The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/10/60

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 461

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 15:56

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/

Episode 15 : Legend never dies…


เครื่อง VTOL รุ่นปรับแต่งเครื่องยนต์ระบบเจ็ทจำนวนหกลำทะยานผ่านน่านฟ้าด้วยโหมดล่องหนที่ไม่สามารถตรวจจับได้แม้เป็นระบบตรวจจับของกองทัพสหรัฐฯ
หรือกองทัพไหนก็ตามในโลก เทคโนโลยีของสเป็คเตอร์นั้นล้ำหน้ากว่าทุกกองทัพทั่วโลก เครื่อง VTOL บินตรงไปข้างหน้ามุ่งสู่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงสุด การประกาศ
เรียกรวมพลทุกหน่วยที่ยังเหลืออยู่ของฮอว์คอายส์แบบฉุกเฉินทำเอาทุกคนต้องเร่งฝีเท้ากันตาตั้งในเวลาแค่สิบนาทีพร้อมความสงสัยที่ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน


รันฟาเกาะที่โครงเหล็กภายในตัวเครื่องหาที่ยึดเพื่อไม่ให้สะเทือนเพราะหลุมอากาศที่กำลังเผชิญอยู่ ตอนที่ฮอว์คอายส์เรียกรวมพลฉุกเฉินหญิงสาวยังอยู่ในชุดยูกาตะ
นั่งกินสปาเก็ตตี้เพลินๆกลายเป็นว่าเธอต้องรีบวิ่งไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำได้เพียงสวมแค่เสื้อกับกางเกงและต้องวิ่งหอบอุปกรณ์ทั้งหมดทั้งเสื้อกันกระสุน ปืน ดาบคาตะนะ
และอุปกรณ์ทั้งหมดเท่าที่จะคว้าได้ขึ้นเครื่อง VTOL มาพร้อมคนอื่นที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนัก ทุกคนต้องใช้เวลาตอนขึ้นเครื่องเปลี่ยนอุปกรณ์จัดชุดปฏิบัติการและแจ้ง
แผนการให้ทราบกันอีกที


“ทุกคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้เรียกตัวพวกนายมาที่นี่ทั้งที่ฉันสั่งให้พักไปก่อนหน้านี้ เรามีเรื่องฉุกเฉิน รายชื่อลอบสังหารที่เราพบเมื่ออาทิตย์ที่แล้วระบุว่า
มีเป้าหมายสำคัญตกเป็นเป้าและมันก็จะกระทบกับพวกเราทุกคนแน่หากคนๆนี้ถูกฆ่า...” ฮอว์คอายส์พูดสรุปสั้นๆถึงเหตุผลที่ทุกคนถูกเรียกมา หลายคนก็เริ่มซุบซิบกันไป
ต่างๆนาๆ บ้างก็สงสัย บ้างก็ตื่นเต้น บ้างก็เฉยๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น


“ขอถามค่ะ คนที่เป็นเป้าหมายสำคัญในครั้งนี้คือใครคะ?” รันฟาถาม


“ถามได้ดีรันฟา อย่างที่ทุกคนอยากจะรู้เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือ ชาวเยอรมัน ที่อาศัยกบดานอยู่ท่ามกลางพื้นที่สงครามของเขตแอฟริกาตะวันออก ชื่อว่า
โยฮัน เกรเกอร์เฮมส์ หรือที่เราเรียกเขาในฉายา แบล็ควูล์ฟ (หมาป่าดำ)”


ภาพฉายสามมิติใบหน้าของชายคนหนึ่งท่าทางมีอายุพอสมควร รันฟาพินิจใบหน้าของชายคนดังกล่าวอย่างละเอียด ดูจากใบหน้าก็พอจะมองออกว่าอายุราวสี่สิบปลายๆ
ใบหน้าหยาบกร้านสีผิวคล้ำผิดวิสัยของชาวยุโรปที่ควรจะผิวขาว หากไม่ใช่พวกบ้าอาบแดดจนตัวดำคล้ำหมอง ก็ต้องเคยเป็นทหารมาก่อนและดูจะไม่ใช่ทหารธรรมดา แววตา
ที่เห็นนั่นรันฟามองออกแม้จะเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม มันคือสายตาที่พบไม่ค่อยบ่อยนัก สายตาที่เธอเคยเห็นครั้งหนึ่งในบรรดาทหารผ่านศึกและรวมถึงอลิเซียอาจารย์ของเธอ
ในยามโมโหเองด้วย


แววตาของ นักรบ ฆาตกรเลือดเย็น และหมาบ้าจากนรกรวมอยู่ในคนๆเดียว...


“เขาเคยเป็นพันธมิตรของพวกเราเมื่อหลายสิบปีที่แล้วในฐานะหน่วยปฏิบัติการพิเศษนอกสังกัด ทำภารกิจล่าสังหารพวกนอร์ทให้กับเรา จนเมื่อสิบปีก่อนหน่วยของเรา
เกือบล่มเขาเลยแยกตัวออกไปและกบดานเงียบๆคอยเป็นสายใต้ดินให้กับพวกเราจนกระทั่ง เราฟื้นฟูตัวได้หากไม่มีเขาก็ไม่มีพวกเรารอดมาจนถึงตอนนี้” คอนเนอร์อธิบายเสริม
ให้รันฟากับลูกทีมฮาว์ดที่เหลืออยู่เพิ่มเติม แน่นอนว่าพวกสมาชิกรุ่นเดอะอายุเยอะย่อมเข้าใจเพราะดูจะรู้จักชายคนนี้เป็นอย่างดีตรงข้ามกับรันฟาที่ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับ
ชายที่ชื่อว่าโยฮันคนนี้เลยสักนิด


“แล้วทำไมเขาถึงมีความสำคัญมากขนาดนั้นค่ะ ‘คุณป้า’” วัลคิลลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆรันฟาถามขึ้นทันควัน แถมยังเน้นเสียงที่คำว่า คุณป้า มากเป็นพิเศษเหมือนจงใจกวนประสาท
ฮอว์คอายส์เล่นและเธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรออกมา นอกจากนิ่งเงียบและตอบคำถาม


“ถ้าฉันบอกว่าคนๆนี้กุมความลับบางอย่างที่จะมีผลกับความมั่นคงของทั้งโลก ฆ่าพวกนอร์ทไปร่วมพันศพและยังไม่นับทีเขาเคยร่วมงานกับช่วยชีวิตพ่อเธอเอาไว้
หลายต่อหลายครั้งนะ วัล ถ้าเธอตั้งใจอ่านรายงานเอกสารที่ฉันเพิ่งจะแจกผ่านอ๊อปแซ๊ทไปเมื่อกี้นี้เธอคงไม่ต้องถามอะไรแบบนั้นก็ได้”


ฮอว์คอายส์ตอบกลับและยังไม่ลืมที่จะพูดจิกสั่งสอนเด็กน้อยที่เพิ่งจะกวนประสาทเธอไปหยกๆ เด็กหญิงทำได้เพียงสงบปากสงบคำหลังจากนั้นและไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียง
กับใครทั้งสิ้น รันฟามองดูใบหน้าที่ฉายผ่านโฮโลแกรมประกอบกับคำพูดของฮอว์คอายส์ที่พูดเพิ่มเติมเมื่อครู่คงไม่ต้องบอกว่าที่พูดมานั้นไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายที่ชื่อว่าโยฮันคนนี้คงต้องมีอะไรบางอย่างบางอย่างที่สำคัญมากเสียจนฮอว์คอายส์ถึงกับต้องยอมระดมพลฉุกเฉินเพื่อรุดมาช่วย


ก็ไม่รู้ว่ากำลังจะได้เจออะไรรออยู่ข้างหน้ารันฟาสังหรณ์ใจแปลกๆว่ากำลังจะเจอกับอะไรบางอย่างที่หนักหนาสาหัสรออยู่เบื้องหน้า หญิงสาวทำเพียงแค่สงบใจเอาไว้
เตรียมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอยกดาบขึ้นมาขัดเงาและมองดูมันด้วยความรู้สึกที่สงบนิ่งและเยือกเย็นให้มากที่สุด และในซอกใจเล็กๆของเธอยังคงต้องคิดเอาไว้ว่า
มันอาจถึงเวลาที่เธอต้องใช้ดาบนี้สังหารใครสักคนอีกแล้ว


จะคิดมากไปทำไมถ้ามันจำเป็นก็คงต้องทำ... อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนั่นล่ะ...


“ท่าทางเครียดเอาเรื่องเลยนะ... ถ้าแฟนเธอยังอยู่ที่นี่คงดีกว่านี้เยอะเลยว่าไหม” เสียงของอาเชอร์พูดแหย่รันฟาขึ้นหลังหญิงสาวเริ่มดึงผ้าออกมาขัดดาบด้วยน้ำมันกานพลู
รันฟาหยุดขัดสักครู่เพราะต้องแก้ข่าวบางเรื่องก่อน


“เขาไม่ใช่แฟนฉันค่ะ แค่เพื่อนร่วมหน่วยเท่านั้นอีกอย่างเขาไม่มาคงดีกว่าก็ได้ค่ะ เขากำลังอยู่กับครอบครัวคงจะแย่ถ้าต้องดึงเขากลับมาเจอกับเรื่องร้ายๆที่เรากำลังไปเจอ”
รันฟาตอบก่อนจะเริ่มขัดเงาดาบอย่างสงบ แต่ไม่วายที่อาเชอร์จะพูดขึ้นมาอีก


“ใช้ดาบญี่ปุ่นแบบนี้ทำเอาฉันนึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมาเลย รู้สึกจะเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของ Z.S.S. ชื่ออะไรนะ อานู... หรืออายุตะอะไรนี่ล่ะได้ข่าวว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่สถานทูต
สหรัฐฯในญี่ปุ่นนี่นะ เธอเองก็เข้าใจเลือกอาวุธได้ไม่เลวเลยนี่”


“ตั้งใจจะบอกอะไรกันแน่คะ?” รันฟาถามกลับโดยที่ยังเพ่งสายตาและสมาธิอยู่กับการขัดดาบเช่นเดิม


“แค่อยากจะบอกว่าหน่วยลับแบบเราคงไม่ลับเท่าไหร่ถ้าใช้อาวุธที่เด่นเตะตาแบบนั้น เธอควรเอาเวลาไปหาปืนดีๆมาใช้มากกว่าจะเข้าไปหวดในระยะประชิดกับดาบเล่มนั้นนะ
ว่าไหม” อาเชอร์อธิบายเพิ่มและหากมองจากคำพูดและเหตุผลทั้งหมดมันก็ฟังดูเข้าท่า ดาบคาตะนะอาจจะเป็นอาวุธชั้นเลิศในบรรดาดาบและอาวุธโบราณแต่ถ้าต้องสู้กับปืน
ในโลกปัจจุบันที่มีระยะและความเร็วที่มากกว่าแล้ว ไม่ว่าจะมองด้านไหนก็มีแต่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด รันฟาฟังคำพูดของอาเชอร์โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้จะเหมือนกับโดน
ดูถูกกลายๆ หญิงสาวยังคงขัดเงาดาบต่อไปและไม่ลืมที่จะพูดอะไรทิ้งท้าย


“ถ้าเกิดถึงคราวจวนตัวแล้วจำเป็นต้องใช้ก็เรียกได้นะคะ...” รันฟาพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่บอกว่าเธอยังเชื่อมั่นในดาบเล่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง อาเชอร์มองดูหญิงสาวก็ยิ้ม
ตอบกลับมาเล็กน้อยก่อนจะไปแสดงสีหน้าเครียดตามเดิม ขณะที่ทุกคนกำลังบินใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆรันฟาเช็ดดาบรอบสุดท้ายมันยังคงแวววาวทอแสงอย่างงดงาม
เป็นประกายเหมือนกระจกแก้วเช่นเดิม ก่อนที่เจ้านายของมันจะสอดคมของมันกลับเข้าฝักตามเดิม



--------------------------------------------------------------------------------------------------



“คงยันเอาไว้ทั้งชาติไม่ได้หรอกนะ ยังไม่เสร็จอีกเหรอซาร่าห์!”


แร๊บบิทตะโกนถามซาร่าห์ขณะที่เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาบายพาสระบบหลักของลิฟท์ให้เปิดออก แต่ให้ตายมันยากกว่าที่คาดเอาไว้มาก ซาร่าห์ยังแก้รหัสไปได้แค่สองตัว
ยังเหลืออีกสองตัวที่ยังแก้รหัสไม่ได้ถึงจะยืนยันได้แล้วว่าล๊อกแน่นหนาขนาดนี้มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ในทางที่ลิฟท์ตัวนี้จะเดินทางไปแน่ๆ แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้รหัสให้ได้
โดยไวแล้วโดยยิงตายเข้าซะก่อนไอ้ที่ลงทุนทำไปคราวนี้คงสูญเปล่าแน่


ท่าทางการวางมือจากการต่อสู้มานานเป็นสิบปีจะทำให้ซาร่าห์ฝีมือขึ้นสนิมจริงๆ หญิงผมแดงรีบกดที่แป้นหน้าจอของเครื่องถอดรหัสอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร
มากนัก เสียดายที่เธอไม่ได้เข้าไปอยู่ในชุดเกราะ MECH แบบที่เธอเคยทำเป็นงานหลักเมื่อหลายปีที่แล้วไม่งั้นไอ้พวกทหารรับจ้างกระจอกพร้อมปืนกิ๊กก๊อกนี่คงได้กลายเป็นฝุ่น
ในพริบตาแน่ๆ


ถ้าจะเท้าความไปถึงประวัติการทำงานของซาร่าห์เธอถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีตอนที่ Z.S.S. รับเธอเข้าทำงานในหน่วยยานยนต์พิเศษหน่วยรบจักรกล MECH
กองกำลังรบที่อาจะเรียกไดว่าแข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้น คนที่มีความสามารถในการคุมหุ่นขนาดสองเมตรครึ่งพร้อมติดอาวุธหนักรอบตัวได้อย่างช่ำชองมีอยู่ไม่กี่คนรวมทั้ง
เพื่อนร่วมหน่วยของเธอเอง งานของเธอต่างกับแร๊บบิทมากตรงที่ว่าไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงรับคมกระสุนตรงๆเมื่อมีหุ่นรบติดอาวุธพร้อมรบคอยเป็นเกราะให้ มันคงเป็นงานที่ดี
หากไม่เป็นเพราะหน่วยโดนยุบไปแล้วและตอนนี้เธอต้องมารับมือกับข้าศึกโดยมีแค่ปืนพกธรรมดากระบอกเดียวพร้อมกับแร๊บบิทที่ยังคงสู้ขาดใจยิงคุ้มกันปกป้องเธออย่างสุดชีวิต
ความกล้าที่ชายแก่แสดงออกมานั้นนับว่าน่าชื่นชม ต่างกับเธอที่พอไม่มีหุ่นให้ขับก็แทบจะเป็นง่อยกิน


‘ถึงจะพูดไม่เก่ง วางแผนได้ห่วยแตก แต่ก็พึ่งพาได้เสมอ นี่ล่ะพ่อกระต่ายน้อยของฉัน...’ ซาร่าห์คิดในจังหวะเดียวกับที่แร๊บบิทขยับเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายในมือสะบัดแม็กกาซีน
ว่างเปล่าไร้กระสุนออกจากบ่อแม็กและดึงแม็กกระสุนชุดสุดท้ายเข้ารังเพลิงพร้อมขึ้นลำยิงต่อ


ตอนนี้เธอถอดรหัสไปได้สามตัวแล้วเหลืออีกแค่ตัวเดียวเท่านั้น แร๊บบิทเองก็ไม่ใช่ว่าจะยิงไปมั่วๆเพราะพวกศัตรูที่แห่เข้ามาพร้อมทั้งยิงปืนส่งกระสุนเข้ามาทางพวกเขา
โดนยิงร่วงไปแล้วสาม ถูกกระสุนขนาด .357 แม็กนั่มเจาะเข้าที่ลำตัวสิ้นชีวาในนัดเดียวเสื้อเกราะเบาที่สวมอยู่แทบช่วยอะไรไม่ได้ ยังเหลืออีกสามคนที่กำลังหาที่หลบ
และยิงสวนกลับมาเป็นระยะ พวกนั้นยังไม่ถอยกลับออกไปแม้จะเสียเพื่อนไปแล้วสามคนก็แปลได้อย่างเดียวว่าพวกมันกำลังรอให้กำลังเสริมที่อาจจะเรียกไปแล้วให้มาสมทบ
ตอนนี้เลยทำแค่ยิงกดและถ่วงเวลาเท่านั้น


“นี่ซาร่าห์ถ้าหากจะแกล้งถ่วงเวลาเพื่อให้ฉันชวนเธอไปเดทล่ะก็บอกเลยว่าเธอชนะ จบงานนี้ฉันจะพาเธอไปเลี้ยงดินเนอร์หรูๆสักมื้อที่ภัตตาคารอาหารไทยแถวๆนี้ดีไหม!”
แร๊บบิทพูดตลกในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเพื่อลดความเครียดในขณะที่เล็งเป้าและยิงกระสุนแต่ละนัดอย่างบรรจงที่สุด ซาร่าห์อยากจะยิ้มและหัวเราออกมาจริงๆหากไม่ติดที่ว่า
ตอนนี้มือเธอกำลังยุ่งและมีกระสุนเป็นห่าฝนลอยข้ามหัวเธอเป็นสิบนัดตรงเข้ามาเพื่อเป้าหมายเดียวคือสังหารทั้งเธอและแร๊บบิท


“ก็ได้พ่อกระต่ายน้อย งานนี้ต้องขอ งดไดเอ็ทแล้วแม่จะกินให้พุงกางไปเลย!” ซาร่าห์เล่นมุขกลับไปเธอใกล้จะทำสำเร็จแล้ว... อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวเท่านั้น...


กริ๊ก!!


ราวกับเสียงสวรรค์ที่รอมาทั้งชีวิตเครื่องถอดรหัสทำงานสำเร็จแล้วประตูลิฟท์เปิดอ้าออกอย่างเต็มที่ให้เธอกับแร๊บบิทเข้าไปในนั้น ซาร่าห์วิ่งเข้าไปในลิฟท์ชักปืนที่เหน็บเอาไว้
ตรงกางเกงขึ้นมายิงคุ้มกันแร๊บบิท


“แร๊บบิทมาเร็วเข้า!!”


แร็บบิทวิ่งเข้ามาในลิฟท์ขณะมีลูกปืนไล่หลังมาหลายนัด แร๊บบิทพุ่งตัวเข้าลิฟท์อย่างไวโดยไม่สนว่าอายุปูนนี้กระดูกกระเดี้ยวจะหักไหมและซาร่าห์ก็ไม่สนเช่นกัน ตอนนี้
กลัวโดนลูกปืนเจาะมากกว่า ซาร่าห์รีบปิดประตูลิฟท์ทันทีที่แร๊บบิทเข้ามาและรีบกดปุ่มเลือกชั้นที่มีอยู่เพียงปุ่มเดียว ทั้งซาร่าห์และแร๊บบิททรุดลงกับพื้นลิฟท์แคบๆหายใจหอบ
หลังจากเพิ่งลุยดงกระสุนกันมาเมื่อครู่ เธอนังลงข้างๆแร๊บบิทหลังพิงผนังลิฟท์เย็นเฉียบแคบๆ ซาร่าห์ขยับหัวพิงไหล่ของชายแก่พลางหัวเราะออกมาหลังรอดมาได้แบบหวุดหวิด


ซาร่าห์หัวเราะพร้อมอาการหอบ “ถ้าเมื่อกี้เป็นการเดทมันก็เป็นเดทที่ไม่เลวนะว่าไหม... ไม่เหมือนใครดี...”


“เธอเรียกเมื่อกี้ว่าเดทเหรอ... ให้ตายสิผู้หญิงแบบเธอนี่มัน... ฆ่าฉันได้เลยนะเนี่ย...” แร๊บบิทยิงมุขกลับบ้างพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นลิฟท์แคบๆ จากใจจริงเธออยากให้ช่วงเวลา
แบบนี้คงอยู่ตลอดไปเหมือนกันถ้าไม่ติดที่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เธอและแร๊บบิทกำลังอยู่ในที่มั่นของศัตรูและอาจจะถูกฆ่าได้ทุกเมื่อเธอคงยิงมุขส่งไปมา
กับเขากันสนุกสนานแน่


ซาร่าห์หยิบปืนขึ้นมาดูและเช็คกระสุนที่เหลือ... รังเพลิงว่างเปล่าในแม็กกาซีนก็ไม่เหลือ เยี่ยมเลยกระสุนหมด แร๊บบิทก็เหลือแค่นัดเดียวแถมลิฟท์ก็กำลังหยุด
ถ้าข้างล่างนี่มีกลุ่มคนขาโหดติดอาวุธครบมือดักรออยู่ล่ะก็เธอกับแร๊บบิทได้ตายคาลิฟท์อย่างไม่ต้องสงสัยโดยไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปนอกลิฟท์เสียด้วยซ้ำ


แต่มองในแง่ดีอย่างน้อยเธอก็ได้ตายเคียงข้างกับผู้ชายที่เธอแทบจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ‘รัก’ ล่ะนะ...


“พร้อมนะซาร่าห์ หลบอยู่ข้างหลังฉันเอาไว้” แร๊บบิทพูดก่อนจะเข้ามาบังข้างหน้าของเธอเอาไว้เตรียมรับมือกับสิ่งที่รออยู่นอกประตูลิฟท์ ถ้านี่จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต
มันก็ไม่เลวนักที่จะมาตายที่นี่


ประตูเปิดออกกว้างซาร่าห์หลับตาปี๋พร้อมความคิดที่ว่าตัวเองกำลังโดนปืนเป็นสิบกระบอกจ่อเข้าใส่หรือไม่ก็โดนยิงจนพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อซาร่าห์
ลืมตาขึ้นสิ่งที่เธอเห็นมีเพียงทางเดินมืดสลัวและแสงไฟนีออนที่เปิดอยู่เพียงบางจุดเท่านั้น ไม่มียาม ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีอะไรเลย


เงียบสนิท ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย


“เหมือนจะไม่มีคนอยู่ในนี้... ยังไงก็ระวังตัวด้วย อยู่หลังฉันเอาไว้นะ” แร๊บบิทพูดก่อนจะก้าวเดินนำออกจากลิฟท์ กระสุนนัดเดียวในรังเพลิงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คอยป้องกัน
ทั้งสองคนจากอันตรายใดๆก็ตามที่จะเจอภายในชั้นใต้ดินนี้ ซาร่าห์ก็ทำได้แค่พยักหน้าตามแร๊บบิทไปแบบเงียบๆ เธอไม่มีกระสุน ไม่มีตัวช่วย ไม่มีอะไรเลย รู้สึกเหมือนเป็นภาระ
ให้แร๊บบิทซะจริง


ซาร่าห์มองไปรอบตัวด้วยความคิดที่รู้สึกสงสัย ทุกอย่างมันพิลึกไปหมด ไฟยังติดอยู่ระบบทุกอย่างภายในนี้ยังทำงานได้ ทางเดินก็สะอาดไม่มีฝุ่นจับแสดงว่ามีการทำความสะอาด
อย่างสม่ำเสมอ มันก็น่าจะมีใครเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างใต้นี้บ้างสักคนสิน่า แถมจากที่พวกนั้นส่งคนมาปกป้องที่นี่แสดงว่าต้องมีอะไรสำคัญมากอยู่แน่ซาร่าห์มั่นใจในข้อนี้มากทีเดียว
ถ้าที่นี่ไม่ได้มีคนอยู่เยอะก็คงเหลือแค่อย่างเดียว


มันเป็นกับดัก!!


แร๊บบิทยืนพิงผนังพลางยกปืนขึ้นพักเอาไว้ “เราต้องหากระสุนเพิ่มอีกไม่นานไอ้พวกบ้าที่อยู่ข้างบนนั่นคงจะลงมาที่นี่พร้อมอาวุธหนัก ถ้าอยากรอดออกไปคงต้องหาตัวช่วย
เป็นการด่วน”


“มันต้องมีห้องอาวุธอยู่ที่ไหนสักที่แถวๆนี้แน่ ลองหาดูเผื่อจะเจอแจ๊กพ๊อตเป็นปืนยิงจรวดสักเครื่องนะ” ซาร่าห์ลองเสนอดูตามความคิดเธอแม้จะเป็นไปได้น้อย
แต่ในที่ๆเป็นเหมือนฐานลับเช่นนี้ก็ต้องมีห้องอาวุธอยู่บ้างนั่นล่ะอย่างน้อยสุดถ้าไม่มีปืนหนักก็ต้องมีกระสุนเหลือไว้ให้เติมบ้างก็ยังดี


ทุกอย่างยังคงเงียบสงัดทุกย่างก้าวที่เดินผ่านไปเหมือนทุกอย่างที่พวกเธอทำจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบลง ซาร่าห์ยังคงมองทุกอย่างรอบตัวอย่างระแวดระวังภัย
จนกระทั่ง...


“ทางนี้...”


เสียงที่ฟังดูคล้ายจะเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากทางด้านหน้า แร๊บบิทรีบจับปืนแน่นซาร่าห์เองก็คงไม่ได้หูฝาดไปเองหากแร๊บบิทได้ยินเหมือนอย่างที่เธอได้ยินในตอนนี้
เสียงของเด็กผู้หญิงดังมาจากตรงหน้าในชั่วอึดใจเดียวซาร่าห์ก็มองเห็นร่างอันเล็กและบอบบางของเด็กผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอทั้งคู่
ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเด็กหญิงบังเกิดขึ้นทันทีที่ได้เห็นซาร่าห์และแร๊บบิทเดินเข้ามาหา


“สวัสดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวทักทายทั้งสองคนอย่างเป็นมิตร


“หนูเป็นใครเนี่ย แล้วมาทำอะไรข้างล่างนี่มากับพวกเราก่อนนะที่นี่มันอันตราย...” ซาร่าห์ยื่นมือเข้าไปหากะจะพาตัวเธอไปด้วยกันถึงจะยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่จะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆเพียงคนเดียวมาอยู่ในที่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ควรทำในตอนนี้


แต่ยังไม่ทันที่ซาร่าห์จะได้เอื้อมมือไปคว้าตัวเด็กน้อย เด็กหญิงปริศนาก็วิ่งหายเข้าไปในความมืด ทั้งสองคนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งตามไปถึงจะมองไม่เห็นตัวแต่ฟังจากเสียงหัวเราะ
อย่างสนุกสนานของเด็กน้อยก็สามารถรู้ทิศทางที่เด็กหญิงวิ่งไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใครมากจากไหนแต่ท่าทางจะคล่องเรื่องเส้นทางในนี้มากทีเดียว
ถ้าซาร่าห์ไม่ได้คิดไปเองเหมือนกับว่าเด็กหญิงคนนี้กำลังนำทางเธอกับแร๊บบิทไปที่ไหนสักที่


“ทางนี้...”


“เดี๋ยวก่อน! หยุดก่อนสิ อย่าวิ่งไปแบบนั้นสิที่นี่มันอันตรายนะ!” แร๊บบิทตะโกนร้องเรียกเด็กน้อยให้หยุดวิ่ง ซาร่าห์สังเกตเห็นสีหน้าเหนื่อยหอบของชายแก่อย่างชัดเจน
ที่จริงแล้วคงเพราะอาการของคนแก่เริ่มออกอาการเข้าให้แล้ว เมื่อก่อนต่อให้วิ่งเป็นกิโลยังพอไหว แต่ตอนนี้แก่หัวหงอกเรี่ยวแรงเริ่มอ่อนก็เป็นธรรมดา ได้เท่านี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้ว
ในความคิดของซาร่าห์


วิ่งตามไปได้ไม่เท่าไหร่หวิดจะหน้ามืดแล้วทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องๆหนึ่งและถ้าตาไม่ได้ฝาดไปล่ะก็ซาร่าห์เห็นเด็กหญิงวิ่งหายเข้าไปในห้องนี้เมื่อครู่ ประตูของห้อง
เป็นระบบล๊อกไฟฟ้าต้องใช้คีย์การ์ดไม่ก็รหัสผ่านในการเปิดประตู และมันคงเป็นไปไม่ได้ที่ซาร่าห์จะเปิดมันด้วยเครื่องมือเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้


“มันล๊อก เธอพอจะเปิดได้ไหมซาร่าห์?” แร๊บบิทถาม


“อาจจะ ถ้ามีเวลาพอนะ...” ซาร่าห์ตอบคำถามตามตรง เอาเข้าจริงแล้วเธอยังบอกไม่ได้เหมือนกันกันว่าจะทำได้ไหม ประตูบานนี้ระบบล๊อกเป็นแบบไฟฟ้า ใช้รหัสล๊อกชุด
ห้าตัว ระบบแสกนม่านตาและระบบล๊อกแบบแสกนฝ่ามือรูปแบบชีวมิติอีกทอด มองยังไงก็ไม่มีทางแฮ๊กผ่านมันไปได้แน่ กระนั้นก็ต้องลองดู ฝ่ายตรงข้ามกำลังส่งคนลงมา
ข้างล่างนี่เพื่อฆ่าเธอกับแร๊บบิททิ้งทั้งคู่ทางข้างใต้นี่ก็อย่างกับเขาวงกตไม่มีทางหนี เอาว่ะเสี่ยงก็ต้องยอม! ตายเป็นตาย


ครืน...


ยังไม่ทันจะแงะแผงวงจรออกมาเสียบเข้ากับเครื่องแฮ๊ก อยู่ๆประตูที่ซาร่าห์มองว่าเปิดยากนักเปิดยากหนาก็เลื่อนยกขึ้นเปิดออกอย่างเต็มที่ เหมือนมีเทพมาดลใจให้ประตู
มันเปิดออกเองซะอย่างนั้น แร๊บบิทยกปืนขึ้นเล็งอย่างระแวดระวังภัยซาร่าห์คิดว่าคงเพราะแร๊บบิทเหลือกระสุนเพียงนัดเดียวเลยต้องระวังภัยเป็นพิเศษ ซาร่าห์เริ่มจะสงสัยแล้วว่า
เด็กหญิงสวมชุดเดรสขาวที่เพิ่งวิ่งเข้าไปในห้องนี้ น่าจะไม่ใช่เด็กธรรมดาอย่างที่เธอคิด ยังไงก็ตามเธออยากจะหาตัวเด็กคนนั้นให้เจอแล้วถามให้รู้เรื่องไป


ซาร่าห์เดินเข้ามาในห้องหลังแร๊บบิทนำเข้าไปได้สองสามก้าว เธอดึงเอาไขควงอันเล็กๆที่พกติดมาด้วยหยิบขึ้นมาใช้แทนมีดชั่วคราว มันดูไม่จืดเลยจริงๆในสภาพแบบนี้
หากเทียบกันจริงๆแล้วแร๊บบิทดูจะไม่กลัวเท่ากับเธอในขณะนี้คงเพราะชายแก่ผ่านอะไรมาเยอะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแลกด้วยชีวิตมาไม่รู้เท่าไหร่ต่างกับเธอที่เป็นหน่วยหุ่นรบ
แค่คุมกันโยกกับกดปุ่มในการต่อสู้เท่านั้น แถมยังรามือจากการต่อสู้ไปเป็นสิบปีพอมาอยู่ในสภาพแบบนี้มันก็อดตัวสั่นไม่ได้


ยิ่งก้าวเข้ามาในห้องก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเต็มไปหมดห้องนี้มันดูจะเป็นห้องเซิฟเวอร์อะไรสักอย่างมีเซิฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่าแปดตัวถูกวางอยู่
และยังคงทำงานจากที่เห็นห้องนี้ดูสะอาดมีเครื่องปรับอากาศพร้อมระบบระบายความร้อนชั้นเยี่ยม ตามปกติที่ซาร่าห์รู้กลุ่มเซฟเวอร์ขนาดใหญ่ต้องใช้ระบบระบายความร้อน
ที่เยอะมากดูจากขนาดของระบบระบายความร้อนที่เห็นแล้วมันคงเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญมากทีเดียว


“ยินดีต้อนรับ...”


“!!”


เสียงของเด็กหญิงดังขึ้นอีกครั้งและคราวนี้เธอปรากฏตัวตรงหน้าของทั้งคู่แบบเงียบเชียบไม่รู้ว่าเด็กหญิงปรากฏตัวออกมาทางไหนหรือซ่อนอยู่ตรงจุดไหนกันแน่
ชักตะหงิดๆยังไงชอบกลแล้วอย่างกับอยู่ในหนังสยองขวัญไม่มีผิด เด็กหญิงในชุดขาวที่ปรากฏตัวขึ้นแบบลึกลับกลางห้องใต้ดิน


เด็กหญิงส่งยิ้มให้ทั้งสองคนก่อนจะพูด “ขออภัย ไม่ได้ตั้งใจจะให้พวกคุณตกใจ ฉันแค่อยากจะนำทางให้พวกคุณมาที่นี่เท่านั้น”


“เธอเป็นใครแม่หนู ถามหน่อยทำไมถึงอยากให้พวกเราเข้ามาในห้องนี้ มากับพวกเราเถอะที่นี่มันอันตราย” ซาร่าห์เอื้อมมือจะไปจับตัวเด็กหญิงแต่แล้วมือของเธอ
กลับทะลุผ่านร่างเธอไปเหมือนไม่มีตัวตน ให้ตายนี่เธอกำลังเจอเข้ากับผีจริงๆแล้วเหรอ!


“ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ ฉันคือภาพโฮโลแกรมสมองกล ระบบจัดการข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ภายในฐานแห่งนี้ชื่อของฉันคือ อลิซค่ะ...”


“ปัญญาประดิษฐ์เหรอ... ทำไมสมัยนี้ถึงใช้แต่ของแบบนี้กันนะไม่เข้าใจเลย...” แร๊บบิทพูดพลางมองไปรอบๆ ขณะที่ซาร่าห์เธอไม่รู้จะพูดยังไงดี ตั้งแต่เกิดมา
ก็เพิ่งจะเคยเห็นปัญญาประดิษฐ์ที่ดูอย่างกับเป็นมนุษย์จริงๆครั้งแรกก็คราวนี้เอง ขนาดในหน่วยงานราชการของกองทัพยังไม่มีอะไรแบบนี้เลย นี่มันล้ำหน้ายิ่งกว่าเจ้าไหน
ในโลกไปแล้วชัดๆ


สักพักประตูของห้องก็ถูกปิดลงก่อนจะโดนล๊อกเอาไว้ ทั้งสองคนมองดูทางออกเพียงทางเดียวที่เพิ่งโดนปิดไปด้วยความกังวล หากปัญญาประดิษฐ์ตนนี้เป็นมิตรจริง
ก็หวังว่าจะไม่ใช่การทำอะไรที่แผนการซ่อนเร้นอยู่นะ ไม่อย่างนั้นต่อให้ต้องระเบิดวงจรเซิฟเวอร์ทิ้งซาร่าห์ก็ไม่คิดจะปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์ร่างมุ้งมิ้งแบบนี้มีตัวตนอยู่ต่อไป
แน่


แต่ในเมื่อทุกอย่างไม่มีทางเลือกมากนักคงต้องลองตามน้ำไปก่อนซาร่าห์เลยลองถามดู “เธอต้องการอะไรจากเราอลิซ ถ้าเธอคิดจะขังพวกเราเอาไว้ในนี้รอให้พวกข้างบน
มาฆ่าเราล่ะก็เธอคิดผิดอย่างแรงแล้วที่ทำแบบนั้น”


“วางใจค่ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาอะไรแบบนั้น แค่มีบางสิ่งที่ฉันอยากจะให้พวกคุณเอาไว้...” อลิซยิ้มก่อนจะหันหน้าซึ่งที่จริงเป็นเพียงภาพร่างเสมือนโฮโลแกรมเท่านั้น
ไปที่เซิฟเวอร์ตัวหนึ่ง “ภายในเซิฟเวอร์ตัวนั้นมีข้อมูลบางอย่างที่ฉันอยากให้พวกคุณทั้งคู่เอาไปมอบให้คนๆหนึ่งตามพิกัดที่ฉันจะให้ไป มันเป็นข้อมูลสำคัญมากและฉัน
ไม่สามารถเอาไปให้คนๆนี้ด้วยตัวเองได้ค่ะ”


“เดี๋ยวก่อน... ไหนว่าเธอเป็นโปรแกรมบริหารจัดการของไอ้พวกบ้านั้นไง แล้วทำไมถึงได้ทรยศพวกเดียวกันล่ะ อันที่จริงแล้วปัญญาประดิษฐ์แบบเธอไม่น่าจะทำอะไร
อย่างการทรยศแบบนี้ได้นะ” ซาร่าห์ถามด้วยความสงสัยและสับสนพอๆกัน


ตามหลักแล้วปัญญาประดิษฐ์ต่อให้มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากแค่ไหนก็ย่อมมีกฏเหล็กข้อหนึ่งที่ไม่ว่ายังไงก็ละเมิดไม่ได้เป็นพื้นฐานนั่นคือการไม่มีคำว่าทรยศต่อหน้าที่
ของตัวเอง ซาร่าห์รู้ดีถึงเรื่องนี้เพราะการทำงานกับเครื่องจักรและโปรแกรมบ่อยๆในสมัยก่อนปัญญาประดิษฐ์ทุกแบบล้วนมีกฏเหล็กพื้นฐานเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น การสร้าง
ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดและตัดสินใจได้เองนั้นไม่ต่างอะไรกับการสร้างสกายเน็ตในหนังเรื่องเทอร์มิเนเตอร์เลยสักนิดเดียว


“ฉันไม่ได้ทรยศค่ะเพราะฉันไม่เคยเป็นพวกเดียวกับคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วค่ะ ฉันเป็นโปรแกรมสายลับที่ถูกสร้างโดยคนนอกองค์กรอีกทีทำหน้าที่ล้วงข้อมูลขององค์กรนี้
ในระดับโครงสร้างค่ะ”


หรือเรียกง่ายๆก็สายลับปัญญาประดิษฐ์นั่นล่ะ.... จะบ้าตาย


“เอาล่ะแม่ปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยเธอจะให้เราเอาข้อมูลของเธอไปได้ยังไง เราไม่มีทั้งไดรฟ์หรือชุดอุปกรณ์ที่จะดาวน์โหลดข้อมูลของเธอนะ เว้นแต่เธออยากให้ฉัน
แบกเซิฟเวอร์ไปทั้งตัวผ่านพวกเดนตายที่กำลังจะลงมายิงพวกเราให้พรุนด้วยอาวุธหนักทุกชนิดที่จะขนมาที่นี่ เราคงตายตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากห้องนี้ซะด้วยซ้ำ...”


“ฮิ ฮิ ฮิ... แค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะ ลองดูที่โต๊ะตัวนั้นสิคะ” อลิซหัวเราะอย่างร่าเริงพลางยกแขนชี้นิ้วไปทางโต๊ะอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง แร๊บบิทลองเดินเข้าไปดูบนโต๊ะ
ที่มีข้าวของวางระเกะระกะเต็มไปหมดนอกจากจะมีพวกเครื่องไม้เครื่องมือช่างวางอยู่มากมายแล้ว ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของแร๊บบิทได้มากที่สุด มันเป็นเครื่องมือ
อะไรบางอย่างคล้ายๆโมเด็มมีเสาสัญญาณจำนวนสองเสาคล้ายเครื่องกระจายสัญญาณ WIFI รุ่นเก่าแต่มันไม่ใช่และแร๊บบิทรู้ดีว่ามันคืออะไร


“DSM (Digital Storage Media) ไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ซะนาน แน่ใจเหรอว่ามันยังใช้ได้?”


“ยังใช้ได้ค่ะ ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ก็มากพอจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบเซิฟเวอร์หลักได้ แค่เสียบมันเข้ากับเซิฟเวอร์ตัวที่ต้องการเท่านั้นค่ะ...”


โครม!! โครม!! โครม!!


ไม่ทันขาดคำเสียงโครมครามที่ดังมาจากอีกฟากของประตูห้องก็เรียกความสนใจให้แก่ทุกคน แร๊บบิทยกปืนขึ้นเล็งไปทางประตู ซาร่าห์เห็นแร๊บบิทเดาะลิ้นส่งเสียงอย่างไม่พอใจ
นักเธอยังไม่ลืมว่าชายแก่เหลือกระสุนเพียงนัดเดียวหมดแล้วคือหมดเลย ชายแก่ส่งเครื่อง DSM มาให้เธอขณะมองดูปืนกระบอกเดียวที่ยังเหลือกระสุนของเขาด้วยสีหน้า
เคร่งเครียด


“เชื่อมต่อมันซะซาร่าห์ ถึงเราจะอยากได้ข้อมูลหรือไม่ตอนนี้เราก็ไม่มีทางหนีแล้วเป็นไงเป็นกันล่ะคราวนี้!”


“ได้...” ซาร่าห์ตอบกลับไป ก่อนจะเริ่มลงมือต่อสายเข้ากับเครื่อง DSM เธอไม่มีทั้งกระสุนและทักษะการต่อสู้ที่มากพอจะไปช่วยแร๊บบิทได้ นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้
ในเวลานี้ ยิ่งนานไปเธอยิ่งรู้สึกเหมือนไร้ประโยชน์ยังไงก็ไม่รู้ ซาร่าห์ทำได้เพียงคว้าเอาท่อเหล็กที่วางอยู่ใกล้ๆมาใช้เป็นอาวุธ ก็หวังว่าตอนบุกเข้ามาพวกนั้นจะมัวแต่หัวเราะ
ท้องคัดท้องแข็งกับสิ่งที่เธอเอามาใช้เป็นอาวุธ


ท่อเหล็กสู้กับปืนกลเนี่ยนะ... ยอดอาวุธซะไม่มี!


“พวกที่อยู่ข้างในเปิดประตูซะไม่มีทางออกยอมแพ้ซะจะได้ไม่มีใครเจ็บตัว!!” พวกที่อยู่ข้างนอกตะโกนเข้ามาเหมือนจะรู้แล้วว่าเธอกับแร๊บบิทหลบอยู่ในนี้ แถมฟังจากน้ำเสียง
เดาว่าพวกนั้นคงมากันหลายคนพร้อมอาวุธที่มากกว่าแบเร็ตต้ากิ๊กก๊อกที่เอามาก่อนหน้านี้ด้วยและที่แน่นอนคือพวกมันไม่คิดจะทำตามอย่างที่พูดแน่นอนว่ากรณีใดทั้งสิ้น


“เรื่องสิวะ! ใครจะไปเชื่อใจพวกแกกันถ้าจะให้ยอมข้ามศพพวกเราไปดีกว่าว่ะไอ้หนู!!” แร๊บบิทตะโกนกลับไป


“ประตูเป็นเหล็กกล้าหนากันแรงระเบิดได้นิดหน่อยเท่านั้น ฉันจะรั้งพวกนั้นเอาไว้ให้นานที่สุดค่ะ” อลิซพูดขณะที่บานล๊อกนิรภัยทำงาน น่าจะซื้อเวลาให้ได้สักสองสามนาที
หากอีกฝ่ายไม่ใช้ระเบิดพังประตูเข้ามาในตอนนี้ และมันคงช่วยอะไรไม่มากกว่าจะดาว์นโหลดข้อมูลเสร็จพวกนั้นคงแห่เข้ามากราดอาวุธทุกอย่างที่มีใส่เธอกับแร๊บบิท
จนตายคาห้องนี้แน่ๆ


“เราต้องการตัวช่วยมากสุดเท่าที่จะหาได้ มีอะไรพอจะช่วยให้เราสู้กับพวกมันได้ไหม?” ซาร่าห์ถามอลิซและหวังว่าเธอจะตอบว่ามี ตอนนี้จะอะไรก็ไม่เกี่ยงแล้ว
หากมันช่วยให้รอดไปได้ ปัญญาประดิษฐ์ในร่างเด็กหญิงยิ้มเป็นการตอบ


“มีอยู่สองอย่างค่ะเริ่มที่อย่างแรก...” พริบตาเดียวผนังอีกด้านก็เกิดการเคลื่อนไหวมันกำลังขยับขึ้นเผยให้เห็นช่องลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ ซาร่าห์มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาลุกวาว
แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอตะลึงมากไปกว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในช่องลับนั่น “ชุดเกราะจักรกลสำหรับต่อต้านการบุกรุก MIFU MK2 ติดอาวุธพร้อมรบแต่ยังต้องป้อนข้อมูลเพื่อทำให้
ใช้งานได้เสียก่อนค่ะ”


ซาร่าห์มองดูชุดเกราะที่อยู่ภายในห้องลับด้วยความตื่นเต้นหลังไม่ได้เห็นมานาน สิ่งที่เธอเคยใช้ในการปฏิบัติการอยู่บ่อยครั้งเมื่อหลายสิบปีก่อนชุดเกราะ MECH
ที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังชวนให้รู้สึกตื่นเต้นไม่หาย แม้จะไม่ใช่รุ่นเดียวกับที่เธอใช้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็ตาม ตัวถังเป็นเหล็กกล้ามีแผงกันกระสุนติดทั่วทั้งตัวถัง ขับเคลื่อนด้วย
ขาขนาดใหญ่สองข้าง ส่วนห้องคนขับมีกระจกกันกระสุนอย่างหนาเป็นเครื่องป้องกันและห้องขับออกแบบมาให้นั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น แขนกลสองข้างมีอาวุธหนักติดอยู่
อย่างพร้อมสรรพ ด้านซ้ายเป็นปืนกลหนักพร้อมกระสุนเต็มอัตรา ส่วนทางขวาเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.หากมองดูโดยรวมรูปร่างของมันดูเหมือนกับกระต่ายยักษ์
ติดอาวุธไม่มีผิดไม่บอกก็รู้ว่านี่คือตั๋วออกจากที่นี่ของเธอกับแร๊บบิทไม่ผิดแน่


มันคงดีกว่านี้หากไม่ต้องมารอป้อนข้อมูลขณะที่ไอ้พวกบ้าข้างนอกใกล้จะพังประตูเข้ามาได้


“ส่วนอย่างที่สองคือพวกนี้ค่ะ” ประตูภายในห้องลับถูกเปิดอีกครั้ง “กระสุนสำรองพร้อมอาวุธอีกบางส่วน”


ตัวช่วยอย่างที่สองทำเอาซาร่าห์และแร็บบิทใจชื้นขึ้นเยอะกระสุนจำนวนหลายกล่องมีทั้งขนาด 9 มม. .45 และยังรวมถึงขนาด .357 แม็กนั่มที่แร๊บบิทต้องการด้วย
อาจจะดูน้อยไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่านัดเดียวในรังเพลิงนั่นล่ะ นอกจากนั้นยังมีลูกซองเก่าๆพร้อมกระสุน ปืนกลมือขนาด 9 มม. ที่น่าจะยังใช้การได้อีกหนึ่งกระบอก
เท่าที่ดูกระสุนมีการบรรจุเข้าแม็กกาซีนเอาไว้แล้วพร้อมสรรพ แร๊บบิทคว้าเอาลูกซองไปขณะที่ยื่นปืนกลเบามาให้เธอ


“ฉันอยู่ข้างหน้าเองคุ้มกันด้วยซาร่าห์”


“อืม... ระวังตัวนะแร๊บบิท...” หญิงผมแดงตอบพลางรีบคว้าซองกระสุนสำรองมาแนบเข้ากับเอว เวลาคงเหลือไม่มากต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อม หวังว่าอลิซ
จะช่วยให้ชุดเกราะรบนั่นทำงานเร็วๆนะถึงจะมีกระสุนมาเพิ่มสถานการณ์ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากก็แค่ยืดเวลาตายออกไปได้พักใหญ่เท่านั้น แร๊บบิทใส่กระสุนพลางมองไปที่
ประตูโดยที่ไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ซาร่าห์รู้ดีว่าตอนนี้มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าการคุยเรื่องเปื่อยแต่อย่างน้อยก็อยากให้คุยบ้างถ้านี่จะเป็นวาระสุดท้าย เธอไม่อยากจากกัน
โดยที่มีเพียงความเงียบเป็นความทรงจำหลังสุด


“ซาร่าห์...”


สิ่งที่ซาร่าห์หวังดันเกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายแร๊บบิทหันมาคุยกับเธอโดยไม่สนเสียงฉ่าๆที่ดังมาจากประตูเหล็กหนาเดาว่าคงเป็นเสียงเครื่องเจาะความร้อนไม่ก็
เครื่องพ่นไฟอะไรสักอย่างเพราะได้กลิ่นโลหะไหม้ลอยมาด้วย แร๊บบิทมองมาทางเธอด้วยสายตาที่ไม่เหมือนทุกคราว ซาร่าห์ชักสังหรณ์ใจแปลกๆว่าชายแก่คนนี้กำลัง
จะทำเรื่องบางอย่างที่เธอประหลาดใจแน่


“มีอะไรเหรอแร๊บบิท?” ซาร่าห์ถามอย่างสงสัย


“ถ้ารอดไปจากตรงนี้ได้ฉันมีอะไรจะให้เธอด้วยนอกจากพาไปดินเนอร์ เป็นของสำคัญที่ฉันจะให้เธอเอาไว้...” แร๊บบิทมองหน้าเธอชั่วครู่ก่อนจะหันไปเช็คปืนต่อ
ให้แน่ใจว่าพร้อมลุย


“อะไรเหรอแร๊บบิทนายอยากจะให้อะไรฉันล่ะ?”


“ความลับ... อย่างที่บอกไว้รอให้รอดไปได้ก่อน” แร๊บบิทพูดตัดบทเพราะเหมือนเสียงฉ่าๆที่ได้ยินมันเริ่มเงียบลงแล้ว อีกไม่กี่อึดใจคงต้องดวลเดือดกันด้วยลูกปืนอีกครั้ง


ซาร่าห์หายใจถี่ขึ้นด้วยความเครียดคราวนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่ได้มีแค่ปืนสั้นกับกำลังคนฝีมืออ่อนหัดอีกแล้ว แต่เป็นนักฆ่าอาชีพอาวุธครบมือพร้อมความโหด
เหี้ยมที่จะฆ่าทุกคนที่พบเจอในนี้ทั้งหมด ซาร่าห์มองพุ่งตรงไปที่ประตูซึ่งมีรอยตัดด้วยความร้อนระหว่างที่ทุกอย่างเริ่มกระชันเข้ามา ซาร่าห์สวดภาวนาวิงวอนต่อพระเจ้าในใจและ-





ตูม!!


“กระจายกำลังออกไป อย่าให้โดนตลบหลังได้!” คอนเนอร์ตะโกนสั่งพวกลูกน้องในหน่วยรวมถึงรันฟาให้ทำตามคำสั่งที่ตะโกนออกมาเมื่อครู่ รอบตัวของรันฟาเต็มไปด้วย
ความแห้งแล้งของทุ่งหญ้าซาวันน่า บวกเข้ากับเสียงปืน คราบเขม่าและฝุ่นควันอีกกองใหญ่แน่นอนว่ายังมีเสียงร้องโอดโอยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของหลายคนในทุ่งหญ้าร้าง
แห่งนี้ด้วย จะว่าไปรันฟาก็ชักจะเริ่มชินกับเรื่องอะไรแบบนี้แล้วถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็เธอคงกลัวหัวหดจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ตรงนี้ไปแล้ว


ถ้าจะเท้าความเล่าย้อนไปคงเป็นช่วงที่มาถึงตรงนี้ใหม่ๆ VTOL จำนวนหกเครื่อง ส่งทหารหน่วย ฮาว์ดและสเป็คเตอร์ลงที่จุดหมายได้อย่างปลอดภัยทั้งห้าสิบคน
ทีแรกจุดหมายที่ต้องไปนั้นอยู่ห่างจากจุดลงจอดไปประมาณสองไมล์จากจุดนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรหลังเดินทางไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที รันฟาและสมาชิกหน่วยทุกคนก็ถูกซุ่มโจมตี
โดยกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นเท่าที่ดูอาจจะเป็นทหารรับจ้างในพื้นที่ก็เป็นได้ กลายเป็นว่าทุกคนต้องคลานหมอบต่ำกันเป็นว่าเล่นเพื่อหลบฝนกระสุนที่ยิงผ่านเข้ามากันแบบ
ช่วยไม่ได้ ลำพังถ้าบุกเข้ามาแค่หมู่เล็กๆไม่กี่หมู่มันก็ไมครณามือหน่วยฮาว์ดหรอกยิ่งอีกฝ่ายใช้อาวุธเป็นแค่ปืน AK จากยุคสงครามเย็นด้วยแล้วมันไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด
หากไม่เป็นเรื่องของ ‘จำนวน’ ที่มากกว่าพวกเธอหลายเท่าตัว แถมยังไม่นับ RPG และปืนกลติดรถที่ขนกันมาเหมือนเตรียมการมาเพื่อถล่มเธอกับพรรคพวกซะอย่างนั้น


นี่มันไม่ใช่แค่บังเอิญเจอกันระหว่างทางแล้ว แบบนี้มันเรียกว่าดักซุ่มรอถล่มเลยด้วยซ้ำ


จากจุดนี้นับว่ายังโชคดีที่มีคันดิน เนินทรายและหินก้อนใหญ่เป็นที่กำบังให้หลายจุดเลยทำให้รอดจากคมกระสุนมาได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทานอยู่ได้ตลอด
ต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างก่อนที่การหลบในที่กำบังจะกลายเป็นการรอความตายแทน


“รันฟา! มาทางนี้หน่อยต้องการแพทย์สนามตรงนี้ด่วนเลย!” สมาชิกหน่วยฮาว์ดคนหนึ่งตะโกนเรียกรันฟา หญิงสาวตอบรับด้วยการพยักหน้ามองซ้ายขวาดีๆก่อนจะวิ่งไป
สมทบตรงนั้น มีทหารอยู่อีกสองสามคนกำลังยิงตอบโต้กลับไปและอีกหนึ่งคนที่นอนเจ็บอยู่ตรงบริเวณแขนมีรอยถูกกระสุนยิงถากๆไปหย่อมหนึ่งแผลอาจจะใหญ่แต่ก็ไม่ถึงกับ
สาหัสอะไรมากนัก รันฟาคว้าเอาผ้าพันแผลออกมากดห้ามเลือดเอาไว้ก่อนจะตามด้วยชุดขันชนักห้ามเลือดอีกส่วนหนึ่ง


จุดที่รันฟาอยู่นั้นมีการยิงปะทะเข้ามามากกว่าจุดอื่นๆเพราะเป็นจุดที่มีเนินดินน้อยและอยู่ใกล้พวกข้าศึกมากกว่าจุดอื่นๆก็ไม่แปลกที่จะมีคนเจ็บอยู่แถวนี้ด้วย รันฟาต้องใช้
มือข้างหนึ่งทำแผลขณะที่มืออีกข้างต้องงัดเอาปืนพกออกมายิงสวนไปเป็นระยะ ทางกลุ่มอื่นเองก็คงจะเจอศึกหนักเหมือนกันเพราะงั้นคงจะหวังเรียกให้มาช่วยไม่ได้
โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ใช่การลุยสนามรบครั้งแรกของเธออีกต่อไปแล้วการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการฝึกที่ผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนรวมทั้งการลุยงานภาคสนามอีกหลายครั้ง
สร้างประสบการณ์และจิตใจหญิงสาวให้เข้มแข็งมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเธอรู้สึกว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเข้าความไร้เดียงสาที่เธอมีก่อนหน้านี้มันก็กำลังค่อยๆหายไปเช่นเดียวกัน


“เอาล่ะนายกดตรงนี้เอาไว้เขาไม่เป็นอะไร เดี๋ยวสักพักเลือดจะหยุดไหลเอง” รันฟาพูดขณะมองดูปืนไรเฟิลประจำตัวที่เธอเพิ่งจะยิงกระสุนชุดสุดท้ายหมดไป


“เดี๋ยวก่อนนั่นเธอจะไปไหนน่ะ!?”


รันฟาชักดาบที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา “ไประบายอารมณ์หน่อย...”


สิ่งที่รันฟาคิดก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเธอชักเริ่มยัวะหลังเห็นคนเจ็บมากขึ้น เจ้าพวกนี้ถ้าจะยิงกันก็ไม่ว่าแต่อย่าเพิ่มงานให้แพทย์สนามแบบเธอจะได้ไหม ถึงมันจะขัดกับกฎ
ของแพทย์สนามที่ว่า ห้ามออกรบแบบแนวหน้า เพราะถ้าแพทย์สนามตายแล้วใครจะรักษาคนในทีมกัน แพทย์สนามตายก็เหมือนทั้งทีมตายด้วย แต่บางครั้งก็ควรรู้ไว้ว่าทางเดียว
ที่จะไม่ให้มีคนเจ็บเพิ่มก็คือการจัดการข้าศึกให้หมด


รันฟาคว้าระเบิดควันที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาแล้วปาไปข้างหน้า ม่านควันใหญ่หนาทึบบังเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหญิงสาวกระชับดาบในมือไว้มั่นแล้ววิ่งก้มต่ำๆ
เข้าไปหาข้าศึกที่อยู่ตรงหน้าเสียงปืน AK ของอีกฝ่ายที่ดังระงมมากพอจะทำให้รันฟารู้ตำแหน่งเธอวิ่งเข้าไปแล้วก็จัดการตวัดดาบกลางม่านควัน แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้ว่า
เธอฟันโดนเป้าหมายเข้าให้แล้ว พวกศัตรูที่ทำเพียงกราดยิงไปรอบทิศเหมือนคนตาบอดไม่ใช่คู่มือของเธอเลยสักนิดเดียว ศัตรูรายแล้วรายเล่าล้มลงใต้คมดาบของเธอ
ท่ามกลางม่านควันก่อนจะมีใครทันได้รู้ตัว เสียงปืนเริ่มเงียบลงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องก่อนตายของข้าศึกดังออกมา


ประสาทสัมผัสการรับรู้ที่ขยายขึ้นเป็นผลจากการฝึกทำให้รันฟามีความแม่นยำในการโจมตีอีกฝ่ายได้อย่างตรงจุดแม้จะมองไม่เห็น ช่วงที่รันฟาตรวจจับข้าศึกที่อยู่รอบตัวได้
หญิงสาวก็หลับตามือจับดาบเอาไว้ไม่ต่างกับคาวบอยที่พร้อมจะชักปืนเร็วออกมายิงในเวลาเพียงเสี้ยววิ เมื่อได้ตำแหน่งแน่ชัดหญิงสาวก็ชักดาบและฟันเปรี้ยงออกไป
ตามที่ต้องการ


แต่นั่นเพียงลำพังคงหยุดศัตรูได้ไม่มากพอเมื่ออีกฝ่ายยกพลมาเสริมอีกกองร้อย รันฟาหมอบราบลงกับพื้นทำตัวให้กลมกลืนกับศพรอบตัวให้มากที่สุด พยายามไม่ขยับตัว
มากจนเป็นที่สนใจ


“ออสเปรย์ กำลังเสริมของเราไปถึงไหนแล้ว ทางนั้นกำลังยกคนมาเพิ่มแต่ฝั่งเรากำลังจะเละเป็นโจ๊กเอาในไม่กี่นาทีนี้แล้ว!!” ฮอว์คอายส์ตะโกนถามฟังจากน้ำเสียงแล้ว
ผู้บัญชาการหญิงท่าทางเครียดนิดๆอยู่พอสมควร


“กำลังมาครับ!! ในอีกไม่กี่อึดใจ” ออสเปรย์ตะโกนบอก


ช่วงนั้นรันฟาตกอยู่ท่ามกลางดงศัตรูนับสิบห่างออกไปแค่ไม่กี่หลาเธอต้องข่มใจไม่ให้ขยับตัวแบบปุปปับตอนนี้ระเบิดควันไม่เหลือ ที่ใช้ไปก็จางหายไปกับอากาศหมดแล้ว
ครั้นจะหยิบดาบออกไปสู้กลางวงในระยะแบบนี้คงไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเท่าไหร่นัก รันฟานอนนิ่งๆรออยู่นานพักหนึ่งจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงอะไรบางอย่างพุ่งแหวกอากาศ
เข้ามา เสียงมันเหมือนเครื่องบินเจ็ททิ้งระเบิดทีเดียวเพียงแต่ว่าเสียงไม่ได้ดังขนาดนั้น มันเล็กกว่า ไวกว่า และมีจำนวนน้อยกว่ามาก รันฟาไม่ยักรู้ว่าหน่วยสเป็คเตอร์มีเครื่องบิน
ทิ้งระเบิดด้วย นอกจากสิ่งที่เธอไม่อยากจะคิดถึงในตอนนี้และไม่อยากยอมรับเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


ไม่... ไม่... ไม่... ไม่เอาไอ้ลิงลมตัวนั้นไม่เอา...


“ย่าห์ฮู้!!!”


ตูม! ตูม! ตูม!


เสียงตะโกนที่แสดงความรู้สึกสนุกสนานได้อย่างชัดเจนดังขึ้นพร้อมกับแรงระเบิดและอะไรไหวๆเคลื่อนผ่านไปแบบรวดเร็วพร้อมลมกรรโชกแรงตามมาหลังจากนั้น
คนที่สนุกสนานในสถานการณ์ตรึงเครียดเช่นนี้ได้มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น


“พระเอกมาแย้ว หลบหน่อยพระเอกมา!!!”


“เลิกเล่นตลกซะ วิง! รีบสอยไอ้พวกบ้านั่นซะเร็ว!!” อาเชอร์ตะโกนผ่านเครื่องมือสื่อสารให้วิง ทหารหนุ่มจอมซ่าเลิกทำเป็นสนุกและจริงจังกับสถานการณ์ให้มากกว่าเดิม
แต่ท่าทางเจ้าหนุ่มนั่นจะไม่ฟังอะไรเท่าไหร่กลับเอาแต่บินโฉบฉวัดเฉวียนไปมาอย่างสนุกสนานทั้งที่ตอนนี้มีลูกกระสุนจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังถูกยิงขึ้นฟ้าเพื่อสอยให้ร่วง


และรวมถึงเครื่องยิงจรวดแบบพกพาที่เรียกกันในชื่อแสนคลาสสิกที่เรียกกันว่า RPG...


“RPG!!”


จรวดรุ่นประทับบ่ายิงจำนวนหลายสิบลูกถูกยิงขึ้นฟ้าเพื่อจะสอยเจ้าหนุ่มติดปีกที่บินอยู่กลางเวหาไม่ต่างอะไรกับนกลงมาให้ได้แต่ก็ไม่มีลูกไหนเข้าใกล้คำว่าเฉียดเลย
เสียด้วยซ้ำ ความเร็วของวิงนั้นไวกว่าจรวดมากนัก มิหนำซ้ำเจ้าหนุ่มติดปีกยังบินใบบินมาส่งจูบกวนประสาทผ่ายตรงข้ามทำเอากว่าครึ่งหันไปสนใจที่จะยิงเจ้าตัวแทนที่จะยิง
พวกทหารหน่วยฮาว์ดคนอื่นที่อยู่ตามภาคพื้นแทน


“หาไอ้นี่อยู่เหรอ?” วิง พูดพร้อมน้ำเสียงกวนประสาทพลางชูอะไรบางอย่างที่ถืออยู่ในมือและนั่นก็แทบไม่อยากเชื่อ... ล้อเล่นใช่ไหม


หัวจรวด RPG ที่ถูกยิงออกไปโดนจับได้อย่างกับเป็นของเด็กเล่น พวกศัตรูเห็นแบบนั้นเลยพากันทิ้งอาวุธใส่เท้าสุนัขเผ่นอย่างไวแต่ก็ช้าไปเมื่อวิงโยนหัวจรวดเข้าใส่กลางวง
นั่นผลลัพธ์คือทั้งวงแตกกระเจิงหนีหางจุกก้นกันถ้วนหน้า


ถึงจะไม่ค่อยชอบหน้าไอ้หมอนี่เท่าไหร่แต่ก็นับว่าเป็นโอกาส


ฉัวะ!!


จับตำแหน่งได้แปดคนเรียงแถวหน้ากระดานพอดี รันฟาเลยตวัดดาบแค่ทีเดียวก็ล้มได้ทั้งหมดโดนเข้ากลางลำตัวแผลไม่ได้ลึกมากแต่แค่นี้คงจะขยับตัวไม่ได้สักพัก
หลังจากโดนวิงทิ้งระเบิดและกราดยิงจากฟากฟ้าอยู่พักใหญ่กลุ่มของข้าศึกก็เริ่มเสียขวัญและแตกกระเจิงกันไปตามระเบียบ


“พวกมันเริ่มแตกขบวนแล้วทุกหน่วยขยี้เลย!” ออสเปรย์ออกคำสั่งทันทีที่เห็นข้าศึกเริ่มแตกขบวนเสียขวัญเพราะการบุกของรันฟาเมื่อครู่นี้ พวกทหารที่ยังพอรบได้
ลุกจากที่กำบังและเข้าตีข้าศึกที่กำลังถอยร่นจนแตกกระเจิง


รันฟาได้ยินคำสั่งทางเครื่องมือสื่อสารที่เธอพกอยู่อันที่จริงเธออยากจะห้ามไม่ให้ตามไปเกรงว่าจะเป็นการซุ่มโจมตีแต่สถานการณ์ตอนนี้การบุกเข้าขยี้อีกฝ่ายตอนกำลัง
เสียขวัญดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อคิดถึงภาพรวมทั้งหมดรันฟาก็สะบัดเลือดออกจากคมดาบแล้วเก็บเข้าฝักก่อนคว้าปืน AK ที่หล่นอยู่ตามร่างของข้าศึกที่โดนฟันไป
ถึงเห็นแบบนี้ที่จริงแล้วรันฟายั้งๆมือไว้ไม่ให้ฟันลึกเกินไป แน่นอนว่าไม่ถึงตายแต่ก็คงขยับตัวไม่ได้ไปอีกนานทีเดียว


พวกศัตรูกำลังถอยร่นออกไปบางรายก็ถึงกับยอมทิ้งอาวุธยกมือขึ้นเหนือหัว บางส่วนก็สู้ไปถอยไป รันฟาไล่ตามกลุ่มส่วนใหญ่ไปกับพวกสเป็คเตอร์ขณะที่กลุ่มอื่นๆ
ยังยุ่งอยู่กับการไล่ตามข้าศึกที่แตกขบวนออกไปซึ่งมันก็คงไม่เข้าท่านักถ้าหากว่าเป้าหมายหลักตอนนี้คือการไปช่วยเหลือคนๆหนึ่งแทนที่จะมาเป็นการปะทะกับข้าศึก
ให้เสียเวลาเปล่า รันฟาออกวิ่งไล่ทันจนรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ใกล้ๆคลอว์เข้าให้แล้ว


“เอาล่ะรันฟามาดูกันว่าเธอจะทำได้แค่ไหน” กงเล็บเหล็กงอกขึ้นมาจากปลายนิ้วของคลอว์ เป็นสัญญาณว่าให้เข้าประจัญบานกับข้าศึกแบบประชิดตัว


รันฟาพยักหน้าดึงดาบออกจากฝักและวิ่งเข้าไปหลบหลังคลอว์ เวลาเดียวกับที่กระสุนนับร้อยพุ่งเข้ามาจากทางด้านหน้า ลูกกระสุนขนาดที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น
ถึงจะเก่าแต่ถ้ายิงมาก็ตายได้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับหยาดฝนสำหรับคลอว์กระสุนนับร้อยๆนัดที่ยิงเข้ามาไม่สามารถทะลวงผ่านผิวหนังของเธอได้เลยแม้แต่น้อย
กงเล็บในมือกางออกอย่างเต็มที่รันฟาแทบจะมองเห็นสีหน้าที่ตื่นตะลึงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของข้าศึกได้แบบชัดถนัดตา


ฉัวะ! ฉัวะ!


หลังคลอว์ประเดิมเป็นรายแรกรันฟาก็ตามซ้ำดาบสองต่อในทันทีคลอว์เน้นการใช้กงเล็บสังหารเหยื่อทุกรายภายใต้กงเล็บของเธอจึงหมดลมหายใจในเสี้ยววินาทีแทบจะทุกราย
ต่างจากรันฟาที่เล็งเข้าตรงลำตัวและแขนขาเป็นส่วนใหญ่แม้แผลจะใหญ่แต่ก็ไม่มีใครถึงตายสักคน ยังไงเสียแผลแบบนั้นถ้ารักษาดีๆยังไงก็รอดอยู่แล้ว ข้อดีอย่างหนึ่ง
ของการเป็นแพทย์สนามคือรู้ว่าจุดไหนเป็นจุดตายหรือบาดแผลแบบไหนที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต


รันฟาวิ่งตามหลังคลอว์ไปและกำจัดศัตรูที่ขวางทางทุกรายจนหมด พวกนั้นคงกำลังพยายามดิ้นเฮือกสุดท้ายหนีไปยังไงก็เปล่าประโยชน์ในทุ่งซาวันน่าแบบนี้ไม่มีที่หลบ
และไม่มีที่ให้ซ่อนหนีไปยังไงก็ไม่รอดอยู่ดี ทั้งสองคนวิ่งตามไปเรื่อยๆและทิ้งห่างกลุ่มอื่นไปมากพอสมควรแต่คงไม่มีปัญหาสำหรับมนุษย์หนังหนาแบบคลอว์หรอกน่า...


ปัง!


“อั๊ก!!”


ช่วงที่กำลังไล่ตามอยู่นั้นร่างของคลอว์ก็ล้มลงก่อนจะมีเสียงปืนดังตามหลังมาหนึ่งนัด ร่างของคลอว์มีรอยจากการยิงอยู่ที่บริเวณไหล่ กระสุนไม่ได้ทะลวงเข้าไปในร่าง
แต่ท่าทางจะเจ็บไม่ใช่น้อย กระสุนแบบไหนกันที่สามารถสร้างความเสียหายให้คลอว์ได้ถึงขนาดนี้ ไม่ทันที่คลอว์จะได้ลุกขึ้นมาเป็นรอบที่สองกระสุนอีกนัดก็ถูกยิงเข้าใส่เธอ
ตรงเข่าอย่างจัง


“บ้าชิบ!! เจ็บเป็นบ้าเลย!!” คลอว์ตะโกนโวยวายหลังถูกยิงเข้านัดที่สองรันฟาต้องรีบดูที่ขาของเธอโดยด่วนแต่ดูจากที่เห็นไม่มีเลือดสักหยด คงไม่มีแผลอีกตามเคย
แต่กระสุนที่ทำความเสียหายได้ขนาดนี้ถึงจะไม่ได้ชำนาญแต่เดาว่ามันคงเป็นกระสุนขนาด .50 แคลลิเบอร์ไม่ผิดแน่


“ท่าทางจะโดนล้อมแล้วสิคะ...”


รันฟาถอนหายใจพลางมองไปรอบๆตัวขณะที่บรรดาชายฉกรรจ์ไร้เครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือกำลังตรงเข้ามาล้อมเธอกับสมาชิกคนอื่นๆที่เหลือจากรอบด้าน
พวกศัตรูยังมีกองกำลังดักซุ่มอยู่อีกกว่าสามกองร้อย แม้แต่หน่วยรบอย่างฮาวด์และสเป็คเตอร์จะรวมกำลังกันก็ไม่มีททางที่จะพลิกสถานการณ์ได้ในตอนนี้
พวกนั้นจงใจถอนทัพเพื่อล่อให้เข้ามาในเขตสังหารแสดงว่าผู้นำของพวกมันคงจะฉลาดน่าดู ถึงพวกนั้นจะเป็นแค่ทหารดาษๆแต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าแถมมิหนำซ้ำ...


“สอยไอ้นกนั่นลงมา ใช้ ‘สตริงเจอร์’ ซะ!!” หัวหน้าของพวกศัตรูสั่ง ไม่กี่อึดใจถัดมาพวกนั้นก็ยกเครื่องยิงจรวดอีกแบบออกมา มันต่างกับ RPG มากทั้งทันสมัยกว่า
กระบอกใหญ่กว่าและที่สำคัญมันยังมีระบบหัวรบนำวิถีด้วย สตริงเจอร์คือจรวดต่อต้านอากาศยานแบบพกพาที่เคยใช้มาตั้งแต่สงครามอัฟกัน มันไวพอทีจะไล่กวด
เครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินเจ็ทได้อย่างสบายต่างจาก RPG หลายร้อยเท่าถ้าวิงโดนเล็งเข้าล่ะก็ไม่มีทางที่จะหนีพ้นได้เลย


จรวดนับหลายสิบลูกถูกยิงออกไปทีละลูกในระยะเวลาทุกสองวินาทีมันพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อแทบจะไม่เห็นตัวจรวดเลยด้วยซ้ำ รันฟามองเห็นเพียงแค่
กลุ่มควันสีขาวๆจำนวนกว่าสิบสายกำลังไล่กวดวิงด้วยความเร็วอันมหาศาล พลุไฟจำนวนหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากร่างของวิงเพื่อหลอกล่อระบบนำวิถีด้วยความร้อนของจรวด
แต่นั่นก็ทำได้แค่ให้จรวดสองสามลูกเขวเป้าไปเท่านั้น ในเมื่อยังมีอีกมากกว่าครึ่งที่ยังไล่ตาม จนไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นก็มีเสียงระเบิดดังลั่นขึ้นพร้อมเปลวไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้น
กลางเวหา รันฟามองเห็นอะไรบางอย่างกำลังร่วงลงพื้นก่อนจะเงียบหายไป


ไม่จริงน่า วิง...


“หมดตัวก่อกวน... ที่จริงก็อยากจะฆ่าพวกแกให้หมดแต่พอดีหัวหน้าไม่บอกให้ทำแบบนั้นซะด้วยสิ... เพราะงั้นไปกับเราซะดีๆจะได้เจ็บตัวน้อยที่สุด”


“พรืด!! หึ หึ หึ...” ทันใดนั้นเสียงกลั้นหัวเราะที่เกือบจะหลุดก๊ากออกมาของคลอว์ก็เรียกความสนใจให้แก่หัวหน้าของพวกข้าศึกเข้า ทุกคนต่างเพ่งสายตาไปมองทางคลอว์
ที่กำลังนอนพักอยู่ เหมือนหญิงหนังเหล็กคนนี้จะคิดอะไรบางอย่างในใจแล้วกลั้นขำออกมาไม่ได้


“หัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำนักรึไง?” หัวหน้ากลุ่มศัตรูถาม


“ทีแรกคิดว่าพวกแกจะคิดอะไรฉลาดๆแต่ที่ไหนได้กลับโง่กว่าที่คิด อดคิดไม่ได้เลยว่าพวกแกเตรียมซุ่มดักตีพวกเราเพื่อจะจับเป็น แล้วยังมาพูดอีกว่าจะให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด
โดยเฉพาะไอ้ที่บอกว่าอยากจะฆ่าพวกเราน่ะคิดแล้วยังไงมันก็ขำไม่หายว่ะ พวกแกมีปัญญาทำแบบนั้นด้วยเหรอ!!” คลอว์เริ่มระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมาแทบจะหมดก๊อก
เช่นเดียวกับรันฟาและคนอื่นที่เริ่มจะหัวเราะตามบ้าง


“หุบปากซะ! ไม่งั้นข้าจะยัดไอ้ดุ้นกระบอกนี้เข้าปากแกแล้วหุบปากเหม็นๆของแกถาวรซะ!!” ไรเฟิลเจาะเกราะรถถังที่เคยใช้ยิงขาของคลอว์จนขยับไม่ได้มาแล้วถูกยืนจ่อ
เข้าที่หน้าของเธอพร้อมจะระเบิดกระสุนเจาะเกราะรถถังออกมาได้ทุกเมื่อ


ระยะขนาดนี้ถ้าโดนกระสุนต่อต้านรถถังยิงเข้าที่หัวจังๆหนังหนาแค่ไหนก็ไม่รอด แทนที่จะตกใจคลอว์กลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ถ้านี่จะเป็นเพราะกลัวจน
เสียสติไปแล้วมันก็คงเป็นเรื่องที่ชวนทุเรศนัยน์ตาไม่น้อยแต่มันไม่ใช่แบบนั้น เธอกำลังหัวเราะเพราะบางอย่างจริงๆ


“ตายไปตอนนี้ยังดีกว่าใช้ชีวิตที่เหลือๆ อยู่กับพวกกองทัพกากๆไร้สมองที่คิดว่ามีปัญญาฆ่าพวกเราหน่วยรบที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกแกไม่มีปัญญาแม้แต่จะฆ่าพวกเราด้วยซ้ำ
จะเป็นฉันหรือแม่หนูน้อยชาวเอเชียนี่ก็ด้วยบอกเลย พวกแกมันก็แค่โจรกระจอกกิ๊กก๊อก อย่ามัวพล่ามให้เสียเวลาจะฆ่าก็ฆ่าเหอะว่ะ...” คลอว์พูดร่ายยาว ดูถูกทุกน้ำเสียง
จากใจจริงก่อนจะถุยน้ำลายใส่ปืนต่อต้านรถถังที่จ่อหัวอยู่อย่างไม่เกรงกลัว


นั่นก็เพียงพอจะบัลดาลโทสะให้คนที่ถือปืนอยู่อยากจะฆ่าเธอขึ้นมาในทันที รันฟามองดูในแววตาของคลอว์ที่ไม่ได้สนใจปืนกระบอกเบ่อเริ่มที่จ่อหัวอยู่ แต่กำลังมองไปทางซ้าย
มือของเธอ พร้อมทั้งร้อยยิ้มเล็กๆที่ราวกับเป็นการส่งสัญญาณให้รู้บางอย่าง


ฟุบ!!


ยังไม่ทันจะคิดอะไรออกในเสี้ยววิก่อนเหนี่ยวไกก็มีบางสิ่งพุ่งเฉี่ยวหัวของรันฟาไปทำเอาเส้นผมขาดกระตุกไปหย่อมหนึ่ง ตามมาด้วยเลือดที่กระเด็นถูกหน้าของเธอ
และกว่าจะรู้ตัวที่เห็นคือร่างของหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างถูกฉีกออกเป็นสองซีกสิ้นชีพในพริบตาเดียว วินาทีต่อมาก็มีเสียงลั่นกระสุนดังขึ้นหลายร้อยนัดไม่สามารถหาทิศทางได้ว่า
มาจากไหน ร่างของพวกทหารรับจ้างชักกระตุกพร้อมรอยกระสุนที่ฝากเอาไว้บนร่างอีกนับไม่ถ้วน พวกที่ยังรอดอยู่ต่างก็รีบวิ่งหาทางเอาตัวรอดแต่ก็ไปได้ไม่ไกล ทุกคนตกเป็น
เป้าสังหารของคมกระสุนกันหมดที่น่าแปลกคือไม่มีใครในหน่วยฮาวด์หรือสเป็คเตอร์ที่โดนเจาะสักคน คนที่ยิงเพ่งเป้าไปทางพวกทหารรับจ้างกลุ่มนี้เท่านั้น


มันเหมือนภาพที่หลุดมาจากนรกบนผืนดินไม่มีผิด ศัตรูกว่าสองกองร้อยที่เล็งอาวุธกะจะสังหารทุกคนในหน่วยของรันฟาเมื่อครู่ในตอนนี้กลับล้มระเนระนาดตายเรียบไม่มีเหลือ
ในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีเท่านั้นรันฟาหมอบลงต่ำและชะเงิ้อหน้ามองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างตกตะลึง เสียงร้องโหยหวนของพวกข้าศึกและเลือดที่พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
ยังติดตาเธออยู่ทุกฉากทุกตอน เสียงโหยหวนดังไปเรื่อยจนไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลง จนเมื่อเสียงปืนสงบลงสิ่งที่ได้เห็นก็มีเพียงศพและเลือดนองเต็มทุ่งซาวันน่าอันร้อนระอุ
ไม่มีการเคลื่อนไหวของพวกศัตรูไม่มีอะไรเลยนอกจากความเงียบงัน


“ม... มันฝีมือใครกันวะเนี่ย!!” คอนเนอร์เป็นคนแรกที่ตะโกนถามหลังจากตั้งสติและเช็คจนแน่ใจแล้วว่าปลอดภัยเลยลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนใครเพื่อน


“ไม่ใช่คนของเราแน่ เราโดนล้อมกันหมด นอกจากจะมีใครออกไปซุ่มแน่วหลังแล้วช่วยพวกเรา มีการยิงจากระยะไกลตอนเริ่มต้น” อาเชอร์พูดพลางเดินไปที่ร่างของหัวหน้ากลุ่ม
ทหารรับจ้างที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืดนัก “บอกที่ว่ากระสุนแบบไหนสามารถเจาะทะลุเสื้อเกราะแบบเมทัลลิคพอลิเมอร์ที่แข็งกว่าไตของฉันแถมยังแยกร่างมนุษย์ออกเป็นสองซีก
ได้อีก”


ทุกคนเริ่มมองไปรอบๆตัวมองหาเจ้าของผลงานที่ยังไม่โผล่หัวออกมาจนถึงตอนนี้


“น่าจะไม่ได้มีแค่คนเดียวค่ะ ฉันได้ยินเสียงปืนกลใกล้มากด้วย โดนยิงเรียบหมดทั้งกองในหนึ่งนาทีเข้าจุดตายหมด ฉันอาจไม่รู้อะไรมากแต่ถ้าคนๆนี้คิดจะฆ่าพวกเรา
เราคงตายไปแล้วค่ะ” รันฟาเสนอและวิเคราะห์ทุกอย่างเท่าที่คิดออกและดูทุกคนจะเห็นด้วยในข้อนั้น


“บางทีคำตอบมันมักจะมาหาเราเองนะรันฟา...” ฮอว์คอายส์พูดพลางมองไปที่ทางซ้ายของเธอ


ทุกคนหันหน้าไปมองทางนั้นหมดและที่ทุกคนคิดในตอนแรกแทบจะกลับตาลปัตรกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเจ้าของผลงานไม่ได้เป็นกองทัพหรือหนึ่งหมู่ย่อยอย่างที่คาด
มันกลับเป็นเพียงคนเพียงแค่คนเดียว ที่กำลังเดินตรงเข้ามาร่างสูงท่าทางแข็งแรงกำยำในชุดท้องถิ่นขาดๆคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่สภาพรุ่งริ่งไม่ต่างกันมากนักทุกคน
ต่างไม่คิดจะขยับตัวอะไรกันไปพักใหญ่ได้แต่ยืนรอนิ่งๆรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหาจนใกล้พอที่จะเห็นหน้าได้ชัดๆ เท่าที่ดูรู้แล้วว่าเป็นผู้ชายที่กำลังเดินถือปืนกลร้อยนัด
พร้อมทั้งสะพายไรเฟิลรูปร่างแปลกตาเอาไว้ที่กลางหลังแม้ต้องแบกอาวุธหนักทั้งสองชนิดเดินมาด้วย ก็ไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยดให้เห็น


“ถ้าจะมาเดินเล่นที่นี่มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่สำหรับลูกเสือพวกนี้ว่าไหมฮอว์คอายส์?”


“ไม่เจอกันนานนะโยฮัน... ชีวิตคงบัดซบเอาการ นายทำเรื่องนี้เองคนเดียวเลยงั้นเหรอ?” ฮอว์คอายส์ถามชายที่เดินเข้ามาพลางมองซากศพที่นอนกองกันเกลื่อนทุ่ง


ร่างของชายตัวใหญ่เผยใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเก่าๆออกมา รูปพรรณสันธานตรงกับที่เห็นในภาพฉายตอนประชุมไม่มีผิดเพี้ยน นี่สินะชายที่กล่าวกันว่าเป็นมือสังหารมืด
ที่แท้จริงของสเป็คเตอร์ เจ้าของสถิติการสังการข้าศึกนับพันศพ ตัวจริงกับในรูปถ่ายนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยจริงๆตัวจริงทั้งน่าเกรงขามแววตาที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงสิ่งที่
สามารถทำได้ และผลงานที่ชายแก่คนนี้เพิ่งจะลงมือทำไปก็ยังคงนอนกองอยู่บนพื้นไม่หนีไปไหน ชายแก่ร่างสูงหันไปทางฮอว์คอายส์ที่ยืนรออยู่ก่อนจะพูดขึ้น


“ฉันชอบล่าคนเดียว เธอเองก็รู้นะ”


“นั่นสิ... ลืมไปเลยว่านายมันเป็นยังไง ไม่เปลี่ยนไปเลยกับฉายา ‘หมาป่าดำ’ แห่งสเป็คเตอร์ ยังแน่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...” ฮอว์คอายส์ผิวปากเล็กน้อย


“ก็แค่อดีตเท่านั้นล่ะเดี๋ยวนี้พอแก่ตัวอะไรๆมันก็ทื่อลงหมดแล้ว”


นี่ทื่อแล้วใช่ไหมเนี่ย! รันฟาคิดแบบนี้หลังเห็นสภาพอันเละเทะของฝ่ายศัตรูที่ยังคงนอนแน่นิ่งไร้ชีพจรอยู่บนพื้นกันหมดบางรายถึงกับแขนขาขาดกระจุยไม่มีชิ้นดีแทบไม่มีหวัง
ให้รอดได้สักราย การยิงที่แม่นยำชนิดว่าโดนจุดตายทุกนักทั้งที่กราดถล่มหมดกระสุนเป็นเข่งอย่างกับสงครามโลก แถมยังเป็นฝีมือของคนๆเดียวอีก ไม่อยากคิดว่าหากนี่คือ
ฝีมือทื่อแล้วหากเมื่อก่อนที่มีฝีมือระดับพระกาฬอย่างที่ว่าจริงๆมันจะขนาดไหนกันแน่ และรันฟาก็ไม่เคยกังขาว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนี้คนเดียวได้จริงๆ เพราะสายตาที่ฮอว์คอายส์
มองไปที่ชายคนนี้มันบอกชัดเจนว่าชายแก่นามโยฮันผู้นี้เป็นของจริง


อย่าได้ไปล้อเล่นเด็ดขาด...


ฮอว์คอายส์เริ่มกลับเข้าประเด็นต่อเธอหันมามองหน้าโยฮัน “ความจริงเรากะจะมาช่วยนายแต่ท่าทางนายจะเอาอยู่นะ เรื่องข้อมูลที่กบดานของนายเกิดรั่วไหลออกมานั่นมัน-”


“ฉันจงใจปล่อยข่าวรั่วเองต่างหาก ก็เพื่อล่อพวกมันให้ออกมา อย่างน้อยถึงจะไม่ได้ข่าวแต่กบดานอยู่เฉยๆในแอฟริกานี่มันน่าเบื่อจะตายชักสุดๆเลยนี่นา ขอยิงอะไรเล่นบ้าง
ก็ดีเหมือนกัน...” โยฮันตอบโดยไม่ยี่หระกับสิ่งที่เพิ่งพูดออกมาเลยสักนิด เหมือนกับว่าที่เพิ่งฆ่าศัตรูไปเป็นกองร้อยนั่นเป็นแค่เรื่องสนุกๆที่ทำเท่านั้น


“แต่เล่นฆ่าเรียบแบบนี้คงยังเหลืออะไรให้สืบอยู่หรอกถึงฉันจะชอบวิธีการของนายแต่บางทีควรเพลาๆลงบ้างนะไอ้เรื่องฆ่าเรียบเนี่ย...”


“ที่จริง... มันก็อย่างที่บอกพอแก่ตัวหลายอย่างมันก็ทื่อลง ฉันจับคนนึงได้แล้วลองเค้นข้อมูลดูให้ตาย! มันจ้อไม่หยุดอย่างกับนกแก้ว น่ารำคาญมากจนวินาทีสุดท้าย
ก่อนฉันฆ่ามันทิ้ง เหมือนพวกที่จ้างมันมากะจะเก็บฉันกับพวกเธอไปด้วยนะฮอว์ค” โยฮันเล่ารายละเอียดให้ฟัง รันฟาและคนอื่นๆเองก็สงสัยว่าโยฮัน ‘เค้นข้อมูล’ เชลยรายนั้น
ยังไงก่อนตายแต่ก็พอจะเดาออกว่าเป็นยังไง ถ้าไม่รู้เสียบางที่มันคงจะดีกว่าก็ได้


“แล้วนายได้อะไรมาบ้างล่ะโยฮัน?”


“ก็เรื่องไร้สาระของมันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่พอจะใช้ได้คืออีกสองสามวันพวกมันจะถูกเรียกไปทำงานที่เมืองหนึ่งในแถบยุโรป เอกสารที่เจอเป็นพาสปอร์ตปลอมกับหนังสือรับรอง
เดินทางเข้ายุโรปในฐานะแรงงานที่ได้ก็มีแค่นี้ล่ะ” โยฮันยื่นเอาเอกสารที่ว่าให้ฮอว์คอายส์ไป เธอรับเอาไว้และมองดูมันอย่างพินิจอยู่พักใหญ่ก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า


“ท่าทางเราคงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่แล้ว ในรายงานระบุว่าพวกมันส่งทาล่อนไปหานายหน่วยหนึ่งด้วยฉันถึงต้องรีบยกพลมาที่นี่ ท่าทางจะไม่จริงสินะ...” ฮอว์คอายส์ถาม


“ก็ไม่เชิงหรอกแต่ไอ้พวกหุ่นครึ่งเดนมนุษย์นั่นน่ะฉันจัดการไปหมดแล้ว ถ้าอยากได้ของที่ระลึกฉันก็พอจะมีให้อยู่” ดาบเล่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากใต้ผ้าคลุมเก่าๆ
และยื่นให้ฮอว์คอายส์


รันฟามองดูดาบเล่มนั้นด้วยตาลุกวาว ดาบที่ว่ามีรูปทรงใกล้เคียงกับดาบของเธอไม่มากก็น้อยต่างตรงที่เนื้อเหล็กไม่มีความมันวาวคมดาบเป็นสีดำและเทาสนิทรูปทรงของด้ามจับ
ดูคลายมีดทหารบางส่วนและยังมีกลไกแปลกๆติดอยู่ที่ตรงด้ามจับ ถึงจะไม่ใช่ดาบญี่ปุ่นแต่รันฟาก็มองออกว่ามันไม่ใช่ดาบธรรมดา มันต้องเป็นดาบที่ดี... ดีมากๆด้วย ชายแก่คนนี้
จัดการกับพวกหุ่นรบไซบอร์กทั้งหน่วยได้ด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีแม้รอยขีดข่วน รันฟาแทบเอาตัวไม่รอดตอนสู้คราวก่อนกับโปรแกรมจำลอง ความรู้สึกของรันฟาตอนนี้มันสับสน
ไปหมด ใจหนึ่งก็รู้สึกหวั่นเกรงแต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากจะดวลกับทาล่อนของจริงเพื่อทดสอบฝีมือตัวเองสักครั้งเหมือนกัน


ไม่ได้... อย่าปล่อยให้จิตเพ่งกับการต่อสู้อย่างเดียวสิ... รันฟา...


“ไม่ล่ะขอบใจ... แค่นายไม่เป็นอะไรเท่านั้นก็พอแล้ว ถ้างั้นแผนต่อไปของนายคืออะไรล่ะจะกลับไปกับเราไหม?” ฮอว์คอายส์ปฏิเสธที่จะรับดาบเอาไว้และถามกลับไป


“คงต้องกลับไปขึ้นเงินกับนายจ้างฉันก่อนถึงจะช่วยพวกเธอได้แต่ที่จริงฉันก็รับจ๊อบล่าไอ้พวกนี้อยู่พอดี รัฐบาลท้องถิ่นจ่ายหนักทีเดียวกับค่าหัวไอ้พวกนี้จบงานนี้
คงต้องย้ายออกจากแอฟริกาไปหาที่ทำเงินใหม่ซะที” โยฮันพูดและเก็บป้ายคอและตราเครื่องแบบของพวกศัตรูขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลักฐาน


“ต้องการให้ช่วยไหม?” วัลคิลลี่ถามขึ้นทันทีหลังจากนั้น


“แม่สาวน้อยเธอเป็นใครล่ะเนี่ยจะว่าไปหน้าเธอนี่มันคุ้นๆนะ...” โยฮันลูบคางและพยายามนึกให้ออก


“เธอเป็นลูกสาวของเรเวน ชื่อวัลคิลลี่นายน่าจะรู้จักพ่อของเธอนะโยฮัน...” ฮอว์คอายส์พูดอธิบายและโยฮันก็ถึงกับบางอ้อ เหมือนจะนึกออกแล้วว่าวัลคิลลี่เป็นใคร
จนถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ


“โอ้! ไม่เป็นไร ฉันชอบลุยเดี่ยวอยู่แล้วแม่หนู อีกอย่างฉันก็ไม่อยากเพิ่มตัวหารค่าขนมด้วยเพราะงั้นขอไปเองดีกว่าส่วนดาบนี่ก็เอาไปสิ...” ดาบถูกโยนมาให้รันฟาแทน
รันฟาสะดุ้งก่อนจะรับดาบเอาไว้ มันหนักกว่าที่คิดไว้นิดหน่อยเหมือนกัน


“เอ๋!? นี่มัน....”


“มันน่าจะมีประโยชน์กับเธอมากกว่าฉันนะแม่สาวน้อย พกดาบยาวซะขนาดนั้นทำให้นึกถึงใครบางคนขึ้นมาเลย...” รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าของชายแก่ก่อนมันจะหายไป
ในเวลาอันรวดเร็ว “ถ้างั้นรักษาตัวด้วย ศัตรูของเรามันยังไม่ได้หายไปอย่างที่คิดหรอกว่าไหม... ยังมีเหยื่อรอให้ฉันไปล่าอีกเยอะ”


นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่โยฮันจะเดินแยกตัวออกไปจากกลุ่ม และพวกสเป็คเตอร์เองก็เช่นเดียวกันทุกคนต่างรีบพากันถอนตัวออกจากจุดนั้นในทันที รันฟามองดูร่างของ
ชายแก่วัยกลางคนที่กำลังเดินทางผ่านทุ่งซาวันน่าออกห่างจากเธอและพรรคพวกไปทุกทีเพียงลำพัง เธอไม่รู้ว่าชายแก่มีอดีตที่ผ่านมาโชกโชนแค่ไหนแต่ความคิดของเธอ
ชัดแจ้งว่าชายคนนี้มีบางอย่างที่ลึกลับกว่านั้นซ่อนอยู่และเป็นหน้าที่ของเธอที่จะหาคำตอบ ในโลกใบนี้ยังมีคนเก่งอีกมากและเธออยากจะเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน


ดาบเล่มใหม่ในมือถูกกระชับเอาไว้อย่างมั่นคง เส้นทางของนักดาบที่รันฟาได้เลือกมันกำลังเริ่มขึ้นเท่านั้น มีแต่ต้องเข้มแข็งกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้...










******************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 470

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 01 พ.ย. 2017, 19:21

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP15)1/1

น่าสนใจมากเลยครับ อลิซเซียถึงไม่โผล่ แต่ฝืมือตอนสาวๆคนสุดยอด
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน