลงถูกๆถึงได้มีรสกับกลิ่นดีแบบนี้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่ฉันต้องการจะสื่ออะไรหรอก” อลิเซียพูดพลางยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นดื่มเช่นกัน

“ไม่ใช่ประเด็นหลักงั้นเหรอ ถ้างั้นอะไรคือประเด็นหลักกันล่ะ?”

“ที่อยากจะบอกคือแม้จะเป็นสิ่งที่เหมือนกันแต่หากถูกกระทำต่างกันผลลัพธ์ก็จะต่างกันออกไปด้วย เหมือนกับชาอู่หลงถูกๆนี่ ถ้าหากถูกชงด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องรสชาติก็จะออกมาแบบนี้”


อลิเซียยื่นชาอีกถ้วยที่เป็นชาแบบเดียวกันเพียงแต่ครั้งนี้มันถูกชงด้วยการเอาน้ำร้อนเทใส่แบบตรงๆไม่มีการแช่ใบชาด้วยน้ำที่สองแบบถ้วยแรก ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังวัลคิลลี่จิบเข้าไปเพียงอึกแรกคือ
จืดสนิทมีเพียงแค่กลิ่นหอมจางๆเท่านั้นที่สัมผัสได้ ขณะที่รสชาติแทบจะต่างจากถ้วยแรกอย่างสิ้นเชิง

เหมือนที่พูดเอาไว้รสชาติอย่างกับใบไม้ตากแห้งแช่น้ำร้อนไม่มีผิด...


“บางครั้งการจะทำอะไรสักอย่างแค่ความแข็งแกร่งอย่างเดียวมันไม่พอ มันไม่สำคัญว่าเธอจะเหวี่ยงดาบได้เร็วหรือแรงแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือเธอจะทานทนต่อความยากลำบากได้แค่ไหนต่างหาก
ยัยลูกศิษย์งี่เง่าของฉันดันมองแค่ความแข็งแกร่งแต่กลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญไป”

“จะว่าไปอะไรกันล่ะที่ยัยรันฟาลืมไปแล้วนั่นน่ะ?” วัลคิลลี่ถามซึ่งคำถามนี้เธอเองก็สงสัยไม่แพ้กัน อะไรกันแน่ที่รันฟาได้ลืมไปจนถึงกับต้องให้อาจารย์คนนี้ต้องลงมือฟาดจนยับเยินซะขนาดนั้น

“ของแบบนี้พูดอย่างเดียวมันไม่ได้หรอก...”


ควับ!


วัลคิลลี่ไม่พลาดซ้ำสองเด็กสาวรอรับอยู่แล้วหลังอลิเซียขยับปุบปับและมือของเธอก็คว้าบางอย่างเอาไว้ได้ และมันก็ชวนให้น่าแปลกใจซะจริงเชียวเพราะมันคือดาบไม้แบบเดียวกับที่ใช้ในการประลอง
ก่อนหน้านี้


“นี่มัน...”

“ถ้าเธออยากรู้คำตอบก็ต้องใช้พลังของเธอเข้ามาหาคำตอบเอง ฉันจะรออยู่ที่โรงฝึกไปเตรียมตัวก็แล้วกัน...” อลิเซียพูดขึ้นก่อนจะลุกและเริ่มดึงเข็มที่ปักออยู่ทั่วร่างของรันฟาออกทีละจุดอย่างเบามือ


หญิงสูงวัยในชุดกิโมโนเดินออกจากห้องไปโดยทิ้งให้วัลคิลลี่ที่กำลังงงจับต้นชนปลายไม่ถูกนั่งคิดกับตัวเองว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่


“ประลองดาบเพื่อหาคำตอบเจริญล่ะ... พวกนักดาบนี่จะคุยกันดีๆแบบชาวบ้านเข้าไม่ได้รึยังไงกันนะ...”


วัลคิลลี่คิดแล้วก็รู้สึกเอือมระอาเอาเรื่องไอ้การประลองดาบแบบนี้เธอเองก็ชักจะเริ่มขยาดๆกับมันบ้างแล้วหลังได้ประมือกับรันฟาในการฝึกซ้อมมาหลายต่อหลายครั้ง ไอ้เรื่องจิตวิญญาณหรือวิถีแห่งดาบ
โบร่ำโบราณอะไรนี่ดูจะไม่ใช่แนวของเธอเอาซะเลย

เด็กหญิงทำเพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่เท่านั้นก่อนจะเริ่มคว้าดาบไม้ขึ้นมาและลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกมุ่งหน้าสู่โรงฝึกดาบตามที่นัดหมายโดยไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรที่นั่น...




ผิง รันฟา


“อือ... ”

‘ปวดชะมัด’ นั่นคืออย่างแรกสุดที่รันฟารับรู้ได้หลังตื่นขึ้นมาหญิงสาวได้รับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนอยู่บนฟูกภายในห้องรับรองแขกในสภาพที่ระบมไปทั้งตัว ล่าสุดเท่าที่จำได้ก่อนจะหมดสติ
คือเธอกำลังประลองกับอาจารย์แล้วหลังจากนั้นเพียงพริบตาเดียวเธอก็ถูกจัดการด้วยวิชาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนของอาจารย์จนหมดสติไปหลังจากนั้น นั่นคือสิ่งที่รันฟาจำได้มากที่สุดก่อนสลบ

หญิงสาวเริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง ตามเนื้อตัวนั้นมีรอยช้ำมากมายที่เกิดจากการประลองกับอาจารย์ของเธอก่อนหน้านี้น่าแปลกที่มันไม่ยักจะปวดหนักเท่าไหร่นักมีเพียงแค่อาการระบมเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะดูเป็นเรื่องแปลกที่โดนซัดซะขนาดนั้นแล้วยังขยับได้แต่รันฟารู้ดีว่าหมายถึงอะไร


“รอยฝังเข็ม... อาจารย์สินะ ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้วด้วย...” รันฟาพูดขึ้นพลางดูรอยจุดเล็กๆตามแขนที่เธอจำมันได้เป็นอย่างดี มันคือร่องรอยของการถูกฝังเข็มที่เธอรู้จัก


รันฟายังจำได้ดีสมัยที่ยังฝึกอยู่กับอาจารย์ที่ซานฟรานซิสโกเธอเองก็พลาดท่าถูกอาจารย์ซัดซะน่วมไปหลายต่อหลายครั้งจนต้องถูกรักษาด้วยการฝังเข็มอยู่บ่อยๆถึงมันจะไม่ทำให้อาการปวดหายไป
ซะทีเดียวแต่ก็นับว่าช่วยได้เยอะ ความจริงแล้วรันฟาเองก็สนใจในวิชาแพทย์แบบนี้อยู่เหมือนกันแต่เนื่องจากการจะทำแบบนี้ได้ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องกายวิภาคและจุดต่างๆของร่างกายมนุษย์ที่
แม่นยำเอามากๆและมันก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับรันฟาที่จะเรียนรู้วิชาแบบนี้

แต่ยังไงเรื่องนี้คงไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังสนใจเท่ากับคำถามในใจที่ว่าอาจารย์ของเธอไปอยู่ไหนแล้วต่างหาก เธอยังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับอาจารย์ของเธอแต่ก็ต้องคิดถึงสิ่งที่อาจารย์เธอถามด้วย
เช่นเดียวกัน ว่าสิ่งใดกันแน่คือเรื่องที่เธอได้ลืมไป มันมากขนาดที่ทำให้อาจารย์ลงมือกับเธอได้ถึงขนาดนั้น


“คิดไม่ออกเลยแฮะ... ช่างเถอะยังไงก็ออกไปเดินแถวๆนี้หน่อยน่าจะดีกว่า...” คิดแล้วรันฟาก็รีบลุกขึ้นจากฟูกพลางขยับชุดยูกะตะที่หลวมๆอยู่ให้เข้าที่ อย่างน้อยถ้าตอนนี้คิดอะไรไม่ออก
ก็ต้องทำให้หัวโล่งน่าจะดีกว่า


ภายในเรือนรับรองนั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างไม้ของต้นซากุระที่พบได้ทั่วไปในญี่ปุ่นรูปแบบการสร้างยังคงเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น กลิ่นอายของวัฒนธรรมแถบตะวันออกนั้น
เป็นอะไรที่ชวนให้น่าหลงใหลแบบแปลกๆ กลิ่นอายที่มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมันทำให้รันฟารู้สึกใจสงบได้มากหลังจากไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานตั้งแต่ภารกิจคราวนั้น
มันทำให้เธอมีมุมมองต่อสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆจนเธอเองก็ไม่ได้ทันสังเกตอะไร บางทีคำตอบของคำถามที่ว่าอาจจะอยู่ในเรื่องพวกนี้ก็เป็นได้

รันฟาเดินไปตามทางเดินของเรือนรับรองที่ทอดยาวไปเรื่อยด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าในหัวนั้นได้แต่คิดซ้ำไปซ้ำมาถึงสิ่งที่เธอยังนึกไม่ออก สิ่งสำคัญที่อาจารย์บอกว่าเธอได้ลืมมันไปแล้ว
จะมีอะไรสำคัญสำหรับการต่อสู้มากไปกว่าความแข็งแกร่งกันเชียว


เพียะ! เพียะ! เพียะ!


สักพักช่วงที่กำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั้นเองก็มีเสียงของอะไรบางอย่างกระทบกันดังมาจากที่ไหนสักที่ไม่ไกลเท่าไหร่ ฟังจากเสียงแล้วมันช่างเป็นเสียงที่คุ้นหูอย่างน่าประหลาดรันฟาลองหันหัว
ไปรอบๆและเงี่ยหูฟังหาต้นทางของเสียงที่ว่านั่น มันยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องมากพอที่จะให้รันฟาเดินตามเสียงไปได้

ต้นเสียงนั่นดังมาจากทางโรงฝึกไม่ผิดแน่! ยิ่งเดินเข้ามาใกล้เสียงกระทบนั่นก็ยิ่งดังชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงนี่มันคือเสียงของดาบไม้ไผ่ที่ปะทะกันในการประลอง ฟังจากเสียงแล้วเหมือนจะมีการปะทะกัน
ถี่มากกว่าปกติคำถามคือใครกันที่กำลังประมือกันอยู่ในโรงฝึกนี่

รันฟามายืนหยุดที่หน้าประตูโรงฝึกใจหนึ่งคิดว่าอยากจะเปิดเข้าไปดูว่าใครที่กำลังประลองดาบกันอยู่ส่วนอีกใจหนึ่งก็คิดว่าอย่าไปรบกวนการประลองเลยน่าจะดีกว่า หญิงสาวเริ่มคิดไม่ออกว่า
ควรเลือกทางไหนดีให้ตาย! ทั้งที่บอกว่าตัวเองไม่มีความลังเลแล้วแท้ๆแต่กับเรื่องแบบนี้ยังลังเลไม่รู้จะตัดสินใจยังไงซะอย่างนั้น


“เอาไงดีเนี่ย...”

“เฮ้ย... จะยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกนานไหมถ้าไม่เข้าไปก็หลีกด้วยแม่ตุ๊กตา!”


เสียงทักทายที่ฟังแล้วไม่เป็นมิตรที่คุ้นเคยดังขึ้น ที่รันฟาเห็นเป็นอย่างแรกก็คือขวดเหล้าสาเกของญี่ปุ่นที่โยฮันถือติดมาพร้อมกับจอกเหล้า ชายแก่อายุหาสิบคนนี้กำลังสวมชุดยูกาตะของญี่ปุ่นเช่นกัน
ขอบอกเลยว่าไม่เข้ากับหนังหน้าอย่างแรงสำหรับคนเยอรมันหน้าบากแก่ๆคนนี้ ถึงท่าทางขึงขังนั่นจะทำให้ดูมาดเข้มและน่าเกรงขามก็ตามที

รันฟารีบหลีกออกจากประตูเปิดทางให้โยฮันเดินผ่านเข้าไป ชายแก่ทำเพียงแค่เลื่อนบานเลื่อนประตูไปด้านข้างก่อนจะเดินดุ่ยๆเข้าไปในโรงฝึกพร้อมขวดเหล้าแบบไม่เกรงใจใคร ภายในโรงฝึกที่รันฟา
ได้เห็นภายในนั้นคือท่านทูตฮิเมจิที่กำลังดูการประลองดาบของหญิงสูงวัยที่สวมชุดฮากามะและเด็กหญิงอีกคนที่สวมชุดแบบเดียวกัน

ทั้งสองคนกำลังประมือกันโดยที่ไม่สวมชุดเกราะป้องกันและที่สำคัญต่างฝ่ายต่างเข้าปะทะกันแลกกันไปมาอย่างดุเดือดและรวดเร็วแม้จะเป็นการประลองด้วยดาบไม้แต่สายตาของทั้งคู่นั่นบอกชัดว่า
เอาจริงกันแน่นอน

รันฟามองดูการประลองจากนอกประตูด้วยความประหลาดใจชนิดที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน กับอาจารย์ยังพอว่าแต่กับวัลคิลลี่ที่เป็นแค่นักดาบฝึกหัดนั้นมันคนละเรื่อง การที่เด็กหญิงหาญกล้าพอ
ที่จะปะทะกับอาจารย์ของเธอโดยไม่สวมแม้แต่เครื่องป้องกันสักชิ้นนั่นเป็นสิ่งที่รันฟาไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ ขนาดสวมเกราะอีกฝ่ายยังเล่นซะเธอระบมได้ขนาดนี้แต่นี่กลับเอาตัวเข้าแลก
สู้แบบไม่มีคำว่ากังวลในหัวซะแบบนั้น


“เอ้า! จะยืนบื้ออยู่ตรงนั้นหรือจะเข้ามาดูกันล่ะ รีบๆคิดเร็วเข้าแม่ตุ๊กตา” โยฮันเหลียวหลังมาถาม

“คะ... ค่ะ!” รันฟาตอบรับก่อนจะเดินเข้ามาในห้องโดยที่เสียงปะทะของดาบไม้ยังคงดังให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ


รันฟาเดินเข้ามาและนั่งลงใกล้กับจุดที่ท่านทูตฮิเมจินั่งอยู่ ชายชาวญี่ปุ่นแก่ๆที่อายุไล่เลี่ยกับโยฮันนั่งชมการประลองโดยที่ดื่มชาร้อนๆไปด้วยราวกับว่าการประลองแบบเอาเป็นเอาตายระหว่างนักดาบ
ต่างวัยสองคนนี่เป็นแค่เรื่องบันเทิงเรื่องหนึ่งเท่านั้น


“เป็นการประลองที่ดีเลยว่าไหมครับ” ท่านทูตกล่าวพลางจิบชาลงคอไปอึกหนึ่ง

“ประลองโดยไม่สวมเกราะกับคนที่มีฝีมือแบบนั้น อยากเจ็บตัวนักรึไงนะยัยนั่น” รันฟานั่งลงพลางมองดูการประลองระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์แบบไม่เป็นทางการของเธอเอง

“ลองมองดูให้ดีๆสิครับคุณมองเห็นอะไรท่ามกลางความดุดันนั่น ถ้าเป็นนักดาบด้วยกันคงจะมองออกนะครับ” ทูตฮิเมจิกล่าวพลางมองไปที่กระประลองแบบไม่คลาดสายตา

รันฟาเอียงคอด้วยความสงสัยก่อนจะลองทำตาม “อืม... วิถีดาบไม่มีอะไรแปลก... การขยับตัวก็ไม่ได้พิเศษอะไร... แต่ว่า...”

“เจออะไรแล้วเหรอครับ?”

“ไม่มี... ไม่มีเลย... จิตสังหารของทั้งคู่ไม่มีเลยสักนิดเป็นไปได้ไงทั้งที่สู้กันตั้งขนาดนั้น”


ดวงตาของหญิงสาวเริ่มเบิกกว้างหลังรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ควรจะมีในการต่อสู้แต่กลับไม่รู้สึกถึงมันเลยสักนิดสิ่งนั้นคือจิตสังหารหรือจิตมุ่งร้ายแห่งความกระหายที่ปกติในการต่อสู้นักดาบหรือนักสู้ทุกคน
จะต้องมี พูดไปแล้วมันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักการหรือฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ แต่มันก็เป็นความจริงว่ากันว่ามนุษย์นั้นหากฝึกประสาทสัมผัสให้มีความเฉียบคมก็จะสามารถรับรู้ได้ถึง
จิตมุ่งร้ายของอีกฝ่ายจนสามารถรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังมา

ที่น่าแปลกก็คือทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้นแต่รันฟากลับรับรู้ถึงจิตสังหารจากสองคนนั้นแทบไม่ได้เลยมันเหมือนกับว่าการประลองที่เธอเห็นว่าเป็นการประลองที่ดุเดือดเป็นเพียงแค่การเล่นสนุก
ของคนแก่รุ่นป้ากับเด็กรุ่นหลานเท่านั้นเอง

วัลคิลลี่ไล่หวดดาบไม้ไปมาอย่างคล่องแคล่วและเต็มไปด้วยพลังแต่ในขณะเดียวกันรันฟาก็สังเกตเห็นสีหน้าของเด็กหญิงที่ไม่ได้มีแม้แต่ความเครียดเลยสักนิด ในทางตรงข้ามใบหน้าของวัลคิลลี่
กลับมีรอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าระหว่างการต่อสู้ทั้งที่ตอนฝึกกับรันฟา วัลคิลลี่ไม่เคยแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง แววตาแบบนั้นมันช่างชวนให้คิดถึงจริงๆ

แววตาแบบเดียวกับเธอเมื่อสมัยเด็กที่เริ่มฝึกดาบครั้งแรกไม่มีผิด

รันฟาเกือบจะลืมไปแล้วไอ้ความรู้สึกแบบนั้นความรู้สึกแรกเริ่มที่เธอจับดาบ ไม่ใช่เพราะต้องการเรียนรู้วิชาดาบ ไม่ใช่เพราะอยากเรียนรู้วิชา ไม่ใช่เพราะอยากได้ความแข็งแกร่งแต่อย่างใด
เหตุผลมันก็ง่ายๆกว่านั้น เพราะความรู้สึกสนุกและความสบายใจที่ได้จากการจับดาบแค่เพียงเท่านั้นจริงๆ

ไม่แปลกใจเท่าไหร่หากการแกว่งดาบของทั้งคู่จะไม่มีจิตสังหารเข้ามาแทรกเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความมุ่งมั่นและการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างการประลองราวกับเป็นแค่การสนทนากัน
ผ่านภาษาของดาบ


“เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงสมัยที่ยังอยู่ใน Z.S.S. เลยจริงๆ ช่วงนั้นผมเองก็ยังเด็กต้องฝึกวิชาดาบอยู่ตลอดเหมือนแบบตอนนี้ เวลามันผ่านไปเร็วจนตอนนี้ผมกลายเป็นแค่ตาลุงแก่ๆคนนึงไปแล้ว...”
ทูตฮิเมจิกล่าวพลางย้อนนึกถึงความหลังเมื่อนานมาแล้วให้รันฟาได้ฟัง

“ก็คิดว่าคุณเองก็ไม่ธรรมดาอยู่นะคะ แต่ก็ไม่คิดว่าคุณจะเป็นอดีตสมาชิกของ Z.S.S. ด้วยผิดคาดอยู่เหมือนกันนะคะ”

“ก็ใช่นะหากไม่นับเรื่องที่ฉันเคยเกือบจะเด็ดหัวหมอนี่ได้ในสมัยที่ยังทำงานให้กับไอ้พวกชั่ว นอร์ท ในคราวนั้นล่ะ แล้วก็มีครั้งหนึ่งที่หมอนี่เกือบจะตัดหัวฉันขาดแบบไม่ทันตั้งตัวไปหนนึงด้วย”


โยฮันพูดแทรกเข้ามากลางวงสนทนาโดยไม่มีคำว่าเกรงใจแม้แต่นิดเดียว แต่ที่บอกว่าเกือบจะเด็ดหัวท่านทูตฮิเมจิได้นี่ก็หมายความว่าสมัยก่อนโยฮันกับท่านทูตเคยเป็นศัตรูกันและต่างฝ่ายต่างเกือบจะ
ฆ่ากันได้แล้ว คราวนี้ตาลุงแก่ๆสองคนกลับมานั่งชิวกันอยู่ตรงนี้เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน อันที่จริงคงจะเรียกว่ามีรันฟาคั่นระหว่างกลางอยู่มากกว่า ให้ตายนี่ยังจะมีเรื่องอะไรให้แปลกใจกว่านี้
อีกก็รีบจัดมาให้จบๆเถอะ ต้องมานั่งลุ้นตกใจกันทุกรอบแบบนี้มันเหนื่อยนะจะบอกให้!

รันฟามองการประลองของวัลคิลลี่และอาจารย์ของเธอแบบไม่คลาดสายตาสักวินาที ดาบไม้ไผ่ยังคงส่งเสียงกระทบประสานจังหวะกันอย่างพร้อมเพรียงจนกลายเป็นเสียงก้องกังวานไปทั้งโรงฝึก
ยังคงไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียไปเปรียบไปมากกว่ากัน วัลคิลลี่เคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แม้ว่าทางดาบจะยังแข็งๆอยู่บ้าง แต่ไหนแต่ไรมาวัลคิลลี่ก็มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวที่อยู่ในระดับ
ยอดเยี่ยมอยู่แล้วหากได้ฝึกฝนอย่างหนักอีกสักนิดล่ะก็คงจะเป็นนักดาบที่น่ากลัวคนนึงเลยทีเดียว


“เอาล่ะเลิกเสียเวลาแล้วลองบุกเข้ามาด้วยทุกอย่างที่มีดู ฉันอยากรู้ว่าเธอจะมีอะไรดีกว่าที่ตาเห็นรึเปล่า!” อลิเซียตะโกนลั่นท้าเด็กหญิงให้บุกเข้ามาแบบเตมกำลัง


และเนื่องจะนิสัยก็รู้ๆกันอยู่มีหรือที่วัลคิลลี่จะอยู่เฉยๆหลังโดนท้าซะแบบนั้น เด็กหญิงกระโดดถอยออกไปตั้งหลักไกลพอสมควรก่อนจะตั้งท่าที่ดูและเหมือนกับแมวตอนกำลังจะพุ่งตัวออกไปตะครุบเหยื่อ
ที่หมายตาเอาไว้จากระยะไกล


“งั้นจัดให้ตามคำขอมองให้ดีๆล่ะ!”


รันฟามองดูท่าเตรียมของวัลคิลลี่ที่มองยังไงก็รู้ชัดอยู่แล้วว่าคงจะเป็นท่าพุ่งตัวเข้าไปจู่โจมแบบเส้นตรงแน่ หากรันฟามองออกก็แน่นอนว่าอาจารย์ของเธอเองก็เช่นกัน และสายตาที่แน่วแน่
ไม่แสดงความหวาดกลัวนั่นมันเหมือนกำลังจะบอกว่าตนเองมองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกทั้งหมด ไม่ว่าวัลคิลลี่จะบุกมาแบบไหนก็ไม่มีทางที่จะโค่นตนเองลงได้อย่างแน่นอน

ความเงียบเข้ากลืนกินบรรยากาศทั้งห้องในชั่วอึดใจเดียวทั้งสองฝ่ายยังคงนิ่งไม่มีใครขยับตัว หากทุกอย่างเป็นเหมือนสิ่งที่รันฟากำลังคิดนี่คงจะเป็นการตัดสินผลการประลองกันด้วยการโจมตีเพียง
ชั่วพริบตาเดียว เพียงแต่รอเวลาให้มีโอกาสเหมาะสถานการณ์แบบนี้มันอย่างกับซามุไรที่รอจังหวะที่จะชักดาบออกจากฝักเพื่อฟันข้าศึกให้ร่วงในดาบเดียว ไม่ก็คาวบอยที่รอจังหวะชักปืนออกมาดวลกัน
ในเสี้ยววินาที รันฟากำลังลุ้นอย่างหนักว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นั้นจะออกมาในรูปไหน

เวลาเริ่มไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าวินาทีแล้ววินาทีเล่าทุกอย่างยังคงนิ่งไม่ไหวติงจนกระทั่งท่านทูตฮิเมจิเริ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบเชียบ...


เปรี้ยง!!


รันฟามีอันสะดุ้งโหยงหลังจากนั้นเมื่อเสียงของดาบไม้ไผ่สองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแถมทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียว ที่ต้องบอกว่าพริบตาเดียวนั้นก็มีความหมายตรงตัวจริงๆ
เพราะสิ่งที่รันฟาได้เห็นนั้นคืออยู่ๆร่างของวัลคิลลี่ก็เข้ามาปรากฏต่อหน้าของอาจารย์โดยที่ไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะหนึ่งแต่กระนั้นอาจารย์กลับตอบสนองได้อย่างฉับไวจนสามารถป้องกันดาบ
ของวัลคิลลี่เอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด


“ว่องไวไม่เลว... ถ้าเมื่อกี้ตอบสนองช้ากว่านี้อีกนิดคงเจ็บตัวไปแล้ว ความเร็วระดับนี้คนธรรมดาคงทำไม่ได้แน่ เธอเป็นใครกันสาวน้อย?” อลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าประทับใจ
และไม่ลืมที่จะถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย แต่เหมือนวัลคิลลี่จะไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบคำถามเท่าไหร่นัก

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรรู้ เมื่อกี้พลาดไปหน่อยครั้งต่อไปไม่พลาดแน่!” เด็กหญิงประกาศกร้าวพลางตั้งท่าแบบเดิมอีกครั้ง ฟังจากที่พูดนั่นไม่ใช่การพูดขู่แต่อย่างใดหากโดนเข้าไปอีกรอบงานนี้คงได้มีเจ็บ
หนักแน่ๆ


อลิเซียยกดาบขึ้นมาตั้งท่าเอาไว้และยืนสงบนิ่งโดยไม่ใส่ใจต่อความร้ายกาจของอีกฝ่ายโดยเฉพาะเรื่องความเร็วที่เกินบรรยายนั่น รันฟามองดูท่าทีของอาจารย์ด้วยความสงสัยว่าเธอจะรับมือกับความเร็ว
ระดับนั้นของวัลคิลลี่ได้ยังไงขนาดแค่มองก็ยังมองแทบไม่ทันแค่รับให้ได้ก็คงเต็มกลืนแล้วในความคิดของรันฟา

วัลคิลลี่ตั้งท่าเตรียมอยู่พักใหญ่ก่อนจะดีดตัวพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อเช่นเดิม พริบตาแรกที่รันฟารู้ตัวเด็กหญิงก็พุ่งตรงเข้ามาประชิดตัวของอาจารย์ในระยะโจมตีแล้ว
เจอเข้าจังๆแบบนี้ยังไงก็ไม่รอดแน่!

แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดแวบแรกภายในหัวของรันฟาเท่านั้น...


เพี๊ยะ!


ช่วงที่ใครๆต่างก็คิดว่าอาจารย์จะโดนหวดเข้าอย่างจังอยู่ๆเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้นเอง ร่างของอาจารย์ได้ขยับเคลื่อนไปด้านข้างของวัลคิลลี่ก่อนที่ดาบไม้ในมือจะหวด
เข้าที่บริเวณขาของเด็กหญิง เจอแบบนี้เข้าไปวัลคิลลี่ที่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วขนาดนั้นก็ถึงกับเสียหลักล้มกลิ้งหลายตลบก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังไม้ของโรงฝึกดังโครม หมดท่ากันไปตามระเบียบ

แทบไม่ต้องเดาอะไรให้มากความวัลคิลลี่พุ่งชนพนังอย่างแรงสลบเหมือดคาที่แบบไม่ต้องเดาให้เสียเวลา แค่พริบตาเดียวก็พลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้ ช่างแข็งแกร่งอะไรแบบนี้แต่ถึงแบบนั้นรันฟา
กลับไม่รู้ถึงจิตสังหารเลยสักนิดตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มันเป็นไปได้ยังไงกัน


“ท่าทางคงยังต้องเรียนรู้เรื่องที่ควบคุมตัวเองอีกเยอะ พุ่งเข้ามาแรงแบบนี้ถ้าเล็งที่ขาทีเดียวก็จบแล้วล่ะ” อลิเซียกล่าวขณะที่มองดูสภาพของดาบไม้ไผ่ที่จวนจะหักอยู่รอมร่อแล้ว
ไม่รู้ว่าที่ปะทะกันนี้ฟาดไปแรงแค่ไหนแต่คงหนักเอาการขนาดดาบที่ทำจากไม้ไผ่ยังแทบเอาไม่อยู่

“ยังไม่เปลี่ยนเลยนะครับ กับเด็กๆก็ออมมือหน่อยไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา” ท่านทูตฮิเมจิกล่าวหลังจากการประลองจบลงด้วยชัยชนะของอลิเซีย

“สำหรับนักรบการออมมือมันคือการดูถูก ถ้าอยากจะเข้มแข็งจะให้เจอแต่บททดสอบง่ายๆมันก็ไม่มีค่าอะไร นายที่เคยผ่านอะไรแบบนี้เหมือนกันมาคงเข้าใจใช่ไหม... อายุตะ”

“เฮ้อ... งั้นก็ไม่เถียงล่ะครับ เอาเป็นว่าพาเธอไปพักก่อนดีกว่าเล่นชนกำแพงซะแบบนั้นตื่นมาคงหัวระเบิดแน่...”


ว่าแล้วทั้งทูตฮิเมจิและตาเฒ่าโยฮันก็รีบลุกขึ้นมาและแบกร่างที่ไร้สติของวัลคิลลี่ไปที่ห้องพยาบาลอีกราย ทั้งสองคนนั้นดูจะรีบร้อนออกจากห้องไปมากทีเดียว ทิ้งให้รันฟาต้องอยู่กับอาจารย์ของเธอ
เพียงลำพังแค่สองคนเท่านั้น

รันฟาเดินเข้ามานั่งคุกเข่าลงใกล้ๆกับอาจารย์ของเธอและไม่พูดอะไรออกมาหญิงสาวทำเพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆระหว่างที่อาจารย์ยังคงจัดข้าวของต่างๆหลังการประลองให้เรียบร้อย คิดๆไปแล้วมันให้
ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปยังช่วงเวลาที่รันฟายังคงเป็นลูกศิษย์ของเธอคนนี้ เธอกำลังรอที่จะให้อาจารย์ได้สอนบทเรียนอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อนช่วงเวลาที่เธอยังคงเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาที่อ่อนต่อโลก
อย่างที่เคยเป็นมาเสมอ

บรรยากาศยังคงเงียบสนิทเหมือนเช่นเคยรันฟายังคงนั่งรอให้อาจารย์พูดอะไรออกมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามและไม่นานหลังจากนั้น...


อลิเซียเหลียงหลังมาทางรันฟาก่อนพูด “คงรู้แล้วสินะว่าตัวเองลืมอะไรไปรันฟา...”

“ค่ะ อาจารย์...”

“หวังว่าคงเข้าใจแล้วนะว่าความแข็งแกร่งมันไม่ได้มีแค่พลังเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีอย่างอื่นด้วย นิยามของความแข็งแกร่งจะเป็นแบบไหนนั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของเธอรันฟา
ที่ฉันพอจะสอนเธอได้ก็มีแค่เรื่องเล็กๆน้อยเท่านั้น” อาจารย์พูดก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบบางอย่างและโยนมันให้รันฟา


รันฟารับมันเอาไว้อย่างว่องไวและที่โยนมานั้นมันก็คือดาบคาตะนะของเธอเองของขวัญที่อาจารย์เคยมอบให้กับรันฟาตอนที่รันฟาได้สำเร็จวิชาทั้งหมดของสำนักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รันฟาลองชักดาบ
ออกมาดู ส่วนของใบดาบมันยังคงวาววับเป็นประกายเหมือนเช่นเดิมและเหมือนมันจะถูกขัดเงาเพิ่มเติมบางส่วนอีกด้วยเพราะได้กลิ่นน้ำมันกานพลูจางๆลอยมากระทบจมูกด้วย


“ดาบเล่มนี้ฉันให้เธอเป็นเหมือนตัวแทนของวิถีดาบที่เธอจะเลือกเดินไป เหมือนจะเจอเรื่องอะไรมาเยอะเลยสิใช่ไหม” อลิเซียถามรันฟาซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้าตอบหนึ่งครั้ง


อาจารย์ค่อยๆนั่งลงตรงหน้าของรันฟาและมองมาทางเธอด้วยสายตาที่หนักแน่และมั่นคงเหมือนอย่างที่เคยเห็นจนชินตา


“หลังจากนี้เธอต้องเดินในเส้นทางของเธอต่อไป ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดเธอต้องยอมรับในผลของการกระทำนั้นๆไม่มีใครมาห้าม หรือลงโทษเธอเมื่อเธอเดินทางผิด คนเดียวที่จะรับรู้ได้เมื่อถึงตอนนั้น
ก็มีแค่เธอเท่านั้นรันฟา...”

“อาจารย์...”

“เรื่องการประลองของเราทั้งคู่คงต้องเลื่อนไปก่อน ไว้ถึงวันนั้นเราคงจะได้ประลองกันอีกไม่ใช่ในฐานะศิษย์ - อาจารย์ แต่ในฐานะนักดาบด้วยกัน”


อลิเซียพูดพลางลุกขึ้นยืนและเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก ในสายตาของรันฟาอาจารย์คนนี้ยังคงเป็นบุคคลที่เธอเคารพเสมอเธอช่างเป็นคนที่งดงาม สง่า ทว่าน่าเกรงขามและแข็งแกร่งเสมอ
หญิงสาวเคยหวังเอาไว้ว่าสักวันจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ แต่เวลานี้เธอเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ต้องแข็งแกร่งเหมือนกับอาจารย์ให้ได้ แต่จงแข็งแกร่งขึ้นในแบบของตัวเองโดยที่ไม่เสียตัวตนไปต่างหาก

รันฟามองดูดาบคาตะนะของตนเองอย่างตั้งใจและเริ่มคิดทบทวนกับตัวเองว่าจะทำยังไงต่อไป ไม่ว่าทางเดินที่เธอเลือกต่อจากนี้จะเป็นยังไงเธอก็ไม่คิดที่จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปอีกแล้ว...





ที่ไหนสักที่ในยุโรป


ความหนาวเย็นของสภาพอากาศภายในยุโรปปีนี้ดูจะหนาวมากกว่าทุกๆปี ความวุ่นวายตามเมืองใหญ่เหมือนอย่างเช่นทุกเมืองในโลกที่ยังคงวนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น ทุกคนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
อย่างเช่นที่เคยเป็นในทุกๆวัน ทว่าท่ามกลางความซ้ำซากเหล่านั้น ได้มีการเคลื่อนไหวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างลับๆภายใต้เงามืด

ภายในทางเดินมืดสลัวของใต้ดินที่ที่เต็มไปด้วยความชื้นและกลิ่นเหม็นอับชวนอาเจียน กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังสุมหัวกันทำบางสิ่งบางอย่างนั้นได้มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ระหว่างนั้นเองเสียโทรศัพท์ของหนึ่งในคนพวกนั้นก็ได้ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด


“ครับ”

“ทุกอย่างพร้อมรึยัง?” เสียงต้นสายที่เป็นผู้หญิงถาม

“พร้อมแล้วครับนายหญิง” หนึ่งในกลุ่มคนใต้เงามืดตอบอย่างชัดเจน

“เริ่มลงมือได้...”


คำสั่งง่ายๆดังขึ้นราวเป็นประกาศิตทำให้ผู้รับคำสั่งเริ่มทำอะไรบางอย่างหากสังเกตดีๆภายในความมืดนั้นไม่ได้มีแค่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเท่านั้นแต่ยังมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามีไว้ใช้ทำอะไร
วางตั้งตระหง่านอยู่ภายในทางใต้ดินมืดๆนี้และพวกนั้นได้เริ่มเปิดการทำงานแล้ว

เสียงของเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่กำลังทำงานดังลั่นไปทั่วทั้งทางเดินอันมืดมิดราวกับเป็นสัญญาณเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างพร้อมกับต้นสายที่พูดแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงดังก้องนั่น


“มาเริ่มปาร์ตี้กันดีกว่า...”









*****************************************************************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 472

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 27 ต.ค. 2019, 19:26

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)12/8

Episode 26 : Freaky Situation


น่าเบื่อ... น่าเบื่อชะมัด คำพูดเหล่านี้ยังคงดังอยู่ในหัวของอเล็กซ์ทั้งวันหลังจากที่มีคำสั่งจากทางฮอว์คอายส์ผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์ให้เตรียมพร้อมรอการมาของภารกิจถัดไปทั้งที่
เวลานับถอยหลังการโจมตีของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ก็เหลือเพียงอีกแค่วันเดียวเท่านั้นนี่มันใช่เวลาจะมานั่งเฉยๆขณะที่กล่องแพนโดร่ากำลังจะถูกเปิดออกรึยังไงกัน

เหตุผลหลักๆที่ทำให้ทุกคนต้องมานั่งรอภารกิจกันแบบนี้ก็เป็นเพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป้าหมายแรกที่พวกนั้นจะลงมืออยู่ที่ไหน ถึงก่อนหน้านี้จะได้ข้อมูลจำนวนมากจากการบุกเข้าตีฐาน
ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ แต่ด้วยความที่ตัวแปรทั้งหลายมีมากเกินไปจนแม้แต่ A.I. วิเคราะห์จัดการข้อมูลอย่างอลิซยังต้องกุมขมับ มันก็ช่วยไม่ได้เรื่องนี้แม้แต่อเล็กซ์เองก็จนปัญญาเหมือนกัน

อันที่จริงนี่คงไม่ใช่เหตุผลที่อเล็กซ์ต้องมาหงุดหงิดพร้อมความรู้สึกเบื่อหน่ายถ้าไม่เป็นเพราะตอนนี้รันฟานั้นถูกโยฮันพาตัวออกไปข้างนอกที่ไหนก็ไม่รู้หลังจากที่รันฟาเกิดภาวะสติหลุด
ไม่ก็อะไรสักอย่างกระทบจิตใจจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรื่องทั้งหลายทั้งปวงนี้มีต้นเหตุมาจากโยฮันทหารผ่านศึกนักฆ่านอกองค์กรของหน่วยสเป็คเตอร์ที่ทำให้เป็นแบบนั้น


“อยู่เฉยๆไปก็เสียเวลาเปล่า ไปซ้อมยิงปืนซะหน่อยดีกว่า...” เมื่อคิดได้ชายหนุ่มก็รีบลุกจากเตียงตรงไปที่ห้องซ้อมยิงปืนที่อยู่ใกล้ๆกับคลังแสงของทีม ดราก้อนฟลาย


มันก็เป็นเวลาหลายเดือนแล้วตั้งแต่อเล็กซ์เข้ามาอยู่ในหน่วยสเป็คเตอร์แถมยังอยู่ในทีม ดราก้อนฟลายที่เป็นเหมือนทีมสำรองของหน่วยที่เก่งที่สุดอีกต่างหาก
แต่กระนั้นถ้านับจากระดับตำแหน่งแล้วอเล็กซ์ถือว่ามีตำแหน่งบ๊วยสุดคู่กับวิงมนุษย์วิหกสุดเพี้ยนประจำหน่วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะที่อเล็กซ์คิดอยู่นั้นคือทำให้ตายยังไง
ก็ไม่ชินซะทีกับการที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นช่างเทคนิคภาคสนามเพียงคนเดียวในทีมยอดฝีมือแบบนี้

และสิ่งที่พวกสเป็คเตอร์ทีมดราก้อนฟลายมักจะทำกันเป็นประจำนั่นก็คือการฝึกยิงปืนและกลยุทธการจู่โจมทุกวันหากมีเวลาว่าง และอเล็กซ์ก็กำลังจะไปทำสิ่งนั้นอยู่แต่เอาเข้าจริง
ฝีมือการยิงของเขาเองก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายอยู่ที่ระดับกลางๆพอจะงัดกับพวกตาเหยี่ยวได้พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องฝึกอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เขี้ยวเล็บที่มีทื่อหมดซะก่อน


‘กรุณาระบุตัวตนด้วย’

“อเล็กซานเดอร์ เกรย์วูล์ฟ มิลเลอร์ ช่างเทคนิคภาคสนาม ทีม ดราก้อนฟลาย...” อเล็กซ์พูดพลางแตะมือที่หน้าจอมอนิเตอร์สแกนข้อมูลทางชีวภาพลงไป

‘ID ถูกต้อง ใบอนุญาตระดับสาม เชิญเข้าไปได้’


ประตูกันระเบิดของห้องซ้อมยิงถูกเปิดออกหลังยืนยันตัวตนได้อเล็กซ์รีบเดินเข้าไปในห้องหลังจากนั้นก่อนที่ประตูจะปิดลงในเวลาต่อมา แค่ห้องซ้อมยิงยังถึงกับต้องมีระบบป้องกันดีขนาดนี้
คงเพราะว่าเป็นมาตรการที่จะไม่ให้มีใครเอาปืนภายในห้องออกไปใช้ได้เองตามใจชอบ มันก็แหงล่ะในห้องนั้นไม่ได้มีแค่ปืนธรรมดาแต่ยังมีทั้งอาวุธชั้นสูงรุ่นทดสอบไปจนถึงอาวุธจำพวกระเบิด
รวมอยู่ในนี้ด้วย หากจะเป็นสงครามขนาดย่อมๆก็ทำได้สบาย

ทันทีที่เข้ามาอเล็กซ์ก็ตรงเข้าไปที่ตู้เก็บปืนและทำการเบิกปืน AXE-22 มันเป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิงรุ่นต้นแบบที่อเล็กซ์กับนุสช่วยกันออกแบบขึ้นมาในช่วงหลายเดือน จุดเด่นของปืนกระบอกนี้
นอกจากจะมีพลังทำลายที่รุนแรงแล้ว ระบบช่วยเล็งของมันยังสามารถคำนวณระยะทางของเป้าหมายระดับความร้อน อัตราการเต้นของหัวใจ และอาจจะรวมไปถึงประเมินด้านสภาวะจิตใจของเป้าหมาย
ได้หากได้รับการพัฒนามากกว่านี้อีกสักหน่อย

ถ้าพูดง่ายๆมันก็คือปืนที่ดีมากๆกระบอกนึงนั่นล่ะ...


“ของเล่นสวยดีนี่เจ้าลูกเสือ...”


อเล็กซ์รีบหันไปด้านหลังเมื่อมีใครบางคนเข้ามาทักทาย เจ้าของเสียงทันทายนั้นเป็นชายสูงวัยรูปร่างกำยำทว่าส่วนสูงกลับไม่ได้เกินอเล็กซ์ไปมากเท่าไหร่นัก ผมสีดำสลับหงอกแซมขวา
เป็นบางส่วน และที่สะดุดตามากกว่าอะไรทั้งหมดคือดวงตาข้างซ้ายที่เป็นดวงตาเทียมระบบไซเบอร์เนติกที่มีการใช้งานได้เหมือนดวงตาจริงๆแค่เพียงแต่การขยับออกจะดูไม่เป็นธรรมชาตินิดหน่อย


“คุณคานาฟท์ไม่สิ- คุณบูลอายส์ คุณมาทำอะไรในนี้ครับไม่ใช่ว่าเข้าได้เฉพาะสมาชิกหน่วยรึไงครับ?” อเล็กซ์ถามอีกฝ่ายไป

ชายตาเดียวยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ “เห็นแบบนี้แต่ฉันก็ยังเป็นสมาชิกหน่วยสเป็คเตอร์สังกัดนอกองค์กรนะพ่อลูกเสือ นายเองก็น่าจะรู้หลังจากภารกิจคราวก่อนแล้วนี่”

“เลิกเรียกผมแบบนั้นจะได้ไหมครับและอีกอย่างคุณเองก็น่าจะปลดระวางไปแล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราแล้วนี่นา ยังไงคุณเองก็เป็นถึง ผบ. ของหน่วย DSSS กลับมาเกี่ยวข้องแบบนี้
มันจะดีเหรอครับ”

“เอาน่า.... มันก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆไปวันๆจนแก่ตายล่ะไอ้ลูกเสือ”


ชายแก่พูดแหย่เล่นๆออกมาก่อนจะคว้าปืนที่อยู่ในกล่องออกมา บอกเลยว่าอเล็กซ์นั้นมีทั้งความรู้สึกที่ทั้งชอบและไม่ชอบในตัวของอดีตสมาชิกรุ่นบุกเบิกคนนี้อยู่เท่าๆกัน ไม่ว่าจะคิดยังไง
ก็เดาเจตนาที่แท้จริงของชายคนนี้ไม่ออก เป็นคนที่ดูลึกลับมากพอๆกับโยฮันเพียงแต่ดูท่าทางวางใจได้มากกว่าก็เท่านั้น แต่ถึงยังไงก็อย่าลืมว่าชายคนนี้เคยเป็นอดีสมาชิกรุ่นบุกเบิกเช่นเดียวกับ
ฮอว์คอายส์ เพราะงั้นถ้าได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกแล้วความคิดความอ่านนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่ๆ

แต่ยังไงก็ตามหากอีกฝ่ายไม่ได้คิดร้ายอะไรจะญาติดีกันไว้มันก็ไม่เสียหายอะไรหรอก...


“เรมิงตั้น เอม เอส อาร์ ท่าทางคนแถวนี้จะชอบอะไรที่มันคลาสสิกนะครับ...” อเล็กซ์พูดขณะมองดูปืนที่บูลอายส์เอาออกมาจากหีบ เป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลสภาพเก่าพอดู
เหมือนผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานมากจนสังเกตได้จากรอยขีดข่วนและการซ่อมแซมครั้งแล้วครั้งเล่าบนตัวกระบอก

“ของคลาสสิยังไงก็คลาสสิกเจ้าลูกเสือ แถมเจ้านี่ไม่ว่าปืนกระบอกไหนก็สู้มันไม่ได้หรอก”

“พูดแบบนี้เหมือนจะบอกว่าปืนของผมเองไม่มีทางสู้ได้งั้นสิครับ... ใช่ไหม?” อเล็กซ์ถามกลับไปอีกครั้งหลังจากที่โดนอีกฝ่ายพูดท้าแบบอ้อมๆใส่

“ถ้าอยากรู้ก็มาลองดูกันสักตั้งไหมล่ะ?” บูลอายส์พูดท้าทายอีกครั้งและมีเหรอที่ชายหนุ่มจะยอม เอาเข้าจริงแล้วตอนนี้กำลังเซ็งๆพอดีอยากหาอะไรทำฆ่าเวลาอยู่เหมือนกัน

“งั้นก็จัดไปเลยครับท่าน ผบ.”


การรับคำท้าครั้งนี้อเล็กซ์พกเอาความมั่นใจมาเต็มที่ว่ายังไงก็ชนะแน่ ด้วยปืนที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดีกระบอกนี้ยังไงเสียของใหม่ๆก็ย่อมเหนือกว่าอยู่แล้วในแง่ประสิทธิภาพ
แม้จะเป็นแบบนั้นอีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆเลย ตรงกันข้ามเหมือนบูลอายส์จะมั่นใจมากๆว่าจะล้มอเล็กซ์ได้แบบสบายซะอย่างนั้นเท่าที่ดูหากในแง่อาวุธอเล็กซ์ก็เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เรมิงตั้น เอม เอส อาร์ เป็นปืนที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 แล้วหากจะให้พูดอาจจะเรียกได้ว่าปืนกระบอกนี้ออกจะล้าสมัยไปแล้วในยุคที่มีหุ่นยนต์และปืนระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยเข้ามาแทนที่
ไม่ว่าจะเป็นระบบโวลท์แอ๊คชั่นที่ยิงต่อนัดได้ช้า กระสุนหายาก และราคาที่แพงเกินไปรวมถึงระบบเล็งแบบกล้องพื้นฐานที่ขาดความยืดหยุ่นในการใช้งาน นั่นคงเป็นปัจจัยหลักๆที่ทำให้อเล็กซ์
ไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้เลยสักนิด

ทั้งที่เป็นแบบนั้นแล้วทำไมอีกฝ่ายถึงยังทำหน้าระรื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้นได้กันแน่


“งั้นจะแข่งกันยังไงล่ะ?” ชายแก่ตาเดียวถาม

“เอาที่คุณสะดวกเลยครับ ถือว่าต่อให้คนแก่ก็แล้วกัน” อเล็กซ์ตอบพลางเช็คสภาพปืนก่อนใช้งาน

“แน่ใจเหรอว่าจะเอาแบบนั้น... ไอ้ที่ฉันคิดน่ะมันโหดเอาเรื่องอยู่นา”

“ตามสบายเลยครับ ไม่ว่ายังไงก็พร้อมลุยอยู่แล้ว” อเล็กซ์พูดอย่างมั่นใจและยืนยันว่าจะให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือกรูปแบบของการท้าทาย


ภายในห้องซ้อมแห่งนี้จะมีรูปแบบการท้าทายของการฝึกที่สามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบจำลองภาพและเป้าซ้อมยิงแบบโฮโลแกรมที่สามารถจำลองเนรมิตสถานที่เสมือนจริงได้หลายแบบ
ตามที่ต้องการทำให้การซ้อมมีความเหมือนจริงได้มากขึ้น แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาเมื่ออเล็กซ์มีปืนที่สามารถปรับแต่งได้ในหลายสถานการณ์อย่าง AXE-22 ผลงานที่แสนภูมิใจกระบอกนี้อยู่ด้วย


“กฎการแข่งก็ง่ายๆหาตัวเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ให้เจอแล้วกำจัดให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย มีเป้าหมายอยู่ 20 คนซ่อนอยู่ในพื้นที่ จัดการให้หมดโดยใช้กระสุนให้น้อยที่สุดเข้าใจนะ...”

“เข้าใจครับ รีบๆเริ่มเถอะครับชักอยากลองปืนเต็มแก่แล้ว” อเล็กซ์พูดหลังจากที่ปรับแต่งปืนจนได้ผลที่น่าพอใจแล้ว ที่เหลือก็แค่ทดสอบยิงดูเท่านั้น


พอได้ยินแบบนั้นบูลอายส์ก็กดที่แผงควบคุมเริ่มทำการจำลองสถานการณ์ในทันที พริบตานั้นเองบรรยาศกาศรอบตัวภายในห้องซ้อมยิงก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นเพียงห้องโล่งๆไม่มีอะไรเลย
ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของป่ารกทึบมีต้นไม้ใหญ่มากมายขึ้นเต็มไปหมดและที่สำคัญยังเหมือนจริงสุดๆทั้งเสียงของสัตว์น้อยใหญ่ที่ควรจะมีอยู่ในป่า ระดับความชื้นสภาพอากาศทั้งหมด
และยังมีกระทั่งกลิ่นของพืชพรรณและอีกสารพัดที่ควรจะมีอยู่ในป่า

ก็นับว่าทำออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวสำหรับห้องจำลองการรบที่ใช้เป็นสถานที่ซ้อมยิงปืน อันที่จริงอเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าห้องนี้มันสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย ยอมรับเลยว่าชายหนุ่ม
ตามเทคโนโลยีที่นุสเป็นคนออกแบบขึ้นมาไม่ทันเลยจริงๆ


‘การจำลองสภาพแวดล้อมเสร็จสิ้น... ระบบทุกอย่างทำงานสมบูรณ์เริ่มการทดสอบใน... 3... 2... 1’


ปัง! ปัง! ปัง!


การแข่งขันเริ่มขึ้นในทันทีพร้อมกับเสียงปืนที่ไม่ได้มาจากบูลอายส์หรืออเล็กซ์แต่อย่างใด หากแต่มันมาจากปืนของพวกศัตรูที่เป็นภาพจำลองสามมิติแบบเสมือนจริงที่กำลังระดมยิงเข้ามา
ระบบการทำงานของที่นี่คงใช้หลักการเดียวกับห้องฝึกซ้อมจำลองที่รันฟาใช้ซ้อมดาบด้วยแน่ๆ นั่นคือหากถูกยิงด้วยกระสุนของศัตรูก็จะโดนไฟฟ้าช๊อตเอา ถึงจะไม่ตายแต่ก็คงไม่ใช่แค่คันๆแน่
ถ้าโดนเข้าไป

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อเล็กซ์หวั่นเกรงหรืออะไรทั้งนั้นชายหนุ่มทำเพียงแค่หลบเข้าที่หลังต้นไม้และเริ่มยกปืนขึ้นเล็งเพื่อมองหาศัตรูที่โจมตีเข้ามา


นับได้ สี่... ห้า... หก... มีเห็นอยู่แค่หกคนถ้าเก็บหมดนี่ล่ะก็....


ปัง!


ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อข้าศึกหนึ่งคนก็ถึงยิงร่วงไปแบบไม่ทันตั้งตัวจนแม้แต่อเล็กซ์ก็ยังตกใจเพราะไม่รู้เลยว่ายิงมาจากทางไหน แต่ที่แน่ใจคือนั่นต้องเป็นฝีมือของบูลอายส์ไม่ผิดแน่
ทหารเฒ่ารายนั้นคงจะซุ่มตัวอยู่ที่ไหนสักที่แล้วยิงเข้าใส่ฟังจากเสียงคงจะไม่ได้ซุ่มไกลจากจุดที่อเล็กซ์อยู่เท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นกลับมองไม่เห็นเลยว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังซุ่มอยู่ที่ไหนกันแน่


‘เริ่มมาก็ประเดิมก่อนเลยเหรอ ร้ายไม่เบานี่ลุง...’


ในเมื่อโดนนำไปแบบนี้มีหรือที่อเล็กซ์จะยอมชายหนุ่มรีบยกปืนแล้วใช้ระบบล๊อกเป้าระบุเป้าหมายก่อนจะยิงโต้กลับไปและเด็ดหัวศัตรูได้สองคนในเวลาอันรวดเร็ว ระบบการเล็งของ AXE-22 นั้น
นับว่าช่วยได้มากในสถานที่แบบนี้ ไม่ว่าจะมีที่ซ่อนมากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับปืนที่มีระบบการเล็งอัจฉริยะแบบนี้อยู่ด้วย


‘แบบนี้ก็กินหมูสิ เอาล่ะซ่อนอยู่ตรงไหนอีก...’ อเล็กซ์คิดในใจอย่างเริงร่าขณะที่สองกล้องเล็งปืนไปทั่วกวาดสายตามองหาเหยื่อรายต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน


ยังคงไม่มีวี่แววของบูลอายส์เลยแม้แต่เงาอีกฝ่ายยังคงซุ่มตัวเงียบอยู่ที่ไหนสักที่อเล็กซ์นั้นก็สงสัยอยู่ว่าตาเฒ่านั่นจะมัวทำอะไรอยู่กันแน่ จริงอยู่ถึงจะวางมือไปนานมากพอสมควรแล้ว
แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงสมาชิกรุ่นบุกเบิกของสเป็คเตอร์ไม่น่าจะมีฝีมือแค่นี้ แถมตั้งแต่เริ่มการซ้อมครั้งนี้แค่คลาดสายตาไปนิดเดียวเท่านั้นบูลอายส์ก็หายตัวไปราวกับล่องหนได้ไม่มีผิด
ขนาดกล้องจับความร้อนของปืนยังไม่สามารถตรวจจับได้


ปัง! ปัง!


ฉับพลันนั้นเองก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัดระยะเวลาแต่ละนัดทิ้งช่วงกันแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น ข้าศึกสองรายที่กำลังหลบอยู่ในที่กำบังร่วงในทันทีก่อนจะทันได้ขยับตัวซะอีก
อเล็กซ์หันไปทางต้นเสียงปืนและลองใช้กล้องจับความร้อนส่องดูแต่ก็ไม่พบอะไร ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่พวกศัตรูกำลังเริ่มตามเสียงปืนเข้าไป
และยิงถล่มทุกอย่างที่อยู่แถวนั้นจนราบ

อเล็กซ์รีบฉวยโอกาสนี้เล็งศัตรูที่กำลังสนใจอีกด้านหนึ่งอยู่ ระยะแค่นี้ยังไงก็ไม่พลาด ขอรับอีกหนึ่งแต้มไปล่ะนะ!

ตูม!!

“!!?”


ยังไม่ทันจะได้เหนี่ยวไกเลยสักนิดอยู่ๆตรงจุดที่พวกศัตรูกำลังเดินอยู่ก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงทำเอาศัตรูคนที่อเล็กซ์ตั้งใจจะเก็บตายคาที่ในทันทีเสียงระเบิดดังพร้อมกับการปรากฏของ
หมอกควันสีขาวที่เป็นผลมาจากการระเบิดเมื่อครู่

โดยไม่ทันตั้งตัวอเล็กซ์เริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าที่จริงแล้วการยิงศัตรูสองคนเมื่อครู่เป็นแค่การล่อให้เข้ามาโดนระเบิดกับดักที่วางเตรียมเอาไว้ ถ้านี่เป็นฝีมือของบูลอายส์
นี่มันก็ชักจะน่าหวั่นใจแล้ว ตั้งแต่เริ่มยิงนัดแรกก็ยังไม่โดนจับทิศได้เลยสักครั้งยังไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของทหารเฒ่านักแม่นปืนคนนี้เลยสักนิด

แถมเสียงระเบิดเมื่อครู่นั่นยังสร้างปัญหาให้อเล็กซ์อีกด้วย เพราะนั่นเป็นการส่อให้พวกศัตรูที่ยังเหลืออีกเป็นโหลพากันแห่เข้ามาในจุดที่อเล็กซ์อยู่ ลำพังถ้ามาแค่ตัวสองตัวคงไม่เท่าไหร่
แต่ถ้ายกโขยงมากันหมดทั้งตำบลแบบนี้ต่อให้มีปืนดีแค่ไหนก็เคี่ยวลากดิน และที่ซ้ำร้ายกว่านั้น...


ชะ! แชะ! แชะ!


เวรกรรม! ปืนที่อเล็กซ์กำลังใช้อยู่ดันเกิดขัดข้องขึ้นมาซะดื้อๆ อยู่ๆระบบล๊อกเป้าอัตโนมัติก็ดันเกิดมีปัญหาขึ้นมาแถมปืนก็ดันมายิงไม่ออกซะอีกถือเป็นคราววิกฤตของจริง
อเล็กซ์พยายามหาจุดบกพร่องแล้วรีบแก้ไขให้ไวที่สุด แต่ในสภาพที่โดนล้อมกรอบแถมมีตัวเลือกในการซ่อมที่จำกัดอย่าว่าแต่จะซ่อมปืนได้เลย แค่จะหลบลูกปืนของศัตรูให้พ้นก็แทบแย่แล้ว

สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยป่าทึบที่มีความชื้นสูงและสภาพอากาศร้อนอบอ้าวทำให้ปืนที่มีแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้นเกิดการลัดวงจร ที่ผ่านมาอเล็กซ์เคยทดสอบปืน
กระบอกนี้แค่ในห้องซ้อมยิงปกติยังไม่เคยเอามาทดสอบภาคสนามเลยสักครั้ง และก็เป็นอย่างที่นุสเคยว่าไว้ว่าการเอาของที่ยังไม่ผ่านการทดสอบมาใช้ในการรบจริงนั้นดูจะไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด
ซะเท่าไหร่


“บัดซบเอ๊ยมาขัดอะไรตอนนี้เล่า!” อเล็กซ์โวยวายขณะที่ศัตรูกำลังยิงถล่มเข้ามาในจุดที่อเล็กซ์ใช้เป็นที่กำบังอยู่ ปืนในมือตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับแท่งเหล็กหนักๆแท่งหนึ่งเท่านั้น
ถ้านานกว่านี้มีหวังได้โดนเก็บทั้งๆอย่างนี้แน่


ศัตรูที่ยังเหลืออยู่ขยับเข้ามาประชิดตัวมาขึ้นเรื่อยๆอเล็กซ์นั้นทำได้แค่หมอบลงกดหัวต่ำๆวางปืนที่ใช้ไม่ได้ลงและงัดเอามีดพกที่ไม่คิดว่าจะต้องเอามาใช้ออกมาแทน ด้วยความที่คิดว่าเป็นเพียง
แค่การซ้อมธรรมดาชายหนุ่มเลยไม่ทันคาดว่าจะเจออะไรแบบนี้ถึงได้ไม่ทันเตรียมปืนสำรองหรืออุปกรณ์อะไรที่พอจะช่วยได้ในยามคับขัน ขณะที่ศัตรูเป็นสิบพร้อมปืนและกระสุนอีกเป็นตับสู้กับมีดทหาร
แค่เล่มเดียวแม้แต่เด็กก็รู้ว่าแบบไหนเสียเปรียบกว่ากัน ให้ตายเพราะความประมาทแท้ๆเลยเชียว!

พวกศัตรูก็ยังไม่ด่วนที่จะบุกเข้ามาในตอนนี้แต่ใช้พลปืนกลเบาคอยยิงกดและใช้พวกหน่วยรบแนวหน้าขยับรุกคืบเข้ามาใกล้ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าอเล็กซ์จะโดนจัดการเมื่อไหร่
หนทางชนะนั้นแทบไม่มีเลยสักนิดเดียว

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรอด เพียงแต่ไม่ใช่ด้วยฝีมือของอเล็กซ์...


ปัง! ปัง!


ช่วงที่อเล็กซ์กำลังจะโดนล้อมกรอบ เสียงปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับศัตรูที่คอยสาดกระสุนปืนกลเบายิงกดหัวอเล็กซ์เอาไว้ก็ถูกสอยร่วงคาทีคนละนัด พวกศัตรูที่มัวแต่สนใจอเล็กซ์เริ่มหันไปมอง
รอบๆเพื่อมองหาทิศทางที่กระสุนพุ่งเข้ามาเมื่อครู่ แต่ก็มีเพียงความเงียบหลังจากยิงไปได้ไม่นาน แถมหนำซ้ำอยู่ๆหมอกก็เริ่มลงหนาขึ้นทำให้ทัศนวิสัยโดยรวมแย่ลงไปอีก

หมอกที่หนาขึ้นช่วยเพิ่มอัตรากำบังสายตามากขึ้นสำหรับอเล็กซ์ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง แต่ใช่ว่าเขาจะได้เปรียบอยู่ฝ่ายเดียวเพราะอเล็กซ์เองก็มองอะไรรอบตัวแทบไม่เห็นเช่นเดียวกัน
แถมตอนนี้ชายหนุ่มมีเพียงอาวุธแค่มีดเล่มเดียวแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากนักคทำได้อย่างเดียวก็แค่หลบและดักเชือดทีละคน

แทบจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังตรงใกล้เข้ามาดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อเล็กซ์ถึงกับต้องกลั้นหายใจให้เงียบที่สุดยอมรับเลยว่าไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ถูกไล่ต้อนจนไร้ทางสู้แบบนี้มาก่อน
ไร้อาวุธ ไร้กำลังคน ทางหนีถูกปิด โดนล้อมกรอบ ไม่มีโดรนหรืออุปกรณ์อะไรที่จะคอยช่วยให้รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ ให้ตายนี่เขาประมาทจนถึงขั้นนี้ได้ยังไงกัน...


‘เอาว่ะ... ตายเป็นตายคราวนี้...’ ถึงตามหลักเทคนิคแล้วจะไม่ได้ตายจริงๆก็เถอะ แต่ให้ตายบรรยากาศมันชวนให้พูดแบบนี้ซะจริงเชียว


อเล็กซ์สูดลมหายใจลึกๆและให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีดในมือถูกกระชับแน่นพร้อมกับมัดกลามเนื้อแขนที่เกร็งจัดพร้อมจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาผ่านมีดเล่มนั้น
ในใจของชายหนุ่มพลางได้แต่คิดว่าในหมอกหนาแบบนี้พวกนั้นอาจมองไม่เห็นก็ได้แต่มันก็เป็นแค่การปลอบใจตัวเองเท่านั้นเพราะต่างคนต่างรู้ดีว่านี่คงจบไม่สวยแน่อย่างน้อยถ้าไม่โดนสาดกระสุน
เข้าใส่จนโดนไฟช๊อตเกรียมทั้งตัวก็คงเจ็บจนปางตายแหงๆ

ชายหนุ่มตั้งสติครั้งสุดท้ายระยะห่างของศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดเหลือเพียงแค่สองเมตรมันยังไม่เห็นเขาแต่คงอีกไม่นาน เมื่อระยะห่างร่นลงเหลือแค่ไม่ถึงเมตรอเล็กซ์ก็พุ่งตัวออกไปง้างมีด
เตรียมจ้วงแทงเข้าที่จุดตายของอีกฝ่ายอย่างน้อยถ้าจะแพ้ก็ขอเก็บให้ได้อีกสักตัวก็ยังดี


ปัง! ปัง! ปัง!


ยังไม่ทันที่ปลายมีดจะเสียบทะลุร่างศัตรูเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกสามนัดก่อนที่ร่างโฮโลแกรมของศัตรูจำนวนสามคนที่อยู่ใกล้อเล็กซ์ที่สุดจะร่วงลงพื้นก่อนสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือมีเงาดำเห็นรางๆวิ่งหายไปในกลุ่มหมอกหนาเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น

ส่วนพวกศัตรูพอเจอแบบนี้เข้าก็ตามสูตรไล่ยิงเงาลึกลับที่วิ่งหายไปในหมอกโดยไม่สนว่าจะยิงโดนอะไรหรือไม่ เปิดโอกาสให้อเล็กซ์ย่องเข้าไปใกล้และเชือดได้แบบนิ่มๆ เดาได้เลยว่าเงารางๆ
ที่เห็นนั่นคงเป็นบูลอายส์ไม่ผิดแน่ อเล็กซ์ชักจะเริ่มหวั่นๆกับชายแก่คนนี้แล้วสมกับที่เป็นพลแม่ปืนประจำทีมสเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิกจริงๆ ทั้งทักษะการยิง การซ่อนตัว และการวางกลยุทธที่เล่นเอาอเล็กซ์
ตามไม่ทันนั่นถึงไม่อยากจะยอมรับเพราะเจ็บใจแต่อีกฝ่ายก็เหนือกว่าเขาจริงๆ


“ให้ตาย... นายวางแผนอะไรกันแน่ตาเฒ่า...”


อเล็กซ์หมอบตัวซ่อนอยู่ที่หลุมโคลนใกล้ๆและมองหาศัตรูตัวต่อไปที่ต้องจัดการ ตอนนี้อาวุธหนึ่งเดียวที่พึ่งพาได้มีแค่มีดเล่มเดียวเท่านั้น ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการวางใจในเทคโนโลยีมากเกินไป
มันก็มีผลเสียถึงชีวิตจริงๆ

พวกศัตรูที่แม้จะเป็นแค่โฮโลแกรมภาพเสมือนจริงสำหรับการฝึกซ้อมก็ตามที แต่ว่ากลับแสดงอาการและท่าทีตกใจที่สมจริงเอามากๆคงต้องยกนิ้วให้คนที่ออกแบบและเขียนโปรแกรม
ที่ใช้ในห้องฝึกนี้ขนาดอเล็กซ์เองก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาทำได้ถึงขั้นนี้ คนที่สร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้คงต้องสุดยอดมากแน่ๆ

แต่นี่คงจะไม่ใช่เวลามาชื่นชมหรืออะไรทั้งสิ้น ชายหนุ่มยังต้องหาทางรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไปให้ได้ซะก่อน

เท่าที่นับได้ศัตรูจากที่มียี่สิบคนตอนนี้ถูกจัดการไปแล้วสิบสองคนเหลืออีกแปดคนเท่านั้น และจากที่เห็นคร่าวๆอเล็กซ์เห็นอยู่ประมาณห้าคนส่วนอีกสามคนนั้นน่าจะยังซ่อนตัวอยู่หรือไม่ก็
ถูกหมอกบังจนมองไม่เห็น หากจะจัดการให้ได้ทั้งหมดก็ต้องอาศัยความไวและกำลังมากมายมหาศาลเลยทีเดียวซึ่งอเล็กซ์ไม่ใคร่จะมั่นใจว่าตัวเองจะทำแบบนั้นได้


ปัง!


คราวนี้ดังขึ้นอีกนัดมาจากทางด้านหลังของอเล็กซ์ กระสุนถูกยิงเข้าที่ขาของศัตรูรายหนึ่งไม่ถึงกับร่างสลายแต่อย่างใดถึงกระนั้นมันก็ทำให้ล้มลงและต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
พวกที่เหลืออยู่เลยต้องรีบพากันตรงเข้ามาในจุดที่เพื่อนตัวเองล้มอยู่ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจกระสุนสองนัดก็บินโฉบเข้ามาโดยนัดแรกปะทะเข้าที่กลางหัว
คนหนึ่งอย่างแม่นยำโดนจัดการแบบคาที่ในทันที ส่วนนัดที่สองนั้นยิงเข้าที่ซอกคอของเป้าหมายก่อนจะทะลุไปโดนอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังดับอนาถสองศพในนัดเดียว

เท่ากับว่าเหลือศัตรูอีกแค่คนเดียวที่ยังสู้ได้ในตอนนี้ และรายนี้ก็ระดมสาดกระสุนเข้าใส่ทิศทางที่กระสุนของบูลอายส์ถูกยิงออกมา แต่เหมือนจะไม่โดนอะไรนอกจากอากาศและหมอกที่บังทัศนวิสัย
โดยรอบเท่านั้น

อเล็กซ์เริ่มหายใจถี่มากขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ‘เล่นยิงให้เจ็บทิ้งให้พวกของเหยื่อมาช่วยแล้วล้างบางตลบเหยื่ออีกรอบ... โหดเป็นบ้า’


แชะ! แชะ!


สัญญาณบ่งบอกชัดว่ากระสุนปืนของศัตรูที่ระดมสาดเข้าไปหมดเกลี้ยงทั้งกระบอก อีกฝ่ายรีบดีดแม็กกาซีนซองเก่าออกและใส่อีกซองเข้าไปแทนกะจะยิงถล่มซ้ำอีกแม็กแต่นั่นก็เป็นแค่ฝัน


ปัง!


คราวนี้ยิงมาจากด้านข้างกระสุนบินเข้ามาและกระแทกกลางลำตัวของศัตรูจนแน่นิ่งไป ในระยะเวลาสั้นๆก็เปลี่ยนจุดยิงได้แล้ว ถือว่าเร็วเอามากๆสำหรับพลซุ่มยิงที่จะมีจุดอ่อนเรื่องการย้ายที่ยิง
แถมกลางหมอกหนาที่ยากจะมองเห็นเป้าหมายหรือตำแหน่งของตัวเองด้วยแบบนี้อีก คงต้องเรียกว่าฝีมือของแท้ไม่ใช่อะไรอื่น

เหลือศัตรูอีกแค่สามคนเท่านั้นและท่าทางจะยังแอบซ่อนตัวอยู่รอให้อเล็กซ์หรือบูลอายส์พลาดท่าออกมาให้เป็นเป้ายิงเท่านั้น แต่มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับบูลอายส์ ตอนนี้ตาเฒ่านั่น
คงกำลังออกล่าศัตรูท่ามกลางสายหมอกนี่โดยที่อเล็กซ์ทำได้เพียงแค่รออยู่เฉยๆเท่านั้น


‘การฝึกเสร็จสิ้น... ยกเลิกระบบจำลองการรบกลับเข้าสู้โหมดปกติ’


สิ้นเสียงของระบบห้องทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติกลายเป็นห้องสีขาวว่างๆตามเดิมจะมีก็แต่รอยกระสุนแรงสูงที่เกิดจากปืนแบบดินขับรุ่นเก่าที่บูลอายส์ยิงไปก่อนหน้านี้ อเล็กซ์มองเห็นบูลอายส์
กำลังเดินเข้ามาขณะที่ในมือถือมีดและปืนสั้นเก็บเสียงเอาไว้


บูลอายส์มองมาที่อเล็กซ์ด้วยสายตาที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกก่อนจะตบบ่าชายหนุ่มและพูดขึ้น “นายแพ้นะเจ้าลูกเสือ...”

“....”


มันเหมือนกับโดนตบหน้าด้วยรองเท้าแล้วก็โดนต่อยเข้าจังๆเน้นๆที่หน้าท้องอีกที หากมานึกย้อนดูแล้วอเล็กซ์นั้นเรียกได้เลยว่าพ่ายแพ้ให้แก่ชายแก่คนนี้อยู่หลุดลุ่ย บูลอายส์สามารถจัดการกับศัตรู
ไปได้ทั้งหมดสิบเจ็ดคนในขณะที่อเล็กซ์กำจัดไปได้แค่สามคนเท่านั้นแถมยังทำได้แค่วิ่งหนีอย่าเดียวเท่านั้นด้วย สำหรับคนที่หัวดื้อและทรนงในศักดิ์ศรีแบบอเล็กซ์แล้วนี่คือสิ่งที่น่าอับอายที่สุดเลย
ก็ว่าได้

ทั้งที่อเล็กซ์มีอุปกรณ์ที่ดีกว่าแถมฝีมือเองก็ไม่ใช่ว่าจะเสียท่าอะไรง่ายๆแท้ๆแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยแถมบูลอายส์ก็มีแค่ปืนเก่าๆกระบอกเดียวแต่กลับเหนือกว่าอเล็กซ์ไปซะหลายขั้น
ทำเอาผลงานที่อเล็กซ์เคยภาคภูมิใจนักหนานั้นกลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย


“นายคงสงสัยสินะว่าทำไมถึงแพ้ทั้งที่มีอาวุธดีกว่า ความจริงนายนะแพ้ตั้งแต่ตอนบอกว่าให้ฉันเลือกสนามแข่งเองแล้ว....”

“หมายความว่าไง?”

“ฉันมองออกว่าปืนของนาย 80% เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธแบบนั้นถึงจะให้ความแม่นยำสูงแต่หากเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายแค่นิดเดียวก็พังได้ง่ายๆนั่นเป็นอย่างแรกที่ทำให้นายแพ้เจ้าลูกเสือ”

“อย่างแรก? ยังมีอย่างอื่นอีกรึไง”

“โอ๊ย... เยอะแยะไป ทั้งเรื่องที่นายไม่ได้พกอาวุธสำรองมาด้วยเพราะคิดว่าเป็นแค่การฝึกธรรมดา หรือจะเป็นเรื่องที่เลือกทำเลซ่อนตัวได้ห่วยแตกทั้งที่ใช้อาวุธซุ่มยิง และที่สำคัญนะเจ้าลูกเสือ
นายพึ่งพาอุปกรณ์มากเกินไป...” บูลอายส์เริ่มสาธยายความผิดพลาดของอเล็กซ์ออกมาทีละข้อซึ่งแต่ล่ะข้อนั้นทำเอาชายหนุ่มเถียงไม่ออกทั้งนั้น


ระหว่างนั้นเองนายทหารผู้มากทั้งอายุและประสบการณ์ก็เดินเข้ามาใกล้และเอื้อมมือมาทางอเล็กซ์และเอานิ้วจิ้มไปที่กลางกระหม่อมของอเล็กซ์ย้ำๆสองสามครั้ง “อาวุธที่ดีที่สุดของทหารน่ะ
ไม่ใช่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฮเทคแต่เป็นไอ้นี่ต่างหาก”


คำชี้แนะจากผู้อาวุโสนั้นดูจะเป็นสิ่งที่อเล็กซ์ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ถึงเจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ก็ตามที แต่จากความพ่ายแพ้ของการประลองที่ได้รับมานั้นมันทำให้อเล็กซ์ปฏิเสธไม่ได้ว่า
ชายแก่คนนี้เหนือกว่าเขาในแทบจะทุกๆด้านหากไม่นับสภาพร่างกายที่มีความพร้อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อเล็กซ์วางไรเฟิล AXE-22 ที่อยู่ในสภาพเสียหายลงบนโต๊ะซ่อมบำรุงปืนก่อนจะเริ่มถอดชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกมาเช็คดูว่าเสียหายตรงไหนบ้าง เท่าที่ดูลำกล้องก็ไม่ได้เสียหายอะไรยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แต่กลไกตัวอื่นนั้นไม่ใช่ ปัญหาหลักๆอยู่ที่ความชื้นซึ่งทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในตัวปืนเสียหาย บางส่วนถึงกับไหม้ทั้งระบบ โคลนและฝุ่นดินที่เข้าไปในตัวปืนเองก็ทำเอาระบบลั่นไกทั้งชุดติดขัดไป
ซะหมด ท่าทางคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะซ่อมและปรับจุดบกพร่องได้ทั้งหมด


สภาพเละแบบนี้คงจะเรียกว่าผลงานชิ้นเอกไม่ได้...


“แต่ก็ต้องยอมรับว่าปืนกระบอกนี้ของนายมันทำออกมาได้ดีเจ้าลูกเสือ แต่ว่านะไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหรือจะมีตัวช่วยดีเลิศอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของพลแม่นปืนมันก็อยู่ที่ฝีมือ
ล้วนๆ”

อเล็กซ์มองด้วยหางตาขณะที่มือเริ่มทำความสะอาดชิ้นส่วนปืนไป “นั่นเป็นคำแนะนำในฐานะผู้บัญชาการทหารรับจ้างหรือว่าในฐานะอดีตนักฆ่ากันครับ?”

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นล่ะ...”

“ถามจริง อะไรกันที่ทำให้คุณออกจากหน่วยไปทั้งที่ฝีมือแบบคุณน่าจะเป็นหัวหน้าได้ดีกว่ายัยฮอว์คอายส์แท้ๆ” อเล็กซ์เริ่มเป็นฝ่ายถามบ้าง ชายหนุ่มในตอนนี้มีความสงสัยอยู่ในใจถึง
เรื่องที่บูลอายส์ออกจากหน่วยไปบริหารบริษัททหารรับจ้างอย่าง D.S.S.S. กันที่พอจะเดาได้คือไม่ใช่เพราะเรื่องเงินแน่

“แล้วนายอยากรู้ไปเพื่ออะไรล่ะ มันทำให้ยิงปืนแม่นขึ้นรึไง?”

“เอาน่ารีบๆบอกมาเถอะ!”

บูลอายส์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับถอนหายใจออกมาดังหนึ่งที “เฮ้อ! เด็กสมัยนี้มันใจร้อนกันจริงๆ เหตุผลง่ายๆมันคือสัญญาที่ฉันให้ไว้กับคนๆนึงน่ะ”

“สัญญา? สัญญาอะไรแล้วกับใครกันล่ะหรือว่าสัญญากับยัยฮอว์คอายส์เอาไว้”

“ไม่ใช่ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์หรอก... แต่เป็นผู้บัญชาการคนก่อน ‘เร้ดวูล์ฟ’ ต่างหากล่ะ”


หลังเอ่ยชื่อนั้นออกมาอเล็กซ์ก็มีอาการหูผึ่งด้วยความสนใจทันที ชื่อที่ไม่ว่าใครในฐานทัพนี่หากลองได้เอ่ยขึ้นมาแล้วก็ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก เร้ดวูล์ฟ อดีตผู้บัญชาการองค์กร สเป็คเตอร์ รุ่นแรกสุด
ชายผู้เป็นดั่งตำนานของหน่วย ขึ้นชื่อว่าลึกลับจนไม่มีใครล่วงรู้ว่าตัวตนจริงๆนั้นเป็นใครหรืออะไรกันแน่ ในข้อมูลแฟ้มประวัติที่อเล็กซ์เคยอ่านเกี่ยวกับคนๆนี้มีข้อมูลออกมาน้อยมากแม้แต่หน้าตาเอง
ก็ถูกปิดเอาไว้ภายใต้หน้ากากโม่งสีดำเพนท์ลายกะโหลกหมาป่าแดงเอาไว้ เรียกว่าลึกลับราวกับเป็นแค่ตัวตนที่ไม่มีอยู่จริงซะอย่างนั้น

แต่ที่ยืนยันได้ หากเป็นคำสั่งของเร้ดวูล์ฟไม่ว่าใครในหน่วยก็ต้องทำตามอย่างไม่มีข้อกังขา รวมถึงสัญญาที่บูลอายส์ให้เอาไว้ด้วยเช่นกัน


“หัวหน้าน่ะ บอกว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ให้ฉันออกจากหน่วยไปก่อตั้งกองกำลังใหม่ขึ้นมา เป็นหลักประกันว่าถึงสเป็คเตอร์จะล่มไป ก็จะยังมีคนต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากการก่อการร้ายทางชีวภาพ
อยู่ เหมือนเขาจะคิดถูกสเป็คเตอร์เกือบจะล่มเอาก็คราวนั้นใน ‘วันล่าเงา’ นั่น”

“ก็พอจะได้ยินอยู่ได้ข่าวว่าวันนั้นสเป็คเตอร์เกือบจะล่มเพราะเจ้าคนที่ชื่อว่าโครว์นั่น ไม่รู้ว่ามันเป็นใครเหมือนกันแต่ร้ายกาจแบบนั้นคงจะเอาไว้ไม่ได้จริงไหม” อเล็กซ์พูดโดยที่ยังไม่ลืมความน่ากลัว
ของโครว์อาวุธล่าสังหารมีชีวิตที่อยู่ในร่างของคนที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ เป็นคนที่เกือบจะล้างบางพวกสเป็คเตอร์ได้แล้วในคราวนั้น

“เราเสียคนดีๆไปมากในวันล่าเงาคราวนั้นทุกคนเจอกับความสูญเสียหมด โดยเฉพาะฮอว์คอายส์วันนั้นถือว่าเธอเป็นคนที่สูญเสียมากที่สุด” บูลอายส์ยื่นเอาอะไรบางอย่างให้อเล็กซ์มันคือรูปถ่ายเก่าๆ
ใบหนึ่ง “ดูที่คนทางขวาสุด...”

“คนที่ว่านี่คือ...”

“ริโก้ วิลโบสกี้ สามีของ ฮอว์คอา- ไม่สิ มิชเชล... คนที่ฆ่าเขาคนนี้นายคงเดาได้ใช่ไหมว่าเป็นใคร”

แทบไม่ต้องเดาก็รู้คำตอบในใจกันดีอยู่แล้ว “โครว์...”


อเล็กซ์ตอบอย่างไม่ลังเลเลยทีเดียวหากจะมีใครที่ทำอะไรแบบนั้นได้ก็มีแค่คนๆเดียวเท่านั้นที่พอจะนึกออก ชายหนุ่มมองดูภาพถ่ายของ ริโก้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางคิดถึงสิ่งที่ฮอว์คอายส์ต้องรู้สึกในวันนั้น
วันที่เธอต้องสูญเสียคนที่เธอรักไปแถมอเล็กซ์ยังเคยได้ยินมาจากนุสด้วยว่าในวันนั้นเธอได้ช่วยดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของฮอว์คอายส์เอาไว้ด้วย การที่ภรรยาต้องเสียสามีและลูกสาวต้องเสียพ่อไป
พร้อมๆกันนั้นมันทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่อเล็กซ์มองแม่ของตัวเองยามที่เฝ้ารอ รอคอยพ่อที่อาจจะไม่มีทางกลับมาอย่างเลื่อนลอย วันแล้ววันเล่า ได้แต่หวังว่าสักวันจะได้เจอหน้ากันอีก

ไอ้ความรู้สึกของการเสียคนในครอบครัวไปนั้นอเล็กซ์เข้าใจดี มันต้องใช้ความอดทดและความเข้มแข็งในการผ่านมันไปเอามากๆ สำหรับผู้หญิงคนเดียวที่ต้องแบกรับอะไรหลายๆสิ่งไว้บนบ่า
จนอายุขนาดนี้มันเป็นอะไรที่หนักมากจนอเล็กซ์เดาไม่ถูกเลยจริงๆ


‘แจ้งเหตุฉุกเฉิน! แจ้งเหตุฉุกเฉิน! เรียกระดมพลเจ้าหน้าที่ทุกนายโดยด่วน ย้ำ! เรียกระดมพลเจ้าหน้าที่ทุกนายโดยด่วน’


เสียงสัญญาณฉุกเฉินที่เป็นเสียงของ ไอร์ม่า A.I. ประจำองค์กรได้ประกาศดังลั่นไปทั้งฐานแทบจะทุกซอกมุม ฟังดูแล้วคงเป็นเรื่องใหญ่ชวนปวดหัวแน่ๆถึงกับเรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนแบบนี้


“อเล็กซ์นายอยู่ไหน ตอบด้วย เปลี่ยน!”

“นี่อเล็กซ์พูด มีอะไรครับหัวหน้า?” อเล็กซ์รีบตอบกลับหลังได้ยินเสียงของอาเชอร์ดังขึ้น

“มารวมตัวกันที่ห้องประชุมของหน่วยด่วนเลย พาคุณคนาฟท์มาด้วย”


การสื่อสารถูกตัดไปฟังจากน้ำเสียงของอาเชอร์แล้วก็ดูจะเครียดเอามากๆทั้งที่ปกติดเจ้าหล่อนออกจะสงบเยือกเย็นและจัดการเรื่องทุกอย่างได้แบบสุขุมแท้ๆ ทำให้ต้องคิดเผื่อเอาไว้เลยว่าอะไรก็ตาม
ที่ทำให้คุณเธอออกอาการตื่นได้ขนาดนี้ มันต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่... ใหญ่มากๆด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้อเล็กซ์เลยต้องทิ้งทุกอย่างเอาไว้ในห้องซ้อมเอาไปแต่อุปกรณ์สื่อสารและบัตรประจำตัวเท่านั้น เช่นเดียวกับบูลอายส์ที่คว้าเอาแค่บัตรผ่านไป เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นดูจะสำคัญมาก
เพราะไม่ถึงนาทีคนทั้งฐานก็เริ่มอยู่ไม่สุข ส่งเสียงเอะอะบ้าง วิ่งไปวิ่งมากันให้วุ่นบ้าง ราวกับกำลังจะมีเหตุการณ์โลกแตกเกิดขึ้น


หรือว่าครั้งนี้จะเป็นแบบนั้นจริงๆ


ถึงจะเกิดเหตุวุ่นวายแบบฉับพลันขึ้นยังไงอเล็กซ์ก็ต้องไปรวมตัวกับทีมต่อ ห้องประชุมที่ว่านั่นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของหน่วยเป็นเหมือนแหล่งรวมตัวพูดคุยสำหรับสมาชิกทีมสเป็คเตอร์ทั้งสองทีม
และผู้นำของหน่วยสนับสนุนอย่าง ฮาวด์ และ แบล๊คพีเจี้ยน การที่เรียกมารวมตัวในห้องนี้ก็แสดงว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนควรรับรู้เอาไว้ นั่นคือสิ่งที่อเล็กซ์คิดอย่างคร่าวๆ

สักพักอเล็กซ์ก็มาถึงหน้าห้องชายหนุ่มรีบจัดเนื้อจัดตัวให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง ตอนนี้มีคนมาเกือบจะครบแล้วยังดีที่เขาไม่ได้มาช้าที่สุด ตอนนี้ทั้งสมาชิกของ สเป็คเตอร์ ฮาวด์
และแบล็คพีเจี้ยนต่างก็มารอกันเกือบครบแล้วอีกไม่นานคงจะเริ่มประชุมกันได้


ฮอว์คอายส์ที่นั่งอยู่ระหว่างกลางเป็นเหมือนประธานการประชุมกวาดตามองไปรอบๆก่อนพูดขึ้น “ท่าทางจะมากันครบเป็นส่วนใหญ่แล้วสินะ บางคนอาจจะรู้แล้วว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่ส่วนใหญ่
อาจจะยังไม่รู้ที่ต้องเรียกทุกคนในตอนนี้มันมีเหตุผลมาจากเรื่องนี้....”


ผู้บัญชาการหญิงดีดนิ้วเป็นสัญญาณหนึ่งครั้งฉับพลันทั้งห้องก็เกิดมืดลงในทันทีพร้อมกับภาพฉายที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอภายในห้องพร้อมกับเสียง มันเป็นภาพรายงานสดของช่องข่าว
ที่กำลังออกอากาศอยู่ ณ ตอนนี้แต่ที่แปลกคือมันไม่ได้แสดงจากช่องข่าวแค่ช่องเดียว แต่ยังแสดงมากกว่ายี่สิบช่องและทุกช่องต่างรายงานไปในสถานที่และเหตุการณ์เดียวกันหมดนั่นคือ
ที่ ลอนดอน สหราชอาณาจักร


“ดิ ฉัน ซาแมนท่าห์ ซีบิล รายงานสดจาก ทราฟาลก้า สแควร์ ที่ๆตอนนี้ได้เกิดเหตุประหลาดขึ้นใจกลางกรุงลอนดอน ได้มีการปรากฏตัวขึ้นของควันสีดำประหลาด เบื้องต้นตอนนี้กรมตำรวจ
ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบและปิดล้อมเส้นทางเอาไว้ไม่ให้ใครเข้าไปค่ะ ขณะที่มีประชาชนมากมายมารวมตัวกันที่นี่- เดี๋ยวก่อนนะคะมีบางอย่างเกิดขึ้นค่ะ”



นักข่าวหญิงได้หันไปยังทิศทางที่มีควันสีดำพวยพุ่งออกมาตรงใจกลางจัตุรัสของเมือง อยู่ๆเหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้องของพวกเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันที่ถูกส่งเข้าไปก่อนหน้านี้ดังลั่นออกมา
นักข่าวหญิงและตากล้องจำต้องแหวกฝูงชนเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในนั้น สิ่งที่พอจะเห็นได้ก็คือกลุ่มควันสีดำหนาทึบที่แบจะไม่มีแสงที่ไหนส่องทะลุผ่านเข้าไปได้
และมันก็ไม่ใช่ควันดำที่เกิดจากการเผาไหม้แต่ควันแบบนี้อเล็กซ์รู้จักและยังจำมันได้ดี


ควันดำประหลาดที่เหมือนกับของโครว์


สักพักใหญ่ๆหลังจากที่กลุ่มควันเริ่มขยายวงกว้างออกไปจนเกือบจะกลืนทั้งจตุรัสได้แล้ว ก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากใจกลางของกลุ่มควันนั้นแม้จะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร แต่พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ก็เริ่มจะทยอยกันประชาชนที่ล้อมวงอยู่รอบนอกจัตุรัสเอาไว้ และบางส่วนเริ่มเห็นท่าไม่ดีพากันถอยออกห่างจากพื้นที่ของจตุรัสเมืองออกไปให้ไกลที่สุดแต่ไม่ใช่กับนักข่าวและตากล้องที่ยังคงอยู่กับที่
โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายหรือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นหลังจากนี้


“มีบางอย่างกำลังออกมาจากกลุ่มควันสีดำพวกนั้นค่ะดูๆแล้วน่าจะเป็นพวกเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งเข้าไปก่อนหน้านี้.... คุณพระช่วย!”


เสียงอุทานเต็มไปด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง เช่นเดียวกับประชาชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากวงนอก ต่างก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนักขณะที่ร่างของ
พวกเจ้าหน้าที่กำลังออกมาจากกลุ่มควันสีดำ แต่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นทำให้ทุกคนแม้แต่พวกสเป็คเตอร์ที่มองดูอยู่จากหน้าจอต้องตกอยู่ในอาการเดียวกัน


“กรร!!”


ร่างของพวกเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารพิษสีเหลืองเดินออกมาจากควันในสภาพที่ผิดมนุษย์มนา การขยับเคลื่อนไหวด้วยการคลานสี่ขาราวกับสัตว์ เนื้อตัวมีเลือดท่วมย้อมทั้งร่างจนเป็นสีแดง
ยังไม่นับหนามแหลมคมประหลาดที่ผุดออกออกมาจากร่างกายราวกับหนามของตัวเม่น และที่สำคัญคือดวงตาสีแดงเรืองแสงที่จับจ้องมองมาที่ประชาชนโดยรอบราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังมองเหยื่อ
ของมัน

ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ว่าประชาชนที่เห็นแบบนั้นแล้วก็พากันส่งเสียงกรีดร้องและรีบวิ่งถอยหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต นักข่าวสาวที่เห็นดังนั้นเลยรีบเผ่นตามคนอื่นไปขณะที่ตากล้อง
ยังคงรอช้าอยู่แบบนั้นก่อนจะเริ่มทิ้งกล้องและเผ่นไปด้วยอีกราย ทันทีที่กล้องตกถึงพื้นการถ่านทอดสดก็หยุดชะงักไป เช่นเดียวกับช่องสำนักข่าวอื่นๆที่พากันหลุดการออกอากาศไปกันหมด

ทั้งห้องประชุมตกอยู่ท่ามกลางความเงียบและเสียงกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังนิ่งเฉยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหนึ่งในนั้นคือฮอว์คอายส์ที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุด


“อย่างที่เห็นตอนนี้เรากำลังเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เบื้องต้นการตรวจสอบเรารู้แล้วว่าควันสีดำนั่นเป็นผลผลิตที่มาจากโครว์ นี่คงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน คาดอว่าอีกไม่นาน ลอนดอน
ทั้งเมืองจะต้องเจอกับหายนะครั้งใหญ่แน่ นี่อาจจะเป็นภารกิจที่หนักที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาเลยก็ว่าได้และฉันไม่รับปากว่าทุกคนจะรอดจากภารกิจนี้เพราะงั้น...” ฮอว์คอายส์ยืนขึ้นอย่างช้าๆ
ก่อนจะมองไปที่ทุกคนภายในห้อง “ถ้าใครอยากจะถอนตัวตอนนี้ฉันจะไม่ห้ามและจะไม่มีการถือโทษใดๆทั้งสิ้น ประตูอยู่ทางนั้น...”


ประตูที่ว่าคือประตูทางเข้าที่ทุกคนต้องเข้ามาเมื่อตอนต้น นั่นหมายถึงใครก็ตามที่ก้าวขาออกจากห้องนี้ไปจะถือว่าไม่ขอเข้าร่วมในภารกิจครั้งนี้ บรรยากาศทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด
แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่มีแต่ความเงียบแท้ๆทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ทุกคนกลับเลือกที่จะนั่งเฉยไม่มีใครคิดจะขยับตัวหรือแสดงอาการหวาดวิตกออกมาให้เห็นแม้แต่คนเดียว และนั่นคือคำตอบ
ของทุกคนในห้อง


“เริ่มปฏิบัติการได้ เราจะส่งหน่วยลาดตระเวนไปสืบข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก กองกำลังรบหลักทุกหน่วยของฮาวด์ติดอาวุธเต็มอัตราศึกพร้อมรอคำสั่งทุกเมื่อ หน่วยฟอกซ์รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มี
ให้มากที่สุด ติดต่อกับกองกำลังพันธมิตรแจ้งเตือนเอาไว้ แบล๊คพีเจี้ยนเตรียมกำลังเสริมพร้อมทำการสนับสนุนเมื่อถึงภาวะฉุกเฉิน ส่วนพวกนาย...” ฮอว์คอายส์สั่งงานให้กับทุกหน่วย
ก่อนจะหันมาทางทีมสเป็คเตอร์ที่รอคำสั่งอยู่ “ไปเจอกันที่ห้องวางแผนเขตของสเป็คเตอร์ในสิบนาที แยกย้ายได้”


สิ้นคำสั่งทุกคนในทีมก็พากันลุกขึ้นแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อการประชุมย่อยอีกที อเล็กซ์มองไปรอบๆอย่างใจเย็นก่อนจะตามคนอื่นๆไป ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มเริ่มฟ้องแปลกๆว่าในภารกิจครั้งนี้
อาจจะมีบางอย่างมากกว่าที่เห็นอยู่ ณ ตอนนี้ก็เป็นได้









************************************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 456

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 12 พ.ย. 2019, 16:34

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)27/1

เจอตัวเป้งแล้วสิ โครว์มาเองเนี่ยนะ
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน