The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP26)10/11/63

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 474

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 08 มิ.ย. 2019, 00:08

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP23)11/4

Episode 24 : Way of the blade


วัล ‘วัลคิลลี่’


“ต่อไป!”

เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและหยาบกระด้างของหญิงสาวรูปร่างผอมบางที่กำลังถือดาบคาตานะเข้าฟาดฟันกับภาพโฮโลแกรมเสมือนจริงในห้องฝึกซ้อม
ของกลุ่มสเป็คเตอร์อย่างเอาเป็นเอาตายเป็นคำสั่งง่ายๆที่จะให้ห้องจำลองการรบสร้างศัตรูชุดใหม่ออกมาให้ต่อสู้เรื่อยๆและวัลคิลลี่มองดูรันฟาหญิงสาวลูกครึ่งเอเชีย-อเมริกัน
ทำแบบนี้มาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว หลายชั่วโมงที่เธอมองผ่านหน้าต่างนิรภัยภายในห้องควบคุมเธอเห็นรันฟาจับดาบสู้กับศัตรูในห้องจำลองการรบไม่ว่าจะเป็น ทหารฝ่ายศัตรู
ซอมบี้ สวีปเปอร์ หรือแม้แต่ทาล่อนก็ตามหญิงสาวเอาแต่สู้ สู้ สู้ และก็สู้ไม่หยุดแม้ว่ามองจากตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังฝืนร่างกายตัวเองอยู่

ตามเนื้อตัวของรันฟาที่วัลคิลลี่มองเห็นจากตรงนี้นอกจากสีหน้าที่โทรมลงมากจากการต่อสู้เป็นเวลานานจนเหงื่อท่วมทั้งร่างเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาหยกๆ ยังรวมไปถึง
รอยบอบช้ำที่เกิดจากตัวช๊อตไฟฟ้าที่ติดตั้งเอาไว้กรณีที่โดนภาพโฮโลแกรมโจมตีก็จะได้รับความเสียหายเหมือนโดนโจมตีจริงๆแม้จะถูกเซ็ตเอาไว้ให้ไม่รุนแรงถึงตาย
แต่การที่สู้มาอย่างต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงก็ต้องมีพลาดกันไปบางในหลายๆครั้งจนตามจุดที่มีขั้วไฟฟ้าติดตั้งเริ่มมีรอยไหม้เล็กๆบางส่วน ยิ่งไปกว่านั้นตรงฝ่ามือที่เคยเรียวบาง
สวยของรันฟาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเลือดอันเป็นผลมาจากการจับดาบเหวี่ยงไปมาเป็นเวลานานจนผิวมือเริ่มแตกเป็นแผล สภาพตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มและสงบนิ่งดุจสายน้ำเลยสักนิด

วัลคิลลี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรันฟาในภารกิจเมื่อสองวันก่อนนี้กันแน่ แต่ว่าที่แน่ใจคือหลังจบภารกิจกลับมารันฟานั้นมีท่าทีแปลกไปอย่าเห็นได้ชัด ทั้งเริ่มเก็บตัวไม่สุงสิง
กับใคร ไม่ว่าจะออกไปไหนก็มักจะพกดาบติดตัวตลอดเวลาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไป แววตาที่เริ่มแข็งกร้าวไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ทำเอาวัลคิลลี่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไป
ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


“เธอเอาแต่สู้แบบนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว สองวันที่ผ่านมานี่เอาแต่ทำแบบนี้ไม่ได้หยุดเลย” อเล็กซ์พูดขึ้นขณะที่วัลคิลลี่กำลังจ้องมองดูรันฟาหวดกับพวกสวีปเปอร์
โฮโลแกรมอยู่

“ยัยนั่นไปเจออะไรมาก็ไม่รู้ล่ะนะ แต่มาทำแบบนี้มันเหมือนจงใจฆ่าตัวตายทางอ้อมชัดๆนายไม่คิดจะเข้าไปหยุดเลยรึไงเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”

“ถ้าคิดว่ามันง่ายนักเธอก็ลองไปทำเองสิ ขนาดฉันจะเข้าไปคุยด้วยตั้งหลายรอบก็เกือบจะถูกดาบนั่นหั่นร่างไปแล้ว ตอนนี้พูดไปยัยนั่นคงไม่ฟังหรอก” อเล็กซ์ตอบวัลคิลลี่
และเธอก็เห็นด้วยกับคำตอบนั่น ตอนนี้อีกฝ่ายไม่อยู่ในสภาพที่จะรับฟังใครทั้งนั้น ต่อให้ฝืนไปพูดด้วยก็คงไม่ได้ความอะไรนอกจากจะทำให้เรื่องมันแย่ลงก็เท่านั้น


ยิ่งผ่านไปนานความเฉียบคมของดาบที่รันฟาใช้ก็เริ่มลดน้อยลง วัลคิลลี่มองมันออกแม้ว่าจะไม่ได้ชำนาญเรื่องดาบมากนักแต่การฝึกกับรันฟาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เธอ
เริ่มจะจับทางดาบออกบ้างและที่เห็นตอนนี้มันไม่เหมือนกับรันฟาอย่างเช่นทุกที มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่งไม่สนอะไรนอกจากการล่าและสังหารเหยื่อที่หมายตาเอาไว้
เท่านั้น

ใจจริงแล้ววัลคิลลี่เองก็อยากจะเข้าไปห้ามแต่ก็อย่างที่เห็นขืนเข้าไปขวางสุ่มสี่สุ่มห้าจะโดนหั่นเป็นสองท่อนเอา เด็กหญิงนั้นเข็ดแล้วกับการประดาบกับอีกฝ่ายนี่ยังระบมไม่หาย
จากการประลองครั้งล่าสุดเลยซะด้วยซ้ำ แต่จะปล่อยไว้แบบนี้มันก็ไม่ได้ซะด้วยคิดแล้วเรื่องนี้มันก็น่ารำคาญอยู่นิดๆนะเนี่ย!


วืด!


เสียงของประตูไฟฟ้าเปิดออกจากด้านหลัง วัลคิลลี่และอเล็กซ์หันไปดูพร้อมๆกัน ที่เดินเข้ามานั้นก็คือชายแก่ที่ชื่อว่าโยฮันอะไรนี่ล่ะท่าทางของตาลุงนี่ก็ดูจะไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่
ซะด้วย เอาเข้าจริงแล้ววัลคิลลี่รู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายเท่าไหร่ ทั้งท่าทางที่ขึงขังบึ้งตึงไม่ค่อยเปลี่ยนสีหน้าแถมถ้าไม่ได้คิดไปเองวัลคิลลี่รู้สึกได้ถึงจิตแรงกล้าบางอย่างที่
ชายแก่คนนี้ปล่อยออกมาในบางครั้งด้วย คนประเภทนี้นี่ล่ะที่อันตรายเพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็มองธาตุแท้ไม่ออก


“ว่าไงปู่ยังอยู่ที่นี่อีกรึไงครับ?” อเล็กซ์ที่ยืนอยู่ข้างๆเริ่มเป็นฝ่ายเปิดประเด็นคำถามก่อน แถมฟังจากน้ำเสียงแล้วท่าทางอเล็กซ์จะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่โยฮันโผล่มาแบบนี้

“ข้ามาที่นี่มันผิดนักรึไงไอ้หนุ่มหรือที่นี่จะมีกฏว่าห้ามเดินเพ่นพ่านตามทางเดินน่ะ?” โยฮันย้อนถามกลับไปด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลยสักนิด ชายแก่ทำเพียงแค่
หยิบเอาซิการ์ขึ้นมาจุดแล้วสูบเอาควันอัดเข้าปอดแบบไม่เกรงใจว่าจะมีเด็กแบบเธอยืนอยู่ตรงนี้


เด็กหญิงรู้ดีว่าทำไมอเล็กซ์ถึงได้แสดงท่าทางไม่พอใจกับการปรากฏตัวของชายแก่คนนี้ หากจะให้พูดตรงตัวเลยก็คือชายแก่ที่กำลังยืนสูบซิการ์สบายใจเฉิบอยู่ตรงหน้านี้
คือสาเหตุที่ทำให้รันฟากลายเป็นแบบนี้ไป ถึงจะยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างภารกิจแต่ว่าหลังกลับมานั้นรันฟาก็มีสภาพอย่างที่เห็นจนหลายคน
รู้ได้เลยว่าโยฮันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย


“ทำพรรคพวกของตัวเองเป็นแบบนั้นแล้วยังกล้าพูดอีกนะครับ คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันจะช่วยอะไรได้รึไง?” อเล็กซ์ยังคงไม่หยุดหาเรื่องกับชายแก่ที่อยู่ตรงหน้า
สายตาของชายหนุ่มที่วัลคิลลี่เห็นมันฟ้องชัดว่าพร้อมจะมีเรื่องได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายต้องการ

“อะไรกันไอ้หนูถ้าจะพูดเรื่องแค่นี้ก็เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นที่มันมีสาระกว่านี้ดีกว่าไหม”

“เดี๋ยวก่อนสินี่จะบอกว่าเรื่องของรันฟาเป็นเรื่องไร้สาระเหรอ รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมาน่ะ!” อเล็กซ์เริ่มแสดงอาการฉุนออกมานิดๆ ซึ่งท่าทีของโยฮันมันก็ชวนให้คิดอะไรแบบนี้
จริงๆ

โยฮันสูบซิการ์ก่อนจะพ่นควันออกมา “คิดว่าในวงการนี้มันจะมีแต่เรื่องสวยงามรึไงไอ้หนู ยอมรับเถอะโลกของพวกเรามันก็เป็นแบบนี้ใครที่ไม่เข้มแข็งพอก็ต้องเจอกับเรื่อง
โหดร้ายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะนายหรือแม่หนูน้อยข้างๆนาย ไม่เว้นแม้แต่ยัยตุ๊กตานั่นด้วย”

“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วน่าตาเฒ่า! ก็แค่บางทีไอ้วิธีการสุดโต่งของนายอย่างการลุยเดี่ยวมันก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไปหรอก มันจะทำให้คนในทีมตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
เหมือนอย่างรันฟาตอนนี้ไง!”

“นายพูดเหมือนกับพ่อนายเลยนะ แต่รู้อะไรไหมไอ้ความคิดอ่อนหัดแบบนั้นล่ะที่ทำให้หมอนั่นตายไป สำหรับพวกเราถ้าตายทุกอย่างคือจบ ไม่ว่าจะเรื่องโลกแตก
หรือเรื่องการเมืองบ้าบอทั้งหลายมันจะหายวับไปเมื่อกระสุนทะลวงเข้าหัวเราเพราะความอ่อนหัดไอ้หนู...”

“กร๊อด!”


คำพูดของโยฮันนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่อเล็กซ์รวมถึงวัลคิลลี่ด้วยเช่นกันโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าพูดจาพาดพิงถึงพ่อของอเล็กซ์เต็มๆนั่นด้วยถึงเจ้าหนุ่มจะไม่ได้ใส่ใจ
ในแง่นั้นก็เถอะ แม้จะมีส่วนถูกในสิ่งที่พูดมาแต่ก็เหมือนจะเป็นแนวคิดที่ออกจาสุดโต่งเกินไปหน่อย เห็นได้ชัดว่าชายแก่คนนี้ไม่เคยรู้จักคำว่าการทำงานเป็นทีมเลยสักนิด
เจ้าตัวที่ได้แต่ลุยเพียงคนเดียวมาตลอดระยะเวลาหลายปี คิดแล้วมันก็น่าเจ็บใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่เหมาะสมกับการเป็นหน่วยล่าสังหารนอกองค์กรเท่ากับชายแก่คนนี้
อีกแล้ว ทั้งเด็ดเดี่ยว ไร้หัวใจ ไร้ชีวิต มีแค่ภารกิจและการนองเลือดเท่านั้น

อเล็กซ์ที่ยืนตัวสั่นเพราะความโกรธอยู่ข้างๆวัลคิลลี่นั้นยังคงนิ่งข่มใจของตัวเองเอาไว้แม้ใจจริงเจ้าตัวคงอยากจะไปซัดหน้าแลกหมัดกับอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป น่าแปลก
ที่คราวนี้วัลคิลลี่กลับรู้สึกว่าตัวเองสงบใจลงได้ดีกว่าเก่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงลุยเข้าไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแน่


“ท่าทางแม่ตุ๊กตาในห้องนั่นกำลังใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว บางทีคงต้องรีบหยุดก่อนจะพิการดีกว่ามั้ง...” โยฮันมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่รันฟายังคงไล่ฟันศัตรูในห้องฝึก
อย่างไม่หยุดยั้งราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด ชายแก่ไม่รีรออะไรมากทำเพียงคว้าเอามีดเล่มหนึ่งเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าของห้องฝึก

“เดี๋ยวก่อนสิ! นายคงไม่คิดจะฆ่าเธอทิ้งหรอกใช่ไหม!”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าไอ้หนูฉันไม่ฆ่ายัยนั่นหรอก... ก็แค่จะเตะให้เลิกหัวร้อนก็เท่านั้น...” ว่าแล้วโยฮันก็เปิดประตูเดินเข้าไปในห้องโดยไม่สนว่าข้างในนั้นจะมีคมดาบของรันฟา
ที่กำลังอยู่สภาพไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารรออยู่ในห้อง วัลคิลลี่เห็นแบบนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าชายแก่จะลงมืออีท่าไหนเพื่อหยุดรันฟาลงท้ายก็รีบวิ่งตามเข้าไปติดๆ
ในขณะที่อเล็กซ์ดูจะยังไม่หายโมโหเลยไม่ได้ตามมา


วัลคิลลี่หยิบเอาดาบสำหรับฝึกซ้อมติดมาด้วยมันเป็นดาบที่มีรูปร่างไม่ต่างอะไรกับดาบคาตานะแบบไม้ที่มีขายตามท้องตลาด แค่วัสดุทำจากไมโครคาร์บอนไฟเบอร์
ที่มีความยืดหยุ่นแบบทั่วไปดูไม่มีอะไรพิเศษแต่เมื่อกดสวิตท์ที่ด้ามจับเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำออกมา คาร์บอนที่ตัวดาบจะจับตัวจนมีความแข็งพอๆกับไทเทเนี่ยม
อีกทั้งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ใช้นั้นยังสามารถช๊อตเข้าใส่เพื่อสร้างความเสียหายได้แบบเล็กน้อยด้วยมันอาจจะไม่รุนแรงถึงตายแต่ถ้าโดนเข้าที่ก็แสบใช่เล่น

วัลคิลลี่ต้องจับดาบแน่นพร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่ไม่คาดคิดอย่าลืมว่าตอนนี้รันฟาไม่ได้เป็นเหมือนรันฟาคนเดิมที่เธอรู้จักอีกแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเอาชนะในการประดาบ
ได้เลย ขนาดก่อนหน้านี้เธอยังไม่เคยเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยสักครั้งตอนประลองดาบ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็แทบไม่มีหวังจะชนะเลย ยังไงเสียตอนนี้ความคิดของเด็กหญิงมีเพียงแค่
เดินตามหลังของโยฮันไปและคอยระวังตัวทุกฝีก้าว

ภายในห้องเริ่มเข้าสู่คำว่าเละเทะเข้าไปทุกทีบนพื้นบนผนังแทบจะทุกที่เต็มไปด้วยรอยบากของคมดาบที่เฉือนเข้าใส่จนเป็นรอย คราบของเหงื่อและเลือดที่มองเห็นได้เป็นจุดๆ
ยิ่งทำให้ท้องไส้รู้สึกปั่นป่วนมากขึ้นไม่คิดว่ามันจะเป็นได้ขนาดนี้ และตรงหน้าที่เห็นนั้นรันฟายังคงจับดาบแกว่งไปมาราวกับคนบ้าไม่มีผิด แม้จะเป็นแบบนั้นโยฮันกลับไม่ได้แสดง
อาการหวาดวิตกอะไรออกมาเลยนอกจากอัดควันซิการ์เข้าปอดอึกสุดท้ายก่อนจะทิ้งก้นของมันลงบนพื้นแบบไม่แคร์สายตาใครสักนิด


“เฮ้! แม่ตุ๊กตาฉันว่าเธอหยุดเล่นฟันดาบสักหน่อยดีกว่าไหม ฟันให้ตายไปแค่ไหนมันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกถ้ามัวแต่มาฟันลมเล่นแบบนี้”

“ยังฝึกไม่จบ... ถ้ายังไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ไม่มีทางช่วยใครได้...” รันฟาทำเพียงแค่ตอบกลับมาก่อนจะหันไปสนใจศัตรูภาพจำลองต่อ สภาพในตอนนี้หญิงสาวแทบจะไม่ฟัง
ที่ใครพูดทั้งนั้น

“ก็นับถือในความตั้งใจนะแต่เธอลืมบางอย่างไป...”


เคร้ง!


“แค่ฟันใส่ภาพลวงตาน่ะมันไม่ทำให้เธอเป็นนักฆ่าที่เก่งขึ้นหรอก...”


ดาบของรันฟาถูกหยุดเอาไว้ด้วยมีดของโยฮันที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างเธอกับเป้าซ้อม ทันทีที่ถูกขวางแววตาของรันฟาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นแววตาของสัตว์นักล่าโดยสมบูรณ์
รันฟาจับดาบตวัดเข้าใส่โยฮันแบบไม่ลังเล วัลคิลลี่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รันฟาแสดงออกมานี่คงคิดจะฆ่าโยฮันให้ตายจริงๆแน่แบบนี้ต้องรีบเข้าไปช่วยเป็นการด่วน เด็กหญิงรีบ
จับดาบและเตรียมใจพร้อมที่จะเข้าไปช่วยโยฮัน


“ไม่ต้องเข้ามายัยหนู กับคนเสียสติแค่คนเดียวไม่จำเป็นต้องให้เด็กแบบเธอเข้ามาสอดให้เจ็บตัวฟรีหรอก” โยฮันรีบสั่งให้วัลคิลลี่ถอยออกไปขณะเดียวกันก็ถอยหลังหลบคมดาบ
ของรันฟาออกไปได้


ถึงจะไม่ได้เคลื่อนไหวรวดเร็วอะไรมากมายแต่ชายแก่คนนี้ก็มองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกเลยทำให้หลบไปอย่างสบาย ตรงกันข้ามกับรันฟาที่ตอนนี้ร่างกายโทรมไปทั้งตัว
อ่อนแรงจากการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน รวมทั้งอาการบาดเจ็บที่สะสมมาตลอดหลายวันจากการฝึก วัลคิลลี่มองออกเลยว่าที่รันฟาเคลื่อนไหวได้อืดอาดขาดความเฉียบคมลงนั้น
โยฮันคงจะรู้อยู่แล้ว แบบนี้มันก็พอจะมีลุ้นว่าจะหยุดรันฟาได้


“อย่ามายุ่ง!!”


เคร้ง!


แต่ถึงจะคิดแบบนั้นก็ใช่ว่ารันฟาจะเป็นหมูในฟาร์มที่ให้ใครเชือดได้ง่ายๆหญิงสาวที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ด้วยดาบยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าโยฮันที่ถนัดการต่อสู้ด้วยปืน แน่นอนแม้
ความเร็ว พลังทำลายและความเฉียบคมจะลดลงแต่ก็ยังมีอันตรายอยู่ดี วัลคิลลี่มองสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายในภาพรวมอยู่วงนอกอย่างใจเย็นที่สุด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า
ฝ่ายไหนจะได้เปรียบไปกว่ากัน


“เป็นอะไรไปดาบไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้เลยนะ ไอ้ที่พูดว่าถ้าไม่ฆ่าให้มากกว่านี้ก็ปกป้องใครไม่ได้คงแค่ราคาคุยมั้ง” ชายแก่เย้ยพลางชี้ปลายมีดใส่หน้ารันฟาที่กำลังอารมณ์
เสียอย่างเห็นได้ชัด

“หุบปาก!”


รันฟาตวาดเสียงดังลั่นก่อนจะเหวี่ยงดาบแนวขวางเล็งเข้าตรงลำตัวของโยฮันซึ่งชายแก่ก็รับมือด้วยการตั้งฉากคมมีดกับลำตัวรับแรงกระแทกเอาไว้ได้ทันก่อนที่คมดาบจะเข้าถึงตัว
แรงปะทะเมื่อครู่ลดลงไปจากก่อนหน้านี้มากจนถึงกับทำให้หนึ่งในดาบชั้นยอดที่สุดในโลกอย่างคาตานะไม่สามารถฟันทะลวงผ่านมีดทหารธรรมดาของโยฮันไปได้ ท่าทาง
เรี่ยวแรงของรันฟาเองก็แทบไม่เหลือแล้วขนาดจะยืนตรงๆยังแทบไม่อยู่ร่างกายที่บอบบางและเล็กไม่ต่างอะไรจากวัลคิลลี่นั้นต้องฝืนแบกรับภาระเกินขีดจำกัดมานานเกินไปจน
แทบจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ

โยฮันทำเพียงแค่ออกแรงปัดดาบออกไปเบาๆเท่านั้นคาตานะที่เคยอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารรุนแรงก็มีอันหลุดจากมือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของหญิงสาวซึ่งในตอนนี้มันทั้งล้า
และด้านชาจนไม่รู้สึกอะไร ผลของการต่อสู้ครั้งนี้จบเร็วและรู้ผลกันไปแล้ว


“จะยอมหยุดได้รึยังยัยหนูหรือจะต้องมาต่อยกสองกันอีกรอบ?” โยฮันถาม

“ยังหรอก... มันยังไม่จบ... ฉันยังสู้...”


ตุบ!


ไม่ทันขาดคำรันฟาก็ร่วงลงกับพื้นเหมือนอยู่ๆก็น๊อกไปเสียดื้อๆแทบจะไม่ต้องเดาอะไรให้มากมาย รันฟาหมดสติคาทีหลังจากนั้นจนวัลคิลลี่ต้องรีบมาดูอาการให้เป็นการด่วน
ถึงปกติแล้วเธอจะไม่ได้ชอบยัยหมวยลูกครึ่งนี่เท่าไหร่นักและก็ไม่ได้คิดอยากจะเป็นเพื่อนอะไรแบบนั้นด้วย แต่พอมาเห็นสภาพแบบนี้แล้วก็อดห่วงไม่ได้ว่าหลังจากนี้คงจะ
ไม่ได้เห็นหญิงสาวที่ใจเย็น ร่างเริง มองโลกในแง่ดีและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นคนนั้นอีกแล้ว


ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่คงต้องหาทางช่วยจริงๆนั่นล่ะ...


“ยัยบ้าเอ๊ย... เป็นได้ขนาดนี้เชียวแล้วแบบนี้ฉันจะดวลกับเธอเพื่อชิงดาบนั่นมาได้ยังไงกัน”

“อย่าห่วงเลยแม่หมาน้อย... ยังพอมีทางจะช่วยแม่ตุ๊กตาคนนี้อยู่”

“อย่าเรียกฉันว่าหมาน้อยนะ! แล้วจะช่วยยังไงตอนนี้แม่นี่น่ะไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้วนะ!” วัลคิลลี่โวยวายใส่โยฮันแบบชนิดที่ว่าพร้อมจะฉะกับโยฮันแน่หากจำเป็น ตั้งแต่เกิด
มายังไม่เคยเจอใครเลยที่ทำตัวกวนประสาทได้ถึงขนาดนี้ ไอ้ท่าทีที่มองยังไงก็ใจเย็นหักดิบและหยั่งธาตุแท้แทบไม่ออกพูดตามตรงว่ามันกวนใจเด็กหญิงไม่ใช่น้อยๆเลย


จะว่ายังไงก็ตามโยฮันดูจะไม่ใส่ใจสิ่งที่เธอพูดหรือท่าทางอาการไม่พอใจของเธอซะเท่าไหร่ ชายแก่อุ้มร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อและสภาพทรุดโทรมอย่างรุนแรงขึ้นมา ยังไงตอนนี้
คงต้องพักเรื่องตีกันนอกคิวไว้ก่อนสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือพารันฟาไปส่งห้องพยาบาลแล้วก็รักษาทุกอย่างตั้งแต่บาดแผลรวมถึงจิตใจของหล่อนด้วย ถ้าตื่นมายังทำตัวงี่เง่า
แบบเดิมไม่เลิกล่ะก็วัลคิลลี่คงต้องเอาโซ่ล๊อกคล้องติดเตียงเอาไว้แบบในโรงพยาบาลบ้าเลยถ้ามันจำเป็นนะ


“รันฟา! เป็นอะไรไหมนี่นายทำอะไรเธอเนี่ยตาเฒ่า!” อเล็กซ์ถาม

โยฮันส่งสายตาที่มองแล้วให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกมาให้ “อย่าทำเป็นเจ๊กตื่นไฟไอ้หนู แม่นี่แค่สู้ต่อไม่ไหวสลบไปก็เท่านั้นดวลกันได้แค่ดาบเดียวก็ร่วงไปแล้ว
สงสัยคงเหนื่อยจัดจนทนไม่ไหวร่างกายก็เลยน๊อกอย่างที่เห็น”

“งั้นต้องรีบพาเธอไปที่ห้องพยาบาลด่วนเลยส่งเธอมาให้ผมเร็วเข้า!”

“อย่าใจร้อนไอ้หนูลำพังแค่หมอธรรมดาคงรักษาได้แค่ร่างกายเท่านั้นล่ะ แต่สภาพจิตใจไม่ใช่ว่าร่างกายหายแล้วมันจะหายตาม ฉันจะพาแม่นี่ไปรักษาที่อื่นแทน” โยฮันปฏิเสธ
ที่จะส่งตัวรันฟาให้อเล็กซ์ไป วัลคิลลี่เองก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ก็เถียงไม่ได้ว่าที่โยฮันพูดมานั้นก็มีส่วนถูกจริงๆ ร่างกายน่ะหายได้ง่ายแต่จิตใจคงหายยากหน่อย


ที่น่าสงสัยคือใครหน้าไหนกันที่จะมาช่วยรันฟาเรื่องจิตใจที่เปลี่ยนไปซะแบบนั้น ดีไม่ดีตอนคุณเธอฟื้นขึ้นมาจะอาละวาดหนักกว่าเก่าซะอีกนี่ล่ะ...


“หมายความว่าไงกัน นี่คุณจะเอารันฟาไปนอกฐานจริงๆรึไง ทำแบบนั้นไม่ได้นะ!” อเล็กซ์พอได้ยินแบบนั้นก็รีบค้านและเขามาขวางทางออกกันไม่ให้โยฮันพารันฟา
ออกไปจากห้อง


แต่ว่าทันทีที่อเล็กซ์เข้ามาขวางสิ่งแรกที่วัลคิลลี่ได้เห็นจนชัดถนัดตานั่นก็คือใบหน้าและแววตาของโยฮันที่ตอนนี้จะเรียกว่าน่ากลัว หรือควรเรียกว่าน่าเกรงขามดีเพราะแววตาที่เห็น
นั่นมันฟ้องชัดว่าไม่พอใจที่อเล็กซ์เข้ามาขวางเท่าไหร่นัก และมันยังบอกได้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่าถ้าหากอเล็กซ์ยังดื้อเข้ามาขวางอีกล่ะก็ ชายแก่คนนี้คงจะจับชายหนุ่มหักคอแล้วทิ้ง
ศพไว้ข้างทางอย่างไม่ใยดีไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนนตัวนึงแน่


แววตาชวนสยองนั่นทำเอาทั้งเธอและอเล็กซ์ขยับตัวแทบไม่ออกกันไปตามๆกัน หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตสังหารแรงกล้าที่สยบได้แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของคนที่ร่ำลือกัน


“งั้นนายจะปล่อยให้แม่ตุ๊กตานี่เป็นเหมือนก่อนหน้านี้รึไง ถ้าไม่ล่ะก็ขยับก้นออกไปห่างๆแล้วก็หุบปากให้สนิท ถ้าไปหัดฝึกทำให้หัวเย็นลงได้ด้วยก็ดีไอ้หนุ่ม!” โยฮันตวาดลั่น
เป็นการเตือนให้อเล็กซ์ถอยออกไปและยังไม่ลืมที่จะพูดเชิงสั่งสอนอเล็กซ์ว่าให้หัดใจเย็นด้วยอีกต่างหาก


ปกติแล้วอเล็กซ์จะเป็นคนที่แข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอ ใจร้อนและหัวรั้นเกินมนุษย์จนเหมือนไม่มีใครจะหยุดได้เวลามีเรื่องกันจริงๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่วัลคิลลี่เห็นชายหนุ่ม
ออกอาการหวาดเกรงและไม่คิดจะขัดขืนโยฮัน ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบนี้จะเป็นคนที่รู้จักกับพ่อของเธอด้วยชักอยากรู้ซะแล้วว่าพ่อของเด็กหญิงนั้นทนอยู่กับคนอันตรายแบบนี้
ได้ยังไงกัน

อเล็กซ์ยังคงยืนนิ่งขวางประตูอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนท่ามกลางความเงียบที่กำลังก่อตัวขึ้นจนน่าอึดอัด วัลคิลลี่ทำได้เพียงแค่รอดูท่าทีของสถานการณ์ว่ากำลังจะเปลี่ยนไปในทาง
ไหนหากเกิดอะไรขึ้นมาในตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟที่ถูกโยนเข้าไปในห้องที่อัดแน่นไปด้วยดินปืนพร้อมจะระเบิดตูมตามออกมาเป็นพลุวันชาติในคราวเดียว


“ก็ได้... พาเธอออกไปซะสิ...” อเล็กซ์ยอมถอยออกมาตามคำขอซึ่งที่จริงมันเหมือนเป็นการบังคับทางอ้อมมากกว่า ชายหนุ่มยอมถอยออกด้านข้างเปิดทางให้โยฮันผ่านไป
แต่โดยดี

“ขอบใจ” โยฮันพูดก่อนจะก้าวขาเดินผ่านอเล็กซ์ไปแต่ก่อนที่จะทันได้ออกไปนอกห้องเพียงก้าวเดียว

“แต่ขอเตือนถ้าคราวหน้าคุณยังทำอะไรให้รันฟาต้องเป็นแบบนี้อีก ได้รู้กันแน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคุณจะเป็นนักฆ่ามือพระกาฬ ทหารในตำนาน หรือพระเจ้ามาจากไหนก็ช่าง
แต่ถ้ามาทำอะไรหมาๆแบบนี้อีกอย่าหาว่ารังแกคนแก่ก็แล้วกัน...”


อเล็กซ์พูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยแววตาและสีหน้าที่ดูจะไม่ต่างกับโยฮันก่อนหน้านี้มากนักถึงจะรู้สึกกดดันไม่เท่า แต่แววตาและน้ำเสียงนั้นบอกไปในทางเดียวกันว่าไม่ได้ล้อเล่น
หรือพูดขู่เฉยๆ มันเหมือนกับสัตว์ร้ายที่หลับใหลมาเป็นเวลานานได้ถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับแรงเกรี้ยวกราดเต็มที่


“จะระวังก็แล้วกัน... นี่ยัยเปี๊ยกฉันว่าเธอคงต้องมากับเราด้วย”

“หา!? เรื่องอะไรเนี่ยตาแก่ทำไมฉันต้องไปกับนายด้วยล่ะ?”

“อย่าถามมากน่ารีบตามมาซะ เว้นแต่เธอจะอยากนอนตีพุง เกาตูดไปวันๆจนกว่าจะมีงานใหม่เข้ามาล่ะ”

“ฮึ้ย! รู้แล้วน่าตาแก่ไม่ต้องพูดให้เห็นภาพก็ได้มันแสลงหูยังไงก็ไม่รู้!” วัลคิลลี่โวยขึ้นมาในทันทีก่อนจะเดินตามโยฮันไปแต่โดยดี ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่ามารยาทซะจริงๆ
พูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย ชักอยากรู้ขึ้นมามากกว่าเดิมซะแล้วว่าพ่อของเธอทนอยู่กับคนแบบนี้ได้ยังไงกัน



-------------------------------------------------------------------------------------------------



ผิง รันฟา

ปวดไปหมดทั้งตัว...

นี่คือสิ่งเดียวที่หญิงสาวรู้สึกได้หลังได้สติจากการล้มฟุบเอาตอนที่อยู่ในห้องฝึก ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดทั้งหลายที่มาจากการโหมฝึกอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
รันฟาไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานแค่ไหนเหมือนกันและก็ไม่คิดสนด้วย สิ่งที่จำได้ก่อนจะหมดสติคือเธอเผชิญหน้ากับโยฮันและเข้าเล่นงานทหารแก่คนนั้นและเธอยอมรับเลยว่า
เธออยากจะฆ่าชายแก่คนนั้นจริงๆ และหญิงสาวไม่คิดสนใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไง ความคิดของเธอตอนนี้มีแค่ว่าหากเจอศัตรูอยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบจัดการก่อนที่จะโดนจัดการ
ซะเอง ชิงลงมือฆ่าก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกฆ่ากฎง่ายๆที่ก่อนหน้านี้หญิงสาวพยายามเลี่ยงและปฏิเสธมันมาตลอด มันเหมือนประชดกันจริงๆที่ตอนนี้เธอกลับยอมรับมันได้
อย่างไม่มีข้อกังขา

สิ่งที่รับรู้ได้เรื่องถัดมาคือเธอกำลังอยู่ในรถตู้คันหนึ่งที่รู้ได้เพราะเพดานหลังคาของตัวถังรถเป็นสิ่งแรกที่หญิงสาวมองเห็นหลังฟื้นขึ้นมาและถัดจากนั้นคือความรู้สึกอึดอัดตรงข้อมือ
และข้อเท้าไม่นับกับผ้าที่ถูกเอามาพันรอบตัวเธอจนเหมือนกับมัมมี่ยึดติดเอาไว้กับเตียงพับตัวเล็กที่ถูกวางเอาไว้ภายในรถตู้คันนั้นจนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว


“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!” รันฟาอุทานลั่นขณะที่พยายามดิ้นให้หลุด

“ว่าไงฟื้นแล้วเหรอแม่ตุ๊กตา ให้ตายเธอเองก็ขี้เซาใช่เล่นหลับไปสิบกว่าชั่วโมงเห็นจะได้มั้ง” เสียงทักทายหลังฟื้นของโยฮันดังขึ้นมากวนประสาทเธอเล่นๆ บอกตามตรงว่า
เธอชักจะเหม็นขี้หน้าอีตานักรบแก่คนนี้จริงๆ

“เหอะ! น่ารู้ซะไม่มีล่ะปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!” รันฟารีบดิ้นไม่มาอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากการถูกพันธนาการแต่เหมือนโยฮันจะเตรียมการมาดีเพราะรู้ว่าหากหลุดไปได้
เธอเล่นถึงตายแน่ และหญิงสาวเองก็อยากจะทำแบบนั้นซะแล้ว

“ไว้ถึงที่หมายแล้วจะปล่อยออกมาแล้วกัน อยู่นิ่งๆไปก่อนถ้าปวดฉี่ก็ฉี่ออกมาเลยไว้ค่อยไปล้างกันอีกที” โยฮันตอบกลับและยังไม่ลืมที่จะพูดกวนประสาทถึงสภาพของรันฟา
ในตอนนี้มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก


ถึงจะนอนอยู่ตรงมุมนี้แต่หญิงสาวก็พอจะเห็นอะไรได้ชัดบ้างตอนนี้เธอกำลังหันหน้าไปทางฝั่งเบาะหน้าของรถมีโยฮันกำลังขับรถตู้คันนี้แบบสบายๆไม่รีบร้อนอะไรขณะที่วัลคิลลี่
ซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะด้านข้างคนขับไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวทำเพียงแค่ส่งสายตามองมาทางเธอเป็นระยะก็เท่านั้น เหมือนเด็กหญิงเองก็จะถูกโยฮันลากตัวมาด้วยเหมือนกัน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเหมือนตอนนี้ทั้งเธอ วัลคิลลี่และโยฮันจะไม่ได้อยู่ในฐานทัพอีกแล้วแต่กำลังจะมุ่งหน้ายังที่ไหนสักที่ รันฟาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยไม่ใช่เพราะว่าถูกมัดติด
เอาไว้กับเตียงจนขยับไม่ได้แบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่ที่เธอไม่ชอบเลยก็คือการที่จะถูกพาตัวไปในที่ๆเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนต่างหาก สมัยเด็กจำได้ว่าเคยมีหลาย
ครั้งที่เธอมักจะถูกพ่อกับแม่พาไปโน่นหรือนี่โดยไม่ปรึกษากันสักคำและส่วนใหญ่ก็เป็นที่ๆเธอไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ด้วย มันเลยฝังใจเป็นเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองไปแล้ว


“นี่เราจะไปไหนกัน บอกเลยนะว่าถ้าจะพาไม่หาหมอล่ะก็ไม่เอาเด็ดขาดฉันดูแลตัวเองได้!”

“งั้นเหรอ... ฉันเห็นแล้วล่ะว่าเธอดูแลตัวเองยังไง น่าเชื่อซะไม่มีล่ะ แล้วก็อย่าห่วงฉันไม่ได้พาเธอไปหาหมอที่ไหนหรอกที่จริง... ก็ไม่เชิงซะทีเดียว” โยฮันดูจะไม่แยแสกับคำพูด
ของเธอเท่าไหร่ที่สนใจดูจะมีเพียงแค่การจุดซิการ์กลิ่นแรงๆนั่นอัดควันเข้าปอดอีกอึกใหญ่ บอกตามตรงว่ารันฟาไม่ชอบบุหรี่เอามากๆไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน สมัยนี้คงไม่มีใครคิด
แล้วว่าควันบุหรี่ฆ่าคนได้มากกว่าปืน

“ไม่เชิง? ถามจริงเถอะตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันแน่” รันฟาถามกลับไปอีกครั้งเอาเข้าจริงมันชักจะเริ่มน่ารำคาญแล้วสิ

“ชักขี้เกียจพูดแล้วสิ... นี่ยัยเปี๊ยกอธิบายให้ฟังขอละเอียดยิบเลยยิ่งดี”

“อย่ามาเรียกฉันว่ายัยเปี๊ยกนะตาแก่! ใช่ ตอนนี้เราอยู่ที่ไอร์แลนด์น่ะ”

“ว่าไงนะ!!”


รันฟาถึงกับตะโกนผงะลั่นทั้งคันรถหลังรู้ว่าตัวเองกำลังถูกพามาในที่ที่ห่างจากฐานถึงขนาดนั้น ท่าทางไอ้ที่ว่าเธอหมดสติไปสิบกว่าชั่วโมงดูจะไม่ใช่การพูดที่เกินจริงอย่างที่คิด
และที่น่าสงสัยต่อจากนั้นคือมีเหตุอะไรที่โยฮันถึงได้พาเธอมาไกลขนาดนี้กัน ที่แน่ๆคงไม่ใช่แค่การเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศหรืออะไรเทือกนั้นแหงๆ


“พอดีว่าเรากำลังจะไปหาคนรู้จักของพ่อฉันอีกคน ตอนนี้คงจะอยู่ในช่วงพักร้อนพอดี รู้แล้วก็หัดขอบคุณซะล่ะเพราะเธอคงไม่ได้มีโอกาสเจอกับคนระดับนี้อีกแน่” วัลคิลลี่พูด
พลางหยิบเอาหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่ตรงหน้ากระจกรถขึ้นมาอ่านเล่นๆฆ่าเวลา ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นท่าทีของเด็กอายุแค่แปดขวบเท่านั้น จะแก่แดดไปไหนกันนะยัยคนนี้

“แล้วใครกันล่ะที่เรากำลังจะไปหา”

“เดี๋ยวเธอก็ได้รู้เองทางที่ดีทำหัวให้เย็นไว้ก่อนเราไปถึงดีกว่านะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”


วัลคิลลี่ไม่พูดอะไรต่ออีกหลังจากนั้นและหันกลับไปสนใจกับหนังสือการ์ตูนต่อ ทิ้งให้รันฟาต้องนอนนิ่งๆต่อไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนมัดแถมยังถูกพาตัวมาในที่ไกลซะขนาดนี้ ด้วยความสัตย์จริงตอนนี้เธอเองก็ชักจะไม่สนอะไรอีกแล้วไม่ว่าฝ่ายที่โยฮันกำลังจะพาไปเจอจะเป็นใครก็ตามขอเพียงแค่มีโอกาสเท่านั้นหญิงสาวจะใช้โอกาสนั้นหนีออกไปอย่าง
ไวที่สุด เรื่องอะไรจะไปยอมให้คนอื่นมาชี้นิ้วสั่งโน่นสั่งนี่กัน

การนั่งรถนั้นดูจะผ่านเวลาไปอย่างช้าๆและน่าเบื่อเป็นที่สุดยิ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่อาจขยับตัวอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียวมันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ในใจของรันฟาคิดเพียงแค่ว่า
เมื่อไหร่ไอ้การเดินทางไร้สาระนี่จะสิ้นสุดซะทีในเวลานี้คิดว่าอย่างน้อยถ้ามือไม่ได้ถูกมัดเอาไว้เธอก็อยากจะจับดาบของเธอไม่ก็หยิบหนังสือการ์ตูนหรืออะไรก็ได้ขึ้นมาอ่าน
ฆ่าเวลาไปพลาง ท่าทางตาแก่โยฮันนั่นก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเปิดเพลงฟังตอนขับรถซะด้วยเพราะตั้งแต่โดยสารรถด้วยกันมาอีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเอาเพลงมาเปิดในรถ
หรืออะไรพวกนี้นอกจากแค่ขับรถแบบเงียบๆไปซะเฉยๆจนกระทั่ง...


เอี๊ยด!


ช่วงที่กำลังนึกหงุดหงิดกับความน่าเบื่อจากการเดินทางนั้นเองอยู่ๆรถตู้ที่เคยแล่นไปด้วยความเร็วสูงก็มีอันต้องหยุดกะทันหันทำเอาเตียงพับที่รันฟานอนอยู่ถึงกับเคลื่อน
หวิดจะล้มหัวทิ่มไปแล้วหลังคนขับดันเบรกซะตัวโก่งแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า (ซึ่งที่จริงแล้วใครจะไปเตือนทัน)


“โอ๊ย! นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ยถามจริงไปหัดเรียนขับรถมาจากไหนเนี่ย!!” รันฟาเริ่มโวยวายก่อนใครเป็นคนแรกและวัลคิลลี่เองก็เหมือนจะมีอาการเดียวกันแค่เธอไม่แสดงอาการ
ออกมาเหมือนกับรันฟาในตอนนี้

"เรามาถึงแล้ว..." โยฮันตอบกลับสั้นๆก่อนจะพ่นควันซิการ์ออกมาแบบไม่เกรงใจใคร

รันฟาทำหน้ามุ่ย “ถึงซะที ถ้าไม่ว่าอะไรช่วยแก้มัดด้วยค่ะ!”

“รอก่อนก็แล้วกันที่นี่มันไม่ใช่ที่ๆเราจะเข้าไปได้ง่ายๆเท่าไหร่ด้วย ระวังเรื่องมารยาทหน่อยก็ดี...” โยฮันพูดทิ้งท้ายก่อนจะลงจากรถไป


ไม่นานนักวัลคิลลี่ที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับก็ตรงเข้ามาและปลดตัวล๊อกตรงเตียงออกทำให้รันฟาเริ่มขยับตัวได้นิดหน่อยแต่กระนั้นเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดว่ารันฟาเตรียมตัวที่
จะเผ่นออกจากรถคันนี้แล้วขอเพียงแค่วัลคิลลี่แก้มัดเธอออกเท่านั้นและเด็กหญิงกำลังเริ่มทำมันอยู่ ณ ตอนนี้ ผ้าผืนหนาที่เคยรัดพัดตัวของหญิงสาวกำลังหลุดร่วงออกทีละส่วนๆ
จนกระทั่ง


โครม!


ช่วงที่พอจะขยับตัวออกได้รันฟาก็รีบกระแทกตัวของวัลคิลลี่ออกไปจนกระเด็นก่อนจะรีบพุ่งถลาตัวออกจากทางประตูด้านหลังของรถตู้แม้ว่ามือจะยังโดนมัดอยู่แต่ว่าขาทั้งสองข้าง
ก็ไม่ได้โดนมัดเอาไว้จนแทบจะวิ่งได้อย่างสบาย แทบไม่อยากจะคุยถ้าเป็นเรื่องวิ่งล่ะก็รันฟาไม่แพ้ใครทั้งนั้น อีกไม่ช้าเธอก็คงจะหนีออกไปจากตรงนี้ได้และมุ่งหน้ากลับบ้าน
ของเธอ-


แกร๊ก!


“ใจร้อนจริงนะก็บอกแล้วไงว่าให้รักษามารยาทหน่อย....”


เสียงพูดของโยฮันดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบจำนวนนับสิบคนมาพร้อมปืนไรเฟิลในมือที่เล็งมาทางรันฟาพร้อมยิงถล่มดับชีวิตของหญิงสาว
ให้ตายคาที่ตรงนี้และเดี๋ยวนี้ จากที่สังเกตคร่าวๆกลุ่มของชายติดอาวุธพวกนี้เป็นชาวเอเชียกันแทบทุกคนเห็นได้ชัดว่าตอนนี้รันฟากำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่ดูยังไงแล้วก็ไม่เหมือน
กับที่ไอร์แลนด์เหนือเลยสักนิดมันเหมือนกับเป็นคฤหาสน์ที่ถูกตกแต่งตามสไตล์ของยุโรปผสานกับศิลปะของเอเชียเท่าที่ดูและถ้าไม่ใช่จีนก็คงเป็นญี่ปุ่นไม่ก็เกาหลีจะยังไงก็ช่าง
ตอนนี้เรื่องพวกนั้นถูกกลบความสนใจไปหมดแล้วโดยปืนไรเฟิลนับสิบที่กำลังเล็งเธออยู่


“นี่ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่ไหนบอกว่าเราอยู่ที่ไอร์แลนด์เหนือไงคะ” รันฟาถามและไม่ลืมที่จะส่งเสียงประชดประชันใส่โยฮันเต็มที่ หลังจากที่ต้องอยู่ท่ามกลางดงปืนนับสิบกระบอก
รุมจ่อแบบนี้

“ก็อย่างที่บอกเราอยู่ในไอร์แลนด์จริงๆแค่เพียงแต่ว่าไม่ใช่เขตของไอร์แลนด์เหนือซะทีเดียว...” ชายแก่พูดพลางชี้ไปที่หน้าคฤหาสน์ที่อยู่ตรงหน้า เหนือประตูทางเข้ามีป้าย
ทำจากไม้แกะสลักเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า


สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไอร์แลนด์


แม่เจ้า! นี่เธอลงทุนข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพื่อจะมายังสถานทูตญี่ปุ่นในไอร์แลนด์พร้อมกับตาแก่โรคจิตกับยัยเด็กแก่แดดอีกคนหนึ่งให้โดนเอาปืนเป็นสิบกระบอกจ่อเล่นๆ
ชีวิตอะไรมันจะสุดติ่งกระดิ่งหมาแบบนั้นกันเชียว ยิ่งตอนนี้เธอกำลังอยู่ในสภาพที่ใช้แขนอย่างอิสระไม่ได้แถมในมือยังมีดาบคาตานะที่เป็นดาบประจำชาติของญี่ปุ่นแบบนี้ด้วย
อะไรมันจะบังเอิญปานนี้...


“เยี่ยม... มาอยู่ในถิ่นของซามูไรซะอีกเจริญล่ะ...” รันฟาวางดาบลงกับพื้นอย่างช้าๆและค่อยๆยกมือขึ้นเหนือหัวเป็นการบอกว่าเจ้าตัวไม่คิดขัดขืน ก็นะถ้าขัดขืนล่ะก็มีหวังพรุน
เละศพไม่สวนคาสถานทูตนี่ล่ะ

“ทุกคนลดอาวุธลง! สามคนนี้เป็นแขกของผมเอง!”


ช่วงที่กำลังตึงเครียดนั้นเองเสียงใสที่ฟังดูเป็นมิตรของใครสักคนก็ดังขึ้นพร้อมกับตอนที่สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ คนที่สั่งให้พวกยามรักษาการณ์ประจำ
สถานทูตลดอาวุธลงเป็นชายท่าทางมีอายุพอสมควรหากมองเผินๆน่าจะอายุสักห้าสิบกว่าผมสีดำแซมขาวหงอกตามธรรมชาติ สวมชุดคลุมฮากามะสีฟ้าครามของผู้ชายแลดูสดใส
ผิดกับบรรยากาศโดยรอบลิบลับ แม้ว่าท่าทางจะดูเป็นมิตรและดูน่านับถือแต่หากมองที่มือบริเวณซอกนิ้วหัวแม่มือจะพบรอยด้านตรงนั้นอย่างชัดเจนและไอ้รอยด้านพวกนั้นรันฟา
รู้ดีว่าหมายถึงอะไร


ชายคนนี้เคยเป็นนักดาบฝีมือดีมาก่อน!


ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเหมือนจะมีอำนาจมากพอดูมากพอที่จะทำให้ทหารยุ่นนับสิบที่กำลังเล็งปืนใส่รันฟายอมถอยห่างออกไปได้ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายไปได้โข
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใครแต่ก็ต้องขอบคุณสำหรับความช่วยเหลื่อนี่ล่ะนะ


“ขออภัยด้วยเรื่องคนของผมพวกเขาแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นหวังว่าคงไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปนะครับ” ชายแก่สวมชุดฮากามะถามขณะที่บอกให้พวกยามถอยออกไป

“ทางเราควรเป็นฝ่ายขออภัยมากกว่าครับท่านทูต” โยฮันพูดตอบกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นกับชายคนที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านทูต’ ซึ่งรันฟาพอจะฟังออกอยู่บ้างเห็นแบบนี้อาจารย์เอง
ก็สอนเธอมาดีเหมือนกันเรื่องภาษาญี่ปุ่น

“มาคุยกันตรงนี้มันคงจะหนาวเกินไปหน่อยถ้าไม่ว่าอะไรขอให้พวกคุณตามผู้ดูแลไปถ้าให้ดีไปอาบน้ำกันก่อนระหว่างนี้ก็ได้ครับ ผมเองก็มีงานต้องสะสางเล็กน้อยก่อนด้วย”
ตัวแทนทูตแห่งญี่ปุ่นกล่าวอย่างสุภาพพลางผายมือไปทางหญิงสาวในชุดกิโมโนที่ยืนอยู่ข้างๆ จากท่าทางที่สุภาพและดูเป็นมิตรแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ชายอายุห้าสิบคนนี้
จะได้เป็นทูต


หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นทูตก็คือเรื่องของการวางตัวและความเป็นมิตรนี่ล่ะ


ด้วยความที่อากาศของไอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตขั้วโลกซีกเหนืออันหนาวเย็นประกอบกับความเหนือยล้าและอีกหลายๆปัจจัยทำให้รันฟาไม่คิดจะปฏิเสธในสิ่งที่ทูตคนนี้เสนอ
เท่าไหร่นัก ตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อนและค่อยคิดเรื่องหาจังหวะหนีกันทีหลัง รันฟา โยฮันและวัลคิลลี่ เดินตามสาวใช้ที่ท่านทูตแนะนำเมื่อครู่นี้ไป ขณะที่ในใจก็คิดว่า
มีเหตุอันใดที่เธอถึงต้องถ่อสังขารที่กำลังบอบช้ำมาจนถึงที่นี่มายังไอร์แลนด์แถมยังเป็นในสถานทูตญี่ปุ่นอย่างที่นี่กันแน่



---------------------------------------------------------------------------------------------------



หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น...


ภายในห้องโถงที่ดูเหมือนเป็นห้องโล่งๆไม่มีอะไรนอกจากเสื่อทาทามิที่ใช้ปูตามพื้นห้อง รันฟาและอีกสองคนที่เหลือเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จมาได้ไม่นานต้องยอมรับว่า
การอาบน้ำร้อนๆหลังจากที่ผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนร่างกายได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายเลยจริงๆยิ่งการที่ต้องมาสวมยูกาตะแบบเดียว
กับที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงแรมบ่อน้ำร้อนก็ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายเข้าไหใหญ่ ความเงียบสงบที่ไม่ชวนให้รู้สึกวังเวงแบบนี้มันก็เป็นบรรยากาศที่น่าคิดถึงอยู่เหมือนกัน มันช่าง
ละม้ายคล้ายคลึงกับบรรยากาศในโรงฝึกของอาจารย์ในซานฟรานซิสโกไม่มีผิด


“โปรดรอที่นี่สักครู่นะคะ อีกเดี๋ยวท่านทูตก็จะมาพบพวกคุณแล้วดิฉันจะไปรายงานให้ท่านทราบก่อนนะคะ” สาวใช้ที่คอยดูแลรันฟาและคนอื่นๆกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะเลื่อน
บานประตูปิดและออกไปแจ้งเรื่องให้ท่านทูตทราบ

“ว่าไงเย็นลงบ้างรึยังแม่ตุ๊กตา?” โยฮันถามขณะที่กำลังนั่งคุกเข่าอย่างสงบและจิบชาร้อนๆที่สาวใช้ยกมาเสิร์ฟให้ก่อนหน้านี้ ท่าทางสบายๆและไม่ทุกข์ร้อนแบบนี้มันชวนให้รู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้บอกได้เต็มปากเลยว่าเธอไม่ชอบหน้าคนๆนี้อย่างแรง

“ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำหรอกนะคะช่วยบอกเหตุผลมาได้รึยังคะว่าทำไมเราต้องมาที่นี่กันด้วย สถานทูตไม่ใช่ที่ๆคนทั่วไปจะเข้าออกได้ง่ายๆรีบบอกมาดีกว่าค่ะ”

“ใจเย็นๆตอนนี้ต้องรอให้ท่านทูตมาอธิบายเองอีกอย่างเธอบอกเองนะว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนักดาบไม่ใช่ทักษะแต่เป็นจิตใจที่สงบเยือกเย็นน่ะ ที่พูดเอาไว้ลืมไปแล้วรึไง
หรือว่า... จะดีแต่ปากน่ะ” วัลคิลลี่สวนรันฟากลับมาพร้อมทั้งพูดแขวะเธอนิดๆด้วยสิ่งที่เธอสอนไปเอง รันฟาทำเพียงแค่กัดฟันเอาไว้และไม่แสดงอาการออกมามากนัก


จะยังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้รันฟาจะมีความคิดโลกสวยหรือยึดมั่นในอุดมการณ์อะไรก็ตามเรื่องนั้นมันเป็นเป็นแค่อดีต ประสบการณ์ที่ผ่านมาเธอรู้ซึ้งแล้วว่าหากใจอ่อน
ก็หมายถึงความตาย หากใจอ่อนก็ไม่สามารถปกป้องใครได้ มันมีแค่ว่าจะฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นถึงเธอจะถือดาบและไม่คิดใช้มันฆ่าใครสุดท้ายแล้วดาบที่เคยเปื้อนเลือดไปแล้วครั้ง
หนึ่งล้างให้ตายยังไงมันก็ไม่มีวันหายไปไหน มีเพียงแค่ต้องทำใจยอมรับมันและพร้อมจะหลั่งเลือดทุกเวลาและเพื่อการนั้นความแข็งแกร่งก็เป็นแค่คำตอบเดียว

รันฟายังคงนั่งนิ่งๆอยู่แบบนั้นนานกว่าสิบนาทีก่อนที่ท่านทูตแห่งญี่ปุ่นจะเดินเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ใส่ชุดฮากามะเอาไว้พร้อมโดยมีสาวใช้ในชุดเมดญี่ปุ่นเดินตามเข้ามา
ด้วยอีกคน


“ขออภัยที่ให้รอพอดีงานมีเรื่องยุ่งยากกว่าที่คิดไว้ คุณคงไม่ถือนะครับคุณโยฮัน” หลังจากนั่งลงที่เบาะท่านทูตก็กล่าวขึ้นทันทีและเหมือนเจ้าตัวจะรู้จักโยฮันมาพอสมควรด้วย

“ไม่หรอกครับท่านทูต ฮิเมจิ ทางเราเป็นฝ่ายมารบกวนเวลางานคุณมากกว่า อันที่จริงแล้วที่ผมมาในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีธุระกับคุณโดยตรงหรอกครับแต่ผมมีธุระกับ ‘เธอ’ คนนั้นไม่ทราบว่าเธอยังอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ?” โยฮันถาม

ท่านทูตยิ้มก่อนตอบ “กะแล้วว่าคุณต้องมาหาเธอแน่ผมเลยเรียกเธอไว้แล้ว อีกสักครู่เธอคงจะเข้ามาครับ”

“เยี่ยม...”


บทสนทนาหยุดลงในเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นเช่นเดียวกับรันฟาที่ไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่และเธอคนที่ว่าเป็นใครกันแน่ดูจะมีความสำคัญเอามากๆซะด้วย
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์แปลกๆว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงและที่แย่คือจากที่ผ่านมาลางสังหรณ์ของเธอดันแม่นซะด้วย


และเธอสังหรณ์ว่ากำลังจะมีงานเข้าครั้งใหญ่


“เธอเองน่ะเหรอนักดาบที่ว่าเสียหนทางของตัวเองไปน่ะ? ท่าทางดูไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลยนะว่าไหม” ท่านทูตเริ่มหันมาทางรันฟาบางและเริ่มยิงคำถามแรกแบบไม่ลังเล
ทำเอารันฟาแปลกใจอยู่หน่อยๆเหมือนกัน

“ก็แค่คำพูดเพ้อเจ้อน่ะค่ะ อย่าไปใส่ใจให้มากดิฉันเองก็ไม่ได้เสียเส้นทางอะไรไปทั้งนั้นหรอกค่ะ... ท่านทูต”

“แต่ผมว่าคุณเองก็คงจะรู้ตัวแล้ว ผมมองแว๊บเดียวก็รู้ว่าเธอเป็นนักดาบ น่าจะฝึกมาตั้งแต่เด็กเป็นพวกมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งพอดู อืม... และเท่าที่ดูคงจะฝึกมาหนักมาเลยสินะ
ที่มือถึงได้มีรอยแผลแตกแบบนั้นอยู่...”


ทูตฮิเมจิอนุมานอย่างคร่าวๆให้ฟังและก็ตรงเป๊ะตามที่เล่ามาทั้งหมดแต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายังบอกไม่หมดว่าเห็นอะไรในตัวของรันฟาบ้างซึ่งทูตญี่ปุ่นคนนี้วางตัวอย่างใจเย็นพลาง
สั่งให้สาวใช้เริ่มเตรียมบางอย่างให้ หญิงสาวตอบสนองด้วยการจัดแจงเตรียมชุดชงชาแบบดั้งเดิมให้พร้อมสำหรับสามที่ ขณะรันฟาและอีกสองคนที่เหลือยังคงนั่งคุกเข่าอย่างสงบ
ไม่มีใครขยับตัวแม้แต่นิดเดียว

พอได้มาเห็นพิธีชงชาแบบนี้แล้วมันทำให้นึกถึงความทรงจำสมัยที่ยังอยู่ในโรงฝึกของอาจารย์ทที่ซานฟรานซิสโกหลังจากไม่ได้เห็นมาซะนาน หญิงสาวยังจำได้ช่วงแรกๆที่เข้าพิธี
ชงชาเธอถูกอาจารย์ตำหนิหนักมากชนิดเละไม่มีชิ้นดี ว่ากันตามตรงการเรียนรู้พิธีชงชานั้นยากลำบากซะยิ่งกว่าการฝึกวิชาดาบสังหารตั้งเยอะ แต่กระนั้นการทำพิธีชงชานั้นมันเป็น
ยิ่งกว่าการดื่มชาธรรมดาๆ แต่มันคือการฝึกและขัดเกลาจิตวิญญาณ ทำให้จิตใจถูกยกยกระดับให้มีความสงบนิ่ง แม้แต่คนที่ไม่เคยเข้าพิธีชงชามาก่อนอย่างวัลคิลลี่ก็ยังนิ่งได้
ขนาดนั้น ราวกับว่ามีมนตร์ขลังบางอย่างสถิตอยู่ในพิธีนี้

ถ้าจะให้พูดท่านทูตฮิเมจินั้นนับว่าชงชาได้สมบูรณ์แบบเอามากๆทั้งท่าทางการเคลื่อนไหว การขยับมือคนผงชากับน้ำร้อนด้วย ชะเซน (คล้ายๆแปรงสำหรับคนชาให้ละลาย) และ
รวมไปถึงการทำจิตให้สงบไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวนับว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากมากจนแทบไม่ต่างอะไรกับการเรียนวิชามารยาทแขนงหนึ่ง ตรงข้ามกับรันฟา
ที่ตอนนี้หญิงสาวกำลังถูกความสงบนิ่งนั่นข่มเอาทั้งที่มันควรจะเป็นตรงกันข้ามมากกว่า เนื้อตัวของหญิงสาวมันสั่นไปหมดแม้จะพยายามสั่งการร่างกายแค่ไหนแต่ก็บังคับร่างกาย
ไม่ได้ซะที


“เชิญครับ...” ทูตฮิเมจิวางถ้วยชาลงตรงหน้าพลางเลื่อนถ้วยมาให้รันฟาเป็นคนแรก รันฟาค่อยๆเอื้อมมือขวาไปแตะที่ถ้วยชาหากสังเกตดีๆจะเห็นนิดหน่อยว่ามือของหญิงสาว
กำลังสั่นอยู่


ถ้วยชาในมือสั่นระริกเหมือนสันนิบาติเข้ากะทันหัน รันฟาพยายามจะวางตัวให้สงบนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่เหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ท่าทางของหญิงสาว
ทั้งเก้ๆกังๆและติดขัดไม่ต่างอะไรกับตอนที่เธอเริ่มเรียนรู้ครั้งแรก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแต่มือมันไม่ยอมหยุดสั่นขณะที่ท่านทูตกำลังนั่งอย่างสงบรอให้เธอดื่มชาจนหมด

รสชาติขมๆติดปลายลิ้นของชาเขียวผงผสมกับน้ำร้อนจนข้นมากพอๆกับความหนืดของน้ำมัน การดื่มชาที่ดีควรดื่มอย่างอ่อนช้อยและรักษามารยาทความงดงามเอาไว้เสมอ
แต่ให้ตาย! แค่จะทำจิตตัวเองให้ว่างก็แทบแย่แล้ว รันฟาค่อยๆดื่มชาลงคอไปอย่างช้าๆจนหมดก่อนจะเช็ดขอบถ้วยหมุนทวนเข็มนาฬิกาสามรอบตามมารยาทและวางถ้วยชาลง
ตรงหน้าเธอพร้อมส่งคืนให้แกผู้ที่ชงไป


“ข... ขอบคุณสำหรับชาค่ะ...” หญิงสาวเลื่อนถ้วยชาไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะโค้งคำนับท่านทูต และอีกฝ่ายตอบรับเธอด้วยการโค้งตามพร้อมทั้งเก็บถ้วยชาคืน

“ยังใช้ไม่ได้!”


โป๊ก!!


ฉับพลันนั้นเองเสียงที่ดังราวกับมีสายฟ้าเปรี้ยงใหญ่ผ่าลงมา ณ กลางห้องทำเอาความเงียบสงบของห้องที่เคยมีสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียวพร้อมกับมีอะไรแข็งๆ
หวดเข้ากลางกบาลอย่างจังทำเอารันฟาล้มหัวคะมำลงกับพื้นจนหน้าทิ่มเสื่อแบบจังๆ หลังจัดระบบความคิดได้หญิงสาวก็รีบมองไปด้านหลังทันที


“ไงไม่เจอกันนานนะ... รันฟา”

“อะ... อาจารย์!?”








************************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 474

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 12 ส.ค. 2019, 23:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)8/6/

Episode 25 : Wisdom


“อะ... อาจารย์!”

รันฟาร้องเสียงหลงปนด้วยความรู้สึกที่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหลังโดนหญิงสูงวัยท่าทางขึงขึงในชุดกิโมโนสีน้ำเงินลายดอกบ๊วยเขกหัวอย่างแรงด้วยปลอกดาบญี่ปุ่น
ที่ถืออยู่ในมือข้างขวา ท่วงท่าการยืนนั้นดูสง่าและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน มีไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นผู้หญิงถือดาบญี่ปุ่นแล้วให้ความรู้สึกแบบนี้และที่สำคัญหญิงสูงวัยคนนี้ก็ดัน
เป็นอาจารย์ของเธอซะด้วย

‘อลิเซีย สึมิโยโกะ’ คือชื่อของเธอคนนี้ล่ะ...


“ได้ข่าวว่าก่อเรื่องไว้เยอะเลยนี่นายัยลูกศิษย์งี่เง่า เป็นไงล่ะสบายดีสินะสีหน้าแบบนั้นมันอะไรกัน?” อลิเซียกล่าวทักทายลูกศิย์และยังไม่ลืมที่จะพูดแขวะรันฟาหลังเห็นสีหน้าของเธอ

รันฟาเอามือลูบหัวส่วนที่โดนโขกด้วยด้ามดาบเมื่อครู่เพราะยังมึนไม่หายก่อนตอบ “อาจารย์ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กัน... ไม่ใช่ว่าตอนนี้อยู่ที่ซานฟรานซิสโกรึไงคะ?”

“ฉันกับท่านทูต อายุตะ ฮิเมจิ พอดีเรารู้จักกันนิดหน่อยในวงการนักดาบฉันก็มาที่นี่ตามคำเชิญของเขาเท่านั้น เธอยังไม่ตอบคำถามเลยนะรันฟา ไอ้ท่าทางดูไม่ได้แบบนั้นมันคืออะไรกัน” อลิเซียย้ำ
เสียงแข็งอีกครั้งด้วยสายตาที่เหมือนจะเอือมระอาในสภาพที่ดูไม่ได้ของเธอ


จริงอยู่ที่รันฟาจะเป็นลูกศิษย์คนโปรดแต่พอมาเห็นสภาพแบบนี้บอกได้เลยว่าเจ้าตัวคงนึกผิดหวังไม่น้อยเหมือนกัน


“ก็แค่เจอเส้นทางของตัวเองแล้วแค่นั้นล่ะค่ะอาจารย์...” รันฟาตอบ

หญิงสูงวัยขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “เส้นทาง? เส้นทางแบบไหนกันแน่”

“ก็คือ-”

โป๊ก!


ชั่วพริบตาก่อนที่จะตอบนั้นไม่มีใครได้ทันตั้งตัวเมื่ออลิเซียตวัดดาบที่ยังอยู่ในฝักเข้าใส่รันฟาอย่างรวดเร็วในจังหวะเดียวกันนั้นเองรันฟาก็เอาดาบของตนเองรับเอาไว้ได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
เท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในห้องดูจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกันหมดยกเว้นท่านทูต ฮิเมจิ ที่ดูจะเฉยๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นเอามากๆเห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเองก็มองออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ มันคงเป็นเรื่องธรรมดา
สำหรับนักดาบไปแล้ว


“แทนที่จะพูดกันด้วยวาจา พูดกันผ่านเพลงดาบน่าจะง่ายกว่านะยัยลูกศิษย์งี่เง่า...” อาจารย์หญิงกล่าวพลางชักดาบกลับไปเหน็บไว้ที่ข้างเอาวด้วยสายคาดโอบิตามเดิม

“ค่ะ... อาจารย์”



ไม่นานหลังจากนั้น...


หลังการท้าประลองแบบฉุกละหุกโดยอาจารย์ของเธอ รันฟาก็ตอบรับแต่โดยดีเพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอหวังเอาไว้เหมือนกันสำหรับนักดาบแล้วการพูดคุยกันด้วยดาบนั้นง่ายกว่าการพูดคุยด้วยวาจา
การประลองดาบนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงการต่อสู้ด้วยดาบมันหมายถึงการแลกเปลี่ยนวิชา ประสบการณ์และนิสัยใจคอของผู้ใช้ดาบไปด้วยในตัวและแน่นอนรวมถึงความแข็งแกร่งที่คนๆนั้นมีด้วย
เช่นกัน สำหรับรันฟาแล้วตอนนี้เธอแข็งแกร่งมากกว่าคราวที่เป็นลูกศิษย์มากนัก เธอไม่มีความลังเลอะไรอีกแล้วในการที่จะลงมือตวัดดาบเพื่อคร่าชีวิต

ไร้ความลังเลก็หมายถึงไร้ซึ่งจุดอ่อน...

ทั้งหมดย้ายมาที่โรงฝึกดาบที่อยู่ข้างๆคฤหาสน์ที่พักของท่านทูตดูแล้วไม่ต่างกับโรงฝึกที่รันฟาเคยเรียนสมัยอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเท่าไหร่นักอาจจะต่างออกไปตรงที่มันเป็นห้องโล่งๆทั้งพื้น
และผนังรวมถึงหลังคาสร้างจากไม้ล้วนๆ การออกแบบนั้นก็เป็นรูปแบบเดียวกับโรงฝึกดาบของญี่ปุ่น ก็สมแล้วสำหรับที่เป็นโรงฝึกของทูตแห่งญี่ปุ่นกลิ่นอายทุกอย่างแทบจะเหมือนต้นตำหรับซะจริง

รันฟาเริ่มสวมเสื้อเกราะสำหรับการประลองเคนโด้ด้วยความรู้สึกเก้ๆกังๆเล็กน้อยหลังจากที่ไม่ได้สวมมานานจนเกือบลืมวิธีสวมไปแล้ว แทบจำความรู้สึกได้เลยว่าร้อนและขยับตัวลำบากแค่ไหน
ตอนใส่ครั้งแรก แน่นอนการประลองครั้งนี้จะใช้เพียงแค่ดาบไม้เท่านั้นถึงเธอกับอาจารย์จะมีฝีมือพอที่จะประลองด้วยดาบจริงแล้วก็ตามแต่ก็อย่างว่าดาบไม่มีตา ถ้าจะแค่ประลองกันพอเป็นพิธีแค่ดาบไม้
ก็เกินพอแล้ว


“กฎการประลองเอาแบบเดิมๆใครทำให้คู่ต่อสู้หมดสภาพหรือปลดอาวุธได้ก่อนก็แพ้ โดนฟาดโดนกี่ครั้งก็ไม่มีผลต้องเล่นให้หมอบไม่ก็หมดสภาพต่อสู้เท่านั้นเข้าใจนะ” อลิเซียพูดอธิบายกติกา
พลางถามว่ารันฟาเข้าใจหรือไม่

รันฟาพยักหน้าตอบพลางกระชับเกราะป้องกันที่สวมอยู่ให้พร้อม “เหมือนตอนประลองครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเมื่อหลายปีก่อนสินะคะ”

“มาดูกันซิว่าความแข็งแกร่งที่เธอพูดถึงจะแข็งแกร่งแค่ไหนแสดงมันออกมาให้ฉันเห็นหน่อยรันฟา!” อาจารย์เริ่มตั้งท่าดาบรอเอาไว้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการโจมตีของรันฟา
ดูท่าทางเจ้าตัวคิดที่จะตั้งรับสถานเดียว


รันฟายกดาบขึ้นมาตั้งท่าเช่นเดียวกันขณะที่โยฮันกับวัลคิลลี่กำลังนั่งอยู่ห่างๆคอยรับชมการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้น สายตาของหญิงสาวตอนนี้กำลังจับจ้องมองไปทางอาจารย์
ที่เธอกำลังจะได้ประมือด้วยในอีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น ท่านทูต ฮิเมจิ ที่รับหน้าที่เป็นกรรมการเดินเข้ามาตรงกลางระหว่างทั้งคู่เพื่อให้สัญญาณการประลอง


“ทั้งคู่พร้อมแล้วใช่ไหม...”


ไม่มีใครตอบอะไรออกมารวมทั้งรันฟาด้วยแต่จากท่าทางก็บอกชัดแล้วว่าพร้อมทั้งคู่ พวกเธอกำลังรอสัญญาณเริ่มการประลองเท่านั้นมันเหมือนกับการดวลปืนของคาวบอยที่ไม่รู้ว่าต่างฝ่าย
จะชักอาวุธออกมาเหนี่ยวไกกันเมื่อไหร่เท่านั้น


“เริ่มได้!!”


สิ้นสัญญาณรันฟาก็เป็นฝ่ายบุกเข้าไปก่อนเป็นอันดับแรกหญิงสาวตวัดดาบไม่เข้าใส่หญิงผู้เป็นอาจารย์ของตนเองอย่างรวดเร็วและรุนแรงหมายจะจบการประลองนี้ให้ไวที่สุดโดยใช้จุดเด่นของเธอ
ในเรื่องความต่างของอายุโดยทุ่มพลังทั้งหมดจัดการกับคู่ต่อสู้ที่มีอายุมากกว่า ดาบไม้ที่เคลื่อนไหวสลับซ้ายขวาบนล่างอย่างรวดเร็วเหมือนพายุที่โหมถล่มเข้าใส่คู่ต่อสู้แบบไม่ให้ตั้งตัว


‘การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี แทนที่จะสู้แบบยืดเยื้อทุ่มสุดกำลังจัดการให้จบในทีเดียวไปเลยดีกว่า!’ รันฟาคิดในใจขณะที่มือยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหว ในใจของหญิงสาวคิดแค่ว่าตอนนี้
อีกฝ่ายไม่สามารถโต้ตอบอะไรเธอได้ก็นับว่าเป็นโอกาสทอง


ฝ่ายอาจารย์นั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากเคลื่อนไหวหลบและใช้ดาบไม้ปัดป้องการโจมตีที่รวดเร็วของรันฟาเอาไว้โดยพยายามเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็น สายตาที่รันฟามองเห็นผ่านเกราะส่วนหัว
ของอาจารย์มันเป็นสายตาที่ไม่ได้มีแม้แต่ความกดดันเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้ามเหมือนอีกฝ่ายกำลังเพ่งมองมาทางรันฟาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังพินิจพิจารณาในบางสิ่งที่รันฟาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร


หญิงสาวเหวี่ยงดาบอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวแบบตรงๆไม่มีการหลอกล่อเปิดช่องว่างมากพอสมควรแต่ด้วยความเร็วที่ใช้นั้นมันก็ทำให้ศัตรูที่เผชิญหน้ากับเธอยากที่จะรับมือ
แต่ทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้น...


‘ไม่โดนสักดาบเลยนี่มันอะไรกัน...’


รันฟาคิดอย่างสงสัยหลังเริ่มหวั่นใจว่าชักจะมีอะไรแปลกๆ เพราะหญิงสาวแน่ใจว่าเธอทุ่มกำลังทั้งหมดไปกับการเคลื่อนไหวและจู่โจมอย่างรวดเร็วแล้วแต่ทำไมดาบที่ตวัดเข้าไปกลับไม่โดนเป้าเลย
สักครั้งแถมทางอาจารย์เองก็ยังดูสบายๆทั้งที่เป็นฝ่ายตั้งรับ สำหรับคนอายุเข้าห้าสิบแบบนั้นก็นับว่าแปลกรัยไปตั้งขนาดนั้นมันน่าจะมีอาการเหนื่อยหอบกันบ้างสิ!


“เป็นอะไรไปรันฟาความเร็วเริ่มตกแล้วนะ ที่บอกว่าแข็งแกร่งขึ้นน่ะมีแค่นี้รึไง?” อาจารย์พูดเย้ยพลางขยับดาบไม้ในมือให้กระชับขึ้น

“ยังไม่จบหรอกค่ะ!”


รันฟาพุ่งปรี่เข้าไปหาอาจารย์ด้วยความไวทั้งหมดที่มีและตวัดดาบเล็งไปที่ข้อมือทางขวาเพื่อปลดอาวุธ แต่ก่อนที่ดาบไม้จะทันได้เข้าปะทะกับข้อมือตามที่เล็งเอาไว้ดาบไม้กลับหายไปอยู่ในมือซ้ายของ
อาจารย์ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ โดยไม่ทันระวังอาจารย์ก็สวนเธอกลับในพริบตานั้นด้วยการตวัดดาบมือซ้ายเข้าใส่รันฟาตรงสีข้าง แรงฟาดนั่นทั้งหนักหน่วงและรุนแรงซะจนรู้สึกชาไปหมดแม้จะเป็นแรงฟาด
จากดาบไม้ก็ตามที

รันฟากระโดดถอยออกมาโดยที่ยังมีอาการระบมตรงสีข้างติดมาด้วยเป็นของแถม


“ไม่ไหวๆนี่ไม่ได้เจอกันนานฝีมือตกไปขนาดนี้เลยรึยังไงกันรันฟา”

“เมื่อกี้นี้สลับดาบกลับไปมือซ้ายงั้นเหรอคะ... อาจารย์” รันฟาถาม

“นี่เธอยังไม่ลืมไหมว่าฉันใช้วิชาดาบสายอะไรรันฟา ถ้าเรื่องง่ายๆแค่นี้ยังไม่รู้ตัวเธอก็แพ้ตั้งแต่ก่อนสู้แล้วล่ะ”

“วิชาดาบสายที่อาจารย์ใช้... วิชาดาบสาย ‘นิโตริว’ (วิชาดาบคู่) ค่ะ...”


รันฟาตอบโดยที่ยังไม่ลืมไปจากความทรงจำว่าอาจารย์ที่สอนวิชาดาบให้แก่ตนเองนั้นใช้วิชาแบบไหน วิชาดาบสายนิโตริวคือวิชาดาบคู่แขนงหนึ่งของญี่ปุ่นกล่าวกันว่าเป็นวิชาดาบที่ไม่ค่อยมีใครใช้กัน
มากเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากจะต้องมีกล้ามเนื้อและข้อแขนที่ทรงพลังแล้ว จะต้องแยกประสาทซ้ายขวาได้อย่างแม่นยำเพราะต้องใช้ดาบถึงสองเล่มในการต่อสู้

นั่นหมายความว่าคนที่จะใช้วิชาดาบแบบนี้ได้จะต้องถนัดทั้งมือซ้ายและมือขวารวมไปถึงการตอบสนองที่ไวกว่าคนทั่วไป จัดได้ว่าเป็นวิชาดาบที่ร้ายกาจอีกแขนงหนึ่งและฝึกฝนจนชำนาญได้ยาก
ซึ่งถ้าหากฝึกได้ล่ะก็ตอนเปลี่ยนไปใช้ดาบเล่มเดียวจะทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ตรงที่สามารถโจมตีจากมือข้างไหนก็ได้ ซึ่งรันฟาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท


“เทียบกับตอนที่ยังอยู่ในโรงฝึกแล้วเพลงดาบของเธอยังดูน่ากลัวว่านี้ตั้งเยอะแม่หนู!” คราวนี้อาจารย์เป็นฝ่ายบุกเข้ามาหาบ้าง


การตวัดดาบที่รวดเร็วและเฉียบคมสร้างความประหลาดใจให้หญิงสาวผู้เป็นลูกศิษย์อย่างรันฟาได้เป็นอย่างมาก แม้ความเร็วตอนพุ่งตัวเข้ามาจะไม่เท่าไหร่แต่แรงกดดันที่สัมผัสได้ตอยเหวี่ยงดาบนั้น
มันคนละเรื่องกันเลย แม้ภายนอกจะดูเหมือนผืนน้ำที่นิ่งสงบแต่ภายในดาบนั้นอัดแน่นด้วยจิตสังหารที่รุนแรงอย่างเต็มเปี่ยม

ทุกครั้งที่ดาบถูกตวัดเข้ามารันฟาก็รู้สึกได้ถึงอันตรายแม้จะเป็นแค่ดาบไม้ไผ่ธรรมดาก็ตามทั้งที่รู้แบบนั้นแต่รันฟาก็ไม่กล้าแม้แต่ที่จะรับดาบนั่นตรงๆ เหมือนสัตว์ที่รับรู้ได้ถึงอันตรายโดยสัญชาติญาณ


‘แข็งแกร่งมาก! เป็นไปได้ยังไงกัน...’


รันฟาคิดอย่างสงสัยในใจทั้งที่ตอนนี้เธอไม่น่าจะมีความลังเลใดๆอยู่ในใจแล้วแท้ๆแต่ทำไมกัน ทำไมเธอถึงเป็นฝ่ายโดนกดดันได้ถึงขนาดนี้!


“ก็จริงอยู่ที่พละกำลังกับความเร็วของเธอเพิ่มขึ้นรวมถึงจิตรุนแรงที่มีแม้แต่ความกลัวในการต่อสู้ของเธอ แต่ว่าเธอลืมบางอย่างไปนะรันฟา” อาจารย์พูดขณะที่กำลังไล่ต้อนรันฟาให้จนมุมไปทีละน้อย


พลั่ก!


คราวนี้มีเสียงอะไรสักอย่างกระแทกเข้าที่ขาของรันฟาอย่างแรงโดยรันฟาเกิดอาการงุนงงไปชั่วขณะกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นร่างที่บอบบางราวกับเป็นตุ๊กตาของเธอก็ร่วงลงไปนอนกองกับพื้น
เพราะถูก ‘เตะ’ ขัดขาแบบไม่ทันตั้งตัว

รันฟาเริ่มตื่นตระหนกอย่างหนักที่คิดได้ต่อจากนี้คือทันทีที่เธอล้มสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นต้องเป็นดาบไม้ของจาจารย์ที่จะหวดลงมาเพื่อปิดฉากเธอในสภาพที่ไร้การป้องกันเช่นนี้แน่
หญิงสาวหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกที่กำลังจะจามมาหลังจากนี้


แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น...


หลังรออยู่นานครู่หนึ่งก็ชักเริ่มรู้สึกว่าจะมีอะไรแปลกๆเพราะไม่มีการเข้ามาซ้ำปิดฉากตามที่คาด รันฟาเปิดตาเงยหน้ามองอาจารย์ของเธอที่ยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน เจ้าตัวไม่ได้เข้ามาปิดงาน
อย่างที่คาดเอาไว้แต่เหมือนจะกำลังให้รันฟาลุกขึ้นมาอีกซะมากกว่า


“รู้รึยังสาวน้อย... ว่าเธอลืมสิ่งสำคัญอะไรไป” อาจารย์ถามขณะที่ยังคงยืนตัวตรงเอาปลายดาบปักพื้นมือทั้งสองข้างกำด้ามดาบไม้เอาไว้แน่น “ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองเข้ามาหาคำตอบดูจะมากี่รอบฉันก็พร้อมยินดีจะเป็นคู่ประมือให้เธอแน่รันฟา...”


รันฟากำหมัดแน่นหลังจากได้ยินคำพูดที่ฟังแล้วเหมือนกับกำลังสั่งสอนเชิงท้าทายหลุดออกมาจากปากของอาจารย์ หญิงสาวรีบใช้สองมือยันร่างลุกขึ้นมาตอนนี้ดาบยังไม่หลุดออกจากมือเธอ
และเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ก็ยังไม่ได้หมดลง เธอยังสู้ต่อได้ไม่มีปัญหา


“ขอบอกไว้ก่อนเลยเธอไม่มีทางเอาชนะฉันได้หรอกรันฟา เธอในตอนนี้มันอ่อนแอยิ่งกว่าตัวเธอในอดีตตั้งเยอะ”

“เรื่องนั้น... ไว้รอให้จบก่อนแล้วค่อยพูดเถอะค่ะอาจารย์!”

“โฮ่! ปากกล้าขึ้นเยอะนี่!”


การปะทะกันระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้ชมที่นั่งดูการประลองอยู่วงนอกต่างจับจ้องไปที่รันฟากับอลิเซียแบบไม่กระพริบ รันฟานั้นใส่จิตสังหารลงไปในการฟันดาบแต่ล่ะครั้ง
แม้จะเป็นการประลองด้วยดาบไม้ก็ตาม หญิงสาวคิดในหัวเพียงแค่คำว่า บุก... บุก... บุก... หญิงสาวกระหน่ำบุกฟาดดาบเข้าใส่อย่างต่อเนื่องใช้พละกำลังที่ตนมีบังคับอีกฝ่ายให้เผยจุดอ่อนออกมา
แต่คู่ต่อสู้ก็ดูจะสบายๆไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนักทำเพียงแค่ปัดป้องและหลบได้อย่างสมบูรณ์เหมือนอย่างที่เคยทำมา

รันฟายังคงร้อนรนและคิดแทบตายเพื่อหาว่าเธอลืมอะไรไปกันแน่ อาจารย์พูดออกมาแบบนั้นเธอย่อมคิดมากอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์ของเธอนั้นเป็นพวกที่พูดอะไรก็มักจะมีความหมายแฝงอยู่
เสมอ สายตาที่เฉียบคมพอๆกับความคิดนั่นทำให้รันฟากังวลได้ทุกครั้งที่มองมา หากสิ่งที่อาจารย์พูดมาเป็นความจริงแล้วอะไรกันล่ะที่เธอได้หลงลืมไป?

ไม่มีเวลาให้คิดเท่าไหร่ตอนนี้เธอต้องเพ่งสมาธิทั้งหมดพุ่งไปที่การจู่โจมอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังบรรเลงดนตรีที่ขาดห้วงไม่มีจังหวะให้พักหายใจแม้แต่วินาทีเดียว เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือ
ล้มอาจารย์ลงให้ได้โดยเร็วที่สุด


“บุกเข้ามาแบบเดิมๆคิดว่าจะได้ผลรึไงกับคู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าทำแบบนี้มันเหมือนเข้ามาฆ่าตัวตาย ลืมเรื่องที่เคยสอนไปแล้วรึไงรันฟา?” อลิเซียปัดดาบของรันฟาออกไปจากระยะ
และสวนกลับเข้าที่ไหล่ของรันฟาแทบจะในทันที


อีกครั้งแล้วที่โดนหวดโดยที่หญิงสาวไม่สามารถทำอะไรอาจารย์ได้เลยทั้งที่เป็นฝ่ายบุกแต่กลับโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งการระดมบุกอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้แรงกายที่มีเหลืออยู่ลดน้อยลง
รันฟาเริ่มหายใจหอบการขยับตัวลำบากขึ้นหลายเท่าตัว การบุกอย่างหนักที่เคยมีข้อดีอย่างการไม่ให้ศัตรูทันได้ตั้งตัวติดกลายเป็นดาบสองคมไปซะแล้ว


“อั๊ก!” รันฟาเอามือกดไหล่ที่ตอนนี้มีอาการชาจนแทบไม่รู้สึกอะไรทั้งที่มีเกราะส่วนไหล่กันเอาไว้แท้ๆ ไม่รู้ว่าแรงฟาดเมื่อครู่นี้แรงขนาดไหนกันแต่บอกได้เลยว่าหากใช้กับดาบจริงล่ะก็
ป่านนี้รันฟาได้แขนขาดไปแล้ว

“เอาล่ะจะว่ายังไงจะบุกมาอีกรอบหรือจะยอมแพ้ซะตรงนี้รีบๆเลือกก่อนจะไม่มีโอกาสซะ” อาจารย์กล่าวขณะที่ยังคงยืนรอให้รันฟาบุกเข้ามาหาเหมือนเดิม อีกฝ่ายมีท่าทีไม่ยี่หระใดๆเหมือนกับว่า
การประลองกับรันฟานั้นมันรู้ผลตั้งแต่ก่อนจะเริ่มแล้ว ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เหมือนแค่เล่นสนุกกับเด็กอย่างเธอเท่านั้น


แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นรันฟาก็ยังต้องสู้ต่อหญิงสาวไม่คิดยอมแพ้ใดๆทั้งนั้นหากเป็นเมื่อก่อนเธอคงยอมแพ้ไปแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน เธอไม่มีความลังเลใดๆอีกต่อไปแล้ว
หากลังเลก็ไม่มีวันเข้มแข็ง หากลังเลก็ไม่มีทางปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองได้ หากลังเลเธอก็เท่ากับอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน!

รันฟาสลับดาบไม้ไผ่ในมือขวาไปไว้ที่มือข้างซ้ายแทนหลังจากไหล่ขวาถูกฟาดอย่างแรงเมื่อครู่จนขยับได้ไม่ถนัดอย่างใจคิดนักถึงจะไม่ค่อยถนัดการใช้ดาบมือซ้ายเท่าไหร่แต่เวลาแบบนี้ก็ใช่ว่า
จะมีตัวเลือกมากมายให้เลือกนัก รันฟามีแต่ต้องสู้และล้มอาจารย์ลงให้ได้ถึงแม้โอกาสจะริบหรี่ก็ตาม


“เข้ามาเลยรันฟา มาดูซิว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน!” อาจารย์ชี้ปลายดาบไปที่รันฟาพลางพูดท้าทาย


สำหรับหญิงสูงวัยอายุห้าสิบกว่าๆแล้วก็นับว่าห้าวน่าดูทีเดียว รันฟาจับดาบไม้เอาไว้ในมือให้แน่นที่สุดนี่อาจจะเป็นการบุกจู่โจมครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว ครั้งนี้ต้องเอาชนะให้ได้ทั้งหมดเดิมพันกับ
การตวัดดาบเพียงครั้งเดียว!


“ย๊าก!!”


เปรี้ยง!


พริบตาที่รันฟาส่งเสียงกู่ร้องกำลังจะเข้าไปตวัดดาบใส่อาจารย์ อยู่ๆร่างของหญิงสูงวัยสวมเกราะที่เคยประจัญหน้ากับเธอก็หายไปและพริบตานั้นร่างบางของรันฟาก็ลอยขึ้นเหมือนโดนลมพัดจนตัวลอย
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือหมวกเกราะของเธอหลุดออกจากหัวทั้งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ใขณะที่สังเกตตรงตระแกรงบริเวณหน้าของหมวกเกราะมันอยู่ในสภาพที่บุบบี้จนดูไม่ได้

กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นร่างของรันฟาก็ล้มลงไปนอนกับพื้นอยู่สภาพที่ขยับตัวอะไรไม่ได้ทั้งที่อยากจะขยับแขนขาแต่ร่างกายมันไม่ตอบสนองเลยสักนิดเดียว สิ่งที่เห็นต่อจากนั้นคือร่างของอาจารย์
ที่ปรากฏตัวเข้ามาในทัศนวิสัยของเธอพร้อมกับกำด้ามของดาบไม้หักๆเล่มหนึ่งเอาไว้


“สงสัยใส่แรงมากไปหน่อย... ทำเอาดาบกับเกราะพังหมดเลย ขอโทษนะ อายุตะ...”

“ไม่เป็นไรหรอกครับแต่ว่า... เล่นใช้วิชา ‘จันทราหฤโหด’ เพลงดาบสังหารลับของสำนักสึมิโยะโกะกับลูกศิษย์แบบนี้ผมว่ามันออกจะ... รุนแรงเกินไปหน่อยว่าไหมครับ” ท่านทูตฮิเมจิกล่าวพลางลุกขึ้น
เตรียมจะเข้ามาช่วยพยุงรันฟาท่าทางการประลองนี่จะรู้ผลซะแล้ว

“ที่จริงก็ไม่ได้อยากใช้นักหรอกแต่ว่าวิชานี้มีไว้เพื่อจัดการกับลูกศิษย์ที่ออกนอกลูกนอกทางเท่านั้น ถ้าเมื่อกี้เป็นดาบจริงคงโดนสับร่างกระจายเป็นชิ้นๆไปแล้วล่ะ...” อลิเซียโยนด้ามดาบไม่หักๆทิ้งไป
พลางถอดหมวกเกราะออก นี่มันอะไรกันวิชาแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนแทบมองไม่ออกเลยว่าเมื่อกี้โดนเข้าอีท่าไหน


ท่านทูตฮิเมจิประคองร่างของรันฟาขึ้นมาอย่างเบามือและพยายามตรวจดูร่างกายว่ามีรอยช้ำหรืออาการบาดเจ็บอะไรรุนแรงรึเปล่า พูดถึงอาการบาดเจ็บเหมือนมันจะเริ่มรู้สึกเจ็บแปล๊บไปทั่วทั้งตัวแล้ว
เรียกว่าระบมไปทั้งร่างก็ไม่ผิดนัก ขนาดร่างกายเพิ่งจะมารู้สึกเจ็บปวดเอาตอนนี้วิชาดาบเมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่แล้วทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย!


“อาจารย์...”

“กลับไปคิดให้ดีว่าตัวเองควรทำอะไรรันฟา ถ้าคิดอยากจะประลองก็มาได้ทุกเมื่อแต่ตอนนี้ ไปพักซะก่อน...”


อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากโรงฝึกไปส่วนรันฟานั้นตอนนี้ทำได้เพียงคิดวนไปวนมาในหัวไม่หยุด อะไรกันแน่ที่เธอลืมมันไปกันอะไรคือสิ่งที่ทำให้อาจารย์เอาชนะเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นยังไง
ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ร่างกายบอบช้ำและอ่อนล้าไปหมด อยากจะหยุดคิดสักพัก อยากจะพักผ่อนเสียที...




วัล ‘วัลคิลลี่’


หลังการประลองดาบที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิตของวัลคิลลี่จบลง เด็กหญิงมีอันต้องช่วยกันพยุงร่างของรันฟาที่บอบช้ำไปทั้งตัวจากการประลองกับหญิงสูงอายุที่ชื่อว่า อลิเซีย
ตามระเบียบอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่รันฟาโดนเล่นงานซะน่วมขนาดนี้ฝ่ายที่เป็นคู่ต่อสู้กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ถึงจะรู้ว่าอาจารย์คนนี้แข็งแกร่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ถึงกับเล่นงานรันฟาที่เธอ
ไม่เคยเอาชนะในการประลองดาบได้เลยสักครั้ง

แทบไม่อยากคิดว่าหากเมื่อกี้คนที่ประลองไม่ใช่รันฟาแต่เป็นวัลคิลลี่ขึ้นมามันจะเกิดอะไรขึ้นกัน

ตอนนี้ทั้งเธอและรันฟาที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนฟูกภายในห้องรับรองแขกฝั่งผู้หญิงขณะที่ตาลุงโยฮันก็อยู่ที่อีกห้องหนึ่งกำลังพูดคุยกับท่านทูตฮิเมจิอย่างออกรสตามประสาคนแก่
แม้แต่เสียงหัวเราะดังลั่นก็ยังอุตส่าห์ดังมาถึงตรงนี้ ความจริงแล้วสองคนนั้นดูจะไม่สนอาการของรันฟาที่เพิ่งโดนถลุงมาก่อนหน้านี้ซะเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ


“ให้ตายสิตาลุงสองคนนั่นเสียงดังเป็นบ้า ส่วนยัยแก่ปีศาจนั่นก็โหดชะมัดไม่รู้จักสะกดคำว่ายั้งมือเลยรึไงนะ...” วัลคิลลี่บ่นขณะทายาแก้อาการช้ำให้รันฟาที่กำลังนอนหลับอยู่

“ขอโทษทีนะที่ฉันมันเป็นยัยแก่ปีศาจน่ะ...”

“ว้าย!!”


กรี๊ดค่ะ! กรี๊ด... ความคิดของวัลคิลลี่เป็นอันยุ่งเหยิงในเวลาเพียงพริบตาเดียวหลังจากการปรากฏตัวแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงของอลิเซียที่ดูจะได้ยินเธอนินทาแบบชัดเจน ใบหน้าแรกที่วัลคิลลี่เห็น
หลังจากหันหลังไปดูก็คือใบหน้าที่แลดูสงบนิ่งเยือกเย็นจนน่าขนลุก กิริยาการวางตัวที่ดูสูงส่งจนรู้สึกอึดอัดแบบแปลกๆยิ่งอีกฝ่ายสวมชุดกิโมโนสีน้ำเงินลายดอกบ๊วยด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึง
ความต่างชั้นในบางสิ่งที่เด็กน้อยไม่อาจจะเข้าใจได้

หญิงสูงวัยค่อยๆก้มลงนั่งเข่าที่ข้างๆวัลคิลลี่ด้วยท่าทีที่เหมือนจะไม่ใส่ใจใจสิ่งที่วัลคิลลี่พูดนินทาก่อนหน้านี้ เธอกลับล้วงเอากล่องบางอย่างที่สอดเอาไว้ใต้เสื้อคลุมกิโมโน มันเป็นกล่องไม้
ขนาดเล็กพอๆกับหนังสือไดอารี่เล่มหนึ่ง อลิเซีย เปิดกล่องไม้นั่นออกและสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่สิ่งของที่มีขนาดพอดีกับกล่องแต่อย่างใดทว่าเป็นสิ่งที่เล็กกว่านั้นมาก

มันคือเข็ม... เข็มสีเงินจำนวนหลายเล่มถูกบรรจุอยู่ในกล่องนั่น


วัลคิลลี่คิ้วขมวดและไม่ลังเลที่จะถาม “เอาเข็มเยอะแยะขนาดนี้มาทำอะไรกันเนี่ย?”

“เด็กแบบเธออาจจะไม่รู้จักสินะสาวน้อย หนึ่งในวิชาแพทย์โบราณของชาวจีน ‘การฝังเข็ม’ ยังไงล่ะ” อลิเซียตอบพลางเอานิ้วลองแตะที่ปลายเข็มทดสอบความคมดูก่อนเริ่มการฝัง

“การฝังเข็มเหรอ? แล้วมันช่วยได้รึไงน่วมทั้งตัวแบบนี้เนี่ยนะ...”


วัลคิลลี่ถามด้วยความสงสัยแต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่ตอบกลับไปสนใจที่การเตรียมฝังเข็มลงบนร่างของรันฟามากกว่า วัลคิลลี่เคยได้ยินมาเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์แผนโบราณของชาวจีน
เกี่ยวกับจุดต่างๆบนร่างกายที่มีความสำคัญสามารถกระตุ้นร่างกายได้ด้วยการใช้เข็มแทงฝังลงไปที่จุดนั้นๆอย่างแม่นยำ วัลคิลลี่ไม่ค่อยถนัดเรื่องวิชาแพทย์เท่าไหร่นักถึงเมื่อก่อนจะเคยสนใจอยู่บ้าง
ก็เถอะ

เข็มเล่มเล็กๆเข็มแล้วเข็มเล่าถูกปักลงบนร่างของรันฟาที่ยังคงนอนหมดสติอยู่ก่อนที่เข็มสุดท้ายจะถูกปักลงไป ดูๆแล้วมันก็เป็นภาพที่ชวนขนหัวลุกไม่เลวที่ทั้งร่างของรันฟาตอนนี้มีเข็มนับสิบเล่ม
ปักอยู่ทั่วร่างเต็มไปหมด หวังว่าเจ้าตัวจะไม่ตื่นขึ้นมาในตอนนี้นะ ถ้าตื่นขึ้นมาล่ะก็หยึย! ไม่อยากจะคิด!


“คงต้องรออีกสักยี่สิบนาทีแล้วค่อยดึงเข็มออก ยังไงตอนนี้ก็ต้องให้ร่างกายได้พักก่อนล่ะนะ ยัยลูกศิษย์งี่เง่าเอ๊ย...” อลิเซียพูดโดยที่ไม่ลืมบ่นใส่ลูกศิษย์ตัวดีของเธอที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่อง
อะไรอยู่

“ท่าทางคุณกับเธอจะรู้จักกันมานานแล้วสินะคะ คงเหนื่อยกับแม่นี่มากทีเดียวเชียว...”

“เธอเองก็เหมือนกัน ท่าทางรันฟาจะฝึกเธอหนักเลยสิใช่ไหม...”


วัลคิลลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าหญิงสูงวัยคนนี้รู้เรื่องเธอมากขนาดไหนกันแน่ ถึงกับรู้ว่าตอนนี้รันฟาคือคนที่ช่วยฝึกสอนเธอในทางวิชาดาบให้ แต่ดูจากฝีมือในการประลองก่อนหน้านี้
มันก็ชัดเจนแล้วว่าหญิงวัยกลางในในชุดกิโมโนคนนี้ร้ายกาจชนิดที่ว่าประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

วัลคิลลี่ออกอาการระแวงอย่างเห็นได้ชัดก็นะ... อีกฝ่ายถึงกับล้มรันฟาได้แบบง่ายๆแถมยังมองธาตุแท้ไม่ออกอีก ทั้งที่เป็นแบบนั้นอลิเซียกลับยิ้มพร้อมทั้งหัวเราะเบาๆในลำคออกมาให้เห็นเท่านั้น


“เธอเนี่ยนะระแวงแบบนั้นก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนี่ รันฟาเองก็เข้าใจเลือกลูกศิษย์เหมือนกันนะเนี่ย”

“ฉันไม่ใช่ลูกศิษย์ยัยนี่หรอกนะ ก็แค่ขอให้ช่วยเป็นเพื่อนซ้อมรบก็แค่นั้นเอง!” วัลคิลลี่พูดแก้ความคิดทันทีเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด ถึงยังไงตอนนี้เธอไม่ได้มองรันฟาว่าเป็นอาจารย์
หรืออะไรทั้งนั้น

“งั้นเหรอ... แต่ท่าทางเธอจะทำอะไรมากกว่าแค่การฝึกนะนั่น... ที่มือเธอยังมีรอยแตกจากการฝึกดาบอยู่เลยนี่...” รอยยิ้มละไมที่ดูอ่อนโยนพร้อมกับคำพูดที่ชวนให้วัลคิลลี่ต้องรีบชักมือหลบ
พูดตามตรงเลยทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์นี่ชอบทำตัวกวนประสาทเธอทั้งคู่ซะจริงเชียว!

“หนวกหูน่า...”

“เอาเถอะยังมีเวลาก่อนดึงเข็มออกนิดหน่อยจะรับชาหน่อยไหม?” อลิเซียถาม

วัลคิลลี่ขมวดคิ้วนิ่งเล็กน้อยก่อนตอบ “ถ้าไม่ใช่ชาขมรสชาติห่วยๆแบบที่ตาทูตนั่นชงให้ก่อนหน้านี่ก็ไม่ปฏิเสธ...”


รอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าของปรมาจารย์ดาบหญิงปรากฏขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องสักพักใหญ่ๆ ไม่นานเกินรอนักอลิเซียก็กลับมาที่ห้องพร้อมถาดไม้ที่มีกาและชุดถ้วยชา
แบบญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งวางอยู่บนถาดพร้อมใบชาอีกจำนวนหนึ่งที่วางอยู่ในถ้วยเล็ก หากดูแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับชาทั่วไปที่หาได้ตามร้านค้าแถบไชน่าทาว์นซะเท่าไหร่


“เจอแต่ชาอู่หลงถูกๆที่ท่านทูตอายุตะชอบดื่ม เธอคงไม่ว่านะเพราะที่นี่เราไม่มีใบชาแบบยุโรปเลย”

“ฉันไม่เรื่องมากนักหรอก อีกอย่างฉันเองก็ไม่ใช่พวกชอบดื่มชาเป็นกิจวัตรเหมือนพวกผู้ดีอังกฤษอยู่แล้วล่ะ” วัลคิลลี่ตอบส่งๆและอยากจะให้การร่วมวงดื่มน้ำชานี่จบให้ไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ก็นะ... ท่าทางของเธอก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่พวกผู้ดีอะไร เอาเถอะอย่างน้อยบางทีชาถูกๆก็อาจจะมีความหมายมากกว่าเครื่องดื่มราคาแพงๆที่เธอชอบก็ได้” อลิเซียตอบกลับอย่างใจเย็นทำเอา
วัลคิลลี่ไม่สบอารมณ์อย่างแรงเพราะเหมือนเมื่อครู่นี้หญิงสูงวัยคนนี้จะจิกกัดเธอหน่อยๆทั้งเรื่องมารยาทและของชอบของเธอด้วย บอกได้เลยว่ายิ่งนานไปก็ชักจะยิ่งไม่ชอบหน้าเข้าทุกที


ใบชาจำนวนหนึ่งถูกหย่อนลงในกาน้ำชาก่อนจะปิดฝาซึ่งอลิเซียดูจะตั้งใจกับการทำสิ่งนี้มากๆแม้จะเป็นแค่การชงชาดื่มเล่นเท่านั้น ทั้งเทน้ำร้อนที่ใส่ชาน้ำแรกออกจนหมดก่อนจะใส่น้ำเดือดอีกครั้ง
หลังเทนำแรกออกไป ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยทั้งที่เป็นแค่การชงชาโง่ๆเท่านั้น


“ชาตินี้จะได้ดื่มไหมเนี่ย... ทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยล่ะ” วัลคิลลี่ถามอย่างหงุดหงิด

“ใจเย็นๆ การชงชาน่ะมันเป็นอะไรมากกว่าแค่การเตรียมเครื่องดื่มนะ” อลิเซียตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆและท่าทีที่ใจเย็นจนน่าหงุดหงิด นี่ไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่าตอนนี้เธอกำลังไม่พอใจตัวเองอยู่

“จะไปมีอะไรได้ไงมันก็แค่การเอาใบไม้ตากแห้งมาแช่น้ำร้อนดื่มไม่ใช่รึไง?”

แทนที่จะตอบโต้อะไรรุนแรงออกมาอลิเซียกลับทำเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆหนึ่งที “เฮ้อ... เด็กหนอเด็ก ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณของการมีชีวิตในทุกลมหายใจเลยรึไงเนี่ย...”

“ยิ่งพูดยิ่งงงตกลงมันอะไรกันแน่ล่ะยายแก่?”


วัลคิลลี่พูดขึ้นเสียงมากขึ้นอีกฝ่ายเล่นพูดอะไรที่ฟังดูแล้วเหมือนการเพ้อรำพันไม่ก็เหมือนกับสิ่งที่เป็นนามธรรมมากเกินไปจนยากที่จะเข้าใจ บอกเลยว่าวัลคิลลี่ไม่ชอบการพูดอะไรอ้อมค้อมเลย
สักนิดถ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่า


“ในยุคโบราณสมัยที่ยังมีสงครามกลางเมืองในญี่ปุ่น ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติโบราณที่ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน การมีชีวิตในทุกลมหายใจ ก็คือสิ่งนั้น” อลิเซียร่ายยาวพลางเริ่มเทชาในกาลงบนถ้วย
อย่างเบามือจำนวนสองถ้วยด้วยกัน “เธอเคยคิดไหมแม่หนูน้อย ว่าชาถ้วยนี้อาจจะเป็นชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตเธอก็ได้น่ะ...”

“ไม่เคยคิด แล้วก็ไม่อยากคิดด้วย”


ควับ!


ไม่ทันขาดคำชั่วพริบตาเดียวกว่าวัลคิลลี่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมีดสั้นเล่มเล็กเล่มหนึ่งก็โผล่เข้ามาจ่อประชิดห่างจากนัยน์ตาของเธอไปเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น วัลคิลลี่ตัวแข็งทื่อไม่รู้จะรับมือยังไงดี
กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว โดยคนที่กำลังเอามีดจ่อเธออยู่นั้นคืออลิเซียหญิงสูงวัยที่เพิ่งพูดกับเธอเรื่องปรัชญาอะไรสักอย่างเกี่ยวกับชีวิตนี่ล่ะ

เล่นพูดปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตแล้วจ่อมีดเข้าใส่ทันทีแบบนี้ต่อให้ล้อเล่นก็ขำไม่ออกจริงๆนั่นล่ะ


“จะทำอะไรนะยายแก่!?”

“นี่ถ้าเมื่อกี้เป็นศัตรูของเธอล่ะก็มันก็อาจจะเป็นชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตของเธอจริงๆนะเด็กน้อย เวลาที่ผู้อาวุโสพูดอะไรฟังๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันนะ... บางที” อลิเซียชักมีดกลับไปก่อนจะเก็บเข้าฝัก
ตามเดิม


เท่าที่ดูมีดเล่มนั้นอาจจะเป็น ‘ไอคุจิ’ มีดสั้นที่นิยมให้สตรีพกพาในสมัยก่อน ที่รู้เพราะก่อนหน้านี้วัลคิลลี่เคยถูกรันฟาบังคับให้อ่านหนังสือประเภทของดาบญี่ปุ่นไปหลายรอบจนเอือมพอดู
ไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์แบบนี้ และที่รู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งคืออย่าได้ประมาทหญิงแก่คนนี้โดยเด็ดขาดหากเมื่อครู่เป็นศัตรูก็อย่างที่ว่านี่คงจะกลายเป็นการดื่มชาถ้วยสุดท้ายในชีวิตเธอไปแล้ว
ก็เป็นได้


“เข้าใจแล้ว... ถ้างั้นทำไมถึงต้องทำอะไรแบบนั้นด้วยล่ะ?” วัลคิลลี่รู้สึกโล่งใจนิดหน่อยหลังปลายมีดถูกชักกลับไปเมื่อครู่ สติ สตางค์ แทบกระเจิงหมด

“ลองดื่มชาดูสิ... แล้วจะรู้เอง” ถ้วยชาถูกเลือนมาให้แทนคำตอบ ขณะที่หญิงแก่คนนี้ก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างละเมียดละไม


วัลคิลลี่รีๆรอๆอยู่พักหนึ่งเกรงว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรซ์แบบเมื่อครู่อีกหรือเปล่าแต่สุดท้ายก็ค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นมาแตะที่ขอบปากก่อนจะค่อยๆจิบอย่างระวังไม่ให้โดนน้ำร้อนลวกปากในคราวเดียว


สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือกลิ่นหอมๆของชาอู่หลงที่ผสมกับไออุ่นของน้ำร้อนให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด จิบแรกที่สัมผัสได้คือความหวานติดปลายลิ้นนิดๆผสานเข้ากับกลิ่นหอมของใบชา
ถึงก่อนหน้านี้จะเคยดื่มชาอู่หลงรสชาติจืดชืดของรันฟาในระหว่างฝึกมาก่อนก็เถอะแต่นี่มันต่างออกไปทั้งที่บอกว่าเป็นแค่ชาอู่หลงถูกๆ แต่รสชาตินี่ต่างจากที่เคยดื่มมาทุกถ้วยเลยจริงๆ


“ก็... ไม่เลวนะ”

“เธอคงคิดสินะว่าทำยังไงชาอู่หลงถูกๆถึงได้มีรสกับกลิ่นดีแบบนี้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่ฉันต้องการจะสื่ออะไรหรอก” อลิเซียพูดพลางยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นดื่มเช่นกัน

“ไม่ใช่ประเด็นหลักงั้นเหรอ ถ้างั้นอะไรคือประเด็นหลักกันล่ะ?”

“ที่อยากจะบอกคือแม้จะเป็นสิ่งที่เหมือนกันแต่หากถูกกระทำต่างกันผลลัพธ์ก็จะต่างกันออกไปด้วย เหมือนกับชาอู่หลงถูกๆนี่ ถ้าหากถูกชงด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องรสชาติก็จะออกมาแบบนี้”


อลิเซียยื่นชาอีกถ้วยที่เป็นชาแบบเดียวกันเพียงแต่ครั้งนี้มันถูกชงด้วยการเอาน้ำร้อนเทใส่แบบตรงๆไม่มีการแช่ใบชาด้วยน้ำที่สองแบบถ้วยแรก ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังวัลคิลลี่จิบเข้าไปเพียงอึกแรกคือ
จืดสนิทมีเพียงแค่กลิ่นหอมจางๆเท่านั้นที่สัมผัสได้ ขณะที่รสชาติแทบจะต่างจากถ้วยแรกอย่างสิ้นเชิง

เหมือนที่พูดเอาไว้รสชาติอย่างกับใบไม้ตากแห้งแช่น้ำร้อนไม่มีผิด...


“บางครั้งการจะทำอะไรสักอย่างแค่ความแข็งแกร่งอย่างเดียวมันไม่พอ มันไม่สำคัญว่าเธอจะเหวี่ยงดาบได้เร็วหรือแรงแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือเธอจะทานทนต่อความยากลำบากได้แค่ไหนต่างหาก
ยัยลูกศิษย์งี่เง่าของฉันดันมองแค่ความแข็งแกร่งแต่กลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญไป”

“จะว่าไปอะไรกันล่ะที่ยัยรันฟาลืมไปแล้วนั่นน่ะ?” วัลคิลลี่ถามซึ่งคำถามนี้เธอเองก็สงสัยไม่แพ้กัน อะไรกันแน่ที่รันฟาได้ลืมไปจนถึงกับต้องให้อาจารย์คนนี้ต้องลงมือฟาดจนยับเยินซะขนาดนั้น

“ของแบบนี้พูดอย่างเดียวมันไม่ได้หรอก...”


ควับ!


วัลคิลลี่ไม่พลาดซ้ำสองเด็กสาวรอรับอยู่แล้วหลังอลิเซียขยับปุบปับและมือของเธอก็คว้าบางอย่างเอาไว้ได้ และมันก็ชวนให้น่าแปลกใจซะจริงเชียวเพราะมันคือดาบไม้แบบเดียวกับที่ใช้ในการประลอง
ก่อนหน้านี้


“นี่มัน...”

“ถ้าเธออยากรู้คำตอบก็ต้องใช้พลังของเธอเข้ามาหาคำตอบเอง ฉันจะรออยู่ที่โรงฝึกไปเตรียมตัวก็แล้วกัน...” อลิเซียพูดขึ้นก่อนจะลุกและเริ่มดึงเข็มที่ปักออยู่ทั่วร่างของรันฟาออกทีละจุดอย่างเบามือ


หญิงสูงวัยในชุดกิโมโนเดินออกจากห้องไปโดยทิ้งให้วัลคิลลี่ที่กำลังงงจับต้นชนปลายไม่ถูกนั่งคิดกับตัวเองว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่


“ประลองดาบเพื่อหาคำตอบเจริญล่ะ... พวกนักดาบนี่จะคุยกันดีๆแบบชาวบ้านเข้าไม่ได้รึยังไงกันนะ...”


วัลคิลลี่คิดแล้วก็รู้สึกเอือมระอาเอาเรื่องไอ้การประลองดาบแบบนี้เธอเองก็ชักจะเริ่มขยาดๆกับมันบ้างแล้วหลังได้ประมือกับรันฟาในการฝึกซ้อมมาหลายต่อหลายครั้ง ไอ้เรื่องจิตวิญญาณหรือวิถีแห่งดาบ
โบร่ำโบราณอะไรนี่ดูจะไม่ใช่แนวของเธอเอาซะเลย

เด็กหญิงทำเพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่เท่านั้นก่อนจะเริ่มคว้าดาบไม้ขึ้นมาและลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกมุ่งหน้าสู่โรงฝึกดาบตามที่นัดหมายโดยไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรที่นั่น...




ผิง รันฟา


“อือ... ”

‘ปวดชะมัด’ นั่นคืออย่างแรกสุดที่รันฟารับรู้ได้หลังตื่นขึ้นมาหญิงสาวได้รับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนอยู่บนฟูกภายในห้องรับรองแขกในสภาพที่ระบมไปทั้งตัว ล่าสุดเท่าที่จำได้ก่อนจะหมดสติ
คือเธอกำลังประลองกับอาจารย์แล้วหลังจากนั้นเพียงพริบตาเดียวเธอก็ถูกจัดการด้วยวิชาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนของอาจารย์จนหมดสติไปหลังจากนั้น นั่นคือสิ่งที่รันฟาจำได้มากที่สุดก่อนสลบ

หญิงสาวเริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง ตามเนื้อตัวนั้นมีรอยช้ำมากมายที่เกิดจากการประลองกับอาจารย์ของเธอก่อนหน้านี้น่าแปลกที่มันไม่ยักจะปวดหนักเท่าไหร่นักมีเพียงแค่อาการระบมเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะดูเป็นเรื่องแปลกที่โดนซัดซะขนาดนั้นแล้วยังขยับได้แต่รันฟารู้ดีว่าหมายถึงอะไร


“รอยฝังเข็ม... อาจารย์สินะ ไม่ได้ทำแบบนี้มานานแล้วด้วย...” รันฟาพูดขึ้นพลางดูรอยจุดเล็กๆตามแขนที่เธอจำมันได้เป็นอย่างดี มันคือร่องรอยของการถูกฝังเข็มที่เธอรู้จัก


รันฟายังจำได้ดีสมัยที่ยังฝึกอยู่กับอาจารย์ที่ซานฟรานซิสโกเธอเองก็พลาดท่าถูกอาจารย์ซัดซะน่วมไปหลายต่อหลายครั้งจนต้องถูกรักษาด้วยการฝังเข็มอยู่บ่อยๆถึงมันจะไม่ทำให้อาการปวดหายไป
ซะทีเดียวแต่ก็นับว่าช่วยได้เยอะ ความจริงแล้วรันฟาเองก็สนใจในวิชาแพทย์แบบนี้อยู่เหมือนกันแต่เนื่องจากการจะทำแบบนี้ได้ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องกายวิภาคและจุดต่างๆของร่างกายมนุษย์ที่
แม่นยำเอามากๆและมันก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับรันฟาที่จะเรียนรู้วิชาแบบนี้

แต่ยังไงเรื่องนี้คงไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังสนใจเท่ากับคำถามในใจที่ว่าอาจารย์ของเธอไปอยู่ไหนแล้วต่างหาก เธอยังมีเรื่องที่ต้องสะสางกับอาจารย์ของเธอแต่ก็ต้องคิดถึงสิ่งที่อาจารย์เธอถามด้วย
เช่นเดียวกัน ว่าสิ่งใดกันแน่คือเรื่องที่เธอได้ลืมไป มันมากขนาดที่ทำให้อาจารย์ลงมือกับเธอได้ถึงขนาดนั้น


“คิดไม่ออกเลยแฮะ... ช่างเถอะยังไงก็ออกไปเดินแถวๆนี้หน่อยน่าจะดีกว่า...” คิดแล้วรันฟาก็รีบลุกขึ้นจากฟูกพลางขยับชุดยูกะตะที่หลวมๆอยู่ให้เข้าที่ อย่างน้อยถ้าตอนนี้คิดอะไรไม่ออก
ก็ต้องทำให้หัวโล่งน่าจะดีกว่า


ภายในเรือนรับรองนั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างไม้ของต้นซากุระที่พบได้ทั่วไปในญี่ปุ่นรูปแบบการสร้างยังคงเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น กลิ่นอายของวัฒนธรรมแถบตะวันออกนั้น
เป็นอะไรที่ชวนให้น่าหลงใหลแบบแปลกๆ กลิ่นอายที่มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมันทำให้รันฟารู้สึกใจสงบได้มากหลังจากไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานตั้งแต่ภารกิจคราวนั้น
มันทำให้เธอมีมุมมองต่อสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆจนเธอเองก็ไม่ได้ทันสังเกตอะไร บางทีคำตอบของคำถามที่ว่าอาจจะอยู่ในเรื่องพวกนี้ก็เป็นได้

รันฟาเดินไปตามทางเดินของเรือนรับรองที่ทอดยาวไปเรื่อยด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าในหัวนั้นได้แต่คิดซ้ำไปซ้ำมาถึงสิ่งที่เธอยังนึกไม่ออก สิ่งสำคัญที่อาจารย์บอกว่าเธอได้ลืมมันไปแล้ว
จะมีอะไรสำคัญสำหรับการต่อสู้มากไปกว่าความแข็งแกร่งกันเชียว


เพียะ! เพียะ! เพียะ!


สักพักช่วงที่กำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนั้นเองก็มีเสียงของอะไรบางอย่างกระทบกันดังมาจากที่ไหนสักที่ไม่ไกลเท่าไหร่ ฟังจากเสียงแล้วมันช่างเป็นเสียงที่คุ้นหูอย่างน่าประหลาดรันฟาลองหันหัว
ไปรอบๆและเงี่ยหูฟังหาต้นทางของเสียงที่ว่านั่น มันยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องมากพอที่จะให้รันฟาเดินตามเสียงไปได้

ต้นเสียงนั่นดังมาจากทางโรงฝึกไม่ผิดแน่! ยิ่งเดินเข้ามาใกล้เสียงกระทบนั่นก็ยิ่งดังชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงนี่มันคือเสียงของดาบไม้ไผ่ที่ปะทะกันในการประลอง ฟังจากเสียงแล้วเหมือนจะมีการปะทะกัน
ถี่มากกว่าปกติคำถามคือใครกันที่กำลังประมือกันอยู่ในโรงฝึกนี่

รันฟามายืนหยุดที่หน้าประตูโรงฝึกใจหนึ่งคิดว่าอยากจะเปิดเข้าไปดูว่าใครที่กำลังประลองดาบกันอยู่ส่วนอีกใจหนึ่งก็คิดว่าอย่าไปรบกวนการประลองเลยน่าจะดีกว่า หญิงสาวเริ่มคิดไม่ออกว่า
ควรเลือกทางไหนดีให้ตาย! ทั้งที่บอกว่าตัวเองไม่มีความลังเลแล้วแท้ๆแต่กับเรื่องแบบนี้ยังลังเลไม่รู้จะตัดสินใจยังไงซะอย่างนั้น


“เอาไงดีเนี่ย...”

“เฮ้ย... จะยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกนานไหมถ้าไม่เข้าไปก็หลีกด้วยแม่ตุ๊กตา!”


เสียงทักทายที่ฟังแล้วไม่เป็นมิตรที่คุ้นเคยดังขึ้น ที่รันฟาเห็นเป็นอย่างแรกก็คือขวดเหล้าสาเกของญี่ปุ่นที่โยฮันถือติดมาพร้อมกับจอกเหล้า ชายแก่อายุหาสิบคนนี้กำลังสวมชุดยูกาตะของญี่ปุ่นเช่นกัน
ขอบอกเลยว่าไม่เข้ากับหนังหน้าอย่างแรงสำหรับคนเยอรมันหน้าบากแก่ๆคนนี้ ถึงท่าทางขึงขังนั่นจะทำให้ดูมาดเข้มและน่าเกรงขามก็ตามที

รันฟารีบหลีกออกจากประตูเปิดทางให้โยฮันเดินผ่านเข้าไป ชายแก่ทำเพียงแค่เลื่อนบานเลื่อนประตูไปด้านข้างก่อนจะเดินดุ่ยๆเข้าไปในโรงฝึกพร้อมขวดเหล้าแบบไม่เกรงใจใคร ภายในโรงฝึกที่รันฟา
ได้เห็นภายในนั้นคือท่านทูตฮิเมจิที่กำลังดูการประลองดาบของหญิงสูงวัยที่สวมชุดฮากามะและเด็กหญิงอีกคนที่สวมชุดแบบเดียวกัน

ทั้งสองคนกำลังประมือกันโดยที่ไม่สวมชุดเกราะป้องกันและที่สำคัญต่างฝ่ายต่างเข้าปะทะกันแลกกันไปมาอย่างดุเดือดและรวดเร็วแม้จะเป็นการประลองด้วยดาบไม้แต่สายตาของทั้งคู่นั่นบอกชัดว่า
เอาจริงกันแน่นอน

รันฟามองดูการประลองจากนอกประตูด้วยความประหลาดใจชนิดที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน กับอาจารย์ยังพอว่าแต่กับวัลคิลลี่ที่เป็นแค่นักดาบฝึกหัดนั้นมันคนละเรื่อง การที่เด็กหญิงหาญกล้าพอ
ที่จะปะทะกับอาจารย์ของเธอโดยไม่สวมแม้แต่เครื่องป้องกันสักชิ้นนั่นเป็นสิ่งที่รันฟาไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ ขนาดสวมเกราะอีกฝ่ายยังเล่นซะเธอระบมได้ขนาดนี้แต่นี่กลับเอาตัวเข้าแลก
สู้แบบไม่มีคำว่ากังวลในหัวซะแบบนั้น


“เอ้า! จะยืนบื้ออยู่ตรงนั้นหรือจะเข้ามาดูกันล่ะ รีบๆคิดเร็วเข้าแม่ตุ๊กตา” โยฮันเหลียวหลังมาถาม

“คะ... ค่ะ!” รันฟาตอบรับก่อนจะเดินเข้ามาในห้องโดยที่เสียงปะทะของดาบไม้ยังคงดังให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ


รันฟาเดินเข้ามาและนั่งลงใกล้กับจุดที่ท่านทูตฮิเมจินั่งอยู่ ชายชาวญี่ปุ่นแก่ๆที่อายุไล่เลี่ยกับโยฮันนั่งชมการประลองโดยที่ดื่มชาร้อนๆไปด้วยราวกับว่าการประลองแบบเอาเป็นเอาตายระหว่างนักดาบ
ต่างวัยสองคนนี่เป็นแค่เรื่องบันเทิงเรื่องหนึ่งเท่านั้น


“เป็นการประลองที่ดีเลยว่าไหมครับ” ท่านทูตกล่าวพลางจิบชาลงคอไปอึกหนึ่ง

“ประลองโดยไม่สวมเกราะกับคนที่มีฝีมือแบบนั้น อยากเจ็บตัวนักรึไงนะยัยนั่น” รันฟานั่งลงพลางมองดูการประลองระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์แบบไม่เป็นทางการของเธอเอง

“ลองมองดูให้ดีๆสิครับคุณมองเห็นอะไรท่ามกลางความดุดันนั่น ถ้าเป็นนักดาบด้วยกันคงจะมองออกนะครับ” ทูตฮิเมจิกล่าวพลางมองไปที่กระประลองแบบไม่คลาดสายตา

รันฟาเอียงคอด้วยความสงสัยก่อนจะลองทำตาม “อืม... วิถีดาบไม่มีอะไรแปลก... การขยับตัวก็ไม่ได้พิเศษอะไร... แต่ว่า...”

“เจออะไรแล้วเหรอครับ?”

“ไม่มี... ไม่มีเลย... จิตสังหารของทั้งคู่ไม่มีเลยสักนิดเป็นไปได้ไงทั้งที่สู้กันตั้งขนาดนั้น”


ดวงตาของหญิงสาวเริ่มเบิกกว้างหลังรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ควรจะมีในการต่อสู้แต่กลับไม่รู้สึกถึงมันเลยสักนิดสิ่งนั้นคือจิตสังหารหรือจิตมุ่งร้ายแห่งความกระหายที่ปกติในการต่อสู้นักดาบหรือนักสู้ทุกคน
จะต้องมี พูดไปแล้วมันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักการหรือฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ แต่มันก็เป็นความจริงว่ากันว่ามนุษย์นั้นหากฝึกประสาทสัมผัสให้มีความเฉียบคมก็จะสามารถรับรู้ได้ถึง
จิตมุ่งร้ายของอีกฝ่ายจนสามารถรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังมา

ที่น่าแปลกก็คือทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้นแต่รันฟากลับรับรู้ถึงจิตสังหารจากสองคนนั้นแทบไม่ได้เลยมันเหมือนกับว่าการประลองที่เธอเห็นว่าเป็นการประลองที่ดุเดือดเป็นเพียงแค่การเล่นสนุก
ของคนแก่รุ่นป้ากับเด็กรุ่นหลานเท่านั้นเอง

วัลคิลลี่ไล่หวดดาบไม้ไปมาอย่างคล่องแคล่วและเต็มไปด้วยพลังแต่ในขณะเดียวกันรันฟาก็สังเกตเห็นสีหน้าของเด็กหญิงที่ไม่ได้มีแม้แต่ความเครียดเลยสักนิด ในทางตรงข้ามใบหน้าของวัลคิลลี่
กลับมีรอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าระหว่างการต่อสู้ทั้งที่ตอนฝึกกับรันฟา วัลคิลลี่ไม่เคยแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาให้เห็นเลยสักครั้ง แววตาแบบนั้นมันช่างชวนให้คิดถึงจริงๆ

แววตาแบบเดียวกับเธอเมื่อสมัยเด็กที่เริ่มฝึกดาบครั้งแรกไม่มีผิด

รันฟาเกือบจะลืมไปแล้วไอ้ความรู้สึกแบบนั้นความรู้สึกแรกเริ่มที่เธอจับดาบ ไม่ใช่เพราะต้องการเรียนรู้วิชาดาบ ไม่ใช่เพราะอยากเรียนรู้วิชา ไม่ใช่เพราะอยากได้ความแข็งแกร่งแต่อย่างใด
เหตุผลมันก็ง่ายๆกว่านั้น เพราะความรู้สึกสนุกและความสบายใจที่ได้จากการจับดาบแค่เพียงเท่านั้นจริงๆ

ไม่แปลกใจเท่าไหร่หากการแกว่งดาบของทั้งคู่จะไม่มีจิตสังหารเข้ามาแทรกเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความมุ่งมั่นและการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างการประลองราวกับเป็นแค่การสนทนากัน
ผ่านภาษาของดาบ


“เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงสมัยที่ยังอยู่ใน Z.S.S. เลยจริงๆ ช่วงนั้นผมเองก็ยังเด็กต้องฝึกวิชาดาบอยู่ตลอดเหมือนแบบตอนนี้ เวลามันผ่านไปเร็วจนตอนนี้ผมกลายเป็นแค่ตาลุงแก่ๆคนนึงไปแล้ว...”
ทูตฮิเมจิกล่าวพลางย้อนนึกถึงความหลังเมื่อนานมาแล้วให้รันฟาได้ฟัง

“ก็คิดว่าคุณเองก็ไม่ธรรมดาอยู่นะคะ แต่ก็ไม่คิดว่าคุณจะเป็นอดีตสมาชิกของ Z.S.S. ด้วยผิดคาดอยู่เหมือนกันนะคะ”

“ก็ใช่นะหากไม่นับเรื่องที่ฉันเคยเกือบจะเด็ดหัวหมอนี่ได้ในสมัยที่ยังทำงานให้กับไอ้พวกชั่ว นอร์ท ในคราวนั้นล่ะ แล้วก็มีครั้งหนึ่งที่หมอนี่เกือบจะตัดหัวฉันขาดแบบไม่ทันตั้งตัวไปหนนึงด้วย”


โยฮันพูดแทรกเข้ามากลางวงสนทนาโดยไม่มีคำว่าเกรงใจแม้แต่นิดเดียว แต่ที่บอกว่าเกือบจะเด็ดหัวท่านทูตฮิเมจิได้นี่ก็หมายความว่าสมัยก่อนโยฮันกับท่านทูตเคยเป็นศัตรูกันและต่างฝ่ายต่างเกือบจะ
ฆ่ากันได้แล้ว คราวนี้ตาลุงแก่ๆสองคนกลับมานั่งชิวกันอยู่ตรงนี้เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน อันที่จริงคงจะเรียกว่ามีรันฟาคั่นระหว่างกลางอยู่มากกว่า ให้ตายนี่ยังจะมีเรื่องอะไรให้แปลกใจกว่านี้
อีกก็รีบจัดมาให้จบๆเถอะ ต้องมานั่งลุ้นตกใจกันทุกรอบแบบนี้มันเหนื่อยนะจะบอกให้!

รันฟามองการประลองของวัลคิลลี่และอาจารย์ของเธอแบบไม่คลาดสายตาสักวินาที ดาบไม้ไผ่ยังคงส่งเสียงกระทบประสานจังหวะกันอย่างพร้อมเพรียงจนกลายเป็นเสียงก้องกังวานไปทั้งโรงฝึก
ยังคงไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียไปเปรียบไปมากกว่ากัน วัลคิลลี่เคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แม้ว่าทางดาบจะยังแข็งๆอยู่บ้าง แต่ไหนแต่ไรมาวัลคิลลี่ก็มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวที่อยู่ในระดับ
ยอดเยี่ยมอยู่แล้วหากได้ฝึกฝนอย่างหนักอีกสักนิดล่ะก็คงจะเป็นนักดาบที่น่ากลัวคนนึงเลยทีเดียว


“เอาล่ะเลิกเสียเวลาแล้วลองบุกเข้ามาด้วยทุกอย่างที่มีดู ฉันอยากรู้ว่าเธอจะมีอะไรดีกว่าที่ตาเห็นรึเปล่า!” อลิเซียตะโกนลั่นท้าเด็กหญิงให้บุกเข้ามาแบบเตมกำลัง


และเนื่องจะนิสัยก็รู้ๆกันอยู่มีหรือที่วัลคิลลี่จะอยู่เฉยๆหลังโดนท้าซะแบบนั้น เด็กหญิงกระโดดถอยออกไปตั้งหลักไกลพอสมควรก่อนจะตั้งท่าที่ดูและเหมือนกับแมวตอนกำลังจะพุ่งตัวออกไปตะครุบเหยื่อ
ที่หมายตาเอาไว้จากระยะไกล


“งั้นจัดให้ตามคำขอมองให้ดีๆล่ะ!”


รันฟามองดูท่าเตรียมของวัลคิลลี่ที่มองยังไงก็รู้ชัดอยู่แล้วว่าคงจะเป็นท่าพุ่งตัวเข้าไปจู่โจมแบบเส้นตรงแน่ หากรันฟามองออกก็แน่นอนว่าอาจารย์ของเธอเองก็เช่นกัน และสายตาที่แน่วแน่
ไม่แสดงความหวาดกลัวนั่นมันเหมือนกำลังจะบอกว่าตนเองมองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายออกทั้งหมด ไม่ว่าวัลคิลลี่จะบุกมาแบบไหนก็ไม่มีทางที่จะโค่นตนเองลงได้อย่างแน่นอน

ความเงียบเข้ากลืนกินบรรยากาศทั้งห้องในชั่วอึดใจเดียวทั้งสองฝ่ายยังคงนิ่งไม่มีใครขยับตัว หากทุกอย่างเป็นเหมือนสิ่งที่รันฟากำลังคิดนี่คงจะเป็นการตัดสินผลการประลองกันด้วยการโจมตีเพียง
ชั่วพริบตาเดียว เพียงแต่รอเวลาให้มีโอกาสเหมาะสถานการณ์แบบนี้มันอย่างกับซามุไรที่รอจังหวะที่จะชักดาบออกจากฝักเพื่อฟันข้าศึกให้ร่วงในดาบเดียว ไม่ก็คาวบอยที่รอจังหวะชักปืนออกมาดวลกัน
ในเสี้ยววินาที รันฟากำลังลุ้นอย่างหนักว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นั้นจะออกมาในรูปไหน

เวลาเริ่มไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าวินาทีแล้ววินาทีเล่าทุกอย่างยังคงนิ่งไม่ไหวติงจนกระทั่งท่านทูตฮิเมจิเริ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบเชียบ...


เปรี้ยง!!


รันฟามีอันสะดุ้งโหยงหลังจากนั้นเมื่อเสียงของดาบไม้ไผ่สองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแถมทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียว ที่ต้องบอกว่าพริบตาเดียวนั้นก็มีความหมายตรงตัวจริงๆ
เพราะสิ่งที่รันฟาได้เห็นนั้นคืออยู่ๆร่างของวัลคิลลี่ก็เข้ามาปรากฏต่อหน้าของอาจารย์โดยที่ไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะหนึ่งแต่กระนั้นอาจารย์กลับตอบสนองได้อย่างฉับไวจนสามารถป้องกันดาบ
ของวัลคิลลี่เอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด


“ว่องไวไม่เลว... ถ้าเมื่อกี้ตอบสนองช้ากว่านี้อีกนิดคงเจ็บตัวไปแล้ว ความเร็วระดับนี้คนธรรมดาคงทำไม่ได้แน่ เธอเป็นใครกันสาวน้อย?” อลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าประทับใจ
และไม่ลืมที่จะถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย แต่เหมือนวัลคิลลี่จะไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบคำถามเท่าไหร่นัก

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรรู้ เมื่อกี้พลาดไปหน่อยครั้งต่อไปไม่พลาดแน่!” เด็กหญิงประกาศกร้าวพลางตั้งท่าแบบเดิมอีกครั้ง ฟังจากที่พูดนั่นไม่ใช่การพูดขู่แต่อย่างใดหากโดนเข้าไปอีกรอบงานนี้คงได้มีเจ็บ
หนักแน่ๆ


อลิเซียยกดาบขึ้นมาตั้งท่าเอาไว้และยืนสงบนิ่งโดยไม่ใส่ใจต่อความร้ายกาจของอีกฝ่ายโดยเฉพาะเรื่องความเร็วที่เกินบรรยายนั่น รันฟามองดูท่าทีของอาจารย์ด้วยความสงสัยว่าเธอจะรับมือกับความเร็ว
ระดับนั้นของวัลคิลลี่ได้ยังไงขนาดแค่มองก็ยังมองแทบไม่ทันแค่รับให้ได้ก็คงเต็มกลืนแล้วในความคิดของรันฟา

วัลคิลลี่ตั้งท่าเตรียมอยู่พักใหญ่ก่อนจะดีดตัวพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อเช่นเดิม พริบตาแรกที่รันฟารู้ตัวเด็กหญิงก็พุ่งตรงเข้ามาประชิดตัวของอาจารย์ในระยะโจมตีแล้ว
เจอเข้าจังๆแบบนี้ยังไงก็ไม่รอดแน่!

แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดแวบแรกภายในหัวของรันฟาเท่านั้น...


เพี๊ยะ!


ช่วงที่ใครๆต่างก็คิดว่าอาจารย์จะโดนหวดเข้าอย่างจังอยู่ๆเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้นเอง ร่างของอาจารย์ได้ขยับเคลื่อนไปด้านข้างของวัลคิลลี่ก่อนที่ดาบไม้ในมือจะหวด
เข้าที่บริเวณขาของเด็กหญิง เจอแบบนี้เข้าไปวัลคิลลี่ที่พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วขนาดนั้นก็ถึงกับเสียหลักล้มกลิ้งหลายตลบก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังไม้ของโรงฝึกดังโครม หมดท่ากันไปตามระเบียบ

แทบไม่ต้องเดาอะไรให้มากความวัลคิลลี่พุ่งชนพนังอย่างแรงสลบเหมือดคาที่แบบไม่ต้องเดาให้เสียเวลา แค่พริบตาเดียวก็พลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้ ช่างแข็งแกร่งอะไรแบบนี้แต่ถึงแบบนั้นรันฟา
กลับไม่รู้ถึงจิตสังหารเลยสักนิดตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มันเป็นไปได้ยังไงกัน


“ท่าทางคงยังต้องเรียนรู้เรื่องที่ควบคุมตัวเองอีกเยอะ พุ่งเข้ามาแรงแบบนี้ถ้าเล็งที่ขาทีเดียวก็จบแล้วล่ะ” อลิเซียกล่าวขณะที่มองดูสภาพของดาบไม้ไผ่ที่จวนจะหักอยู่รอมร่อแล้ว
ไม่รู้ว่าที่ปะทะกันนี้ฟาดไปแรงแค่ไหนแต่คงหนักเอาการขนาดดาบที่ทำจากไม้ไผ่ยังแทบเอาไม่อยู่

“ยังไม่เปลี่ยนเลยนะครับ กับเด็กๆก็ออมมือหน่อยไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่นา” ท่านทูตฮิเมจิกล่าวหลังจากการประลองจบลงด้วยชัยชนะของอลิเซีย

“สำหรับนักรบการออมมือมันคือการดูถูก ถ้าอยากจะเข้มแข็งจะให้เจอแต่บททดสอบง่ายๆมันก็ไม่มีค่าอะไร นายที่เคยผ่านอะไรแบบนี้เหมือนกันมาคงเข้าใจใช่ไหม... อายุตะ”

“เฮ้อ... งั้นก็ไม่เถียงล่ะครับ เอาเป็นว่าพาเธอไปพักก่อนดีกว่าเล่นชนกำแพงซะแบบนั้นตื่นมาคงหัวระเบิดแน่...”


ว่าแล้วทั้งทูตฮิเมจิและตาเฒ่าโยฮันก็รีบลุกขึ้นมาและแบกร่างที่ไร้สติของวัลคิลลี่ไปที่ห้องพยาบาลอีกราย ทั้งสองคนนั้นดูจะรีบร้อนออกจากห้องไปมากทีเดียว ทิ้งให้รันฟาต้องอยู่กับอาจารย์ของเธอ
เพียงลำพังแค่สองคนเท่านั้น

รันฟาเดินเข้ามานั่งคุกเข่าลงใกล้ๆกับอาจารย์ของเธอและไม่พูดอะไรออกมาหญิงสาวทำเพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆระหว่างที่อาจารย์ยังคงจัดข้าวของต่างๆหลังการประลองให้เรียบร้อย คิดๆไปแล้วมันให้
ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปยังช่วงเวลาที่รันฟายังคงเป็นลูกศิษย์ของเธอคนนี้ เธอกำลังรอที่จะให้อาจารย์ได้สอนบทเรียนอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อนช่วงเวลาที่เธอยังคงเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาที่อ่อนต่อโลก
อย่างที่เคยเป็นมาเสมอ

บรรยากาศยังคงเงียบสนิทเหมือนเช่นเคยรันฟายังคงนั่งรอให้อาจารย์พูดอะไรออกมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามและไม่นานหลังจากนั้น...


อลิเซียเหลียงหลังมาทางรันฟาก่อนพูด “คงรู้แล้วสินะว่าตัวเองลืมอะไรไปรันฟา...”

“ค่ะ อาจารย์...”

“หวังว่าคงเข้าใจแล้วนะว่าความแข็งแกร่งมันไม่ได้มีแค่พลังเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีอย่างอื่นด้วย นิยามของความแข็งแกร่งจะเป็นแบบไหนนั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของเธอรันฟา
ที่ฉันพอจะสอนเธอได้ก็มีแค่เรื่องเล็กๆน้อยเท่านั้น” อาจารย์พูดก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบบางอย่างและโยนมันให้รันฟา


รันฟารับมันเอาไว้อย่างว่องไวและที่โยนมานั้นมันก็คือดาบคาตะนะของเธอเองของขวัญที่อาจารย์เคยมอบให้กับรันฟาตอนที่รันฟาได้สำเร็จวิชาทั้งหมดของสำนักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รันฟาลองชักดาบ
ออกมาดู ส่วนของใบดาบมันยังคงวาววับเป็นประกายเหมือนเช่นเดิมและเหมือนมันจะถูกขัดเงาเพิ่มเติมบางส่วนอีกด้วยเพราะได้กลิ่นน้ำมันกานพลูจางๆลอยมากระทบจมูกด้วย


“ดาบเล่มนี้ฉันให้เธอเป็นเหมือนตัวแทนของวิถีดาบที่เธอจะเลือกเดินไป เหมือนจะเจอเรื่องอะไรมาเยอะเลยสิใช่ไหม” อลิเซียถามรันฟาซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้าตอบหนึ่งครั้ง


อาจารย์ค่อยๆนั่งลงตรงหน้าของรันฟาและมองมาทางเธอด้วยสายตาที่หนักแน่และมั่นคงเหมือนอย่างที่เคยเห็นจนชินตา


“หลังจากนี้เธอต้องเดินในเส้นทางของเธอต่อไป ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดเธอต้องยอมรับในผลของการกระทำนั้นๆไม่มีใครมาห้าม หรือลงโทษเธอเมื่อเธอเดินทางผิด คนเดียวที่จะรับรู้ได้เมื่อถึงตอนนั้น
ก็มีแค่เธอเท่านั้นรันฟา...”

“อาจารย์...”

“เรื่องการประลองของเราทั้งคู่คงต้องเลื่อนไปก่อน ไว้ถึงวันนั้นเราคงจะได้ประลองกันอีกไม่ใช่ในฐานะศิษย์ - อาจารย์ แต่ในฐานะนักดาบด้วยกัน”


อลิเซียพูดพลางลุกขึ้นยืนและเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก ในสายตาของรันฟาอาจารย์คนนี้ยังคงเป็นบุคคลที่เธอเคารพเสมอเธอช่างเป็นคนที่งดงาม สง่า ทว่าน่าเกรงขามและแข็งแกร่งเสมอ
หญิงสาวเคยหวังเอาไว้ว่าสักวันจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ แต่เวลานี้เธอเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ต้องแข็งแกร่งเหมือนกับอาจารย์ให้ได้ แต่จงแข็งแกร่งขึ้นในแบบของตัวเองโดยที่ไม่เสียตัวตนไปต่างหาก

รันฟามองดูดาบคาตะนะของตนเองอย่างตั้งใจและเริ่มคิดทบทวนกับตัวเองว่าจะทำยังไงต่อไป ไม่ว่าทางเดินที่เธอเลือกต่อจากนี้จะเป็นยังไงเธอก็ไม่คิดที่จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปอีกแล้ว...





ที่ไหนสักที่ในยุโรป


ความหนาวเย็นของสภาพอากาศภายในยุโรปปีนี้ดูจะหนาวมากกว่าทุกๆปี ความวุ่นวายตามเมืองใหญ่เหมือนอย่างเช่นทุกเมืองในโลกที่ยังคงวนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น ทุกคนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
อย่างเช่นที่เคยเป็นในทุกๆวัน ทว่าท่ามกลางความซ้ำซากเหล่านั้น ได้มีการเคลื่อนไหวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างลับๆภายใต้เงามืด

ภายในทางเดินมืดสลัวของใต้ดินที่ที่เต็มไปด้วยความชื้นและกลิ่นเหม็นอับชวนอาเจียน กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังสุมหัวกันทำบางสิ่งบางอย่างนั้นได้มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ระหว่างนั้นเองเสียโทรศัพท์ของหนึ่งในคนพวกนั้นก็ได้ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด


“ครับ”

“ทุกอย่างพร้อมรึยัง?” เสียงต้นสายที่เป็นผู้หญิงถาม

“พร้อมแล้วครับนายหญิง” หนึ่งในกลุ่มคนใต้เงามืดตอบอย่างชัดเจน

“เริ่มลงมือได้...”


คำสั่งง่ายๆดังขึ้นราวเป็นประกาศิตทำให้ผู้รับคำสั่งเริ่มทำอะไรบางอย่างหากสังเกตดีๆภายในความมืดนั้นไม่ได้มีแค่กลุ่มคนเพียงหยิบมือเท่านั้นแต่ยังมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามีไว้ใช้ทำอะไร
วางตั้งตระหง่านอยู่ภายในทางใต้ดินมืดๆนี้และพวกนั้นได้เริ่มเปิดการทำงานแล้ว

เสียงของเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่กำลังทำงานดังลั่นไปทั่วทั้งทางเดินอันมืดมิดราวกับเป็นสัญญาณเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างพร้อมกับต้นสายที่พูดแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงดังก้องนั่น


“มาเริ่มปาร์ตี้กันดีกว่า...”









*****************************************************************************************************************************************
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 474

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 27 ต.ค. 2019, 19:26

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)12/8

Episode 26 : Freaky Situation


น่าเบื่อ... น่าเบื่อชะมัด คำพูดเหล่านี้ยังคงดังอยู่ในหัวของอเล็กซ์ทั้งวันหลังจากที่มีคำสั่งจากทางฮอว์คอายส์ผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์ให้เตรียมพร้อมรอการมาของภารกิจถัดไปทั้งที่
เวลานับถอยหลังการโจมตีของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ก็เหลือเพียงอีกแค่วันเดียวเท่านั้นนี่มันใช่เวลาจะมานั่งเฉยๆขณะที่กล่องแพนโดร่ากำลังจะถูกเปิดออกรึยังไงกัน

เหตุผลหลักๆที่ทำให้ทุกคนต้องมานั่งรอภารกิจกันแบบนี้ก็เป็นเพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป้าหมายแรกที่พวกนั้นจะลงมืออยู่ที่ไหน ถึงก่อนหน้านี้จะได้ข้อมูลจำนวนมากจากการบุกเข้าตีฐาน
ของพวก ดิ เซอร์เพนท์ แต่ด้วยความที่ตัวแปรทั้งหลายมีมากเกินไปจนแม้แต่ A.I. วิเคราะห์จัดการข้อมูลอย่างอลิซยังต้องกุมขมับ มันก็ช่วยไม่ได้เรื่องนี้แม้แต่อเล็กซ์เองก็จนปัญญาเหมือนกัน

อันที่จริงนี่คงไม่ใช่เหตุผลที่อเล็กซ์ต้องมาหงุดหงิดพร้อมความรู้สึกเบื่อหน่ายถ้าไม่เป็นเพราะตอนนี้รันฟานั้นถูกโยฮันพาตัวออกไปข้างนอกที่ไหนก็ไม่รู้หลังจากที่รันฟาเกิดภาวะสติหลุด
ไม่ก็อะไรสักอย่างกระทบจิตใจจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรื่องทั้งหลายทั้งปวงนี้มีต้นเหตุมาจากโยฮันทหารผ่านศึกนักฆ่านอกองค์กรของหน่วยสเป็คเตอร์ที่ทำให้เป็นแบบนั้น


“อยู่เฉยๆไปก็เสียเวลาเปล่า ไปซ้อมยิงปืนซะหน่อยดีกว่า...” เมื่อคิดได้ชายหนุ่มก็รีบลุกจากเตียงตรงไปที่ห้องซ้อมยิงปืนที่อยู่ใกล้ๆกับคลังแสงของทีม ดราก้อนฟลาย


มันก็เป็นเวลาหลายเดือนแล้วตั้งแต่อเล็กซ์เข้ามาอยู่ในหน่วยสเป็คเตอร์แถมยังอยู่ในทีม ดราก้อนฟลายที่เป็นเหมือนทีมสำรองของหน่วยที่เก่งที่สุดอีกต่างหาก
แต่กระนั้นถ้านับจากระดับตำแหน่งแล้วอเล็กซ์ถือว่ามีตำแหน่งบ๊วยสุดคู่กับวิงมนุษย์วิหกสุดเพี้ยนประจำหน่วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะที่อเล็กซ์คิดอยู่นั้นคือทำให้ตายยังไง
ก็ไม่ชินซะทีกับการที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นช่างเทคนิคภาคสนามเพียงคนเดียวในทีมยอดฝีมือแบบนี้

และสิ่งที่พวกสเป็คเตอร์ทีมดราก้อนฟลายมักจะทำกันเป็นประจำนั่นก็คือการฝึกยิงปืนและกลยุทธการจู่โจมทุกวันหากมีเวลาว่าง และอเล็กซ์ก็กำลังจะไปทำสิ่งนั้นอยู่แต่เอาเข้าจริง
ฝีมือการยิงของเขาเองก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายอยู่ที่ระดับกลางๆพอจะงัดกับพวกตาเหยี่ยวได้พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องฝึกอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เขี้ยวเล็บที่มีทื่อหมดซะก่อน


‘กรุณาระบุตัวตนด้วย’

“อเล็กซานเดอร์ เกรย์วูล์ฟ มิลเลอร์ ช่างเทคนิคภาคสนาม ทีม ดราก้อนฟลาย...” อเล็กซ์พูดพลางแตะมือที่หน้าจอมอนิเตอร์สแกนข้อมูลทางชีวภาพลงไป

‘ID ถูกต้อง ใบอนุญาตระดับสาม เชิญเข้าไปได้’


ประตูกันระเบิดของห้องซ้อมยิงถูกเปิดออกหลังยืนยันตัวตนได้อเล็กซ์รีบเดินเข้าไปในห้องหลังจากนั้นก่อนที่ประตูจะปิดลงในเวลาต่อมา แค่ห้องซ้อมยิงยังถึงกับต้องมีระบบป้องกันดีขนาดนี้
คงเพราะว่าเป็นมาตรการที่จะไม่ให้มีใครเอาปืนภายในห้องออกไปใช้ได้เองตามใจชอบ มันก็แหงล่ะในห้องนั้นไม่ได้มีแค่ปืนธรรมดาแต่ยังมีทั้งอาวุธชั้นสูงรุ่นทดสอบไปจนถึงอาวุธจำพวกระเบิด
รวมอยู่ในนี้ด้วย หากจะเป็นสงครามขนาดย่อมๆก็ทำได้สบาย

ทันทีที่เข้ามาอเล็กซ์ก็ตรงเข้าไปที่ตู้เก็บปืนและทำการเบิกปืน AXE-22 มันเป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิงรุ่นต้นแบบที่อเล็กซ์กับนุสช่วยกันออกแบบขึ้นมาในช่วงหลายเดือน จุดเด่นของปืนกระบอกนี้
นอกจากจะมีพลังทำลายที่รุนแรงแล้ว ระบบช่วยเล็งของมันยังสามารถคำนวณระยะทางของเป้าหมายระดับความร้อน อัตราการเต้นของหัวใจ และอาจจะรวมไปถึงประเมินด้านสภาวะจิตใจของเป้าหมาย
ได้หากได้รับการพัฒนามากกว่านี้อีกสักหน่อย

ถ้าพูดง่ายๆมันก็คือปืนที่ดีมากๆกระบอกนึงนั่นล่ะ...


“ของเล่นสวยดีนี่เจ้าลูกเสือ...”


อเล็กซ์รีบหันไปด้านหลังเมื่อมีใครบางคนเข้ามาทักทาย เจ้าของเสียงทันทายนั้นเป็นชายสูงวัยรูปร่างกำยำทว่าส่วนสูงกลับไม่ได้เกินอเล็กซ์ไปมากเท่าไหร่นัก ผมสีดำสลับหงอกแซมขวา
เป็นบางส่วน และที่สะดุดตามากกว่าอะไรทั้งหมดคือดวงตาข้างซ้ายที่เป็นดวงตาเทียมระบบไซเบอร์เนติกที่มีการใช้งานได้เหมือนดวงตาจริงๆแค่เพียงแต่การขยับออกจะดูไม่เป็นธรรมชาตินิดหน่อย


“คุณคานาฟท์ไม่สิ- คุณบูลอายส์ คุณมาทำอะไรในนี้ครับไม่ใช่ว่าเข้าได้เฉพาะสมาชิกหน่วยรึไงครับ?” อเล็กซ์ถามอีกฝ่ายไป

ชายตาเดียวยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ “เห็นแบบนี้แต่ฉันก็ยังเป็นสมาชิกหน่วยสเป็คเตอร์สังกัดนอกองค์กรนะพ่อลูกเสือ นายเองก็น่าจะรู้หลังจากภารกิจคราวก่อนแล้วนี่”

“เลิกเรียกผมแบบนั้นจะได้ไหมครับและอีกอย่างคุณเองก็น่าจะปลดระวางไปแล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราแล้วนี่นา ยังไงคุณเองก็เป็นถึง ผบ. ของหน่วย DSSS กลับมาเกี่ยวข้องแบบนี้
มันจะดีเหรอครับ”

“เอาน่า.... มันก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆไปวันๆจนแก่ตายล่ะไอ้ลูกเสือ”


ชายแก่พูดแหย่เล่นๆออกมาก่อนจะคว้าปืนที่อยู่ในกล่องออกมา บอกเลยว่าอเล็กซ์นั้นมีทั้งความรู้สึกที่ทั้งชอบและไม่ชอบในตัวของอดีตสมาชิกรุ่นบุกเบิกคนนี้อยู่เท่าๆกัน ไม่ว่าจะคิดยังไง
ก็เดาเจตนาที่แท้จริงของชายคนนี้ไม่ออก เป็นคนที่ดูลึกลับมากพอๆกับโยฮันเพียงแต่ดูท่าทางวางใจได้มากกว่าก็เท่านั้น แต่ถึงยังไงก็อย่าลืมว่าชายคนนี้เคยเป็นอดีสมาชิกรุ่นบุกเบิกเช่นเดียวกับ
ฮอว์คอายส์ เพราะงั้นถ้าได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกแล้วความคิดความอ่านนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่ๆ

แต่ยังไงก็ตามหากอีกฝ่ายไม่ได้คิดร้ายอะไรจะญาติดีกันไว้มันก็ไม่เสียหายอะไรหรอก...


“เรมิงตั้น เอม เอส อาร์ ท่าทางคนแถวนี้จะชอบอะไรที่มันคลาสสิกนะครับ...” อเล็กซ์พูดขณะมองดูปืนที่บูลอายส์เอาออกมาจากหีบ เป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลสภาพเก่าพอดู
เหมือนผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานมากจนสังเกตได้จากรอยขีดข่วนและการซ่อมแซมครั้งแล้วครั้งเล่าบนตัวกระบอก

“ของคลาสสิยังไงก็คลาสสิกเจ้าลูกเสือ แถมเจ้านี่ไม่ว่าปืนกระบอกไหนก็สู้มันไม่ได้หรอก”

“พูดแบบนี้เหมือนจะบอกว่าปืนของผมเองไม่มีทางสู้ได้งั้นสิครับ... ใช่ไหม?” อเล็กซ์ถามกลับไปอีกครั้งหลังจากที่โดนอีกฝ่ายพูดท้าแบบอ้อมๆใส่

“ถ้าอยากรู้ก็มาลองดูกันสักตั้งไหมล่ะ?” บูลอายส์พูดท้าทายอีกครั้งและมีเหรอที่ชายหนุ่มจะยอม เอาเข้าจริงแล้วตอนนี้กำลังเซ็งๆพอดีอยากหาอะไรทำฆ่าเวลาอยู่เหมือนกัน

“งั้นก็จัดไปเลยครับท่าน ผบ.”


การรับคำท้าครั้งนี้อเล็กซ์พกเอาความมั่นใจมาเต็มที่ว่ายังไงก็ชนะแน่ ด้วยปืนที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดีกระบอกนี้ยังไงเสียของใหม่ๆก็ย่อมเหนือกว่าอยู่แล้วในแง่ประสิทธิภาพ
แม้จะเป็นแบบนั้นอีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆเลย ตรงกันข้ามเหมือนบูลอายส์จะมั่นใจมากๆว่าจะล้มอเล็กซ์ได้แบบสบายซะอย่างนั้นเท่าที่ดูหากในแง่อาวุธอเล็กซ์ก็เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เรมิงตั้น เอม เอส อาร์ เป็นปืนที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 แล้วหากจะให้พูดอาจจะเรียกได้ว่าปืนกระบอกนี้ออกจะล้าสมัยไปแล้วในยุคที่มีหุ่นยนต์และปืนระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยเข้ามาแทนที่
ไม่ว่าจะเป็นระบบโวลท์แอ๊คชั่นที่ยิงต่อนัดได้ช้า กระสุนหายาก และราคาที่แพงเกินไปรวมถึงระบบเล็งแบบกล้องพื้นฐานที่ขาดความยืดหยุ่นในการใช้งาน นั่นคงเป็นปัจจัยหลักๆที่ทำให้อเล็กซ์
ไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้เลยสักนิด

ทั้งที่เป็นแบบนั้นแล้วทำไมอีกฝ่ายถึงยังทำหน้าระรื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้นได้กันแน่


“งั้นจะแข่งกันยังไงล่ะ?” ชายแก่ตาเดียวถาม

“เอาที่คุณสะดวกเลยครับ ถือว่าต่อให้คนแก่ก็แล้วกัน” อเล็กซ์ตอบพลางเช็คสภาพปืนก่อนใช้งาน

“แน่ใจเหรอว่าจะเอาแบบนั้น... ไอ้ที่ฉันคิดน่ะมันโหดเอาเรื่องอยู่นา”

“ตามสบายเลยครับ ไม่ว่ายังไงก็พร้อมลุยอยู่แล้ว” อเล็กซ์พูดอย่างมั่นใจและยืนยันว่าจะให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือกรูปแบบของการท้าทาย


ภายในห้องซ้อมแห่งนี้จะมีรูปแบบการท้าทายของการฝึกที่สามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบจำลองภาพและเป้าซ้อมยิงแบบโฮโลแกรมที่สามารถจำลองเนรมิตสถานที่เสมือนจริงได้หลายแบบ
ตามที่ต้องการทำให้การซ้อมมีความเหมือนจริงได้มากขึ้น แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาเมื่ออเล็กซ์มีปืนที่สามารถปรับแต่งได้ในหลายสถานการณ์อย่าง AXE-22 ผลงานที่แสนภูมิใจกระบอกนี้อยู่ด้วย


“กฎการแข่งก็ง่ายๆหาตัวเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ให้เจอแล้วกำจัดให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย มีเป้าหมายอยู่ 20 คนซ่อนอยู่ในพื้นที่ จัดการให้หมดโดยใช้กระสุนให้น้อยที่สุดเข้าใจนะ...”

“เข้าใจครับ รีบๆเริ่มเถอะครับชักอยากลองปืนเต็มแก่แล้ว” อเล็กซ์พูดหลังจากที่ปรับแต่งปืนจนได้ผลที่น่าพอใจแล้ว ที่เหลือก็แค่ทดสอบยิงดูเท่านั้น


พอได้ยินแบบนั้นบูลอายส์ก็กดที่แผงควบคุมเริ่มทำการจำลองสถานการณ์ในทันที พริบตานั้นเองบรรยาศกาศรอบตัวภายในห้องซ้อมยิงก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นเพียงห้องโล่งๆไม่มีอะไรเลย
ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของป่ารกทึบมีต้นไม้ใหญ่มากมายขึ้นเต็มไปหมดและที่สำคัญยังเหมือนจริงสุดๆทั้งเสียงของสัตว์น้อยใหญ่ที่ควรจะมีอยู่ในป่า ระดับความชื้นสภาพอากาศทั้งหมด
และยังมีกระทั่งกลิ่นของพืชพรรณและอีกสารพัดที่ควรจะมีอยู่ในป่า

ก็นับว่าทำออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวสำหรับห้องจำลองการรบที่ใช้เป็นสถานที่ซ้อมยิงปืน อันที่จริงอเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าห้องนี้มันสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย ยอมรับเลยว่าชายหนุ่ม
ตามเทคโนโลยีที่นุสเป็นคนออกแบบขึ้นมาไม่ทันเลยจริงๆ


‘การจำลองสภาพแวดล้อมเสร็จสิ้น... ระบบทุกอย่างทำงานสมบูรณ์เริ่มการทดสอบใน... 3... 2... 1’


ปัง! ปัง! ปัง!


การแข่งขันเริ่มขึ้นในทันทีพร้อมกับเสียงปืนที่ไม่ได้มาจากบูลอายส์หรืออเล็กซ์แต่อย่างใด หากแต่มันมาจากปืนของพวกศัตรูที่เป็นภาพจำลองสามมิติแบบเสมือนจริงที่กำลังระดมยิงเข้ามา
ระบบการทำงานของที่นี่คงใช้หลักการเดียวกับห้องฝึกซ้อมจำลองที่รันฟาใช้ซ้อมดาบด้วยแน่ๆ นั่นคือหากถูกยิงด้วยกระสุนของศัตรูก็จะโดนไฟฟ้าช๊อตเอา ถึงจะไม่ตายแต่ก็คงไม่ใช่แค่คันๆแน่
ถ้าโดนเข้าไป

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อเล็กซ์หวั่นเกรงหรืออะไรทั้งนั้นชายหนุ่มทำเพียงแค่หลบเข้าที่หลังต้นไม้และเริ่มยกปืนขึ้นเล็งเพื่อมองหาศัตรูที่โจมตีเข้ามา


นับได้ สี่... ห้า... หก... มีเห็นอยู่แค่หกคนถ้าเก็บหมดนี่ล่ะก็....


ปัง!


ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อข้าศึกหนึ่งคนก็ถึงยิงร่วงไปแบบไม่ทันตั้งตัวจนแม้แต่อเล็กซ์ก็ยังตกใจเพราะไม่รู้เลยว่ายิงมาจากทางไหน แต่ที่แน่ใจคือนั่นต้องเป็นฝีมือของบูลอายส์ไม่ผิดแน่
ทหารเฒ่ารายนั้นคงจะซุ่มตัวอยู่ที่ไหนสักที่แล้วยิงเข้าใส่ฟังจากเสียงคงจะไม่ได้ซุ่มไกลจากจุดที่อเล็กซ์อยู่เท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นกลับมองไม่เห็นเลยว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังซุ่มอยู่ที่ไหนกันแน่


‘เริ่มมาก็ประเดิมก่อนเลยเหรอ ร้ายไม่เบานี่ลุง...’


ในเมื่อโดนนำไปแบบนี้มีหรือที่อเล็กซ์จะยอมชายหนุ่มรีบยกปืนแล้วใช้ระบบล๊อกเป้าระบุเป้าหมายก่อนจะยิงโต้กลับไปและเด็ดหัวศัตรูได้สองคนในเวลาอันรวดเร็ว ระบบการเล็งของ AXE-22 นั้น
นับว่าช่วยได้มากในสถานที่แบบนี้ ไม่ว่าจะมีที่ซ่อนมากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับปืนที่มีระบบการเล็งอัจฉริยะแบบนี้อยู่ด้วย


‘แบบนี้ก็กินหมูสิ เอาล่ะซ่อนอยู่ตรงไหนอีก...’ อเล็กซ์คิดในใจอย่างเริงร่าขณะที่สองกล้องเล็งปืนไปทั่วกวาดสายตามองหาเหยื่อรายต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน


ยังคงไม่มีวี่แววของบูลอายส์เลยแม้แต่เงาอีกฝ่ายยังคงซุ่มตัวเงียบอยู่ที่ไหนสักที่อเล็กซ์นั้นก็สงสัยอยู่ว่าตาเฒ่านั่นจะมัวทำอะไรอยู่กันแน่ จริงอยู่ถึงจะวางมือไปนานมากพอสมควรแล้ว
แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงสมาชิกรุ่นบุกเบิกของสเป็คเตอร์ไม่น่าจะมีฝีมือแค่นี้ แถมตั้งแต่เริ่มการซ้อมครั้งนี้แค่คลาดสายตาไปนิดเดียวเท่านั้นบูลอายส์ก็หายตัวไปราวกับล่องหนได้ไม่มีผิด
ขนาดกล้องจับความร้อนของปืนยังไม่สามารถตรวจจับได้


ปัง! ปัง!


ฉับพลันนั้นเองก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัดระยะเวลาแต่ละนัดทิ้งช่วงกันแค่หนึ่งวินาทีเท่านั้น ข้าศึกสองรายที่กำลังหลบอยู่ในที่กำบังร่วงในทันทีก่อนจะทันได้ขยับตัวซะอีก
อเล็กซ์หันไปทางต้นเสียงปืนและลองใช้กล้องจับความร้อนส่องดูแต่ก็ไม่พบอะไร ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่พวกศัตรูกำลังเริ่มตามเสียงปืนเข้าไป
และยิงถล่มทุกอย่างที่อยู่แถวนั้นจนราบ

อเล็กซ์รีบฉวยโอกาสนี้เล็งศัตรูที่กำลังสนใจอีกด้านหนึ่งอยู่ ระยะแค่นี้ยังไงก็ไม่พลาด ขอรับอีกหนึ่งแต้มไปล่ะนะ!

ตูม!!

“!!?”


ยังไม่ทันจะได้เหนี่ยวไกเลยสักนิดอยู่ๆตรงจุดที่พวกศัตรูกำลังเดินอยู่ก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงทำเอาศัตรูคนที่อเล็กซ์ตั้งใจจะเก็บตายคาที่ในทันทีเสียงระเบิดดังพร้อมกับการปรากฏของ
หมอกควันสีขาวที่เป็นผลมาจากการระเบิดเมื่อครู่

โดยไม่ทันตั้งตัวอเล็กซ์เริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าที่จริงแล้วการยิงศัตรูสองคนเมื่อครู่เป็นแค่การล่อให้เข้ามาโดนระเบิดกับดักที่วางเตรียมเอาไว้ ถ้านี่เป็นฝีมือของบูลอายส์
นี่มันก็ชักจะน่าหวั่นใจแล้ว ตั้งแต่เริ่มยิงนัดแรกก็ยังไม่โดนจับทิศได้เลยสักครั้งยังไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของทหารเฒ่านักแม่นปืนคนนี้เลยสักนิด

แถมเสียงระเบิดเมื่อครู่นั่นยังสร้างปัญหาให้อเล็กซ์อีกด้วย เพราะนั่นเป็นการส่อให้พวกศัตรูที่ยังเหลืออีกเป็นโหลพากันแห่เข้ามาในจุดที่อเล็กซ์อยู่ ลำพังถ้ามาแค่ตัวสองตัวคงไม่เท่าไหร่
แต่ถ้ายกโขยงมากันหมดทั้งตำบลแบบนี้ต่อให้มีปืนดีแค่ไหนก็เคี่ยวลากดิน และที่ซ้ำร้ายกว่านั้น...


ชะ! แชะ! แชะ!


เวรกรรม! ปืนที่อเล็กซ์กำลังใช้อยู่ดันเกิดขัดข้องขึ้นมาซะดื้อๆ อยู่ๆระบบล๊อกเป้าอัตโนมัติก็ดันเกิดมีปัญหาขึ้นมาแถมปืนก็ดันมายิงไม่ออกซะอีกถือเป็นคราววิกฤตของจริง
อเล็กซ์พยายามหาจุดบกพร่องแล้วรีบแก้ไขให้ไวที่สุด แต่ในสภาพที่โดนล้อมกรอบแถมมีตัวเลือกในการซ่อมที่จำกัดอย่าว่าแต่จะซ่อมปืนได้เลย แค่จะหลบลูกปืนของศัตรูให้พ้นก็แทบแย่แล้ว

สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยป่าทึบที่มีความชื้นสูงและสภาพอากาศร้อนอบอ้าวทำให้ปืนที่มีแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้นเกิดการลัดวงจร ที่ผ่านมาอเล็กซ์เคยทดสอบปืน
กระบอกนี้แค่ในห้องซ้อมยิงปกติยังไม่เคยเอามาทดสอบภาคสนามเลยสักครั้ง และก็เป็นอย่างที่นุสเคยว่าไว้ว่าการเอาของที่ยังไม่ผ่านการทดสอบมาใช้ในการรบจริงนั้นดูจะไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด
ซะเท่าไหร่


“บัดซบเอ๊ยมาขัดอะไรตอนนี้เล่า!” อเล็กซ์โวยวายขณะที่ศัตรูกำลังยิงถล่มเข้ามาในจุดที่อเล็กซ์ใช้เป็นที่กำบังอยู่ ปืนในมือตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับแท่งเหล็กหนักๆแท่งหนึ่งเท่านั้น
ถ้านานกว่านี้มีหวังได้โดนเก็บทั้งๆอย่างนี้แน่


ศัตรูที่ยังเหลืออยู่ขยับเข้ามาประชิดตัวมาขึ้นเรื่อยๆอเล็กซ์นั้นทำได้แค่หมอบลงกดหัวต่ำๆวางปืนที่ใช้ไม่ได้ลงและงัดเอามีดพกที่ไม่คิดว่าจะต้องเอามาใช้ออกมาแทน ด้วยความที่คิดว่าเป็นเพียง
แค่การซ้อมธรรมดาชายหนุ่มเลยไม่ทันคาดว่าจะเจออะไรแบบนี้ถึงได้ไม่ทันเตรียมปืนสำรองหรืออุปกรณ์อะไรที่พอจะช่วยได้ในยามคับขัน ขณะที่ศัตรูเป็นสิบพร้อมปืนและกระสุนอีกเป็นตับสู้กับมีดทหาร
แค่เล่มเดียวแม้แต่เด็กก็รู้ว่าแบบไหนเสียเปรียบกว่ากัน ให้ตายเพราะความประมาทแท้ๆเลยเชียว!

พวกศัตรูก็ยังไม่ด่วนที่จะบุกเข้ามาในตอนนี้แต่ใช้พลปืนกลเบาคอยยิงกดและใช้พวกหน่วยรบแนวหน้าขยับรุกคืบเข้ามาใกล้ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าอเล็กซ์จะโดนจัดการเมื่อไหร่
หนทางชนะนั้นแทบไม่มีเลยสักนิดเดียว

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรอด เพียงแต่ไม่ใช่ด้วยฝีมือของอเล็กซ์...


ปัง! ปัง!


ช่วงที่อเล็กซ์กำลังจะโดนล้อมกรอบ เสียงปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับศัตรูที่คอยสาดกระสุนปืนกลเบายิงกดหัวอเล็กซ์เอาไว้ก็ถูกสอยร่วงคาทีคนละนัด พวกศัตรูที่มัวแต่สนใจอเล็กซ์เริ่มหันไปมอง
รอบๆเพื่อมองหาทิศทางที่กระสุนพุ่งเข้ามาเมื่อครู่ แต่ก็มีเพียงความเงียบหลังจากยิงไปได้ไม่นาน แถมหนำซ้ำอยู่ๆหมอกก็เริ่มลงหนาขึ้นทำให้ทัศนวิสัยโดยรวมแย่ลงไปอีก

หมอกที่หนาขึ้นช่วยเพิ่มอัตรากำบังสายตามากขึ้นสำหรับอเล็กซ์ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง แต่ใช่ว่าเขาจะได้เปรียบอยู่ฝ่ายเดียวเพราะอเล็กซ์เองก็มองอะไรรอบตัวแทบไม่เห็นเช่นเดียวกัน
แถมตอนนี้ชายหนุ่มมีเพียงอาวุธแค่มีดเล่มเดียวแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากนักคทำได้อย่างเดียวก็แค่หลบและดักเชือดทีละคน

แทบจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังตรงใกล้เข้ามาดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อเล็กซ์ถึงกับต้องกลั้นหายใจให้เงียบที่สุดยอมรับเลยว่าไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ถูกไล่ต้อนจนไร้ทางสู้แบบนี้มาก่อน
ไร้อาวุธ ไร้กำลังคน ทางหนีถูกปิด โดนล้อมกรอบ ไม่มีโดรนหรืออุปกรณ์อะไรที่จะคอยช่วยให้รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ ให้ตายนี่เขาประมาทจนถึงขั้นนี้ได้ยังไงกัน...


‘เอาว่ะ... ตายเป็นตายคราวนี้...’ ถึงตามหลักเทคนิคแล้วจะไม่ได้ตายจริงๆก็เถอะ แต่ให้ตายบรรยากาศมันชวนให้พูดแบบนี้ซะจริงเชียว


อเล็กซ์สูดลมหายใจลึกๆและให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีดในมือถูกกระชับแน่นพร้อมกับมัดกลามเนื้อแขนที่เกร็งจัดพร้อมจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาผ่านมีดเล่มนั้น
ในใจของชายหนุ่มพลางได้แต่คิดว่าในหมอกหนาแบบนี้พวกนั้นอาจมองไม่เห็นก็ได้แต่มันก็เป็นแค่การปลอบใจตัวเองเท่านั้นเพราะต่างคนต่างรู้ดีว่านี่คงจบไม่สวยแน่อย่างน้อยถ้าไม่โดนสาดกระสุน
เข้าใส่จนโดนไฟช๊อตเกรียมทั้งตัวก็คงเจ็บจนปางตายแหงๆ

ชายหนุ่มตั้งสติครั้งสุดท้ายระยะห่างของศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดเหลือเพียงแค่สองเมตรมันยังไม่เห็นเขาแต่คงอีกไม่นาน เมื่อระยะห่างร่นลงเหลือแค่ไม่ถึงเมตรอเล็กซ์ก็พุ่งตัวออกไปง้างมีด
เตรียมจ้วงแทงเข้าที่จุดตายของอีกฝ่ายอย่างน้อยถ้าจะแพ้ก็ขอเก็บให้ได้อีกสักตัวก็ยังดี


ปัง! ปัง! ปัง!


ยังไม่ทันที่ปลายมีดจะเสียบทะลุร่างศัตรูเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกสามนัดก่อนที่ร่างโฮโลแกรมของศัตรูจำนวนสามคนที่อยู่ใกล้อเล็กซ์ที่สุดจะร่วงลงพื้นก่อนสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือมีเงาดำเห็นรางๆวิ่งหายไปในกลุ่มหมอกหนาเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น

ส่วนพวกศัตรูพอเจอแบบนี้เข้าก็ตามสูตรไล่ยิงเงาลึกลับที่วิ่งหายไปในหมอกโดยไม่สนว่าจะยิงโดนอะไรหรือไม่ เปิดโอกาสให้อเล็กซ์ย่องเข้าไปใกล้และเชือดได้แบบนิ่มๆ เดาได้เลยว่าเงารางๆ
ที่เห็นนั่นคงเป็นบูลอายส์ไม่ผิดแน่ อเล็กซ์ชักจะเริ่มหวั่นๆกับชายแก่คนนี้แล้วสมกับที่เป็นพลแม่ปืนประจำทีมสเป็คเตอร์รุ่นบุกเบิกจริงๆ ทั้งทักษะการยิง การซ่อนตัว และการวางกลยุทธที่เล่นเอาอเล็กซ์
ตามไม่ทันนั่นถึงไม่อยากจะยอมรับเพราะเจ็บใจแต่อีกฝ่ายก็เหนือกว่าเขาจริงๆ


“ให้ตาย... นายวางแผนอะไรกันแน่ตาเฒ่า...”


อเล็กซ์หมอบตัวซ่อนอยู่ที่หลุมโคลนใกล้ๆและมองหาศัตรูตัวต่อไปที่ต้องจัดการ ตอนนี้อาวุธหนึ่งเดียวที่พึ่งพาได้มีแค่มีดเล่มเดียวเท่านั้น ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการวางใจในเทคโนโลยีมากเกินไป
มันก็มีผลเสียถึงชีวิตจริงๆ

พวกศัตรูที่แม้จะเป็นแค่โฮโลแกรมภาพเสมือนจริงสำหรับการฝึกซ้อมก็ตามที แต่ว่ากลับแสดงอาการและท่าทีตกใจที่สมจริงเอามากๆคงต้องยกนิ้วให้คนที่ออกแบบและเขียนโปรแกรม
ที่ใช้ในห้องฝึกนี้ขนาดอเล็กซ์เองก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาทำได้ถึงขั้นนี้ คนที่สร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้คงต้องสุดยอดมากแน่ๆ

แต่นี่คงจะไม่ใช่เวลามาชื่นชมหรืออะไรทั้งสิ้น ชายหนุ่มยังต้องหาทางรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไปให้ได้ซะก่อน

เท่าที่นับได้ศัตรูจากที่มียี่สิบคนตอนนี้ถูกจัดการไปแล้วสิบสองคนเหลืออีกแปดคนเท่านั้น และจากที่เห็นคร่าวๆอเล็กซ์เห็นอยู่ประมาณห้าคนส่วนอีกสามคนนั้นน่าจะยังซ่อนตัวอยู่หรือไม่ก็
ถูกหมอกบังจนมองไม่เห็น หากจะจัดการให้ได้ทั้งหมดก็ต้องอาศัยความไวและกำลังมากมายมหาศาลเลยทีเดียวซึ่งอเล็กซ์ไม่ใคร่จะมั่นใจว่าตัวเองจะทำแบบนั้นได้


ปัง!


คราวนี้ดังขึ้นอีกนัดมาจากทางด้านหลังของอเล็กซ์ กระสุนถูกยิงเข้าที่ขาของศัตรูรายหนึ่งไม่ถึงกับร่างสลายแต่อย่างใดถึงกระนั้นมันก็ทำให้ล้มลงและต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
พวกที่เหลืออยู่เลยต้องรีบพากันตรงเข้ามาในจุดที่เพื่อนตัวเองล้มอยู่ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจกระสุนสองนัดก็บินโฉบเข้ามาโดยนัดแรกปะทะเข้าที่กลางหัว
คนหนึ่งอย่างแม่นยำโดนจัดการแบบคาที่ในทันที ส่วนนัดที่สองนั้นยิงเข้าที่ซอกคอของเป้าหมายก่อนจะทะลุไปโดนอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังดับอนาถสองศพในนัดเดียว

เท่ากับว่าเหลือศัตรูอีกแค่คนเดียวที่ยังสู้ได้ในตอนนี้ และรายนี้ก็ระดมสาดกระสุนเข้าใส่ทิศทางที่กระสุนของบูลอายส์ถูกยิงออกมา แต่เหมือนจะไม่โดนอะไรนอกจากอากาศและหมอกที่บังทัศนวิสัย
โดยรอบเท่านั้น

อเล็กซ์เริ่มหายใจถี่มากขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ‘เล่นยิงให้เจ็บทิ้งให้พวกของเหยื่อมาช่วยแล้วล้างบางตลบเหยื่ออีกรอบ... โหดเป็นบ้า’


แชะ! แชะ!


สัญญาณบ่งบอกชัดว่ากระสุนปืนของศัตรูที่ระดมสาดเข้าไปหมดเกลี้ยงทั้งกระบอก อีกฝ่ายรีบดีดแม็กกาซีนซองเก่าออกและใส่อีกซองเข้าไปแทนกะจะยิงถล่มซ้ำอีกแม็กแต่นั่นก็เป็นแค่ฝัน


ปัง!


คราวนี้ยิงมาจากด้านข้างกระสุนบินเข้ามาและกระแทกกลางลำตัวของศัตรูจนแน่นิ่งไป ในระยะเวลาสั้นๆก็เปลี่ยนจุดยิงได้แล้ว ถือว่าเร็วเอามากๆสำหรับพลซุ่มยิงที่จะมีจุดอ่อนเรื่องการย้ายที่ยิง
แถมกลางหมอกหนาที่ยากจะมองเห็นเป้าหมายหรือตำแหน่งของตัวเองด้วยแบบนี้อีก คงต้องเรียกว่าฝีมือของแท้ไม่ใช่อะไรอื่น

เหลือศัตรูอีกแค่สามคนเท่านั้นและท่าทางจะยังแอบซ่อนตัวอยู่รอให้อเล็กซ์หรือบูลอายส์พลาดท่าออกมาให้เป็นเป้ายิงเท่านั้น แต่มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับบูลอายส์ ตอนนี้ตาเฒ่านั่น
คงกำลังออกล่าศัตรูท่ามกลางสายหมอกนี่โดยที่อเล็กซ์ทำได้เพียงแค่รออยู่เฉยๆเท่านั้น


‘การฝึกเสร็จสิ้น... ยกเลิกระบบจำลองการรบกลับเข้าสู้โหมดปกติ’


สิ้นเสียงของระบบห้องทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติกลายเป็นห้องสีขาวว่างๆตามเดิมจะมีก็แต่รอยกระสุนแรงสูงที่เกิดจากปืนแบบดินขับรุ่นเก่าที่บูลอายส์ยิงไปก่อนหน้านี้ อเล็กซ์มองเห็นบูลอายส์
กำลังเดินเข้ามาขณะที่ในมือถือมีดและปืนสั้นเก็บเสียงเอาไว้


บูลอายส์มองมาที่อเล็กซ์ด้วยสายตาที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกก่อนจะตบบ่าชายหนุ่มและพูดขึ้น “นายแพ้นะเจ้าลูกเสือ...”

“....”


มันเหมือนกับโดนตบหน้าด้วยรองเท้าแล้วก็โดนต่อยเข้าจังๆเน้นๆที่หน้าท้องอีกที หากมานึกย้อนดูแล้วอเล็กซ์นั้นเรียกได้เลยว่าพ่ายแพ้ให้แก่ชายแก่คนนี้อยู่หลุดลุ่ย บูลอายส์สามารถจัดการกับศัตรู
ไปได้ทั้งหมดสิบเจ็ดคนในขณะที่อเล็กซ์กำจัดไปได้แค่สามคนเท่านั้นแถมยังทำได้แค่วิ่งหนีอย่าเดียวเท่านั้นด้วย สำหรับคนที่หัวดื้อและทรนงในศักดิ์ศรีแบบอเล็กซ์แล้วนี่คือสิ่งที่น่าอับอายที่สุดเลย
ก็ว่าได้

ทั้งที่อเล็กซ์มีอุปกรณ์ที่ดีกว่าแถมฝีมือเองก็ไม่ใช่ว่าจะเสียท่าอะไรง่ายๆแท้ๆแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยแถมบูลอายส์ก็มีแค่ปืนเก่าๆกระบอกเดียวแต่กลับเหนือกว่าอเล็กซ์ไปซะหลายขั้น
ทำเอาผลงานที่อเล็กซ์เคยภาคภูมิใจนักหนานั้นกลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย


“นายคงสงสัยสินะว่าทำไมถึงแพ้ทั้งที่มีอาวุธดีกว่า ความจริงนายนะแพ้ตั้งแต่ตอนบอกว่าให้ฉันเลือกสนามแข่งเองแล้ว....”

“หมายความว่าไง?”

“ฉันมองออกว่าปืนของนาย 80% เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อาวุธแบบนั้นถึงจะให้ความแม่นยำสูงแต่หากเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายแค่นิดเดียวก็พังได้ง่ายๆนั่นเป็นอย่างแรกที่ทำให้นายแพ้เจ้าลูกเสือ”

“อย่างแรก? ยังมีอย่างอื่นอีกรึไง”

“โอ๊ย... เยอะแยะไป ทั้งเรื่องที่นายไม่ได้พกอาวุธสำรองมาด้วยเพราะคิดว่าเป็นแค่การฝึกธรรมดา หรือจะเป็นเรื่องที่เลือกทำเลซ่อนตัวได้ห่วยแตกทั้งที่ใช้อาวุธซุ่มยิง และที่สำคัญนะเจ้าลูกเสือ
นายพึ่งพาอุปกรณ์มากเกินไป...” บูลอายส์เริ่มสาธยายความผิดพลาดของอเล็กซ์ออกมาทีละข้อซึ่งแต่ล่ะข้อนั้นทำเอาชายหนุ่มเถียงไม่ออกทั้งนั้น


ระหว่างนั้นเองนายทหารผู้มากทั้งอายุและประสบการณ์ก็เดินเข้ามาใกล้และเอื้อมมือมาทางอเล็กซ์และเอานิ้วจิ้มไปที่กลางกระหม่อมของอเล็กซ์ย้ำๆสองสามครั้ง “อาวุธที่ดีที่สุดของทหารน่ะ
ไม่ใช่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฮเทคแต่เป็นไอ้นี่ต่างหาก”


คำชี้แนะจากผู้อาวุโสนั้นดูจะเป็นสิ่งที่อเล็กซ์ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ถึงเจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ก็ตามที แต่จากความพ่ายแพ้ของการประลองที่ได้รับมานั้นมันทำให้อเล็กซ์ปฏิเสธไม่ได้ว่า
ชายแก่คนนี้เหนือกว่าเขาในแทบจะทุกๆด้านหากไม่นับสภาพร่างกายที่มีความพร้อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อเล็กซ์วางไรเฟิล AXE-22 ที่อยู่ในสภาพเสียหายลงบนโต๊ะซ่อมบำรุงปืนก่อนจะเริ่มถอดชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกมาเช็คดูว่าเสียหายตรงไหนบ้าง เท่าที่ดูลำกล้องก็ไม่ได้เสียหายอะไรยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แต่กลไกตัวอื่นนั้นไม่ใช่ ปัญหาหลักๆอยู่ที่ความชื้นซึ่งทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในตัวปืนเสียหาย บางส่วนถึงกับไหม้ทั้งระบบ โคลนและฝุ่นดินที่เข้าไปในตัวปืนเองก็ทำเอาระบบลั่นไกทั้งชุดติดขัดไป
ซะหมด ท่าทางคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะซ่อมและปรับจุดบกพร่องได้ทั้งหมด


สภาพเละแบบนี้คงจะเรียกว่าผลงานชิ้นเอกไม่ได้...


“แต่ก็ต้องยอมรับว่าปืนกระบอกนี้ของนายมันทำออกมาได้ดีเจ้าลูกเสือ แต่ว่านะไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหรือจะมีตัวช่วยดีเลิศอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของพลแม่นปืนมันก็อยู่ที่ฝีมือ
ล้วนๆ”

อเล็กซ์มองด้วยหางตาขณะที่มือเริ่มทำความสะอาดชิ้นส่วนปืนไป “นั่นเป็นคำแนะนำในฐานะผู้บัญชาการทหารรับจ้างหรือว่าในฐานะอดีตนักฆ่ากันครับ?”

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นล่ะ...”

“ถามจริง อะไรกันที่ทำให้คุณออกจากหน่วยไปทั้งที่ฝีมือแบบคุณน่าจะเป็นหัวหน้าได้ดีกว่ายัยฮอว์คอายส์แท้ๆ” อเล็กซ์เริ่มเป็นฝ่ายถามบ้าง ชายหนุ่มในตอนนี้มีความสงสัยอยู่ในใจถึง
เรื่องที่บูลอายส์ออกจากหน่วยไปบริหารบริษัททหารรับจ้างอย่าง D.S.S.S. กันที่พอจะเดาได้คือไม่ใช่เพราะเรื่องเงินแน่

“แล้วนายอยากรู้ไปเพื่ออะไรล่ะ มันทำให้ยิงปืนแม่นขึ้นรึไง?”

“เอาน่ารีบๆบอกมาเถอะ!”

บูลอายส์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับถอนหายใจออกมาดังหนึ่งที “เฮ้อ! เด็กสมัยนี้มันใจร้อนกันจริงๆ เหตุผลง่ายๆมันคือสัญญาที่ฉันให้ไว้กับคนๆนึงน่ะ”

“สัญญา? สัญญาอะไรแล้วกับใครกันล่ะหรือว่าสัญญากับยัยฮอว์คอายส์เอาไว้”

“ไม่ใช่ผู้บัญชาการฮอว์คอายส์หรอก... แต่เป็นผู้บัญชาการคนก่อน ‘เร้ดวูล์ฟ’ ต่างหากล่ะ”


หลังเอ่ยชื่อนั้นออกมาอเล็กซ์ก็มีอาการหูผึ่งด้วยความสนใจทันที ชื่อที่ไม่ว่าใครในฐานทัพนี่หากลองได้เอ่ยขึ้นมาแล้วก็ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก เร้ดวูล์ฟ อดีตผู้บัญชาการองค์กร สเป็คเตอร์ รุ่นแรกสุด
ชายผู้เป็นดั่งตำนานของหน่วย ขึ้นชื่อว่าลึกลับจนไม่มีใครล่วงรู้ว่าตัวตนจริงๆนั้นเป็นใครหรืออะไรกันแน่ ในข้อมูลแฟ้มประวัติที่อเล็กซ์เคยอ่านเกี่ยวกับคนๆนี้มีข้อมูลออกมาน้อยมากแม้แต่หน้าตาเอง
ก็ถูกปิดเอาไว้ภายใต้หน้ากากโม่งสีดำเพนท์ลายกะโหลกหมาป่าแดงเอาไว้ เรียกว่าลึกลับราวกับเป็นแค่ตัวตนที่ไม่มีอยู่จริงซะอย่างนั้น

แต่ที่ยืนยันได้ หากเป็นคำสั่งของเร้ดวูล์ฟไม่ว่าใครในหน่วยก็ต้องทำตามอย่างไม่มีข้อกังขา รวมถึงสัญญาที่บูลอายส์ให้เอาไว้ด้วยเช่นกัน


“หัวหน้าน่ะ บอกว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ให้ฉันออกจากหน่วยไปก่อตั้งกองกำลังใหม่ขึ้นมา เป็นหลักประกันว่าถึงสเป็คเตอร์จะล่มไป ก็จะยังมีคนต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากการก่อการร้ายทางชีวภาพ
อยู่ เหมือนเขาจะคิดถูกสเป็คเตอร์เกือบจะล่มเอาก็คราวนั้นใน ‘วันล่าเงา’ นั่น”

“ก็พอจะได้ยินอยู่ได้ข่าวว่าวันนั้นสเป็คเตอร์เกือบจะล่มเพราะเจ้าคนที่ชื่อว่าโครว์นั่น ไม่รู้ว่ามันเป็นใครเหมือนกันแต่ร้ายกาจแบบนั้นคงจะเอาไว้ไม่ได้จริงไหม” อเล็กซ์พูดโดยที่ยังไม่ลืมความน่ากลัว
ของโครว์อาวุธล่าสังหารมีชีวิตที่อยู่ในร่างของคนที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ เป็นคนที่เกือบจะล้างบางพวกสเป็คเตอร์ได้แล้วในคราวนั้น

“เราเสียคนดีๆไปมากในวันล่าเงาคราวนั้นทุกคนเจอกับความสูญเสียหมด โดยเฉพาะฮอว์คอายส์วันนั้นถือว่าเธอเป็นคนที่สูญเสียมากที่สุด” บูลอายส์ยื่นเอาอะไรบางอย่างให้อเล็กซ์มันคือรูปถ่ายเก่าๆ
ใบหนึ่ง “ดูที่คนทางขวาสุด...”

“คนที่ว่านี่คือ...”

“ริโก้ วิลโบสกี้ สามีของ ฮอว์คอา- ไม่สิ มิชเชล... คนที่ฆ่าเขาคนนี้นายคงเดาได้ใช่ไหมว่าเป็นใคร”

แทบไม่ต้องเดาก็รู้คำตอบในใจกันดีอยู่แล้ว “โครว์...”


อเล็กซ์ตอบอย่างไม่ลังเลเลยทีเดียวหากจะมีใครที่ทำอะไรแบบนั้นได้ก็มีแค่คนๆเดียวเท่านั้นที่พอจะนึกออก ชายหนุ่มมองดูภาพถ่ายของ ริโก้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางคิดถึงสิ่งที่ฮอว์คอายส์ต้องรู้สึกในวันนั้น
วันที่เธอต้องสูญเสียคนที่เธอรักไปแถมอเล็กซ์ยังเคยได้ยินมาจากนุสด้วยว่าในวันนั้นเธอได้ช่วยดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของฮอว์คอายส์เอาไว้ด้วย การที่ภรรยาต้องเสียสามีและลูกสาวต้องเสียพ่อไป
พร้อมๆกันนั้นมันทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่อเล็กซ์มองแม่ของตัวเองยามที่เฝ้ารอ รอคอยพ่อที่อาจจะไม่มีทางกลับมาอย่างเลื่อนลอย วันแล้ววันเล่า ได้แต่หวังว่าสักวันจะได้เจอหน้ากันอีก

ไอ้ความรู้สึกของการเสียคนในครอบครัวไปนั้นอเล็กซ์เข้าใจดี มันต้องใช้ความอดทดและความเข้มแข็งในการผ่านมันไปเอามากๆ สำหรับผู้หญิงคนเดียวที่ต้องแบกรับอะไรหลายๆสิ่งไว้บนบ่า
จนอายุขนาดนี้มันเป็นอะไรที่หนักมากจนอเล็กซ์เดาไม่ถูกเลยจริงๆ


‘แจ้งเหตุฉุกเฉิน! แจ้งเหตุฉุกเฉิน! เรียกระดมพลเจ้าหน้าที่ทุกนายโดยด่วน ย้ำ! เรียกระดมพลเจ้าหน้าที่ทุกนายโดยด่วน’


เสียงสัญญาณฉุกเฉินที่เป็นเสียงของ ไอร์ม่า A.I. ประจำองค์กรได้ประกาศดังลั่นไปทั้งฐานแทบจะทุกซอกมุม ฟังดูแล้วคงเป็นเรื่องใหญ่ชวนปวดหัวแน่ๆถึงกับเรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนแบบนี้


“อเล็กซ์นายอยู่ไหน ตอบด้วย เปลี่ยน!”

“นี่อเล็กซ์พูด มีอะไรครับหัวหน้า?” อเล็กซ์รีบตอบกลับหลังได้ยินเสียงของอาเชอร์ดังขึ้น

“มารวมตัวกันที่ห้องประชุมของหน่วยด่วนเลย พาคุณคนาฟท์มาด้วย”


การสื่อสารถูกตัดไปฟังจากน้ำเสียงของอาเชอร์แล้วก็ดูจะเครียดเอามากๆทั้งที่ปกติดเจ้าหล่อนออกจะสงบเยือกเย็นและจัดการเรื่องทุกอย่างได้แบบสุขุมแท้ๆ ทำให้ต้องคิดเผื่อเอาไว้เลยว่าอะไรก็ตาม
ที่ทำให้คุณเธอออกอาการตื่นได้ขนาดนี้ มันต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่... ใหญ่มากๆด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้อเล็กซ์เลยต้องทิ้งทุกอย่างเอาไว้ในห้องซ้อมเอาไปแต่อุปกรณ์สื่อสารและบัตรประจำตัวเท่านั้น เช่นเดียวกับบูลอายส์ที่คว้าเอาแค่บัตรผ่านไป เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นดูจะสำคัญมาก
เพราะไม่ถึงนาทีคนทั้งฐานก็เริ่มอยู่ไม่สุข ส่งเสียงเอะอะบ้าง วิ่งไปวิ่งมากันให้วุ่นบ้าง ราวกับกำลังจะมีเหตุการณ์โลกแตกเกิดขึ้น


หรือว่าครั้งนี้จะเป็นแบบนั้นจริงๆ


ถึงจะเกิดเหตุวุ่นวายแบบฉับพลันขึ้นยังไงอเล็กซ์ก็ต้องไปรวมตัวกับทีมต่อ ห้องประชุมที่ว่านั่นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของหน่วยเป็นเหมือนแหล่งรวมตัวพูดคุยสำหรับสมาชิกทีมสเป็คเตอร์ทั้งสองทีม
และผู้นำของหน่วยสนับสนุนอย่าง ฮาวด์ และ แบล๊คพีเจี้ยน การที่เรียกมารวมตัวในห้องนี้ก็แสดงว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนควรรับรู้เอาไว้ นั่นคือสิ่งที่อเล็กซ์คิดอย่างคร่าวๆ

สักพักอเล็กซ์ก็มาถึงหน้าห้องชายหนุ่มรีบจัดเนื้อจัดตัวให้เรียบร้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง ตอนนี้มีคนมาเกือบจะครบแล้วยังดีที่เขาไม่ได้มาช้าที่สุด ตอนนี้ทั้งสมาชิกของ สเป็คเตอร์ ฮาวด์
และแบล็คพีเจี้ยนต่างก็มารอกันเกือบครบแล้วอีกไม่นานคงจะเริ่มประชุมกันได้


ฮอว์คอายส์ที่นั่งอยู่ระหว่างกลางเป็นเหมือนประธานการประชุมกวาดตามองไปรอบๆก่อนพูดขึ้น “ท่าทางจะมากันครบเป็นส่วนใหญ่แล้วสินะ บางคนอาจจะรู้แล้วว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่ส่วนใหญ่
อาจจะยังไม่รู้ที่ต้องเรียกทุกคนในตอนนี้มันมีเหตุผลมาจากเรื่องนี้....”


ผู้บัญชาการหญิงดีดนิ้วเป็นสัญญาณหนึ่งครั้งฉับพลันทั้งห้องก็เกิดมืดลงในทันทีพร้อมกับภาพฉายที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอภายในห้องพร้อมกับเสียง มันเป็นภาพรายงานสดของช่องข่าว
ที่กำลังออกอากาศอยู่ ณ ตอนนี้แต่ที่แปลกคือมันไม่ได้แสดงจากช่องข่าวแค่ช่องเดียว แต่ยังแสดงมากกว่ายี่สิบช่องและทุกช่องต่างรายงานไปในสถานที่และเหตุการณ์เดียวกันหมดนั่นคือ
ที่ ลอนดอน สหราชอาณาจักร


“ดิ ฉัน ซาแมนท่าห์ ซีบิล รายงานสดจาก ทราฟาลก้า สแควร์ ที่ๆตอนนี้ได้เกิดเหตุประหลาดขึ้นใจกลางกรุงลอนดอน ได้มีการปรากฏตัวขึ้นของควันสีดำประหลาด เบื้องต้นตอนนี้กรมตำรวจ
ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบและปิดล้อมเส้นทางเอาไว้ไม่ให้ใครเข้าไปค่ะ ขณะที่มีประชาชนมากมายมารวมตัวกันที่นี่- เดี๋ยวก่อนนะคะมีบางอย่างเกิดขึ้นค่ะ”



นักข่าวหญิงได้หันไปยังทิศทางที่มีควันสีดำพวยพุ่งออกมาตรงใจกลางจัตุรัสของเมือง อยู่ๆเหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้องของพวกเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันที่ถูกส่งเข้าไปก่อนหน้านี้ดังลั่นออกมา
นักข่าวหญิงและตากล้องจำต้องแหวกฝูงชนเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในนั้น สิ่งที่พอจะเห็นได้ก็คือกลุ่มควันสีดำหนาทึบที่แบจะไม่มีแสงที่ไหนส่องทะลุผ่านเข้าไปได้
และมันก็ไม่ใช่ควันดำที่เกิดจากการเผาไหม้แต่ควันแบบนี้อเล็กซ์รู้จักและยังจำมันได้ดี


ควันดำประหลาดที่เหมือนกับของโครว์


สักพักใหญ่ๆหลังจากที่กลุ่มควันเริ่มขยายวงกว้างออกไปจนเกือบจะกลืนทั้งจตุรัสได้แล้ว ก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากใจกลางของกลุ่มควันนั้นแม้จะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร แต่พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ก็เริ่มจะทยอยกันประชาชนที่ล้อมวงอยู่รอบนอกจัตุรัสเอาไว้ และบางส่วนเริ่มเห็นท่าไม่ดีพากันถอยออกห่างจากพื้นที่ของจตุรัสเมืองออกไปให้ไกลที่สุดแต่ไม่ใช่กับนักข่าวและตากล้องที่ยังคงอยู่กับที่
โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายหรือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นหลังจากนี้


“มีบางอย่างกำลังออกมาจากกลุ่มควันสีดำพวกนั้นค่ะดูๆแล้วน่าจะเป็นพวกเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งเข้าไปก่อนหน้านี้.... คุณพระช่วย!”


เสียงอุทานเต็มไปด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง เช่นเดียวกับประชาชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากวงนอก ต่างก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนักขณะที่ร่างของ
พวกเจ้าหน้าที่กำลังออกมาจากกลุ่มควันสีดำ แต่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นทำให้ทุกคนแม้แต่พวกสเป็คเตอร์ที่มองดูอยู่จากหน้าจอต้องตกอยู่ในอาการเดียวกัน


“กรร!!”


ร่างของพวกเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารพิษสีเหลืองเดินออกมาจากควันในสภาพที่ผิดมนุษย์มนา การขยับเคลื่อนไหวด้วยการคลานสี่ขาราวกับสัตว์ เนื้อตัวมีเลือดท่วมย้อมทั้งร่างจนเป็นสีแดง
ยังไม่นับหนามแหลมคมประหลาดที่ผุดออกออกมาจากร่างกายราวกับหนามของตัวเม่น และที่สำคัญคือดวงตาสีแดงเรืองแสงที่จับจ้องมองมาที่ประชาชนโดยรอบราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังมองเหยื่อ
ของมัน

ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ว่าประชาชนที่เห็นแบบนั้นแล้วก็พากันส่งเสียงกรีดร้องและรีบวิ่งถอยหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต นักข่าวสาวที่เห็นดังนั้นเลยรีบเผ่นตามคนอื่นไปขณะที่ตากล้อง
ยังคงรอช้าอยู่แบบนั้นก่อนจะเริ่มทิ้งกล้องและเผ่นไปด้วยอีกราย ทันทีที่กล้องตกถึงพื้นการถ่านทอดสดก็หยุดชะงักไป เช่นเดียวกับช่องสำนักข่าวอื่นๆที่พากันหลุดการออกอากาศไปกันหมด

ทั้งห้องประชุมตกอยู่ท่ามกลางความเงียบและเสียงกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังนิ่งเฉยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหนึ่งในนั้นคือฮอว์คอายส์ที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุด


“อย่างที่เห็นตอนนี้เรากำลังเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เบื้องต้นการตรวจสอบเรารู้แล้วว่าควันสีดำนั่นเป็นผลผลิตที่มาจากโครว์ นี่คงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน คาดอว่าอีกไม่นาน ลอนดอน
ทั้งเมืองจะต้องเจอกับหายนะครั้งใหญ่แน่ นี่อาจจะเป็นภารกิจที่หนักที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาเลยก็ว่าได้และฉันไม่รับปากว่าทุกคนจะรอดจากภารกิจนี้เพราะงั้น...” ฮอว์คอายส์ยืนขึ้นอย่างช้าๆ
ก่อนจะมองไปที่ทุกคนภายในห้อง “ถ้าใครอยากจะถอนตัวตอนนี้ฉันจะไม่ห้ามและจะไม่มีการถือโทษใดๆทั้งสิ้น ประตูอยู่ทางนั้น...”


ประตูที่ว่าคือประตูทางเข้าที่ทุกคนต้องเข้ามาเมื่อตอนต้น นั่นหมายถึงใครก็ตามที่ก้าวขาออกจากห้องนี้ไปจะถือว่าไม่ขอเข้าร่วมในภารกิจครั้งนี้ บรรยากาศทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด
แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่มีแต่ความเงียบแท้ๆทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ทุกคนกลับเลือกที่จะนั่งเฉยไม่มีใครคิดจะขยับตัวหรือแสดงอาการหวาดวิตกออกมาให้เห็นแม้แต่คนเดียว และนั่นคือคำตอบ
ของทุกคนในห้อง


“เริ่มปฏิบัติการได้ เราจะส่งหน่วยลาดตระเวนไปสืบข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก กองกำลังรบหลักทุกหน่วยของฮาวด์ติดอาวุธเต็มอัตราศึกพร้อมรอคำสั่งทุกเมื่อ หน่วยฟอกซ์รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มี
ให้มากที่สุด ติดต่อกับกองกำลังพันธมิตรแจ้งเตือนเอาไว้ แบล๊คพีเจี้ยนเตรียมกำลังเสริมพร้อมทำการสนับสนุนเมื่อถึงภาวะฉุกเฉิน ส่วนพวกนาย...” ฮอว์คอายส์สั่งงานให้กับทุกหน่วย
ก่อนจะหันมาทางทีมสเป็คเตอร์ที่รอคำสั่งอยู่ “ไปเจอกันที่ห้องวางแผนเขตของสเป็คเตอร์ในสิบนาที แยกย้ายได้”


สิ้นคำสั่งทุกคนในทีมก็พากันลุกขึ้นแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อการประชุมย่อยอีกที อเล็กซ์มองไปรอบๆอย่างใจเย็นก่อนจะตามคนอื่นๆไป ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มเริ่มฟ้องแปลกๆว่าในภารกิจครั้งนี้
อาจจะมีบางอย่างมากกว่าที่เห็นอยู่ ณ ตอนนี้ก็เป็นได้









************************************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 457

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 12 พ.ย. 2019, 16:34

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)27/1

เจอตัวเป้งแล้วสิ โครว์มาเองเนี่ยนะ
<<

HunkZ

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 399

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 มี.ค. 2010, 15:31

โพสต์ 30 ธ.ค. 2019, 10:55

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)27/1

สนุกมาก ๆ ครับ
Im the Assassin..

รูปภาพ

You know.. Who i am?
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 474

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 14 พ.ค. 2020, 21:58

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP24)27/1

Episode 27 : In to the Shadow


สไนป์ ‘ออสเปรย์’ แม็คกิฟเวนส์

‘เสียงเงียบไปแล้ว’

นั่นคือสิ่งแรกที่สไนป์คิดหลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของอะไรบางอย่างดังมาจากที่ไกลๆเมื่อครู่นี้ก่อนจะเงียบหายไป เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งใน ‘ลอนดอน’
เมืองหลวงของสหราชอาณาจักรที่ตอนนี้กลายเป็นเมืองร้างว่างเปล่าไปแล้วจากเดิมที่เมืองนี้เคยเต็มไปด้วยประชากรกว่าสิบล้านคนภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงกลับกลายสภาพเป็น
เมืองที่ไร้ผู้คนอย่างที่เห็น

ต้นเหตุของความผิดปกติครั้งนี้มาจากละอองอณูสีดำคล้ายๆควันดำที่ลอยอยู่บนอากาศของเมืองหลวงแห่งนี้ความน่ากลัวของละอองดำพวกนี้คือมีค่าความเป็นพิษสูงมาก
หากสูดดมเข้าไปแค่เพียงเล็กน้อยก็มีผลถึงชีวิตได้ ตามรายงานที่ได้มาจากฮอว์คอายส์ก่อนหน้านี้ละอองหมอกดำที่ลอยปกคลุมทั่วทั้งเมืองลอนดอนนั้นมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกับ
สิ่งที่ โครว์ ใช้ค่อนข้างมาก มันสามารถสังหารผู้ที่สูดดมมันเข้าไปและเปลี่ยนให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดได้อีกด้วย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้เขาต้องสวมชุดเกราะป้องกันอาวุธชีวภาพที่ออกแบบพิเศษให้ปิดผนึกร่างกายทุกส่วนอย่างมิดชิดพร้อมด้วยหน้ากากกันสารพิษที่มีการต่อระบบออกซิเจน
ภายในตัวอีกต่างหากเรียกว่าแค่มาเดินอยู่กลางหมอกดำพวกนี้ก็เสี่ยงพอแล้วถึงไอ้ชุดดิสโก้นี่มันจะออกแบบมาให้ทนทานกันกระสุนปืนแบบมาตรฐานได้ก็เถอะ แต่ถ้าเจอกับพวกอาวุธชีวภาพโหดๆ
ตบเข้าสักทีมันก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน


“นี่ชาร์ลีเรียก อัลฟ่า เราอยู่ห่างจากเป้าหมายห้าร้อยเมตร ทางคุณเป็นไงบ้าง เปลี่ยน?” สไนป์ติดต่อกับอีกทีมที่อยู่คนละฟากกับตนเอง

“นี่อัลฟ่า เราอยู่ห่างจากเป้าหมายราว หกร้อยเมตร ยังไม่พบอะไรผิดปกติ ก็อยากจะว่าแบบนั้นนะแต่ทางนี้ไม่ยักจะมีศพหรืออะไร นอนเกลื่อนกล่านอย่างที่คิดเลย” เสียงที่ตอบกลับมาคือฮอวค์อายส์
ที่ตอนนี้เจ้าตัวเองก็ลงมาทำงานภาคสนามเหมือนกัน

“ระวังตัวด้วยแล้วกันถ้าพบอะไรจะรายงานแจ้งมาให้ ตื่นตัวกันไว้ทุกคน ชาร์ลี เลิกกัน” สไนป์พูดก่อนตัดสายไป

“เครื่องสแกนความเคลื่อนไหวไม่พบอะไร มันชักแปลกๆแล้วอีกแบบนี้”


ลูกทีมอีกคนที่ตามมาด้วยนั้นคืออเล็กซ์ที่กำลังสาละวนอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่ที่ฟังดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องสแกนความเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าใช้ทำอะไร
พูดตามตรงว่าสไนป์นั้นออกจะเป็นพวกโลว์เทคซะหน่อยจนเกือบจะเข้าข่ายอนาล๊อกแล้ว อุปกรณ์ที่เจ้าหนูนี่ทำออกมานั้นทั้งซับซ้อนและล้ำสมัยชนิดคาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน
ภารกิจนี้สไนป์ดันโดนจับคู่มากับเด็กใหม่คนนี้ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่กระนั้นสิ่งที่น่าปวดหัวไม่ใช่เจ้าหนุ่มคลั่งอุปกรณ์คนนี้หรอกแต่จะเป็นอีกคนมากกว่า

ว่ากันตามหลักการก็ไม่เชิงว่าเป็น ‘คน’ ซะทีเดียว


“ตรวจพบเอกลักษณ์ภัยทางชีวภาพความเข้มข้นระดับห้า ทางนั้นตามมาอย่าให้พลาดล่ะพ่อคนเก่ง”


คำพูดที่ฟังดูเป็นทางการหลุดออกมาจากร่างที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนซับซ้อนของ ‘หุ่นยนต์’ รูปร่างเหมือนกับสุนัขป่าขนาดใหญ่ ติดอาวุธเป็นปืนกลหนักและขีปนาวุธขนาดเล็ก
แม้ว่าจะดูเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่น่ามีอะไรมากทว่าการเคลื่อนไหวนั้นกลับมีความนิ่งและสมจริงเหมือนกับหมาป่าจริงๆไม่มีผิดเพี้ยน และที่สำคัญคือ...


“ตรวจพบการแผ่ฟีโรโมนผิดปกติออกมาจากร่างของคุณ บ่งชี้ว่าเป็นอาการของคนที่อยากได้รับแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย คำเตือน เหล้านั้นไม่ดีต่อสุขภาพกรุณาลดโดยด่วน!”

“ขอบใจนะไอ้หุ่นกระป๋อง แต่ถ้าแกมีเวลามาห่วงสุขภาพของฉันละก็เอาเวลาไปทำงานของแกเองดีกว่า” สไนป์ตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยหลังโดนหุ่นยนต์หมาป่าปากมากตัวนี้สั่งสอน


สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับ ‘MK3’ หุ่นยนต์ลาดตระเวนพร้อมจู่โจมตัวนี้คงจะเป็นความปากมากเกินความจำเป็นอันเนื่องมาจากโปรแกรม A.I. ที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้มีความใกล้เคียงกับการสนทนา
ระหว่างมนุษย์มากที่สุด แม้ว่าจะเป็นหุ่นที่มีระบบการวิเคราะห์และสแกนที่แม่นยำจนแทบจะไม่มีข้อผิดพลาด แต่จุดเสียก็คงจะเป็นความจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องประกอบกับท่าทีกวนประสาทเชิงวิชาการ
อันเป็นเอกลักษณ์นี่ด้วย ไม่รู้ทำไมที่ว่านุสถึงได้สร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา พูดกันตามตรงแล้วถ้าไอ้หุ่นกระป๋องนี่พูดให้น้อยลงกว่านี้คงจะดีไม่น้อย


“ระดับอุณหภูมิในร่ากายบ่งบอกว่าคุณกำลังหงุดหงิด คำเตือนความหงุดหงิดจะทำให้การทำงานในทุกด้านของร่างกายและการตัดสินใจทำงานลดลง 57% ขอแนะนำให้สงบอารมณ์เป็นการด่วน...”

“หนวกหูน่า...”


สไนป์ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องทำงานกับเจ้าหุ่นหมาจอมจุ้นตัวนี้ แต่ก็ไม่เคยชินซะทีกับไอ้การพูดวิเคราะห์เชิงวิชาการที่น่าหงุดหงิดนี่
ครั้นจะไปโมโหใส่ก็ใช่ที่เพราะโมโหให้ตายยังไงไอ้หุ่นกระป๋องมันก็คงไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลออกมาให้ได้ยินแบบเมื่อครู่นี้อยู่ดี

สรุปง่ายๆคือต้องทำใจว่างั้นเหอะ....


“ไม่อยากเชื่อเลยว่าที่นี่จะเคยเป็นเมืองหลวงของอังกฤษ ไอ้ควันประหลาดนี่เปลี่ยนเมืองได้ขนาดนี้เชียว”

“ระดับโครว์แล้ว ถ้ามันจะทำถึงขั้นนี้ได้ก็ไม่น่าแปลกอะไรหรอก นายเองก็เจอกับมันมาแล้วรอบหนึ่งคงรู้สินะว่ามันไม่ใช่แค่คนหรืออาวุธชีวภาพธรรมดา แต่ที่น่าแปลกคือมันมีแผนอะไร
ถึงต้องลงมืออุกอาจแบบนี้กัน” สไนป์พูดพลางคิดไปด้วยถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่น่าจะเกิดขึ้นได้ การที่โครว์ถึงกับลงมือเล่นใหญ่ถึงขนาดจู่โจมกรุงลอนดอนต่อหน้าคนทั้งโลก
คงไม่ได้มีเป้าหมายอย่างแค่การทำลายเมืองแน่ๆต้องมีอย่างอื่นอย่างอื่นที่ร้ายแรงกว่าการถล่มเมืองๆเดียว


ทั้งสามคน (?) เดินผ่านถนนที่เต็มไปด้วยรถจอเรียงกันอยู่หลายคัน บางคันก็สภาพดีไม่มีแม้รอยบุบสลาย บางคันก็มีสภาพตรงกันข้าม จอดเรียงกันเป็นตับบนถนนที่เงียบสงบไร้วี่แววผู้คนอย่างสมบูรณ์
ทั้งสามคนเดินผ่านพื้นที่บริเวณถนนใกล้ๆกับหอนาฬิกาบิ๊กเบนอันเลื่องชื่อที่ตอนนี้แทบจะได้ยินเสียงของกลไกที่ยังทำงานอยู่ดังอย่างต่อเนื่องโดยมี MK3 เดินนำหน้าสุดเป็นเหมือนสุนัขนำทางให้สไนป์
กับอเล็กซ์ ขณะที่กำลังเดินมองไม่รอบๆอย่างระวังสไนป์เหลือบไปเห็นปืนในมือของเจ้าหนุ่มหน้าใหม่ จากเดิมที่จะใช้อาวุธไฮเทคมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและแม่นยำ คราวนี้กลับใช้ปืนที่มีกลไก
แบบอนาล๊อคอย่าง MK14 ปืนสุดคลาสสิกที่เลิกใช้ไปนานนับสิบปีแล้ว มันเคยเป็นหนึ่งในปืนยอดนิยมของพลระบุเป้า สไนป์รู้ดีเพราะมันคือหนึ่งในปืนโปรดของเขาด้วยเช่นกัน

สถานที่เป้าหมายอันเป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดนั้นอยู่ที่บริเวณสวนใกล้ๆกับเขตพระราชวังบัคกิ้งแฮม สไนป์ลองมองดูออปแซทที่แขนข้างซ้ายซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับตัวสแกนสภาพอากาศ
เห็นได้ชัดว่าระดับความเป็นพิษนั้นเพิ่มสูงขึ้นมาก ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางของเรื่องมากเท่าไหร่ระดับความเข้มข้นของละอองหมอกสีดำนี่ก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ยังดีที่ชุดที่สวมอยู่นี่มิดชิด
มากพอที่จะป้องกันได้ แต่จะอีกนานแค่ไหนนั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้


“คำเตือน ระดับความปนเปื้อนทางอากาศเพิ่มสูงขึ้นของแนะนำให้สลับเป็นระบบเครื่องช่วยหายใจระดับสอง”

“ดูท่าเราเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว ตื่นตัวไว้ไอ้หนูงานนี้คงได้เจอของจริงแน่” สไนป์กล่าวเตือนอเล็กซ์ที่อยู่ข้างๆ

ยังไม่ทันไรอเล็กซ์ที่เดินนำอยู่ก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด “หยุดก่อนเห็นอะไรบางอย่างตรงนั้น 3 นาฬิกาข้างๆร้านกาแฟ”

“นายเห็นอะไร เกรย์?”

“ไม่แน่ใจครับรูปร่างมันอย่างกับ... คน ไม่ก็อะไรสักอย่างคล้ายๆคน”


สไนป์ลองยกปืนขึ้นมาและส่องกล้องเล็งไปทางนั้น บริเวณซากที่เหลืออยู่ของร้านกาแฟริมถนนห่างออกไปราวร้อยหลา มีร่างของบางอย่างจำนวนสี่ถึงห้าร่างด้วยกันกำลังจับกลุ่มทำอะไรบางอย่างอยู่
ซึ่งตัวเขาเองก็ดูไม่ออกว่ากำลังทำอะไรกันและมองไม่เห็นด้วยว่าที่อยู่ตรงนั้นคือคนหรือตัวอะไรกันแน่ หมอกดำหนาทึบที่บดบังแสงสว่างโดยรอบทำเอาการมองเห็นทั้งหลายนั้นถูกจำกัดลงโดยสิ้นเชิง

สัญญาณมือของสไนป์ทำงานในทันทีพร้อมกับอเล็กซ์ที่ตอบสนองด้วยการหาที่หลบและดูท่าทีของฝ่ายตรงข้าม ดูจากการที่อีกฝ่ายยังไม่ขยับตัวหรือทำอะไรที่ผิดสังเกตคิดว่าน่าจะยังไม่เห็นตัวพวกเขา
ทั้งสองคนรวมทั้งไอ้หุ่นกระป๋องกวนประสาทนี่ด้วย สไนป์เริ่มเล็งปืนไปทางกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ลืมที่จะสอดนิ้วเข้าไกปืนเตรียมเอาไว้ ขณะที่อเล็กซ์กำลังเชื่อมต่อวงจรของอ๊อบแซทเข้ากับระบบของ
เจ้า MK3 และปรับเป็นโหมดสแกนข้อมูลทางชีววิทยาแบบละเอียด


“ว่าไงเจ้าพวกนั้นเป็นตัวอะไร เกรย์?”

“โครงสร้างของร่างกายเป็นคาร์บอน ออกซิเจนและไฮโดรเจน ไม่ต่างอะไรกับร่างกายมนุษย์ครับ แต่มันมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักกว่า 80% เป็นไปได้ว่ามันอาจจะกลายพันธุ์มาจากมนุษย์ครับ
ชัดเลยว่านั่นคือ ‘โอบาเกะ’ ไม่ผิดแน่ครับ”


อเล็กซ์พูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหลังวิเคราะห์ดูแล้ว โอบาเกะที่พูดถึงนั้นคือมนุษย์ที่โดนผลกระทบจากควันสีดำประหลาดที่โครว์สร้างขึ้นมาแทรกแซงร่างกายจนกลายพันธุ์นี่เอง
ซึ่งชื่อโอบาเกะนั้นได้มาจากชื่อของภูติผีประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น

ให้ตายสิ! ช่างสรรหามาเสียจริงๆกับชื่อแต่ละชื่อ

เท่าที่ดูน่าจะมีโอบาเกะอยู่ด้วยกันสี่ถึงห้าตัว พวกมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆไม่ต่างอะไรกับสังคมมนุษย์เท่าไหร่นัก แต่พฤติกรรมที่เห็นนั้นมันยากที่จะบอกว่าพวกนี้จะมีการตอบสนองที่ดีแค่ไหน
และมีอะไรที่ควรระวังบ้างแม้สไนป์จะผ่านอะไรมาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะรู้สึกเหมือนถูกคุกคามได้ถึงขนาดนี้แม้จะอยู่ห่างจากพวกมันมากก็ตามที


กรรร... กรรรร.... กร๊าซ!


‘มันทำอะไรของมันอยู่นะ?’ สไนป์คิดในใจขณะมองดูพวกโอบาเกะกลุ่มนั้นกำลังส่งเสียงแปลกๆออกมาจากอวัยวะตรงลำคอที่กำลังสั่นเป็นจังหวะ มันเหมือนกับการสื่อสาร เขาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย
การลุยกับสัตว์ประหลาดสิบตัวที่ไม่มีสมองยังง่ายกว่าการรับมือกับพวกที่มีสติปัญญาและการสื่อสารมากนักและถ้ายิ่งพวกมันมีจำนวนมากขนาดนี้อีกก็ยิ่งอันตราย ลำพังแค่คนสองคนกับปืนอีกคนละ
กระบอกรวมกับหุ่นยนต์ปากมากติดอาวุธหนักก็ยังไม่พอรับมือแน่นอนหากมันแห่มาด้วยจำนวนที่มากกว่านั้น

ท่าทีของพวกโอบาเกะเริ่มแปลกๆไปหลังจากเสียงการ ‘พูด’ ของพวกมันเริ่มมีการเร่งจังหวะมากขึ้นรวมถึงพฤติกรรมของพวกมันที่หันไปมองรอบๆราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง
ลางสังหรณ์ของสไนป์กำลังฟ้องเตือนว่ากำลังจะมีงานเข้าในอีกไม่กี่อึดใจนี่แล้ว


“ท่าจะไม่ดีแล้ว... เรารีบถอยออกจากที่นี่ก่อนเถอะ...”

“เห็นด้วยครับ... เราคงต้องอ้อมไปอีกทางแล้วภาวนาว่าอย่าให้พวกมันรู้ตัว” อเล็กซ์กระซิบตอบให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่ค่อยๆคลานถอยหลังย่องออกมาแบบเงียบเชียบ

ในตอนนี้ข้อได้เปรียบเดียวของสไนป์คือพวกมันยังไม่รู้ว่าตัวเขากับอเล็กซ์อยู่ที่นี่แต่มันคงจะเป็นข้อได้เปรียบอีกไม่นานแน่หากยังอยู่ตรงนี้จนพวกมันมาเจอเข้า ยังไม่รู้ว่าจะมีพวกโอบาเกะอีกมากแค่ไหน
เดินป้วนเปี้ยนอยู่ท่ามกลางเมืองที่ล้อมไปด้วยละอองหมอกสีดำแต่สังหรณ์ใจว่าคงมีไม่ตำกว่าหลักร้อย

สไนป์ค่อยๆคลานถอยหลังตามอเล็กซ์ไป อย่างน้อยสุดถ้าตอนนี้ยังมีพวกโอบาเกะขวางทางอยู่คงต้องหาทางอื่นอ้อมไปเพื่อให้ถึงจุดรวมพลตามที่กำหนดไว้


กรร... กรร... กร๊าซ!!

กร๊าซ!!!

“อะไรน่ะ!?”


ท่าทีของพวกโอบาเกะที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่เริ่มส่อแววตอบสนองรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน การ ‘พูดคุย’ ของพวกมันเริ่มเอะอะขึ้นก่อนที่อมนุษย์ร่างดำกลุ่มนั้นจะพากันวิ่งไปในทางเดียวกัน
พร้อมทั้งแผดเสียงแหลมแสบแก้วหูประสานกันเป็นหมู่คณะไปด้วยระหว่างทาง เหมือนจะมีบางอย่างดึงดูดพวกมันให้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ถ้ามองในแง่ดีคือ
มันทำให้ทั้งสองคนหลุดออกมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้แบบหวุดหวิด

แต่คำถามถัดมาคือพวกมันกำลังไปที่ไหนกันแน่ และอะไรที่ดึงดูดพวกมันได้ขนาดนี้กัน


“ไอ้พวกตัวประหลาดนั่นอะไรของพวกมัน มันคิดจะไปไหนกันแน่?” อเล็กซ์บ่นพึมพำพลางชะเง้อหน้ามองดูรอบๆตอนนี้ไม่มีพวกโอบาเกะเหลืออยู่อีกแล้ว
ท่าทางพวกมันจะวิ่งกันไปในทิศทางเดียวกันหมด

“ไม่รู้สิเหมือนมีบางอย่างดึงดูดพวกมันไป ท่าทางพวกมันจะรีบเอามากๆด้วย” สไนป์ตอบ

“เอาไงดีครับผมชักสังหรณ์ใจแปลกๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อด้วยครับ”

“ลองตามมันไป แต่ระวังตัวไว้อย่าให้พวกมันรู้เด็ดขาดว่าเราตามหลังพวกมัน” สไนป์พูดและเริ่มตัดสินใจสะกดรอยตามศัตรูไปแบบเงียบๆซึ่งอเล็กซ์ก็พยักหน้ารับตอบกลับอย่างว่าง่าย
และตามมาแต่โดยดี


ส่วนตัวแล้วสไนป์ก็ไม่ได้คิดว่าไอเดียการตามรอยศัตรูไปแบบติดๆนี่จะเป็นไอเดียที่เข้าท่าซะทีเดียวในทางตรงกันข้ามนี่อาจจะเป็นไอเดียแย่ๆอีกไอเดียหนึ่งของหลายครั้งในการตัดสินใจของตัวเขาเอง
แต่หลายครั้งเมื่ออยู่ในสนามรบหรือในพื้นที่ภารกิจการเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำ นั่นเป็นสิ่งแรกที่มิชเชลเคยสอนเขามาตั้งแต่เข้าหน่อยใหม่ๆ ‘จงเชื่อหัวใจของตัวเองมากกว่าสมอง’

สไนป์เดินนำทางและแกะรอยพวกโอบาเกะไป ท่ามกลางหมอกดำหนาทึบแบบนี้การแกะรอยออกจะลำบากสักหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ซะทีเดียว อีกทั้งการที่มีหุ่นยนต์อย่าง MK3 มาด้วยนั้น
ทำให้การแกะรอยทำได้ง่ายมากขึ้นแม้ว่าจะไม่ค่อยพอใจกับเรื่อง ‘นิสัย’ กวนประสาทของมันก็ตามที จากทิศทางที่พวกโอบาเกะมุ่งหน้าไปเหมือนมันจะมุ่งไปที่แถวๆพระราชวังพอดี
ซึ่งนั่นก็เป็นจุดที่เขากับอเล็กซ์ต้องไปซะด้วย ถึงจะไม่คิดตามรอยพวกมันยังไงก็คงต้องไปที่นั่นอยู่ดี

ยิ่งตามรอยเข้ามาความเงียบก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้นที่ดังอย่างชัดเจนที่สุด เสียงกรีดร้องของพวกโอบาเกะที่ดังอยู่ก่อนหน้านี้เงียบหายไปแล้ว
ชักทะแม่งๆจนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ


“หยุดก่อน... มันเงียบเกินไป มีบางอย่างแปลกๆแล้ว” สไนป์ชูสัญญาณมือให้หยุดเดินพลางคุกเข่าก้มตัวต่ำและมองไปรอบๆฟังเสียงที่อยู่รอบตัวอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

“มีอะไรครับหัวหน้า?” อเล็กซ์ถาม

“ไอ้พวกบ้านั่นมันหายไปแล้ว... เหมือนมันรู้ตัวว่าเราอยู่นี่ ไม่งั้นก็คงเป็นอย่างอื่น”

“อย่างอื่น? จะมีอะไรอีกนอกจากมันกับพวกเราเหรอครับ?” อเล็กซ์ถาม

“ทางเดียวที่จะรู้ได้- เฮ้ ไอ้หมากระป๋องสแกนพื้นที่รอบๆนี้หน่อยดูว่ามีอะไรซุ่มอยู่แถวนี้ไหม” สไนป์หันไปพูดกับหุ่นยนต์หมาป่าที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเจ้าหุ่นเหล็กนี่ก็หันมามองเขาเหมือนกับจะไม่ค่อยชอบ
ที่ถูกเรียกแบบนั้นเท่าไหร่แต่มันก็ไม่ได้เถียงอะไรกลับมานอกจากทำการเป็นระบบสแกนตามที่ขอ


ถ้านี่ไม่ใช่การคิดไปเองสัญชาตญาณของสไนป์มันก็คงบอกชัดว่าการที่อยู่ๆศัตรูที่ชอบส่งเสียงเอะอะจู่ๆเงียบไปซะเฉยๆนั้นมีความเป็นได้ไม่กี่อย่าง หากพวกมันไม่รู้ตัวและวางแผนซุ่มโจมตี
ก็คงจะโดนอะไรบางอย่างจัดการไปหรือไม่อย่างนั้นพวกมันอาจจะคิดกำลังทำอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือความคาดคิดของเขา ภาวนาว่าขออย่าให้เป็นอย่างท้ายสุดแล้วกัน


“ไม่พบศัตรูอยู่ในพื้นที่ รอยเท้าทั้งหมดมุ่งหน้าไปในทางเดียวกัน มุ่งลงทางระบายน้ำใต้ดินมีความเป็นไปได้ 72% ที่เป้าหมายจะใช้เส้นทางนีเพื่อเป้าหมายบางอย่าง-”

“เอาล่ะรู้แล้วเจ้าหมาแสนรู้เงียบเถอะ!” สไนป์ชิงพูดตัดบทก่อนที่จะลากยาวไปมากกว่านี้ เท่าที่รู้คือพวกศัตรูกำลังลงไปที่ทางใต้ดินที่อยากรู้คือเพื่ออะไรและมีทางเดียวที่จะรู้ได้


สไนป์เชื่อมต่อสัญญาณของ MK3 เข้ากับระบบสื่อสารของทีมอื่นเพื่อรายงานสถานการณ์ อย่างน้อยสุดตอนนี้ถ้าหากว่าไม่มีศัตรูอยู่ในเขตพื้นที่แถบนี้ ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน
ที่ศัตรูอาจจะไปจู่โจมทีมอื่น ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคงได้เจอเรื่องสยองในไม่ช้าก็เร็วแน่


“นี่ชาร์ลี เรียกอัลฟ่าตอบด้วยเปลี่ยนเราเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน ตอบด้วย”

“นี่อัลฟ่า ว่ามาเลยชาร์ลี” พลวิทยุของทีมอัลฟ่าตอบรับ

“ตรวจพบศัตรูจำนวนมากในเขตของเราเมื่อครู่นี้ แต่พวกมันหายไปแล้วคาดว่าจะลงไปทางท่อระบายน้ำ เปลี่ยน....”

“ทราบแล้ว มีอะไรอีกไหม?” พลวิทยุถามอีกครั้ง

“คาดว่าพวกศัตรูคงจะมีเป้าหมายบางอย่างอยู่เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเล็งทีมใดทีมหนึ่งเอาไว้ อยากขอให้ระวังตัวด้วย เปลี่ยน”

“รับทราบจะระวังตัวก็แล้ว- อะไรวะนั่น! ข้าศึกๆ เราถูกโจมตี!”

“ทีมอัลฟ่า! มีอะไรน่ะ! มันเกิดอะไรขึ้น ตอบด้วยทีมอัลฟ่า!!?”


การติดต่อของทีมอัลฟ่าของมิชเชลขาดชะงักไปพร้อมกับเสียงโหวกเหวกและเสียงปืนที่ดังเป็นชุดๆก่อนที่สายจะตัดไปหลังจากนั้นเสียงปืนก็ดังก้องตามมาจากที่ไกลๆอีกละลอกหนึ่ง
ความกังวลของทั้งคู่เป็นจริงขึ้นมาในทันที โดยไม่ต้องพูดอะไรกันมานักอเล็กซ์รีบวิ่งนำหน้าไปก่อนที่สไนป์จะตามเจ้าหนุ่มนี่ไปอีกคน เสียงปืนยังคงดังอยู่แสดงว่าทีมอัลฟ่ายังไม่ตายกันหมด
แต่คงอีกไม่นาน


“เราคงไปหาทีมอัลฟ่าก่อนพวกนั้นโดนฆ่าเรียบไม่ทันแน่ครับ เอาไงดีครับหัวหน้า” อเล็กซ์ถามอย่างร้อนรนขณะที่รีบวิ่งตรงไปข้างหน้าให้ไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สไนป์กวาดตามองไปรอบๆอย่างใจเย็นก่อนตอบคำถาม “งั้นคงต้องเปลี่ยนแผนแล้วก็อีกอย่างเรียกฉันว่า ‘ออสเปรย์’ ก็พอแล้วเกรย์”

“คุณมีแผนอะไรครับหัว- ออสเปรย์ พวกเราคงวิ่งไปถึงที่นั่นไม่ทันแน่ หน่วยของฮอว์คอายส์คงจะโดนเก็บหมดทีมกอนเราวิ่งไปเกินครึ่งทางซะอีก”

“เราไม่จำเป็นต้องไปถึงที่นั่นหรอก แต่แผนนี่ออกจะเสี่ยงอยู่สักหน่อยคงต้องขอพึ่งพาของเล่นนายซะหน่อยแล้ว”


ก่อนที่เจ้าหนุ่มจะทันได้ถามอะไรเพิ่มเติมสไนป์ก็รีบวิ่งตรงไปที่กลางเขตย่านเวสต์มินเตอร์ขณะที่ยังคงได้ยินเสียงปืนดังลั่นอยู่เป็นระยะคอยย้ำเตือนว่าพวกเพื่อนร่วมหน่วยนั้นยังคงต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอยู่
หวังว่าไอ้แผนที่เพิ่งด้นสดคิดมาเมื่อกี้นี้จะช่วยอะไรได้บ้าง ไม่งั้นล่ะก็ภารกิจคงได้ล่มลงตั้งแต่แรกแหงๆ

สักพักใหญ่ๆหลังวิ่งเข้ามาตรงใจกลางย่านในที่สุดก็มองเห็นสิ่งที่มองหาแล้ว แต่ถ้าพูดให้ถูกก็คืออาคารสถาปัตยกรรมโบราณสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่กลางย่านนี้หากเป็นในยามปกติที่ไม่ใช่เหตุเชื้อระบาด
เช่นนี้ก็คงดูงดงามน่ามาเที่ยวดีแท้ ‘เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์’ โบสถ์นิกายแองกลิคัน นี่คือสถานที่เป้าหมายในใจของสไนป์แต่ความสวยงามของที่นี่นั้นดูจะไม่มีเวลาให้เขามาชื่นชมอะไรเท่าไหร่
สไนป์ไม่คิดเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวเลยจัดการรีบถีบประตูบุกเข้าไปในมหาวิหารนี่โดยไม่สนเรื่องที่ว่ามันจะเก่าแก่มากแค่ไหน ตอนนี้ยังไงชีวิตเพื่อร่วมหน่วยสำคัญกว่า สถานที่แห่งนี้ก็มีค่าไม่ต่างอะไร
กับแค่ ‘จุดซุ่มยิง’ ของเขากับอเล็กซ์ก็เท่านั้น

ที่คิดในใจตอนนี้ก็คือการหาจุดซุ่มเหมาะๆที่จะมองเห็นบริเวณพระราชวังบัคกิ้งแฮมได้อย่างชัดเจนเพื่อคุ้มกันทีมอัลฟ่าจากมุมนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่าหมอกแถวๆวังนั่น
จะไม่ดำจนเกินไปขนาดที่มองเห็นเป้าได้ยากหรอกนะ

ใช้เวลาอีกราวสามนาทีกว่าจะมาถึงจุดที่สูงที่สุดของวิหารนี่ เสียงปืนที่ดังมาจากฝั่งบัคกิ้งแฮมยังดังอยู่แต่เริ่มถี่น้อยลงแล้ว เวลากำลังไม่คอยท่าพวกเขาต้องรีบลงมือเดี๋ยวนี้


“เอาล่ะตรงนี้คงเหมาะจะใช้ซุ่มยิงได้ เกรย์ นายส่งโดรนของเล่นของนายไปที่ฝั่งนั้นลิ้งค์มันเข้ากับแว่นตาฉัน สแกนหาตัวศัตรูให้หน่อยพอจะทำได้ไหม?”

“ผมทำได้ดีกว่านั้นครับ ‘วาสป์โดรน MK2’ ได้เวลาออกโรงแล้ว”


พอพูดจบเจ้าหนุ่มนักประดิษฐ์ก็วางเป้สะพายหลังลงและเอาสิ่งที่เก็บในนั้นออกมา มันช่างดูเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความขลังอย่างบอกไม่ถูกแม้แต่สไนป์ที่ไม่ได้นิยมชมชอบเทคโนโลยีอะไรมากนัก
ยังต้องประหลาดใจ โดรนขนาดเล็กมีใบพัดสี่จุดโครงสร้างดูบอบบางคล่องแคล่ว ทว่าตัวโดรนนั้นกลับติดตั้งปืนไรเฟิลขนาดมาตรฐานเอาไว้เป็นเหมือนอาวุธจู่โจมเคลื่อนที่ขนาดย่อมท่าทางน่าเชื่อถือ
และพึ่งพาได้

มีอะไรมาให้แปลกใจเล่นเสมอนี่คงเป็นคำพูดที่เหมาะสุดสำหรับที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเจ้าหนุ่มอเล็กซ์ได้ ทั้งที่อายุเท่านี้แต่กลับสร้างของอะไรแบบนี้ที่แม้แต่บางที่พวกกลาโหมสหรัฐฯบางคน
ยังสร้างของแบบนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


“เอาล่ะเปิดทำการได้ ปรับโหมดการมองเห็นเป็นแบบตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วยแรงสั่นสะเทือนและระบุมิตรด้วยคลื่นความถี่จำเพาะ” โดรนเริ่มทำงานในตอนที่อเล็กซ์พูดพึมพำกับตัวเอง

“รีบเข้าเถอะตอนนี้พวกนั้นคงรอแร่เต็มทีแล้ว” สไนป์เริ่มส่องกล้องเล็งเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจยิงสนับสนุนในระยะไกล


ระบบการเล็งเป้าในกล้องจับความร้อนนั้นสามารถมองทะลุม่านละอองสีดำนี่ได้โดยจะมองเห็นคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของสิ่งมีชีวิตเป็นจุดขาวๆ แต่มันเสี่ยงมากที่จุดขาวๆพวกนั้นอาจจะเป็น
พวกเดียวกันการยิงสนับสนุนด้วยกล้องเล็งแบบนี้เลยอันตรายมากเพราะความเสี่ยงที่ว่ามา เพราะงั้นการที่ลิงค์ระบบของกล้องเข้ากับโดรนของอเล็กซ์เลยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกนัดที่ยิงออกไป
จะโดนแค่ศัตรูเพียงอย่างเดียว


“เข้าใกล้ตำแหน่งแล้วครับกำลังทำการระบุเป้าจะให้ใช้โดรนช่วยยิงสนับสนุนไหมครับ?” อเล็กซ์ถาม

สไนป์ตอบกลับโดยไม่ละสายตาออกจากกล้องเล็ง “ไม่ต้อง... แค่ระบุตำแหน่งศัตรูก็พอ งานของเราคือช่วยพวกเขาให้หนีออกมาไม่ใช่การกำจัดศัตรู คุมของเล่นนายให้ดีๆก็แล้วกันหน้าที่ยิง
ปล่อยให้เป็นของฉัน”

“แบบนั้นจะไปสนุกอะไรล่ะครับเอาล่ะ....” อเล็กซ์จิ้มนิ้วไปที่อ๊อบแซ๊ทของตัวเองก่อนจะเริ่มตั้งปืนเหมือนจะมาร่วมยิงด้วย

“นั่นนายจะทำอะไร?”

“ก็ช่วยเพิ่มปืนอีกกระบอกไงครับ ระบบล๊อกเป้าอัตโนมัติเชื่อมต่อกับระบบ A.I. ของอลิซ แล้วก็เปิดระบบเกราะสะท้อนแสงช่วยให้โดรนล่องหนได้แค่นี้ก็พอครับ”


ล้ำสุดๆ นี่เป็นอีกคำแล้วที่จะพูดถึงตัวตนของอเล็กซ์ ทำเอารุ่นพี่อย่างสไนป์กลายเป็นแค่ลุงแก่ๆไปเลยทีเดียว....


ในเมื่อเจอกับเรื่องไม่คาดคิดประกอบกับสิ่งที่พูดมามีเหตุผลที่เถียงไม่ออกสักอย่าง สไนป์ก็ต้องยอมอย่างไม่มีขอกังขาใดๆ อเล็กซ์ตั้งขาทรายปืน MK14 พร้อมทั้งหมอบลงกับพื้นเล็งเป้าไป
ทางฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน MK14 ของอเล็กซ์นั้นหากเอามาเทียบกับ AXE-12 ที่เป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลเหมือนกันคงจะเรียกว่าอยู่คนละชั้นกันเลย ด้วยกระสุนขนาด 7.62 X 51 MM ที่เล็กกว่า
ลำกล้องไม่ได้ออกแบบมาให้ยิงซุ่มโดยเฉพาะเหมือน AXE-12 และต้องใช้ทักษะในการยิงที่มากกว่าด้วยบอกเลยว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้ดีที่สุดสำหรับการยิงคุ้มกันที่ต้องอาศัยความแม่นยำแบบนี้

ที่กล้องเล็งของสไนป์หลังโดรนเข้าประจำตำแหน่งได้ไม่นานแสดงจุดระบุตำแหน่งและสัญญาณกะพริบที่บ่งบอกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ศัตรูมีประมาณ สิบถึงยี่สิบตัวเห็นจะได้ และทีมอัลฟ่าเท่าที่เห็น
เหลืออยู่ราวๆ สี่... ห้า... หก... หกคนเท่านั้นจากที่จำได้ว่าทีมนี้มีอยู่ด้วยกันสิบสองคน หมายความว่าหายไปกว่าครึ่งเชียว!


“เอาล่ะอยากได้ตัวไหนสอยไปเลย” สไนป์ให้สัญญาณสั่งลุยซึ่งเหมือนอเล็กซ์จะรออยู่แล้ว


เสียงของปืนที่ยิงกระสุนพุ่งออกจากกระบอกดังขึ้นพร้อมกับเสียงอากาศถูกแหวกในชั่วอึดใจก่อนที่เป้าหมายจะถูกเจาะทะลวงด้วยกระสุนความแรงสูงทุกนัดที่สไนป์ยิงออกไปนั้นมีความแม่นยำ
และสังหารได้แบบ หนึ่งนัดหนึ่งศพ ขณะที่อเล็กซ์นั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการยิงที่แม่นยำแต่อย่างใด เจ้าหนุ่มกลับเลือกที่จะยิงย้ำๆหลายนัดอาศัยความสารถในการยิงซ้ำต่อเนื่องที่มากกว่า
ทดแทนความแม่นยำที่น้อยกว่านั่นเอง และไม่เพียงเท่านั้น....


เปรี๊ยะ!! ตูม!!


ประกายสายฟ้าที่แผดแสงสีฟ้าออกมาก่อนจะพ่นลำแสงสีฟ้าถล่มเข้าใส่ฝั่งตรงข้ามอย่างแม่นยำทำความเสียหายระเบิดเป็นวงกว้าง อนุภาพที่ทรงพลังประดุจสายฟ้าพระเจ้าพิโรธนั่นมาจากหุ่นยนต์หมาป่า
ที่ได้เป็นใช้งาน ‘ปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็ก’ หรือ ‘เรลกัน’ ยิงเข้าสนับสนุนทีมอัลฟ่าอีกกระบอก แม้ว่าพลังทำลายและแสงสายฟ้าที่แผดออกมาจากเรียกว่าการซุ่มยิงไม่ได้ แต่พลังทำลาย
ที่ทรงอานุภาพนั่นก็เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน สายฟ้าฟาดถูกยิงออกจากรางแม่เหล็กขนาดเล็กตรงเข้าใส่เป้าหมายที่เล็งเอาไว้


พอเห็นว่าศัตรูลดจำนวนลงได้พอสมควรสไนป์ก็รีบติดต่อไปยังทีมที่อยู่อีกฟากทันที “นี่ชาร์ลีเรียกอัลฟ่า เดี๋ยวจะยิงคุ้มกันให้รีบถอยออกมาเร็วเข้า!”

“ทราบแล้วขอบใจมากอัลฟ่ากำลังจะเริ่มถอนกำลัง ช่วยยิงคุ้มกันเราด้วย” ทีมอัลฟ่านายหนึ่งตอบกลับมาก่อนที่จะเริ่มส่งสัญญานถอนกำลังให้กับคนที่เหลือ


เท่ากับว่าหน้าที่ของสไนป์กับอเล็กซ์ในตอนนี้คือการยิงคุมกันซื้อเวลาเป็นนาทีต่อนาทีให้ทีมอัลฟ่าถอนกำลังออกไป คราวนี้ทีมอัลฟ่าจะถอนกำลังออกมาได้ปลอดภัยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการยิง
ของทีมชาร์ลีที่มีเพียงแค่สองคนกับอีกหนึ่งตัวแล้วมันไม่ง่ายเลยกับการยิงคุ้มกันระยะไกลข้ามแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปร่วมพันหลา ลำพังสไนป์ไม่เท่าไหร่แต่อเล็กซ์คงเป็นงานยาก ปืนรุ่นเก่าประกอบกับ
ฝีมือการยิงที่ไม่ได้แย่อะไรแต่ก็ไม่ถึงกับมือฉมัง คงต้องหวังให้อเล็กซ์โชคดีฟลุ๊กยิงโดนอะไรบ้าง

แต่นั่นคงเป็นการหวังที่มากเกินไปเมื่อกระสนสิบนัดที่ยิงออกไปอเล็กซ์ก็ยิงโดนเต็มที่ไม่เกินสี่ ขณะที่เป้าหมายนอกจากจะมีจำนวนมากแล้วยังเคลื่อนที่ได้ไวจนจับเป้าลำบาก
สำหรับปืนที่ไม่ได้มีกระสุนความเร็วสูงขนาดที่จะยิงโดนเป้าได้ในเสี้ยววินาทีแล้วถือเป็นงานหินทีเดียวและมันก็ทำให้เจ้าหนุ่มนั่นหงุดหงิดอย่างที่คิดจนเลิกยิงไป


“ใจเย็นหน่อยไอ้หนู ระยะยิงขนาดนั้นไม่ใช่จะโดนเป้าง่ายๆอยู่แล้ว ยังไงก็ยิงๆไปเถอะมันต้องเข้าเป้าบ้างนั่นล่ะ”

“ผมมีวิธีที่ดีกว่านั้นครับ” อเล็กซ์ตอบกลับก่อนจะหันไปสาละวนกับเครื่องอ๊อบแซ๊ทเหมือนเจ้าหนุ่มจะคิดอะไรออก และทุกครั้งก็ดันเป็นเรื่องบ้าๆที่ใช้ได้ผลซะด้วย

‘ระบบถูกแทรกแซง การควบคุมถูกปรับเปลี่ยนเป็นควบคุมด้วยรีโมท’

“เอาล่ะ... กระแทกหน่อยแต่แหล่มแน่คราวนี้!”


ไม่ทันขาดคำหลังเจ้าหุ่น MK3 พูดบางอย่างแปลกๆออกมาพร้อมกับตอนที่สายฟ้าถูกยิงออกจากปากกระบอก ที่ต่างออกไปก็คือมันมีขนาดเล็กลงแต่แม่นยำขึ้น ที่อเล็กซ์ทำนั้นมันก็คือการแฮ๊กเข้าระบบ
ของเจ้าหุ่น MK3 และทำการไฮแจ๊คระบบควบคุมทั้งหมดของมันมาใช้แทนปืนซุ่มยิงของตัวเอง ก็นับว่าหัวคิดไม่เลวแถมยังได้ผลเกินคาดด้วย ไม่ทันไรพวก โอบาเกะ ที่ล้อมทีมอัลฟ่าเอาไว้ก็แตกกระเจิง
กันหมดบางส่วนถ้าไม่ติดอยู่ท่ามกลางการยิงที่รุนแรงก็จะโดนสไนป์และอเล็กซ์ยิงเก็บจากระยะไกลจนเรียบ

จำนวนและความเร็วที่น่าเหลือเชื่อของพวกโอบาเกะนั้นไม่มีผลอะไรเลยเมื่อเจอเข้ากับปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงของ MK3 ที่ยิงโดยมนุษย์


“ว่าแล้วเชียวแบบนี้ดีกว่าจริงๆด้วย...” อเล็กซ์พูดพลางแตะอ๊อบแซ๊ทเล็งเป้าหมายถัดไป

สไนป์ส่ายหน้าพลางกดไปที่เครื่องมือสื่อสาร “เฮ้อ... เด็กสมัยนี้ ชาร์ลีเรียกอัลฟ่าเส้นทางเคลียร์แล้วรีบถอนตัวออกมาตอนนี้เลย”

“ปฏิเสธ เดินหน้าภารกิจต่อไป ช่วยคุ้มกันดึงความสนใจศัตรูจากจุดนั้นด้วย...”

“อะไรนะ!? กำลังของพวกนายเหลือไม่ถึงครึ่งแล้วแบบนี้มันเสี่ยงเกินไป-”

“นี่เป็นคำสั่งของ ฮอว์คอายส์ นี่อัลฟ่าเลิกกัน”


การสื่อการถูกตัดไปโดยทีมอัลฟ่าโดยไม่สนคำทัดทานของสไนป์เลยแม้แต่น้อย ใจจริงก็เข้าใจว่าภารกิจนี้สำคัญมากแต่ถึงกับต้องเสี่ยงขนาดนี้เลยรึไงกัน แต่เขารู้จักนิสัยของมิชเชลดีหากมีเป้าหมาย
เป็นอะไรแล้วจะไม่ยอมรามือจนกว่าจะบรรลุผลหรือจนกว่าจะหมดโอกาสจริงๆ และนั่นก็ดูจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเจ้าตัวด้วย แต่ถึงจะไม่เห็นด้วยยังไงสไนป์ก็ต้องทำตามที่ต้องการอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทำแค่ภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรร้ายแรงไปมากกว่านี้ก็เป็นพอ


“เอาไงดีครับหัวหน้า?”

“ก็ต้องทำตามที่สั่งล่ะ เราจะอยู่ตำแหน่งนี้ปักหลักที่นี่แล้วทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ระวังพวกตัวดำนั่นด้วยก็แล้วกันมันอาจจะมาแถวนี้เมื่อไหร่ก็ได้”


อเล็กซ์พยักหน้าตอบรับแม้ว่าดูจากสีหน้าแล้วเจ้าหนุ่มเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับไอเดียนี้เท่าไหร่นักเหมือนกับสไนป์แต่ในเมื่องทางนั้นอยากลุยต่อหน้าที่ของพวกเขาเลยมีแค่ต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
สไนป์เริ่มหันไปสนใจกับการส่องกล้องมองหาศัตรูที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ ขณะที่อเล็กซ์นั้นกำลังทำอะไรบางอย่างกับอ๊อบแซ๊ทอีกตามเคย บอกได้เลยว่าเจ้าหนุ่มนี่ใช้อ๊อบแซ๊ททำอะไรได้มากกว่า
ที่เขาทำเสียอีกและครั้งนี้ก็เหมือนจะทำอะไรสักอย่างที่ชวนให้แปลกใจอีกตามเคย


“ทำอะไรอีกล่ะนั่นไอ้หนู?” สไนป์ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“แฮ๊กเข้าไปในระบบสื่อสารของทีมอัลฟ่า ถึงจะปิดกั้นการสื่อสารของเราแต่ก็ยังได้ยินพวกนั้นพูดอยู่ดี ไม่แน่อาจจะทำให้รู้ก็ได้ว่าทำไมภารกิจถึงสำคัญขนาดยอมเสี่ยงแบบนั้นกัน”

“เดี๋ยวก็โดนซิวเอาหรอก บางเรื่องไม่ควรเข้าไปยุ่งจะดีกว่านะ”

“แล้วไม่อยากรู้รึไงครับ?”

“อยาก...”


ถึงจะไม่ค่อยชอบในสิ่งที่อเล็กซ์กำลังทำแต่ความอยากรู้มันรุนแรงเกินกว่าจะห้ามได้ การที่มิชเชลจะทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้มันก็ไม่ใช่นิสัยปกติของเธอเองซะด้วย มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้มิชเชล
ไม่สามารถทิ้งภารกิจไปได้ถึงเธอจะเป็นพวกกัดไม่ปล่อย แต่ก็ไม่ใช่พวกที่ใจร้อนจนถึงกับลงมืออะไรบุ่มบ่ามแบบนี้และนั่นคือสิ่งที่เขาอยากจะรู้ที่สุด

ไม่ถึงนาทีหลังจากนั้นด้วยความพยายามของเจ้าหนุ่ม อเล็กซ์ก็สามารถเจาะเข้าไปในระบบสื่อสารของมิชเชลได้สำเร็จ


“เห็นเป้าหมายแล้ว... ระดับความสอดคล้อง 98% ”

“เอาล่ะเริ่มทำการเก็บตัวอย่างแล้วก็ทำลายไอ้เครื่องนี่ซะ...”

“เดี๋ยวก่อนนั่นอะไรน่ะ...? ชิบหายแล้ว!”


หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายชุดตรงมาจากจุดที่มีควันดำหนาแน่นลอยออกมา ฟังจากเสียงปืนและเสียงในระบบสื่อสารเมื่อครู่นี้แสดงว่ากำลังเจอกับอะไรบางอย่างเข้า
โชคไม่ดีเพราะนอกจากควันดำที่บดบังทัศนวิสัยทั้งหมดแล้วจุดนี้ยังไม่มีมุมยิงเหมาะๆให้ยิงสอยจากระยะไกลซะด้วย

สไนป์เริ่มร้อนใจมากขึ้นหากเป็นจุดที่ตัวเองสามารถมองเห็นคงพอจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่นี่เป็นจุดบอดที่ไม่รู้จะช่วยได้ยังไง ในใจของสไนป์คิดว่าควรย้ายจุดเข้าไปในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากกว่านี้
แต่การย้ายจุดก็กินเวลานานแถมกว่าจะประจำจุดได้ทีมอัลฟ่าคงจะไม่เหลือแม้แต่คนสุดท้ายแล้วก็เป็นได้

ทั้งที่เป็นแบบนั้นอเล็กซ์กลับยังนั่งนิ่งฟังข้อมูลจากอ๊อบแซ๊ทอย่างใจเย็นจนน่าประหลาด เหมือนเจ้าหนุ่มจะพบอะไรสำคัญเข้าให้แล้ว


“กะ.... แก....”

“มิชเชล... ในที่สุดก็มาแล้วสินะ...”

“เสียงนี่มัน... โครว์!?” อเล็กซ์สะดุ้งเฮือกใหญ่หลังได้ยินเสียงของโครว์ดังออกมาผ่านอ๊อบแซ๊ท

“แกทำแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่... ทั้งที่แกควรจะอยู่กับพวกเราแล้วก็น้องสาวของแกแท้ๆ” เสียงของมิชเชลที่ดูจะหัวเสียอย่างแรงดังตามมา สไนป์ทำได้เพียงแค่นั่งฟังและประเมินสถานการณ์
อย่างเงียบๆเท่านั้น

“เพราะแบบนั้นไงการแก้ไขสิ่งเลวร้ายที่พวกแกสร้างขึ้นแล้วเริ่มใหม่ถึงสำคัญ... พวกแกคือตัวการที่ทำให้ฉันกับเรเวนเกิดมา ทำให้พวกเราพวกกลายพันธุ์ต้องถูกแบ่งแยกทั้งที่พวกเรากับพวกมนุษย์
ธรรมดาก็ไม่ต่างกัน...”

“เพราะงั้นแกเลยจะล้างโลกทั้งใบเพื่อเริ่มใหม่งั้นสิ.... แกนี่มันบ้าได้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ”

“พูดมากไปก็เปลืองน้ำลาย... คำถามสุดท้าย... ‘น้องชายฉัน’ อยู่ที่ไหน?”


ประโยคสำคัญที่หลุดออกมาจากปากของโครว์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะสไนป์หรือใครก็ไม่ทันคาดคิดทั้งนั้น ที่รู้คือว่าเรเวนหัวหน้าของหน่วยแบล๊กพีเจี้ยนนั้นคือน้องสาวคนเดียวของโครว์
แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีคนที่เรียกว่า ‘น้องชาย’ อยู่อีกคนหนึ่งด้วย

“อย่าหวังเลยว่าแกจะคุยกับเขาได้โครว์... เขาคนนั้นเหมือนกับพ่อของแกมากกว่าแกเยอะ...”

“แล้วมาดูกัน....”


พรึบ!!


ชั่วอึดใจเดียวที่ทุกอย่างกำลังเฉลยออกมานั้นควันสีดำกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากทางด้านหลังของ สไนป์และอเล็กซ์ ร่างที่สูงโปรงห่อหุ้มด้วยควันประหลาดสีดำสนิท เรือนผมสีดำ
และแววตาที่เยือนยะเยือกชวนหนาวเหน็บได้มาปรากฏขึ้นจากทางด้านทั้งของทั้งคู่แบบไม่ทันคาดคิด ตัวอันตรายที่สุดได้โถมเข้ามาประชิดแบบเหนือความคาดหมายเข้าให้แล้ว


“แอบฟังคนอื่นมันไม่ดีหรอกนะ... เจ้าหมาน้อย....”








*****************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 457

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 25 พ.ค. 2020, 22:05

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP25)14/5

ชิบหายของจริงแล้ว โครว์มาเองเนี่ยนะ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 474

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 พ.ย. 2020, 21:31

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP25)14/5

Episode 28 : The Memories


อเล็กซ์ ‘เกรย์วูล์ฟ’ มิลเลอร์


สถานการณ์คับขันขึ้นในพริบตาเดียวที่โครว์โผล่มาตรงนี้แบบไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางผมสีดำชุดสีดำและรวมถึงไอควันแปลกๆที่ก่อตัวจนมีรูปร่างเหมือนขนนกนั่นก็ดันเป็นสีดำซะอีก
เรียกว่าดำไปหมดทั้งตัวก็คงไม่ผิดนักสมชื่อโครว์ที่หมายถึงอีกาเสียเหลือเกิน ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกันแต่อเล็กซ์ก็ยังรู้สึกตื่นกลัวจนขยับตัวแทบไม่ออกซะทุกครั้งไป

แม้ว่าท่าทีของโครว์นั้นจะยังไม่ตรงเข้ามาเล่นงานนอกจากแค่ยืนนิ่งๆมองมาทางอเล็กซ์ด้วยดวงตาสีแดงชวนน่าขนลุกคู่นั้นราวกับอยู่กันคนละโลก อเล็กซ์พยายามคิดหาทางออก
ว่าหนนี้จะรอดไปได้ยังไงการจะต้องเจอกับตัวประหลาดในร่างคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นหากไม่รีบหาทางเผ่นล่ะก็สู้ไปก็จะมีแต่ๆคำว่าแพ้เท่านั้น ยังไงคนธรรมดากับสัตว์ประหลาดเบอร์นี้
มันก็เทียบกันไม่ได้อยู่แล้วในหลายด้าน


“ไม่ต้องตื่นไปเจ้าหมาน้อย... หนนี้ไม่ได้คิดจะมาทำอะไรนายหรอก...” โครว์พูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นานพักหนึ่ง

“เหรอ? แล้วจะมาทำอะไรล่ะ จะมานั่งคุยเสวนาวงน้ำชาตามมารยาทผู้ดีอังกฤษรึไง ทำไมไม่เตรียมคุกกี้กับน้ำชาดีๆมาด้วยซะเลยล่ะ?” อเล็กซ์ประชดโดยที่พยายามเก็บสีหน้าทำใจดีสู้เสือไปก่อน

“ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว... น่าเสียดายที่เราต่างก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น ขอแนะนำว่าให้นายถอนตัวออกจากภารกิจนี้จะดีกว่านะ...”

“รีบบอกมาไม่ต้องอ้อมค้อม ถ้าไม่มีธุระอะไรก็เลิกคุยแล้วเรามายิงกันให้เละไปข้างกันตรงนี้เลยดีกว่า อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าแลกกันตรงนี้ใครจะแหลกก่อนกัน” อเล็กซ์รีบพูดวกเข้าประเด็นในทันที
โดยไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ยิ่งนานไปเขาก็ยิ่งคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายไม่ออกมากขึ้นทุกที


โครว์นั้นเริ่มขยับตัวเดินเข้ามาหาอเล็กซ์โดยที่ชายหนุ่มยังคงยกปืนขึ้นมาเล็งเอาไว้หากอีกฝ่ายคิดจู่โจมทีเผลออย่างน้อยถ้าต้องแลกด้วยชีวิตก็ขอยิงจะๆเข้าที่หัวสักนัดถึงจะรู้ว่า
อีกฝ่ายอาจจะไม่ตายง่ายๆด้วยการยิงที่หัวก็เถอะ ทางสไนป์เองก็ยังนิ่งๆอยู่เหมือนกับรับรู้ได้ว่าอย่าทำอะไรกระโตกกระตากตอนนี้จะเป็นการดีที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาอเล็กซ์เชื่อว่า
นายทหารมือเก๋ารายนี้คงพร้อมจะฉะกันแบบถึงเลือดถึงเนื้อในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีแน่


“ก่อนจะคุยกันคงต้องจัดการกับคนนอกวงไปก่อน” โครว์พูดพร้อมกับยกมือหันไปทางสไนป์

“อ๊อก!!”


ควันประหลาดสีดำพุ่งออกจากฝ่ามือของโครว์ตรงเข้าใส่สไนป์ทันที เจ้าหน้าที่มีเก๋าที่โดนควันสีดำเข้าไปนั้นมีอาการทุรนทุรายเหมือนกับหายใจไม่ออกสักพักก่อนจะสลบไป
อเล็กซ์เล็งปืนตรงไปที่หัวของโครว์ในทันทีและพร้อมเหนี่ยวไก จากที่เห็นเหมือนจะยังไม่คิดฆ่าสไนป์หรือตัวเขาเองแสดงว่าคงมีบางอย่างจะพูด


“ไม่ต้องระวังขนาดนั้นก็ได้แค่มีอะไรจะให้นิดหน่อย...”

“กับที่แกทำกับเขาก็ขอผ่านว่ะ... ล่าสุดที่เจอกันก็เล่นเอาแทบไม่รอด เพราะงั้นกันเหนียวไว้ก่อน” อเล็กซ์ปฏิเสธอย่างไม่ลังเลถึงจะรู้แก่ใจว่ายังไงกระสุนลูกตะกั่วธรรมดา
ที่ไม่ใช่หัวยูเรเนี่ยมแบบนี้คงไม่ระคายผิวโครว์อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ขอยิงสักนัดสองนัดก่อนโดนเล่นก็แล้วกัน


โครว์นั้นก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรมากมายคงรู้ว่าปืนของอเล็กซ์ทำอะไรตัวเองไม่ได้ โครว์ทำเพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในส่วนที่คิดว่าน่าจะเป็นเสื้อของตัวเองแล้วหยิบของชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งออกมา
มันดูคลายจะเป็นไดรฟ์พกพาขนาดเล็กของสมัยพระเจ้าเหาที่ไม่มีจุดพิเศษอะไรมากมาย ไม่รู้ว่าโครว์จะเอาของตกรุ่นแบบนี้มาให้เขาทำไมแต่มันคงสำคัญมากแน่ๆไม่งั้นคงไม่ลงทุน
มาโผล่ถึงนี่แล้วเอามายื่นให้กับมือ

โครว์เอาไดรฟ์ที่อยู่ในมือให้กับอเล็กซ์ ซึ่งเขาเองก็รีๆรอๆอยู่พักหนึ่งก่อนจะรีบฉวยมันออกไปจากมือของโครว์อย่างไว


“นั่นอะไร ไฟล์ข้อมูลหนังโป๊รึไง?”

“ก็ไม่ใช่ของที่น่าดูอะไรแบบนั้นหรอกก็แค่... บางเรื่องที่คนแบบนายยังไม่รู้ว่าเป็นแค่หมากตัวนึงบนเกมกระดานเกมนี้เท่านั้น ถ้ามีปัญญามองมันออกนะ
นายอาจจะไม่ชอบสิ่งที่นายกำลังจะเจอก็ได้...”

“พูดส้นตีนอะไรของแกวะ?”

“รู้ไว้แค่ว่านี่เป็นแค่เมืองแรกเท่านั้น ฉันจะทำให้ทั้งโลกกลายเป็นแบบนี้....”


ไม่ทันจะพูดอะไรต่อโครว์ก็แผ่ม่านควันสีดำขึ้นมารอบตัวก่อนจะหายไปกับกลุ่มควันดำโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ อเล็กซ์นั้นกำลังงงกับสิ่งที่โครว์พูดและความสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ในไดรฟ์นี่
มันคืออะไรกันแน่ มันสำคัญขนาดไหนกันแล้วทำไมถึงต้องมายื่นให้กับเขาด้วยกันแน่ มันมีแต่เรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี

ถ้ามองในแง่ดีคือการที่เผชิญหน้ากับโครว์แล้วยังไม่มีการปะทะแม้แต่เล็กน้อยมันจะเรียกว่าโชคดีหรืออีกนัยหนึ่งมันอาจจะเป็นกับดักที่โครว์วางเอาไว้เพราะหวังบางอย่างอยู่ก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างไหนตอนนี้มันคงไม่สำคัญแล้วมีแต่ต้องตรวจสอบกันอีกทีกับไดรฟ์ที่ได้มาอันนี้

ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่สไนป์นั้นหมดสติไปจนไม่ทันได้รู้เรื่องอะไรก็คงช่วยได้บ้างเพราะขืนให้รู้ว่าอเล็กซ์แอบคุยกับโครว์แบบลับๆคงมีเรื่องให้ปวดหัวตามมาแบบไม่จำเป็นแน่
มีแต่ต้องแอบสืบสวนเอาเองอย่างรอบคอบที่สุดเท่านั้น


“อัลฟ่าเรียกชาร์ลีรายงานสถานภาพด้วย.... อัลฟ่าเรียกชาร์ลีย้ำอีกครั้งรายงานสถานภาพด้วย!” เสียงของฮอวค์อายส์ดังขึ้นผ่านเครื่องมือสื่อสารแบบได้จังหวะพอดี
อเล็กซ์จึงต้องตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้

“นี่ชาร์ลี เกรย์พูดเปลี่ยน...”

“ทางนี้เสร็จสิ้นภารกิจแล้วกำลังจะถอยไปที่จุดรวมพล ทางนั้นเป็นไงบ้าง?”

อเล็กซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางตอบ “เราถูกโครว์ตามมาเล่นงานถึงที่แต่ก็รอดมาได้เหมือนไอ้อีกานั่นจะถอยไปเองด้วยสิไม่รู้เป็นบ้าอะไรของมัน”

“แล้วมีอย่างอื่นจะรายงานเพิ่มไหม?” ฮอว์คอายส์ถามเพิ่มเติม

“ไม่มี... แค่ทางนี้ออสเปรย์ถูกเล่นงานจนสลบแค่นั้นยังไม่ถึงตาย เดี๋ยวจะคุ้มกันจากตรงนี้ให้ไปจนถึงจุดถอนกำลัง”

“ปฏิเสธ... เรายังมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้อีกพวกนายรีบถอยมารวมพลด่วนเลยรีบไปที่จุดรวมพลในเวลาสิบนาทีไม่งั้นเราจะเริ่มภารกิจโดยไม่รอพวกนาย”

“ให้ตาย... นี่ไม่เห็นรึไงว่ารอบๆนี้มันเละเทะแค่ไหนถามจริงเถอะ อะไรกันแน่ที่ทำให้พวกคุณยอมเสี่ยงลุยขนาดนี้กัน กลับไปคงต้องคุยกันจริงๆจังๆสักทีแล้วหัวหน้า...”

“เราคงได้คุยกันยาวแน่ไอ้หนู เลิกบ่นแล้วรีบไปที่จุดรวมพลซะ... เลิกกัน”


สายตัดไปหลังจากนั้นโดยที่อเล็กซ์ยังคงตีบทแตกเหมือนเดิมอย่างน้อยทักษะการเล่นละครตบตาที่มีมาตั้งแต่สมัย ม. ปลาย ก็พอจะมีประโยชน์บ้าง
ถึงแม้อีกครึ่งจะเป็นการใส่ความรู้สึกของตัวเองไปด้วย หวังว่ามันจะเนียนพอปกปิดสิ่งที่อเล็กซ์ไม่ต้องการให้ฮอว์คอายส์รู้อย่างเช่นการรับของและแอบคุยกับศัตรูตัวอันตราย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครว์ที่เป็นเหมือนตัวขึ้นบัญชีดำอันดับหนึ่งของทั้งโลกในตอนนี้ด้วยแล้ว หากทำอะไรไม่ระวังอย่าว่าแต่โดนเด้งเลยหัวบนบ่าก็อาจหลุดกระเด็นเอาได้ซะดื้อๆ

ถึงจะไม่ชอบยังไงตอนนี้ก็หันหลังกลับไม่ได้แล้วมีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป อเล็กซ์ถอนหายใจตั้งสติอีกเฮือกใหญ่ก่อนจะรีบพยุงร่างที่ไร้สติของสไนป์ขึ้นมา มีเวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น
ที่จะไปรวมพลกับพวกที่เหลือ งานนี้คงต้องวิ่งกันตีนถี่หน่อยล่ะ


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


เกือบสิบนาทีหลังจากนั้นอเล็กซ์ก็สามารถมารวมพลในจุดนัดพบได้ทันแบบฉิวเฉียดยังดีที่เจ้าหมาเหล็กอย่าง MK3 ไม่ได้เสียตามไปด้วยเลยทำให้สามารถใช้มันในการขนย้ายร่างที่ไม่มีสติ
ของสไนป์มาได้ก็นับว่ามีประโยชน์อยู่ไม่น้อยหากไม่นับที่ว่าเจ้าหมาเหล็กกวนประสาทตัวนี้มันเอาแต่พล่ามไม่หยุดแถมแต่ละเรื่องก็ชวนปวดหัวและกวนโมโหจนอยากจะแยกส่วนเป็นชิ้นๆ
ด้วยลูกปืนซะอีก

หากจะให้พูดตอนนี้ถึงทุกทีมจะมารวมตัวกันครบทุกทีมแล้วแต่ว่าจำนวนคนนั้นก็ไม่ได้ครบตามไปด้วย แต่ละทีมนั้นหากไม่นับทีมของอเล็กซ์ที่มีแค่สองคนแล้ว
ทีมอื่นๆเองต่างก็มีสมาชิกในทีมบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ คงพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกที่ไม่ได้อยู่ที่นี่


นี่พวกเราเสียคนไปในวันนี้กี่คนกันแน่นะ?


“ในเมื่อมากันครบแล้วเราจะเริ่มดำเนินแผนขั้นต่อไปกันเลย หลังจากนี้เราจะไปสมทบกับหน่วย ฮาวด์ที่กำลังจะมาถึงแต่ละทีมแบ่งกำลังไปรวมกับพวกฮาวด์แล้วทำการ
ไล่ล่ากวาดล้างพวกโอบาเกะให้สิ้นซากเก็บตัวอย่างมาด้วยถ้าจำเป็น มีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นก่อนที่ทางราชนาวีของสหราชอาณาจักรฯจะส่งกำลังทหารมาที่นี่
ฉันยื้อเวลาให้ได้แค่นี้เท่านั้น ใครมีคำถามอะไรไหม?”


ทุกคนต่างเงียบกันหมดเมื่อฮอว์คอายส์ถามจนกระทั่งอเล็กซ์ได้ยกมือขึ้นเพียงคนเดียว


“ให้ทำยังไงหากว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดครับ จากที่เห็นเรากำลังเจอกับศัตรูที่เราไม่รู้กำลังรบแน่ชัดถ้าหากว่ามีศัตรูมากเกินกว่าที่เราทั้งหมดจะจัดการได้ล่ะครับให้ทำยังไง?”

“ขอบใจสำหรับคำถาม ถ้าถึงตอนนั้นก็ให้ตัดสินใจตามเห็นสมควรได้เลยโดยใช้ดุลพินิจของหัวหน้าทีมที่มีตำแหน่งสูงที่สุดเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ณ ตอนนั้น ใครมีคำถามอื่นอีกไหม?”


คราวนี้ไม่มีใครถามอะไรเพิ่ม ฮอวค์อายส์ เลยเริ่มทำการแบ่งกลุ่มของหน่วยต่างๆออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกันโดยที่อเล็กซ์นั้นรับผิดชอบเป็นหัวหน้าของฮาวด์หน่วยที่สอง
ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับทีมพลแม่นปืนคอยคุมเชิงจากที่สูงและเพราะเนื่องจากหัวหน้าทีมอย่างสไนป์นั้นยังไม่ได้สติอยู่ อเล็กซ์เลยต้องมารับหน้าที่นำหน่วยแบบไม่เต็มใจนัก
เอาเข้าจริงเจ้าหนุ่มออกจะไม่ชอบการเป็นหัวหน้าคนเสียด้วยซ้ำแต่ก็ไม่มีทางเลือกต้องจำยอมอย่างช่วยไม่ได้

สักพักเมื่อกองพันของหน่วย ฮาวด์ มาถึงอเล็กซ์ก็รีบไปรวมตัวกับกลุ่มของตัวเองในทันทีพร้อมทั้งพาเจ้า MK3 ไปด้วยกัน อย่างน้อยถึงจะกวนประสาทไปหน่อย
แต่เรื่องที่เป็นป้อมปืนทำลายล้างสูงนั้นนับว่าเป็นประโยชน์ที่เถียงไม่ได้เลยจริงๆ จัดว่ามีประโยชน์มากสำหรับการยิงคุ้มกันระยไกล


“หัวหน้า”

“ไม่ต้องมากพิธีอะไรนัก จากนี้พวกนายต้องตามฉันไปทำภารกิจคุ้มกันแล้วก็เคลียร์พื้นที่ใกล้เขตหอนาฬิกาบิ๊กเบน ฉันจะวิ่งนำพวกนายก็วิ่งตามอย่าทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามทำตัวเป็นฮีโร่ เข้าใจใช่ไหม”

“เข้าใจครับ/ค่ะ!!”

“ดีมาก จับอาวุธเตรียมตัวให้พร้อมแล้วตามมา ถ้าภารกิจเกิดผิดพลาดหรือเจอเรื่องอะไรเกินจะรับมือก็ให้เผ่นทันที ไปเจอที่จุดนัดพบไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ทำให้ไวทำให้เป็นทีม
แล้วพวกนายทุกคนจะได้กลับบ้านแบบยังมีลมหายใจ”


อเล็กซ์จับปืนขึ้นและเริ่มออกหน้าเดินโดยมีเจ้าหุ่น MK3 และหน่วยฮาวด์อีกจำนวนหนึ่งตามไปด้วย เป้าหมายคือพื้นที่รอบหอนาฬิกาบิ๊กเบนซึ่งก็เหมือนกับที่อื่นๆของลอนดอน
มีแต่ความพินาศยับเยินมีให้เห็นกันอยู่ทุกที่ ทั้งร่องรอยความเสียหายรถราที่พังยับไฟลุกท่วมอยู่ข้างถนนท่ามกลางบรรยากาศมืดอึมครึมเต็มไปด้วยหมอกละอองสีดำ
ไม่รวมกับศพอีกมากมายที่นอนกองอยู่กับพื้นในทุกที่ที่อเล็กซ์เหยียบย่างไป ภาพแบบนี้ดูจะเป็นภาพที่ชินตาสำหรับชายหนุ่มไปซะแล้วหลังจากที่ผ่านสนามรบมาหลายต่อหลายครั้ง
เขายังจำได้ดีในวันแรกที่ลงสนามแล้วได้เห็นศพคนตายครั้งแรกทำเอาอเล็กซ์อ้วกแตกแทบจะในทันที

ถึงตอนนี้จะเริ่มชินไม่ออกอาการเหมือนตอนที่ลงสนามใหม่ๆแต่ก็ยังอดรู้สึกแย่ไม่ได้ที่เห็นศพของคนนอนกันเกลื่อนแบบนี้โดยเฉพาะกับศพของประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอะไร
หากแต่โดนลูกหลงจากการก่อการร้ายของพวก ดิ เซอร์เพนท์เท่านั้นแค่คิดมันก็ชวนให้เดือดปุดๆในใจแล้วที่ตัวเองดันไม่ลั่นกบาลแจกไข้โป้งให้โครว์ตอนที่มีโอกาสไปสักนัดสองนัด

ทัศนีย์ภาพของหอนาฬิกาและแม่น้ำเทมส์ถูกหมอดสีดำบดบังจนมองเห็นอะไรได้ไม่ชัด ทั้งที่จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่มีวิวดีที่สุดแห่งหนึ่งแท้ๆ แต่มันกลับต้องมากลายเป็นเหมือนกับที่รกร้าง
แบบไม่ทันได้คาดคิดไม่รู้ว่าในหัวของพวกบ้า ดิ เซอร์เพนท์นั้นคิดอะไรอยู่กันแน่การจะวางแผนก่อเรื่องแบบนี้ไปก็ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลยสักนิดเดียว รังแต่จะสร้างความหวาดกลัว
กับความชิบหายวายป่วงเพิ่มขึ้นก็เท่านั้น


“หัวหน้าดูนั่น ที่ข้างๆทางเข้ารัฐสภา สองร้อยหลาตรงนั้น” หนึ่งในสมาชิกทีมฮาว์ดคนหนึ่งพูดขึ้นพลางชี้นิ้วไปทางรัฐสภาที่อยู่ติดกับหอนาฬิกา
ถ้าจำไม่ผิดนายคนนี้เองก็อยู่ทีมเดียวกับรันฟารู้สึกจะชื่อว่าโคลท์


อเล็กซ์ใช้กล้องติดปืนส่องดูพื้นที่เหมือนจะเจองานเข้าของจริงแล้ว รอบหอนาฬิกานั้นยังมีพวกโอบาเกะอีกหลายตัวเดินป้วนเปี้ยนกันเป็นฝูงราวกับกำลังปกป้องพื้นที่
ไม่ให้ใครหรืออะไรย่างกรายเข้าไปทั้งนั้น ถ้าบุกเข้าไปตรงๆนี่นอกจากจะเสียเวลาและมีสิทธิซัลโวกันแหลกกลางสี่แยกแล้ว ดีไม่ดีจะเป็นการเรียกความสนใจเข้ามาโดยไม่จำเป็นซะอีก
ในฐานะหัวหน้าทีมเฉพาะกิจอเล็กซ์ต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ก่อนที่จะเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น


“ท่าทางเราจะงานเข้าแล้ว... ใครมีไอเดียอะไรจะเสนอตอนนี้ก่อนฉันจะคิดทำอะไรบ้าๆขึ้นมาอย่างหนึ่งไหม?” อเล็กซ์เอ่ยปากถามคนที่เหลือในทีมขึ้นก่อน
ความจริงชายหนุ่มมีแผนการในใจอยู่แล้วแค่เพียงมันเป็นวิธีที่ออกจะเสี่ยงไปหน่อยเท่านั้น

“เออ... แล้วแผนของหัวหน้าคืออะไรครับ?” ลูกทีมคนหนึ่งถาม

“ก็ฉันว่าจะลองใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อดึงความสนใจพวกมันทั้งกลุ่มให้ไปรวมในทีเดียวแล้วค่อยให้พวกนายยิงถล่มชุดใหญ่ปิดงานรวดเดียวจอด ง่ายๆไม่ซับซ้อน”

“นั่นใช่แผนเหรอครับหัวหน้า”

“ก็ถึงได้ถามไงล่ะว่ามีไอเดียอื่นที่ดีกว่าของฉันไหมเพราะเราไม่มีเวลาวางแผนให้รัดกุมมากพอใครคิดอะไรได้ก็ควรพูดตอนนี้เลย” อเล็กซ์ย้ำอีกครั้งถึงคำพูดของตัวเอง
ส่วนตัวแล้วชายหนุ่มยอมรับว่าไอเดียของตัวเองนั้นก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดีที่สุดแต่ก็ไม่มีเวลาให้คิดมากเลยคิดได้แค่นี้


ทุกคนทั้งทีมต่างเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ทันใดนั้นเหมือนจะมีคนหนึ่งที่คิดอะไรบางอย่างออกและเสนอไอเดียบางอย่างขึ้นมา


“ผมคิดได้อย่างหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าจะฟังดูเข้าท่าไหม”

“นายชื่อคีแกนใช่ไหมฉันเคยเห็นนายอยู่กับรันฟาด้วย มีอะไรก็รีบพูดมาเลยไม่เวลาให้มาชักช้าลีลาแล้วนายมีแผนอะไร?” อเล็กซ์ถาม

“แผนนี้ที่เราต้องใช้คือ...” คีแกนมองไปที่เจ้าหุ่น MK3 ที่กำลังยืนสแกนพื้นที่อยู่จนกระทั่งมันรับรู้ได้ว่ากำลังถูกคนทั้งทีมจ้องตามกัน

“คลื่นสมองกำลังบ่งชี้ว่าทุกคนกำลังคิดอะไรบางอย่างเลยจ้องมาทางผมด้วยความคิดที่เหมือนกัน ไม่ทราบว่าคิดอะไรอยู่ครับ?” เจ้าหุ่นถามโดยที่ไม่รู้ถึงชะตาของตัวเอง

อเล็กซ์ยิ้มมุมปากพร้อมทั้งยิ้ม “ไอเดียไม่เลว...”

“ใช่....”

“ชักแปลกๆเหมือนคลื่นสมองทุกคนกำลังคิดบางอย่างเกี่ยวกับผม...”


-------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากนั้นไม่นานนักที่บริเวณรอบๆหอนาฬิกาพวกกลุ่มโอบาเกะที่กำลังเดินไปมาอยู่รอบหอนาฬิกาเริ่มสังเกตุเห็นอะไรบางอย่างกำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้
พวกมันทั้งหมดเริ่มแผดเสียงร้องแสบแก้วหูออกมาจากอวัยวะส่วนที่น่าจะเป็นถุงในลำคออะไรสักอย่าง มันส่งเสียงเป็นละลอกไปยังโอบาเกะทุกตัวผลที่เกิดขึ้นคือ
การตอบสนองอย่างเป็นระเบียบถึงสิ่งที่กำลังตรงเข้ามาทางนี้มันเป็นบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยสี่ขาและทั้งร่างทำจากโลหะผสม

MK3 ที่ถูกส่งตรงเข้ามาเพื่อรับหน้าที่เป็น ‘เหยื่อล่อ’ กำลังเดินตรงเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรงอะไรซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเครื่องจักรที่ไม่มีความหวาดกลัวอะไรอยู่แล้ว
เจ้าหุ่นหมาป่าตัวใหญ่หยุดอยู่กับที่ห่างจากฝูงโอบาเกะเพียงไม่กี่สิบหลาเท่านั้น สถานการณ์ยังคงนิ่งอยู่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขยับตัวเหมือนพวกโอบาเกะเองก็ยังระแวงว่า
หุ่นยนต์หมาป่าตัวนี้คิดจะทำอะไรอยู่ จนสักพักที่ฝ่ายของ MK3 เริ่มขยับตัว


“โอย.... เจ้าพวกสิ่งมีชีวิตคาร์บอนชั้นล่าง เน่าเหม็น สกปรกมีแต่เชื้อโรค สมองเล็กเท่าเม็ดถั่ว แน่จริงก็ตามจับฉันให้ได้สิ เจ้าพวกสมองน้อย....” เสียงพูดท้าทายฟังดูไร้อารมณ์
สมกับเป็นเสียงของเครื่องจักรดังออกมาพร้อมกับร่างจักรกลของ MK3 ที่หันหลังให้และส่ายก้นขยับขึ้นลงไปมาเป็นการยั่ว


ถ้ามองจากตรงนี้จะเห็นแค่หุ่นยนต์หมาป่ากำลังขยับส่วนท้ายขึ้นลงเท่านั้น อเล็กซ์ที่ซุ่มมองดูอยู่ห่างๆก็คิดในใจว่าอีแบบนี้มันจะได้ผลรึยังไงกันอีกฝ่ายเองก็เคยเป็นคนมาก่อน
คงจะไม่โง่ขนาดหลงกลของหุ่น-


กรรรรร!!!!


เสียงแผดร้องแสบแก้วหูของพวกกลายพันธุ์ดังขึ้นโดยพร้อมเพรียงและมันไม่รีรอที่จะพุ่งเข้าหา MK3 ในทันที การยั่วโมโหแบบหุ่นหมาได้ผลซะงั้น!

อเล็กซ์ต้องคิดทบทวนกับศัตรูตัวนี้อีกหลายตลบว่าตกลงแล้วไอ้พวกนี้มันมีสติปัญญาระดับไหนกันแน่กับแค่ลูกไม้ตื้นๆของหุ่นยนต์แค่ตัวเดียวก็ติดกับตามไปกันหมดแบบนี้
เวลาให้คิดก็มีไม่พอเท่าไหร่เมื่อ MK3 ใช้ฝีเท้าอันปราดเปรียวของตัวเองเผ่นหนีไปพร้อมกับโอบาเกะทั้งฝูง อเล็กซ์ก็รีบนำทีมเข้าประจำจุดและเริ่มระแวดระวังกันตามแผนที่วางไว้


“ทุกคนรีบเร็วเข้าทำตามแผนหาจุดซุ่มวางกับดักแล้วรีบเผ่นก่อนที่ไอ้หมากระป๋องนั่นจะกลับมาทางนี้พร้อมตีนอีกเป็นโหล!” อเล็กซ์เริ่มสั่งการขณะที่เริ่มเข้าประจำจุดซุ่มของตัวเอง
เหมือนคนอื่นๆในทีม


พวกลูกทีมที่เหลือตอบรับกันอย่างว่องไวและรีบวางกับดักพร้อมเข้าประจำจุดเพื่อสร้างวงล้อมสังหารขณะที่ยังได้ยินเสียงฝูงของพวกโอบาเกะคำรามลั่นมาจากที่ไกลๆ
ดูท่าว่า MK3 จะยังไม่เสร็จพวกมันไปในทีเดียวแต่จะเชื่อใจได้มากแค่ไหนหุ่นก็คือหุ่นยังไงก็ไม่มีสามัญสำนึกเท่ามนุษย์ถ้ามีอะไรผิดแผนขึ้นมาความเสี่ยงใหญ่สุดที่จะเจอคือ
ตกอยู่กลางวงล้อมของฝูงโอบาเกะที่ดุร้ายและโดนขย้ำตายยกทีมทั้งที่ยังมีลมหายใจ

แค่คิดเฉยๆก็เห็นภาพสยองลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้วพับผ่าสิ...


“หัวหน้า! ไอ้พวกนั้นมันวนกลับมาทางนี้แล้วเหมือนไอ้หมากระป๋องนั่นจะวิ่งกลับมาเร็วกว่าที่คิดครับ!” คีแกนส่งเสียงบอกจากตรงชั้นสองของอาคาร

“ชิบเป๋งแล้วไง! ทางนี้ยังติดระเบิดไม่เสร็จเลย”

“อีกสามร้อยเมตรมันจะมาถึงทางนี้แล้วครับ!”

“เออว่ะ! งานนี้ต้องลุยกันหน้างานเท่าที่ได้แล้ว ทุกคนเตรียมพร้อมพอได้สัญญาณเมื่อไหร่ยิงให้เรียบอะไรที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบเดียวกับเรา ยิงให้หมดจนกว่าจะไม่ขยับ!” อเล็กซ์แจ้งให้ทุกคนในทีม
เตรียมพร้อมรับการปะทะที่กำลังจะเกิดถึงแม้ว่าจะยังเตรียมการหลายส่วนไม่เรียบร้อยแต่ข้าศึกก็ไม่รอให้พร้อมเลยต้องด้นสดกันหน้างานไปตามระเบียบ


เสียงกึกก้องดังเป็นจังหวะกำลังพุ่งตรงเข้ามาทางนี้เหมือนกับฝูงของวัวกระทิงที่กำลังตื่นตกใจวิ่งแห่เข้ามาในทิศทางเดียวกันและเริ่มเห็นร่างที่ประกอบจากโลหะของเจ้าหมาเหล็กอย่าง MK3
วิ่งตรงเข้ามาทางนี้อย่างว่องไว ตามตัวนั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจนอเล็กซ์สงสัยว่าถ้ายังไม่เป็นอะไรอย่างน้อยก็น่าจะวิ่งถ่วงเวลาให้นานกว่านี้หน่อยแท้ๆ สงสัยถ้ารอดกลับไปหนนี้คงต้องไปจัดการ
แงะวงจรแก้ไขระบบสมองกลของมันซะใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดไป

MK3 เริ่มวิ่งเข้ามาในเขตพื้นที่สังหารและเริ่มหยุดหันหลับมาตั้งท่างัดอาวุธทุกอย่างที่มีออกมาเตรียมเอาไว้กะถล่มให้ยับในการยิงถล่มเพียงชุดเดียว
ส่วนพวกโอบาเกะนั้นก็ได้แต่วิ่งตามเข้ามาโดยที่ไม่รู้ว่ากำลังตรงเข้ามาหากับดักในทุกฝีก้าว

และก็เป็นเวลาที่อเล็กซ์เอานิ้วแตะไกปืนพร้อมบรรจงกดไกปืนเบาๆ


เสียงกระสุนปืนคำรามลั่นขึ้นก่อนจะตามมาด้วยอีกหลายพันนัดที่บรรจงยิงถล่มใส่เป้าหมายที่เล็งเอาไว้จนพรุน ห่าฝนที่มีทั้งลูกตะกั่ว พลังงานความร้อนบีบอัด โปรยปรายเข้ามาจากรอบทิศ
ไม่รวมกับเสียงระเบิดที่ดังลั่นถี่ยิบผสมโรงเข้ามาชนิดประสาทหูแทบจะแยกเสียงกันไม่ออกไปหลายนาที ควันจากระเบิดและความร้อนของกระสุนลอยคลุ้งจนแทบทำให้มองอะไรไม่เห็น
ไปชั่วขณะขณะที่เสียงคำรามดุจสัตว์ป่าของพวกโอบาเกะยังคงดังอยู่เรื่อยๆทำให้อเล็กซ์และคนในหน่วยยังคงเหนี่ยวไกส่งกระสุนชุดแล้วชุดเล่าเข้าทำลายเป้าหมายจนกว่าจะสิ้นซากอย่างสมบูรณ์

พวกโอบาเกะยังคงดาหน้าเข้ามาแบบไม่กลัวตายด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อด้วยจุดมุ่งหมายที่จะกำจัดศัตรูลงให้ได้แต่นั่นก็เป็นเหมือนแค่การวิ่งถลาเอาตัวเข้ามารับกระสุนแบบไม่คิดเท่านั้น
สำหรับทหารหน่วยฮาวด์ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อรับมือกับพวกสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการซ้อมยิงเป้าในห้องฝึกเลยสักนิด


“เอาล่ะมาเล่นของหนักกันหน่อย ทุกคนเตรียมพร้อมถอยออกมาจากจุดทำลายล้าง!!” อเล็กซ์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนขณะรัวคำสั่งบนอ๊อบแซ๊ทของตัวเอง


คำสั่งที่ว่านั่นคือการบังคับให้ MK3 เข้าที่พร้อมลุย เจ้าหุ่นหมาป่ากางขาออกและใช้ส่วนที่เหมือนกงเล็บของมันแทงทะลุผิวถนนลาดยางเข้าไปทั้งสี่ข้างให้เกิดความั่นคงขึ้น
ปืนนับสิบกระบอกยิงคงส่งเสียงคำรามดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อซื้อเวลาให้หุ่นยนต์หมาป่าเตรียมการสำหรับจู่โจม MK 3 เริ่มโน้มตัวลงจนแบจะติดพื้น
และพร้อมกันนั้นปืนรางแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่กลางหลังของมันก็เริ่มส่งเสียงหวีดแสบแก้วหู แสงสว่างวาบจากไฟฟ้าเป็นประกายแปล๊บปล๊าบจากปากกระบอกปืนเป็นสัญญาณของ
การทำลายล้างที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า

และแสงสว่างก็ดึงดูดพวกโอบาเกะให้หันความสนใจไปในทางนั้น พวกมันส่วนใหญ่รับรู้ถึงอันตรายบางอย่างจากตรงนั้นเลยวิ่งเข้าไปหา MK 3 จากด้านหน้าหมายจะฉีกทำลายร่างโลหะ
ของหุ่นหมาป่าทิ้งก่อนจะทำสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ แต่นั่นก็เหมือนแมงเม่าที่กำลังบินพุ่งเข้าหาเข้ากองไฟร้อนๆ เพราะปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้ากระบอกนั้นชาร์จพลังงานเต็มที่
และกำลังอยู่ในสภาพที่พร้อมยิงแล้ว


“ทักทายเพื่อนตัวน้อยของฉันหน่อยเป็นไง!” อเล็กซ์แตะที่หน้าจอของอ๊อบแซ๊ทไปหนึ่งครั้ง

เปรี้ยง!! ตูม!!


ดั่งสายฟ้าคำรามลั่นที่ผ่าเข้าใส่ศัตรูแบบไม่ปราณี เส้นแสงสีขาวสว่างวาบดั่งสายฟ้าเคลื่อนผ่านแนวถนนเป็นเส้นตรงพุ่งเข้าทำลายทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทางของมันจนราบคาบ
พวกโอบาเกะที่วิ่งเข้ามาแบบไม่ได้ระวังตัวก็โดนยิงกวาดตัวกระจุยกันเป็นแถบส่วนพวกที่เหลืออยู่นั้นต่างก็โดนแรงอัดของลมกรรโชกของกระสุนลำแสงพัดจนกระจัดกระจายไปคนละทิศ

จำนวนศัตรูลดลงไปกว่าครึ่งพร้อมกับปากกระบอกปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีแดงเพราะความร้อนเกินพิกัดจากการยิงกระสุนพลังงานอานุภาพสูงออกมาในคราวเดียว


“ระบบอาวุธโอเวอร์ฮีท เริ่มทำการหล่อเย็น ระบบบางส่วนล้มเหลวกำลังหาสาเหตุ”

“ได้ผลเกินกว่าที่คิดเอาไว้... ไม่เลวนี่หว่าเจ้าหมากระป๋อง เอ้า! พวกมันเสียท่าแล้วขยี้ให้จมดินเลย!!” อเล็กซ์รีบยกปืนขึ้นและประเดิมเผด็จศึกพวกโอบาเกะที่กำลังล้มระเนระนาดอยู่ข้างหน้าเป็นฝูง


สัญญาณสั่งลุยนั่นเหมือนดั่งปีกที่ติดให้กับเสือทั้งฝูง หน่วยฮาว์ดที่รอสัญญาณอยู่ก็พร้อมใจกันบุกเข้าไปขย้ำเหยือที่อยู่ตรงหน้าทันที โอบาเกะที่แม้จะเป็นสัตว์ประหลายกลายพันธุ์จากมนุษย์
เมื่ออยู่ในสภาพที่เสียกระบวนไม่พร้อมจะต่อสู้ก็มีอันต้องโดนบดขยี้อย่างง่ายดายบางคนก็ยิงด้วยกระสุนพลังงานต่อต้านอาวุธชีวภาพบางคนก็ใช้กระสุนตะกั่วหนักยิงอัดเข้าที่หัวตรงๆแบบไม่ลังเล
และก็มีอีกส่วนหนึ่งที่บ้าดีเดือดจัดขนาดที่ว่าตะลุมบอนด้วยมือเปล่าชนิดเลือดแลกเลือดกันทีเดียว

จนเมื่อผ่านไปสักพักเสียงปืนยังคงดังอยู่เรื่อยๆทว่าไม่มีเสียงคำรามของพวกโอบาเกะหลงเหลืออยู่อีกแล้วคาดว่าคงจะโดนจัดการสิ้นซากไม่มีเหลือ


“หยุดยิง! หยุดยิง! ทุกคนหยุดยิง กระสุนไม่ได้มีเหลือกินเหลือใช้นะพวกเอ็ง!” อเล็กซ์ชูมือขึ้นเหนือหัวและกำหมัดเป็นสัญญาณให้หยุดยิง ซึ่งกว่าจะหยุดยิงได้ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่เหมือนกัน


สิ้นเสียงปืนและควันจากการยิงหายตลบสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือซากที่เหลือของพวกศัตรูที่เละยับเยินไม่มีชิ้นดีจนแทบจะเรียกว่าเศษเนื้อมากกว่า มันเป็นภาพที่ชวนสยองอย่างบอกไม่ถูก
แม้แต่อเล็กซ์ที่เคยเห็นอะไรเละๆแบบนี้มาแล้วทั้งที่ เวเนซูเอล่า หรือ อัฟกานิสถาน ก็ยังอยากจะเบือนหน้าหนีทั้งสีและกลิ่นที่คุ้นเคยมันทำให้นึกถึงภาพความทรงจำเก่าๆของนรกบนดิน
ผุดขึ้นมาบนหัว อเล็กซ์เดินเข้าไปตรวจดูว่ายังพอจะมีอะไรให้กังวลอีกไหมทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ หลังตรวจดูจนแน่ใจและรอบๆไม่เหลือพวกโอบาเกะอีกแล้วเท่ากับว่าตอนนี้พื้นที่แถบนี้ปลอดภัย
คงมีเวลาอีกไม่นานนักก่อนที่ทางการของอังกฤษจะส่งทหารเข้ามา


“ทุกคนจัดการกลบร่องรอยของพวกเราซะ มีเวลาสิบนาทีต้องไม่มีใครรู้ว่าเรามาที่นี่ ทำตามขั้นตอนให้ไวเลย!”

“ครับ/ค่ะ!!”


พวกลูกทีมตอบรับกันเป็นเสียงเดียวก่อนจะเริ่มกลบร่องรอยทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้งไป ขณะเดียวกันอเล็กซ์ก็รีบเปิดแท๊ปเล็ตและไม่ลืมที่จะเป็นการทำงานของอุปกรณ์
ที่มีรูปร่างเหมือนเราต์เตอร์ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ต นี่คือ ‘ซิกแนล ดิสรัปเตอร์’ อุปกรณ์ตัดสัญญาณการเชื่อมต่อทุกรูปแบบทั้งเข้าและออกที่ต้องกางแบบนี้
เพราะอเล็กซ์ต้องการจะเปิดดูไฟล์ที่อยู่ในไดร์ฟอันนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าหากเป็นกับดักไวรัสที่สามารถเล่นงานถึงระบบข้อมูลของสเป็คเตอร์ได้ก็จะต้องไม่มีอะไรเชื่อมต่อสัญญาณ
ไปถึงที่นั่นได้แม้จะเป็นแค่คลื่นวิทยุก็ตามและอีกกรณีหนึ่งคือป้องกันไม่ให้ทางฝั่งสเป็คเตอร์รู้เช่นกันว่าเขากำลังแอบทำอะไรอยู่ อเล็กซ์เสียบไดร์ฟเข้าที่อ๊อปแซ๊ทที่ตัดสัญญาณ
เชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วก่อนจะเริ่มเปิดดูไฟล์ที่อยู่ในนั้น ทีนี้จะได้รู้กันซะทีว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่โครว์อยากให้เขารู้นักหนา


“เอาล่ะมาดูกันซิว่าแกอยากให้ฉันเห็นอะไรกันแน่...”


ข้อมูลที่อยู่ภายในไดร์ฟถูกเปิดขึ้นและสิ่งที่อยู่ในนั้นมีไฟล์อยู่เพียงไม่กี่ไฟล์ อเล็กซ์เริ่มเปิดดูโดยเริ่มจากไฟล์แรกสุดที่เขียนเอาไว้ว่า ‘โปรเจค Eden Race’ อเล็กซ์เข้าถึงไฟล์ตัวนั้น
โดยที่ลองดูข้อมูลแบบคร่าวๆและระวังสายตาของคนรอบตัวไปด้วย ไฟล์ส่วนมากเป็นไฟล์ข้อมูลโปรเจคการทดลองอะไรสักอย่างมีเนื้อหาค่อนข้างยาวยืดและน่าเบื่อเอาเรื่อง
แต่จากที่จับใจความโดยสรุปได้มันคือโปรเจคการทดลองเถื่อนที่เป็นการทดลองกับมนุษย์ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือการทดลองเพาะพันธุ์มนุษย์ในห้องทดลองด้วยกรรมวิธีวิศวพันธุ์กรรมชั้นสูง
แทบไม่ต้องเดาเลยว่าหมายถึงอะไรหนีไม่พ้นการสร้างอาวุธชีวภาพตามเคย

อเล็กซ์ลองเลื่อนดูข้อมูลแบบผ่านๆไปจนกระทั่งเหลือบไปเห็นไฟล์รูปภาพอยู่ในนั้นด้วย อย่างน้อยการได้เห็นรูปภาพคงทำให้เข้าใจอะไรได้ง่ายกว่าการมองตัวอักษรแน่นอน
ว่าแล้วชายหนุ่มก็เข้าไปดูที่ไฟล์รูปภาพนั่นในทันที แต่เมื่อไฟล์รูปภาพนั่นขึ้นจอมาเท่านั้นความสับสนและคำถามอีกหลายข้อก็ผุดขึ้นมาบนหัวของอเล็กซ์ทันที


“นี่มัน... บ้าอะไรวะ...”


อเล็กซ์อุทานออกมาด้วยความรู้สึกประหลาดใจเอามากๆภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ภาพการทดลองชวนสยองหรือว่าภาพของอาวุธชีวภาพที่มีหน้าตาอัปลักษณ์สุดโหดแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามมันกลับเป็นภาพของเด็กจำนวนทั้งหมดสามคนด้วยกัน เด็กทั้งสามคนนั้นสวมชุดที่ดูเหมือนชุดคนไข้ในโรงพยาบาลสีขาวฉากหลังก็ดูคล้ายจะเป็นโรงพยาบาล
ไม่ก็ศูนย์วิจัยอะไรสักอย่างแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้อเล็กซ์ประหลาดใจเท่ากับผู้ใหญ่อีกหนึ่งคนที่ยืนอยู่ระหว่างกลางของเด็กทั้งสามคนแน่นอนว่านั่นเป็นคนที่อเล็กซ์รู้จักดี
และไม่มีทางลืมแน่นอน ให้ตายยังไงก็ลืมไม่ลงถึงจะอยากลืมแค่ไหนก็ตาม


‘ไม่ผิดแน่... พ่อ ตาแก่นั่นมาอยู่ในรูปนี้ได้ไงแล้วเด็กพวกนั้นมัน...’


อเล็กซ์เพ่งสายตามองเด็กที่อยู่ในรูปทั้งสามคนอย่างตั้งใจขณะพยายามนึกให้ออกไปด้วย เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ริมซ้ายมือสุดมีผมสีดำหน้าตาดูคมเข้มอายุน่าจะราวๆสักสิบสามสิบสี่เห็นจะได้
ใบหน้าดูเรียบเฉยแววตาก็บอกชัดว่าไม่เป็นมิตรอย่างแรง ส่วนคนที่อยู่ถัดมานั้นเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวตรงสีดำเข้มเหมือนกันดูจากสีหน้าแล้วท่าทางไร้อารมณ์มากจนดูเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นไม่มีผิด
และคนสุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงผมสีเขียวผิดธรรมชาติเหมือนใบไม้อ่อน มีส่วนสูงน้อยที่สุดในกลุ่มเดาว่าคงจะอายุน้อยกว่าสองคนที่เหลือมาก นั่นคงไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่เด็กคนนี้
มีอุปกรณ์แปลกๆปิดเอาไว้ที่บริเวณปากและลำคอคล้ายจะไม่ต้องการให้ส่งเสียงออกมา

อเล็กซ์มองดูก็รู้เลยว่าเด็กพวกนี้เป็นใครสองคนแรกนั้นคนผู้ชายคือโครว์ในวัยเด็ก ขณะที่คนผู้หญิงนั้นต้องเป็นเรเวนอย่างแน่นอน ส่วนคนผมเขียวเท่าที่นึกออกนั่นคงจะเป็นมาดามไซเร็นแน่ๆ
ตามข้อมูลที่ได้จากโยฮันเหมือนนั่นจะเป็นหลานแท้ๆของตาแก่นั่นด้วย นี่มันเรื่องอะไรกันทำไมหนึ่งพวกตัวอันตรายทั้งสามคนนี้ถึงได้มาอยู่กับพ่อเขากันแน่ ถึงจะรู้ว่าพ่อของเขาเคยเป็นหนึ่งใน
คนขององค์กร สเป็คเตอร์ แต่นี่มันออกจะเกินคาดไปหน่อยนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

คำตอบนั้นยังคงคลุมเครือหาข้อสรุปอะไรยังไม่ได้นักเพียงแค่ว่าหากเรื่องนี้เกี่ยวกับพ่อของเขามันก็มีค่าพอจะให้ตามสืบได้อีก อเล็กซ์เก็บข้อสงสัยเรื่องนี้เอาไว้ในใจคิดว่า
คงต้องค่อยไปสืบเอาอีกทีหลัง ชายหนุ่มคิดแบบนั้นก่อนจะเริ่มเลื่อนภาพไปยังภาพถัดไป

แต่กระนั้นอย่างที่ภาษิตโบราณว่าไว้ ‘มีครั้งแรกได้ย่อมมีครั้งที่สอง มีครั้งที่สองได้ก็ย่อมมีครั้งที่สาม’


“....”


หนนี้รูปภาพเปลี่ยนไปเป็นรูปถัดไปและนั่นยิ่งทำให้อเล็กซ์ประหลาดใจมากจนหนนี้พูดอะไรแทบไม่ออกเพราะคราวนี้เป็นภาพของพ่อเขากับพวกเด็กในภาพถ่ายก่อนหน้านี้
ด้วยในช่วงวัยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่ภาพนั้นไม่มีโครว์อยู่ในภาพเพียงคนเดียว หากแต่มีคนคุ้นหน้าเพิ่มเข้ามาอีกหลายคนด้วยกัน โดยคนแรกนั้นคือ อลิเซีย พี่สาวต่างสายเลือด
ที่พ่อเขาเคยรับมาเลี้ยงกำลังถูกกอดคอโดยเรเวนเหมือนไม่คิดจะปล่อยด้วยและถัดมาข้างๆ มาดามไซเร็นในวัยเด็กกำลังถูกจูงมือโดยฟิโอน้องสาวสุดแก่นจอมร่าเริงของเขาพร้อมกับ
อเล็กซ์ในวัยเด็กที่กำลังลูบหัวของมาดามไซเร็นด้วยรอยยิ้มราวกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ

ที่สำคัญสุดฉากหลังของภาพถ่ายนี้ยังถ่ายขึ้นที่บ้านเกิดเขาในแอริโซน่าด้วย ลำพังอเล็กซ์รู้ว่าครั้งหนึ่งไซเร็นเคยถูกเอามาเลี้ยงเป็นเหมือนน้องสาวของเขาในวัยเด็กแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเรเวนด้วย
อีกคนแต่ชายหนุ่มกลับจำเรเวนแทบไม่ได้เหมือนความทรงจำส่วนนั้นหายไป เรื่องมันชักจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆจนชายหนุ่มคิดไม่ออกว่าจะเอายังไงดี กระทั่งใบหน้าของคนๆหนึ่ง
ผุดขึ้นมาในความคิดหลังจากนั้น อเล็กซ์เอ่ยปากขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมด้วยความรู้สึกสับสนในที่เต็มหัวไปหมด


“เรเวน... หวังว่าเธอจะมีคำตอบให้กับเรื่องนี้นะ”








************************************************************************************
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน