The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/9/60

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 28 ส.ค. 2016, 19:51

The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/9/60

สวัสดีขาบอร์ดผู้อ่านทุกท่านสำหรับการกลับมาหลังจากที่หายไปนานและคราวนี้เป็นการกลับมาอีกครั้งของซี่รี่ย์ Dead Epidemic

ประกาศก่อนเริ่มเรื่อง

1. ซี่รี่ย์นี้จะมีความเกี่ยวโยงกับ Dead Epidemic ภาคก่อนๆ แต่จะเป็นเรื่องราวที่ดำเนินจากภาคล่าสุดประมาณ 20 ปี
2. ในซี่รี่ย์นี้เป็นครั้งแรกที่จะ 'ไม่มี' การรับสมัครเพราะงั้น ดาราหน้าบอร์ดขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย 'แต่'
ตัวละครที่เคยสมัครไว้ก่อนหน้านี้ มีโอกาสจะมาโผล่ในเรื่องนี้ด้วยอาจจะไม่ถึงกับเด่น แต่จะมีการกล่าวถึงแน่นอน
3. เรื่องราวในครั้งนี้จะมีการดำเนินเรื่องคาบเกี่ยวระหว่างเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
4. เนื้อเรื่องจะมีความเกี่ยวข้องกับฟิค Island Frenzy และ Z.S.S. ด้วยแต่จะไม่มีการพูดถึงมากนักเพื่อป้องกันความเหลื่อมล้ำ
5. สุดท้ายนี้ขอฝากเรื่องราวทั้งหลายที่กำลังจะเกิดขึ้นมา ณ ที่นี้ด้วยโปรดติดตามเนื้อเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ให้ดีๆ



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



Prologue...

เสียงนกน้อยที่กู่ก้องร้องอย่างเปี่ยมสุขท่ามกลางบรรยากาศสบายๆล้อมรอบไปด้วยบ้านเมืองในชุมชนอันเงียบสงบของชานเมืองห่างจากความวุ่นวาย
นี่คงเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับพักผ่อนหรือนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆได้อย่างสบายใจ ภายในสวนหย่อมของบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งชายวัยกลางคน
ในชุดลำลองค่อยๆทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเอาไว้ภายในสวน ใบหน้าอันเปี่ยมสุขของเขากำลังมองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่กำลังเปิดโล่ง
โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวนให้หมองใจแม้แต่นิดเดียว


ชายคนนั้นยังคงนั่งอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนก่อนจะพลันนึกถึงความทรงจำเก่าๆเมื่อครั้งอดีตที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเห็นอยู่ ณ เวลานี้เป็นอย่างมาก
หากมองเผินๆก็จะไม่รู้เลยว่าชายวัยกลางคนท่าทางมีอายุไร้ซึ่งพิษสงใดๆคนนี้ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น อ
งค์กรระดับโลกที่มีอยู่แค่ในจินตนาการค่อยรับมือกับการก่อการร้ายซึ่งอาจจะนำไปสู่การล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติ


องค์กรที่ถูกลืมไปแล้วในความมืด...


ในวัยหนุ่มเขาเคยต่อสู้ฝ่าฟันเรื่องราวต่างๆมามากมายจนกระทั่งเวลานี้การต่อสู้ของเขาได้สิ้นสุดลง รอให้เวลาที่จะกลายเป็นเถ้าธุลีกลับคืนสู่ผืนดินอย่างสงบสุข
ชายวัยกลางคนค่อยๆลุกขึ้นยืนอีกครั้งหลังคิดถึงอดีตไปชั่วครู่ ร่างของชายผู้นี้ก็เดินอาดๆตรงไปที่สายยางสำหรับฉีดน้ำ มันคงถึงเวลาสำหรับการทำสวนในวันนี้แล้ว
เขาได้แต่คิดเช่นนั้นก่อนจะทิ้งอดีตอันลึกลับนั่นไว้เบื้องหลัง


“ที่รัก! มีคนมาหาค่ะ” เสียงของหญิงสูงวัยอีกคนดังขึ้นก่อนที่น้ำในสายยางจะทันได้ฉีดออกมาเสียอีก ชายวัยกลางคนขยับตัวหันกลับไปถามเจ้าของเสียง


“ใครมาเหรอไอวี่?”


“ไม่รู้ค่ะแต่เขากำลังรออยู่หน้าบ้านเรา แถมยังมีทหารอีกสองสามคนตามมาด้วยค่ะ” ไอวี่ตอบกลับมาก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมของสำหรับรับแขกที่รออยู่


เมื่อเป็นอย่างนี้ชายแก่ก็ต้องทิ้งงานทำสวนไว้ก่อนเขาเดินกลับเข้าไปในบ้านก่อนจะตรงไปที่หน้าประตูเพื่อต้อนรับแขกปริศนาที่มาเยือนบ้านของเขา
และเท่าที่จำได้วันนี้เขาก็ไม่ได้นัดใครเอาไว้ดังนั้นนี่คงเป็นเรื่องแปลกแน่สำหรับชายวัยกลางคนอายุห้าสิบปลายๆที่ไม่มีเพื่อนเลยสักคนให้มาเยี่ยมอย่างเขา
ในของชายแก่ก็หวังว่าคนที่มาคงจะเป็นลูกสาวที่มักจะมาแบบไม่ได้นัดก่อนล่วงหน้าพร้อมหลานๆที่น่ารักอีกสองคนซึ่งมักจะทำให้เขามีความสุขได้เสียทุกครั้งไป
หรือไม่ก็หากไม่เป็นอย่างที่คิดก็คงเป็นกรณีที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด เหมือนอย่างสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ ณ ตอนนี้...


ชายแก่ค่อยๆเปิดประตูออกและก็ต้องรู้สึกประหลาดใจกับผู้มาเยือนรายนี้ไม่น้อย “ผู้บัญชาการมีธุระอะไรที่นี่เหรอครับ?”


ชายแก่เอ่ยปากถามด้วยสีหน้าประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นหญิงวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบของทางการอายุน้อยกว่าเขาเล็กน้อยกำลังยืนอยู่
พร้อมทหารอีกสามคนที่กำลังยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนราวกับเป็นผู้อารักขา ใบหน้าของหญิงแก่ผู้นั้นยิ้มกลับมาพร้อมทั้งขยับแว่นกรอบบางให้เข้าที่


“สวัสดีวู้ดดี้ ไม่เจอกันนานนายยังสบายดีเหมือนเดิมใช่ไหม” หญิงในชุดเครื่องแบบถามสารทุกข์สุกดิบตามธรรมเนียมโดยไม่ลืมที่จะยืนขวดไวน์ราคาแพงขวดหนึ่ง
ให้เป็นของฝากอย่างมีมารยาท


“ก็สบายดีครับ คุยกันตรงนี้คงไม่ดีเชิญเข้ามาก่อนชวนพวกเด็กๆของคุณให้เข้ามาด้วยเลยเดี๋ยวจะจัดอะไรมาให้ดื่ม” ชายสูงวัยที่ถูกเรียกชื่อว่าวู้ดดี้กล่าวชวน
แขกของเขาทุกคนให้เข้ามาในบ้านก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาอะไรมารับรองแขกที่มาเยือน


แขกทั้งสี่คนไปนั่งรอที่โซฟาภายในห้องรับแขกอย่างเรียบร้อยโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ดูจากสีหน้าของแต่ล่ะคนแสดงให้เห็นถึงความเครียดที่ซ่อนเอาไว้
จนเกือบจะมิดชิดถ้าไม่เป็นเพราะท่าทางอยู่ไม่สุขนั่น เหมือนจะมีอะไรบางอย่างในใจที่พูดออกมาไม่ได้ ณ เวลานี้


“อาจจะเสียมารยาทไปหน่อยนะท่านผ.บ. แต่ผมมีแค่น้ำเปล่ากับไวน์เพิ่งได้มาเท่านั้นถ้าไม่รังเกียจนะ”


“ไม่เป็นไรหรอกวู้ดดี้ ยังไงก็แค่มาคุยด้วยเท่านั้นคงไม่รบกวนคุณนานนักหรอก” ผ.บ.หญิงตอบกลับอย่างเป็นกันเองก่อนจะยื่นมือไปรับแก้วน้ำเย็นๆที่วู้ดดี้รินให้
แล้วจิบอย่างช้าๆ


“ว่าแต่คุณมีธุระอะไรเหรอครับคุณถึงกับต้องลงทุนออกมาหาผมเองถึงที่แบบนี้ เซอร์ไพรซ์สุดๆไปเลย”


“ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอกนะ เราแค่อยากจะมาถามข้อมูลอะไรนิดหน่อยเราคิดว่าคุณน่าจะมีข้อมูลที่เราต้องการอยู่ เป็นข้อมูลของเจ้าสิ่งนี้...” หญิงวัยกลางคน
ยื่นรูปถ่ายพร้อมข้อมูลบางส่วนให้วู้ดดี้ “เราได้ภาพนี้จาก R.A.T.S. ถ่ายได้ราวอาทิตย์ก่อนจากที่ไหนสักแห่งในยุโรป จากความชำนาญของคุณในงานสายนี้ฉันคิดว่า
คุณคงจะรู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับสิ่งนี้...”


วู้ดดี้มองภาพที่ได้รับพลางเหลือบตามอง ผ.บ. ภาพที่เขาเห็นเป็นภาพของสถานที่อะไรสักอย่างพร้อมกับซากของสิ่งมีชีวิตประหลาดจำนวนมากที่นอนกันเกลื่อนเต็มพื้น
และยังมีศพของคนที่เหมือนจะติดเชื้ออะไรสักอย่างจนสภาพร่างกายบิดเบี้ยว เน่าเละ ผิดมนุษย์มนา ภาพดังกล่าวสร้างความสนใจให้แก่วู้ดดี้ไม่น้อยในขณะเดียวกัน
ก็ทำให้ความทรงจำในสมัยก่อนหวนกลับมามันเป็นความทรงจำที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลยจริงๆหากจะต้องนึกย้อนกลับไป


เมื่อหลายสิบปีก่อนสงครามและความขัดแย้งต่างๆได้ผุดอย่างมากมายทั่วโลกเนื่องจากปัญหาหลายด้านของประเทศทั่วโลก การทำสงครามทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างคิดค้นอาวุธรูปแบบต่างๆที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘อาวุธชีวภาพ’ สำหรับใช้ในสงคราม อาวุธรูปแบบใหม่
ยิ่งทำให้การรบทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การสังเวยชีวิตและวิญญาณของผู้บริสุทธิ์มากมายจึงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น


และครั้งหนึ่งใครจะรู้ว่าชายแก่ที่ภายนอกดูจะไม่ต่างอะไรกับคนแก่ทั่วๆไปที่กำลังย่างเข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตในวัยหนุ่มจะเคยเป็นถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลข่าวกรอง
ของ C.I.A. ก่อนที่เขาจะถูกดึงตัวให้มาร่วมกับองค์กรลับที่ไร้ตัวตนองค์กรที่มีหน้าที่ปราบปรามการก่อการร้ายทางชีวภาพจากเงามืดพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้ง
หายนะที่อาจจะนำมาซึ่งการเกิดสงครามทำลายล้ายจนนำมาสู่การสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ องค์กรที่ว่านี้จะทำ ‘ทุกอย่าง’ เพื่อหยุดยั้งสิ่งนั้นโดยไม่สนว่าต้องใช้วิธีการที่
ชั่วช้าหรือเลวทรามแค่ไหนก็ตามทีเป็นเหมือนดั่งความมืดที่คอยรักษาความสงบสุขของโลกเอาไว้อย่างลับๆโดยไม่มีใครเห็น ไม่มีใครจดจำ และไม่มีแม้แต่ตัวตน


แม้ว่าสิ่งนั้นจะผ่านมานานมากแล้วจน ณ เวลานี้การก่อการร้ายทางชีวภาพได้หายไปจนโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้งแต่สิ่งที่ได้เห็นอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า
หายนะครั้งใหม่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้านี้ ชายชราค่อยๆปิดแฟ้มข้อมูลลงพลางถอนหายใจอย่างปลงตกกับสิ่งที่เห็น แว่นกรอบหนาถูกขยับขึ้นอย่างกระชับสายตา
ที่เคยดูเหนื่อยอ่อนแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังในบัลดล


“คุณต้องการอะไรผู้บัญชาการ เชิญสั่งมาได้เลยผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่...” วู้ดดี้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่เป็นประเด็นหลักของงานนี้และนี่ก็คือสิ่งที่ทุกคนกำลังรอที่จะได้ยิน


“ฉันต้องการข้อมูลพวกนั้นข้อมูลทั้งหมดที่คุณมีเพื่อทำสิ่งที่จำเป็น ฉันรู้ว่ามันอาจจะฟังดูแย่แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ฉันต้องการสืบทอดเจตนารมณ์ของเขา
เราต้องเปิด ‘กล่อง’ ใบนั้นแล้ว...”






*****************************************************************************************************************************************************************************
แก้ไขล่าสุดโดย pug005da เมื่อ 23 ก.ย. 2017, 21:58, แก้ไขแล้ว 15 ครั้ง.
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 29 ส.ค. 2016, 07:42

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (DE Serie

เขียนงานได้ดีและน่าสนใจครับ
<<

Casanovaz

ภาพประจำตัวสมาชิก

Zombie
Zombie

โพสต์: 20

ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ค. 2016, 23:52

โพสต์ 29 ส.ค. 2016, 09:46

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (DE Serie

ว้าวว ติดตามอยู่นะคะ :e17
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 29 ส.ค. 2016, 16:41

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (DE Serie

โอ้วววว กลับมาแล้วกับฟิคที่คิดถึงกับการแต่งซาดิส(ใจเย้นๆ!) ขอต้อนรับกลับมานะคะและตอนนี้ทำการซื้อของกินรอดูเรียบร้อยแล้วรอใจจดใจจ่อว่าจะมาตอนไหน
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 03 ก.ย. 2016, 13:19

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (DE Serie

Episode 1 : 20 years later...

2 เมษายน 2045

อิลลินอยส์ , ชิคาโก้


สายลมอ่อนๆที่พัดมาในฤดูใบไม้ผลิช่วงกลางเดือนเมษายนเป็นสิ่งที่ทำให้ใจสงบลงได้ไม่มากก็น้อย บรรยากาศยามเย็นที่แสนสบายภายในเมืองชิคาโก
แม้จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งที่แฝงอยู่ในสังคมเมืองอันวุ่นวายก็ตามที และท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองใหญ่เช่นนี้กลับมีรถอยู่คันหนึ่งที่กำลังขับเร่งไปข้างหน้า
อย่างรีบร้อนเหมือนมีเหตุบางอย่าง แสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าบ่งบอกว่าใกล้จะถึงเวลาช่วงหัวค่ำของวันนี้แล้ว


อเล็กซ์กำลังจะไปตามนัดสายอีกแล้วหลังจากที่เขาดันเผลอหลับที่บ้านจนเพลินแม้จะมีเหตุผลว่าไม่ได้นอนเต็มที่หลังจากทำงานหนักมาเมื่อคืนก่อนก็เถอะ
แต่ประวัติการร่วมประชุมสายของเขามันก็มากเกินกว่าจะอ้างอะไรแบบนั้นได้แล้ว ชายหนุ่มพยายามเต็มที่ที่จะประคองพวกมาลัยขับเจ้าเศษเหล็กบุโรทั่งติดล้อ
ที่เขากำลังขับเพื่อไปให้ถึงที่ทำงานของเขาภายในสิบห้านาที โดยที่ในใจได้แต่หวังว่าไฟจะเขียวหมดทุกแยกเพื่อที่จะไม่เสียเวลาไปเปล่าๆกับการหยุดรถรออยู่ที่สี่แยก
อีกหลายนาที


ชายหนุ่มจับพวงมาลัยพลางมองดูนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าๆที่เขาใช้มาร่วมสิบปีได้แล้วแม้จะมีคนอื่นแนะนำว่าให้เขาลองเปลี่ยนเป็นนาฬิการุ่นใหม่ๆตามกระแสแฟชั่นก็เถอะ
แต่เขาก็ยังชอบเรือนนี้เพราะมันเป็นเรือนนำโชคที่น้องสาวซื้อให้ในงานวันเกิด แค่ดูก็รู้ว่าเจ้าหล่อนคงพยายามทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินซื้อให้เขาโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้
อเล็กซ์จึงยินดีที่จะใช้มันต่อไปถึงแม้ว่ามันจะพังเป็นชิ้นๆจนไม่สามารถซ่อมได้ก็ตามที ในขณะที่มือข้างซ้ายจับพวกมาลัย มือข้างขวาก็รีบประคองเอกสารกองโต
ที่กำลังจะล้มกระจายอยู่ตรงเบาะนั่งข้างคนขับ นี่เป็นเอกสารข้อมูลสำคัญที่เขาต้องเอาไปให้ ‘แร๊บบิท’ หัวหน้าของเขาให้ได้ในวันนี้


เสียงของแตรรถและเสียงต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นบนถนนจนเห็นเป็นเรื่องชินตานั้นแทบไม่อยู่ในสมองของชายหนุ่มเลยแม้แต่นิดเดียวเขารีบเหยียบด้วยความเร็วห้าสิบ
เพื่อหวังจะไปให้ถึงศูนย์บัญชาการของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากลหรือที่เรียกกันว่า ‘R.A.T.S.’ หน่วยแรทส์หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า
Rescue Assault Tactics Squad เป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายระดับสากลที่มีความสามารถในการช่วยเหลือและการสืบสวนร่องรอยการก่อการร้ายระดับสากล
มีสาขาอยู่ทั่วทุกทวีปบนโลก นั่นคือหน่วยที่อเล็กซ์สังกัดอยู่และเขาก็กำลังจะไปประชุมกับคนในหน่วยสายอีกแล้ว


หลังเสียเวลาจอดรถอยู่ตรงสี่แยกราวๆนาทีครึ่ง ไฟเขียวก็ส่งสัญญาณบอกให้เขารีบบึ่งรถในทันที ชายหนุ่มไม่รีรอที่จะเหยียบคันเร่งให้มิดแม้รู้ว่าไอ้รถบุโรทั่งเก่าๆคันนี้
มันจะเร่งได้ไม่มากไปกว่าหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงก็เถอะ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอยากจะไปประชุมให้ทันหรือสายสักห้านาทีก็เป็นพอโดยที่ไม่โดนหัวหน้าด่า
หรือถูกคนในหน่วยหัวเราะเยาะที่เป็นพระเอกสายเสมอแบบที่แล้วๆมา


“บ้าชะมัดเลย...” ชายหนุ่มบ่นอย่างร้อนใจก่อนจะตั้งสติไปกับการมองทางบนถนนแทน


อเล็กซ์มองนาฬิกาเหลือเวลาอีกแค่หกนาทีในการไปให้ถึงที่หมาย เขาหวังว่าในครั้งนี้จะไม่มีอะไรมาขวางทางเขาอีกแค่ไม่ถึงสิบช่วงถนนเท่านั้นถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ
โดยไม่มีอุปสรรค์อะไร เขาก็จะสามารถไปถึงที่หมายทันเวลาพอดี...



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“พูดจริงเหรอครับ ท่านผู้บัญชาการ?”


แร๊บบิทเอ่ยปากถาม ออร์เซีย 'ชาร์แมน' วิลโบสกี้ ผู้บัญชาการหญิงที่กำลังคุยด้วยแม้ตัวเขาจะอายุห้าสิบต้นๆแก่กว่าเจ้าหล่อนร่วมสิบปีก็เถอะ แต่ในเรื่องฐานะผู้บัญชาการหญิงนั้น
มียศสูงกว่าเขาเสียอีก ก็ไม่แปลกใจสำหรับผู้หญิงฉลาดๆที่จะไต่เต้าขึ้นมาได้จนถึงขั้นนี้ แร๊บบิทไม่คิดอะไรมากนอกจากดื่มกาแฟดำเข้มจัดที่เพิ่งชงมา กรอกลงคอหอยไป
อีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มประชุมกันแล้วคงได้เวลาไปเตรียมตัวเสียทีมันคงไม่ดีนักหากเริ่มประชุมสายทั้งๆที่เป็นหัวหน้า


“เรื่องจริงแร๊บบิท เหมือนกับว่าข้อมูลข่าวกรองทุกแหล่งจะยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาวุธชีวภาพเริ่มกลับมาระบาดอีกแล้วรอบหนึ่ง เราไม่เจออะไรแบบนี้มาตั้ง
สิบกว่าปีแล้วด้วยสิ” หญิงวัยกลางคนตอบอย่างเคร่งเครียดถึงสิ่งที่เพิ่งพูดออกไป โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงคำว่า ‘อาวุธชีวภาพ’


ที่ว่าอาวุธชีวภาพนั้น มันคืออาวุธสงครามรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการสร้างด้วยเทคโนโลยีตัดแต่งพันธุ์กรรมเปลี่ยนจากไวรัสที่ไร้พิษภัยให้กลายเป็นโรคระบาดสุดสยอง
ที่ฆ่าคนได้ทั้งเมือง หรือแม้แต่ทำให้สัตว์ธรรมดาๆ กลายเป็นอสุรกายสุดสยองที่มากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ซึ่งอันที่จริงอาวุธชนิดนี้เคยเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
เมื่อราวๆ สิบปีก่อนในกลุ่มกองกำลังกบฏ ผู้นำธุรกิจผิดกฎหมายหรือแม้แต่บางประเทศที่ต้องการพลิกเกมรบของสงครามด้วยอาวุธชนิดนี้


การใช้อาวุธชีวภาพกลายเป็นที่นิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็วจนทั้งโลกแทบจะตกอยู่ในความหวาดกลัวว่า จะถึงคราวอวสานของโลกเมื่อไหร่กันเลยทีเดียว
นั่นเป็นเพราะอาวุธชีวภาพนั้นสามารถสร้างความเสียหายต่อประชากรมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการสูญเสียมากมายตามมา


ถึงจะเป็นอย่างนั้นแร็บบิทก็ยังไม่ปักใจเชื่อนักว่าสิ่งที่ผู้บัญชาการวิลโบสกี้เล่ามานั้นจะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องมีการประชุมกัน
เหมือนอย่างที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ แร๊บบิทรีบเข้าไปรอในห้องประชุม โดยไม่ลืมที่จะหยิบเอากองเอกสารข้อมูลข่าวกรองที่เพิ่งได้รับจากผู้บัญชาการเมื่อครู่
และหวังว่าจะได้ข้อสรุปการประชุมที่ดีกว่าการได้รู้ว่าพวกอาวุธชีวภาพที่เคยสูญสิ้นไปนั้นกำลังจะกลับมาอีก


แร็บบิทนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างไวท์บอร์ดเก่าๆอีกอัน ที่มีข้อความยึกยือเขียนเอาไว้หวัดๆ หลายตัวทั้ง ‘การฆาตกรรมอำพราง’ ‘พวกโรคจิต’ หรือแม้กระทั่ง
‘การก่อการร้าย’ นั่นเป็นข้อความที่เขียนเอาไว้ในการประชุมครั้งก่อนเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้วตอนที่พวกเขาบุกเข้าไปในโกดังขนสินค้าเถื่อนแถวๆนิวเจอร์ซี่
จนได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับอาวุธชีวภาพจำนวนมาก ซึ่งอีกไม่นานพอการประชุมเริ่มขึ้น บนกระดานแผ่นนี้คงจะเต็มไปด้วยข้อความใหม่ที่เกิดจากการตั้งข้อสันนิฐานต่างๆ
อีกมากมายแน่จนกว่าจะถึงตอนนั้นคงมีเวลาให้พักอีกสักหน่อย


ระหว่างรอ มืออันหยาบกร้าน และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมากมายของแร็บบิทล้วงเข้าไปในกระเป๋าสตางค์หนังจระเข้เทียมสีดำเก่าๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าออก
ดูภายในนั้นมีอะไรใส่อยู่ไม่มากทั้ง ธนบัตรจำนวนสี่สิบเหรียญสภาพยู่ยี่อันเกิดจากการผ่านมือมาเป็นเวลานาน บัตรประจำตัวอีกสองใบสภาพเก่าพอดู
ใบแรกเป็นบัตรของสังกัดหน่วยงาน แรทส์ ไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อมูลทั่วไป ส่วนใบที่สองค่อนข้างเก่ามากกว่านั้นและมันไม่ใช่บัตรที่เขียนในภาษาอังกฤษ
แต่เป็นภาษาอื่น


ภาษาที่ว่านั่น คือ ภาษาไทย...


แร็บบิทนั้นเดิมไม่ใช่คนที่เกิดในอเมริกา หากแต่เดิมเขาคือคนในประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทยที่เข้ามาสังกัดในหน่วย แรทส์ ที่เป็นหน่วยรบพิเศษระดับนานาชาติ
เมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งตัวแร๊บบิทนั้นถือได้ว่าเป็นสมาชิกรุ่นเก่าที่อยู่มาตั้งแต่สมัยก่อตั้งหน่วยใหม่ๆเลยทีเดียว การที่อดีตทหารจากประเทศเล็กๆอย่างเขา
ต้องมาร่วมหน่วยรบพิเศษ ไกลจากประเทศบ้านเกิดนั้นมันมีสาเหตุอยู่จะเรียกว่าเป็นชะตากรรมของตัวเขาเอง ก็ไม่ผิดนัก...


“ยี่สิบปีแล้วนี่นะ... มันผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้ว แต่ทำไมมันเหมือนกับเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง...” แร็บบิททอดถอนหายใจเบาๆ ขณะที่มองดูรูปถ่ายเก่าเก็บใบหนึ่งที่มีสภาพเก่าคล้ำ
มีสีซีดไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็ยังอยู่ในสภาพดี ในรูปถ่ายนั้นเป็นภาพของเด็กชายสองคนที่กำลังยืนอยู่กับพ่อกับแม่ และยิ้มอย่างมีความสุข แม้รูปถ่ายจะสื่อถึงความสุข
แต่ทุกคราวที่แร็บบิทมองภาพนี้กลับมีแต่ความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวที่คอยกัดกินจิตใจอยู่เรื่อยๆ


นั่นคงเป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากถ่ายรูปใบนั้นเพียงไม่นาน...


ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่ยังเยาว์ แร็บบิทเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นนิสัยเสีย ลอยชาย ที่สนุกกับการใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่สนอนาคต และบุคคลเดียวที่คอยดูแลทุกอย่างยามมีปัญหา
ก็คือพี่ชายที่เป็นเหมือนญาติคนเดียวในเวลานั้น พ่อกับแม่ตายไปเมื่อเขาอายุได้สิบสาม จากเหตุก่อการร้ายภายในบ้านเกิดของเขา แต่ทว่าไม่กี่ปีถัดจากนั้น
พี่ชายที่เป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ ได้เสียชีวิตในเหตุการณ์การแพร่ระบาดของอาวุธชีวภาพในบ้านเกิด ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
นับจากตอนนั้นแร๊บบิทก็เลือกเส้นทางชีวิตเข้าสู่ทางเดินของหน่วยต่อต้าน นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาตะกรรมของชายวัยกลางคนอายุห้าสิบคนนี้ต้องกร่ำศึกมาตลอดทั้งชีวิต
เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดหายนะที่มาพร้อมกับความสูญเสียเหมือนเมื่อครั้งในอดีต


“ว่าไงไอ้พล มานั่งหน้านิ่วอยู่ตรงนี้เป็นอะไรกัน ปวดท้องเหรอ...” เสียงกวนๆของใครบางคนดังขึ้นจนทำให้ความคิดทั้งหลายของแร๊บบิทเป็นอันต้องสะดุดลง
หลังจากที่โดนเรียกชื่อว่า ‘พล’ ที่เป็นชื่อจริงในภาษาบ้านเกิดของเขา


“ถ้าจะโผล่มากวนประสาทเล่นๆเอาเวลาไปเคลียร์งานที่ยังค้างอยู่ดีกว่าไหมครับ พี่ ‘ไอซ์’” แร็บบิทตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงประชดจี้จุดคนที่พูดขัดความคิดเมื่อครู่
เป็นชายสูงอายุน่าจะแก่กว่าเขาไม่มากนักอาจจะสักปีสองปี สวมแว่นตากรอบบางรูปร่างท้วม ในมือกำลังถือแฟ้มและอุปกรณ์ต่างๆมากมาย ใบหน้ามีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่
พาดบริเวณแก้ม แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยผ่านศึก หรือเคยลงงานภาคสนามมาก่อน


“แหม... ก็แค่เห็นว่าแกเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ในห้องประชุมคนเดียว มีอะไรคิดถึงเมียแกรึไงวะ” ไอซ์ถามกลับไปและยังไม่ลืมที่จะกระแนะกระแหนเล่นเป็นของแถม


“ก็แค่คิดถึงเรื่องที่จะประชุมเท่านั้นล่ะครับ ไอ้พวกเด็กใหม่สมัยนี้มันก็เหลือเกินจริงๆไม่เคยมาตรงเวลาเลยนี่ก็จะได้เวลาประชุมแล้วด้วย...” ชายสูงอายุบ่นพลางดูนาฬิกา
ที่กำลังจะถึงเวลานัดในอีกสามนาทีแต่ยังไม่มีใครมาเลยสักคน


“เออ... ทำเป็นพูดไป เมื่อสมัยก่อนแกเองก็มาสายออกบ่อยตอนประชุมเหมือนกันนี่หว่า เรื่องแบบนี้หยวนๆไปเถอะยังไงพวกนี้มันก็เด็กใหม่อย่าไปถือสาอะไรมากดีกว่า...”


“ไว้พูดแบบนั้นตอนพี่รู้จักจัดการชีวิตตัวเองดีกว่าครับ...” แร็บบิทตอบกลับไป


ในความคิดของแร็บบิทนั้น ไอซ์ หรือที่ทุกคนในหน่วยชอบเรียกว่า ไอแซ็ก คืออดีตทหารรับจ้างที่เคยร่วมงานกับพี่ชายของเขาเมื่อครั้งยังหนุ่มเรียกได้ว่า
เป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่คนที่ได้อยู่กับพี่ชายของเขาจนวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นคนที่เคารพในตัวพี่ชายของเขาเป็นอย่างมากจนมักจะพูดถึงอยู่บ่อยๆ แถมทั้งตัวไอซ์และแร็บบิท
ต่างก็เข้ามาในหน่วย แรทส์ แทบจะในเวลาเดียวกัน เคยทำงานอยู่ทีมเดียวกันลุยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่แร็บบิทไว้ใจมากที่สุดแล้วในชีวิต


จนภายหลังไอซ์ได้รับบาดเจ็บที่ขาตรงหัวเข่าจนไม่สามารถปฏิบัติงานภาคสนามได้อีก เขาก็ได้ผันตัวเองไปเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรอง คอยทำงานอยู่หลังฉาก
ยุติหน้าที่ในฐานะทหารแนวหน้าทั้งหมดเหลือเพียงแร็บบิทที่ต้องคอยทำงานออกรบกับทีมเพียงลำพังนับจากนั้น


“แต่จะว่าไปมันก็เร็วดีเหมือนกันนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้ว หลายอย่างเปลี่ยนไปถ้า ‘จ่า’ ได้มาเห็นแกตอนนี้คงจะดีใจไม่น้อยแน่” ไอซ์พูดพลาง
ถอนหายใจให้กับชีวิต หลังจากที่ได้คิดอย่างถี่ถ้วน


หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากตลอดช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สงครามระหว่างองค์กรต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพทั่วโลก
กับพวก North Insdustry บริษัทและองค์กรที่เป็นต้นเหตุของสงครามอาวุธชีวภาพครั้งใหญ่ซึ่งเคยรุ่งโรจน์อยู่เมื่อยี่สิบปีก่อน สงครามการกวาดล้างดำเนินต่อไปหลายปี
จนภายหลังจากการล่มสลายของพวก North เมื่อราวๆสิบปีก่อนส่งผลให้การก่อการร้ายทางชีวภาพเริ่มลดน้อยลงจนแทบไม่มีให้เห็น โลกได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
ความจำเป็นขององค์กรต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพก็เริ่มลดน้อยลงในที่สุด


ในระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา บรรดาองค์กรต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพที่เคยร่วมสู้เคียงข้างกับ แรทส์ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Z.S.S. หรือ B.A.T.
ต่างพากันล้มหายตายจากไปตามเวลาจนตอนนี้เหลือเพียงแค่ แรทส์ ที่คอยระวังภัยให้กับโลก เป็นปราการด่านเดียวที่จะต่อสู้เมื่อพวกมันคืนชีพขึ้นมาบนโลกใบนี้


และคราวนี้สิ่งที่คนทั้งโลกหวาดกลัวได้หวนกลับมาอีกครั้ง ด้วยความอันตรายที่มากกว่าเดิม...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------


การประชุมเริ่มขึ้นหลังจากสมาชิกทีมมาถึงห้องประชุมพร้อมๆกัน ทุกคนมาสายไปห้านาทียกเว้นแร๊บบิทที่มารออยู่ในห้องก่อนหน้านั้นแล้ว ผิง รันฟา
สมาชิกหญิงเพียงคนเดียวในทีมกำลังสอดส่ายสายตามองหา อเล็กซ์ ที่ไม่ได้โผล่หน้ามาที่ห้องประชุมพร้อมกับเธอ หวังว่าอเล็กซ์จะมาทันก่อนที่จะโดนแร็บบิท
สวดจนยับเหมือนคราวก่อน


แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน อเล็กซ์เป็นเจ้าชายสายเสมอของหน่วยเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นะ...


อันที่จริงแล้วการประชุมใหญ่แบบนี้ไม่ได้มีมาเป็นเดือนแล้ว หลังจากภารกิจใหญ่เมื่อประมาณสองเดือนก่อน รันฟานั้นเป็นสมาชิกที่ใหม่ที่สุดในทีมแม้ว่าจะอยู่มานาน
ร่วมปีแล้วก็ตามทีแต่หญิงสาวก็เป็นเหมือนกับเด็กๆที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรมาก จนคนในทีมต้องคอยช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง แม้ตัวเธอนั้นพยายามจะยืนด้วยตัวเองให้ได้
แต่ก็ไม่พ้นต้องให้คนอื่นในทีมช่วยทุกครั้งไป


อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นสาวร่างเล็ก ที่ดูบอบบางเหมือนตุ๊กตาจนคนอื่นคิดว่าเธอไม่สามารถทำอะไรต่างๆด้วยตัวเองก็ได้...


หลังจากฟังเสียงบ่นของแร๊บบิทที่เทศน์นาทุกคนในทีมจนหูดับไปพอสมควรแล้ว การประชุมของหน่วยก็เริ่มขึ้น รันฟา นั่งอยู่ตรงเก้าอี้แถวหน้าสุดข้างๆ มาร์โก้ ฟิเรนซี่
หนุ่มหน้าเข้มชาวอิตาลีที่กำลังนั่งฟังแร๊บบิทพูดอธิบายถึงหัวข้อประชุมของวันนี้ เขาเป็นคนง่ายๆไม่ค่อยชอบออกความเห็นมากนักเมื่อเทียบกับ โฮลี่ ฟอร์ต
ที่นั่งอยู่แถวถัดจากลันฟาไปหนึ่งแถวที่กำลังถามข้อสงสัยต่างๆกับหัวหน้าของเธออยู่


ขณะเดียวกัน มิกกี้ มาร์เวอริก ก็กำลังออกอาการนั่งสลึมสลือจนแทบจะหลับอยู่หลังแถวท้ายสุด ลันฟาเดาว่ามิกกี้คงจะใช้เวลาเมื่อคืนนี้ช่วยสรุปรายงานให้แร็บบิท
จนไม่ได้นอนมาทั้งคืนแน่ๆ เพราะแร๊บบิทไม่มีท่าทีว่าจะกระตุ้นหรือพยายามปลุกเขาให้ตื่นเลย ส่วนคูเปอร์ สมิธ กับ รี้ด วาลอน สองคู่หูตัวแสบประจำหน่วยก็กำลัง
กระซิบคุยกันโดยไม่สนการประชุมเลยแม้แต่น้อย รันฟา เดาวาคงไม่พ้นคุยกันเรื่องผู้หญิงหรือเรื่องทะลึ่งจ๊กม๊กแบบที่สองคนนี้ชอบแหงๆ


บนไวท์บอร์ดมีข้อความถูกเขียนขึ้นแบบหวัดๆแต่ก็พอจะอ่านออกมีทั้งคำว่า ‘การก่อการร้ายทางชีวภาพ’ โยงเข้ากับความเห็นต่างๆของคนในทีม แต่ส่วนใหญ่มักจะมาจาก
ความเห็นของโฮลี่เสียมากกว่า นอกจากนั้นบนกระดานยังมีรูปถ่ายของซากสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่าง อยู่ในสภาพที่เรียกว่าย่ำแย่ทีเดียวขนาดเห็นแค่ภาพยังทำเอาหญิงสาว
เกือบจะขย้อนของเก่าออกมาจากกระเพาะเสียให้ได้ มันเป็นภาพที่ได้จากภารกิจคราวก่อนที่รันฟาไม่ได้ไปกับทีมด้วย เหมือนได้ยินมาว่าพวกเขาเจอซากพวกนี้ในที่เกิดเหตุ
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นขยะจากการทดลองอะไรบางอย่าง


“ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าซากพวกนี้มาจากไหนหรือมีใครทำอะไรกับมัน แต่ที่เรารู้มันเป็นสิ่งที่เกิดจากการทดลองผิดกฎหมาย เราต้องหาทางสืบสาวและหาว่ามันมาจาก...
ยินดีด้วยนะอเล็กซ์นายมาสาย... อีกแล้ว...” แร็บบิทพูดทักทายเป็นเชิงตำหนิเมื่อ อเล็กซ์สมาชิกหนุ่มอีกคนกำลังวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในที่ประชุมหลังจากมาสายไปสิบนาที


อเล็กซ์หายใจหอบเข้ามาคงเป็นเพราะรีบจัดจนถึงกับไม่มีเวลาจะจัดผมที่ยุ่งเหยิง ชายหนุ่มถือแฟ้มเอกสารที่อยู่ในสภาพยุ่ง ไร้การจัดอย่างเป็นระบบไว้แน่น
ก่อนจะไปนั่งเก้าอี้ตัวด้านหลังของรันฟา ในความคิดของรันฟา อเล็กซ์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนของหน่วย อยู่ในหน่วยมาก่อนหน้าเธอประมาณสองสามปี
เธอจำได้ดีว่าสมัยที่เข้ามาในหน่วยใหม่ๆเธอมักจะมาเข้าประชุมสายพร้อมกับอเล็กซ์อยู่เสมอจนตอนนี้ลันฟาแก้นิสัยการมาสายของตัวเองได้แล้ว
แต่อเล็กซ์ก็ยังคงมาสายคงเส้นคงวาเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ เท่าที่ดูอเล็กซ์เหมือนจะหอบเอาอะไรบางอย่างติดมาด้วยมันน่าจะเป็น
เอกสารข้อมูลเพิ่มเติมที่อเล็กซ์เคยบอกกับรันฟาเมื่อราวสองสามวันที่แล้ว


อเล็กซ์จัดแจงเอกสารให้เป็นระเบียบก่อนจะเข้าชี้แจ้งต่อแร็บบิท “นี่เป็นข้อมูลที่ได้จากสายข่าวของผม ระบุว่ามีการเคลื่อนไหวในช่วงสี่อาทิตย์ก่อนในโกดังร้างนั่น
จากแหล่งข้อมูลทั้งหมดยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามีการขนส่งอะไรบางอย่างผ่านทางรถตู้ของบริษัทขนส่งถึงสามที่ในวันเดียวกัน” อเล็กซ์พูดอธิบายให้ฟังอย่างคร่าวๆ


“แล้วเจออะไรไหมอเล็กซ์” แร๊บบิทถาม


“ครับ ทุกคันรับคำสั่งจากบริษัท South Inter Treading Corporation ให้นำสินค้าจากสาขาบอสตันมาส่งที่โกดังนี้ครับ ที่สำคัญระหว่างการส่งสินค้า
รอบๆก็มีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธออกมาคุ้มกันด้วย และยังมีข่าวอีกอย่าง อีกสองวันนับจากนี้จะมีการขนส่งสินค้าไปที่คลังเวชภัณฑ์ของ South ในบอสตันด้วยครับ”
อเล็กซ์เพิ่มข้อมูลข่าวกรองที่ได้มาอีกชุดให้ทุกคนฟัง


“แล้วแหล่งข่าวนี้เชื่อถือได้แค่ไหน คงไม่ใช่ว่าเรากำลังตามรอยพวกผู้ก่อการร้ายแต่ดันไปจับผิดเป็นขบวนรถขนยาหม่องแทนหรอกนะ”


“ไม่ครับ ผมลองตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว แหล่งข่าวทั้งหมดยืนยันว่ามีความเกี่ยวข้องกับโกดังสาขาบอสตัน เพราะงั้นข้อมูลพวกนี้ไม่ผิดแน่ครับ” อเล็กซ์ยืนยันอย่างหนักแน่น


“นั่นเป็นเบาะแสเดียวที่เราสามารถตามสืบได้ในตอนนี้ ทำงานมาดีมากอเล็กซ์ถ้านายรู้จักมาให้ตรงเวลากว่านี้คงจะเยี่ยมมาก เอาล่ะมีใครมีข้อมูลหรือความเห็นอื่นจะแชร์ไหม?”
ทุกคนในห้องหัวเราะออกมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกันที่แร็บบิทกล่าวชมก่อนจะพูดจิกกัดตบท้ายในภายหลังเรื่องที่อเล็กซ์ทำงานดีแต่ชอบมาสายอยู่บ่อยๆ


ทุกคนที่เหลือยังคงนั่งประชุมกันต่ออีกสักพักมีทั้งออกความเห็นสนับสนุนอเล็กซ์บ้าง มีแตกต่างออกไปบ้างแต่ทุกเสียงมีการยืนยันข้อมูลของอเล็กซ์ว่าเชื่อถือได้
ก่อนจะได้ข้อสรุปในตอนท้ายว่าจะมีการจัดทีมเข้าไปสืบสวนความจริงภายในวันพรุ่งนี้และอีกสองวันจะมีการลักลอบบุกเข้าไปเพื่อสืบหาต้นตอของซากศพปริศนาพวกนั้น
มันอาจจะหมายถึงการบุกเข้าไปใน South Inter Treading Corporation สาขาบอสตันทั้งหมดแยกย้ายกันหลังจากจบการประชุม โดยรันฟาจัดแจงรายละเอียดต่างๆให้
พร้อมกับการดำเนินการในขั้นต่อไป จนเหลือเพียงเธอเป็นคนสุดท้ายที่ยังอยู่ภายในห้องประชุม


“ท่าทางเธอดูเหนื่อยนะรันฟา มีอะไรกวนใจเธอเหรอ?” เสียงของอเล็กซ์ดังขึ้นข้างกายลันฟา


“นิดหน่อยค่ะ... ว่าแต่วันนี้ทำไมถึงมาสายอีกล่ะคะ” หญิงสาวถามอีกฝ่ายกลับ


“ไม่มีอะไรมากหรอก... แค่อาการป่วยของแม่ยังไม่ดีขึ้นเท่านั้นเอง น้องสาวผมที่เป็นพยาบาลเพิ่งโทรมาบอกเมื่อคืน ผมเลยนอนไม่หลับเพราะคิดถึงเรื่องนี้”
อเล็กซ์ตอบพลางช่วยจัดเอกสารที่วางอยู่ให้เป็นกองอย่างเรียบร้อย


“ดูท่าจะแย่นะคะ แล้วพอมีทางช่วยไหมคะ ฉันอาจจะรู้จักหมอเก่งๆอยู่สักคนสองคนน่าจะช่วยได้”


“ไม่เป็นไรหรอก แต่ก็ขอบคุณนะ ผมจะหาทางเองไม่อย่างรบกวนคุณหรอก เอาล่ะไปหาอะไรกินกันดีกว่าไหม ไหนๆเราก็ว่างกันแล้วนี่” อเล็กซ์เอ่ยปากชวนหญิงสาว
พลางยิ้มแก้มปริ


“ตราบใดที่คุณเลี้ยงทั้งหมด ฉันก็ไม่ปฏิเสธค่ะ” รันฟายิ้มตอบกลบมา


อเล็กซ์หัวเราะออกมาเบาๆหลังจากได้ยินมุขตลกของลันฟา ซึ่งฝ่ายชายเองก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนี้อยู่แล้ว หญิงสาวรีบแยกเอกสารทั้งหมดเอาไว้เป็นหมวดหมู่
ก่อนจะเก็บเข้าคลังข้อมูลไป เสียนาฬิกาดังเตือนเป็นการบอกเวลาว่าถึงช่วงเย็นแล้ว มันก็เป็นอีกวันที่น่าเบื่อในหน่วย แรทส์ หญิงสาวได้แต่หวังว่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้น
หรือน่าสนใจออกมาให้ทำบาง ซึ่งน่าจะยังดีกว่ามานั่งถอนหายใจไปวันๆโดยไม่ทำอะไรเลยแบบนี้


หญิงสาวเดินออกไปข้างนอกหน่วยพร้อมกับอเล็กซ์เพื่อไปหาอะไรทานเป็นมือเย็นกัน ในหัวของหญิงสาวรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองโชคดีที่อเล็กซ์เลี้ยงข้าวเธอหรืออีกนัย
อเล็กซ์อาจจะพยายามสร้างเพื่อนหรือไม่ก็คิดจีบเธออยู่ก็เป็นได้ รันฟาคิดเหตุผลมากมายต่างๆนาๆอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่รู้ว่าระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเดินอย่างสบายใจ
พวกเขาก็กำลังถูกใครบางคนแอบมองดูไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่มากนัก....






********************************************************************************************************
แก้ไขล่าสุดโดย pug005da เมื่อ 02 ม.ค. 2017, 16:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 03 ก.ย. 2016, 19:15

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP1) 3/9

อเล็กซ์นี่ใช่อดีตเดลต้าทีมมั้ยนะ 55+
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 03 ก.ย. 2016, 19:44

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP1) 3/9

230336 เขียน:อเล็กซ์นี่ใช่อดีตเดลต้าทีมมั้ยนะ 55+


คนละคนกันครับที่อธิบายไว้ในเรื่องระบุชัดว่า 'ชายหนุ่ม' ครับเพราะงั้นจึงไม่ใช่อเล็กซ์จากเดลต้าครับ

(ถ้าเป็นอเล็กซ์จากเดลต้าจริงป่านนี้พี่แกคงอายุสัก 43 กว่าๆ โดยเทคนิคถือว่าไม่หนุ่มแล้วล่ะครับเพราะเรื่องนี้ดำเนินเหตุการณ์ในปี 2045)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 21 ก.ย. 2016, 00:28

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP1) 3/9

Episode 2 Clue...

4 เมษายน 2045

ด๊อกเชสเตอร์ , บอสตัน


สองวันถัดจากนั้นหลังจากมีการประชุมและจัดแจงทีมในปฏิบัติการแทรกซึม แร็บบิทและพรรคพวกในทีมกำลังแอบอยู่ตรงบริเวณตึกเก่าใกล้กับโกดังเป้าหมาย
ทั้งทีมอาศัยมุมมืดของภูมิประเทศโดยรอบเป็นสิ่งอำพราง จากจุดนี้สามารถมองเห็นโกดังเป้าหมายได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงยามติดอาวุธอีกสองสามคน
ที่กำลังยืนประจำจุดอยู่ตรงบริเวณทางเข้าออกเพียงทางเดียว เห็นได้ชัดว่าโกดังแห่งนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ไม่งั้นคงไม่จำเป็นต้องมียามติดอาวุธหนักคอยเฝ้าแบบนี้


ก่อนจะเริ่มภารกิจในทีมแทรกซึมครั้งนี้สมาชิกทุกคนต่างมีหน้าที่ประกอบด้วย


แร็บบิท หัวหน้าทีม

อเล็กซ์ ช่างเทคนิคควบตำแหน่งพลแม่นปืนประจำทีม

ลันฟา ฝ่ายพยาบาล

โฮลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี

มาร์โก้ รองหัวหน้าทีม

รี้ด สังเกตการณ์และอาวุธ

มิกกี้ พาหนะ

คูปเปอร์ ฝ่ายสื่อสาร


แร็บบิทเริ่มให้สัญญาณลูกทีมกระจายกำลังออกไป และให้ใช้เงาเป็นจุดบังสายตาในการลักลอบเข้าไป ภารกิจนี้จะส่งเสียงดังสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
ความเงียบจึงเป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการทำภารกิจครั้งนี้ เพื่อความคล่องตัว แร็บบิทจึงสั่งให้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะลอบเข้าไปภายในโกดัง
เพื่อหาข้อมูล และอีกส่วนหนึ่งจะคอยอยู่ด้านนอกคอยคุ้มกันและเตรียมแผนสำรองเผื่อผิดพลาด


จากประสบการณ์ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาสอนให้แร็บบิทนั้นระวังตัวอยู่เสมอ เพราะไม่เคยมีอะไรในโลกที่จะเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้เสียทุกครั้ง อย่างเช่นในครั้งนี้
แม้ลูกทีมที่อยู่กับเขาจะผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีแต่พอเอาเข้าจริงๆพวกเขาก็มีประสบการณ์ภาคสนามเพียงไม่กี่ครั้ง อย่างที่รู้กันว่าในการฝึกกับของจริงมันต่างกัน
อย่างเห็นได้ชัด เขายังจำประสบการณ์ตอนที่เพิ่งลงสนามรบเป็นครั้งแรกได้ดีสมัยที่ยังเป็นแค่ไอ้หน้าละอ่อนเพิ่งจบจากศูนย์ฝึกมาใหม่ๆ ระหว่างการซ้อมกับของจริง
เป็นคนล่ะเรื่องกันเลย เมื่ออยู่ในดงกระสุนนับร้อยทุกอย่างปะทุขึ้นเร็วมากจนไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดเพื่อหาทางสู้ ตอนที่เขากลัวแทบตายในระหว่างที่อยู่กลางดงกระสุน
นายจ่าแก่ๆนายหนึ่งรีบดึงคอเขาขึ้นมาจากหลุมเพลาะก่อนตะโกนกรอกหูเขาแข่งกับเสียงปืนที่ยิงโป้งป้างอย่างระงมออกมาดังๆว่า


ถ้าไม่อยากตายก็ลุกขึ้นมาแล้วยิงซะ วันนี้เอ็งหนีไปไหนไม่รอดแล้วยังไงก็ต้องรบไอ้หนู!!


นับว่าวันนี้โชคดีที่ไม่ค่อยมีแสงจากดวงจันทร์สาองลงมามากนักเพราะเพิ่งผ่านคืนเดือนมืดมาได้ไม่นาน แถมอากาศคืนนี้ก็ไม่ค่อยร้อนมากนัก ทำให้ปัญหาที่เกิดจาก
ความอึดอัดตอนใส่ชุดเครื่องแบบภาคสนามลดลงได้มากพอดู จุดที่แร็บบิทอยู่นั้นไม่ไกลจากทางเข้าของโกดังมากนัก ลูกทีมทุกคนกำลังกระจายกำลังออกไปตามจุดต่างๆ
เพื่อหาช่องทางที่เหมาะแก่การจะแทรกซึมเข้าไป


“รี้ด นายเห็นอะไรบ้าง” แร๊บบิทวิทยุถามรี้ด ที่กำลังคุมเชิงอยู่บริเวณยอดตึกห่างออกไปราวสองร้อยหลาจากโกดังพร้อมปืนสไนเปอร์ไรเฟิล PLW-700 รุ่นมาตรฐานของหน่วย
เป็นอาวุธประเภทกระสุนพลังงานไฟฟ้า ไม่ทำให้ถึงตายแต่ถ้าโดนเข้าสักนัดเป็นได้โดนไฟฟ้าขนาดเจ็ดร้อยกิโลวัตต์ช๊อตเอาได้ดื้อๆ แร็บบิทนึกถึงสมัยก่อนนิดหน่อยที่ในยุคนั้น
อาวุธแบบนี้มันแทบจะเป็นแค่จินตนาการสำหรับเด็กๆหรือพวกบ้าการ์ตูนเท่านั้น แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วมากจนคนรุ่นเก่าอย่างเขาตามแทบไม่ทัน


โดยเฉพาะตั้งแต่มีกาคิดค้นกระสุน NLR ‘Taser’ ขึ้นมาสถิติการจับตายของหน่วยงานต่างๆทั่วโลกก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด มันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
เพราะสามารถผลิตได้ในราคาถูก มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดยั้งเป้าหมายและที่สำคัญที่สุดคือไม่มีความรุนแรงจนถึงตาย ทำให้กระสุนชนิดนี้เป็นที่นิยม
อย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็วไม่เว้นแม้กระทั่ง แรทส์ ที่ยังคงใช้มันในการปฏิบัติการเกือบทุกครั้ง แม้แต่แร๊บบิทเองก็ยังรู้สึกชอบมันถึงจะมีบางครั้งที่รู้สึก
คิดถึงลูกตะกั่วแบบเก่าบ้างก็เถอะ


แต่ก็อย่างว่า เครื่องมือมันก็เป็นแค่ตัวช่วยไม่มีอาวุธอะไรจะสำคัญไปกว่าประสบการณ์และกึ๋นของผู้ใช้ล้วนๆ...


“ยังไม่เห็นอะไรมากครับ... มียามติดอาวุธสามคนหน้าทางเข้า นี่คงไม่ใช่การคุ้มกันแค่การขนส่งยาหม่องอย่างที่หัวหน้าบอกแน่ครับ...” รี้ดตอบกลับ


“อเล็กซ์ทางนายเป็นไงบ้างไอ้ลูกชาย... เปลี่ยน” คราวนี้แร็บบิทลองถามอเล็กซ์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโกดังบ้าง


“ครับ ‘วาสป์’ โดรนกำลังเข้าที่... จะเริ่มแสกนโครงสร้างภายในของอาคารในอีกสองสามนาทีครับ...” อเล็กซ์ตอบกลับมาพร้อมกับ เสียงของอะไรสักอย่าง
ที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า เดาว่าคงเป็นโดรนที่อเล็กซ์พูดถึงไม่ผิดแน่


อเล็กซ์ มิลเลอร์ ผู้รับตำแหน่งช่างเทคนิคของทีมในความคิดของแร็บบิท หมอนี่เป็นไอ้หนุ่มหน้าละอ่อนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในหน่วยนี้ได้สามปีเท่านั้น ถึงจะมีข้อเสีย
เรื่องมาสายอยู่บ่อยๆก็ตาม แต่เจ้าหนุ่มนี่ก็เป็นคนฉลาด สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างที่ตัวแร๊บบิทไม่สามารถแก้ไขได้ในหลายต่อหลายครั้ง ก็นับว่าเป็นเด็กที่มีแววอีกคนหนึ่ง
ที่แร๊บบิทค่อนข้างจะใส่ใจมากเป็นพิเศษ


วาสป์โดรนบินวนไปรอบๆโกดังเคอยแสกนความเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในโกดังจากเซนเซอร์รูปแบบต่างๆที่ประกอบอยู่ในตัว และเจ้าโดรนที่รูปร่างเหมือน
เครื่องบินบังคับเด็กเล่นตัวนี้ อเล็กซ์เป็นคนออกแบบและสร้างมันขึ้นมาเอง แร๊บบิทจำมันได้เพราะเขามักเห็น อเล็กซ์ขลุกอยู่กับมันหลายครั้งจนบางที
เห็นนั่งถอดนั่งประกอบอยู่ทั้งวัน มีหลายครั้งในภารกิจที่เครื่องมือของอเล็กซ์ช่วยลูกทีมเอาไว้ นั่นเป็นข้อดีส่วนหนึ่งที่แร๊บบิทค่อนข้างจะใส่ใจกับอเล็กซ์มากกว่าใครในทีม


“วาสป์ แสกนเรียบร้อยแล้วครับ... มีสามคนที่ประตูทางเข้า สี่คนที่ชั้นล่าง... แล้วก็อีสามคนที่ชั้นสอง จะให้ทำยังไงครับหัวหน้า...” อเล็กซ์รายงานก่อนจะถามคำสั่งต่อไป


“รออยู่กับที่ไปก่อน อเล็กซ์โดรนของนายมีอาวุธติดมาไหม?”


“มีปืนไฟฟ้า PTD กับ C4 พ่วงสำหรับทำลายตัวเองกรณีฉุกเฉินอีกครึ่งปอนด์ครับ...” อเล็กซ์ตอบกลับมาระหว่างที่โดรนกำลังบินไปยังตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดที่สุด
ให้ตายไอ้เด็กนี่เป็นอัจฉริยะแห่งการสร้างชัดๆนี่คือสิ่งที่แร๊บบิทคิดในเวลานี้ แบบนี้ก็เหมือนกับว่าพวกเขามีกำลังเสริมทางอากาศคอยคุ้มกันเผื่อฉุกเฉิน แถมยังมีระเบิด
ที่พร้อมจะทิ้งตัวเข้าใส่จากบนฟ้าอีกลูกหนึ่งเต็มๆ


“ดีมากนายคอยคุ้มกันเราจากข้างนอกด้วยโดรนนั่นกับรี้ด โฮลี่ ได้เวลาทำงานแล้วฉันกับมาร์โก้จะลอบเข้าไป นายปล่อยตัวล่อซะรอฟังสัญญาณ
คนที่เหลือรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ ทำตามหน้าที่ของตัวเอง” แร๊บบิทพูด พร้อมออกคำสั่งลงมือกับคนที่เหลือ ขณะที่พวกยามหน้าทางเข้ากำลังพูดคุยกัน
ในระหว่างเฝ้ายามโดยไม่รู้ว่ากำลังจะโดนล้วงตับครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่อึดใจนี้แล้ว


ภารกิจกำลังจะเริ่มพร้อมกับเวลานับถอยหลังของแร็บบิทที่ดังผ่านวิทยุ


สาม...

สอง...

หนึ่ง...


หวอ!! หวอ!!


เสียงสัญญาณเตือนภายของรถทุกคันในพื้นที่แถบนั้นแผดเสียงร้องออกมาพร้อมๆกันจนดังไปทั้งย่านด้วยฝีมือของโฮลี่ ชายหนุ่มได้ใช้เครื่องแปลงสัญญาณ
ส่งคลื่นไปรบกวนระบบเตือนภัยของรถทุกคันที่อยู่ในรัศมีสองช่วงตึกให้ระบบเตือนภัยทำงานผิดพลาด และมันก็ได้ผลเสียงสัญญาณเตือนภัยนั้นมากพอ
ที่จะดึงความสนใจของยามเกือบทั้งหมดได้ โฮลี่เห็นยามจำนวนหนึ่งวิ่งออกมาดูความผิดปกติข้างนอก เหลือเพียงแค่สองคนที่ยังเฝ้าอยู่ด้านใน


แผนการหลอกล่อแบบนี้คงใช้ได้ผลกับพวกนี้ไม่นาน ทุกวินาทีมีค่าการลงมือให้ไวที่สุดคือสิ่งสำคัญ แร็บบิทและมาร์โก้แอบลอบเข้ามาในโกดังอย่างเงียบเชียบ
ความมืดที่เคยเป็นเหมือนเพื่อนและสิ่งกำบังให้กำลังหายไป ภายในโกดังนั้นมีแสงสว่างค่อนข้างมากไม่ค่อยมีมุมมืดให้หลบเสียเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่มีลังไม้ขนาดใหญ่
กล่องกระดาษและบรรดาสินค้าอีกมากมายหลายรูปแบบถูกเก็บเอาไว้ในโกดัง มากพอที่จะใช้เป็นที่หลบและกำบังสายตาได้บ้าง


แร็บบิทแยกกับมาร์โก้ไปคนล่ะทาง มาร์โก้จะไปจัดการพวกที่อยู่ด้านบนและคอยคุ้มกันจากด้านบนอีกทีเผื่อผิดพลาด ขณะเดียวกันแร๊บบิทหน้าที่ของเขาคือการ
เข้าไปรวบรวมเบาะแสหรือหลักฐานอะไรก็ตามที่อยู่ในโกดังนี้ แร๊บบิทตั้งสติสูดลมหายใจเบาๆพร้อมทั้งประทับปืนในมือให้มั่นพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์


หัวหน้าผู้สูงวัยย่องเข้าไปตามคลังสินค้าเพียงลำพังในเวลานี้มีเพียงเขากับ M27 ที่เป็นเพื่อนคู่ใจเท่านั้น มันเป็นปืนรุ่นมาตรฐานของหน่วย แรทส์
บรรจุกระสุน Taser ขนาด 5.56 X 45 มิลลิเมตร จำนวนสามสิบนัด บวกอีกหนึ่งนัดในรังเพลิง เสริมด้วยตัวเก็บเสียงซับเพรซเซอร์ แม้ความรุนแรงจะไม่ถึงตาย
แต่ถ้าลองโดนกราดเข้าสักแม็กนึงรับรองว่าไม่ใช่แค่คันแน่ แร๊บบิทเตรียมปืนเอาไว้ให้พร้อมเผื่อต้องปะทะในระยะประชิดเพราะอย่าลืมว่าตอนนี้กำลังอยู่กลางดงของศัตรู
ไม่ว่าอะไรก็ล้วนแต่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น


“หัวหน้า ด้านบนเคลียร์แล้ว... บนนี้ผมมองเห็นยามสองคนกำลังยืนเฝ้าไม่ขยับไปไหนอยู่หน้าตู้อะไรสักอย่าง... ประมาณสิบถึงยี่สิบหลาจากทางขวามือของหัวหน้า...”
โฮลี่รายงานผ่านวิทยุหลังจากที่เจ้าหนุ่มจัดการเคลียร์พื้นที่ตรงชั้นสองได้แล้ว ตอนนี้แร๊บบิทมองเห็นเขากำลังเล็งปืนอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ทั้งโกดัง


แร๊บบิทค่อยๆย่องไปตามทางที่โฮลี่บอกและเป็นอย่างที่ว่ามาจริง มียามสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าตู้สินค้าบางอย่าง สวมเสื้อเกราะเต็มตัวพร้อมอาวุธหนัก
อย่างปืนกลประจำหมู่ LSAT และลูกซองอีกหนึ่งกระบอก แบบนี้การจะดวลเดือดกันแลกกระสุนกันตรงๆคงไม่ดีแน่


“โฮลี่ รอฟังสัญญาณ นายเก็บตัวทางขวา ฉันเก็บทางซ้าย นับสาม... สอง... หนึ่ง...”


เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!


เสียงเปรี้ยะๆดังดังขึ้นสองครั้งในเวลาเดียวกับที่ร่างอันกำยำของยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าตู้สินค้าถูกกระแสไฟฟ้ากว่าเจ็ดร้อยกิโลวัต ช๊อตจนขยับไม่ได้
การยิงที่แม่ยำและรวดเร็วแทบไม่ทำให้เกิดเสียงดังขึ้นแม้แต่น้อย แร๊บบิทวิ่งเข้าไปตรงร่าของยามทั้งสองก่อนจะรีบทำให้สลบในทันทีแล้วนำร่างของทั้งสองคน
ไปซ่อนเอาไว้ด้านหลัง มันน่าจะช่วยไม่ให้พวกที่อยู่ด้านนอกรู้ตัวไปอีกสักพักใหญ่


แร๊บบิทตรวจดูที่หน้าประตูตู้คอนเทนเนอร์เช็คให้ดีว่ามีกับดักหรือระเบิดอะไรพ่วงอยู่รึเปล่า แต่ว่าสิ่งที่เจอหลังจากนั้นมันยุ่งยากยิ่งกว่ากับดักหรือว่าระเบิดเสียอีก


ตัวล๊อกพร้อมแป้นกดรหัสจำนวนหกชุด เยี่ยม... เจอของแสลงเข้าให้อีกแล้วเรา...


เขาบ่นในหัวอย่างเซ็งเป็ดเพราะตู้คอนเทนเนอร์เจ้ากรรมดันมีระบบล๊อกรหัสเปิดเอาไว้ด้วย การจะเปิดประตูได้ก็ต้องใช้รหัสหกตัวสุ่มจากหมายเลขเป็นล้านๆ
ที่พอจะเดาได้ นี่คงจะงานข้าวของจริงซะแล้วแร๊บบิทลองคิดออย่างมีสติ ถึงตอนนี้จะเจอปัญหาก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้มันได้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ


“ข่าวร้ายฉันเจอตู้คอนเทนเนอร์ แต่มันล๊อกอยู่ด้วย ตัวล๊อกระดับเดียวกับตู้เซฟปลดล๊อกด้วยรหัสหกชุด ฉันเปิดเข้าไปไม่ได้ ใครมีไอเดียอะไรไหม?” แร๊บบิทถามคนอื่นผ่านวิทยุ


“หัวหน้า... หัวหน้าบอกว่าตัวล๊อกใช่ไหมครับ... เป็นตัวล๊อกแบบไหนรูปร่างยังไง... พอบอกได้ไหมครับ...” อเล็กซ์ นายช่างหนุ่มประจำทีมถามขึ้นหลังจากได้ยินที่แร๊บบิท
พูดเมื่อครู่เกี่ยวกับตัวล๊อกรหัสที่กำลังสร้างปัญหาให้กับพวกเขาอยู่ในเวลานี้


แร๊บบิทมองดูตัวล๊อกอย่างพินิจพิจารณาอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบกลับไป “เป็นตัวล๊อกระบบไฟฟ้า มีช่องเล็กๆสำหรับใส่คีย์การ์ดแบบเฉพาะ ต้องป้อนรหัสจำนวนหกชุด
เพื่อเปิดมัน ตัวล๊อกทำจากไททาเนี่ยมเคลือบทองแดงป้องกันการตัดเจาะด้วยความร้อน แล้วก็มีระบบแสกนลายนิ้วมือพ่วงติดมาด้วยอีก...”


ถึงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเขาก็รู้ว่าไอ้ตัวล๊อกนี่เป็นตัวสร้างปัญหาได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าของที่อยู่ข้างในตู้นี้มันคืออะไรกันแน่ ถ้ายังหาวิธีการเจาะเข้าไปไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่า
ชาตินี้จะได้รู้ แร๊บบิทสังเกตว่าอเล็กซ์ที่ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับมาหลังจากนั้น


“ไม่น่าจะเป็นปัญหา หัวหน้าครับยังจำของที่ผมให้หัวหน้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ไหมครับ?” เจ้าหนุ่มช่างเครื่องถามเขาขึ้น


แร๊บบิทนึกขึ้นได้ว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนอเล็กซ์ได้เอาของสองสามอย่างมาให้เขาด้วยจำนวนสองชิ้น แร็บบิทลองเอามันออกมาจากกระเป๋าอุปกรณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวทั้งสองอย่าง
ชิ้นแรกเป็นอุปกรณ์รูปร่างแปลกตาคล้ายเป็นคอมพิวเตอร์แบบมือถือ ตรงส่วนปลายมีสายพ่วงคล้ายสายโทรศัพท์เชื่อมต่อกับแผ่นเคฟล่าห์บางๆลักษณะเหมือนคีย์การ์ด
ส่วนชิ้นที่สองเป็นถุงมือสนามที่ดูไม่ต่างจากถุงมือทั่วๆไปนัก แร๊บบิทนึกไม่ออกว่าไอ้ของที่ดูธรรมดาแบบนี้จะช่วยอะไรได้กัน


“หัวหน้าลองเอาเครื่องถอดรหัสนั่นเสียบการ์ดเข้าไปในช่องของมันถ้ามันได้ผล ผมก็จะสามารถบายพาสระบบหลักเข้าไปถึงโปรโตคอลหลัก เพื่อทำการเชื่อมสัญญาณ
เข้ากับรหัสของตัวล๊อก...”


“ขอภาษาชาวบ้านหน่อยอเล็กซ์” แร็บบิทรีบแทรกขึ้นทันควันก่อนจะงงไม่มากกว่านี้ คนอื่นเองก็คงจะคิดเหมือนกัน ในหัวของแต่ล่ะคนคงจะกำลังคิดว่า
อเล็กซ์กำลังพล่ามบ้าอะไรเป็นภาษของพวกแฮกเกอร์อยู่แหงๆ


พอได้ยินอเล็กซ์ก็รีบแก้ข้อมูลทันที “ขอโทษครับ... ง่ายๆคือหัวหน้าแค่เอาไอ้เครื่องนั่นไปเสียบที่ช่องคีย์การ์ดแล้วปล่อยให้ผมปลดล๊อกระบบเองครับ...”



พูดงี้ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องแล้ว...



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อเล็กซ์เริ่มลงมือถอรหัสเพื่อบายพาส ระบบล๊อกทันทีที่อุปกรณ์ชิ้นนั้นถูกเสียบเข้าที่ของมัน ระบบล๊อกตัวนี้จัดว่าแน่นหนาพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ
คนที่เก่งเรื่องวิศวกรรมไฟฟ้ากับการเขียนโปรแกรมอย่างเขา ชายหนุ่มเริ่มลงมือเจาะเข้าระบบหลักของตัวล๊อกก่อนจะทำการใช้โปรแกรมถอดรหัส จัดเรียงชุดหมายเลข
เข้าด้วยกันเพื่อหารหัสที่ถูกต้อง คงอีกสักพักกว่าจะแก้เสร็จมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้องรับหน้าที่ทั้งเป็นผู้เฝ้าระวัง ช่างเทคนิคและยังต้องมานั่งไขรหัสตัวล๊อกของ
ตู้คอนเทนเนอร์แบบนี้อีก เยี่ยมชะมัดยาดเลย


“อเล็กซ์รีบหน่อยได้ไหม เราต้องไปวันนี้นะ” แร็บบิทพูดขึ้นอย่างร้อนใจ


“ขอเวลาอีกสองนาทีครับหัวหน้า นี่ไม่ใช่แค่ซ่อมเซิร์ฟเวอร์นะครับ ต้องแยกรหัสอีสองตัวแถมยังต้องอัพโหลดลายนิ้วมืออีก หัวหน้าลองสวมถุงมือที่ผมให้ไปดูสิครับ
เอามันแตะที่ตัวแสกนลายนิ้วมือสักสิบวิ ผมจะลองลอกลายนิ้วมือบนแผงดู” ชายหนุ่มแจ้งกับหัวหน้าพลางกดคีย์ข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์ที่ติดอยู่ตรงหลังข้อมือ
มันมีรูปร่างเหมือนแทบเล็ตขนาดเล็กแต่มีความล้ำหน้ากว่ามาก


อ๊อบแซ๊ตหรือชื่อเต็ม Operation Satellite uplink เป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการทหารตั้งแต่ปี 2033 เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก
ที่สามารถทำได้สารพัด ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร แฮ็กเข้าระบบข้อมูล รายงานสภาพอากาศ ถ่ายภาพ บันทึกเสียงและอีกสารพัดเท่าที่จะนึกฝันได้ นับว่าเป็นอีกขั้น
ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของทหารที่สามารถทำให้ทหารเพียงคนเดียวสามารถพลิกเกมทั้งสนามรบได้


อเล็กซ์ คีย์ข้ออมูลทั้งหมดลงไปจนกระทั่งถุงมือที่แร๊บบิทสวมอยู่ตรงส่วนปลายมีไฟติดขึ้น ปรากฏเป็นรูปของลายนิ้วมือที่อเล็กซ์เพิ่งจะแสกน ลอกออกมา
จากตัวแสกนลายนิ้วมือของตัวล๊อกจำนวนทั้งห้านิ้วคยถ้วน แร๊บบิทรีบเอามือแตะเข้าไปที่แท่นแสกน ซึ่งอเล็กซ์ภาวนาขอให้มันใช้ได้ผล


เชื่อมือตัวเองหน่อยสิวะอเล็กซ์นายมันเจ๋งอยู่แล้ว!


รหัสชุดสุดท้ายถูกป้อนเข้าไปพร้อมกับตอนที่ตัวล๊อกทั้งหมดถูกปลด ประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดอ้าออกอย่างเต็มที่ เป็นอีกครั้งที่อเล็กซ์ทำสำเร็จ


“เยี่ยมมากอเล็กซ์ ประตูเปิดแล้วกำลังเข้าไป” แร๊บบิทกล่าวชมก่อนจะเริ่มเดินเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์


อเล็กซ์ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำพลาด อุปกรณ์ตัวต้นแบบที่เขาเป็นคนสร้างทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีในการลองใช้ครั้งแรก
ชายหนุ่มแทบไม่อยากคิดหากหัวหน้ารู้เข้าว่าอุปกรณืที่เพิ่งช่วยพลิกสถานการณ์ไปนั้นเป็นการทดลองใช้ครั้งแรก พี่แกจะโวยแหลกขนาดไหนเพราะงั้นการทำเป็น
ไม่ปริปากพูดดูท่าจะดีที่สุด


สถานการณ์ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนการแทรกซึมสมบูรณ์ ส่วนพวกยามที่โดนล่อออกมาเมื่อครู่ก็โดนคนในทีมที่เหลือของเขายิงจนสลบหมดทุกราย
ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวย


ไม่กี่นาทีต่อมาแร๊บบิทก็พูดขึ้นมาเหมือนเขากำลังเจอกับอะไรบางอย่าง


“อเล็กซ์ ฉันเจอปัญหาอีกอย่างในนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากกระเป๋านิรภัยใบนึงใช้ระบบเดียวกันกับตัวล๊อกข้างนอก นายพอจะเจาะเข้าได้ไหม”


“ได้ครับหัวหน้า แค่เสียบการ์ดค้างเอาไว้ก็เฟี้ยวได้เลย” อเล็กซ์ตอบอย่างร่าเริง


เมื่อได้คำตอบแร๊บบิทก็รีบเสียบคีย์การ์ดของเครื่องถอดรหัสลงที่กระเป๋าใบนั้นโดยทันที ข้อมูลทั้งหมดเด้งขึ้นมาบนอ๊อบแซ๊ทของอเล็กซ์ เป็นรหัสผ่านสี่ชุดหกตัว
ก็ยากเอาการอยู่ แต่ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ชายหนุ่มเริ่มลงมือแฮ๊กและทำการถอดรหัสในทันที ทุกๆอย่างกำลังดำเนินไปได้สวยจนกระทั่ง...


“เออ... ทุกๆคนเรามีปัญหาแล้ว พบขบวนรถทางด้านทิศใต้กำลังมุ่งเข้ามาทางนี้... เปลี่ยน” รี้ดรายงานเข้ามาโดยที่อเล็กซ์ยังไม่ทันได้ดีใจกับผลงานของตัวเอง
เลยด้วยซ้ำ ก็ดันมีปัญหารายงานเข้ามาอีกแล้ว


“ถามหน่อยรี้ด เรื่องที่นายว่ามามันจะเป็นปัญหากับเราไหมเนี่ย...” ชายหนุ่มถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก ที่อยู่ๆรี้ก็แจ้งเตือนมาทางวิทยุด้วยเหตุแค่ว่า
มองเห็นขบวนรถที่วิ่งผ่านแถวนี้เป็นปกติกำลังตรงมาทางนี้


“ก็คงไม่ได้เป็นปัญหาหรอกนะอเล็กซ์ ถ้าไม่บังเอิญฉันเห็นรถที่กำลังตรงเข้ามาเป็นรถ GMC ท๊อปคิก มาพร้อมกลุ่มทหารฮาร์ดคอร์ ติดอาวุธเต็มกระบะหลัง
กำลังตรงเข้ามารุมสกรัมพวกเราและ ใช่... มันเป็นปัญหาแน่...” รี้ดประชดตอบกลับมาเป็นการเตือนถึงภัยครั้งมโหฬาร ที่กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมยานเกราะและอาวุธหนัก
เต็มอัตราเป้าหมายของพวกนั้นคงกะมาบดขยี้พวกเขาเป็นเศษเนื้อแน่ๆ


งานนี้อเล็กซ์คงเถียงไม่ออกเพราะโดรนสอดแนมของเขาก็กำลังจับภาพกลุ่มขบวนรถที่กำลังตรงเข้ามาได้เช่นกัน อย่างที่รี้ดบอกไม่มีผิดกลุ่มทหารเดนตาย
มาพร้อมอาวุธสารพัดรูปแบบตั้งแต่ปืนพกไปจนถึงเครื่องยิงจรวด คำนวณจากจำนวนที่เห็นแล้วคงยกมาไม่ต่ำกว่าสองโหลแน่


“พวกเรารู้ได้ไงกันว่าพวกเราอยู่ที่นี่นะ!!” คูเปอร์โวยลั่นคลื่นหลังจากที่เห็นแสงไฟจำนวนหลายดวงจากหน้ารถกำลังตรงมาทางนี้


“จะยังไงก็ไม่รู้ล่ะนะ หัวหน้าเรารีบเผ่นเถอะครับ กำลังจะมีแขกมาเยือนที่นี่แล้วในอีกห้านาที แบบนี้น้ำน้อยแพ้ไฟชัดๆเลยนะครับ!” อเล็กซ์แจ้งแร๊บบิทให้รีบถอย
เป็นการด่วน เพราะมองโดยภาพรวมแล้วตอนนี้พวกเขาเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด หากปะทะกันกลางโกดังนี่ผลลัพธ์ที่ตามมาคงไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์แน่


“ไม่... เรามาไกลเกินกว่าจะกลับไปมือเปล่าแล้ว ขอเวลาเปิดไอ้กล่องนี่ก่อน ถ้าพวกมันถึงกับเอาคนมาเฝ้าไอ้กล่องนี่แปลว่ามันต้องสำคัญมากแน่ๆ” แร๊บบิทเช็คอาวุธ
และเตรียมกระสุนให้พร้อม “อเล็กซ์นายขึ้นไปหลบบนหลังคาถ้าถอดรหัสเสร็จแล้วรีบบอกด้วย รันฟาเธอไปรวมกับอเล็กซ์คอยคุ้มกันเขา มิกกี้สตาร์ทเครื่องรอไว้มารับเรา
ทันทีที่ได้สัญญาณ ที่เหลือหาจุดยิงให้ประสานกันยันข้าศึกเอาไว้ให้นานที่สุดแยกย้ายกันไปได้!!”


ทุกคนขานรับคำสั่งของแร๊บบิทพร้อมๆกัน อเล็กซ์เลยไม่มีทางเลบือกเพราะมันจริงอย่างที่บอก อุตส่าห์มาทั้งทีจะกลับไปมือเปล่ามันก็กระไรอยู่ คงต้องตามน้ำไป
อย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วคราวนี้ ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบใช้ปืนยิงตะขออุปกรณืเสริมอีกชิ้นที่ติดอยู่กับรอกตรงแขนยิงสายเคเบิ้ลไปบนหลังคา ก่อนจะดึงตัวขึ้นไปสมทบกับรันฟา
ที่รออยู่บนหลังคาก่อนหน้านั้นแล้ว


หน้าที่ของอเล็กซ์ในตอนนี้คือทำการแฮ๊กระบบของกล่องนิรภัยที่ว่านั่นได้เร็วที่สุดระหว่างที่พวกข้างล่างนั่นกำลังยันศัตรูเพื่อซื้อเวลาให้กับเขา ด้วยเหตุนี้อเล็กซ์
จึงตั้งโดรนคุ้มกันให้อยู่ในโหมดอัตโนมัติ มันจะยิงทุกอย่างที่ไม่ใช่พรรคพวกของเขาทันทีที่ตรวจพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้นๆ แน่นอนว่าอเล็กซ์มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว
ที่เหลืออยู่ในตอนนี้


แค่รีบแฮ๊กให้ไวแล้วหนีออกไปท่ามกลางศัตรูเป็นโหลที่จ้องจะฆ่าเรา ฟังดูไม่กดดันเลยนะเนี่ย...


เวลาห้านาทีมันเหมือนนานเป็นชาติสำหรับอเล็กและทีม ชายหนุ่มพยายามตั้งหน้าตั้งตารีบแก้รหัสขณะที่ขบวนรถกำลังตรงเข้ามาจอที่โกดังพร้อมกำลังคน
ติดอาวุธครบมือ พวกที่อยู่ข้างล่างคงจะไม่ใช้กระสุน Taser แบบพวกเขาแน่มันคงเป็นกระสุนตะกั่วสูตรเดิมไม่ใส่เหล็กถ้าโดนเข้าสักนัดล่ะก็ถึงตายแน่ ในเวลานี้
อเล็กซ์ชักอยากจะมีกระสุนจริงติดเอาไว้บ้าง ถึงจะฟังดูผิดระเบียบแต่อย่างน้อยมันคงจะดีกว่าถ้าหากว่าจะต้องตายก็อยากจะลากพวกศัตรูลงนรกไปพร้อมกันด้วย


ร่างปริศนาในชุดดำกว่าสองโหลเดินกระจายกันออกไปรอบๆโกดังเพื่อหาตัวผู้บุกรุกอย่างพวกเขา อเล็กซ์หายใจหอบถี่มากขึ้นทุกวินาทีด้วยความกดดัน
รหัสชุดนี้หินเป็นบ้ารู้สึกมันเหมือนจะถอดได้ยากกว่าอันก่อน เขาจะมัวเสียเวลาไม่ได้ชีวิตของทุกคนในทีมจะรอดกลับได้ทั้งหมดหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือในการถอดรหัส
ของเขาแล้วในตอนนี้


เร็วสิ... เร็วสิ!!


โดรนสอดแนมของอเล็กซ์บินไปรอบๆโกดังอย่างเงียบเชียบมันยังคงไม่ยิงในตอนนี้จนกว่าอเล็กซ์จะเปิดระบบอาวุธให้มันโจมตี จนกว่าจะถึงตอนนั้นมันก็เป็นเพียง
เครื่องบินบังคับเด็กเล่นที่บังเอิญติดปืนไฟฟ้าพร้อมพ่วงระเบิดเอาไว้ด้วยก็เท่านั้น


โปรแกรมถอดรหัสกำลังแปลข้อมูลเพื่อหารหัสที่ถูกต้อง คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ซึ่งเวลานั้นเหลือน้อยเต็มทีแล้ว...



------------------------------------------------------------------------------------------------------




รันฟาไม่เคยรู้สึกกดดันอะไรขนาดนี้มาก่อนนับแต่ทำงานภาคสนามมา ถึงนี่จะไม่ใช่การลงงานภาคสนามครั้งแรกของเธอ แต่หญิงสาวเพิ่งจะเคยเจอกับศัตรูจำนวนมาก
ขนาดนี้ครั้งแรก หน้าที่ของเธอในตอนนี้คือคอยคุ้มกันอเล็กซ์จนกว่าเขากับโปรแกรมถอดรหัสนั่นจะทำหน้าที่สำเร็จ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆและตั้งสติให้มั่น


ใจเย็นๆ รันฟา... เธอจะผ่านมันไปได้... เราจะเผ่นไปแบบเงียบๆไม่มีการยิงกัน...


ปัง! ปัง! ปัง!


ถ้ารันฟาไม่ได้หูฝาดไปนั่นคือเสียงปืนแถมฟังจากรูปแบบของเสียงแล้วมันไม่ใช่ปืนของใครในทีมแน่ๆ หมายความว่ามีใครบางคนในทีมถูกพบตัวแล้ว
ซึ่งมันก็ไม่ใช่ลางดีเอาเสียเลย เสียงปืนเพียงไม่กี่นัดมันก็มากพอที่จะเตือนคนในระยะสองสามช่วงตึกนี่ให้รู้แล้วว่ามีศัตรูอยู่ที่นี่ อีกสักพักพวกศัตรูจะแห่กันไป
ตรงจุดที่มีการปะทะกันเหมือนกับฝูงฉลามที่ได้กลิ่นเลือดของเหยื่อไม่มีผิด


“ทุกคนฉันถูกเจอตัวแล้ว อาวุธพร้อมยิงได้เลย!!” ไม่กี่อึดใจถัดมาแร็บบิทก็ตะโกนบอกผ่านวิทยุมาพร้อมเสียงปืนของข้าศึกอีกละลอกที่ดังขึ้นลอดผ่านช่องวิทยุเข้ามา


รันฟารีบเตรียมปืนพร้อมกัดฟันหายใจถี่หนักขึ้น ซึ่งอเล็กซ์ที่นั่งอยู่ข้างๆเธอเพียงคนเดียวบนหลังคาของโกดังก็รีบยื่นแท๊บเล็ตรีโมทควบคุมโดรนเอามาให้เธอ
หญิงสาวรู้สึกงงมากที่อเล็กซ์ยื่นรีโมทบังคัมมาให้เธอแบบนี้


“เคยเล่นโดรนบังคับไหม ถ้าเคยฉันว่าคงได้เวลาแล้ว ใช้งานไม่ยากเหมือนเล่นเกมนั่นล่ะ!!” อเล็กซ์ตอบขณะที่รีบถอดรหัสจนถึงชุดสุด้ทายแล้ว


เสียงปืนดังขึ้นจากทุกทิศจนแทบจะได้ยินกันไปทั่วทั้งย่าน เสียงกระสุนปืนพุ่งปะทะกับผนังของโกดังกระทบมาจนถึงข้างบนหลังคานี่ด้วย ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาจะมาเกี่ยงแล้ว
ว่าทำได้หรือไม่ มีแต่ต้องทำสถานเดียว


รันฟาใช้แท๊บเล็ตรีโมทควบคุมโดรนสอดแนมติดอาวุธบินไปรอบๆโกดังเพื่อหาช่องทางยิง เป็นอย่างที่อเล็กซ์ว่าเอาไว้จริงๆมันเหมือนกับเล่นเกมในมือถือไม่มีผิด
โชคดีที่เธอเคยเล่นเกมอะไรแบบนี้มาบ้างการบังคับโดรนตัวนี้จึงไม่ยากเย็นอะไรนัก


มือซ้ายควบคุม มือขวาสั่งยิง เข้าใจแล้ว...


เปรี๊ยะ!!


กระสุนนัดแรกถูกยิงจากโดรนเข้าเป้าที่กลางหัวของศัตรูลอดผ่านหน้าต่างโกดังเข้าไปอย่างแม่นยำก่อนข้าศึกจะล้มหมดสติไปด้วยไฟฟ้ากว่าแปดร้อยวัตต์
ที่ช๊อตเข้าอย่างจัง หญิงสาวพอเริ่มเข้าใจการควบคุมสิ่งต่อไปที่ต้องทำคือหาเป้าหมายใหม่และจัดการข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากตรงนี้เธอเห็นรี้ดกำลังยิงปืน
จากตึกฝั่งตรงข้ามห่างออกไปสองสามบล็อก เธอได้ยินเสียงปืนของรี้ดดังขึ้นหลายครั้งพร้อมกับข้าศึกบางคนที่เธอเห็นว่าโดนรี้ดยิงร่วงผ่านหน้าจอบังคับโดรน


หญิงสาวไม่รู้ว่าข้างล่างมีการปะทะหนักแค่ไหน แร๊บบิทและโฮลี่อยู่ข้างล่างเพียงสองคนเท่านั้น น่าแปลกที่รู้สึกโล่งใจตอนได้ยินเสียงปืน เพราะคิดว่าถ้าเสียงปืน
ยังไม่หยุดลงแปลว่าข้างล่างนั่นยังไม่มีใครเสียท่า แต่นั่นคงอีกไม่นานแน่หากทั้งสองคนยังอยู่ในแนวยิงของห่ากระสุนชุดใหญ่ที่เข้าสาดมาแบบไม่ยั้งแบบนี้


“อเล็กซ์! จะให้รอไปอีกกี่ชาติวะเนี่ย ข้างล่างจะตายกันอยู่แล้ว!!” แร็บบิทโวยวายผ่านวิทยุมาพร้อมเสียงที่เหมือนกับอยู่ในสงครามไม่มีผิด


อเล็กซ์รีบกดตัวป้อนรหัสไปมา สักพักที่หน้าจออ๊อบแซ๊ทก็ขึ้นเป็นข้อความสีเขียว “ได้แล้วครับหัวหน้า!!”


รันฟาไม่เคยรู้สึกดีใจอะไรแบบนี้มาก่อน ในที่สุดอเล็กซ์ก็ทำสำเร็จซะที หวังว่าที่ทุกคนลงแรงทำไปมันจะให้ผลคุ้มค่าอย่างที่คิดไม่งั้นล่ะก็งานนี้คงต้องไปคิดทบทวน
เรื่องหางานใหม่ทำซะแล้วหากรอดกลับไปได้ในครั้งนี้


“เยี่ยมมากอเล็กซ์! นายกับรันฟารีบเผ่นไปก่อน ฉันกับโฮลี่จะตามหลังไปติดๆ บอกมิกกี้ให้ไปรอที่จุดนัดพบ ส่วนที่เหลือถอนกำลังได้ โฮลี่คุ้มกันด้วย!!” นั่นเป็นเสียงคำสั่ง
สุดท้ายก่อนที่ทั้งสองคนจะรีบโรยตัวจากหลังคาลงมา ในตอนนี้ยังมีเสียงของการปะทะลอยออกมาจากโกดังบ้าง แต่ไม่มากเท่ากับตอนแรก แร๊บบิทคงจะกำลังยิงพลางถอยพลาง


รี้ดกับมิกกี้คงกำลังขับรถตรงมาที่นี่ แล้วเราจะได้เผ่นออกไปด้วยกัน... หญิงสาวคิด


ทั้งสองคนเผ่นออกห่างจากโกดังเพื่อไปยังตึกที่อยู่ห่างออกไปห้าช่วงตึกทางทิศเหนือ แถวนี้เป็นจุดที่ไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัยมากนักเพราะเป็นเขตพื้นที่เวนคืน
กำลังจะมีการทุบตึกเก่าแถวนี้ออกเพื่อสร้างเป็นเขตที่พักอาศัยสำหรับคนยากจนเสียใหม่ พื้นที่แถวนี้จึงมีแต่ตึกเก่าสภาพทรุดโทรมยังไม่รวมถึงกล้องวงจรปิด
ที่พังเช่นเดียวกัน


เพราะอย่างนี้หัวหน้าจึงเลือกแถวๆนี้เป็นจุดนัดพบสินะ....


รันฟาวิ่งไล่หลังอเล็กซ์แบบตามติดพลางคอยระวังหลังให้ ก็ไม่รู้ว่าแร๊บบิทกับโฮลี่จะตามมาเมื่อไหร่แต่ที่แน่ๆคือยิงกันไปขนาดนี้ ถ้าชาวบ้านแถวนี้ไม่หูหนวกกันสักพัก
พวกตำรวจต้องแห่กันมาที่นี่ในอีกไม่กี่อึดใจและนั่นคงจะเป็นการทำให้เรื่องยุ่งยากเข้าไปอีก


“บ้าจริง!!” อยู่ๆอเล็กซ์ก็โวยวายขึ้นเหมือนมีเรื่องบางอย่าง


“มีอะไรคะ?” หญิงสาวเอ่ยปากถาม


“วาสป์โดรนของผมโดนยิงพังไปแล้วน่ะสิ ผมใช้เวลาประกอบสร้างมันตั้งเดือนเชียวนะ แถมเพิ่งใช้งานครั้งแรกด้วย”


“นี่ใช่เวลามาบ่นเรื่องนี้ไหมคะเนี่ย! ตอนนี้หัวหน้ากำลังแย่เราจะทำยังไงกันดีคะ”


เธอกังวลแทบตายกับเรื่องพวกนี้ถ้าหากที่อเล็กซ์พูดมาเมื่อครู่เป็นเพียงแค่มุขตลกที่กะจะทำให้เธอหายเครียดล่ะก็ขอบอกเลยว่ามันไม่ขำเลยสักนิด สถานการณ์ที่กำลังเจอ
มีทั้ง ภารกิจเกือบล่ม โดนไล่ยิง พลัดหลงกับเพื่อร่วมทีม และยังไม่รวมกับที่อาจจะระเบิดอาคารแถวนี้อีกสักหลังเป็นของแถม บอกเลยว่าต่อให้เป็นคนมีอารมณ์ขัน
ก็คงไม่มีเวลาจะมาเล่นมุขตอนยังเอาชีวิตรอดอยู่แน่


และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือเสียงปืนที่เมื่อครู่ยังดังระงมติดๆกันเป็นจังหวะตอนนี้มันเงียบไปแล้ว เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย มันเงียบเกินไปเงียบจนรู้สึกได้ว่า
เหมือนจะโดนดูดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่เราอาจจะเป็นบ้าได้เพียงเพราะความเงียบ


ตูม!!


แล้วความเงียบก็อยู่ได้ไม่นาน รันฟาเห็นเปลวไฟกองใหญ่พวยพุ่งขึ้นมาประมาณสิบฟุต หลังมีการระเบิดขึ้นตรงจุดที่ทั้งสองคนเพิ่งวิ่งมา พร้อมกับร่างของแร๊บบิทกับโฮลี่
กำลังวิ่งตรงมาทางนี้พร้อมกับพลพรรคข้าศึกที่ยิงปืนไล่หลังตามมาติดๆ อาคารร้างที่อยู่แถวนั้นถล่มครื่นลงมาท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชตช่วงจนมองเห็นได้ไกล
หลายไมล์


เยี่ยมไปเลยรันฟา... สิ่งที่ฝันเอาไว้เป็นจริงแล้ว ระเบิดอาคารทิ้งสักหลังในภารกิจ น่าจะจดเอาไว้เป็นหนึ่งในรายการความบัดซบของชีวิตนะเนี่ย...


เอี๊ยด!!


เสียงเบรกเอี๊ยดของล้อรถที่เสียดทานไปกับพื้นถนนจนเป็นร้อยไหม้เล็กน้อยทำให้รันฟาและอเล็กซ์เป็นอันสะดุ้งกันรอบสอง มิกกี้และรี้ดมารับได้ถูกจังหวะมาก
แร็บบิทกับโฮลี่กำลังมาทางนี้ ที่เหลือก็แค่รอให้พวกเขามาถึงและเหยียบมิดไมล์ไม่คิดชีวิตเท่านั้น


“ยิงคุ้มกันพวกเขาเร็วเข้า!!” อเล็กซ์ตะโกนบอกทีมพลางยกปืนขึ้น เล็งในตำแหน่งที่เหมาะแล้วเหนี่ยวไกอย่างมั่นคง


ปัง! ปัง!


รันฟาส่งกระสุนพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วพร้อมเข้าปะทะเป้าหมายอย่างแม่นยำ ร่างของเป้าที่โดนยิงล้มลงเพราะความแรงของกระแสไฟฟ้า เช่นเดียวกับปืนกระบอกอื่น
ของสมาชิกทีมที่กำลังพ่นกระสุน Taser เข้าใส่เป้าหมายเพื่อคุ้มกันให้สมาชิกที่เหลือเผ่นออกมาจากดงข้าศึกได้ ยังดีที่เธอได้ฝึกยิงปืนแข่งกับอเล็กซ์อาทิตย์ละสองครั้ง
ถึงจะไม่เคยชนะเขาเลยสักครั้งก็ตามแต่ก็นับว่ามีประโยชน์มากในสถานการณ์แบบนี้


หญิงสาวได้แต่ภาวนาว่าให้หัวหน้าของเธอมาถึงตรงนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดเพราะตอนนี้เธออยากจะหนีออกจากที่นี่เต็มทีแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับเหตุปะทะกับข้าศึก
จำนวนมาก แล้วยังต้องมาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนยิงตรึงกำลังอีก ขอเพียงแค่แร๊บบิทวิ่งมาถึงรถเท่านั้นทุกอย่างก็จบ เธอจะได้กลับไปที่ฐาน ไปถอดชุดอุปกรณ์นี่ อาบน้ำ
แล้วก็ซัดบะหมี่ชามใหญ่จากร้านอาหารจีนสักสองชามให้พุงกาง ง่ายๆชิวๆ


แต่ก็อย่างที่ว่าในโลกเบี้ยวๆใบนี้ ความคิดแบบนั้นมันง่ายเกินไป...


“สตาร์ทเครื่องเลย! เปิดประตูเราต้องรีบ-” กระสุนเจาะเข้าที่ขาของโฮลี่ “บ้าเอ๊ย! ฉันถูกยิง!!”


รันฟาเห็นร่างของโฮลี่ทรุดลงกับพื้นก่อนที่เจ้าตัวจะคลานไปพลางยิงถอยไปพลาง แร๊บบิทที่วิ่งนำไปก่อนหน้านั้นเลยต้องหันหลับมาช่วยลากตัวโฮลี่ออกจากที่นั่น
หญิงสาวเห็นท่าไม่ดีเลยรีบวิ่งไปโดยไม่คำนึงถึงอันตราย หญิงสาวรับรู้ได้ถึงกระสุนหลายสิบนัดที่พุ่งเฉี่ยวผ่านจุดที่เธออยู่ไปพร้อมๆกันนั้นเสียงกรีดร้องโวยวายของโฮลี่
ที่เพิ่งถูกยิงขามาหมาดยังคงไม่หายไปไหนจนแทบจะแข่งกับเสียงปืนของข้าศึกที่ดังระงมไปทั่วทั้งพื้นที่


ลันฟาไม่มีทางเลือกเท่าไหร่หญิงสาวรีบลากโฮลี่เข้าไปหลบมุมข้างๆถังขยะ มันอาจจะไม่น่าหลบเท่าไหร่นักแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องมาเสี่ยงทำแผลกันกลางดงกระสุน
รันฟาลองตรวจดูบาดแผลของโฮลี่ที่บริเวณแข้งข้างขวา มีรอยแผลจากกระสุนอยู่หนึ่งจุดทะลวงผ่านเนื้อไป นับว่ายังเคราะห์ดีที่ไม่ได้โดนกระดูกไม่อย่างนั้นคงเป็นปัญหา
มากกว่านี้แน่


“อาการเขาหนักแค่ไหนลันฟา พอช่วยได้ไหม!!” แร็บบิทถามเธอพร้อมๆกับยิงปืนสกัด


“กระสุนทะลุผ่านไม่ได้ฝังใน แต่เลือดไม่หยุดไหล- อดทนหน่อยโฮลี่! เราต้องพาเขาออกไปจากที่นี่ก่อนจะเสียเลือดมากไปกว่านี้นะคะ!!”


“เอาล่ะเดี๋ยวฉันแบกไปเอง เธออยู่นี่ยิงสกัดพวกมันแล้วค่อยถอยตามมาเข้าใจไหม!”


เธอพยักหน้าตอบเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะตั้งปืนพร้อมเอาไว้ แร็บบิทแตะไหล่เป็นการให้สัญญาณก่อนที่รันฟาจะเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงสกัดพวกข้าศึกให้
หญิงสาวต้องทำทุกอย่างเพื่อซื้อเวลาให้แร๊บบิทแบกโฮลี่ไปให้ถึงรถให้ได้ ตำแหน่งของเธออยู่ห่างจากคนอื่นๆไปประมาณสองร้อยเมตร คงใช้เวลาไม่นานนัก
ในการวิ่งไปให้ถึง


ขณะที่กระสุนนับร้อยๆนัดกำลังพุ่งเข้ามาตรงจุดที่เธออยู่ ในหัวของรันฟากลับคิดอีกอย่าง ไม่รู้ทำไมกันหญิงสาวถึงได้เลือกเดินเข้ามาในเส้นทางนี้ทั้งที่เธอน่าจะเป็นหมอได้
คำตอบมันก็เห็นชัดๆอยู่เพราะเธอเป็นชาวเอเชียที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ในสังคมของชาวอเมริกัน เธอเป็นเพียงแค่พวกแปลกแยก ที่ไม่ได้รับการยอมรับ แม้จะพยายามพิสูจน์ตัวเอง
แทบตายแค่ไหนผลก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย


ซ้ำร้ายด้วยความล้มเหลวของครอบครัว ความยากจนของทางบ้าน หญิงสาวจึงมีตัวเลือกทางอาชีพไม่มาก เพื่อไม่ให้อดตายเธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพ
สถานที่ที่เธออาจจะเรียกได้เต็มปากจริงๆว่า ‘บ้าน’ มันอาจจะไม่ใช่งานที่เธอเต็มใจทำนักแต่ก็เป็นตัวเลือกเดียวที่เธอไปได้


มีทางเลือกแค่ทางเดียว มันคงยังดีกว่าไม่มีทางไปเลย...


ก็นับว่ายังโชคดีที่เธอได้ถูกแร๊ทส์ดึงตัวเข้ามาร่วมหน่วย สถานที่ที่มีคนมากมายจากหลายประเทศหลายเชื้อชาติ หลากศาสนาความเชื่อ มาทำงานร่วมกัน
สถานที่ที่ยอมรับความแตกต่างที่ที่หญิงเอเชียอย่างเธอจะมีที่ยืนและได้รับการยอมรับจากใครสักคน...


“อาร์พีจี!!”


เสียงของคูปเปอร์ตะโกนปลุกให้หญิงสาวหลุดออกมาจากห้วงของความคิดทั้งปวง เมื่อข้าศึกยิงจรวดต่อสู้รถถังมาทางเธอ รันฟารีบพุ่งตัวถลาไปด้านข้าง
เพื่อหลบแรงระเบิดที่กำลังจะตามมาในอีกไม่กี่วินาที –


ตูม!!


ร่างของรันฟากระเด็นลอยถลาออกจากจุดเดิม หลีกเลี่ยงการโดนแรงระเบิดฉีกร่างมาได้อย่างหวุดหวิด แรงระเบิดส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อรันฟา
หูของเธอนั้นแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยในตอนนี้นอกจากเสียงวิ้งๆที่ดังอยู่ในแก้วหู ปวดหัวไปหมดไม่รู้ว่าจะขยับยังไงต่อดี รอบตัวก็มีแต่ความกับเศษซาก
ที่เหลือของถังขยะผสมเข้ากับกลิ่นไหม้และกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียน


ทั้งที่ความคิดในตอนนี้มันบอกให้ลุกขึ้นแต่ร่างกายไม่ตอบสนองเลย หญิงสาวขยับตัวไม่ค่อยจะได้ดั่งใจนัก แรงระเบิดคงทำให้เกิดคลื่นช๊อกเข้าไปป่วนระบบประสาทของเธอ
จนหมดแล้วแน่ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าแบบไม่เคยเป็นมาก่อนจนแทบอยากจะหลับในตอนนี้ เปลือกตามันค่อยๆหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆเธอกำลังจะหมดสติแต่ก็ไม่ยอมหมดสติไปจริงๆ
เสียที


ภาพของข้าศึกกำลังมุ่งตรงเข้ามาทางเธอพร้อมสังหาร...

แต่แล้วเธอก็ถูกใครบางคนช่วยพยุงขึ้นมา...

เธอกำลังนอนอยู่บนรถ มีเพื่อนร่วมทีมกำลังคอยพูดกับเธอทั้งๆที่หูของเธอดับจนแทบจะไม่ได้ยินอะไรด้วยซ้ำ...



แล้วสติของหญิงสาวก็ดับวูบไปเหลือเพียงความดำมืดที่ตามมาหลังจากนั้น...









*******************************************************************************************************************
แก้ไขล่าสุดโดย pug005da เมื่อ 22 ก.ย. 2016, 14:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 22 ก.ย. 2016, 13:15

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP2) 21/

มาแล้วๆๆ! มาไม่ทันตอนแรกก็เอาตอนสองนี่แหละ

กลับมาอีกครั้งกับภารกิจแทรกซึม(เกือบสมบูรณ์แบบ)ที่ครั้งนี้มาทั้งมือเก๋าและมือใหม่ไปในตัว อารมณ์กำลังได้ใจและอยากลุ้นว่าจะเป็นยังไงต่อไปดี
แต่ดูแล้วคงจะไม่จบอะไรแบบนี้ง่ายๆอยู่แล้วหละ

ปล.พูดถึงโดรนตัวโปรดของอเล็กซ์แล้วนอกจากจะสอดแนมและยิงได้นี่ยังมีความสามารถอะไรนอกจากนี้ไหมเอ่ย?
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 22 ก.ย. 2016, 14:58

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP2) 21/

noon224 เขียน:มาแล้วๆๆ! มาไม่ทันตอนแรกก็เอาตอนสองนี่แหละ

กลับมาอีกครั้งกับภารกิจแทรกซึม(เกือบสมบูรณ์แบบ)ที่ครั้งนี้มาทั้งมือเก๋าและมือใหม่ไปในตัว อารมณ์กำลังได้ใจและอยากลุ้นว่าจะเป็นยังไงต่อไปดี
แต่ดูแล้วคงจะไม่จบอะไรแบบนี้ง่ายๆอยู่แล้วหละ

ปล.พูดถึงโดรนตัวโปรดของอเล็กซ์แล้วนอกจากจะสอดแนมและยิงได้นี่ยังมีความสามารถอะไรนอกจากนี้ไหมเอ่ย?


ก็มีบินได้กับระเบิดตัวเองทิ้งไง... (ตอบได้แบบกำปั้นทุบดินมาก)

ยังไงก็ดีอเล็กซ์ยังมีอุปกรณ์เจ๋งๆอีกเพียบรับรองว่าเจ้าโดรนสอดแนมตัวนี้จะกลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย และในตอนหน้าจะมีข้อมูลเสริมเกี่ยวกับ

เรื่องราวของช่วง 20 ปีที่ผ่านมาแทรกเอาไว้ที่ท้ายตอนด้วย เพื่อที่คนที่เคยอ่านภาคก่อนๆมาจะได้ไล่เรียงและตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น

(เจ้า วาสป์โดรนตัวนี้ อเล็กซ์ออกแบบมาเพื่อให้ทำลายตัวเองได้ด้วยเหตุผลสองอย่างคือกรณีหมดกระสุนเป็นตัวเลือกสุดท้ายมันคือไม้ตายก้นหม้อ
กับสอง ไว้ทำลายตัวเองเพื่อที่จะได้ไม่มีใครคัดลองเอาเทคโนโลยีหรือตัวซอฟท์แวร์ไปใช้ได้)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 12 ต.ค. 2016, 22:52

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP2) 21/

Episode 3 : Strike back


สามวันหลังจากนั้น...

อเล็กซ์ยังคงนอนฟุบอยู่บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยบรรดาสารพัดเศษขยะมากมายที่ชายหนุ่มมักจะขยันหามาเพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อการสร้างสรรค์อุปกรณ์แบบต่างๆ
ที่ทำเพื่อใช้ในภารกิจทั้งหลายแหล จึงไม่แปลกนักที่อเล็กซ์จะได้พักอยู่ในห้องเก็บของเก่าๆนี่เพียงคนเดียว ภายในห้องแคบมีเพียงแค่โต๊ะตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นของใช้ประจำหน่วย
ขณะที่ของชิ้นอื่นนอกจากนี้ล้วนแต่เป็นสมบัติส่วนตัวของอเล็กซ์แทบทั้งสิ้น อาทิเครื่องหลอมเหล็ก เครื่องเชื่อม เครื่องมือสารพัดชนิดและอีกหลายอย่างเท่าที่จะจินตนาการได้
ถูก ‘ยัด’ อยู่ในห้องนี้แทบจะทั้งหมด และสาเหตุหลักๆที่อเล็กซ์ได้ใช้ห้องนี้เพียงคนเดียวราวกับเป็นห้องส่วนตัวนั้นก็มีเหตุผลง่ายๆ คือ อเล็กซ์นั้นเป็นคนชอบสันโดษหรือไม่
ก็ถ้าจะพูดให้ถูกเป็นเพราะการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือในแต่ล่ะครั้งมันจะส่งเสียดังมากเสียจนใครหลายๆคนไม่สามารถทนอยู่ในห้องนี้ได้นานเกินห้านาทีตอนที่อเล็กซ์ลงมือ
ทำงาน แถมในบางครั้งพวกเขายังมักจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างระเบิดขึ้นภายในห้องจนบางทีแทบจะเห็นควันลอยโขมงออกมาจากประตูห้องทุกๆห้านาทีเลยเสียด้วยซ้ำ


แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมาเพราะไม่มีเสียงหรือแม้กระทั่งควันลอยออกมาให้เห็น ทำเอาบรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบมาก มันเงียบเกินไป
จนน่ากลัว เพราะหลายคนมักคิดว่าการที่ห้องของอเล็กซ์เงียบแบบแปลกๆนั้นมันอันตรายซะยิ่งกว่าวันที่มีเสียงอึกทึกโครมครามดังลั่นออกมาเสียด้วยซ้ำ


ราวกับมีบางอย่างกำลังรอจังหวะที่จะปะทุขึ้นแบบรวดเดียว...


“ได้ความอะไรไหมอเล็กซ์” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหลังของอเล็กซ์โดยไม่ทันรู้ตัว ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นจากภวังค์โดยพลัน หันไปมองทางเจ้าของเสียงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ


“หัวหน้า... ยังไม่ได้อะไรเลยครับนอกจากเจ้านี่...” อเล็กซ์งัวเงียขยี้ตาพลางอ้าปากหาวหวอดๆ หลังจากที่แร๊บบิทเพิ่งปลุกเขาขึ้นมาเมื่อครู่ ชายหนุ่มเริ่มเปิดแล๊บท๊อป
ขณะพยายามเต็มที่เพื่อให้ตัวเองตาสว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ชายหนุ่มเปิดโปรแกรมอะไรบางอย่างขึ้นมาผ่านทางข้อมูลของแล๊บท๊อปของเขาอย่างคล่องแคล่วจนสังเกตได้จากมือที่ขยับรัวแป้นกดอย่างว่องไว อันที่จริงสมัยนี้
ก็นับว่าเป็นเรื่องโลว์เทคพอสมควรที่ยังมีการใช้แล๊บท๊อปกันอยู่แบบนี้ แต่นี่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่อเล็กซ์ได้จากแม่ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ถึงออกจะเก่าไปหน่อย
และเครื่องมีโอกาสดับได้ทุกเมื่อแต่แม่หนูน้อยเครื่องนี้ยังเจ๋งอยู่


เพราะงั้นเก่าไม่เก่าไม่เกี่ยวขอแค่ได้เรื่องเป็นใช้ได้...


“นี่เรากำลังดูอะไรกันแน่อเล็กซ์” แร๊บบิทถามอเล็กซ์ด้วยความสงสัย จะเรียกให้ถูกก็ต้องเรียกว่างงเป็นไก่ตาแตกมากกว่า เพราะที่ขึ้นมาบนหน้าจอนั้นเป็นอักขระ
ตัวอักษรจำนวนมากที่ขึ้นมาจนแทบจะเต็มทั้งหน้าจอ ถึงอเล็กซ์จะบอกว่าเจออะไรก็ตามแต่ก็คงมีแค่เขาเท่านั้นที่เข้าใจความหมาย


“เห็นได้ชัดว่าเจ้าไดร์ฟตัวนี้มีระบบป้องกันที่ล้ำเอามากๆ ผมลองเอาโปรแกรมถอดรหัสที่ลองเขียนขึ้นเองมาปรับใช้แล้วก็เจอนี่...”


อเล็กซ์ป้อนคำสั่งอีกชุดลงไปในเครื่องทันใดนั้นตัวอักขระอักษรทั้งหมดในหน้าจอก็จัดวางรูปแบบของมันใหม่กลายเป็นข้อมูลแบบหยาบๆที่พอจะอ่านได้
แต่แล้วไม่กี่อึดใจถัดมาข้อความชุดนั้นก็เริ่มจัดรูปแบบใหม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีกรอบ


“ทุกครั้งที่ผมพยายามแก้รหัสโปรแกรมป้องกันรูปแบบสมองกลก็จะจัดรูปแบบข้อมูลหนีระบบการแฮ๊คของผมได้ ผมเลยลองใช้โปรแกรมแกะรหัสไอพีข้อมูล
การใช้งานไดร์ฟตัวนี้ ถึงจะเปิดข้อมูลข้างในนี้ไม่ได้แต่ก็น่าจะรู้ต้นตอของมันว่าถูกส่งมาจากที่ไหน...”


อเล็กซ์สังเกตจากสีหน้าตะลึงปนกับอาการมึนงงของหัวหน้า อเล๊กซ์ไม่แปลกใจนักกับปฏิกิริยาที่แร๊บบิทแสดงออกมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อเล็กซ์ได้เห็นสีหน้าแบบนี้
จากคนรอบข้าง ในฐานะที่เป็นพวกบ้าคอมที่เขียนโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัยให้กับระบบแทบจะทั้งตึกนี้ แน่นอนว่าทางหน่วยนั้นปลื้มเขามากเลยให้ห้องทำงานนี้มา
เพื่อใช้การสร้างและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ส่วนตัวของเขาโดยมีเงื่อนไขว่าต้องรับผิดชอบงานมากถึงหลายงานในตำแหน่งเดียว


โปรแกรมแกะรอยของอเล็กซ์เริ่มทำงานขณะที่หน้าจอก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งไม่กี่อึดใจถัดจากนั้น ก็ปรากฏชื่อที่อยู่และหมายเลขไอพี
ของเน็ตเวิร์กที่ตามหาอยู่เด้งขึ้นมาบนหน้าของของแล๊บท๊อป


“ได้แล้ว... ให้ตายไอ้ไดร์ฟตัวนี้มันใช้งานมาหลายที่ หมายเลขไอพีแทบไม่ซ้ำกันสักตัว แต่มีอยู่ตัวนึงที่ใช้บ่อยสุด ขอหาก่อนนะครับ...” อเล็กซ์เริ่มทำการย้อนรอย
หาที่ตั้งของหมายเลขไอพีดังกล่าว “152 ซาโรรส เขตที่ 13 ประเทศไทยครับ...”


"ที่นั่นเหรอ ไม่น่าเป็นไปได้...”


“หมายความว่าไงครับ หัวหน้ารู้จักที่นั่นเหรอครับ?” อเล็กซ์ถามด้วยความสงสัย


แร๊บบิทเอามือปาดหน้าครู่หนึ่งก่อนตอบ “ใช่... เขต 13 เขตนั้นมันอยู่ในอดีตบ้านเกิดของฉันเอง มันคือสถานที่ที่เคยมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่เมื่อเกือบๆสามสิบปีที่แล้วด้วย”


ที่แร๊บบิทพูดมานั้นอเล็กซ์เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าเมื่อประมาณเกือบสามสิบปีที่แล้ว นานก่อนเขาจะเกิดเสียอีก เคยมีการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะไม่ทราบสายพันธุ์
เป็นผลทำให้ต้องสังเวยเมืองๆหนึ่งไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยและเมืองที่ว่านั่นก็คือ เขตที่13 เมืองต้องเผชิญกับการระบาดครั้งร้ายแรงมีผู้คนเสียชีวิตไปร่วมแสนในเวลานั้น


เพียงแต่ไวรัสที่ว่านั้นมันไม่ใช่โรคระบาดทั่วๆไป ไวรัสมรณะได้กัดกินทุกชีวิตในเมืองจนหมดสิ้นและเปลี่ยนให้กลายเป็นอสูรกายที่น่าสยดสยองศพของคนตาย
ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมากัดกินทุกชีวิตที่ยังเป็นๆอยู่เหมือนอย่างที่เห็นในหนังสยองขวัญทั้งหลายแหล่ ‘ซอมบี้’


ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันคือผลจากความผิดพลาดทางการทดลองของบริษัทและองค์กรที่เรียกว่าเป็นต้นเหตุของสงครามกว้างล้างอาวุธชีวภาพที่ยาวนานกว่าหลายสิบปี


พวก North Insdustry


และจากที่อเล็กซ์ได้ตามสืบมาเขาได้รู้มาว่า ‘เขต 13’ นั้นคือเหตุการณ์แรกของการระบาดที่ส่งผลทำให้มีการก่อตั้งหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพขึ้นมา
และหน่วยแรทส์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็เพิ่งรู้ว่าเขต13 ยังเป็นบ้านเกิดของแร๊บบิทอีกด้วย นี่คงต้องเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในรอบปีนี้แน่เลยทีเดียวเชียว


“ทำได้ดีมากอเล็กซ์ ฉันต้องไปแจ้งเรื่องนี้กับผู้บัญชาการก่อน นายนอนพักซะไอ้ลูกชาย นายสมควรได้รับมัน” หัวหน้าสูงวัยกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป
โดยไม่ลืมกล่าวชมในความพยายามของอเล็กซ์


สองสามนาทีหลังจากนั้นชายหนุ่มก็เอนหลังพิงเก้าอี้ผ่อนคลายข้อต่อต่างๆของร่างกายอย่างเหนื่อยล้าหลังจากที่ไม่ได้นอนเต็มที่มาตลอดสามวันที่ผ่านมา
เพราะเสียเวลาทั้งหมดไปกับการแกะรอยและเขียนโปรแกรมเพื่อถอดรหัสเจ้าไดร์ฟที่กำลังวางนิ่งเป็นที่ทับกระดาษกลายๆให้กับเขา อเล็กซ์มองดูไดร์ฟเจ้าปัญหา
ที่วางอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่งก่อนจะฟุบหลับคาโต๊ะไปแบบไม่คิดอะไรอีก


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


ร่างของรันฟานอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของห้องพักผู้ป่วยด้วยความรู้สึกที่เซ็งเต็มแก่ เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่หญิงสาวต้องทนอยู่ในห้องนี้หลังจากได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
ในภารกิจครั้งก่อน อันที่จริงแล้วเธอไม่เป็นอะไรมากแต่ ฟิโอลิน่า แพทริกสัน หมอของที่นี่ดันไม่ยอมให้เธอได้ออกจากห้องหลังอาการหูดับของเธอหายเป็นปกติดีแล้ว
การที่ต้องนอนอยู่นิ่งๆโดยไม่มีอะไรให้ทำมันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ และเธอแทบทนไม่ไหวที่จะออกไปที่โรงฝึกแล้วคว้าดาบซามูไรออกมาแกว่งซ้อมมือหลังจากได้คุยกับ
อาจารย์ของเธอผ่านทางโทรศัพท์เมื่อวานนี้ หญิงสาวต้องกระอักกระอ่วนตอบกลับไปเมื่ออาจารย์ของเธอถาม


ขอโทษนะคะอาจารย์อลิเซียที่ไม่ได้ซ้อมมือเลยช่วงนี้...


ย้อนกลับไปสมัยเด็กๆช่วงที่เธอกับครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ไชน่าทาว์นในซานฟรานซิสโก เธอได้ย้ายบ้านมาอยู่ติดกับโรงฝึกวิชาการต่อสู้แถวๆนั้นพอดีด้วยความที่ว่าสนใจ
หรือแรงดลใจอะไรสักอย่างที่ทำให้เด็กน้อยเข้าไปเล่นในโรงฝึกอยู่บ่อยๆจนเจ้าของโรงฝึกเกิดถูกชะตาเข้าเลยรับเธอมาสอนวิชาโดยไม่คิดค่าเรียนสักแดงเดียว
ซึ่งหญิงสาวก็ทำได้ดีพอตัวถึงแม้ว่าเธอจะขาดซ้อมบ่อยไปบ้างก็ตาม


เพราะอย่างนี้รันฟาเลยขอให้มิกกี้ช่วยเอาดาบของเธอมาไว้ในห้องนี้ด้วยถึงแม้ในห้องพยาบาลมันจะไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเป็นอันตรายมากไปกว่าอาหารรสชาติจืดชืด
ที่ให้คนป่วยกินก็เถอะ แต่ดาบเล่มนี้อาจารย์เป็นคนให้เธอเป็นของขวัญวันเกิดเธอรู้สึกว่าปลอดภัยเมื่อมีมันอยู่ใกล้ๆ อย่างน้อยมีมันไว้แล้วไม่ได้ใช้มันยังดีกว่าต้องใช้แต่ไม่มี
หญิงสาวเหลือบมองดูดาบที่ถูกวางเอาไว้บนชั้นวางดาบในสภาพเปลือยฝัก มันเป็นดาบคาตะนะยาว 25 นิ้วครึ่งโกร่งดาบสีแดงสลับเขียวสลักลายรูปแมลงปอเอาไว้
ใบดาบแวววาวที่รันฟาขัดมันอยู่เสมอจนได้กลิ่นน้ำมันกานพลูจางๆลอยมาแตะจมูกและที่ใบดาบมีการสลักลายเป็นตัวอักษรที่อ่านได้ว่า


สำหรับลูกศิษย์ที่เยี่ยมที่สุดของฉัน โดย อลิเซีย ซึมิโยโกะ


คงไม่เกินวันนี้รันฟาคงจะได้ออกจากห้องพักนี้ซะที โดยสิ่งแรกที่เธอจะทำก็คือเอาดาบที่ตั้งโชว์อยู่ตรงชั้นวางของนั่นออกมาเหวี่ยงซ้อมมือให้หายอยากจริงๆซะที


“ว่าไงรันฟา”


ช่วงที่รันฟากำลังจะหยิบหนังสือนิยายที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ร่างบางของผู้บัญชาการวิลโบสกี้ก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยกระเช้าของกินจำนวนหนึ่ง
ที่เอาติดมาด้วย ตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมาผู้บัญชาการก็เอาของกินทั้งหลายมาเยี่ยมไข้รันฟาไม่เคยขาด ก็นับว่าหาได้ยากที่จะมีผู้ทำทหารคนไหนมาเยี่ยมทหารชั้นล่างอย่างเธอ
ได้ถึงขนาดนี้ ผู้บัญชาการหญิงร่างเล็กเดินมานั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียงของรันฟาพร้อมทั้งวางกระเช้าของกินเอาไว้ที่โต๊ะข้างๆ


“ผู้บัญชาการ มาอีกแล้วเหรอคะเนี่ยที่จริงไม่ต้องลำบากถึงขั้นนี้ก็ได้นี่คะ” รันฟากล่าวทักทายพลางปิดหนังสือนิยายที่ยังไม่ทันได้อ่านแล้ววางลงบนเตียง
ใบหน้ายิ้มแย้มของผู้บัญชาการนั้นหากมองเผินๆจะดูไม่ออกเลยว่าเธอคนนี้ผ่านสมรภูมิมาแล้วหลายที่


ผู้บัญชาการวิลโบกี้นั้นในมุมมองของรันฟาเธอเป็นผู้นำหน้าใหม่ที่ย้ายเข้ามาประจำการกับแรทส์สาขาชิคาโก้ได้ประมาณสี่ปีก่อนรันฟาจะเข้ามาอยู่ในหน่วยนี้
ก็ถือว่ามีไม่บ่อยนักที่จะมีผู้หญิงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการด้วยอายุเพียงสี่สิบปลายๆ ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้วิลโบสกี้เคยประจำการอยู่กับหน่วยแบร์
(Bioterrorst Eliminate Assault Regiment หรือ B.E.A.R.) หน่วยรบพิเศษของแรทส์ที่ว่ากันว่าเป็นกลุ่มของหารเดนตายที่แข็งแกร่งที่สุดหน่วยหนึ่ง
มีอำนาจขึ้นตรงกับสหประชาชาติและสภาความมั่นคงโลก ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามาจริงคงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่วิลโบสกี้จะได้รับตำแหน่งนี้อย่างไร้ข้อกังขา


แต่จะยังไงก็ช่างรันฟาก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะกดดันอะไรสักนิดเวลาอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการหญิงคนนี้ เธอดูสบายๆเป็นกันเองจนน่าแปลกใจ
ไม่น่าเชื่อว่าจะเคยอยู่ในหน่วยทหารเดนตายแบบ หน่วยแบร์ เลยเสียด้วยซ้ำ


“ไม่หรอกมันไม่ได้ลำบากอะไรเลย ฉันถือเรื่องการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นที่หนึ่ง เพราะงั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก เอ้านี่ ดื่มซะหน่อย” ผู้บัญชาการหญิงยื่นแก้วน้ำ
ที่เพิ่งเทน้ำจนเต็มแก้วให้รันฟาไป หญิงสาวรับมันไว้อย่างรีรอๆก่อนจะจิบน้ำดื่มโดยไม่รีบร้อนอะไรนัก ก็ยังดีที่วันนี้มีคนมาเยี่ยมบ้างอย่างน้อยเธอก็คงไม่ต้องทนอ่านนิยายถูกๆ
ที่รี้ดและคูเปอร์เอามาให้นี่อีกรอบ บอกเลยว่าการอ่านหนังสือเป็นอะไรที่รันฟาแสลงกับมันมากๆแต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็คงต้องอ่านเพื่อใช้ฆ่าเวลาไป


รันฟาวางแก้วลง “แล้วตอนนี้ทางหน่วยเราได้ความว่ายังไงบ้างคะท่านถึงเบาแสที่เราพบ”


“ยังไม่ได้อะไรเลย รู้แต่ว่ากลุ่มทหารที่เล่นงานทีมของเธอพวกนั้นไม่ใช่ ร.ป.ภ. หรือพนักงานบริษัทรักษาความปลอดภัยที่มีถิ่นฐานอยู่ในอเมริกาเหนือ”


วิลโบสกี้อธิบายพลางดึงรูปถ่ายจำนวนหนึ่งออกมาจากแฟ้มที่นำติดมาด้วย


“ตามรูปพรรณสันธานที่เราพบพวกนี้เป็นทหารรับจ้างทำงานให้กับบริษัท South Inter Treading Corporation บริษัทค้าขายข้ามชาติของฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทหารพวกนี้คือกลุ่มเดียวกับที่เคยก่อรัฐประหารให้กับกลุ่มต่อต้านในแอฟริกาตะวันออก นี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่”


รันฟาพยายามคิดตามข้อมูลที่ผู้บัญชาการหญิงเพิ่งจะบอกเธอไป มันยังมีจุดคลุมเครืออยู่หลายเรื่องที่เธอคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทั้งเรื่องที่คนในหน่วยเสี่ยงตายลุยกับข้าศึก
เพื่อไดร์ฟข้อมูลเล็กๆเพียงอันเดียว กองทหารที่อยู่ๆก็ไม่รู้ว่ามาโผล่ที่โกดังได้ยังไง แถมยังไม่รวมกับที่ว่ากำลังเสริมของข้าศึกตามมาสมทบเร็วจนเกินไป
ทั้งหมดนี้มันยังวนเวียนอยู่ในหัวของหญิงสาวและเต็มไปด้วยข้อสันนิฐานนับร้อยรูปแบบที่อาจจะเป็นทางไหนก็ได้


เรายังต้องการข้อมูลมากกว่านี้กว่าจะสรุปอะไรได้ อย่าเพิ่งฟุ้งซ่านไปรันฟา


“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำยังไงกันต่อล่ะคะท่าน”


“คงต้องรวมรวมข่าวกรองให้มากกว่านี้ จนกว่าทีมหาข่าวของเราจะหาอะไรที่เป็นเบาะแสมาได้เธอก็ควรพักให้เต็มที่นะสาวน้อย เรื่องนี้คงยังไม่จบง่ายๆอย่างที่คิดแน่”
ผู้บัญชาการกล่าวเพิ่มเติมก่อนจะเดินออกจากห้องไป ไม่กี่นาทีถัดมารันฟาก็ต้องเผชิญกับความเงียบในห้องอีกครั้งเพียงลำพัง


รันฟาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปแล้วก็เริ่มหยิบนิยายที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาอ่าน


---------------------------------------------------------------------------------------------------------


“เป็นแบบนั้นเองเหรอแร๊บบิท”


วิลโบสกี้หันไปหาแร๊บบิทหลังจากเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เธอเพิ่งออกมาจากห้องพักฟื้นของรันฟาหมาดๆ แร๊บบิทได้ชวนเธอไปคุยที่ห้องทำงานของเธอ
แน่นอนว่าแร๊บบิทเล่าเรื่องราวทั้งหมดรวมไปถึงเบาะแสะที่อเล็กซ์เพิ่งจะหามาได้ให้เธอฟัง ในความคิดของผู้บัญชาการหญิงเธอคิดว่าเรื่องพวกนี้มีมูลเหตุพอที่จะลองสืบดู
คงต้องขอบใจอเล็กซ์จริงๆที่ยอมอดหลับอดนอนช่วยสืบหาจนได้เบาะแสเพิ่มเติมมาจนได้


ป่านนี้ไอ้หนูนั่นคงจะเพลียมาก ดีไม่ดีคงจะไม่ตื่นจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้เลย...


“ผู้บัญชาการครับ คิดว่าเราควรทำยังไงกันต่อดีล่ะครับ ทีมของผมก็บาดเจ็บกันสองรายส่วนทีมอื่นๆตอนนี้ก็ไม่ว่างติดภารกิจอื่นอยู่กันเกือบหมด”


วิลโบสกี้รินไวน์ที่เหลืออยู่ครึ่งขวดใส่ลงในแก้วโดยไม่แสดงท่าทีอะไรมากนัก


“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันพอมีทางเลือกอื่นอยู่ นายกับคนในทีมควรใช้เวลาพักก่อนเถอะเรื่องนี้ฉันจะจัดการต่อเอง”


แร๊บบิทดูจะแสดงท่าทีตรงกันข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง แต่วิลโบสกี้ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักที่แร๊บบิทจะกังวลได้ถึงขนาดนี้ เพราะก่อนหน้าที่พวกแร๊บบิทจะออกไปทำภารกิจ
นิดหน่อยเธอได้ส่งทีม อัลฟ่า ชาร์ลีและเดลต้าออกไปทำภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายและการหาข่าวกรองจนหมด (ทีมของแร๊บบิทคือทีมบราโว่) ตอนนี้เลยเหลือเพียงแค่
พวกแร๊บบิทและเจ้าหน้าบางส่วนอีกไม่กี่นายที่ยังประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของชิคาโก้


แน่นอนว่าหลังจากการล่มสลายอย่างเป็นทางการของพวก North เมื่อประมาณสิบปีที่แล้วสภาความมั่นคงโลกก็เริ่มมีคำสังยุบหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพ
หลายหน่วยด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย และเอางบประมาณที่โดนหักออกไปนั้นไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์กว่า


แหม... เป็นเหตุผลที่โคตรจะราชการฉิบหายเลยจริงๆ


ถึงหลายคนอาจจะคิดว่าทำแบบนี้แหละถูกต้องแล้วแต่ในความคิดของผู้บัญชาการหญิงคนนี้กลับสวนทางกับทุกคนโดยสิ้นเชิง ลำพังแค่กำลังพลของแรสต์ทั้งหมดทั่วโลก
ในตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำ แม้กระทั่งสำนักงานใหญ่ในสาขาอเมริกาเหนืออย่างชิคาโกก็ยังมีบุคลากรเพียงแค่ส้องร้อยกว่าๆเท่านั้นเอง ถ้าเกิดมีการระบาดครั้งใหญ่
เหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วขึ้นมาอีกคงไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็นยังไง กำลังพลเพียงแค่นี้ย่อมไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งอะไรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


เธอนั้นถึงจะไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานี้มากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีอำนาจพอจะไปสั่งการความคิดใครได้ เลยทำได้เพียงแค่ยิ้มเสแสร้งและพยักหน้าให้กับ
ไอ้พวกเบื้องบนเฮงซวยทั้งหลายที่กำลังนั่งตีพุงสบายใจเฉิบไปวันๆขณะที่เธอและลูกน้องต้องดิ้นรนต่อสู้กับศึกนับรอบด้านทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร


“แล้วทางแก้ที่ว่ามันคืออะไรเหรอครับ” แร๊บบิทถาม


“ก็ในเมื่อตอนนี้พวกนายไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้ ฉันคงต้อง-”


ตูม!!


การสนทนาของทั้งสองเป็นอันต้องถูกหยุดลงพร้อมกับเสียงของอะไรสักอย่างระเบิดขึ้น ทั้งคู่รีบมองออกไปนอกหน้าต่างสิ่งที่ได้เห็นหลังจากนั้นคือการระเบิดอย่างรุนแรง
ที่ดังไล่หลังตามมาอีกสองครั้ง เปลวไฟจากการระเบิดสว่างมาจนถึงที่นี่อย่างชัดเจน ไม่กี่อึดใจถัดมาเสียงขอใครบางคนก็ดังลอดผ่านเครื่องมือสื่อสารของวิลโบสกี้เข้ามา
มันเป็นเสียงซ่าที่ได้ยินไม่ค่อยจะชัดเจนนักแต่ก็พอจับใจความได้บ้าง


“...เรียกทุกหน่วย ช่วยเราด้วย เราโดนโจมตี...”


ปัง! ปัง !


มีเสียงปืนแทรกเข้ามาในช่องทางการสื่อสารนั่นด้วย ถึงจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือโดนโจมตีด้วยสาเหตุอะไรแต่ที่เห็นได้ชัดเจนแล้วก็คือที่นี่อาจจะกำลังตกเป็นเป้าหมายถัดไป
เพราะจุดที่โดนโจมตีนั้นล้วนแต่เป็นสถานที่ราชการที่มีหน้าที่ยับยั้งเหตุร้ายทั้งสิ้นและที่นี่คงจะถูกโจมตีในเร็วๆนี้แน่


จากมุมนี้วิลโบสกี้มองเห็นเมืองทั้งเมืองกำลังเริ่มลุกเป็นไฟ เสียงกรีดร้องของประชาชนมากมายดังขึ้นอยู่เรื่อยๆหลังจากการติดต่อทางวิทยุเมื่อครู่ เสียงของสัญญาณเตือนภัย
ดังขึ้นทั่วเมือง วิลโบสกี้มองเห็นฝูงเครื่องบินจำนวนมากมายกำลังบินผ่านน่านฟ้าพร้อมทั้งโปรยอะไรบางอย่างลงมาที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่ระเบิด มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันมีใครที่ไหน
บ้าบิ่นพอจะโจมตีชิคาโกหนึ่งในเมืองใหญ่ของอเมริกากันเชียว ถ้ามันจะกล้าทำได้ถึงขนาดนี้ก็แปลว่าคนที่โจมตีคงจะวางแผนการใหญ่เอาไว้ยิ่งกว่านี้อีกแน่


วิลโบสกี้ไม่มีเวลามาตกใจกับภาพที่เห็น เธอรีบตรงไปที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวก่อนจะต่อสัญญาณถึงเครื่องมือสื่อสารทุกชิ้นในฐานโดยทันที


“ถึงเจ้าหน้าที่ทุกนาย นี่คือคือผู้บัญชาการ ออร์เซีย วิลโบสกี้ เรากำลังถูกโจมตี ขอย้ำเรากำลังถูกโจมตี ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายทำการปิดล๊อกพื้นที่ นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อม
พลรบทุกนายที่ยังอยู่ให้ทำการระวังภายทางเข้าออกทุกจุดและดำเนินการตามมาตรการที่ 4 โดยด่วน!!”


หลังได้ยินการประกาศเตือน ทุกฝ่ายต่างก็รีบดำเนินงานตามหน้าที่กันอย่างวุ่นวาย ผู้บัญชาการหญิงพยายามเต็มที่เพื่อจะหาทางติดต่อกับหน่วยอื่นๆเท่าที่ยังทำได้
พร้อมกับหาทางรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ยังไม่รู้ว่าศัตรูที่มาโจมตีนี่เป็นฝ่ายไหนหรือมีกำลังพลเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นจะประมาทหรือพลาดไม่ได้เป็นอันขาด


“แร๊บบิท นายไปตามไอแซ๊กกับอเล็กซ์มาที่นี่ ฉันสังหรณ์ว่าพวกมันคิดจะโจมตีเจาะระบบการสื่อสารของเราด้วยถ้ามันทำได้เราจะไม่มีทางเตือนคนข้างนอกว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่นี่ เราจะปล่อยให้การสื่อสารล่มไม่ได้เด็ดขาดเข้าใจไหม!”


แร็บบิทพยักหน้าตอบรับอย่างว่องไวก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป ในขณะที่วิลโบสกี้กำลังรัวคำสั่งบนแป้นพิมพ์เพื่ออะไรสักอย่าง ความหวังทั้งหมดในตอนนี้
ฝากเอาไว้กับทุกคนในฐานที่ยังเหลืออยู่ที่นี่ หากไม่สามารถยันข้าศึกเอาไว้ได้นานพอ สิ่งที่รออยู่คงจะมีแค่ความตายเท่านั้น


---------------------------------------------------------------------------------------------------------


แร๊บบิทรีบวิ่งตรงไปที่ห้องของไอซ์เป็นอันดับแรก หลังจากที่ผู้บัญชาการสั่งให้เขาไปพาทั้งไอซ์และอเล็กซ์มาช่วย แต่ทันทีที่ไปถึงพบว่าห้องทำงานของไอซ์
ตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากรอบด้านมีเจ้าหน้าที่หลายนายกำลังทำงานร่วมกับไอซ์ ทั้งไม่ว่าจะเป็นการทำลายข้อมูลลับของหน่วยการตั้งระบบการสื่อสาร
และการป้องกันการเจาะทะลุเข้ามาทางเซิร์ฟเวอร์ของพวกแฮ๊กเกอร์ฝ่ายตรงข้าม


และไอซ์ก็กำลังทำหน้าที่นี้อย่างสุดความสามารถเพื่อสกัดการเจาะเข้าระบบของฝ่ายตรงข้ามซึ่งไม่รู้ว่าจะต้านเอาไว้ได้อีกนานแค่ไหน เพราะงั้นแร๊บบิทเลยตรงไปที่
ห้องของอเล็กซ์เป็นอันดับต่อไป โชคไม่ดีนักที่ห้องทำงานของอเล็กซ์ดันอยู่ใกล้ทางเข้าของฐานซะด้วย ถ้าอเล็กซ์ยังอยู่ที่นั่นเป็นไปได้ว่าเจ้าหนุ่มช่างเทคนิคอัจฉริยะนั่น
ต้องปะทะกับข้าศึกก่อนใครเพื่อนแน่


ไอ้เด็กนั่นก็ดันชอบหาเรื่องเสี่ยงตายอยู่ซะด้วยสิ...


เพราะอย่างนี้แร๊บบิทเลยไม่ลังเลที่จะหยิบอาวุธติดไม้ติดมือไปด้วย นายทหารมากประสบการณ์คนนี้เลยเลือกที่จะพกปืนแบบกระสุนลูกตะกั่วแบบเก่าติดไปด้วยเผื่อฉุกเฉิน
จริงอยู่ที่นโยบายของหน่วยจะไม่ให้ใช้อาวุธจำพวกที่มีความรุนแรงถึงตายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Desert Eagle มาร์ค 18 ปรับแต่งพิเศษใช้กระสุนขนาด .357 แม็กนั่ม
บรรจุกระสุนเก้านัดที่อยู่ในมือของแร๊บบิท พร้อมยิงทุกเมื่อ มันเป็นปืนที่ตกรุ่นมาได้หลายสิบปีแล้วแต่ก็ยังใช้การได้ เรื่องความแรงคงไม่ต้องพูดถึงมันไม่ต่างอะไรกับ
การโดนปืนใหญ่ขนาดย่อมลงมา ยิงเข้าใส่แบบจังๆนั่นล่ะ


นายทหารวัยเก๋ายกมันขึ้นมาเล็งตรงหน้าเอาไว้เขารู้สึกอุ่นใจยังไงชอบกลที่มีมันอยู่ คงเป็นเพราะน้ำหนักที่มากของมันและรูปร่างอันใหญ่โตมากกว่าปืนพกพื้นฐานของหน่วย
คงต้องยิงอย่างระวังเพราะไอ้เหยี่ยวทะเลทรายกระบอกนี้มันถีบหนักไม่ใช่เล่นๆแถมกระสุนก็ยังน้อยเกินไปด้วย แร๊บบิทตอนนี้มีเพียงแค่กระสุนขนาด .357 ในตัวปืนเก้านัด
และสำรองอีกหนึ่งแม็กกาซีนเท่านั้นก็ไม่มากเท่าไหร่


อย่างน้อยยังดีกว่าไปลุยกับข้าศึกมือเปล่านั่นล่ะนะ...


แร๊บบิทเดินตรงเข้ามาจนถึงบริเวณใกล้ๆกับประตูทางเข้าถ้าจำไม่ผิดวิลโบสกี้เพิ่งสั่งให้มีการปิดล๊อก ทางเข้าออกทุกจุดของที่นี่ ประตูนิรภัยก็น่าจะถูกเลื่อนลงมา
ปิดทางเข้าออกของที่นี่เอาไว้แล้ว ประตูนั่นเป็นประตูเหล็กกล้าหน้าประมาณเจ็ดมิลลิเมตรเห็นจะได้ มันคงกันกระสุนขนาดมาตรฐานได้ดีพอดูถ้าอีกฝ่ายไม่เล่นของหนัก
อย่างพวกปืนจรวดหรือระเบิดแสงเครื่องประตูนั่นก็คงจะต้านไหวอยู่


ปัง! ปัง! ปัง!


เสียงปืนที่ดังขึ้นจากทางด้านหน้าทำให้แร๊บบิทถึงกับสะดุ้งโหยงตื่นตัวหนักกว่าเก่า และยิ่งทวีมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของใครบางคน
ดังขึ้นจากทางด้านหน้า ขณะที่กลิ่นของอะไรบางอย่างลอยโชยเข้ามาจากทิศทางเดียวกันด้วย กลิ่นมันเหมือนกับกลิ่นสาบของหมาที่ไม่ได้อาบน้ำมาอย่างต่ำสองเดือน
แร๊บบิท กระชับเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายในมือเอาไว้ให้แน่นมากขึ้นพลางเดินก้าวอย่างช้าๆไปตามทางเดินที่เงียบสนิท หลอดไฟบนเพดานหลายดวงได้รับความเสียหาย
จนบางดวงติดบ้าง บางดวงก็ดับ บางดวงถึงกับติดๆดับๆยิ่งสร้างความน่าสะพรึงให้กับบรรยากาศมาขึ้นไปอีก


ยิ่งเดินเข้ามาใกล้กลิ่นสาบที่สัมผัสได้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าพวกทหารที่รับหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าออกหายไปไหนหมด จริงอยู่ที่ตอนนี้ทีมส่วนใหญ่
ยังไม่กลับมาจากการทำภารกิจ แต่ในฐานก็น่าจะยังมีคนอยู่อีกตั้งห้าสิบกว่าที่พร้อมรบ ไม่รู้ว่าทำไมด้านนี้ถึงได้เงียบนัก หรือว่า-


บ้าจริงไอ้พล อย่าเพิ่งคิดถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดเลยดีกว่า


แร๊บบิทสลัดความคิดที่แย่ๆพวกนั้นออกไปพร้อมทั้งเร่งเท้าขึ้นอีกนิด แค่เลี้ยวตรงหัวมุมข้างหน้าเท่านั้น คงจะได้เจอพวกทหาร งี่เง่าที่อาจจะแค่นอนสลบอยู่เท่านั้น
คงต้องไปหวดกบาลปลุกพวกมันสักทีสองทีแล้วสั่งลงโทษ-


เพียงเลี้ยวมุมเข้ามาเท่านั้นความคิดของนายทหารวัยกลางคนเป็นอันต้องสะดุดลงทันควันกับภาพของสิ่งที่น่าจะเรียกว่า ‘นองเลือด’ ได้ดีที่สุด ศพของทหารหน่วยแรทส์มากมาย
นอนกองอยู่กับพื้นจมกองเลือดนั่นคือสภาพที่ดีที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับอีกหลายศพที่อวัยวะขาดออกจากร่าง เครื่องในทะลักออกมากองด้านนอกส่งกลิ่นเหม็นคาวเลือด
ตลบอบอวลไปหมด แร๊บบิทแทบอยากจะอาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุงเพราะมีหลายศพในที่นี้ที่รู้จักกับเขาด้วย ไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นอะไรแบบนี้
มันทำให้ภาพเหมือนเมื่อสมัยก่อนหวนกลับคืนมา


มีอยู่ช่วงหนึ่งสมัยที่แร๊บบิทยังหนุ่มๆเคยรับราชการในไทย ทีมของเขาในสมัยนั้นได้รับคำสั่งให้ไปสอดแนมค่ายของข้าศึกในเขตชายแดนเพื่อหาข่าวกรอง
พอไปถึงที่นั่นได้ไม่เท่าไหร่พวกเขาก็ต้องปะทะกับข้าศึกอยู่นานหลายชั่วโมงจนฝ่ายศัตรูล่าถอยไป แร็บบิทกับเพื่อนร่วมหน่วยในตอนนั้นยึดที่มั่นของข้าศึกเอาไว้ได้
พร้อมกับศพของทหารจำนวนมากถูกเชือดและสับเป็นชิ้นๆอยู่กลางค่ายแม้ตอนนั้นจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของข้าศึกพวกไหนกันแน่ แต่ภาพเหล่านั้นมันทำเอาแร๊บบิท
กินอะไรไม่ลงไปหลายวันและมันยังคงติดตาเขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นภาพแบบนี้อีกทีตอนแก่


“หะ... หัวหน้า...”


“รี้ด! เวรชิบ แข็งใจไว้ไอ้ลูกชายฉันมาช่วยแล้ว” แร๊บบิทพูดพลางเข้าไปดูอาการของรี้ที่บอกได้เลยว่าอาการหนักทีเดียวบนลำตัวมีรอยแผลขนาดใหญ่
พาดยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงกลางลำตัว ไม่มีรอยกระสุนหรือร่องรอยอาวุธชนิดอื่น แร๊บบินลองมองไปรอบๆพยายามหาอะไรก็ตามที่น่าจะใช้ได้
แต่ท่าทางอาการของรี้ดจะดูไม่ดีเอาเสียเลยเขาจึงทำได้เพียงแค่เอามือกดแผลเอาไว้ก่อนจะใช้กระดาษที่อยู่แถวๆนั้นกดห้ามเลือดบางส่วนไปก่อน


แต่บาดแผลมันก็สาหัสมากเกินกว่าที่แร๊บบิทคนเดียวจะช่วยได้ แถมในที่แบบนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครเหลือรอดพอจะมาช่วยรี้ดด้วยรึเปล่า
ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่คงจะหมดโอกาสรอดโดยสิ้นเชิงซะแล้ว


“ไม่ต้องห่วง... ผมคงไม่รอดแล้ว... มันมีอสูรกายหลุดเข้ามา... ต้องรีบ...”


“เงียบเหอะน่าไอ้หนู ฉันจะต้องช่วยแกให้ได้ต่อให้ฉันต้องตามลากแกกลับมาจากนรกก็เถอะ” แร๊บบิทสั่งให้รี้ดหยุดพุดขณะที่ห้ามเลือดอย่างสุดความสามารถ
แต่ก็ไม่ได้ผล เลือดไหลไม่หยุดเหมือนกับก๊อกน้ำ รี้ดหายใจถี่เริ่มติดขัดขึ้นเรื่อยๆจนแร๊บบิทไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วแต่ก็ยังพยายามห้ามเลือดทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์


“คุณช่วย... ผม... ไปแล้ว...”


ดวงตาของรี้ดปิดลงพร้อมกับมือที่ร่วงลงพื้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แร๊บบิทมองดูหนึ่งในลูกทีมของเขาสิ้นใจอย่างเงียบๆโดยไม่แสดงอาการอะไรออกมา
เขาเก็บป้ายชื่อแขวนคอของรี้ดมาก่อนจะหยิบอาวุธพร้อมลุยอีกครั้ง เขามามัวหยุดให้กับความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้ ยังมีคนอีกมากที่รอให้เขาไปช่วย
นายทหารวัยกลางคนตั้งสติและเดินย่างก้าวอย่างระวัง


ร่างสูงของนายทหารค่อยๆเดินก้าวอย่างเงียบเชียบพลางหันไปมองที่ประตูเหล็กที่ใช้ปิดล๊อกพื้นที่โดนแรงกระแทกของอะไรสักอย่างแหกเข้ามาได้
หากสังเกตดีๆจะพบว่ารอยแหกนั้นไม่ใช่รอยระเบิดแต่เหมือนจะถูกทะลวงเข้ามาโดยเครื่องมืออะไรสักอย่างที่แร๊บบิทเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ถ้าจำไม่ผิดเมื่อกี้นี้
เขาได้ยินเสียงของทหารกรีดร้องพร้อมกับเสียงปืนที่ยิงขึ้นสามนัดแปลว่าศัตรูที่ฆ่ารี้ดและหน่วยแรทส์ทั้งหมดอาจจะยังไม่ไหนได้ไม่ไกลจากจุดนี้
เป็นไปได้ว่ามันกำลังรอให้เขาเข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อดักโจมตีเหยื่อรายถัดไป


และแร๊บบิทก็กำลังทำแบบนั้นเพื่อล่อมันออกมา


ควับ!!


และทันใดนั้นประสาทสัมผัสของแร๊บบิทก็จับได้ว่ามีอย่างอย่างกำลังพุ่งมาจากด้านหลังของเขา แร๊บบิทกลิ้งตัวหลบออกด้านข้างก่อนที่มันจะพุ่งชนเขาจนล้ม
ร่างที่พุ่งเข้ามาหาชนเข้ากับชั้นวางของเข้าอย่างจังจนแทบจะได้ยินเสียงของกรอบไม้แตกละเอียดดังขึ้นอย่างชัดเจน มันคงจะพุ่งเจข้ามาแรงมากแน่ๆดีนะที่หลบทัน-


“บรรลัยแล้ว!!”


แร๊บบิทเล็งปืนไปทางศัตรูที่กำลังมึนจากการพุ่งชนพลาดเป้า แต่ก็ต้องตาค้างด้วยความตกตะลึงเมื่อร่างที่เขาเห็นนั้นกลับไม่ใช่ร่างของมนุษย์ มันเป็นตัวอะไรบางอย่าง
ที่ดูเหมือนมนุษย์แต่ไม่ใช่ ผิวสีเขียวเต็มไปด้วยเกล็ดเรียงรายเป็นแถวๆเหมือนพวกสัตว์เลื้อยคลาย ใบหน้าเรียวยื่นออกมาพร้อมปากที่มีฟันเขี้ยวคมๆเรียงรายกันเป็นแถวๆ
เหมือนจระเข้ รูปร่างที่กำยำมาพร้อมอาวุธเป็นนกงเล็บยาวๆที่พร้อมจะกระซวกอะไรก็ตามที่พบเห็นเป็นชิ้นได้โดยไว แรบบิทจ้องมองที่นัยน์ตาสีเหลืออำมหิต
ไร้ซึ่งชีวิตชีวาของมัน เขาไม่เคยลืมแววตาแบบนั้นเลย มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้มาเห็นมันอีกครั้งราวกับฝันร้ายที่เขาเคยรู้จัก


สวีปเปอร์...


‘เป็นไปได้ไง ไหนว่าไอ้ตัวบ้าพรรคนี้มันสูญพันธุ์ไปแล้วนี่!!’


เขาคิดในใจอย่างวิตกเพราะสิ่งที่คิดนั้นมันคนล่ะเรื่องกับสิ่งที่เห็นเลย สิ่งที่เขาคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกำลังตรงรี่เข้ามาทางนี้พร้อมกงเล็บคมๆที่แผ่ออกกว้าง
พุ่งกระโจนเข้าใส่เหมือนลูกกระสุน แร๊บบิทใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนมันจะเข้าถึงตัวลั่นไกปืนส่งกระสุนเข้าเจาะกลางกะโหลกของมัน ร่างของเจ้าสัตว์กลายพันธุ์
ชะงักไปตามแรงปืนก่อนจะชนเข้ากับร่างของแร๊บบิทอย่างจัง มันชักดิ้นชักงอขณะที่กำลังทับร่างของแรบบิทอยู่ก่อนจะสิ้นใจตายคาที่


แร๊บบิทรีบผลักร่างของตัวประหลาดที่กลายเป็นเพียงซากศพออกจากร่างของเขา เลือดสีแดงเย็นชืดของมันเปิ้อนตรงเสื้อกั๊กกันกระสุนของเขาบางส่วน แร๊บบิทหายใจหอบ
ขณะที่มองดูร่างของสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกครั้งในรอบหลายสิบปี


สวีปเปอร์เป็นหนึ่งในอาวุธชีวภาพที่ถูกสร้างอย่างลับๆโดยพวก North มันคือสัตว์ลูกผสมพันธุ์มฤตยูที่เกิดจากการผสมระหว่างยีนของมนุษย์กับจระเข้และอีกหลายองค์ประกอบ
อุบาทว์จนยากที่จะจินตนาการออก ทำเอาใครหลายๆคนถึงกับผวาทุกครั้งที่เจอหน้าแร๊บบิทยังจำแววตา เสียงร้องและใบหน้าอันอัปลักษณ์ของมันได้เป็นอย่างดี


หน้าปลวกขนาดนี้ใครจะไปลืมได้ลงกัน


แต่ที่แร๊บบิทสังเกตเห็นเจ้าตัวนี้ดูจะต่างจากสวีปเปอร์ที่เขาเคยเจอมานิดหน่อยเช่น ส่วนสูงที่มากถึงหกฟุตและอาจจะหนักได้ถึงสองร้อยกิโลกรัม
สวีปเปอร์ปกติไม่ได้มีขนาดใหญ่แบบนี้อีกทั้งมันไม่ได้มีกงเล็บที่ยื่นออกมามากขนาดนั้นแถมยังมีสีดำเหมือนกับถูกฉาบด้วยอะไรบางอย่าง
หรือว่านี่จะเป็นสายพันธุ์ใหม่กันแน่นะ


กร๊าซ!!


และความคิดทั้งหลายก็ต้องถูกพักเอาไว้เป็นการชั่วคราวเมื่อเสียงคำรามที่แหลมเหมือนคมมีดดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่แร๊บบิทอยู่มากนัก เขาลืมไปเลยว่าสวีปเปอร์เป็นสัตว์สังคม
ที่มีการออกล่าเป็นฝูง ถ้าเจออยู่ตัวหนึ่งก็เตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องเจอตัวอื่นเพ่นพ่านอยู่แถวนั้นด้วย


และเสียงปืนเมื่อกี้นี้คงจะล่อพวกมันทั้งฝูงให้แห่เข้ามาร่วมวงบุฟเฟต์แล้วแน่ๆ


“เอาล่ะเพื่อนเอ๋ย... งานนี้เถิดเทิงแน่... พร้อมจะลุยมานานแล้ว!!”


แร๊บบิทพูดเป็นครั้งสุกท้ายก่อนที่ฝูงสวีปเปอร์จะทยอยกันปรากฏตัวออกมาจากทั่วทุกสารทิศ เสียงปืนคำรามเปิดฉากขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวภายใน
ฐานต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพที่บัดนี้กำลังถูกเล่นงานโดยอาวุธชีวภาพเสียเอง ลูกปืนขนาด .357 แม็กนั่มพุ่งทะลวงผ่านอากาศเข้าเจาะเนื้อแข็งๆ
ของกิ้งก่ากลายพันธุ์อย่างรุนแรงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่


พวกมันยังคงดาหน้าเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อนแร๊บบิทรู้สึกว่าเพิ่งจะยิงพวกมันตายไปได้สามตัวแต่ละตัวหมดกระสุนไปประมาณสามนัด
การที่พวกมันเคลื่อนไหวได้เร็วแถมยังมากันเยอะทำให้เล็งเป้าได้ลำบาก แร๊บบิทจึงเสียกระสุนเปล่าๆไปราวสี่นัดในการยิงชุดหนึ่งก็นับว่าเปลืองใช่เล่น
แถมท่าทางพวกมันจะยังมีเหลืออยู่อีก


แชะ!


ลูกเลื่อนลำกล้องของเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายในมือแร๊บบิทดันกลับไปด้านหลังเป็นสัญญาณว่ากระสุนหมด เหลือกระสุนอีกแม็กกาซีนเดียว แร็บบิทดีดแม็กเปล่าตัวเก่าออก
แล้วรีบยัดลูกปืนแม็กสุดท้ายที่เหลืออยู่ใส่กลับเข้าไปและพร้อมลุยต่อเป็นเวลาเดียวกับที่พวกสวีปเปอร์พุ่งเข้ามาประชิดตัวหางออกไปแค่ไม่กี่หลาเท่านั้น แร๊บบิทรีบยกปืนขึ้น
อย่างฉับไวพร้อมทั้งยิงจ่อแบบระยะเผาขน


กระสุนพุ่งเข้าเจาะตรงลำคอของมันจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ก้อนเนื้อบางส่วนถูกฉีกออกจากผิวหนังจนกระจุย มันส่งเสียคำรามลั่นก่อนจะกระเด็นออกไปตามแรงปืน
แน่นิ่งไปในที่สุด


แต่ก็ยังมีเหลืออีกสองตัวที่สำคัญพวกมันทั้งคู่ก็ยังพุ่งเข้ามาพร้อมกัน แร๊บบิทไม่มีทางเลือกเลยต้องรีบยิงตัวที่อยู่ใกล้สุดก่อน ด้วยความลนลานแร๊บบิทเผลอลั่นกระสุน
รัวเข้าใส่ทีเดียวเจ็ดนัด ห้านัดแรกยิงโดนตัวที่อยู่ใกล้สุดทางซ้ายบริเวณกลางลำตัว มันแทบขาดใจตายทันทีที่โดนยิงไปสามนัดแรก ส่วนสองนัดสุดท้ายที่เหลือยิงโดนแขนขวา
ของอีกตัวจนขาดกระเด็นทำให้มันเสียหลักไปพักใหญ่


นัดสุดท้ายแล้วไอ้พล นี่แกลนได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย...


แร๊บบิทถอยออกมาตั้งหลักพยายามจะยิงให้โดนมันแต่แล้วเจ้าตัวประหลาดนั่นดันมีฤทธิ์มากกว่าที่คิดแม้จะเหลือแค่แขนเดียว
มันเหวี่ยงกงเล็บของมันตรงเข้าที่มือของแร๊บบิทปัดปืนจนหลุดกระเด็นจากมือ แร๊บบิทสะดุ้มทันทีเมื่อรู้ว่างานเข้า นายทหารรีบวิ่งไป
กะจะหยิบปืนขึ้นมายิงแต่ก็ไม่ได้เร็วไปกว่าสัตว์กลายพันธุ์ตัวนี้เท่าไหร่นัก มักระโดดมาดักหน้าด้วยพละกำลังที่น่าเหลือเชื่อของมันพร้อมทั้ง
ส่งเสียงคำรามลั่นอย่างดุร้าย อาการบาดเจ็บยิ่งไปทำให้มันโกรธมากขึ้นไปอีก


ทำไม่มันไม่ตายไปซะทีวะเนี่ย!


แร๊บบิทหัวเสียอย่างหนักกับสถานการณ์ที่พบ ความเกรี้ยวกราดของเจ้าสัตว์ร้ายยังคงไม่ลดละไปไหน มันฟาดกงเล็บข้างซ้ายที่ยังเหลืออยู่เข้าใส่แร๊บบิท
ด้วยความเร็วปานอสรพิษ แร๊บบิทตอบโต้ด้วยการถอยหลังกลับแล้วถีบเข้ากลางลำตัวของมันอย่างแรง ถึงจะเห็นแบบนี้เขาก็เคยฝึกการต่อสู้ระยะประชิด
จนมากพอจะหวดกับมันด้วยมือเปล่าได้ แต่นั่นมันก็นานมาแล้วหลายสิบปีที่ผ่านมาร่ายกายของเขาเสื่อมลงตามกาลเวลา ถึงใจจะสู้แต่สังขารตอนนี้มันก็ไม่อำนวยเต็มที


และการถีบนั่นก็หยุดมันได้ไม่นานเท่าที่ควร แร๊บบิทรีบตามเข้าไปคลุกวงใน ประชิดไม่ให้มันใช้กงเล็บได้นายทหารมือเก๋าออกแรงชกที่หน้าของมันตรงๆ
ความรู้สึกของผิวหนังมันนอกจากจะหยาบและเต็มไปด้วยเกล็ดลื่นๆแล้วมันยังแข็งมากอีกด้วย ต่อยไปทีนึงไม่รู้ว่ากระดูกมือจะแตกไหมเนี่ย


การชกหน้าแทบไม่ทำให้มันช้าลงแม้แต่นิดเดียว สวีปเปอร์อาศัยจังหวะที่แร๊บบิทกับตัวมันอยู่ในระยะที่พอดีต่อการใช้กงเล็บ ขนข้างงที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว
ตะปบลงมาเฉือนเข้าที่เนื้อส่วนแขนของแร๊บบิทไปบางส่วนนับว่ายังดีที่แร๊บบิทกระโดดถอยออกมาได้ทันก่อนที่จะโดนกระซวกเข้ากลางลำตัว ร่างของเขาถลาไปกับพื้น
ก่อนจะล้มลงเป็นเป้านิ่งให้อสูรกายพันธุ์นรกแทงกงเล็บได้แบบง่ายดาย


กร๊าซ!!


เสียงหวีดร้องที่ฟังแล้วเสียดประสาทจนน่าขนลุกดังขึ้นก่อนการกระโดดพุ่งเสียบกงเล็บจะเริ่มขึ้นเพิ่งไม่กี่วินาที แร๊บบิทที่นอนเป็นเป้านิ่งอยู่รีบคว้าถังดับเพลิงที่อยู่แถวนั้นขึ้นมา
ป้องกันกงเล็บคมๆของมันเอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด กงเล็บของเจ้ากิ้งก่ากลายพันธุ์เจาะทะลุเข้าไปในตัวถังก่อนจะติดคาอยู่อย่างนั้น มันคำรามลั่นขณะที่พยายามสุดฤทธิ์
ที่จะดึงกงเล็บของมันออกจากถังดับเพลิง แร๊บบิทไม่ยอมให้มันดึงออกไปง่ายๆ เลยกลายเป็นการชักคะเย่อกันระหว่ามุนษย์และสัตว์กลายพันธุ์


ถ้ามันเอากงเล็บออกจากถังได้เขาตายแน่!


เมื่อไม่มีกงเล็บมันก็หันไปพึ่งเขี้ยวคมๆที่เรียงรายอยู่ในปากของมันแทน มันอ้าปากกว้าพร้อมออกแรงกดหมายจะกัดขย้ำหัวแร๊บบิทให้เละในคราวเดียว
แร๊บบิทออกแรงยื้อกับมันเอาไว้อย่างสุดกำลัง แต่ว่าแรงของคนเมื่อเทียบกับอาวุธชีวภาพแล้วมันก็เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ทางเทียบได้ แถมร่างกายของเขา
กำลังอ่อนแรงลงเรื่องๆ ความแก่ตัวของเขานั้นมันกำลังเริ่มส่งผล ขากรรไกรอันทรงพลังของมันขยับเข้ามาใกล้หัวของเขามากขึ้นและก็มากขึ้น


จากที่เมื่อก่อนเคยสู้กับไอ้ตัวประหลาดพรรคนี้ได้แบบสบาย แต่มาตอนนี้เขากำลังจะถูกมันฆ่าตายและต้องมาถูกฆ่าในตอนนี้ด้วย
วันที่พวกอาวุธชีวภาพกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง


ปัง!!


ยื้อกันไม่นานเท่าไหร่ร่างของสวีปเปอร์พันธุ์โหดก็กระเด็นออกไปพร้อมด้วยเลือดสีแดงข้นเหนียวๆพุ่งกระจายออกจากหัวของมัน แร๊บบทิมองดูร่างที่นอนอย่างสงบ
ไร้ซึ่งชีวิตจมกองเลือด บทหัวมีรูกระสุนขนาดใหญ่เจาะเข้าจนเป็นโพรงลึก มีใครบางคนมาช่วยเขาไว้ได้ทันและยิงไอ้กิ้งก่ากลายพันธุ์ตัวนี้จนแน่นิ่ง


“เกือบไปแล้วนะครับหัวหน้า”


แร๊บบิทเงยหน้าขึ้นมามองผู้ช่วยชีวิต เขาเห็นอเล็กซ์เจ้าหนุ่มชางกลที่ตามหาอยู่ในตอนแรกกำลังถือ Desert Eagle ของเขาอยู่
ลูกเลื่อนของลำกล้อนดันกลับไปด้านหลังอีกครั้งหนึ่งแล้วนั่นหมายความว่ากระสุนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแล้ว แร็บบิทรู้สึกว่าตัวเองโชคดี
ที่เหลือกระสุนเอาไว้ในรังเพลิงอีกนักแถมอเล็กซ์ก็ใช้มันช่วยเขาอีก น่าจะเรียกได้ว่าดวงเขายังดีอยู่


แร๊บบิทลุกขึ้นจากพื้นพลางเอามือกดแผลเอาไว้ นายทหารมือเก๋าสังเกตเห็นเจ้าช่างหนุ่มประจำทีมถึงสีหน้าที่หวาดกลัวและตื่นตกใจแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
คงเพราะไม่คิดว่าจะได้มาเห็นอะไรหน้าปลวกแบบนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกที่เจ้าหนุ่มได้พบประสบการณืการปะทะกับอาวุธชีวภาพของจริง


งานนี้คงได้ประสบการณ์ของจริงไปแบบเต็มๆแล้วสิ น่าดีใจจนน้ำตาไหลไหมล่ะ


“หัวหน้าครับไอ้พวกนี้มัน-”


“เออ... ใช่แล้ว สวีปเปอร์... อาวุธชีวภาพของพวก North อย่าห่วงเลยอเล็กซ์มันไม่ลุกขึ้นมาอีกแล้ว ขอปืนฉันด้วย...” แร๊บบิทขอปืนคืซึ่งอเล็กซ์ก็ส่งไปให้แต่โดยดี
เท่าที่ดูเจ้าหนุ่มนี่คงจะกลัวจนขยับขาไม่ออกแล้วแน่ๆ เห็นแล้วมันก็นึกถึงสมัยที่เขายังเป็นมือใหม่อยู่ ในครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับไอ้ตัวพรรค์นี้เขากลัวจนแทบจะฉี่ราด
ยิ่งกว่าอเล็กซ์เสียอีก


ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรเหมือนกันพอเวลาผ่านไปนาน ไอ้ตัวประหลาดพรรค์นี้ก็กลายเป็นแค่เป้าหมายธรรมดาที่ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
หรือจะเป็นเพราะเจอมาหนักมาจนเริ่มชินชาไปแล้วกันแน่


แร๊บบิทเอาปืนที่ไร้กระสุนเก็บกลับเข้าซองให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มออกเดินเพื่อไปตามหาคนอื่นๆทที่ยังเหลือ แต่แล้วอยู่ๆประสาทของเขาก็เหมือนจะหยุดทำงาน
เอาเสียดื้อๆ แผลที่แขนเริ่มเจ็บขึ้นมาอีกครั้งเลือดจากเดิมที่เป็นสีแดงเริ่มเจือปนด้วยสีดำราวกับมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแทรกแซง


แร๊บบิทมองไปที่เล็บของพวกมัน สีดำๆที่ติดอยู่ตรงกงเล็บกำลังไหลเยิ้มออกมาและหยดลงบนพื้น


‘นี่มัน... พิษ... ไอ้ตัวบ้านั่นมีพิษที่กงเล็บด้วย!!’


กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว การดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อครู่ทำให้พิษจากกงเล็บกำลังแล่นเข้าไปในระบบโลหิต ร่างกายหลายส่วนของแร๊บบิทเริ่มไม่ตอบสนอง
หยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ การมองเห็นเริ่มพร่ามัว การรับเสียงเริ่มมีปัญหา เขาได้ยินเพียงแค่เสียงของอเล็กซ์ที่กำลังโวยวายอย่างแผ่วเบา เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
อ่อนล้าจนทนไม่ไหว ทุกส่วนของร่างกายกำลังหยุดทำงานไปเรื่อยๆเหมือนเครื่องจักรที่ใกล้จะพัง แล้วภาพทุกอย่างรอบตัวก็มืดลงดับสนิทไม่รู้สึกถึงอะไรอีก...





********************************************************************************************************






คุยกันท้ายตอน


หลายคนอาจจะสังเกตได้บ้างแล้วว่ามีการกล่าวถึงตัวละครบางส่วนที่ใครบางคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อ หรือบางคนอาจจะเจอแล้วแต่ว่าจำไม่ได้
และรวมไปถึงคำถามที่อาจจะมีอยู่ในหัวตอนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา ในท้ายตอนนี้จะมีการสรุปให้ฟังแบบคร่าวๆ


เริ่มที่ตัวละคร Easter Eggs ที่โผล่มาในตอนนี้กัน


ฟิโอลิน่า แพตทริกสัน (ชื่อเดิม ฟิโอลิน่า แฮริสัน)


หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อตัวละครตัวนี้ แต่เธอนั้นเคยปรากฏตัวในภาคที่สองและที่สำคัญอยู่ทีมเดียวกับแร๊บบิท (หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า พล) ในเหตุการณ์นั้นด้วย
เธอเป็นทหารแพทย์ที่ทำงานภายใต้สังกัดของทีมแรทส์ และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในทีมตอนนั้น ระยะเวลาที่ผ่านไปยี่สิบกว่าปีเธอได้ผันตัวเองออกจากหน่วย แรทส์
หลังเหตุการณ์ที่เมืองฟิลเลอร์กรีน เพื่อไปเรียนต่อในวิชาแพทย์ตามที่มุ่งหวังเอาไว้ ก่อนจะกลับมาร่วมหน่วยแรทส์อีกครั้งในห้าปีให้หลังด้วยตำแหน่งแพทย์ประจำสาขา
อเมริกาเหนือและประจำการอยู่หน่วยแรทส์นับแต่นั้นเป็นต้นมา


ปัจจุบัน


เธอมีอายุได้ห้าสิบสองปีดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพยาบาลของแรทส์สาขาอเมริกาเหนือ และได้แต่งงานมีลูกสองคนกับ ชอว์น แพทริกสัน นายทหารยศร้อยโท
ของหน่วยอาร์มี่แรนเจอร์ และเปลี่ยนนามสกุลตามสามี ใช้ชีวิตหลีกเลี่ยงจากแนวหน้า


อลิเซีย สึมิโยโกะ


ในที่นี้อาจจะได้รู้จักในฐานะอาจารย์ของรันฟาที่โผล่มาแค่ชื่อเท่านั้น แต่ตัวละครนี้เคยปรากฏตัวในภาคสอง ในฐานะผู้รอดชีวิตที่บังเอิญตกชะตาต้องร่วมผจญภัย
กับพวกหน่วยแรทส์ไปด้วย รู้จักกันในฐานนะสาวน้อยลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษ ที่พบดาบคาตะนะติดไปด้วยในเวลานั้น หลังเหตุการณ์ที่ฟิลเลอร์กรีนเธอก็เดินตามรอยเท้าของพ่อ
ด้วยการเป็นโรงฝึกศิลปะการป้องกันตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ซานฟรานซิสโก


ปัจจุบัน


มีอายุสี่สิบเจ็ดปี โรงฝึกของเธอมีชื่อเสียงในฐานะที่เธอครองแชมป์สามสมัยในการประลองศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบระดับนานาชาติ ครองโสดใช้ชีวิตเพียงลำพัง
กับการฝึกลูกศิษย์อีกนับหลายสิบรุ่น หนึ่งในนั้นคือ ผิง รันฟา สมาชิกหน่วยแรทส์ทีมบราโว่ หนึ่งในลูกศิษย์ที่ภูมิใจที่สุดคนหนึ่ง


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


เรื่องราวที่เกิดขึ้นและระยะเวลาทั้งหมด


หลายคนอาจจะสงสัยว่าหากนับเวลาจากภาคแรกแล้วจะเห็นชัดว่ามีเวลาขาดไปมากถึงสิบปีหากนับเวลาจากเหตุการณ์ของภาคล่าสุดที่เกิดในปี 2015
(ก็จะเท่ากับว่าเวลาที่ผ่านมามันคือ30 ปีไม่ใช่ 20 ปีอย่างที่มีการกล่าวเอาไว้) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการเริ่มนับเหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่จะมีการกล่าวถึงในภายภาคหน้า
นั่นก็คือเหตุการณ์สงครามการกวาดล้างอาวุธชีวภาพครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ ‘The grobal clean’ เป็นการประกาศเริ่มสงครามกวาดล้างการก่อการร้ายทางชีวิภาพที่ทั่วโลก
หันมาจับมือกันต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังก่อการร้ายทางชีวภาพทั้งหมด ซึ่งเกิดในปี 2025 หรือยี่สิบปีก่อนเหตุการณ์ในภาคนี้นั่นเอง


และเมื่อไล่เรียงเหตุการณ์ต่างๆก็สามารถสรุปเป็น Time line สั้นๆได้ดังนี้


มกราคม ปี 2012 – เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดขึ้นในเมืองแถบชายแดนของประเทศไทยจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการสร้างหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอย่าง
B.A.T. และ R.A.T.S.

มกราคม ปี 2015 – การแพร่ระบาดเกิดขึ้นที่ฟิลเลอร์กรีน รู้จักกันในชื่อ ‘The Second Infection’ มีคนบาดเจ็บและล้มตายร่วมหกแสนคน

พฤศจิกายน ปี 2019 – ระดับการใช้อาวุธชีวภาพพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการจนต้องมีการปราบปรามอยู่หลายครั้ง ทั่วโลกต่างตื่นตระหนกกับการแพร่ระบาด
เป็นผลทำให้การค้าขายระหว่างประเทศเริ่มฝืดเคืองเพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดจนถึงขั้นที่
ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าจะประเทศที่มีการก่อการร้ายทางชีวภาพ

ธันวาคม ปี 2022 – เกิดภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมืองหลายเมืองทั่วโลกตกเป็นเป้าภัยการก่อการร้าย North Industry กลายเป็นองค์กร
และบริษัทที่มีอิทธิพลางมากที่สุดองค์กรหนึ่งของโลกจากการเป็นเจ้าของกิจการทุกอย่างทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจใต้ดินอีกนับไม่ถ้วน

ตุลาคม ปี 2024 – อิทธิพลของพวก North เริ่มพบเห็นได้อย่างโจ่งแจ้งจนประชาคมโลกเริ่มต่อต้าน นำไปสู่เหตุการณ์การกวาดล้างอาวุธชีวภาพครั้งใหญ่
‘Grobal Clean’ ทั่วโลกหลายสิบประเทศหันมาจับมือร่วมกันเพื่อเอาชนะศัตรู

มกราคม ปี 2025 – สงครามกวาดล้างอาวุธชีวภาพเริ่มต้นขึ้นเกิดการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายทางชีวภาพจากทั่วโลกจนสงครามยืดเยื้อยาวนานถึงสิบปีเต็ม

กรกฎาคม ปี 2035 – สิ้นสุดสงครามกวาดล้างที่กินเวลายาวนานสิบปี ทั้งโลกอยู่ในข่ายเฝ้าระวังก่อนจะมีการประกาศยุบหน่วย B.A.T. และอีกหลายองค์กรทั่วโลก
เหลือไว้เพียง R.A.T.S. ที่ยังทำหน้าที่เฝ้าระวังนับแต่นั้น หลังจากที่มั่นใจว่าพวก North ได้ล่มสลายไปอย่างถาวร






********************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 13 ต.ค. 2016, 16:27

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 12/1

สาวนักดาบกัมหน่วยพิเศษปล่อยเงามาแล้วสิ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 20 ต.ค. 2016, 19:38

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 12/1

การกลับมาอีกครั้งของพวกอาวุธชีวภาพที่ห่างหายไปนานแสนนาน มันต้องมีใครสักคนไปปลุกพวกนี้ให้ตื่นขึ้นแน่นอน(แหงหล่ะเล่นเรียกำวกมันกลับมาแล้วยังจะอัพเกรตมันอีก)
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 29 ต.ค. 2016, 16:23

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 12/1

Episode 4 : The Serpent


“อาการเขาหนักแค่ไหนครับหมอ” อเล็กซ์ถามด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่มองดูแร๊บบิทนอนหมดสติอยู่บนเตียงใบหน้าซีดเซียว
ที่แขนมีผ้าพันแผลพันทับสายยางน้ำเกลือที่เพิ่งจะหมดไปครึ่งถุง


“อาการตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว นับว่ายังโชคดีที่พิษยังไม่แล่นเข้าหัวใจหรือสมอง แต่คงอีกสักพักใหญ่เลยกว่าเขาจะฟื้น” หน่วยแพทย์ตอบ
ก่อนจะเริ่มดูแลคนไข้รายอื่นต่อ


เป็นเวลาเกือบวันแล้วนับจากการโจมตี อเล็กซ์บังเอิญโชคดีไปเจอกับทีมกูชีพฉุกเฉินกำลังผ่านมาทางเขาพอดี หลังจากนั้นก็มีคำสั่งอพยพประชาชนออกจากเมืองชิคาโก
ภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมง และไม่ได้มีแค่ชิคาโกเมืองเดียวเท่านั้น หัวเมืองสำคัญหลายจุดทั่วโลต่างก็โดนเล่นด้วยฝีมือของคนหรือกลุ่มที่น่าจะเป็นพวกเดียวกัน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงทั้งโลกแทบจะถูกโจมตีในเวลาเดียวกัน ลางสังหรณ์ของอเล็กซ์มันกำลังฟ้องว่าการโจมตีที่ชิคาโกนั้นเป็นเพียงการเริ่มต้นของหายนะที่กำลังตามมา


ในตอนนี้อเล็กซ์และลูกทีมรวมไปถึงเจ้าหน้าที่หน่วยแรทส์คนอื่นที่ยังเหลืออยู่ได้มาลี้ภัยหลบอยู่ที่ศูนย์อพยพนอกเมืองชิคาโก้ โดยที่ยังมีการดูแลจากหน่วยแพทย์อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากการโจมตีโดยพวกอาวุธชีวภาพในครั้งนี้ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด พวกนักวิทยาศาสตร์ต้องสวมชุดปลอดเชื้อทำงานกันแทบตลอดเวลา แถมแต่ล่ะคน
ก็ดูจะตื่นตระหนกเกินกว่าคำว่าจำเป็นกันมาก


เพราะไม่มีการแพร่ระบาดมาตั้งสิบกว่าปีแล้วเจอแบบนี้เข้าไปก็คงไม่พ้นวิ่งกันหูตั้งเลยสิพับผ่า...


นอกจากพวกเขาแล้วที่ค่ายอพยพยังมีพวกผู้ลี้ภัยอีกเป็นจำนวนมากกำลังทยอยเดินเข้ามาที่นี่เพื่ออกเดินทางไปยังจุดพื้นที่เสี่ยงภัยทางเข้าเมืองทุกสายถูกปิด
ไม่อนุญาตให้เข้าไปยกเว้นคนของทางการเท่านั้น ชายหนุ่มได้แต่มองดูเมืองที่กำลังถูกปิดล้อมท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังบังเกิดอย่างช่วยไม่ได้สถานการณ์โดยรวม
ตอนนี้ของเขาบอกได้เลยว่าแย่สุดๆ


ทั้งฐานโดนถล่ม หัวหน้าบาดเจ็บ ไม่ทราบชะตากรรมของคนในทีมที่เหลือนอกจากรันฟา และยิ่งไปกว่านั้นผู้บัญชาการวิลโบสกี้ก็หายตัวไปแบบไร้ร่องรอยซะด้วย
คงไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว...



อเล็กซ์นั่งคิดถึงสถานการณ์โดยรวมตอนนี้อย่างเป็นกังวล ในเวลาแบบนี้คนที่ต้องบังคับบัญชาแทนแร๊บบิทก็ดันเหลือแค่เขาซะด้วยจะทำยังไงดีล่ะแบบนี้


“เอ้านี่! ดื่มซะหน่อยสิอเล็กซ์” กระป๋องเครื่องดื่มเย็นๆแตะเข้าที่แก้มของชายหนุ่มทำเอาสะดุ้งวาบขึ้นมาแบบฉับพลัน อเล็กซ์มองดูเจ้าของเสียงก็เห็นรันฟากำลังยืนอยู่ข้างๆ
ในมือถือขวดน้ำเย็นมาด้วยจำนวนสองขวดพร้อมดาบญี่ปุ่นเล่มหนึ่งที่สะพายอยู่กลางหลัง


“ขอบใจ...“ อเล็กซ์รับขวดน้ำเอาไว้


“อาการหัวหน้าเป็นยังไงบ้างคะ คิดว่าเขาจะฟื้นเร็วๆนี้ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยปากถามพลางเปิดขวดน้ำดื่ม


“หมอบอกว่าอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่คงไม่ได้สติไปอีกพักใหญ่... แล้วได้ความคืบหน้าของคนอื่นที่เหลือไหมรันฟา?”


รันฟาชูอ๊อปแซ๊ทของเธอให้ดูพร้อมทั้งลองกดที่แผงหน้าปัดเข้าโหมดสื่อสาร พบว่าตอนนี้การเชื่อมต่อถูกตัดอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถทำการติดต่อกับใครที่เหลือภายในทีมได้
อเล็กซ์สังเกตเห็นรันฟาพยายามหลบหน้าเขา เธอคงรู้สึกผิดหวังที่ไม่มีข้อมูลอะไรมากบอกเขาเลย แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของเธออยู่แล้ว ขนาดตัวเขาเองยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ถ้าแร๊บบิทไม่มาช่วยเหลือเขาป่านนี้เขาคงไม่รอดออกมาจากฐานนั่นแบบเป็นๆแน่


“เออพวกนาย ใช่คนของหน่วยแรทส์ใช่ไหม” ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถามพวกเขาหลังจากนั้น


“ใช่ครับผมเจ้าหน้าที่ระดับสาม อเล็กซ์ มิลเลอร์แล้วก็นี่เจ้าหน้าที่ระดับสี่ ผิง รันฟา” อเล็กซ์แจ้งชื่อตอบกลับทหารนายนั้นไป


“ถ้างั้นพวกคุณตามผมมาเลยครับ ผู้พันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณนิดหน่อย”


ทหารนายนั้นออกเดินนำ ทั้งอเล็กซ์และรันฟาเดินตามเขาไปติดๆ ขณะที่กำลังผ่านกลุ่มผู้อพยพจำนวนมากที่กำลังต่อคิวกันขึ้นเครื่อง VTOL ยานบินชนิดไอพ่นเจ็ทขนาดเล็ก
เพื่อทำการอพยพไปยังจุดที่ปลอดภัยมากกว่าที่นี่


ในเวลานี้มีหลายอย่างที่อเล็กซ์รู้สึกว่าเปลี่ยนไปไวมาก เทคโนโลยีทั้งหลายของยุคนี้ต่างกับตอนเขายังเป็นเด็กโดยสิ้นเชิง ทั้งบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป
เทคโนโลยีการทหารที่ล้ำหน้าขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ การแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่หลังโลกฟื้นตัวจนเขาแทบจำช่วงเวลาเก่าเหมือนเมื่อวันวานไม่ได้แล้ว
แต่จะพูดไปมันก็คงไม่ช่วยอะไรนักชายหนุ่มเลยหันไปสนใจกับการเดินตามทหารนายนั้นมากกว่า


ทหารหนุ่มพาอเล็กซ์และรันฟาเดินผ่านฝูงชนมาจนถึงเต้นท์ศูนย์บัญชาการชั่วคราวของกองกำลังแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เมื่อเข้ามาถึงทหารหนุ่มก็ยกมือวันทยาหัตถ์
ทำความเคารพผู้บังคับบัญชา


“ผู้พันครับผมพาพวกเขามาแล้วครับผม”


“ขอบใจมากทหาร ไปพักได้ส่วนพวกคุณนั่งก่อนสิ...” ผู้พันกล่าวเชิญแขกทั้งสองให้นั่งลงบนเก้าอี้พับที่ตั้งอยู่แบบง่ายๆขณะที่พวกทหารหน่วยสื่อสาร
กำลังเอามือแตะหน้าจอเลื่อนดูข้อมูลสภาพการณ์โดยรวมกันอย่างวุ่นวาย หน้าจอแสดงผลออกมาเป็นแบบโฮโลแกรมสามมิติทำให้เห็นภาพของแผนงานได้ชัดเจนขึ้น


แต่มันคงจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้พันคนนี้กำลังจะพูดแน่


ผู้พันแก่ๆคนนี้จากมุมมองของอเล็กซ์ถึงใช่การที่มีประสบการณ์ก็พอจะมองออกว่าเคยผ่านช่วงเวลาหฤโหดมาไม่ใช่น้อย ใบหน้าที่หยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมากมาย
หลายจุดบนใบหน้า ไม่นับกับอีกส่วนหนึ่งที่ปรากฏบนแขน อเล็กซ์ไม่เคยเห็นทหารยศนายพันที่มีแผลเป็นมากมายขนาดนี้เสียเท่าไหร่ คงจะเคยสังกัดอยู่หน่วยกองกำลังพิเศษ
อะไรพวกนี้มาก่อนถ้าให้เดา


“ขอโทษที่รบกวนพวกคุณมาที่นี่ในเวลาแบบนี้ ผมพันเอก อเล็กซานเดอร์ กราโมวิช เป็นหัวหน้าของกองพันนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


“เช่นกันครับผู้พัน ได้ยินว่าคุณมีเรื่องจะคุยกับพวกเรา เรื่องอะไรเหรอครับ” อเล็กซ์ตรงเข้าประเด็นทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา


“เมื่อประมาณยี่สิบนาทีที่แล้วเราได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางช่องสัญญาณฉุกเฉินบริเวณที่ทำการของเมือง เราลองเปิดเทปเสียงย้อนหลังดูแล้วก็พบนี่เข้า”


ผู้พันลองส่งแท๊บเล็ตพร้อมทั้งเปิดไฟล์ภาพของที่ว่าการเมืองที่เหมือนกำลังตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองไม่มีผิด ภาพที่เห็นคือกลุ่มทหารจำนวนหนึ่ง
กำลังยิงต่อสู้กับอะไรบางอย่าง สังเกตจากความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นอีกฝ่ายคงจะมีกำลังมากกว่าหลายเท่าตัวเพราะไม่มีใครที่หยุดยิงเลยแม้แต่คนเดียว
อเล็กซ์มองดูวีดีโอนั่นอย่างพิเคราะห์ จนกระทั่งได้เห็นสิ่งผิดสังเกตเข้าบริเวณกลางกลุ่มของทหารพวกนั้น


“อเล็กซ์นั่นมัน... มิกกี้กับมาร์โก้ใช่ไหม” รันฟาชิงพูดขึ้นก่อนอเล็กซ์ ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกลับ ถึงจะเห็นภาพไม่ค่อยชัดแต่อเล็กซ์ก็มั่นใจว่านั่นคือมิกกี้กับมาร์โก้ไม่ผิดแน่


ถ้าทุกอย่างที่เห็นนี่เป็นจริงก็หมายความว่าทั้งมิกกี้และมาร์โก้กำลังตกอยู่ในอันตราย...


ยิ่งคิดมันก็ยิ่งร้อนใจทั้งรันฟาและเขาต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างขณะที่ความวิตกกังวลกัลงเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วด้วยความตระหนักถึงเวลาทุกวินาทีที่กำลังเสียไป
มันอาจะส่งผลถึงความเป็นความตายของทั้งสองคนนั้นได้รวมไปถึงทหารอีกกลุ่มที่กำลังร่วมต่อสู้ไปกับพวกเขาด้วย


“ตอนนี้ทางรัฐบาลประกาศให้ปิดพื้นที่เข้าออกเมืองทุกดจุด มีเพียงพวกเราที่สามารถเข้าเมืองนั้นไปได้ ผมรู้ว่าผมไม่สามารถขอให้คุณช่วยเราได้ แต่นี่เป็นโอกาส
ที่คุณจะได้ไปช่วยคนของคุณที่ติดอยู่ในนั้น เราจะออกเดินทางในยี่สิบนาที รีบตัดสินใจก่อนจะสายเกินไปด้วย” ผู้พันกล่าวจนจบก่อนจะหันไปทำงานของตนเองต่อ


พูดแบบนี้ถ้าเขาไม่ไปด้วยมันก็ไม่มีโอกาสจะเข้าไปช่วยเพื่อนเลยสิ


“ผู้พัน ผมกับรันฟาขอตามพวกคุณไปด้วย ผมรู้จักเส้นทางในเมืองผมจะนำคุณไปเอง” อเล็กซ์รีบตอบคำถามก่อนหน้านี้โดยไม่ลังเล ในตอนนี้ความปลอดภัยของเพื่อน
คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด


“ขอบคุณมาก พวกคุณรีบไปเตรียม-”


ระบบเน็ตเวิร์คทั้งหมดดับลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ เจ้าหน้าผ่ายข่าวกรองทั้งหมดที่กำลังทำงานอยู่ในเต้นท์บัญชาการรีบหาทางกู้ระบบคืนมาแต่ก็ล้มเหลว
ไม่มีการตอบสนองใดๆเลยทุกอย่างนิ่งสนิทจนพวกเจ้าหน้าที่ต่างงก็ส่งเสียงเอ๊ะอะโวยวายออกมาเป็นนกกระจาบแตกรัง


“ท่านคะ ระบบสื่อสารของเราล่มตอนนี้ เราติดต่อกับทางเพนตากอนไม่ได้แล้วค่ะ”


นี่มัน... ลอบเจาะระบบเหรอ..


ชายหนุ่มคิดอย่างสงสัยเมื่อเห็นสภาพการณ์โดยรวมทั้งหมด การที่ระบบล่มพร้อมกันหมดแบบนี้โดยที่ไฟไม่ได้ดับความเป็นไปได้มีแค่อย่างเดียวเท่านั้น
นั่นคือการลอบเจาะเข้าระบบจากภายนอกของแฮ๊กเกอร์ แต่จะมีสักกี่คนหรือกี่พวกในโลกนี้กันที่สามารถแฮ๊กเข้าระบบการสื่อสารของทหารสหรัฐฯได้แบบนี้


และความสงสัยนั้นก็คาอยู่ในหัวได้ไม่นาน เพราะไม่กี่วินาทีหลังระบบสื่อสารล่มหน้าจอของคมพวกคอมพิวเตอร์ แท๊บเล็ท อ๊อบแซทหรือมือถือทุกเครื่องต่างก็แสดงภาพๆหนึ่ง
ออกมาเป็นเหมือนภาพหน้าคนแต่ถูกบังเอาไว้ด้วยภาพเซนเซอร์ที่เป็นการตัดต่อภาพจนมองแทบไม่ออก ทุกคนในที่นั้นต่างจ้องมองไปที่อุปกรณ์สื่อสารของตนอย่างประหลาดใจ


“ถึงชาวโลก... นี่คือ ดิ เซอเพนท์ จะมีการโจมตีในทุกๆสองวัน ไม่มีการเรียกร้อง ไม่มีการยอมจำนน ไม่มีการต่อรอง เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะไม่หยุด เราจะไม่ถอย
ไม่มีใครหยุด ดิ เซอเพนท์ได้ การชำระล้างได้มาถึงแล้ว ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ที่พวกเราคือพระเจ้า ขอบคุณ...”



เหมือนความเงียบจะเข้ามาแทนที่ความคิดของทุกคนหลังจากได้เห็นการประกาศแจ้งของกลุ่มที่เป็นตัวการของเรื่อง ไม่แน่ว่าตอนนี้มันคงออกอากาศไปแล้วทั่วทั้งโลก
และก็อย่างที่คิดไปถึงสองนาทีถัดจากนั้นข้างนอกก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงการกก่อจลาจลขึ้นอย่างอลหม่าน พวกเจ้าหน้าที่กว่าหลายสิบรายต้องรีบเข้าไปห้าม
เป็นการด่วนก่อนที่เรื่องจะขยายวงกว้างออกไป


อเล็กซ์เชื่อว่าป่านนี้ทั้งโลกคงจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ประชาชนกว่าหลายล้านกำลังกลัวแทบขาดใจอยู่ในบ้านของตัวเอง ความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นในเวลาเดียวกัน
จนยากแก่การรับมือ


ความกลัว... อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกสินะ...


“เอาล่ะทุกคนรีบหาทางเชื่อมสัญญาณการสื่อสารให้ได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการสื่อของเอกชน เชื่อมต่อระบบเข้ากับดาวเทียมตัวสำรอง” ผู้พันกราโมวิชเริ่มสั่งคนของตนเอง
ให้ทำงานกันอย่างหนัก การประกาศคำแถลงการณ์อย่างอุกอาจของกลุ่มผู้ก่อการร้ายรายนี้เริ่มจะทำเขาประสาทแตกเข้าไปทุกทีแล้ว


อเล็กซ์รู้ดีว่ามันคงไร้ประโยชน์แน่หากจะรออยู่อย่างนี้ พวกเขาต้องรีบหาทางเข้าเมืองเพื่อไปช่วยเพื่อนให้เร็วที่สุด ในเวลาแบบนี้สถานการณ์ใหญ่ๆอย่าง เช่น
การตามล่าตัวการของเรื่องคงต้องปล่อยให้พวกทางการจัดการไป


ชายหนุ่มพยักหน้าบอกกับรันฟาให้รีบตามมา หญิงสาวพยักหน้าตอบรับเขาก่อนจะเดินตามมาติดๆ ต้องรีบไปเตรียมตัวแล้ว หากตอนนี้มิกกี้กับมาร์โก้ยังอยู่ล่ะก็ภาวนาว่า
ขอให้พวกเขายังมีลมหายใจตอนที่ไปถึงนะ...


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


ไม่ถึงสิบนาทีถัดจากนั้นนับจากมีการประกาศอ้างตัวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ดิ เซอเพนท์ หรือกลุ่มอสรพิษ ทุกอย่างก็เหมือนจะยิ่งแย่ลงระดับดิ่งลงเหว
ทำเอาเกิดเรื่อยยุ่งตามขึ้นมาชนิดแทบคุมไม่ได้ รันฟา อเล็กซ์และทหารหน่วยแรนเจอร์กับนาวิกโยธินอีกส่วนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในขบวนรถหุ้มเกราะ มุ่งหน้ากลับเข้าไปในเมือง
โดยภารกิจในครั้งนี้คือการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มทหารและพลเรือนบางส่วนที่ยังติดอยู่ในเมืองนั่น จากข้อมูลที่ได้มามิกกี้และมาร์โก้หนึ่งในลูกทีมของรันฟาและอเล็กซ์
ก็ติดอยู่ในเมืองเช่นเดียวกัน


การที่ทั้งสองคนร่วมขบวนกับไปกับทีมช่วยชีวิตก็เพื่อการนี้เอง จริงอยู่แม้รันฟากับอเล็กซ์จะเป็นเพียงแค่ส่วนหน่อยในกลุ่มกองกำลังเฉพาะกิจในครั้งนี้แต่เดิมที่หน่วยแรทส์นั้น
ก็ถูกฝึกมาให้เหมาะกับภารกิจช่วยชีวิตอยู่แล้วจึงไม่น่าเป็นปัญหาอะไรกับการทำงานร่วมกันในเวลาแบบนี้


กว่าจะเข้าไปถึงตัวเมืองคงจะใช้เวลาอีกสักพัก รันฟาเลยถือโอกาสนี้กินขนมขบเคี้ยวที่พกติดมาด้วยเป็นการฆ่าเวลาตอนนี้แม้เธอกับอเล็กซ์จะต้องมารับหน้าที่นำทาง
ให้กับพวกทหาร แต่ก็คงไม่ผิดอะไรนักถ้าจะหาอะไรใส่ท้องก่อนออกรบ


“เอาหมากฝรั่งไหมคะ?” รันฟายื่นห่อหมากฝรั่งให้อเล็กซ์


“ขอบใจรันฟาแต่ไม่ดีกว่า... ผมไม่ชอบของหวานน่ะ” อเล็กซ์ตอบขณะที่กำลังตรวจเช็ความเรียบร้อยของ อ๊อปแซ๊ทที่หญิงสาวเห็นเขานั่งกดปรับตั้งค่าตั้งแต่ขึ้นมาบนรถแล้ว


เมื่ออเล็กซ์ไม่เอารันฟาเลยลองเสนอมันให้กับพวกทหารในรถแทนก็มีทั้งคนที่เอาบ้างและไม่เอาบ้าง ส่วนตัวแล้วรันฟาคิดว่าควรหาอะไรทำเพื่อให้ลืมความเครียด
ที่อาจจะต้องเจอในทางข้างหน้าจะเป็นการดีกว่า ยิ่งในครั้งนี้เป็นภารกิจใหญ่ครั้งแรกของเธอเสียด้วยซ้ำนับจากมีการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน
ตั้งแต่ตอนเธอยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ มันก็นับว่าเป็นคราวซวยที่หญิงสาวต้องมาเป็นเด็กใหม่รายแรกที่เจอกับสถานการณ์แบบนี้ในรอบหลายสิบปี


เห็นบ่นอยู่หลายครั้งว่าเบื่อไม่ค่อยมีงาน คราวนี้ล่ะเธอได้เจอกับงานของจริงแล้ว งานช้างซะด้วย...


กองคาราวานรถหุ้มเกราะแล่นผ่านเขตชานเมืองของนครที่ปกติแถวนี้ก็เงียบอยู่แล้วพอมาเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้มันก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ กลิ่นสาบสาง
ของอะไรบางอย่างผสมกับกลิ่นของควันไฟลอยเข้ามาถึงในรถหุ้มเกราะคันที่รันฟานั่งอยู่ บริเวณนนี้นอกจากจะมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นแล้ว ยังรู้สึกได้ถึ
งอะไรบางอย่างที่บรรยายแทบไม่ถูก มันอย่างกับว่าตลอดสองข้างทางนั้นมีใครหรืออะไรสักอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด-


อย่าคิดมาไปน่ารันฟา เธอคิดมากเกินไปแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะตามคนอื่นเขาทันซะที...


รันฟาเอามือแตะขมับของเธอก่อนจะรีบตั้งสติใหม่อย่าลืมว่าตอนนี้ยังไม่ถึงที่หมายจะมามัวคิดมากกับเรื่องไม่จำเป็นไม่ได้อย่างน้อยแค่ระวังเอาไว้หน่อยก็พอ
หญิงสาวคิดได้เช่นนั้นก็เริ่มกลับมาทำหน้าที่ของเธอต่อ เธอชี้นิ้วไปในทิศทางที่จะตรงเข้าสู่ตัวเมือง คนขับรถก็เลี้ยวตามที่เธอชี้บอก


ถึงเธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ปีเดียวแต่ก็พอจะจำถนนหนทางของที่นี่ได้เพราะเธอเคยได้ลองมาที่นี่อยู่หนสองหนช่วงวันหยุดตอนออกเวรช่วงที่มาเที่ยวกับเพื่อนหนุ่มชาวไทย
ที่ชื่อว่าบอล ก็นับว่าเป็นชื่อที่ตลกใช้ได้สำหรับในประเทศนี้แต่ในบ้านเกิดเขาคงจะเป็นชื่อธรรมดาสามัญไม่ได้มีความพิเศษอะไรแหง


“ตรงเข้าไปทางนี้นะ ขับไปเรื่อยๆทางนี้ก็จะพาเราเข้าไปถึงใจกลางเมืองเลย” รันฟาบอกกับคนขับ


“ทราบแล้ว คิดว่าต้องใช้เวลา- คุณพระช่วย!!” อยู่ๆคนขับรายนั้นก็จอดรถกะทันหันด้วยสาเหตุบางอย่าง ทำเอารันฟาและคนอื่นๆในรถ รวมถึงพวกข้างหลัง
ที่นั่งรถขับตามมาด้วยกันเกือบจะต้องเจอกับอุบัติเหตุชนกันเองแล้ว


พริบตาแรกที่รันฟาเกือบจะโวยวายใส่คนขับเธอก็ต้องหยุดความคิดนั้นลงกะทันหันเมื่อเธอได้เห็นเส้นทางข้างหน้ามันไม่ได้ราบเรียบอีกต่อไป
จะว่ามีสิ่งกีดขวางมันก็เรียกได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ว่าใช่


ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็นประจักษ์แก่สายตาของพวกเขาคือภาพของบ้านเมืองที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่ข้างหน้าพร้อมกับตามรายทางมีรถหลายคันถูกไฟไหม้
แต่นั่นยังไม่ชวนอึ้งมากไปกว่าซากศพของบรรดาทหารนับหลายสิบศพกำลังนอนกระจัดกระจายอยู่ตามรายทาง บางศพนั้นตายอย่างโหดร้ายมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ของการเป็นคนมาก่อน


แม้แต่ทหารผ่านศึกที่เคยรบประจันหน้ากับความตายมาแล้วหลายต่อหลายครั้งยังอดที่จะรู้สึกหวาดกลัวและเวทนาในเวลาเดียวกันเป็นไม่ได้ ทุกคนที่ตายไปที่นี่
ตอนอาสามารับใช้ชาติคงไม่ได้คิดว่าจะต้องมาตายในสภาพแบบนี้ อย่างน้อยหากจะต้องตายก็ควรที่จะตายเพราะกระสุนเจาะเข้าร่างเพียงไม่กี่นัดคงจะดีกว่า
ต้องมากลายเป็นเศษเนื้อกระจายเกลื่อไปบนถนนอย่างที่เห็นในตอนนี้


และมันก็ไม่ได้มีแค่ศพของทหารเท่านั้น แต่มันยังมีศพของประชาชนมากมายนอนรียงรายปะปนกันอยู่ในนั้นด้วย


ทหารในรถต่างที่อยากจะลงไปจากรถเพื่อนำศพของเพื่อนทหารกลับไปด้วย แต่อเล็กซ์นั้นกลับห้ามเอาไว้เหมือนอยากบอกว่าอย่าลงจากรถในตอนนี้จะดีกว่า


“เราทำอะไรเพื่อพวกเขาไม่ได้แล้ว ยังมีคนเป็นๆที่รอให้เราไปช่วยอีก อย่าลืมสิ...” อเล็กซ์พูดห้ามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแม้หลายคนอาจจะคิดว่าการพูดแบบนี้มันใจแข็งเกินไป
แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะไปช่วยคนที่ตายไปแล้วในตอนนี้ มีแต่คนเป็นเท่านั้นที่ยังอยู่


ทหารทุกคนจึงต้องจำยอมตัดใจ พวกเขาเริ่มทำการเดินทางมุ่งหน้าเข้าเมืองต่อรันฟาทำได้แค่มองไปตามรายทางด้วยความรู้สึกเวทนาต่อผู้ที่ตายไปทุกคน
ชั่ววูบหนึ่งนั้นเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากกับการทำงานแบบนี้ งานที่รายล้อมรอบไปด้วยความตายนับไม่ถ้วน ภาพเหล่านี้อาจจะต้องหลอดติดไปกับพวกเธอ
ชั่วชีวิต แต่แล้วความเวทนาทั้งหมดนั้นมันกลายเป็นแรงผลักดันที่กำหนดเป้าหมายใหม่ให้แก่เธอ ในทางตรงกันข้าม


ขอสาบานว่าฉันจะล่าตัวไอ้พวกที่ทำเรื่องนี้มาลงโทษให้ได้เลยคอยดู!


หลังผ่านเส้นทางแห่งความเวทนามาได้ราวสิบนาที กองคาราวานรถหุ้มเกราะเฉพาะกิจก็มาถึงใจกลางเมืองอันเป็นจุดหมายของภารกิจในครั้งนี้
แม้รันฟากับอเล็กซ์จะไม่ได้ทำงานขึ้นตรงกับกลุ่มทหารพวกนี้ แต่พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องพึ่งกลุ่มทหารกองนี้อยู่ดี ตามภารกิจที่ได้ยินมาระบุว่า
ให้ทำการค้นหาผู้รอดชีวิตบริเวณที่ทำการของเมืองและในรัศมีอีกสามช่วงตึก ภารกิจนี้ดูง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ก็ไม่ควรประมาท
เพราะหากทุกอย่างยังเงียบอยู่แบบนี้ก็หมายความว่าบางที่สิ่งที่กำลังรอพวกเขาอยู่ข้างหน้านั้นคงไม่ใช่เรื่องน่าโสภาเท่าไหร่นัก


“ที่ทำการเมืองต้องเดินไปทางนั้นอีกราวสองช่วงถนน เลี้ยวไปทางซ้ายอีกสามบล๊อก” อเล็กซ์พูดกับหัวหน้าหน่วยทหารก่อนจะเดินนำทางให้
พวกทหารตอนนี้กำลังเดินตามพวกเขาพร้อมทั้งกระจายกำลังออกเป็นรูปขบวนพัดแบบมาตรฐาน


ลันฟากดเปิดไปที่อ๊อปแซ๊ทของเธอเปลี่ยนเป็นโหมดตรวจจับสัญญาณชีพด้วยคลื่นโซน่า หนึ่งในโหมดใช้งานของอ๊อปแซ็ทรุ่นมาตรฐาน ทุกคนในกลุ่ม
ต่างปรับอ๊อปแซ็ทของแต่ล่ะคนและเชื่อมสัญญาณถึงกันเพื่อมาร์คจุดป้องกันการสับสนทางด้านตัวตน จุดสีฟ้าที่เห็นในหน้าจอคือทหารที่อยู่ในกลุ่มขบวน
และหากมีอะไรก็ตามที่ไม่ใช่คนในกลุ่มนี้มันจะแสดงออกมาในหน้าจอเป็นจุดสีแดงแทน


เท่าที่ดูตรงแผงหน้าจอตอนนี้ยังไม่มีอะไรผิดปกติสัญญาณชีพที่จับได้ก็มาจากคนในกลุ่มด้วยกัน ทุกคนต่างต้องระมัดระวังกันอย่างเต็มที่โดยไม่ลืมว่า
จุดนี้เคยมีการปะทะกันอย่างหนักมาก สังเกตได้จากร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นกำแพงหลายจุดเต็มไปด้วยรอยกระสุน ซากรถมากมายที่จอดทิ้งเอาไว้
พร้อมความเสียหายอย่างรุนแรงที่ไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ และยังไม่รวมไปถึงปลอกกระสุนและเลือดกับศพของทหารมากมายที่นอนอยู่ตามพื้นถนน
กลายเป็นสิ่งชินตาไปเสียแล้ว


“ทีมชาร์ลีไปที่ถนนทางสิบสองนาฬิกา ทีมบราโว่มากับเรา เดลต้าคอยลาดตระเวนกลับมาเจอกันที่คอนวอยในอีกยี่สิบนาที”


ผู้นำหน่วยอัลฟ่าวิทยุบอกหน่วยอื่นๆให้กระจายกำลังกันออกไปทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ถึงยี่สิบวินาทีทหารกว่าหนึ่งกองร้อยก็กระจายตัวแยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆอย่างรวดเร็ว
ส่วนทีมอัลฟ่าที่ทั้งสองคนติดตามไปด้วยนั้นกำลังทุ่งตรงไปทางที่ทำการของเมือง จุดที่มีการพบเห็นกลุ่มทหารและเจ้าหน้าที่แรทส์อีกสองคนเปิดฉากต่อสู้กันเมื่อประมาณ
ชั่วโมงที่แล้ว


แต่เมื่อไปถึงสิ่งที่พบก็มีแต่ความเงียบและกลิ่นคาวเลือดสดๆที่สามารถได้กลิ่นลอยโชยตามลมมาแต่ไกลแถมยังปะปนด้วยกลิ่นเผาไหม้ของดินปืน
นั่นแปลว่าต้องมีการยิงปืนเกิดขึ้นแถวนี้อาจจะไม่นานมากเพราะกลิ่นควันยังคงอยู่ถึงจะเจือจางไปกับลมบ้างก็ตามที


รันฟาเดินมาที่ร่างของทหารนายหนึ่งที่ตายเพราะถูกของมีคมบางอย่างเฉือนเข้ากลางลำตัว ดูจากท่าทางตอนตายก็บอกได้เลยว่าตายเพราะเสียเลือดมากเกินไป
ทหารนายนนี้คงจะสู้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก่อนจะสิ้นใจตายเพราะเสียเลือด ตัวอะไรกันแน่ทีสร้างบาดแผลทะลุชัดเกราะได้ถึงขนาดนี้กัน


“หัวหน้าครับ มาดูนี่หน่อยผมเจออะไรตรงนี้ด้วย” ทหารนายหนึ่งเรียกหัวหน้าทีมให้ไปดูอะไรบางอย่าง รันฟาต้องละมือจากศพของทหาร
มันไม่มีประโยชน์ที่จะช่วยคนที่ตายไปแล้วได้ เธอจึงต้องตัดใจและหันไปสนกับเรื่องอื่นแทน


“นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย...” หัวหน้าหน่วยพูดด้วยความรู้สึกตกใจมากพอๆกับรันฟา


หญิงสาวละจากศพมาได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องมาเจอกับอีกศพเป็นร่างของตัวอะไรบางอย่างรูปร่างพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่เคยเห็น มันเหมือนกับมนุษย์แต่มีหัวคล้ายจระเข้
ตามตัวมีแต่เกล็ดเรียงรายอยู่เต็มหลัง แขนทั้งสองข้างพัฒนาเป็นกงเล็บคมกริบเหมือนจะเป็นอาวุธหลักของมัน ตามตัวมีรอยกระสุนจำนวนมากเจาะเข้าที่ร่างจนพรุนหลายนัด
ไม่รู้ว่าต้องยิงเท่าไหร่กว่ามันจะตาย


ไอ้ตัวพรรคนี้เองสินะที่โจมตีมิกกี้กับมาร์โก้ก่อนหน้านี้...


หญิงสาวแทบไม่อยากคิดว่าไอ้ตัวประหลาดพรรคนี้ตอนมีชีวิตอยู่จะเป็นยังไง รูปร่างแบบนี้อย่างกับออกมาจากหนังสยองขวัญไม่มีผิด แถมไม่ได้มีแค่ตัวเดียวด้วย
เพราะถัดจากจุดที่พวกเขาอยู่เพียงไม่กี่หลาก็มีศพของไอ้ตัวประหลาดแบบนี้นอนกองกันอีกเพียบ ในแว๊บแรกของความคิดรันฟาชักเริ่มจะหวั่นวิตกจนอยากจะออกไป
จากที่นี่เต็มที่ แต่ก็ทำไม่ได้อย่างน้อยก็จนกว่าจะเจอมิกกี้หรือมาร์โก้ก่อน ต่อให้พวกเขาไม่รอดก็ต้องขอได้เห็นศพก่อน


อยู่ต้องพบคน ตายก็ต้องพบศพ จะมัวปอดแหกไม่ได้รันฟา...


ปัง! ปัง! ปัง!


เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงปืนที่เกิดจากการต่อสู้ดังขึ้นไม่ได้มาจากหน่วยอัลฟ่า มันคงเป็นฝีมือของหน่วยอื่นไม่แน่ใจว่าดังมาจากทิศไหนเสียงมันสะท้อนก้องไปหมด
จนยากจะแยกแยะ เป็นไปได้ว่าหน่วยที่เหลือคงจะปะทะกับใครหรืออะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว หรือกรณีเลวร้ายที่สุดพวกเขาก็กำลังปะทะกับพวกตัวประหลาด
แบบเดียวกับที่นอนตายเป็นซากอยู่กับพื้นนี่


“มาร์คัส เชลโล่ วิก้า จอห์นนี่ พวกนายเฝ้าทางเข้าเอาไว้ นอร์ริส สไปค์ กับคุณเจ้าหน้าที่อีกสองคนมากับผม ที่เหลือกระจายกำลังกันออกไปตั้งแนวยิงประสาน
เร่งมือด้วยเรามีเวลาไม่มาก”


เมื่อทราบคำสั่งพวกทหารก็กระจายตัวไปตั้งแนวป้องกันเหมือนอย่างที่เคยฝึกมา ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลไหมแต่พวกเขาก็ไม่ได้มีเวลามากพอจะมากังวลเรื่องพวกนี้ด้วย
สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการหาตัวผู้รอดชีวิตแล้วรีบเผ่นออกจากจุดนี้ทันที ก่อนที่ภัยซึ่งกำลังแฝงตัวอยู่ในมุมมืดของเมืองจะตรงเข้ามาฉีกร่างของทุกคนเป็นชิ้นๆ


รันฟาและอเล็กซ์มีเวลาไม่นานเธอกับเขาต้องรีบหามิกกี้และมาร์โก้ที่อาจจะอยู่ตรงไหนก็ได้ภายในอาคารนี้โดยเร็วที่สุด...



------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อเล็กซ์วิ่งนำรันฟาไปที่บริเวณปีกตะวันตกชั้นสองของที่ทำการเมือง อเล็กซ์คอยวิ่งเป็นทัพหน้ามองหาภัยหรืออันตรายที่อาจจะแฝงตัวอยู่ในเงามืดของที่นี่
หลังจากเมื่อครู่พวกเขาตัดสินใจแยกกับทหารอีกกลุ่มที่มาด้วยกันเพื่อเพิ่มขอบเขตการค้นหาให้กว้างขึ้นในช่วงที่ระยะเวลามีจำกัด อเล็กซ์ต้องคอยนำทางไปพลาง
คอยดูรันฟาด้านหลังไปพลาง เพราะเธอเอาแต่เพ่งมองดูอ๊อปแซ๊ทโหมดแสกนหาสัญญาณชีพแทบจะตลอดเวลา อเล็กซ์ก็เข้าใจเลยไม่คิดจะห้ามแต่ยังไงเสีย
เธอก็ไม่ควรเชื่อในเครื่องมือมากจนเกินไป


ชานหนุ่มต้องเร่งเวลาขึ้นแล้วข้างนอกกำลังเกิดการปะทะอยู่ แม้เสียงจะเงียบไปได้สักพักหนึ่งแล้วแต่คงเงียบได้อีกไม่นาน ปืน M27 ของอเล็กซ์ส่องกวาดไปทั่วทั้งพื้นที่
จนมาถึงส่วนมืดที่สุดของที่ทำการ จากตรงนี้ชายหนุ่มไม่อยากจะใช้ไฟฉายเพราะลำพังแค่อ๊อปแซ๊ทอันเดียวก็สร้างความสนใจได้มากพอแล้วเขาไม่อยากสร้างเป้าล่อให้ศัตรู
ที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ในนี้หาตัวเขาได้ง่ายขึ้น


เมื่อเป็นแบบนี้อเล็กซ์เลยกดเปิดโหมด กล้องโซน่าที่ติดอยู่กับตัวปืนเพื่อแสกนผ่านกำแพงและวัตถุทั้งหมด ซึ่งก็มีประโยชน์มากทีเดียว เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
ได้ชัดเจนมาขึ้นทั้งศพของทหารที่นอนอยู่ในห้องถัดไป บรรดาถ้วยชามรามไหโบราณที่ถูกตั้งประดับไว้ต้องห้องโถง


หรือแม้กระทั่งร่างของทหารนายหนึ่งที่กำลังนั่งหมดสภาพอยู่ในห้องข้างๆ


เมื่อเจอสิ่งที่กำลังมองหาอยู่ทั้งคู่ก็รีบเข้าไปในห้องและก็ไม่ลืมที่จะตรวจเช็คให้แน่ใจก่อนก้าวเข้าไปในห้อง ไม่มีกับดัก ไม่มีใครแอบอยู่ตามมุม เมื่อแน่ใจว่าไม่มีภัยอะไร
อเล็กซ์ก็ถีบประตูเดินเข้าไปดูเชิงก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้วเขาก็กวัดมือเรียกรันฟาให้ตามเข้ามา


“นี่ต้องล้อกันเล่นแน่...”


อเล็กซ์เพิ่งตามองสิ่งที่เห็นอย่าสะอิดสะเอียน ซากของพวกอาวุธชีวภาพหลายตัวที่นอนตายกันเป็นเบือปะปนไปกับร่างของทหารนับหลายสิบที่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
กลิ่นคาวเลือดผสมเข้ากับอากาศชื้นๆจนลอยฟุ้งตลบไปหมด อเล็กซ์แทบจะทนกลิ่นนั่นไม่ได้เสียก็แต่เขาดันไม่ได้พกหน้ากากกันแก๊สมาด้วยนี่สิ ส่วนลันฟานั้น
อาการก็ดูไม่ต่างอะไรกับเขาออกจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำ ขนาดคนที่เคยเรียนจบหลักสูตรแพทย์ทหารมายังทนแทบไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับเด็กเนิร์ดอย่างเขา
ที่จะไปทนได้กัน


ทั้งสองคนก้าวเข้าไปหาร่างที่ขยับเมื่อครู่อย่างระวัง ถ้าเขายังไม่ตายก็คงจะพอบอกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่


“ยะ... เข้าเข้ามาใกล้นะ... ไอ้ชาติชัว!” โดยฉับพลันร่างที่กำลังนอนนิ่งๆอยู่นั้นรีบยกปืนขึ้นมาทางอเล็กซ์ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ร่อแร่เต็มที
จึงไม่สามารถประคองปืนได้แบบนิ่งๆอย่างที่ต้องการ


“ใจเย็นๆเราไม่ได้มาทำร้ายคุณ เราต้องการ- มารโก้!? นั่นคุณเองเหรอ”


อเล็กซ์พูดทักขึ้นท่ามกลางความมืดที่รายล้อมจนมองไม่เห็นตัวเจ้าของร่าง แต่เค้าโครงใบหน้าที่มองผ่านกล้องโซน่าติดปืนและน้ำเสียงที่ฟังดูคุ้นหู ไม่ผิดแน่
มาร์โก้ ฟิเรนซี่ รองหัวหน้าทีมจอมเงียบที่มีอำนาจถัดมาจากแร๊บบิทกำลังอยู่ในสภาพที่รอแร่เจียนอยู่เจียนไปเต็มแก่ รอยแผลตามร่างกายมีทั้งแผลที่โดนกระสุนเจาะ
รอยแผลเหมือนโดนเชือดเฉือน แขนข้างซ้ายถูกตัดจนขาดวิ่นเลือดไหลไม่หยุดเป็นเขื่อนแตก


ชายหนุ่มนึกไม่ออกเลยว่าร่างกายเละเทะขนาดนี้มีชีวิตรอดมาได้ยังไงกันจนป่านนี้


รันฟารีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลก่อนเป็นการด่วน เธอเปิดไฟฉายจัดท่าของเขาให้นอนราบลงกับพื้น และยกขาขึ้นสูงก่อนจะเอาผ้าก๊อซชุบแอลกอฮอล์อุดแผลที่แขนเอาไว้
อเล็กซ์สังเกตว่ามือของหฟญิงสาวกำลังลนลานสั่นไม่หยุดขณะทำแผลให้ นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอได้รักษาคนเจ็บหนักขนาดนี้ก็หวังว่าเธอจำทำได้ดีไม่แพ้ตอนที่อยู่ในชั้นเรียนนะ


“มันเกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย.. แล้วมิกกี้ล่ะครับ?” อเล็กซ์ถามพลางช่วยป้อนน้ำให้มาร์โก้ได้ดื่ม


“เราถูกโจมตีจากคนบางกลุ่ม... ไอ้พวกนรก... มันใช้พวกตัวประหลาดเล่นงานเรา... มิกกี้... เขาไม่รอด... ฉันเห็นมัน... ไอ้นรกนั้น... มันจับเขาฉีกเป็นชิ้นๆต่อหน้าฉันเลย...”
มาร์โก้พูดอย่างยากลำบากขณะที่พยายามจิบน้ำที่อเล็กซ์ป้อนให้ต่อไป


ไม่รู้ว่าอะไรจะแย่กว่ากันระหว่างการที่ได้รับรู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งในทีมตายอย่างน่าอนาถกับการที่ต้องมาเห็นอีกคนกำลังจะตายแบบต่อหน้าต่อตา อเล็กซ์มองดูปราดเดียว
เขาก็รู้แล้วว่ามาร์โก้คงอยู่ได้อีกไม่นานไม่ว่ารันฟาจะพยายามแค่ไหนในท้ายที่สุดแล้ว เขาคงไม่รอด


แม้จะรู้อย่างนั้นรันฟาก็ยังทำหน้าที่ของเธอต่อไปอย่างสุดความสามารถเพื่อยื้อชีวิตคนเจ็บเอาไว้ให้นานที่สุดอย่างน้อยแค่สักวินาทีเดียวก็ยังดี


มาร์โก้เอื้อมมือคว้าที่คอเสื้อของอเล็กซ์เอาไว้ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง


“อ... อเล็กซ์... ทั้งหมดเป็น... การจัดฉาก... มีหนอน... อยู่ใน... แรทส์...” คำพูดสุดท้ายราวกับเป็นสิ่งที่ดึงเรี่ยวแรงทั้งหมดออกจากร่างของมาร์โก้
มือของเขาตกลงอย่างไร้กำลังและนิ่งไป เขาตายแล้วโดยที่ดวงตาทั้งสองข้างยังไม่ปิดลง


“ไม่นะมาร์โก้! ฟื้นสิ้น ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมา!!” เสียงร้องของรันฟาดังขึ้นกลางความมืดต่อหน้าร่างที่ไร้วิญญาณของรองหัวหน้าทีม เธอพยายามที่จะกระตุ้นหัวใจ
เพื่อให้เขาฟื้นแต่ไม่สำเร็จมาร์โก้จากไปแล้วอย่างถาวร อเล็กซ์ดึงมือเธออกจากร่างของเขาแม้ตอนแรกเธอจะดิ้นด้วยความไม่ยอมแพ้แต่สักพักเธอก็ปลงตก
และหันมากอดอเล็กซ์ทั้งน้ำตา


เขาไม่โทษเธอที่จะเป็นแบบนี้ สำหรับทหารแพทย์ความตายและการรอดชีวิตคือสิ่งที่อยู่คู่กัน ความรู้สึกของหมอที่ไม่สามารถช่วยคนไข้ได้นั้น บอกได้เลยว่า
มันสาหัสมากเอาการ อเล็กซ์รู้จักความรู้สึกนี้ดีความรู้สึกที่เขาเคยประสบมาตอนอยู่ในกองทัพ ความตายความสูญเสีย และน้ำตา...


เขากอดรันฟาเอาไว้คงต้องให้เธออยู่แบบนี้ไปสักพัก ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปิดตาทั้งสองข้างของมาร์โก้ที่ยังไม่ปิดสนิท อย่างน้อยเพื่อนของเขาจะได้หลับให้สบาย
ไม่ต้องกังวลกับอะไรอีกต่อไปแล้ว


ปัง! ปัง!


บรรยากาศของความเศร้าเป็นอันต้องชะงักลงด้วยเสียงปืนคำรามก่อนจะมีเสียงกรีดร้องของบรรดาทหารที่กำลังรัวปืนใส่กันอุดหลุด กระสุนปืนแทบจะบินว่อนไปทั่วทั้งอาคาร
ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ งานนี้การไว้อาลัยและเศร้าเสียใจคงต้องพักเอาไว้ก่อน ไว้รอดไปจากที่นี่ค่อยมาต่อก็ยังไม่สาย อเล็กซ์รีบพยุงรันฟาขึ้นมาพร้อมสั่งให้เธอจับอาวุธ
เพื่อเตรียมสู้ และดูหญิงสาวจะทำตามแต่โดยดีถึงจะเสียขวัญแต่ยังไงคงไม่มีประโยชน์ที่จะมาเศร้าในเวลาแบบนี้ ทั้งสองคนจึงต้องออกไปข้างนอกทิ้งร่างของเพื่อร่วมทีม
และทหารที่ตายไปไว้เบื้องหลัง


เสียงปืนจำนวนหลายสิบกระบอกยังคงดังสนั่นเหมือนประทัดวันชาติ ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ อเล็กซ์รู้สึกว่าเสียงมันกำลังเบาลงเรื่อยๆทั้งที่อยู่ออกจะใกล้
ชายหนุ่มวิ่งนำรันฟามาถึงโถงทางเดินใกล้กับประตูทางเข้าออกซึ่งมีหัวหน้าชุดของกลุ่มทหารกับลูกทีมอีกจำนวนหนึ่งมารออยู่ก่อนแล้ว


“เกิดอะไรขึ้นจ่า เมื่อกี้เสียงปืนใช่ไหม?” ชายหนุ่มถามนายจ่าแก่ๆรายหนึ่ง


“น่าจะอย่างนั้น มีการปะทะกันระหว่างทหารของเรากับอะไรบางอย่าง ตอนนี้เราพยายามติดต่อกับทีมชาร์ลีแล้วก็เดลต้า แต่ไม่มีวี่แววเลยเหมือนขาดการติดต่อไปอย่างนั้น”


อเล็กซ์เริ่มรู้สึกไม่ดีกับอะไรแบบนี้ขึ้นมาตะหงิกๆ ขนาดทหารหน่วยแรนเจอร์และนาวิกฯที่ว่ากันว่าโหดแล้วยังโดนโจมตีได้ถึงขนาดนี้ แปลว่าอีกฝ่ายคงจะร้ายกาจใช่ย่อย
ยิ่งนานเข้าอเล็กซ์เริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าโอกาสรอดกำลังค่อยๆลดลงทุกวินาทีที่ยังปักหลักโดยไม่ทำอะไรอยู่แบบนี้


“เชลโล่นายเห็นอะไรไหม?” นายจ่าถามลูกทีมที่เฝ้าอยู่ข้างนอกบริเวณประตูทางเข้า


“ครับหัวหน้า ผมเห็นแสงจากปืนทางเก้านาฬิกา ทีมชาร์ลีบางส่วนกำลังวิ่งมาทางนี้แล้วก็... มีตัวอะไรก็ไม่รู้วิ่งตามมาด้วยครับ” เชลโล่ตอบกลับตามที่เห็น
จากการส่องกล้องอินฟาเรดตรวจจับ


อเล็กซ์พอได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งออกไปดูข้างนอกพร้อมกับลองยืมกล้องอินฟาเรดมาลองส่องดูบ้าง หากมองไปด้านนอกตอนนี้ก็จะเห็นอย่างที่ว่าจริงๆ
มีทหารประมาณที่นับได้จำนวนหกนาย กำลังวิ่งไปยิงไป ทุกคนรีบถอนกำลังกันอย่างไวว่องเพื่อมารวมตัวกับกลุ่มของอเล็กซ์ตรงที่ทำการเมือง
และถัดจากกำลุ่มทหารพวกนั้นห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร อเล็กซ์มองเห็สิ่งที่กำลังไล่ล่าทหารพวกนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความกระหายอยากจะลิ้มรสเนื้อของมนุษย์


แม่เจ้า! ไอ้กิ้งก่ายักษ์ ซวยแล้วไงอเล็กซ์เอ๋ย...


ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกได้ถึงลางมรณะที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกับพวกเขา เมื่อตอนนี้มีฝูงอาวุธชีวภาพสายพันธุ์หฤโหดกำลังตรงเข้ามาทางนี้เพื่อล่าพวกทหาร
อีกเพียงหยิบมือเดียวที่เหลือรอดด้วยเป้าหมายเดียวคือ ‘อาหาร’


ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกตัวว่าทหารกว่าหกสิบคนที่แยกกันไปในตอนแรกนั้นกลับเหลืออยู่เพียงแค่จำนวนเท่าที่เห็น หมายความว่าถ้าพวกนั้นไม่บังเอิญตกใจ
จนวิ่งหนีเตลิดเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทาง ก็คงต้องเป็นกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือพวกนั้นโดนฆ่าเรียบจนเหลือรอดมาอย่างที่เห็น


ไม่ว่าจะอย่างไหนก็ไม่ดีกับพวกเขาอย่างแรงในตอนนี้!


“ยิงคุ้มกันพวกเขาเตรียมถอนกำลังเร็วเข้า!!” อเล็กซ์ตะโกนลั่นพร้อมทั้งประเดิมลั่นไกเป็นรายแรกส่งกระสุนหัวไฟฟ้าตรงเข้าไปจัดการกับพวกมัน
ทหารคนอื่นที่เห็นดังนั้นจึงรีบเข้ายิงสนับสนุนตามกันอีกเป็นทอดๆเพื่อช่วยพวกทหารที่กำลังวิ่งหนีมาทางนี้


แต่กระสุนไฟฟ้าก็ทำอันตรายกับพวกมันได้เพียงชะงักเท่านั้นเพราะหลังจากโดนยิงไปได้ครู่เดียวเจ้ากิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์ก็ลุกขึ้นมาได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อเล็กซ์เริ่มเห็นท่าไม่ดี กระสุนที่เอามามีแต่ Taser คงหยุดพวกกิ้งก่ายักษ์นี่ไม่ได้นอกจากแค่ถุยใส่มันแล้วทำให้มันช้าลงเท่านั้น


และพวกทหารที่รอดชีวิตหนีตายมาได้ก็ยังได้รับบาดเจ็บมาคนล่ะแผลสองแผล บางคนถึงกับเดินไม่รอดต้องให้เพื่อนแบกวิ่งมาจนถึงตรงนี้ เห็นได้ชัดว่ากิ้งก่ากลายพันธุ์ฝูงนี้
ก็มีสารพิษเคลือบที่กงเล็บเหมือนกับตัวที่เล่นงานแร๊บบิทเช่นเดียวกัน อเล็กซ์ประสานงานกับพวกทหารช่วยกันยิงต้านพวกกิ้งก่าเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ในตอนนี้
หูของเขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วได้ยินเพียงแค่เสียงปืนที่กำลังคำรามลั่นอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อนที่ทุกคนจะค่อยๆถอนกำลังกลับเข้าไปในที่ทำการเมืองแล้วรีบปิดตายประตู
เป็นการยื้อเวลาเอาไว้ชั่วคราว


อเล็กซ์และทหารอีกจำนวนหนึ่งรีบออกแรงโถมเข้าผลักประตูเอาไว้ก่อนจะรีบเลื่อนกลอนประตูบานหนาเข้าที่และหาอะไรมากั้นเอาไว้อีกชั้น ประตูนี่คงรั้งมันได้อีกพักใหญ่
หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาจะหาทางออกไปจากที่นี่ได้แล้ว โดยไม่ต้องปะทะกับพวกมันอีก


“ทุกคนปลอดภัยดีไหม?” อเล็กซ์หอบฮักๆพลางตะโกนถามพวกทหารรายอื่นๆ


ไม่มีใครตอบกลับมาเพราะหลายคนยังรู้สึกช๊อกและตื่นตกใจไม่หายกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ ใครจะไปคิดว่ารบกับคนมาเกือบชั่วชีวิตแต่พอมาครั้งนี้กลับต้องมาเจอกับอะไรที่พิลึกพิลั่น
แถมยังร้ายกาจขนาดนี้อีก


ทหารกว่าสามสิบนายตอนนี้อยู่ในสภาพที่พร้อมรบขณะที่อีกบางส่วนได้รับบาดเจ็บมีทั้งเล็กน้อยและสาหัสปะปนกันไป อเล็กซ์สังเกตเห็นรันฟาเข้าไปช่วยพวกแพทย์สนาม
รักษาคนเจ็บท่ามกลางความวุ่นวายทั้งเสียงร้องของทหารที่บาดเจ็บ เสียงประตูที่ถูกตะกุยกระแทกโดยพวกกิ้งก่ายักษ์ เสียงของทหารหน่วยสื่อสารและหัวหน้าชุด
ที่พยายามจะติดต่อสื่อสารถึงโลกภายนอกให้ได้


“กดแผลเอาไว้แล้วเอาโปรตีนห้ามเลือดฉีดที่แผล เอายาแก้ปวดให้เขาด้วยขอมอร์ฟีนด่วนเลย!!” รันฟาบอกทหารบางส่วนที่ไม่ใช่แพทย์สนามให้ช่วยเหลืองานเท่าที่ทำได้
ตอนนี้มีคนเจ็บบมากเกินกว่าที่แพทย์สนามเพียงไม่กี่คนจะรับมือไหว บางคนถึงกับอาการทรุดลงเพราะได้รับพิษเข้าไปจนตอนนี้ขวัญกำลังใจแทบจะเหลือน้อยเต็มที


อเล็กซ์ลองมองไปรอบๆวิเคราะห์สถานการณ์ พวกเขาเสียคนไปครึ่งหนึ่ง ถูกตัดขาด มีคนบาดเจ็บเยอะ กระสุนที่เอามาก็ใช้กับพวกมันไม่ได้และตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับ
ความตายแบบตาไม่กระพริบ ดูรวมๆแล้วสถานการณ์เลวร้ายแบบสุดๆไปเลย


ก็หวังว่ามันจะไม่แย่ไปกว่านี้นะ ไม่งั้น-


ตูม!!


การปะทะสงบลงได้ไม่นานอยู่ๆประตูทางเข้าบานใหญ่ที่มีสิ่งกัดขวางปิดเอาไว้อย่างแน่นหนาก็ถูกระเบิดขึ้น เศษซากปรักหักพังปลิวกระจายออกไปรอบๆตามแรงระเบิด
ควันหนาทึบมาพร้อมกินฉุนแสบลอยมากระทบจมูก ขณะที่ภายในหัวมีแต่เสียง วิ้งๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นรอบตัวเลย


ไม่กี่อึดใจถัดมาก็มีกลุ่มคนในชุดดำพร้อมด้วยอาวุธและอุปกรณ์มากมายระดับเกรดเดียวกับกองทัพ พวกนั้นบุกเข้ามาพร้อมกับอาวุธเกรดกองทัพ
ทีแรกอเล็กซ์ก็นึกว่าเป็นทีมช่วยเหลือที่ถูกส่งเข้ามาแต่ความคิดของงชายหนุ่มเป็นอันตกไปเมื่อกองกำลังชุดดำที่เข้ามานั้นได้กราดกระสุนเข้าใส่พวกเขาอย่างไม่ลังเล


คมกระสุนได้พุ่งเข้าเจาะทะลุร่างของทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดไปทีละคน ส่วนพวกที่เหลือที่อยู่นอกระยะก็รีบหาที่หลบเป็นการใหญ่ ตอนนี้ไม่มีเวลามาห่วงเพื่อนอีกแล้ว
ต้องเอาตัวให้รอดก่อนเป็นอันดับแรก อเล็กซ์รีบไปหลบอยู่ที่เคาท์เตอรประชาสัมพันธ์ระหว่างที่หลบอยู่ตรงนี้เขามองเห็นรันฟาหลบอยู่แถวๆใต้บันใดหินฝั่งตรงข้าม
ดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย


เจ้าพวกนี้มันเป็นใครกัน อยู่ๆก็บุกมายิงพวกเราแบบนี้...


อเล็กซ์มองดูกลุ่มกองกำลังปริศนาที่กำลังเปิดฉากปะทะกับกลุ่มของพวกเขาอย่างดุเดือด แต่นั่นก็ไม่เรื่องเดียวที่เขาต้องกังวลเพราะหลังจากเริ่มการปะทะ
ฝูงสวีปเปอร์ที่อยู่ด้านนอกก็พากันยกโขยงบุงเข้ามาภายในที่หลบภัยของพวกเขาที่น่าแปลกคือพวกคนชุดดำที่อยู่ใกล้ประตูทางออกกลับไม่ตกเป็นเป้าหมายของพวกมัน
เลยสักคนเดียว


ในทางตรงกันข้ามเหมือนพวกกิ้งก่ายักษ์จะทำตามคำสั่งของพวกชุดดำนี่อย่างเชื่อฟังราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงไม่มีผิด เมื่อเจอแบบนี้สถานการณ์จากเดิมที่ลำบากอยู่แล้ว
มันก็ยิ่งลำบากหนักเข้าไปอีกขั้น


กร๊าซ!!


เสียงคำราวหวีดแหลมของเจ้ากิ้งก่ากลายพันธุ์ดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยการจูโจมที่รุนแรงโดยการกระโดดพุ่งเสียบกงเล็บจนทะลุร่างของทหารนายหนึ่ง
แม้แต่เสื้อเกราะกันกระสุนก็ยังป้องกันไม่ได้ บรรดาทหารที่โชคร้ายตกอยู่ในเป้าสังหารต่างทยอยกันล้มตายไปทีล่ะคน บ้างก็ตายด้วยคมกระสุน
บ้างก็ตายด้วยกงเล็บมรณะของสวีปเปอร์ ครั้นจะยิงสวนกลับไปอีกฝ่ายก็ดันไหวตัวทันยิงสวนกลับมาด้วยความแม่นยำที่มากกว่าเป็นเท่าตัว


อ๊อปแซ๊ทของอเล็กซ์ในโหมดตรวจจับสัญญาณชีวิตกำลังส่งสัญญาณสีแดงออกมาเป็นจำนวนหลายจุดมาก ในขณะที่จุดสีฟ้าของฝ่ายเดียวกันกำลังหายไปทีละจุดทีละจุด
ทุกวินาทีที่ผ่านไปต้องมีหนึ่งชีวิตดับตามไปด้วยเสมอ พวกเขาต้องสู้หลังชนฝาสายตาเผชิญฯกับความตายที่เหมือนจะหายใจรดต้นคออยู่ใกล้ๆ


ชายหนุ่มกำลังจนตรอกอย่างแท้จริงเขามองข้ามาผ่าเคาท์เตอร์มองไปทางรันฟาและทหารอีกเพียงหยิบมือที่ยังเหลืออยู่ แววตาของพวกนั้นที่แสดงออกมา
มันแสดงถึงความสิ้นหวังและความกลัวที่กำลังกัดกินจิตใจจนแทบจะเป็นบ้า อเล็กซ์ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหลุดออกไปจากตรงนี้ให้ได้ เขาก้มลงมองปืนในมือ
ที่เป็นเพื่อนในตอนนี้ มันดูจะไร้ประโยชน์ที่จะใช้โดยสิ้นเชิง แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะใช้มัน


ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่อย่างน้อยถ้าต้องตายเขาก็ไม่อยากตายอย่างหวาดกลัว...


ชายหนุ่มสูดหายใจเฮือกใหญ่รวบรวมสติและความกล้าทั้งหมดที่มี เตรียมจะขายชีวิตนี้กับมัจจุราชให้แพงที่สุด ถ้ามันจะฆ่าเขาล่ะก็คงต้องเหนื่อยกันหน่อย


เตรียมตัวไว้สหายที่เคารพ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย แล้วชาติหน้าเจอกัน...


เพล้ง!


ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวออกไปฉะกับศัตรูที่รออยู่ ด้านบนของที่ทำการเมืองตรงเพดานที่เป็นกระจกสำหรับให้แสงส่องลงมาเพื่อเป็นการประหยัดไฟอยู่ก็แตงละเอียด
เศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงกระจายลงมายังพื้น อเล็กซ์รีบหลบเข้าใต้เคาท์เตอร์เป็นการด่วน เขาไม่อยากโดนเศษกระจกบาดจนไม่สามารถสู้กับใครได้
พวกชุดดำแหงนหน้าขึ้นไปมองด้านบนเหมือนกับว่าที่กระจกบนเพดานแตกนั้นจะไม่ใช้ฝีมือของพวกตน-


ยังไม่ทันได้รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้กระจกบนเพดานแตกก็ทีกระสุนพุ่งลงมาจากเบื้องบนตรงเข้าเจาะกลางกะโหลกใต้หน้ากากโม่งสีดำที่พวกนั้นสวมอยู่
ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นพวกชุดดำคนอื่นๆที่อยู่รอบๆก็ถูกคมกระสุนของใครบางคนที่กำลังโรยตัวลงมาจากเพดานเจาะเข้าที่หัวอย่างแม่นยำ อเล็กซ์รีบหาที่หลบ
และไม่พยายามโผล่หัวออกไปมาก ยังไม่รู้ว่าฝ่ายที่โจมตีใส่พวกชุดดำนั้นจะมาดีหรือมาร้าย ชายหนุ่มไม่อยากจะพลาดอีกเป็นรอบสอง


พวกชุดดำคิดโต้กลับด้วยอาวุธหนักที่ขนมาด้วยอย่างระเบิดหรือเครื่องยิงจรวด แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะทันทีที่ร่างปริศนาของข้าศึกลึกลับโรยตัวลงมาถึงพื้น
เป็นที่เรียบร้อย พวกชุดดำก็ถูกโจมตีจากมุมสูงโดยคนบางคนที่กำลัง ‘บิน’ อยู่เหนือพื้นดินด้วยชุดอะไรสักอย่างที่มีปีกติดอยู่ด้วย มนุษย์เวหาดิ่งลงมาโฉบพลพรรคอาวุธหนัก
ขึ้นเหนือพื้นดั่งเหยี่ยวที่ถลาลงมาโฉบเหยื่อก่อนจะทิ้งลงจากที่สูงเป็นการสังหาร


“มัวทำอะไรของพวกแก ฆ่ามันสิวะ!!” หนึ่งในพวกชุดดำตะโกนออกคำสั่งกับพวกกกิ้งก่ายักษ์ให้โจมตีคนที่โรยตัวลงมา ซึ่งพวกมันก็ไม่ลังเลที่จะทำตามคำสั่ง
มันตรงเข้าหาศัตรูที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งโถมตัวเข้าหาอีกฝ่ายด้วยกำลังทั้งหมดที่มี


ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้เคี้ยวง่ายๆอย่างที่คิด ช่วงก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวก็มีอะไรบางอย่างพุ่งเข้าปักที่กลางหัวของมัน ร่างของเจ้ากิ้งก่ากระเด็นออกไปตามแรงปะทะ
แต่ก็ยังไม่ตายเสียทีเดียว สิ่งที่พุ่งเข้าปักตรงกลางหัวของมันดูแล้วน่าจะเป็นลูกดอกอะไรสักอย่าง มันกำลังส่งเสียงกระพริบเป็นจังหวะดังปี๊บๆและ-


ตูม!!


เกิดการระเบิดขนาดย่อมๆขึ้นทำเอาส่วนหัวของเจ้ากิ้งก่ากระจุยไม่มีชิ้นดี พวกมันเริ่มส่งเสียงคำรามหวีดแหลมออกมาเมื่อเห็นหนึ่งในพวกมันถูกระเบิดหัวต่อหน้าต่อตา
และอึดใจถัดมาก็มีลูกดอกที่ว่าถูกยิงเข้ามาจากที่ไหนสักที่อีก พวกสวีปเปอร์รู้แล้วว่าจะเจอกับอะไรพวกมันจึงรีบกระโดดหลบลูกดอกที่กำลังพุ่งเข้ามาหาที่แรกก็คิดว่าหลบพ้น
แต่จรกระทั่ง...


เพี้ยว!


แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อลูกดอกที่ว่าเปลี่ยนทิศทางย้อนกลับมาราวกับเป็นจรวดนำวิถี มันพุ่งตรงไล่ล่าใส่เป้าหมายที่กำลังเคลื่อนไหวก่อนจะปักเข้าที่ร่าง
ของพวกกิ้งก่ายักษ์ทุกตัวที่อยู่ภายในอาคารจนหมด สิ่งที่ตามมาถัดจากนั้นคือส่วนหัวที่โดนระเบิดกระจุยอย่างพร้อมเพรียงกัน


อเล็กซ์รีบมองหาตัวการของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ชายหนุ่มยกกล้องโซน่าติดปืนส่องไปจนทั่วและได้เห็นที่บนหลังคา ใครบางคนกำลังซุ่มอยู่บนนั้นพร้อมทั้งยิงอะไรสักอย่าง
ลงมามันเป็นอาวุธชนิดที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนลูกดอกระเบิดที่สามรถพุ่งเข้าติดตามเป้าหมายได้เหมือนจรวดนำวิถี อาวุธแบบนี้นับว่าล้ำสมัยมากสำหรับกองทัพธรรมดา
แม้จะเป็นในยุคนี้ก็ตามที


ส่วนคนที่โรยตัวลงมาก็เริ่มเคลื่อนไหวบ้าง อีกฝ่ายยกปืนที่อเล็กซ์มองจากมุมนี้แล้วคิดว่าน่าจะเป็นปืน MK14 รุ่น Mod 8 มันเป็นปืนที่ตกรุ่นไปนานแล้วเพียงแต่
ถูกแต่งให้มีความทันสมัยมากขึ้น ร่างที่ผอมบางบวกกับส่วนสูงที่สังเกตได้ชัด อเล็กซ์เดาว่าคนๆต้องเป็นผู้หญิงแน่และเธอกำลังเอาปืนกระบอกที่ว่ายิงเข้าใส่บวกมันทีละคน
ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อประกอบกับความแม่นยำชนิดที่ว่า เล็งหัวเป็นโดนหัวทุกนัด พวกข้าศึกทยอยร่วงกันไปทีละคนจนกระทั่งเหลือเพียงคนสุดท้ายที่เริ่มเห็นท่าไม่ดี
และกำลังจะหนี


“คาร์เมเลียน หยุดมันไว้...” หญิงปริศนากระซิบบอกกับใครสักคนซึ่งอเล็กซ์พอจะได้ยินอยู่บ้าง


คนชุดดำที่กำลังจะหนีออกนอกประตูวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อเอาตัวรอดแต่ยังไม่พ้นขอบประตู ร่างของคนชุดดำก็ล้มก้นจ้ำเบ้าเหมือนกับว่าชนกับกำแพงหรืออะไรสักอย่าง
ที่มองไม่เห็น และไม่กี่อึดใจถัดมาบนความว่างเปล่าของอากาศธาตุก็ปรากฏร่างของใครบางคนขึ้นมากำลังเอาปืนจ่อที่หน้าของเป้าหมายไม่ให้ขยับตัว นี่เอง
คงเป็นสาเหตุที่คนสวมชุดดำหงายท้องจนหัวเกือบฟาดพื้นเอาเมื่อครู่


ความมืดทำให้มองอะไรที่กำลังเกิดขึ้นได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก กลุ่มทหารปริศนาที่เพิ่งเล่นงานพวกนักรบชุดดำจนราบคาบค่อยๆปรากฏตัวออกมาจากภายในเงามืดทีละคน
ตั้งแต่พลซุ่มยิงเจ้าของลูกดอกนำวิถี มนุษย์เวหาที่บินได้ราวกับนก และมนุษย์ล่องหนที่อเล็กซ์แทบไม่รู้เลยว่าจะมีอยู่ด้วย ทั้งหมดกำลังยืนล้อมร่างของเป้าหมายเอาไว้
โดยไม่ส่งเสียงอะไรแม้เพียงเล็กน้อยราวกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่


และอเล็กซ์รู้ดีว่าคืออะไร...


หญิงปริศนาที่ดูจะเป็นหัวหน้าของทั้งสามคนที่เหลือ เดินเข้ามาที่ร่างซึ่งไร้การดิ้นรนหรือขัดขืนของคนชุดดำ ก่อนจะมองลงมาด้วยสายตาที่จงเกลียดจงชังแบบสุดๆ


“เอาล่ะบอกมา หัวหน้าแกอยู่ที่ไหน...”


“เสียเวลาพวกมึงเปล่าๆน่า! ไอ้พวกหนอนไชขยะ มึงจะไม่มีวันได้อะไรไปแม้แต่ขี้ของกู!!” ว่าแล้วเหยื่อในชุดดำก็ถมน้ำลายเข้าใส่หน้าของผู้ที่ถามเป็นการท้าทาย


แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ผมที่โดนน้ำลายถมใส่จับคอของศัตรูเอาไว้ก่อนจะดึงมีดออกจาซองแล้วทำการเฉือนที่โคนหูอย่างรวดเร็ว
โดยไม่มีคำว่าลังเลแม้แต่นิดเดียว เสียงกรีดร้องที่ดังราวกับหมูถูกเชือดแทรกเข้าไปในระบบการรับเสียงของอเล็กซ์และพวกทหารทุกนายอย่างชัดเจน
หัวหน้าของกลุ่มกองกำลังปริศนาชูใบหูคนที่เพิ่งตัดออกมาจากเจ้าของให้เห็นกันแบบจะๆหน้า


หลังจากนั้นเธอก็จับคนที่ถูกตัดหูอ้าปากกว้างก่อนจะเอาใบหูที่อยู่ในมือยัดเข้าปากเจ้าของเหมือนเป็นการเตือน เจ้าของใบหูทำหน้าพะอืดพะอมเหมือนอยากจะคายออกมา
แต่ทำไม่ได้เพราะโดนปิดปากเอาไว้ อเล็กซ์แทบไม่อยากนึกถึงรสชาติที่ตอนนี้เจ้าของใบหูกำลังสัมผัสอยู่เลยจริงๆ มันคงจะแย่เอามากจนอยากจะอ้วกออกมาแหงๆ


แม้จะเป็นแบบนั้นแต่ฝ่ายที่ถามดูจะไม่สนใจเธอชี้มีดไปที่ ชายชุดดำพร้อมกับถามอีกครั้ง


“จะถามอีกครั้งเดียว... หัวหน้าของแกอยู่ที่ไหนตอบมาให้ตรงคำถาม ไม่งั้นชิ้นส่วนต่อไปที่ฉันจะตัดให้แกอมคือ ‘นกเขา’ ของแก...” ปลายมีดชี้ไปที่นกเขาตัวที่ว่า
ด้วยสายตาที่จริงจังสุดขีดพร้อมทั้งดึงใบหูออกจากปากและโยนทิ้งไปเหมือนเป็นแค่เศษขยะ หากทำอะไรเล่นๆคราวนี้รับรองได้เลยว่ามีโอกาสจะเสียชายแบบร้อยเปอร์เซนต์ชัวร์


“นะ... ในกระเป๋าฉัน! อ๊อปแซ๊ท... เอามันไปแล้วตามรอยพิกัด... ได้โปรดอย่าทำแบบนั้นเลยนะ...” ชายชุดดำเอ่ยปากอ้อนวอนด้วยความหวาดกลัว
อีกฝ่ายเลยหยิบเอาอ๊อปแซ๊ทออกจากกระเป๋าตามที่บอกและทำการเช็คตำแหน่ง


“เยี่ยม ฉันรักษาสัญญานกเขาแกปลอดภัย...”


“ขะ... ขอบ-”


ไม่ทันจะพูดจบหนึ่งในลูกทีมก็ลั่นกระสุนเจาะเข้ากลางกะโหลกของชายชุดดำโดยไม่ลังเลท่ามกลางความตกตะลึกงของอเล็กซ์
รันฟาและทหารอีกจำนวนหยิมมือที่อยู่ในที่นั้นด้วย


“พวกนายทำบ้าอะไรกันเนี่ย เขายอมแพ้แล้วนะ ทำไมต้องโกหกเขาด้วย!!” รันฟาโวยวายขึ้นมาดังลั่นโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร สำหรับทหารแพทย์แล้ว
หน้าที่ของเธอคือการช่วยชีวิตไม่ใช่ฆ่าชีวิต จริงอยู่ที่พวกชุดดำสมควรตายแต่ก็ไม่ใช่แบบนี้


“ฉันบอกว่าจะไม่ตัดนกเขาของมัน ไม่ได้บอกนะว่าจะไม่ฆ่า เพราะงั้นถือว่าฉันพูดความจริงทุกประโยค” ร่างที่อย่างในเงามืดเริ่มเดินออกมาทำให้เห็นหน้าบางส่วน
ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เป็นใบหน้าของหญิงร่างเล็กท่าทางมีอายุสวมหน้ากากปิดหน้าครึ่งหนึ่งตังแต่ส่วนดั้งจมูกลงมา ดูคล้ายจะเป็นหน้ากากกันแก๊สแต่ก็ไม่น่าจะใช่
มันคงจะเป็นหน้ากากแบบพิเศษ เพราะว่าเสียงที่พูดออกมาผ่านหน้ากากนั้นดูจะไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว


แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่อเล็กซ์รับรู้ได้ถึงจิตสังหารแรงกล้าที่สัมผัสได้จากกลุ่มคนพวกนี้ ชายหนุ่มยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวหน้าของพวกนั้นด้วยความไม่ไว้วางใจ
แบบสุดๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็เตรียมจ่ออาวุธเข้าใส่เช่นเดียวกันยกเว้นคนหัวหน้าที่ดูจะใจเย็นไม่ชักอาวุธออกมาเหมือนลูกทีม


“หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ!!”


“เป็นฉัน ฉันจะไม่ทำแบบนั้นถ้าฉันเป็นนายนะไอ้หนู ลดอาวุธลงซะเราไม่ใช่ศัตรูของนาย...” หญิงสวมหน้ากากสั่ง


อเล็กซ์ยังไม่ลดอาวุธ “เล่นทำแบบนั้นคงมองว่าเป็นเพื่อนยากอยู่ล่ะ”


“ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราช่วยนายกับพรรคพวกได้ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นตามพวกเพื่อนๆนายแล้วไอ้หนู” ลูกทีมคนหนึ่งพูดเจรจาให้ชายหนุ่มใจเย็น
ทั้งที่มันไม่น่าจะช่วยอะไรมาก


“พวกนายมาจากหน่วยไหน ดูจากเครื่องแบบฉันไม่เคยเห็นทหารที่ไหนใส่ชุดแบบนี้มาก่อน จนกว่าจะรู้ว่าพวกนายเป็นใครฉันจะไม่ลดอาวุธหรือทำอะไรที่นายบอกทั้งนั้น!”


“จากหน่วยงานลับสุดยอด” คนที่สวมชุดพรางตัวพูดขึ้น


“ฟังแล้วน่าแปลกใจจังเลยนะว่าไหม”


ชายหนุ่มรู้ดีกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่ศัตรูแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่น่าจะใช่มิตรด้วย ตั้งแต่เป็นทหารออกรบมาในสงครามหลายครั้ง ยังไม่เคยเห็นหน่วยไหนหรือกลุ่มกองกำลังไหน
ที่มีฝีมือและอุปกรณ์ล้ำสมัยถึงขั้นนี้มาก่อน โดยเฉพาะการจู่โจมที่รวดเร็วและเฉียบขาดจนเรียกได้ว่าเป็นมือพระกาฬ ถึงจะดูเป็นความคิดโง่ๆแต่ยังไงก็ขอระวังตัวเอาไว้ก่อน
ดีกว่า


เมื่อเรื่องเริ่มตึงเครียดขนาดนี้คงจะได้มีการปะทะกันอีกในเร็วๆนี้แน่ อเล็กซ์คิดแบบนั้นในตอนแรกก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าหัวหน้าของพวกนั้นกำลังสั่งให้ลูกน้องลดอาวุธลง
และหันหลังเดินกลับไปที่ทางออก


“อย่าขยับไม่งั้นฉันยิงพวกนายแน่!!” อเล็กซ์ตะโกนสั่งพร้อมทั้งเอานิ้วเข้าโกร่งไกปืนพร้อมจะยิง


“ถ้าเราคิดจะฆ่าพวกนายจริงเราคงปล่อยให้ไอ้พวกนั้นทำไปแล้ว นายควรขอบคุณพวกเราเสียด้วยซ้ำ อีกอย่างตอนนี้คนของนายกำลังได้รับพิษของไอ้ตัวบ้านั่น
นายจะยังมีเวลามาฆ่าตัวตายเล่นอีกรึไง” หัวหน้ากลุ่มพูดพลางโยนอะไรบางอย่างเลียดพื้นมาที่เท้าของอเล็กซ์ “นั่นเป็นยาถอนพิษของสวีปเปอร์ นายควรเอาไปให้
คนของนายในตอนนี้ซะ หรือนายจะเลือกทางที่ง่ายกว่านั้นหัวรั้นต่อไป แล้วเรามายิงให้เละกันไปข้าง...”


อเล็กซ์หันไปมองทางรันฟาที่กำลังวุ่นวายกับการยื้อชีวิตทหารนายหนึ่งเอาไว้ ทหารส่วนใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บถูกพิษของกิ้งก่ายักษ์จนอาการเริ่มทรุดหนัก
หากไม่รีบแก้พิษเกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน อเล็กซ์จำต้องลดอาวุธลงและเอื้อมลงไปหยิบยาแก้พิษแทน เมื่อเงยหน้ามองขึ้นมาอีกที่กลุ่มหน่วยรบปริศนา
ที่เคยอยู่ตรงทางเข้าก็หายไปแล้วเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น


ถึงจะเจ็บใจแต่มันก็ช่วยไม่ได้ อเล็กซ์รีบเอายาแก้พิษที่ถูกบรรจุเอาไว้จำนวนแปดหลอดในกล่องปิดผนึกรักษาความเย็นอย่างดีให้รันฟา เพื่อแก้พิษและไม่ลืม
ที่จะเหลือไว้อีกหลอดหนึ่งสำหรับนำกลับไปใช้ในการผลิตอีกจำนวนหนึ่งในปริมาณมาก ไม่รู้ว่าจะยังมีพวกกิ้งก่ากลายพันธุ์นี่อยู่อีกเท่าไหร่ การที่พวกทหารมียาแก้พิษ
ติดตัวเอาไว้จะช่วยลดความเสี่ยงและปัจจัยอีกหลายๆด้านที่จะตามมา


อเล็กซ์รีบช่วยรันฟาทำการอพยพลูกทีมทั้งหมดออกจากที่นี่เป็นการด่วน และยังคงไม่ลืมความสูญเสียและความรู้สึกผิดที่ได้รับมาในวันนี้








**********************************************************************************************************



เสริมท้ายตอนตัวละคร Easter Eggs

มาดูตัวละครแฝงที่อยู่ในตอนนี้กันครับ

พันเอก อเล็กซานเดอร์ กราโมวิช (ชื่อเดิม อเล็กซ์ 'แบล็คเดธ' กราโมวิช)

ตัวละครตัวนี้เคยปรากฏตัวในภาคที่สาม Spectre เขาเป็นหนึ่งในเดลต้าฟอร์ซทีมฮันเตอร์ที่ถูกส่งเข้าไปในฟิลเลอร์กรีน และก็ด้วยความบังเอิญหรือดวงซวย

ที่สถานการณ์แย่ลงเพียงไม่ถึงชั่วโมงหลังเริ่มภารกิจทำให้เขาต้องจับพลัดจับผลูไปร่วมวงกับกลุ่มของ Spectre โดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ในท้ายที่สุดเขาจะเป็นเดลต้า

ที่รอดมาได้คนเดียวในทีม แต่ก็ถูก Redwolf หัวหน้าของกลุ่ม Spectre ลบความทรงจำไปพร้อมๆกับพยานคนอื่น และก่อนที่จะแยกทางกัน Redwolf ได้ให้ข้อมูล

อันเป็นประโยชน์ที่จะมีผลต่อหน้าที่การงานของเขาในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นด้วยข้อมูลที่ได้รับมาเขาได้กลายเป็นหัวหอกตัวสำคัญที่ต่อสู้กับพวก North

แม้กระทั้งในช่วงสงครามกวาดล้าเขายังมีบทบาทอย่างมากในการทำให้ฝ่ายพันธมิตรทั่วโลกมีชัยในสงครามนับสิบปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน

มีอายุ ห้าสิบสามปี ดำรงตำแหน่งเป็น พันเอก แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ หน่วยเฉพาะกิจพิเศษ 'พิราบดำ' คอยทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยแรทส์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

และจะปลดเกษียณในอีกสองปีข้างหน้า ใช้ชีวิตอยู่กับลูกบุญธรรมสองคน



บอล

เป็นตัวละครที่ปรากฏตัวตั้งแต่ภาคแรกในฐานะเด็กนักเรียนดวงซวยที่เป็นผู้รอดชีวิตติดอยู่กลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อและอาวุธชีวภาพเดินเพ่นพ่าน

ก่อนจะรอดมาได้ในเหตุการณ์ครั้งนั้นพร้อมผู้รอดชีวิตอีกเพียงไม่กี่ราย จนต่อมาได้มามีส่วนร่วมในเหตุการณ์เมืองฟิลเลอร์กรีนและคราวนี้มาในฐานะทหารรับจ้าง

ที่ผ่านการฝึกโดย กร หนึ่งในทหารรับจ้างที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในภาคแรก จนมีทักษะความแม่นยำในการยิงไม่แพ้อาจารย์ ต่อมาได้กลายเป็นทหารรับจ้าง

ที่ได้รับการยอมรับจากผู้จ้างวานจำนวนหนึ่ง

ปัจจุบัน

ได้วางมือจากวงการทหารและกลับไปใช้ชีวิตอย่างเงียบๆที่บ้านเกิด ทำไร่สวนตามยถากรรม และได้มีโอกาสเจอกับรันฟาช่วงที่มาพักร้อนอยู่ในชิคาโก้

แม้จะมีอายุห่างกันมากเป็นสิบปีก็ตาม แต่ก็ยังคบหาเป็นเพื่อนกันอยู่บ่อยๆ
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 30 ต.ค. 2016, 05:45

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 29/1

อเล็กซ์ก็ยังอยู่มาตลอดเลยสินะ
ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน