The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/9/60

<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 08 มี.ค. 2017, 19:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP10) 4/3

เปิดมาก็เจอกับดักอันตรายและแฮะ ร้ายจริงๆ เรดอายส์
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 09 เม.ย. 2017, 14:20

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP10) 4/3

อ่านก่อนเริ่ม เนื้อหาบางตอนในนี้มีความรุนแรงค่อนข้างมากในบางส่วน อาจมีคำหยาบหรือการกระทำของตัวละครที่โหดร้ายป่าเถื่อนรวมอยู่ด้วย

เพื่อเป็นการป้องกัน ส่วนที่ระบายด้วย 'สีแดง' คือส่วนที่มีเนื้อหารุนแรงหรือหยาบคายขอแนะให้ข้ามหากไม่ต้องการจะอ่านนะครับ

thank you for reading....
--------------------------------------------------------------------------------------------


Episode 11 : Home and suffer...


เสียงเครื่องบินดังครืนๆอย่างไม่เป็นจังหวะเป็นผลจากภาวะหลุมอากาศเครื่องบินโดยสารของสายการบินแบบราคาถูกกำลังบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมุ่งสู่จุดหมาย
ที่อีกฟากหนึ่งของโลก ดินแดนทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ สถานที่ที่ชายแก่ที่โดยสารมาด้วยเรียกได้ว่า ‘บ้านเกิด’


ประเทศไทย...


ก็นับว่านี่เป็นการหยุดพักร้อนครั้งแรกในรอบหลายปีของเขา หลังจากที่ทำงานหนักมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี ชายแก่รู้สึกว่าการพักดูจะเป็นสิ่งที่เขาโหยหาที่สุดในเวลานี้
อันที่จริงแล้วนี่ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นการมาเที่ยวเสียทีเดียวชายที่แก่กลับมาที่บ้านครั้งนี้เป็นเพราะเขาต้องการจะตามรอยของตำแหน่งที่มีการส่งไฟล์ข้อมูลปริศนาที่อเล็กซ์เคยบอก
เอาไว้เมื่อหกเดือนก่อนว่าถูกส่งมาจากเขตสิบสามอันเป็นบ้านเกิดเขาพอดีด้วยเหตุนี้มันเลยไม่ใช่การพักร้อนอย่างที่หลายๆคนคิด


ถึงจะไม่ใช่การพักร้อน แต่อีกไม่นานมันคงถึงเวลาที่เขาต้องวางปืนและเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดอย่างถาวรและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนตายในสักวันหนึ่ง...


ภายในห้องโดยสารขณะที่ความมืดสลัวยังคงปกคลุมพร้อมความเงียบสงบของบรรดาผู้โดยสารรายอื่นๆกำลังหลับสนิทมีเพียงบางคนที่ยังตื่นอยู่แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะ
อะไรรบกวนเพื่อนร่วมทางคนอื่นมากนัก แร๊บบิทที่กำลังเดินทางกลับสู่ถิ่นฐานมาตุภูมิของตนเองเอาแต่จ้องเพดานของห้องโดยสารอย่างเลื่อนลอยมาเป็นเวลากว่าหลายชั่วโมง
แล้ว ขณะที่ผู้โดยสารตรงเบาะนั่งข้างๆก็หลับสนิทอันที่จริงต่อให้ตื่นอยู่เขาคงไม่ได้คุยอะไรกันมากนอกจากเรื่องงานหรือเรื่องครอบครัวที่กำลังจะกลับไปพบหลังจากนี้
และนั่นคงเป็นสิ่งที่แร็บบิทเสียมันไปแล้ว เสียไปตลอดกาล...


แม้จะผ่านมาหลายปีที่ชายแก่พยายามจะลืมเรื่องราวอันโหดร้ายในวัยเด็กเมื่อคราวนั้นแต่ให้ตาย... ทำยังไงก็เอามันออกไปจากหัวไม่ได้เสียที
เรื่องจริงที่ดูเหมือนฝันร้ายในคราวนั้น



ปี 2002


เสียงของบรรยากาศยามเช้าอันเงียบสงบภายในเมืองเล็กๆอันแสนเงียบสงบ ชีวิตที่เรียบง่ายแต่เพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่งที่ใฝ่หาเสียเพียงแค่การรบระหว่างชายแดน
ของเมืองแห่งนี้ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่พุ่งรบกันมาเป็นเวลากว่าหลายสิบปีแล้ว แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนของเมืองเล็กๆแห่งนี้จะกังวล
มากไปกว่าการอยู่ไปวันๆอย่างชินชากับสิ่งที่เผชิญอยู่เสียแล้ว เรื่องการรบที่ชายแดนยังคงไม่สำคัญมากไปกว่าปากท้องจริงๆนั่นล่ะ


ภายในบ้านหลังน้อยๆที่เป็นบ้านห้องแถวคอนกรีตพื้นที่กว้างพอสมควรสำหรับครอบครัวเล็กๆ ประตูเหล็กเก่าๆขึ้นสนิมบางส่วนถูกเปิดออกจาดด้านในพร้อมกับ
เด็กชายอีกสองคนที่เป็นคนขยับมันเพื่อออกมาสูดอากาศในยามเช้าให้เต็มปอดอย่างสบายอารมณ์


“อ้า!! อากาศดีน่าเดินเล่นชะมัดว่าไหมไอ้พล... ไอ้พล?” เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ท่าทางจะมีอายุมากกว่าหน่อยเอ่ยถามปากถามก่อนจะหันมาทางน้องชายที่ไม่ตอบ


“คร๊อกกกก!!”


“เฮ้ย!! ตื่นได้แล้วว้อยไอ้อ้วนขี้เซา!!”


เด็กหนุ่มคนพี่จัดการฟาดเข้าที่กลางกบาลของน้องชายอย่างแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้งตื่นพร้อมเอามือกุมหัวส่วนที่โดนโขกไปเมื่อครู่อย่างแรงจนตาสว่างเต็มๆ
เด็กน้อยรูปร่างอ้วนเตี้ยนามว่าพลที่น่าจะมีอายุเพียงแค่สิบสองหรือสิบสามปีมองหน้าพี่ชายอย่างแค้นเคืองนิดๆที่โดนอีกฝ่ายโขกหัวเข้า


“อู๊ยเจ็บ!! ทำอะไรของแกวะไอ้หมึกฟิชโช่!!”


“ก็ปลุกให้ตื่นไง ไอ้ลูกวัวหน้าหมา!!” คนพี่ชายพูดท้าทายน้องชายอย่างไม่เกรงกลัว


“แกว่าใครเป็นวัววะ!!”


“อ้อ! ลืมไปต้องเรียกว่า ‘กระบือ’ สิถึงจะถูกใช่ไหมไอ้กระบือบำบัด”


“พอได้แล้ว!”


เปรี้ยง!!


พริบตาเดียวสันมือกว้างๆและหนักของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นพร้อมทั้งฟาดเพี๊ยะเข้าไปที่กลางกบาลของทั้งสองคนอย่างแรงจนหัวทิ่มลงไปนอกชักอ้าปากพะงาบๆ
อยู่ตรงพื้นคอนกรีต ชายวัยกลางคนร่างสูงท่าทางแข็งแรงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายหลังจากที่หวดสันมือฟาดใส่เด็กทั้งสองคนไปหมาดๆ


“เป็นพี่น้องจะทะเลาะกันไปทำไม รีบย้ายก้นขึ้นมาแล้วพาแม่ของแกไปโรงบาลได้แล้ว...”


“ครับ... พ่อ!!” ทั้งสองคนตอบกลับมาพร้อมๆกันขณะที่กำลังเอามือกุมตรงหัวเอาไว้


สงครามระหว่างพี่น้องเป็นอันยุติลงด้วย 'ฝ่ามืออรหันต์' ของชายผู้เป็นพ่อดั่งประกาศิตเพียงครั้งเดียว ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านก่อนจะช่วยพยุงผู้หญิงวัยกลางคน
ที่กำลังเดินออกมาอย่างเชื่องช้าด้วยความระมัดระวัง วันนี้ทั้งสองคนต้องพาแม่ไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ แม้จะดูออกว่าสุขภาพของแม่นั้นดูจะไม่สู้ดีนัก
จนควรต้องไปพบแพทย์แต่กับครอบครัวเล็กๆยากจนที่ไม่มีญาติมิตรคอยช่วยเหลือเรื่องกำลังทรัพย์ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินจากไหนมาเป็นค่ารักษา แม้จะไม่มีทางเลือกมากนัก
แต่ทุกคนต่างเห็นพ้องตรงกันว่าต้องพาหญิงผู้เป็นแม่ไปโรงพยาบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้


พลคิดเช่นนั้นแม้จะอายุแค่สิบสามแต่ก็พอจะรู้เรื่องว่าเงินคงไม่สำคัญเท่ากับค่าความเป็นคน นั่นคงเป็นคำสอนที่มีค่าที่สุดเท่าที่พอกับแม่จะให้เขาได้ในตอนนี้


ครอบครัวเล็กๆของพลเริ่มมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพวกเขาเท่าไหร่นักด้วยรถกระบะเก่าๆสีซีดบ่งบอกถึงการผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนมาพร้อมเครื่องยนต์
ดีเซลเก่าๆบุโรทั่งส่งเสียงกรอกแกรกมาตามอายุการใช้งาน พลเปิดกระจกหน้าต่างออกเล็กน้อยให้ลมเย็นๆพร้อมอากาศบริสุทธิ์ไหลเข้ามาภายในรถนั่นคงจะช่วยให้แม่รู้สึกสบาย
ขึ้นไม่มากก็น้อย เด็กชายมองไปนอกหน้าต่างขณะที่พ่อกำลังขับรถมุ่งหน้าตรงไปที่โรงพยาบาล ส่วนพี่ชายและแม่ก็นั่งอยู่ตรงเบาะหลังแบบเงียบๆรอให้ถึงที่หมายโดยไว


ในเวลาเช้าตรู่เช่นนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ยังคงหลับนอนอยู่ในบ้านแต่ก็พอจะเห็นหลายคนออกมาเดินทำกิจวัตรยามเช้ากันบ้างไม่มากก็น้อย บางคนก็ออกมา
จ่ายตลาดซื้อข้าวซื้อของกลับไปที่บ้าน บางคนก็ออกมาวิ่งออกกำลังกายยามเช้า บางคนก็เริ่มทำงานของตัวเองตั้งแต่เช้าตรู่ที่จริงภาพแบบนี้ถือเป็นเรื่องบกติสำหรับคนในเมืองนี้
และอีกหลายๆเมืองเช่นกัน ทุกคนต่างมีช่วงเวลาและกิจวัตรประจำวันเป็นของตัวเองทั้งหมดเหมือนนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดเดินแม้แต่พวกเขาเองก็เช่นเดียวกัน


รถกระบะแล่นเข้ามาถึงที่เขตโรงพยาบาลก็นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างของการมาในตอนเช้าตรู่นั่นคือไม่ต้องกังวลกับเรื่องที่จอดรถมากนัก กับไม่ต้องรอคิวนานจนเกินไปก็ถือว่า
ดีอีกอย่างที่ตอนนี้มีคนมายังไม่หนาตาเท่าไหร่นัก


เด็กชายพยุงแม่ลงจากรถอย่างเบามือขณะที่พ่อและพี่ชายกำลังลงจากรถเอาข้าวของที่จำเป็นลงมา พลที่ประคองแม่อยู่นั้นหูไวพอจะได้ยินอะไรที่พ่อและพี่ชาย
ซึ่งเดินตามหลังมาพูดคุยกันอยู่ห่างออกไปจนได้ความบางส่วน


“นี่... ลูกเลือกได้รึยังตกลงว่าจะเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรึเปล่า?” คนเป็นพ่อถาม


“พ่อครับ... ผมบอกแล้วนี่ครับว่าผมไม่อยากเป็นทหารผมอยากเรียนศิลปะมากกว่าครับ ผมว่าเราคุยเรื่องนี้ตกลงกันไปแล้วนะครับพ่อ...” พี่ชายตอบกลับ
ขณะที่กำลังเดินตามหลังมา


“แล้วลูกคิดว่าเรียนศิลปะไปจะไปทำอะไรได้ล่ะลูก เป็นทหารอย่างน้อยยังดีกว่านะมีสวัสดิการอะไรพวกนี้ครอบครัวเราก็-”


“พ่อเคยพูดว่าชีวิตเป็นของเรา เราต้องเลือกเองนี่ครับแล้วทำไมพอผมอยากจะเรียนในสิ่งที่ผมชอบพ่อต้องบังคับด้วยล่ะครับ แบบนี้เหมือนพ่อพยายามเลือกชีวิตให้ผมนะครับ
ที่จริงแบบนี้มันเหมือนพ่อเลือกเพราะตัวพ่อกับครอบครัวมากกว่านะครับ...” พี่ชายพูดค้านแทรกขึ้นทันทีมันพอจะทำให้พ่อเงียบไปได้ครู่หนึ่งก่อนจะเร่งเท้าเดินตามพลกับแม่ไป
ติดๆ


“ก็แล้วแต่ลูกละกันถ้าอย่างนั้น...”


พลได้ฟังแล้วก็รู้สึกเครียดแทนยังไงชอบกลเพราะหากคราวนี้พ่อกล่อมพี่ชายเขาไม่ได้ก็เท่ากับว่าในวันข้างหน้าเขาก็ต้องถูกคาดหวังจากพ่อแทน เด็กชายไม่ชอบความรู้สึก
ที่ถูกบังคับมากพอๆกับพี่ชายของเขา ก็จริงที่ว่าการเป็นข้าราชการมันมีความมั่นคงทางอาชีพและมีสวัสดิการมากมายคอยช่วยเหลือ แต่ทางออกนั้นมันก็ไม่ได้มีแค่
ทางนี้ทางเดียวหากรับงานราชการไปแล้วเราไม่มีความสุขจะทำไปทำไมให้เสียเวลากันมีแต่จะเครียดเสียสุขภาพจิตเสียเปล่าๆ พลเข้าใจในความคิดของพี่ชาย
ถึงแม้จะอยากให้พี่ชายทำตามความต้องการของพ่อก็เถอะ


แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่เขาต้องคิดในอีกห้าปีข้างหน้าในระหว่างนี้เด็กชายอยากจะสนุกกับชีวิตลัลล้าไปวันๆตราบเท่าที่ยังทำได้จะดีกว่า ในความคิดของเขาการเป็นทหาร
ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเพียงแต่เขาอยากจะเป็นช่างยนต์มากกว่าไม่แน่ว่าหากมีโอกาสดีๆเขาอาจจะไปทำงานเป็นทหารหน่วยช่างก็ได้


ระหว่างที่ต้องรอคิวเข้ารักษาพลก็ต้องหาอะไรทำด้วยเขาเองก็เป็นพวกสมาธิสั้นพอสมควรเลยต้องหาอะไรทำและไม่ให้ความคิดหยุดนิ่ง โชคดีที่โรงพยาบาลมีทีวีเปิดอยู่
ถึงจะเป็นช่องเกี่ยวกับข่าวก็เถอะแต่อย่างน้อยยังดีกว่านั่งเฉยไปเปล่าๆ


ภายในช่องข่าวกำลังบรรยายเรื่องราวของข่าวเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แถบบ้านเกิดของเขาพอดี พลก็ไม่รู้อะไรนักหรอกเกี่ยวกับเหตุความรุนแรง
ในแถบชายแดนของบ้านเกิดนอกจากว่ามันมักมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นประจำบางทีก็นานๆครั้ง


'เมื่อวานนี้เวลาประมาณ 19.20น. ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันที่เขตชายแดนของพื้นที่ทางตอนใต้ มีผู้เสียชีวิตเป็นทหารจำนวนสามนาย บาเจ็บสาหัสอีกสิบนาย
เบื้องต้นรายงานจากทางกองทัพระบุว่าการโจมตีเมื่อคืนนี้ เป็นการโจมตีเพื่อหยั่งเชิงกำลังของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก่อนเขาโจมตีระลอกถัดไป
และยังไม่มีรายงานของแรงจูงใจหรือเป้าหมายแน่ชัด ทางกองทัพได้ย้ำเตือนประชาชนให้ระมัดระวังตัวในการออกมานอกเคหะสถาน และระวัง-'



ปัง!!


ยังไม่ทันจะได้ฟังจบเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัดสะท้อนไปทั่วทั้งโรงพยาบาล ทีวีที่รายงานข่าวอยู่ก็ระเบิดแตกกระจายด้วยคมกระสุน ช่วงที่กำลังรวบรวมสติก็มีเสียงปืนรัวขึ้น
อีกหลายร้อยนัด ทุกคนในโรงพยาบาลรีบหาที่หลบกันจ้าล่ะหวั่น ลูกเล็กเด็กแดงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว บางส่วนร้องไห้ออกมาไม่ก็สวดภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หรือพระเจ้าตามศาสนาของตนเองตามมีตามเกิดทั้งที่รู้ว่ากับคมกระสุนลูกตะกั่วมรณะพวกนี้มันแทบไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว พลหมอบต่ำลงกับพื้นใจเต้นตูมตาม
พร้อมความกลัวจนรู้สึกสั่นไม่หาย รู้ตัวอีกทีพลก็รู้สึกตัวว่ามือของเขากำลังเปียกชื้นด้วยอะไรสักอย่าง



“ละ... เลือด!!”


ชัดแจ้งแดงแจ๋ เลือดสดๆอุ่นๆกำลังไหลอาบมือของพลเหมือนสีย้อมผ้า เด็กชายมองไปที่ข้างๆตัวก็พบร่างของหญิงโชคร้ายคนหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ใกล้ๆ
และไม่เพียงแค่นั้นยังมีคนอีกนับสิบที่ตกเป็นเป้าสังหารของการยิงอันดุเดือดเมื่อครู่ นอนแน่นิ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนักตั้งแต่เกิดมาก็มีวันนี้ล่ะที่เห็นเลือดและศพ
มากขนาดนี้ ดวงตาของศพที่พบเห็นเป็นศพแรกเบิ่งออกกว้างมองพุ่งตรงมาทางเขา เด็กชายรู้ดีว่าหญิงคนนี้ตายไปแล้วแค่เพียงดวงตาไม่ได้ปิดตามไปเท่านั้น



พลตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี กลิ่นความเลือดและเสียงกรีดร้องที่ทิ่มแทงเข้าไปในทุกระบบการรับรู้ของร่างกายทำเอาเขาขยับตัวไม่ออก
ทั้งที่ใจมันวิ่งไปเป็นกิโลแล้ว


“พวกมึงทุกตัวอย่าขยับ ใครขยับกูจะระเบิดหัวทิ้ง!! ไปรวมกันด้านโน้น อย่าเสือกแหกปากขึ้นมา ถ้าใครแหกปากกูจะตัดลิ้นมึงออกมาดูเล่น!!” หนึ่งในกลุ่มคนติดอาวุธคนหนึ่ง
ตะโกนแหกปากขู่คำรามลั่น เป็นคำเตือนและมันก็ได้ผลตามต้องการไม่มีใครแหกปากร้องออกมาสักแอะหลังจากนั้น



พลได้ยินทุกอย่างเลยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แค่ศพกับเลือดที่เห็นก็ทำเอาขยับตัวไม่ออกแล้วถ้ามีอะไรมากกว่านี้คงไม่พ้นฉี่ราดหรือขี้แตกคากางเกงอย่างไม่ต้องสงสัย


“มึงด้วยไอ้อ้วน!! รีบขยับตูดไปตรงโน่น อย่าให้กูต้องเอาปืนแหย่ตูดมึง!!” เสียงตะโกนด่าพร้อมเท้าที่หวดเข้ากลางลำตัวของเด็กชายอย่างแรงจนแทบขยับตัวไม่ออก
แต่ก็ต้องทำไม่อย่างนั้นมีหวังโดนฆ่าตายอนาถเหมือนศพอื่นๆที่นอนกองกันอยู่บนพื้นแน่


เด็กชายรีบคลานไปรวมกับคนอื่นๆที่ยังรอดชีวิตไม่ต่างอะไรกับหมูในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกต้อนให้ไปอยู่ในมุมหนึ่งของโรงเชือด เด็กชายมองเห็นพ่อและพี่ชายที่นั่งอยู่ตรงแถวหน้าสุด
ของกลุ่มขณะที่ในกลุ่มนั้นมีบางคนโดนลูกหลงจากคมกระสุนบ้าง มีรอยฟกช้ำจากการถูกซ้อมบ้าง แต่ที่แย่ที่สุดคือสิ่งที่เด็กชายต้องมาเห็นมันคือภาพที่ชวนให้จิตตก
จนแทบจะสิ้นหวังก็ว่าได้



“แม่! แม่!!”


ที่เห็นในตอนนี้คือร่างของแม่ที่กำลังนอนหายใจรวยรินอย่างแผ่วเบา ดวงตาแทบจะปิดไปแล้วครึ่งหนึ่ง ตรงช่วงท้องมีรอยแผลจากกระสุนยิงทะลุร่างเลือดไหลท่วมปากแผล
ไม่หยุด พ่อและพี่ชายก็พยายามเอาเศษผ้าอุดตรงปากแผลไม่ให้เลือดไหลออกมามากกว่าที่ควรเป็นซึ่งมันคงช่วยอะไรได้ไม่มากหากต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่มีหมอหรือ
พยาบาลที่ไหนช่วยสักคน



พลรีบเข้าไปดูอาการของแม่ทันทีขณะที่รอบๆตัวก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกันมากนักยังมีคนที่อาการปางตายยิ่งกว่าแม่ของเขานอนอยู่อีกหลายชีวิต จนแทบจะได้ยินเสียง
ญาติพี่น้องของเหยื่อร่ำไห้หลังจากที่ต้องเสียสมาชิกในครอบครัวไปทีละคน



ผ่านไปนานจากนาทีเป็นชั่วโมงคนเจ็บเริ่มทยอยตายกันไปทีละคนแทบไม่มีหวังว่าแม่จะรอดไปได้เลยนอกจากคิดว่าจะถึงคิวของแม่เขาเมื่อไหร่เท่านั้น
และดูท่าว่าเวลานั้นมันจะมาถึงแล้ว...



“....ดูแล...น้อง... แทน...แม่... ด้วย....”


“แม่! ไม่นะแม่ แม่!! ฟื้นสิแม่!!” เสียงตะโกนของพี่ชายดังขึ้นหลังจากร่างของแม่หยุดลมหายใจลง เขาพยายามตะโกนร้องเรียกให้อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมา
แต่มันไม่มีประโยชน์เมื่อความตายได้พรากแม่ของเขาไปแล้วตลอดกาล



“เงียบไปเลยไอ้เด็กเปรต!!”


ผัวะ!!


พานท้ายปืน M16 กระบอกหนึ่งฟาดเข้าใส่หน้าของคนเป็นพี่อย่างจังจนเป็นแผลแตกที่ขมับ ก่อนจะถูกลากไปซ้อมต่ออีกเพิ่มเติม ทั้งพลและพ่ออยากจะเข้าไปช่วย
แต่ก็ไม่กล้าลงมือเพราะกลัวจะถูกยิงวิสามัญตายคาที่จึงได้แต่ทนดูพี่ชายของตนเองถูกซ้อมต่อหน้าต่อตาโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย เสียงร้องขอความเมตตาของพี่ชาย
ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายก่อนที่จะถูกโยนกลับเข้ามาในกลุ่มอีกครั้งในสภาพที่ยับเยินไปทั้งตัว แม้แต่เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบเก้ายังถูกซ้อมเสียขนาดนี้ พวกที่บุกเข้ามา
มันหลุดออกจากนรกขุมไหนกันแน่



ความสิ้นหวังและความเศร้าเริ่มโถมเข้ามาหาทุกคนขณะที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธกักตัวพวกเขาเอาไว้ พร้อมจะฆ่าทุกคนทิ้งทุกเมื่อหากต้องการ พลมองดูพวกนั้นอย่างแค้นเคือง
และพยายามมองหน้าแต่ละคนเอาไว้ พวกนั้นมีกันประมาณหกคนส่วนมากไม่ได้แต่งตัวแบบพวกทหารสวมชุดสีดำคาดผ้าพันคอสีแดงพร้อมอาวุธสงครามที่ขนมาเต็มอัตราศึก
โดยพลจำหน้าคนหนึ่งได้เป็นอย่างดีเพราะนั่นคือหัวหน้าของพวกหกคนนี้ เป็นคนเดียวกับที่ลากพี่ของเขาออกให้ให้พวกเดรัจฉานรุมกระทืบเมื่อครู่ เด็กชายมองดูใบหน้า
ของคนพวกนั้นและหมายหัวเอาไว้จนอยากจะฆ่าพวกนั้นทั้งหมด เพียงแต่ทำไม่ได้เท่านั้น



“นี่คือหน่วยรักษาดินแดน เราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้วคนข้างในวางอาวุธแล้วยอมมอบตัวเสียโดยดี!!”


เสียงจากโทรโข่งของเจ้าหน้าที่รักษาดินแดนดังขึ้นจากด้านนอกของอาคารตึกพยาบาล และมันมากพอที่จะทำให้พวกที่อยู่ข้างในวิตกได้โดยไม่ยากนัก พวกนั้นดูจะตื่นตัว
เอาเรื่องหลังรู้ว่ากำลังโดนล้อมจนเริ่มมีปากเสียงกันเล็กน้อย พลมองดูอย่างมีความหวังและคิดแล้วว่ากรรมกำลังตามมาสนองพวกเดรัจฉานพวกนี้แล้ว แต่มันคงเป็นอย่างนั้น
หากไม่เป็นเพราะเรื่องระยำแมวที่พวกนั้นกำลังคิดที่จะทำหลังจากจากนี้


“เอาไงดีลูกพี่!! พ่อแห่กันกันมาแล้ว!!”


“เลิกโวยวายเหอะไอ้ตุ๊ด!! ก็ยิงพวกแม่งไปเลยสิวะ!!”


ทันใดนั้นกำปั้นหนักๆก็หวดเข้าหลังคอของทั้งคู่อย่างแรง “โง่แล้วยังเสือกออกความเห็นอีกนะมึงไอ้ควาย! พวกมึงก็ไปจับตัวประกันมาสิวะแค่นี้ก็หนีรอดแล้ว
แต่เพื่อไม่ให้ไอ้พวกโง่ข้างนอกมันหือต้องมี ‘เชือดไก่’ โชว์ก่อน!!”


รอยยิ้มวิปริตของหัวหน้ากลุ่มหัวรุนแรงเผยขึ้นเป็นนัยบอกให้พวกสมุนรู้ว่าหมายถึงอะไร พวกมันเริ่มตรงเข้ามาหากลุ่มตัวประกันที่กำลังนั่งตัวสั่นกลัวแทบขาดใจอยู่ตรงมุมนั้น
อย่างไร้ทางสู้ พลมองดูพวกนั้นกำลังหาเหยื่อที่ต้องการอย่างหวาดระแวงไม่รู้ว่ามันจะเล็งเขาอยู่หรือเปล่า ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยจริงๆ เด็กชายพยายามทำตัวหดเล็กลง
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าแต่ให้ตาย! พวกมันคนนึงกลับกำลังเดินตรงเข้ามาทางเขา



มันคงจะเลือกเด็กที่อายุแบบเขาเพื่อที่ว่าจะได้จัดการง่ายๆและสามารถฆ่าได้แบบไม่ลังเลเผื่อจวนตัวจริงๆ


ทุกก้าวที่เดินเข้ามาพลรู้สึกได้ว่าเหมือนมียมทูตมาหายใจรดต้นคอเขาอยู่ไม่มีผิด เสียงกรีดร้องทั้งหลายเงียบลงจนเปลี่ยนเป็นความเงียบที่มากพอจะทำให้ใครก็ตามเป็นบ้าได้
ไม่ยาก พลอยากให้เรื่องราวทั้งหลายนี่จบลงเสียที



“มึงขึ้นมานี่เลย!!”


ทีแรกพลคิดว่าเขากำลังจะโดนลากตัวไปอย่างที่คิดแต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เมื่อคราวนี้คนที่ถูกลากออกไปกลับไม่ใช่เขาหากแต่เป็นพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังโดนกระชากตัวขึ้นมา
และพยายามขัดขืนแต่ก็ถูกอัดด้วยพานท้ายปืนและลากตัวออกไปเหมือนนักโทษประหาร พลรีบพุ่งเข้าไปดึงตัวพ่อเอาไว้ขณะที่พี่ชายกำลังตรงเข้าไปช่วยอีกแรง



แน่นอนว่าการเข้าไปขวางย่อมไม่เป็นผลดีตามมา เมื่อพี่ชายถูกฟาดเข้าที่หัวจนหมดสภาพก่อนจะถูกถีบออกไปขณะที่พลนั้นโดนลากออกห่างจากตัวพ่อพร้อมกำปั้น
ที่หวดเขาใส่ตรงท้องน้อย ระยะห่างระหว่างเขากับพ่อกำลังเพิ่มมากขึ้นทุกทีเหมือนนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของทั้งคู่ที่จะได้พูดคุยกันแล้วไม่มีผิด



“ไม่ต้องห่วงพล... พ่อไม่เป็นอะไรหรอก... ดูแลพี่ของลูกดีๆล่ะ...”


“พ่อครับ พ่อ พ่อ!!” พลตะโกนทั้งน้ำตาเขามองออกว่าพ่อพูดโกหก พ่อเป็นคนพูดโกหกได้ห่วยมากและห่วยมาตลอดแม้แต่ในเวลาแบบนี้ เด็กชายพยายามจะวิ่งเข้าไปตามพ่อ
อีกครั้งแต่ก็ถูกบรรดาชาวบ้านคนที่ยังรอดชีวิตดึงเอาไว้ ขืนไปตอนนี้เป็นได้โดนยิงทิ้งตัดปัญหาความรำคาญไปแน่ๆ และมันคงไม่โสภานักหากต้องเห็นเด็กถูกฆ่าเอาแบบนี้อีก



เด็กชายพยายามดิ้นอย่างสุดกำลังเพื่อจะออกไปช่วยให้ได้แต่ก็ไร้ประโยชน์จำนวนคนที่รั้งเขาเอาไว้มีมากเกินกว่ากำลังของเด็กอายุสิบสามจะสลัดให้หลุดได้
พ่อกำลังเดินออกห่างจากเขาไปเรื่อยๆ...



“พ่อ!!!!!!!”





โครม!!


ทุกอย่างสะดุดลงทันควันแร๊บบิทสะดุ้งตื่นขึ้นมากะทันหันเหมือนเขาจะเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เมื่อครู่นี้เป็นแค่เพียงความฝันแต่มันเป็นความฝันที่มาจากเรื่องจริง
เรื่องจริงที่หลอกหลอนเขามาตลอดระยะเวลาชั่วชีวิตที่ผ่านมาและมันจะยังไม่หายไปไหนตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่ ชายแก่ฟาดเหงื่อท่วมบนใบหน้าออก มองไปที่กระจก
หน้าต่างเวลานี้ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่แต่แร๊บบิทมองออกว่าฟ้าใกล้จะสางในอีกไม่นานนี้แล้ว ผู้โดยสารทุกรายยังคงนอนหลับสนิทไม่รู้สึกถึงอะไรทั้งสิ้นไม่เว้นแม้กระทั่ง
แอร์โฮสต์เตสต์บางคนที่หลับพักผ่อนเอาแรงในช่วงนี้ด้วย


แร๊บบิทนั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางมองหมู่เมฆสะท้อนแสงจันทร์อ่อนๆอย่างเลื่อนลอย อีกไม่นานเขาคงจะถึงบ้านแล้ว การกลับมาในครั้งนี้คงเป็นการกลับมาที่เงียบเหงามากกว่า
ทุกที หวังว่าการมาพักร้อยของเขาจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นด้วย มันคงจะดีกว่าที่ต้องทนอยู่กับความหลังอันเจ็บปวดที่เขาเพิ่งจะสัมผัสถึงมันได้เมื่อครู่นี้


ให้ตายเถอะ...



--------------------------------------------------------------------------------------------------------



ชายแก่คนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่ที่สนามบินของเขต 13 ประเทศไทยอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยในมือยังคงกำไม้เท้าที่ทำจากเถาวัลย์หายากเนื้อแข็ง สภาพเก่าพอดูอย่างร้อนรน
เมื่อเที่ยวบินที่เขากำลังรอยังมาไม่ถึงเสียที ใบหน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมากมายมองดูตารางเวลาของเที่ยวบินเป็นรอบที่ล้านได้แล้ว ซึ่งเหตุจากสภาพอากาศ
ทำให้เที่ยวบินล่าช้ากว่ากำหนด อันที่จริงตัวเขาก็ไม่ได้จะขึ้นเครื่องบินไปที่ไหนหรอกหากแต่เขากำลังมารอรับใครบางคนมากกว่า


“โปรดทราบ เที่ยวบิน 745 รับส่งผู้โดยสารจากนิวยอร์ก ปลายทาง เขต 13 กำลังจะถึงรันเวย์ในไม่ช้า ผู้ได้ที่มีความประสงค์จะมารับผู้โดยสารโปรดรอสักครู่ค่ะ...”


“มาถึงซะที โคตรนานเลยว่ะ...” ชายแก่หน้าบากบ่นพลางใช้ไม้เท้าพยุงตัวขึ้นมาก่อนจะเดินกะเผลกไปที่จุดรับผู้โดยสาร แม้สภาพร่างกายจะแก่ชราเข้าวัยเกษียณแล้ว
แต่ยังคงเต็มไปด้วยพลังที่จะเดินไปไหนมาไหนได้อยู่เช่นตอนหนุ่มๆ ชายแก่มองดูบรรดาผู้โดยสารมากมายที่แห่กันออกมาจากทางออกเหมือนฝูงมดแตกรัง สายตาอันเฉียบคม
ที่ไม่ได้ด้อยลงตามวัย กวาดมองไปทั่วทั้งพื้นที่มองหาเป้าหมายเพียงแค่คนเดียวท่ามกลางร้อยคนที่เดินออกมาไม่ขาดสาย


และแล้วเป้าหมายก็เดินออกมาจากสนามบินท่าทางจะยังไม่เห็นเขายืนอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่แปลกอะไร ใครที่ไหนจะไปสังเกตเห็นชายแก่หน้าบากอายุหกสิบ ขาเป๋ข้างหนึ่ง
สวมชุดหนังดูเถื่อนๆเหมือนพวกนักเลงที่ไม่ควรมาอยู่เพียงลำพังบริเวณสนามบินแบบเขากัน สักพักกว่าอีกฝ่ายจะหาเขาเจอเขายังไม่ลืมใบหน้าโง่ๆแบบนั้นลงได้เลย
แม้จะผ่านมาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม


“พี่เต้ หวัดดีครับสบายดีไหม”


“ก็พอถูกไถไปวันๆว่ะไอ้พล ดีใจชะมัดที่ได้เห็นหน้าโง่ๆของแกอีกจนแทบปวดขี้ว่ะ” ชายแก่หน้าบากทักทายอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำแหย่ๆตามประสา


“ก็ยังดีครับที่พี่ยังแข็งแรงปากหมาไม่กัดตามเดิม เมียพี่เป็นไงบ้างครับ?”


“ก็เรื่อยๆว่ะ เจ้าหล่อนดันเป็นพวกไม่อยู่นิ่งครั้งนี้เห็นว่าไปทัวร์รัสเซียอยู่ ไม่ต้องห่วงไปหรอกเห็นแบบนี้แข็งแรงกว่าแกหรือข้าตั้งเยอะไอ้พล...”


เต้กล่าวถึง ‘นาตาชา’ สตรีผู้เป็นภรรยาของเขาที่กำลังไปออกทัวร์ที่รัสเซียอยู่ ณ ตอนนี้ เธอเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ B.A.T. และเป็นถึงสมาชิกหน่วยพิเศษระดับอาวุโส
ก่อนที่จะมีเหตุให้ต้องยุบหน่วย ปัจจุบันเธอจึงย้ายมาอยู่ที่เขตสิบสามกับเขานับแต่ตอนนั้น เอาเข้าจริงชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก ด้วยความที่นาตาชา
ไม่ใช้ผู้หญิงประเภทแม่บ้านอย่างที่สามีหลายๆคนต้องการมากนัก เธอออกจะห้าว กร้าวแกร่ง และชอบใช้วิธีการตรงๆในการแก้ปัญหาเสียมากกว่า ก็ไม่แปลกนักที่ทั้งสองคน
จะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันในบางครั้ง แต่ก็นะเขาเองก็ชอบที่เธอเป็นแบบนี้ซะด้วยคงไปว่าอะไรไม่ได้ในตอนนี้


อันที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้อยากมารับไอ้รุ่นน้องคนนี้เท่าไหร่นักหรอกแต่ทำไงได้มันดันเป็นน้องชายของเพื่อนรักที่สุดของเขา ถึงจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็เถอะแต่ยังไงเสีย
เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ลำบากเกินกำลังคนแก่แบบเขานักหรอก


“แล้วชีวิตหลังเกษียณเป็นยังไงบางครับพี่ ราบรื่นดีไหมครับ?” แร็บบิทถาม


“ดีกับผีอะไรวะ อดมื้อกินมื้อไปวันๆว่ะ ถึงจะดีตรงที่ไม่ต้องไปเชือดใครแลกค่าจ้างแต่ก็น่าเบื่อบรรลัย นี่ไอ้ลูกชายเฮงซวยของข้าก็ดันไม่ติดต่อกลับมาเลย
ตั้งแต่ไปทำงานในลิเบีย ชักห่วงมันแล้วสิว่าจะไปเน่าตายในคุกตะวันออกกลางที่ไหนรึเปล่า”


“เอาน่าครับมองในแง่ดีพี่ก็ไม่ต้องไปจับมีดฆ่าใครอีกแล้วนะครับ ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายให้สงบที่สุดจะดีกว่านะครับ” แร็บบิทพูดกล่อมขณะที่ยังคงจับพวงมาลัยรถขับตรงเข้า
สู่ทางเข้าของเขตการปกครองที่สิบสาม


รถกระบะเก่าๆบุโรทั่งอายุพอๆกับเจ้าของหยุดจอดที่ด้านหลังของรถคนหนึ่งที่กำลังจอดรออีกคันจนเป็นแถวยาวหลายร้อยเมตรตรงหน้าของทั้งคู่เป็นกำแพงสูงราวๆสี่เมตร
เต้รู้จักเป็นอย่างดีเพราะมันคือกำแพงที่แบ่งเขตการปกครองเข้าสู่ตัวเมืองของเขตสิบสามเป็นกำแพงคอนกรีตหนาสีฟุตกันแรงระเบิดได้เป็นอย่างดี เหตุที่ต้องมีกำแพงเช่นนี้
เพราะแม้จะผ่านมากว่าสามสิบปีแล้วแต่เรื่องราวการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะเมื่อสามสิบปีที่แล้วยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนในเมืองยังคงจำได้ไม่มีวันลืม และกำแพงนี่คือสิ่งที่หลงเหลือ
จากเรื่องราวของสงครามกลางเมืองครั้งนั้นเช่นเดียวกัน


การที่เต้กลับมาใช้ชีวิตในสถานที่แบบนี้มันก็มีเหตุผลอยู่ เพราะที่นี่คือสถานที่ที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เป็นทั้งที่ที่พี่ชายของพล เพื่อนของเขาเกิดและตายที่นี่
มันเป็นเหมือนพันธะสัญญาที่เขาต้องอยู่ที่นี่ในบั้นปลายชีวิต จริงอยู่ที่ตอนนี้สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงแล้วและการแพร่ระบาดก็ไม่เคยมีอีกเลยนับจากเมื่อครั้งนั้น
แต่เขายังรู้สึกว่าสงครามยังไม่สิ้นสุดไปจากตัวเขา สำหรับอดีตทหารรับจ้างสงครามไม่เคยสิ้นสุดแม้ว่าจะวางมือแล้วก็ตามที


ขำเป็นบ้าทั้งที่อยากจะวางมือ แต่ก็มีเหตุให้วางมือไม่ได้จนกว่าจะพิการแบบนี้... น่าขำชิบ


ขบวนแถวรถยาวเหยียดค่อยๆขยับไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ใช้เวลานานอยู่หลายนาทีกว่าจะมาถึงจุดตรวจสอบ เต้ยื่นบัตรพาสปอร์ทและใบอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
เช่นเดียวกับพลที่ยื่นให้เจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน แม้ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ออจะงงนิดๆที่บัตรผ่านของพลมันจะเก่ามากก็ตามทีแต่พวกเขาก็สามารถผ่านเข้ามาได้โดยไร้ปัญหาใดๆ
หลังจากนั้น


“พี่ยังห้อยป้ายนั่นเอาไว้อีกเหรอครับ...” พลถามขึ้นหลังผ่านจุดตรวจมาได้ไม่นาน


เต้เอามือไปจับที่ป้ายห้อยคอของทหารที่มีอยู่จำนวนหกป้ายด้วยกัน “เออ... ยังห้อยอยู่ตลอดนั่นล่ะรวมถึงป้ายของพี่แกด้วยไอ้พล แกอยากได้ป้ายของพี่แกเหรอ...”


“ไม่หรอกครับ... แค่เห็นว่าพี่ห้อยป้ายนั้นเอาไว้ตลอดตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ผมว่ามันก็นานแล้วนะครับ...”


“เออ... นานก็แล้วไงวะ ยังไงมันก็เป็นสิ่งย้ำเตือนนั่นล่ะว่ะ เสียงป้ายชนกันยังเตือนให้ข้าหรือใครก็ตามยังรู้ว่าคนที่ตายไปยังคงเฝ้ามองเราจากที่ไหนสักแห่ง
แม้แต่พี่แกก็เหมือนกัน...” ชายแก่มองค้นมาที่อีกฝ่ายเหมือนจะสงสัยนิดๆที่พลดันถามอะไรแบบนี้ออกมา


“บางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่เคยเปลี่ยน บาดแผลมันหายได้แต่แผลบางอย่างมันก็ไม่เคยหายไปไหนเหมือนกับพวกเรานั่นล่ะครับ...”


เต้ดึงบุหรี่ออกมาสูบมวนนึงก่อนพูด “ทหารแบบเรามันก็อยู่คู่กับความตายตั้งแต่เริ่มแหย่เท้าเข้ากองทัพมาแล้ว ทำใจเหอะว่ะ...”


ชายหน้าบากพยายามพูดให้ตรงที่สุดด้วยความรู้สึกรำคาญ ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาสอนให้เขารู้ถึงความสูญเสียทั้งหลายที่ทหารทุกนายต้องยอมรับ ชีวิตที่อยู่อย่างทรมาน
ต้องทำตามคำสั่งที่สิ้นคิด ทำเรื่องเลวทรามสกปรกทั้งหลายอย่างไม่มีคำว่ากังขา มือทั้งสองข้างต้องเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน มันฟังดูโหดร้ายแต่ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น
ชีวิตของทหารไม่ว่าจะรับจ้างหรือประจำการล้วนแต่ห้อมล้อมด้วยความตายกันทั้งนั้น แม้นจะมีชีวิตอยู่มาจนหัวหงอกแบบนี้แต่ก็เหมือนตายไปแล้วเป็นเพียงซากศพที่เดินได้
แต่ไร้ชีวิตอย่างสิ้นเชิงเพียงเท่านั้น


รถกระบะโทรมๆคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านถนนอันเงียบสงบหลังจากฝ่าการจารจรอันคับคั่งที่ด่านตรวจออกมาได้สักพัก เขตชานเมืองอันเงียบสงบคือที่หมายของพวกเขาทั้งคู่
บ้านทุกหลังแถบนี้เป็นบ้านเก่าๆส่วนใหญ่เป็นบ้านแถวติดกันราวสามถึงสี่หลังสร้างจากปูนอายุกว่าหลายสิบปีเห็นจะได้ เป็นสถานที่ๆคนยากจนใช้เป็นที่อยู่และมันก็เป็นสถานที่
ที่รุ่นน้องอย่างพลจะเรียกมันได้ว่าบ้าน จะยังไงก็เถอะเขาเองก็ไม่ได้ชอบแถวนี้มากนักมันออกจะเงียบสงบมากเกินไป เงียบจนน่าจะเรียกว่าชวนขนลุกเสียมากกว่า หากจำได้
เมื่อก่อนแถวนี้เคยเป็นเขตที่มีคนตายมากถึงพันศพจากเหตุระบาดของไวรัสนรกและยังเป็นเขตที่รอดพ้นจากการโดนทัพอากาศปูพรมมาได้แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องที่เกิดทั้งหมด
ทำให้ที่นี่ถูกทิ้งร้างอยู่นานหลายปีก่อนที่จะได้รับการยืนยันว่าปลอดเชื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครที่ไหนเลยที่จะกล้ากลับมาอยู่ที่นี่เหมือนอย่างเจ้าพลมัน


พลเดินออกจากรถกระบะและเต้ก็รอพร้อมที่จะไปเสียบตรงที่นั่งคนขับแทนหลังจากนั้น


“ขอบคุณมากนะครับพี่ที่มาส่งผม ฝากทักทายเมียพี่ด้วยนะครับ” พลกล่าวของคุณ


“เออ... ไม่เป็นไร ถ้ามีเรื่องอะไรอย่าโทรเรียกข้าก็แล้วกันขี้เกียจมาช่วย...”


เต้เหยียบคันเร่งออกจากจุดนั้นไปในทันทีขณะที่เหลือบมองกระจกหลังมองดูพลยืนอยู่หน้าบ้านสักพักก่อนจะเดินเข้าบ้านไป คิดแล้วมันก็น่าใจหายที่เวลาทุกอย่างผ่านมานาน
ถึงขนาดนี้ จำได้เลยว่าเมื่อก่อนยังต้องใช้ชีวิตไปวันๆฆ่าคนแลกเงิน เสร็จงานหนึ่งก็มีอีกงานหนึ่งตามมาอีกเรื่อยๆแต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ทีม Desert Strom
ของเขาล้วนแต่พากันวอดวายไปหมดเหลือเพียงเขาเท่านั้นในตอนนี้


ลมหายใจสุดท้ายของตำนานที่กำลังจะจากโลกนี้ไปแบบเงียบๆโดยไม่มีใครรับรู้อีก...



-------------------------------------------------------------------------------------------------------



บ้านของเขาโทรมลงมากพอดูนับจากมาเยี่ยมครั้งล่าสุด แร๊บบิทมองดูมันด้วยความรู้สึกใจหายเล็กๆก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน และยังดีที่บ้านไม่ได้สกปรกมากนักเพราะเขา
จ้างคนทำความสะอาดทุกเดือนถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่ก็ตามแต่ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาจะต้องกลับมาใช้ชีวิตที่นี่จวบจนวาระสุดท้ายก็เป็นได้ จะยังไงก็เถอะถึงตอนนี้
เขาก็คิดว่ามันคงสายเกินไปที่เขาจะมีครอบครัวเหมือนใครๆเขาซะแล้ว แต่มองในแง่ดีอย่างน้อยคงไม่มีใครมานั่งเศร้าตอนเขาตายไปมากนักหรอก...


ชายแก่เปิดล๊อกกุญแจก่อนเดินเข้าไปในบ้านสิ่งแรกที่เห็นหลังประตูถูกเปิดออกคือข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังคงวางอยู่ที่เดิมเหมือนที่มาครั้งก่อนไม่มีผิด
ชั้นวางของที่เต็มไปด้วยพระเครื่องและของบูชาหลายชิ้นที่เป็นของพ่อเขาสะสมเอาไว้ แร็บบิทไม่ใช่เซียนพระเลยบอกไม่ได้ว่าแต่ละองค์เป็นหลวงพ่ออะไรบ้างแต่เดาว่า
คงราคาแพงไม่น้อยหากเอาไปให้คนอื่นเช่า ที่ตู้กระจกอีกด้านถัดจากโต๊ะรับแขกไปทางขวาเป็นตู้เก็บบรรดาถ้วยรางวัลของพี่ชายและรูปถ่ายของทีมนักยิงปืนที่พี่ชายเขา
เคยเป็นสมาชิกสมัยหนุ่มๆ ในตู้มีถ้วยรางวัลทั้งรางวัลแข่งขันยิงปืน และรางวัลประกวดงานศิลปะเยาวชนวางคละกันไปอย่างไม่เป็นระเบียบมากนักเพราะรางวัลมันเยอะมาก
จนแทบจะล้นตู้


“อยากให้พี่อยู่ด้วยชะมัด...” ชายแก่พูดอย่างเศร้าสร้อยขณะมองไปที่ภาพของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อกั๊กทหารพร้อมปืนลูกซองในมือผู้ที่เคยเป็นพี่ชายของเขา
คนที่น่าจะอยู่กับเขาในตอนนี้ไม่รู้ว่าหากตอนนั้นเขาไม่ดันทะเลาะกับพี่เขาคงจะไม่ต้องเสียพี่ชายเพียงคนเดียวไปแบบนี้ก็เป็นได้


ทุกอย่างเริ่มมืดลงเรื่อยๆเมื่อเด็กชายได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนสังเวชใจของพ่อดังบาดลึกเข้าไปในหูอย่างชัดเจนแม้มองไม่เห็น ขณะที่พวกเดรัจฉานนั่นกำลังรุมทึ้ง
พ่อของเขาทั้งเป็น โดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้เลย พลได้แต่กัดฟันร้องไห้อย่างจนปัญญาขณะที่มองดูพี่ชายกำลังกระเสือกกระสนคลานไปให้ถึงที่ที่พ่ออยู่ให้ได้ แต่ก็ถูกคนในกลุ่ม
ดึงเอาไว้ไม่ให้ไปไหนจนกระทั่งเสียงกรีดร้องสิ้นสุดลงเหลือเพียงความเงียบและมืดมิดประดุจห้วงอเวจีอันทรมาน กลุ่มพวกเดรัจฉานจากไปพร้อมกับชีวิตของพ่อและแม่ของเขา



อีกกว่ายี่สิบนาทีพวกเจ้าหน้าที่ถึงจะเข้ามาช่วยแต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว ทุกคนเผชิญกับความสูญเสียและผลกระทบทางใจอีกนับไม่ถ้วนบ้างก็เสียพ่อแม่พี่น้องไป
บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อย บ้างก็กำลังรอความตายในอีกไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่พวกเขาสองพี่น้องต้องเสียทั้งพ่อและแม่ไปมันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายจริงๆ
เหมือนชีวิตของพวกเขาได้ตายลงแล้วเหลือเพียงเศษเสี้ยวของชีวิตที่ยังคงอยู่เท่านั้น



พวกเจ้าหน้าที่หลังทราบเรื่องก็ทำได้เพียงปลอบใจบอกว่าเขารู้สึกยังไงโดยไม่คิดจะถามเลยว่าเด็กทั้งสองคนรู้สึกเช่นไร ความเศร้า ความสิ้นหวัง ที่ยากจะหยั่งถึง
อยู่ทุกห้วงความคิด จนความโกรธแค้นเข้ากระดูกดำมาแทนที่ทุกอย่าง มีไม่กี่คนที่เข้าใจความรู้สึกนี้และมันก็เป็นเรื่องที่เด็กชายอายุสิบสามกำลังคิดถึงมันอยู่จนกระทั่ง...



“พล... พี่ขอโทษมันอาจจะนานหน่อย... แต่พี่รับปาก... พี่จะล่าไอ้เปรตนั่นทั้งหมด... และจะให้มันรับรู้ทุกอย่างที่ทำกับเราทั้งคู่...” คำสั้นๆที่มาจากปากของพี่ชาย
ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขาถึงจะยังไม่รู้อะไรมากแต่เด็กชายสัมผัสได้ถึงความมุ่งมัน แรงกล้าและเต็มไปด้วยความแค้นอำมหิตอย่างเต็มเปี่ยมออกมาจากปาก
ของพี่ชาย และดวงตานั่นมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นจากพี่...



นั่นคือเรื่องราวที่เขาพอจะจำความได้หลังจากนั้นพี่ชายก็สมัครเข้ากองทัพเข้าร่วมกับหน่วยสังกัดกวาดล้างกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน หลายปีถัดมากลุ่มแบ่งแยกดินแดน
ถูกกวาดล้างจนต้องยอมจำนนและพี่ชายก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกหลายปีนับจากนั้นจนกระทั่งพี่ลาออกจากกองทัพและกลายเป็นทหารรับจ้างในเวลาต่อมา


และพี่ก็ต้องเอาชีวิตไปทิ้งในภารกิจบ้าๆนั่น...


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ซะเปล่าๆ แร๊บบิทวางรูปที่เขากำลังดูลงแล-


ฉึบ!!


ตามสัญชาติญาณแร๊บบิทคว้าปืนพกที่อยู่ในซองปืนรัดขาขึ้นมาจ่อใส่คนที่อยู่ด้านหลังเขาอย่างว่องไวก่อนที่อีกฝ่ายจะมีเวลาได้ขยับตัว ดวงตาสีฟ้าพร้อมเรือนผมสีแดงอ่อนๆ
ใบหน้าอ่อนหวานแม้จะดูมีอายุมากแล้วก็ตามมาพร้อมสีหน้าที่ดูจะตกใจนิดๆหลังโดนปืน Desert Eagle จ่อหน้าแบบนี้ เช่นเดียวกับแร๊บบิทที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกับ ‘เธอ’
ที่นี่


“ซาร่าห์? เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย...”


“ก็ตามนายมากะจะมาเซอร์ไพรซ์นี่ไง ถ้าไม่ว่าอะไรลดปืนลงก่อนได้ไหม...” หญิงสูงวัยพูดขณะที่ยังคงมองดูปืนพกกระบอกโตอย่างไม่วางตา


แร๊บบิทลดปืนลงอย่างไวโดยที่ยังรู้สึกเสียวสันหลังไม่น้อย เมื่อครู่นี้เขาเกือบกดลั่นไกไปแล้วถ้ามือไวกว่านี้อีกนิดการมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้คงกร่อยลงทันตาเห็นแน่ๆ
แต่ก็ดีเหมือนกันซาร่าห์มาแบบนี้เขาคงจะพักผ่อนได้อย่างสนุกสนานขึ้นไม่น้อย... คิดว่านะ


“เธอรู้ได้ไงว่าฉันมาที่นี่ ใครบอกเธอล่ะ?” แร๊บบิทเก็บเจ้าเหยี่ยวทะเลทรายคู่ใจกลับเข้าซองและเริ่มถาม


“ไอแซ็กน่ะ... เขาบอกว่านายมาพักร้อนที่นี่ ก็เลยถือโอกาสตามมาด้วย...”


“งั้นเหรอ... เอาเถอะเธอมาก็ดีเหมือนกันถ้าคิดว่าต้องอยู่ที่นี่ไปอาทิตย์หนึ่งแบบไม่มีเพื่อนมันคงเหงาน่าดู ฉันคงต้องเก็บกวาดบ้านบางส่วนก่อนคงจะได้เริ่มดินเนอร์กันอีกที
ไม่ขัดใช่ไหม?”


หญิงผมแดงพยักหน้ารับก่อนที่แร๊บบิทจะเริ่มจัดข้าวของที่เอามาด้วยบางส่วนให้เข้าที่เข้าทาง และยังต้องคิดเผื่อว่าจะจัดที่นอนให้ซาร่าห์ยังไงด้วยเพราะจริงอยู่ที่เธอกับเขา
จะรู้จักสนิทสนมกันดีแต่การจะให้ผู้หญิงมานอนกับเขาสองต่อสองแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องที่งามเท่าไหร่นัก ยังไงเสียเขาของสละเตียงให้เธอนอนส่วนเขานอนโซฟา นั่นคงไม่เลวร้าย
อะไรนักหรอก


จริงอยู่ที่แร๊บบิทจ้างคนมาทำความสะอาดแต่ก็อย่างว่าแค่เดือนละครั้งมันคงไม่มากพอที่จะจัดการกับฝุ่นค้างเดือนพวกนี้ได้ทั้งหมดยิ่งเป็นช่วงกลางเดือนแบบนี้อีก
คงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงปัดกวาดเว้นแต่ว่าอยากจะไปนอนคลุกฝุ่นแบบนี้เป็นอาทิตย์เสียงภูมิแพ้ถามหาเอาดื้อๆและมันคงไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นักหากจะทำแบบนั้น


“นี่แร๊บบิท... เด็กในรูปนี้คือนายเหรอ?” ซาร่าเอ่ยถามระหว่างที่กำลังมองดูรูปถ่ายในกรอบรูปเก่าๆหลายอันที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้ ภาพที่หญิงผมแดงพูดถึงคือภาพของเด็กอ้วนในชุดทีม
ฟุตบอลที่กำลังยิ้มแฉ่งอยู่ในรูปถ่ายใบนั้น


แร๊บบิทยิ้มแหยงๆ “ใช่... แปลกดีใช่ไหมตอนนั้นฉันยังอ้วนเป็นลูกขนุนอยู่เลย มาตอนนี้ไม่เหลืออะไรแบบนั้นแล้ว....”


“ฉันว่าน่ารักดีออกนะ... แล้วคนพวกนี้ล่ะ” หญิงผมแดงชี้ไปที่รูปถ่ายของกลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทหารจำนวนแปดคนกำลังยืนเรียงแถวกันถ่ายรูปพร้อมอาวุธครบมือ
เหมือนจะเป็นภาพก่อนออกทำภารกิจอะไรสักอย่าง แร๊บบิทพอจะรู้ว่านั่นคือภาพอะไร


“นั่นภาพของพี่ชายฉันแล้วก็หน่วยของเขาสมัยอยู่ในกองทัพน่ะ คนทางซ้ายมือสุดนั่นเขาเอง ส่วนตรงกลางแถวนั้นทางขวา เธอน่าจะรู้จักแล้วนะพี่เต้ หรือที่พวก Z.S.S.
รู้จักเขาในชื่อ ‘บลูฮอว์ค’ (Bluehawk) นั่นล่ะ...”


“พวกเขาดูจะสนิทกันมากเลยนะ ไม่คิดว่าพวกนายจะมาถึงตรงนี้ได้...”


“ใช่มันคงไม่สำคัญเท่าไหร่แล้ว นอกจากบลูฮอว์คพวกเขาก็ตายหมดแล้วล่ะ รวมทั้งพี่ฉันด้วย...” แร๊บบิทยกกรอบรูปพวกนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆอย่างเศร้าสลดเหมือนอยากจะพูดอะไร
บางอย่างออกมาแต่ทำไม่ได้ ซาร่าห์มองดูชายแก่ด้วยความเห็นใจไม่แพ้กัน เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเขาแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม


“แร๊บบิท... ฉันรู้ว่านายรู้สึกเศร้ากับความสูญเสียแต่ว่า-”


“ฉันไม่ได้รู้สึกเศร้าเลยสักนิด ซาร่าห์... เธอพยายามจะพูดคุยแบ่งเบาความเศร้าของฉันมันเป็นเรื่องที่ควรขอบใจ แต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว...
เพราฉันไม่ได้รู้สึกเศร้าเลยแต่ฉันรู้สึก ‘โกรธ’ ต่างหากล่ะ!!”


“ว่าไงนะ...”


“ตั้งแต่วันนั้นพี่ก็หันเท้าเข้ากองทัพทั้งที่สัญญาเอาไว้ว่าจะตามล่าไอ้คนที่มันฆ่าพ่อกับแม่ฉัน แต่เขากลับตาย ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับฉัน เขาโกหกฉัน โกหกทุกๆคนเลย!!”


เพล้ง!!


กรอบรูปถูกขว้างกระแทกกับผนังอย่างแรงจนแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษแก้วกระจายเกลื่อนลงพื้นพร้อมกับซาร่าห์ซึ่งตกใจจนเผลอร้องออกมานิดหน่อย
ในหัวของแร๊บบิทตอนนี้มันสับสนไปหมดแล้ว เขารู้สึกทั้งโกรธและเกลียดพี่ชายขึ้นมาในช่วงเวลานั้นจริงๆจากก้นบึ้งส่วนลึกของหัวใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีชายแก่ทำได้เพียง
ทรุดนั่งลงกับพื้นกุมขมับเหมือนคนที่สูญสิ้นความหวังทั้งปวง


ที่พี่สัญญาเอาไว้ทั้งหมดมันก็แค่เรื่องตอแหลทั้งเพ พ่อ... แม่... ผมควรทำยังไงดี...


“แร๊บบิท...” อ้อมแขนอันอบอุ่นของหญิงผมแดงเข้ามาสวมกอดเขาอย่างช้าๆ “เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้หรอกนะ แต่เราเลือกอนาคตของเราได้ มันไม่สำคัญหรอกว่านายจะคิดยังไง
กับพี่ขอเพียงนายจดจำสิ่งดีๆของเขาเอาไว้ นายก็ไม่จำเป็นต้องทรมานไปกับมันหรอก...”


“...”


แร๊บบิทอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี เขาควรเล่าเรื่องราวระบายความในทั้งหมดให้เธอฟัง หรือเขาควรขอโทษที่ทำให้เธอตกใจเมื่อครู่ดีกันแน่
เขาอยากตั้งสติสักพักก่อนในตอนนี้อย่างน้อยมันคงทำให้ช่วยลืมความรู้สึกฟุ้งซ่านไปได้ชั่วขณะ ชายแก่ทำได้เพียงมองไปทางเศษซากของกรอบรูปที่แตกละเอียดไปเมื่อครู่
หลังจากนี้คงต้องเก็บกวาดซากที่เหลือของมันแล้วหากรอบรูปอันใหม่มาใส่แทน ว่าแล้วแร๊บบิทก็ลุกขึ้นตรงไปเก็บกวาดเศษแก้วบนพื้น


“นี่มันอะไรกัน...”


ช่วงที่กำลังเก็บกวาดอยู่นั้นด้านหลังของรูปถ่ายกลับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ด้วย แร๊บบิทหยิบมันขึ้นมาดูก็พบว่ามันคือแผ่นซีดีข้อมูลที่น่าจะถูกซ่อนเอาไว้ภายในกรอบรูปที่เขาเพิ่งทำแตก
ไป ตรงหน้าแผ่นมีข้อความภาษาไทยเขียนเอาไว้ด้วยปากกาเคมีอย่างชัดเจนว่า ‘การชดใช้’ แร๊บบิทไม่เคยรู้เลยว่ามีแผ่นซีดีอันนี้ซ่อนอยู่ด้วย ไม่รู้ว่ามันถูกเก็บเอาไว้นานแค่ไหน
แล้วแต่คงจะนานมากน่าจะตั้งแต่สมัยที่พี่เขายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้


ซาร่าห์มองดูสักพักก่อนพูด “แร๊บบิท ซีดีแผ่นนี้มัน...”


“ฉันก็ไม่รู้นะว่ามันคืออะไร การชดใช้ งั้นเหรอ...” ความสงสัยและความอยากรู้บังคับให้แร๊บบิทอยากจะลองเปิดข้อมูลในแผ่นซีดีนั่นดู ก็นับว่ายังดีที่ในบ้านยังพอจะมีแล๊บท๊อป
เก่าๆเหลืออยู่หนึ่งเครื่องและมันยังคงใช้การได้แม้จะไม่ได้เปิดมานานหลายปี ถ้าถามเขาของเก่าๆแบบนี้คงตกแฟชั่นไปแล้วในยุคที่อ๊อบแซ็ทและไมโครเม็มโมรี่ได้รับความนิยม
มากกว่า แต่ก็อย่างว่าอะไรเก่าๆบางครั้งมันก็ยังมีอะไรเด็ดอยู่


เช่นไม่ต้องเสียเวลาป้อนรหัสเข้าแผ่นซีดีเพื่อเปิดมันให้เสียเวลา...


จากที่คิดซีดีแผ่นนี้น่าจะมีไฟล์ข้อมูลอะไรบางอย่างที่สำคัญหรือพื้นๆมากกว่านั้นมันก็เป็นไฟล์วีดิโอที่ถูกบันทึกเอาไว้ให้เปิดดู ไม่ว่าจะอย่างไหนซีดีแผ่นนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่
ไม่งั้นคงไม่ถึงกับลงทุนซ่อนเอาไว้ด้านหลังกรอบรูปของพี่ชายเขาแบบนี้แน่ เป็นไปได้ว่าคนที่ซ่อนคือพี่ชายของเขาเองนั่นล่ะ


เสียเวลาไปสี่นาทีเพื่อเปิดแล๊บท็อปและรอให้ระบบพร้อมใช้งานถ้าเทียบกับปัจจุบันแล้วสี่นาทีในยุคนี้ยังถือว่านานเกินไปเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่แร๊บบิทค่อนข้างจะยึดติด
และโลว์เทคอยู่พอสมควร แค่สี่นาทีคงไม่ทำให้เขาถึงกับเบื่อตายเสียก่อนหรอก แร๊บบิทเปิดช่องเสียบแผ่นซีดีเข้าไปและรอให้มีบางอย่างเกิดขึ้น ผ่านไปสักพักโปรแกรม
ก็ทำงานและเป็นเป็นภาพไฟล์วีดีโอขึ้นมา


สิ่งแรกที่เห็นในวีดีโอคือใบหน้าของพี่ชายที่กำลังเตรียมกล้องก่อนจะเดินออกมาห่างๆจากระยะเท่าที่สังเกตเหมือนพี่จะอยู่ในห้องมืดที่ไหนสักแห่ง มีเพียงแสงไฟสลัวๆ
จากหลอดไฟนีออนที่พ่อจะให้เห็นอะไรบ้าง น่าจะเป็นภายในกระท่อมหรือเพิงไม้ที่ไหนสักแห่ง ขณะที่กำลังมองดูภาพรวมของฉากหลังพี่ชายก็มองตรงมาทางกล้องและเริ่มพูด


“พล ถ้าแกได้เห็นวีดีโอนี้เป็นไปได้ว่าพี่อาจจะตายไปแล้วหรือกลับไปหาแกไม่ได้... พี่อยากขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ เพราะอย่างนั้นหวังว่าแกจะไม่เจอซีดีแผ่นนี้ แต่...
มันคงเป็นไปไม่ได้...” พี่ชายเริ่มถอนหายใจเหมือนจะปลงตกบางอย่าง “พี่ได้สัญญาเอาไว้ว่าจะล้างแค้นให้พ่อแม่ของเรา พี่อยากจะบอกว่าพี่ตามไอ้เปรตนั่นเจอแล้ว
และพี่กำลังจะลงโทษมันเดี๋ยวนี้... ลากมันเข้ามา!!”



ทันทีที่พูดจบชายหนุ่มก็สั่งให้ทหารอีกคนลากตัวใครบางคนเข้ามาพร้อมทั้งมัดติดเอาไว้กับเก้าอี้ ผู้ที่ถูกลากเข้ามาพยายามสุดฤทธิ์ที่จะดิ้นออกไปจากการถูกจับ
แต่ก็ไม่มากพอที่จะขัดขืนได้ พี่ชายของพลหวดกำปั้นเข้าที่ลำตัวของอีกฝ่ายหลายครั้งจนสุดท้ายก็ยอมนิ่งแต่โดยดี เหมือนคนที่ถูดมัดจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
เพราะกระสอบที่คลุมหัวเอาไว้จนกระทั่งกระสอบถูกดึงออกจากหัว



“ออกไปก่อนหมู่ เรื่องนี้ผมขอจัดการเอง.... กูบอกให้ออกไปไง!!”


เสียงตวาดดังลั่นทำเอาทุกคนตกใจไปตามๆกันโดยเฉพาะซาร่าห์ที่กำลังดูอยู่ถึงกับสะดุ้งกอดแขนของแร๊บบิทเอาไว้แน่น แต่นั่นคงไม่ทำให้เขาสนใจมากไปกว่าคนที่ถูกจับมัด
เอาไว้ แม้ใบหน้าจะดูแก่ไปบ้างแต่แร๊บบิทก็จำมันได้ดีใบหน้าแบบนั้นและดวงตาแบบนั้นไม่ผิดแน่ นั่นคือหัวหน้าของพวกสวะที่บุกเข้ามาในโรงพยาบาลและกราดยิงทุกคน
จนตายเรียบรวมทั้งแม่ของเขาด้วย เมื่อพวกทหารคนอื่นออกไปนอกกระท่อมกันหมดเหลือเพียงแค่พี่ชายกับศัตรูคู่อาฆาตของเขา ฝ่ายพี่ชายก็ไม่รอช้าคว้าเอาชะแลงที่วางอยู่
บนพื้นขึ้นมาหวดใส่หัวหน้ากลุ่มกบฏในทันทีแบบไม่ยั้งมือ แร๊บบิทแทบจะได้ยินเสียงกระดูกในร่างของเหยื่อหักเป็นเสี่ยงๆจากตรงนี้ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ฟาดให้ถึงตายเสียทีเดียว
เพราะนี่คงเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น



“เป็นไงบ้างล่ะไอ้เปรตความรู้สึกตอนถูกซ้อมเหมือนตอนที่มึงทำกับกูแล้วก็น้องในวันนั้น...”


“ม...มึงเป็นใคร...”


“จำไม่ได้เหรอ... มึงมองดูนี่ กูบอกให้มึงมอง!!”รูปถ่ายใบหนึ่งถูกควักออกมาจากกระเป๋าเสื้อพร้อมผ่ามือที่คว้าจิกผมขึ้นมาจ่อมองดูที่รูปถ่ายใบนั้นแบบชัดๆ “แปดปีก่อนมึงกับ
พวกที่เหลือของมึงบุกเข้าโรงบาลฆ่าคนไปเป็นสิบกูกับน้องอยู่ที่นั่นและมึงก็เป็นคนสั่งกระทืบกูในวันนั้นก่อนฆ่าแม่กู แถมในตอนท้ายมึงจับพ่อกูเชือดเป็นชิ้นๆมึงจำได้ไหม...”


“แกเอง... กูจำได้... ไอ้เด็กคนนั้น... มีอะไรวะเหงารึไงหรือว่า... ไม่มีพ่อแม่เล่านิทา-”



โครม!!



สันมือแข็งๆหนักๆของพี่ชายหวดเข้าที่ปากของอีกฝ่ายก่อนจะทันพูดจบทำเอาหงายท้องล้มดังโครมพร้อมเลือดกบปากอีกจำนวนหนึ่ง แร๊บบิทมองดูภาพที่เห็นอย่างไม่วางตา
ถึงจะเห็นคนถูกซ้อมมามากแต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้เลย หรือเป็นเพราะนี่คือภาพที่พี่ชายของเขากำลังซ้อมศัตรูคู่อาฆาตเลยทำให้ความรู้สึกต่างออกไปกันแน่จะยังไงก็ช่าง
ตอนนี้แร็บบิทกะพริบตาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวซะแล้ว



“ถ้ายังมีแรงปากดีแสดงว่ามึงยังมีอะไรให้กูหักอีกเยอะ... เก็บแรงเอาไว้ก่อน... กูไม่อยากให้มึงตายตอนนี้ ไม่ใช่เวลานี้....” ชายหนุ่มพูดขณะที่จับร่างที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้
ของคู่แค้นขึ้นมานั่งเหมือนเดิม



“มึงจะทำยังไง... ฆ่ากูเหรอ... ฆ่ากูไปพวกมึงก็ไม่ชนะเพราะยังมีคนอื่นรอมาสานต่อแทนกูอีก...”


“หมายถึงไอ้พวกนี้เหรอ...”


พริบตานั้นพี่ชายก็เทอะไรบางอย่างออกมาจากเข่งใบใหญ่ที่วางอยู่เกินระยะกล้อง ความน่าสะพรึงบังเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ถูกเทออกมานั้นคือหัว... หัว... หัว... และหัวของคน
หลายคนถูกตัดจากบ่าก่อนเอามาใส่เข่งกองรวมกันเหมือนผลแตงโม แววตาของชายที่ถูกจับมัดแปรเปลี่ยนจากความมั่นใจไปเป็นความหวั่นเกรงในบัลดลเพราะเหมือนที่ผ่านมา
จะไม่เคยเจออะไรแบบนี้



“อย่าห่วงกูไม่ปล่อยให้ลูกเมียพวกมันเหงาหรอก... เพราะกูส่งพวกนั้นตามไปอยู่ด้วยกันทุกคนแล้ว...” รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเผยออกมา “... ในนรก...” แร็บบิทที่มองดู
รู้สึกเสียวสันหลังวาบกับความเลือดเย็นและอำมหิตที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนของพี่ชาย มันเย็นยะเยือกแต่ก็สัมผัสได้ถึงความร้อน ความร้อนของเปลวเพลิงแห่งแรงแค้น...



ชายหนุ่มมองอยู่สักพักก่อนจะเดินเข้ามาและไม่ลังเลที่จะเตะหัวที่กลิ้งอยู่ตามพื้นออกไปให้พ้นทาง ร่างสูงเดินย่างเข้ามาหาโดยไม่มีสิ่งใดขวางราวกับปีศาจที่ส่งตรงจากนรก
ชายแก่มองดูหัวพวกนั้นอย่างตื่นกลัวก่อนพูด “มึงทำแบบนี้... ทางกองทัพเอาเรื่องมึงแน่ตามกฏขอ-”



ฉึก!!


มีดเล่มหนึ่งแทงเข้าที่มือของหัวหน้ากลุ่มกบฏจนทะลุขณะที่เสียงกรีดร้องของผู้ถูกแทงกำลังดังลั่นทิ่มแทงเข้าไปทุกโสดประสาท ชายหนุ่มผู้ที่แทงมีดกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ
ออกมาแม้แต่น้อย



“อย่าเข้าใจผิด... นี่ไม่ใช่เรื่องของกองทัพ นี่มันเรื่องระหว่างมึงและกู อีกอย่างทางกองทัพอนุญาตให้กูทำยังไงก็ได้... โดยไม่มีความผิดกับพวกมึงเพราะงั้น...”
มีดถูกกดลงไปจนมิดด้าม “ใจกล้าไปมันก็เท่านั้น... เอาตัวพวกมันเข้ามา!!”



เพียงคำสั่งเดียวของชายหนุ่มร่างบางของผู้หญิงและเด็กสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุประมาณสิบสามปี ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงอายุราวเก้าขวบเท่านั้น ทั้งหมดถูกมัดและปิดปาก
ต้อนเข้ามาภายในห้องเหมือนพวกสัตว์หากจะมองจากสีหน้าของผู้ที่ต้อนเข้ามาแล้ว บอกเลยว่าก็ไม่ได้เต็มใจกับสิ่งที่ทำมากนัก แต่คำสั่งของนายทหารหนุ่มที่เป็นผู้บังคับบัญชา
คือประกาศิตทำให้ต้องจำยอมอย่างไม่มีข้อแม้



“ทักทายลูกเมียแกหน่อยสิ...”


สิ่งที่เห็นอาจทำให้หลายคนถึงกับใจสลายหรือสิ้นหวังสุดขีดหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับหัวหน้ากลุ่มกบฏคนนี้ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือภรรยาและลูกอีกสองคน
ถูกต้อนเข้ามาในกระท่อมเพียงเพื่อจุดประสงค์เดียว ฆ่าทิ้ง...



แร๊บบิทยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นชายแก่มองดูสิ่งต่างๆที่เห็นได้แต่ภาวนาในใจว่าถึงคนที่ฆ่าพ่อแม่เขาจะชั่วช้าแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครสมควรจะต้องมาโดนอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสองคนนั้น แร๊บบิทกัดฟันกรอดขณะที่มองดูการเคลื่อนไหวของพี่ชายต่อไป เสียงสะอื้นไห้ของเด็กและภรรยาดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินอย่าง
ชัดเจน ขณะที่พี่ชายกำลังลากทั้งสามคนเข้าไปในมุมอับของกล้อง ชายผู้ถูกมัดพยายามจะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการทั้งหลายเพื่อออกไปช่วยตามสัญชาติญาณการเป็น
หัวหน้าครอบครัว แต่คงเป็นแค่ฝันถ้าหากว่าสามารถดิ้นหลุดจากเชือกปีนผาที่คล้องเอาไว้ด้วยโซ่เหล็กอีกทีออกได้มันก็คงมีหวัง



แต่ก็อย่างว่ามันเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้น...


ชายหนุ่มดึงปืนลูกซองออกมาจากกระเป๋าพร้อมทั้งใส่กระสุนเข้าไปในรังเพลิง “ในฐานะที่มึงเป็นแขกพิเศษในวันนี้ กูจะให้โอกาสมึงได้เลือกคนที่จะตายก่อนมึงจะเลือกใคร...
ระหว่างเมียสุดที่รักของมึง... หรือลูกน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยทั้งสองคนของมึง... มึงต้องเลือกในสิบวิ ไม่งั้น... กูจะฆ่าพวกมึงทั้งหมดพร้อมกัน... เอาล่ะจะเป็นใครดี...”


เสียงขึ้นลำปืนดังเป็นเหมือนตัวนับถอยหลังให้ตัดสินใจ มัจจุราชที่กำลังจะมาเยือนอีกฝ่ายในเวลาอันใกล้นี้กำลังจะพรากชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งไป
ผู้ที่เป็นทั้งสามีและพ่อได้แต่สะอึกสะอื้นไม่เหลือแม้ความแข็งกร้าวอย่างที่เห็นตอนต้น แต่กลับเป็นการอ้อนวอนและขอความเมตตาอย่างไม่มีทางเลือก



“ปล่อยพวกเขาไปเถอะ... ขอร้อง... สงสารพวกเขาเถอะ...”


“สงสาร? ง่ายไปหน่อยไหมไอ้หอก! แล้วแม่กูล่ะ พ่อกูอีกคนมึงเคยสงสารพวกกูไหมก่อนจะฆ่าพวกเขาทั้งคู่ ไหนจะคนที่เสียญาติพี่น้องในวันนั้นอีก
แล้วมึงสงสารกูกับน้องบ้างไหม มึงหาเรื่องกู มึงเป็นหนี้กู มึงก็ต้องชดใช้... ด้วยชีวิตของครอบครัวมึง!!”



ปัง!!


เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของผู้เป็นพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าลูกน้อยทั้งสองคนนั้นตกเป็นเหยื่อของการล้างแค้นครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งกระท่อมแม้จะมองไม่เห็นผ่านทางกล้องแต่แร๊บบิทรู้ดีว่าภาพคงไม่น่าดูอย่างที่คิดแน่ๆ แค่นึกถึงลูกปรายนับสิบที่ฉีกร่างของเด็กน้อยเป็นริ้วๆ
ความเวทนาค่อยปรากฏขึ้นในใจเขาอย่างชัดเจน ขณะที่ความป่าเถื่อนยังคงปรากฏแก่สายตาของเขา ไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นการกระทำของพี่ชายคนที่เขารักและเคารพมากที่สุด
เพิ่งจะลงมือทำสิ่งที่โหดเหี้ยมไปอย่างไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครที่ไหนกล้าทำ



เสียงโหยหวนที่ราวกับตายทั้งเป็นของผู้เป็นแม่และพ่อดังไม่ขาดสายขณะที่แร๊บบิทยังคงเห็นธารน้ำตาที่แทบจะไหลเป็นสายเลือดของทั้งคู่ ใจเขาอยากจะปิดวีดีโอนี้
แทบใจจะขาดแต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงยังทนดูมันต่อไปกันแน่ หรือลึกๆแล้วในจิตใต้สำนึกของเขายังมีความปรารถนาที่จะเห็นการแก้แค้นอันป่าเถื่อนเช่นนี้อยู่กันแน่ ขณะที่ซาร่าห์
มองดูการฆ่าล้างโคตรอันป่าเถื่อนนี้โดยที่ยังคงเกาะแขนของเขาด้วยความหวาดกลัวไม่ห่าง



ใจที่เหมือนจะแตกสลายไปต่อหน้าต่อตามันคงเป็นสิ่งที่ทรมานและแต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุด ไม่ใช่แน่นอนสำหรับคนที่พกความแค้นมาเต็มอกแบบนายทหารหนุ่มคนนี้
เสียงสาปแช่งทั้งหลายที่สองสามีภรรยากำลังพ่นใส่ชายผู้เป็นเพชฌฆาตลงทัณฑ์เพื่อความถูกต้องหรือฆาตกรเลือดเย็นกันแน่ มันคงไม่สำคัญอะไรอีกต่อไป
เมื่อมีคำว่าความเป็นและความตายมารออยู่ตรงหน้า



นายทหารหนุ่มขึ้นลึกปืนลูกซองใหม่พร้อมทั้งเอาปืนกระบอกนั้นใส่เข้าไปในมือของฝ่ายสามีขณะที่เขากำลังขัดขืนเต็มที่เพื่อจะดิ้นให้หลุด “ขอต้อนรับสู่โลกของกู...
ความทรมาน... โกรธแค้น... ที่เหมือนตกนรกทั้งเป็น มึงกำลังจะสัมผัสมันในตอนนี้แล้ว... เอาล่ะ มองกล้องนะแล้วก็ยิ้มจากนั้น...” ปากกระบอกปืนเล็งไปทางภรรยา
ที่กำลังนอนลมหายใจรวยรินอยู่ตรงพื้น...



ปัง!!


“ตบแฟล๊ชถ่ายภาพไปเลย...”


เสียงปืนคำรามดั่งมัจจุราช พรากวิญญาณของหญิงผู้เป็นภรรยาไปพร้อมๆกัน ร่างที่อาบไปด้วยเลือดพร้อมรูพรุนกระสุนลูกปรายอีกนับไม่ถ้วนขณะที่ดวงตายังคงเบิ่งออกกว้าง
ตายตาไม่หลับมองพุ่งตรงมาทางผู้เป็นสามีที่บัดนี้ไม่เหลือแม้แต่สติสัมปชัญญะอีกต่อไปแล้ว เรื่องสะเทือนใจทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นมันหนักหนาเกินจะบรรยายจริงๆ
เมื่อไม่เหลืออะไรอีกแล้วก็มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น “... ฆ่ากูซะสิ... กูไม่เหลืออะไรแล้ว... ฆ่ากู!!”



“โอ้... ทีนี้อยากตายขึ้นมาแล้วเรอะ...” ปืนลูกซองจ่อที่หัวพร้อมจะลั่นไก “มันไม่ง่ายอย่างนั้น...”


ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!


พริบตาเดียวปากกระบอกปืนกลับเล็งไปที่เข่าทั้งสองข้างของหัวหน้ากลุ่มกบฏก่อนจะเล็งไปที่มืออีกทั้งสองข้างจนขาดกระเด็น เลือดแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั้งทั้งรอบตัว
รวมทั้งบางส่วนที่สดเข้าใส่ใบหน้าของพี่ชายจนเพิ่มระดับความสยองมากขึ้นไปอีก ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเกลียดชังที่มีต่อผู้ที่ถูกทำให้พิการมันช่างน่ากลัวน่ากลัวซะยิ่งกว่า
ความตายเสียด้วยซ้ำ...



“กูจะไม่ฆ่ามึง มึงต้องใช้ชีวิตของมึงอยู่กับความทรมาน... มึงตายไม่ได้ถ้ากูยังไม่อนุญาตให้มึงตาย จำเอาไว้!!”



โครม!!




ภาพทั้งหมดตัดจบไปที่ร่างของชายผู้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งครอบครัว แขนขา หรือแม้แต่ชีวิตของตัวเอง ถูกถีบลงพื้นไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนน ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะมืดดับ
ลงเช่นเดียวกับความรู้สึกของแร๊บบิทที่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกินจะรับไหวแบบนี้ ตลอดเวลาที่เขาโหยหาความยุติธรรมให้แก่พ่อแม่ โหยหาความตายของผู้ที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ แต่พอมาตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเปล่าเหมือนความทุกข์ความสุขที่เขาเคยพบเจอมันหายไปหมด เขาไม่รู้จะทำยังไงต่อดีสิ่งที่เคยยึดมั่น และเคยคิดว่าเป็นความถูกต้องมันกลับหายไปหมดไม่รู้จะพูดยังไงต่อดี
“แร๊บบิท...”
“ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นอะไรแบบนี้... ทุกอย่างมัน... โหดร้ายจริงๆ พี่ชายฉันทำสิ่งที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าคนๆนั้น พี่ของฉัน... คนที่ฉันอยากเดินรอยตามคนนั้น....” แร๊บบิทดูราวกับหมดกำลังใจอย่างสิ้นเชิง แต่แล้วก่อนเขาจะได้แสดงท่าทีอะไรออกมามากกว่านั้น เรียวแขนบางๆก็หวดเพี๊ยะเข้าตรงแก้มเขาหนึ่งฉาดพร้อมทั้งใบหน้าที่จ่อเข้ามาใกล้ห่างไปเพียง
ไม่ถึงคืบ


“นายไม่เหมือนเขานะแร๊บบิท จริงอยู่สิ่งที่พี่นายทำมันเลวร้ายจนไม่น่าให้อภัย แต่นายไม่ใช่เขา นายคือตัวนาย นายคือแร๊บบิท นายคือกระต่ายน้อยของฉัน
ไม่มีวันเป็นอื่นไปได้เข้าใจไหม!!”


ซาร่าห์กระตุ้นชายแก่ขึ้นมาอีกครั้งแม้มันไม่ช่วยให้ความรู้สึกของเขาจางหายไปไหนแต่เขาก็ไม่รู้สึกไร้หนทางเหมือนอย่างเมื่อครู่อีกแล้ว เธอพูดถูกเขาไม่ใช่พี่
ที่เขามาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่ใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง ในตอนนี้ยังพอมีสิ่งที่เขาทำได้เรื่องราวในอดีตมันไม่สำคัญอะไรเท่ากับตอนนี้ เวลาที่เขาจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง
เพื่อช่วยคนที่หวังพึงพิงเขาเช่นเดียวกับที่เขาหวังพึงพิงคนพวกนั้น...


“ขอบใจซาร่าห์... ถ้าไม่รังเกียจเธอจะกิน ข้าวซอยฝีมือฉันไหม?” แร๊บบิทถาม


“ไม่ปฏิเสธ... พ่อกระต่ายน้อย...”









********************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 11 เม.ย. 2017, 20:15

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP11) 9/4

สังหรณ้ว่าพี่แรบบิทจะเป็นตัวร้ายนะ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 429

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 13 เม.ย. 2017, 00:26

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP11) 9/4

เรียกว่าหดหู่และอึดอัดมากสำหรับตอนนี้ก็หวังว่าพ่อกระต่ายน้อยรายนี้จะกลับมามีความสุขอีกครั้งถึงจะผ่านอะไรมาเยอะแล้วก็ตาม
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 21 พ.ค. 2017, 19:15

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP11) 9/4

Episode 12 : Fear


สองวันหลังจากภารกิจในเยเมน อเล็กซ์และคนที่ยังเหลือรอดกลับมาถึงที่ฐานอย่าปลอดภัยแต่ก็ได้รับบาดเจ็บไปตามๆกัน แม้การจับตัวมือสังหารที่ขึ้นบัญชีดำ
ของสเป็คเตอร์จะประสบความสำเร็จแต่พวกเขาก็ต้องเสียคนในทีมไปถึงสี่คนด้วยกัน และมันคงคงเป็นการสูญเสียงที่ดูจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับมาเอาเสียเลย
ทันทีที่กลับมาถึงฐานในวันแรกเร้ดอายส์ก็ถูกเข้าห้องสอบสวนทันที่ซึ่งอเล็กซ์ก็ดันทุกรังจะไปฟังการสอบสวนให้ได้โดยไม่สนอาการบาดเจ็บของตัวเองแม้แต่นิดเดียว
ใจจริงชายหนุ่มอยากจะฆ่าเจ้ามือปืนตาแดงนี่ให้จบๆเรื่องไปแต่ปัญหาคือเร้ดอายส์อาจเป็นคนเดียวที่สามารถสาวไปจนถึงเป้าหมายต่อไปได้และเวลามันก็ดันไม่คอยท่า
เพราะเพียงแค่ไม่กี่วันก็มีประเทศเป็นสิบที่ตกเป็นเป้าหมายของ ดิ เซอร์เพนท์จนยอดผู้เสียชีวิตแทบจะพุ่งขึ้นเป็นรายวันตามไปด้วย


ด้วยเหตุนี้อเล็กซ์จึงต้องการข้อมูลของเร้ดอายส์เช่นเดียวกัน ชายหนุ่มจึงขออนุญาตให้ไปร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้านหลังกำแพงนาโนที่หากมองจากด้านหนึ่ง
จะเหมือนเป็นแค่กำแพงธรรมดาแต่ความจริงแล้วหากมองอีกด้านมันก็จะเป็นเหมือนกำแพงที่สามารถมองเห็นจากอีกฝั่งได้ไม่ต่างอะไรกับกระจกแบบสองด้านนั่นเอง


ภายในห้องสอบสวนคอนเนอร์กำลังรับหน้าที่สอบสวนเร้ดอายส์ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันพอสมควร แต่ท่าทางฝ่ายที่โดนสอบสวนกลับดูเหมือนจะเป็นคอนเนอร์เสียเอง
เมื่อเร้ดอายส์จับไต๋วิธีการสอบสวนเขาได้แบบทะลุปรุโปร่งชนิดที่ว่ายังไม่ทันจะขยับปากก็รู้ตัวแล้ว เดือนร้อนจนกระทั่งต้องให้คนพาตัวออกมาและฮอว์คอายส์ก็ต้องเป็นฝ่าย
เดินเข้าไปเจรจาด้วยตัวเอง


อเล็กซ์มองดูผู้บัญชาการหญิงเดินเข้าไปในห้องสอบสวนอย่างเรียบนิ่งก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้างของโต๊ะสอบสวนสายตาจ้องมองไปทางผู้ต้องหาแบบตาไม่กระพริบ
ไม่มีการพูดหรือเอ่ยประโยคใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว


“สวัสดี ฮอว์คอายส์... ไม่เจอกันนานแก่ไปจมเลยนะว่าไหม... แล้วไอ้ลูกทีมที่เหลือของเธอหายไปไหนล่ะ ทั้ง เร้ดวูลฟ์ บูลอายส์ แล้วก็ไอแวน...”


“เป้าหมายต่อไปของพวกแกคืออะไรกันแน่เร้ดอายส์...” หญิงแก่ถามโดยไม่สนคำพูดของเร้ดอายส์มากนัก


“เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนพูดน้อยไปแล้วเหรอ... แย่จังนึกว่าฉันจจะได้เพื่อนคุยดีๆแล้วตอนอยู่ที่นี่ว่าไหม... แล้วพวกเด็กๆสุนัขรับใช้ของเธอล่ะเป็นไงบ้าง
ได้ข่าวว่าโดนฉันยิงตายไปสามไม่ใช่เหรอ”


“สี่คน... และถ้าพูดตามจริงมันคงไม่สำคัญอะไรกับไอ้พวกเลือดเย็นชาติชั่วแบบแกหรอกจริงไหม ฉันควรจะยิงแกไปเสียให้พ้นๆทุกข์หลังจากที่แกทำเรื่องนี้ไปเสียด้วยซ้ำ”
ฮอว์คอายส์พูดตอบกลับ อเล็กซ์สัมผัสได้ถึงความคุกกรุ่นในถ้อยคำและน้ำเสียงของเธออย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเธอก็อยากจะฆ่าไอ้ตาแดงนี่ไม่แพ้เขาเช่นกัน


แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้เพราะยังมีบางอย่างที่ทุกคนต้องการจากมันมากพอๆกับที่อยากจะฆ่ามันเช่นเดียวกัน


“อะไรกันเย็นช้า เย็นชาจังเลยนะ จะว่าไปเธอส่งข่าวไปบอกครอบครัวของพวกนั้นยังไงล่ะว่าพวกนั้นโดนยิงตายอย่างอนาถที่ข้างถนน เหมือนคราวที่ริโอในตอน-”


โครม!!


ไม่มีการเตือนหรือส่งสัญญาณอะไรทั้งนั้นส้นรองเท้าคอมแบทคู่ใหญ่ของผู้บัญชาการหญิงก็หวดฟาดเข้าที่ก้านคอของอีกฝ่ายจนตัวลอย นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา
ที่อเล็กซ์เห็นฮอว์คอายส์โกรธจะถึงขั้นระเบิดโทสะอย่างงรุนแรงถึงขนาดนี้ ก็อย่างว่าคนเราต่อให้อดทนได้มากแค่ไหนมันก็ต้องมีขีดจำกัดกันบ้าง ร่างของเร้ดอายส์ร่วงลงพื้น
คาเก้าอีกสอบสวนที่ยังล๊อกตัวไม่ให้ขยับอยู่อย่างแน่นหนา ยังไม่ทันจะตั้งสติฮอว์คอายส์ก็รีบลากคอเร้ดอายส์ขึ้นมานั่งเหมือนเดิมโดยที่สีหน้าของเธอยังคงนิ่งไม่มีแสดงอารมณ์
ออกมาทางสีหน้ามากนักนอกจากแววตาที่เปลี่ยนไปจนสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวแบบแปลกๆที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น


“เอาล่ะฟังให้ดีนะฉันไม่มีเวลาจะมานั่งเล่นเกมกับแกเพราะงั้นให้ความร่วมมือซะดีๆก่อนที่ฉันจะทำให้แกหมดสภาพ... อย่างถาวร” ผู้บัญชาการหญิงดึงเอาคีมตัดกิ่งไม้
ออกมาวางไว้บนโต๊ะ “เริ่มจากนิ้วแกก่อน...”


ฉับ!!


ฉับเดียวนิ้วชี้ข้างขวาก็ถูกประเดิมตัดออกเป็นนิ้วแรกพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเร้ดอายส์ชายแก่ตาแดงอายุกว่าห้าสิบที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนักแม่นปืนรับจ้างไปแล้ว
สำหรับนักแม่นปืนสิ่งที่ใช้ในการฆ่าคนนั้นไม่ใช่อาวุธหรือทักษะใดๆเลย มันเกิดจากแรงกดของนิ้วบนไกปืนเพียงหกปอนด์เท่านั้น หกปอนด์ที่สามารถฆ่าคนได้ในการกดเพียง
ครั้งเดียวของนักแม่นปืนระดับพระกาฬภายใต้กฏ หนึ่งนัด หนึ่งศพ


เลือดสดๆไหลออกจากนิ้วชี้ที่กุดด้วนอย่างไม่ขาดสาย ฮอว์คอายส์ไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนสีหน้าหรือแสดงอาการอะไรออกมา เธอยังคงนิ่งเป็นน้ำได้อย่างไม่น่าเชื่อไม่รู้ว่า
คนอื่นจะคิดยังไงแต่สำหรับอเล็กซ์คุณเธอยังคงน่ากลัวไม่มีเปลี่ยน


“แกคงพร้อมคุยแล้วสิ... และฟังให้ดีนะฉันต้องการข้อมูลเกี่ยวกับคนที่แกทำงานให้ทั้งหมด และขอแนะนำว่าให้แกบอกฉันมาดีๆอย่าได้มีลูกเล่นอะไรอีก ไม่งั้น...”
คราวนี้เป็นเสียงสว่านเจาะไม้ที่เจ้าหล่อนเอามาด้วยอีกอัน “ฉันจะเจาะลูกตาแดงๆของแกทั้งสองข้างให้แดงยิ่งกว่าเดิม...”


“อู๊ว! น่ากลัวจังนะเนี่ย... ถ้างั้นฉันอยากจะได้คนสักคนหนึ่งมาเป็นเพื่อนนั่งฟังหน่อย จะรังเกียจไหมถ้าฉันอยากจะขอเชิญเจ้าหนุ่มที่กำลังแอบฟังอยู่ตรงหลังกำแพงนั่น
มาในห้องนี้น่ะ...” เร้ดอายส์มองมาทางกำแพงนาโนราวกับว่าเจ้าตัวสามารถมองเห็นอเล็กซ์ที่อยู่หลังกำแพงได้


อเล็กซ์ประหลาดใจนิดหน่อยกับท่าทีของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ฮอว์คอายส์หันมาทางกำแพงพร้อมพยักหน้าบอกเป็นนัยว่าให้เขาเข้ามาในห้องชายหนุ่มลุกขึ้น
อย่างระวังขณะประคองร่างที่ได้รับบาดเจ็บของตัวเองเดินไปที่อีกห้องอย่างทุกลักทุเลพอควร กระดูกแขนซ้ายมีรอยร้าว อวัยวะภายในมีรอยช้ำบางส่วน และยังมีแผลจาก
เศษกระจกและสะเก็ดระเบิดตามผิวหนังอีกหลายจุดด้วยกัน นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกรบ สมัยอยู่ในกองทัพเรือเขาเคยรบมาถึงสามครั้งรอยข่วนยังไม่มี แต่พอมาที่นี่
แค่ภารกิจแรกก็เกือบจะกลายเป็นไอ้หน้าบากเสียอย่างนั้น จะยังไงก็แล้วแต่ความเจ็บที่ว่ามันคือของจริงและเขาเองก็ไม่ชอบมันเอาเสียเลยด้วย


ชายหนุ่มเดินขากะเผลกลากสังขารเข้าไปในห้องสืบสวนก่อนจะนั่งลงข้างๆฮอว์คอายส์ ขณะที่สายตายังคงจ้องมองไปทางเร้ดอายส์ที่กำลังมองตาประสานกับเขา
แทบจะเป็นมุมเดียวกัน เจ้าตาแดงยิ้มมุมปากออกมาอย่างน่าสงสัย บอกตามตรงว่าอเล็กซ์ไม่ชอบท่าทีของมันเอาเสียเลย มันเหมือนกับว่าไอ้หมอนี่จงใจให้พวกเขาจับมาที่นี่
เสียอย่างนั้น


“ว่าไงพ่อหนุ่ม คงเจ็บน่าดูสินะบางทีฉันอาจจะเล่นแรงไปหน่อยล่ะมั้ง”


อเล็กซ์แสร้งปั้นยิ้มส่งไป “แกเองก็เหมือนกัน โรคตาแดงรักษาไม่หายระวังจะไปแพร่เชื้ออุบาทว์ๆใส่ชาวบ้านเขาล่ะ โชคดีที่ฉันพอจะรู้จักหมอเก่งๆหลายคน
เขาน่าจะรักษาให้แกได้ เริ่มจากไอ้โรคปากหมานั่นก่อนเป็นไง”


“นายคิดว่าการเล่นงานคนที่ไม่มีทางสู้นี่เป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยใช่ไหม?”


“ดีโคตรๆเลยล่ะว่ะ...”


“งั้นกล้าปล่อยฉันออกไปไหมล่ะฉันจะได้ฆ่าพวกนายแล้วควักหัวใจออกมาดูเล่น...” ใบหน้าที่ยิ้มแย้มพร้อมเสียงหัวเราะและคำพูดขู่ที่ไม่เข้ากันเท่าไหร่นักหลุดออกมา
จากปากให้ทั้งคู่ได้เห็นแบบชัดๆ ทั้งการใช้คำพูดและการวางตัวอเล็กซ์ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายสามารถเก็บความรู้สึกและพูดยั่วโมโหได้ดีทีเดียว แม้จะปั้นหน้ายิ้มแต่ท่าทาง
การวางตัวกลับดูสงบนิ่งจนน่าขนลุก


อเล็กจ้องเขม่งมาทางคู่กรณีก่อนพูด “หัวเราะไปเถอะ แกเพิ่งฆ่าคนของเราไปสี่คนกับคนชั่วแบบแกฉันคงไม่เสียเวลาเก็บเอาไว้ให้รกตาหรอกหลังเสร็จเรื่องนี้
ไว้ฉันหักกระดูกทุกชิ้นในร่างแกก่อนแล้วค่อยฝังแกลงนรก มันก็ไม่สาย”


“โอ้! ดูสิฟังแล้วเจ็บจี๊ดชะมัด ฉันโดนมองว่าเป็นคนชั่ว ทั้งที่จริงงานของพวกนายเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับฉันเลยสักนิด รู้อะไรไหมข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นคนชั่วคือ
ใครเลวสุดก็รอด จะว่าไปพวกที่เรียกว่า ‘คนดี’ แบบที่นายเรียกน่ะเหมาะที่จะมาเป็นเป้าให้ฉันยิงเล่นซะด้วยซ้ำ... ว่าไหมฮอว์คอายส์”


“หุบปากไปเถอะน่า...”


“อะไรกัน... เธอเองก็ไม่ใช่ว่าลืมไปแล้วหรอกเหรอ... ว่าเราเองก็เคยทำงานด้วยกันนะ...”


“เดี๋ยวก่อน! หมายความว่าไงที่ว่าเคยทำงานร่วมกัน” อเล็กซ์ถาม


“โอ้! นี่ยังไม่ได้บอกเขาเหรอ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคราวนั้น เธอเดือดร้อนอย่างหนักจนต้องพึ่งฉัน แถมยัง-”


โครม!


พริบตาเดียวฮอว์คอายส์ก็คว้าคอเจ้าตาแดงขึ้นมาด้วยความโกรธอเล็กซ์มองดูแววตาของเธอคล้ายจะไม่สนว่าตอนนี้ตัวเองจะต้องแสดงท่าทีสงบเรียบเท่าไหน เห็นได้ชัดว่า
คำพูดเมื่อครู่มีบางอย่างจี้ใจดำเธออย่างแรงจนต้องลงไม้ลงมือแบบนี้ ส่วนเร้ดอายส์แทนที่อีกฝ่ายจะตกใจหรือแสดงปฏิกิริยาอะไรสักอย่างออกมาในทางตรงกันข้ามเร้ดอายส์
กลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ


“ฮะ..ฮะ...ฮะ... เจ้าอารมณ์จังเลยนะ แถมกลิ่นนี่...” เร้ดอายส์ขยับจมูกเหมือนสูดดมกลิ่นบางอย่าง “คล้ายกันจริงๆกับเหมือน ‘เขา’ คนนั้น...”


ร่างของเร้ดอายส์ลอยไปกระแทกโต๊ะอย่างแรงจนแทบยุบ อเล็กซ์รีบตรงรี่เข้าไปห้ามเธอเอาไว้แต่ก็โดนอีกฝ่ายผลักออกไป เธอคว้าเอาสว่านเจาะไม้ที่ตกอยู่ข้างๆ
เตรียมจะเจาะตาของเร้ดอายส์ให้ทะลุเป็นรูโหว่ เธอใช้สติที่ยังพอมีเหลืออยู่ยั้งมือเอาไว้เป็นครั้งสุดท้าย


“บอกมา!! แกทำงานให้ใคร!! ใครคือนายจ้างแก!!” ฮอว์คอายส์ตวาดลั่นด้วยความโกรธ ขณะที่เอาสว่านจ่อที่ตาพร้อมเดินเครื่องเตรียมเสียบให้ทะลุเบ้าตา


เร้ดอายส์ยิ้มเล็กน้อยพร้อมหัวเราะในลำคอก่อนกระซิบอย่างแผ่วเบาเพียงคำเดียว “โครว์...”



--------------------------------------------------------------------------------------------------------



รันฟาตื่นนอนได้ประมาณสองสามชั่วโมงก่อนนี้นี่เอง เธอยังรู้สึกเพลียไม่หายหลังจากที่สลบไปบนเครื่องบินตั้งแต่ภารกิจเมื่อสองวันที่แล้วพูดตามตรงเลยว่าเธอไม่ชอบเลย
กับผลของภารกิจครั้งนี้จริงอยู่ที่การจับกุมนายนักฆ่าตาแดงนั่นจะประสบความสำเร็จแต่ว่าการที่ต้องเสียคนในหน่วยไปถึงสามคนนี่มัน... เกินจะรับจริงๆ หญิงสาวยังคงรู้สึกผิด
และเอาแต่โทษตัวเองในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น


ถ้าฉันไม่อ่อนหัดทุกคนคงจะรอดกลับมาได้แท้ๆ


แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่รันฟาต้องสูญเสียไปอีกคือความเชื่อมั่นในตัวเอง หญิงสาวมองดูดาบคู่ใจของเธอที่วางอยู่ตรงมุมห้องห่างออกไปพอสมควร มันยังคงมีรอยเลือด
จากข้าศึกรายแรกที่สังเวยชีวิตให้แก่มันฝังติดอยู่ตรงคมดาบแม้จะล้างออกไปแล้วแต่รอยเลือดก็ยังคงติดแน่นอย่างบางส่วนราวกับเป็นตราประทับ เธอไม่เคยอยากจะใช้มัน
เป็นเครื่องมือพรากชีวิตคนเลยด้วยซ้ำแต่แล้ววันนี้เธอกลับต้องมารับรู้ว่าได้ใช้มันในฐานะเครื่องมือสังหารไปแล้ว จากที่หญิงสาวเคยรักและทะนุถนอมมันอย่างดีไม่เคยบกพร่อง
เก็บไว้ไม่เคยห่างกายดั่งเป็นหนึ่งเดียวกัน


ในเวลานี้เธอแทบทนมองมันไม่ได้จนแทบไม่อยากจะจับต้องมันเสียด้วยซ้ำเหมือนกับว่าเธอได้เสียบางสิ่งบางอย่างไปตั้งแต่เธอใช้มันพรากชีวิตคนๆนั้นไปเป็นที่เรียบร้อย


แต่หญิงสาวก็ตัดใจทิ้งมันไม่ได้...


ตั้งแต่ตื่นขึ้นมารันฟาเอาแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการจ้องมองมือทั้งสองข้างของตัวเองอย่างเงียบๆโดยที่ไม่พูดอะไรกับใครสักคำ ว่ากันตามจริงหญิงสาวไม่ได้สน
คาเมเลี่ยนที่นอนหมดสติอยู่ตรงเตียงข้างๆเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่อาการของเจ้าตัวนั้นออกจะหนักเข้าขั้นปางตายแท้ๆแต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ นั่นคงโชคดีที่สุดแล้ว
หากเทียบกับเพื่อนร่วมหน่วยอีกสามคนที่ไม่ได้โชคดีกลับมาแบบนั้น


โจอี้... แพ๊คกี้...คริส... ยังไม่ทันได้รู้จักกับพวกเขาให้มากกว่านี้เลย....


มือสองข้างของหญิงสาวยังคงเย็นเฉียบขาวโพลนจนดูไม่ออกว่าก่อนหน้านี้มันเคยชุ่มโชกไปด้วยเลือดและกลิ่นคาวของคนที่เธอฆ่าไป ถึงเลือดจะถูกล้างออกจากมือเธอไปแล้ว
แต่ภาพที่เห็นนั้นยังคงติดตาอยู่จนถึงตอนนี้ เธอเสียสติไปชั่วขณะทุกอย่างมันขาวโพลนไปหมดพอรู้ตัวอีกทีเธอก็ปลิดชีวิตคนไปแล้วหนึ่งศพโดยไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเก็บเอามาคิดมากนักสำหรับหน่วยภารกิจลับแต่กับผู้ที่เป็นนักดาบแล้วมันไม่ใช่เลยมันคือสิ่งที่ควรกังวลมากที่สุด


ที่เป็นแบบนี้เพราะรันฟาเคยถูกสอนมาว่าการแกว่งดาบของนักรบต้องเป็นเช่นหนึ่งเดียวกับความคิดของตนเอง การแกว่งดาบทุกครั้งสิ่งที่สำคัญหาใช่เพียงพละกำลัง
เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังรวมถึงสติที่คิดคำนึงถึงตลอดเวลา ดาบและจิตต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งก่อนจะชักดาบออกจากฝักทุกครั้งถ้านั่นเป็นสิ่งที่เธอทำไปด้วยความมีสติ
มันคงจะดีกว่าการที่เธอชักดาบออกไปโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งความคิด


ปล่อยให้ตนเองขาดสติแล้วปลิดชีวิตคนแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยรันฟา


“จะทำหน้าแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กัน ยัยหนู” เสียงทักของอาเชอร์ดังขึ้นข้างกายของรันฟา หญิงสาวหันไปมองตรงหน้าร่างที่สูงโปร่งประกอบกับแววตาที่จริงจังเสมอ
ไม่เคยเปลี่ยนดึงความสนใจของเธอไปได้ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหันกลับมาคิดฟุ้งซ่านอีกรอบ


“... มีเรื่องอะไรคะ...”


“ฉันควรถามเธอมากกว่านะเป็นอะไรไปฟื้นมาก็เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์แบบนั้น เห็นปกติออกจะช่างจ้อเสียด้วยซ้ำ เธอนี่อ่านออกง่ายกว่าที่คิดอีกนะ” อาเชอร์ตอบ


“ไม่ใช่เรื่องของคุณค่ะ ยังไงเสียคุณคงไม่เข้าใจหรอก...” รันฟาบอกปัดไปในเวลานี้เธออยากอยู่เพียงลำพังมากกว่า ถึงต่อให้เล่าไปเธอก็อธิบายสิ่งที่อยากจะพูดออกมา
ในตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี


“ไม่เข้าใจ? เธอเอาอะไรมาพูดว่าฉันไม่เข้าใจ ถึงฉันจะไม่ได้เรียนจบเยลหรือฮาร์วาร์ดฉันก็มองออกว่าอาการช๊อกที่เกิดจากการฆ่าคนน่ะมันเป็นยังไง มันอาจเป็นเรื่องโหดร้าย
แต่อย่าลืมว่าเธออยู่ในฐานะอะไร เราฆ่าคนเพื่อให้อยู่รอด ฆ่าเพื่อเหตุผลที่ควร ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นทำใจซะแล้วชีวิตจะง่ายขึ้น!” อาเชอร์พูดกระตุ้นหญิงสาวจากมุมมอง
ของคนที่ผ่านโลกมานานกว่ารันฟา แต่นั่นก็ไม่ทำให้รันฟารู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว


“เธอกำลังสับสน... รู้สึกผิด... ทรมาน...”


เสียงที่แผ่วเบาเรียบนิ่งเหมือนผืนน้ำสงบ แต่ให้ความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ได้ ราวกับว่ากำลังยืนอยู่ตรงขอบเหวที่ไร้ที่สิ้นสุดพร้อมความมืดที่รายล้อม น่าแปลกที่แม้จะรู้สึกเช่นนั้น
แต่คำพูดกลับแฝงมาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยมาด้วย รันฟามองไปทางหญิงรูปร่างบางเจ้าของเรือนผมสีดำยาวสลวยที่กำลังมองมาทางเธอด้วยสายตานิ่งสนิทจนแทบจะดู
เหม่อลอยในบางครั้ง หญิงสาวไม่สามารถมองออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่เพราะเจ้าตัวไม่แสดงสีหน้าบ่งบอกความรู้สึกอะไรออกมาเลยสักอย่าง นิ่งสนิทราวกับเป็นตุ๊กตา
ไม่มีผิด


“ว่าไง เรเวน เธอมาอยู่ที่นี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า ปกติเธอก็ไม่ใช่คนที่จะออกมาจากห้องง่ายๆนี่นา” อาเชอร์ถามหญิงผมดำนามเรเวนเหมือนรู้จักกันเป็นอย่างดี
แต่เรเวนไม่ตอบกลับมานอกจากมองมาทางรันฟาด้วยสายตาที่นิ่งและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง


“... เธอ... อย่าเก็บมันเอาไว้... ปล่อยมันออกมา...”


สัญชาติญาณของรันฟากำลังแสดงออกอย่างชัดเจนถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอสัมผัสได้จากเรเวนตอนที่เธอเอื้อมมือมาจับที่ตัวของรันฟาเพียงครู่เดียว ความรู้สึกที่เหมือนกับ
ความคิดทางแง่ลบและแง่บวกปรากฏขึ้นพร้อมๆกัน เป็นสัมผัสที่แลดูขัดแย้งแต่กลมกลืนอย่างน่าประหลาด รันฟาไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็มีเวลาให้คิดไม่นานหลังจากเรเวน
แตะตัวเธอได้สักพัก หญิงผมดำก็เดินไปที่มุมห้องหยิบเอาดาบของรันฟาที่วางอยู่ตรงมุมนั้นขึ้นมาและดึงมันออกจากฝัก เผยให้เห็นคราบโลหิตสีแดงที่ยังคงติดหรา
อยู่บนคมดาบ


เรเวนมองดูดาบอย่างพินิจก่อนส่งมันให้รันฟา แต่หญิงสาวกลับไม่กล้าที่จะแตะต้องมันอีก


“เอามันออกไป! อย่าเอาดาบนั่นเข้ามาใกล้ฉัน!”


แต่เรเวนกลับยื่นมันมาให้โดยไม่สนสิ่งที่รันฟาพูด “แต่มันเป็นสิ่งสำคัญ... อาจารย์ของเธอ... จิตวิญญาณเธอ... สิ่งที่เธอรัก...”


“ไม่อีกต่อไปแล้ว! เอามันออกไปฉันไม่อยากเห็นมันอีก!!” รันฟายังคงปฏิเสธท่าเดียว เรเวนมองดูดาบเล่มนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันคมดาบเข้าหาตัวเองและ


“แล้วถ้าแบบนี้ล่ะ...”


ฉึก!!


ในช่วงเวลานั้นเหมือนทุกอย่างชักจะเริ่มบ้าขึ้นทุกทีเมื่ออยู่ๆเรเวนกลับหันดาบที่คมกริบราวกับใบมีดโกนเข้าหาตัวเองและแทงเข้าที่อกข้างซ้ายของตนเองจนมิดด้าม
ตรงตำแหน่งของหัวใจพอดิบพอดี รันฟาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นขณะที่ดาบแทงทะลุร่างของเรเวนไปมากกว่าครึ่งหญิงสาวไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน
จนกระทั่งเหมือนร่างกายจะขยับไปเองรันฟารีบคว้ามือไปจับที่ด้ามดาบและรีบดึงมันออกจากร่างของเรเวนโดยไวตามสัญชาตญาณ


ดาบญี่ปุ่นที่แทงทะลุอกถูกดึงออกจากร่างของเรเวนหลังจากนั้นแต่น่าแปลกคือหญิงผมดำกลับไม่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอะไรทั้งสิ้นทั้งที่โดนดาบยาวเสียบทะลุหัวใจ
จนมิดแถมยังโดนดึงออกอีกต่างหาก เธอยังนั่งเฉยๆเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่นั่นคงไม่แปลกเท่ากับบาดแผลที่ไม่ได้มีเลือดสีแดงไหลออกมาแบบทั่วๆไปแต่เป็นอย่างอื่น
ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า


นั่นเป็นเพราะเลือดของเรเวนนั้นไม่ใช่สีแดง หากแต่เป็นสีดำ เลือดสีดำขุ่นราวกับเลือดของซากศพเน่าที่ตายมานานมากแล้ว...


หลังดึงดาบออกเพียงไม่นานปากแผลขนาดใหญ่กว่านิ้วครึ่งก็ผสานกันอย่างรวดเร็วก่อนจะไม่เหลือร่องรอยใดๆเอาไว้อีก เรเวนมองดูบาดแผลที่ผสานกันอย่างเรียบร้อยอยู่พักหนึ่ง
ก่อนจะหันมามองทางรันฟาด้วยสายตาที่ราบเรียบเช่นเดิม โดยไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมาแม้แต่ความเจ็บเพียงเล็กน้อยก็ยังไม่มี นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!


“เธอจับมันแล้ว... เธอไม่ได้เกลียดมัน... เธอแค่สับสนเท่านั้น...”


“ทะ... เธอเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย!?” รันฟาพูดอย่างตื่นตระหนกขณะที่เริ่มมีความรู้สึกอยากจะถอยห่างจากเรเวนทันทีที่ทำได้แต่ก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยความสงสัย
ที่กำลังลอยชิ่งไปชิ่งมาอยู่ในหัวของเธอเอง


เรเวนไม่ตอบอะไรเธอกลับลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจสิ่งที่รันฟาพูด รันฟารีบลุกขึ้นจากเตียงตามเรเวนไปกะจะถามให้รู้เรื่อง เจออะไรแบบนี้
ต่อให้เป็นคนจิตแข็งแค่ไหนก็ต้องมีสะดุ้งกันบ้าง แต่มันก็ทำได้เพียงเท่านั้นเพราะอาเชอร์ดันขวางเธอไว้ไม่ให้ตามไป


“อย่าเลยดีกว่า เธอกับเรเวนน่ะพูดไปตอนนี้ก็ไม่เข้าใจกันหรอก เชื่อฉันเถอะเพราะฉันรู้จักเรเวนดี”


“ฉันต้องรู้ให้ได้ค่ะว่ามันเป็นยังไงกันแน่ เรื่องแบบนี้มันน่าสงสัยชัดๆ”


“นี่ๆ แล้วเธอคิดว่าเรื่องแบบนี้มันแปลกนักรึไงหากหน่วยของเรามีทั้งสาวเล็บเหล็กร่างคงกระพัน มนุษย์ล่องหนที่พรางตัวได้ แล้วก็หญิงประหลาดที่ไม่รู้จักตายอยู่ด้วยกันในนี้
เธอเองก็เป็นแค่คนแปลกในสายตาของพอเขาเหมือนกันนั่นล่ะ แล้วไอ้ท่าทีรังเกียจดาบเล่มนั้นมันหายไปไหนหมดแล้ว?”


อาเชอร์ชี้นิ้วพลางมองมาทางรันฟาที่กำลังถือดาบที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีดำของเรเวนรันฟามองดูมันอย่างนิ่งๆ เธอไม่ได้รู้สึกกลัวหรือรังเกียจอะไรอีกเหมือนความสงสัยหลายๆอย่าง
ที่เธอมีต่อตัวของเรเวนนั้นมันจะมีมากกว่าความรู้สึกแย่ๆที่เธอมีในตอนแรกไปแล้วก็เป็นได้ หญิงสาววางดาบลงบนผ้าขาวบางก่อนจะเช็ดคราบเลือดสีดำที่เปื้อนอยู่บนใบดาบ
อย่างบรรจง เลือดสีดำถูกเช็ดออกจนหมดเหลือเอาไว้เพียงใบดาบเงางามเหมือนเช่นทุกครั้ง รันฟามองดูดาบของเธอก่อนเก็บมันกลับเข้าฝักด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ยังไงชอบกล



---------------------------------------------------------------------------------------------------------



มิชเชลกลับมาที่ห้องของตัวเองหลังจากที่สอบสวนเร้ดอายส์เสร็จไปหมาดๆ เจ้านักฆ่าตาแดงนั่นไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับเธออีกเลยนอกจากชื่อของคนเพียงคนเดียว
คนที่เธอไม่ปรารถนาที่จะได้ยินชื่ออีกอย่าง ‘โครว์’ มรดกอันเลวร้ายที่เหลืออยู่ของพวก นอร์ท นับจากการล่มสลายเมื่อคราวนั้น เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าโครว์
กับพวกสภาความมั่นคงโลกที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดร่วมมือกันผลลัพธ์มันจะออกมาอีท่าไหน


ผู้บัญชาการหญิงล้มตัวลงนอนบนเตียงของเธออย่างเหนื่อยอ่อนขณะได้ยินเสียงของป้ายชื่อทหารจำนวนหนึ่งที่เธอแขวนเอาไว้ตรงหัวนอนกระทบกันไปมาท่ามกลางความเงียบ
เสียงของป้ายเหล็กกระทบกันเพราะแรงเป่าของพัดลม เตือนให้เธอยังคงไม่ลืมว่าเหล่าเพื่อนพ้องที่จากไปนั้นยังคงวนเวียนและเฝ้ามองเธอจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง


ใช่... มันคือสิ่งที่เธอถูกสอนมาโดยชายผู้เป็นอดีตหัวหน้าของเธอ หมาป่าแดงผู้ลึกลับ เร้ดวูลฟ์ ซึ่งป้ายชื่อของคนผู้นี้เป็นป้ายเดียวที่ถูกลมพัดชนกระทบเคลื่อนไหวไปมา
อย่างไม่หยุดนิ่งมากที่สุดจนเห็นได้อย่างชัดเจน


ป้ายของริโก้ วิลโบสกี้...



--------------------------------------------------------------------------------------------------------



ปัง!!


เสียงกระสุนปืนดังขึ้นหนึ่งนัดภายในห้องทำงานของผู้บัญชาการหน่วยสเป็คเตอร์เพียงครู่เดียวก่อนเงียบหายไป ภายในห้องโลแกนมองดูผลที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก
พร้อมส่งเสียง ‘หึ’ ลอดผ่านลำคอออกมาเบาๆ ปืนลูกโม่ขนาด .44 แม็กนั่มในมือของหญิงสาวจ่อไปที่เป้าหมายขณะที่ปากกระบอกปืนยังคงร้อนจัดและเต็มไปด้วยควันลอยโขมง
ออกมาหย่อมหนึ่งจากการยิงเมื่อครู่ ส่วนริโก้ชายหนุ่มที่ถูกมัดอยู่กับพื้นนั้น...


“ยินดีด้วย... เธอผ่านการทดสอบ ขอต้อนรับสู่สเป็คเตอร์...” โลแกนพูดพลางหยิบปืนออกจากมือของมิชเชลก่อนจะช่วยแก้มัดให้ริโก้ซึ่งยังคงปลอดภัยดี
ไม่ได้มีรอยกระสุนเจาะเข้ากลางหัวแต่อย่างใด


อย่างที่คิดกระสุนลูกเปล่า...


กลายเป็นว่าทั้งหมดนั้นเป็นแค่การจัดฉากทดสอบใจของมิชเชลเท่านั้น อันที่จริงมิชเชลก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เหตุผลก็เพราะมันดูจงใจมากเกินไป
ที่คนอย่างริโก้จะสะเพร่าให้กล้องจับภาพได้ตอนกำลังคุยกับฝ่ายตรงข้าม หากเป็นริโก้ที่เธอรู้จักเขาจะต้องระวังตัวมากกว่านั้น แทบจะเรียกได้เลยว่าไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้
หากริโก้เป็นไส้ศึกจริง แม้แต่กับโลแกนก็ตาม


“เผลอคิดว่าเธอจะไม่ยิงฉันซะแล้วนะ... ยินดีด้วยมิชเชล” รอยยอ้มเล็กปรากฏขึ้นบนใบหน้าของริโก้ขณะที่ยังคงสาละวนกับการแก้มัดออกด้วยตัวเอง


“ก็เกือบแล้วล่ะ... แต่ก็คิดได้ว่าชายที่ฉันเคารพนับถือจะทรยศทุกสิ่งที่สอนฉันมาได้ยังไงกัน” มิชเชลตอบ


“ปากหวานจังนะ ชักอยากจะลองชิมดูแล้วสิ!” ริโก้พูดแหย่เป็นเชิงจีบนิดๆขณะที่มองดูใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังแดงก่ำเต็มไปด้วยความเขินอาย


“บ้า...”


นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่เธอได้เข้าหน่วยสเป็คเตอร์อย่างเป็นทางการโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าอีกสามสิบปีนับจากนี้เธอจะต้องมาแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้ง
อย่างการเป็นผู้บัญชาการของหน่วยความมั่นคงลับอย่างสเป็คเตอร์มันดูจะเป็นโชคดีที่มาพร้อมกับโชคร้าย หน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงเสมอจริงๆ


และมันก็ดันทำให้ผู้บัญชาการหญิงต้องนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในตอนนั้น


เมื่อสิบห้าปีก่อน....

ณ สถานที่ลับสุดยอดไม่ปรากฏในบันทึกอย่างเป็นทางการลึกลงไปใต้ดินภายใต้ชื่อรหัสว่า ‘รังหมาป่า’ สถานที่ลับสุดยอดถิ่นที่อยู่ของกองกำลังใต้ดิน สเป็คเตอร์
กองกำลังทางทหารที่ไม่ขึ้นตรงกับประเทศใดทั้งสิ้นบนโลก มีหน้าที่คือต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพและทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหยุดยั้งหายนะที่อาจจะนำไปสู่การล่มสลาย
ของมวลมนุษยชาติ


มิชเชล นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อนหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำชำระร่างกายจากการทำภารกิจล่าสุดมาหมาดๆเอาเข้าจริงภารกิจการทำลายรังลับของพวกนอร์ท
และคลีนเนอร์ดูจะไม่ใช่งานยากอะไรหากไม่เป็นเพราะว่าครั้งนี้เธอดันต้องทำเรื่องนี้เพียงคนเดียวกว่าจะทำได้ก็ต้องเจอกระสุนบินข้ามหัวไปเป็นเข่งอยู่เหมือนกัน ถึงนี่จะเป็น
ปีที่สิบหกแล้วที่เธอทำงานกับหน่วยนี้จนได้เป็นถึงหนึ่งในสี่คนที่มีอำนาจสูงสุดในหน่วยก็ตาม แต่กระนั้นเธอก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี ก็ไม่แปลกนักที่เธออยากจะนอนพักยาวๆและ
หลับอย่างสงบสักชั่วโมง


แต่คำว่าสงบนั้นคงไม่ค่อยมีเสียเท่าไหร่โดยเฉพาะตอนนี้...


“มิจจี้จ๋า!!” เสียงทักทายอย่างคุ้นเคยดังขึ้นก่อนที่ประตูห้องจะเปิดและมีร่างสูงพุ่งหลาวเข้ามาหาเธอแบบไม่ทันตั้งตัว มิชเชลรู้ดีว่าเจ้าของเสียงเป็นใครเลยไม่ได้ตอบโต้
อะไรมากนักนอกจากเอามือดันหน้าอีกฝ่ายที่หมายจะพุ่งเข้ามาเล็งที่แก้มของเธอเอาไว้


“พอเถอะน่าริโก้ วันนี้ฉันไม่มีแรงจะมาเล่นด้วยหรอกนะ หัวหน้าก็ดันสั่งงานมาอีกตั้งเยอะนะ...”


มิชเชลพูดเสียงอ่อนหลังริโก้ ทหารหนุ่มแห่งหน่วยฮาว์ดพุ่งเข้ามาในห้องกะจะกอดเธอเล่นเหมือนที่ทำๆกันมาทุกครั้งแต่ครั้งนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะไปตอแยด้วย
นับจากที่เจอกันครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนก็มีอะไรหลายๆอย่างของทั้งเธอและริโก้ที่เปลี่ยนแปลงไป ริโก้กลายเป็นหนุ่มขี้เล่น ช่างประจบอ้อนไม่ต่างอะไรกับเด็กๆ แถมยัง
เรียกชื่อเธอด้วยชื่อที่คิดเองเล่นๆอย่าง ‘มิจจี้’ อีกต่างหาก ขณะที่มิชเชลนั้นกลับตรงกันข้าม หญิงสาวกลายเป็นพวกเจ้าระเบียบจริงจังกับงานจนบางครั้งมักจะโดนริโก้บ่น
อยู่บ่อยๆว่าเธอเครียดเกินไปหรือเปล่า


ที่เป็นแบบนี้คงเป็นเพราะหน้าที่การงานของทั้งคู่ที่แตกต่างกัน ริโก้ทำงานอยู่ในหน่วยฮาว์ดในตำแหน่งหัวหน้าหมู่บี ส่วนมิชเชลนั้นเธอต้องทำงานในตำแหน่งรองหัวหน้า
มีอำนาจรองลงมาจากเร้ดวูลฟ์ที่มีอำนาจสูงสุดในหน่วยสเป็คเตอร์ทั้งหมด แน่นอนว่าตำแหน่งที่ใหญ่โตย่อมมีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งตามมาด้วยเลยไม่น่าแปลกที่หญิงสาว
จะมีอาการเหนื่อยอ่อนกลับมาทุกครั้งหลังจบภารกิจ


หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับริโก้ ก็พอจะเรียกได้ว่าพัฒนามามากนับจากตอนที่เจอกันครั้งแรกสุดคราวนั้น จากครูฝึกกับนักเรียนกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน
และเพื่อนผู้รู้ใจ และจากเพื่อนร่วมงานก็กลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบหัวหน้าและผู้ใต้บังคับบัญชา แน่นอนว่ามิชเชลตอนนี้จากเดิมที่เป็นนักเรียนตอนนี้ก็กลายมาเป็น
หัวหน้าของชายผู้เป็นอาจารย์ไปเสียแล้ว


แต่กระนั้นความสัมพันธ์แบบคู่รักของทั้งคู่ยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหนเช่นกัน


จนแล้วจนรอดริโก้ก็ไม่ยอมเลิกราฝ่ายหญิงเลยจับล๊อกคอไม่ให้เจ้าหนุ่มได้ขยับตัวซี้ซั๋วอีก “บอกว่าพอแล้วไงริโก้ วันนี้ของดสักวันเถอะอีกไม่กี่ชั่วโมงฉันก็มีงานอื่นเข้ามาอีกนะ”


“หอมจัง... มิจจี้เพิ่งอาบน้ำ- อ๊อก!!” ว่าแล้วมิชเชลก็รัดคออีกฝ่ายแน่นขึ้นพักหนึ่งก่อนผ่อนแรงลง กว่าจะผ่อนได้เล่นเอาริโก้เกือบไปเห็นโลกหน้า หญิงสาวไม่คิดว่า
ริโก้จะกล้าเล่นมุขอะไรแบบนี้อีกหลังโดนจับล๊อกคอแบบนี้เข้า ริโก้ต้องรีบเอามือตบแขนของแฟนสาวเพื่อให้เธอปล่อยก่อนเขาจะหายใจไม่ออกตายกันซะก่อน


“นายเนี่ยนะ... เลิกเล่นอะไรแบบนี้จะได้ไหม ถึงนายไม่อายที่ทำอะไรแบบนี้ต้อหน้าคนอื่นแต่ฉันอายนะ!”


“แหม มิจจี้นี่ล่ะก็... จะไปอายทำไมล่ะทุกคนรู้หมดแล้วว่าเราน่ะรู้จักคบกันมานานหรือแม้แต่... ตอนนั้นด้วย...”


อยู่ๆใบหน้าของหญิงสาวก็ร้อนวูบขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อริโก้พยายามจะพูดถึง ‘เรื่องนั้น’ มันเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากให้ใครก็ตามได้ยินหรือรับรู้มากที่สุด
หญิงสาวเริ่มเอามืออุดปากริโก้ขณะที่อาการหน้าแดงกำลังหนักมากขึ้นเรื่อยๆจนควันแทบจะออกจากหูอยู่แล้ว หญิงสาวอยากจะเอามือตีปากแฟนหนุ่มจอมทะลึ่งคนนี้
ให้รู้แล้วรู้รอดไปถ้าไม่ติดที่ว่าตอนนี้เธอโดนกอดอยู่ล่ะก็...


“โอ๊ย... หวานกันเหลือเกิน หวานจนมดขึ้น เห็นแล้วคันยิบๆเลยเว้ย!”


“ว้าย หัวหน้า!!”


มิชเชลหวีดเสียงขณะที่เธอกับริโก้รีบแยกออกจากกันโดยไว หญิงสาวลืมไปว่าตอนริโก้พุ่งเข้าประตูมาประตูของห้องเธอยังเปิดอ้าซ่าเอาไว้ และตรงทางเข้านั้นเอง
ที่เธอได้เห็นร่างสูงของชายผู้ที่เธอเรียกว่าหัวหน้า กำลังยืนมองหญิงสาวกับริโก้กำลังจู๋จี๋กันอยู่ตั้งแต่เริ่มแรกเลยเสียด้วยซ้ำ ชายวัยกลางคนมีรอยแผลเป็นบากที่หน้าราว
สองถึงสามจุด มีผ้าปิดตาที่ตาข้างซ้ายแสดงถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างหนักจนสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่งแต่ก็ยังคงความน่ากลัวเอาไว้เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนกำลังมองมาที่ทั้งคู่
ด้วยสายตาที่ฟ้องอย่างชัดเจนว่ากำลังอิจฉาเธออยู่


เร้ดวูลฟ์ หรือที่เราทุกคนเรียกกันสั้นๆว่า ‘เร้ด’ ชายผู้ที่ใกล้เคียงกับคำว่าความกลัวมากที่สุดในสเป็คเตอร์...


“ตามสบายฉันไม่บอกใครหรอก... พวกนายเองก็เพลาๆ ‘เรื่องนั้น’ ลงบ้างนะฉันเป็นห่วง...” ว่าแล้วหัวหน้าก็ปิดประตูให้ก่อนจะจากไปท่ามกลางภาวะอึ้งรับประทาน
ไปตามๆกันของทุกฝ่าย


“มะ... มันไม่ใช่อย่างที่หัวหน้าคิดนะคะ อีกอย่าง ‘เรื่องนั้น’ ที่ว่ามันอะไรกันคะ!” หญิงสาวพยายามพูดแก้ตัว แต่อีกฝ่ายก็ไม่อยู่ให้เห็นซะแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาหัวหน้าคนนี้
ก็ชอบมาโผล่แบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงอยู่เรื่อยทำเอาตกใจได้ทุกครั้งไป


ถ้าจะพูดถึงหัวหน้าแล้วเธอได้เจอกับเขาตั้งแต่เขาหน่วยเมื่อสิบหกปีก่อนเช่นกันในภารกิจที่ฟิลเลอร์กรีนครั้งนั้นสเป็นเตอร์ยังเป็นแค่ทีมเล็กๆมีสมาชิกเพียงห้าคนเท่านั้น
จากที่มิชเชลได้ร่วมงานใต้บังคับบัญชาหัวหน้าคนนี้มาหลายปีเหมือนเธอพอจะบอกเกี่ยวกับเขาได้หลายอย่าง ทั้งเงียบขรึม ชำนาญ เป็นมืออาชีพ เด็ดขาด แต่มีหลายครั้ง
ที่ดูลึกลับ อ่านธาตุแท้ไม่ค่อยออกและไม่ค่อยจะสนใจอะไรมากเป็นพิเศษนอกจากภารกิจ


ขนาดมิชเชลอยู่ในหน่วยมาเป็นสิบปีเธอยังไม่ได้รู้จักภูมิหลังอะไรของชายคนนี้เลยสักอย่างรู้แต่ว่าเป็นชาวเอเชียถูกโอนเข้าหน่วยมาแบบลับๆไม่มีประวัติหรือบันทึก
อย่างเป็นทางการก่อนหน้าปี 2014 รู้เพียงว่ามีความแค้นอย่างแรงกล้ากับพวกผู้ก่อการร้ายทางชีวภาพโดยเฉพาะกับพวก นอร์ท และไม่ลังเลที่จะใช้ความรุนแรงสยบ
ความรุนแรงหากจำเป็น จากที่ร่วมงานกันมาถ้าจะมีใครที่รังเกียจอาวุธชีวภาพแล้วล่ะก็ เร้ดวูลฟ์ ก็คือคนที่เธอมองหาอยู่


“ยังน่ากลัวไม่เปลี่ยนแฮะหัวหน้า... เอาเถอะท่าทางเธอก็เหนื่อยๆนะมิจจี้ถ้างั้น...” ริโก้พูดก่อนจะเอากล่องพลาสติกขนาดเล็กสำหรับบรรจุอาหารให้มิชเชล


หญิงสาวรับเอาไว้แบบงงๆ “นี่อะไรเหรอ...”


“ซุปวัวตุ๋นน่ะ เห็นว่าเธอกลับมาเหนื่อยๆคงอยากกินอะไรร้อนๆ ฉันทำเองนะวางใจได้ไม่มียาพิษหรอก ถ้างั้นพักให้สบายนะไว้จะมาคราวหน้าก็แล้วกัน...”
ริโก้พูดก่อนจะรีบเปิดประตูออกไปข้างนอก ขณะที่มิชเชลยังนั่งถือกล่องซุบค้างอยู่แบบนั้น นึกจะมาก็มาแบบปุบปับนึกจะไปก็ไปง่ายๆแฮะ...


เมื่อไม่มีใครอื่นอีกนอกจากเธอ หญิงสาวก็บรรจงเปิดกล่องซุปแบบเบาๆมิชเชลสัมผัสได้ถึงความอุ่นวาบบนตัวกล่อง มันยังอุ่นอยู่นิดๆอย่างน้อยก็คงไม่เย็นชืดมากจนเกินไป
จนเสียรสชาติ พอเปิดฝากล่องออกแค่นั้นซุปที่ดูยังไงก็ไม่รู้สึกเจริญหูเจริญตาเลยสักนิดถึงกลิ่นจะหอมก็ตาม เนื้อวัวชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ถูกตุ๋นจะเปื่อย แครอทที่มีสภาพเละเทะ
จนเสียรูปร่างไปเพราะถูกต้มเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับผักอื่นๆในกล่องที่มีสภาพไม่ต่างกันมากนัก มันคงไม่แปลกอะไรสำหรับริโก้ที่เคยเป็นทหารเก่ามาก่อนย่อมทำอาหาร
ไม่เน้นที่รูปร่างหน้าตาแต่คงเน้นให้กินได้มากกว่า มิชเชลลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่รู้ว่าจะกินมันดีไหม แต่ไหนๆอุตส่าห์ทำมาให้ทั้งทีมันลองชิมมันก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป


หญิงสาวตักซุปขึ้นมาช้อนหนึ่งและเอาเข้าปาก


“เค็มไปนิดแฮะ... แต่ก็ไม่เลว”




------------------------------------------------------------------------------------------------------



รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสูงวัยอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนเรื่องนี้ยังคงทำให้มิชเชลยิ้มออกมาได้ทุกครั้ง ริโก้ วิลโบสกี้ ชายผู้อยู่ในความทรงจำ
ของเธอเป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้เธอยิ้มออกมาได้ทุกครั้งที่นึกถึง มิชเชลอยากจะหลับตาอยู่แบบนี้และนึกถึงเรื่องนี้ต่อไปตราบเท่าที่เธอยังทำได้ในลมหายใจ
แต่มันคงทำเช่นนั้นไม่ได้


และฝันกลางวันนี่คงต้องสะดุดลงเป็นการชั่วคราว...


“หัวหน้าคะอยู่รึเปล่าคะ?” เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับคนๆหนึ่งที่กำลังเรียกหาเธอ โอราเคิ้ลอีกตามเคย มิชเชลพ่นลมออกจากจมูกก่อนรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
ให้แบบไม่เต็มใจนักที่โดนขัดจังหวะ


“โอราเคิ้ล มีธุระอะไรล่ะ?” มิชเชลอ้าปากหาวหวอดๆเหมือนไม่ใส่ใจกับการปรากฏตัวของโอราเคิ้ลมากนัก คงเพราะเมื่อคืนทำงานอยู่จนดึกไปหน่อย


โอราเคิ้ลยื่นกองเอกสารกองหนึ่งให้มิชเชล “ใบรายงานภารกิจที่เยเมนค่ะ แล้วก็จดหมายจากลูกสาวของคุณด้วยค่ะ...”


“งั้นเหรอ... ขอบใจมากโอราเคิ้ล เธอไปพักได้แล้วล่ะ” มิชเชลรับจดหมายเอาไว้ก่อนจะรีบปิดประตูอย่างไว แต่โอราเคิ้ลกลับยื้อประตูเอาไว้


“หัวหน้าคะฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรยุ่ง แต่คุณควรหาโอกาสคุยกับเธอบ้างนะคะ...”


“มันคงสายสำหรับฉันไปแล้วล่ะโอราเคิ้ล เธอเองก็รู้ เรื่องในคราวนั้นที่ฉันทำลงไปมันยากเกินให้อภัยแล้วจริงๆ” มิชเชลพูดเสียงเศร้าขณะที่มองดูจดหมายฉบับหนึ่ง
ที่เพิ่งได้รับมา


โอราเคิ้ลถอนหายใจพลางกล่าว “ยังไม่สายเกินไปหรอกค่ะเธอยังคงมีเยื่อใยกับคุณอยู่ถึงมันจะมองไม่เห็นก็เถอะ แต่เธอคนนี้คือสิ่งมีค่าที่สุดของคุณกับรุ่นพี่เพราะงั้น...
อย่าให้รุ่นพี่ต้องเสียใจมากไปกว่านี้เลยค่ะ...”


โอราเคิ้ลพูดก่อนที่เธอจะเดินหันหลังกลับไป มิชเชลทำได้เพียงเดินกลับไปที่เตรียงมองดูจดหมายปิดผนึกนั่นอยู่นานเหลายนาทีก่อนจะคิดทบทวนว่าจะเปิดอ่านดีไหม
เธอไม่ได้คุยกับเด็กคนนี้มานานมากแล้วไม่รู้ว่ามันจะนานเกินไปหรือเปล่า เธอจะยังจำมิชเชลได้หรือไม่ เธอจะยังเรียกผู้บัญชาการหญิงแก่ๆคนนี้ว่า ‘แม่’ อีกหรือเปล่า


ที่ผ่านมาชั่วชีวิตเธอหมดไปกับการปกป้องโลกแต่เธอกลับละเลยที่จะปกป้องสิ่งมีค่าที่สุดของเธอไป


มิชเชลมองดูจดหมายฉบับนั้นอีกนานพักใหญ่ก่อนเธอจะเริ่มเปิดผนึกซองดึงจดหมายออกมาเตรียมที่จะอ่าน


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


คราวนี้เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกรอบก่อนที่จะทันได้กางจดหมายอ่าน มิชเชลเก็บจดหมายกลับเข้าซองตามเดิมก่อนจะวางมันเอาไว้บนเตียง ถ้าให้เดาตอนนี้คงเป็นโอราเคิ้ล
ที่ย้อนกลับมาเป็นไปได้ว่าเจ้าหล่อนคงจะลืมให้อะไรสักอย่างแน่ๆถึงได้ย้อนกลับมาแบบนี้ ให้ตายทำงานอยู่กับหน่วยนี้ตั้งหลายปียังไม่เลิกสะเพร่ากับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้อีก
มิชเชลตรงเข้าไปเปิดประตูหวังว่าโอราเคิ้ลจะย้อนกลับมารอบนี้เป็นครั้งสุดท้าย


“มาแล้ว ว่าไงโอราเคิ้ลมีอะไรอี-”


“ผู้บัญชาการ...”


กลายเป็นอเล็กซ์ที่ยืนอยู่ตรงนั้นแทน ชายหนุ่มที่อุตส่าห์ถ่อสังขารเดินมาที่ห้องเธอด้วยไม้ค้ำแขน ดูจะมีเรื่องสำคัญถึงได้ยอมเหนื่อยมาถึงที่นี่ มิชเชลประหลาดใจเล็กน้อย
กับแขกผู้มาเยือนของเธอ


“อเล็กซ์เหรอ มาทำอะไรที่ห้องฉันมีธุระอะไรกันล่ะ เอาเถอะเข้ามาก่อนก็แล้วกัน” ผู้บัญชาการหญิงกล่าวเชิญ และอเล็กซ์ไม่ปฏิเสธที่จะทำตามคำชวน
ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ภายในห้อง


มิชเชลเทวิสกี้ลงในแก้วก่อนยื่นให้อเล็กซ์ไป “นายกำลังเจ็บอยู่ที่จริงควรพักจะดีกว่านะ มีเรื่องอะไรถึงต้องถ่อมาหาฉันถึงที่ห้องในเวลาแบบนี้กันล่ะ”


“ผมมีเรื่องอยากจะมาถามคุณเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ให้คำตอบผมได้” อเล็กซ์พูดพลางจิบวิสกี้เข้าปากเล็กน้อย


“เรื่องอะไรล่ะ” มิชเชลขมวดคิ้ว


“อะไรคือ ‘วันล่าเงา’ ครับ”


คำถามของอเล็กซ์ทำเอามิชเชลนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอไม่คิดว่าอเล็กซ์จะพูดถึงวันที่ว่ามาแบบนี้ วันที่เธอกับทุกคนไม่ว่าใครที่ไหนต่างไม่อยากจะจดจำมันมากที่สุด
วันที่ทุกคนต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน


“นายไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนอเล็กซ์... ไม่มีทางที่เด็กรุ่นหลังแบบนายจะรู้เรื่องนี้ได้แน่ ใครบอกนายมา...” มิชเชลถามพร้อมคาดคั้นความจริง


เรื่องราวที่อเล็กซ์กำลังพูดถึงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่รู้กันเฉพาะสมาชิกระดับอาวุโสและพวกทหารบางคนที่เธอเคยบัญชาการมาเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
การที่เด็กใหม่อย่างอเล็กซ์รู้จักเรื่องนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ และที่เธอสงสัยคือจะไม่ใช่คนที่อยู่ในหน่วยอย่างแน่นอนเพราะเรื่องนี้ถือเป็นความลับอย่างหนึ่ง


“ตอนสอบสวนเร้ดอายส์ ไอ้เวรนั่นมันพ่นเรื่องนี้ออกมาบอกผมว่า ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรมากกว่านี้ลองถามเรื่องวันล่าเงาเมื่อสิบปีก่อนดู สรุปแล้วเรื่องนี้มันยังไงกันแน่
ผู้บัญชาการ....”


ในที่สุดเหมือนเร้ดอายส์จะเล่นเธอเข้าให้แล้ว เจ้านักฆ่าตาแดงนั่นดันพูดถึงเรื่องที่เป็นเหมือนแผลใหญ่ๆในใจของเธอ แถมดูจากสีหน้าของอเล็กซ์แล้วเจ้าหนุ่มนี่
คงจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆแน่ ทว่าสิ่งที่มิชเชลกำลังหนักใจอยู่ไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว เพราะยังมีบางสิ่งที่เธอไม่อยากให้อเล็กซ์รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ด้วย


เพราะว่ามันเป็นเรื่องดำมืดที่เธอสาบานว่าจะปิดมันเอาไว้เป็นความลับที่รู้กันในเฉพาะกับบางคนเท่านั้น...


แต่กระนั้นในเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้วมันก็ช่วยไม่ได้มิชเชลคงเล่าในสิ่งที่สามารถเล่าได้โดยเลือกที่จะปิดบางส่วนที่เธอเล่าไม่ได้เอาไว้


“เรื่องนั้นฉันคงบอกนายได้แค่บางส่วน แต่ที่บอกได้คือ วันล่าเงา มันคือการบุกโจมตีของฝ่ายข้าศึกของสเป็คเตอร์พร้อมๆกันจนเกือบจะทำให้หน่วยนี้
ถูกกลืนหายไปในความมืด นำโดยนักฆ่าของฝ่ายนอร์ทคนที่มีชื่อว่า โครว์ คนที่เร้ดอายส์บอกนั่นล่ะ...”


“ถ้างั้นสาเหตุที่เร้ดอายส์มันรู้เรื่องการจู่โจมคราวนั้นก็เป็นเพราะมันอยู่ที่นั่นด้วยสินครับ...”


“ก็ไม่เชิงหรอก...” มิชเชลตอบพลางถอดแว่นตาออกมาขัดเลนส์


“หมายความว่าไงครับ?”


“นายพูดถูกเรื่องที่เร้ดอายส์อยู่ที่นั่นด้วยแต่ไม่ใช่ฐานะศัตรู แต่เป็นพันธมิตรชั่วคราวเท่านั้น...”


สิ่งที่ได้ยินทำเอาอเล็กซ์ทั้งงงและสับสนสุดชีวิตมิชเชลสังเกตได้จากสีหน้าของเจ้าหนุ่มที่กำลังค้นหาความน่าจะเป็นของสิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกไปภายในหัวแทบเป็นแทบตาย
และนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อนักฆ่ารับจ้างตาแดงที่อยู่ในลิสต์บัญชีดำของสเป็คเตอร์และอีกหลายหน่วยงานทั่วโลก และต้นตอของการเป็นพันธมิตร
แบบที่ไม่น่าเป็นไปได้นี้เริ่มต้นมาจากความคิดอันซับซ้อนของหัวหน้าเธอ อดีตผู้บัญชาการหน่วย สเป็คเตอร์ เร้ดวูลฟ์



----------------------------------------------------------------------------------------------------



วันที่ 23 ตุลาคม ปี 2035 ฐานลับของสเป็คเตอร์ ‘รังหมาป่า’


หวอ! หวอ! หวอ!


เสียงสัญญาณเตือนภัยมาพร้อมกับไฟสัญญาณสีแดงปรากฏขึ้นแทบทุกหัวมุมภายในฐานทัพลับที่ไม่มีใครรู้ว่ามีตัวตนอยู่แม้แต่เจ้าของประเทศที่มันถูกซ่อนเอาไว้ก็ตาม
กองกำลังทหารติดอาวุธครบมือเต็มอัตราศึกกำลังวิ่งไปมากันอย่างวุ่นวาย นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับฐานทัพลับที่กำลังโดนข้าศึกบุกโจมตี ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่า
จะด้วยกรณีใดๆก็ตาม แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการต่อสู้และเอาตัวรอดไปด้วยกันในสถานการณ์คับขันอย่างเช่นตอนนี้


เจ้าหน้าที่ทุกคนโปรดทราบกำลังเริ่มมาตรการอพยพของให้ทุกท่านทำตามระเบียบขั้นตอนที่ 8 เรากำลังถูกโจมตี ย้ำ เรากำลังถูกโจมตี


เสียงของโอเปอเรเตอร์ของสเป็คเตอร์กำลังประกาศเตือนทุกคนในฐานให้ได้ยินอย่างชัดเจนอันที่จริงแล้วทุกคนตื่นตัวกันเรียบร้อยตั้งแต่ห้านาทีแรกหลังมีการโจมตีแล้ว
เสียด้วยซ้ำ ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกนายของสเป็คเตอร์ถูกฝึกมาให้รับมือกับสถานการณ์สุดโต่งตลอดเวลาแค่เพียงตอนนี้สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นภายในบ้านของพวกเขา
เสียเอง ทั้งฮาว์ดและฟอกซ์หน่วยกองกำลังทหารที่ขึ้นตรงกับสเป็คเตอร์ได้กระจายกำลังกันออกไปเพื่อยับยั้งและสกัดข้าศึกจากทุกทางเท่าที่ทำได้


เพียงแต่ว่าครั้งนี้ทีมหัวหอกอย่างสเป็คเตอร์ไม่ได้มาร่วมป้องกันฐานทัพด้วยเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่า


ภายในห้องคุมขังมาตรการป้องกันสูงสุดสมาชิกหน่วยสเป็คเตอร์จำนวนกว่าหกชีวิตและริโก้อีกหนึ่งคนจากฮาว์ดกำลังยืนอยู่หน้าห้องพร้อมอาวุธครบมือเล็งไปในทิศทางเดียวกัน
ตรงทางเข้าห้องขัง ออสเปรย์และคาเมเลี่ยนเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับลากตัวคนที่อยู่ในห้องนั้นออกมาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งท่าทางกำยำเล็กน้อยถูกรัดติดกับ
เตียงแบบยืนด้วยสายหนังและตัวล๊อกแม่เหล็กอีกหลายตัวด้วยกันบ่งบอกถึงความอันตรายของนักโทษรายนี้ และที่เป็นจุดเด่นคงหนีไม่พ้นดวงตาคมกริบดั่งสัตว์ป่าสีแดงก่ำ
ที่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติเหมือนพวกโรคบางชนิด


มิชเชลยืนอยู่ข้างๆชายร่างสูงรูปร่างทะมัดทะแมงสวมหน้ากากโม่งสีดำลายกะโหลกหมาป่าสีแดงเอาไว้จนมิดพร้อมปืนลูกซองออโตเมติกกระบอกหนึ่งในมือที่พร้อมจะพ่นกระสุน
ลูกปรายใส่อะไรก็ตามที่ขวางทางด้วยความเร็วสามร้อยนัดต่อนาที สิ่งเดียวที่เธอพอจะมองเห็นผ่านหน้ากากโม่งลายกะโหลกหมาป่าคือดวงตาสีดำสนิทที่พอแค่มองก็สัมผัสได้
ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่บอกเล่าถึงเรื่องราวหฤโหดที่เคยผ่านมาในอดีตได้เป็นอย่างดี


นี่คือเร้ดวูลฟ์ชายผู้เป็นหัวหน้าของเธอ หญิงสาวเคยเห็นชายคนนี้เครียดมามากแต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้เลยจริงๆ แขนข้างขวาของชายสวมหน้ากากขยับไปมาอย่าง
ไม่เป็นสุข มิชเชลมองดูแขนเทียมที่ดูยังไงๆก็เหมือนมือคนปกติชัดๆข้างนี้อย่างไม่วางตา เท่าที่มิชเชลเคยรู้มาเหมือนหัวหน้าของเธอจะเสียแขนไปเมื่อหลายปีก่อนจนฝ่ายวิจัย
ได้ทำแขนเทียมอันนี้ให้เขาเป็นผลทำให้คนพิการสามารถรบได้อย่างไร้ปัญหา และยังมีสมาชิกอีกคนนั่นคือไอแวนที่มีแขนเทียมแบบนี้เช่นเดียวกันซึ่งเป็นผลมาจากการทำภารกิจ
แรกซะด้วย


แต่ทว่าไอแวนนั้นก็เสียชีวิตไปแล้วก่อนหน้านี้และคนที่ฆ่าเขาคือไอ้สารเลวที่ถูกมัดติดกับเตียงนั่น


“ว้าวๆ แห่กันมารับทั้งโขยงเชียวนะมีเรื่องอะไรป่ะ!” มุขยียวนกวนประสาทชุดแรกดังขึ้นทันทีที่ผ้าปิดปากของอีกฝ่ายถูกแก้ออก


“ฉันน่าจะตัดไฟในห้องขังแล้วปิดตายห้อง ปล่อยให้แกเน่าตายในห้องขังนี่ไปเลยเสียแต่ว่าตอนนี้เราดันทำแบบนี้ไม่ได้ซะด้วย เร้ดอายส์” เร้ดวูลฟ์กล่าวขณะที่จ้องมอง
หน้าอีกฝ่ายเขม่ง


“หัวหน้าคะ เราต้องการไอ้โรคตาแดงนี่ด้วยเหรอคะ น่าจะทิ้งมันให้เน่าตายอย่างที่ว่ามาเลยนะคะ” อาเชอร์กล่าวขณะที่หญิงสาวยังคงเอาปืนจ่อไปทางเร้ดอายส์


“โหววๆ หยาบคายจังแม่คุณ ความจริงเธอน่าจะเป็นแฟนฉันแล้วก็หาอะไรที่พิเศษๆทำกันนะ”


“ได้แบบพิเศษแน่แก!!” ว่าแล้วอารมณ์ก็เดือดขึ้นมาจนได้อาเชอร์รีบเข้าไปกะจะอัดเจ้าตาแดงนี้ให้เละคามือ หากแต่เร้ดวูลฟ์กลับห้ามหญิงสาวเอาไว้


“ใจเย็นอาเชอร์ ไว้รอดไปจากที่นี่ก่อนแล้วเราค่อยฆ่ามันก็ยังได้แต่ตอนนี้เราต้องใช้มัน” เร้ดวูลฟ์อธิบายขณะที่ตาข้างขวายังคงมองไปทางเร้ดอายส์อยู่ตลอดเวลา
หากมองให้ลึกจะเห็นได้ชัดว่าแววตาของนายหมาป่าคนนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าอยากจะฆ่าเร้ดอายส์ทิ้งใจแทบขาดยิ่งกว่าอาเชอร์เพียงแต่ว่ามีเหตุจำเป็นที่ทำแบบนั้น
ไม่ได้ก็เท่านั้น


“แล้วนี่มันอะไรกัน การแข่งคัดตัวเชียร์ลีดเดอร์รึไง ขอบอกก่อนเลยว่าฉันเต้นไม่เก่งหรอกนะ แต่ถ้าไปเต้นแร้งเต้นกาเอามันส์ล่ะพอไหว” ยังไม่ทันไรมุขยียวนกวนบาทา
ก็ยิงขึ้นอีกชุดทำเอาสมาชิกหลายๆคนหัวเสียจนแทบจะห้ามมือตัวเองไม่อยู่อยากจะทำปืนลั่นใส่สักแม็ก แต่เร้ดวูลฟ์กลับนิ่งไป


“ถ้าจะเต้นแร้งเต้นกาคราวนี้แกคงต้องดิ้นหนักจนกว่าจะตายเลยล่ะ ตอนนี้รู้อะไรไหมพวกนอร์ทกับพวกเบื้องบนของเรา มันจับมือดูดปากกันเพื่อฆ่าล้างบางพวกเราทั้งหมด
พวกมันคงจะไม่หยุดแน่จนกว่าพวกเราทุกคนจะตายกันหมดไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”


“งั้นก็เข้าทางฉันสิถ้าพวกนายตายกันหมด ทำไมฉันต้องช่วยพวกนายด้วยล่ะถ้าฉันแค่นั่งดูเฉยๆรอดูพวกนายถูกฆ่าก็เท่านั้นเองนี่นา” เร้ดอายส์ยิ้มหลังได้ฟังเรื่องราวที่น่าจะเป็น
ข่าวดีมากกว่าเรื่องน่ากังวลใจ แต่ทันใดนั้นเสียงร้อง ‘หึ’ ที่เหมือนจะกำลังยิ้มใต้หน้ากากของเร้ดวูลฟ์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเหตุผลที่อาจจะทำให้นักฆ่าตาแดงรายนี้คิดเสียใหม่


“ก็อาจใช่... แกแค่นั่งเฉยๆรอดูพวกเราตายเท่านั้น แต่แกลืมอะไรไปอย่างหนึ่งรึเปล่า เหตุผลเดียวที่แกยังไม่ถูกฆ่าตอนนี้คือพวกเบื้องบนต้องการข้อมูลลับในหัวของแก
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะหากพวกมันฆ่าเราหมดที่จะซวยรายต่อไปก็คือตัวแกเองเร้ดอายส์... ฉันเดาว่าไอ้สิ่งที่พวกนั้นมันจะทำกับแกน่ะแค่ความตายคงเป็นเรื่องเด็กเล่นไปเลย
เชียว แล้วแกก็อาจจะต้องคิดว่าการเน่าอยู่ในคุกจะกลายเป็นเรื่องที่แกชอบไปเลย ขอบอกว่าพวกนั้นคงไม่ยอมให้แกตายแน่ๆแล้วแกจะมีชีวิตอยู่ยังไงต่อหลังจากนั้นก็
จินตนาการภาพเอาเองก็แล้วกัน เอาล่ะได้ยินเหตุผลแล้วพอจะฟังกันได้รึยัง?”


คำอธิบายแกมขู่ของเร้ดวูลฟ์ทำเอาเจ้าตาแดงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งถ้าเป็นอย่างที่ว่ามาจริงก็งานเข้าเต็มๆเลยทีเดียว ถ้าพวกของเร้ดวูลฟ์ถูกฆ่าจนเหี้ยนคนที่จะซวยรายต่อไป
คือเร้ดอายส์จริงๆนั่นล่ะ มิชเชลรู้ดีว่ายังมีสิ่งที่แย่กว่าความตายอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกเบื้องบนที่แปรพักตร์ไปเข้าพวกกับฝ่ายศัตรูคราวนี้และพวกมันคงจะยิ่งกว่า
เดรัจฉานเสียอีก


“ก็ได้... แล้วจะให้ช่วยอะไรล่ะพ่อหมาป่า”


“แกต้องช่วยพวกเราถ่วงเวลาให้คนที่เหลืออพยพไปให้มากที่สุด” เร้ดวูลฟ์สวมกำไลมืออันหนึ่งให้เร้ดอายส์รูปร่างของมันดูคล้ายนาฬิกาดิจิตอลแต่มิชเชลมองออกว่า
มันไม่ได้มีไว้แค่บอกเวลาเฉยๆแน่ “แต่ถ้าแกคิดหนี ทำร้ายคนในหน่วยเรา คิดแกะมันออก หรือมีแผนตุกติกเล่นกลอะไรไม่เข้าท่า เจ้าเครื่องนี่จะฉีดพิษปลาปักเป้าขนาด
สิบมิลลิกรัมเข้าไปในแขนของแก แล้วแกจะค่อยๆหายใจไม่ออกจนตายทั้งที่มีสติครบถ้วน ชัดเจนใช่ไหม”


“ตามบัญชาเจ้านาย...”


การเริ่มเป็นพันธมิตรอย่างไม่เต็มใจเริ่มขึ้นในทันทีเร้ดวูลฟ์มอบอาวุธให้กับเจ้านักฆ่าตาแดงพร้อมให้สัญญาว่าจะปลดพันธนาการให้หลังจากจบเรื่องแล้ว มิชเชลไม่ชอบใจนัก
ที่ต้องร่วมมือกับอาชญากรตัวเอ้อย่างเร้ดอายส์โดยเฉพาะเธอยังแค้นไม่หายที่เจ้าตาแดงรายนี้ฆ่าไอแวนหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของสเป็คเตอร์ไป และเธอยังมั่นใจด้วยว่า
ไม่มีสัจจะในหมู่โจรโดยเฉพาะไอ้คนเจ้าเล่ห์อย่างเร้ดอายส์ รับรองว่ามันต้องมีแผนอะไรแน่ๆ


แต่ตอนนี้คงต้องยอมตามน้ำไปก่อนถ้ามันตุกติกอะไรล่ะก็เธอจะเป็นคนฆ่ามันกับมือเธอเองไม่ต้องรอให้ยาพิษทำงานหรอก...


ทางออกทุกจุดมีเจ้าหน้าที่ทั้งจากหน่วยฮาว์ดและฟอกซ์เข้าไปประจำอยู่ยกเว้นทางออกฉุกเฉินที่ไม่ได้อยู่ในแผนผังของโครงสร้างทั้งหมดในพิมพ์เขียวของที่นี่ มีเพียงเร้ดวูลฟ์
บูลอายส์ และมิชเชลเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ มันคือทางออกเดียวหากสถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุดด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นเส้นทางที่พวกสเป็คเตอร์ทั้งหมดจะต้องไปคุ้มกัน หากกองกำลัง
ฝ่ายศัตรูที่กำลังบุกเข้ามาปิดเส้นทางนี้ล่ะก็ทุกคนที่อยู่ในฐานทัพก็ไม่มีโอกาสที่จะหนีรอดไปไหนได้เลย แต่นั่นคงไม่แย่เท่ากับการที่ต้องมาเฝ้าทางออกจากที่นี่ร่วมกับเร้ดอายส์
ที่เป็นตัวอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเธอและใครก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ


“นี่อัลฟ่าทีมเรียกบราโว่ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” เร้ดวูลฟ์ถามสเป็คเตอร์ทีมบราโว่


“กำลังวุ่นวายเลยครับ เรากำลังอพยพเจ้าหน้าที่ออกไปตามแผนคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเคลียร์ครับ” เสียงของออสเปรย์ดังขึ้นจากอีกฝั่งของวิทยุสื่อสาร


“พยายามต่อไปเร่งให้เร็วขึ้นอีกนิดก็ยังดีเราคงถ่วงเวลาไอ้พวกนั้นได้แปปเดียวเท่านั้น โอราเคิ้ลรายงานสถานภาพ”


“การปิดตายสมบูรณ์ ข้าศึกจำนวนมากในทุกทางออกกำลังเจาะทลายเข้ามา เดี๋ยวก่อนนะ!”


“มีอะไรโอราเคิ้ล?” มิชเชลเริ่มถามบ้าง


“แย่แล้วคะ... ฝ่ายศัตรูมี ‘ทาล่อน’ (Talon) มาด้วยค่ะ...”





กลับมาที่ช่วงเวลาปัจจุบันมิชเชลยังคงเล่าเรื่องราวของเธอในคราวนั้นให้อเล็กซ์ฟัง เจ้าหนุ่มหน้าละอ่อนยังคงตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ และไม่ลืมที่จะตั้งคำถามที่ตนเองสงสัย
ในทันทีที่ได้ฟัง


“ทาล่อน ที่ว่าคืออะไรเหรอครับ”


มิชเชลมองดูมืออันหยาบกร้านของตนพลางถอนหายใจ “ทาล่อน คือหน่วยรบอาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์ ถูกสร้างขึ้นมาโดยพวกนอร์ทเพื่อจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว
คือการสังหารทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ถูกโปรแกรมขึ้นมาร่างกายของพวกมันเกือบทั้งหมดเป็นเครื่องจักรกึ่งชีวภาพยกเว้นส่วนเดียวคือสมองที่เป็นของมนุษย์...”


“สมองมนุษย์? เหมือนกับไซบอร์กน่ะเหรอครับ...”


“ก็ทำนองนั้น... แต่ว่าหากเทียบกับไซบอร์แล้วเจ้าพวกนี้น่ากลัวกว่าหลายเท่า พวกมันไม่รู้จักคำว่ากลัว ยินดีหรือว่าเสียใจ สมองอาจจะเป็นคนแต่ก็ถูกป้อนโปรแกรม
ด้วยคำสั่งแบบเครื่องจักรเท่านั้น วิธีการสร้างพวกมันก็เต็มไปด้วยความโหดร้าย เป็นการลักพาตัวคนเร่ร่อน ยากจน หรือพวกจรจัดมาให้ควักสมองออกสร้างเป็นทาล่อน
หน่วยรบอมนุษย์ไร้วิญญาณ”


“นั่นมัน...”


“ฟังดูโหดใช่ไหมล่ะ... และไอ้หน่วยรบไร้วิญญาณพวกนี้ยังฝีมือเก่งกาจมาก มีพวกเราหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อของดาบพวกมันในคราวนั้น... รวมถึง...”


“รวมถึง...?”


“... รู้ไหมฉันว่าบางทีฉันคงพูดมากไปแล้วตอนนี้ ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังดีกว่านายกลับไปก่อนเถอะอเล็กซ์...”


ชายหนุ่มเลิกคิ้วพร้อมทั้งสังเกตท่าทีของผู้บัญชาการหญิงว่าเธอกำลังบ่ายเบี่ยงเหมือนไม่อยากเล่าเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปเขาไม่ชอบเอาเสียเลยที่มาเล่าให้อยาก
แล้วอยู่ๆก็จะจากไปง่ายๆแบบนี้ แต่ว่าครั้นจะคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายเล่าต่อคงไม่มีประโยชน์แน่ อีกฝ่ายคงมีเหตุผลที่บ่ายเบี่ยงและโชคร้ายที่อเล็กซ์ดันไม่ชอบคะยั้นคะยอใคร
โดยไม่จำเป็นซะด้วย ไหนๆก็อุตส่าห์เล่ามาแล้วแค่รออีกนิดคงไม่เสียหายนัก เมื่อคิดได้ชายหนุ่มก็ขอลากลับห้องของตนไป เรื่องที่ฟังในวันนี้คงต้องไปหาคำตอบกันอีกที
ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


เมื่อเป็นแบบนั้นอเล็กซ์เลยต้องยอมกลับไปแต่โดยดีชายหนุ่มหวังว่าคราวหน้าฮอว์คอายส์จะยอมตอบคำถามเขาแต่โดยดีไม่มีการกั๊กหรือปิดบังอะไรอีก


“อเล็กซ์...” ฮอว์คอายส์โยนบางอย่างให้กับอเล็กซ์ ชายหนุ่มรับมันเอาไว้ได้กลางอากาศดูจากรูปร่าง ขนาดและน้ำหนักโดยรวมแล้วมันน่าจะเป็นสมุดโน้ตเล่มเล็ก
ที่สอดป้ายบางอย่างเอาไว้ “ขอต้อนรับสู่ทีมบราโว่...”


อเล็กซ์ตีหน้างุนงงก่อนจะลองเปิดสมุดเล่มนั้นดู พบว่ามันคือบัตรประจำตัวที่มาพร้อมกับป้ายห้อยคอที่บ่งบอกถึงฐานะของเขา สเป็คเตอร์สังกัดทีมบราโว่
แต่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นโค้ทเนมที่ใช้เรียกแทนชื่อจริงในภารกิจ สลักอยู่ระหว่างชื่ออเล็กซ์ซานเดอร์ และ นามสกุลมิลเลอร์


อเล็กซานเดอร์ ‘เกรย์วูลฟ์’ มิลเลอร์... หมาป่าเทา... ไม่เลวแฮะ...


“ขอบคุณ...”


อเล็กซ์กล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมความรู้สึกที่ภูมิใจนิดๆ ในที่สุดทุกอย่างก็เหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้ว หวังว่าทุกสิ่งที่ทุกอย่างที่เข้าต้องผ่านมา
และความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับต่อจากนี้...


หลังอเล็กซ์กลับไปได้เพียงไม่กี่นาทีมิชเชลก็กลับมานอนบนเตียงเหมือนเดิมด้วยความรู้สึกเปลี่ยวเหงาเหมือนก่อนหน้าที่อเล็กซ์จะเข้ามา มิชเชลมองไปที่โทรศัพท์
โฮโลกราฟิกของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน หญิงแก่เอื้อมมือที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลที่ครั้งหนึ่งมันเคยอ่อนโยนและนุ่มนวลกว่านี้มาก เธอมองดูมันอยู่สักพักใหญ่ๆ
ก่อนจะเริ่มกดและเลื่อนไปยังรายชื่อทั้งหมดและมาหยุดตรงที่ชื่อๆหนึ่ง


ไอช่า...


นิ้วหัวแม่มือเลื่อนเข้าหาแท๊บโทรออกอย่างช้าๆจนแทบจะสัมผัสกับหน้าจออยู่แล้ว แต่ทว่ามิชเชลชักนิ้วกลับและวางมันลงที่หัวเตียงทั้งที่ตอนแรกกะจะโทรออกแท้ๆ
แต่หญิงแก่กลับเปลี่ยนใจกลางคัน มันคงยังไม่ถึงเวลาของเธอที่จะโทรไปตอนนี้ เพราะงั้นรออีกหน่อยคงไม่เป็นไร


มิชเชลทิ้งศีรษะลงบนหมอน และสายตาของเธอยังมองเพ่งไปที่ป้ายชื่อทหารพวกนั้น


หริ่งๆ


มือถือที่มิชเชลเพิ่งจะวางเอาไว้ตรงหัวเตียงส่งเสียงเตือนขึ้นมีใครบางคนติดต่อมา มิชเชลเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาหวังจะรีบพูดคุยให้จบๆไป ในตอนนี้เธออยากจะนอนพัก
เต็มทีแล้ว หวังว่านี่จะเป็นเรื่องสำคัญนะไม่งั้น...


“คะ...”


“สวัสดีมิชเชล...” เสียงราบเรียบของผู้ชาย ณ ปลายสายทำให้ความคิดที่จะพักผ่อนของมิชเชลเป็นอันสะดุดกึก เสียงที่เธอไม่ได้ยินมาเป็นเวลานานแสนนานแล้ว



มิชเชลตั้งสติก่อนตอบกลับไปอย่างใจเย็น “สวัสดี... คนาฟท์...”









********************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 22 พ.ค. 2017, 21:41

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP12) 21/

ทาล่อนนี่คล้ายๆพวกเมทัลเกียร์สินะครับ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 27 มิ.ย. 2017, 21:07

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP12) 21/

Episode 13 : Quarantine zone


“รีบออกไปจากที่นี่ มันเป็นกับดักวิ่งเร็วเข้า!!”


เสียงตะโกนของใครบางคนที่อเล็กซ์ก็แยกแยะไม่ออกระหว่างที่กำลังมึนกับคลื่นช๊อกอันเกิดจะแรงระเบิดระยะเผาขนเมื่อครู่ ชายหนุ่มไม่ได้มีบาดแผล
หรืออาการบาดเจ็บแต่อย่างใดคงเป็นเพราะเขาหลบอยู่ด้านหลังของซากกำแพงอิฐพอดีเลยโดนแค่เพียงคลื่นช๊อกจากเสียงระเบิดไปเท่านั้น อเล็กซ์รีบลุกขึ้นมา
ก่อนจะตามใครบางคนที่เพิ่งเรียกเขาเมื่อครู่ไปติดๆ


ภาพรอบตัวที่อเล็กซ์อยู่เป็นพื้นที่ที่เหมือนหลุดออกมาจากเขตสงครามในหนังไม่มีผิดและมันก็ถูกเพราะเขากำลังอยู่ในเขตสงคราม สงครามระหว่างพวกอาวุธชีวภาพ
รอบตัวของอเล็กซ์นั้นเต็มไปด้วยเหล่าซากศพที่คืนชีพจากหลุมออกมาไล่ล่ารับประทานเนื้อสดๆ สิ่งที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญห่วยๆหลายเรื่อง อเล็กซ์ไม่คิดว่า
ชาตินี้จะต้องมาเจออะไรแบบนี้ถึงไม่อยากจะเชื่อสายตาแต่มันก็เป็นความจริงไปแล้ว ซากศพตายแห้งที่ได้แต่ร้องครางและเดินลากขาอย่างเชื่อช้าพร้อมกลิ่นเหม็นแสบจมูก
ของเนื้อเน่า ความตายที่ฟื้นคืนชีพจากหลุมศพ


ซอมบี้


อเล็กซ์ไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรขณะที่พวกซอมบี้เดินเข้ามาหาเขายกฝูงสิ่งที่คิดในตอนนี้มีเพียงการวิ่ง วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เท่านั้นหากมีซอมบี้ตัวไหนขวางทาง
ก็ให้เลี่ยงการปะทะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การยิงเข้าที่กลางหัวเป็นตัวเลือกสุดท้ายหากไม่มีทางเลี่ยงจริงๆ มีเหตุอะไรที่ชายหนุ่มต้องถูกส่งมาที่นี่ท่ามกลางสองสิ่ง
ระหว่างความเป็นกับความตายในสถานที่ที่กำลังจะกลายเป็นนรกบนพื้นดินไปแล้ว...




สองวันก่อน...


อเล็กซ์กำลังนั่งอยู่ในรถเอสยูวีสีดำพร้อมกับฮอว์คอายส์และออสเปรย์ที่เป็นคนขับรถมาด้วย พวกเขากำลังขับตรงจากฐานมุ่งสู่เขตพื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งในเนวาดา
ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย แล้วก็ทรายเต็มไปหมดอย่างกับทุ่งซาวาน่าในแอฟริกาไม่มีผิด ถนนสายยาวไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนจะไรที่สิ้นสุดไม่มีอะไรมาขวาง
กั้นนอกจากรถคันอื่นที่แล่นสวนมาซึ่งจะมีเพียงนานๆครั้งเท่านั้น อากาศข้างนอกคงจะร้อนตับแลบทีเดียววันนี้แดดแรงมากเสียด้วย อันที่จริงอเล็กซ์ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพื้นที่
แห้งแล้งแบบนี้นักเพราะตัวเขาก็มีพื้นเพเป็นชาวแอริโซน่าเติบโตมากับพื้นที่แห้งแล้งของพื้นดินทรายในแกรนแคนยอน จะว่าไปชายหนุ่มออกจะชอบวิวทิวทัศน์แบบนี้เสียด้วยซ้ำ
ก็แค่ติดที่ว่าต้องมานั่งจับเจ่าอยู่ในรถนี่มานานกว่าสามชั่วโมงแล้วก็เท่านั้นเอง


อเล็กซ์ขยับแขนและขาที่เพิ่งจะได้รับการรักษาเป็นอย่างดีโดยหน่วยแพทย์ของสเป็คเตอร์บาดแผลที่ได้รับมาจากการทำภารกิจเมื่ออาทิตย์ก่อนหายไปหมดจนแทบไม่เหลือ
ร่องรอย ด้วยวิธีการรักษาแบบพิเศษของหน่วยแพทย์ที่อเล็กซ์เองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ที่จำได้คือเครื่องมือประหลาดและยาสีเหลืองเหมือนพวกสารเรืองแสงที่ฉีดเข้าร่าง
ของเขาในตอนนั้นพอรู้ตัวอีกทีอาการบาดเจ็บทั้งหมดมันก็หายไปเหมือนกับเล่นกลซะอย่างนั้นขนาดสะเก็ดแผลเล็กๆยังไม่เหลือให้เห็น อเล็กซ์เอาแขนพิงประตูรถ
ก่อนจะมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย


“เป็นอะไรไปอเล็กซ์ เครียดรึไง?” ฮอว์คอายส์ถาม


อเล็กซ์หันหัวมาทางฮอว์คอายส์ “อ๋อ... เปล่าครับ ผมแค่ไม่ชอบการเดินทางไกลเท่านั้น มันน่าเบื่อจะตายชักสุดๆเลยนี่ครับ”


“อย่างนั้นเองเหรอ... แล้วนายไม่คิดจะโทรศัพท์คุยกับใครรึไงอย่างครอบครัวนายหรือพวกญาติพี่น้องนายอะไรพวกนี้น่ะ”


“เพิ่งคุยกับน้องสาวไปเมื่อเช้าครับ เธอโทรมาบอกว่าตอนนี้ที่โรงพยาบาลในมินเนสโซต้ากำลังวุ่นกันใหญ่ ผมเองก็เตือนเธอให้ระวังตัวเรื่องของไอ้พวกบ้านั่นด้วย”
อเล็กซ์ตอบกลับช่วงที่กำลังเข้าสู่ตัวเมืองเล็กๆระหว่างทาง


“จะว่าไปนายก็เคยพูดถึงเรื่องของแม่นายหนหนึ่งนี่นะ แล้วแม่นายเป็นยังไงบ้างล่ะ” ออสเปรย์ถามบ้าง


“จะว่าสบายดีก็ไม่ใช่ล่ะนะ โรคประจำตัวกำเริบตอนนี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงก็ยังดีที่ฟิโอช่วยดูแลอยู่ ก็เลยไม่ห่วงกับเรื่องพวกนั้นมากเท่าไหร่อย่างน้อยก็ตอนนี้...”


“นายอยากจะลาพักไหม ถ้านายอยากฉันจะเดินเรื่องให้ อย่างน้อยก็จะได้กลับไปหาแม่นายบ้างน่ะ...” ฮอว์คอายส์เสนอ


“ก็ขอบคุณครับแต่คิดอีกทีไว้ก่อนดีกว่าเรามีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการก่อน ผมต้องหยุดไอ้พวกบ้านั่นไม่ให้มันก่อเรื่องไปมากกว่านี้อีก ไม่งั้นทั้งแม่และน้องสาวผม
คงจะไม่ปลอดภัยแน่”


อเล็กซ์พูดเสร็จก็หันกลับไปมองภาพทิวทัศน์ต่อ ทั้งสองคนที่เป็นเพื่อนร่วมทางก็เงียบไปหลังจากนั้นไม่นานนัก จริงอยู่ที่อเล็กซ์อยากจะกลับไปหาแม่และน้องสาวมากๆ
แต่เขายังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบหนำซ้ำยังเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่มากเสียด้วย ชายหนุ่มเรียนรู้สิ่งหนึ่งมาจากแร๊บบิทนั่นคือบางครั้งเราต้องเลือกชั่งลำดับความสำคัญ
ของสิ่งที่ควรทำแม้บางครั้งจะต้องทิ้งเรื่องส่วนตัวออกไปบ้างก็ตาม แต่หากนั่นเป็นการทำเพื่อสิ่งที่ดีกว่าแล้วท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็จะออกมาคุ้มค่าเสมอ อีกอย่างน้องสาวของเขา
ก็ดูแลตัวเองได้ ส่วนแม่ที่อยู่กับฟิโอก็ไม่น่าเป็นห่วง เห็นแบบนี้ฟิโอก็พึ่งพาได้มากกว่าที่คิดคงดูแลแม่ได้เป็นอย่างดีแน่


แต่ก็มีเป็นห่วงนิดๆอยู่เหมือนกันนั่นล่ะ...


หลังนั่งรถเป็นผู้โดยสารอยู่นานอีกร่วมชั่วโมงจนแทบจะเบื่อตายกันไปข้าง พวกของอเล็กซ์ก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งอยู่ในเมืองกลางเขตทะเลทรายเนวาดาฮอว์คอายส์
ยื่นเอกสารบางส่วนให้ยามที่เฝ้าอยู่หน้าป้อม สักพักก่อนจะผ่านเข้าไปได้อย่างไร้ปัญหา เมื่อเข้ามาข้างในสิ่งแรกที่เห็นคือโครงสร้างรูปแบบการก่อสร้างที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย
มันเป็นสถานที่ที่ดูคล้ายๆกับค่ายทหารหรือไม่ก็ศูนย์ฝึกบำรุงอะไรสักอย่างแต่ที่เดาออกคือมันต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางการทหารไม่มากก็น้อย


อเล็กซ์มองไปนอกกระจกรถ สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาดาอันห่างไกล แต่ก็มีสิ่งที่ให้ความรู้สึกคล้ายๆกับศูนย์ฝึกกองกำลังอะไรสักอย่าง
เหมือนกับที่อเล็กซ์เคยไปฝึกสมัยเป็นเด็กหน้าละอ่อนในหน่วยนาวิกฯที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือบรรดาชายฉกรรจ์ร่างบึกกำยำกว่าโหลกำลังออกวิ่งกัน
ท่ามกลางแดดทะเลทรายอันร้อนระอุอย่างไม่ยี่หระต่ออากาศที่ร้อนตับแตกของทะเลทรายเนวาดาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และที่แน่นอนคือเสียงปืนซ้อมยิง
ที่ยังคงดังระงมออกมาจากที่ไหนสักที่อยู่ตลอดเวลา


อเล็กซ์เปิดประตูลงจากรถขณะที่มองดูกลุ่มทหารวิ่งผ่านหน้าเขาไป “ค่ายทหารกลางทะเลทรายเนวาดาเหรอเพิ่งจะเคยเห็นนะเนี่ย ที่นี่ที่ไหนกันครับผู้บัญชาการ”


“ที่นี่คือศูนย์บัญชาการใหญ่ของกลุ่มกองกำลัง Desert Strom Security Solution นายคงรู้จักแล้วสิใช่ไหม” ฮอว์คอายส์ตอบพลางหยิบกระเป๋าใบหนึ่งลงจากรถ


“แน่นอนครับ กองกำลังเอกชนรายใหญ่ของโลกที่ได้สัญญากับทางสภาความมั่นคงโลก ทั้งการฝึกกองกำลัง รักษาความปลอดภัยเผลอๆจะเป็นทหารรับจ้างให้ด้วย
ไม่คิดว่าสำนักงานใหญ่จะมาตั้งอยู่กลางทะเลทรายในเนวาดาแบบนี้”


“เจ้าหนุ่มนี้รู้เยอะดีนี่ แฟนพันธุ์แท้หรือเป็นอับดุลถามมาตอบได้กันล่ะ?”


ชั่วขณะเดียวเสียงพูดที่ฟังดูคล้ายการประชดเล่นๆของชายแก่คนหนึ่งก็ดังขึ้นดึงความสนใจของแขกผู้มาเยือนทุกคน ที่เห็นคือชายแก่ตัวสูงรูปร่างสันทัดในเสื้อโค้ทยาวหนัง
สีน้ำตาลเข้มดูจากความหยาบแล้วน่าจะเป็นหนังม้าแบบเดียวกับที่พวกคาวบอยใส่กันในหนังหลายๆเรื่อง ผมขาวแซมดำบางส่วนตามธรรมดาของคนแก่มีอายุ ใบหน้า
แม้มีรอยย่นหยาบกร้านตามอายุอานามที่เคยผ่านมา แต่จากบาดแผลที่เห็นประปรายตามใบหน้า อเล็กซ์มองแว๊บเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆนี้เคยเป็นทหารมาก่อน
และน่าจะไม่ใช่ทหารธรรมดาแต่ดูจากสภาพร่างกายที่ยังคงฟิดเปรี๊ยะแม้จะมีอายุมากแล้ว ถ้าไม่ใช่งานสายลับก็หน่วยพิเศษระดับสูงที่ทำงานราชการลับแน่ๆ
ส่วนที่เด่นที่สุดคงจะหนีไม่พ้นดวงตาข้างซ้ายที่ขยับไปขยับมาอย่างผิดธรรมชาติ อเล็กซ์มองออกว่านั่นคือนัยน์ตาเทียมแบบไซเบอร์เนติกออกแบบมาให้ขยับได้
เหมือนดวงตาของจริง


“คนาฟท์ ไม่ได้เจอกันนานนะ ชีวิตนายยังล่ำสันเหมือนเดิมใช่ไหม” ฮอว์คอายส์กล่าวทักทายชายแก่ปริศนาในทันทีที่เจอหน้า


“ก็พอกินพอใช้ ผู้บัญชาการ นายเช่นกันนะออสเปรย์ยังทำหน้าที่มือขวาของเธออยู่อีกเหรอเนี่ยเห็นแล้วปลื้มชะมัด แล้วลูกเสือคนนี้ใครกันเนี่ย?” คนาฟท์หันมามองอเล็กซ์
ต่อเหมือนจะสนใจในตัวชายหนุ่มพอดู


“นี่คือเกรย์วูลฟ์ เด็กใหม่ของเราเอง เห็นท่าทางทึ่มๆแบบนี่ก็เชี่ยวเรื่องคอมทีเดียวล่ะ”


“ชมแบบนี้ผมไม่ดีใจหรอกครับผู้บัญชาการ...” อเล็กซ์พูดประชดกลับ


“เกรย์วูลฟ์เหรอ.... เอาเถอะ อย่ามัวแต่คุยกันกลางแดดเปรี้ยงแบบนี้เลย เราเข้าไปข้างในกันก่อนดีกว่าในนั้นมีเครื่องดื่มเย็นๆกับสาวแจ่มๆให้เหล่มองอีกเพียบ
นายต้องชอบแน่พ่อลูกเสือ”


คนาฟท์ออกปากชวนและฮอว์คอายส์ยินดีที่จะไม่ปฏิเสธ แดดร้อนแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเตาย่างเนื้อไม่มีผิด โดยส่วนตัวแล้วอเล็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ชอบอะไร
ในตัวชายแก่ที่ชื่อว่าคนาฟท์คนนี้มากนักหรอกแค่เพียงแต่เขาไม่ชอบที่คนาฟท์เรียกเขาว่า ‘ลูกเสือ’ ก็เท่านั้นมันไปจี้ใจบางอย่างเข้าฟังแล้วรู้สึกคันยิบๆเป็นบ้า แต่ก็พูดไป
คงไม่ช่วยอะไรนักเพราะชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปต่อล้อต่อเถียงกับใครได้นอกจากทำได้เพียงตามน้ำไปเฉยๆ


ภายในตึกสำนักงานใหญ่สิ่งแรกที่อเล็กซ์สัมผัสได้นอกจากความเย็นของแอร์ที่เปิดไว้ในสำนักงานคือบรรยากาศที่ดูเรียบง่ายแต่มีความวุ่นวายแทรกอยู่ตามแบบฉบับ
ของสำนักงานทั่วไป ทุกครั้งที่คนาฟท์เดินไปที่ไหนก็จะต้องมีทหารทำท่าตะเบ๊ะวันถยาหัตถ์ให้เสมอ เห็นได้ชัดว่าชายแก่ที่แม้ดูภายนอกจะมีปากและวาจาที่ไม่ค่อยน่าประทับใจ
นักแต่ก็มีคนให้ความเคารพเป็นจำนวนไม่น้อย อเล็กซ์ไม่รู้ว่าชายแก่คนนี้จะมีดีอะไรซ่อนอยู่ แต่มันคงไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากรู้ในตอนนี้มากไปกว่าคำถามที่ว่าเขาเดินทางหลายชั่วโมง
มาถึงสำนักงานใหญ่ของทหารรับจ้างกลางทะเลทรายเพื่ออะไรกันแน่


ทั้งสี่เดินเข้าไปในลิฟท์ที่ผนังเป็นกระจกกันกระสุนอย่างหนามองเห็นทุกกิจกรรมที่ทำอยู่จากในนี้ได้อย่างชัดแจ้ง แม้จะมองผ่านๆอเล็กซ์ก็มองเห็นทั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่กำลัง
ต้อนรับแขกที่เป็นลูกค้าจากมากมายหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังจะมาติดต่อทำสัญญาว่าจ้างเป็นการส่วนตัว หรือฝ่ายบุคคลที่กำลังคัดกรองคนมากมายที่กำลังมาสมัคร
เป็นพนักงานของที่นี่ หรือฝ่ายพัฒนาวิจัยที่กำลังพัฒนาอะไรบางอย่างอยู่ที่ดูจะน่าสนใจไม่ใช่น้อยสำหรับชายหนุ่ม จนกระทั่งลิฟท์มาหยุดที่ชั้นบนสุดของสำนักงาน


ดูแล้วนี่น่าจะเป็นชั้นส่วนตัวเพราะสังเกตจากความกว้างของห้องที่ไม่ได้กว้างไปกว่าอพาทเมนท์เก่าของอเล็กซ์ภายในนั้นมีทั้งตู้โชว์อาวุธโบราณและอุปกรณ์แปลกๆวางเต็มตู้
บนผนังก็มีปืนไรเฟิลซุ่มยิงกว่าสี่กระบอกวางโชว์อยู่บนหิ้งแถมสภาพแต่ละกระบอกก็ผ่านการใช้งานอย่างหนักมาก่อนสังเกตจากรอยขูดขีดมากมายที่ปรากฏให้เห็นกันแบบชัดเจน
ที่โต๊ะทำงานก็มีระเบิดมือและกระสุนขนาดใหญ่แบบเก่าวางประดับอยู่ ถ้าให้ถามนี่คงเป็นของตั้งโชว์ที่อันตรายสุดๆชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว


หรือไม่ก็อาจจะเป็นอาวุธฉุกเฉินเผื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น


คนาฟท์เดินไปที่บาร์ส่วนตัวภายในห้องก่อนเอ่ยปากถาม “เชิญนั่งก่อนจะดื่มอะไรไหมผู้บัญชาการ ส่วนนายชอบดื่มเบอร์เบิ้ลใช่ไหม สไนป์?”


“ขอเข้มพิเศษ...” ออสเปรย์ตอบสั้นๆ


“งั้นจัดไป แล้วนายล่ะพ่อลูกเสือจะเอาอะไร ถ้าต้องการนมสดตรงนี้ก็มีให้นะ” คนาฟท์พูดติดตลกแต่อเล็กซ์ไม่ขำเลยสักนิด บอกตามตรงว่าเขาไม่ไว้ใจตาแก่คนนี้เท่าไหร่นัก
ถึงทำตัวสบายๆแต่จริงๆแล้วอเล็กซ์รู้ว่านี่เป็นการแสร้งทำเพื่อปกปิดจุดประสงค์บางอย่าง เท่าที่ดูคงจะรู้จักทั้งฮอว์คอายส์และออสเปรย์มานานทีเดียวเพราะถึงกับเรียกชื่อจริง
ของทั้งสองคนออกมาแบบนี้


อเล็กซ์มองไปรอบห้องก่อนตอบ “ขอน้ำเปล่า”


“เลือกได้ดี เอ้านี่...” คนาฟท์ยื่นแก้วใส้น้ำเย็นให้ชายหนุ่ม


“ถามหน่อยนายติดต่อมาหาพวกเราแบบนี้มีธุระอะไรคนาฟท์ คนแบบนายไม่น่าจะใช่คนที่ติดต่อใครเพียงเพราะต้องการให้เรามาจิบเหล้าพูดคุยสารทุกข์สุกดิบแน่ใช่ไหม?”
ฮอว์คอายส์ถามขณะที่เริ่มนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกภายในห้อง พร้อมกับตอนที่คนาฟท์เอาเครื่องดื่มที่เตรียมไว้เสร็จสรรพมาให้ถึงที่


“เอาน่าสบายๆไว้ก่อน เอ้า! นี้ของที่สั่งได้แล้ว ส่วนนี่ของคุณผู้บัญชาการ”


คนาฟท์ยื่นแก้วเหล้าสองใบให้ออสเปรย์และฮอวค์อายส์ แก้วของออสเปรย์เป็นเหล้าเบอร์เบิ้ลสีน้ำตาลเข้มเพียวๆไม่ผสมอะไรลงไปแม้แต่น้ำแข็ง ส่วนของฮอว์คอายส์
เป็นเครื่องดื่มสีเหลืองดูน่าสนใจแบบแปลกๆน่าจะเป็นเหล้าประเภทหนึ่ง ฮอว์คอายส์ดมกลิ่นของเหล้าในแก้วด้วยสีหน้าที่เหมือนจะคุ้นเคยกับกลิ่น “อืม... ‘แบล็กไปเปอร์เทียร์’
เหล้าแรงแบบนี้นายยังอุตส่าห์มีอีกนะ นายรู้ได้ไงว่าฉันชอบเหล้าแบบนี้”


“ไม่ยากนี่อย่าลืมสิครับว่าเรารู้จักกันมานานแล้วคุณชอบดื่มมันในโอกาสพิเศษ และผมรู้อีกว่าไอ้เหล้านี่น่ะเป็นเหล้าของ-”


“อย่าพูดถึงมันเลยดีกว่า รีบเข้าเรื่องของนายมาได้แล้วเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักร้อนนายก็รู้นะ” ฮอว์คอายส์รีบห้ามปรามเหมือนไม่อยากฟังสิ่งที่คนาฟท์กำลังจะพูดเท่าไหร่
ซึ่งชายแก่ก็รับรู้ได้ในจุดนี้เลยไม่คิดพูดนอกจากเริ่มวกกลับเข้าเรื่องหลักเหตุผลที่อเล็กซ์และอีกสองคนต้องลำบากเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองกำลังจะได้รู้กันหลังจากนี้


“ถ้างั้นระหว่างที่เราดื่มไอ้นี่ไปผมจะเริ่มเล่าก็แล้วกันครับ ไม่ต้องห่วงผมเจือจางเหล้านั่นด้วยน้ำองุ่นแล้วเพราะงั้นไม่ต้องห่วงว่าจะเมา ถ้าจะให้พูดตอนนี้เรากำลังเจอกับ
สถานการณ์วิกฤตครับ” ชายแก่พูดพร้อมทั้งจิบวิสกี้อย่างช้าๆ “เมื่อวานนี้พวกเราได้รับภารกิจให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เขตกักกันโรคในนิวยอร์ค ทีแรกเราคิดว่าเป็นแค่
ภารกิจง่ายๆไม่มีปัญหาอะไร แต่มันก็ดันมีปัญหาเกิดขึ้น”


คนาฟท์ยืนแฟ้มเอกสารชุดหนึ่งให้ฮอว์คอายส์ไป ผู้บัญชาการหญิงเปิดมันออกก่อนจะกระจายเอกสารลงบนโต๊ะส่วนใหญ่เป็นรายงานทั่วไปและภาพถ่ายอีกจำนวนหนึ่ง
อเล็กซ์ลองพิจารณาเอกสารพวกนั้นอย่างละเอียด หากมองรวมๆนี่ก็คงเป็นแค่เอกสารรายงานทางทหารทั่วไป


ซึ่งมันก็อาจจะเป็นแบบนั้นหากไม่เป็นเพราะภาพที่เห็นนั้นคือภาพของกลุ่มกองกำลังทหารติดอาวุธที่ไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายใดกำลังจู่โจมใส่บรรดาผู้รอดชีวิตภายในเมือง


“เราถูกลอบโจมตีโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครแต่ทักษะของพวกมันสูงมากขนาดทหารชั้นเยี่ยมของผมที่ส่งเข้าไปสองหน่วยรอดกลับมาไม่ถึงครึ่ง”


“แล้วนายจับตัวหรือได้ศพพวกมันเอาไว้ไหม” ฮอว์คอายส์ถาม


“โชคร้ายที่เราจับเอาไว้ได้แต่ ที่เราไม่คาดคิดคือเมื่อพวกมันบาดเจ็บหรือถูกจับตัวได้พวกมันกลับมีท่าทีแปลกไปเริ่มชักกระตุกอยู่นานพักหนึ่งก่อนจะ ‘ระเหย’ ไป”


“ล้อเล่นรึเปล่า... คนเนี่ยนะระเหยได้” ออสเปรย์ถามอีกครั้งเหมือนยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก อเล็กซ์เองก็เช่นเดียวกันเขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีอะไรแบบนั้นอยู่
ถึงที่ผ่านมาจะมีเรื่องแปลกๆอย่างพวกมนุษย์พิสดารหรือพวกอสูรกายสุดอัปลักษณ์อย่างกับหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญแต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาฟังเรื่องราวที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
แบบนี้


“ที่แรกก็ไม่เชื่อเหมือนกันแต่ว่า...” คนาฟท์ดึงขวดโหลขวดหนึ่งออกมาจากใต้โต๊ะ “พอเห็นตัวอย่างนี่ก็อดเชื่อไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง”


ขวดโหลขนาดเท่าขวดแยมมีฝาปิดผนึกอย่างดีถูกวางเอาไว้บนโต๊ะเรียกความสนใจของชายหนุ่ม ภายในนั้นบรรจุของเหลวสีเขียวทึบดูคล้ายๆยางมะตอยและยังมีเศษชิ้นส่วน
อะไรบางอย่างลอยปะปนอยู่ในของเหลวสีเขียวนั่นด้วยอีกหลายส่วน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คงเป็นเศษซากของสิ่งที่ครั้งหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเคยเป็นสิ่งมีชีวิตมาก่อน
ชายหนุ่มไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยค่อนข้างจะสนใจมากเป็นพิเศษทีเดียว


“นั่นคือตัวอย่างที่ทหารของผมรวมรวมมาได้ทั้งหมด แม้แต่นักวิจัยของพวกเราก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร ผมเลยอยากได้ความเห็นของคุณ จะว่าไปคุณยังมีด๊อกเตอร์ปวีณา
อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”


“ไม่มีประโยชน์หรอก... เธอยังไม่หายดีจากอาการบ้านั่นเลย”


“มันก็สิบปีมาแล้วนะครับตั้งแต่ในตอนนั้น... หลายอย่างเปลี่ยนไปมากสินะครับ”


“ใช่... จะว่างั้นก็ได้ เอาเถอะถึงเธอยังช่วยไม่ได้แต่ทางเราก็ยังมีนักวิจัยอีกหลายคนที่พอจะช่วยได้อยู่ เราจะลองสืบหาข่าวคราวให้เองถ้าได้อะไรเราจะบอกนายเป็นคนแรก”
ฮอว์คอายส์แย่งขวดจากมือของอเล็กซ์ก่อนจะนำใส่กระเป๋าล๊อกปิดผนึกอย่างดีและเตรียมตัวเดินทางกลับฐาน อเล็กซ์ลุกขึ้นพร้อมทั้งหยิบกระเป๋าตามหลังเธอไป
หลังจากร่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย อเล็กซ์และออสเปรย์เดินเข้ามารอในลิฟท์ก่อนขณะที่รอหัวหน้าของตนเองให้ตามเข้ามาอีกที


ฮอว์คอายส์กำลังจะเดินมาในลิฟท์เช่นเดียวกัน เธอยกแก้วขึ้นดื่มเหล้าจนหมดก่อนจะเดินตรงกลับไปที่ลิฟท์


“มิชเชล... คนที่ว่าใช่เจ้าหนูนั่นใช่ไหม?” คนาฟท์เอ่ยถามก่อนเธอจะไปถึงลิฟท์


“ใช่... เป็นอย่างที่นายคิดนั่นล่ะ... ตลกดีว่าไหมล่ะ”


“ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจนได้... ยังไงก็เถอะฉันมีของจะให้เธอข้างล่างนั่นด้วยมันคงช่วยเธอได้ไม่มากก็น้อย โชคดีนะมิชเชล...”


“นายเองก็เหมือนกัน... คนาฟท์”



-------------------------------------------------------------------------------------------------------



ภายในฐานหลังจากสิ้นสุดการฝึกซ้อมรบประจำวัน รันฟาก็มานั่งพักเหนื่อยที่ม้านั่งบริเวณหน้าห้องฝึกซ้อมเหมือนเช่นทุกๆครั้ง เนื้อตัวของเธอมอมแมมและบางส่วน
มีแผลถลอกปอกเปิดจากการฝึกซ้อมรบครั้งล่าสุด จะว่าไปหญิงสาวก็เริ่มรู้สึกชินกับการฝึกโหดของที่นี่บ้างแล้วหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปนับจากวันที่เธอก้าวเข้ามา
อยู่ในองค์กรนี้ ชีวิตที่เรียบง่ายเฉื่อยฉายหายไป ความตื่นเต้นและอันตรายเข้ามาแทนที่ส่วนนั้นโดยไม่รู้ตัว แม้แต่แพทย์สนามแบบรันฟายังต้องออกงานเสี่ยงอันตรายเช่นคนอื่น
และวันนี้รันฟาก็เพิ่งฝึกต่อสู้ระยะประชิดกับคอนเนอร์เสร็จไปหมาดๆ และคอนเนอร์เองก็ไม่มีแม้แต่คำว่าออมมือให้กับเธอมีหลายครั้งที่หญิงสาวเกือบจะกระดูกหักหรือเฉียดใกล้
ความตายในระหว่างการฝึกซ้อม แต่มันก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมาเยอะ


เช่นการรู้จักการเชื่อในสัญชาติญาณมากกว่าทักษะของตัวเองในหลายๆครั้ง


รันฟายกขวดน้ำขึ้นซดอย่างกระหายขณะที่มองดูดาบญี่ปุ่นเล่มยาวที่เธอพกมันมาด้วยในการฝึก คิดแล้วมันก็น่าตลก ก่อนหน้านี้หลังกลับจากภารกิจเธอแทบทนที่จะอยู่ใกล้
มันไม่ได้แต่พอมาตอนนี้เธอกลับมาไว้ใจมันได้เหมือนเช่นเดิม จะว่าไปก็ต้องขอบคุณเรเวนหญิงปริศนาท่าทางแปลกๆคนนั้นที่ช่วยให้เธอกลับมาถือดาบเล่มนี้ได้อย่างเดิม
แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังอดข้องใจในท่าทีและความสามารถประหลาดๆของเรเวนเป็นไม่ได้ เธอดูไม่เหมือนคาเมเลี่ยนหรือคลอว์ที่เป็นพวกกลายพันธุ์รันฟากลับคิดว่าเรเวน
อาจจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้นราวกับเธอไม่ใช่มนุษย์จริงๆ


“มานั่งคิดอะไรตรงนี้ล่ะแม่หนู?” เสียงทักทายของคนๆหนึ่งปลุกรันฟาออกจากห้วงความคิดโดยฉับพลัน หญิงสาวมองดูเจ้าของเสียงหวานใสที่กำลังมองยืนดูเธอด้วยความสนใจ


“คุณนุสรา...”


“นี่เรียกฉันว่านุสก็ได้แม่หนู เรียกแบบเป็นทางการแบบนั้นมันเกินความจำเป็นไปหน่อยนะว่าไหม” รอยยิ้มสดใสที่ไม่เข้ากับใบหน้าที่กำลังเลอะคราบน้ำมันเครื่องหลายจุด
ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด เท่าที่ได้ยินมานายช่างหญิงคนนี้น่าจะมีอายุพอๆกับแม่ของรันฟาเสียด้วยซ้ำ แต่น่าแปลกที่ดูยังไงก็เหมือนหญิงคนนี้ควรจะมีอายุไล่เลี่ยกับเธอมากกว่า


หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าสาวแก่หน้าเด็กกันนะ...


“ขอโทษค่ะ ว่าแต่มีอะไรเหรอคะ?” รันฟาเลิกคิดไร้สาระชั่วคราวพลางถามกลับไป


“เปล่าหรอกก็แค่เห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวตลอดเลยนี่นา วันๆก็ไม่เห็นเธออยู่กับใครมากเป็นพิเศษนอกจากกับดาบเล่มนั้นน่ะ...” นายช่างหญิงชี้ไปที่ดาบญี่ปุ่นที่วางพิงกำแพง
อยู่ข้างๆ


“ก็แค่เพิ่งฝึกซ้อมเสร็จเท่านั้นล่ะค่ะเลยมานั่งพักตรงนี้ก่อน จะว่าไปคุณขอลาพักอยู่ไม่ใช่เหรอคะแล้วทำไมถึง...”


“ก็แค่งานอดิเรกเล็กๆน้อยๆเท่านั้นล่ะ ตอนนี้ก็ว่าจะแวะไปเยี่ยมพี่สาวฉันซะหน่อยเธออยากมาด้วยกันไหมล่ะ?” นุสเอ่ยปากถามขณะที่เช็ดคราบน้ำมันเครื่องออกจากใบหน้า
บางส่วน


“งั้นขอรบกวนด้วยนะคะ”


รันฟาไม่ปฏิเสธไหนๆก็มีโอกาสได้คุยกันแล้วคงจะดีกว่าถ้าได้รู้จักคนๆนั้นมากขึ้นอีกสักนิดอีกทั้งเธอก็ว่างแล้วด้วยเพราะงั้นไปทำความรู้จักคนเพิ่มคงจะดีกว่า ก่อนที่จะไปเยี่ยม
นุสได้ชวนหญิงสาวให้พากันไปอาบน้ำก่อนและรันฟาก็เห็นด้วยหลังจากการฝึกร่างกายเธอมันก็ร้อนและชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เช่นเดียวกับนุสที่มีรอยเลอะจากการทำ ‘งานอดิเรก’
ของเธออยากรู้เหมือนกันว่างานอดิเรกประเภทไหนกันแน่ถึงกับต้องเลอะคราบน้ำมันหนักขนาดนี้กัน หลังจากใช้เวลาอาบน้ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงทั้งคู่ก็ออกมาจาก
ห้องอาบน้ำด้วยสภาพที่สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัว ความรู้สึกที่ได้ทำความสะอาดร่างกายนี่มันดีเป็นบ้าเลย


เท่าที่ได้ยินมาจากฮอว์คอายส์นุสมีพี่สาวอยู่อีกคนชื่อว่าฟาง รันฟาในตอนแรกไม่ได้ถามรายละเอียดมากนักเลยไม่ค่อยรู้ว่าเป็นคนแบบไหนที่รู้มาอย่างเดียวคือเธอเป็นพี่สาว
ฝาแฝดของนุสและเป็นถึงนักวิจัยอัจฉริยะที่เรียนจบปริญญาเอกตั้งแต่อายุยี่สิบ รันฟาชักอยากเจอตัวจริงเร็วๆเหมือนกันว่าจะเป็นคนแบบไหนมีไม่บ่อยนักที่รันฟาจะได้เจอกับ
อัจฉริยะระดับนี้สักคน จะว่าไปปกติทั้งสองพี่น้องคู่นี้ก็ทำตัวลึกลับไม่ค่อยจะออกมาให้ใครเห็นซะด้วย เลยไม่ค่อยรู้ว่าวันๆทำอะไรกันบ้าง


นุสเดินพารันฟามาที่หน้าห้องๆหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า 'ห้องแช่ชีพ' รันฟามองดูป้ายที่เขียนอย่างงๆ คนแบบพี่สาวของนุสจะมาอยู่ในที่แบบนี้ก็เรียกว่าประหลาดเกินแล้ว
หรือบางทีเธออาจจะทำงานอยู่ในห้องนี้กันชักจะน่าสงสัยขึ้นทุกทียังไงก็ไม่รู้


เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องนุสก็เอามือแตะที่แป้นแสกนลายมือ ‘โปรดยืนยันตัวพร้อมแจ้งความประสงค์’


“นุสรา ผิวทอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีแผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มาเยี่ยมคนไข้หมายเลข 41652 พร้อมแขกอีกหนึ่งคน รหัสผ่าน สุนัขสีฟ้า”


‘อนุมัติให้ผ่านได้’


เสียงของ A.I. ดังขึ้นก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกกว้างในทันที สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นยะเยือกอันมหาศาลขนาดมากพอๆกับความหนาวของขั้วโลกใต้ที่ทรงพลัง
มากพอจะแช่แข็งอะไรก็ตามที่ต้องการให้คงสภาพเอาไว้นานๆได้ นุสเดินนำหน้าหญิงสาวไปโดยไม่ยี่หระต่อความหนาวเหน็บที่กำลังแทรกผ่านเข้าไปทุกประสาทสัมผัสการรับรู้
ของรันฟาแม้แต่น้อยหญิงสาวเดินตัวสั่นจนนายช่างหญิงดึงเสื้อกันหนาวตัวหนึ่งให้รันฟาไป


“สวมไอ้นี่ไว้ซะ ฉันลืมบอกเธอไปว่าควรใส่เสื้อผ้าหนาๆมาด้วย เพราะห้องนี้มันหนาวติดลบเธออาจแข็งตายได้หากไม่สวมมันเอาไว้”


“ละ.... แล้ว คะ... คุณนุสล่ะคะ?” รันฟาถามเสียงสั่น


“ไม่เป็นไรฉันทนกับอากาศหนาวๆแบบนี้ได้ห่วงตัวเธอเองเถอะ” นุสตอบก่อนจะเดินนำไปข้างหน้าโดยไม่สนความหนาวเย็นที่รันฟารู้สึกได้แม้แต่นิดเดียว


เมื่ออีกฝ่ายบอกแบบนี้รันฟาก็รีบสวมเสื้อกันหนาวก่อนจะเดินตามไปพร้อมกับอาการหนาวสั่นที่ยังคงไม่หายไปไหนไม่รู้ว่านุสทนอากาศหนาวแบบนี้ได้ยังไงกันโดยที่สวมเพียง
แค่เสื้อธรรมดาเพียงตัวเดียวขนาดสวมเสื้อกันหนาวอย่างหนายังแทบเอาไม่อยู่ ภายในห้องมีแท๊งค์อะไรสักอย่างวางในแนวตั้งอยู่มากมายหลายแท็งค์ความสูงประมาณสองเมตร
มีเกล็ดน้ำแข็งจับอยู่เต็มไปหมดและที่แปลกอีกอย่างคือกระจกอย่างหนาที่ถูกติดเอาไว้เหมือนจะเป็นประตู รันฟาลองมองเข้าไปในกระจกนั่นและก็ต้องผงะออกมาในทันที
เพราะสิ่งที่อยู่ภายในแทงค์นั่น


ถ้าไม่ได้ตาฝาดเมื่อกี้นี้ฉันเห็นศพคนในนั้น นี่ไม่ใช่ห้องพยาบาลที่มันห้องเก็บศพ!!


รันฟามองไปรอบๆห้องที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ร่างของคนจำนวนมากถูกแช่แข็งเอาไว้ในแท๊งค์แค๊ปซูลขนาดใหญ่ รันฟาคิดว่าส่วนใหญ่คงเป็นศพของคนที่ตายไปแล้ว
แต่สภาพศพนั้นยังถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีถูกแช่ให้คงสภาพและมีชื่อระบุเอาไว้อย่างชัดเจนทั้งหลายชื่อที่รันฟาเห็น ตัวอย่างเช่น เอ็ดเวิร์ด โครันโน่ , คาเน็น , เฟลอริน่า ไอริส
และอีกหลายชื่อที่บ่งบอกถึงเวลาตายอย่างชัดเจน หญิงสาวมองไปรอบๆตัวด้วยความรู้สึกหวั่นใจแปลกๆแม้จะเคยเห็นศพคนมากมายมาแล้วในห้องดับจิต แต่ไม่มีที่ไหนเหมือน
ที่นี่มันดูน่ากลัวและมีมนตร์ขลังแบบแปลกๆ


มันยิ่งทำให้รันฟาคิดว่าหากพี่สาวของนุสมาอยู่ในที่แบบนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่า...


“พี่คะหนูมาเยี่ยมแล้วนะคะ...” นุสพูดขณะที่มองไปทางตู้แค๊ปซูลจำศีลตู้หนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือตู้นี้มีเครื่องวัดสัญญาณชีพอยู่ด้วย สัญญาณชีพยังคงที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แม้จะแทบไม่ขยับมากไปกว่านาทีละหนึ่งครั้ง ต่างจากตู้อื่นที่ไม่มีเจ้าเครื่องนี้อยู่และเป็นไปได้ว่านี่อาจะเป็นเพียงแค่ตู้เดียวซะด้วยที่ยังมีชีวิต


แต่ก็ไม่มีชีวิตเสียทีเดียวจากการถูกแช่ในสภาพแบบนี้


“คุณนุสนี่คือ...”


“นี่พี่สาวฉันเอง...” นุสกลว่าเสียงเศร้าขณะมองไปที่ร่างของพี่สาวซึ่งยังคงนอนนิ่งสนิทอยู่ในแค๊ปซูลแช่แข็ง ใบหน้าของทั้งสองคนเหมือนกันมากราวกับแกะ
บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นฝาแฝดกัน หากมองเผินๆคงจะคล้ายการส่องมองดูเงาตัวเองในกระจกเพียงแต่ว่ามันไม่เป็นแบบนั้น


“ตลกดีนะว่าไหม... อยู่ใกล้กันแค่นี้แต่กลับพูดด้วยกันไม่ได้ เธอแทบไม่ได้ยินที่ฉันพูดเสียด้วยซ้ำ” นายช่างหญิงพูดอย่างเสียงเศร้าเล็กน้อย ขณะที่มองผ่านกระจกเข้าไปยัง
ใบหน้าของหญิงอีกคนที่มีหน้าตาเหมือนเธอราวกับแกะ กำลังอยู่ในสภาพหลับใหลจากภาวะจำศีลท่ามกลางสภาพอากาศเย็นจัดของที่นี่ รันฟาไม่รู้ว่ามันผ่านมานานแค่ไหน
แต่รับรู้ได้ว่ามันคงนานมาแล้ว นานจนกลายเป็นความทรมานที่แสนสาหัส


เรื่องทั้งหมดมันลอยเข้ามาในหัวรันฟาเรื่อยๆจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เรื่องมันชักจะซับซ้อนจนความคิดแทบจะหาคำอธิบายไม่ได้ ทุกคนในสเป็คเตอร์นี่มีแต่เรื่องส่วนตัว
ที่เข้าใจยากแบบนี้ทุกคนเลยรึยังไงกันนะ


“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย...” รันฟาถามด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่งและต้องการจะรู้คำตอบให้ได้


“เรื่องมันยาวนะ เธออาจจะไม่อยากฟังก็ได้”


“เล่ามาเถอะค่ะ...” รันฟาย้ำอีกครั้ง


นุสถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มถูกถ่ายทอดออกมาจากคำบอกเล่าของนุสอย่างละเอียด ทุกคำพูดบอกเล่าได้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่หญิงคนนี้เผชิญมา
รันฟาพอจับใจความได้ว่า เมื่อประมาณสิบปีที่แล้วหลังจากมีการโยกย้ายฐานครั้งใหญ่มาจากเหตุความไม่สงบภายในเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในองค์กร ฟางพี่สาวของนุส
ยังเป็นหัวหน้านักวิจัยทางไวรัสวิทยาควบตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ของหน่วย เรียนจบปริญญาตั้งแต่อายุสิบห้าและได้ปริญญาเอกตอนอายุสิบแปดอาจกล่าวได้ว่าเป็นสุดยอด
อัจฉริยะที่ทรงคุณค่าที่สุดของหน่วย แต่ก็ด้วยโชคชะตาที่มักจะเล่นตลกกับใครหลายๆคนอยู่บ่อยครั้งที่ ดันเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อมีตัวอย่างไวรัสสายพันธุ์ U
ที่กลายพันธุ์เกิดหลุดรอดออกมาจากห้องกักกันเพราะอุบัติเหตุจนควบคุมไม่ได้การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นอย่างปุบปับโดยไม่มีเวลาให้คิดหรือเลือกมากนักในตอนนั้น


เพื่อช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนนักวิจัยกว่ายี่สิบชีวิตที่อาจจะได้รับผลกระทบจากไวรัสมรณะ ฟางได้สละตัวเองเพื่อช่วยในการปิดตายประตูขังตัวเองเอาไว้ไม่ให้ไวรัสเล็ดรอดออกไป
จนกระทั่งทุกคนในฐานรอดจากการติดเชื้อมาได้อย่างหวุดหวิด ฟางรอดชีวิตมาได้แต่เนื่องจากผลของการสัมผัสกับตัวอย่างของไวรัสเป็นเวลานานทำให้ร่างกายของฟางนั้น
เกิดการกลายพันธุ์อย่างรุนแรงเป็นผลจากเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนแปลงเซลล์พันธุ์กรรมในร่างกาย และเชื้อกำลังลุกลามกัดกินร่างกายเรื่อยๆเพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้นจึงต้องทำการแช่แข็ง
ร่างของฟางเอาไว้เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสและหาทางรักษาและมันก็ผ่านมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่การรักษายังคงล้มเหลวไม่สามารถหาทางแก้ไขอะไรได้
และมันยังคงต้องเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างของพี่สาวที่ยังคงหลับใหลอยู่ในเตียงฝังลึกลงไปในน้ำแข็งรอที่จะตื่นขึ้นมาในสักวัน


และนั่นเป็นทั้งหมดที่รันฟารู้ สงครามอาวุธชีวภาพที่กินเวลามายาวนานนับตั้งแต่ก่อนที่หญิงสาวจะเกิดเสียด้วยซ้ำ สงครามครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคน
ไม่ว่าจะฝ่ายไหน และสงครามนี้ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มันจะยังคงไม่หยุดจนกว่าทุกชีวิตบนโลกนี้จะพินาศสิ้นไป


มันถึงเวลาที่วงจรอุบาทว์นี่จะถูกหยุดลงเสียที ทั้งความสูญเสียและทรมานทั้งหลายทั้งปวง...



----------------------------------------------------------------------------------------------------------



หลายชั่วโมงถัดมาอเล็กซ์กับอีกสองคนที่เหลือเดินทางกลับมาถึงฐาน อันที่จริงน่าจะเรียกว่าสามคนถึงจะเหมาะมากกว่าเพราะขากลับดันมีคนติดรถกลับฐานมาด้วยคนหนึ่ง
และอเล็กซ์ยังต้องเอาถุงกระสอบสีดำคลุมหัวอีกฝ่ายเอาไว้และคอยตรวจสอบว่ามีเครื่องติดตามหรือว่าเครื่องดักฟังอะไรติดมาด้วยรึเปล่ามันคงไม่ดีแน่หากจะโดนติดตามมา
จนถึงฐานทัพขององค์กรที่ไร้ตัวตนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั่วโลกเช่นนี้ และคนที่ว่าก็ดันเป็นทหารในสังกัดของพวก D.S.S.S. ที่คนาฟท์ส่งมาเพื่อช่วยพวกเขาในภารกิจ
อะไรสักอย่าง เอาเข้าจริงนี่มันก็ไม่ใช่ไอเดียที่เข้าท่านักและอเล็กซ์ก็ไม่ค่อยไว้ใจหรือจะชอบหน้าไอ้หมอนี่เท่าไหร่ด้วย คงเป็นเพราะวาทะกวนบาทาและท่าทางขี้หลีเสือผู้หญิง
ตัวพ่อที่อเล็กซ์รับรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ ‘อลาส เค ลี’ คือชื่อของเจ้าหมอนี่


“ว่าไงสาวๆคืนนี้อยากไปหาอะไรพิเศษๆทำกันไหมจ๊ะ” และก็ไม่ทันไรลายก็ออกอย่างที่คิดจริงๆ สาวๆหลายคนถ้าไม่ด่ากลับมาก็จะขว้างอะไรเข้าใส่
บางรายหวิดจะชักปืนขึ้นมาเป่ากบาลไอ้เวรนี่แล้วหากฮอว์คอายส์ไม่ห้ามเอาไว้


“เฮ้ย... อย่ามัวแต่หน้าหม้อ รีบเดินไปได้แล้วแกยังมีงานต้องไปทำไม่งั้น...” อเล็กซ์กุมขมับก่อนจะรีบเข้าไปห้ามหลังอลาสไปก่อเรื่องเป็นรอบที่สามแล้วกับพวกสาวๆ
หน่วยฮาว์ด แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รู้จักคำว่าเกรงใจแม้แต่นิดเดียวกลับหันมาทางอเล็กซ์ด้วยสีหน้าที่เหมือนจะท้าทายไม่มีผิด


“ไม่งั้นอะไรล่ะ” อีกฝ่ายถามกลับมาแบบกวนๆ


ปัง!!


ปืนลูกซองสั้นของชายหนุ่มส่งเสียงคำรามทันทีหลังอีกฝ่ายถามโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าใดๆทั้งสิ้นในเมื่อเล่นไม้นวมแล้วดันไม่ฟังดีๆคงต้องเล่นไม้แข็ง(แข็งจริงๆ)
ร่างของอีกฝ่ายล้มลงไปนอนทรุดกับพื้นไม่มีเลือดสักหยดมีเพียงอาการจุกและอาการปวดถามหาจนต้องลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นตามระเบียบ ขณะที่อเล็กซ์
ยังคงมองดูอีกฝ่ายนอนจุกอยู่บนพื้นโดยไม่สนที่จะช่วยหรือกังวลว่าไอ้ที่ยิงไปเมื่อครู่จะทำอีกฝ่ายกระดูกหักหรือเปล่า ในทางตรงกันข้ามมันออกจะสะใจเสียด้วยซ้ำ


“ไม่งั้นก็จะโดนกระสุนยางนี่ยิงดัดสันดานก่อนไงล่ะ...”


“ช่วยเตือนก่อนยิงได้ไหมวะ แม่ง เจ็บโคตรๆเลย!!” ชายหนุ่มที่กำลังนอนจุกอยู่บนพื้นบ่นด่าอีกฝ่ายแทบจะไม่เป็นภาษาคนหลังโดนยิงเผาขนด้วยปืนกระสุนยาง
แบบไม่มีการเตือน (ที่จริงก็เตือนแล้วนี่นะ) และอเล็กซ์ก็ไม่ได้สนอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง งานก็คืองานหากมีใครมาทำให้งานของเขาเสียล่ะก็จะเป็นลูกราชาที่ไหน
เขาก็ไม่สน พ่อยิงดิ้นทุกรายนั่นล่ะ!


หลังโวยวายได้สักพักอเล็กซ์ก็รีบลากสังขารของตัวเองกับแขกไม่ได้รับเชิญตรงเข้าไปที่ห้องประชุมแผนการภารกิจที่ปกติจะมีการใช้งานทุกครั้งที่มีภารกิจหรืองานสำคัญอะไร
ก็ตามล่าสุดที่ได้ใช้คือก่อนภารกิจที่เยเมน ทุกคนมีการวางแผนอยู่ตลอดเวลาอย่างรัดกุมก่อนเริ่มทำภารกิจเสมอ แต่กระนั้นอเล็กซ์ก็ยังคิดว่าหลายอย่างมันดูง่ายเมื่ออยู่บนหน้าจอ
หรือการวางแผนนั่นล่ะ แต่พอถึงเวลาจริงๆท่ามกลางดงกระสุนและเสียงโหวกเหวกโวยวายต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นมันก็ไม่มีอะไรควบคุมได้เหมือนอย่างที่วางแผนเลยแม้แต่นิดเดียว


เหมือนอย่างภารกิจก่อนหน้านี้พอทุกอย่างหลุดแผนไปแค่ไม่กี่อย่าง ภารกิจก็ส่อแววจะล่มกลายเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดไปโดยปริยาย...


ทั้งสองคนเปิดประตูเข้ามาในห้องประชุมสิ่งแรกที่เห็นคือมีคนอยู่สองสามคนกำลังรอประชุมภายในห้อง โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักกับพวกที่เห็นก็มีคอนเนอร์
กำลังนั่งอ่านหนังสือรออยู่ตรงมุมห้องด้านในสุด อเล็กซ์มองไม่ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังอ่านอะไรแต่ดูจากความหนาของหนังสือและสีหน้าปกแล้วคล้ายจะเป็นไบเบิ้ลหรือคัมภีร์
อะไรสักอย่าง อเล็กซ์ไม่ใช่คนเคร่งศาสนาอะไรเลยไม่ค่อยสนใจมากนัก ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่กลางห้องก็เป็นหญิงตัวเล็กร่างผอมบางในชุดเครื่องแบบที่อเล็กซ์ไม่ค่อยคุ้น
เธอสวมเสื้อกั๊กสีดำคล้ายๆกับของอเล็กซ์แต่ต่างกันตรงที่ไม่ได้มีซองกระสุนหรือเสื้อเกราะอย่างหนาสำหรับป้องกันตัวและที่แปลกสุดคงไม่พ้นผ้าพันคอแบบที่พวกลูกเสือ
สวมกันเธอเอามาสวมพันคอเอาไว้โดยไม่สนว่ามันจะอึดอัดหรือร้อนยังไง แม้จะดูเป็นเครื่องแบบทหารแต่ว่ารูปแบบเหมือนจะไม่ใช่ทหารทั่วๆไปและตราสัญลักษณ์ตรงแขน
ที่เป็นรูปนกพิราบดำก็พอจะบอกอะไรได้บ้าง


พิราบดำ... หน่วยสนับสนุนกู้ชีพและเก็บกวาดของสเป็คเตอร์ ‘พีเจี้ยน’


อเล็กซ์ก็เคยได้พูดคุยกับสมาชิกของพวกพีเจี้ยนอยู่หลายครั้งและที่สังเกตในสเป็คเตอร์ พีเจี้ยนเป็นเพียงหน่วยเดียวที่สมาชิกทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิงกันทั้งหมด
ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไรอเล็กซ์รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับหน่วยพิราบดำกลุ่มนี้ ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มบอกว่ามันต้องมีความลับอะไรบางอย่างแน่ แต่เรื่องนั้น
คงต้องพักเอาไว้คิดอีกทีเพราะเหมือนจะมีแววที่อลาสหนุ่มหน้าหม้อจะพุ่งเป้าเข้าไปหาเธอคนนั้นแบบไม่มีลังเล สงสัยงานนี้เขาคงต้องยอมเสียกระสุนยางอีกนัด
เพื่อห้ามแล้วกระมัง


“สวัสดีครับคนสวย สนใจจะไปดินเนอร์กับผมเย็นนี้ไหมครับ?”


ไม่มีเสียงตอบกลับจากอีกฝ่าย เธอยังคงนั่งนิ่งเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่อลาสพูดเมื่อครู่นี้


“ขอเตือนดีกว่านะว่าอย่าไปยุ่งกับเธอถ้านายไม่อยากเจ็บตัว” คอนเนอร์ที่อยู่ตรงมุมห้องพูดเตือนโดยที่สายตายังคงไม่ละจากหนังสือเล่มโตที่กำลังอ่านอยู่


“ของแบบนี้มันต้องลองเสี่ยงดูสิ ว่าไงครับคนสวยสนใจจะ-”


โครม!!


พริบตาเดียวก่อนที่ใครหลายคนจะทันรู้ตัวร่างของหนุ่มขี้หลีก็ลอยขึ้นเหนือพื้น กระเด็นไปไกลหลายเมตรก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ไม่นับกับเสียงโอดครวญของอลาสที่ดังขึ้นหลังรู้ตัวว่าโดนซัดจนลอยมากระแทกฝาโดยผู้หญิงร่างบางที่ไม่น่าจะมีแรงมากไปกว่าตนเองหรืออเล็กซ์ ท่าทีของหญิงสาวผมสีดำ
ท่าทางนิ่งเงียบนั้นดูลึกลับและน่าหัวนเกรงแต่ในขณะเดียวกันมันกลับให้ความรู้สึกน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน อเล็กซ์อยู่ใกล้พอจะได้ยินเสียงพึมพัมที่หลุดออกมาจากปาก
ของเธออย่างแผ่วเบาหลังจากเพิ่งเหวี่ยงร่างของอลาสจนลอยไปเมื่อครู่


“น่ารำคาญ...”


“เตือนแล้วนะ เป็นไงเจ็บไหมล่ะ” คอนเนอร์หัวเราะลั่นพลางถาม


“เจ็บยังไงก็รัก... แอ๊ก!!”


“เดี๋ยวเถอะวัล...”


เสียงเรียบนิ่งแต่ฟังดูมีอำนาจพอดูดังขึ้นหลังจากนั้น อเล็กซ์หันไปมองทางต้นเสียงหลังพยุงร่างของอลาสขึ้นมาแบบรีบๆ ก็มองเห็นหญิงสาวผมดำกำลังเดินเข้ามาในห้อง
พร้อมทั้งมองมาทางหญิงสาวผมดำอีกคนที่ชื่อว่าวัลด้วยสีหน้าที่ดูจะไม่พอใจในพฤติกรรมของเธอเท่าไหร่ เอาเข้าจริงๆแล้วอเล็กซ์ก็แยกไม่ออกหรอกว่าหญิงผมดำคนนั้น
คิดอะไรอยู่เพราะใบหน้าของเธอแทบไม่มีการแสดงสีหน้าอะไรออกมาให้เห็นแบบชัดๆแต่น้ำเสียงก็พอสัมผัสได้ว่าไม่พอใจเท่าไหร่


วัลหญิงสาวผมดำร่างเล็กมองดูใบหน้าของผู้ที่เตือนเธออย่างกลัวเกรง แต่ก็ยังคงจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ อเล็กซ์สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่มองไม่เห็น
จนห้องแทบจะระเบิดออกมาได้ในทุกเวลา แต่ไม่นานวัลก็ก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนพูดอย่างแผ่วเบา


“ขอโทษค่ะ... แม่”


“ไม่เอาน่าเรเวน วัลแค่ป้องกันตัวเท่านั้นที่ไอ้หน้าจืดนั่นมันมาเกาะแกะกับเธอ อย่าเข้มงวดกับลูกเธอมากไปสิ” คอนเนอร์พูดแก้ต่างให้ แต่ท่าทางเรเวนจะไม่ได้ใส่ใจ
มากไปกว่าการคาดโทษลูกสาวที่ลงมือกับคนอื่นแบบเมื่อครู่ จะว่ายังไงก็แล้วแต่อเล็กซ์กลับเห็นด้วยกับคอนเนอร์ เพราะหากเมื่อกี้เธอไม่เหวี่ยงร่างของอลาสไปกระแทก
กับกำแพงเขาคงงัดปืนลูกซองออกมายิงซ้ำอีกนัดไปแล้ว


ก็ดันทะลึ่งไม่ดูตาม้าตาเรือเองนี่หว่าไอ้งี่เง่าเอ๊ย!


ส่วนเจ้าหนุ่มหน้าหม้อนั่นยังคงนอนอ้าปากพะงาบๆกุมตรงช่องท้องด้วยอาการจุกไม่หายตอนแรกโดนยิงเข้าอย่างจังด้วยกระสุนยางมาคราวนี้โดนซัดเข้าจุดเดิมรอบสองอีก คอนเนอร์เดินเข้าไปช่วยพยุงโดยไม่คิดจะใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหนักแค่ไหนเพราะคนที่ผิดคือหมอนี่เต็มๆ


“เอ้า! ว่าไงไอ้หนุ่มยังไม่ตายใช่ไหม แกคิดยังไงกันริอาจจีบเด็กอายุแค่แปดขวบน่ะ อยากโดนข้อหาพรากผู้เยาว์รึไงวะ?”


“หา!? ปะ... แปดขวบ แล้วไหงตัวโตเป็นสาวไวขนาดนี้ล่ะครับ... อู๊ย!!” อลาสสะดุ้งเหวอหลังจากได้รู้ว่าเมื่อครู่เกือบจะถูกฆ่าตายโดยเด็กอายุแปดขวบ


คอนเนอร์ยิ้มอย่างมีนัยก่อนจะพิงร่างของอลาส ลงที่ข้างกำแพง “ความลับของทางการว่ะ...”


อเล็กซ์มองดูร่างอันอ่อนปวกเปียกหมดสิ้นพิษสงของอลาสด้วยความสะใจนิดๆ สำหรับผู้ชายขี้หลีแล้วการมองผู้หญิงแบบผิดๆก็มักจะจบลงที่หายนะเสมอ แต่จะว่าไป
รูปร่างแบบนี้ใครหน้าไหนก็มองไม่ออกอยู่ดีว่าอายุแค่แปดขวบเท่านั้นขนาดอเล็กซ์ยังมองไม่ออกทั้งรูปร่างส่วนสูงดูยังไงก็น่าจะเป็นแค่เด็ก ม.ปลายอายุสิบแปดชัดๆ
เดี๋ยวนี้ทางหน่วยมีใช้เด็กโข่งรบเป็นทหารแล้วงั้นเหรอเหลือเชื่อชะมัด...


“ท่าทางทุกคนจะรู้จักกันดีแล้วสินะ คงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมกันแล้วสิ”


คราวนี้เสียงที่คุ้นเคยของฮอว์คอายส์เดินเข้ามาในห้องผู้บัญชาการหญิงคงจะเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นไม่ก็พอจะเดาออกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในนี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไร
ออกมา ทุกคนเห็นแบบนั้นเลยต้องหยุดเรื่องปัญหาส่วนตัวเอาไว้เป็นการชั่วคราว ทุกคนต่างเข้าไปประจำที่นั่งของตัวเองและไม่คิดจะขุดคุ้ยเรื่องเมื่อครู่นี้ขึ้นมาให้เป็นประเด็นอีก


การประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วยผู้ร่วมประชุมมี ฮอว์คอายส์ อเล็กซ์ อลาส วัล เรเวนและคอนเนอร์ โดยอลาสนั้นนั่งอยู่ข้างๆฮอว์คอายส์ขณะที่ยังคงมองไปทางวัลด้วยสายตา
แปลกๆตลอดเวลาคงเพราะทำตัวไม่ถูกว่าจะเอายังไงดีระหว่างเป็นกังวลหรือรู้สึกหลงใหลกับท่าทีอันเฉยชาของเด็กหญิงดี และอเล็กซ์ก็ไม่สนใจอะไรอยู่แล้วหากอีกฝ่าย
คิดอยากจะเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟอีกรอบถ้าเกิดเรื่องขึ้นยังไงเขาก็ไม่คิดช่วยอยู่แล้ว และคราวนี้หวังว่าจะโดนไฟย่างจนเกรียมไปเลยจะได้ไม่ต้องมาหาเรื่องตายที่ไหนอีก


เมื่อทุกอย่างเข้าที่ฮอว์คอายส์ก็เริ่มเปิดการประชุมในทันที “หลายคนในที่นี้คงจะสงสัยว่านายหน้าจืดคนนี้เป็นใคร ฉันจะพูดง่ายๆเขาคือทหารของ D.S.S.S.
ที่ผู้บัญชาการของเขาส่งมาให้ช่วยพวกเรา แต่ท่าทางพวกนายจะสนิทสนมกันดีแล้วเพราะงั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมากมายนะ”


“ใช่... น่ารักเป็นบ้าเลยครับหัวหน้า” คอนเนอร์ประชด


มิชเชลพูดต่อโดยไม่ใส่ใจท่าทีประชดแดกดันของคอนเนอร์มากนัก “เมื่อวานนี้เพิ่งมีการจู่โจมครั้งใหญ่ที่นิวยอร์กมีประชาชนและกองกำลังทหารหลายนายเสียชีวิตไปในพื้นที่นั้น
เราเพิ่งได้รับเบาะแสชิ้นใหญ่มากจากคนาฟท์ผู้บัญชาการหน่วย D.S.S.S. เกี่ยวกับอาวุธชีวภาพปริศนาที่เจอมา คาดว่าจะเป็นอาวุธชีวภาพชนิดใหม่... อาวุธชีวภาพรูปแบบมนุษย์”


“รูปแบบมนุษย์!! เราไม่ได้เจอแบบนั้นมาตั้งแต่-”


“ฉันรู้คอนเนอร์ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่และก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้หรอกนะเพราะอย่างนั้น ภารกิจนี้เลยมีความสำคัญมากมันอาจจะบอกได้ว่าแท้จริงเรากำลังเจอกับอะไรกันแน่”
ฮอว์คอายส์สูดให้ใจเข้าลึกๆ “ภารกิจครั้งนี้คือเราจะลอบเข้าไปในเขตกักกันโรคในนิวยอร์ก หาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องราวของอาวุธชีวภาพตัวใหม่นี้ว่ามันคืออะไรให้มากที่สุด
แล้วเผ่นออกมา ภารกิจนี้เป็นภารกิจลับเพราะงั้นเน้นที่มิดชิดเงียบเชียบอย่าให้ใครรู้ว่าเราอยู่ที่นั่น”


“งานลอบเร้นสินะครับ ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มาพักใหญ่แล้วสิ...” คอนเนอร์เสริมขณะที่มองดูท่าทีของวัลกับอลาสอย่างสนใจ “มีแผนการยังไงครับหัวหน้า”


“เป็นคำถามที่ดี ทีมแทรกซึมจะประกอบด้วย ฉัน เกรย์วูลฟ์ วัลคิลลี่ ออสเปรย์และอลาส รหัสเรียก ‘สเน็คอายส์’ เราจะแอบบุกเข้าไปผ่านทางชายฝั่งแมนฮัตตัน
และไปโผล่ที่บริเวณเขตแม่น้ำทางตะวันออก ก่อนเดินเข้าสู่จุดหมายแรกที่โรงพยาบาลเบลลิวิล ค้นหาเอกสารหรือเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดทั้งหมด
ก่อนเข้าสู่จุดหมายที่สองจุดอพยพร้างใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะนานาชาติค้นหาเบาะแสเพิ่มเติมต่อจากนั้น”


“แล้วผมกับทีมล่ะครับ?”


“คอนเนอร์ นายกับทีมคอยเป็นหน่วยเสริมลาดตระเวนอยู่บริเวณรอบๆเกาะแมนฮัตตันทางน้ำ ให้รวบรวมข้อมูลทางภูมิประเทศและรอฟังสัญญาณถอนตัว จุดรับตัวแรก
อยู่ที่ท่าเรือใกล้กับทางหลวงสายที่สิบเอ็ด ส่วนจุดรับตัวสำรองอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่รหัสถอนตัวคือ ‘เจอเหยี่ยวแล้ว’ มีคำถามอื่นอีกไหม?”


ฮอว์คอายส์ถามคนอื่นบ้างและทุกคนต่างไม่มีข้อสงสัยอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งการประชุมยุติลงฮอว์คอายส์อาสารับหน้าที่ดูแลอลาสต่อแทนเขา อเล็กซ์รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ
หลังจากที่ต้องคอยขยับปืนและจับตาดูแขกไม่ได้รับเชิญรายนี้อย่างไม่ลดละยังไม่รวมกับที่วางจะเผลอทำปืนลั่นใส่เมื่อไหร่อีก เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วรอบตัวก็ดูจะเงียบลง
เยอะจนกระทั่งคอนเนอร์เข้ามาคุยกับเขาตอนที่กำลังหาอะไรกินอยู่พอดี


“นายดูเครียดๆนะมีอะไรรึเปล่า...” คอนเนอร์ถามขณะที่ยื่นกาแฟให้ชายหนุ่มหนึ่งกระป๋อง


“เปล่าหรอกครับ... ก็แค่แฟนโทรมาจากที่แอริโซน่าเมื่อวาน เธอบอกว่าตอนนี้ที่นั่นกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินผมอดเป็นห่วงเธอไม่ได้เพราะพวกโจรเริ่มออกอาละวาด
เลยแนะนำให้เธอพกปืนเอาไว้กับระวังตัวครับ”


“ฉันนึกว่านายเป็นคนมินเนสโซต้าเสียอีก แล้วไปคบกับสาวแอริโซน่าอีท่าไหนกันล่ะนั่น?” คอนเนอร์ถามชายหนุ่มอย่างสงสัยถึงเขากับแฟนสาว อเล็กซ์ก็ไม่ได้อยากพูดอะไร
เกี่ยวกับแฟนเขามากนักไม่ใช่เพราะกังวลว่าการบอกข้อมูลส่วนตัวไปจะเป็นภัยแก่ตัวเอง แต่เพราะมันมีเรื่องราวทับซ้อนอยู่ตรงนั้นและมันก็คงพอจะเล่าให้คอนเนอร์ฟังได้บางส่วน


“ผมยังไม่ได้บอกเหรอครับว่าจริงๆผมเกิดที่แอริโซน่า แต่ย้ายไปอยู่ที่มินเนสโซต้าน่ะครับ”


“อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ?” คอนเนอร์ถามอีก


“ก็แค่เหตุผลเกี่ยวกับงานของพ่อน่ะครับเราเลยต้องย้ายบ้านไป ผมกับแฟนเลยติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่ก็ทางวีดีโอคอลบ่อยๆ เกือบจะสิบปีได้แล้วมั้งครับ” อเล็กซ์อธิบาย
เพิ่มเติมโดยไม่เล่ารายละเอียดแบบลงลึกมากนัก


ที่จริงแล้วมันยังมีเรื่องอื่นอีกที่เขาไม่อยากจะพูดถึงมันมากนัก ที่เป็นแบบนั้นเพราะการย้ายบ้านในครั้งนั้นคือครั้งสุดท้ายที่อเล็กซ์ได้เห็นพ่อกับพี่สาวบุญธรรมของเขาก่อนที่ทั้งคู่
จะหายสาบสูญไปจนถึงตอนนี้ กว่าสิบปีแล้วที่ไม่มีข่าวจากทั้งสองคนทั้งจากพ่อและอเล็กเซียแม้แต่คนเดียวอเล็กซ์คิดว่าทั้งสองคนคงจะตายไปแล้ว แต่ว่าแม่และน้องสาว
กลับยังคงเฝ้ารอทั้งสองคนกลับมาอย่างมีความหวัง ความหวังลมๆแล้งๆที่ว่างเปล่าไปวันๆ นับแต่เกิดมาชายหนุ่มไม่เคยได้รู้จักพ่อของเขามากนัก พ่อใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเท
ให้กับงานของกองทัพและการเป็นทหารเช่นเดียวกับพี่สาวที่เลือกเดินเส้นทางเดียวกับพ่อ


จะไปแคร์กับไอ้คนเฮงซวยพรรคนั้นทำไมกัน...


นั่นเป็นสิ่งที่อเล็กซ์คิดมาตลอดสิบปีเต็มหลังจากพ่อของเขาหายสาบสูญไป อเล็กซ์ไม่เคยได้พูดคุยกับพ่ออย่างที่ลูกในครอบครัวอื่นทำกัน ยามที่เห็นพ่อคนอื่นอยู่กับลูก
วัยเด็กของชายหนุ่มกลับมีเพียงความว่างเปล่าความทรงจำของพ่อที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจนแทบจะเลือนรางชายหนุ่มไม่เคยคิดใส่ใจกับมันแม้แต่นิดเดียวและปล่อยให้เรื่องนั้น
เป็นเพียงเรื่องที่ไม่สำคัญเป็นเพียงความทรงจำที่ไร้ค่าในหัวของเขา ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ทำไม... ทำไมไอ้ความคิดบ้าๆพรรคนี้ถึงไม่ยอมออกไปจากหัวเขาเสียที


ทำไมกันนะ...







“เฮ้ย! ตื่นได้แล้วไอ้ขี้เซานี่ไม่ใช่เวลานอนนะเว้ย!”


เสียงตะโกนเรียกมาพร้อมกับหน้าของรองเท้าคอมแบ๊ทคู่หนึ่งเตะเข้าที่ท้องของอเล็กซ์อย่างจังปลุกชายหนุ่มขึ้นจากนิทรา อเล็กซ์ขยี้ตางัวเงียพลางมองไปรอบๆพบว่าตอนนี้
ตัวเองกำลังอยู่ในสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากเมืองร้างในมหานครนิวยอร์ก เนื้อตัวของชายหนุ่มมอมแมมไปด้วยผงฝุ่นซีเมนต์และเขม่าดินปืนไม่นับรอยถลอกอีกบางแห่ง
ตามร่างกาย คนที่เขามาปลุกเขาก็ดันเป็นอลาสไอ้หนุ่มขี้หลีจากกองพันทหารรับจ้างที่มาด้วยกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้


หากจะให้เล่าท้าวความเรื่องทั้งหมดก็พอจะสรุปได้คร่าวๆว่าหลังจากเริ่มภารกิจที่นิวยอร์กได้ประมาณชั่วโมงกว่า ทีแรกภารกิจมีท่าทีจะเรียบร้อยราบรื่นไร้ปัญหาโดยสิ้นเชิง
แต่หลังจากนั้นภารกิจก็เริ่มส่อแววดิ่งลงเหว ทีแรกเริ่มจากเกิดการระเบิดแบบไม่คาดฝันขึ้นในโรงพยาบาลทำเอาอเล็กซ์ต้องแยกกับคนในทีม ต่อมาก็ถูกโจมตีโดยกองกำลัง
ไม่ทราบฝ่ายและคราวซวยกว่านั้นคือเขาถูกกองกำลังของรัฐบาลพบตัวเข้าเลยเกิดการปะทะขึ้นของสามฝ่ายในระยะเวลาหนึ่งก่อนเขากับอลาสจะหนีออกได้แบบเฉียดฉิว
แต่นั่นก็ยังไม่ซวยที่สุดเมื่อชายหนุ่มดันทำเครื่องมือสื่อสารหายระหว่างทางครั้นจะติดต่อด้วยอุปกรณ์ส่วนตัวสัญญาณก็ดันโดนบล๊อกอีก ซ้ำร้ายกว่านั้นการปะทะครั้งใหญ่
ยังเป็นตัวดึงดูดศัตรูและพวกซอมบี้อีกนับพันให้ตรงรี่เข้ามาหาเขาอีกละลอกใหญ่ทั้งสองคนเลยต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไร
กับเมืองร้างตามระเบียบ กระสุนร่อยหลอ ไม่มีกำลังเสริม การติดต่อสื่อสารถูกตัด แถมยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรอีกลางสังหรณ์ของอเล็กซ์มันกำลังฟ้องเตือนถี่ๆเป็นไมเกรน
ว่าในเมืองนี้มันต้องไม่ได้มีแค่ซอมบี้อย่างเดียวแน่


และที่แย่สุดๆคงหนีไม่พ้นการที่ต้องมาร่วมชะตากรรมกับไอ้หน้าหม้อที่ไม่เคยรู้จักกันเพียงสองคนแบบนี้...


“นายว่าไหมว่าที่นี่อย่างกับเมืองร้างทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีประชากรเป็นสิบล้านคนตอนนี้เหลือแค่เรากับพวกตัวเหม็นนั่นแล้ว จะว่าไปฉันเคยมาที่นี่หนนึงนะสาวๆที่นี่
แหล่มๆทั้งนั้น บ้านเมืองก็วุ่นวายยิงกันได้ข้างถนนเกือบทุกวัน แล้วอีกอย่าง-”


“นี่ไม่เคยหยุดพูดเลยใช่ไหมเนี่ย ถามหน่อยเถอะทำไมแกไม่ตะโกนออกไปดังๆเลยล่ะว่า ‘ข้าอยู่นี่โว้ย มาฆ่าข้าสิ’ แบบนั้นจะได้หมดเวรหมดกรรมเร็วๆ” อเล็กซ์พูดแทรกขัด
อีกฝ่ายด้วยความรำคาญ อีกเรื่องที่ออกจะน่ารำคาญคือไอ้หมอนี่มันพูดไม่หยุดมาตั้งแต่ขึ้นเครื่องยันตอนนี้แล้วด้วย คนอะไรก็ไม่รู้พูดเป็นต่อยหอยไม่มีเบรก น่ารำคาญเป็นบ้า!


“ไม่มีอารมณ์ขันเลยนะนายเนี่ย ~ อยากรู้จริงว่าแม่สาวจีนคนนั้นไปหลงนายได้ยังไงกันน้-า!” อลาสพูดกวนๆเหมือนจะยังไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้กำลังอยู่กลางดงข้าศึก
ในเขตอันตรายแถมยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรรออยู่ข้างหน้า อเล็กซ์เครียดแทบตายแต่เจ้าตัวกลับไม่ทุกข์ร้อนเหมือนกำลังเดินชิวอยู่ในสวนหลังบ้านซะอย่างนั้น


“รันฟากับฉันไม่ใช่แฟนกันว้อย แค่เพื่อนกันเฉยๆเลิกเดาส่งเดชได้ไหมวะ!”


“อ๋อเหรอ... งั้นแปลว่าเธอยังว่างสินะดีเลยแบบนี้ก็เข้าทางแล้วกลับไปต้องหิ้วเธอกลับบ้านให้ได้เลย!!” อีกฝ่ายพอได้ยินแบบนั้นก็พ่นคำพูดทะลึ่งพร้อมสีหน้าหื่นกระหาย
ออกมาได้อย่างน่ารังเกียจจนน่าเตะ


อเล็กซ์ไม่ได้ใส่ใจที่จะฟังคำพูดไร้สาระของอลาสมากไปกว่าการเดินทางไปที่จุดนัดพบสำรองให้ได้โดยเร็วที่สุดหลังจากที่ต้องเดินวนอยู่ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี่กว่า
ห้าชั่วโมงท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมไม่น่าไว้วางใจรอบด้าน หากถามว่าทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้นมันก็มีเหตุผลอยู่ เมืองที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกนั้นย่อมไม่ใช่เมืองที่มี
เส้นทางเดินออกจากเมืองใกล้ๆแถมยังเต็มไปด้วยเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อนมากมายอย่างกับเขาวงกต แม้อเล็กซ์จะเคยมาที่นี่หนหนึ่งแต่ก็จำได้เลยว่ายังเคยหลงทางมาแล้ว
นอกจากนั้นยังมีสิ่งกีดขวางมากมายสกัดทางเดินของทั้งสองคนเอาไว้ตลอดทำให้ต้องหาทางอ้อมไปอ้อมมาอยู่หลายครั้ง นี่ยังไม่นับพวกศัตรูและซอมบี้อีกกว่าพันตัวที่ขวาง
เส้นทางออกจากเมืองเอาไว้หลายจุด


ชายหนุ่มเช็คข้าวของทุกอย่างที่มีนอกจากหน้ากากกันแก๊สที่สวมอยู่ตลอดเวลาแล้วยังมีทั้ง ปืนสั้นกับกระสุนอีกสองแม็กกาซีนกว่าๆ ปืนไรเฟิลเหลือกระสุนอีกแค่สี่นัด
ขนมปังแห้งอีกถุง อ๊อบแซ็ทที่หน้าจอแตกจนใช้การไม่ได้อีกเครื่อง มีดพกและอีกสารพัดของใช้จุกจิกอีกไม่กี่อย่าง อเล็กซ์เดินตามหลังของอลาสไปติดๆโดยเว้นระยะห่างกัน
ไม่เกินสามเมตรระหว่างที่เดินตามและมองเหลียวหลังเป็นระยะอเล็กซ์สังเกตเห็นว่าหนุ่มหน้าหม้อที่เดินทางมาด้วยกันนั้นไม่ได้พกอะไรอื่นเลยนอกจากมีดยาวเล่มเดียว
กับมีดสั้นเล่มเล็กๆติดตรงแขนอีกหลายเล่มเท่านั้นคงจะทำปืนหายไปตอนชุลมุนกับการปะทะกับข้าศึกก่อนหน้านี้ ก็นับว่าแย่เอาการหากตอนนี้ต้องปะทะกับข้าศึกจำนวนมากๆ
หากมันเกิดขึ้นความตายคงอยู่ห่างแค่เพียงไม่กี่คืบของคอหอยเท่านั้น


หลังเดินตรงไม่ได้ราวห้าช่วงตึกสักพักอลาสก็ส่งสัญญาณมือบอกให้อเล็กซ์หยุดเดินพลางย่อตัวก้มลงมองดูบางอย่างที่พื้น “หยุดก่อน... ฉันเจอบางอย่างตรงนี้”


อลาสเอามีดแตะไปที่คราบสีดำเหนียวหนืดของอะไรบางอย่างที่หกเลอะอยู่ตรงพื้นท่ามกลางกองซากปรักหักพังมากมายในย่านธุรกิจของที่นี่ อเล็กซ์มองไปรอบๆก็พบ
ความเสียหายมากมายในพื้นที่แถวนี้ทั้งปลอกกระสุน รอยเลือดและคราบแปลกๆที่พบตามจุดต่างๆทั่วไปแถบนี้ พอจะสรุปได้คร่าวๆว่าต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้นตรงจุดนี้มาก่อน
โชคไม่ดีที่อเล็กซ์ไม่ใช่นักแกะรอยตัวยงเลยสรุปอะไรมากกว่านี้ไม่ค่อยได้


“นายเจออะไรบ้าง?”


“มีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง เลือดกระสุนปลิวว่อนไปหมด แต่แปลกไม่ยักมีคนตายนอนอยู่แถวนี้สักคน แล้วก็ไอ้ของเหลวสีดำนี่ เหมือนกับที่ฉันเจอในภารกิจครั้งก่อน
แปลว่าคงเป็นพวกศัตรูที่เราหาอยู่ไม่ผิดแน่ พวกมันคงปะทะกับใครบางคนไม่สิ... บางกลุ่มมากกว่า” อลาสวิเคราะห์คร่าวๆขณะที่มองไปรอบตัวเพื่อหาร่องรอยเพิ่มเติม


“หรือว่าจะเป็นพวกของฮอว์คอายส์ล่ะ” อเล็กซ์ถาม


“คิดว่าตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันเพิ่งเกิดไปไม่นาน รอยเลือดพวกนี้เป็นของมนุษย์ยังไม่ทันแห้ง รอยเท้าจำนวนมากบอกชัดว่ามีคนเคยอยู่ตรงนี้
อาจจะมีสักหน่วยสองหน่วย เป็นไปได้ว่าคงเป็นพวกนาวิกหรือกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ พวกเขาวิ่งมารวมตรงนี้” อลาสชี้ไปที่กองซากตึกที่มีรอยกระสุนอยู่เต็มไปหมด
“ทั้งหมดยึดพื้นที่ตรงนี้เป็นที่มั่นสุดท้ายก่อนจะยิงใส่อะไรบางอย่างจากตรงนี้ออกไปรอบทิศแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็หายสาบสูญไปทั้งหน่วย จะว่าพวกเขาถูกซุ่มโจมตีก็ไม่ใช่
มันมีอะไรชอบกลก็ไม่รู้... นรกชัดๆอย่างกับว่าคนพวกนี้หายไปเองดื้อๆซะอย่างนั้น”


“อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะมืดแล้ว จะยิ่งแย่ถ้ายังอยู่ตรงนี้เราต้องรีบไปที่จุดนัดพบเดี๋ยวนี้”


อเล็กซ์รีบพูดขณะมองดูท้องฟ้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเมฆครึ้มประกอบกับตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงจะมืดอย่างที่ว่าจริงๆ ภาวะโรคระบาดเช่นนี้เรื่องไฟฟ้า
คงเลิกหวังได้เลยเพราะคงไม่มีให้เห็นแน่ มันช่างน่าขำทั้งที่นิวยอร์กเคยเป็นเมืองที่ถูกกล่าวอยู่เสมอว่าเป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับเต็มไปด้วยแสงสีและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
กระจัดกระจายอยู่ทุกหัวมุมเมือง แล้วพอมาตอนนี้ทุกอย่างเหมือนกลับไปสู่ยุคหินไม่มีแสงไฟ มีแต่ความเงียบและความตายที่แพร่กระจายไปทั่วทุกหัวมุมถนนของเมือง
แต่ที่แย่กว่านั้นคือเทคโนโลยีทั้งหลายต่างก็ดับสนิทจนใช้การไม่ได้


อลาสออกเดินนำทางอเล็กซ์ต่ออย่างชำนาญและคอยระมัดระวังทุกย่างก้าวที่เดิน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้วถึงนิสัยของเจ้าหนุ่มหน้าหม้อนี่จะดูไม่ค่อยน่าคบในสายตาของสาวๆ
แต่ถ้าเป็นเรื่องทักษะและประสบการณ์ในสนามรบแล้วอเล็กซ์กลับรู้สึกทึ่งไม่น้อย อลาสมีทั้งทักษะการแกะรอยและสัญชาติญาณที่ดีเยี่ยมจนน่าประหลาดใจ สามารถบอกได้ว่า
เกิดอะไรขึ้นที่จุดนั้นๆได้อย่างแม่นยำและมีเหตุผลเท่าที่ดูทักษะแบบนี้ไม่ใช่ทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ตามค่ายฝึกทหารทั่วไปหากไม่เคยเป็นหน่วยกองกำลังพิเศษมาก่อน
ก็ต้องถูกสอนโดยใครบางคนที่มีทักษะของนายพราน


ก็คงต้องเอาไว้ถามกันอีกทีหลังจากออกไปจากที่นี่ได้ ตอนนี้คงต้องห่วงเรื่องเอาตัวรอดไว้ก่อน...


ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาหามากขึ้นทุกวินาทีอเล็กซ์เริ่มมองอะไรโดยรอบไม่เห็น อลาสเองก็เช่นเดียวกันรอบตัวที่มีแต่ความมืดทำให้มองพื้นที่และรายละเอียด
ของสิ่งรอบตัวได้ยากขึ้น


“รอก่อน ฉันว่ามีอะไรอยู่ตรงเนินข้างหน้านั่น” อลาสกระซิบอย่างแผ่วเบาพลางยกมือขึ้นหยุดอเล็กซ์ไว้และรีบหาที่กำบังเป็นการด่วนขณะที่สายตามองพุ่งตรงไปที่เนิน
ถนนลาดยางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยกองเศษอิฐเศษปูนและซากรถพังๆอีกหลายสิบคันที่จอดตายอยู่ตรงนั้น อเล็กซ์มองไปข้างหน้าด้วยความสับสนเพราะมืดขนาดนี้
ไม่น่าจะมองเห็นอะไรแท้ๆแต่อีกฝ่ายกลับบอกว่ามีบางอย่างอยู่ข้างหน้า


“มองไม่เห็นอะไรเลย... แน่ใจเหรอว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นจริงๆ”


“กลิ่นมันฟ้อง... เป็นกลิ่นเลือดจางๆยังสดใหม่... มีใครบางคนอยู่ตรงหน้านั่น” อลาสกล่าวยืนยัน


อเล็กซ์ลองดมกลิ่นตามดูโชคดีที่เขาเคยผ่านการฝึกลาดตระเวนมาก่อนเลยพอจะจับกลิ่นเลือดจางๆได้บางส่วนเป็นอย่างที่อลาสพูดจริงๆ “ถ้างั้นเราควรหาทางเลี่ยงดีไหม
หากเป็นข้าศึกเราคงไม่อยากปะทะกับพวกมันตอนนี้แน่”


“ก็ดีเหมือนกัน แต่ก่อนทำแบบนั้นไปดูลาดเลาก่อนดีกว่าเผื่อเราโดนแกะรอยตามจะได้รู้ว่ากำลังเจอกับอะไรถ้าเห็นท่าไม่ดีก็แค่ถอยออกมา แบบนี้ดีไหม?”


อลาสถามความเห็นอเล็กซ์และชายหนุ่มก็เห็นด้วยกับความคิดนั้นอย่างน้อยถ้ารู้ว่ากำลังเจอกับอะระก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดได้มากขึ้นเล็กน้อย ทั้งคู่ค่อยๆย่องเข้าไปที่เนิน
ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบโดยระวังไม่ให้ไปเหยียบพวกกรวดทรายหรืออะไรก็ตามที่จะก่อให้เกิดเสียงดังโดยไม่จำเป็นและคลานเป็นจังหวะเคลื่อนไหวช้าๆคล้ายเต่าคลาน
ช่วยลดเสียงที่จะเกิดขึ้นจากทุกการเคลื่อนไหว จนกระทั่งถึงที่บริเวณกลางเนินอเล็กซ์และอลาสจำเป็นต้องหมอบต่ำและคลานเข้าไปหาตรงจุดที่ต้องการ


หลังจากมาถึงจุดที่ใช้ซ่อนตัวสิ่งแรกที่พบคือเปลวไฟจำนวนหย่อมหนึ่งที่ยังคงลุกไหม้เหมือนเพิ่งจะโดนเผาไปหมาดๆอยู่ตรงด้านล่างของเนิน แสงสลัวจากเปลวไฟ
ทำให้มองอะไรรอบๆเห็นได้บางส่วนแม้จะไม่ค่อยชัดแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเสียทีเดียว ยิ่งเข้ามาใกล้กลิ่นความเลือดก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น อเล็กซ์คุ้นชินกับกลิ่นแบบนี้ดี
พอสมควรสมัยที่อยู่ในกองทัพ ช่วงที่รบในเวเนซูเอล่าและโคลัมเบียเขาต้องช่วยแพทย์สนามทำแผลอยู่บ่อยๆกลิ่นสาปเลือดผสมกับเสียงกรีดร้องมันเป็นสิ่งที่ชายหนุ่ม
ต้องทำตัวให้ชินเสมอเมื่ออยู่ในสมรภูมิเช่นเดียวกับตอนนี้


“มีใครบางคนอยู่ตรงนั้นมองไม่เห็นหน้า จะใช่พวกเดียวกับเรารึเปล่า?” อลาสถามขณะมองไปข้างหน้าที่ด้านลางของเนินใกล้ๆกับกองไฟกลางซากปรักหักพัง ที่เด่นชัดสุด
คงไม่พ้นมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหน ดูจากความสูงและท่าทางการยืนพอคาดเดาได้ว่าคงเป็นผู้ชายและอายุก็คงไล่เลี่ยกับอเล็กซ์พอดู ชายคนนั้น
กวาดตามองไปรอบๆอย่างเชื่องช้าเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง


อเล็กซ์คว้าปืนไรเฟิลประจำตัวขึ้นมาส่องกล้องเล็งมองดูบุคคลน่าสงสัยข้างล่างสักพักพร้อมทั้งวิเคราะห์โดยรวม “ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกับเราคงไม่สวมเสื้อโค้ทยาวออกมาเดิน
กลางเขตกักกันโรคโดยไม่มีอาวุธแบบนั้นแน่ แถมดูรอบตัวของหมอนี่สิ...”


ที่อเล็กซ์เห็นเป็นอันดับแรกสุดคือร่างไร้วิญญาณจำนวนมากของทหารที่กำลังนอนหมดลมหายใจจมกองเลือดกันนับไม่ถ้วน อเล็กซ์ตาไวพอที่จะมองเห็นตราตรงแขนเสื้อ
ของศพทหารนายหนึ่งที่อยู่ใกล้กองไฟได้อย่างชัดเจนมันเป็นตราของกรมทหารราบที่ 75 อาร์มี่แรนเจอร์นั่นก็มีความหมายแค่อย่างเดียว ชายหนุ่มในชุดโค้ทยาวที่ยืนอยู่ด้านล่าง
นั้นอาจจะไม่ใช่มิตรของพวกเขา แต่ที่น่าแปลกคือหมอนี่มันทำได้ยังไงถึงกับสังหารหน่วยรบชั้นเยี่ยมของกองทัพบกทั้งหน่วยได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีกระทั่งอาวุธใดๆเลยด้วยซ้ำ
แถมท่าทางจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว หมอนั่นเอาแต่ยืนนิ่งอยู่กับที่มองไปมองมารอบๆเท่านั้น


ทุกอย่างมันชักจะเริ่มแปลกเกินไป แปลกเสียจนอลาสต้องสะกิดอเล็กซ์ให้รู้ตัว


“เรารีบถอยกันดีกว่า ท่าทางจะไม่ดีแล้วว่าไหม...” อลาสเสนอ


อเล็กซ์พยักหน้าตอบ “เห็นด้วย... เรารีบเผ่นกันเถอะ...” อเล็กซ์เริ่มคลานถอยหลังออกจากจุดนั้นอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายที่อยู่ตรงด้านล่างของเนินรู้ตัว


“จะรีบไปไหนกัน...”


ครู่เดียวที่หันหลังเตรียมถอยอยู่ๆอเล็กซ์ก็ได้ยินเสียงอันแหบแห้งไม่ต่างอะไรกับเสียงของคนตายหากแต่แฝงไปด้วยความยะเยือกจนน่าขนลุกดังขึ้นจากทางด้านหลังของเขา
อเล็กซ์เตรียมจะยกปืนประทับบ่าขึ้นเล็งแบบฉับพลันแต่ก็ถูกอีกฝ่ายแย่งปืนไปได้แบบง่ายๆก่อนจะโดนเตะจนตัวลอยไปด้านข้าง อเล็กซ์มองความเร็วของอีกฝ่ายแทบไม่ออก
และเหมือนรอบตัวจะมืดลงมากกว่าเมื่อครู่ ใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามถูกปิดเอาไว้ด้วยหน้ากากสีขาวมาพร้อมกับเสื้อโค้ทยาวสีดำทมิฬที่ปลิวไสวความความเร็วอันมหาศาล
ของอีกฝ่าย


‘ไอ้เวรนี่ มันมาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!’


อเล็กซ์คิดอย่างร้อนใจเมื่อชายหนุ่มปริศนาที่เคยอยู่ตรงเนินด้านล่างมาปรากฏตัวตรงจุดที่อเล็กซ์อยู่ในในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอีท่าไหนถึงมาดักด้านหลังเขา
แบบนี้ได้ แต่จะด้วยเหตุผลยังไงก็ช่างตอนนี้คงไม่มีเวลาคิดเรื่องยิบย่อยเพราะแรงเตะเมื่อครู่ทำเอาชายหนุ่มคิดอะไรไม่ออกแล้ว ความรู้สึกมันเหมือนมันอะไรขัดๆตรงแขน
ทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างที่ต้องการมากนัก ที่เห็นมีเพียงอลาสที่กำลังใช้มีดยาวเข้าตะลุมบอนกับอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว แม้คมมีดจะไม่เฉียดโดนร่างของฝ่ายตรงข้าม
แม้แต่นิดเดียวทว่าความเร็วนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ อีกทั้งท่วงทางลีลาการหลบที่พลิ้วไหวราวกับนักกายกรรม ไม่ว่าจะเป็นตีลังกา กลิ้งตัว การสลับมือเปลี่ยนมีด
อย่างรวดเร็ว ก็ทำให้การเข้าประชิดตัวของชายหนุ่มในเสื้อโค้ทยาวแทบจะไร้ผลโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว


สู้กันอยู่พักหนึ่งอลาสก็รีบตีลังกากลับหลังมาตั้งหลักใกล้ๆอเล็กซ์ที่นอนเจ็บอยู่ตรงพื้น ถึงจะระบมแต่ก็ยังดีที่ไม่มีกระดูกท่อนไหนในร่างกายแตกหรือหัก ยังดีที่ชายหนุ่ม
สวมเสื้อเกราะเอาไว้ถึงจะไม่เจ็บสาหัสแต่ก็จุกเอาเรื่องเหมือนกัน


“พอลุกไหวไหม?” อลาสถามโดยไม่ลดมีดหรือละสายตาจากศัตรู


“ก็พอไหว... ว่าแต่ไอ้หมอนี่มันยังไงกัน ตอนแรกยังอยู่ที่ด้านล่างอยู่เลย พริบตาเดียวก็มาอยู่ด้านหลังเราซะงั้น...” อเล็กซ์พูดเสียงอ่อนเพราะยังระบมกับแรงเตะเมื่อครู่ไม่หาย
พร้อมความสงสัยที่อีกฝ่ายมาอยู่หลังเขาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที


“ถ้านายยังมองไม่ออก หมอนี่คงไม่ใช่คนธรรมดาแบบเราๆหรอก น่าจะเดาออกได้นะว่าหมายถึงอะไร...” อลาสพูดพลางพลิกมีดกลับมาให้อยู่ในตำแหน่งที่กระชับมือ


“พวกกลายพันธุ์งั้นรึ ซวยชะมัดเลยที่ดันมีศัตรูแบบนี้...”


พวกกลายพันธุ์ที่อเล็กซ์พูดถึงคือกลุ่มคนที่ถูกทดลองหรือไม่ก็ติดเชื้อประหลาดอันเกิดมาจากอุบัติเหตุหรือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสจนได้รับความสามารถพิเศษ
ที่ผิดมนุษย์มนา ก็อาจเทียบได้กับคาเมเลี่ยนหรือคลอว์ที่อยู่ในทีมสเป็คเตอร์เช่นเดียวกัน สมัยที่เขายังเด็กพวกกลายพันธุ์ในช่วงแรกๆนั้นค่อนข้างจะเป็นที่รังเกียจของสังคม
เพราะความหวาดกลัวที่มีต่ออาวุธชีวภาพทำให้คนกลุ่มนี้ถูกแบ่งแยกและกีดกันทางสังคมแม้จะมีหลายส่วนไม่เห็นด้วยและมองว่าคนกลุ่มนี้คือคนป่วยที่ต้องการทางรักษา
ไม่ต่างอะไรกับโรคทั่วๆไปก็ตาม แต่เพราะมีพวกกลายพันธุ์บางกลุ่มที่ออกจะหัวรุนแรงและใช้ความสามารถของตนไปในทางที่เลวร้ายทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มผู้ป่วย
พลอยแย่ตามไปด้วย


ก็เหมือนอย่างที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ไง...


จนกระทั่งหลายปีต่อมาก็มีการเรียกร้องสิทธิแก่พวกกลายพันธุ์ท่ามกลางกระแสสังคมอันรุนแรง ความเกลียดชังที่มีต่อพวกกลายพันธุ์ได้ค่อยๆหายไปจนคนทั่วไปมองว่า
พวกกลายพันธุ์เป็นผู้ป่วยที่ยังคงรอการรักษาอยู่แม้จะมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงหวาดกลัวและเกลียดชังอยู่ พวกกลายพันธุ์หลายส่วนที่ได้รับการบำบัดบ้างก็ไม่ได้รับการบำบัด
ยังคงปิดบังความสามารถของตนและใช้ชีวิตปะปนกับคนปกติอย่างเงียบๆ


ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรพวกกลายพันธุ์แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจงใจมาหาเรื่องแบบนี้เห็นทีก็ต้องลองจัดให้สักตั้งไว้ค่อยเกิดฉุกเฉินขึ้นมายังไงก็ค่อยว่ากันอีกที
อเล็กซ์รีบลุกขึ้นพลางชักมีดขึ้นมา


“ลุยเข้าไปพร้อมๆกันเลย!”


อลาสตะโกนก่อนจะเข้าไปประเดิมรายแรกด้วยมีดไม่ว่าจะยังไงก็ช่างบอกได้เลยว่าตอนนี้ทั้งสองคนเสียเปรียบแบบหลุดลุ่ย อเล็กซ์และอลาสเป็นเพียงคนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ
มากไปกว่าทักษะและการฝึก แต่อีกฝ่ายเป็นพวกกลายพันธุ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะมีความสามารถอะไรซุกเอาไว้อีก และการที่สามารถจัดการกับทหารแรนเจอร์ทั้งหน่วยได้ด้วยตัวคนเดียว
นั่นคงไม่ทำให้หมอนี่เป็นแค่พวกกลายพันธุ์กระจอกๆทั่วไปอย่างที่เคยเจอมาแน่


อเล็กซ์เข้าไปเสริมในจุดที่เป็นช่องว่างหมายโค่นอีกฝ่ายให้ได้ แต่ระดับก็ต่างกันเกินไป ทั้งความเร็วและพละกำลังอเล็กซ์ยังด้อยกว่ามาก สู้กันไม่ถึงสองสามกระบวน
อเล็กซ์ก็โดนอัดจนตัวลอยออกมาจากจุดเดิมไกลออกไปหลายเมตรอยู่ อเล็กซ์เอามือกุมตรงลำตัวที่ยังรู้สึกจุกจนขยับอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง สักพักชายหนุ่มก็ตั้งสติได้
มันต้องมีหนทางที่จะโค่นไอ้หมอนี่สักทางสิน่า อเล็กซ์คิดเช่นนี้ก่อนมองไปรอบๆและทันใดนั้นชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตรงพื้นใกล้ๆ มันคือปืนไรเฟิลซุ่มยิง
ของพวกทหารแรนเจอร์ที่นอนตายอยู่ข้างๆอเล็กซ์รีบคว้ามันขึ้นมาใช้ยังไงเสียทหารคนนี้คงไม่ต้องใช้มันแล้ว


ชายหนุ่มยกปืนขึ้นประทับบ่าให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โชคดีที่กระบอกนี้ติดกล้องจับการเคลื่อนไหวแบบเทอร์ไมท์(คลื่นความร้อน)เอาไว้ด้วย ในที่มืดแบบนี้
คงไม่เป็นปัญหานัก อเล็กซ์ขึ้นลำปืนก่อนจะเล็งอย่างใจเย็นต้องจัดการให้ได้ในนัดเดียวเท่านั้นจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด


‘ขอแค่นัดเดียวเท่านั้น... จะพลาดไม่ได้...’ อเล็กซ์สงบใจสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างช้าๆเล็งเป้าหมายให้อยู่ในตำแหน่งและ...


ปัง!!


การเหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียวส่งกระสุนให้พุ่งออกจากปากลำกล้องด้วยความไวสูง กระสุนพุ่งแหวกอากาศหมุนเป็นเกลียวทะยานผ่านหัวของอลาสพุ่งเข้าหาเป้าหมาย
ที่ถูกเล็งเอาไว้อย่างแม่นยำเข้าเป้าตรงกลางหัวพอดิบพอดี ร่างของฝ่ายข้าศึกผงะออกตามแรงปะทะก่อนจะล้มลงและไม่ขยับอีกหลังจากนั้นเลือดสีดำไหลผ่านรูบนศีรษะ
ก่อนจะท่วมหน้ากากขาวที่อีกฝ่ายสวมเอาไว้จนมิด หลังเห็นเป้าหมายล้มลงอเล็กซ์ก็ทิ้งปืนลงหายใจหอบ ไอ้การยิงเมื่อกี้นี้ทำเอาลุ้นหอบกำเริบถ้าเล็งพลาดมีหวังอลาส
ที่เข้าประชิดวงในอยู่โดนเจาะหัวเป็นรูด้วยกระสุนแรงสูงแน่ๆ


แต่อย่างน้อยก็เข้าเป้าเผงล่ะ...


“เฉียดหัวกูไปนิดเดียว นี่จะฆ่ากันรึไงวะ!!” อลาสโวยวายหลังจากเมื่อครู่แทบจะสัมผัสได้ถึงความร้อนของกระสุนที่บินผ่านหัวตัวเองไปจนผมแหว่งไปหย่อมหนึ่ง


“ขอบใจสักคำก่อนแล้วค่อยโวยได้ไหม!!” อเล็กซ์ตะโกนกลับไป


อลาสโวยกลับมาแทบจะเป็นภาษาปูภาษาปลาหลังจากหวิดจะโดนอเล็กยิงเข้าหัวเมื่อครู่ เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้สนอะไรหรอกเพราะอย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ปลอ-


“นกที่ถูกขังในกรงต่อให้ออกจากกรงได้ก็ไม่มีอิสระ... บางทีอิสระที่แท้จริงของมันก็คือการถูกขัง... เช่นนั้นการถูกจองจำอาจจะดีกว่าก็เป็นได้...”


“!!?”


ชัยชนะคล้ายจะคงอยู่ไม่นานเมื่ออยู่ๆร่างของศัตรูที่อเล็กซ์เพิ่งยิงเข้ากลางหัวไปกลับลุกขึ้นมาได้แบบหน้าตาเฉย รอยรูกระสุนตรงหัวค่อยๆสมานกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งอลาสและอเล็กซ์ตกตะลึงกับภาพอันเหลือเชื่อที่ได้เห็น เมื่อเจอคนที่ยิงเข้าหัวไปแล้วแต่ยังไม่ตาย หมอนี่มันตัวบ้าอะไรกัน ถึงจะรู้ว่าเป็นพวกกลายพันธุ์
แต่ก็ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะโดนยิงเข้าจุดสำคัญอย่างส่วนหัวแต่ไม่ตาย แถมอีกฝ่ายมองมาทางอเล็กซ์พร้อมทั้งพูดเป็นบทอะไรสักอย่างคล้ายปรัชญาไม่ก็คำพูด
ในบทสวดของคัมภีร์เล่มไหนสักเล่ม จะยังไงก็ช่างตอนนี้ชักจัดลำดับความคิดไม่ถูกแล้วสิ...


“เช่นนั้นการถูกขังในกรงทองอาจจะมีความสุขก็ได้...”


“พูดอะไรของแกวะเนี่ย ฟังแล้วไม่เข้าใจพูดภาษาชาวบ้านหน่อยสิวะ!”


อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมานอกจากมองตรงมาที่ทั้งสองคน ดวงตาสีดำมืดสนิทจ้องมาทางพวกเขาทั้งคู่


“เมื่อไม่มีท้องฟ้าให้โบยบิน...” ชายสวมหน้ากากยกมือขึ้นทั้งสองข้าง “ปักษาก็มิควรได้ออกจากกรง...”


สิ้นคำพูดสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนต้องผงะตะลึงตาโตกันยกใหญ่คือกลุ่มควันดำทะมึนที่ออกมาจากฝ่ามือของอีกฝ่ายแบบไม่รู้สาเหตุก็กระจายออกมารอบๆตัวก่อนจะพุ่งเข้าหา
พวกเขาราวกับมีชีวิต ควันประหลาดสีดำเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดราวกับงูที่กำลังไล่ล่าเหยื่อ มันจะเป็นอะไรก็ช่างพวกเขาไม่คิดจะอยู่รอคำตอบแน่ ชายหนุ่มรีบวิ่งหนีออกจาก
จุดนั้นเป็นการด่วนก่อนที่ไอ้ควันประหลาดนั้นจะพุ่งเข้ามาถึงตัว อลาสวิ่งนำหน้าไปโดยมีอเล็กซ์วิ่งจี้ก้นตามไปติดๆ ณ เวลานี้อเล็กซ์ไม่สนเรื่องอาการบาดเจ็บของเขาอีกต่อไป
แล้ว อันที่จริงไอ้อาการบาดเจ็บที่ว่ามันหายไปในพริบตาเดียวที่เห็นไอ้ควันนั่นแล้ว ตอนนี้ขาของชายหนุ่มขยับซอยถี่แบบไม่คิดชีวิตขณะที่ควันดำน่าขนลุกนั่นกำลังไล่ตามพวกเขา
มาเหมือนจะกินเขาเป็นของว่างให้ได้เสียงที่ได้ยินมาจากภายในกลุ่มควันฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องอันแห้บแห้งของคนนับพันที่กำลังโหยหิวบีบให้อเล็กซ์ต้องวิ่งสุดชีวิตเข้าไปอีก


“เอาไงต่อดีวะเนี่ย ไอ้ตัวบ้านั่นมันกะจะกินเราให้ได้เลยใช่ไหมวะเนี่ย!!” อลาสโวยลั่นขณะที่เร่งฝีเท้าโดยเหลียวมองไปทางด้านหลังเป็นระยะ พบว่าควันดำประหลาดนั่น
กำลังไล่ตามจี้มาเรื่อยๆ ถ้าอีกฝ่ายทิ้งมีดได้ป่านนี้คงยอมทิ้งไปแล้วหากไม่ติดที่ว่ามันดันเป็นอาวุธอย่างเดียวที่เหลืออยู่


“เออน่าเอ็งรีบวิ่งเหอะขืนช้าโดนทิ้งนะว้อย!” อเล็กซ์ตอบกลับอย่างหงุดหงิดพอๆกับความกลัวที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ เขาวิ่งตามอลาสลงที่เนินด้านล่างจุดที่มีทหารแรนเจอร์
มากมายนอนเป็นศพอยู่เกลื่อนพื้น ตอนนี้คงไม่มีเวลามามัวสลดกับเรื่องความตายของทหารพวกนี้มากไปกว่าการเอาตัวรอดไปให้ได้ในสถานการณ์คับคันเช่นเวลานี้


อเล็กซ์วิ่งผ่านกองศพพวกนั้นไปได้ไม่นานนักก็ลองเหลียวหลังไปมองอีกทีกลุ่มควันสีดำที่ไล่ตามมาเมื่อครู่หยุดตามเขามาแล้วแต่กลับไปรวมตัวอยู่ตรงกองศพของพวกทหาร
แทน อเล็กซ์หยุดวิ่งก่อนจะมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสงสัยที่กลุ่มควันพวกนั้นไปรุมที่ซากศพของพวกทหารแทนที่จะไล่ล่าเหยื่ออย่างเขาและอลาส ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงกันแน่
แต่ทำไมรู้สึกว่าเรื่องนี้จะยังไม่จบเสียทีเดียว


“เดี๋ยวก่อน! ควันพวกนั้นมันหยุดไล่ตามเรา” อเล็กซ์ตะโกนบอกให้อลาสที่วิ่งนำเขาไปหยุดก่อน


“แล้วจะอยู่รอให้มันมางาบแกไปรึไง รีบใช้โอกาสนี้หนีสิวะ!!” ชายหนุ่มตะโกนพลางมองเหลียวหลังกลับมา ดูท่าว่าหากไม่ติดที่อเล็กซ์ต้องเป็นคนติดต่อทางฐานให้มารับตัว
ละก็อีกฝ่ายคงทิ้งเขาไปแล้ว


“ที่ฉันจะบอกคือมันมีอะไรแปลกๆ อยู่ๆมันจะหยุดตามเราทำไมถ้ามันกะจะฆ่าเราน่ะ!”


ครืน!!


ไม่ทันขาดคำเหมือนจะมีเสียงสะเทือนของอะไรบางอย่างดังขึ้น อเล็กซ์พบเห็นสิ่งผิดปกติอยู่ภายในกลุ่มควันนั่นแม้จะมองไม่ชัดแต่เขาก็เห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
อเล็กซ์ยกปืนประทับบ่าเตรียมพร้อมสำหรับอะไรที่กำลังจะเผชิญ คงไม่ต้องบอกเป็นรอบที่ล้านว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในควันนั่นต้องเป็นข่าวร้ายของเขาแน่ เม็ดเหงื่อจำนวนมาก
ผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มในเวลาอันสั้นดวงตาจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ผิดสังเกต


ปัง!!


ยังไม่ทันที่ความคิดจะสงบก็มีกระสุนปืนพุ่งเฉี่ยวหน้าของชายหนุ่มถากไปเพียงไม่กี่มิลฯเท่านั้น อเล็กซ์รีบหาที่หลบเป็นการใหญ่เพราะมันไม่ได้มีแต่นัดเดียวที่พุ่งเข้ามา
แต่ยังมีอีกหลายสิบนัดที่พุ่งเข้ามาหา แค่ควันประหลานกับพวกกลายพันธุ์ตัวอันตรายนี่ยังไม่พออีกใช่ไหม นี่ยังมีทหารของข้าศึกฝ่ายตรงข้า-


เดี๋ยวก่อนนะ นั่นมันไม่จริงใช่ไหม!


อเล็กซ์ทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ เพราะเรื่องให้ประหลาดใจดันมีมาให้อีกเรื่องแต่มันดันเป็นเรื่องร้ายเสียมากกว่า...


“นั่นมัน... ไอ้ควันบ้านั่นมันเข้าควบคุมศพทหารพวกนั้นนี่!!”









***************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 30 มิ.ย. 2017, 22:59

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP13) 27/

คล้ายๆแชดเลอร์สินะครับ ปรสิทเป็นควัน
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 23 ก.ค. 2017, 19:47

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP13) 27/

Episode 14 : Quarantine zone (Part 2)



รันฟายังคงรู้สึกร้อนใจไม่หายหลังจากเมื่อห้าชั่วโมงที่แล้วมีรายงานผ่านทางช่องการสื่อสารของทีมสเน็คอายส์ถึงเหตุบางอย่างเข้าก่อนจะเงียบหายไป
หญิงสาวมองเข้าไปในเมืองร้างที่ไร้ซึ่งผู้คนและชีวิต มีเพียงแต่ความมืดมิดที่กำลังยึดครองเมือง ภายในเรือยางที่กำลังแล่นอย่างเงียบเชียบบริเวณริมฝั่งของแม่น้ำแมนฮัตตัน
ยังคงไม่มีการติดต่อกลับมาของทีมสเน็คอายส์ในทุกช่องทาง รันฟากังวลว่าทั้งทีมที่ขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมงกำลังจะไปเจอกับอะไรที่ยากเกินจะรับมือ
โดยเฉพาะกับอเล็กซ์ที่หญิงสาวห่วงมากเป็นพิเศษเพราะนิสัยของเจ้าหนุ่มคนนี้แม้จะเป็นคนฉลาดแต่ก็มักจะใจร้อนทำอะไรบ้าระห่ำเสมอไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์แบบไหน
ก็หวังว่าคราวนี้เจ้าหนุ่มจะไม่พาตัวเองไปเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่เข้าท่า... หวังว่านะ


“เป็นห่วงพวกเขารึไงแม่หนู...” คอนเนอร์ถามขณะที่ใช้กล้องมองกลางคืนส่องไปรอบๆ


รันฟาถอนหายใจก่อนตอบ “ก็นิดหน่อยค่ะ... นี่มันเลยกำหนดการรับตัวไปนานแล้ว บางทีเราน่าจะเข้าไปช่วยพวกเขานะคะ...”


“อย่าเลยดีกว่าถ้าพวกเขามาถึงที่จุดนัดพบแล้วไม่เจอพวกเราแบบนั้นจะเป็นการเสี่ยงมากกว่า อีกอย่างพวกเขาแค่ขาดการติดต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา
จะตายกันหมดแล้วซะหน่อย ที่เราทำได้คือรอ... รอและหวังว่าพวกเขาจะมาก็เท่านั้น” คอนเนอร์ตอบกลับก่อนจะวางกล้องลงและขับเรือตรงไปที่ริมตลิ่งใกล้ๆเพื่อตามหา
กลุ่มที่หายไปและยังไม่ลืมที่จะส่งสัญญาณรหัสระบุตำแหน่งเป็นระยะเผื่อว่าทีมสเน็คอายส์จะคอยฟังอยู่ คอนเนอร์ใช้วิธีการแล่นเรือเลาะริ่มชายฝั่งและหยุดจอดที่ตามท่าต่างๆ
ทุกสิบนาทีก่อนเปลี่ยนจุดวนไปเรื่อยเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและความปลอดภัยในภารกิจ แต่นี่ก็ผ่านมากว่าห้าชั่วโมงยังไม่มีการตอบกลับจากทีมหลักแม้แต่ครั้งเดียว


รันฟาทำได้เพียงนั่งรออยู่บนเรือยางต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะต้องรอแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน บนเรือยางนอกจากเธอกับคอนเนอร์แล้วยังมีทหารหน่วยฮาวด์อีกสองคน
กำลังนั่งอยู่ข้างๆคนแรกเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหุ่นกำยำโพกหัวด้วยผ้าคาดลายทหารกำลังนั่งต่อสัญญาณเครื่องมือสื่อสารอยู่เท่าที่ได้ยินมาเหมือนสัญญาณการสื่อสาร
จะถูกปิดกั้นด้วยอะไรบางอย่าง เจ้าตัวเลยพยายามจะหาช่องทางลอดผ่านตัวบล๊อกสัญญาณเพื่อติดต่อกับคนในทีมให้ได้


“ได้ความอะไรไหมโคลท์?” คอนเนอร์เอ่ยปากถาม


“ยังไม่ได้อะไรเลยครับหัวหน้า สัญญาณรบกวนที่ถูกปล่อยออกมาแรงมากจนผมติดต่อใครไม่ได้เลยสักคน มันต้องมีเครื่องกระจายสัญญาณอะไรสักอย่างอยู่แถวๆนี้
ถ้าผมสามารถทำลายไอ้เครื่องบ้านั่นได้เราก็น่าจะติดต่อกับพวกนั้นได้อีกครั้งครับ” โคลท์ตอบขณะที่พยายามตั้งค่าการสื่อสารทุกรูปแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อหาทางติดต่อ
แต่ดูท่าจะต้องทำอย่างที่เจ้าหนุ่มนี่ว่าหาเครื่องแจมสัญญาณให้เจอแล้วถล่มให้ยับ


“หัวหน้า...” ทหารหน่วยฮาว์ดอีกคนพูดขึ้น คอนเนอร์เลยต้องหันไปทางนั้นต่อ


“นายเห็นอะไรคีแกน”


“ทางซ้ายมือ สองนาฬิกาครับ...” คีแกนตอบสั้นๆขณะที่ยังคงส่องกล้องติดปืนไปยังทิศทางดังกล่าว


รันฟาลองมองไปทางนั้นดูบ้างหญิงสาวคว้าเอากล้องส่องทางไกลขึ้นมาและมองไปยังทิศทางดังกล่าวโดยรอบ ทันใดนั้นเปลวไฟขนาดใหญ่ก็พวยพุ่งขึ้นมาจากบริเวณ
ตรอกซอกตึกแถวนั้นเป็นสายใหญ่ก่อนจะดับวูบไป เปลวไฟมีขนาดใหญ่มากพอที่จะมองเห็นได้ในระยะไกลขนาดนี้มันคงไม่ใช่เรื่องพื้นๆอย่างแค่แก๊สระเบิดแน่ มีบางสิ่ง
ไม่ก็บางคนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น...


ปัง! ปัง! ปัง!


มีเสียงปืนดังขึ้นหลังจากนั้นไม่นานนักฟังแล้วน่าจะมีการต่อสู้เกิดขึ้นแถมยังเป็นทิศทางเดียวกับที่มีการระเบิดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ช่างการต่อสู้ที่ว่านั่น
คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆเกินกว่าจะปล่อยผ่านได้ รันฟาคว้าปืน ดาบและอุปกรณ์ของตัวเองเตรียมเอาไว้ให้พร้อมหญิงสาวเตรียมจะเข้าไปที่จุดนั้นโดยไม่สนว่าจะมีอันตรายใดๆทั้งสิ้น
ในเวลานี้เธอเป็นห่วงคนในทีมมากกว่าจะมาสนใจเรื่องกฏระเบียบหรือข้อบังคับอะไรยิบย่อยที่อาจจะทำให้ทุกคนในทีมตายกันหมด


“นั่นเธอคิดว่าจะทำอะไรแม่สาวน้อย?” คอนเนอร์ถามขณะที่มองดูหญิงสาวสวมชุดอุปกรณ์


“ฉันจะไปลาดตระเวนตรงนั้นค่ะ ถ้าทีมของเราอยู่ที่นั่นฉันก็จะไปช่วยพวกเขาออกมา” รันฟาตอบพลางสะพายดาบขึ้นหลังและเช็คปืนให้พร้อมใช้งาน


“นั่นไม่ใช่ภารกิจของเราแม่หนู ภารกิจของเราคือคอยเป็นหน่วยถอนตัวให้ทีมหลัก ไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปปะทะกับข้าศึก เธอได้ยินคำสั่งแล้วนี่” คอนเนอร์แย้งและพยายาม
ห้ามรันฟาเอาไว้แต่เธอไม่สนใจเตรียมจะขึ้นฝั่งไปให้ได้


“ภารกิจของเราคือการลาดตระเวนและเป็นหน่วยถอนตัว ที่ฉันทำไม่ได้เป็นการละเมิดคำสั่งแต่เป็นการลาดตระเวน คุณเลือกได้ว่าจะมาด้วยกันกับฉันหรือว่าจะฆ่าฉัน
เพราะทำตามคำสั่งค่ะ” ว่าแล้วรันฟาก็รีบก้าวขาลงจากเรือเดินขึ้นบันไดก่อนจะวิ่งตรงไปยังจุดที่มีการระเบิดเมื่อครู่ โดยคอนเนอร์ยังไม่ทันจะได้ห้ามอะไรเพิ่มอีก


รันฟาเดินขึ้นบันไดมาจนถึงบริเวณถนนขณะที่เสียงเรือยนต์ของคอนเนอร์กำลังเงียบห่างจากเธอไปเรื่องๆ สิ่งแรกที่เห็นหลังจากขึ้นมาบนชายฝั่งได้ไม่นานก็มีเพียงแค่
ความเงียบและความพินาศที่มากเกินกว่าจะบรรยายออก มีศพคนนอนกระจัดกระจายอยู่ทุกระยะช่วงถนน ไม่นับพวกซอมบี้อีกนับหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยที่กำลังเดินลากขา
เอื่อยๆไปตามเสียงระเบิดที่แทบจะได้ยินไปทั่วทั้งบริเวณเมื่อครู่ รันฟาต้องย่องเข้าไปที่จุดหมายอย่างเงียบๆงานนี้คงใช้ปืนไม่ได้หากไม่อยากเรียกความสนใจจากไอ้พวกซากศพ
นั่น ว่าแล้วรันฟาก็เอื้อมมือไปหยิบดาบที่สะพายหลังเอาไว้คงต้องฝากชีวิตไว้ในมือของดาบเล่มนี้แล้ว


“มีประมาณร้อยตัวเห็นจะได้มั้ง...”


“!!”


รันฟาตกใจแทบจะกรีดร้องออกมาดังๆแต่ก็มีมือมาปิดปากเอาไว้ไม่ให้เธอร้องออก หญิงสาวตั้งสติก่อนมองไปที่ใบหน้าของคนที่กำลังปิดปากเธอเอาไว้ โคลท์! คีแกน
สองคนนี้ตามเธอมาด้วยงั้นเหรอ?


“พวกนายมาทำอะไรกันตรงนี้เนี่ย!” รันฟาถามและพยายามไม่ส่งเสียงดังเรียกความสนใจพวกซากศพตายแห้งมากจนเกินไป


“หัวหน้าสั่งให้พวกเรามากับเธอ บอกว่าขืนปล่อยให้เด็กกะโปโลหัวเดียวกระเทียมลีบไปหาที่ตายมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากในงานเอกสารน่ะ...” โคลท์พูดพลางปล่อยมือออกจาก
รันฟา หญิงสาวได้ยินแล้วไม่รู้ว่าควรคิดยังไงดีระหว่างขอบคุณที่ส่งคนมาช่วยหรือว่าควรโมโหที่โดนหาว่าเป็นเด็กกะโปโลกันแน่


ยังไงก็ช่างมีคนมาช่วยแบบนี้ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย รันฟาหมอบต่ำหลบอยู่ด้านหลังของซากรถเก่าๆจากจุดนี้มองเห็นเปลวไฟจากการระเบิดได้อย่างชัดเจน
และยังมีพวกซากศพอีกหลายตัวเดินเข้าไปหาเรื่อยๆ ณ เวลานี้รันฟามองพวกนี้ว่าไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้วก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เคยเป็นมนุษย์เท่านั้น หากเป็นเมื่อก่อน
หญิงสาวคงจะคิดอีกอย่างแม้จะเป็นศพที่เดินได้ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะแต่พวกนี้ก็เคยเป็นคนมาก่อน ทว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วรวมทั้งตัวเธอด้วย หากมัวแต่ลังเล
ก็จะเป็นฝ่ายถูกฆ่าเสียเองไม่มีที่ว่างให้กับความลังเลในจิตใจ นั่นเป็นสิ่งที่คอนเนอร์สอนเธอเป็นอย่างแรก การกำจัดความลังเลออกจากจิตใจเพื่อเป้าหมายในภารกิจ
มันก็นานเหมือนกันกว่าหญิงสาวจะทำใจให้แข็งได้แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียวมันยังมีความลังเลเหลืออยู่บ้างในเสี้ยวหนึ่งของจิตใจหญิงสาว


ถ้าหากไม่มีความลังเลมนุษย์เราก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักร...


“มีพวกมันเข้ามาเสริมอีกโหล ยังมีอีกทางซีกซ้ายน่าจะอีกสักฝูงใหญ่ได้ ถ้าจะทำอะไรต้องรีบทำเดี๋ยวนี้ไม่มีวันหลัง” คีแกนส่องกล้องมองดูซอมบี้ทั้งหมดในพื้นที่
พวกนั้นมีจำนวนเยอะกว่าที่คาดเอาไว้มากมันคงไม่แปลกสำหรับเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก จำนวนซอมบี้ย่อมเยอะกว่าที่อื่นๆเป็นธรรมดา


รันฟามองดูสภาพการณ์โดยรวมก่อนจะวางปืนลงและดึงดาบญี่ปุ่นของเธอออกมา โคลท์เห็นแบบนั้นเลยรีบเอาที่เก็บเสียงมาติดตั้งกับปืนพกเตรียมเอาไว้ รันฟามองออกว่า
มีแค่ทางนี้ทางเดียว ในเมื่อไม่สามารถลอบเข้าไปได้แบบสมบูรณ์และเวลามีไม่มากก็ต้องหักดิบลุยเข้าไปตรงๆแบบนี้ล่ะ รันฟาสูดหายใจเตรียมพร้อมเอาไว้หวังว่าทักษะ
การใช้ดาบของเธอจะยังไม่ขึ้นสนิมเอาเสียก่อนนะ


“เอาล่ะเราจะบุกเข้าไปตรงๆ ฉันจะนำเอง พวกนายตามให้ทันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดพลางกระชับดาบในมือให้มั่นที่สุดเท่าที่ทำได้


“เฮอะ... ทำเป็นพูดไปเถอะสาวน้อยถ้าพลาดอย่าวิ่งมาร้องให้ช่วยกันแล้วกัน” โคลท์พูดแหย่ๆขณะรอหญิงสาวเคลื่อนไหว รันฟายิ้มตอบกลับมาก่อนจะวิ่งนำทั้งสองคนฝ่าพวกซากศพเน่ามีชีวิต เข้าไปตรงจุดหมาย


รันฟาเร่งฝีเท้าวิ่งหลบพวกซอมบี้อย่างว่องไวโดยไม่ยากเย็นนัก พวกซากศพถึงจะมีจำนวนมากแต่ก็เคลื่อนไหวเชื่องช้าอืดอาดเสียจนมีเวลาให้ทำอะไรได้หลายอย่าง
ระหว่างรอมันเข้ามาหา ซอมบี้ในทางข้อมูลถือว่าเป็นอาวุธชีวภาพรูปแบบหนึ่งแต่ก็เป็นอาวุธชีวภาพที่ตกรุ่นแล้วเนื่องจากข้อเสียหลายๆด้าน ทั้งความเร็ว พลังการต่อสู้
และไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในทางการทำลายล้างของไวรัสอาจจะรุนแรงแต่การนำมาใช้งานเป็นอาวุธนั้นกลับมาประสิทธิภาพต่ำเพราะสติปัญญาที่มีเพียงแค่
ระดับพื้นฐานไม่ต่างอะไรกับสัตว์และไม่สามารถสั่งการได้ แต่ถึงอย่างนั้นการปะทะกับพวกมันตรงๆดูจะเป็นเรื่องเกินความจำเป็นและเสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่หากมีซอมบี้
หน้าไหนมาขวางทางเธอมากเกินไปล่ะก็...


ฉัวะ!!


คมดาบญี่ปุ่นตวัดแหวกผ่านอากาศจนเกิดเป็นเสียงดังฉับใหญ่ก่อนจะบั่นหัวซอมบี้ตัวหนึ่งจนขาดกระเด็นอย่างง่ายดาย คมดาบแวววาวแหวกผ่านอากาศในชั่วพริบตาเดียว
โดยไม่มีเลือดติดสักหยดการตวัดดาบเมื่อครู่คงจะเร็วมากๆต่อให้เป็นร่างคนจริงที่ไม่ได้เน่าเปื่อยแบบซากศพพวกนี้โดนเข้าสักทีก็ตายคาที่ในดาบเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย


ทางโคลท์และคีแกนสองคนที่วิ่งตามมาด้วยกันเองก็ใช่ย่อยทั้งสองคนวิ่งตามหลังหญิงสาวไปติดๆและใช้ปืนเก็บเสียงยิงป้องกันเอาไว้ โคลท์คอยระวังซ้ายขวาขณะที่คีแกน
คอยระวังหลัง เสียงฝีเท้าของทุกคนดังอย่างต่อเนื่องดึงดูดความสนใจแก่พวกซอมบี้ในบางส่วน แต่ก็ไม่มากพอจะดึงดูฝูงใหญ่ให้เข้ามาหาได้ เสียงครางโหยหวนไม่ต่างอะไร
กับเสียงของสัตว์เดรัจฉานบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าพวกนี้ไม่ใช้มนุษย์อีกต่อไปแล้วถึงแม้จะเคยเป็นมาก่อน แต่รันฟาก็ไม่ลังเลที่จะบั่นหัวของพวกซากศพทิ้ง ยิ่งเข้ามาใกล้จุดหมาย
ก็ยิ่งมีซอมบี้จำนวนมากขึ้น รันฟาต้องขยับแขนเหวี่ยงดาบทุกวินาทีไม่มีเวลาพอจะให้หายใจเสียด้วยซ้ำ


แต่จำนวนของพวกซากศพก็มีมากเกินไป ไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นพวกซอมบี้ก็กรูกันเข้ามาล้อมจากรอบด้านปิดทางหนีของทั้งสามคนเอาไว้รันฟาถอยกลับมาตั้งหลัก
และมองดูการเคลื่อนไหวของพวกซากศพพร้อมทั้งจับดาบเตรียมเอาไว้


“เรากำลังโดนล้อมเอาไงดีเนี่ย...” โคลท์ถามรันฟาหลังจากตอนนี้พบว่าตนเองกำลังตกอยู่กลางวงล้อมของพวกซากศพ กลิ่นเหม็นเน่าชวนแสบจมูกลอยเข้ามาแตะจมูก
ในทุกย่างก้าวที่พวกมันย่างเข้ามา ไม่รวมกับเสียงร้องครางฟังแล้วน่าขนลุกดังหลุดออกมาจากปากเน่าๆพวกนั้นเป็นระยะ


รันฟายิ่งต้องจับดาบในมือเอาไว้แน่นและตั้งท่าจับดาบขนานกับลำตัว หญิงสาวหลับตาและเพ่งสมาธิไปที่เสียงทั้งหมดรอบตัว เสียงลมหายใจของเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคน
เสียงฝีเท้าของพวกซากศพที่กำลังใกล้เข้ามา หก... เจ็ด... แปด... เสียงร้องครางที่ดังออกมาเฉลี่ยทุกๆเจ็ดวินาที จมูกก็ได้กลิ่นเน่าลอยเข้ามาในระยะที่ต่างกันออกไป
รันฟากำดาบเอาไว้แน่นขยับขาตั้งท่าให้เหมาะสม มีโอกาสลงมือไม่นานอย่าให้ผิดพลาด ตั้งสมาธิให้เฉียบคมมากขึ้นและ...


ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นคมดาบของคาตะนะตวัดเข้าใส่เป้าหมายด้วยความเร็วประหนึ่งสายฟ้า ทั้งสองคนที่ตามมาด้วยยังไม่ทันตั้งสติรู้ตัวอีกทีร่างของซอมบี้
เจ็ดแปดตัวที่ล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้พากันล้มลงทุกตัวถูกบั่นหัวจนขาดสะบั้นนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอีก สถานการณ์พลิกในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาทีพร้อมกับรันฟาที่วิ่งนำคนอื่น
ฝ่าวงล้อมออกไปได้ ยังดีที่ฝีมือของเธอยังไม่ถึงกับขึ้นสนิมเสียทีเดียวเธอยังสามรถใช้เพลงดาบเพชฌฆาต ‘จันทราหฤโหด’ ได้อยู่ มันคือเพลงดาบสังหารที่อลิเซีย
อาจารย์ของเธอสั่งสอนและถ่ายทอดให้เธอ เคล็ดลับคือการตวัดดาบที่รวดเร็วและแม่นยำโดยอาศัยการฟังเสียงและดมกลิ่นรอบตัวเพื่อจับตำแหน่งและจู่โจมอย่างแม่นยำ
ที่จุดตาย ไม่คิดว่าจะได้เอามาใช้จริงๆก็นับว่าที่ลงเรียนดาบมาเป็นสิบปีก็ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์เสียทีเดียว


ส่วนโคลท์และคีแกนอดไม่ได้ที่จะคิดว่าพวกเขาไม่ควรมองหญิงสาวว่าอ่อนต่อโลกหรือซื่อจนเกินไป ภายนอกที่ดูไร้พิษภัยกลับซ่อนอันตรายเอาไว้ชนิดที่ไม่คาดฝัน
อย่างเช่นตอนนี้เขารู้แล้วว่าดูถูกเชิงดาบเธอไม่ได้จริงๆ รันฟามองออกจากสีหน้าของทั้งคู่ที่มองมาทางเธอแต่ก็ไม่คิดจะถามอะไรตอนนี้จุดหมายอยู่ตรงหน้าแล้ว
รันฟาแทบจะได้ยินเสียงกลไกของปืนทำงานแม้จะเป็นปืนเก็บเสียงก็ตามมันดังอย่างชัดเจนและบอกว่ามีคนอยู่ตรงนั้นจริงๆแต่จะเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่...


แต่ก็ไม่มีเวลาจะมาคิดแล้วลุยมันไปทั้งอย่างนี้ล่ะ!


หญิงสาววิ่งผ่านกองซากปรักหักพังที่ยังคงมีเปลวไฟกองใหญ่ลุกพรึบตลอดเวลาหลายกอง กลิ่นแก๊สจางๆที่เป็นสาเหตุของการระเบิดยังคงลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ
ไม่จางหายไปกับการเผาไหม้ก่อนหน้านี้ และที่ลืมไม่ได้คือพวกซอมบี้ที่กำลังแห่กันเข้ามาจากรอบด้านบางส่วนนอนหมดสภาพไม่ขยับรันฟาเห็นรูโหว่ขนาดใหญ่บนหัว
สภาพเหมือนเพิ่งถูกเจาะมาหมาดๆเลือดสีดำข้นเหนียวและมีกลิ่นฉุนไหลออกจากรูโหว่ดังกล่าว แต่มันคงไม่น่าสนใจเท่ากับที่ว่ามันถูกยิงเข้าหัวทุกนัด คนที่ทำแบบนี้ได้
ต้องแม่นจริงๆ


ที่เห็นหลังจากเดินต่อไปอีกหน่อยคือกลุ่มคนจำนวนสามคนกำลังตั้งหลักยิงพวกซอมบี้จากรอบด้านและกำลังจะโดนล้อมหญิงสาวเห็นหน้าพวกนั้นไม่ชัดเพราะความมืดสลัว
ประกอบกับควันที่เกิดจากการเผาไหม้ทำให้มองไม่เห็นหน้ามากนัก รันฟาเห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้าพุ่งเข้าไปจับดาบให้มั่นและฟันฉับเข้ากลางกบาลฝ่าเข้าไปช่วยคนกลุ่มนั้นออกมา
ให้ได้


และเหมือนฝั่นโน้นจะเห็นตัวรันฟาแล้วเลยช่วยยิงคุ้มกันให้หญิงสาวอีกแรงรันฟาเลยเสียเวลาน้อยลงที่จะต้องฆ่าซอมบี้ขณะที่พวกซากศพเริ่มหันมาสนใจหญิงสาวร่างเล็ก
ที่มาพร้อมดาบในมือแทนที่จะสนเหยื่อที่พวกมันหมายปองเอาไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เกินระยะสองเมตรที่เข้ามาซอมบี้ทุกตัวก็จะตกเป็นเหยื่อของคมดาบมรณะของหญิงสาวปลิดชีพ
พวกมันเป็นรอบที่สองในทันที รันฟาเหวี่ยงดาบบั่นหัวซอมบี้ไปทีละตัว ทีละตัวอย่างง่ายดาบจนกระทั่ง...


แฮ่... แฮ่...


มีซอมบี้อีกตัวขวางทางของหญิงสาวเอาไว้มันคงไม่ใช่ปัญหาอะไรแต่รันฟากลับหยุดมือเอาไว้ ใบหน้าแดงถึงความลังเลอันหนักอึ้งออกมาอย่างเห็นได้ชัดดาบในมือกำลังสั่น
ปราศจากความเฉียบคมอย่างเมื่อครู่ไป เพราะซอมบี้ที่ขวางทางเธออยู่นั้นกลับเป็นซอมบี้เด็กผู้ชายน่าจะอายุเพียงแค่ห้าหรือหกขวบเท่านั้น รันฟามองดูใบหน้าอ่อนๆที่ถูกกัด
จนแหว่งไปครึ่ง ดวงเป็นฝ้าขาวขุ่นเหมือนน้ำเน่า มีรอยเลือดเปื้อนเต็มไปทั้งตัว ไม่นับที่ส่วนท้องถูกกัดจนเห็นเครื่องในบางส่วนอย่างชัดเจน รันฟามองดูสิ่งที่เห็นและลังเล
ไม่กล้าตวัดดาบออกไป ไม่รู้ว่าทำไมพยายามคิดถึงเรื่องที่ว่าพวกซอมบี้นั้นไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว แต่พอมาเห็นภาพแบบนี้มัน...


ปัง!


ความคิดของหญิงสาวเป็นอันสะดุดเมื่อหัวของซอมบี้เด็กที่กำลังเดินลากขาเข้ามากระจายออกเป็นชิ้นๆหลังเสียงปืนดังขึ้นเลือดและเศษสมองสีดำกระเด็นเปื้อนใบหน้า
ของรันฟาบางส่วน หญิงสาวยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ดวงตาทั้งสองข้างเบิ่งออกกว้างอย่างตกตะลึง ร่างน้อยๆของซอมบี้เด็กทรุดลงกับพื้น เลือดสีดำไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก
ส่งกลิ่นเหม็นร้ายกาจออกมาจนแทบอยากจะอ้วก


“จะยืนบื้ออยู่ตรงนั้นรอความตายรึไง ออกมาเดี๋ยวนี้เลย!!” เสียงตะโกนดังมาจากฝั่งตรงข้ามอันคุ้นเคยรันฟาจำได้ดี... เสียงของออสเปรย์ดังมาจากด้านหน้าของเธอพอดิบพอดี



รันฟารีบตังสติและลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปชั่วคราวหญิงสาวออกวิ่งตามคีแกนและโคลท์ที่วิ่งนำไปแล้วก่อนหน้านี้ให้ไวที่สุดขณะที่พวกซากศพกำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ
เสียงโหยหวนของพวกมันทำหญิงสาวแทบอยากจะบ้าตายอยู่รอมร่อ รันฟาพยายามตั้งสติและลืมสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นี้ออกไปจากหัวให้ได้ แต่มันยังไม่หายไปไหนที่ผ่านมา
การสู้กับซอมบี้ไม่ใช่ปัญหา แต่คราวนี้พอได้มาเห็นเด็กที่กลายเป็นซอมบี้แบบนี้แล้วมันก็...


ไม่ได้ตั้งสติไว้รันฟา เธอจะมาหยุดตรงนี้เพราะเรื่องนั้นไม่ได้ เธอช่วยอะไรไม่ได้แล้ว...


รันฟาออกวิ่งเต็มฝีเท้าตามพรรคพวกในทีมไปโดยไม่นึกถึงว่าร่างกายจะเหนื่อยหรือล้าแค่ไหนทุกคนยังคงออกวิ่งไม่หยุดขณะที่ออสเปรย์กำลังวิ่งนำเธอและคนอื่นๆฝ่าความมืด
ของเมืองร้างไปอย่างไม่หยุดฝีเท้า หลังทิ้งช่วงออกมาจนแน่ใจว่าสลัดพวกซากศพพ้นแล้วออสเปรย์ก็หยุดพักชั่วคราวตรงร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ทั้งหมดหยุดเท้าและพากัน
หายใจหอบทุกคนหลังวิ่งไม่หยุดมาจนถึงตรงนี้


“น่าจะสลัดพวกมันหลุดแล้ว ตรงนี้น่าจะปลอดภัยสักระยะ...” ออสเปรย์บอกขณะที่มองไปรอบๆให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีอันตรายอะไร


“คนอื่นๆอยู่ไหนคะ?” รันฟาถามหลังเพิ่งสังเกตุว่าออสเปรย์นั้นมาเพียงคนเดียว


ออสเปรย์เช็ดเหงื่อก่อนตอบ “หัวหน้าตอนนี้ออกไปกับวัลคิลลี่กำลังแยกไปทำลายตัวแจมคลื่นสัญญาณของข้าศึกอยู่ สาเหตุที่เราติดต่อกับคนอื่นๆไม่ได้ก็เป็นเพราะ
มีใครบางคนแจมการสื่อสารของเรานี่ล่ะ ส่วนอเล็กซ์กับอลาสแยกกับเราก่อนหน้านี้ไม่ได้ข่าวคราวมาหลายชั่วโมงแล้ว”


“ว่าไงนะคะ แล้วตอนนี้พวกเขาเป็นไงบ้างคะเนี่ย!”


“ฉันไม่รู้รันฟา... ฉันไม่รู้...” ออสเปรย์ตอบสั้นๆ บอกตามตรงว่ารันฟาเองก็เข้าใจเธอรู้ดีว่ากลางเมืองร้างที่เต็มไปด้วยซอมบี้และอันตรายต่างๆนาๆแบบนี้อะไรก็ย่อมเกิดขึ้น
ได้เสมอหญิงสาวแม้จะรู้ข้อนี้แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้


คุณอเล็กซ์กำลังหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งของที่นี่ เมืองใหญ่ที่สุดในโลก ณ ตอนนี้มันกลายเป็นนรกบนดินไปแล้ว เธอได้แต่หวังว่าอเล็กซ์จะปลอดภัยและแคล้วคลาด
จากเรื่องไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้... หวังว่าแบบนั้นนะ



--------------------------------------------------------------------------------------------------



“โหลดกระสุน!”


เสียงตะโกนแข่งกับเสียงปืนของฝ่ายตรงข้ามดังขึ้นเมื่ออเล็กซ์ดีดซองกระสุนปืนไรเฟิลซองเก่าออกและเปลี่ยนซองใหม่เข้าไปแทนที่ ชายหนุ่มกำลังหลบอยู่หลังกำแพงคอนกรีต
และห่างออกไปไม่กี่เมตรที่กำแพงข้างๆกัน อลาสทหารหนุ่มจาก D.S.S.S. กำลังอยู่ในแนวยิงอันดุเดือดของพวกซากศพอดีตทหารแรนเจอร์ที่ดันคืนชีพขึ้นมาเพราะควันประหลาด
ที่ชายในชุดคลุมหนังสีดำปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ และพวกนี้ก็ไม่เหมือนกับซอมบี้ตรงที่ว่ามันเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว แถมยังยกเล็งปืนได้เหมือนคนปกติอีกต่างหาก ยังไม่นับกับที่
ว่าโดนยิงเข้าจุดสำคัญไปตั้งหลายนัดแต่ก็ยังเฉยสนิท ถ้านี่เป็นอาวุธชีวภาพรูปแบบใหม่มันก็คงน่ากลัวเกินไปแล้ว


“ยิงคุ้มกัน!!” อลาสตะโกนบอกอเล็กซ์ขณะที่เตรียมวิ่งสุดฝีเท้า


หนึ่ง... สอง... สาม อเล็กซ์สูดหายใจก่อนจะโผล่ออกไปยิงสกัดฝ่ายตรงข้ามเอาไว้เปิดช่องให้อลาสวิ่งมาทางเขาได้ แต่อีกฝ่ายคือทหารที่ไม่รู้จักกลัว ไม่มีแม้กระทั่งรู้จักตาย
มันคงช่วยอะไรได้ไม่มากในตอนนี้อเล็กซ์ทำได้เพียงแค่ยิงถ่วงให้และหวังว่าจะเอาตัวรอดออกไปได้จากสถานการณ์คับคันเช่นนี้


อลาสวิ่งเต็มฝีเท้าขณะที่มีลูกกระสุนยิงไล่หลังมาอเล็กซ์รีบดึงระเบิดควันลูกสุดท้ายออกมาขว้างตรงจุดที่อลาสจะวิ่งผ่านและยิงกดทิ่มเข้าไปในกลุ่มควันอีกละลอก
จะว่าไปตั้งแต่ตอนที่พวกซากศพทหารนั่นคืนชีพขึ้นมาอเล็กซ์ก็แทบไม่เห็น ชายหนุ่มกลายพันธุ์ในชุดคลุมหนังที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้เลยคล้ายกับว่าเพราะเจ้าตัวคงใช้
ควันประหลาดนั่นควบคุมซากศพพวกนี้อยู่เลยไม่สามารถออกมาไล่ล่าเขากับอลาสได้โดยสะดวกก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ที่แย่คือเขากำลังถูกไล่ล่าโดยศพของพวกอดีตทหาร
แทนเสียเอง


อลาสวิ่งมาสมทบกับอเล็กซ์ได้เป็นการสำเร็จโดยไม่มีรอยขีดข่วน เมื่อมาถึงจุดที่อเล็กอยู่อลาสก็ดึงกระเป๋าหลังใบเล็กออกมาก่อนจะคว้าสิ่งที่อยู่ในกระเป๋ามาใช้
ทันทีที่เห็นมันอเล็กซ์ก็แทบต้องตะโกนออกมาดังๆให้ได้


“เคลย์มอร์เหรอนี่นายไปเอาของพรรคนี้จากไหนเนี่ย!” อเล็กซ์ถามหลังเห็นระเบิดรุ่นเก่าถูกงัดออกมาใช่จากกรุ


“ความลับว่ะ! ถ้ามันใช้ได้ผลมันก็คงถ่วงเวลาได้เยอะเลย”


“ขอให้จริงเถอะ...” อเล็กซ์เปลี่ยนซองกระสุนใหม่เตรียมพร้อมสำหรับการจูโจมละลอกถัดไป


ระเบิดเคลย์มอร์เป็นระเบิดสังหารบุคคลรุ่นเก่าถูกใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นระเบิดกับดักที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันความนิยมเริ่มลดลงมาก
เพราะมีการคิดอาวุธต่อต้านที่ไม่ทำให้ถึงตายแต่สามารถล้มข้าศึกได้ในจำนวนที่มากกว่า ระเบิดสังหารแบบเคลย์มอร์ก็ค่อยๆหายไป แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะเลิกใช้กันเสียทีเดียว
เพราะอเล็กซ์เคยรู้จักฤทธิ์ของระเบิดชนิดนี้มาแล้วเมื่อเพื่อคนคนนึงของเขาในหน่วยนาวิกฯเคยโดนเข้าไปจนทุกวันนี้ยังต้องเดินด้วยไม้ค้ำกับขาเทียมไปวันๆอยู่เลย


นั่นหมายความว่าหากมันยังใช้งานได้แค่ตูมเดียวก็ได้มีลุ้นกันล่ะ ช่วงที่อลาสเตรียมระเบิดอเล็กซ์ก็รีบยิงกดออกไปถ่วงเวลาให้เพื่อนร่วมชะตากรรมให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้
กระสุนเหลืออีกแค่ครึ่งเดียวในตัวปืนและสำรองแม็กสุดท้ายแม็กละสามสิบนัด ต้องยิงทุกนัดให้คุ้มถ้ากระสุนหมดขึ้นมาคงจะนรกสุดๆ


“เรียบร้อย เผ่นด่วนเลยนายคงไม่อยากอยู่ตอนที่มันระเบิดแน่จริงไหม?” อลาสพยายามเล่นมุขให้ชายหนุ่มหายเครียด แต่บอกตามตรงว่าไม่ขำสักนิดที่จะมาเล่นในเวลา
หน้าสิ่วหน้าขวาน อเล็กซ์วิ่งออกไปจากจุดนั้นโดยไม่รอกให้อีกฝ่ายพูดซ้ำหวังว่ามันจะช่วยซื้อเวลาให้พวกเขาได้สักพัก


‘ต้องหาที่หลบจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ พวกมันมีมากเกินไป...’ อเล็กซ์คิดขณะที่กวาดตามองไปรอบๆ มันต้องมีจุดที่น่าจะใช้หลบอะไรได้บ้างล่ะน่า อย่างน้อยมันต้องเป็นที่ๆ
ไม่สะดุดตามีที่ซ่อนมากและมีทางหนีทีไล่เผื่อฉุกเฉิน แต่ในเวลาคับคันแบบนี้มันจะมีให้เลือกสักกี่ที่กันเชียว...


ตูม!!


เสียงระเบิดดังไล่หลังมาติดๆแสดงว่าฝ่ายตรงข้ามคงเสียทีให้กับเคลย์มอร์ของอลาสเข้าให้แล้ว ไม่รู้จะซื้อเวลาได้นานแค่ไหน หวังว่ามันจะนานพอที่จะให้อเล็กซ์หาทางหนี
ออกไปจากปัญหาได้ ยิ่งคิดสมาธิก็ยิ่งเตลิดไปหมดที่แบบนั้นคงจะมีอยู่หรอกในย่านที่มีแต่เศษซากปรักหักพังกระจายเกลื่อนอยู่เต็มพื้นแบบนี้ แต่ก็จะยอมแพ้ไม่ได้มันต้องมีสักที่
บ้างล่ะ อเล็กซ์กวาดตามองหาอยู่นานพักหนึ่งขณะที่เวลาเริ่มหมดจนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นสถานที่หนึ่งที่น่าจะเหมาะสมที่สุด


“วิ่งเข้าไปในนั้นเร็ว!” อเล็กซ์ตะโกนบอกชายหนุ่มหน้าทะเล้นที่วิ่งมาด้วยกัน อีกฝ่ายก็รีบวิ่งตามมาแบบไม่คิดจะถามหรือทัดทานอะไรทั้งสิ้น อเล็กซ์เปิดประตูเข้าไปในอาคาร
ที่น่าจะเป็นร้านอะไรสักอย่างก่อนจะหลบอยู่หลังชั้นวางของในร้านและเงียบเอาไว้


ไม่กี่อึดใจถัดมากลุ่มทหารซากศพที่วิ่งตามมาจนถึงที่ๆเขากับอลาสอยู่พวกมันมองไปรอบๆในตอนแรกช่วงชุลมุนอเล็กซ์มองไม่เห็นหน้าของศัตรู แต่พอมาเห็นใกล้ๆแล้ว
มันเหมือนกับทหารมนุษย์จริงๆไม่มีผิดเพียงแต่ว่าเป็นซากศพของคนที่เคยมีชีวิตอยู่และถูกควันประหลาดนั่นบังคับร่างกายให้กลับมาเคลื่อนไหวอีกที สิ่งที่ต่างกับซอมบี้คือ
เจ้าพวกนี้เคลื่อนไหวเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่างและยังมีควันดำบางๆลอยห่อหุ้มร่างเอาไว้เหมือนอาภรณ์สีดำไม่มีผิดเพี้ยนเป็นผลจากการโดนควันประหลาดนั่นควบคุม
ใช้ปืนหรืออาวุธได้อย่างชำนาญเป็นไปได้ว่าความสามารถจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับทักษะของร่างที่ถูกควบคุมสมัยมีชีวิตอยู่ถ้าเคยเป็นทหารก็จะได้ทักษะการต่อสู้มาด้วย
เช่นเดียวกัน นับว่าตึงมือเอาเรื่องนอกจากจะฆ่าไม่ตายแล้ว ยังมีทักษะการต่อสู้และสติปัญญาสูงอีกต่างหาก


มันคือฝันร้ายของทหารในสนามรบจริงๆ


ชายหนุ่มกลั้นหายใจและแอบชะเง้อมองดูพวกมันภาวนาไม่ให้พวกมันมาทางนี้แค่หน้าตาที่เต็มไปด้วยเลือดนั่นก็หลอนสุดขั้วแล้ว ถ้าโดนมันพบตัวเข้าแล้วก็ยิงซัลโวกันในร้าน
สักชุดสองชุดล่ะก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ส่วนอลาสที่อยู่ตรงชั้นวางของใกล้ๆกับเคาท์เตอร์คิดเงิน เจ้าตัวเองก็เหลือมีดแค่เล่มเดียวส่วนกระสุนปืนก็เพิ่งจะ
ยิงผลาญหมดไปตอนถอยเมื่อครู่ อเล็กซ์เองก็เหลืออีกแค่แม็กเดียวมันคงไม่พอแน่ ต่อให้ยิงเข้าจุดตายอย่างแม่นยำก็เถอะยังไงก็ไม่พอจะจัดการพวกมันทั้งหมด ตอนนี้พวกมัน
ส่วนใหญ่กำลังกระจายกำลังกันออกไปเพื่อตามหาพวกเขา เวลามีไม่มากคงต้องรีบหาทางทำอะไรสักอย่างก่อนจะถูกเจอตัวโดยด่วน


“เอาไงดีเนี่ย... ถ้ามันเจอตัวตอนนี้แย่แน่...” อเล็กซ์พึมพำอย่างร้อนใจขณะมองไปรอบตัวเพื่อหาทางรอด เท่าที่ดูเหมือนร้านนี้จะเป็นร้านเคหะภัณฑ์มีข้าวของบางส่วน
ที่ยังเหลืออยู่และดูจากข้าวของที่กระจัดกระจายเป็นไปได้ว่าเคยมีคนเข้ามาเอาของในนี้อาจจะเป็นช่วงชุลมุนจากการแพร่ระบาดใหม่ๆ ก็นับว่ายังดีที่พอจะเหลืออะไรให้ใช้บ้าง


ตรงนี้มีแกลโลซีน... โพแทสเซี่ยมไนเตรด... ถ่านชาร์โคลท์ดูดกลิ่น... โฟมฉนวนความร้อน เดี๋ยวก่อนนะ!


ชายหนุ่มเหมือนจะคิดอะไรออก เขารีบส่งสัญญาณมือให้อลาสช่วยเบนความสนใจของพวกมันไปทางอื่นอเล็กซ์อยากได้เวลาสักสิบนาทีในการเตรียมตัว เจ้าหนุ่มหน้าทะเล้น
ก็ตอบรับกลับมาแบบงงๆแต่ก็ยอมทำตามที่บอก อเล็กซ์รีบคว้าอุปกรณ์ที่เห็นมาอย่างเงียบๆและเริ่มลงมือทำตามแผน งานนี้พวกนั้นไม่รู้ตัวแน่ว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร
ก็หวังว่าจะได้ผลนะ...



----------------------------------------------------------------------------------------------------



ไอ้บ้านั่นคิดจะทำอะไรกันแน่... นี่คือสิ่งที่อลาส ลี คิดหลังจากอเล็กซ์ส่งสัญญาณมือกลับมาทางเขาและบอกให้ช่วยเบนความสนใจพวกทหารซากศพนั่น พูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย
เลยรึยังไงกันฟะ ชายหนุ่มไม่เคยมีความคิดที่จะมาตายที่นี่อยู่แล้วเพราะยังมีสาวสวยๆอีกมากรอให้เขาไปหว่านเสน่ห์ให้เพราะงั้นหากไอ้เจ้าอเล็กซ์มีแผนการอะไรมันก็คุ้ม
ที่จะลองเสี่ยงอยู่ อลาสจับมีดคู่ใจของตัวเองเอาไว้แน่นสภาพของมันค่อนข้างเก่ามีร่องรอยขูดขีดมากมายปรากฏขึ้นบนใบมีด อันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่มีดของเขาแต่เป็นมีด
ที่เขาได้จากใครบางคน และมันเป็นมีดนำโชคของเขาด้วยถึงไม่รู้ว่ามันมีอายุเท่าไหร่แต่ก็พอรู้ได้ว่าเป็นของดี สังเกตจากเนื้อเหล็กที่แวววาวเหมือนกระจกน้ำหนักที่พอดี
ไม่หนักมากไปหรือเบาจนเกินไป มีความสมดุลอย่างน่าเหลือเชื่อจนแม้แต่เด็กก็ใช้งานมันได้อย่างง่ายดาย


ที่เหลือตอนนี้คือการเบนความสนใจพวกมันแต่จะทำยังไงนี่สิ เพราะนอกจากมีดยาวเล่มนี้แล้วยังมีมีดซัดอีกหกเล่ม ลวดบางยาวสี่หลาหนึ่งม้วนระเบิดมือและระเบิดควันอีก
อย่างละลูก ไฟแช๊กและอีกสารพัดของใช้จุกจิก ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช่เมื่อไหร่พวกมันกำลังใกล้เข้ามา ช่วยไม่ได้ถ้างั้นคงต้องยอมเสี่ยงกันหน่อยแล้ว


อลาสออกไปทางหน้าต่างบานที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะคลานเข้าไปหลบตรงกองซากปรักหักพังที่อยู่ใกล้ที่สุดขณะมองดูพวกซากศพและหาตำแหน่งของแต่ละตัวอย่างละเอียด
เท่าที่นับได้มีอยู่ราวๆเก้าตัวกระจายกันออกไปรอบทิศส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาเว้นแต่อีกตัวที่ซุ่มอยู่ด้านบนของชั้นสองในหน้าต่างโรงแรมนั่นอาจจะเป็นปัญหาเพราะมันเอาแต่
มองไปมองมาตลอด คงต้องเก็บให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อลาสสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ก้มหัวต่ำและย่องเข้าไปใกล้จุดที่ต้องการ หากจะเก็บตัวที่อยู่ด้านบนก็จำเป็น
ต้องผ่านตัวที่ขวางทางเขาตรงด้านล่างเสียก่อน


ชายหนุ่มชักมีดออกมาและย่องอย่างเงียบเชียบโดยไร้เสียงฝีเท้าบุกเข้าไปหาจากด้านหลังและ...


ฉึก!!


โดยไม่ทันตั้งตัวมีดยาวสองฟุตก็ปักเข้าตรงคอหอยของทหารซากศพก่อนจะบั่นคออีกฝ่ายจนขาดสะบั้นในคราวเดียว เลือดสีดำส่งกลิ่นเหม็นฉุนเน่าทำเอาอลาสรู้สึกอยากจะอ้วก
ขนาดใส่หน้ากากกันก๊าซยังรับรู้ได้ ไม่รู้ว่าเน่าแบบนี้มันตายมาแล้วกี่วันกันแน่ทั้งที่ศพพวกนี้น่าจะถูกฆ่าเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนด้วยซ้ำ หรือมันจะเป็นผลของการที่โดนควันดำนั่น
ควบคุมเอากันแน่ จะยังไงก็ช่างตอนนี้เริ่มไปจัดการไอ้ตัวที่อยู่ด้านบนได้แล้ว มีเวลาไม่นานก่อนที่พวกมันจะรู้ว่ามีเพื่อนหายไปคนนึง


กลิ่นเน่ายังคงติดอยู่ที่คมมีดแต่อลาสก็ยังพอทนได้ เขาเคยเจออะไรแบบนี้มาแล้วสมัยรบในอัฟกานิสถานและแคมเมอรูน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
ศพที่กองเป็นภูเขาเพราะหาที่ฝังไม่ได้ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับงานนี้ ชายหนุ่มรีบเดินให้ไวขึ้นเล็กน้อยจนมาถึงจุดที่ต้องการจากตรงนี้มองเห็นทหารซากศพที่กำลังนั่งซุ่ม
อยู่ตรงหน้าต่างใช้อย่างชัดเจน เหมือนมันยังไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้อลาสย่องเข้าไปหามันจากด้านหลัง กลั้นหายใจหลังจากนั้น...


ฉับ!


เพียงฉับเดียวร่างของทหารซากศพก็แยกออกเป็นสองส่วนแทบจะในทันที เลือดสีดำมาพร้อมกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจทำเอาอลาสเกือบจะเผลออ้วกออกมาแล้ว
แต่ก็ทนไว้ก็ยังดีที่เจ้าซากศพนี่มีปืนให้เก็บด้วย ปืน Strom DPS 50 ติดไซเลนเซอร์พร้อมกล้องเล็งแบบเลเซอร์สโคปสำหรับชี้เป้า แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าตื่นเต้น
อลาสยกปืนขึ้นเล็งและประจำที่เล็งกล้องส่องไปทางอเล็กซ์และกดเลเซอร์ส่งสัญญาณให้อเล็กซ์รู้ เจ้าหนุ่มบ้าคอมโปกมือเป็นสัญญาณให้ว่าเตรียมการพร้อมแล้ว
และส่งสัญญาณกลับมาว่า


พร้อมเมื่อไหร่ลงมือได้เลย...


“จัดไปอย่าให้เสีย...” อลาสยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเอาระเบิดมือเพียงลูกเดียวที่เหลืออยู่ออกมา ผูกมันไว้กับมีดซัดหนึ่งเล่มและหลังจากนั้นดึงสลักและขว้างมีดติดระเบิดออกไป
“ปาร์ตี้เริ่มแล้ว...”


ตูม!!


เสียงระเบิดดังขึ้นภายในอึดใจเดียวระเบิดร่างของพวกมันจนกระจายเป็นชิ้นๆไปหนึ่งศพ นั่นเป็นเหมือนสัญญาณเรียกให้พวกที่เหลือแห่กันเข้ามารวมในจุดนั้น
อลาสรู้อยู่แล้วว่าถ้าทำแบบนี้พวกที่เหลือจะต้องแห่กันมารวมตัวกันที่นี่ เมื่อมีเหยื่อเลือดสาดในน้ำฉลามก็จะมารุม เพียงแต่ที่ต่างออกไปคือฉลามไม่รู้ว่า
มันกำลังตกเป็นฝ่ายถูกล่าไม่ใช่ผู้ล่า


ตูม!!


ฉับพลันเสียงระเบิดลูกที่สองก็ดังตามมาติดๆอลาสต้องก้มหลบเป็นการใหญ่เพราะระเบิดลูกนี้ไม่ใช่ฝีมือของเขา ทั้งเสียงและรูปแบบการระเบิดก็ไม่ใช่เพราะว่ามันมีเปลวไฟ
ขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นมาก่อนจะกระจายรัศมีความร้อนออกไปรอบๆในระยะยี่สิบหลา เปลวไฟที่แผ่กระจายออกมายังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ดับไปเหมือนที่ควรเป็น
ไม่ใช่ระเบิดเทอร์ไมท์ (ระเบิดคลื่นความร้อน) แต่มันใกล้เคียงกับระเบิดนาปาล์มมากกว่า


ความร้อนของเปลวไฟนั้นสูงมากสูงเสียจนทำเอาพวกทหารซากศพโดนไฟคลอกกันทั้งหมู่ ที่แน่ใจได้อย่างหนึ่งคือไม่ใช่ฝีมือของพวกทหารซากศพแน่ เห็นได้ชัดว่า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างการเซ่อซ่าทำระเบิดหลุดมือและที่เป็นไปได้เลยเหลืออยู่แค่อย่างเดียว... อเล็กซ์


“ร้ายกว่าที่คิดแฮะไอ้เด็กเรียนนั่น...”


หลังการระเบิดก็เหลือแค่พวกทหารซากศพอีกสามตัวเท่านั้น พวกนั้นเองก็รู้ตำแหน่งของอลาสเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย เลยพากันยิงกระหน่ำเข้ามาตรงหน้าต่างชั้นสองที่อลาส
ซุ่มอยู่ลูกกระสุนปลิวว่อนเข้ามาบางนัดยิงไม่พ้นขอบหน้าต่างแต่ไปเจาะเอาตรงกำแพงรอบๆแทน ชายหนุ่มหาที่หลบอย่างว่องและรีบย้ายจุดซุ่มขณะที่พวกมันยังวุ่นกับการ
กระหน่ำยิงถล่มหน้าต่างเพราะไม่รู้ว่ากำแพงจะทานแรงยิงได้อีกนานแค่ไหน อลาสคลานต่ำตรงออกจากห้องและหาทำเลเหมาะๆที่จะซุ่มยิงฝ่ายตรงข้าม และจุดที่เหมาะเอง
ก็อยู่ใกล้ๆเป็นช่องว่างตรงกำแพงขนาดพอเหมาะที่จะซุ่มยิง ประกอบกับไรเฟิลติดที่เก็บเสียงแบบนี้แล้วก็หวานคอแร้ง อลาสเล็งปืนให้มั่นมองเข้าไปในกล้องเล็งพวกมันยังยิง
ตรงหน้าต่างกันอยู่โดยไม่คิดว่ามันกำลังตกเป็นฝ่ายถูกล่าบ้างแล้ว


ฟุบ!


เสียงปืนที่ดังกว่าเสียงฝีเท้าเพียงนิดเดียวพ่นกระสุนออกไปเจาะเข้ากลางกบาลของฝ่ายตรงข้ามสมองกระจายเป็นพลุแตกแทบจะในทันที สองตัวที่เหลือหยุดยิงและ
รีบหาที่หลบ แต่ในที่แบบนี้ต่อให้หลบไปก็ไม่รอดอยู่ดี สิ่งสำคัญของการซุ่มยิงคือการรอคอยและการกลบร่องรอยของตัวเองเพื่อจะได้การยิงที่แม่นยำตามกฏเหล็ก
ของพลซุ่มยิงคือ ‘หนึ่งนัด หนึ่งศพ’ และศพที่สองก็กำลังโผล่หัวออกมาให้ยิงอย่างชัดเจน อลาสกลั้นหายใจเพ่งสมาธิไปที่เป้าหมาย นิ้วสอดเข้าโกร่งไกและ...


ตูม!!


ยังไม่ทันจะลั่นไกนัดที่สองอยู่ๆจุดที่กำลังจะเล็งก็เกิดการระเบิดขึ้น แสงสว่างวาบจากเปลวไฟทำเอาอลาสต้องรีบถอนหน้าออกจากกล้องเล็งเป็นการด่วนเพราะแสบตา
ขนาดหนัก แรงระเบิดและเปลวไฟความร้อนที่แผ่ออกมาเผาร่างของพวกนั้นทั้งหมดแทบจะในทันที ชายหนุ่มยังได้ยินเสียงร้องโหยหวนแบบไม่ใช่มนุษย์ของพวกทหารซากศพ
ทั้งสองรายก่อนจะขาดใจตายล้มลงกับพื้น ร่างละลายเฟะเป็นของเหลวสีดำแบบที่เคยเห็นในขวดโหลก่อนหน้านี้ แสงไฟยังคุงลุกโชนสว่างวาบจนสัมผัสได้ถึงความร้อน
ที่แผ่มาถึงนี่ สักพักหลังการระเบิดร่างสูงโปร่งของอเล็กซ์ก็ออกมาจากที่ซ่อนยืนดูผลงานของตนที่เพิ่งจัดการกับข้าศึกไปได้ อลาสตามมาสมทบและมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น
กลิ่นเหม็นฉุนของเนื้อไหม้ผสมกับกลิ่นของน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างต่อเนื่องมันมีกลิ่นฉุนมากจนแทบหายใจไม่ออก เพราะการต่อสู้คราวก่อนทำให้หน้ากากกันแก๊ส
ของเขาพังไปแล้วอลาสเลยต้องเอาแขนยกขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้แทนและพยายามไม่สูดกลิ่นเข้าไปมากนัก ชายหนุ่มเดินฝ่ากองไฟจำนวนมากมายเข้ามาและก็พบอเล็กซ์
กำลังยืนมองซากที่เหลือของพวกศัตรูอย่างเงียบๆ


“พวกมันตายรึยัง?” อลาสถาม


“ตายสนิท โดนเผาจนร่างละลายเป็นของเหลว ถ้าให้เดาพวกมันคงจะไม่ถูกกับไฟหรือความร้อนอะไรพวกนี้ซะเท่าไหร่...” อเล็กซ์ตอบขณะมองดูซากที่เหลือของพวกทหาร
ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมาก่อน ตอนนี้มันแปรสภาพไปไม่ต่างอะไรกับยางมะตอยสีดำเหนียวหนืดมีกลิ่นฉุนแสบจมูกราวกับมีพิษรุนแรงจนแทบทนไม่ได้ แต่อเล็กซ์ที่สวมหน้ากาก
กันแก๊สก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้นไม่ได้ขยับเคลื่อนที่ไปไหน


“ไม่คิดว่านายจะทำระเบิดนาปาล์มเป็นด้วย ถามจริงเถอะนายเป็นตาลีบันเก่ารึไงฟะ” อลาสพูดแซวเล่นๆขณะมองดูเปลวไฟกองใหญ่ที่ยังคงแผ่ความร้อนออกมาไม่หยุด
เป็นผลจากระเบิดนาปาล์มแบบทำเองของอเล็กซ์ที่เผาผลาญทุกสิ่งที่มันไปเกาะติด


ปกติแล้วนาปาล์มเป็นระเบิดที่เน้นความร้อนจากการระเบิดมีส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงกับกรดเจลาตินเคมีที่มีคุณสมบัติทำให้เชื้อเพลิงกลายเป็นของเหลวเหนียวหนืด
เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และทำลายของเปลวไฟให้มากขึ้นเป็นเท่าตัวอีกทั้งยังสามารถเกาะติดกับทุกสิ่งและทุกพื้นผิวทำให้ยากแก่การดับ การที่เป็นอาวุธร้ายแรงเช่นนั้น
แต่ก็มีวิธีทำง่ายๆอย่างการเอาน้ำมันก๊าด แกลลอซีนหรือพวกน้ำมันเชื้อเพลิงมาละลายกับโฟมฉนวนเข้าด้วยกันจนได้ความเหนียวหนืดแบบที่ต้องการ บวกเข้ากับตัวจุดชนวน
กับแรงระเบิดอีกนิดหน่อยนาปาล์มแบบทำเองก็พร้อมใช้งาน อเล็กซ์มองดูผลของการกระทำที่ตนเองเพิ่งลงมือทำ จริงอยู่แม้การทำแบบนี้จะช่วยให้เอาตัวรอดมาได้ แต่ว่า
การที่ต้องมาจัดการกับศพของคนที่เคยมีชีวิตและหนำซ้ำยังเป็นทหารเช่นเดียวกับเขาแบบนี้มันก็เป็นอะไรที่ยากจะทำใจจริงๆนั่นล่ะ


อเล็กซ์หันมาพูดกับอลาสโดยพยายามทำเป็นไม่สนใจศพของพวกอดีตทหารนี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวคิดถึงเรื่องความตายหรือรู้สึกผิดตอนนี้ต้องสลัดเรื่องคาใจทั้งหลายทิ้งไป
อลาสดูออกว่ามันเป็นเช่นนั้นเพราะอเล็กซ์ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเหมือนก่อนหน้านี้


“งานอดิเรกฉันเองล่ะ สมัยเด็กๆก็ทำมาตั้งหลายอย่าง ระเบิดเอย เครื่องมือสอดแนมเอย อาวุธเอย ถ้าให้พูดคงเล่าไม่หมดหรอก...”


บรรลุเลยจริงๆ... มิน่าถึงได้สร้างของอันตรายแบบระเบิดนาปาล์มนี่คล่องนัก อยากรู้จริงว่าในวัยเด็กเล่นอะไรแผลงๆมากี่อย่างบ้าง ไม่รู้ว่าพ่อแม่เลี้ยงไอ้หมอนี่มาได้ยังไง
นี่มันตัวอันตรายเงียบชัดๆ ถ้าเกิดเจ้าตัวดันทะลึ่งเลือกทางเดินชีวิตผิดเป็นตรงกันข้ามจากที่เป็นอยู่ตอนนี้ล่ะก็... เฮอะไม่อยากจะคิดคงได้เป็นตัวอันตรายตัวหนึ่งในสังคมแหงๆ


ร่างของข้าศึกที่ละลายเฟะเป็นของเหลวสีดำเหนียวหนืดก็เป็นหลักฐานและข้อมูลอย่างดีว่ามันคือผลพวงจากการใช้พลังของพวกกลายพันธุ์ที่พวกเขาเผชิญหน้าด้วย
อลาสคิดว่าต้องรีบเผ่นออกจากเมืองนี้โดยด่วนเพื่อเอาข้อมูลไปส่งให้กับพวกนั้น ชายหนุ่มเก็บตัวอย่างที่พบใส่หลอดแก้วและมองไปรอบๆหาทางเผ่นออกจากจุดนี้โดยด่วน
เวลานี้เป็นช่วงกลางคืนบรรยากาศเริ่มจะมืดเต็มทีจนมองอะไรไม่เห็นโดยรอบ เสียงระเบิดเมื่อครู่นี้คงจะไปปลุกตัวอะไรในระยะรัศมีหกช่วงตึกโดยรอบให้แห่กันมาที่นี่แหงๆ
และอลาสไม่ประสงค์จะอยู่รอให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่ เขารีบคว้าเอาข้าวของเท่าที่ยังมีประโยชน์อยู่มาเท่าที่ทำได้ก่อนรีบหาทางไปต่อในทันที


ฉับพลันนั้นเองชายหนุ่มกลับได้ยินเสียงบางอย่าง ดังมาจากด้านหลังเสียงมันเหมือนกับเสียงของลมหอบหนึ่งพัดเข้ามาพร้อมเสียงคล้ายๆลมกำลังกรีดร้องอย่างแผ่วเบา
และจิตสังหารอันแรงกล้าที่จับได้จากทางด้านหลังก็พอเดาได้ว่ามันคืออะไร


ปัญหาเก่าหมดไปก็มีปัญหาใหม่เข้ามาแทนและมันก็ดันมาถึงที่นี่แล้วจริง...


“อีกาที่บินอยู่เหนือท้องฟ้าเพียงลำพัง ไม่เคยได้พบโลกกว้าง... สำคัญตนผิดคิดว่าตนเป็นพญาอินทรีผู้ยิ่งใหญ่... แท้จริงแล้วตนเองนั้นเป็นเพียงนกสีดำผู้ต่ำต้อยเพียงเท่านั้น...”


เสียงขับขานแหบต่ำฟังแล้วรู้สึกสยองปนขนหัวลุกไปตามๆกัน ทำเอาอลาสสติเกือบจะหลุดไปครู่หนึ่ง ทั้งสองคนหันไปทางด้านหลัง มันก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากชายหนุ่มกลายพันธุ์
สวมชุดหนัง ที่ไล่ตามพวกเขามาจนถึงตรงนี้ อลาสมองดูร่างของชายหนุ่มที่กำลังสะท้อนแสงของเปลวไฟจากระเบิดนาปาล์มจนเห็นร่างได้แบบชัดๆ ร่างที่สูงโปร่งไม่ต่างอะไรกับ
อเล็กซ์เส้นผมสีดำเงาเหมือปีกอีกา และยังไม่นับควันประหลาดสีดำที่ลอยอยู่รอบตัวของชายหนุ่ม หน้ากากสีขาวเปื้อนเลือดสีดำและเป็นรูโหว่ร้าวหนึ่งรูตรงกลางหน้าผากเป็นผล
จากฝีมือของอเล็กซ์ที่ยิงแสกหน้าเข้าอย่างจังก่อนหน้านี้


ตื้อเป็นบ้าเลยไอ้นี่...


“เอาไงดีเนี่ย... หนีมันก็ไม่พ้น สู้ไปก็ไม่ชนะ ชักเบื่อนิดๆแล้วว่ะ...” อลาสบ่นขณะที่จับมีดให้มันคง เขาไม่คิดจะใช้ไรเฟิลซุ่มยิงที่เพิ่งได้มาจัดการอีกฝ่ายเท่าไหร่
เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ผลขนาดยิงแสกหน้าจังๆยังไม่ตายคงเลิกหวังที่จะฆ่าไอ้หมอนี่กับปืนได้เลย


“งั้นก็เหลือแค่ตาย... ว่าแต่อยากตายแบบไหนล่ะ ตายอย่างขี้ขลาดหรือจะตายแบบคนกล้า... อันที่จริงน่าจะเรียกว่าตายแบบคนบ้ามากกว่าว่ะ...” อเล็กซ์ตอบคล้ายประชดชีวิต
ตัวเองไม่มีผิด แต่ฟังแล้วรู้สึกรื่นหูในบางจุด


“งั้นก็กับข้าก็คงบ้าพอกันล่ะว่ะ... ไหนๆถ้าจะตายก็จงไว้ลายให้เต็มเหนี่ยว” คราวนี้อลาสชักมีดอีกเล่มออกมาเสริมในมือซ้ายเท่ากับว่ามีอาวุธสองมือไปโดยปริยาย
อลาสควงไปควงมาอย่างคุ้นเคย มันก็รู้สึกดีเหมือนกันหลังจากไม่ได้ใช้ทั้งมีดยาวและมีดสั้นต่อสู้แบบนี้มาตั้งนาน


อลาสเหลือบมองอเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆเล็กน้อยเขาเห็นชายหนุ่มกำลังดึงซองกระสุนออกจากบ่อแม็กเช็คจำนวนที่เหลือก่อนใส่กลับเข้าไปและไม่ลืมที่จะติดดาบปลายปืนเพิ่มเข้าไป
อีกชั้นเป็นอาวุธฉุกเฉิน ถึงสมัยนี้การสู้ด้วยดาบปลายปืนจะไม่ค่อยเห็นแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะบ้างครั้งอะไรเก่าๆมันก็ยังมีทีเด็ดซ่อนอยู่ อีกฝ่ายคงไม่ใช่
ศัตรูที่จะล้มได้ด้วยกระสุนเพียงแม็กเดียวถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันก็ง่ายเกินไป อาวุธระยะประชิดอาจจะดูไร้พลังเมื่อเทียบกับปืนแต่ว่าในเวลาแบบนี้มันก็เป็นอาวุธที่ดีที่สุดได้
เช่นเดียวกัน


ว่าแล้วอลาสก็ออกวิ่งนำไปข้างหน้าพร้อมกระชับมีดทั้งสองเล่มเอาไว้แน่นในมือและวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปหาเป้าหมายในระยะสิบเมตร... แปดเมตร... ห้าเมตร... สาม...
สอง


เปรี้ยง!


ชั่วพริบตาเดียวอลาสรู้สึกว่าร่างของตัวเองกำลังลอยขึ้นเหนือพื้นและกระเด็นออกไปจากจุดที่ต้องการ ในหัวมันมึนงงไปหมดคล้ายแรงโน้มถ่วงของโลกเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
และที่รับรูปได้หลังจากนั้นคือร่างของตนเองที่กระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง อลาสสัมผัสได้ถึงกระดูกทั้งร่างที่สะเทือนเพราะแรงกระแทกก่อนจะตามมาด้วยอาการชาทั้งร่าง
จนขยับไม่ได้ ภาพรอบตัวเริ่มพร่าเลือนเข้าด้วยกันจนมองอะไรไม่ชัดขณะที่การมองเห็นถูกบีบลง เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะค้างเอาไว้ไม่อยู่ แล้วอลาสก็ไม่รับรู้อะไรอีก
หลังจากนั้น...



---------------------------------------------------------------------------------------------



“อลาส!” เสียงตะโกนของอเล็กซ์ดังขึ้นทันทีที่เห็นอลาสลอยไปไกลก่อนกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง เมื่อชายหนุ่มชุดหนังที่เป็นศัตรูขยับแขนครั้งเดียวก็บังเกิดลมหอบใหญ่
พัดจนเจ้าหนุ่มหน้าทะเล้นตัวปลิวไปกระแทกกับพื้นอยู่ที่เห็น อเล็กซ์นั้นบอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายตายรึยังแต่ตัวเขาไม่ได้รับผลกระทบจากลมมากนักเขาเพียงตัวลอยไปแค่สองเมตร
ก่อนจะกลับมายืนได้ใหม่


เท่ากับว่าเหลือเพียงเขากับศัตรูลึกลับรายนี้เพียงตัวต่อตัวซะแล้ว ชายหนุ่มแทบไม่เห็นทางชนะกระสุนเหลือแค่ไม่กี่ชุดซึ่งมันก็ไร้ประโยชน์มากเพราะขนาดยิงหัวยังไม่ตาย
ก็เลิกหวังที่จะยิงสังหารตรงจุดอื่นได้เลย ดาบปลายปืนก็เป็นอีกทางเลือกแต่เห็นๆอยู่ว่าการเข้าไปบวกในระยะระชิดไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่า ระเบิดนาปาล์มแบบทำเองที่เหลือแค่
ลูกเดียวก็ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าใช้มันก็รับประกันได้อย่างเดียวว่าตัวเขาก็ต้องพลอยไหม้เป็นตอตะโกไปด้วย แถมตายอย่างทรมานอีกต่างหากตัวนาปาล์มเหนียวที่จะติดกับผิวหนัง
และลุกไหม้อย่างช้าๆอยู่นานนับสิบนาทีความร้อนกว่าพันองศา มันคงไม่ใช่การตายที่โสภานักสำหรับอเล็กซ์


ยิ่งคิดก็ยิ่งจนตรอกชายหนุ่มเค้นหาความคิดในสมองแทบตาย อเล็กซ์เคยรบทั้งในอัฟกานิสถานและเวเนซูเอล่ามาหลายปีจนทำให้ชายหนุ่มแทบจะเป็นนักวางแผนชั้นครู
แต่ก็น่าขำที่เวลาคับขันแบบนี้เวลาที่เขาต้องงัดเอาทุกความคิดและทักษะที่มีออกมาใช้เพื่อเอาตัวรอดมันกลับนึกอะไรไม่ออกสักอย่าง แม้แต่อะไรที่พอจะแถเอาตัวรอดไปได้
ในคราวนี้ยังไม่มี หรือว่านี่จะเป็นจุดจบของเขาเสียจริงๆ


“อีกาผู้โง่เขลารู้ตัวว่าตนมิได้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดเมื่อความตายได้ถูกหยิบยื่น...” พริบตานั้นร่างของชายหนุ่มปริศนาก็หายไปและมาโผล่เอาที่ด้านหลังของอเล็กซ์
“โดยนักล่าที่แท้จริง...”


อเล็กซ์รู้ตัวแต่ก็สายเกินไปเมื่อท่อนแขนที่อาบด้วยควันสีดำประหลาดกำลังพุ่งเข้ามาที่ลำตัวของเขามันรวมตัวกันเป็นรูปทรงที่ดูเหมือนหลาวปลายแหลมไม่มีผิด
ชั่วพริบตานั้นอเล็กซ์สังเกตว่าควันดังกล่าวที่มารวมตัวบางส่วนก็ช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับขนนกสีดำที่หลุดล่อนออกจากปีกจริงๆ ชายหนุ่มรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะหลบ
ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อสู้สิ่งที่ทำได้มีเพียงเคลื่อนไหวตามสัญชาติญาณพื้นฐานและรอความตายที่กำลังจะถาโถมเข้ามาหา...


แต่ทว่าความตายนั้นกลับไม่ใช่สิ่งแรกที่อเล็กซ์สัมผัสได้หลังจากนั้น เมื่อมีมือลึกลับเข้ามาจับเหนี่ยวรั้งมือของชายหนุ่มชุดหนังเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ


อเล็กซ์มองเห็นใบหน้าของผู้ที่มาช่วยไม่ชัดเท่าไหร่นักแต่ก็พอจะเห็นเค้าหน้ารวมๆผ่านแสงไฟจากเปลวเพลิงสลัวๆได้ ใบหน้าของผู้หญิงที่ดูอ่อนเยาว์และดูงดงาม
ยากจะหาที่ใดเทียบ แต่แววตานั้นกลับเลื่อนลอยเรือนผมสีดำประดุจยามราตรีกำลังปลิวไสวไปตามลมที่พัดเข้ามา มือข้างนั้นแลดูบอบบางทว่าทรงพลังกว่าที่ตาเห็นมากนัก
กำลังจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นไม่ปล่อยไปไหน อเล็กซ์จำได้ว่าเคยเห็นเธอมาก่อน เธอคือหญิงสาวที่เคยไปร่วมประชุมกับเขารู้สึกจะชื่อว่าเรเวน ถ้าจำไม่ผิด


ฝ่ายชายหนุ่มลึกลับในชุดหนังหันมามองหน้าเรเวนพลางเอียงหัวเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทที่อยู่ใต้หน้ากากสีขาวสภาพร่อแร่มองดูใบหน้าของเรเวนด้วยแววตาที่ราวกับ
ไม่เชื่อสายตาเท่าไหร่ อเล็กซ์มองออกว่ามันมีความรู้สึกประหลาดใจและดีใจนิดๆแทรกอยู่ในเวลาเดียวกัน


“เรเวน... ไม่เจอกันนานนะ...” ชายประหลาดตอบแต่หญิงสาวไม่คิดตอบกลับด้วย เธอจับมืออีกฝ่ายเอาไว้แน่นจนเหมือนกุญแจมือ


หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจก็มีห่ากระสุนจำนวนกว่าร้อยนัดพุ่งเข้าเจาะร่างของชายชุดหนังจนพรุนจากทางด้านหลัง ร่างของชายชุดหนังกระตุกสะท้านตามแรงปืนแต่ไม่ยักมี
เสียงร้องดังออกมาสักแอะจากผู้ที่ถูกยิงเจาะจนพรุน อเล็กซ์มองไปทางต้นเสียงของปืนก็พบร่างบางของวัลคิลลี่กำลังยกปืนจ่อยิงไปทางข้าศึกอย่างต่อเนื่อง เด็กหญิงอายุแปดปี
ที่มองภายนอกยังไงก็ดูเหมือนเด็กสาวอายุสิบเจ็ดชัดๆมีความกล้าและความห้าวหาญที่มากเกินเด็กธรรมดากำลังยิงช่วยหญิงสาวที่ตนเรียกว่าเป็น ‘แม่’ อย่างไม่หยุดยั้งอเล็กซ์
ได้โอกาสเลยรีบลุกและวิ่งไปดูอาการของอลาสเจ้าหนุ่มหน้าทะเล้นที่กำลังนอนนิ่งไม่ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ในใจของชายหนุ่มคิดว่าไม่อยากให้อลาสต้องมาจบชีวิตลงที่นี่
จริงอยู่ถึงแม้จะรู้สึกรำคาญในตัวหมอหลายๆเรื่องแต่ครั้นจะปล่อยให้มาตายเหมือนหมาข้างถนนมันก็กระไรอยู่ อีกอย่างเขาชักรู้สึกถูกชะตาในตัวไอ้เวรนี่ขึ้นมาซะแล้วสิ...


อเล็กซ์เอามือแต่ไปที่ข้างๆลำคอตรวจหาชีพจร และเช็คตามร่างกายว่ามีอาการบาดเจ็บหรือแผลร้ายแรงอะไรรึเปล่าและเหมือนโชคจะยังเข้าข้าง แม้หัวจะแตกมีเลือดไหล
ก็เป็นแค่แผลเล็กๆทิ้งไว้สักพักก็หาย ชีพจรยังเต้นปกติมีรอยช้ำแค่เพียงบางจุดคงแค่สลบไปเพราะแรงกระแทกเท่านั้น


“ดวงแกยังดีอยู่ว่ะ... มาเลยรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่า...” อเล็กซ์พูดพลางพยุงตัวเจ้าหนุ่มหน้าทะเล้นขึ้น ตอนนี้เจ้าตัวยังไม่ได้สติคงต้องช่วยแบกออกจากที่นี่ไปก่อน
อเล็กซ์คิดแบบนั้นก็รีบมองไปรอบๆเพื่อหาทางหนีแต่ทันใดนั้นสายของชายหนุ่มกลับกำลังจับจ้องไปที่บางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิตนี้
เมื่อปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตบางรูปแบบที่เขาไม่สามารถระบุประเภทของมันได้มันดูคล้ายมนุษย์แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์จำนวนสองตนกำลังเข้าปะทะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย...


ปีศาจ... อสูรกาย... หรือจะอะไรก็ช่างเถอะแต่ให้ตายสินั่นมันเรเวนใช่ไหมนั่น!


อเล็กซ์คิดอย่างสับสนในใจเมื่อเขาเห็นสิ่งมีชีวิตดังกล่าวแบบชัดๆมากขึ้นเมื่อแสงไฟจากเปลวเพลิงเผยให้เห็นใบหน้าของอสูรกายตนหนึ่งอย่างชัดเจนแม้ร่างกายหลาย
ส่วนจะเปลี่ยนไปแต่ที่เห็นเพียงครู่เดียวนั้นมั่นใจได้เลยว่าเป็นเรเวนไม่มีผิดแน่นอกจากใบหน้าที่ยังหลงเหลือเค้าเดิมอยู่ร่างกายส่วนอื่นก็แทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์
เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดกะรุ่งกะริ่งมีเพียงบางส่วนที่ยังเหลือเอาไว้เป็นอาภรณ์ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา ตรงหน้าผากมีเขางอกขึ้นมาสองคู่ ดูแล้วเหมือนกรงเล็บของสัตว์
จำพวกนกมากกว่าจะเป็นส่วนเขา รอบกายมีออร่าประหลาดรูปร่างเหมือนควันสีดำห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้น ส่วนขาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักนอกจากมีเกล็ดรูปร่างแปลกๆ
ปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่วนแขนเช่นเดียวกัน มีเกล็ดรูปร่างแปลกๆผุดขึ้นมาส่วนมือถูกเปลี่ยนเป็นกงเล็บคมกริบใช้เป็นอาวุธสังหารกำลังฟาดฟันอย่างรวดเร็วระหว่างที่ห้ำหั่น
กับอสูรกายอีกตัวที่น่าจะเป็นชายชุดหนังคนนั้น


ฝ่ายตรงข้ามเองก็ไม่น้อยหน้าเข้าปะทะกับหญิงสาวร่างปีศาจอย่างดุเดือดแต่ที่แปลกคือชายหนุ่มกลับกลายสภาพไปแค่ไม่กี่ส่วน มีเพียงกงเล็บและอะไรแปลกๆที่ดูคล้ายปีก
งอกออกมาจากกลางหลังแต่ท่าทางจะไม่ได้งอกออกมาเต็มที่ อีกฝ่ายคงจะไม่ได้กลายสภาพร่างกายตัวเองแบบเต็มร้อย เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าการสู้กับเรเวนนั้นไม่จำเป็น
ต้องใช้พลังเต็มที่ก็สามารถเอาชนะได้


“การเคลื่อนไหวอืดลงไปเยอะ... เธอฝีมือตกไปนะเรเวน...”


“...” หญิงสาวในร่างปีศาจไม่ตอบกลับมาเธอกลับเหวี่ยงกงเล็บเข้าใส่ศัตรูราวกับเป็นคู่อาฆาต อเล็กซ์มองเห็นการต่อสู้อันดุเดือดของทั้งสองคนอย่างชัดเจนขณะที่วัลคิลลี่
กำลังถอยออกมาห่างๆจากการต่อสู้เด็กหญิงไม่สามารถเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนได้ในตอนนี้เลยถอยมารวมกับอเล็กซ์แทน


“นายไม่เป็นไรนะ?” วัลคิลลี่ถาม


“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย... แบบนี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว สเป็คเตอร์มีแต่เรื่องแปลกๆแบบนี้รึไงเนี่ย...” อเล็กซ์พูดขณะที่มองไปทางการต่อสู้โดยไม่สนที่จะมองมาทางเด็กหญิง
แม้แต่น้อย เธอทำได้เพียงถอนหายใจครั้งหนึ่งและมานั่งคุกเข่าข้างๆอเล็กซ์


“แล้วสำคัญด้วยรึไง? ยังมีอีกเยอะที่นายยังไม่รู้ ถ้าจะมัวแต่เอาเวลาไปสนใจเรื่องเล็กน้อยของแม่ฉัน นายก็ควรเอาเวลามาใส่ใจเพื่อนของนายดีกว่าไหม?”


อเล็กซ์มองมาทางเด็กหญิงวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อยที่โดนเด็กอายุแค่แปดปี (แต่ร่างกายไม่ใช่แปดปี) พูดสั่งสอนแบบนี้ เอาเข้าจริงวัลคิลลี่แม้จะบอกว่า
เป็นเด็กแต่ดูยังไงมันก็ผู้ใหญ่ชัดๆทั้งการพูดความคิดและการทำอะไรหลายๆสิ่งหลายอย่างมันบอกชัดเจนว่าเป็นความคิดของผู้ใหญ่ พูดจาฉะฉาน ความคิดที่ไม่เหมือนเด็ก
และทักษะการต่อสู้ที่ไม่เป็นรองใคร ถ้าขนาดมีอสูรกายในร่างมนุษย์มาร่วมหน่วยแบบนี้การที่จะมีเด็กมารบแบบนี้มันคงไม่แปลกอะไรเท่าไหร่


ชายหนุ่มรีบช่วยวัลคิลลี่แบกร่างที่ไร้สติของอลาสออกห่างจากการต่อสู้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเรเวนจะรับมืออีกฝ่ายไหวไหมแต่พูดตามตรงว่าต่อให้เขาไปช่วยก็คงไม่พ้น
เป็นตัวเกะกะ เพราะงั้นเท่าที่ทำได้คือการหาทางช่วยคนที่ยังเหลืออกไปโดยเร็วที่สุด แต่ความสงสัยอย่างหนึ่งก็หนีไม่พ้นความอยากรู้อยากเห็นของชายหนุ่มเสียจริงๆ


“จริงสิถ้าแม่ของเธอเป็นแบบนั้นแล้วเธอล่ะ... คงไม่ได้มีเขางอกหรืออะไรแบบนั้นหรอกใช่ไหม?” อเล็กซ์ถามขึ้นอย่างระแวงเมื่อนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ หากสองคนนี้เป็นแม่ลูกกัน
ก็หมายความว่าอาจจะได้บางอย่างจากแม่มาด้วย อเล็กซ์สงสัยตังแต่ตอนที่เธอสามารถซัดอลาสจนลอยติดฝาได้แบบง่ายๆตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วการที่เด็กผู้หญิงร่างผอมบาง
จะเหวี่ยงผู้ชายตัวหนักกว่าเก้าสิบกิโลจนปลิวติดฝาได้นี่คิดยังไงก็คิดไม่ออกเลยจริงๆว่าจะมีทางไหนอีกนอกจากเรื่องแทบจะนึกภาพที่เด็กหญิงกลายร่างออกมาเป็นอสูรกาย
แบบเดียวกับแม่ขึ้นมาในหัวแบบชัดเจนเลยทีเดียว


“เป็นอะไรไปนายคิดว่าฉันจะมีเขางอกออกมาแบบแม่ หรือว่ามีหางงอกออกมาตรงก้นรึไง... สบายใจเถอะ ฉันได้ความสามารถของแม่มาก็แค่นิดเดียวเท่านั้น ฉันกลายร่างแบบ
แม่ไม่ได้หรอกอย่างน้อยก็ในตอนนี้...” เธอตอบแบบของผ่านๆไปโดยไม่เล่ารายละเอียดมากนัก ก็หมายความว่ายังไม่แน่ว่าเธอจะกลายร่างได้คิดแล้วก็รู้สึกสยองขึ้นมาชอบกล


เรื่องแปลกๆนี่ขอให้บอกที่นี่มีครบให้ตาย รักหน่วยนี้เป็นบ้า! อเล็กซ์อยากจะพูดประชดแบบนี้ออกมาดังๆสักที แต่ติดที่ว่ามันอึ้งจนพูดไม่ออกมากกว่า ทั้งสองคนรีบหามคนเจ็บ
ออกจากจุดเกิดเหตุแต่ทันใดนั้นเสียงของอะไรบางอย่างกระแทกก็ดังขึ้นเรียกความสนใจของอเล็กซ์จนต้องเหลียวหลังหันไปมอง


เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้เป็นเสียงที่เกิดจากแรงกระแทกอย่างแรงของกงเล็บอันคมกริบของเรเวนและหน้ากากสีขาวของศัตรูที่หญิงสาวกำลังสู้ด้วย หน้ากากสีขาวที่ชุ่มไปด้วยเลือด
สีดำแตกกระจายออกเป็นสองซีกเหลือเพียงครึ่งเดียวที่ยังเกาะติดกับใบหน้า อีกฝ่ายรีบเอามือข้างหนึ่งปิดหน้าเอาไว้หลังหน้ากากถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง เลือดสีดำหย่อมหนึ่ง
ไหลผ่านร่องมือข้างนั้นออกมาแสดงให้เห็นว่าได้รับบาดเจ็บ


“จะมากไปแล้วนะ... เรเวน... ”


พริบตานั้นเองในน้ำเสียงของอีกฝ่ายที่บ่งบอกว่ากำลังโกรธซ่อนอยู่ในน้ำเสียงอันราบเรียบ ชายหนุ่มชุดหนังก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวเรเวนในพริบตาและกระชากคอหญิงสาว
ยกขึ้นเหนือพื้นพร้อมทั้งบีบคออย่างแรง เรเวนไม่ทันตั้งตัวพยายามจะแกะมือของอีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่ได้ผล ลมหายใจของเธอเริ่มขาดช่วงอาภรณ์ปีศาจที่ห่อหุ้มร่างของหญิงสาว
เอาไว้กำลังคลายออกอย่างช้าๆจนกลับเป็นร่างมนุษย์เช่นเดิม อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะฆ่าเรเวนในตายคามือในตอนนี้แต่เหมือนอยากจะทำบางอย่างมากกว่า


“แม่คะ!!” วัลคิลลี่รีบวิ่งเข้าไปแบบไม่คิดชีวิตหลังจากเห็นแม่ของตัวเองกำลังเสียท่า เด็กหญิงกระโดดเข้าใส่พร้อมทั้งง้างหมัดเต็มที่เตรียมชกอีกฝ่ายให้กระเด็น
แต่ชายหนุ่มชุดหนังก็ใช้แค่มือข้างเดียวปัดกำปั้นของวัลคิลลี่ได้แบบง่ายๆก่อนจะผลักร่างของเธอจนกระเด็นลอยไปกระแทกกับผนังตึกอย่างแรงชนิดที่ว่าเป็นรอยร้าวลึก
ลงไปในกำแพง


“มดแมลงฆ่าไปก็เปลืองแรงเปล่าๆ เรเวนถ้าเธอไปร่วมกับฉันก็จงอย่างมาขวางทาง...” ฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีดำบีบลำคอของหญิงสาวให้แน่นมากขึ้นชนิดที่ว่าหากบีบแน่น
กว่านี้อีกแค่ไม่กี่มิลฯคอของเธอเป็นได้หักอย่างไม่ต้องสงสัย


อเล็กซ์มองไปทางวัลคิลลี่ที่เพิ่งจะโดนตบกระเด็นจนสลบไป เห็นแบบนั้นแล้วก็รีบตั้งสติและคว้าปืนไรเฟิลซุ่มยิงที่อลาสเอาติดมาด้วยยกประทับบ่าเล็ง


กร๊อก!!


ยังไม่ทันจะได้เล็งปืนให้มั่นคงร่างของอเล็กซ์ก็กระตุกอย่างแรงโดยไม่รู้สาเหตุ สักสองสามวินาทีกว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คือตอนที่เห็นฝ่ามือหยาบกร้านชุ่มโชก
ไปด้วยเลือดสีดำของฝ่ายตรงข้ามกำลังจับคอเขาเอาไว้และยกขึ้นไม่ต่างอะไรกับเรเวนที่โดนแบบเดียวกันอยู่ข้างๆ ความรู้สึกมันอย่างกับโดนงูเหลือมรัดคอไม่มีผิด
ขณะที่ลมหายใจกำลังหมดไปอย่างช้าๆอเล็กซ์พยายามกระเสือกกระสนดิ้นเฮือกสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอดคว้ามีดที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาและแทงใส่ที่มือของอีกฝ่ายอย่างจัง
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ร้องออกมาสักแอะเผลอๆจะไม่มีความรู้สึกเสียด้วยซ้ำ


ชายหนุ่มประหลาดยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมทำจมูกฟิดฟัด “นาย... มีกลิ่นเหมือนมาก... เหมือนเขาคนนั้น...”


“กะ... แก... พูด... อะไร... วะ!!” อเล็กซ์ถามอย่างลำบากเพราะต้องต่อสู้กับภาวะขาดอากาศหายใจที่กำลังแสดงอาการหนักมากขึ้นเรื่อยๆ


“พวกเราทุกคนก็เป็นแค่หมากในกระดานของเกม... เกมที่เรียกว่าชะตากรรมยังไงล่ะ...”


คำพูดของชายปริศนาทำให้อเล็กซ์สงสัยเต็มๆว่าไอ้หมอนี่มันพล่ามบ้าอะไรของมัน พูดแต่เรื่องเข้าใจยากทั้งนั้น พับผ่าทำตัวลึกลับจนนาทีสุดท้ายเลยวุ้ย!
แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่สนอยู่ดีในเวลานี้ชายหนุ่มกำลังจะขาดอากาศหายใจตาย สติที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็ทำได้เพียงนึกถึงครอบครัวที่กำลังรอให้เขากลับไปหา
และมันคงจะไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นอีกแล้ว...


ฟิโอ... แม่ครับ... ผมคงไม่ได้-


ปัง!!


ชั่วขณะเดียวนั้นเองก่อนการสั่งเสียจะสิ้นสุดร่างของอเล็กซ์ก็ร่วงลงกระแทกฟื้นอย่างแรงพร้อมกับเรเวนที่กลิ้งมาทับเขา อเล็กซ์รับรู้ได้ในตอนนั้นคือมีเสียงปืนดังขึ้น
ก่อนที่กระสุนจะพุ่งเข้ากลางลำตัวของชายหนุ่มชุดหนังที่จับตัวพวกเขาทั้งคู่เอาไว้ อเล็กซ์เดาได้เลยว่ามันต้องเป็นกระสุนแรงสูงเกรดเดียวกับที่ใช้ต่อต้านรถถังเพราะ
แรงลมกรรโชกที่เกิดจากการพุ่งแหวกอากาศของหัวกระสุนนั้นรุนแรงมากเหมือนโดนพายุพัดผ่านไม่มีผิด อเล็กซ์สำลักอย่างหนักหลังจากร่างกายขาดออกซิเจนไปพักใหญ่
ชายหนุ่มรีบตั้งสติหลังจากนั้นและก็เห็นร่างบางของใครบางคนวิ่งผ่านเขาไปพร้อมกับถืออะไรบางอย่างดูคล้ายแท่งเหล็กวาววับสะท้อนแสงจากเปลวไฟจนมองเห็นโครงสร้าง
ได้แบบลางๆ นั่นมันดาบ...


ดาบยาวเล่มนั้นตวัดไปข้างหน้าวาดเป็นวงราวกับเสี้ยวจันทราสีเงิน ชายชุดหนังผู้ตกเป็นเป้าถอยหลังกลับในทันทีและหวิดจะโดนดาบนั่นเฉือนเข้าที่ลำคอไปแล้ว
เรือนผมสีดำเป็นเงางามมัดรวบเอาไว้เป็นหางม้าแบบลวกๆ พร้อมกับดาบญี่ปุ่นในมือนั่น... รันฟาเรอะ เธอมาทำอะไรตรงนี้กัน...


ไม่เพียงแค่รันฟาเท่านั้น วินาทีต่อมาอเล็กซ์ก็เห็นร่างคนอีกหลายร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดรอบด้าน พร้อมทั้งเล็งอาวุธทุกอย่างที่มีไปทางชายชุดหนัง
พร้อมจะระเบิดกระสุนลั่นสงครามให้เละกันไปข้างหากมีอะไรไปกระตุ้นแม้เพียงน้อยนิด


“เป็นอย่างที่คิดจริงๆคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดเป็นนายจริงๆด้วย... โครว์” เสียงของฮอว์คอายส์ดังขึ้นทันทีที่อเล็กซ์ตั้งสติกลับมาได้ ชายหนุ่มมองเห็นผู้บัญชาการ
กำลังยืนอยู่ข้างๆพร้อมปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังที่เพิ่งจะใช้ยิงร่างของชายหนุ่มลึกลับที่มีชื่อว่าโครว์ไปหยกๆ อเล็กซ์เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแล้วแต่ไม่คิดว่าหมอนี่จะเป็นโครว์
คนที่จ้างเร้ดอายส์ให้ก่อเรื่องวุ่นวายทั้งหลายก่อนหน้านี้ ต้นเหตุที่ทำให้สมาชิกหน่วยของฮาวด์ตายไปถึงสามศพด้วยกัน


คิดแล้วมันก็ยิ่งอยากจะเข้าไปตะบันหน้าไอ้หมอนี่แต่ติดที่ว่าฝีมือมันร้ายแค่ไหนอเล็กซ์ก็รับรู้มาแล้วว่าไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เป็นปีศาจที่หลุดมาจากนรกขุมไหนก็ยังไม่รู้
ลำพังแค่จำนวนคนเท่านี้อย่าหวังเลยว่าจะจัดการได้ ดีไม่ดีจะเป็นฝ่ายโดนจัดการเสียมากกว่า


“ฮอว์คอายส์... เธอมาด้วยสินะ... เยี่ยมแบบนี้สิที่รอมานาน รอวันที่เธอจะมาให้ฉันฆ่าถึงที่...” โครว์พูดด้วยน้ำเสียงแหบต่ำแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า
รับรู้ได้ทันทีว่าที่พูดเมื่อครู่นี้พูดจริงไม่มีโกหก


“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูเลย ถ้านายยังทำได้นะ...”


“!!?”


ฮอว์คอายส์ยิ้มอย่างมีเล่ห์นัยทันใดนั้นร่างของโครว์ก็ทรุดลงไปกับพื้น มีบางอย่างผิดปกติไปจากที่ควรเป็น อเล็กซ์สังเกตเห็นบาดแผลที่ตรงกลางลำตัวอันเกิดจากไรเฟิล
ต่อต้านรถถังเมื่อครู่บาดแผลที่ปกติน่าจะปิดไปแล้วกลับไม่ปิดง่ายๆมันสมานตัวช้ากว่าที่ควรเป็นเลือดสีดำที่ไหลออกจากปากแผลมีตำหนิด้วยของเหลวสีขาวที่ไหลปนมากับ
เลือด


“คิดว่าฉันจะยิงนายด้วยกระสุนธรรมดารึไง ก็รู้อยู่ว่ากระสุนธรรมดายิงนายไม่ได้ผลเลยต้องเล่นอะไรที่มันแรงๆหน่อย... อย่างกระสุนหัวยูเรเนี่ยม...”


“แก...”


“ยังไงเสียมันคงไม่ทำให้นายถึงตายหรอก... เอาล่ะได้เวลาไปคุยกับนักวิจัยของพวกเราแล้ว โครว์...” ฮอว์คอายส์ออกคำสั่งให้พรรคพวกเข้าไปจัดการกับโครว์ที่กำลังคุกเข่า
หมดสภาพอย่างที่เห็น ดูท่าฮอว์คอายส์จะรู้จักโครว์เป็นอย่างดี แถมรู้จักดีมากเสียด้วยมากเสียจนรู้ว่าต้องจัดการยังไง แต่ก็ดันไม่บอกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้อเล็กซ์รู้เนี่ยนะ
เชื่อเลยว่ะ...


ทุกคนยกเว้นเรเวนที่นอนเจ็บอยู่ข้างๆอลาส และอเล็กซ์ที่ยังไม่หายจากอาการหมดแรงเพราะขาดอากาศหายใจเมื่อครู่ พากันตรงเข้าไปล้อมโครว์เอาไว้เพื่อจะจับตัว
ออสเปรย์ดึงเอากุญแจมือรูปร่างประหลาดมันเหมือนกับมีนาฬิกาข้อมือติดเอาไว้ที่ตรงกลางระหว่างกุญแจมือนั่น ทุกคนดูจะเครียดกับเรื่องนี้ไม่เว้นแม้แต่รันฟาที่กำลังถือดาบ
อยู่ในท่าพร้อมทะลวงฟันทุกเมื่อ โครว์ยังคงนั่งคุกเข่าไม่ขยับไปไหนจากฤทธิ์ของกระสุนยูเรเนี่ยม กุญแจมือถูกกางออกกว้างพร้อมจะจองจำอีกฝ่ายเพื่อจบเรื่องทั้งหมด


“ยอมรับว่าเสียท่าจริงๆ... แต่ว่า วานรจากป่าเขาไม่รู้เลยว่าตนต้อยต่ำกว่าพระพุทธยังไง เมื่อหาญไปสู้กับพระพุทธแต่กลับต้องพบจุดจบเสียเอง...”


วูบ! เปรี้ยง!


ราวกับมีแรงอัดอากาศที่ไม่ทราบสาเหตุกระจายออกมาจากรอบตัวของโครว์หลังจากนั้นไม่นาน ร่างของทุกคนที่พยายามจะเข้าใกล้ปลิวกระจายล้มระเนระนาดไปคนละทิศ
คนละทาง อเล็กซ์เองก็เกือบจะปลิวไปแล้วเหมือนกัน จากจุดนี้เข้ามองเห็นโครว์กำลังลุกขึ้นและเดินย่างสามขุมตรงไปทางฮอว์คอายส์ขณะที่สมาชิกคนอื่นกำลังมึนงง
และจุกจากแรงอัดอากาศเมื่อครู่ ฮอว์คอายส์ล้มลงอย่างหมดท่าและขยับไม่ได้ไปชั่วขณะเพราะขาดันไปติดกับกองซากปรักหักพังบางส่วน ระหว่างที่กำลังหาทางดิ้นออกมา
ให้หลุดที่แขนของโครว์ก็ปรากฏควันประหลาดมีดำที่กำลังก่อตัวบริเวณแขนข้างขวาของโครว์ ควันดำรวมตัวก่อร่างจนควบแน่นและปรากฏเป็นดาบยาวปลายแหลมเล่มหนึ่งในมือ


“สำนึกถึงบาปของตัวเองซะฮอว์คอายส์ เธอสมควรได้รับการชดใช้... ในนรก....” ดาบยาวถูกง้างสุดแขนเตรียมจะบั่นคอของผู้บัญชาการหญิงให้ขาดในคราวเดียว
อเล็กซ์เห็นท่าไม่ดีเลยพยายามจะลุกขึ้นไปช่วยแต่ให้ตาย ตอนนี้เขาอ่อนแรงเกินไปจากการต่อสู้ คนอื่นๆเองก็คงหวังพึ่งไม่ได้เหมือนกัน ชายหนุ่มรีบคิดหาทางช่วย
เป็นการวุ่นวายแต่ในระยะเวลาแบบนี้จะไปทำได้ยังไงกัน อเล็กซ์มองไปรอบๆอย่างร้อนใจขณะที่คมดาบใกล้จะถูกตวัดลงมาที่คอของฮอว์คอายส์จนกระทั่งชายหนุ่มเห็น
อะไรถูกวางอยู่ใกล้ด้านหลังของโครว์และก็พบทางสว่าง


อเล็กซ์รีบค้นไปตามตัวเพื่อหาของบางอย่างที่เขาเก็บเอาไว้ หวังว่ามันจะยังอยู่และแล้วก็เจอมันอเล็กซ์รีบหยิบออกมาและ...


กริ๊ก! ตูม!!



พริบตาเดียวการระเบิดอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้นตรงจุดด้านหลังของโครว์แทบจะในทันที เปลวไฟจำนวนมหาศาลแผ่ความร้อนออกมาพร้อมทั้งลูกไฟอีกหลายส่วนกระเด็นเข้าใส่
โครว์เต็มๆจากกลางหลัง เปลวไฟความร้อนสูงอันเป็นผลมาจาก ‘นาปาล์ม’ แบบทำเองลูกสุดท้ายของอเล็กซ์ซึ่งบังเอิญกระเด็นไปอยู่ด้านหลังของโครว์พอดี มันกำลังเผาร่าง
ของชายหนุ่มอย่างช้าๆ ชุดหนังยาวสีดำเริ่มละลายขณะที่โดนเจลาตินร้อนๆเกาะติดพร้อมเปลวไฟทำลายไปทีละส่วน ระเบิดนาปาล์มลูกสุดท้ายนับว่าได้ผลชะงัดมาก โครว์
ต้องรีบถอยออกมาจากฮอว์คอายส์เพราะทนความร้อนจากเปลวไฟไม่ไหว การกดระเบิดนาปาล์มจากระยะอันตรายแบบนี้ที่จริงแล้วมันก็เสี่ยงไม่ใช่เล่นอยู่เหมือนกัน แต่ทำไง
ได้มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถ้าไม่โดนตัดหัวตายด้วยมือศัตรูก็ต้องลุ้นว่าจะโดนไฟคลอกตายด้วยระเบิดของพวกเดียวกันรึเปล่า


ส่วนตัวแล้วไม่ว่าแบบไหนก็เสี่ยงทั้งนั้นแต่เพื่อให้รอดก็คงไม่เกี่ยงวิธีการล่ะ...


โครว์รีบสะบัดเสื้อหนังที่สวมอยู่ออกจากร่างโดยไว เสื้อหนังที่ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้กับไฟซึ่งกำลังลุกพรึบอย่างรวดเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะดับง่ายๆ
การระเบิดกินรัศมีค่อนข้างสั้นเพียงไม่กี่เมตรเป็นเหมือนดั่งกำแพงไฟที่ขวางกั้นระหว่างอเล็กซ์และโครว์ อเล็กซ์ยืนขึ้นและมองไปที่โครว์ซึ่งกำลังจ้องมาทางเขาไม่ต่างกันนัก


“แล้วเราจะได้เจอกันอีก... รอจนกว่าจะถึงเวลานั้นเถอะ...” โครว์พูดขณะปัดผมของตนเองขึ้นเปลวไฟจากระเบิดนาปาล์มสว่างวาบมากพอจะทำให้ชายหนุ่มมองเห็นหน้าศัตรู
ได้อย่างชัดเจน


สิ่งที่เห็นทำเอาอเล็กซ์พูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่เพราะใบหน้าที่เขาเห็นนั้นราวกับว่าตอนนี้กำลังมองเงาของตัวเองในกระจกไม่มีผิด ใบหน้าและทรงผมที่บอกเลยว่าไม่ต่างอะไร
กับเขาแม้แต่นิดเดียวอาจจะมีส่วนต่างกันในบางจุด เช่น ผมยาวกว่า หรือมีรอยแผลบนใบหน้าบางจุดและยังไม่นับรอยกระสุนตรงกลางหน้าผากที่อเล็กซ์ยิงเข้าหัวไปก่อนหน้านี้
แววตาอันชั่วร้ายที่อีกฝ่ายส่งกลับมาให้ทำเอาอเล็กซ์หนาวสะท้านไม่กล้าขยับตัว รอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้าของโครว์คือสิ่งสุดท้ายที่อเล็กซ์ได้เห็นก่อนที่อีกฝ่ายจะหายตัวไป
ในความมืดและไม่พบร่องรอยอีกหลังจากนั้น


ทุกคนเริ่มทยอยลุกขึ้นทีละคนหลังจากโดนแรงอัดอากาศกระแทกเข้าเมื่อครู่ ก็ยังดีที่ตอนนี้ไม่มีใครตายแต่ว่าคงไม่ใช่เวลาที่จะมายินดีเพราะชายหนุ่มเริ่มได้ยินเสียงคราง
ของพวกซากศพลอยมาตามลมและกำลังใกล้เข้ามา แถมฟังจากเสียงที่ดังไม่เป็นจังหวะและพวกมันคงมีกันเยอะไม่ใช่เล่นอาจจะสักร้อยหรือสักพันตัวเลยก็ว่าได้
คงเป็นผลมาจากการระเบิดของนาปาล์มเมื่อครู่เสียงดังขนาดนั้นคงจะดึงดูดความสนใจของพวกมันได้เป็นอย่างดีเสียด้วย


“เราต้องรีบเผ่นแล้ว พวกตัวเหม็นนั่นกำลังมา มันคงไม่ดีแน่ถ้าพวกเรายังอยู่แถวนี้ตอนพวกมันมาถึง...” ฮอว์คอายส์พูดและคนอื่นๆก็เห็นด้วยโดยพร้อมเพียงกันก่อน
จะรีบแบกคนเจ็บออกจากพื้นที่และถอยเป็นการด่วน


ขณะเดียวกันอเล็กซ์ยังคงมองเข้าไปในกองไฟและในหัวยังคงนึกถึงเรื่องที่เจอเมื่อครู่ด้วยความข้องใจไม่หาย ตกลงว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ชายลึกลับนามว่าโครว์นั่น
มันเป็นใครกันและคำพูดสุดท้ายที่ว่า เขามีกลิ่นเหมือนใครบางคนแต่เหมือนใครกันล่ะ ความคิดของเขาสับสนไปหมดจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก อเล็กซ์ยืนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง
จนกระทั่งเสียงลากเท้าของพวกซอมบี้ใกล้เข้ามาชายหนุ่มต้องรีบหันหลังและทิ้งความสงสัยทั้งหลายเอาไว้เบื้องหลัง











**********************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 25 ก.ค. 2017, 15:48

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP13) 27/

อีตาโครว์นี่ตายยากชะมัด
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 28 ส.ค. 2017, 19:16

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP13) 27/

กลับมาอีกแล้วหลังหายไปเดือนเต็มๆ สำหรับตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาเชื่อมต่อก่อนเข้าสู่ EP 14 เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนของตัวละครหลักในเรื่องครับ...

______________________________________________________________________________



Episode 13.5 : Holiday…


เสียงกึงกังที่ดังมาจากเครื่องยนต์ดีเซลเก่าๆสภาพการใช้งานหลายปีของรถบัสเขียวกำลังเคลื่อนผ่านลมเย็นๆอันหนาวเหน็บในช่วงต้นฤดูหนาวของมินเนสโซต้า
เมืองอันเงียบสงบในรัฐ อเล็กซ์มองผ่านกระจกเก่าๆขึ้นฟ้าของรถบัสโดยสารสีเขียว ชายหนุ่มกำลังออกเดินทางไปโดยที่มีเพียงแค่กระเป๋าเป้ใบเดียวเท่านั้น ไม่มีอาวุธอื่นใด
นอกจากมีดและขวานโทมาฮอกบิ่นๆอีกเล่มที่ได้มาจากค่ายลูกเสือตั้งแต่สมัยม.ปลาย อันที่จริงแล้วอเล็กซ์นั้นไม่ได้ไปทำภารกิจอะไรหากแต่ว่าเวลานี้เขากำลังเดินทางกลับไป
ยังสถานทีที่เขาเรียกว่า ‘บ้าน’


จริงอยู่แม้ว่าจะไม่ใช่บ้านเกิดแต่ก็เป็นสถานที่ที่ชายหนุ่มใช้เวลากว่าสิบปีอาศัยอยู่ที่นั่นนับจากบ้านเกิด อเล็กซ์เป็นเพียงเด็กชายที่เกิดในพื้นที่อันแห้งแล้งและเงียบสงบ
ในแกรนด์แคนยอน แอริโซน่า นับแต่เกิดมาเขาก็ต้องอยู่กับพื้นที่เขตร้อนมีทิวทัศน์ของภูเขาและทะเลทรายล้อมรอบเพียงเท่านั้น จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อพ่อต้องย้ายไป
เพราะเรื่องงานที่มินเนสโซต้า ดินแดนที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเคยรู้จักมาชั่วชีวิต เมืองที่มีอากาศหนาวอยู่ติดกับพื้นที่ทางเหนือไม่มีทิวเขาผาหินอันใหญ่โตมีเพียงแต่ป่าสน
แม่น้ำสายธารอุดมสมบูรณ์ และหิมะสีขาวที่อเล็กซ์นั้นไม่เคยได้เห็นจนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่นี่


แม้มันอาจจะเป็นพื้นที่ที่ดีกว่าแอริโซน่าในหลายๆด้าน แต่อเล็กซ์กลับไม่เคยชอบที่จะต้องย้ายมาอยู่ที่นี่เลย พื้นที่ที่หนาวจนเกินไปสำหรับคนทางใต้แบบเขา
สังคมที่แตกต่างกันออกไปจากที่เคยเป็นอยู่และที่สำคัญคือการที่เขาต้องแยกจากเพื่อนเก่าและลอร่าแฟนสาวที่เขาได้เจอกับเธอหลังจากนั้นแค่เพียงนานๆครั้งเท่านั้น
หลายปีกว่าจะเริ่มทำใจและปรับตัวให้เข้ากับการเริ่มต้นใหม่ได้ ทั้งหมดนี่เริ่มต้นมาจากชายคนเดียวที่เขาทั้งรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน พ่อของเขา...


“ฤดูหนาวอีกแล้วเหรอ... เกลียดฤดูนี้ชะมัด...” ชายหนุ่มบ่นพึมพำขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นเกล็ดหิมะกำลังเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า
เป็นละลอกแรกของฤดูหนาวที่เพิ่งจะเริ่มต้นขณะที่รถบัสสีเขียวกำลังมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่อยู่ไม่ไกลเกินรอแล้ว


เหตุที่อเล็กซ์ต้องกลับมายังบ้านของเขานี้เป็นผลมาจากคำสั่งของฮอว์คอายส์ผู้บัญชาการหญิงจอมยุ่งที่สั่งให้ชายหนุ่มเดินทางกลับมาพักด้วยคำสั่งเด็ดขาด แม้ตอนแรก
เจ้าตัวจะปฏิเสธไม่กลับมาเพราะยังมีงานต้องสะสางแต่คุณหญิงท่านก็ดันสั่งเสียเด็ดขาดแกมขู่ว่าหากไม่กลับมาพักจะโดนเด้งออกจากหน่วยในทันที เจอแบบนี้เข้าอเล็กซ์
ก็ต้องเกรงกันบ้างล่ะ อย่างน้อยถึงเขาไม่กลัวการโดนเด้งออกแต่ก็กลัวว่าจะไม่มีใครหยุดไอ้พวกนรกนั่นจากการใช้อาวุธชีวภาพล้างบางคนทั้งโลกมากกว่า


แต่ก็ช่างเถอะมันก็ใช่ว่าจะเลวร้ายซะทีเดียวได้พักบ้างนานๆครั้งก็ดีเหมือนกัน


อเล็กซ์คิดไปคิดมาอยู่เพลินๆเสียงสัญญาณดังแสบหูของรถบัสก็ดังขึ้นเป็นการบอกว่าถึงที่หมายแล้ว อเล็กซ์รีบคว้าเป้เก่าๆของตัวเองจากเบาะที่นั่งลุกขึ้นยืนและเดินไปรอ
ที่ประตูรถขณะที่กำลังเคลื่อนเข้าหาจุดจอดอย่างช้าๆ อเล็กซ์สูดหายใจเข้าลึกๆขณะที่ก้าวขาลงจากรถที่ประตูเพิ่งเปิดหมาดๆ


ยังหนาวเหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่อเล็กซ์รับรู้ได้ในก้าวแรกที่ลงจากรถ ถึงจะไม่ได้มาที่นี่นานแต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก ชุมชนอันเงียบสงบรายล้อมด้วยป่า
เป็นหย่อมๆสลับกับทะเลสาบและภูเขา ความหนาวที่สัมผัสได้ทำให้อเล็กซ์กระชับเสื้อหนาวสีดำที่สวมใส่อยู่ให้มากขึ้น ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ออกไปทำงานกันเสียเกือบหมด
ทำให้บรรยากาศของที่นี่เงียบแปลกๆ อย่างน้อยถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่ามีความเป็นส่วนตัวไม่ใช่น้อย ชายหนุ่มแบกเป้ขึ้นหลังและเดินมุ่งตรงไปยังจุดหมายต่อไป


เกล็ดหิมะลอยล่องไปตามลมอย่างเรื่อยเฉื่อยราวกับว่าเวลาเดินช้าลง อเล็กซ์มองดูท้องฟ้าที่กำลังขาวโพลนไปด้วยเมฆหิมะมันขาวสะอาดเหมือนหน้ากระดาษหน้าหนึ่ง
ไม่มีผิดจนชักอยากจะแต่งแต้มสีสันให้ได้ดั่งใจเข้าสักที ถ้ามันเป็นแบบนั้นได้คงเยี่ยมเขาอยากจะเขียนชีวิตใหม่ของตัวเอง ชีวิตที่เขากับครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันเหมือน
ครอบครัวอื่นๆ อยากใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิด ได้เล่นได้พูดคุยกับเพื่อนๆ มีเวลาดูและแม่และน้องสาว และก็ใช่... พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองให้มากกว่าที่รับรู้ได้
ณ ปัจจุบัน-


ปึก!!


ความคิดเป็นอันสะดุดลงในทันทีฝันที่วาดไว้สลายไปอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่ออเล็กซ์ดันชนเข้ากับใครบางคนจนล้ม เขามัวแต่เหม่อมองท้องฟ้าโดยที่ไม่ทันมองว่ามีใคร
กำลังมาข้างหน้าเช่นเดียวกัน อเล็กซ์ไม่มีปัญหาเขาไม่ได้ล้มอะไรอาจจะแค่ตกใจเท่านั้น แต่คนที่มาชนนี่สิล้มลงไปกับพื้นเลยทีเดียว อเล็กซ์คิดว่าคนที่มาชนเขาต้องเป็นผู้หญิง
แน่เพราะตัวเบามากจนอเล็กซ์ไม่รู้สึกอะไรเลยตอนชนเข้าจังๆเมื่อครู่


“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมองทางของโทษด้วย!!” อเล็กซ์ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ขณะที่ช่วยพยุงหญิงที่เขาชนจนล้มให้ลุกขึ้นมา อเล็กซ์มองไม่เห็นหน้าเธอชัดนัก
เพราะเธอสวมหมวกไหมพรมและผ้าพันคอหนาแต่ตัวเบามากจนเขาใช้มือเดียวพยุงขึ้นได้แบบสบายเลยทีเดียว


“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ไม่ทันมองเหมือนกัน” เธอตอบ


“จะว่าอะไรไหมครับถ้าผมขอเลี้ยงกาแฟสักแก้วเป็นการ... ลอร่า นี่เธอเองเหรอ!?” อเล็กซ์กะจะชวนหญิงสาวไปเลี้ยงกาแฟขอโทษ แต่พอได้มองเห็นหน้าชัดๆ
ก็สะดุ้งเฮือกคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้เจอในวันนี้ดันโผล่มาซะงั้น


ลอร่า ‘หรือลอร่า คินลี’ หญิงสาวชาวอเมริกันเชื้อสายชนพื้นเมืองอเมริกันแฟนสาวที่อเล็กซ์คบกับเธอมาร่วมสิบปีกำลังอยู่ตรงหน้าเขาถึงจะไม่ได้เจอกับหญิงสาวมานาน
จนมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างแต่ดูโดยรวมเธอยังเหมือนกับครั้งล่าสุดที่อเล็กซ์ได้เจอเธอ เธอมีรูปร่างค่อนข้างผอม ตัวสูงแค่ประมาณไหล่ของอเล็กซ์เท่านั้น เส้นผมยาวสีแดงปนน้ำตาล
ถูกมัดเก็บเอาไว้ใต้เสื้อกันหนาวแบบลวกๆส่วนใหญ่ถูกเก็บเอาไว้ใต้หมวกไหมพรมถักทำมือที่เจ้าตัวสวมอยู่ เค้าโครงใบหน้าบ่งบอกว่าเธอไม่ได้มีแค่เชื้อสายอเมริกันหรือ
ชนพื้นเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีทั้งสเปนและจีนผสมอยู่นิดๆด้วยซึ่งอันที่จริงแล้วอเล็กซ์เองก็รู้ตัวดีกว่าเขาไม่ใช่คนอเมริกันเชื้อสายแท้เช่นเดียวกันกับเธอ
เพราะเท่าที่เคยดูอเล็กซ์ยังมีเค้าหน้าบางส่วนมาจากคนเอเชียด้วยไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมาก คนไม่ว่าจะเกิดที่ไหนหรือมีกี่เชื้อสายอยู่ในตัว
ก็สามารถใช้ชีวิตได้โดยที่ไม่มีการแบ่งแยก เรื่องนี้อเล็กซ์รู้ดีจากการเติบโตมาในสังคมหลายเชื้อชาติในวัยเด็ก


การที่แฟนสาวอย่างลอร่ามาโผล่ถึงที่นี่ไกลจากแอริโซน่าก็นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในรอบปีนี้เลยจริงๆ แต่ก็น่าดีใจเหมือนกันดูท่าทาง
การมาพักผ่อนที่นี่คงจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรอย่างที่คิดเสียทีเดียว


“เธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะลอร่า ฉันคิดว่าเธอยังทำงานอยู่ที่แอริโซน่าเสียอีก?” อเล็กซ์ถาม


“ก็มาแสดงละครเวทีที่โรงละครนี่ไง ฉันร่วมขบวนการแสดงกับซิลเวียแล้วก็อบิเกลแล้วนะนายลืมแล้วเหรอ?” ลอร่าตอบกลับขณะที่โน้มตัวเข้ามาสวมกอดอเล็กซ์
เอาไว้แน่นหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ท่าทางเธอจะคิดถึงเขาเอามากๆเพราะเอาแต่กอดไม่ยอมปล่อยเลยตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว


อเล็กซ์ก็ลืมไปเหมือนกันว่าลอร่าเพิ่งจะรวมคณะแสดงละครเวทีกับซิลเวียและอบิเกลสองพี่น้องฝาแฝดเพื่อนในวัยเด็กของพวกเขาสมัยอยู่ที่แกรนแคนยอน แอริโซน่า
ได้ยินมาว่าคณะแสดงละครของทั้งสองคนนี้มีชื่อเสียงพอดูจากการแสดงมาแล้วหลายที่ อเล็กซ์พอจะได้ตามข่าวบ้างแต่เขาไม่ใช่คอละครเวทีแต่อย่างใดนักก็เลยไม่ค่อยได้ไปดู
หรือชมผลงานอะไรแบบเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆสักที แต่ก็ไม่คิดว่าคณะแสดงละครของลอร่าจะมาเดินสายการแสดงที่นี่


อะไรมันช่างจะบังเอิญปานนี้กัน...


“ดีที่เจอเธอนะถ้างั้นจะไปที่บ้านของแม่ฉันด้วยกันเลยไหมท่านคงดีใจแน่ที่ได้เห็นเธออีก” อเล็กซ์ชวนและหวังว่าหญิงสาวจะไปด้วย


“ได้สิ แต่คงได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงนะ เพราะฉันยังต้องไปประชุมเรื่องการแสดงอีก” หญิงสาวยิ้มพลางกอดแขนของอเล็กซ์เอาไว้แน่น


อเล็กซ์พยักหน้ารับคำขณะที่เดินควงแฟนสาวของตนนำทางไปที่บ้านของแม่ที่น่าจะอยู่อีกไม่กี่ช่วงถนนจากจุดนี้แล้ว ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายและมีท่าที
ว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ลมหนาวกำลังพัดหวนมาอย่างแผ่วเบาจนสร้างความรู้สึกหนาวสะท้านให้แก่ทั้งคู่ไม่ใช่น้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา ตอนนี้ทั้งคู่ไม่ได้ยี่หระต่อความหนาวเหน็บ
ของเมืองอันเงียบสงบแห่งนี้มากไปกว่าความรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่พวกเขาได้มาเจอกันเสียมากกว่า ทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยอะไรระหว่างทางนอกจากจะหันมามองหน้า
และยิ้มให้กันตลอดทางไปด้วยเป็นระยะ แต่ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่เหมือนแค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว


ห้านาทีถัดมาทั้งสองคนก็เดินมาหยุดอยู่ตรงที่หน้าบ้านเล็กๆหลังหนึ่งมันเป็นบ้านสามชั้นรวมห้องใต้หลังคา รูปทรงบ้านเป็นแบบทิวโบลกึ่งยุโรป มีรั้วเหล็กสูงประมาณ
ครึ่งตัวของชายหนุ่มล้อมรอบบ้านเอาไว้ สภาพบ้านดูทรุดโทรมในบางจุดแต่ก็ยังดูดีในภาพรวม หน้าบ้านมีสนามหญ้าแปลงเล็กๆที่กำลังถูกย้อมสีด้วยสีขาวของเกล็ดหิมะ
ที่โปรยปรายลงมา แต่ก็พอจะเห็นสีเขียวของพื้นหญ้าเหลือให้เห็นอยู่บ้าง อเล็กซ์พ่นลมหายใจอุ่นๆออกมาสัมผัสกับอากาศหนาวจนเป็นไอทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
เขาไม่ได้กลับมาที่นี่นานแค่ไหนแล้วนะ ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นตั้งแต่คริสต์มาสเมื่อสองปีก่อนอเล็กซ์เพิ่งเข้าหน่วยแรทส์มาใหม่ๆในช่วงนั้น ชายหนุ่มมองดูบ้านนั้นอยู่นานจนแฟนสาว
เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ


“มีอะไรเหรออเล็กซ์?” ลอร่าถาม


“ไม่มีอะไรหรอก... แค่ถ้าตอนนั้นไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ฉันคงไม่ต้องย้ายมาที่บ้านหลังนี้ในที่ๆไม่เคยรู้จัก เธอกับฉันคงจะได้อยู่ด้วยกันทุกวันแท้ๆ” อเล็กซ์ตอบ
ขณะที่มองดูบ้านและย้อนความคิดไปจนถึงช่วงเวลาที่เขายังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงพลิกผันชีวิตที่เขาไม่ชอบมันเท่าไหร่นัก


“ไม่เอาน่าอเล็กซ์ บางทีคนเราก็ไม่มีทางเลือกนะ นายเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ไม่ใช่เหรอ”


“แต่ว่า...”


“มองในแง่ดีสิ อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้การได้เจอหน้าของเราสองคนมีค่าขึ้นเยอะเลยนะว่าไหม” ลอร่ายิ้มพลางกอดแขนอเล็กซ์แน่นเหมือนกอดตุ๊กตาหมีซะอย่างนั้น
อเล็กซ์มองดูท่าทางขี้อ้อนของหญิงสาวก็อดนึกขำและเอ็นดูเป็นไม่ได้ทั้งที่เธอน่าจะแก่กว่าเขาแต่กลับแสดงออกเหมือนกับเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากเขาลิบลับ
ทั้งซีเรียส จริงจังกับชีวิต คิดมากจนบางครั้งหลายคนก็บ่นว่าเข้าใจยาก ที่เป็นแบบนี้อเล็กซ์ก็พอจะรู้สาเหตุอยู่มันมาจากคนๆเดียว...


ไม่สิอย่าไปพูดถึงหมอนั่นเลยดีกว่า...


อเล็กซ์สลัดความกังวลในหัวทิ้งไป ตอนนี้เขามาพักผ่อนอย่าไปคิดถึงเรื่องที่เขาไม่อยากคิดเลยดีกว่า ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกจมูกก่อนจะเปิดประตูรั้วเดินไปที่ประตูบ้าน
ก่อนจะกดกริ่งเรียกคนที่อยู่ในบ้าน และก็ต้อรออีกนาทีกว่าจะมีคนมาเปิดประตูให้


“ใครคะ? เอ๋!!” ไม่ทันไรหลังประตูถูกเปิดออก ร่างของอเล็กซ์ก็ถูกโผเข้ากอดโดยผู้ที่มาเปิดประตูให้ อเล็กซ์นั้นไม่ได้กังวลว่าลอร่าจะเขม็นหรือต่อว่าอะไรที่ถูกหญิงสาวผมแดง
รูปร่างบางเล็กกระโดดกอดแบบต่อหน้าต่อตามากนักเพราะเธอเข้าใจดีและอเล็กซ์ก็คิดเช่นนั้น


ถ้ากอดกับน้องสาวตัวเองแล้วยังหึงเขากับเธอคงไม่คบกันมาได้นานเป็นสิบปีหรอก...


“ว่าไงฟิโอ ยัยตัวเล็กสบายดีใช่ไหมน้องรัก” อเล็กซ์พูดขณะที่เอามือลูบหัวสัมผัสเส้นผมอันนุ่มนวลของน้องสาวซึ่งกำลังดีใจสุดขีด หลังได้เจอหน้าพี่ชายครั้งแรกในรอบปี
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังร่าเริงได้เหมือนเดิม นี่สิถึงจะเป็นน้องสาวของเขา...


“พี่ไม่บอกก่อนล่ะคะว่าจะกลับมา พี่ลอร่าก็ด้วยสวัสดีค่ะ!!” ฟิโอ คลายกอดจากอเล็กซ์และหันไปกอดลอร่าบ้าง ฝ่ายหญิงสาวผมดำก็ตอบรับอย่างเต็มใจและยินดี
อเล็กซ์เห็นแล้วก็นึกถึงสมัยเด็กที่พวกเขาเคยเล่นด้วยกัน ฟิโอนั้นชอบเที่ยวกระโดดไล่กอดคนอื่นไปทั่วโดยเฉพาะกับลอร่าที่เธอดูจะกอดเล่นมากพอๆกับตุ๊กตาหมีที่บ้าน
เห็นแบบนี้แล้วภาพเก่าๆมันลอยเด้งเข้ามาในหัวเสียหลายภาพจนเลือกคิดไม่ถูกเลยจริงๆ


หลังดีใจกันอยู่พักหนึ่งฟิโอก็เชิญทั้งสองเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีดีใจสุดๆ หญิงสาวเดินไปทางโน้นทีทางนี้ทีราวกับเด็กที่เป็นสมาธิสั้นอยู่ไม่สุขด้วยความรู้สึกดีใจ
อเล็กซ์เดินตามน้องสาวไปที่ชั้นสองของบ้านที่ดูแล้วอบอุ่นกว่าที่เห็นภายนอกมาก บรรยากาศอุ่นสบายกำลังพอดี มีเฟอร์นิเจอร์ตั้งข้าวของเอาไว้ไม่มากดูแล้วโล่งสบายตา
ในตู้กระจกตู้หนึ่งที่วางอยู่ตรงทางเดินมีข้าวของมากมายถูกบรรจุเอาไว้ รวมทั้งกรอบรูปอีกหลายใบที่ถูกวางเรียงเอาไว้ในตู้ มีทั้งภาพตอนที่อเล็กซ์กับฟิโอกำลังแบเบาะดูแล้ว
น่ารักไปอีกแบบ ภาพตอนที่อเล็กซ์ ลอร่าและพรรคพวกได้รับรางวัลชนะเลิศการแสดงละครเวทีสมัย ม.ปลาย ภาพวันเรียนจบของฟิโอที่ออกจะวุ่นวายมากกว่าที่เห็น
และที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นภาพถ่ายของคนสี่คนประกอบด้วยอเล็กซ์ ฟิโอ แม่ และผู้ชายอีกคนที่อเล็กซ์แทบจะลืมไปแล้วในความทรงจำว่าเคยเป็น ‘พ่อ’


อเล็กซ์มองดูตู้กระจกเพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่จะเดินตามฟิโอไปที่ห้องใหญ่ตรงสุดทางเดิน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องสิ่งแรกที่เห็นสะดุดตามากที่สุดคือเตียงขนาดใหญ่
ที่ดูจะเป็นแบบพิเศษเพราะอเล็กซ์เคยเห็นเตียงนี่ในโรงพยาบาลหลายๆแห่ง แต่นั่นคงไม่สำคัญอะไรถ้าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั่นจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ชายหนุ่มเรียกว่า ‘แม่’


“อเล็กซ์ นั่นลูกเหรอ?” หญิงแก่ถามหลังจากหันหัวมาทางเขา


อเล็กซ์ยิ้มนิดๆพลางตอบ “ครับแม่... ผมกลับมาแล้ว”


อเล็กซ์นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงขณะมองดูแม่อยู่ในสภาพอิดโรยพอดูจากอาการป่วยด้วยโรคประจำตัว แม้จะโทรมไปบ้างแต่ยังดูดีอยู่ หญิงแก่ที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา
ผม สีดำแซมหงอกขาวบางส่วนถูกมัดเอาไว้แบบหลวมๆ มือเต็มไปด้วยร่องรอยหยาบกร้านเป็นผลจากอาการป่วย อเล็กซ์คิดว่าแม่เขายังดูดีอยู่มากเมื่อเทียบกับโรคประจำตัว
ที่เป็นอยู่มันก็ไม่แปลกอะไรสำหรับคนที่เคยเป็นพยาบาลในแผนกโรคติดต่ออย่าง ‘ซาแมนท่าห์ มิลเลอร์’ ผู้เป็นแม่ของเขา ตั้งแต่จำความได้เขาก็คุ้นชินกับการที่ต้องอยู่ในบ้าน
กับน้องสาวและพี่เลี้ยงเด็ก เพราะพ่อไม่อยู่บ้านขณะที่แม่เป็นพยาบาลต้องคอยเข้าเวรผลัดเปลี่ยนกันดูแลคนป่วยในโรงพยาบาลเป็นประจำ อเล็กซ์เข้าใจในจุดนี้เลยไม่คิด
จะทำตัวงอแงแต่อย่างใด ชายหนุ่มพยายามเต็มที่ตั้งแต่เด็กเพื่อที่จะดูและน้องสาวและช่วยเหลือแม่ทุกอย่างเท่าที่ทำได้หวังให้แม่ไม่ต้องมากังวลเรื่องของเขา
แต่เพราะการต้องทำงานในแผนกโรคติดต่อเป็นประจำอเล็กซ์คิดว่ามันคงทำให้แม่เขาได้รับโรคบางอย่างติดมาด้วยถึงตอนนี้แม่เขาจะเกษียณแล้ว แต่ว่าโรคร้ายก็ยังคง
คอยสร้างความเจ็บปวดให้แก่ชีวิตอยู่เรื่อยๆ อเล็กซ์นั้นกังวลพอดูแม้ว่าที่ผ่านมาแม่จะเอาแต่บอกว่าสบายดีก็ตาม แต่เขามองออกว่าอาการคงจะหนักหนาสาหัสอยู่
นี่ยังไม่รวมกับการที่น้องสาวของเขาดันเลือกเป็นพยาบาลเหมือนกับแม่ทำให้อเล็กซ์รู้สึกกังวลแทนคนในครอบครัวอยู่บ่อยครั้งไป


“ลูกมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าลูกติดงานสำคัญอยู่รึไงกันล่ะ?” หญิงชราผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม


อเล็กซ์ยิ้มนิดๆขณะรินน้ำลงในแก้วให้แม่ “ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วล่ะครับ พอดีหัวหน้าสั่งว่าห้ามกลับไปจนกว่าจะครบหนึ่งอาทิตย์ครับ”


“ดีจังเลยนะลูก จะว่าไปไม่เจอกันนานเหมือนกันนะหนูลอร่า ครั้งล่าสุดที่เจอกันหนูยังเด็กอยู่เลยแล้วดูตอนนี้สิกลายเป็นสาวสวยแล้ว อเล็กซ์นี่ตาถึงไม่เลวนะเรื่องเลือกแฟนเนี่ย!”
หญิงชราผู้เป็นแม่หัวเราะเสียงดังพลางพูดแซวทั้งสองคนนิดๆ เจอแบบนี้เข้าอเล็กซ์ถึงกับออกอาการหน้าแดงชนิดหยุดไม่อยู่ขึ้นมาซะอย่างนั้น


“โธ่คุณป้าคะ ไม่เอาสิคะหนูเขินนะ!!” ลอร่าตอบพร้อมหน้าที่แดงก่ำ


“ฮะ ฮะ ฮะ ป้าล้อเล่นน่าเอาเถอะถ้ายังไงก็ลงไปกินข้าวกันเถอะป่านนี้ฟิโอคงทำอาหารเสร็จแล้ว วันนี้มีสตูว์เนื้อของโปรดลูกด้วยนะอเล็กซ์” แม่ของชายหนุ่มพูด
ก่อนจะคว้าไม้เท้า ลุกขึ้นจากตียงและตรงไปที่บันได ท่าทางเธอจะมีเรื่องอีกมากมายเป็นภูเขาเลากาอยากจะคุยกับลูกชายและแฟนสาวที่ไม่ได้เจอกันนานแน่
อเล็กซ์มองแววตาของแม่ออกตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องเดาให้เสียเวลาแต่อย่างใด


“อ้า! ลาภปาก!!”



--------------------------------------------------------------------------------------------------



วันพักผ่อนวันสุดท้ายของแร๊บบิทกำลังจะหมดลงหลังจากผ่านมาได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ แร๊บบิทใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการกวาดและทำความสะอาดบ้านที่เต็มไปด้วย
ฝุ่นหนาเตอะเกือบสองวันเต็มๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังพอจะมีเรื่องให้รื่นรมย์ใจบ้างอย่างเช่น การที่ซาร่าห์มาอยู่ใต้ชายคากับเขาร่วมอาทิตย์เต็มๆ อย่างกับคู่แต่งงานใหม่
ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่มีผิด


แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่...


ช่วงแรกๆซาร่าห์กับเขาออกจะมีปัญหาในการใช้ชีวิตอยู่บ้างแต่พอผ่านไปสักพักทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง น่าแปลกใจที่ซาร่าห์ชอบอาหารไทยโดยเฉพาะอาหารท้องถิ่น
ของที่นี่ด้วย แร๊บบิทยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินเล่นแถวๆละแวกบ้าน รดน้ำทำสวน หรือแม้กระทั่งดูโทรทัศน์เก่าๆท่าทางจะพังมิพังแหล่เครื่องเดียวภายในบ้าน


แร๊บบิทกดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆขณะที่ซาร่าห์กำลังช่วยล้างจานเพียงไม่กี่ใบอยู่ที่หลังบ้าน แร๊บบิทกดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยเหมือนกับพวกคนแก่ที่เบื่อหรือซังกะตาย
กับชีวิตไม่มีอะไรให้ทำนอกจากกดรีโมทเป็นการฆ่าเวลาไปวันๆ ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องดาราบันเทิงเอย สารคดีเอย ข่าวการเมืองไร้สาระเอย
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่ง...


“ขณะนี้มีรายงานการแพร่ระบาด มีหัวเมืองใหญ่อีกสามเมืองจากทั่วโลกที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ทั้งนิวยอร์ก ลอนดอน และแมนเชสเตอร์ มีรายงานยืนยันมาแล้วว่าเป็นฝีมือ
ของผู้ก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่าดิ เซอร์เพนท์ การก่อการร้ายเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วหน่วยเฉพาะกิจที่ 523 ได้ถูกส่งเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ เบื้องต้นเราได้รับรายงาน
เจ้าหน้าที่เสียชีวิต...”


ก่อนจะทันได้ฟังอะไรต่อแร๊บบิทก็กดปิดโทรทัศน์ทิ้งไปในทันที เวลาแบบนี้มันเป็นช่วงพักของเขาชายแก่ไม่อยากจะไปนึกถึงเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นักอย่าง
การก่อการร้ายของพวก ดิ เซอร์เพนท์ จริงอยู่ที่มันอาจจะเป็นการเห็นแก่ตัวและในบางแง่มันเหมือนเป็นการไร้ความรับผิดชอบต่องานที่ตอนนี้ผู้คนมากมายกำลังล้มตาย
ขณะที่เขามานั่งพักอยู่ที่นี่ แต่จะให้ทำยังไงได้ ต่อให้แร๊บบิทยังอยู่ที่นั่นอย่างเก่งก็แค่ได้ทำงานนั่งโต๊ะเคลียร์งานเอกสารไปวันๆ ขณะที่ต้องมองพวกเด็กๆออกไปรบ
เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและมานั่งรอผลว่าจะรอดกลับมาได้ครบสามสิบสองในแต่ละภารกิจหรือไม่


‘ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว รวมทั้งตัวเราเองด้วย...’


ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมามีหลายครั้งที่แร๊บบิทต้องเผชิญกับเรื่องไร้เหตุผลหรือความงี่เง่าของพวกเบื้องบน มันเป็นแบบนั้นมาตลอดเกือบจะยี่สิบปีเห็นจะได้
ทุกครั้งที่ถูกสั่งให้ถอย ถูกสั่งให้บุกแร๊บบิทต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไป ทั้งเพื่อนร่วมทีม ผู้รอดชีวิตและบางทีอาจจะรวมไปถึงคุณค่าความเป็นคนของตัวเขาด้วย
แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ชายแก่จะไม่ได้ออกลุยกับคนในทีมร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเพื่อนๆและเหล่าหนุ่มสาวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้
อย่างเต็มที่เพื่อพาเพื่อนๆและลูกทีมทุกคนในบังคับบัญชากลับมาได้อย่าปลอดภัยทุกคน หากแต่ครั้งนี้เขากลับถูกกันออกไปทำได้แค่นั่งมองอยู่เฉยๆจากแนวหลังขณะที่
ทุกอย่างกำลังมอดไหม้ไปกับตาโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้...


“แร๊บบิท...”


เสียงใสของซาร่าห์ดังขึ้นข้างกายปลุกให้แร๊บบิทตื่นจากความคิดฟุ้งซ่านที่กำลังคิดอยู่ หญิงสูงวัยยืนอยู่ข้างๆเขาในมือถือผ้ากันเปื้อนที่เพิ่งถอดออกมา
ขณะที่มือยังเปียกน้ำจากการล้างจานเมื่อครู่ แร๊บบิทแทบไม่รู้ตัวว่าซาร่าห์มายืนอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่คงนานพอที่หญิงสาวจะสังเกตเห็นว่าเขากำลังนั่งใจลอยอยู่ก็เป็นได้


“ซาร่าห์... ขอโทษนะพอดีนั่งคิดอะไรนิดหน่อย ถ้าล้างจานเสร็จแล้วจะไปพักก่อนก็ได้นะ ฉันว่าจะไปซื้อบุหรี่ซะหน่อย...” แร๊บบิทพูดพลางลุกขึ้นและเตรียม
จะเดินออกข้างนอก


“นายยังคิดถึงเรื่องสงครามนี้อยู่ใช่รึเปล่าแร๊บบิท?”


เท้าของแร๊บบิทหยุดขยับในทันทีที่ได้ยินคำพูดของซาร่าห์เหมือนกับไปโดนสวิทต์ปิดการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างในร่างของเขาเข้า ไม่รู้ทำไมแร๊บบิทถึงตอบกลับไป
เฉยๆว่าไม่มีอะไรไม่ได้ ความเงียบและน้ำเสียงที่ซาร่าห์ถามอย่างจริงจังเมื่อครู่ทำเอาแร๊บบิทไม่รู้จะตอบอะไรดีเหมือนกัน จนกระทั่งทุกอย่างผ่านไปนานพักหนึ่ง


“ใช่... เหมือนทุกอย่างมันสูญเปล่าไปหมด ฉันสู้กับสงครามนี้มาหลายปี... หลายปีตั้งแต่พี่ฉันตายฉันคิดว่าถ้าฉันสู้ต่อไปจะต้องได้ผลคุ้มค่าจะต้องไม่มีใครมาเจออะไร
แบบที่ฉันเจออีก แต่ว่ามันกลับเหมือนการเดินทางที่มองไม่เห็นจุดหมายเลยสักนิด ฉันต้องเสียอะไรไปบ้าง ทั้งดิก เมล บอส และพวกเด็กๆอีกหลายคนที่ฉันต้องมองดู
พวกเขาตาย... แต่ทุกอย่างก็ดีขึ้นไหม มันไม่ดีขึ้นเลยสักนิดทุกอย่างมีแต่จะเลวร้ายลง เลวร้ายจนบางทีฉันไม่อยากจะสู้ต่ออีกแล้ว...”


แร๊บบิทพูดความรู้สึกในใจออกมาทั้งหมด ที่ผ่านมาเขาอยากให้เป็นอย่างที่พูดเห็นจุดสิ้นสุดของทุกอย่างที่เขาต่อสู้มาชั่วชีวิต แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันทำให้
ชายแก่อายุเหยียบห้าสิบคนนี้เริ่มท้อแท้ หมดไฟที่จะไปต่อเต็มที ทุกอย่างเหมือนอยู่วัฏจักรเดิมๆไม่มีผิด พบพาน แยกจาก สูญเสีย แล้วก็ต่อสู้ วนอยู่กับที่ไม่มีอะไรเปลี่ยน
ชายแก่อยากจะร่ำไห้ออกมาให้ได้ซะจริงๆแต่ให้ตาย! แม้แต่น้ำตาสักหยดก็ยังไม่มี...


ชายแก่พยายามนึกถึงสิ่งที่จะทำให้ตนเองเดินต่อไปได้แต่คิดให้ตายมันก็คิดอะไรไม่ออกสักทีทุกคนที่เขารู้จักล้มหายตายจากไปหมดแล้วอีกไม่นานมันก็คงจะถึงคิวของเขา
ที่ต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่ได้เห็นจุดสิ้นสุดของมัน ช่วงที่กำลังคิดเช่นนั้นอยู่ๆฝ่ามือหยาบกร้านที่ผ่านเรื่องราวและเวลามาอย่างโชกโชน ของแร๊บบิทก็อุ่นวาบขึ้นมาและแขน
ของเขากำลังถูกดึงไปโดยซาร่าห์ที่ไม่พูดอะไรสักคำนอกจากดึงเขาไปที่รถกระบะเก่าๆสภาพไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กวิ่งได้ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของพ่อเขามาก่อน


ซาร่าห์ดึงแร๊บบิทขึ้นรถก่อนจะไปนั่งฝั่งคนขับและสตาร์ทเครื่องขับรถออกไป ในหัวของชายแก่เต็มไปด้วยความสงสัยที่ว่าซาร่าห์จะพาเขาไหนกันแน่ หญิงสูงวัย
เจ้าของเรือนผมสีแดงไม่พูดหรืออธิบายอะไรแม้แต่คำเดียว แร๊บบิทอยากจะถามแต่เขาก็พูดอะไรไม่ออกทำได้แค่ตามน้ำไป


รถกระบะเก่าๆแล่นผ่านถนนอันเงียบสงบใกล้กับเขตที่พักอาศัยภายในตัวเมือง แร๊บบิทรู้ว่าเส้นทางนี้กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง สังเกตจากตึกรามบ้านช่องที่มีมากขึ้น
ทุกครั้งที่รถแล่นตรงไปข้างหน้า มีทั้งที่อยู่อาศัยและร้านค้าสลับกันไปเป็นระยะรวมทั้งสวนสาธารณะและลานออกกำลังกายขนาดใหญ่ ผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างคึกคัก
ในช่วงสายๆของวัน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมนับตั้งแต่ในวัยเด็กถึง แม้จะมีหลายสิ่งเปลี่ยนไปมากมายทั้งสถานที่และผู้คน จนแร๊บบิทจำใครแทบไม่ได้แต่กระนั้นเส้นทาง
และบางสิ่งยังพอจะให้เห็นหรือจดจำได้บ้าง ชาวเมืองที่กำลังทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองอย่างเช่นปกติ โดยไม่สนว่าจะมีสงครามการก่อการร้ายอาวุธชีวภาพอยู่เบื้องนอก
หรือไม่ทุกคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุข


“นี่เธอจะพาฉันไปไหนกันซาร่าห์?” แร๊บบิทถามขึ้นหลังสงบใจลงได้บ้างบางส่วน


“นายยังจำได้ไหมเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ฉันทำภารกิจที่บัลแกเรีย ฉันเสียคนในหน่วยฉันไปเกือบหมดจนฉันอยากจะเลิกเป็น Z.S.S.” ซาร่าห์พูดขณะที่มือหมุนพวงมาลัย
รถและตามองทางข้างหน้า “แต่นายกลับพาฉันออกไปนั่งรถเล่นนายขับรถพาฉันจากเคนตักกี้ไปจนเกือบถึงที่แอตแลนต้า นายบอกว่าถ้าฉันไม่สู้ต่อทุกอย่างที่ฉันเห็นระหว่างทาง
ทั้งผู้คน สถานที่และชีวิตมันจะหายไปหมด นี่คงไม่ต่างกันแร๊บบิท... ถ้านายไม่สู้แล้วใครล่ะที่จะปกป้องพวกเขา...”


“แต่ฉันไม่ได้เป็นหน่วยรบอีกแล้วนะ ฉันเป็นเพียงแค่อดีตหน่วยรบที่ถูกปลดเป็นคนดูแลเอกสารเท่านั้น...”


“เกิดอะไรขึ้นกับนายล่ะแร๊บบิท นายเป็นคนที่ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรนายก็จะช่างหัวกฎเป็นคนแรกนี่ เรื่องแบบนี้นายเองก็ถนัดไม่ใช่เหรอ... เรื่องแหกกฏน่ะ” หญิงผมแดง
ยิ้มน้อยบนใบหน้าขณะที่กำลังขับรถตรงไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะจอดลงที่ไหน


“...”


รอยยิ้มเล็กๆของซาร่าห์ทำเอาแร๊บบิทพูดอะไรไม่ออก ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนเธอยังคงเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ จะว่าไปเขาเองก็คิดเหมือนกันว่าเมื่อก่อน
เขาเคยเป็นอย่างที่พูดจริงๆหากแต่ว่าเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้ท้อไปบ้าง แต่กระนั้นแร๊บบิทยังจำได้ว่าเขาไม่เคยหยุดที่จะไปต่อ คำพูดของซาร่าห์
มันทำให้ชายแก่รู้สึกผิดหวังในตัวเองชะมัด...


หมดไฟเอาดื้อๆไม่สมกับเป็นเราเลย...


“ขอบใจซาร่าห์... ถ้ารู้ใจไปหมดทุกเรื่องแบบนี้ก็น่าเสียดายที่ฉันดันไม่ขอเธอเป็นแฟนซะตั้งแต่ยังมีโอกาสนะเนี่ย...” แร๊บบิทแซวเล่นขำๆ สังเกตจากสีหน้าที่แดงระเรือ
ขึ้นอย่างกะทันหันของซาร่าห์แล้วเธอคงจะเขินอยู่นิดๆ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นรถกระบะบุโร่ทั่งคันนี้


ใจของแร๊บบิทกลับมาสงบอีกครั้งหนึ่งแล้วการมานั่งรถนี่มันช่วยได้ทุกครั้งเสียจริงแร๊บบิทอยากจะขอบคุณซาร่าห์ให้มากกว่านี้บางทีเขาน่าจะพาเธอไปเที่ยวทั้งวัน
และพาไปกินอะไรดีๆก่อนกลับไปทำงานต่อหรือไม่ก็... แร็บบิทมองไปที่ริมทางนึกถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปหลังจากนี้...



------------------------------------------------------------------------------------------------



ดาบที่หนึ่ง... ดาบที่สอง... รันฟาฝึกซ้อมดาบอยู่อย่างนี้มาตั้งแต่เช้าเป็นวันที่สามแล้วหลังจากเธอได้คำสั่งพักผ่อนจากฮอว์คอายส์พร้อมกับอเล็กซ์ คนอื่นในทีมตอนนี้
ต่างก็กลับบ้านไปพักผ่อนกันตามทางของตนเอง คอนเนอร์ก็พักการฝึกชั่วคราว อเล็กซ์ก็กลับไปเยี่ยมบ้าน ที่เหลือก็ติดภารกิจกันหมด ครั้นจะกลับบ้านพ่อกับแม่ของหญิงสาว
ก็ดันไปเยี่ยมญาติที่ฮ่องกงเสียอีก ลงท้ายรันฟาก็ต้องพักอยู่ที่ฐานเพียงคนเดียวพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกหลายนายที่ไม่ได้พักผ่อนแบบคนอื่นๆเขา ในเมื่อไม่มีอะไรจะทำ
เธอก็อาศัยเวลาว่างที่ได้รับมานี้จับดาบซ้อมอย่างเต็มที่


รันฟาที่สวมชุดสำหรับซ้อมดาบญี่ปุ่นตวัดดาบครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยขยับดาบฟันอากาศแฝงความเฉียบคมผ่านเข้าไปในเพลงดาบทุกท่วงท่า
ที่หญิงสาวคุ้นเคย มันเหมือนได้กลับมามีอิสระอีกครั้งหลังจากห่างหายจากการฝึกไปเป็นเวลานาน รันฟาเพ่งสายตามองไปที่ม้วนเสื่อถูกๆที่เธอเอามาใช้เป็นเป้าซ้อม
ความหนาของม้วนเสื่อแทบไม่ต่างอะไรกับความแข็งของร่างกายมนุษย์ หญิงสาวเก็บดาบกลับเข้าฝักและตั้งท่าเตรียมพร้อมเอาไว้ มือจับเอาไว้ที่ด้ามดาบเตรียมจะชักออกมา
ทุกเมื่อเหมือนคาวบอยที่พร้อมจะดวลปืนตลอดเวลา รันฟาสูดลมหายใจเข้าออก ตั้งสติและสัมผัสทุกสิ่งรอบตัวจนเวลาเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่


‘จำไว้รันฟา... หาช่วงจังหวะของลมหายใจ จับทุกอย่างให้เหมือนอยู่ในมือของเรา...’


‘ค่ะ... อาจารย์’


เสียงคำสอนของอาจารย์เมื่อครั้งอดีตยังคงดังอยู่ในห้วงความคิดของหญิงสาวเสมอทุกครั้งที่จับดาบ หญิงสาวทำตามเสียงในความคิดของห้วงความทรงจำเป็นอย่างดี
จับการเคลื่อนไหวของลมหายใจให้สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ สายตาเพ่งไปที่เป้าหมายและจุดที่ต้องการ


ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววิจังหวะที่ช่วงลมหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจประสานเป็นจังหวะเดียวกัน รันฟาก็ชักดาบออกจากฝักด้วยความเร็วที่น่าพิศวง ในเสี้ยววินาที
ดาบถูกฟันออกไปข้างหน้าถึงสามครั้งเสื่อเก่าๆผืนหนาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ขาดสะบั้นออกเป็นสามซีกในคราวเดียวมีเพียงเงาลางๆที่ปรากฏขึ้นก่อนเสื่อถูกฟันขาดเท่านั้น
รอยตัดที่เกิดขึ้นนั้นเรียบเนียนไม่มีแม้รอยแหว่งที่เกิดจากการกระชากเฉือนของคมดาบ การฟันเมื่อครู่นี้มีความรวดเร็ว ทรงพลังและแฝงไปด้วยความเฉียบคมเป็นเพลงดาบมรณะ
ที่พร้อมจะกระชากวิญญาณออกจากร่างของอะไรก็ตามที่ตกเป็นเป้า ทุกชีวิตไม่มีข้อยกเว้น


หญิงสาวสะบัดดาบหนึ่งครั้งก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักอย่างนุ่มนวลและสง่างาม รันฟาหลับตาและทำใจให้ว่างจนจิตของเธอสงบลงในทันที แม้เมื่อครู่นี้ระหว่างที่ฟันดาบออกไป
รันฟาจะแผ่จิตสังหารของตนเองออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการตวัดดาบให้เฉียบคม แต่ก็นับว่าเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นพลังที่แท้จริงในเพลงดาบมรณะ
เพลงดาบที่สอง ‘ปักษาท่องนภา’ รันฟายังใช้เพลงดาบนี้ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของพลังทั้งหมด หญิงสาวยังคงต้องฝึกอีกมากกว่าจะใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญเทียบเท่าอลิเซีย
อาจารย์ของเธอ


“เป็นเพลงดาบที่ไม่เลวเลยนะว่าไหม”


“!!”


รันฟาสะดุ้งโหยงหลังได้ยินเสียงของผู้หญิงดังขึ้นจากทางด้านหลัง รันฟาไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีคนมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่แถมน่าจะเป็นช่วงที่เธอกำลังฝึกซ้อมดาบซะด้วย
เห็นได้ชัดว่าเธอยังฝึกมาไม่พอสำหรับการรับรู้ถึงสิ่งรอบตัวอันเป็นคุณสมบัติสำคัญของนักดาบ ความพลาดพลั้งปล่อยให้ใครก็ตามเข้าจากทางด้านหลังได้ถือเป็นความผิดพลาด
ครั้งใหญ่ของนักดาบเพราะมันอาจหมายถึงความเป็นความตายของชีวิตที่จะตัดสินกันได้ในเสี้ยววินาทีที่เกิดความประมาท


หญิงสาวหมุนตัวกลับหลังอย่างว่องไวขณะที่มือทั้งสองข้างอยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะชักดาบออกจากฝักตวัดออกไปข้างหน้าทุกเมื่อ


“โว้ว! ใจเย็นๆแม่ซามูไรฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรเธอหรอก” คลอว์พูดพลางเอามือโบกไปมาเล็กน้อยเป็นเชิงห้ามปราม รันฟาพอเห็นว่าเป็นใครก็ลดมือลงจากดาบ
ยังดีที่เธอคุมสติได้บ้างจนไม่ทันทำอะไรปุบปับ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เธอคงจะชักดาบฟันออกไปตามสัญชาติญาณแล้ว


“รุ่นพี่คลอว์... มาทำอะไรตรงนี้กันคะ ไม่ใช่ว่าติดภารกิจอยู่ที่ยุโรปหรอกเหรอคะ?” รันฟาถาม


“พอดีกลับมาเร็วน่ะ... อ่ะนี่กาแฟ” คลอว์ยื่นกาแฟกระป๋องให้รันฟาแต่หญิงสาวกลับส่ายหน้า


“ไม่ดีกว่าค่ะ... ฉันไม่ได้พกเงินมา” รันฟาตอบสั้นๆพลางปลดแก้เชือกที่ใช้สะพายดาบอยู่ข้างเอวออก เธอรู้ดีว่าคลอว์ชอบแกล้งเอากาแฟมาให้คนอื่นแล้วก็คิดเงินชาร์ต
จนเลือดซิบเสมอ และรันฟาไม่ใช่คนชอบดื่มกาแฟอะไรอยู่แล้วเพราะงั้นขอผ่านดีกว่า


“งั้นเหรอน่าเสียดายนะนี่เฟรสโรสต์ของฝรั่งเศสเลยนะเนี่ย เอาเถอะแล้วนี่คิดยังไงถึงได้หันมาซ้อมดาบระหว่างที่คนอื่นไปพักผ่อนกันหมดล่ะ?” หญิงร่างใหญ่ถามพลางเปิด
กระป๋องกาแฟดื่ม


“แค่ไม่ชอบอยู่เฉยๆค่ะต้องหาอะไรทำอยู่ตลอด อีกอย่างฉันเคยเสียความมั่นใจในดาบเล่มนี้ไปแล้ว ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีกค่ะ...” รันฟาตอบพลางมองไปที่ดาบ
ของตนซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่


ครั้งหนึ่งหญิงสาวเคยรู้สึกแย่กับมันที่ต้องใช้เพื่อฆ่าคนเป็นครั้งแรกโดยไม่ตั้งใจจนพาลเกลียดมันไปซะดื้อๆ แต่หลังจากที่ได้ความช่วยเหลือจากเรเวนและคำพูดของอาจารย์เธอ
ก็เริ่มทำใจและยอมรับได้ว่าดาบถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งเดียวคือเครื่องมือที่ใช้ในการพรากชีวิตของศัตรู ถึงไม่อยากจะทำแค่ไหนแต่ไม่ช้าก็เร็วคมดาบจะต้องเปื้อนเลือดในสักวันอยู่ดี
มีเพียงแค่ทางเลือกที่ว่าจะใช้มันสังหารเพื่อเป้าหมายใด เพื่ออำนาจหรือเพื่อช่วยชีวิต


หนึ่งดาบปลิดหนึ่งชีวิต เพื่อปกป้องชีวิตอีกนับหมื่นนั่นคือหลักการที่รันฟาเริ่มยึดถือหลังจากนั้น...


จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามมันก็ดูจะไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้คลอว์เข้ามาหาเธอแน่ หญิงสาวสังเกตแววตาของอีกฝ่ายที่เห็นได้ชัดว่ามีวาระซ่อนเร้นบางอย่างอยู่สังหรณ์ใจว่า
กำลังจะมีเรื่องปวดหัวตามมาหลังจากนี้แน่ รันฟาทำได้เพียงอยู่เงียบๆและไม่เริ่มประเด็นอะไรขึ้นมาจะดีที่สุด ไม่เริ่ม ไม่มีเรื่อง ว่างั้น


“ก็ไม่เลวนะถ้าจะฝึกซ้อมแบบนี้ แต่เธออยากให้การซ้อมเข้มข้นขึ้นรึเปล่า?” คลอว์เอ่ยปากถาม


รันฟาเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย “ยังไงคะ...”


“ตามมาสิ ฉันมีอะไรจะให้ดู” รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงร่างใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นเดินนำทางออกไปข้างนอก


รันฟาเองก็เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่ ใจจริงก็อยากจะบอกปัดปฏิเสธไปแต่ทำไงได้ใจมันดันอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาซะอย่างนั้น เมื่อเป็นแบบนั้นหญิงสาว
ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่หยิบดาบที่วางอยู่ขึ้นมาแล้วเดินตามอีกฝ่ายไป ไหนๆก็ไม่งานอะไรให้ทำอยู่แล้วก็ยังดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ ถ้าวันนี้จะมีอะไรที่เลวร้ายอย่างเก่ง
ก็คงเป็นการซ้อมประมือประลองกับคลอว์ที่มีผิวหนังหนาเหมือนเกราะฟันแทงไม่เข้านั่นล่ะ... คิดว่าแบบนั้นนะ


คลอว์เดินพาหญิงสาวเข้ามาในเขตของพวกสเป็คเตอร์ที่ปกติแล้วสมาชิกหน่วยฮาวด์แบบเธอไม่ได้มีโอกาสเข้ามาบ่อยมากนัก เขตของสเป็คเตอร์จะมีเพียงสมาชิกของ
ทีมสเป็คเตอร์ หน่วยข่าวกรองฟอกซ์และพวกเจ้าหน้าที่หน่วยฮาวด์ระดับสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ การจะเข้าไปต้องมีรหัสผ่านและไอดีการ์ดแม่เหล็กที่ทำให้สามารถ
เดินผ่านแดนต่างๆได้ตามระดับชั้นของการ์ด การที่จะมีคนนอกเข้าไปจึงเป็นไปได้ยากมากทีเดียว


“ตรวจพบผู้ไม่ได้รับอนุญาต ทำการปิดทางเข้าออก...”


“ไอร์ม่าอย่าเยอะน่า ฉันรับรองเธอเอง ตั้งค่าใหม่อนุญาต ผิง รันฟา ให้เข้าออกได้หนึ่งครั้ง” คลอว์พูดผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ตรงทางเข้าที่กำลังปิดสนิท


“คุณเองก็รู้นะคะคุณคลอว์ ถ้านายหญิงรู้ ดิฉันคงโดนเด้งออกไปดูแลข้อมูลเอกสารแน่ ดีไม่ดีคุณเองก็โดนเด้งเหมือนกันนะคะ” ไอร์ม่าปัญญาประดิษฐ์เพศหญิงตอบกลับมา
ด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลเอามาก น่าแปลกที่ปัญญาประดิษฐ์ก็มีความรู้สึกกังวลอะไรกับเขาด้วย เผลอๆจะไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาเสียด้วยซ้ำไป


“เอาน่า ถ้าไม่รู้ก็ไม่ผิด จริงไหม”


“จริงของเธอ อนุญาตตามนั้นไอร์ม่า”


แค่คำพูดเดียวก็ทำเอาทุกคนตรงนั้นสะดุ้งโหยงกันทั้งแผง (รวมทั้งไอร์ม่าด้วย) เมื่อฮอว์คอายส์ผู้บัญชาการหญิงที่มีอำนาจสูงสุดในฐานแห่งนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
แต่น่าจะนานพอที่จะได้ยินสิ่งที่คลอว์กำลังพูดกับไอร์ม่าเรื่องแหกกฏเมื่อครู่แม้แต่รันฟาก็ยังไม่รู้ตัวว่าโดนลอบเข้าข้างหลัง (อีกแล้ว) รันฟาสังเกตเห็นหน้าคลอว์กำลังอ้าปากค้าง
ตัวสั่นสะดุ้งโหยงเพราะไม่ทันตั้งตัว ถ้าเมื่อครู่นี้ฮอว์คอายส์ได้ยินทุกอย่างที่คลอว์กับไอร์ม่าพูดจริงๆแล้วล่ะก็งานนี้มีหวังโดนเด้งกันหมดแน่ รันฟาคิด...


“หะ... หัวหน้าคือว่า...”


“ให้รันฟาผ่านเข้าไปซะไอร์ม่าหรือต้องให้ใช้คำสั่งที่เป็นทางการมากกว่านี้ล่ะ...” ฮอว์คอายส์เอ่ยปากถามเอไอสาว ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆสบายๆแต่ทางเอไอกลับทำเสียง
สะดุ้งโหยงเป็นการตอบรับแทน ไม่รู้ว่าฮอว์คอายส์จะใหญ่แค่ไหน แต่หญิงสาวรู้ดีว่าผู้บัญชาการหญิงคนนี้คงมีอำนาจมากทีเดียว (ถึงขนาดปัญญาประดิษฐ์ยังกลัว)


“คะ... ค่ะ... อนุมัติการผ่านเข้าออกเจ้าหน้าที่ผิง รันฟา!”


ประตูถูกเปิดออกในทันทีโดยไม่ต้องให้ฮอว์คอายส์พูดอะไรซ้ำ รันฟาลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินตามคลอว์ที่กำลังเดินตามฮอว์คอายส์ไปอีกที เห็นได้ชัดว่าหญิงร่างใหญ่
กล้ามบึ๊กคนนี้แสดงความเคารพยำเกรงต่อผู้บัญชาการหญิงคนนี้เอามากๆทั้งที่อีกฝ่ายตัวเล็กกว่าเธอพอสมควร เธอทำเพียงเดินนำรันฟาไปที่จุดหมายซึ่งอยู่ในเขตที่ทำการ
ของพวกสเป็นเตอร์อันที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รันฟาได้เข้ามาในเขตนี้เพราะตอนที่เข้ามาในหน่วยใหม่ๆรันฟากับอเล็กซ์ก็เคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็เพียงแค่ห้องทำงาน
ของฮอว์คอายส์เท่านั้น


ที่ทำการของสเป็คเตอร์เป็นส่วนที่แยกเป็นเอกเทศน์ออกจากหน่วยอื่นๆมีทั้ง น้ำ ไฟฟ้า เสบียงและคลังแสงแยกต่างหาก เท่าที่ดูมีหลายอย่างที่แตกต่างจากหน่วยฮาวด์
ค่อนข้างมากทั้งระดับของเทคโนโลยีที่สูงมากกว่าและบรรยากาศที่เงียบไม่มีเสียงรบกวนผิดจากหน่วยฮาวด์ที่มักจะโหวกเหวกเสียงดังอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้น
ระบบการรักษาความปลอดภัยสูงมากรองลงมาจากห้องนิรภัยเก็บตัวอย่างอาวุธชีวภาพเท่านั้น และพื้นที่ใช้สอยไม่ได้มีกว้างขวางเหมือนหน่วยอื่นๆอย่างที่คิดคงเป็นเพราะ
มีสมาชิกในหน่วยเพียงไม่กี่คน รวมถึงอเล็กซ์ด้วยจำได้ว่าตั้งแต่อเล็กซ์ถูกเรียกเข้าหน่วยหญิงสาวก็แทบไม่ได้คุยอะไรกับเขาเลย แถมภารกิจทั้งหลายก็ไม่มีใครในกลุ่มฮาวด์
ที่รู้รายละเอียดสักคน ทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับจนแม้แต่ในองค์กรก็ยังไม่มีใครล่วงรู้


คลอว์เดินนำรันฟามาถึงเป้าหมายโดยที่ยังคงระแวงฮอว์คอายส์ที่ตามหลังมาห่างๆด้วยความกังวล รันฟามาหยุดอยู่ตรงที่หน้าห้องที่มีป้ายเขียนติดเอาไว้ตรงหน้าห้องว่า
‘สนามฝึกซ้อมที่สาม’ ดูแล้วสนามฝึกซ้อมนี้อาจจะไม่ใช่สนามฝึกซ้อมธรรมดา ดูจากประตูนิรภัยที่มีระบบตัวล๊อกค่อนข้างทันสมัยทนทานต่อแรงระเบิดทั้งจากภายนอก
และภายใน ทำให้รันฟาเริ่มรู้สึกแปลกๆเหมือนกับว่าตาขวากระตุกยิกๆยังไงก็ไม่รู้


“ผู้บัญชาการคะนี่คือ...”


“นี่คือสนามฝึกซ้อมเสมือนจริงที่สาม เราเรียกที่นี่ว่า ‘Maze room’ ห้องฝึกซ้อมสนามจำลอง พูดไปคงไม่เข้าใจลองเขาไปดูซะสิ” ฮอว์คอายส์ออกปากเชิญชวน
ไหนๆรันฟาก็มาถึงที่นี่แล้วจะลองเข้าไปหน่อยจะเป็นไรไป


ก้าวแรกที่เข้ามาสิ่งที่เห็นสะดุดตาที่สุดคือ อุปกรณ์ทรงกลมขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนเพดานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างราวเมตรหรือเมตรครึ่งทั้งห้องขว้างขวางพอดู
สามารถใช้รองรับคนได้เป็นร้อยหรืออาจจะเป็นพันคนสูงจากห้องไปราวๆสี่เมตรมีห้องกระจกนิรภัยอีกห้องดูคล้ายศูนย์ควบคุมอะไรสักอย่างซึ่งฮอว์คอายส์และคลอว์
กำลังตรงไปที่นั่น


“เธอรออยู่ตรงนี้ล่ะ เดี๋ยวฉันกับหัวหน้าจะไปเตรียมอะไรนิดหน่อย... สวมไอ้นี่ไว้ด้วย”


คลอว์ยื่นบางสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนสายรัดไม่ก็กำไลที่ทำจากยางมีแผงอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างประกอบอยู่ด้วย รันฟาทำเพียงพยักหน้าตอบก่อนจะสวมมันกับข้อมือและมองไปรอบๆ
ห้องที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นี้ จากที่รู้อะไรเพิ่มเติมผนังของห้องนี้ไม่ได้ประกอบด้วยกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก หากแต่ประกอบด้วยแผงอะไรสักอย่างเชื่อมติดกัน
เป็นโดมขนาดใหญ่ ดูคล้ายกับผนังแบบเดียวกับที่ใช้ในสถานที่จัดงานนิทรรศการศิลปะหรือไม่ก็จอภาพยนตร์แบบสามมิติ มีการสะท้อนแสงไม่ต่างอะไรกับกระจกและหากมองดีๆ
จะเห็นว่ามันมีร่องรอยขูดขีดมากมายและความหนายังบ่งบอกถึงประสิทธิภาพด้านความทนทานของมัน


ภาพที่เห็นโดยรอบมันทำให้รันฟารู้สึกโหวงๆในหัวยังไงชอบกล หญิงสาวรู้สึกว่าต้องจับดาบให้แน่นมากขึ้น น้ำหนักของดาบทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
รันฟามองไปที่ห้องควบคุมขนาดเล็กที่ฮอว์คอายส์และคลอว์กำลังยืนมองเธอจากข้างนอกและที่พอจะเห็นได้ลางๆผ่านกระจกนิรภัยนั่นคือคลอว์กำลังถือไมโครโฟนและพูดผ่าน
ไมค์นั่น


“เตรียมตัวให้ดีแม่สาวน้อยงานนี้มันส์แน่ๆ”


คำพูดเพียงคำเดียวของสาวร่างใหญ่มาพร้อมการปรากฏตัวของฝูงตัวประหลาดบางอย่างที่รันฟาไม่รู้ว่ามันโผล่ออกมาจากไหน หน้าของพวกมันอย่างกับมนุษย์ผสมกับแมลง
แต่ที่ใบหน้ากลับดูประหลาดไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่หญิงสาวเคยพานพบมา มันคำรามลั่นด้วยเสียงที่แหลมบาดแก้วหูฟังแล้วให้ความรู้สึกน่ารังเกียจขึ้นมาจับใจ
มันแยกเขี้ยวคำรามพร้อมทั้งตวัดกรงเล็บที่คมกริบไม่ต่างอะไรกับใบมีดโกนยาวแปดนิ้ว รันฟาเคลื่อนไหวหลบโดยการก้มตัวก่อนจะชักดาบออกจากฝักฟันสวนกลับไป
ตามสัญชาติญาณ คมดาบยาวกว่ายี่สิบห้านิ้วเฉือนเข้ากลางลำตัวของพวกมันอย่างง่ายดายจนแทบจะผ่าร่างให้แยกออกเป็นสองซีกได้


แต่ทันทีที่ฟันโดนร่างของมันก็สลายไปราวกับฝุ่นถ้าจะเรียกให้ถูกเหมือนถูกทำให้หายไปเสียมากกว่า เพราะรันฟาสัมผัสไม่ได้เลยว่าร่างของมันมีมวลหรือน้ำหนัก
อะไรทั้งสิ้นอย่างกับกำลังฟันอากาศอยู่เสียอย่างนั้น รันฟามองดูปราดเดียวก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร


“ภาพโฮโลแกรมเหรอคะ?”


“ใช่แล้วล่ะ นี่คือห้องฝึกซ้อมสนามจำลองโฮโลแกรมมันคงจะเป็นเรื่องอันตรายหากจะมีการฝึกซ้อมกับอาวุธชีวภาพจริงๆ เพราะงั้นห้องนี้จะให้เธอรู้จักการต่อสู้กับศัตรู
ที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์เพียงอย่างเดียว” ฮอว์คอายส์ตอบขณะมองดูรันฟากำลังยืนนิ่งและมองไปรอบๆห้อง


“การฝึกแบบนี้ไม่ช่วยอะไรมากหรอกค่ะ มันก็แค่การซ้อมฟันอากาศต่างกันแค่ว่ามีภาพเป้าหมายเคลื่อนไหวได้มาให้ไม่น่าเบื่อเท่านั้นเอง”


“คิดอย่างนั้นแน่ใจเหรอ?” ฮอว์คอายส์พูดก่อนจะเริ่มปรับแต่งการจำลองสถานการณ์ในห้องอีกครั้ง ศัตรูภายในห้องเปลี่ยนไปกลายเป็นอะไรบางอย่างที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์
สวมชุดเกราะสีเทาถือดาบยาวรูปร่างประหลาดกำลังตั้งท่าเดินเข้ามาทางรันฟา


รันฟามองดูอีกฝ่ายอย่างไม่ยี่หระนักก่อนจะพุ่งเข้าไปตวัดดาบใส่เป้าหมายหากแต่อีกฝ่ายกลับหลบได้และตวัดดาบฟันสวนมาอย่างรวดเร็ว รันฟาไม่ทันตั้งตัวเลยทำได้
แค่รอให้ดาบเข้ามาหา รันฟาคิดว่านี่มันก็แค่โฮโลแกรมยังไงก็-


เปรี้ยะ!!


“กรี๊ด!!”


“ลืมบอกไป... ว่าหากถูกโจมตีกำไลข้อมือนั่นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาช๊อตเธอ ความแรงจะขึ้นอยู่กับการโจมตีด้วย เพราะงั้นถ้าไม่ระวังเดี๋ยวจะกลายเป็นปลาหมึกย่าง
ไม่รู้ด้วยนะ...” ฮอว์คอายส์พูดพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอนิดๆ รันฟาแทบอยากจะบ้าตาย เธอดันไปสวมไอ้อุปกรณ์ประหลาดนี่เข้าโดยไม่ทันคิดว่ามันคือเครื่องช๊อตไฟฟ้า
แรงสูง ถึงจะเป็นแค่การฝึกแต่แรงช๊อตเมื่อครู่ก็แรงไม่ใช่เล่น ทำเอาแขนของเธอชาจนขยับไม่ได้ไปชั่วขณะเลยทีเดียว


รันฟารีบขยับตัวลุกขึ้นและตั้งท่ารับมือกับภาพโฮโลแกรมของศัตรูประหลาดที่อยู่ตรงหน้า รันฟาพิจารณาจากรูปร่างและลักษณะของศัตรู เธอเดาว่านี่คงต้องเป็นหน่วยรบทาล่อน
ที่ฮอว์คอายส์เคยเล่าให้เธอฟังไม่ผิดแน่ พอมาเห็นของจริงแล้วก็ไม่ได้เกินกว่าที่พูดเลย เหมือนมนุษย์แต่การเคลื่อนไหวสุขุมไร้เสียง ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ ขนาดแค่ภาพโฮโลแกรม
ยังทำเอาน่าขนลุกขนาดนี้ถ้าเป็นของจริงคงจะน่ากลัวมากแน่ๆ


ภาพโฮโลแกรมของทาล่อนขยับตัวสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ว่องไวราวกับนินจาที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง รันฟาตั้งท่ารับการโจมตีถึงอีกฝ่ายจะเป็นแค่ภาพโฮโลแกรม
แต่ก็ไม่ควรประมาทเป็นรอบที่สอง รันฟาใช้ดาบป้องกันดาบโฮโลแกรมเอาไว้ แม้จะสัมผัสถึงมวลของมันไม่ได้ก็ตาม หญิงสาวหมุนตัวกลับด้านและตวัดดาบเฉือนร่าง
โฮโลแกรมของทาล่อนที่ไม่ทันตั้งตัวจนสลายทันที รันฟาเพ่งสายตามองพลางหายใจหอบเล็กน้อยการรับมือกับศัตรูแบบนี้มันเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย


“ไม่เลว... ต่อไป!”


เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้หลังจากนั้น รันฟาต้องรับมือกับร่างโฮโลแกรมของทาล่อนที่บุกเข้ามาไม่มีหยุด จากตัวเดียวเปลี่ยนเป็นต้องรับมือสองตัว... สามตัว... และสี่ตัว
พร้อมกัน รันฟาต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว การต่อสู้เริ่มรุนแรงมากขึ้นจนหญิงสาวไม่สามารถอยู่กับที่นานๆได้มากนัก อีกฝ่ายนอกจากจะเคลื่อนไหวได้อย่าง
คล่องแคล่วและว่องไวแล้ว การประสานงานจู่โจมกันเป็นทีมยังทำได้เยี่ยมจนรันฟาเกือบจะเสียท่าอยู่หลายครั้งหลายครา หญิงสาวเริ่มหอบกับการออกแรงเคลื่อนไหวติดต่อกัน
นานๆ


‘ไม่ไหว... พวกมันเร็วเกินไปแถมภาพโฮโลแกรมทำเราจับกลิ่นอายไม่ได้เลย’ รันฟาคิดอย่างร้อนใจขณะจับดาบตั้งท่าเอาไว้ พวกทาล่อนยังไม่ขยับตัวเข้ามาหาในตอนนี้
แต่คงอีกไม่นาน เนื้อตัวของหญิงสาวมีรอยแดงหลายจุดอันเกิดจากไฟฟ้าช๊อตเข้า มีหลายครั้งที่รันฟาพลาดท่าโดนโจมตีไปหญิงสาวต้องข่มความเจ็บปวดที่ได้รับเอาไว้
อาการยังไม่สาหัสมากมันต้องมีหนทางที่จะเอาชนะได้สักทาง แต่จะยังไงนี่ล่ะ อีกฝ่ายไม่รู้จักเหนื่อย จำนวนก็มากกว่า ความเร็วก็ไม่ใช่เล่น ยิ่งความเฉียบคมของทักษะการต่อสู้
ก็ไม่ต้องพูดถึง รันฟามองดูพวกทาล่อนแต่ละตัวอย่างละเอียดเพื่อหาช่องว่างที่จะสวนกลับเข้าสักทาง จนกระทั่งพวกทาล่อนบุกเข้ามาหาพร้อมกันทีละตัว แรกๆรันฟาก็ไม่ได้
คิดอะไรมากจนกระทั่งสัญชาติญาณของหญิงสาวมันฟ้องถึงอันตรายบางอย่าง มันอาจจะเป็นแค่ผลจากความเหนื่อยล้าและการคิดไปเองในการต่อสู้ แต่รันฟานั้นเชื่อในสัญชาติ
ญาณของตัวเอง เธอยกดาบขึ้นมาและตวัดใส่คมดาบของอีกฝ่ายที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเป็นการป้องกันตัว


เคร้ง!!


ถ้ารันฟาไม่ได้หูฝาดไปเธอได้ยินเสียงโลหะกระทบดังก้องกังวานไปทั้งห้อง ประกอบกับด้ามดาบที่รันฟาเริ่มสัมผัสถึงแรงปะทะแบบโมเมนตัมที่หนักหน่วงเมื่อครู่นี้
รันฟาพอรู้ตัวก็รีบถอยออกมาตั้งหลัก ขณะที่มือทั้งสองข้างยังสั่นสะท้านไม่หายจากการต่อสู้ ความรู้สึกของรันฟาไม่ได้พลาดไป เมื่อกี้นี้มันเสียงดาบกระแทกไม่ผิดแน่


‘เมื่อกี้มัน... ดาบจริงมีของจริงแฝงอยู่ในนี้ด้วย’ รันฟาตะโกนก้องในใจขณะมองดูคู่ต่อสู้ที่ตอนนี้ไม่ใช่ภาพโฮโลแกรมอีกต่อไป หากแต่เป็นศัตรูที่ถือดาบจริงเช่นเดียวกับเธอ
ไม่รู้ว่าทาล่อนตัวไหนเป็นตัวจริงหรือภาพโฮโลแกรมบางทีอาจจะมีแค่ตัวเดียวหรือทั้งหมดอาจจะเป็นตัวจริงก็ได้ การแยกแยะว่าตัวไหนเป็นตัวจริงหรือภาพโฮโลแกรม
ก็ดูจะเป็นเรื่องยาก


ทางเดียวที่ทำได้คืออย่าโดนการโจมตีไม่ว่าอย่างไหนก็ตาม...


ภายในห้องจำลองระบบ ฮอว์คอายส์และคลอว์กำลังมองดูสิ่งที่พวกเธอทำลงไป คลอว์ดูจะกังวลอยู่พอสมควรตรงข้ามกับฮอว์คอายส์ที่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
รันฟากำลังรับมือกับภาพโฮโลแกรมและทาล่อนของจริงอย่างยากลำบาก


“ปล่อยเธอไว้อย่างนั้นแล้วไปหากาแฟกินเถอะ...” ฮอว์คอายส์พูดอย่างเมินเฉยก่อนจะหันหลังไปที่ประตูสำรองที่อยู่ภายในห้อง


“แต่หัวหน้าคะ...”


“ถ้าแม่หนูนั่นมีค่าพอจะให้เธอละเมิดกฎ เธอควรเชื่อใจแล้วหวังว่าแม่หนูนั่นจะผ่านมันไปได้นะ อีกอย่างทาล่อนนั่นมันก็แค่ของเลียนแบบเป็นแค่หุ่นฝึกซ้อมเทียบของจริง
ยังไม่ได้หรอก” ฮอว์คอายส์ตอบ พลางฟังเสียงดาบกระทบกันที่ดังขึ้นมา รันฟาคงปะทะกับทาล่อนของจริงนั่นเข้าให้เธอไม่สนใจว่ารันฟาจะลำบากแค่ไหนในตอนนี้
ความรู้สึกของเธอคงอยากจะไปกินกาแฟมากกว่าช่วยรันฟาออกมาจากการถูกฆ่าระหว่างการฝึก


คลอว์ทำได้แค่มองดูหญิงสาวร่างบางที่มีเพียงแค่ดาบเล่มเดียวต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินตามผู้บัญชาการหญิงของตนไปแบบเงียบๆโดยไม่พูดอะไร



---------------------------------------------------------------------------------------------------



ณ ที่ไหนสักแห่งกลางทะเลทรายอันร้อนระอุยามค่ำคืนกำลังมาเยือนสถานที่อันเป็นเหมือนดินแดนแห่งความตายไร้ซึ่งชีวิต นานนับพันปีที่มีการพุ่งรบนองเลือดกันในผืนทราย
อันไร้ซึ่งชีวิต ร่างของนักรบนับพันนับหมื่นถูกฝังอย่างเงียบๆอยู่ใต้ผืนทราย มันคงเป็นที่ที่ไม่มีอะไรเลยในสายตาของคนทั่วไป แต่ทว่ามันก็เป็นสถานทีที่ดี สำหรับการซุกซ่อน
บางอย่างเอาไว้เช่นเดียวกัน


ใต้ผืนทรายอันร้อนระอุได้กลายเป็นสิ่งอำพรางตัวอย่างดีแก่สถานที่ลับแห่งหนึ่งตั้งอยู่ข้างใต้ของทะเลทราย สถานทีที่ใหญ่มากๆและเต็มไปด้วยความมืดมิดมีร่างของชาย
และหญิงกว่าหลายพันชีวิตกำลังตะโกนโหวกเหวกออกเสียงฝึกซ้อมกันอย่างหนัก ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสายตาของคนที่กำลังมองลงมาจากห้องออฟฟิศ
ส่วนตัวที่อยู่เหนือหัวกองกำลังพวกนั้น


กองกำลัง ‘ดิ เซอร์เพนท์’ ที่ทั่วโลกกำลังหมายหัวอยู่


แววตาของผู้ที่กำลังมองไปยังกองทหารนั้นแลดูเลื่อนลอยและไร้ซึ่งชีวิตชีวายิ่งนักหากแต่สิ่งที่ทำให้ความเงียบเหงาทั้งหลายในห้องหายไปกำลังเข้ามาในห้องพร้อมทั้ง
กลิ่นหอมๆบางอย่างที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย และมันก็ทำให้เจ้าของแววตาอันเลื่อนลอยนั้นกลับมามีชีวิตชีวาได้บ้าง


“คุณโครว์...”


“มาดาม... คุณมาทำอะไรที่นี่ ไม่ใช่ว่าคุณกำลังรับผิดชอบงานส่วนเอเชียอยู่หรือ...” โครว์ออกปากถามหญิงในชุดเดรสสีขาวมาพร้อมผ้าคลุมไหล่ดูหรูหราและมีราคาแพง
แต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่ากับเส้นผมสีเขียวยาวสลวยที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่การย้อม หากแต่เป็นสีผมตามธรรมชาติที่บ่งบอกถึงความพิเศษบางอย่าง และที่ไหล่ของเธอมีสัตว์ตัวเล็ก
รูปร่างประหลาดและดูคล้ายกระต่ายผสมกระรอกเอามากๆ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติซึ่งมันทำให้หญิงผมเขียวคนนี้ดูลึกลับเข้าไปอีก


“แผนทุกอย่างดำเนินไปตามกำหนดไม่จำเป็นต้องคุมให้มากความ ดิฉันเพิ่งได้ข่าวจากคนของเราว่าพื้นที่ทางฝั่งอินเดียถูกเรายึดครองเรียบร้อยมันคงช่วยให้เราได้เปรียบมากขึ้น
ในการรบครั้งต่อไป ส่วนคุณเองคงจะเจอปัญหาบางอย่างมาสิใช่ไหม...” มาดามผมเขียวถามโครว์พลางนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ


“แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นมาดาม... เป็นอย่างที่เราคิดฮอว์คอายส์ยังไม่ตายไปจริงๆ เรายังมีโอกาสที่จะได้ชำระแค้นอยู่ มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น... ตอนนี้เราได้
‘ชิ้นส่วนที่สาม’ มาแล้วยังเหลืออีกสองที่เราต้องชิงมาเท่านั้น...”


“ถ้างั้นคงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ทั่วโลกกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว รอเพลงแค่เสียงเพลงแห่งความหวังเข้าไปแทนที่เท่านั้น” มาดามมองมาทางโครว์
ที่ยังคงแสดงท่าทางไร้ความเคลื่อนไหวเช่นเดิม “แต่เหมือนนี่คงไม่ใช่เรื่องเดียวที่คุณกำลังกังวลใช่ไหม?”


โครว์หันมาทางมาดามผมเขียวที่นั่งอยู่สีหน้าของเธอแสดงออกอย่างเด่นชัดว่ารู้ทันเขา ครั้นจะปิดบังไปก็รังแต่จะเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญซะเปล่าๆ
คงมีแต่ต้องบอกไปตามตรงเท่านั้น


“ผมเจอคนที่มีกลิ่นเหมือนคนๆนั้น รู้ว่าไม่ใช่เขาแต่กลิ่นเหมือนกันมาก มันไม่น่าเป็นแบบนั้น...” โครว์ตอบ


“แล้วมันจะมีปัญหากับคุณไหมคะ ถ้าเป็นจะให้ดิฉันจัดการ-”


“ไม่... ไม่ต้องครับมาดาม... ผมจัดการเรื่องนี้เองได้ ยังไงเสียหากมันเป็นจริงมันก็เป็นเรื่องที่ผมต้องจัดการเพียงคนเดียว... เรายังต้องเตรียมการณ์สำหรับแผนต่อไปอยู่
คุณควรสนใจทางนั้นมากกว่านะครับ...”


“ถ้าอย่างนั้นดิฉันก็ว่าตามที่คุณคิด เรายังต้องทำงานกันอีกมากกว่าเราจะชนะสงครามนี้ เมื่อเราชนะ โลกก็จะรอดพ้นจากหายนะที่เราทุกคนต่างก็รู้กันดี” มาดามลุกขึ้น
อย่างช้าๆและนุ่มนวล กิริยาที่แสดงออกมามีทั้งความสง่าในทุกท่วงท่าแม้การสนทนาเมื่อครู่จะเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากก็ตาม


มาดามเดินไปที่ประตูทางออกพร้อมทั้งลูบหัวสัตว์ตัวจ้อยที่เกาะไหล่เธออยู่ “มาดาม... ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นแต่ก็ระวังตัวเองด้วยนะครับ...”


“ค่ะ... ถ้าไม่ว่าอะไรโปรดเรียกดิฉันอย่างเดิมเถอะค่ะ ยังไงเสียเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันนะคะ” มาดามหญิงพูดพลางมองโครว์ด้วยหางตา สายตาของเธอบ่งบอกว่า
มีนัยแปลกๆ


“ครับ... คุณหนูไซเร็น...”










************************************************************************************************

ข้อมูลท้ายตอน (กลับมาแล้ว!!)


สำหรับครั้งนี้ข้อมูลท้ายตอนจะเป็นการกล่าวถึงโครงสร้างภายในขององค์กรแต่ละฝ่ายกันนะครับโดยเริ่มจากองค์กรหลักอย่าง Spctre ก่อนเป็นอันดับแรก
หลายๆคนอาจสงสัยหรืองงกับโครงสร้างภายนองค์กรที่มีสมาชิกมากมายหลายคน เริ่มจากที่ตัวโครงสร้างหลักขององค์กรก่อน


Spectre เงามรณะ


Spcetre Team เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากที่สุดในองค์กรประกอบด้วยสมาชิกไม่ถึงยี่สิบคน โดยทั่วไปแล้วสมาชิกจะมาจากการคัดเลือกของหน่วยย่อยใต้สังกัดอีกที
การคัดเลือกเข้าทีมจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสูญเสียสมาชิกเท่านั้น และมีระบบการฝึกที่โหดที่สุดทำให้การเข้าทีมมาได้นอกจากจะต้องมีทักษะที่เยี่ยมแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติ
อีกหลายๆด้านพร้อมสรรพอีกที Spectre จะเป็นทีมที่มีอำนาจสั่งการหน่วยย่อย อย่าง Hound Fox และ Pigeon อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เรียกได้ว่าเป็นเหมือนแหล่งรวมของ
ผู้นำองค์กรทั้งหมดก็ไม่ผิดนักและยังมีหน้าที่คอยปฏิบัติภารกิจมากที่สุดในองค์กรอีกด้วย หัวหน้าหน่วยในปัจจุบันคือผู้บัญชาการ มิชเชล ‘ฮอว์คอายส์’ วิลโบสกี้


รายชื่อสมาชิกทีม Spectre ที่ปรากฏในเรื่อง


- มิชเชล ‘ฮอว์คอายส์’ วิลโบสกี้ (ผู้บัญชาการและหัวหน้าทีมอัลฟ่า ‘วูล์ฟแพ็ค’)
- สไนป์ ‘ออสเปรย์’ แม็กกิฟเวนส์ (รองผู้บัญชาการและพลแม่นปืนทีมอัลฟ่า ‘วูล์ฟแพ็ค’)
- คลอว์ (พลรบทีมอัลฟ่า ‘วูล์ฟแพ็ค’)
- ฮิคส์ ‘คาเมเลี่ยน’ ดเวน (สอดแนมและทำลาย ทีมอัลฟ่า ‘วูล์ฟแพ็ค’)
- มาร่า ‘อาเชอร์’ แอมเบอโรว์ (หัวหน้าทีมบราโว่ ‘ดราก้อนฟลาย’)
- วิง (สอดแนมและทำลาย ทีมบราโว่ ‘ดราก้อนฟลาย’)
- โรห์น่า ‘โอราเคิ้ล’ แพทริกสัน (ประสานงานหน่วยข่าวกรอง)
- อเล็กซ์ ‘เกรย์วูล์ฟ’ มิลเลอร์ (ช่างเทคนิคภาคสนาม)


Hound หมาล่าเนื้อ


Hound คือชื่อเรียกของกลุ่มกองกำลัง ‘หมาล่าเนื้อ’ หรือกองทัพอิสระที่คอยทำหน้าที่สนับสนุนทีม Spectre ในทุกภารกิจหากมีเหตุฉุกเฉิน หน่วย Hound
พร้อมจะเคลื่อนพลทันทีที่ได้รับคำสั่ง กองกำลังทั้งหมดล้วนเป็นทหารชั้นยอดที่ถูกทอดทิ้งจากประเทศต้นสังกัดทั้งปลดประจำการ ถูกหักหลัง หรือสูญหายในการรบ
มีรูปแบบการฝึกที่หนักประมาณ 75% ของ Spectre แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ Hound ก็เป็นหน่วยที่มีกำลังพลมากที่สุด อาจจะร่วมหลายร้อยนายพร้อมบุกประจัญบานต่อทุกเป้าหมาย
ในทุกสภาวะ ถูกฝึกเป็นพิเศษให้สามารถรับมือกับศัตรูทุกรูปแบบทั้งมนุษย์และอาวุธชีวภาพ ผู้บัญชาการมีอยู่ด้วยกัน สามหมู่ แต่ที่เป็นหัวหน้าใหญ่สุดคือ
คอนเนอร์ ดับเบิ้ลยู ฮันเตอร์


รายชื่อสมาชิกทีม Hound ที่ปรากฏในเรื่อง


- คอนเนอร์ ดับเบิ้ลยู ฮันเตอร์ (ผู้บัญชาการ Hound หมู่ A)
- คีแกน วิลเลี่ยม (พลซุ่มยิง)
- โคลท์ ทราวิส (ทำลายล้าง)
- ผิง รันฟา (แพทย์สนาม)


Fox จิ้งจอกเงา


หน่วยข่าวกรองเพียงหนึ่งเดียวขององค์กร รับผิดชอบหน้าที่หลักคือการรวบรวมข่าวสารจากทุกช่องทางที่หาได้ สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ประจำการที่กองบัญชาการมากนัก
ทำหน้าที่ทั้งเป็นสายลับ ไส้ศึก บ่อนทำลาย จัดหาเงินทุนให้องค์กรและยังรวมถึงเป็นมือสังหารในบางเวลาอีกด้วย โดยทั่วไปไม่ค่อยมีบทบาทในการรบมากนักส่วนใหญ่
จะมีหน้าที่ทำงานอยู่หลังฉาก และคอยเป็นกลไกขับเคลื่อนให้องค์กรเสียส่วนใหญ่ (ยังไม่มีสมาชิกของทีม Fox คนไหนปรากฏตัวออกมาในตอนนี้)


Pigeon พิราบดำ


หากสามหน่วยที่กล่าวมาข้างต้นคือหน่วยงานภาคสนามมีภารกิจส่วนใหญ่เสี่ยงตายและตื่นเต้น หน่วยที่ทำงานอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนในทุกๆด้านก็คือ Pigeon
พิราบดำ โครงสร้างหลักของหน่วยคือฝ่ายพัฒนาวิจัยเทคโนโลยี เก็บกู้อาวุธชีวภาพ และช่วยเหลือชีวิต สิ่งที่ทำให้หน่วยนี้ต่างจากหน่วยอื่นคือสมาชิกทุกคนล้วนเป็นเพศหญิง
กันหมด ด้วยเหตุผลบางประการและยังเป็นหน่วยที่มีความลึกลับมากพอสมควรเนื่องจากไม่มีใครทราบว่าเรื่องภายในของหน่วยนี้เป็นเช่นไรบ้างในปัจจุบัน


รายชื่อสมาชิกของ Pigeon ที่ปรากฏในเรื่อง


- เรเวน (ยังไม่ทราบตำแหน่ง)
- วัลคิลลี่ (ยังไม่ทราบตำแหน่ง)
- นุสรา ผิวทอง (ฝ่ายพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีและซ่อมบำรุง)
- ปวีณา ผิวทอง (วิจัยจุลชีวะและแพทย์ประจำองค์กร สถานะปัจจุบัน ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้)


นอกจากนั้น Spectre ยังเป็นองค์กรที่ไม่มีสังกัดขึ้นตรงกับรัฐบาลไหนในโลกทำให้การดำเนินงานนั้นสามารถลงมือได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งใดๆทั้งสิ้น ในอดีต
เคยมีสังกัดขึ้นตรงกับทางสภาความมั่นคงโลกก่อนจะถูกหักหลังและไล่ล่าจนเกือบล่มสลาย ปัจจุบันองค์กรนี้ได้กลายเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเงามืดและจ้องจะล้มล้าง
สภาความมั่นคงเพื่อชำระแค้นในภายหลัง


สำหรับตอนหน้าจะเป็นการบอกเล่าถึงโครงสร้างของ BEAR หน่วยรบที่ขึ้นตรงกับสภาความมั่นคงโลกและอาจจะมีการแง้มถึงโครงสร้างของสภาความมั่นคงโลกในบางส่วนอีกด้วย
และถึงแม้ช่วงนี้จะมีเหตุให้ออกงานล่าช้าบ้างแต่จะพยายามต่อให้ซีรี่ย์นี้จบให้ถึงปลายทางให้ได้ดีที่สุดครับ
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 29 ส.ค. 2017, 19:01

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP13.5)

น่าสนใจครับ รันฟาเองก็คงแข็งแกร่ง แต่ตะหงิดๆ กับคุณหนูไซเรนแฮะ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 460

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 23 ก.ย. 2017, 21:57

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP13.5)

Episode 14 : Surprise!



“จอดก่อนซาร่าห์!”


เอี้ยด!!


แร๊บบิทตะโกนขึ้นหลังมองเห็นอะไรบางอย่างเข้า ทำเอาซาร่าห์รีบเหยียบเบรกดังเอี๊ยดไปทั่วทั้งถนน ทำเอาลุ้นตัวโก่งสังเกตจากสีหน้าของเธอคงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
กันแน่ทำไมอยู่ๆแร๊บบิทสั่งให้จอด ยังดีที่ไม่มีรถคันอื่นตามหลังมาไม่งั้นป่านนี้หากมีการชนกันระเนระนาดต้องเรียกรถพยาบาลมาหามกลับดีไม่ดีต้องเรียกรถเก็บศพมาเสียด้วยซ้ำ
ที่เป็นแบบนั้นเพราะแร๊บบิทมองเห็นบางอย่างเข้าเมื่อครู่และดันไปนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ชายแก่มองไปที่บ้านเก่าหลังหนึ่งจ้องมองอย่างไม่ลดละท่ามกลางความตกใจ
ของซาร่าห์ หญิงผมแดงแทบจะได้กลิ่นยางไหม้ที่เกิดจากแรงเสียดทานของยางล้อรถกับพื้นถนนลาดยางลอยโชยมาเข้าจมูกได้แบบชัดเจน


“153 ซาโรรส... ที่นี่ไงที่อเล็กซ์บอกเอาไว้ว่าไฟล์ถูกเขียนขึ้นที่นี่” แร๊บบิทพูดอย่างตื่นเต้นขณะลงจากรถ ซาร่ามองดูเขาแบบงงๆก่อนกระโดดลงจากรถเดินตามหลังไป


“นายหมายความว่าไง ไฟล์อะไรล่ะแร๊บบิท” ซาร่าห์ถามโดยที่เธอยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่แร๊บบิทพูดมากนัก เธอเดินตามแร๊บบิทไปติดๆขณะที่พะวงว่าจะมีใครออกมา
มุงดูต้นตอของเสียงดังเอี๊ยดที่เกิดขึ้นตรงมุมสี่แยกเมื่อครู่นี้รึเปล่า


“หกเดือนที่แล้วลูกทีมเก่าฉันคนนึงบอกว่าไฟล์ที่เรายึดได้จากคลังสินค้าของพวกศัตรู ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศไทยและมันก็เป็นที่นี่ล่ะ 153 ซาโรรสไม่ผิดแน่แถมยัง...”
แร๊บบิทมองดูสถานที่ที่แลดูคล้ายกับตึกสำนักงานเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว อยู่ในสภาพที่ร้างรอให้คนมาซื้อกิจการหรือเช่าต่อ มันอาจดูไม่มีอะไรแต่แร๊บบิทจำได้ดีว่า
เมื่อหลายสิบปีก่อนที่นี่เคยเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลประจำเขตการปกครองที่ 13 เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ทั้งวันที่พ่อกับแม่ตาย และยังรวมถึงเรื่องที่ได้ยิน
มาจากไอซ์ว่าพี่ชายของเขาก็ตายที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นตรงจุดนี้เลยไม่ต่างอะไรกับสุสานที่คนในครอบครัวของแร๊บบิทพากันมาล้มตายกันตรงจุดนี้
มันน่าขำที่เขาดันต้องกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตที่ไม่อยากจะจดจำเสียเท่าไหร่นัก...


เท่าที่สังเกตโดยรวมภายนอกค่อนข้างทรุดโทรมไม่ต่างอะไรกับอาคารแถวนี้มากนัก ไม่มีใครที่จะมาให้ความสนใจตึกเก่าสภาพทรุดโทรมแบบนี้มากนัก
แต่หากมองในทางกลับกันมันก็เป็นเหมือนที่ซ่อนชั้นดีสำหรับการลงมือก่อการอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่งการก่อการร้ายทางชีวภาพด้วย เป็นคนอื่นคงไม่คิดแบบนั้น
ถ้าไม่เป็นเพราะกุญแจที่ใช้ล๊อกอาคารนั้นยังดูใหม่และมีร่องรอยการไขเมื่อไม่นานมานี้เองด้วยแสดงว่าต้องเพิ่งมีคนมาที่นี่เพื่อเหตุผลบางอย่าง หากข้อมูลที่อเล็กซ์
ตามรอยมาได้ชี้โยงมาถึงที่นี่ ข้อมูลต้องไม่ผิดพลาดแน่นอนแร๊บบิทเชื่อแบบนั้น


ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเผลอลืมวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการมาพักผ่อนครั้งนี้ไปเสียสนิทสงสัยเป็นเพราะมีซาร่าห์มาอยู่ด้วยเลยทำให้เพลินจนลืม หรือไม่ก็โรคคนแก่
อย่างโรคความจำสั้นที่กำลังเริ่มเป็นกันแน่นะ


“มันล๊อกอยู่ไม่มีทางเปิดได้จากตรงนี้แน่” ซาร่าห์ลองจับที่กุญแจล๊อกดู เท่าที่ประเมินมันถูกล๊อกเอาไว้แม่กุญแจยังไม่มีสนิมเกาะคงเพิ่งเปลี่ยนได้ไม่นานนัก


“ก็ไม่นานนักหรอก...”


แร๊บบิทพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะดึงห่อหนังม้วนหนึ่งขึ้นมากางออกภายในนั้นมีแท่งเหล็กขนาดเล็กใหญ่พร้อมตัวงัดสลักสำหรับการสะเดาะห์กลอนกุญแจอีกหลายตัว
ซาร่าห์มองดูก็รู้เลยว่าแร๊บบิทคิดจะทำอะไร


“เดี๋ยวสิแร๊บบิท จะทำอะไรน่ะขืนทำแบบนี้ถ้ามีใครมาเห็นเข้านายได้โดนจับเข้าซังเตเลยนะ!” ซาร่าห์ออกปากค้านขณะที่แร๊บบิทยังไม่หยุดสะเดาะห์กุญแจ


“อย่าห่วงน่าเช้าๆแบบนี้ไม่มีใครผ่านมาแถวนี้นักหรอก ช่วยดูหลังให้หน่อยก็แล้วกันอีกไม่นานแล้วล่ะ” แร๊บบิทตอบกลับโดยที่ไม่ละสายตาจากกุญแจที่กำลังออกแรง
สะเดาะห์อยู่


“แต่ทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะ...”


“ก็เรื่องช่างหัวกฎมันเป็นสิ่งที่ฉันถนัดไม่ใช่รึไง เธอน่าจะรู้นะเจ้าหญิงของฉัน...” แร๊บบิทยิ้มพร้อมคำตอบ ซาร่าห์เห็นแบบนี้เธอแทบอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ


แน่นอนว่าหลังจากใช้ความพยายามอยู่นานพักใหญ่ล๊อกกุญแจก็หลุดออกมาโดยไม่มีรอยบุบสลาย แร๊บบิทชักเริ่มภูมิใจกับทักษะการสะเดาะห์ล๊อกกุญแจที่เพิ่งเรียนมา
ได้ไม่นานนัก ยังดีที่ไม่มีใครเห็นตอนนี้แร๊บบิทรีบเก็บชุดสะเดาะห์ล๊อกกลับเข้าที่และเลื่อนประตูเหล็กออกและเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นก่อนจะมีใครมาเห็นและที่ไม่ลืมคือ
เพื่อนซี้คู่ใจอย่างเหยี่ยวทะเลทรายถูกชักออกมาจากซองปืนที่ขาเล็งไปข้างหน้าทิ่มผ่านความมืดสลัวของบ้านเก่าที่มีกลิ่นไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของในบ้านของแร๊บบิทมากนัก
ชายแก่มองไปรอบตัวพลันนึกขึ้นได้ว่าซาร่าห์หวานใจของเขายังไม่มีอาวุธให้ใช้ในมือ


“ซาร่าห์” แร๊บบิทนั่งเข่าดึงปืนอีกกระบอกที่ซ่อนเอาไว้ตรงข้อเท้าให้ซาร่าห์ “ใช้ดีๆล่ะมีแค่เก้านัด”


“ขอบใจแร๊บบิท” หญิงสาวตอบรับขอบคุณขณะมองดูปืนพกขนาดเล็ก วอลเทอร์ P99 ขนาดอาจจะเล็กไปสำหรับมือของแร๊บบิทแต่มันก็พอดีมือสำหรับเธอเหมือนกัน
ไม่ได้จับปืนแบบนี้มาตั้งนานแล้วไม่รู้ว่าฝีมือของเธอจะขึ้นสนิมรึเปล่า


ทั้งสองคนเดินก้าวขาทีละก้าวอย่างระมัดระวังถึงพื้นที่ข้างในบ้านจะดูไม่มีอะไรแต่ประสบการณ์ที่ทั้งสองคนเคยเจอมามันพิสูจน์แล้วว่ามันมักจะมีกับดักซ่อนอยู่เสมอ
สำหรับในที่ที่ดูธรรมดาและไร้พิษภัยเช่นนี้ แร๊บบิทเดินทิ้งระยะห่างจากซาร่าห์ประมาณเจ็ดแปดก้าวและค่อยๆห่างออกไปเพื่อสำรวจพื้นที่ให้ครอบคลุมมากขึ้น เขาเดินไปทางซ้าย
ส่วนซาร่าห์เดินไปทางขวา รอบตัวยังคงไม่มีอะไรนอกจากข้าวของเก่าๆฝุ่นเขรอะหากแร๊บบิทบุกเข้ามาผิดบ้านล่ะก็คงได้งานเข้าสมใจอยากแน่ๆ


“ฉันว่าเราคงเข้าผิดบ้านนะแร๊บบิท ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนอกจากของเก่าๆพวกนี้เลย” ซาร่าห์พูดพลางลดปืนลงเล็กน้อย


“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ ที่พื้นมีรอยเท้าอยู่หลายรอย ยังใหม่น่าจะยังผ่านมาไม่เกินอาทิตย์”


แร๊บบิทพูดขณะเอาไฟฉายที่เพิ่งเปิดส่องไปตามพื้น พบรอยเท้าจำนวนมากอยู่บนพื้นรอยยังใหม่อย่างที่ว่ามา ดูจากรอยเท้าแล้วมันน่าจะเป็นบูททหารขนาดไซส์สัก 44
หรือ 45 เห็นได้ชัดว่านี่ต้องไม่ใช่รอยเท้าของประชาชนทั่วไป แต่มันเป็นรอยเท้าของพวกหน่วยรบอาชีพ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเจ้าของรอยเท้าหายไปไหนและมาทำอะไรที่นี่กันแน่


“มันต้องมีทางลับอยู่ตรงไหนสักแห่ง เราต้องหาให้เจอ” แร๊บบิทพูดก่อนจะลองค้นหาทางลับอย่างที่คาดคะเนเอาไว้ หากความคิดเขาถูกต้องมันคงเหมือนในหนังสายลับ
สมัยพระเจ้าเหาหลายๆเรื่องที่มักจะมีกลไกซ่อนทางลับเอาไว้ในที่ที่ไม่มีใครสนใจ อย่างโต๊ะหรือตู้ มันอาจจะเป็นชั้นหนังสือที่แค่ขยับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งแล้วประตูจะปรากฏ
ขึ้นมา ความเป็นไปได้มีไม่รู้จบว่าจะเป็นแบบไหนหรือบางทีมันอาจจะไม่มีเลยก็ได้ บ้านหลังนี้อาจจะเป็นแค่บ้านเก่าของทหารผ่านศึกนอกราชการบางคนที่บังเอิญมาที่นี่
เพื่อมาเอาของจากบ้านหลังนี้เท่านั้น ถ้าเป็นแบบนั้นแร๊บบิทกำลังเสี่ยงกับการโดนข้อหาบุกรุกและถูกยัดเข้าซังเตขี้ไก่ของประเทศไทยในเขตสิบสามก็เป็นได้


“แร๊บบิทมาดูตรงนี้สิ” ซาร่าห์กวักมือเรียกคล้ายจะเจออะไรบางอย่าง แร๊บบิทเดินไปทางเธอใกล้ๆกับบริเวณลูกโลกจำลองที่วางอยู่ท่ามกลางของข้าวของพังๆหลายชิ้น


“เธอเจออะไรซาร่าห์?”


“ลูกโลกนี่ฐานของมันถูกตรึงติดกับพื้น ธรรมดาเราไม่ทำแบบนี้ใช่ไหมมันทำให้เคลื่อนย้ายลำบาก แล้วก็... ตรงนี้มีฝุ่นจับแต่มีรอยมืออยู่ตรงนี้ด้วย...”
ซาร่าห์ลองเอื้อมมือเตรียมเข้าไปแตะตรงส่วนที่มีรอยมือ


“ระวังนะซาร่าห์ มันอาจเป็นกับดักก็ได้” แร๊บบิทเตือน


“เป็นกับดักก็ต้องลองแล้วล่ะ...”


แคร๊ก!!


ครืน!!


ทันทีที่กดลงไปตรงรอยมือชั้นหนังสือที่อยู่ด้านหลังของลูกโลกก็เลื่อนออกด้านข้างเผยให้เห็นประตูบานหนึ่งดูแล้วน่าจะเป็นประตูของลิฟท์ สภาพของมันดูแวววาว
ขัดแย้งกับรอบตัวที่มีแต่ฝุ่นและเศษเหล็กขึ้นสนิมอย่างชัดเจน


“บิงโก!”


“ท่าทางเราจะเจอแจ๊กพ๊อตแล้ว ระวังตัวนะซาร่าห์...” แร๊บบิทพูดพลางเดินนำหน้าซาร่าห์ไปพอสมควรมากพอที่จะบังร่างของเธอจนมิดได้ หากจะมีอะไรโผล่ออกมา
เล่นงานเขาอยากให้มั่นใจว่าซาร่าห์จะไม่โดนเป็นคนแรก ซาร่าห์รับรู้ถึงสิ่งที่แร๊บบิทกำลังจะทำเป็นอย่างดี


“นายก็เหมือนกัน กระต่ายน้อย...”


แร๊บบิทตรงไปที่หน้าลิฟท์และลองดูรอบๆให้แน่ใจว่าไม่มีอันตรายก่อนจะเรียกซาร่าห์เข้ามาใกล้เพื่อดูให้ชัดๆ ลิฟท์นี่ตรงปุ่มเปิดจะมีแป้นกดรหัสพ่วงอยู่ด้วยตัวหนึ่ง
ตัวเลขรหัสล๊อกชุดสี่ตัว งานนี้เจอปัญหายุ่งยากยิ่งกว่าการยิ่งปะฉะดะกับศัตรูอีกเป็นโหลเข้าให้แล้ว


‘ให้ตายเกลียดเทคโนโลยีชะมัด!’


แร๊บบิทลองพินิจพิจารณาอย่างละเอียดด้วยความรู้อันน้อยนิดที่มี “มันถูกล๊อกด้วยรหัสสี่ตัว น่าจะเป็นล๊อกไฟฟ้าเดาเอานะ ให้ตายจะทำอะไรยุ่งยากกันนักกันหนา
สมัยก่อนไม่เป็นแบบนี้เลยนะมีแค่คลิปหนีบกระดาษตัวสองตัวก็ไขได้แล้ว”


ชายแก่บ่นออกมาตามประสาคนมีอายุเข้าวัยทองตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่ค่อยถูกกับเทคโนโลยีไฮเทคอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ของแบบนี้ถ้าจะจัดการให้ตรงจุด
ก็ควรเอาอเล็กซ์มาน่าเสียดายที่ตอนนี้เจ้าหนุ่มนั่นไม่ได้อยู่ที่นี่แถมยังย้ายสังกัดไปอยู่ที่อื่นนอกเหนือจากอำนาจของเขาซะแล้ว ซาร่าห์มองดูชายแก่ที่กำลังหัวเสีย
โดยที่อดอมยิ้มเล็กๆในใจเป็นไม่ได้ เห็นทีเธอคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเขาก่อน


“ไม่เอาน่าโลกมันหมุนไปตลอดเวลานะคงไม่มีใครใช้วิธีเก่าๆเดิมๆกันหรอกสมัยนี้” ซาร่าห์พูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเล็กของเธอ พร้อมทั้งดึงเอา
อุปกรณ์แปลกๆดูคล้ายอ๊อปแซ็ทแต่มันไม่น่าจะเป็นอะไรที่พื้นๆแบบนั้น เธอดึงสายสองเส้นออกจากเครื่องนั่นและใช้มีดพกเล่มเล็กแงะแผงวงจรของแป้นรหัสออกมา


“นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ?” แร๊บบิทถาม


“ฉันกำลังจะบายพาสระบบล๊อกรหัสของลิฟท์นี่ ถ้ามีโชคหวังว่าวิชาเก่าของฉันจะยังไม่ขึ้นสนิมไปเพราะเป็นคนงานยกเครนหรอกนะ...” ซาร่าห์พูดก่อนจะเริ่มลงมือ
ทำการบายพาสระบบของลิฟท์ แร๊บบิทมองดูเธอทำงานของเธอด้วยสายตาอึ้งๆคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเสร็จก็หวังว่าจะได้ผลโดยไว


แร๊บบิทยังคงจับปืนให้มั่นเอาไว้ในมือคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้เขาอยากจะให้ทุกอย่างราบรื่นจริงอยู่ที่เขาเป็นคนชอบยิงปืนเล่นแต่นั่นมันก็แค่กับเป้าซ้อม
หรือพวกอาวุธชีวภาพ ถึงในสายตาคนอื่นเขาจะเป็นคนบ้าปืนแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะชอบยิงถล่มกราดใส่ทุกอย่างเป็นหมาบ้าหลุดออกจากกรง เขาก็แค่เป็นพวกบ้าปืนสมาธิสั้น
ชอบทำอะไรแผลงๆเล่นฆ่าเวลาก็เท่านั้น ก็หวังว่าจะไม่ต้องใช้เจ้าเหยี่ยวทะเลทรายนี่กับใครหรืออะไรก็ตามภายในวันนี้


แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นซะแล้ว...


“ซาร่าห์ เธอต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะเปิดประตูได้...” แร๊บบิทกระซิบกระซิบถามด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาขณะยกเหยี่ยวทะเลทรายคู่ใจขึ้นเล็งเตรียมเอาไว้


“เออ... ประมาณหกนาทีเห็นจะได้... ทำไมล่ะแร๊บบิท”


“ถ้าเร่งให้เร็วกว่านี้คงจะดีไม่น้อยเพราะฉันคิดว่าเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น” แร๊บบิทขึ้นลำปืนทันทีเพราะเขาสัมผัสได้ว่ากำลังงานเข้า แถมไม่ใช่งานเข้าธรรมดา
งานช้างซะด้วย..


“มีอะไรแร๊บบิทเจ้าของที่กลับมาแล้วเหรอ?” ซาร่าห์หันควับกลับมาถามด้วยความกังวล


“น่าจะแบบนั้น ปืนพกเก็บเสียงพร้อมกระสุนและกำลังพลอีกครึ่งโหล หน่วยรบชั้นธรรมดาพวกนั้นคงคิดว่าเราเป็นแค่โจรย่องเบาธรรมดาเลยไม่ต้องใช้ปืนหนัก...
พลาดอย่างแรงว่ะ”


ทั้งสองคนรับรู้ได้ว่าอะไรกำลังจะมาเลยพากันเงียบและไม่ส่งเสียงใดๆอีกหลังจากนั้นทำทุกอย่างแม้กระทั่งกลั้นหายใจ ขณะที่เสียงฝีเท้าจากภายนอกกำลังตรงเข้ามา
แร๊บบิทเตรียมปืนในมือเอาไว้ให้พร้อม เขาไม่คิดจะยิงหากอีกฝ่ายไม่ยิงมาก่อนหรือเข้าใกล้มากเกินไปจนต้องยิง แร๊บบิทมองไปที่ทางเข้าเพียงทางเดียวที่ตอนนี้กลุ่มคน
กว่าครึ่งโหลกำลังเดินเข้ามา ชายแก่มองดูอาวุธของอีกฝ่าย แบเร็ตต้า M9 รุ่นใหม่ล่าสุด ติดที่เก็บเสียงทุกกระบอก พวกนี้เดินเข้ามาในห้องแบบมีระเบียบตามแผนเดาว่า
คงเป็นพวกมือใหม่ทำทุกอย่างตามตำราเป๊ะ แบบนี้ก็ยิ่งจัดการง่าย หนึ่งในพวกนั้นเล็งปืนมาทางที่แร๊บบิทอยู่เหมือนจะเห็นเขาแล้ว


“ขอตอกบัตรเข้างานประเดิมรายแรกก่อนนะซาร่าห์...”


“จัดไปเลยพ่อกระต่ายน้อยของฉัน...” ซาร่าห์กระซิบตอบเบาๆ


แร๊บบิทเตรียมพร้อมลุยขณะที่มองดูอีกฝ่ายสอดนิ้วเข้าไกปืนแร๊บบิทแทบได้ยินเสียงลมหายใจฟืดฟาดของพวกนั้น แร๊บบิทรู้ดีว่านั่นเป็นสัญญาณเริ่มลงมือจู่โจม
ของอีกฝ่าย แต่ไม่ซะล่ะหากเขาลงมือก่อนแร๊บบิทเพียงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกเดียวและกดไกปืน...


ปัง!!



-------------------------------------------------------------------------------------------------




ช่วงวันหยุดพักผ่อนผ่านไปได้ราวห้าวันหลังจากนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่กลับมาจากการพักผ่อนเช่นเดียวกับอเล็กซ์และคนอื่นๆในทีมที่เหลือ ทุกคนยังคงใช้เวลาพักผ่อน
จากอาการบาดเจ็บที่ได้รับมาในภารกิจที่นิวยอร์กครั้งก่อน รันฟารู้ถึงข้อนี้ดีหลังกลับมาจากภารกิจ


หญิงสาวยังใช้เวลาหมดไปกับการฝึกซ้อมดาบ นั่งพัก และก็กลับมาซ้อมอีกที่จนเวลาหมดไปห้าวันแบบไม่มีอะไรมากนัก รอยแผลไฟช๊อตอันเกิดจากการฝึกซ้อม
ในห้องจำลองของฮอว์คอายส์ยังคงไม่หายไปไหน การซ้อมที่รันฟาเผชิญมานั้นอันตรายจนแทบจะถึงแก่ชีวิตทว่าหญิงสาวกลับรอดมาได้อย่างหวุดหวิด และยังคงมานั่งอยู่ตรงนี้
ในชุดยูกาตะหนึ่งในชุดผ้าแบบญี่ปุ่นสีแดงลายดอกโบตั๋นสีเขียวผสมผสานระหว่างงานศิลปะของญี่ปุ่นและจีนเข้าด้วยกัน มันเป็นชุดที่เธอใส่มันเพื่อฝึกซ้อมรำดาบมานานหลายปี
หนึ่งในของขวัญที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้รับมาจากอาจารย์ซึ่งมอบให้พร้อมกับดาบเล่มนี้ รันฟามานั่งเช็ดเหงื่อบนใบหน้าขณะที่ยังคงมองดูมือของตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำ
มากมายที่เกิดจากการฝึกและจากภารกิจที่ผ่านมา มือที่เคยเรียบเนียนเต็มไปด้วยรอยช้ำและรอยถลอกปอกเปิดมากมายจากการต่อสู้และฝึกซ้อมอย่างหนักจนแทบล้มประดาตาย
เช่นเดียวกับจิตใจของเธอที่กำลังจะเปลี่ยนไปทีละน้อย


เวลาแค่หกเดือนผ่านไปนานเหมือนเป็นชาติได้แล้ว...


“ชักหิวแล้วสิ... ไปหาอะไรกินก่อนน่าจะดี...” คิดแล้วตัวหญิงสาวเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เริ่มฝึกตอนเช้า เวลาน่าจะผ่านมาจนถึงช่วงเที่ยงแล้ว
เวลานี้เธออยากจะได้หม่านโถวไส้หมูพะโล้หรือไม่ก็บะหมี่เกี๊ยวรสเผ็ดๆชามใหญ่สักชามหนึ่ง


ถึงแม้ว่าการทำงานในองค์กรสายลับจะเป็นงานที่รันฟาไม่ได้พิสมัยมากนักบวกกับการฝึกซ้อมและเรื่องโหดร้ายต่างๆนาๆที่เจอจะหนักหนาสาหัสกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง
มันก็พอจะมีเรื่องที่ช่วยให้ใจชื้นได้บ้าง อาหารก็นับว่าเป็นอย่างหนึ่งที่รันฟาโปรดปรานเป็นพิเศษสำนวนโบราณว่าไว้ ‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’ มันก็จริงอย่างที่ว่ามาทั้งหมด
โดยเฉพาะเมื่อมีเมนูอาหารจีนมาให้กินสัปดาห์ละครั้ง มันคงไม่แปลกนักสำหรับสถานที่ที่มีหน่วยรบจากนาๆชาติมารวมกันอยู่ในที่เดียว อาหารจึงมีความหลากหลายไปด้วย
นอกจากอาหารจีนแล้วมีทั้งอาหารอเมริกัน อิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส ไทย แม็กซิกัน และอีกสารพัดให้ลิ้มลองได้ทุกอาทิตย์ ถึงการกินอาหารเยอะจะเป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายๆคนกลัว
แต่กับรันฟาที่ฝึกซ้อมดาบ ออกกำลังอย่างหนักใต้คำสั่งของครูฝึกบ้าพลังแบบคอนเนอร์แล้ว มันก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลนักหรอก


รันฟาเดินลากเท้าช้าๆตรงไปที่โรงอาหารที่เงียบสงบกว่าปกติดคงเพราะตอนนี้พวกหน่วยฮาวด์ออกไปทำภารกิจกันเป็นส่วนใหญ่ประกอบกับหลายคนกำลังฝึกหนัก
อยู่ใต้การควบคุมของหัวหน้าหมู่ตนเองทำให้บรรยากาศในโรงครัวดูเงียบเหงากว่าทุกครา แต่มองในแง่ดีคือเธอจะได้กินอะไรเงียบๆตามที่ต้องการ


“อ้าว! รันฟาเธอเองก็มาหาอะไรกินเหมือนกันเหรอ”


“คุณนุสแล้วก็... วัล กับคุณเรเวนด้วย” รันฟาทักกลับไปหลังเห็นนุส วัลคิลลี่และเรเวนกำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะเดียวกัน พวกเธอทั้งสามคนกำลังนั่งกินสปาเก็ตตี้ซอสส้ม
จานใหญ่อยู่ด้วยกันแบบเรื่อยเปื่อย ท่าทางวันนี้คงจะหมดหวังเรื่องอาหารจีนซะแล้วแต่มองในแง่ดีอย่างน้อยมันก็คล้ายๆกันตรงที่เป็นอาหารเส้นเหมือนบะหมี่นี่ล่ะ


“ดูท่าจะซ้อมมาหนักนะเหงื่อท่วมเชียวแถมเสื้อนั่นก็ดูน่ารักเหมาะกับเธอดีนะ” นุสพูดกล่าวชมชุดที่รันฟาสวมใส่อยู่หญิงสาวสะดุ้งออกอาการหน้าแดงแทบจะในทันที
เธอลืมไปว่าตอนนี้กำลังใส่ชุดยูกาตะของญี่ปุ่นอยู่ไม่ทันได้เปลี่ยนชุดเลยด้วยซ้ำเพราะรีบตรงมาที่โรงอาหารโดยไม่ทันคิด


จะยังไงก็ช่างเธอก็อยู่นี่แล้วไหนๆก็ไหนๆไม่มีคนอื่นอยู่นอกจากสามคนนี้และพ่อครัวที่รันฟาเองก็สนิทชิดเชื้อด้วยคงไม่มีอะไรน่ากังวล... หวังว่านะ


รันฟาเดินตรงไปที่บริเวณจุดบริการอาหารพลางตักสปาเก็ตตี้ใส่จนเต็มแทบพูนจานโดยไม่สนว่าใครจะมองยังไงเอาเข้าจริงๆก็มีแค่สามคนนั้นที่มองมาทางเธอ
เพราะว่าปริมาณที่ตักนั่นมันมากพอสำหรับผู้ชายตัวใหญ่สองคนกินได้เลยเสียด้วยซ้ำ หญิงสาวเดินจ้ำอ้าวถือจานที่เต็มไปด้วยอาหารแบบเส้นมันเยิ้มและไปนั่งข้างๆทั้งสามคน
ก่อนจะเริ่มตักเข้าปากกินอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดอะไรสักคำ หญิงสาวสลัดความกังวลทิ้งไปและมุ่งความสนใจไปที่การกินอาหารตรงหน้าแทน


“กินช้าๆก็ได้ เราไม่แย่งเธอกินหรอก หิวโซขนาดนี้เพิ่งหยุดไดเอ็ทมารึไงกันเนี่ย” วัลคิลลี่ถามหลังเห็นรันฟา ‘ยัด’ สปาเก็ตตี้เข้ากระเพาะอย่างไวว่องจนตอนนี้
จากที่ตักมาจนล้นจานลดเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวของที่ตักมาเท่านั้น


“ก็แค่ไม่ได้กินอะไรมาแต่เช้า เลยมากินรวบยอดทีเดียวนี่ไง” รันฟาตอบก่อนจะหันไปกินต่ออาหารที่นี่ก็นับว่าอร่อยมากทีเดียวจนรันฟาแทบจะหยุดกินไม่ได้ระหว่างที่พูด
แต่ก็พอจะมีช่วงเวลาที่จะคิดถึงเพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสามคนนี้บ้าง และเท่าที่มองทั้งวัลคิลลี่และเรเวนดูจะสนิทสนมกับนุสมากพอดูมากเสียจนสังเกตได้ว่าเรเวนดูผ่อนคลาย
สีหน้ามากกว่าทุกคราวที่เจอ ตรงกันข้ามกับวัลคิลลี่เด็กหญิงดูจะไม่สนใจอะไรมากอยู่แล้วนอกจากการเดินตามแม่และอยู่กับแม่ในทุกที่ทุกเวลา ไม่อยากเชื่อว่าที่เห็นนี่คือ
เด็กแปดขวบทั้งที่น่าจะอายุไม่ห่างกับเธอมากแท้ๆแถมท่าทางที่ดูยังไงก็ไม่ใช่เด็กเลยสักนิด ทั้งวาจาฉะฉาน ความคิดลุ่มลึก และการแสดงท่าทางการวางตัวเห็นได้ชัดว่า
มีมารยาทอยู่พอควร


ถึงจะบอกว่าเป็นแค่เด็กแต่มันต้องมีอะไรสักอย่างน่าสนใจแน่ น่าสนใจพอที่จะค้นหา...


เรเวนหันหน้ามองมาที่รันฟาพร้อมทั้งจ้องมาที่ใบหน้าของเธอแบบตาไม่กระพริบ รันฟาสัมผัสได้ว่ากำลังโดนจ้องระหว่างที่กินอยู่หญิงสาวต้องหยุดความสนุกกับการเคี้ยว
ชั่วคราว เรเวนมองมาแบบนี้มันต้องมีอะไรแน่หรือว่าหน้าเธอมีอะไรติดเพราะเผลอกินมูมมามแบบไม่รู้ตัว


“เธอ... กำลังสบายใจ... ความคิดนิ่ง... มีความสุข...” เรเวนพูดต่อทันที แต่ท่าทางการพูดของเธอดูแปลกๆไม่รู้ว่าทำไมต้องพูดเว้นจังหวะแถมยังลากเสียงยาวนิดๆ
ทำให้รู้สึกหลอนขึ้นมายังไงก็ไม่รู้ แถมสายตาที่เรเวนมองมามันราวกับกำลังเพ่งหาอะไรสักอย่างในตัวเธอซะอีก


รู้สึกขนลุกยังไงก็ไม่รู้แฮะ...


“นี่เรเวนเลิกเข้าไปอ่านความรู้สึกคนอื่นโดยพลการได้แล้วนะ มันเสียมารยาทนะรู้ไหม” นุสออกปากเตือนและพูดบางอย่างเกี่ยวกับคำว่า ‘อ่านความรู้สึก’


“ขอโทษ...”


“เดี๋ยวก่อนนะคะหมายความว่าไงคะที่ว่าอ่านความรู้สึกน่ะ เธออ่านความคิดฉันได้เหรอคะ!!” รันฟาออกตัวสะดุ้งโหยงพลางเอามือปิดหัวเอาไว้หวังว่ามันจะช่วยอะไรได้
ทั้งที่มันไร้ประโยชน์กับการอ่านความคิด เธอไม่ทันคิดว่าเรเวนจะเป็นพวกมีพลังจิตอะไรแบบนี้ด้วย ทีแรกก็คิดว่าเป็นแค่ผู้หญิงขี้โรคท่าทางแปลกๆเท่านั้น


“เปล่าเลยแม่กระต่ายตื่นตูม การอ่านความคิดมันคือโทรจิตอ่านได้แค่คิดอะไรหรืออยากทำอะไรเท่านั้น แต่อ่านความรู้สึกน่ะมันคนละเรื่อง มันสามารถอ่านอารมณ์
ของเป้าหมายได้ เป็นสิ่งที่ซับซ้อนมากกว่าการอ่านใจมาก มันบอกได้เลยว่าคนๆนั้นรู้สึกยังไงกับเรา” วัลพูดอธิบายให้ตรงจุด ทำเอารันฟาโล่งอกที่อย่างน้อยเรเวนไม่ได้รู้ว่า
เธอกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ ขืนเป็นแบบที่พูดมาเมื่อครู่เธออ่านความคิดได้ล่ะก็ มีความลับแค่ไหนก็ไม่เหลือล่ะ


จะบ้าตาย...


“เลิกพูดเรื่องยากตอนนี้ดีกว่ารีบกินซะเถอะเดี๋ยวอาหารจะชืดหมด” นุสรีบเปลี่ยนประเด็นออกจากการสนทนานี่เป็นการด่วน รันฟาก็เห็นด้วยต่อไปเธอคงต้องระวัง
เวลาอยู่ต่อหน้าเรเวนซะแล้ว


แน่นอนว่าการกินอาหารยังคงดำเนินไปอย่างเรื่อยเฉื่อยไม่มีใครมากั้นขวางหรือรบกวน รันฟาปรับตัวให้เข้ากับทุกคนได้ง่ายนั่นคือสิ่งหนึ่งที่รันฟาคิดว่ามันเป็นพรสวรรค์
อีกอย่างหนึ่งของเธอ แม้ผู้คนในสเป็คเตอร์จะเป็นทั้งทหารผ่านศึก สายลับข่าวกรอง รวมถึงมือสังหารชั้นยอด ทว่าทุกคนก็ไม่ได้เป็นเหมือนเครื่องจักรไร้หัวใจอย่างที่คิดทุกอย่าง
ที่พวกเขาทำเป็นเพียงหน้าที่และการเสียสละหากมองให้ลึกๆคนพวกนี้เองก็น่าคบไม่ต่างจากคนทั่วไปมากนัก แต่ก็มีบางคนที่เธอยังไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปผูกมิตรดีไหมและคนๆนั้น
ก็ดันไม่อยู่ที่นี่ซะด้วย


“แล้วฮอว์คอายส์ไปไหนเหรอคะ” รันฟาถาม


“หมายถึงมิชเชลน่ะเหรอ ไม่รู้สิปกติเธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องตลอดไม่ค่อยได้ออกมาเท่าไหร่ หากไม่มีภารกิจมิชเชลก็ไม่ค่อยได้ออกมาจากห้องนักหรอก” นุสอธิบาย
และเรียกฮอว์คอายส์ด้วยชื่อจริงของเธอราวกับรู้จักกันมานาน รันฟาไม่เคยเจอใครที่กล้าเรียกชื่อจริงของฮอว์คอายส์ได้แบบเปิดเผยเท่าไหร่นักโดยเฉพาะกับนักวิจัย
ด้านวิศวกรรมเชิงกลอย่างนุส เดาว่าสองคนนี้คงรู้จักกันมานานมากนานพอที่นุสจะเรียกชื่อจริงของฮอว์คอายส์ออกมาต่อหน้าคนอื่นได้แบบนี้



-----------------------------------------------------------------------------------------------



“ฮัดชิ้ว!!”


เสียงจามของมิชเชลดังลั่นไปทั้งห้อง หญิงแก่ทำจมูกฟึดฟัดหลังจามออกมาหนึ่งครั้งเมื่อครู่ไม่รู้ว่าในห้องที่ทำความสะอาดทุกวันไม่มีฝุ่นจับแถมอากาศก็อุ่นจากเครื่อง
ทำความร้อนเธอจะจามออกมาได้ยังไงกันหรือจะมีใครนินทาเธอกันแน่ จะยังไงก็แล้วแต่มันก็คงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่หญิงแก่กำลังรับผิดชอบอยู่ ณ เวลานี้


ว่าแล้วมิชเชลก็ละความสนใจจากเรื่องเมื่อครู่และหันไปจัดการกับกองข้อมูลที่ได้รับมาจากฝ่ายข่าวกรองฟอกซ์เมื่อวาน มันเป็นเอกสารข้อมูลที่ระบุเอาไว้เกี่ยวข้องกับการจู่โจม
ทั้งสี่แห่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว พวก ดิเซอร์เพนท์ ไม่เหมือนศัตรูที่พวกสเป็คเตอร์เคยเจอมาอย่าง นอร์ท หรือ คลีนเนอร์ พวกนี้ทำการใหญ่กลืนโลก
ได้โดยที่ไม่มีใครตรวจพบแม้แต่หน่วยข่าวกรองลับอย่างฟอกซ์มืดแปดด้านลงท้ายเลยกลายเป็นว่ามิชเชลคือคนเดียวที่ต้องสืบให้ได้ว่าเป้าหมายแผนการของพวกอสรพิษกลุ่มนี้
มันคืออะไรกันแน่ มันต้องมีเหตุผลบางอย่างบางอย่างที่สำคัญมากๆเสียด้วยไม่งั้นพวกมันคงไม่ลงมือกันแบบโจ่งแจ้งทำลายชีวิตผู้คนไปเป็นเบือ


ก๊อกๆๆ


เสียงของใครบางคนมาเคาะประตูอยู่ด้านนอกห้องทำงานของมิชเชล ผู้บัญชาการหญิงถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางยกขวดเครื่องดื่มชูกำลังขึ้นมาดื่มหนึ่งจิบก่อนจะเดินไปเปิด
ประตูให้แขกที่ไม่น่าจะได้รับเชิญรายนั้น ล๊อกไฟฟ้าถูกคลายออกในทันทีที่เธอสัมผัสกับแป้นสแกนนิ้วมือตรงประตู บานเลื่อนไฟฟ้าก็ทำงานอัตโนมัติ และที่เห็นก็คือหญิงร่างเล็ก
ผมสีน้ำตาลวอลนัตในชุดลำลองธรรมดามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่งในมือ มิชเชลแสดงสีหน้าเรียบเฉยในทันทีที่เห็นเธอคนนั้น


“โอราเคิ้ล... มีธุระอะไรล่ะแล้วทำไมถึงแต่งชุดนั้น... หรือว่าจะไปเดทกับแฟนอีกรึไงกัน” มิชเชลถามขณะมองดูเสื้อผ้าที่โอราเคิ้ลหรือ โรห์น่า สวมใส่อยู่มันเป็นชุดเดรสสีฟ้าเข้ม
กระโปรงยาวสวมทับเอาไว้ด้วยแจ๊กเก๊ตยีนสีน้ำตาลเข้ม ประกอบกับทรงผมถักเปียแบบแปลกๆตรงข้างหัว สำหรับหญิงอายุร่วมยี่สิบปลายๆแบบเธอแล้วก็นับว่าดูดีในหลายๆ
ความหมาย ขัดกับปกติที่เธอมักจะสวมเครื่องแบบของหน่วยสื่อสารและอยู่ในสภาพเนี้ยบตลอดเวลา นานๆทีจะได้เห็นเธอแต่งชุดนี้สักครั้งหนึ่งก็นับว่าแปลกทีเดียวในความคิด
ของมิชเชล


“ก็นิดหน่อยค่ะ ที่จริงก็ไม่เชิงว่าจะไปเดทอย่างเดียว พอดีว่าแฟนที่เป็นอดีต Z.S.S. เขามีข้อมูลบางอย่างจะให้ด้วยไหนๆแล้วก็เลยถือโอกาสไปเดทด้วยค่ะ” หญิงสาวยิ้มแก้มปริ
ขณะที่จัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ตามเดิม


“เธอเนี่ยนะอุตส่าห์คบกันมาเป็นสิบปีแล้วทำไมไม่หาฤกษ์แต่งงานกันซะทีล่ะท่าทางรักกันดีด้วยไม่ใช่เหรอ จะว่าไปมีธุระอะไรล่ะหรือไม่คิดจะไปเดทแล้วรึไง?” มิชเชลถาม
พลางซดเครื่องดื่มชูกำลังที่เหลือจนหมดขวด


“ก็แค่เอาจดหมายมาให้ค่ะ จากลูกสาวของหัวหน้า ตามเคย...” โรห์น่ายืนจดหมายฉบับนั้นให้มิชเชล เธอรับมันเอาไว้แบบรีๆรอๆก่อนจะมองดูมันพักหนึ่ง จดหมายฉบับนี้
ดูจะหนักกว่าทุกคราวเพราะเหมือนจะใส่บางอย่างมาด้วยน่าจะเป็นปึกกระดาษอะไรสักอย่าง


“ขอบใจโอราเคิ้ล ถ้างั้นเธอรีบไปเถอะเดี๋ยวแฟนเธอรอนานมันจะไม่ดีนะ”


“หัวหน้า... ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนะคะแต่ว่ามันไม่ใช่ความผิดของหัวหน้าเลย ‘เรื่องนั้น’ มันก็ผ่านมานานมากแล้วนะคะ หัวหน้าควรเปิดอกคุยกับเธอได้แล้วค่ะ...”
โรห์น่าพูดขึ้นและพูดถึง ‘เรื่องนั้น’ ที่ว่าคล้ายจะมีความสำคัญเอามากๆ มากเสียจนมิชเชลถึงกับนิ่งไปกะทันหัน


“เธอไม่มีวันให้อภัยฉันหรอก... ไม่มีวันเรื่องที่ฉันทำลงไปมันร้ายแรงเกินกว่าที่ลูกคนไหนจะเรียกฉันว่าแม่ไปแล้ว มันคงสายไปสำหรับฉัน... สายไปที่จะเรียกเขาว่าลูกแล้วล่ะ...”


“ยังไม่สายไปหรอกค่ะ ยังไม่สาย...” โรห์พูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ทิ้งมิชเชลเอาไว้กับความคิดของตัวเอง


เธอมองดูจดหมายที่ลูกสาวมักจะเขียนส่งมาให้ทุกอาทิตย์ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า มันคงเป็นเรื่องแปลกสำหรับใครในสมัยนี้ที่จะยังมีการส่งจดหมายกันอยู่ แต่มันคงเป็นทางเดียว
สำหรับคนเป็นแม่อย่างมิชเชล ไม่ว่าลูกสาวจะโทรมาหาเสียกี่ครั้งมิชเชลก็ไม่เคยรับสายเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนเป็นเหตุให้โรห์น่าต้องมารับบทเป็นไปรณีย์จำเป็นระหว่างสองแม่ลูก
อย่างช่วยไม่ได้ แต่ว่าถึงแม้โรห์น่าจะทำหน้าที่คอยเป็นสื่อกลางส่งจดหมายให้แต่มิชเชลก็ไม่เคยได้เปิดอ่านเลยสักฉบับ ครั้นจะฉีกหรือเผาทิ้งเจ้าตัวก็ดันทำไม่ลงซะอีก
เลยทำได้แค่เก็บเอาไว้ในกล่องมากมายกว่าร้อยฉบับ แทนที่ลูกสาวจะยอมแพ้เพราะเธอไม่เคยตอบจดหมายกลับเลยแม้แต่ฉบับเดียวก็ตาม


มิชเชลมองดูจดหมายฉบับล่าสุดในใจก็คิดว่าจะโยนมันรวมเข้ากับจดหมายฉบับอื่นๆในกล่องใส่ แต่คำพูดของโรห์น่าเมื่อครู่มันก็ดันวนเวียนอยู่หัวเธอตั้งแต่เมื่อกี้นี้
เธอมองจดหมายอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าถ้าเธอไม่เปิดมันอ่านเธอจะเสียใจกับบางสิ่งบางอย่างไป


‘น่ารำคาญชะมัดเลยยัยรุ่นน้องคนนี้...’


มิชเชลถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอามือแกะตรงผนึกซองจดหมายออกและดึงสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา มีอยู่ด้วยกันสองอย่าง อย่างแรกคือจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกสอดเข้ามา
ตามปกติเธอวางมันเอาไว้โดยไม่คิดจะอ่านมันในตอนนี้อย่างน้อยต้องรอไปก่อน ส่วนอีกอย่างหนึ่งทีแรกมิชเชลคิดว่ามันน่าจะเป็นกองปึกจดหมายร่วมโหลที่ถูกยัดเข้ามาใน
ซองจดหมายเพียงซองเดียวอีกปึก แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อสิ่งที่เห็นคือปึกของกระดาษจำนวนเจ็ดถึงแปดแผ่น ความแข็งประมาณโปสการ์ดที่หาซื้อได้ตามร้านขายของ
ที่ละลึก เพียงแต่มันไม่ใช่อะไรง่ายๆแบบนั้น


ที่มิชเชลเห็นมันคือรูปถ่ายที่ถูกถ่ายขึ้นด้วยกล้องโพลาลอยด์รุ่นเก่าและมิชเชลจำมันได้ดีว่ามันเป็นกล้องที่ลูกสาวของเธอ ไอช่า ชอบใช้มันถึงจะเป็นของเก่าแต่ก็มีอะไรดีๆ
แฝงอยู่เพียบ รูปถ่ายที่เจอใบแรกเป็นรูปถ่ายของหญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆผมสีน้ำตาลวอลนัตอมดำ ใบหน้าดูสระสวย ใบหน้ามีเค้าโครงหลายส่วนเหมือนมิชเชลราวกับแกะ
แต่ก็มีบางส่วนต่างออกไปเช่นดวงตา สีผิวคมเข้มกว่าผู้เป็นแม่นิดหน่อย ไอช่าหญิงสาวที่มิชเชลเกือบจะจำไม่ได้แล้วว่าเธอคือลูกในไส้แท้ๆของเธอ หลายปีที่มิชเชลมัวสน
อยู่แต่เรื่องของการปกป้องโลกจนไม่ได้สังเกตว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวนั้นจะเป็นเช่นไรบ้าง ถึงแม้จะรู้สึกโล่งอกที่รู้ว่าเธอยังสบายดีและมีความสุขแต่ทำไมกันเมื่อมองดูรูปใบนี้
เธอกลับรู้สึกเจ็บปวดลึกๆอยู่ในใจ


ในภาพถ่ายแต่ละใบนั้นมีรูปถ่ายของไอช่ากับชายหนุ่มอีกคนยืนอยู่ข้างๆเสมอ มิชเชลจำได้ดีว่านั่นคือชายผู้ที่เป็นสามีของไอช่าซึ่งแต่งงานกันเมื่อสองปีที่แล้ว มิชเชลได้ข่าวนี้
และได้รับจดหมายเชิญจากทั้งสองคนให้ไปร่วมงานแต่งด้วยแต่เธอกลับเลือกที่จะส่งไอร์ม่า A.I. ส่วนตัวไปร่วมงานแทนพอนึกถึงงานแต่งงานแล้วมันก็อดทำใจนึกถึงชายที่เธอรัก
ที่สุดคนนั้นไปไม่ได้เสียที ชายผู้เป็นสามีและพ่อบังเกิดเกล้าของไอช่า... ริโก้


มิชเชลมองดูรูปถ่ายทีละใบอย่างละเอียด เหมือนหลังแต่งงานไอช่าจะย้ายไปอยู่ที่บ้านไร่กับสามีของเธอ ใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ชาวสวนกันตามประสาชีวิตชนบท มีทั้งภาพถ่ายชีวิต
ในบ้านไร่ ภาพตอนขี่ม้าเล่นภายในฟาร์ม วันรวมญาติฝั่งสามีที่มิชเชลไม่ได้ไปสักครั้ง หรือภาพของวันแต่งงานที่มิชเชลไม่ได้ไปเข้าร่วมจริงๆด้วยซ้ำ คิดแล้วไม่มีผิดมีแต่เรื่อง
น่าเบื่ออย่างที่คาดมิชเชลเตรียมจะสอดรูปถ่ายพวกนั้นกลับไปแล้วโยนเข้ากล่องพร้อมจดหมายเหมือนทุกครั้งแต่ก็ต้องหยุดความคิดไประยะหนึ่งเมื่อเหลือบไปเห็นรูปถ่ายอีกใบ
ที่ไม่ได้หันหน้าเข้าหาเหมือนใบอื่นๆและที่แปลกคือใบนี้ถูกเขียนเอาไว้ด้านหลังภาพด้วยปากกาเคมีเป็นคำสั้นๆดูแล้วน่าจะเป็นชื่อมากกว่า จะว่าไปมิชเชลก็ยังไม่ได้รู้ชื่อของ
ชายหนุ่มที่ไอช่าแต่งงานด้วยเลยนี่คงจะเป็นชื่อของเจ้าหนุ่มคนนั้นล่ะมั้ง


‘ซีทรินเหรอ... ’


มิชเชลถอนหายใจพลางพลิกหน้ารูปถ่ายโดยไม่หวังอะไรมากกับชื่อของอัญมณีจำพวกบุษราคัม คงเป็นชื่อของไอ้หนุ่มคนนั้นคนที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้แต่งงานกับลูกสาว
ของเธอแหงๆ ก็นับว่าเป็นชื่อที่แปลกเอาการพนันได้ว่าภาพที่กำลังจะเห็นนี้คงจะเป็นใบหน้าของเจ้าหนุ่มคนนี้มาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลากับฉากหลังประกอบอลังการ
ระหว่างกอดไอช่าไว้ในอ้อมแขน


และมันก็คงเป็นแบบนั้นถ้าไม่เป็นในทางตรงกันข้ามกับที่เธอกำลังคิดโดยสิ้นเชิง...


รูปถ่ายใบสุดท้าถูกพลิกกลับด้านสิ่งแรกที่ทำให้มิชเชลเพ่งสายตาเข้าไปเป็นจุดแรกคือภาพของเด็กทารกร่างเล็กผิวขาวร่างแดงบางจุดซุกตัวอยู่ใต้ผ้าขนหนู ผ้าอ้อมอีกหลายผืน
ดวงตาปิดสนิททั้งสองข้างหลับสนิทและที่เห็นได้ชัดคือ ไอช่าและสามีของเธอกำลังอุ้มเด็กทารกคนนั้นเอาไว้ในอ้อมแขนพร้อมรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเด็กทารกนั่นเป็นใคร


“ไม่จริงใช่ไหมเนี่ย...” มิชเชลอึ้งไปครู่หนึ่งความรู้สึกของเธอ จากที่เจ็บลึกในใจที่รู้สึกอยู่เมื่อครู่มันกลับค่อยๆหายไปเหมือนสิ่งที่ตกตะกอนในจิตใจกำลังถูกชะล้างออกไป
ในเวลาอันรวดเร็ว หญิงแก่วางจดหมายลงบนโต๊ะและมองดูภาพถ่ายใบนั้นอย่างไม่ละสายตา วินาทีนั้นเองที่เธอได้รับรู้เหมือนเป็นภาพซ้อนอดีตที่เธอยังจำมันได้ดี วินาทีแรก
ของการให้กำเนิด การเปลี่ยนจากคู่สามีภรรยาธรรมดาคู่หนึ่งให้กลายเป็นพ่อและแม่


และวันนี้มิชเชลได้กลายเป็น ‘คุณยาย’ ของทารกคนนี้แบบไม่ทันตั้งตัวเข้าให้แล้ว!


“แซต... หัวหน้าครับ...” เวลาประทับใจก็ไม่เคยนานจริงๆเมื่อเสียงของออสเปรย์ดังแทรกผ่านเครื่องมือสื่อสารเข้ามา ถึงแม้จะรู้ตัวดีว่าออสเปรย์ไม่ได้มีเจตนาจะมาขัดจังหวะ
ความประทับใจอะไรแต่ขอทีเหอะอย่างน้อยก็ขออยู่กับช่วงเวลาสำคัญนี่หน่อยได้ไหม


“ว่ามาออสเปรย์... มีอะไร” มิชเชลวางภาพถ่ายลงที่โต๊ะก่อนกดอุปกรณ์สื่อสารตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเซ็งที่ถูกขัดใจ แต่เธอก็เก็บความรู้สึกเอาไว้ยังไงเสียตอนนี้
คงมีเรื่องสำคัญแน่ออสเปรย์ถึงได้มาเรียกเธอในเวลาแบบนี้


“จำเรื่องข้อมูลที่เราพบในนิวยอร์กเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ไหมครับ ฝ่ายข่าวกรองยืนยันแล้วว่าข้อมูลตรงกับสถานที่เดียวกันทั้งหมดพวก ดิ เซอร์เพนท์ ต้องสั่งการมาจากที่ไหนสัก
ที่ในเขตตะวันออกกลางครับ หน่วยข่าวกรองต้องใช้เวลาวิเคราะห์ฐานข้อมูล น่าจะไม่เกินสามวันเราคงได้พิกัดใกล้เคียงของแหล่งกบดานครับ...” ออสเปรย์พูดเสียงนิ่ง
เหมือนเช่นเคย นั่นคือเอกลักษณ์ประจำตัวของออสเปรย์ที่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นิ่ง เงียบ จริงจัง และไม่เคยทำอะไรเล่นๆ


“ขอบใจมาก... นายมีอะไรอย่างอื่นอีกไหม?” มิชเชลถามเพิ่มเติมเผื่อว่าจะมี


“ครับ... ในไฟล์ข้อมูลเราพบอีกไฟล์หนึ่งเป็นไฟล์เข้ารหัส เราลองถอดรหัสออกดู มันเป็นรายชื่อรายการเป้าหมายเฉพาะบุคคลครับ”


“นายหมายถึงรายชื่อสังหารใช่รึเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็นี่ล่ะเรื่องสำคัญสุด ส่งรายชื่อนั่นเข้าอ๊อปแซ๊ทฉันได้เลยออสเปรย์” มิชเชลพูดก่อนจะมีเสียงตอบรับสั้นๆเพียงคำเดียว
จากออสเปรย์ว่า ‘ครับ’ และข้อมูลรายชื่อก็ถูกยิงเข้ามาในอ๊อปแซ็ทของมิชเชล รายชื่อยาวเหยียดของคิวลอบสังหารและกว่าครึ่งในรายชื่อถูกยืนยันว่าตายไปแล้วในรอบ
สามอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายคนมองว่ามันคือการตายโดยอุบัติเหตุบ้าง หรือตายเพราะโรคเก่ากำเริบบ้าง แต่ทุกคนในสเป็คเตอร์รู้ดีว่ามันเป็นแค่มุขเก่าสมัยเหาเป็นพระเจ้า
จัดฉากให้ดูเหมือนอุบัติเหตุเพื่อกลบเกลื่อนการลอบสังการ


เธอรู้ดีเพราะเธอเองก็เคยทำแบบนั้น มันเป็นเรื่องพื้นฐานของการลอบสังหาร น่าแปลกที่ยังมีคนใช้อยู่...


มิชเชลลองอ่านรายชื่อทั้งหมดที่ยังเหลือรอดหากทำได้เป้าหมายคนไหนมีความสำคัญมากๆมิชเชลอาจจะสั่งทีมล่าสังหารไปดักซุ่มรอช่วยคุ้มกันแบบลับๆ
แต่ก็ไม่คิดจะปกป้องทุกรายชื่อในนี้เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าในโลกใบนี้เราช่วยใครไม่ได้หมดทุกคน รายชื่อทีละรายถูกอ่าน


อซาฟ ชารุฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซีเรีย

นาอง ดี บริกซ์ ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของ BEAR

สโล เอเจนท์หน่วยฟอกซ์ สเป็คเตอร์ ที่แฝงตัวอยู่ใน BEAR

รูบี้ เอเจนท์หน่วยฟอกซ์ สถานะปัจจุบัน หายสาบสูญ

แร๊บบิท ผู้บัญชาการหน่วย แร๊ทส์ ทีมอัลฟ่า สังกัดสภาความมั่นคงโลก



“ท่าทางงานเข้าซะแล้วสิแร๊บบิท... โอ๊ะโอ๋ นี่อะไรเนี่ย...” มิชเชลแทบไม่แปลกใจหากในรายชื่อลอบสังหารจะมีแร๊บบิทที่เป็นเสี้ยนหนามตัวสำคัญอยู่ด้วย มิชเชลคิดว่า
จะส่งคนไปคอยคุ้มกันตาแก่คนนี้ซะหน่อยถึงจะไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้วแต่อย่างน้อยก็เคยรู้จักกันมา คงจะปล่อยให้โดนฆ่าตายไปเฉยๆไม่ได้ มิชเชลมองดูรายชื่ออีกรายชื่อหนึ่ง
ด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนกระทั่ง...


“นี่มัน... แย่แล้ว!”


รายชื่อสุดท้ายมิชเชลแทบต้องลุกขึ้นอย่างไว สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวกังวลอย่างที่สุด ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งพักผ่อนแบบนี้อีกแล้วเมื่อรายชื่อสุดท้ายนั้น
ถูกเผยออกมา มิชเชลรีบลุกขึ้นติดต่อไปยังฝ่ายข้อมูลในทันที


“แจ้งทุกหน่วยเรียกตัวเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ยังไม่ได้ติดงานสำคัญกลับมารวมพลรับภารกิจฉุกเฉินเป็นการด่วน เรียกตัวเจ้าหน้าที่ภาคสนามทั้งหมดกลับมาที่นี่....
เรากำลังเจอของจริงแล้ว”



***************************************************************************************************

ข้อมูลท้ายตอน


โครงสร้างขององค์กร BEAR


BEAR หรือในชื่อเต็ม ‘Bioterrorist Eliminate Assault Regiment’ หน่วยจู่โจมตอบโต้เร็วเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพ ที่เป็นดั่งเขี้ยวเล็บขององค์การสหประชาชาติและ
สภาความมั่นคงโลกในการต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นโดย โลแกน เจฟเฟอรี่ บริกซ์ อดีต ผู้บัญชาการทีม B.A.T. Spectre Team (ต่อมาภายหลัง
ได้แยกตัวเป็นอิสระและเปลี่ยนชื่อเป็น Spectre อย่างเต็มตัว) หน้าที่หลักของ BEAR คือการต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพ ช่วยเหลือตัวประกันเขตข้อพิพาททางอาวุธชีวภาพ
และรวมไปถึงลอบสังหารผู้นำคนสำคัญที่มีอาวุธชีวภาพไว้ในการครอบครอง การทำงานของหน่วยค่อนข้างจะคล้าย Spectre แต่จะแตกต่างกันตรงที่เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อ
สภาความมั่นคงโลก ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระอย่าง Spectre และได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติจึงอาจกล่าวได้ว่า BEAR เป็นกลุ่มองค์กรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง


ผู้มีอำนาจสั่งการโดยตรงต่อหน่วย BEAR คือ กรรมาธิการและเลขาแห่งสภาความมั่นคงโลกที่มีอำนาจสั่งการหรือเรียกใช้ได้โดยตรงทหารแห่งหน่วย BEAR ทุกนาย
ไม่สามารถเข้าร่วมได้โดยการสมัครแต่ต้องถูกเรียกตัวให้เข้าร่วม มาจากหน่วยรบพิเศษและกองกำลังทหารฝีมือดีจากทุกหน่วยทั่วโลก เมื่อถูกเรียกตัวต้องเข้ารับการทดสอบ
และการฝึกคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโดยอัตราการผ่านการคัดเลือกจากหน่วยนี้มีเพียง 17% เท่านั้น (รวมทั้งเสียชีวิตระหว่างการคัดเลือกบางส่วนด้วย) เรียกว่าเป็นหลักสูตรการรบ
ที่โหดและหินที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้


ผู้นำองค์กรคนปัจจุบันของ BEAR คือ โจนาธาน ‘ร๊อกเก๊ต’ โมซาวิค อดีตหน่วยรบพิเศษจากสหราชอาณาจักร และหน่วย BEAR ยังมีสาขาครอบคลุมถึงเจ็ดทวีปทั่วโลก
มีกองกำลังทหารมากกว่าสามหมื่นนายที่พร้อมดำเนินการได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเมื่อถูกเรียกตัว


รายชื่อสมาชิกของ BEAR ที่ปรากฏในเรื่อง


โลแกน เจฟเฟอรี่ บริกซ์ (อดีตผู้บัญชาการ B.A.T. Spectre และผู้บัญชาการ BEAR สาขาอเมริกาเหนือ สถานะ : เสียชีวิตในหน้าที่)

นาอง ดี บริกซ์ (ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของ BEAR สถานะ : ยังไม่ปรากฏตัว)


องค์กร BEAR มองภายนอกอาจจะเหมือนทำตามคำสั่งสภาความมั่นคงโลกแต่แท้จริงแล้วโครงสร้างภายในมีความซับซ้อนมากกว่านั้น ครึ่งหนึ่งของงบประมาณสนับสนุน
มาจากภาคเอกชนที่ไม่ประสงค์ออกนาม และยังมีความสัมพันธ์แบบพันธมิตรกับกลุ่มบริษัทกองกำลังเอกชนทั่วโลก และยังมีข่าวลืออื้อฉาวหลายครั้งเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
นอกกฎหมายของหน่วย BEAR ที่ไม่เป็นทางการทั้งงานลอบสังหาร การซื้อขายอาวุธในตลาดมืดรวมถึงการเป็นบอดี้การ์ดให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองหลายคนว่าเป็นการกระทำ
ที่ไม่โปร่งใส่และล่อแหลมต่อความมั่นคงของโลกในทางโครงสร้าง กระนั้นปัจจุบันหน่วยนี้ยังคงถูกเรียกใช้จากกองกำลังสหประชาชาติและสภาความมั่นคงโลกอยู่บ่อยครั้ง
และยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป








************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 469

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 27 ก.ย. 2017, 19:06

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต (EP14)23/

ใครจะจัดการใครเดี๋ยวคงได้รู้
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน