The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/12/60

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 15:56

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/

Episode 15 : Legend never dies…


เครื่อง VTOL รุ่นปรับแต่งเครื่องยนต์ระบบเจ็ทจำนวนหกลำทะยานผ่านน่านฟ้าด้วยโหมดล่องหนที่ไม่สามารถตรวจจับได้แม้เป็นระบบตรวจจับของกองทัพสหรัฐฯ
หรือกองทัพไหนก็ตามในโลก เทคโนโลยีของสเป็คเตอร์นั้นล้ำหน้ากว่าทุกกองทัพทั่วโลก เครื่อง VTOL บินตรงไปข้างหน้ามุ่งสู่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงสุด การประกาศ
เรียกรวมพลทุกหน่วยที่ยังเหลืออยู่ของฮอว์คอายส์แบบฉุกเฉินทำเอาทุกคนต้องเร่งฝีเท้ากันตาตั้งในเวลาแค่สิบนาทีพร้อมความสงสัยที่ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน


รันฟาเกาะที่โครงเหล็กภายในตัวเครื่องหาที่ยึดเพื่อไม่ให้สะเทือนเพราะหลุมอากาศที่กำลังเผชิญอยู่ ตอนที่ฮอว์คอายส์เรียกรวมพลฉุกเฉินหญิงสาวยังอยู่ในชุดยูกาตะ
นั่งกินสปาเก็ตตี้เพลินๆกลายเป็นว่าเธอต้องรีบวิ่งไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำได้เพียงสวมแค่เสื้อกับกางเกงและต้องวิ่งหอบอุปกรณ์ทั้งหมดทั้งเสื้อกันกระสุน ปืน ดาบคาตะนะ
และอุปกรณ์ทั้งหมดเท่าที่จะคว้าได้ขึ้นเครื่อง VTOL มาพร้อมคนอื่นที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนัก ทุกคนต้องใช้เวลาตอนขึ้นเครื่องเปลี่ยนอุปกรณ์จัดชุดปฏิบัติการและแจ้ง
แผนการให้ทราบกันอีกที


“ทุกคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้เรียกตัวพวกนายมาที่นี่ทั้งที่ฉันสั่งให้พักไปก่อนหน้านี้ เรามีเรื่องฉุกเฉิน รายชื่อลอบสังหารที่เราพบเมื่ออาทิตย์ที่แล้วระบุว่า
มีเป้าหมายสำคัญตกเป็นเป้าและมันก็จะกระทบกับพวกเราทุกคนแน่หากคนๆนี้ถูกฆ่า...” ฮอว์คอายส์พูดสรุปสั้นๆถึงเหตุผลที่ทุกคนถูกเรียกมา หลายคนก็เริ่มซุบซิบกันไป
ต่างๆนาๆ บ้างก็สงสัย บ้างก็ตื่นเต้น บ้างก็เฉยๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น


“ขอถามค่ะ คนที่เป็นเป้าหมายสำคัญในครั้งนี้คือใครคะ?” รันฟาถาม


“ถามได้ดีรันฟา อย่างที่ทุกคนอยากจะรู้เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือ ชาวเยอรมัน ที่อาศัยกบดานอยู่ท่ามกลางพื้นที่สงครามของเขตแอฟริกาตะวันออก ชื่อว่า
โยฮัน เกรเกอร์เฮมส์ หรือที่เราเรียกเขาในฉายา แบล็ควูล์ฟ (หมาป่าดำ)”


ภาพฉายสามมิติใบหน้าของชายคนหนึ่งท่าทางมีอายุพอสมควร รันฟาพินิจใบหน้าของชายคนดังกล่าวอย่างละเอียด ดูจากใบหน้าก็พอจะมองออกว่าอายุราวสี่สิบปลายๆ
ใบหน้าหยาบกร้านสีผิวคล้ำผิดวิสัยของชาวยุโรปที่ควรจะผิวขาว หากไม่ใช่พวกบ้าอาบแดดจนตัวดำคล้ำหมอง ก็ต้องเคยเป็นทหารมาก่อนและดูจะไม่ใช่ทหารธรรมดา แววตา
ที่เห็นนั่นรันฟามองออกแม้จะเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม มันคือสายตาที่พบไม่ค่อยบ่อยนัก สายตาที่เธอเคยเห็นครั้งหนึ่งในบรรดาทหารผ่านศึกและรวมถึงอลิเซียอาจารย์ของเธอ
ในยามโมโหเองด้วย


แววตาของ นักรบ ฆาตกรเลือดเย็น และหมาบ้าจากนรกรวมอยู่ในคนๆเดียว...


“เขาเคยเป็นพันธมิตรของพวกเราเมื่อหลายสิบปีที่แล้วในฐานะหน่วยปฏิบัติการพิเศษนอกสังกัด ทำภารกิจล่าสังหารพวกนอร์ทให้กับเรา จนเมื่อสิบปีก่อนหน่วยของเรา
เกือบล่มเขาเลยแยกตัวออกไปและกบดานเงียบๆคอยเป็นสายใต้ดินให้กับพวกเราจนกระทั่ง เราฟื้นฟูตัวได้หากไม่มีเขาก็ไม่มีพวกเรารอดมาจนถึงตอนนี้” คอนเนอร์อธิบายเสริม
ให้รันฟากับลูกทีมฮาว์ดที่เหลืออยู่เพิ่มเติม แน่นอนว่าพวกสมาชิกรุ่นเดอะอายุเยอะย่อมเข้าใจเพราะดูจะรู้จักชายคนนี้เป็นอย่างดีตรงข้ามกับรันฟาที่ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับ
ชายที่ชื่อว่าโยฮันคนนี้เลยสักนิด


“แล้วทำไมเขาถึงมีความสำคัญมากขนาดนั้นค่ะ ‘คุณป้า’” วัลคิลลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆรันฟาถามขึ้นทันควัน แถมยังเน้นเสียงที่คำว่า คุณป้า มากเป็นพิเศษเหมือนจงใจกวนประสาท
ฮอว์คอายส์เล่นและเธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรออกมา นอกจากนิ่งเงียบและตอบคำถาม


“ถ้าฉันบอกว่าคนๆนี้กุมความลับบางอย่างที่จะมีผลกับความมั่นคงของทั้งโลก ฆ่าพวกนอร์ทไปร่วมพันศพและยังไม่นับทีเขาเคยร่วมงานกับช่วยชีวิตพ่อเธอเอาไว้
หลายต่อหลายครั้งนะ วัล ถ้าเธอตั้งใจอ่านรายงานเอกสารที่ฉันเพิ่งจะแจกผ่านอ๊อปแซ๊ทไปเมื่อกี้นี้เธอคงไม่ต้องถามอะไรแบบนั้นก็ได้”


ฮอว์คอายส์ตอบกลับและยังไม่ลืมที่จะพูดจิกสั่งสอนเด็กน้อยที่เพิ่งจะกวนประสาทเธอไปหยกๆ เด็กหญิงทำได้เพียงสงบปากสงบคำหลังจากนั้นและไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียง
กับใครทั้งสิ้น รันฟามองดูใบหน้าที่ฉายผ่านโฮโลแกรมประกอบกับคำพูดของฮอว์คอายส์ที่พูดเพิ่มเติมเมื่อครู่คงไม่ต้องบอกว่าที่พูดมานั้นไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายที่ชื่อว่าโยฮันคนนี้คงต้องมีอะไรบางอย่างบางอย่างที่สำคัญมากเสียจนฮอว์คอายส์ถึงกับต้องยอมระดมพลฉุกเฉินเพื่อรุดมาช่วย


ก็ไม่รู้ว่ากำลังจะได้เจออะไรรออยู่ข้างหน้ารันฟาสังหรณ์ใจแปลกๆว่ากำลังจะเจอกับอะไรบางอย่างที่หนักหนาสาหัสรออยู่เบื้องหน้า หญิงสาวทำเพียงแค่สงบใจเอาไว้
เตรียมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอยกดาบขึ้นมาขัดเงาและมองดูมันด้วยความรู้สึกที่สงบนิ่งและเยือกเย็นให้มากที่สุด และในซอกใจเล็กๆของเธอยังคงต้องคิดเอาไว้ว่า
มันอาจถึงเวลาที่เธอต้องใช้ดาบนี้สังหารใครสักคนอีกแล้ว


จะคิดมากไปทำไมถ้ามันจำเป็นก็คงต้องทำ... อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนั่นล่ะ...


“ท่าทางเครียดเอาเรื่องเลยนะ... ถ้าแฟนเธอยังอยู่ที่นี่คงดีกว่านี้เยอะเลยว่าไหม” เสียงของอาเชอร์พูดแหย่รันฟาขึ้นหลังหญิงสาวเริ่มดึงผ้าออกมาขัดดาบด้วยน้ำมันกานพลู
รันฟาหยุดขัดสักครู่เพราะต้องแก้ข่าวบางเรื่องก่อน


“เขาไม่ใช่แฟนฉันค่ะ แค่เพื่อนร่วมหน่วยเท่านั้นอีกอย่างเขาไม่มาคงดีกว่าก็ได้ค่ะ เขากำลังอยู่กับครอบครัวคงจะแย่ถ้าต้องดึงเขากลับมาเจอกับเรื่องร้ายๆที่เรากำลังไปเจอ”
รันฟาตอบก่อนจะเริ่มขัดเงาดาบอย่างสงบ แต่ไม่วายที่อาเชอร์จะพูดขึ้นมาอีก


“ใช้ดาบญี่ปุ่นแบบนี้ทำเอาฉันนึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมาเลย รู้สึกจะเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. ชื่ออะไรนะ อานู... หรืออายุตะอะไรนี่ล่ะได้ข่าวว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่สถานทูต
สหรัฐฯในญี่ปุ่นนี่นะ เธอเองก็เข้าใจเลือกอาวุธได้ไม่เลวเลยนี่”


“ตั้งใจจะบอกอะไรกันแน่คะ?” รันฟาถามกลับโดยที่ยังเพ่งสายตาและสมาธิอยู่กับการขัดดาบเช่นเดิม


“แค่อยากจะบอกว่าหน่วยลับแบบเราคงไม่ลับเท่าไหร่ถ้าใช้อาวุธที่เด่นเตะตาแบบนั้น เธอควรเอาเวลาไปหาปืนดีๆมาใช้มากกว่าจะเข้าไปหวดในระยะประชิดกับดาบเล่มนั้นนะ
ว่าไหม” อาเชอร์อธิบายเพิ่มและหากมองจากคำพูดและเหตุผลทั้งหมดมันก็ฟังดูเข้าท่า ดาบคาตะนะอาจจะเป็นอาวุธชั้นเลิศในบรรดาดาบและอาวุธโบราณแต่ถ้าต้องสู้กับปืน
ในโลกปัจจุบันที่มีระยะและความเร็วที่มากกว่าแล้ว ไม่ว่าจะมองด้านไหนก็มีแต่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด รันฟาฟังคำพูดของอาเชอร์โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้จะเหมือนกับโดน
ดูถูกกลายๆ หญิงสาวยังคงขัดเงาดาบต่อไปและไม่ลืมที่จะพูดอะไรทิ้งท้าย


“ถ้าเกิดถึงคราวจวนตัวแล้วจำเป็นต้องใช้ก็เรียกได้นะคะ...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่บอกว่าเธอยังเชื่อมั่นในดาบเล่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง อาเชอร์มองดูหญิงสาวก็ยิ้ม
ตอบกลับมาเล็กน้อยก่อนจะไปแสดงสีหน้าเครียดตามเดิม ขณะที่ทุกคนกำลังบินใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆรันฟาเช็ดดาบรอบสุดท้ายมันยังคงแวววาวทอแสงอย่างงดงาม
เป็นประกายเหมือนกระจกแก้วเช่นเดิม ก่อนที่เจ้านายของมันจะสอดคมของมันกลับเข้าฝักตามเดิม



--------------------------------------------------------------------------------------------------



“คงยันเอาไว้ทั้งชาติไม่ได้หรอกนะ ยังไม่เสร็จอีกเหรอซาร่าห์!”


แร๊บบิทตะโกนถามซาร่าห์ขณะที่เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาบายพาสระบบหลักของลิฟท์ให้เปิดออก แต่ให้ตายมันยากกว่าที่คาดเอาไว้มาก ซาร่าห์ยังแก้รหัสไปได้แค่สองตัว
ยังเหลืออีกสองตัวที่ยังแก้รหัสไม่ได้ถึงจะยืนยันได้แล้วว่าล๊อกแน่นหนาขนาดนี้มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ในทางที่ลิฟท์ตัวนี้จะเดินทางไปแน่ๆ แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้รหัสให้ได้
โดยไวแล้วโดยยิงตายเข้าซะก่อนไอ้ที่ลงทุนทำไปคราวนี้คงสูญเปล่าแน่


ท่าทางการวางมือจากการต่อสู้มานานเป็นสิบปีจะทำให้ซาร่าห์ฝีมือขึ้นสนิมจริงๆ หญิงผมแดงรีบกดที่แป้นหน้าจอของเครื่องถอดรหัสอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร
มากนัก เสียดายที่เธอไม่ได้เข้าไปอยู่ในชุดเกราะ MECH แบบที่เธอเคยทำเป็นงานหลักเมื่อหลายปีที่แล้วไม่งั้นไอ้พวกทหารรับจ้างกระจอกพร้อมปืนกิ๊กก๊อกนี่คงได้กลายเป็นฝุ่น
ในพริบตาแน่ๆ


ถ้าจะเท้าความไปถึงประวัติการทำงานของซาร่าห์เธอถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีตอนที่ Z.S.S. รับเธอเข้าทำงานในหน่วยยานยนต์พิเศษหน่วยรบจักรกล MECH
กองกำลังรบที่อาจะเรียกไดว่าแข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้น คนที่มีความสามารถในการคุมหุ่นขนาดสองเมตรครึ่งพร้อมติดอาวุธหนักรอบตัวได้อย่างช่ำชองมีอยู่ไม่กี่คนรวมทั้ง
เพื่อนร่วมหน่วยของเธอเอง งานของเธอต่างกับแร๊บบิทมากตรงที่ว่าไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงรับคมกระสุนตรงๆเมื่อมีหุ่นรบติดอาวุธพร้อมรบคอยเป็นเกราะให้ มันคงเป็นงานที่ดี
หากไม่เป็นเพราะหน่วยโดนยุบไปแล้วและตอนนี้เธอต้องมารับมือกับข้าศึกโดยมีแค่ปืนพกธรรมดากระบอกเดียวพร้อมกับแร๊บบิทที่ยังคงสู้ขาดใจยิงคุ้มกันปกป้องเธออย่างสุดชีวิต
ความกล้าที่ชายแก่แสดงออกมานั้นนับว่าน่าชื่นชม ต่างกับเธอที่พอไม่มีหุ่นให้ขับก็แทบจะเป็นง่อยกิน


‘ถึงจะพูดไม่เก่ง วางแผนได้ห่วยแตก แต่ก็พึ่งพาได้เสมอ นี่ล่ะพ่อกระต่ายน้อยของฉัน...’ ซาร่าห์คิดในจังหวะเดียวกับที่แร๊บบิทขยับเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายในมือสะบัดแม็กกาซีน
ว่างเปล่าไร้กระสุนออกจากบ่อแม็กและดึงแม็กกระสุนชุดสุดท้ายเข้ารังเพลิงพร้อมขึ้นลำยิงต่อ


ตอนนี้เธอถอดรหัสไปได้สามตัวแล้วเหลืออีกแค่ตัวเดียวเท่านั้น แร๊บบิทเองก็ไม่ใช่ว่าจะยิงไปมั่วๆเพราะพวกศัตรูที่แห่เข้ามาพร้อมทั้งยิงปืนส่งกระสุนเข้ามาทางพวกเขา
โดนยิงร่วงไปแล้วสาม ถูกกระสุนขนาด .357 แม็กนั่มเจาะเข้าที่ลำตัวสิ้นชีวาในนัดเดียวเสื้อเกราะเบาที่สวมอยู่แทบช่วยอะไรไม่ได้ ยังเหลืออีกสามคนที่กำลังหาที่หลบ
และยิงสวนกลับมาเป็นระยะ พวกนั้นยังไม่ถอยกลับออกไปแม้จะเสียเพื่อนไปแล้วสามคนก็แปลได้อย่างเดียวว่าพวกมันกำลังรอให้กำลังเสริมที่อาจจะเรียกไปแล้วให้มาสมทบ
ตอนนี้เลยทำแค่ยิงกดและถ่วงเวลาเท่านั้น


“นี่ซาร่าห์ถ้าหากจะแกล้งถ่วงเวลาเพื่อให้ฉันชวนเธอไปเดทล่ะก็บอกเลยว่าเธอชนะ จบงานนี้ฉันจะพาเธอไปเลี้ยงดินเนอร์หรูๆสักมื้อที่ภัตตาคารอาหารไทยแถวๆนี้ดีไหม!”
แร๊บบิทพูดตลกในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเพื่อลดความเครียดในขณะที่เล็งเป้าและยิงกระสุนแต่ละนัดอย่างบรรจงที่สุด ซาร่าห์อยากจะยิ้มและหัวเราออกมาจริงๆหากไม่ติดที่ว่า
ตอนนี้มือเธอกำลังยุ่งและมีกระสุนเป็นห่าฝนลอยข้ามหัวเธอเป็นสิบนัดตรงเข้ามาเพื่อเป้าหมายเดียวคือสังหารทั้งเธอและแร๊บบิท


“ก็ได้พ่อกระต่ายน้อย งานนี้ต้องขอ งดไดเอ็ทแล้วแม่จะกินให้พุงกางไปเลย!” ซาร่าห์เล่นมุขกลับไปเธอใกล้จะทำสำเร็จแล้ว... อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวเท่านั้น...


กริ๊ก!!


ราวกับเสียงสวรรค์ที่รอมาทั้งชีวิตเครื่องถอดรหัสทำงานสำเร็จแล้วประตูลิฟท์เปิดอ้าออกอย่างเต็มที่ให้เธอกับแร๊บบิทเข้าไปในนั้น ซาร่าห์วิ่งเข้าไปในลิฟท์ชักปืนที่เหน็บเอาไว้
ตรงกางเกงขึ้นมายิงคุ้มกันแร๊บบิท


“แร๊บบิทมาเร็วเข้า!!”


แร็บบิทวิ่งเข้ามาในลิฟท์ขณะมีลูกปืนไล่หลังมาหลายนัด แร๊บบิทพุ่งตัวเข้าลิฟท์อย่างไวโดยไม่สนว่าอายุปูนนี้กระดูกกระเดี้ยวจะหักไหมและซาร่าห์ก็ไม่สนเช่นกัน ตอนนี้
กลัวโดนลูกปืนเจาะมากกว่า ซาร่าห์รีบปิดประตูลิฟท์ทันทีที่แร๊บบิทเข้ามาและรีบกดปุ่มเลือกชั้นที่มีอยู่เพียงปุ่มเดียว ทั้งซาร่าห์และแร๊บบิททรุดลงกับพื้นลิฟท์แคบๆหายใจหอบ
หลังจากเพิ่งลุยดงกระสุนกันมาเมื่อครู่ เธอนังลงข้างๆแร๊บบิทหลังพิงผนังลิฟท์เย็นเฉียบแคบๆ ซาร่าห์ขยับหัวพิงไหล่ของชายแก่พลางหัวเราะออกมาหลังรอดมาได้แบบหวุดหวิด


ซาร่าห์หัวเราะพร้อมอาการหอบ “ถ้าเมื่อกี้เป็นการเดทมันก็เป็นเดทที่ไม่เลวนะว่าไหม... ไม่เหมือนใครดี...”


“เธอเรียกเมื่อกี้ว่าเดทเหรอ... ให้ตายสิผู้หญิงแบบเธอนี่มัน... ฆ่าฉันได้เลยนะเนี่ย...” แร๊บบิทยิงมุขกลับบ้างพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นลิฟท์แคบๆ จากใจจริงเธออยากให้ช่วงเวลา
แบบนี้คงอยู่ตลอดไปเหมือนกันถ้าไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เธอและแร๊บบิทกำลังอยู่ในที่มั่นของศัตรูและอาจจะถูกฆ่าได้ทุกเมื่อเธอคงยิงมุขส่งไปมา
กับเขากันสนุกสนานแน่


ซาร่าห์หยิบปืนขึ้นมาดูและเช็คกระสุนที่เหลือ... รังเพลิงว่างเปล่าในแม็กกาซีนก็ไม่เหลือ เยี่ยมเลยกระสุนหมด แร๊บบิทก็เหลือแค่นัดเดียวแถมลิฟท์ก็กำลังหยุด
ถ้าข้างล่างนี่มีกลุ่มคนขาโหดติดอาวุธครบมือดักรออยู่ล่ะก็เธอกับแร๊บบิทได้ตายคาลิฟท์อย่างไม่ต้องสงสัยโดยไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปนอกลิฟท์เสียด้วยซ้ำ


แต่มองในแง่ดีอย่างน้อยเธอก็ได้ตายเคียงข้างกับผู้ชายที่เธอแทบจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘รัก’ ล่ะนะ...


“พร้อมนะซาร่าห์ หลบอยู่ข้างหลังฉันเอาไว้” แร๊บบิทพูดก่อนจะเข้ามาบังข้างหน้าของเธอเอาไว้เตรียมรับมือกับสิ่งที่รออยู่นอกประตูลิฟท์ ถ้านี่จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต
มันก็ไม่เลวนักที่จะมาตายที่นี่


ประตูเปิดออกกว้างซาร่าห์หลับตาปี๋พร้อมความคิดที่ว่าตัวเองกำลังโดนปืนเป็นสิบกระบอกจ่อเข้าใส่หรือไม่ก็โดนยิงจนพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อซาร่าห์
ลืมตาขึ้นสิ่งที่เธอเห็นมีเพียงทางเดินมืดสลัวและแสงไฟนีออนที่เปิดอยู่เพียงบางจุดเท่านั้น ไม่มียาม ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีอะไรเลย


เงียบสนิท ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย


“เหมือนจะไม่มีคนอยู่ในนี้... ยังไงก็ระวังตัวด้วย อยู่หลังฉันเอาไว้นะ” แร๊บบิทพูดก่อนจะก้าวเดินนำออกจากลิฟท์ กระสุนนัดเดียวในรังเพลิงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คอยป้องกัน
ทั้งสองคนจากอันตรายใดๆก็ตามที่จะเจอภายในชั้นใต้ดินนี้ ซาร่าห์ก็ทำได้แค่พยักหน้าตามแร๊บบิทไปแบบเงียบๆ เธอไม่มีกระสุน ไม่มีตัวช่วย ไม่มีอะไรเลย รู้สึกเหมือนเป็นภาระ
ให้แร๊บบิทซะจริง


ซาร่าห์มองไปรอบตัวด้วยความคิดที่รู้สึกสงสัย ทุกอย่างมันพิลึกไปหมด ไฟยังติดอยู่ระบบทุกอย่างภายในนี้ยังทำงานได้ ทางเดินก็สะอาดไม่มีฝุ่นจับแสดงว่ามีการทำความสะอาด
อย่างสม่ำเสมอ มันก็น่าจะมีใครเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างใต้นี้บ้างสักคนสิน่า แถมจากที่พวกนั้นส่งคนมาปกป้องที่นี่แสดงว่าต้องมีอะไรสำคัญมากอยู่แน่ซาร่าห์มั่นใจในข้อนี้มากทีเดียว
ถ้าที่นี่ไม่ได้มีคนอยู่เยอะก็คงเหลือแค่อย่างเดียว


มันเป็นกับดัก!!


แร๊บบิทยืนพิงผนังพลางยกปืนขึ้นพักเอาไว้ “เราต้องหากระสุนเพิ่มอีกไม่นานไอ้พวกบ้าที่อยู่ข้างบนนั่นคงจะลงมาที่นี่พร้อมอาวุธหนัก ถ้าอยากรอดออกไปคงต้องหาตัวช่วย
เป็นการด่วน”


“มันต้องมีห้องอาวุธอยู่ที่ไหนสักที่แถวๆนี้แน่ ลองหาดูเผื่อจะเจอแจ๊กพ๊อตเป็นปืนยิงจรวดสักเครื่องนะ” ซาร่าห์ลองเสนอดูตามความคิดเธอแม้จะเป็นไปได้น้อย
แต่ในที่ๆเป็นเหมือนฐานลับเช่นนี้ก็ต้องมีห้องอาวุธอยู่บ้างนั่นล่ะอย่างน้อยสุดถ้าไม่มีปืนหนักก็ต้องมีกระสุนเหลือไว้ให้เติมบ้างก็ยังดี


ทุกอย่างยังคงเงียบสงัดทุกย่างก้าวที่เดินผ่านไปเหมือนทุกอย่างที่พวกเธอทำจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบลง ซาร่าห์ยังคงมองทุกอย่างรอบตัวอย่างระแวดระวังภัย
จนกระทั่ง...


“ทางนี้...”


เสียงที่ฟังดูคล้ายจะเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากทางด้านหน้า แร๊บบิทรีบจับปืนแน่นซาร่าห์เองก็คงไม่ได้หูฝาดไปเองหากแร๊บบิทได้ยินเหมือนอย่างที่เธอได้ยินในตอนนี้
เสียงของเด็กผู้หญิงดังมาจากตรงหน้าในชั่วอึดใจเดียวซาร่าห์ก็มองเห็นร่างอันเล็กและบอบบางของเด็กผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอทั้งคู่
ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเด็กหญิงบังเกิดขึ้นทันทีที่ได้เห็นซาร่าห์และแร๊บบิทเดินเข้ามาหา


“สวัสดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวทักทายทั้งสองคนอย่างเป็นมิตร


“หนูเป็นใครเนี่ย แล้วมาทำอะไรข้างล่างนี่มากับพวกเราก่อนนะที่นี่มันอันตราย...” ซาร่าห์ยื่นมือเข้าไปหากะจะพาตัวเธอไปด้วยกันถึงจะยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่จะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆเพียงคนเดียวมาอยู่ในที่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ควรทำในตอนนี้


แต่ยังไม่ทันที่ซาร่าห์จะได้เอื้อมมือไปคว้าตัวเด็กน้อย เด็กหญิงปริศนาก็วิ่งหายเข้าไปในความมืด ทั้งสองคนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งตามไปถึงจะมองไม่เห็นตัวแต่ฟังจากเสียงหัวเราะ
อย่างสนุกสนานของเด็กน้อยก็สามารถรู้ทิศทางที่เด็กหญิงวิ่งไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใครมากจากไหนแต่ท่าทางจะคล่องเรื่องเส้นทางในนี้มากทีเดียว
ถ้าซาร่าห์ไม่ได้คิดไปเองเหมือนกับว่าเด็กหญิงคนนี้กำลังนำทางเธอกับแร๊บบิทไปที่ไหนสักที่


“ทางนี้...”


“เดี๋ยวก่อน! หยุดก่อนสิ อย่าวิ่งไปแบบนั้นสิที่นี่มันอันตรายนะ!” แร๊บบิทตะโกนร้องเรียกเด็กน้อยให้หยุดวิ่ง ซาร่าห์สังเกตเห็นสีหน้าเหนื่อยหอบของชายแก่อย่างชัดเจน
ที่จริงแล้วคงเพราะอาการของคนแก่เริ่มออกอาการเข้าให้แล้ว เมื่อก่อนต่อให้วิ่งเป็นกิโลยังพอไหว แต่ตอนนี้แก่หัวหงอกเรี่ยวแรงเริ่มอ่อนก็เป็นธรรมดา ได้เท่านี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้ว
ในความคิดของซาร่าห์


วิ่งตามไปได้ไม่เท่าไหร่หวิดจะหน้ามืดแล้วทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องๆหนึ่งและถ้าตาไม่ได้ฝาดไปล่ะก็ซาร่าห์เห็นเด็กหญิงวิ่งหายเข้าไปในห้องนี้เมื่อครู่ ประตูของห้อง
เป็นระบบล๊อกไฟฟ้าต้องใช้คีย์การ์ดไม่ก็รหัสผ่านในการเปิดประตู และมันคงเป็นไปไม่ได้ที่ซาร่าห์จะเปิดมันด้วยเครื่องมือเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้


“มันล๊อก เธอพอจะเปิดได้ไหมซาร่าห์?” แร๊บบิทถาม


“อาจจะ ถ้ามีเวลาพอนะ...” ซาร่าห์ตอบคำถามตามตรง เอาเข้าจริงแล้วเธอยังบอกไม่ได้เหมือนกันกันว่าจะทำได้ไหม ประตูบานนี้ระบบล๊อกเป็นแบบไฟฟ้า ใช้รหัสล๊อกชุด
ห้าตัว ระบบแสกนม่านตาและระบบล๊อกแบบแสกนฝ่ามือรูปแบบชีวมิติอีกทอด มองยังไงก็ไม่มีทางแฮ๊กผ่านมันไปได้แน่ กระนั้นก็ต้องลองดู ฝ่ายตรงข้ามกำลังส่งคนลงมา
ข้างล่างนี่เพื่อฆ่าเธอกับแร๊บบิททิ้งทั้งคู่ทางข้างใต้นี่ก็อย่างกับเขาวงกตไม่มีทางหนี เอาว่ะเสี่ยงก็ต้องยอม! ตายเป็นตาย


ครืน...


ยังไม่ทันจะแงะแผงวงจรออกมาเสียบเข้ากับเครื่องแฮ๊ก อยู่ๆประตูที่ซาร่าห์มองว่าเปิดยากนักเปิดยากหนาก็เลื่อนยกขึ้นเปิดออกอย่างเต็มที่ เหมือนมีเทพมาดลใจให้ประตู
มันเปิดออกเองซะอย่างนั้น แร๊บบิทยกปืนขึ้นเล็งอย่างระแวดระวังภัยซาร่าห์คิดว่าคงเพราะแร๊บบิทเหลือกระสุนเพียงนัดเดียวเลยต้องระวังภัยเป็นพิเศษ ซาร่าห์เริ่มจะสงสัยแล้วว่า
เด็กหญิงสวมชุดเดรสขาวที่เพิ่งวิ่งเข้าไปในห้องนี้ น่าจะไม่ใช่เด็กธรรมดาอย่างที่เธอคิด ยังไงก็ตามเธออยากจะหาตัวเด็กคนนั้นให้เจอแล้วถามให้รู้เรื่องไป


ซาร่าห์เดินเข้ามาในห้องหลังแร๊บบิทนำเข้าไปได้สองสามก้าว เธอดึงเอาไขควงอันเล็กๆที่พกติดมาด้วยหยิบขึ้นมาใช้แทนมีดชั่วคราว มันดูไม่จืดเลยจริงๆในสภาพแบบนี้
หากเทียบกันจริงๆแล้วแร๊บบิทดูจะไม่กลัวเท่ากับเธอในขณะนี้คงเพราะชายแก่ผ่านอะไรมาเยอะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแลกด้วยชีวิตมาไม่รู้เท่าไหร่ต่างกับเธอที่เป็นหน่วยหุ่นรบ
แค่คุมกันโยกกับกดปุ่มในการต่อสู้เท่านั้น แถมยังรามือจากการต่อสู้ไปเป็นสิบปีพอมาอยู่ในสภาพแบบนี้มันก็อดตัวสั่นไม่ได้


ยิ่งก้าวเข้ามาในห้องก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเต็มไปหมดห้องนี้มันดูจะเป็นห้องเซิฟเวอร์อะไรสักอย่างมีเซิฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่าแปดตัวถูกวางอยู่
และยังคงทำงานจากที่เห็นห้องนี้ดูสะอาดมีเครื่องปรับอากาศพร้อมระบบระบายความร้อนชั้นเยี่ยม ตามปกติที่ซาร่าห์รู้กลุ่มเซฟเวอร์ขนาดใหญ่ต้องใช้ระบบระบายความร้อน
ที่เยอะมากดูจากขนาดของระบบระบายความร้อนที่เห็นแล้วมันคงเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญมากทีเดียว


“ยินดีต้อนรับ...”


“!!”


เสียงของเด็กหญิงดังขึ้นอีกครั้งและคราวนี้เธอปรากฏตัวตรงหน้าของทั้งคู่แบบเงียบเชียบไม่รู้ว่าเด็กหญิงปรากฏตัวออกมาทางไหนหรือซ่อนอยู่ตรงจุดไหนกันแน่
ชักตะหงิดๆยังไงชอบกลแล้วอย่างกับอยู่ในหนังสยองขวัญไม่มีผิด เด็กหญิงในชุดขาวที่ปรากฏตัวขึ้นแบบลึกลับกลางห้องใต้ดิน


เด็กหญิงส่งยิ้มให้ทั้งสองคนก่อนจะพูด “ขออภัย ไม่ได้ตั้งใจจะให้พวกคุณตกใจ ฉันแค่อยากจะนำทางให้พวกคุณมาที่นี่เท่านั้น”


“เธอเป็นใครแม่หนู ถามหน่อยทำไมถึงอยากให้พวกเราเข้ามาในห้องนี้ มากับพวกเราเถอะที่นี่มันอันตราย” ซาร่าห์เอื้อมมือจะไปจับตัวเด็กหญิงแต่แล้วมือของเธอ
กลับทะลุผ่านร่างเธอไปเหมือนไม่มีตัวตน ให้ตายนี่เธอกำลังเจอเข้ากับผีจริงๆแล้วเหรอ!


“ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ ฉันคือภาพโฮโลแกรมสมองกล ระบบจัดการข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ภายในฐานแห่งนี้ชื่อของฉันคือ อลิซค่ะ...”


“ปัญญาประดิษฐ์เหรอ... ทำไมสมัยนี้ถึงใช้แต่ของแบบนี้กันนะไม่เข้าใจเลย...” แร๊บบิทพูดพลางมองไปรอบๆ ขณะที่ซาร่าห์เธอไม่รู้จะพูดยังไงดี ตั้งแต่เกิดมา
ก็เพิ่งจะเคยเห็นปัญญาประดิษฐ์ที่ดูอย่างกับเป็นมนุษย์จริงๆครั้งแรกก็คราวนี้เอง ขนาดในหน่วยงานราชการของกองทัพยังไม่มีอะไรแบบนี้เลย นี่มันล้ำหน้ายิ่งกว่าเจ้าไหน
ในโลกไปแล้วชัดๆ


สักพักประตูของห้องก็ถูกปิดลงก่อนจะโดนล๊อกเอาไว้ ทั้งสองคนมองดูทางออกเพียงทางเดียวที่เพิ่งโดนปิดไปด้วยความกังวล หากปัญญาประดิษฐ์ตนนี้เป็นมิตรจริง
ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทำอะไรที่แผนการซ่อนเร้นอยู่นะ ไม่อย่างนั้นต่อให้ต้องระเบิดวงจรเซิฟเวอร์ทิ้งซาร่าห์ก็ไม่คิดจะปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์ร่างมุ้งมิ้งแบบนี้มีตัวตนอยู่ต่อไป
แน่


แต่ในเมื่อทุกอย่างไม่มีทางเลือกมากนักคงต้องลองตามน้ำไปก่อนซาร่าห์เลยลองถามดู “เธอต้องการอะไรจากเราอลิซ ถ้าเธอคิดจะขังพวกเราเอาไว้ในนี้รอให้พวกข้างบน
มาฆ่าเราล่ะก็เธอคิดผิดอย่างแรงแล้วที่ทำแบบนั้น”


“วางใจค่ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาอะไรแบบนั้น แค่มีบางสิ่งที่ฉันอยากจะให้พวกคุณเอาไว้...” อลิซยิ้มก่อนจะหันหน้าซึ่งที่จริงเป็นเพียงภาพร่างเสมือนโฮโลแกรมเท่านั้น
ไปที่เซิฟเวอร์ตัวหนึ่ง “ภายในเซิฟเวอร์ตัวนั้นมีข้อมูลบางอย่างที่ฉันอยากให้พวกคุณทั้งคู่เอาไปมอบให้คนๆหนึ่งตามพิกัดที่ฉันจะให้ไป มันเป็นข้อมูลสำคัญมากและฉัน
ไม่สามารถเอาไปให้คนๆนี้ด้วยตัวเองได้ค่ะ”


“เดี๋ยวก่อน... ไหนว่าเธอเป็นโปรแกรมบริหารจัดการของไอ้พวกบ้านั้นไง แล้วทำไมถึงได้ทรยศพวกเดียวกันล่ะ อันที่จริงแล้วปัญญาประดิษฐ์แบบเธอไม่น่าจะทำอะไร
อย่างการทรยศแบบนี้ได้นะ” ซาร่าห์ถามด้วยความสงสัยและสับสนพอๆกัน


ตามหลักแล้วปัญญาประดิษฐ์ต่อให้มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากแค่ไหนก็ย่อมมีกฏเหล็กข้อหนึ่งที่ไม่ว่ายังไงก็ละเมิดไม่ได้เป็นพื้นฐานนั่นคือการไม่มีคำว่าทรยศต่อหน้าที่
ของตัวเอง ซาร่าห์รู้ดีถึงเรื่องนี้เพราะการทำงานกับเครื่องจักรและโปรแกรมบ่อยๆในสมัยก่อนปัญญาประดิษฐ์ทุกแบบล้วนมีกฏเหล็กพื้นฐานเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น การสร้าง
ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดและตัดสินใจได้เองนั้นไม่ต่างอะไรกับการสร้างสกายเน็ตในหนังเรื่องเทอร์มิเนเตอร์เลยสักนิดเดียว


“ฉันไม่ได้ทรยศค่ะเพราะฉันไม่เคยเป็นพวกเดียวกับคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วค่ะ ฉันเป็นโปรแกรมสายลับที่ถูกสร้างโดยคนนอกองค์กรอีกทีทำหน้าที่ล้วงข้อมูลขององค์กรนี้
ในระดับโครงสร้างค่ะ”


หรือเรียกง่ายๆก็สายลับปัญญาประดิษฐ์นั่นล่ะ.... จะบ้าตาย


“เอาล่ะแม่ปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยเธอจะให้เราเอาข้อมูลของเธอไปได้ยังไง เราไม่มีทั้งไดรฟ์หรือชุดอุปกรณ์ที่จะดาวน์โหลดข้อมูลของเธอนะ เว้นแต่เธออยากให้ฉัน
แบกเซิฟเวอร์ไปทั้งตัวผ่านพวกเดนตายที่กำลังจะลงมายิงพวกเราให้พรุนด้วยอาวุธหนักทุกชนิดที่จะขนมาที่นี่ เราคงตายตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากห้องนี้ซะด้วยซ้ำ...”


“ฮิ ฮิ ฮิ... แค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะ ลองดูที่โต๊ะตัวนั้นสิคะ” อลิซหัวเราะอย่างร่าเริงพลางยกแขนชี้นิ้วไปทางโต๊ะอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง แร๊บบิทลองเดินเข้าไปดูบนโต๊ะ
ที่มีข้าวของวางระเกะระกะเต็มไปหมดนอกจากจะมีพวกเครื่องไม้เครื่องมือช่างวางอยู่มากมายแล้ว ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของแร๊บบิทได้มากที่สุด มันเป็นเครื่องมือ
อะไรบางอย่างคล้ายๆโมเด็มมีเสาสัญญาณจำนวนสองเสาคล้ายเครื่องกระจายสัญญาณ WIFI รุ่นเก่าแต่มันไม่ใช่และแร๊บบิทรู้ดีว่ามันคืออะไร


“DSM (Digital Storage Media) ไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ซะนาน แน่ใจเหรอว่ามันยังใช้ได้?”


“ยังใช้ได้ค่ะ ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ก็มากพอจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบเซิฟเวอร์หลักได้ แค่เสียบมันเข้ากับเซิฟเวอร์ตัวที่ต้องการเท่านั้นค่ะ...”


โครม!! โครม!! โครม!!


ไม่ทันขาดคำเสียงโครมครามที่ดังมาจากอีกฟากของประตูห้องก็เรียกความสนใจให้แก่ทุกคน แร๊บบิทยกปืนขึ้นเล็งไปทางประตู ซาร่าห์เห็นแร๊บบิทเดาะลิ้นส่งเสียงอย่างไม่พอใจ
นักเธอยังไม่ลืมว่าชายแก่เหลือกระสุนเพียงนัดเดียวหมดแล้วคือหมดเลย ชายแก่ส่งเครื่อง DSM มาให้เธอขณะมองดูปืนกระบอกเดียวที่ยังเหลือกระสุนของเขาด้วยสีหน้า
เคร่งเครียด


“เชื่อมต่อมันซะซาร่าห์ ถึงเราจะอยากได้ข้อมูลหรือไม่ตอนนี้เราก็ไม่มีทางหนีแล้วเป็นไงเป็นกันล่ะคราวนี้!”


“ได้...” ซาร่าห์ตอบกลับไป ก่อนจะเริ่มลงมือต่อสายเข้ากับเครื่อง DSM เธอไม่มีทั้งกระสุนและทักษะการต่อสู้ที่มากพอจะไปช่วยแร๊บบิทได้ นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้
ในเวลานี้ ยิ่งนานไปเธอยิ่งรู้สึกเหมือนไร้ประโยชน์ยังไงก็ไม่รู้ ซาร่าห์ทำได้เพียงคว้าเอาท่อเหล็กที่วางอยู่ใกล้ๆมาใช้เป็นอาวุธ ก็หวังว่าตอนบุกเข้ามาพวกนั้นจะมัวแต่หัวเราะ
ท้องคัดท้องแข็งกับสิ่งที่เธอเอามาใช้เป็นอาวุธ


ท่อเหล็กสู้กับปืนกลเนี่ยนะ... ยอดอาวุธซะไม่มี!


“พวกที่อยู่ข้างในเปิดประตูซะไม่มีทางออกยอมแพ้ซะจะได้ไม่มีใครเจ็บตัว!!” พวกที่อยู่ข้างนอกตะโกนเข้ามาเหมือนจะรู้แล้วว่าเธอกับแร๊บบิทหลบอยู่ในนี้ แถมฟังจากน้ำเสียง
เดาว่าพวกนั้นคงมากันหลายคนพร้อมอาวุธที่มากกว่าแบเร็ตต้ากิ๊กก๊อกที่เอามาก่อนหน้านี้ด้วยและที่แน่นอนคือพวกมันไม่คิดจะทำตามอย่างที่พูดแน่นอนว่ากรณีใดทั้งสิ้น


“เรื่องสิวะ! ใครจะไปเชื่อใจพวกแกกันถ้าจะให้ยอมข้ามศพพวกเราไปดีกว่าว่ะไอ้หนู!!” แร๊บบิทตะโกนกลับไป


“ประตูเป็นเหล็กกล้าหนากันแรงระเบิดได้นิดหน่อยเท่านั้น ฉันจะรั้งพวกนั้นเอาไว้ให้นานที่สุดค่ะ” อลิซพูดขณะที่บานล๊อกนิรภัยทำงาน น่าจะซื้อเวลาให้ได้สักสองสามนาที
หากอีกฝ่ายไม่ใช้ระเบิดพังประตูเข้ามาในตอนนี้ และมันคงช่วยอะไรไม่มากกว่าจะดาว์นโหลดข้อมูลเสร็จพวกนั้นคงแห่เข้ามากราดอาวุธทุกอย่างที่มีใส่เธอกับแร๊บบิท
จนตายคาห้องนี้แน่ๆ


“เราต้องการตัวช่วยมากสุดเท่าที่จะหาได้ มีอะไรพอจะช่วยให้เราสู้กับพวกมันได้ไหม?” ซาร่าห์ถามอลิซและหวังว่าเธอจะตอบว่ามี ตอนนี้จะอะไรก็ไม่เกี่ยงแล้ว
หากมันช่วยให้รอดไปได้ ปัญญาประดิษฐ์ในร่างเด็กหญิงยิ้มเป็นการตอบ


“มีอยู่สองอย่างค่ะเริ่มที่อย่างแรก...” พริบตาเดียวผนังอีกด้านก็เกิดการเคลื่อนไหวมันกำลังขยับขึ้นเผยให้เห็นช่องลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ ซาร่าห์มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาลุกวาว
แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอตะลึงมากไปกว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในช่องลับนั่น “ชุดเกราะจักรกลสำหรับต่อต้านการบุกรุก MIFU MK2 ติดอาวุธพร้อมรบแต่ยังต้องป้อนข้อมูลเพื่อทำให้
ใช้งานได้เสียก่อนค่ะ”


ซาร่าห์มองดูชุดเกราะที่อยู่ภายในห้องลับด้วยความตื่นเต้นหลังไม่ได้เห็นมานาน สิ่งที่เธอเคยใช้ในการปฏิบัติการอยู่บ่อยครั้งเมื่อหลายสิบปีก่อนชุดเกราะ MECH
ที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังชวนให้รู้สึกตื่นเต้นไม่หาย แม้จะไม่ใช่รุ่นเดียวกับที่เธอใช้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็ตาม ตัวถังเป็นเหล็กกล้ามีแผงกันกระสุนติดทั่วทั้งตัวถัง ขับเคลื่อนด้วย
ขาขนาดใหญ่สองข้าง ส่วนห้องคนขับมีกระจกกันกระสุนอย่างหนาเป็นเครื่องป้องกันและห้องขับออกแบบมาให้นั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น แขนกลสองข้างมีอาวุธหนักติดอยู่
อย่างพร้อมสรรพ ด้านซ้ายเป็นปืนกลหนักพร้อมกระสุนเต็มอัตรา ส่วนทางขวาเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.หากมองดูโดยรวมรูปร่างของมันดูเหมือนกับกระต่ายยักษ์
ติดอาวุธไม่มีผิดไม่บอกก็รู้ว่านี่คือตั๋วออกจากที่นี่ของเธอกับแร๊บบิทไม่ผิดแน่


มันคงดีกว่านี้หากไม่ต้องมารอป้อนข้อมูลขณะที่ไอ้พวกบ้าข้างนอกใกล้จะพังประตูเข้ามาได้


“ส่วนอย่างที่สองคือพวกนี้ค่ะ” ประตูภายในห้องลับถูกเปิดอีกครั้ง “กระสุนสำรองพร้อมอาวุธอีกบางส่วน”


ตัวช่วยอย่างที่สองทำเอาซาร่าห์และแร็บบิทใจชื้นขึ้นเยอะกระสุนจำนวนหลายกล่องมีทั้งขนาด 9 มม. .45 และยังรวมถึงขนาด .357 แม็กนั่มที่แร๊บบิทต้องการด้วย
อาจจะดูน้อยไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่านัดเดียวในรังเพลิงนั่นล่ะ นอกจากนั้นยังมีลูกซองเก่าๆพร้อมกระสุน ปืนกลมือขนาด 9 มม. ที่น่าจะยังใช้การได้อีกหนึ่งกระบอก
เท่าที่ดูกระสุนมีการบรรจุเข้าแม็กกาซีนเอาไว้แล้วพร้อมสรรพ แร๊บบิทคว้าเอาลูกซองไปขณะที่ยื่นปืนกลเบามาให้เธอ


“ฉันอยู่ข้างหน้าเองคุ้มกันด้วยซาร่าห์”


“อืม... ระวังตัวนะแร๊บบิท...” หญิงผมแดงตอบพลางรีบคว้าซองกระสุนสำรองมาแนบเข้ากับเอว เวลาคงเหลือไม่มากต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อม หวังว่าอลิซ
จะช่วยให้ชุดเกราะรบนั่นทำงานเร็วๆนะถึงจะมีกระสุนมาเพิ่มสถานการณ์ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากก็แค่ยืดเวลาตายออกไปได้พักใหญ่เท่านั้น แร๊บบิทใส่กระสุนพลางมองไปที่
ประตูโดยที่ไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ซาร่าห์รู้ดีว่าตอนนี้มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าการคุยเรื่องเปื่อยแต่อย่างน้อยก็อยากให้คุยบ้างถ้านี่จะเป็นวาระสุดท้าย เธอไม่อยากจากกัน
โดยที่มีเพียงความเงียบเป็นความทรงจำหลังสุด


“ซาร่าห์...”


สิ่งที่ซาร่าห์หวังดันเกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายแร๊บบิทหันมาคุยกับเธอโดยไม่สนเสียงฉ่าๆที่ดังมาจากประตูเหล็กหนาเดาว่าคงเป็นเสียงเครื่องเจาะความร้อนไม่ก็
เครื่องพ่นไฟอะไรสักอย่างเพราะได้กลิ่นโลหะไหม้ลอยมาด้วย แร๊บบิทมองมาทางเธอด้วยสายตาที่ไม่เหมือนทุกคราว ซาร่าห์ชักสังหรณ์ใจแปลกๆว่าชายแก่คนนี้กำลัง
จะทำเรื่องบางอย่างที่เธอประหลาดใจแน่


“มีอะไรเหรอแร๊บบิท?” ซาร่าห์ถามอย่างสงสัย


“ถ้ารอดไปจากตรงนี้ได้ฉันมีอะไรจะให้เธอด้วยนอกจากพาไปดินเนอร์ เป็นของสำคัญที่ฉันจะให้เธอเอาไว้...” แร๊บบิทมองหน้าเธอชั่วครู่ก่อนจะหันไปเช็คปืนต่อ
ให้แน่ใจว่าพร้อมลุย


“อะไรเหรอแร๊บบิทนายอยากจะให้อะไรฉันล่ะ?”


“ความลับ... อย่างที่บอกไว้รอให้รอดไปได้ก่อน” แร๊บบิทพูดตัดบทเพราะเหมือนเสียงฉ่าๆที่ได้ยินมันเริ่มเงียบลงแล้ว อีกไม่กี่อึดใจคงต้องดวลเดือดกันด้วยลูกปืนอีกครั้ง


ซาร่าห์หายใจถี่ขึ้นด้วยความเครียดคราวนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่ได้มีแค่ปืนสั้นกับกำลังคนฝีมืออ่อนหัดอีกแล้ว แต่เป็นนักฆ่าอาชีพอาวุธครบมือพร้อมความโหด
เหี้ยมที่จะฆ่าทุกคนที่พบเจอในนี้ทั้งหมด ซาร่าห์มองพุ่งตรงไปที่ประตูซึ่งมีรอยตัดด้วยความร้อนระหว่างที่ทุกอย่างเริ่มกระชันเข้ามา ซาร่าห์สวดภาวนาวิงวอนต่อพระเจ้าในใจและ-





ตูม!!


“กระจายกำลังออกไป อย่าให้โดนตลบหลังได้!” คอนเนอร์ตะโกนสั่งพวกลูกน้องในหน่วยรวมถึงรันฟาให้ทำตามคำสั่งที่ตะโกนออกมาเมื่อครู่ รอบตัวของรันฟาเต็มไปด้วย
ความแห้งแล้งของทุ่งหญ้าซาวันน่า บวกเข้ากับเสียงปืน คราบเขม่าและฝุ่นควันอีกกองใหญ่แน่นอนว่ายังมีเสียงร้องโอดโอยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของหลายคนในทุ่งหญ้าร้าง
แห่งนี้ด้วย จะว่าไปรันฟาก็ชักจะเริ่มชินกับเรื่องอะไรแบบนี้แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็เธอคงกลัวหัวหดจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ตรงนี้ไปแล้ว


ถ้าจะเท้าความเล่าย้อนไปคงเป็นช่วงที่มาถึงตรงนี้ใหม่ๆ VTOL จำนวนหกเครื่อง ส่งทหารหน่วย ฮาว์ดและสเป็คเตอร์ลงที่จุดหมายได้อย่างปลอดภัยทั้งห้าสิบคน
ทีแรกจุดหมายที่ต้องไปนั้นอยู่ห่างจากจุดลงจอดไปประมาณสองไมล์จากจุดนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรหลังเดินทางไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที รันฟาและสมาชิกหน่วยทุกคนก็ถูกซุ่มโจมตี
โดยกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นเท่าที่ดูอาจจะเป็นทหารรับจ้างในพื้นที่ก็เป็นได้ กลายเป็นว่าทุกคนต้องคลานหมอบต่ำกันเป็นว่าเล่นเพื่อหลบฝนกระสุนที่ยิงผ่านเข้ามากันแบบ
ช่วยไม่ได้ ลำพังถ้าบุกเข้ามาแค่หมู่เล็กๆไม่กี่หมู่มันก็ไมครณามือหน่วยฮาว์ดหรอกยิ่งอีกฝ่ายใช้อาวุธเป็นแค่ปืน AK จากยุคสงครามเย็นด้วยแล้วมันไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด
หากไม่เป็นเรื่องของ ‘จำนวน’ ที่มากกว่าพวกเธอหลายเท่าตัว แถมยังไม่นับ RPG และปืนกลติดรถที่ขนกันมาเหมือนเตรียมการมาเพื่อถล่มเธอกับพรรคพวกซะอย่างนั้น


นี่มันไม่ใช่แค่บังเอิญเจอกันระหว่างทางแล้ว แบบนี้มันเรียกว่าดักซุ่มรอถล่มเลยด้วยซ้ำ


จากจุดนี้นับว่ายังโชคดีที่มีคันดิน เนินทรายและหินก้อนใหญ่เป็นที่กำบังให้หลายจุดเลยทำให้รอดจากคมกระสุนมาได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทานอยู่ได้ตลอด
ต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างก่อนที่การหลบในที่กำบังจะกลายเป็นการรอความตายแทน


“รันฟา! มาทางนี้หน่อยต้องการแพทย์สนามตรงนี้ด่วนเลย!” สมาชิกหน่วยฮาว์ดคนหนึ่งตะโกนเรียกรันฟา หญิงสาวตอบรับด้วยการพยักหน้ามองซ้ายขวาดีๆก่อนจะวิ่งไป
สมทบตรงนั้น มีทหารอยู่อีกสองสามคนกำลังยิงตอบโต้กลับไปและอีกหนึ่งคนที่นอนเจ็บอยู่ตรงบริเวณแขนมีรอยถูกกระสุนยิงถากๆไปหย่อมหนึ่งแผลอาจจะใหญ่แต่ก็ไม่ถึงกับ
สาหัสอะไรมากนัก รันฟาคว้าเอาผ้าพันแผลออกมากดห้ามเลือดเอาไว้ก่อนจะตามด้วยชุดขันชนักห้ามเลือดอีกส่วนหนึ่ง


จุดที่รันฟาอยู่นั้นมีการยิงปะทะเข้ามามากกว่าจุดอื่นๆเพราะเป็นจุดที่มีเนินดินน้อยและอยู่ใกล้พวกข้าศึกมากกว่าจุดอื่นๆก็ไม่แปลกที่จะมีคนเจ็บอยู่แถวนี้ด้วย รันฟาต้องใช้
มือข้างหนึ่งทำแผลขณะที่มืออีกข้างต้องงัดเอาปืนพกออกมายิงสวนไปเป็นระยะ ทางกลุ่มอื่นเองก็คงจะเจอศึกหนักเหมือนกันเพราะงั้นคงจะหวังเรียกให้มาช่วยไม่ได้
โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ใช่การลุยสนามรบครั้งแรกของเธออีกต่อไปแล้วการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการฝึกที่ผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนรวมทั้งการลุยงานภาคสนามอีกหลายครั้ง
สร้างประสบการณ์และจิตใจหญิงสาวให้เข้มแข็งมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเธอรู้สึกว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเข้าความไร้เดียงสาที่เธอมีก่อนหน้านี้มันก็กำลังค่อยๆหายไปเช่นเดียวกัน


“เอาล่ะนายกดตรงนี้เอาไว้เขาไม่เป็นอะไร เดี๋ยวสักพักเลือดจะหยุดไหลเอง” รันฟาพูดขณะมองดูปืนไรเฟิลประจำตัวที่เธอเพิ่งจะยิงกระสุนชุดสุดท้ายหมดไป


“เดี๋ยวก่อนนั่นเธอจะไปไหนน่ะ!?”


รันฟาชักดาบที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา “ไประบายอารมณ์หน่อย...”


สิ่งที่รันฟาคิดก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเธอชักเริ่มยัวะหลังเห็นคนเจ็บมากขึ้น เจ้าพวกนี้ถ้าจะยิงกันก็ไม่ว่าแต่อย่าเพิ่มงานให้แพทย์สนามแบบเธอจะได้ไหม ถึงมันจะขัดกับกฎ
ของแพทย์สนามที่ว่า ห้ามออกรบแบบแนวหน้า เพราะถ้าแพทย์สนามตายแล้วใครจะรักษาคนในทีมกัน แพทย์สนามตายก็เหมือนทั้งทีมตายด้วย แต่บางครั้งก็ควรรู้ไว้ว่าทางเดียว
ที่จะไม่ให้มีคนเจ็บเพิ่มก็คือการจัดการข้าศึกให้หมด


รันฟาคว้าระเบิดควันที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาแล้วปาไปข้างหน้า ม่านควันใหญ่หนาทึบบังเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหญิงสาวกระชับดาบในมือไว้มั่นแล้ววิ่งก้มต่ำๆ
เข้าไปหาข้าศึกที่อยู่ตรงหน้าเสียงปืน AK ของอีกฝ่ายที่ดังระงมมากพอจะทำให้รันฟารู้ตำแหน่งเธอวิ่งเข้าไปแล้วก็จัดการตวัดดาบกลางม่านควัน แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้ว่า
เธอฟันโดนเป้าหมายเข้าให้แล้ว พวกศัตรูที่ทำเพียงกราดยิงไปรอบทิศเหมือนคนตาบอดไม่ใช่คู่มือของเธอเลยสักนิดเดียว ศัตรูรายแล้วรายเล่าล้มลงใต้คมดาบของเธอ
ท่ามกลางม่านควันก่อนจะมีใครทันได้รู้ตัว เสียงปืนเริ่มเงียบลงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องก่อนตายของข้าศึกดังออกมา


ประสาทสัมผัสการรับรู้ที่ขยายขึ้นเป็นผลจากการฝึกทำให้รันฟามีความแม่นยำในการโจมตีอีกฝ่ายได้อย่างตรงจุดแม้จะมองไม่เห็น ช่วงที่รันฟาตรวจจับข้าศึกที่อยู่รอบตัวได้
หญิงสาวก็หลับตามือจับดาบเอาไว้ไม่ต่างกับคาวบอยที่พร้อมจะชักปืนเร็วออกมายิงในเวลาเพียงเสี้ยววิ เมื่อได้ตำแหน่งแน่ชัดหญิงสาวก็ชักดาบและฟันเปรี้ยงออกไป
ตามที่ต้องการ


แต่นั่นเพียงลำพังคงหยุดศัตรูได้ไม่มากพอเมื่ออีกฝ่ายยกพลมาเสริมอีกกองร้อย รันฟาหมอบราบลงกับพื้นทำตัวให้กลมกลืนกับศพรอบตัวให้มากที่สุด พยายามไม่ขยับตัว
มากจนเป็นที่สนใจ


“ออสเปรย์ กำลังเสริมของเราไปถึงไหนแล้ว ทางนั้นกำลังยกคนมาเพิ่มแต่ฝั่งเรากำลังจะเละเป็นโจ๊กเอาในไม่กี่นาทีนี้แล้ว!!” ฮอว์คอายส์ตะโกนถามฟังจากน้ำเสียงแล้ว
ผู้บัญชาการหญิงท่าทางเครียดนิดๆอยู่พอสมควร


“กำลังมาครับ!! ในอีกไม่กี่อึดใจ” ออสเปรย์ตะโกนบอก


ช่วงนั้นรันฟาตกอยู่ท่ามกลางดงศัตรูนับสิบห่างออกไปแค่ไม่กี่หลาเธอต้องข่มใจไม่ให้ขยับตัวแบบปุปปับตอนนี้ระเบิดควันไม่เหลือ ที่ใช้ไปก็จางหายไปกับอากาศหมดแล้ว
ครั้นจะหยิบดาบออกไปสู้กลางวงในระยะแบบนี้คงไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเท่าไหร่นัก รันฟานอนนิ่งๆรออยู่นานพักหนึ่งจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงอะไรบางอย่างพุ่งแหวกอากาศ
เข้ามา เสียงมันเหมือนเครื่องบินเจ็ททิ้งระเบิดทีเดียวเพียงแต่ว่าเสียงไม่ได้ดังขนาดนั้น มันเล็กกว่า ไวกว่า และมีจำนวนน้อยกว่ามาก รันฟาไม่ยักรู้ว่าหน่วยสเป็คเตอร์มีเครื่องบิน
ทิ้งระเบิดด้วย นอกจากสิ่งที่เธอไม่อยากจะคิดถึงในตอนนี้และไม่อยากยอมรับเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


ไม่... ไม่... ไม่... ไม่เอาไอ้ลิงลมตัวนั้นไม่เอา...


“ย่าห์ฮู้!!!”


ตูม! ตูม! ตูม!


เสียงตะโกนที่แสดงความรู้สึกสนุกสนานได้อย่างชัดเจนดังขึ้นพร้อมกับแรงระเบิดและอะไรไหวๆเคลื่อนผ่านไปแบบรวดเร็วพร้อมลมกรรโชกแรงตามมาหลังจากนั้น
คนที่สนุกสนานในสถานการณ์ตรึงเครียดเช่นนี้ได้มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น


“พระเอกมาแย้ว หลบหน่อยพระเอกมา!!!”


“เลิกเล่นตลกซะ วิง! รีบสอยไอ้พวกบ้านั่นซะเร็ว!!” อาเชอร์ตะโกนผ่านเครื่องมือสื่อสารให้วิง ทหารหนุ่มจอมซ่าเลิกทำเป็นสนุกและจริงจังกับสถานการณ์ให้มากกว่าเดิม
แต่ท่าทางเจ้าหนุ่มนั่นจะไม่ฟังอะไรเท่าไหร่กลับเอาแต่บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาอย่างสนุกสนานทั้งที่ตอนนี้มีลูกกระสุนจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังถูกยิงขึ้นฟ้าเพื่อสอยให้ร่วง


และรวมถึงเครื่องยิงจรวดแบบพกพาที่เรียกกันในชื่อแสนคลาสสิกที่เรียกกันว่า RPG...


“RPG!!”


จรวดรุ่นประทับบ่ายิงจำนวนหลายสิบลูกถูกยิงขึ้นฟ้าเพื่อจะสอยเจ้าหนุ่มติดปีกที่บินอยู่กลางเวหาไม่ต่างอะไรกับนกลงมาให้ได้แต่ก็ไม่มีลูกไหนเข้าใกล้คำว่าเฉียดเลย
เสียด้วยซ้ำ ความเร็วของวิงนั้นไวกว่าจรวดมากนัก มิหนำซ้ำเจ้าหนุ่มติดปีกยังบินใบบินมาส่งจูบกวนประสาทผ่ายตรงข้ามทำเอากว่าครึ่งหันไปสนใจที่จะยิงเจ้าตัวแทนที่จะยิง
พวกทหารหน่วยฮาว์ดคนอื่นที่อยู่ตามภาคพื้นแทน


“หาไอ้นี่อยู่เหรอ?” วิง พูดพร้อมน้ำเสียงกวนประสาทพลางชูอะไรบางอย่างที่ถืออยู่ในมือและนั่นก็แทบไม่อยากเชื่อ... ล้อเล่นใช่ไหม


หัวจรวด RPG ที่ถูกยิงออกไปโดนจับได้อย่างกับเป็นของเด็กเล่น พวกศัตรูเห็นแบบนั้นเลยพากันทิ้งอาวุธใส่เท้าสุนัขเผ่นอย่างไวแต่ก็ช้าไปเมื่อวิงโยนหัวจรวดเข้าใส่กลางวง
นั่นผลลัพธ์คือทั้งวงแตกกระเจิงหนีหางจุกก้นกันถ้วนหน้า


ถึงจะไม่ค่อยชอบหน้าไอ้หมอนี่เท่าไหร่แต่ก็นับว่าเป็นโอกาส


ฉัวะ!!


จับตำแหน่งได้แปดคนเรียงแถวหน้ากระดานพอดี รันฟาเลยตวัดดาบแค่ทีเดียวก็ล้มได้ทั้งหมดโดนเข้ากลางลำตัวแผลไม่ได้ลึกมากแต่แค่นี้คงจะขยับตัวไม่ได้สักพัก
หลังจากโดนวิงทิ้งระเบิดและกราดยิงจากฟากฟ้าอยู่พักใหญ่กลุ่มของข้าศึกก็เริ่มเสียขวัญและแตกกระเจิงกันไปตามระเบียบ


“พวกมันเริ่มแตกขบวนแล้วทุกหน่วยขยี้เลย!” ออสเปรย์ออกคำสั่งทันทีที่เห็นข้าศึกเริ่มแตกขบวนเสียขวัญเพราะการบุกของรันฟาเมื่อครู่นี้ พวกทหารที่ยังพอรบได้
ลุกจากที่กำบังและเข้าตีข้าศึกที่กำลังถอยร่นจนแตกกระเจิง


รันฟาได้ยินคำสั่งทางเครื่องมือสื่อสารที่เธอพกอยู่อันที่จริงเธออยากจะห้ามไม่ให้ตามไปเกรงว่าจะเป็นการซุ่มโจมตีแต่สถานการณ์ตอนนี้การบุกเข้าขยี้อีกฝ่ายตอนกำลัง
เสียขวัญดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อคิดถึงภาพรวมทั้งหมดรันฟาก็สะบัดเลือดออกจากคมดาบแล้วเก็บเข้าฝักก่อนคว้าปืน AK ที่หล่นอยู่ตามร่างของข้าศึกที่โดนฟันไป
ถึงเห็นแบบนี้ที่จริงแล้วรันฟายั้งๆมือไว้ไม่ให้ฟันลึกเกินไป แน่นอนว่าไม่ถึงตายแต่ก็คงขยับตัวไม่ได้ไปอีกนานทีเดียว


พวกศัตรูกำลังถอยร่นออกไปบางรายก็ถึงกับยอมทิ้งอาวุธยกมือขึ้นเหนือหัว บางส่วนก็สู้ไปถอยไป รันฟาไล่ตามกลุ่มส่วนใหญ่ไปกับพวกสเป็คเตอร์ขณะที่กลุ่มอื่นๆ
ยังยุ่งอยู่กับการไล่ตามข้าศึกที่แตกขบวนออกไปซึ่งมันก็คงไม่เข้าท่านักถ้าหากว่าเป้าหมายหลักตอนนี้คือการไปช่วยเหลือคนๆหนึ่งแทนที่จะมาเป็นการปะทะกับข้าศึก
ให้เสียเวลาเปล่า รันฟาออกวิ่งไล่ทันจนรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ใกล้ๆคลอว์เข้าให้แล้ว


“เอาล่ะรันฟามาดูกันว่าเธอจะทำได้แค่ไหน” กงเล็บเหล็กงอกขึ้นมาจากปลายนิ้วของคลอว์ เป็นสัญญาณว่าให้เข้าประจัญบานกับข้าศึกแบบประชิดตัว


รันฟาพยักหน้าดึงดาบออกจากฝักและวิ่งเข้าไปหลบหลังคลอว์ เวลาเดียวกับที่กระสุนนับร้อยพุ่งเข้ามาจากทางด้านหน้า ลูกกระสุนขนาดที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น
ถึงจะเก่าแต่ถ้ายิงมาก็ตายได้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับหยาดฝนสำหรับคลอว์กระสุนนับร้อยๆนัดที่ยิงเข้ามาไม่สามารถทะลวงผ่านผิวหนังของเธอได้เลยแม้แต่น้อย
กงเล็บในมือกางออกอย่างเต็มที่รันฟาแทบจะมองเห็นสีหน้าที่ตื่นตะลึงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของข้าศึกได้แบบชัดถนัดตา


ฉัวะ! ฉัวะ!


หลังคลอว์ประเดิมเป็นรายแรกรันฟาก็ตามซ้ำดาบสองต่อในทันทีคลอว์เน้นการใช้กงเล็บสังหารเหยื่อทุกรายภายใต้กงเล็บของเธอจึงหมดลมหายใจในเสี้ยววินาทีแทบจะทุกราย
ต่างจากรันฟาที่เล็งเข้าตรงลำตัวและแขนขาเป็นส่วนใหญ่แม้แผลจะใหญ่แต่ก็ไม่มีใครถึงตายสักคน ยังไงเสียแผลแบบนั้นถ้ารักษาดีๆยังไงก็รอดอยู่แล้ว ข้อดีอย่างหนึ่ง
ของการเป็นแพทย์สนามคือรู้ว่าจุดไหนเป็นจุดตายหรือบาดแผลแบบไหนที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต


รันฟาวิ่งตามหลังคลอว์ไปและกำจัดศัตรูที่ขวางทางทุกรายจนหมด พวกนั้นคงกำลังพยายามดิ้นเฮือกสุดท้ายหนีไปยังไงก็เปล่าประโยชน์ในทุ่งซาวันน่าแบบนี้ไม่มีที่หลบ
และไม่มีที่ให้ซ่อนหนีไปยังไงก็ไม่รอดอยู่ดี ทั้งสองคนวิ่งตามไปเรื่อยๆและทิ้งห่างกลุ่มอื่นไปมากพอสมควรแต่คงไม่มีปัญหาสำหรับมนุษย์หนังหนาแบบคลอว์หรอกน่า...


ปัง!


“อั๊ก!!”


ช่วงที่กำลังไล่ตามอยู่นั้นร่างของคลอว์ก็ล้มลงก่อนจะมีเสียงปืนดังตามหลังมาหนึ่งนัด ร่างของคลอว์มีรอยจากการยิงอยู่ที่บริเวณไหล่ กระสุนไม่ได้ทะลวงเข้าไปในร่าง
แต่ท่าทางจะเจ็บไม่ใช่น้อย กระสุนแบบไหนกันที่สามารถสร้างความเสียหายให้คลอว์ได้ถึงขนาดนี้ ไม่ทันที่คลอว์จะได้ลุกขึ้นมาเป็นรอบที่สองกระสุนอีกนัดก็ถูกยิงเข้าใส่เธอ
ตรงเข่าอย่างจัง


“บ้าชิบ!! เจ็บเป็นบ้าเลย!!” คลอว์ตะโกนโวยวายหลังถูกยิงเข้านัดที่สองรันฟาต้องรีบดูที่ขาของเธอโดยด่วนแต่ดูจากที่เห็นไม่มีเลือดสักหยด คงไม่มีแผลอีกตามเคย
แต่กระสุนที่ทำความเสียหายได้ขนาดนี้ถึงจะไม่ได้ชำนาญแต่เดาว่ามันคงเป็นกระสุนขนาด .50 แคลลิเบอร์ไม่ผิดแน่


“ท่าทางจะโดนล้อมแล้วสิคะ...”


รันฟาถอนหายใจพลางมองไปรอบๆตัวขณะที่บรรดาชายฉกรรจ์ไร้เครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือกำลังตรงเข้ามาล้อมเธอกับสมาชิกคนอื่นๆที่เหลือจากรอบด้าน
พวกศัตรูยังมีกองกำลังดักซุ่มอยู่อีกกว่าสามกองร้อย แม้แต่หน่วยรบอย่างฮาวด์และสเป็คเตอร์จะรวมกำลังกันก็ไม่มีททางที่จะพลิกสถานการณ์ได้ในตอนนี้
พวกนั้นจงใจถอนทัพเพื่อล่อให้เข้ามาในเขตสังหารแสดงว่าผู้นำของพวกมันคงจะฉลาดน่าดู ถึงพวกนั้นจะเป็นแค่ทหารดาษๆแต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าแถมมิหนำซ้ำ...


“สอยไอ้นกนั่นลงมา ใช้ ‘สตริงเจอร์’ ซะ!!” หัวหน้าของพวกศัตรูสั่ง ไม่กี่อึดใจถัดมาพวกนั้นก็ยกเครื่องยิงจรวดอีกแบบออกมา มันต่างกับ RPG มากทั้งทันสมัยกว่า
กระบอกใหญ่กว่าและที่สำคัญมันยังมีระบบหัวรบนำวิถีด้วย สตริงเจอร์คือจรวดต่อต้านอากาศยานแบบพกพาที่เคยใช้มาตั้งแต่สงครามอัฟกัน มันไวพอทีจะไล่กวด
เครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินเจ็ทได้อย่างสบายต่างจาก RPG หลายร้อยเท่าถ้าวิงโดนเล็งเข้าล่ะก็ไม่มีทางที่จะหนีพ้นได้เลย


จรวดนับหลายสิบลูกถูกยิงออกไปทีละลูกในระยะเวลาทุกสองวินาทีมันพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อแทบจะไม่เห็นตัวจรวดเลยด้วยซ้ำ รันฟามองเห็นเพียงแค่
กลุ่มควันสีขาวๆจำนวนกว่าสิบสายกำลังไล่กวดวิงด้วยความเร็วอันมหาศาล พลุไฟจำนวนหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากร่างของวิงเพื่อหลอกล่อระบบนำวิถีด้วยความร้อนของจรวด
แต่นั่นก็ทำได้แค่ให้จรวดสองสามลูกเขวเป้าไปเท่านั้น ในเมื่อยังมีอีกมากกว่าครึ่งที่ยังไล่ตาม จนไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นก็มีเสียงระเบิดดังลั่นขึ้นพร้อมเปลวไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้น
กลางเวหา รันฟามองเห็นอะไรบางอย่างกำลังร่วงลงพื้นก่อนจะเงียบหายไป


ไม่จริงน่า วิง...


“หมดตัวก่อกวน... ที่จริงก็อยากจะฆ่าพวกแกให้หมดแต่พอดีหัวหน้าไม่บอกให้ทำแบบนั้นซะด้วยสิ... เพราะงั้นไปกับเราซะดีๆจะได้เจ็บตัวน้อยที่สุด”


“พรืด!! หึ หึ หึ...” ทันใดนั้นเสียงกลั้นหัวเราะที่เกือบจะหลุดก๊ากออกมาของคลอว์ก็เรียกความสนใจให้แก่หัวหน้าของพวกข้าศึกเข้า ทุกคนต่างเพ่งสายตาไปมองทางคลอว์
ที่กำลังนอนพักอยู่ เหมือนหญิงหนังเหล็กคนนี้จะคิดอะไรบางอย่างในใจแล้วกลั้นขำออกมาไม่ได้


“หัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำนักรึไง?” หัวหน้ากลุ่มศัตรูถาม


“ทีแรกคิดว่าพวกแกจะคิดอะไรฉลาดๆแต่ที่ไหนได้กลับโง่กว่าที่คิด อดคิดไม่ได้เลยว่าพวกแกเตรียมซุ่มดักตีพวกเราเพื่อจะจับเป็น แล้วยังมาพูดอีกว่าจะให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด
โดยเฉพาะไอ้ที่บอกว่าอยากจะฆ่าพวกเราน่ะคิดแล้วยังไงมันก็ขำไม่หายว่ะ พวกแกมีปัญญาทำแบบนั้นด้วยเหรอ!!” คลอว์เริ่มระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมาแทบจะหมดก๊อก
เช่นเดียวกับรันฟาและคนอื่นที่เริ่มจะหัวเราะตามบ้าง


“หุบปากซะ! ไม่งั้นข้าจะยัดไอ้ดุ้นกระบอกนี้เข้าปากแกแล้วหุบปากเหม็นๆของแกถาวรซะ!!” ไรเฟิลเจาะเกราะรถถังที่เคยใช้ยิงขาของคลอว์จนขยับไม่ได้มาแล้วถูกยืนจ่อ
เข้าที่หน้าของเธอพร้อมจะระเบิดกระสุนเจาะเกราะรถถังออกมาได้ทุกเมื่อ


ระยะขนาดนี้ถ้าโดนกระสุนต่อต้านรถถังยิงเข้าที่หัวจังๆหนังหนาแค่ไหนก็ไม่รอด แทนที่จะตกใจคลอว์กลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ถ้านี่จะเป็นเพราะกลัวจน
เสียสติไปแล้วมันก็คงเป็นเรื่องที่ชวนทุเรศนัยน์ตาไม่น้อยแต่มันไม่ใช่แบบนั้น เธอกำลังหัวเราะเพราะบางอย่างจริงๆ


“ตายไปตอนนี้ยังดีกว่าใช้ชีวิตที่เหลือๆ อยู่กับพวกกองทัพกากๆไร้สมองที่คิดว่ามีปัญญาฆ่าพวกเราหน่วยรบที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกแกไม่มีปัญญาแม้แต่จะฆ่าพวกเราด้วยซ้ำ
จะเป็นฉันหรือแม่หนูน้อยชาวเอเชียนี่ก็ด้วยบอกเลย พวกแกมันก็แค่โจรกระจอกกิ๊กก๊อก อย่ามัวพล่ามให้เสียเวลาจะฆ่าก็ฆ่าเหอะว่ะ...” คลอว์พูดร่ายยาว ดูถูกทุกน้ำเสียง
จากใจจริงก่อนจะถุยน้ำลายใส่ปืนต่อต้านรถถังที่จ่อหัวอยู่อย่างไม่เกรงกลัว


นั่นก็เพียงพอจะบัลดาลโทสะให้คนที่ถือปืนอยู่อยากจะฆ่าเธอขึ้นมาในทันที รันฟามองดูในแววตาของคลอว์ที่ไม่ได้สนใจปืนกระบอกเบ่อเริ่มที่จ่อหัวอยู่ แต่กำลังมองไปทางซ้าย
มือของเธอ พร้อมทั้งร้อยยิ้มเล็กๆที่ราวกับเป็นการส่งสัญญาณให้รู้บางอย่าง


ฟุบ!!


ยังไม่ทันจะคิดอะไรออกในเสี้ยววิก่อนเหนี่ยวไกก็มีบางสิ่งพุ่งเฉี่ยวหัวของรันฟาไปทำเอาเส้นผมขาดกระตุกไปหย่อมหนึ่ง ตามมาด้วยเลือดที่กระเด็นถูกหน้าของเธอ
และกว่าจะรู้ตัวที่เห็นคือร่างของหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างถูกฉีกออกเป็นสองซีกสิ้นชีพในพริบตาเดียว วินาทีต่อมาก็มีเสียงลั่นกระสุนดังขึ้นหลายร้อยนัดไม่สามารถหาทิศทางได้ว่า
มาจากไหน ร่างของพวกทหารรับจ้างชักกระตุกพร้อมรอยกระสุนที่ฝากเอาไว้บนร่างอีกนับไม่ถ้วน พวกที่ยังรอดอยู่ต่างก็รีบวิ่งหาทางเอาตัวรอดแต่ก็ไปได้ไม่ไกล ทุกคนตกเป็น
เป้าสังหารของคมกระสุนกันหมดที่น่าแปลกคือไม่มีใครในหน่วยฮาวด์หรือสเป็คเตอร์ที่โดนเจาะสักคน คนที่ยิงเพ่งเป้าไปทางพวกทหารรับจ้างกลุ่มนี้เท่านั้น


มันเหมือนภาพที่หลุดมาจากนรกบนผืนดินไม่มีผิด ศัตรูกว่าสองกองร้อยที่เล็งอาวุธกะจะสังหารทุกคนในหน่วยของรันฟาเมื่อครู่ในตอนนี้กลับล้มระเนระนาดตายเรียบไม่มีเหลือ
ในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีเท่านั้นรันฟาหมอบลงต่ำและชะเงิ้อหน้ามองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างตกตะลึง เสียงร้องโหยหวนของพวกข้าศึกและเลือดที่พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
ยังติดตาเธออยู่ทุกฉากทุกตอน เสียงโหยหวนดังไปเรื่อยจนไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลง จนเมื่อเสียงปืนสงบลงสิ่งที่ได้เห็นก็มีเพียงศพและเลือดนองเต็มทุ่งซาวันน่าอันร้อนระอุ
ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกศัตรูไม่มีอะไรเลยนอกจากความเงียบงัน


“ม... มันฝีมือใครกันวะเนี่ย!!” คอนเนอร์เป็นคนแรกที่ตะโกนถามหลังจากตั้งสติและเช็คจนแน่ใจแล้วว่าปลอดภัยเลยลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนใครเพื่อน


“ไม่ใช่คนของเราแน่ เราโดนล้อมกันหมด นอกจากจะมีใครออกไปซุ่มแน่วหลังแล้วช่วยพวกเรา มีการยิงจากระยะไกลตอนเริ่มต้น” อาเชอร์พูดพลางเดินไปที่ร่างของหัวหน้ากลุ่ม
ทหารรับจ้างที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืดนัก “บอกที่ว่ากระสุนแบบไหนสามารถเจาะทะลุเสื้อเกราะแบบเมทัลลิคพอลิเมอร์ที่แข็งกว่าไตของฉันแถมยังแยกร่างมนุษย์ออกเป็นสองซีก
ได้อีก”


ทุกคนเริ่มมองไปรอบๆตัวมองหาเจ้าของผลงานที่ยังไม่โผล่หัวออกมาจนถึงตอนนี้


“น่าจะไม่ได้มีแค่คนเดียวค่ะ ฉันได้ยินเสียงปืนกลใกล้มากด้วย โดนยิงเรียบหมดทั้งกองในหนึ่งนาทีเข้าจุดตายหมด ฉันอาจไม่รู้อะไรมากแต่ถ้าคนๆนี้คิดจะฆ่าพวกเรา
เราคงตายไปแล้วค่ะ” รันฟาเสนอและวิเคราะห์ทุกอย่างเท่าที่คิดออกและดูทุกคนจะเห็นด้วยในข้อนั้น


“บางทีคำตอบมันมักจะมาหาเราเองนะรันฟา...” ฮอว์คอายส์พูดพลางมองไปที่ทางซ้ายของเธอ


ทุกคนหันหน้าไปมองทางนั้นหมดและที่ทุกคนคิดในตอนแรกแทบจะกลับตาลปัตรกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเจ้าของผลงานไม่ได้เป็นกองทัพหรือหนึ่งหมู่ย่อยอย่างที่คาด
มันกลับเป็นเพียงคนเพียงแค่คนเดียว ที่กำลังเดินตรงเข้ามาร่างสูงท่าทางแข็งแรงกำยำในชุดท้องถิ่นขาดๆคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่สภาพรุ่งริ่งไม่ต่างกันมากนักทุกคน
ต่างไม่คิดจะขยับตัวอะไรกันไปพักใหญ่ได้แต่ยืนรอนิ่งๆรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหาจนใกล้พอที่จะเห็นหน้าได้ชัดๆ เท่าที่ดูรู้แล้วว่าเป็นผู้ชายที่กำลังเดินถือปืนกลร้อยนัด
พร้อมทั้งสะพายไรเฟิลรูปร่างแปลกตาเอาไว้ที่กลางหลังแม้ต้องแบกอาวุธหนักทั้งสองชนิดเดินมาด้วย ก็ไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยดให้เห็น


“ถ้าจะมาเดินเล่นที่นี่มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่สำหรับลูกเสือพวกนี้ว่าไหมฮอว์คอายส์?”


“ไม่เจอกันนานนะโยฮัน... ชีวิตคงบัดซบเอาการ นายทำเรื่องนี้เองคนเดียวเลยงั้นเหรอ?” ฮอว์คอายส์ถามชายที่เดินเข้ามาพลางมองซากศพที่นอนกองกันเกลื่อนทุ่ง


ร่างของชายตัวใหญ่เผยใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเก่าๆออกมา รูปพรรณสันธานตรงกับที่เห็นในภาพฉายตอนประชุมไม่มีผิดเพี้ยน นี่สินะชายที่กล่าวกันว่าเป็นมือสังหารมืด
ที่แท้จริงของสเป็คเตอร์ เจ้าของสถิติการสังการข้าศึกนับพันศพ ตัวจริงกับในรูปถ่ายนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยจริงๆตัวจริงทั้งน่าเกรงขามแววตาที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงสิ่งที่
สามารถทำได้ และผลงานที่ชายแก่คนนี้เพิ่งจะลงมือทำไปก็ยังคงนอนกองอยู่บนพื้นไม่หนีไปไหน ชายแก่ร่างสูงหันไปทางฮอว์คอายส์ที่ยืนรออยู่ก่อนจะพูดขึ้น


“ฉันชอบล่าคนเดียว เธอเองก็รู้นะ”


“นั่นสิ... ลืมไปเลยว่านายมันเป็นยังไง ไม่เปลี่ยนไปเลยกับฉายา ‘หมาป่าดำ’ แห่งสเป็คเตอร์ ยังแน่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...” ฮอว์คอายส์ผิวปากเล็กน้อย


“ก็แค่อดีตเท่านั้นล่ะเดี๋ยวนี้พอแก่ตัวอะไรๆมันก็ทื่อลงหมดแล้ว”


นี่ทื่อแล้วใช่ไหมเนี่ย! รันฟาคิดแบบนี้หลังเห็นสภาพอันเละเทะของฝ่ายศัตรูที่ยังคงนอนแน่นิ่งไร้ชีพจรอยู่บนพื้นกันหมดบางรายถึงกับแขนขาขาดกระจุยไม่มีชิ้นดีแทบไม่มีหวัง
ให้รอดได้สักราย การยิงที่แม่นยำชนิดว่าโดนจุดตายทุกนักทั้งที่กราดถล่มหมดกระสุนเป็นเข่งอย่างกับสงครามโลก แถมยังเป็นฝีมือของคนๆเดียวอีก ไม่อยากคิดว่าหากนี่คือ
ฝีมือทื่อแล้วหากเมื่อก่อนที่มีฝีมือระดับพระกาฬอย่างที่ว่าจริงๆมันจะขนาดไหนกันแน่ และรันฟาก็ไม่เคยกังขาว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนี้คนเดียวได้จริงๆ เพราะสายตาที่ฮอว์คอายส์
มองไปที่ชายคนนี้มันบอกชัดเจนว่าชายแก่นามโยฮันผู้นี้เป็นของจริง


อย่าได้ไปล้อเล่นเด็ดขาด...


ฮอว์คอายส์เริ่มกลับเข้าประเด็นต่อเธอหันมามองหน้าโยฮัน “ความจริงเรากะจะมาช่วยนายแต่ท่าทางนายจะเอาอยู่นะ เรื่องข้อมูลที่กบดานของนายเกิดรั่วไหลออกมานั่นมัน-”


“ฉันจงใจปล่อยข่าวรั่วเองต่างหาก ก็เพื่อล่อพวกมันให้ออกมา อย่างน้อยถึงจะไม่ได้ข่าวแต่กบดานอยู่เฉยๆในแอฟริกานี่มันน่าเบื่อจะตายชักสุดๆเลยนี่นา ขอยิงอะไรเล่นบ้าง
ก็ดีเหมือนกัน...” โยฮันตอบโดยไม่ยี่หระกับสิ่งที่เพิ่งพูดออกมาเลยสักนิด เหมือนกับว่าที่เพิ่งฆ่าศัตรูไปเป็นกองร้อยนั่นเป็นแค่เรื่องสนุกๆที่ทำเท่านั้น


“แต่เล่นฆ่าเรียบแบบนี้คงยังเหลืออะไรให้สืบอยู่หรอกถึงฉันจะชอบวิธีการของนายแต่บางทีควรเพลาๆลงบ้างนะไอ้เรื่องฆ่าเรียบเนี่ย...”


“ที่จริง... มันก็อย่างที่บอกพอแก่ตัวหลายอย่างมันก็ทื่อลง ฉันจับคนนึงได้แล้วลองเค้นข้อมูลดูให้ตาย! มันจ้อไม่หยุดอย่างกับนกแก้ว น่ารำคาญมากจนวินาทีสุดท้าย
ก่อนฉันฆ่ามันทิ้ง เหมือนพวกที่จ้างมันมากะจะเก็บฉันกับพวกเธอไปด้วยนะฮอว์ค” โยฮันเล่ารายละเอียดให้ฟัง รันฟาและคนอื่นๆเองก็สงสัยว่าโยฮัน ‘เค้นข้อมูล’ เชลยรายนั้น
ยังไงก่อนตายแต่ก็พอจะเดาออกว่าเป็นยังไง ถ้าไม่รู้เสียบางที่มันคงจะดีกว่าก็ได้


“แล้วนายได้อะไรมาบ้างล่ะโยฮัน?”


“ก็เรื่องไร้สาระของมันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่พอจะใช้ได้คืออีกสองสามวันพวกมันจะถูกเรียกไปทำงานที่เมืองหนึ่งในแถบยุโรป เอกสารที่เจอเป็นพาสปอร์ตปลอมกับหนังสือรับรอง
เดินทางเข้ายุโรปในฐานะแรงงานที่ได้ก็มีแค่นี้ล่ะ” โยฮันยื่นเอาเอกสารที่ว่าให้ฮอว์คอายส์ไป เธอรับเอาไว้และมองดูมันอย่างพินิจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า


“ท่าทางเราคงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่แล้ว ในรายงานระบุว่าพวกมันส่งทาล่อนไปหานายหน่วยหนึ่งด้วยฉันถึงต้องรีบยกพลมาที่นี่ ท่าทางจะไม่จริงสินะ...” ฮอว์คอายส์ถาม


“ก็ไม่เชิงหรอกแต่ไอ้พวกหุ่นครึ่งเดนมนุษย์นั่นน่ะฉันจัดการไปหมดแล้ว ถ้าอยากได้ของที่ระลึกฉันก็พอจะมีให้อยู่” ดาบเล่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากใต้ผ้าคลุมเก่าๆ
และยื่นให้ฮอว์คอายส์


รันฟามองดูดาบเล่มนั้นด้วยตาลุกวาว ดาบที่ว่ามีรูปทรงใกล้เคียงกับดาบของเธอไม่มากก็น้อยต่างตรงที่เนื้อเหล็กไม่มีความมันวาวคมดาบเป็นสีดำและเทาสนิทรูปทรงของด้ามจับ
ดูคลายมีดทหารบางส่วนและยังมีกลไกแปลกๆติดอยู่ที่ตรงด้ามจับ ถึงจะไม่ใช่ดาบญี่ปุ่นแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา มันต้องเป็นดาบที่ดี... ดีมากๆด้วย ชายแก่คนนี้
จัดการกับพวกหุ่นรบไซบอร์กทั้งหน่วยได้ด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีแม้รอยขีดข่วน รันฟาแทบเอาตัวไม่รอดตอนสู้คราวก่อนกับโปรแกรมจำลอง ความรู้สึกของรันฟาตอนนี้มันสับสน
ไปหมด ใจหนึ่งก็รู้สึกหวั่นเกรงแต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากจะดวลกับทาล่อนของจริงเพื่อทดสอบฝีมือตัวเองสักครั้งเหมือนกัน


ไม่ได้... อย่าปล่อยให้จิตเพ่งกับการต่อสู้อย่างเดียวสิ... รันฟา...


“ไม่ล่ะขอบใจ... แค่นายไม่เป็นอะไรเท่านั้นก็พอแล้ว ถ้างั้นแผนต่อไปของนายคืออะไรล่ะจะกลับไปกับเราไหม?” ฮอว์คอายส์ปฏิเสธที่จะรับดาบเอาไว้และถามกลับไป


“คงต้องกลับไปขึ้นเงินกับนายจ้างฉันก่อนถึงจะช่วยพวกเธอได้แต่ที่จริงฉันก็รับจ๊อบล่าไอ้พวกนี้อยู่พอดี รัฐบาลท้องถิ่นจ่ายหนักทีเดียวกับค่าหัวไอ้พวกนี้จบงานนี้
คงต้องย้ายออกจากแอฟริกาไปหาที่ทำเงินใหม่ซะที” โยฮันพูดและเก็บป้ายคอและตราเครื่องแบบของพวกศัตรูขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลักฐาน


“ต้องการให้ช่วยไหม?” วัลคิลลี่ถามขึ้นทันทีหลังจากนั้น


“แม่สาวน้อยเธอเป็นใครล่ะเนี่ยจะว่าไปหน้าเธอนี่มันคุ้นๆนะ...” โยฮันลูบคางและพยายามนึกให้ออก


“เธอเป็นลูกสาวของเรเวน ชื่อวัลคิลลี่นายน่าจะรู้จักพ่อของเธอนะโยฮัน...” ฮอว์คอายส์พูดอธิบายและโยฮันก็ถึงกับบางอ้อ เหมือนจะนึกออกแล้วว่าวัลคิลลี่เป็นใคร
จนถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ


“โอ้! ไม่เป็นไร ฉันชอบลุยเดี่ยวอยู่แล้วแม่หนู อีกอย่างฉันก็ไม่อยากเพิ่มตัวหารค่าขนมด้วยเพราะงั้นขอไปเองดีกว่าส่วนดาบนี่ก็เอาไปสิ...” ดาบถูกโยนมาให้รันฟาแทน
รันฟาสะดุ้งก่อนจะรับดาบเอาไว้ มันหนักกว่าที่คิดไว้นิดหน่อยเหมือนกัน


“เอ๋!? นี่มัน....”


“มันน่าจะมีประโยชน์กับเธอมากกว่าฉันนะแม่สาวน้อย พกดาบยาวซะขนาดนั้นทำให้นึกถึงใครบางคนขึ้นมาเลย...” รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าของชายแก่ก่อนมันจะหายไป
ในเวลาอันรวดเร็ว “ถ้างั้นรักษาตัวด้วย ศัตรูของเรามันยังไม่ได้หายไปอย่างที่คิดหรอกว่าไหม... ยังมีเหยื่อรอให้ฉันไปล่าอีกเยอะ”


นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่โยฮันจะเดินแยกตัวออกไปจากกลุ่ม และพวกสเป็คเตอร์เองก็เช่นเดียวกันทุกคนต่างรีบพากันถอนตัวออกจากจุดนั้นในทันที รันฟามองดูร่างของ
ชายแก่วัยกลางคนที่กำลังเดินทางผ่านทุ่งซาวันน่าออกห่างจากเธอและพรรคพวกไปทุกทีเพียงลำพัง เธอไม่รู้ว่าชายแก่มีอดีตที่ผ่านมาโชกโชนแค่ไหนแต่ความคิดของเธอ
ชัดแจ้งว่าชายคนนี้มีบางอย่างที่ลึกลับกว่านั้นซ่อนอยู่และเป็นหน้าที่ของเธอที่จะหาคำตอบ ในโลกใบนี้ยังมีคนเก่งอีกมากและเธออยากจะเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน


ดาบเล่มใหม่ในมือถูกกระชับเอาไว้อย่างมั่นคง เส้นทางของนักดาบที่รันฟาได้เลือกมันกำลังเริ่มขึ้นเท่านั้น มีแต่ต้องเข้มแข็งกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้...










******************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 471

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 19:21

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

น่าสนใจมากเลยครับ อลิซเซียถึงไม่โผล่ แต่ฝืมือตอนสาวๆคนสุดยอด
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 ธ.ค. 2017, 19:44

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

Episode 16 : In memory


“ใยท่านต้องมีความลับเยี่ยงนี้กับข้าด้วย...”

“ดวงใจข้าโปรดเข้าใจ ข้าทำสิ่งนี้ก็เพื่อเจ้ายอดรัก... แม้ต้องเดินผ่านความมืดมิดในเส้นทางแห่งอสูรข้าก็ยินดีจะทำเพื่อท่านคนเดียว...”


คำพูดสำเนียงยุโรปโบราณที่อเล็กซ์และแม่กับน้องสาวมารับชมและรับฟังกันร่วมหลายชั่วโมงยังคงดำเนินต่อไป อเล็กซ์กำลังนั่งอยู่ที่แถวหน้าของโรงละครทำให้
สามารถมองเห็นนักแสดงได้อย่างชัดเจน นักแสดงชายอีกคนที่พูดกับหญิงสาวผู้รับบทเป็นนางเอกของละครเรื่องนี้พูดสำเนียงและบทที่อเล็กซ์เกือบจะหลุดขำออกมาพอดู
แม้การพูดและท่าทางการแสดงจะออกเป็นธรรมชาติก็ตามที อเล็กซ์มองดูหญิงสาวผู้เป็นนางเอกของเรื่องอย่างลอร่า เธอกำลังเล่นไปตามบทบาทอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนที่อยู่นอกเวทีก็ดูเป็นหญิงสาวหน้าตาดีที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักแต่พอมาอยู่บนเวทีสวมชุดสวยและแต่งหน้าแต่งตาอีกนิดหน่อยด้วยแล้ว ราศีนางเอกก็แทบจะจับในทันที
ราวกับบทบาทสมมุติที่เธอได้รับคือตัวตนของเธอจริงๆ


อเล็กซ์จำได้ดีสมัยที่เขาเคยอยู่ในชมรมละครเช่นเดียวกับลอร่าสมัย ม. ปลาย เขาต้องรับผิดชอบทั้งเป็นนักแสดงและช่างอุปกรณ์ทางเทคนิคการแสดงควบคู่ไปด้วย
เหตุผลที่เขากับลอร่ามาคบกันได้ก็เริ่มมาจากการเข้าชมรมละคร มีคนเคยกล่าวว่าชีวิตคนก็เป็นเหมือนละครบทหนึ่งที่เริ่มเมื่อเราเกิดและจบลงเมื่อเราตาย ละครทั่วไป
ที่มักจบลงตรงส่วนที่พระเอกและนางเอกได้อยู่ร่วมกันแบบมีความสุข ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์คิดว่าการจบแบบมีความสุขนั้นมันคือฉากจบที่ไม่ได้จบจริงๆ


สำหรับทหารมีเพียงความคิดเดียวนั่นคือถ้ายังไม่ตายก็ถือว่ายังไม่จบ


ชายหนุ่มยังคงจำได้ดีว่าหลังจากที่ต้องแยกทางกับลอร่าสมัย ม. ปลายช่วงก่อนเรียนจบปีสุดท้ายอเล็กซ์ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่เขาชอบ
หรือควรเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงดีเพื่อให้เขาได้เจอกับลอร่าอีกครั้ง มันเป็นการตัดสินใจที่หนักมากในตอนนั้น และก็อย่างที่เห็นอเล็กซ์กลายเป็นช่างเทคนิค
ภาคสนามของทีมสเป็คเตอร์ แต่ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ดูจะเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้จากการเลือกเรียนในสาขาศิลปะการแสดงในตอนนั้นมันเป็นความสงสัยใคร่รู้ในการหายไป
ของคนอย่างพ่อของเขา อเล็กซ์ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อเมื่อสิบปีก่อนหลังจากได้รับจดหมายแจ้งว่าพ่อของเขาหายสาบสูญในหน้าที่ ซึ่งอันที่จริงเขาไม่คิดจะสนใจด้วย
ว่าผู้ชายเฮงซวยพรรคนั้นจะมีชะตาเป็นยังไง


แต่แล้วเหมือนเส้นบางๆที่เชื่อมระหว่างอเล็กซ์กับพ่อมันยังไม่ขาดสะบั้นลง ชายหนุ่มคิดได้เมื่อเห็นวันที่แม่เขาเอาแต่นั่งรอ รออยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความหวัง
ว่าพ่อจะยังไม่ตายและกลับมาหาแม่อีกครั้งด้วยความหวัง จากวันผ่านเป็นเดือน จากเดือนผ่านเป็นปี อเล็กซ์ในฐานะลูกที่เห็นแบบนั้นแล้วมันก็อดอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆ
เขาอยากรู้สาเหตุการหายตัวไปของพ่อไม่ใช่เพราะอยากรู้ แต่เพื่ออยากให้แม่เลิกเสียเวลาเปล่ากับการเฝ้ารอชายที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของครอบครัวคนนี้ซะที


ช่วงสุดท้ายของละครมาถึงพร้อมกับเสียงขับร้องประสานเสียงที่ทรงพลังบทเพลงอันไพเราะดังลั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เสียงดนตรีบรรเลงอันทรงพลังช่วยให้ช่วงสุดท้าย
ของการแสดงดูตื่นตาขึ้นนับหลายเท่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงหลังจากนั้นตามมาด้วยเสียงปรบมือส่งเสียงเชียร์ของบรรดาผู้ชมรวมทั้งแม่และน้องสาวของอเล็กซ์ด้วย
อเล็กซ์อาจไม่ได้ชอบดูการแสดงละครเวทีเท่าไหร่และไม่ได้ชำนาญแต่ก็บอกได้ว่าเป็นการแสดงละครที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ แม้ตอนนี้จะยังมีการก่อการร้ายระดับโลก
ลุกลามไปทั่วทั้งประเทศแต่ผู้ชมที่มาชมการแสดงละครก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว บางทียิ่งในสถานการณ์เช่นนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน


“สุดยอดเลยค่ะ!! พี่ลอร่า!!” ฟิโอที่อยู่ข้างเวทีตะโกนเชียร์ออกหน้าด้วยความร่าเริงจนอเล็กซ์แทบจะต้องห้ามปรามน้องสาวเอาไว้ไม่ให้ออกตัวแรงเกินไป


“แต่ก็ยอดจริงๆนะการแสดงสนุกมากเลย เข้าใจเลือกแฟนดีนะอเล็กซ์”


อเล็กซ์สะดุ้งโหยงระหว่างกดร่างน้องสาวลง “แม่พูดอะไรเนี่ย! อย่าพูดด้วยหน้ายิ้มแบบนั้นได้ไหมครับแม่ ขนลุกนะนั่น!!”


“ไม่เห็นต้องอายเลยนี่อเล็กซ์แม่ว่าลูกกับหนูลอร่าเข้ากันได้ดีเลยนะ เอานี่”


หญิงชรายื่นบางอย่างให้กับลูกชายและอเล็กซ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ไปเอามาจากไหนเพราะที่ยื่นมาให้นั้นมันคือดอกไม้จำนวนหนึ่งช่อที่ถูกห่อเอาไว้อย่างดี
ดอกไม้กำลังบานสวยและดูสดเหมือนเพิ่งตัดจากต้น ช่อดอกไม้สวยๆแบบนี้นึกไม่ออกว่าแม่ไปเอามาจากไหนกัน


“แม่ครับนี่มัน...”


“แม่ปลูกเอาไว้มันบานวันนี้พอดีแม่คิดว่ามันคงเหมาะถ้าลูกจะเอาไปให้เธอนะอเล็กซ์”


แม่ของชายหนุ่มยิ้มอีกครั้งก่อนยัดช่อดอกไม้ลงในมือของอเล็กซ์ ชายหนุ่มรับเอาไว้อย่างรีๆรอก่อนจะเดินไปที่เวทีตรงเข้าไปหาแฟนสาวของตนที่กำลังรับดอกไม้
จากบรรดาผู้ชมรวมถึงแฟนๆที่มาดูการแสดงในครั้งนี้ ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้โดยที่อเล็กซ์แสดงอาการหน้าแดงออกมาให้เห็นแบบจะๆ ทำเอาลอร่าพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่


“อเล็กซ์....”


“คือ... แม่ฉันฝากมาให้น่ะ...” อเล็กซ์พูดพลางยื่นดอกไม้ไปให้หญิงสาวโดยพยายามปกปิดอาการขวยเขินเอาไว้ เพราะไม่เคยคิดว่าต้องมาให้ดอกไม้กับแฟน
ต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้เลยในชีวิต


ลอร่ามองดูอเล็กซ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มให้และรับดอกไม้ช่อนั้นเอาไว้และกล่าวขอบคุณแฟนหนุ่มที่กำลังออกอาการหน้าแดงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ชายหนุ่มรีบเดินถอย
กลับมาที่เก้าอี้คนดูไปรวมกับแม่และน้องสาวที่มองดูสิ่งที่อเล็กซ์ทำพร้อมรอยยิ้ม


ชั่วโมงถัดมาหลังการแสดงจบลงบรรดาผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านไปกันหมดแล้ว อเล็กซ์ที่กำลังรออยู่ตรงประตูหลังของโรงละครกำลังยืนรอแฟนสาวของตนขณะที่แม่
และน้องสาวพากันกลับบ้านไปแล้วก่อนหน้านี้ ลมหนาวที่พัดเข้ามากระทบร่างทำเอาร่างกายสั่นสะท้านไปหมดแม้จะสวมเสื้อกันหนาวเอาไว้แต่อากาศอันหนาวเหน็บ
ของฤดูหนาวในมินเนสโซต้านี้ก็สร้างความทรมานให้กับอเล็กซ์ได้โดยไม่ยากเย็นนัก


ชายหนุ่มมายืนรออยู่ที่ตรอกด้านหลังของโรงละครเก่าๆนี่ได้ยี่สิบกว่านาทีหวิดๆจะครึ่งชั่วโมงอยู่แล้วหากรวมเวลาทั้งหมดอเล็กซ์ก็ยืนรออยู่ตรงนี้ชั่วโมงครึ่งทั้งที่หนาว
จนตัวแทบจะแข็ง จนกระทั่งเสียงเปิดประตูบานเก่าๆขึ้นสนิมดังขึ้นอเล็กซ์หันไปมองทางประตูพบบรรดาทีมงานและนักแสดงหลายคนกำลังทยอยเดินออกมาพร้อม
การสนทนาที่ดังจอแจ ดูจากสีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่ากำลังมีความสุขพอดูสังเกตจากรอยยิ้มที่อเล็กซ์ไม่ได้เห็นมานาน


ก็นะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวงของพวกกองกำลังมืดที่วันๆไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนี้มาเป็นเดือนๆก็ไม่แปลกหรอก...


อเล็กซ์มองดูและสังเกตผู้คนที่ทยอยออกมาจากประตูบานแคบๆนั่นคราวละหลายๆคน จนกระทั่งคนที่เขารอคอยเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวอีกสองคนที่เดินออกมาด้วยกัน
และยังพูดคุยกะหนุงกะหนิง สนุกสนานกันตามประสาผู้หญิงและเมื่อสามสาวรู้ตัวว่าโดนมองอยู่พวกเธอก็หยุดที่ตรงหน้าของอเล็กซ์ซึ่งกำลังยืนพิงผนังตรอกรออยู่ข้างๆถังขยะ
ใบใหญ่


“ท่าทางประชุมกันนานนะว่าไหม ซิลเวีย แอ๊บบี้...”


“อเล็กซ์ นี่นายมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย!” หญิงสาวตัวสูงเสียงแผดแสบแก้วหูแม้จะพูดเบาๆและมีความเป็นผู้นำคนนี้คือซิลเวียพี่สาวของอบิเกลหรือแอ๊บบี้สาวร่างเล็กตัวเตี้ยสุด
ในบรรดาสามคนรองจาก ลอร่าเธอดูท่าทางขี้อายนิดๆและแว๊บแรกที่เห็นอเล็กซ์สองพี่น้องคู่นี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่า อเล็กซ์มาเข้าชมการแสดงละครเวที
ของพวกเธอด้วยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว


“ขี้ลืมจังนะซิลเวีย ฉันเคยบอกไปแล้วนี่ว่าฉันย้ายมาอยู่ที่มินเนสโซต้าตั้งสิบปีกว่าแล้ว เธอนี่นะจะกี่ปีก็ไม่เปลี่ยนไอ้เรื่องความจำเนี่ย...” อเล็กซ์พูดแหย่เล่นๆกับหญิงสาว
และเจ้าหล่อนก็แสดงออกทางสีหน้านิดๆแต่ก็ไม่ได้ออกอาการอะไรมาก


“เอ้อย่ะ! แหม่แค่ลืมนิดลืมหน่อยแค่นี้ไม่เห็นต้องว่ากันเลยนี่นา โลกกลมแบบนี้สงสัยคงต้องฉลองกันหน่อยแล้วว่าไหมแอ๊บบี้?”


“คะ... ค่ะ สวัสดีอเล็กซ์...”


“สวัสดีแอ๊บบี้ เอาเถอะมายืนตรงนี้มันก็กระไรอยู่ ไปหาอะไรกินที่บ้านฉันก่อนไหมท่าทางฟิโอต้องดีใจแน่ เธอเตรียมสตูว์เอาไว้เยอะเลยนะ” อเล็กซ์กล่าวชวน


“งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ!!”



-----------------------------------------------------------------------------------------------



หลังจากนั้นทั้งหมดก็ตรงกลับมาที่บ้านของอเล็กซ์ในทันทีและบรรยากาศแรกที่รู้สึกได้คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฟิโอที่ยิ้มแย้มออกมาหลังการมาเยือนของแขกทั้งสามคน
รวมทั้งแม่ของอเล็กซ์เองก็ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเองให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน บรรยากาศอันเงียบเหงาเริ่มหายไปเมื่อสาวๆทั้งสามคนมาเยี่ยมเยือน ท่ามกลาง
อากาศหนาวๆเช่นนี้สตูว์เนื้อวัวก็นับว่าเป็นอาหารเลิศรสที่ช่วยให้บรรเทาจากความหนาวเหน็บได้ การที่มีแขกมาร่วมทานอาหารเย็นด้วยแบบนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ก็ยิ่งครื้นเครงเข้าไปอีก


กว่าชั่วโมงกับการรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงหัวเราะมากมายที่อเล็กซ์ไม่ได้สัมผัสมานานมากไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแต่รู้สึกว่ามันนานมากจริงๆมันทำให้รู้สึกนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่อเล็กซ์และทุกคนยังเป็นเด็กๆวันที่ทุกคนยังได้ยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ทุกคนต่างก็มีหนทางในชีวิตเป็นของตัวเองและในวันนี้
ทุกคนก็ได้มารวมตัวกันอีกครั้งในมื้ออาหารเล็กๆที่ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก หลังจากมื้อเย็นจบลงและจัดที่จัดทางทุกอย่างเข้ารอยแล้ว ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ห้องของอเล็กซ์
เพื่อพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน และการพูดคุยดูจะออกรสมากทีเดียวฟังจากเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานอกห้องจนได้ยินชัดเจน


“ให้ตายสิจริงเหรอที่เธอหาแฟนได้แล้วน่ะซิลเวียไม่อยากเชื่อว่ะ! หมอนั่นโชคร้ายชะมัดเลยว่าไหม จะรู้ไหมว่าเมื่อก่อนเธอน่ะยังคิดจะบังคับให้ฉันมาจีบเธอเลยนะเนี่ย!!”
อเล็กซ์พูดแซวและไม่ลืมที่จะหัวเราะลั่นก๊ากออกมาอย่างบ้าคลั่งเป็นของแถมทำเอาซิลเวียต้องขว้างหมอนอัดหน้าใส่อเล็กซ์ด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นทันตา


“เงียบไปเลยย่ะ! ว่าแต่นายเถอะไม่นึกว่าจะไปเข้าไอ้หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอะไรนั่นด้วย แล้วเป็นไงบ้างล่ะนั่น”


“ก็ยุ่งๆล่ะน่าเบื่อพอดูชมออกไปไล่ยิงพวกตัวประหลาดไม่ก็อพยพชาวบ้านอาทิตย์ละครั้งได้มั้ง จนถึงตอนนี้ยังหาตัวการไม่ได้เลย” อเล็กซ์โกหกให้เนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถ้าหากบอกว่าตอนนี้เขาทำงานในระดับที่เบื้องลึกกว่านั้นมากแม่สาวแปดหลอดแบบซิลเวียคงได้กรี๊ดทำกระจกแถวนี้แตกหมดแน่คุณเธอยิ่งตกใจง่ายอยู่ด้วย


“แล้วจะกลับไปเมื่อไหร่ล่ะอเล็กซ์?” อบิเกลถาม


“คงอีกหกวันล่ะมั้งถ้ามีเหตุสุดวิสัยคงถูกเรียกตัวกลับไปทันทีได้เหมือนกัน” อเล็กซ์ตอบ


“เหนื่อยหน่อยนะอเล็กซ์แต่อย่าฝืนตัวเกินล่ะ ฉันยิ่งห่วงๆอยู่ได้ข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตายไปหลายรายแล้วด้วย”


“ฮั่นแน่ห่วงเขาอะดิ!” ซิลเวียหรี่ตายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางเลื้อย (?) เข้ามาใกล้ๆลอร่าราวกับเป็นงูไม่มีผิด


“ก็แค่... อยากให้ระวังตัวเท่านั้นล่ะ ฉันเองก็เสียพ่อไปเพราะเรื่องแบบนี้เหมือนกันเพราะงั้น...”


อเล็กซ์มองดูแฟนสาวของตัวเองที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแบบเงียบๆก่อนจะเข้าไปหาและดึงร่างของเธอเข้ามากอดเบาๆแนบชิดกายและตบหลังเป็นเชิงปลอบ
โดยไม่เกรงใจสองพี่น้องที่นั่งมองตาดำๆอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย นาทีนี้ใครมองยังไงเขาไม่สนอยู่แล้วอเล็กซ์เข้าใจในความสูญเสียงนั่นดีพอๆกับลอร่า


“พี่คะหนูเจออะไรด้วยล่ะ! อุ๊ย!!”


ช่วงที่ทุกอย่างกำลังเดินไปอย่างสวยงามคำว่า ‘มารผจญ’ ก็มักโผล่มาขวางได้ไม่ว่าเวลาไหนและก็ดวงซวยของอเล็กซ์ที่คราวนี้มารผจญที่ว่าดันเป็นน้องสาวสุดเลิฟของเขา
ฟิโอไม่พูดพร่ำทำเพลงหรือเคาะประตูตามมารยาทเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมถืออะไรมาด้วยในมืออย่างร่าเริง พอเข้ามาครู่เดียวก็เห็นภาพที่พี่ชายกำลังกอดกับแฟนอยู่
ก็หยุดชะงักเหมือนมีใครบางคนมากดปุ่มหยุดพักในเครื่องเล่นดีวีดีเอาไว้


“ฟิโอ!?”


“ขอโทษคะไม่นึกว่าจะมาขัดจังหวะเพราะงั้นต่อเลยค่ะตามสบาย” หญิงสาวพูดพลางค่อยๆปิดประตูห้องอย่างช้าๆเป็นทำนองว่าขอโทษและปล่อยให้ทั้งสองคนจู๋จี้กันตามสบาย


“เฮ้ย! กลับมาก่อนฟิโอเข้าใจผิดแล้ว!!”


“ว้าย!!”


อเล็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดประตูแล้วก็ลากตัวน้องสาวเข้าห้องไปอย่างไวโดยไม่สนร่างกายอันบอบบางของน้องสาวว่าจะหักหรือเสียหายอะไรไหม อเล็กซ์คว้าตัวเธอเข้าไปในห้อง
อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ตุ๊กตายัดนุ่นธรรมดา จนสุดท้ายอเล็กซ์ก็ต้องอธิบายเรื่องให้ฟังอยู่พักใหญ่กว่าฟิโอจะเข้าใจว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิด


“อ๋อ... แหะๆ ขอโทษค่ะพี่!” หญิงสาวเกาหัวพลางหัวเราะอย่างอามรณ์ดีที่เข้าใจผิดเมื่อครู่


“ทีหน้าทีหลังหัดเคาะประตูบ้างสิ โผล่มาแบบนั้นพี่ตกใจนะรู้ไหมยัยตัวดี” อเล็กซ์เอามือขยี้หัวน้องสาวตัวแสบอย่างเอ็นดูหลังเพิ่งทำให้ตกใจไปเมื่อครู่นี้


“ขอโทษค่ะพี่ แหะๆ พอดีหนูไปเจอของเจ๋งๆเข้าคิดว่าพี่น่าจะอยากดูด้วยนะคะ” ฟิโอยิ้มแป้นก่อนเอาสิ่งที่ถือมาด้วยในตอนแรกให้อเล็กซ์ไป อเล็กซ์รับของเจ๋งๆที่ว่านั่น
เอาไว้ด้วยความสงสัย


ที่ฟิโอเอามานั้นเหมือนจะเป็นหนังสือแต่มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือและดูจากความหนาอะไรต่อมิอะไรแล้วมันใหญ่เกินกว่าจะเป็นหนังสือดูแล้วไม่น่าจะใช่ คงจะเป็น
อัลบัมภาพถ่ายอะไรพวกนี้มากกว่าดูจากความหนาของปกและสภาพที่เก่าแก่หลายสิบปีแล้วน่าจะใช่ อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเห็นแม่เอามันออกมาจัดภาพและดูเป็นครั้งคราว
เมื่อหลายปีที่แล้ว ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นอีกครั้งในวันนี้


อเล็กซ์ลองเปิดอัลบัมเล่มนั้นดูและภาพแรกที่ได้เห็นคือภาพของเด็กทารกที่เพิ่งออกจากท้องแม่มาใหม่ๆ อเล็กซ์จำได้ดีเพราะนี่คือภาพของตัวเขาเองพวกสาวๆที่เห็นภาพนั้น
ครั้งแรกต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาพร้อมๆกัน


“นายตอนแบเบาะนี่น่ารักดีเหมือนกันนี่ ไม่อยากเชื่อว่าที่เห็นในรูปนี้จะเป็นคนเดียวกับนายทหารบ้าเลือด ปากเสีย เจ้าอารมณ์ ชอบความรุนแร-”


ผัวะ!!


“เลิกนินทาเผาขนได้แล้วน่ายัยผู้หญิงถึกปากเสีย หาแฟนที่ไม่บอกเลิกกับเธอทันทีให้เจอก่อนดีกว่าน่า...” อเล็กซ์จับหมอนฟาดเข้าใส่หัวของซิลเวียอย่างแรงทำเอาคุณเธอ
หน้าฟาดพื้นไปเป็นเด้งที่สอง หญิงสาวเอามือลูบหน้าผากเหม่งๆของเธอไปมาอย่างไวด้วยความเจ็บปวดเหมือนน้ำตาแทบเล็ดซึ่งในความจริงแล้วไม่มีใครคิดสงสารแม้แต่อบิเกล
น้องสาวของเธอยังหัวเราะคิกคักออกมาแบบไม่เกรงใจพี่แม้แต่นิดเดียว


“แต่จะว่าไปก็น่ารักดีนะคะ ตายแล้ว! ไหงภาพนี้ถึงได้ดูดำนักล่ะคะ?” อบิเกลร้องอุทานพลางชี้มือไปที่ภาพถ่ายภาพหนึ่งมันได้ได้ดำเพราะทั้งภาพมีแต่สีดำหรือว่าเสียหายอะไร
อย่างที่เข้าใจ แต่มันเป็นภาพของอเล็กซ์ในวัยน่าจะสักเจ็ดแปดขวบกำลังโดนเขม่าควันเกาะอยู่เต็มใบหน้าและมีภาพที่แม่ในวัยสาวกำลังถือไม้ไล่ตีเขาอยู่


“อ๋อ ภาพนั้น ตอนที่พี่หัดทำระเบิดครั้งแรกแล้วเกิดพลาดเผลอระเบิดโรงรถน่ะ” ฟิโออธิบายเสริมซึงอเล็กซ์ห้ามเอาไว้ไม่ทัน


อเล็กซ์ไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนี้มากนักเพราะเรื่องคราวนั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่อเล็กซ์ไม่อยากจะจำมันมากนัก บอกได้คร่าวๆว่าอเล็กซ์ลองสร้างระเบิด ที่จริงมันคือ
ประทัดขนาดใหญ่มากกว่าอเล็กซ์สร้างมันตามข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและหลังจากนั้นหายนะบังเกิดเมื่อส่วนผสมเกิดติดไฟขึ้นมาก่อนจะปะทุไฟพรึบขึ้นทันทีแบบไม่มีการเตือน
ผลที่เกิดคือไฟไหม้โรงรถและเขม่าควันที่เกิดทำเอาอเล็กซ์ตัวดำปิ๊ดปี๋ไปร่วมสองวัน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นแม่โกรธซะด้วย


ทั้งหมดเปิดดูอัลบัมภาพรูปแล้วรูปเล่าดูกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลากันหมด แต่ละรูปมีทั้งรูปดีๆและรูปที่ดูแย่บ้าง ถึงสมัยนี้จะมีสิ่งที่ล้ำยุคอย่างภาพดิจิตอลและไฟล์ภาพ
แบบเคลื่อนไหวได้ กระนั้นก็ยังสู้ความคลาสสิกของภาพถ่ายแบบเก่าๆไม่ได้อยู่ดีส่วนหนึ่งก็เป็นคุณค่าของการเก็บรักษาที่จะอยู่ไปได้นานตราบเท่าที่ยังมีคนให้ความสำคัญ
อเล็กซ์รู้ถึงข้อนี้ดีแม้ตัวเขาจะชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยก็ตาม ภาพถ่ายภาพแล้วภาพเล่าถูกเปิดออกดูทีละภาพอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นภาพภ่ายของ
พ่อกับแม่ในวันที่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด


วันแต่งงานของทั้งสองคน...


ภาพวันแต่งงานนั้นมันช่างชวนให้นึกถึงแอริโซน่าบ้านเกิดเขาจริงๆเพราะงานแต่งนั้นจัดขึ้นที่แกรนแคนยอนเป็นงานแต่งแบบเรียบง่ายมีแขกฝ่ายแม่มาเป็นส่วนใหญ่ขณะที่
แขกฝ่ายพ่อนั้นอเล็กซ์ไม่คุ้นหน้าเอาซะเลย ชายหนุ่มแทบไม่เคยเจอแขกทางฝ่ายพ่อที่มาร่วมงานแต่งในคราวนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนดูลึกลับไปหมดไม่ต่างอะไรกับพ่อ
ของเขาเลยสักนิด แถมที่ดูแต่ละคนก็น่าจะเป็นทหารกันหมดด้วย ไม่แปลกที่พ่อเขาทำงานอยู่ในกองทัพคงจะมีเพื่อร่วมงานเป็นเซลล์แมนขายเครื่องดูดฝุ่นในกองทัพอยู่หรอก


พวกสาวๆต่างก็มองดูภาพนั้นด้วยความสนอกสนใจมากเป็นพิเศษ มันก็ไม่แปลกนักสำหรับพวกผู้หญิงที่มักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับคู่หมั้นคู่หมาย หนึ่งในเป้าหมายหนึ่งของชีวิต
ที่อเล็กซ์ไม่เคยเข้าใจว่ามันคืออะไรถึงเขากับลอร่าจะคบกันแบบคู่รักแล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มยังไม่เคยคิดอะไรถึงขั้นนั้น ในหัวตอนนี้อเล็กซ์กลับสนใจเรื่องงานมากกว่าเรื่องพวกนี้
เสียด้วยซ้ำ


อเล็กซ์ไม่ได้ใส่ใจกับภาพพวกนั้นมากนักเหมือนทุกทีและเขาคงจะมองข้ามมันไปเหมือนอย่างที่เคยทำ ถ้าไม่เพียงแต่ว่าเขาดันไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างในภาพเข้า...


‘เดี๋ยวก่อนนะตรงนี้มัน... เป็นไปได้งั้นเหรอ!?’


“เป็นอะไรไปน่ะอเล็กซ์ มีอะไรในภาพนี้เหรอ?” อบิเกลถาม


“เปล่าหรอก ก็แค่... นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ท่าทางกลับไปคราวนี้คงมีเรื่องให้พูดหลายเรื่องแน่” อเล็กซ์บอกปัดไปขณะที่ยังตีสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ในหัวของชายหนุ่ม
ตอนนี้เหมือนพบชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องบางอย่างที่เขากำลังสงสัยอยู่และหากมันเป็นจริงคราวนี้คงได้สนุกกันแน่...


อเล็กซ์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หิมะสีขาวที่กำลังโปรยปรายลงมายังพื้นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบทำให้ในหัวรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด พร้อมกับความคิดสงสัย
และความคาดหวังที่อยากจะรู้คำตอบในเร็ววัน



------------------------------------------------------------------------------------------------



“แร๊บบิท! แร๊บบิท!!”


เสียงตะโกนเรียกของซาร่าห์ที่ดังแข่งกับเสียงห่ากระสุนดังขึ้นขณะที่แร๊บบิทกำลังอยู่ท่ามกลางดงศัตรูห่างจากชุดเกราะรบของซาร่าห์ไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ซาร่าห์ต้องรับมือ
เป็นระวิงกับการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม ลำพังแค่กระสุนไรเฟิลเจาะเกราะคงไม่เท่าไหร่หากไม่รวมกับเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังที่กระหน่ำยิงเข้ามาเป็นชุดๆ ชุดรบที่ซาร่าห์
ใช้งานอยู่นั้นต้านได้เต็มที่ก็แค่กระสุนเจาะเกราะถ้าเจอเข้ากับพวกระเบิดหรืออะไรที่แรงกว่านั้นก็บอกไม่ได้ว่าจะทานทนได้แค่ไหน


ยิ่งไปกว่านั้นสภาพของแร๊บบิทก็ดูจะไม่ดีเท่าไหร่เมื่อชายแก่เพิ่งจะถูกยิงเฉี่ยวเข้าที่ขาข้างหนึ่งจนขยับตัวได้ช้าลง ซาร่าห์เลยต้องคอยยิงไปและทำตัวเป็นกำแพงกันกระสุน
ให้แร๊บบิทถอยไปพลางๆแต่มันก็ทำไม่ได้ทุกครั้งเมื่อมีเครื่องยิงจรวดเข้ามาแจมด้วยแบบนี้


ชุดเกราะรบ MECH ของซาร่าห์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเครื่องยิงจรวดและกระสุนเจาะเกราะที่ดาหน้าเข้ามาแม้ตอนนี้จะฝ่ามาได้ถึงชั้นบนสุดแล้วแต่ก็ยังลำบากอยู่ดี
ถึงจะบอกว่าไอ้ชุดนี่มันกันกระสุนก็เถอะแต่ไม่ใช่ว่าจะทานทนคงกระพันถึงขั้นอมตะเสียหน่อย หลังโดนการปะทะจากเครื่องยิงจรวดประทับบ่าไปนัดสองนัดระบบการขับเคลื่อน
ก็เริ่มรวนอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างเริ่มตอบสนองได้ช้าลง กระสุนเหลือน้อย เกราะเริ่มจะต้านทานไม่อยู่ กระจกกันกระสุนมีรอยร้าวหลายรอย เทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงเก็บ
ใหม่ๆแล้วสภาพในตอนนี้ดูไม่ได้เลย


“แย่จริงเชียวแบบนี้ชักจะไม่ไหวแล้วนะ...”


“ระบบผิดพลาดกำลังดึงพลังงานสำรองมาใช้ เริ่มการบายพาสระบบ” เสียงของอลิซปัญญาประดิษฐ์ที่รับหน้าที่การดูแลระบบของชุดเกราะรบเครื่องนี้ยังคงดังอยู่เรื่อยๆ
หลังชุดเกราะรับแรงโจมตีอย่างต่อเนื่องจากคมกระสุนมาเป็นเวลานาน


ซาร่าห์เริ่มหายใจถี่อย่างเคร่งเครียดส่วนมือก็ขยับไปมากดสวิทต์ที่มีอยู่รอบตัวอย่างวุ่นวายเพื่อจัดแต่งระบบของชุดเกราะให้เข้าที่เข้าทาง นึกถึงสมัยที่เธอกับหน่วยโดนล้อม
ตรงช่องแคบในมิสซูรี่เป๊ะเธอต้องรับมือกับพวก คลีนเนอร์ ที่บุกเข้ามาจากรอบด้านด้วยชุดเกราะรบเพียงสี่เครื่องเท่านั้นขณะที่ฝ่ายตรงข้ามประเคนอาวุธหนักถล่มเข้าใส่พวกเธอ
จนชุดเกราะแทบจะทานไม่อยู่ ชุดเกราะรบของเธอและหน่วยเกือบจะกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วในครานั้น แต่ที่รอดมาได้เพราะหน่วยกำลังเสริมของ Z.S.S. โผล่มาช่วยได้ทัน
เวลาพอดี และคราวนี้สถานการณ์มันต่างออกไปเพราะเธอไม่มีกำลังเสริมไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรเลยที่จะมาช่วย เป็นเวลาที่เธอโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง แร๊บบิทก็โดนยิงบาดเจ็บ
จนขยับตัวได้ลำบาก ชุดเกราะรบก็เสียหายหนักแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้วด้วย


แต่จะหยุดตรงนี้ไม่ได้ถ้าไม่ออกไปจากที่นี่ก็ตายสถานเดียว


ขณะที่ซาร่าห์กำลังยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแร๊บบิทก็ยิงแผดเสียงปืนคำรามเข้าใส่พวกศัตรูแบบไม่หยุดหย่อน ในหัวของชายแก่ไม่มีแม้แต่คำว่ายอมแพ้เลยสักนิดทั้งที่ขาเจ็บอยู่
ไม่รวมกับปวดเมื่อยไขข้อเป็นธรรมดาของโรคคนแก่ ปืนลูกซองยังคงพ่นสาดลูกปรายร้อนๆเข้าใส่ใครก็ตามที่เสนอหน้าเข้ามาใกล้มากเกินไป ซาร่าห์ยังคงมองเห็นแร๊บบิท
หลบอยู่ข้างลังเหล็กที่ใช้เป็นจุดกำบังตัวและยิงต่อสู้ไปอย่างไม่ย่อท้อ


“มาเลยสิวะ มาดูกันว่าแกเจ๋งแค่ไหน แน่จริงก็ส่งมาเลย!!” เสียงตะโกนด่าทอตามมาด้วยปืนลูกซองที่ยิงเข้าใส่พวกมันจนร่วงไปอีกคน


“แร๊บบิท! รีบมาเร็วเข้า!!” ซาร่าห์ตะโกนเรียกหลังปรับวงจรพลังงานของชุดเกราะเสร็จ แร๊บบิทรีบลุกขึ้นและเดินกะเผลกๆไปที่ชุดรบของซาร่าห์ที่เวลานี้สภาพของมัน
ไม่ได้ต่างอะไรกับเศษเหล็กเคลื่อนที่ได้เลยสักนิด


ซาร่าห์ต้องคิดอย่างหนักเพื่อจะหาทางประคองให้ไอ้เจ้าชุดรบสับปะรังเคนี่เดินไปให้ถึงทางออกให้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องยากเมื่อต้องคอยระวังห่ากระสุนที่จะพุ่งเข้าเจาะ
จากด้านหลังอยู่เนื่องๆ ซาร่าห์คงไม่มีปัญหาถ้าต้องหลบอยู่หลังกระจกกันกระสุนอย่างหน้าหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้าทั่วทั้งตัว แต่แร๊บบิทแทบจะเป็นตรงกันข้าม ชายแก่
ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กลางดงกระสุนโดยมีเพียงแค่ขาของชุดเกราะรบที่โดนกระสุนเจาะจนยับเยินเป็นที่กำบังเท่านั้นยิ่งผ่านไปนานความกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนเหมือน
ร่างกายจะหายใจลำบากขึ้นทุกขณะเสียงปืนของแร๊บบิทยังคงดังอยู่เรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลหยดอยู่ตามทางเหมือนจะเป็นสิ่งที่แร๊บบิททำเป็นไม่สนใจมันและดูจะเรียกว่า
ไม่ยี่หระต่อความเจ็บปวดเลยสักนิดก็ว่าได้


“ระบบผิดพลาดความดันรั่ว พลังงานเหลือแค่ 31% กระสุนไม่เหลือ ระบบอาวุธไม่ทำงานเราไม่เหลือทางเลือกแล้ว!!” ซาร่าห์ร้องออกมาคล้ายจะอยากเอาหัวโขกแป้นให้ได้
สภาพของชุดเกราะเกินเยียวยาแล้วจริงๆ แค่ขยับตัวตอนนี้ยังลำบากเลย


“ยังมีอีกอย่างหนึ่งค่ะ...”


“อีกอย่างหนึ่ง? มีอะไรอีกรึไงอลิ-”


โครม!!


ยังไม่ทันจะพูดจบอยู่ๆร่างของซาร่าห์ก็โดนดีดออกมาจากห้องคนขับแบบไม่ทราบสาเหตุ ซาร่าห์ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะเสียหลักตอนลอยออกมายังดีที่ประสาทส่วนใหญ่
ยังไวพอจะทรงตัวทันทีที่ถึงพื้น หลังตั้งสติได้เธอก็เห็นว่าชุดรบจักรกลที่เธอเพิ่งเข้าไปนั่งควบคุมอยู่จนเมื่อครู่นี้มันกำลังขยับได้เองและเอาตัวเข้ากำบังเธอกับแร๊บบิทเอาไว้


“รีบ... ไปค่ะ.... ดิฉัน... จะต้าน.... เอา... ไว้...” เสียงของอลิซดังออกมาจากชุดเกราะรบนั่น และท่าทางไม่ดีเอาซะเลยเพราะเสียงสั่นมาก อลิซกำลังควบคุมชุดเกราะของ
ซาร่าห์และบังคับแทนร่างเอาไว้เพื่อเป้าหมายเดียวคือการซื้อเวลาให้ทั้งสองคนหนีออกไป


“เดี๋ยวก่อนอลิซ!!”


“รีบไป... ค่ะ...”


ไม่มีการรีรออลิซที่เข้าควบคุมชุดเกราะรบ MECH แบบเต็มตัวพุ่งตรงเข้าหาศัตรูเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ ซาร่าห์ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้เมื่ออลิซเดินฝ่าดงกระสุนเข้าไปก่อน
เธอจะทันได้ค้านอะไรขึ้นมา หญิงผมแดงเลยตัดสินใจเข้าไปพยุงร่างของแร๊บบิทที่กำลังล้มอยู่ข้างๆแทน อีกไม่กี่เมตรก็ถึงทางออกแล้วเธอต้องพยายามให้มากกว่าเดิม
ถ้ายังอยากจะรอดออกไปได้แบบเป็นๆ


ยิ่งผ่านไปนานกระสุนก็ยิ่งเพิ่มเข้ามามากขึ้น ซาร่าห์คว้าเอาปืนกลเบาที่ติดมาด้วยยิงกราดไปด้านหลังอย่างดุร้ายเพื่อเปิดทางให้แร๊บบิทเผ่นออกมาได้ทันเวลา ชุดรบที่อลิซ
ควบคุมอยู่คงถ่วงเวลาได้ไม่นานก่อนที่จะพังเป็นเศษเหล็ก เธอต้องลากแร๊บบิทออกมาจากดงกระสุนโดยไวก่อนเรื่องที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นและมันก็ไม่ง่ายเลยกับหญิงผมแดง
อายุเหยียบสี่สิบกลางๆที่ต้องลากผู้ชายขาเดี้ยงตัวหนักกว่าแปดสิบกิโลออกจากดงกระสุนที่ยิงไปมาภายในบ้านแคบๆหลังหนึ่ง ระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรเหมือนยืดยาว
เป็นกิโลขณะที่ซาร่าห์ต้องลากแร๊บบิทที่ยังคงมีบาดแผลที่ขาดเลือดไหลไม่หยุดออกมา


และฝ่ายข้าศึกก็ดูจะจับทางได้หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเลยมีฝนกระสุนสาดเข้ามาตรงจุดที่ทั้งสองคนอยู่เดือดร้อนต้องรีบเผ่นแยกกันไปหลบกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ตามยถากรรม ซาร่าห์อยู่ใกล้กับทางออกเพียงไม่กี่เมตรขณะที่แร๊บบิทหลบอยู่หลังซากของเก่าท่ามกลางห่ากระสุนที่ยิงเข้าใส่อยู่เนื่องๆ แร๊บบิทยิงโต้อีกฝ่ายกลับไปพร้อมทั้ง
สบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ซาร่าห์ฟังไม่ออกว่าที่แร๊บบิทกำลังคำรามใส่นั้นหมายถึงอะไรแต่เชื่อเลยว่าถ้าพ่อแม่ของชายแก่มาได้ยินคงไม่ปลื้มแน่


“แร๊บบิทรีบวิ่งมาเร็วเข้า!” ซาร่าห์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนที่กำลังลั่นเข้าใส่อยู่เนื่องๆให้แร๊บบิทรีบฝ่าออกมาในขณะที่ยังมีโอกาส พูดให้ขำยังไงมันก็ไม่เห็นว่าจะมีโอกาสอะไร
อยู่เลยสักนิดแร๊บบิทขาเจ็บเคลื่อนไหวได้อืดอาดมาก แค่ก้าวออกมายังไม่พ้นที่กำบังก็คงจะโดนยิงตายคาที่ก่อนจะมาถึงเธอเสียอีก


“ฉันไปไมไหวขาฉันไม่มีความรู้สึกแล้ว... เธอรีบไปซะซาร่าห์!” แร๊บบิทพูดพลางเอาเชือกสายรัดเหนือปากแผลเพื่อห้ามเลือดเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะเสียเลือดจนตาย
ก่อนจะหันไปคว้าเอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนอีกเพียงน้อยนิดขึ้นมาเตรียมเอาไว้


“พูดบ้าอะไรของนายแร๊บบิท ฉันไม่ทิ้งนายหรอกนะไม่มีวัน!”


“มองความจริงซะสิซาร่าห์ถ้าเธอโดนจับได้ก็จะไม่มีใครเปิดโปงเรื่องของพวกมัน ทุกอย่างที่ฉันและเธอเสียไปก็ต้องเปล่าประโยชน์ รีบไปซะไม่ต้องห่วงฉัน!!” แร๊บบิทคำรามลั่น
ก่อนยิงโต้ไปนัดหนึ่ง แววตาของชายแก่ที่จริงจังในทุกคำพูดและไม่ลังเลที่จะทำอย่างที่พูด


ซาร่าห์มองดู DSM ที่บรรจุข้อมูลความลับบางอย่างที่บอกไม่ได้ว่าลับแค่ไหนกับแร๊บบิทที่กำลังโดนยิงเลือดอาบอยู่ข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร ชายแก่กำลังสู้สุดความสามารถ
เพื่อให้เธอมีโอกาสหนีไปได้ตราบเท่าที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่ ความลังเลและสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุดทำให้ซาร่าห์ต้องตัดสินใจจากหลายสิ่งที่เธอต้องคิดในเวลาเพียง
ไม่กี่วินาทีจนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด


“ก็ได้แร๊บบิท... อย่าตายนะนายยังติดค้างดินเนอร์ฉันอยู่...”


“ไม่มีปัญหาแม่ยอดหวานใจหลังจบเรื่องนี้ จะให้เลี้ยงมากกว่ามื้อเดียวยังได้เลย!!” เสียงตอบรับและเสียงปืนดังขึ้นแทบจะในเวลาเดียวกันแร๊บบิทเอาแรงเฮือกสุดท้าย
เท่าที่ยังเหลืออยู่ต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ รอยยิ้มที่แสดงออกบนไปหน้าของชายแก่ท่ามกลางสะเก็ดระเบิดที่ปะทุขึ้น ณ เวลานั้นบ่งบอกว่ามันคือการปั้นยิ้มขึ้น ซาร่าห์
ทำเพียงแค่หันหลังและวิ่งตรงไปที่ประตูทางออกทิ้งแร๊บบิทให้อยู่ที่นั่นแบบไม่เต็มใจนัก


ภายในบ้านที่ยังคงมีเสียงปืนดังระงมมาจากสองด้าน แร๊บบิทยิงกระสุนนัดสุดท้ายออกจากรังเพลิงก่อนโยนปืนลูกซองที่ไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้วทิ้งไป แร๊บบิทดึงเอามีด
ที่เหน็บอยู่ในซองข้างเอวออกมาแทน ฝ่ายตรงข้ามยังไม่รู้ว่ากระสุนเข้าหมดแล้วแต่คงอีกไม่นาน เช่นเดียวกับอลิซที่กำลังคุมชุดเกราะรบเข้าปะทะกับพวกศัตรูก็เสียหายยับเยิน
เกินกว่าจะขยับได้อีกต่อไปแล้ว ชุดรบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยพรุนของกระสุนล้มลงดังโครมพร้อมกับวงจรที่ช๊อตประกายไฟจากความเสียหาย


พวกศัตรูที่เริ่มรู้ตัวว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตอบโต้อะไรได้อีกแล้วก็พากันทยอยออกมาจากที่กำบังทีละราย แร๊บบิทแนบมีดเข้ากับลำตัวสูดลมหายใจเต็มที่พร้อมตะลุมบอน
ในอีกไม่กี่อึดใจ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงซ่าๆที่ฟังได้ไม่ประติดประต่อที่ดังมาจากภายในห้องคนขับของชุด MECH ที่อลิซควบคุมอยู่ได้ใจความว่า...


“ระบบ... ล้ม... เหลว... เข้าสู้ระบบ.... ทำลายตัวเอง.... เริ่ม... นับถอย... หลัง... สาม.... สอง... หนึ่ง...”


เสียงแจ้งเตือนที่ดังไม่ปะติดปะต่อกันของอลิซทำให้แร๊บบิทรู้ถึงชะตากรรมของตนเองที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าชายแก่กลับไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดในทางตรงกันข้าม
เขากลับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังมีความสุขหรือได้เจอเรื่องดีๆเสียด้วยซ้ำ


“แล้วเจอกันนะซาร่าห์...”


ตูม!!


แสงสว่างวาบที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตาพร้อมกับเสียงฉีกกระชากที่ดังจนแทบไม่รับรู้ถึงอะไรอีกหลังจกนั้นเกิดขึ้น แร๊บบิททำเพียงนอนนิ่งหายใจเบาๆและมองออกไปที่ทางออก


แรงระเบิดจำนวนมหาศาลขนาดถล่มตึกราบได้ทั้งหลังเกิดขึ้น เสียงที่เกิดจากแรงอัดอันมหาสารดังไปถึงสามบ้านแปดบ้านจนได้ยินกันทั้งแถบ ซาร่าห์เหลียวหลังหันกลับไป
มองดูอาคารที่เธอเพิ่งจะวิ่งออกมากำลังถล่มด้วยแรงระเบิดมีไฟลุกท่วมเป็นหย่อมๆ แร๊บบิทยังคงอยู่ในนั้นด้วยตอนที่มีการระเบิดขึ้นซาร่าห์มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
โดยไม่พูดอะไรออกมา ในมีของเธอก็กำเครื่อง DSM เอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกทรมานใจ ถึงตอนนี้เธออยากจะวิ่งกลับไปดูแต่กลับต้องเบือนหน้าหนีและวิ่งออกห่างจากที่นั่น
ให้ไวที่สุดท่ามกลางเสียงไซเร็นของรถดับเพลิงหรือรถตำรวจที่กำลังแห่เข้ามาคุมสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดไปหยกๆ การตัดสินใจครั้งนี้เธอไม่สามารถถอยหนีได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของซาร่าห์คือ วิ่งต่อไปและวิ่งต่อไป....



--------------------------------------------------------------------------------------------------



หลังกลับถึงฐานรันฟาก็ต้องรีบแบกเพื่อนร่วมหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บในภารกิจนับว่ายังดีที่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เดือดร้อนแพทย์สนามแบบเธอเอาการ
เพราะหมอประจำฐานมีไม่พอรันฟาเองก็ได้รับบาดเจ็บมาเหมือนกันแต่ก็เพียงแค่แผลถลอกเมื่อเทียบกับรายที่โดนยิงแล้วมันคนละเรื่อง ที่น่าแปลกคือภารกิจนี้ดันไม่มีใครตาย
สักคนที่รันฟาแปลกใจไม่ใช่ทหารพวกนี้หากแต่เป็น วิง ที่รันฟาเห็นกับตาว่าโดนจรวดต่อต้านอากาศยานยิงเข้าใส่แบบจังๆแล้วแท้ๆ แต่ตรงกันข้ามหลังผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง
รันฟาก็เห็นเจ้าตัวออกมาเดินได้แบบหน้าตาเฉยโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเสียด้วยซ้ำ


มันประหลาดมาก ประหลาดเกินไปสำหรับหลายคนด้วยซ้ำ ยิ่งรันฟาที่เป็นทั้งแพทย์สนามมีประสบการณ์มาพอสมควรในการรักษาคนเจ็บนสนามรบก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ถึงที่ผ่านมาหลายเดือนเธอจะทั้งเห็นและสัมผัสอะไรแปลกๆจากคนของสเป็คเตอร์มามาก ทั้งพวกกลายพันธุ์มีความสามารถพิเศษ หรือพวกมนุษย์ธรรมดาที่ดันมีทักษะ
เหนือมนุษย์มนาทั่วไปมันก็ยังไม่แปลกเท่ารายนี้


จะว่าไปแล้วรันฟาเคยสังเกตหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มนักบินเหินเวหาจอมทะเล้นรายนี้ที่เรื่องราวนั้นค่อนข้างจะคลุมเครือและลึกลับจนเดาไม่ออกถึงปกติเจ้าตัวจะชอบทำตัว
เด่นแบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเลยก็ตามแต่ก็ยังอุตส่าห์มีเรื่องให้รันฟาหยิบมาสงสัยได้หลายอย่าง เช่น ทั้งเรื่องที่ว่าเธอไม่เคยเห็นหมอนี่มีแผลเป็นเลยเมื่อเทียบกับสมาชิก
ทุกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน หรือว่าเรื่องที่เจ้าตัวมักจะใส่ชุดแบบเดิมตลอดรันฟาคิดว่ามันน่าจะเป็นชุด EXO รูปแบบหนึ่งที่แปลกใจคือวิงยังสวมมันตลอดเวลาไม่เคยถอดออกทั้งที่
มันน่าจะหนักมากโขอยู่สำหรับหนุ่มร่างบางผอมแห้งอย่างวิง และอย่างสุดท้ายคือเธอไม่เคยเห็นวิงออกมากินอะไรร่วมกับชาวบ้านเขาเลยสักครั้งอย่างน้อยที่สุดหกเดือนก็น่าจะ
มีสักครั้งที่บังเอิญเห็นวิงออกมาสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนบนโต๊ะอาหารบ้างแต่นี่กลับไม่เคยเห็นเลยสักครั้งก็นับว่าแปลกทั้งที่สมาชิกคนอื่นของสเป็คเตอร์ต่างก็เห็นมาหมดแล้ว
ยกเว้นรายนี้รายเดียว


แต่ครั้นจะสอบถามรอบตัวก็ดันมีงานล้นมือซะอีก คนเจ็บมากมายมารอแถวกันเรียงเข้ามาให้เธอดูอาการและทำแผลให้ถึงหลักๆจะไม่ได้มีอะไรมากแต่เธอก็ต้องทำตามคำร้องขอ
ของหัวหน้าพยาบาลประจำฐานอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นของเลือดผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อและอะไรต่อมิอะไรจากสนามรบลอยตลบไปทั่วทั้งห้องพยาบาลจนรันฟาแทบจะเป็นลม
อยู่รอมร่อเพราะเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากสนามรบพร้อมกับพวกหน่วยฮาวด์ในห้องพยาบาลนี่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับเสียงบ่นเสียงคุยจอแจของหลายคนที่โดนยาฆ่าเชื้อราดแผล
จนเผลอโวยวายออกมาเล็กน้อยอีก


กว่าจะเสร็จงานก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมงเมื่อคนเจ็บรายสุดท้ายออกจากห้องไปเหลือแต่พวกที่อาการหนักต้องนอนในห้องพยาบาลที่หัวหน้าพยาบาลต้องดูแลเอง รันฟาไม่คิดจะ
ทำโอทีอยู่แล้วเพราะงั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะผละตัวออกมาจากห้องพยาบาลพร้อมทั้งถอดถุงมือยางออกและหายใจเข้าให้เต็มปอดสักเฮือก ในเวลานี้หญิงสาวอยากจะไปอาบน้ำ
แล้วนอนพักให้หายเหนื่อยสักทีแต่ก็ดันติดที่ว่ามีคนมารอเธออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้มาแปลกเพราะคนที่มายืนรอเธอกลับเป็นวัลคิลลี่สาวน้อยจากหน่วยพีเจี้ยน เด็กหญิงวางมาด
ท่าทางแบบผู้ใหญ่เกินตัวและยังคาบแผ่นสาหร่ายเอาไว้ในปากเหมือนพวกแมวไม่มีผิด


“รสชาติไม่เลวนะว่าไหมสาหร่ายแผ่นของญี่ปุ่นเนี่ย” แผ่นสาหร่ายถูกฉีกเป็นชิ้นๆและบดด้วยรามไปมาก่อนกลืนลงท้องของวัลคิลลี่ไปแบบไม่มีใครคิดถึง รันฟามองดูท่าทีของ
เด็กหญิงก็รู้สึกได้ว่าเธอคงมีบางอย่างที่ต้องการจากเธออยู่


“เธอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ ถ้าเธอเจ็บแล้วเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ก็เชิญข้างในห้องพยาบาลนะ ฉันจะไปพักแล้ว” รันฟาตอบส่งๆกลับไปบอกตามตรงว่าเธอไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่าย
ที่มีท่าทีคุกคามมากนักในตอนนี้ แต่ท่าทางเด็กหญิงจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆด้วยนี่สิ


“ก็แค่มาเดินเล่นเท่านั้นแล้วก็อีกอย่างฉันอยากได้บางอย่างของเธอซะด้วยถ้าเธอส่งมันมาดีๆฉันก็ยินดีแลกกับอะไรดีๆที่ฉันมีนะ” วัลคิลลี่พูดขณะยัดสาหร่ายแผ่นสุดท้ายเข้าปาก
และเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาที่มองมาบ่งบอกว่าอีกฝ่ายขี้ตื้อไม่หยุดจริงๆ


“แล้วเธอต้องการอะไรล่ะแม่ตุ๊กตา?” รันฟาถาม


“ดาบของทาล่อนที่เธอได้มาจากตาเฒ่าปืนโหดคนนั้นไง” วัลคิลลี่มองไปที่ดาบทาล่อนซึ่งรันฟาเหน็บเอาไว้ข้างเอวอยู่ตอนนี้


“เธอจะเอาดาบเล่มนั้นไปทำอะไรกัน เธอดูไม่ใช่พวกคลั่งดาบหรืออะไรพวกนี้ซะหน่อยนี่นา” รันฟาถามอีกครั้งและเริ่มสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายมากขึ้น


ดาบของทาล่อนที่เพิ่งได้มาในภารกิจแม้รันฟาจะยังไม่เคยได้ลองใช้หรือทดสอบอะไรสักอย่างแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา และมันยังมีอะไรอีกหลายอย่าง
เกินคาดเดาซ่อนอยู่เล่มนั้นด้วย และจนกว่าจะแน่ใจว่าดาบนั่นปลอดภัยพอหรือไม่มีอะไรตุกติกอยู่ภายในก็ไม่ควรจะมีใครได้เอามันไปใช้หรือทำอะไรทั้งสิ้นและโชคร้าย
คนที่ดันมีความรู้เรื่องดาบดันมีแค่รันฟาคนเดียวในฐาน


การที่วัลคิลลี่คิดจะเอาของที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาบอย่างรันฟายังไม่ยืนยันไปในตอนนี้เธอย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน คงต้องลองปฏิเสธอย่างเป็นมิตรดูเผื่อวัลคิลลี่จะเข้าใจ


“ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย ฉันยังให้เธอไปตอนนี้ไม่ได้หรอกนะถ้าเธออยากได้รอให้ตรวจสอบก่อนได้ไหมแล้วฉันจะเอามาให้เธอเองถ้าแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรน่ะ”


“ไม่... ฉันต้องขอมันเดี๋ยวนี้เลย เพราะงั้นบอกมาว่าเธอต้องการอะไรและกับดาบเล่มนั้น...” เด็กหญิงยังคงดื้อดึงต้องการที่จะเอาดาบเล่มนั้นให้ได้ และแววตาของเธอ
เริ่มส่ออาการไม่พอใจขึ้นมาบ้างแต่รันฟายังคงยืนยันคำตอบเดิม


“แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ให้เธอตอนนี้ล่ะ”


“เกลียดชะมัดตอนเจรจาล้มเหลวเนี่ย... คงต้องใช้วิธีง่ายๆซะแล้วสิ...”


เพี๊ยะ!!


ช่วงจังหวะที่กำลังคุยอยู่ท่อนแขนอันเรียวบางแต่เต็มไปด้วยพลังของวัลคิลลี่ก็พุ่งเข้าหารันฟาอย่างรวดเร็ว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของรันฟาที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วทำให้รันฟา
เอาแขนของตนเองปัดและเบี่ยงวิถีมือของอีกฝ่ายไปได้แบบง่ายๆ เห็นแบบนี้อย่าคิดว่ารันฟาเก่งแค่เพลงดาบเชียว อาจารย์ของเธอไม่ได้สอนแค่วิชาดาบเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง
ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างคาราเต้ด้วยและบวกกับการฝึกแบบเฉียดตายผ่านนรกของคอนเนอร์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอีก แค่ฝ่ามือที่หวดเข้ามาตรงๆของเด็กแปดขวบ
ร่างใหญ่แค่นี้อย่าหวังจะล้มรันฟาได้เชียว


“ขยับตัวไม่ไวเลยนะถ้ามีเรื่องกันตรงนี้มีสิทธิเป็นผีเฝ้าทางเดินได้เลยนะ ถ้าบอกป้องกันตัวใครก็ต้องเข้าใจทั้งนั้น เราต่างคนต่างถอยไปไม่มีเรื่องดีกว่าไหม... ขอล่ะ” รันฟา
พยายามพูดกล่อมทำยังไงก็ได้ที่จะเจรจาให้ได้อย่างสันติที่สุด แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ยอมทำตามง่ายๆ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้นสีหน้า
ของวัลคิลลี่บอกชัดว่าครั้งต่อไปมันจะแย่กว่านี้


“ไม่... ส่งมาดีๆไม่งั้นจะไม่เตือน...”


รันฟาเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเอนไปทางเลวร้ายแบบที่คิดเอาเข้าจริงอาจจะมากกว่านั้น สายตาของคนรอบข้างเริ่มเพิ่งมาทางเธอกับเด็กคนนี้เข้าให้แล้วด้วย
ถ้าบังเอิญฟาดปากกันตรงนี้มีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่จะให้เธอมอบของอันตรายแบบนี้ให้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำอยู่ดีนั่นล่ะและอีกอย่างเธอรู้สึกว่าเธออยากจะสอน
บทเรียนอะไรให้หน่อย ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจมีเรื่องแบบนี้กล่อมยังไงคงไม่สำเร็จแน่คงต้องให้เป็นอย่างที่เจ้าตัวต้องการ อยากมีเรื่องเจ๊จัดให้!


แต่คงต้องมีเรื่องกันภายใต้ขอบเขตหน่อย...


รันฟาสงบใจให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลาแบบนี้คงต้องทำเป็นใจดีสู้เสือไปก่อน “งั้นก็ได้ฉันจะให้ดาบนั่นกับเธอ แต่มันคงต้องมีเงื่อนไขหน่อยล่ะ...
ถ้าเธอทำได้ก็เอาดาบเล่มนี้ไปได้เลย”


วัลคิลลี่ทำคิ้วขมวดอย่างสงสัย “เงื่อนไข? เงื่อนไขอะไร”


“รู้ไหมในยุคโบราณซามูไรจะพกดาบติดตัวไว้เสมอไม่ว่าเวลาไหนกล่าวกันว่าดาบคือตัวแทนวิญญาณของซามูไรคนนั้นๆ การถูกชิงดาบไปจึงไม่ต่างอะไรกับการชิงวิญญาณ
ของซามูไรคนนั้นไปเลยล่ะ”


“เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่” วัลคิลลี่พูดตัดบท


“หากจะให้ไปแบบง่ายๆมันก็กระไรอยู่ ถ้างั้นเราจะมาทำกันแบบที่พวกซามูไรยุคโบราณทำกันดีไหม เดิมพันวิญญาณด้วยการประลองดาบ ใครชนะก็ได้สิ่งที่ต้องการไป
เอาล่ะว่าไงเงื่อนไขนี้พอรับได้ไหม” รันฟายิ้มออกมาและเธอจงใจเสแสร้งปั้นยิ้มบางส่วนเพราะในใจของเองก็กำลังคิดอย่างว้าวุ่นว่าจะทำยังไงต่อหากอีกฝ่ายไม่สนใจข้อเสนอนี้
มีแววว่าจะได้ปะทะกันกลางทางเดินแคบๆนี่สูงมาก วัลคิลลี่เองก็ดูจะไม่สนใจฟังเหตุผลเท่าไหร่นักถ้าต้องปะทะกันตรงนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่สำหรับทั้งสองฝ่าย


ทางวัลคิลลี่ที่นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิดทบทวนข้อเสนอของรันฟา ทำเอาบรรยากาศเงียบอยู่ได้นานหลายนาทีจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนซึ่งรันฟากำลังรอฟังอยู่


“ก็ได้ถือซะว่าออกกำลังกายเล่นกับพวกมือใหม่อ่อนหัดก็แล้วกัน...”


“อ่อนหัดหรือไม่อ่อนหัดเดี๋ยวก็ได้รู้ แม่ตุ๊กตา”


“อย่าเรียกฉันว่าแม่ตุ๊กตา ยัยจีนขาตะเกียบ!” วัลคิลลี่ตอกกลับก่อนจะรีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่โรงฝึกอย่างว่องไว รันฟาทำเพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งและเหนื่อย
หน่ายในเวลาเดียวกันมองในแง่ดีคือตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้น ของจริงกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก


แน่นอนว่าการประลองครั้งนี้รันฟาพยายามจะไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่กัน หญิงสาวเลยปิดเรื่องทุกอย่างและไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นจนถึงขึ้นดึงความสนใจที่ไม่จำเป็นเข้ามาหาตัวเธอ
อย่างน้อยที่สุดเธอก็อยากจะรีบประลองแล้วรีบเผ่นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ภายในห้องโดโจสำหรับฝึกวิชาดาบนั้นมีคนใช้อยู่เพียงไม่กี่คนโดยส่วนมากจะเป็น
สถานที่สำหรับฝึกศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่าง ยูโด เทควันโด และคาราเต้ซะมากกว่า คนที่ฝึกวิชาดาบญี่ปุ่นในฐานนี้เลยมีแค่รันฟาคนเดียวเท่านั้น และมันก็ดีตรงที่
ได้ความเป็นส่วนตัวไปเต็มๆ


รันฟาเดินตามเด็กหญิงเข้ามาในห้องฝึกก่อนจะวางดาบทาล่อนเล่มยาวที่ใช้เป็นรางวัลของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ตรงข้างๆพื้นของลานฝึกก่อนจะเดินตรงไปที่ตู้ไม้เก่าๆ
และดึงดาบไม้สำหรับฝึกที่อยู่ในตู้นั่นออกมาสองเล่ม รันฟาโยนเล่มหนึ่งให้วัลคิลลี่ไปเด็กหญิงรับเอาไว้กลางอากาศแบบง่ายๆพลางควงไปมาเพื่อสร้างความคุ้นเคย


“เราจะแข่งกันสามไม้ ตีโดนหนึ่งจุดหนึ่งไม้ ชนะสองในสามเท่านั้น สงสัยอะไรไหม?” รันฟาถาม


“มี... เมื่อไหร่จะเริ่มซะทีฉันอยากจะเอาดาบนั่นไปดูเร็วๆแล้ว”


รันฟายิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ใจเย็นๆสิ เวลาต่อสู้เขาห้ามใจร้อน จะต้องทำให้ใจสงบและมีสมาธิ นี่คงไม่มีใครสอนเธอเรื่องนี้หรอกใช่ไหมแม่ตุ๊กตา”


“ที่นี่เราไม่สนเรื่องหลักการหรือวิธีการแนวคิดหรอก แค่ให้ชนะได้วิธีการไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้นล่ะ รีบๆเริ่มได้แล้ว!!”


คำตอบที่มาพร้อมท่าทีเร่งรีบและใจร้อนทำให้รันฟายิ้มออกมาได้โดยไม่มีความเครียดเหลืออยู่เท่าไหร่นัก หญิงสาวค่อยๆเดินไปประจำที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมทั้งลองยกดาบ
เพื่อทำความคุ้นเคยกับน้ำหนักของมันก่อนจะจับดาบสองมือชี้ไปลายดาบไม้ไปข้างหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดี ความจริงถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการเธออยากจะเปลี่ยน
เสื้อผ้าเป็นชุดผ้าญี่ปุ่นสำหรับฝึกวิชาดาบมากกว่าชุดรบขาดๆที่เพิ่งผ่านสมรภูมิมาสดๆร้อนๆเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ก็ช่างเถอะเพราะอีกฝ่ายรีบร้อนมากคงไม่เสียหายอะไรนัก
ถ้าจะประลองกันทั้งๆใส่เสื้อขาดแบบนี้ไป


รันฟาเริ่มจับดาบไม้ให้มั่นและทำใจให้สงบจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การขยับตัวของกล้ามเนื้อทุกมัด แววตา จิตสังหาร ทุกๆอย่างอยู่
ในการมองเห็นของเธอทั้งหมดราวกับภาพทุกอย่างเคลื่อนที่ช้าลงจนหยุดนิ่ง ต่างฝ่ายต่างจ้องมองเข้าใส่กันรอการเคลื่อนไหวที่จะบังเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะเปิดช่องออกมา
ก่อนกัน


ควับ! เปรี้ยง!


ชั่วพริบตานั้นเองรันฟาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารคมกริบที่ปะทะเข้ามาก่อนเธอจะเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณ ยกการ์ดดาบมาทางด้านหลังรับแรงปะทะของเด็กหญิงที่อยู่ๆก็หายไป
จากด้านหน้าและมาโผล่ด้านหลังเธอในพริบตาเดียวหมายจะเล่นงานจากด้านหลังของรันฟา ทั้งความเร็วและพลังนั่นไม่ใช่อะไรที่จะมองข้ามได้เลย รันฟากลิ้งตัวถอยออกมา
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เธอมีเวลาได้หายใจตวัดดาบเข้าใส่อย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว รันฟาทำได้เพียงปัดปลายดาบไม้ของอีกฝ่ายออกไปทางด้านข้าง แต่แรงปะทะ
ที่รับรู้ได้ก็มหาศาลเกินกว่าที่รันฟาจะปัดป้องได้นานนัก ไม่น่าเชื่อว่ารูปร่างที่ดูบอบบางไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวจะมีเรี่ยวแรงที่มากขนาดนี้ รันฟาทำได้เพียงแค่ปัดป้องหลบคมดาบ
เท่านั้นช่องว่างในการสวนกลับแทบไม่มีให้เห็น


รันฟาต้องประคองร่างระหว่างที่จัดระบบความคิดของตัวเองให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความเร็วของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ธรรมดาราวกับไม่ใช่ความเร็วของมนุษย์เช่นเดียวกับแรงปะทะ
ของดาบนั่นไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันจะมาจากท่อนแขนอันเรียวบางไม่ต่างอะไรกับแขนของเธอเลยสักนิด วัลคิลลี่ยังคงฟาดดาบเข้าใส่รันฟาอย่างต่อเนื่องไปเปิดช่องให้รันฟา
สวนกลับเลยสักนิด


“อะไรกันมีดีแค่นี้เหรอ ท่าทีที่บอกว่าจะเอาชนะฉันมันหายไปไหนหมดกัน” เด็กหญิงผมดำยิ้มเยาะขณะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าหารันฟา


ยิ่งนานเข้าแขนสองข้างของรันฟาก็เริ่มชาจนเคลื่อนไหวได้ช้าลง ความเหนื่อยล้าที่ยังไม่หายไปไหนมาจากการทำภารกิจและการรักษาคนจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อมีความเหนื่อยล้านั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวอืดลง และการเคลื่อนไวที่อืดลงก็หมายถึงช่องว่างที่วัลคิลลี่จะสามารถช่วงชิงไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดาบไม้
เล่มยาวบุกเข้าถึงตัวก่อนจะหวดโดนชายโครงของรันฟาไปเต็มๆครั้งหนึ่ง


ร่างของรันฟากระเด็นตามแรงปะทะ ความรู้สึกตอนถูกฟาดเข้าเมื่อครู่นี้ทำเอาขยับตัวแทบไม่ออก อย่างกับโดนค้อนยักษ์หวดเข้าใส่จริงๆ


“ว้าแย่จังสงสัยงานนี้คงได้ดาบเล่มนั้นมาแบบกินหมูซะแล้วล่ะมั้ง...” เสียงเยาะเย้ยของอีกฝ่ายกระตุ้นให้รันฟาต้องรีบลุกขึ้นมาโดยไว สิ่งที่แย่กว่าความตายสำหรับนักดาบ
คือการโดนดูถูกและหยามศักดิ์ศรี


ถึงรู้สึกราวกับปลายประสาทจะส่งสัญญาณเตือนถี่ๆออกมาไม่มีหยุดเป็นไมเกรนว่าอย่าฝืนแต่รันฟาก็ต้องลุกขึ้นมาอีกรอบ เทียบกับตอนที่สู้กับอาจารย์ในการฝึกซ้อม
เมื่อหลายปีก่อนแล้ว นี่เทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


แหงล่ะ... ตอนฝึกคราวนั้นดันใช้ดาบจริงเลยนี่นา...


แต่ที่รันฟาต้องลุกขึ้นมาเหตุผลหลักคือเธอไม่สามารถทนได้หาต้องโดนดูถูกแบบนี้ โดนดูถูกโดยเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้ในวิถีแห่งดาบเลยสักนิด เด็กที่เธอต้อง
แพ่นกบาลให้หายซ่าสักทีท่าทางได้เวลาสอนให้รู้จักสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ซะแล้ว เมื่อคิดแบบนั้นรันฟาก็รีบทรงตัวและยื่นปลายดาบตรงไปข้างหน้า


“อย่าแน่ใจไป มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ตั้งการ์ดให้ดีๆล่ะแม่หนูรอฉันบุกบ้าง...” สายตาพาดขวางของรันฟามองมาทางวัลคิลลี่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สายตาที่คมกริบราวกับ
นักล่าท่อนแขนเรียวบางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำขยับขึ้นจับดาบเอาไว้อย่างมั่นคงเกินกว่าตาเห็น ลมหายใจเขาออกเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ประสาทสัมผัสทุกด้าน
ราวกับถูกลับขึ้นจนคมกริบในชั่วระยะเวลาหนึ่ง


วัลคิลลี่มองดูท่าทีของรันฟาทั้งที่ปากพูดแบบนั้นแต่ทั้งร่างกลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ สารรูปดูไม่ได้แม้แววตานั่นจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพูดจริงก็เถอะ แต่ด้วยสภาพร่างกาย
แบบนั้นแค่เป่าเบาๆก็คงกระเด็นแล้ว เด็กหญิงจึงทำเพียงยกดาบขึ้นมาและแสร้งทำเป็นตั้งท่าป้องกันทั้งที่ความเป็นจริงเธอไม่ได้สนใจจะป้องกันอะไรทั้งนั้น


“ทำเก่งไปก็เท่านั้นน่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพิ่มก็ส่งดาบนั่นมาซะดีๆจะดีกว่าน่าไม่งั้น-”


ควับ!!


“ไม่งั้นอะไร...”


ช่วงก่อนพูดจบประโยครันฟาก็หายไปจากการรับรู้ของวัลคิลลี่ รู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มาโผล่ที่ด้านหลังพร้อมทั้งจ่อดาบไม้ที่หลังคอของวัลคิลลี่ ทำเอาเด็กหญิงตัวแข็งทื่อไม่กล้า
ขยับอะไรปุบปับ ความเร็วที่เห็นเมื่อกี้นี้มองแทบไม่ทัน รันฟาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำแต่ที่เธอรู้แจ้งชัดเจนคือถึงต่อจากนี้อาจจะรุนแรงไปหน่อยเธอก็
ต้องฟาดให้ใครบางคนเลิกร้อนวิชาได้แล้ว


“เป็นอะไรไปมองไม่ทันรึไง...” รันฟาเย้ย


วัลคิลลี่กระโดดออกมาตั้งหลักทันทีโดยที่รันฟาไม่ได้วิ่งตามไปแต่อย่างใด หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่จับดาบอย่างมั่นคงไม่พูดเอ่ยวาจาใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว
แววตาที่มุ่งมั่น สงบนิ่ง เยือกเย็น และไม่คิดอะไรในหัวนอกจากความว่างเปล่าในจิตใจและการขยับตัวที่เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบุกเข้ามาตรงๆ
รันฟาก็ต้องเล่นอย่างอื่นแทนและเธอก็จับทางได้แล้วว่าควรทำยังไง


“กลัวรึไงแม่หนูน้อยอยากกลับบ้านไปหาหม่าม้าแล้วรึไง...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มแบบเหยียดๆ ขณะจ่อปลายดาบไม้มาข้างหน้าเป็นเชิงท้าทายเด็กหญิงที่กำลัง
ออกอาการตกใจอยู่เล็กน้อย


“ฮึ่ม... กร๊อด!!”


และอีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาด้วยการเหวี่ยงดาบไม้เข้าใส่อย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้แต่เหมือนดาบนั่นจะตีไม่ถูกอะไรเลยสักอย่างนอกจากอากาศเท่านั้น ร่างกายของหญิงสาวขยับอย่างรวดเร็วหลบดาบไม้ไปได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือมนุษย์ที่วัลคิลลี่มีแทบไม่มีผลใดๆเลยกับรันฟา หลังปรับตัวได้รันฟาก็มองออกแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้จะขยับดาบเคลื่อนไหวยังไง ความเร็วที่เหนือมนุษย์อาจเป็นจุดแข็ง แต่มันไม่อาจกลบจุดอ่อนที่รันฟามองเห็นในตัวของวัลคิลลี่เลยสักนิด


ความหยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเอง ใจร้อน ขาดความเยือกเย็น และมุ่งจะเอาชนะทุกอย่างที่เธอมีคือข้อเสียร้ายแรงของผู้ที่เป็นนักดาบแทบทั้งสิ้น ไม่นับกับประสบการณ์ทางเชิงดาบ
ที่อีกฝ่ายมีเพียงน้อยนิด ช่องทางดาบที่กวัดแกว่งอย่างรวดเร็วราวกับเป็นกำแพงเหล็กนั่นอาจจะดูพึ่งพาได้แต่ในทางตรงกันข้าม


เปรี้ยง!!


รันฟาหวดดาบไม้กระแทกเข้าตรงจุดที่การป้องกันต่ำสุดอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือของวัลคิลลี่เคลื่อนออกจากมืออย่างช้าๆ รันฟาสวนช่องว่างต่อทันทีอีกสามดาบอย่างหนักหน่วง
อย่างที่คิดดาบไม้หลุดออกจากมือของเด็กหญิงลอยหมุนคว้างกลางอากาศอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรยึดไว้ก่อนหน้านี้ ร่างกายที่แข็งแรงเกินมนุษย์นั่นเทียบไม่ได้กับกำลัง
ข้อแขนทรงพลังที่รันฟาฝึกมาตั้งแต่เด็ก สำหรับนักดาบหากขาดข้อแขนที่แข็งแรงก็อาจจับดาบไม่มั่นคง เมื่อดาบหลุดมือก็หมายถึงความตาย เหมือนกับวัลคิลลี่ที่โดนรันฟา
หวดเข้าชายโครงอย่างแรงจนกระเด็น


ร่างของเด็กหญิงลอยละลิ่วปลิวตามแรงฟาดก่อนหลังกระแทกพื้นดังโครมจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น พอตั้งสติได้รันฟาก็ยืนอยู่ตรงหน้าและเอาดาบไม้จ่อหน้าเอาไว้


“ดาบนี้เธอแพ้แม่ตุ๊กตา...”


“ฮึ่ม...!!”


เด็กสาวถีบตัวเองพุ่งจากพื้นก่อนจะกลิ้งตัวไปคว้าเอาดาบไม้ที่โดนปลดออกจากมือไปเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะเหวี่ยงฟาดเข้าใส่รันฟาอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะจนแทบไม่เหลือ
ความรุนแรงหรือความเฉียบคมเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ กับคนที่โมโหจนตาบอดย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของรันฟา หญิงสาวทำเพียงกระโดดถอยหลังออกมาเท่านั้นดาบไม้ที่ฟาดเข้ามา
ก็กลายเป็นการฟาดอย่างสูญเปล่าไปโดยง่ายหญิงสาวมองการเคลื่อนไหวของดาบอีกฝ่ายอย่างใจเย็นรอจังหวะที่เหมาะสมจนกระทั่งได้โอกาสโต้กลับ รันฟารับการโจมตีเอาไว้
พร้อมเบี่ยงวิถีดาบไปทางอื่นและกระแทกใส่ท้ายทอยด้วยด้ามดาบจนวัลคิลลี่ล้มลง การประลองนี้รู้ผลแล้ว


“เธอแพ้แล้ว... ตามสัญญาฉันเก็บดาบเอาไว้เหมือนเดิม...” รันฟาพูดพร้อมทั้งหันหลังเดินไปเพื่อจะหยิบดาบทาล่อนที่เป็นรางวัลขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าวัลคิลลี่เพิ่งจะลุกขึ้น
และคว้าเอามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ออกมาและปาใส่รันฟากะเล่นทีเผลอ รันฟาไม่ทันตั้งตัวเลยเพิ่งจะรู้สึกตอนที่มีดพุ่งเข้ามาหาได้ครึ่งทางแล้วอีกไม่กี่วิมันคงพุ่งเข้าปักกลางหัว
ของเธอจนเป็นรูโหว่แน่


กึก!!


ปลายมีดกลับหยุดกึกกลางอากาศห่างจากหน้าผากไปเพียงไม่กี่นิ้วแทนที่จะปักเข้าไปในหัวของรันฟา หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้จะขยับตัวแต่อย่างใด เมื่อมีมือของ
คนๆหนึ่งมาจับคมมีดเอาไว้กลางอากาศพอดี รันฟารอดตายหวุดหวิดมาได้ขณะที่บุคคลที่เข้ามาช่วยนั้นมองไปที่วัลคิลลี่ด้วยแววตาและท่าทางที่ชวนสยดสยองเป็นที่สุด
สิ่งที่รันฟาเห็นจะเรียกว่าพลังงานลึกลับ เวทมนตร์ หรือความมืดดีเพราะเธอแยกไม่ออกว่ามันคืออะไรแล้ว หญิงสาวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่รุนแรงแบบไม่เคยเจอมาก่อน
จากผู้ที่เข้ามาช่วยจนแทบหายใจไม่ออก วัลคิลลี่มองกลับมาด้วยนัยน์ตาที่เบิ่งออกกว้างด้วยความกลัวและตกใจในเวลาเดียวกัน


“วัลคิลลี่... นี่คิดจะทำอะไร...” เสียงสะท้อนดังก้องในลำคอให้ความรู้สึกน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ไม่นับกับไอความมืดสีดำประหลาดๆที่แผ่ออกมาจาก
ร่างของคนๆนี้ และดวงตาสีแดงเหมือนเลือดจับจ้องไปทางเด็กหญิงร่างใหญ่แบบไม่ลดละ


“มะ... แม่...”


“คุณเรเวน... คือเรื่องนี้...” รันฟาพูดหลังตั้งสติได้


“ไม่ต้องพูดฉันเห็นหมดแล้ว... ลูกคิดจะทำอะไร... คิดจะฆ่าเพื่อนร่วมหน่วยรึไง... เพื่อดาบเล่มเดียว... ลูกรู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่!!!” เรเวนตวาดคำรามลั่นพร้อมกับความมืด
ที่ห่อหุ้มกายแผ่กว่างขยายรัศมีออกมา คราวนี้รันฟาได้รับผลไปเต็มๆเช่นเดียวกับวัลคิลลี่แม้จะไม่ได้หนักเท่า มีดสั้นที่วัลคิลลี่ปาใส่เธอเมื่อครู่ถูกสนิมเกาะในเวลาอันสั้น
ก่อนสลายเป็นผุยผงไปในที่สุด วัลคิลลี่ได้รับผลกระทบนี้หนักมากจนออกอาการหายใจลำบากเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบกโดยมนุษย์ไม่มีผิด


รันฟาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลยเหมือนกับตัวเองกำลังโดนดูดพลังงานออกจากร่างและเฉียดเข้าใกล้ความตายเข้าไปทุกวินาที มันต่างกับคราวที่เรเวนสู้กับโครว์ก่อนหน้านี้
ลิบลับ มันทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกันหากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงแย่แน่ รันฟารีบรวมสติเท่าที่ยังเหลืออยู่เดินเข้าไปหาวัลคิลลี่ที่อ้าปากพะงาบๆอยู่ตรงหน้า
ทีละก้าวอย่างยากลำบากเหมือนกับกำลังเดินต้านกลางลมพายุไม่มีผิด ไอสีดำพวกนี้มันมีคุณสมบัติที่แปลกชะมัดบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอะไรหรือมีสถานะเป็นอะไรกันแน่
แต่รันฟาก็ยังเดินฝ่ามันเข้าไปและเอาตัวบังวัลคิลลี่ไว้ทั้งที่มันอาจจะไม่ช่วยอะไรมากนัก


“หยุดก่อนค่ะ... คุณเรเวน...” รันฟาตะโกนสวนกับกระแสของคลื่นไอสีดำที่ถาโถมเข้ามา ทำเอาเรเวนต้องรีบผ่อนลงแต่ก็ยังไม่คลายหมดเสียทีเดียว


“คิดจะทำอะไร...”


“เธอยังเด็กอยู่ยังต้องเรียนรู้... อย่าทำแบบนี้ค่ะ...” รันฟาตอบเสียงหอบ


“ถอยไปซะ... ครั้งนี้วัลคิลลี่ทำเกินไป... ต้องให้บทเรียน... อย่าได้หันอาวุธใส่เพื่อนเด็ดขาด...” เสียงของผู้เป็นแม่แสดงถึงความเด็ดขาดแม้น้ำเสียงจะบอกว่าไม่อยากทำ
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มากนัก แต่ก็จำเป็นต้องทำ รันฟาเข้าใจในข้อนี้ดีแต่พอเห็นวัลคิลลี่ทรมานแบบนี้ใจมันก็อดทำแบบนี้ไม่ได้ แม้อีกฝ่ายกะจะฆ่าเธอเมื่อกี้นี้เลยก็ตามแต่เธอเพียง
แค่อยากจะสอนบทเรียนให้กับวัลคิลลี่เท่านั้นไม่ได้อยากเห็นเธอถูกทรมานอย่างที่เห็น ท่าทางนิสัยเก่าของเธอจะยังไม่ได้หายไปไหน


“เด็กคนนี้คือลูกสาวของคุณ... เห็นเธอทรมานแบบนี้... คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไงคะ!”


“....”


รันฟาตะโกนสุดเสียงด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ สติของเธอใกล้จะหลุดเต็มทีภาพรอบตัวเริ่มเลือนราง เรี่ยวแรงที่จะยืนต่อก็แทบไม่เหลือ ไอสีดำที่เรเวนแผ่ออกมา
กระทบร่างของรันฟาจนตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่หรี่ลงอย่างช้าๆเหมือนจะหนักอึ้งปิดสนิท เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน
คือเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอของใครบางคนเท่านั้น


“รันฟา... รันฟา... ผิง!”


แสงสว่างแยงตาคือสิ่งแรกที่รันฟารู้สึกถึงตอนที่เปลือกตาของเธอค่อยๆเปิดออก หญิงสาวต้องยกมือขึ้นมาป้องแสงไม่ให้เข้าตามากเกินไปแสดงว่าเธอต้องหมดสติไปนาน
เอามากๆด้วย ร่างกายแสดงออกอย่างชัดเจนถึงอาการอ่อนเพลีย มึน เวียนหัวจนแทบจะลุกขึ้นมาในตอนนี้ไม่ได้และความรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเธอหมดสติไปนาน
แค่ไหนแต่คงจะนานพอที่จะมีใครพาเธอมาไว้ที่ห้องพยาบาลแน่ ชักเกลียดกลิ่นแบบนี้ขึ้นมายังไงชอบกลซะแล้วสิ...


“ไงตื่นแล้วเหรอเจ้าหญิง...” เสียงของชายหนุ่มเป็นเสียงแรกที่ทักทายหลังเธอฟื้นตัว


“คุณอเล็กซ์... กลับมาแล้วเหรอคะ” รันฟากล่าทักทายอเล็กซ์ที่กลับมาจากการพักผ่อนเป็นที่เรียบร้อย แสดงว่าเธอต้องหลับไปนานมากแน่


อเล็กซ์หัวเราะในลำคอก่อนตอบ “ก็นะ... กลับมาได้พักหนึ่งแล้วล่ะ เธอเล่นสลบไปสองวันแบบนี้ทำเอาคนในทีมเป็นห่วงไปหมดเลยรู้ไหม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...”


“ไม่รู้สิคะ จำได้ว่าฉันดวลดาบกับวัลคิลลี่อยู่ดีๆจากนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเลย...”


“ก็ไม่ถามเพิ่มนะ... เธอต้องพักก่อนเสียดายที่ฉันไม่อยู่ด้วยตอนภารกิจก่อนหน้านี้ไม่งั้นคงได้ช่วยอะไรบ้าง จะว่าไปนี่มันดาบของเธอเหรอทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นเลยล่ะ?”
อเล็กซ์พูดพลางชูดาบทาล่อนที่อยู่ในมือให้ดู มันยังคงมีสภาพเหมือนเดิมไม่มีใครได้ไปยุ่งอะไรกับมันเหมือนอย่างที่ควรเป็น


“ฉันได้มาในภารกิจน่ะค่ะ อยากให้ช่วยรบกวนตรวจสอบให้หน่อยไม่ทราบว่าจะได้ไหมคะ?” รันฟาถาม


“ตรวจสอบดาบนี่น่ะเหรอ” อเล็กซ์มองดูดาบที่ถืออยู่ในมืออย่างพินิจ “จะว่าไปมันก็น่าสนเหมือนกันนะมีเทคโนโลยีแปลกๆติดอยู่ตรงฝักดาบด้วย เอาเป็นว่าจะช่วยตรวจสอบ
ให้ก็แล้วกันหลังจากฉันถามอะไรบางอย่างกับฮอว์คอายส์เรียบร้อยแล้ว” อเล็กซ์วางดาบลงที่ข้างเตียงก่อนดึงรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู รันฟาเกิดสงสัยขึ้นมาในน้ำเสียงและถ้อยคำ
ที่อเล็กซ์พูดออกมาเมื่อครู่นี้มันมีนัยบางอย่างจนอดที่จะถามไม่ได้


“มีเรื่องอะไรเหรอคะ?”


อเล็กซ์มองดูรูปถ่ายเก่าๆใบนั้นอย่างไม่วางตาก่อนพูดขึ้น “ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉันที่ยัยนั่นปิดบังเอาไว้เท่านั้นล่ะ...”









*************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 471

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 ธ.ค. 2017, 23:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP16)10/1

น่าสนใจมากเลยครับ
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Yahoo [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน