ผู้สนับสนุน :
Mai Gadget จำหน่ายอุปกรณ์เสริม Xiaomi

The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP9) 23/1/60

<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 452

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 13 พ.ย. 2016, 16:07

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 29/1

Episode 5 : friend ?

8 เมษายน 2045

โอไฮโอ , คลีฟแลนด์



สิบสองชั่วโมงหลังจากมีการประกาศการโจมตีของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ดิ เซอร์เพนท์ องค์กรหน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายทั่วโลกต่างรีบเรียกประชุมฉุกเฉิน
เป็นการด่วน และก็ดันเป็นคราวซวยของอเล็กซ์เพราะแร๊บบิทที่มีอำนาจรองจากผู้บัญชาการวิลโบสกี้ในตอนนี้ดันบาดเจ็บและอยู่สภาพที่ไม่ได้สติ ด้วยเหตุนี้
อเล็กซ์จึงต้องเป็นตัวแทนของสมาชิกหน่วยแรทส์สาขาอเมริกาเหนือที่ยังเหลืออยู่เข้าร่วมประชุมฉุกเฉินระหว่างองค์กรอย่างช่วยไม่ได้


ชายหนุ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้ ถ้าพูดตรงๆก็คืออเล็กซ์ไม่ชอบการประชุมแบบนี้เลย เพราะนอกจากตัวแทนของทางรัฐบาลจากทั้งภายในและภายนอก
ของสหรัฐฯแล้ว ยังมีตัวแทนขององค์กรจากประเทศอื่นรวมถึงองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น CIA MI6 INTERPOL (ตำรวจสากล) BEAR หรือแม้แต่บริษัททหารรับจ้างรายใหญ่
อย่าง Desert Strom Security Solution ก็ยังถูกเรียกให้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย


ในเมื่อแต่ละรายล้วนแต่เป็นตัวเป้งๆในวงการทั้งนั้นแล้วแบบนี้ลำพังแค่เจ้าหน้าที่ชั้นปลายแถวอย่างอเล็กซ์จะไปพูดอะไรได้ นึกแล้วมันก็น่าโมโห
ที่เวลาแบบนี้ดันไม่มีใครคออยู่ช่วยเขาเลย ถ้าผู้บัญชาการวิลโบสกี้ยังอยู่ล่ะก็ เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้แน่


คุณไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันนะวิลโบสกี้...


“ทุกๆท่านโปรดนั่งลงเรากำลังจะเริ่มประชุมแล้วโปรดอยู่ในความสงบด้วย” เสียงของหญิงสาวในชุดสูทเนี้ยบประกาศขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลสามคน
ที่เดินเข้ามาภายในห้อง แม้อเล็กซ์จะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างชั้นปลายแถว แต่สามคนที่กำลังเดินเข้ามานั้นอเล็กซ์และทุกคนในหน่วยแรทส์รู้จักดีในฐานะ
‘คณะประธานสภาความมั่นคงโลก’


สภาความมั่นคงโลกนั้นถูกก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 2020 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการป้องกันและยั้บยั้งเหตุที่จะนำไปสู่การล่มสลายของมนุษย์ชาติ ไม่ว่าจะเป็น
สงครามโลก การก่อการร้ายระดับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งอาวุธชีวภาพ โดยประธานสภาความมั่นคงโลกนั้นประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับเลือกการเสนอชื่อจาก
องค์การสหประชาชาติ (UN) ตัวแทน เอกอัครราชทูตที่ได้รับการคัดเลือกโหวตจากนานาประเทศ และตัวแทนจากกลุ่มองค์กรต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอย่าง
BEAR กลายเป็นสามเหลี่ยมอำนาจที่คอยจัดการและป้องกันภัยคุกคามระดับโลกมาจนทุกวันนี้


แต่จะด้วยเหตุผลอะไรที่สามคนนี้เรียกทุกองค์กรมาประชุมพร้อมกันแบบนี้ อเล็กซ์ก็ไม่ได้ใส่ใจมากไปกว่าการได้ใช้ชีวิตไปกับการสร้างและวิจัยอุปกรณ์ใหม่ๆ
ของตัวเอง ประธานทั้งสามคนนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งก่อนที่หนึ่งในตัวแทนของสภาความมั่นคงโลกจะกล่าวปราศรัย


“ทุกๆท่านขออภัยในความไม่สะดวกในครั้งนี้ที่ต้องเรียกทุกท่านมาร่วมประชุมอย่างกะทันหัน อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ใช้ชื่อตัวเองว่า
ดิ เซอร์เพนท์ ได้ออกมาประกาศการโจมตีกับทุกประเทศทั่วโลก และยังมีข่าวร้ายอีกอย่างที่เราได้รับรายงานมาว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้มีอาวุธชีวภาพในการครอบครองด้วย”


สิ่งที่ตัวแทนของสภาความมั่นคงกล่าวขึ้นทำเอาบรรดาผู้นำองค์กรหรือตัวแทนทั้งหลายต่างส่งเสียงกระซิบกระซาบกันไปต่างๆนานาจนลั่นระงมห้องเต็มไปหมด
มีเพียงอเล็กซ์และตัวแทนจากประเทศที่ถูกโจมตีเท่านั้นที่ยังไม่มีท่าทีอะไรกับข่าวร้ายที่ได้รับ เพราะเป็นไปได้ว่าทุกทีที่ถูกโจมตีนั้นต่างก็ถูกอาวุธชีวภาพเล่นงานแทบทั้งสิ้น


นึกไม่ออกเลยว่าไอ้พวกงูกินหางนี่มันมีอาวุธชีวภาพอยู่ในการครอบครองเยอะขนาดไหนถึงกับเล่นงานประเทศหลายประเทศพร้อมกันได้ถึงขนาดนี้...


“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ เราต่างรู้ดีว่ามันฟังดูแย่ที่ต้องพูดเช่นนี้แต่มันเป็นเรื่องจริง หลังผ่านมาสิบปีที่พวกเราได้ใช้ชีวิตกันอย่างสงบจากอาวุธชีวภาพ
และในเวลาเช่นนี้การก่อการร้ายทางชีวภาพได้กลับมาอีกครั้ง และในวันนี้พวกเรามาเพื่อเสนอ มติต่อพวกท่าน...” ตัวแทนสภาความมั่นคงจากสหประชาชาติ
พูดให้ทุกฝ่ายใจเย็นพร้อมทั้งประกาศกล่าวถึงสิ่งที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญ


ทั่วทั้งห้องตกอยู่นความเงียบเพียงชั่วขณะหนึ่งหลังจากนั้น...


“ท่านทั้งหลายเราขอเสนอมติให้มีการก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่ 523 ”


การเสนอมติที่ว่ายิ่งสร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งห้องหนักมากขึ้นไปอีก แม้แต่อเล็กซ์เองก็เช่นเดียวกัน มติที่ว่านั้นคือหนึ่งในมติวาระฉุกเฉินที่จะมีการก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจ
ที่ 523 หรือหน่วยพันธมิตรไล่ล่าการก่อการร้ายทางชีวภาพ ซึ่งมตินี้เคยถูกใช้เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้วในสงครามระหว่างพวก North และพันธมิตรทั่วโลกซึ่งกว่าจะสงบ
ก็กินเวลาไปเป็นสิบปีเต็มๆ


แน่นอนว่าอเล็กซ์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้เพราะล่าสุดที่มติดังกล่าวถูกใช้มาก็มีการสูญเลียไปมากมายทั้งชีวิตผู้คนและทรัพย์สินทำเอาระบบเศรษฐกิจโลกเกือบจะล่มเอาแล้ว
ในคราวนั้น จริงอยู่ที่ในเวลาแบบนี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแต่ก็น่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่มติที่จะพาทั่วโลกถอยลงคลองเหมือนเมื่อครั้งอดีต


“เรารู้ว่าทุกท่านต่างมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราจึงอยากให้มีอาการออกเสียงโดยพวกท่านทุกคนในที่นี้ หากมติออกมาเป็นเอกฉันท์เราจะเคารพในเสียงข้างมาก
ขอให้ทุกท่านโชคดีพระเจ้าคุ้มครอง...”


เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมกับดวงไฟสีแดงและสีเขียวที่ถูกเปิดขึ้นให้ลงคะแนนเสียง ความเงียบและความตึงเครียดปกคลุมไปทั่วทั้งห้องในทันใด
อเล็กซ์มองดูดวงไฟทั้งสองราวกับเป็นทางแยกที่มีหนทางแตกต่างกัน เขาต้องเลือกที่จะตัดสินชะตากรรมของโลกและหน่วยผ่านการตัดสินใจของเขาเอง


ชายหนุ่มนั่งนิ่งด้วยความเครียดก่อนจะเริ่มเอื้อมมือไปเพื่อกดเลือกในสิ่งที่เขาต้องตัดสินใจ...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------


นับว่ายังโชคดีที่อาการของแร๊บบิทดีขึ้นหลังจากนั้นจนฟื้นขึ้นมาได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ รันฟารู้สึกโล่งหายใจทั่วท้องขึ้นในรอบสองวันที่ผ่านมา
นับจากมีการโจมตีโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่า ดิ เซอร์เพนท์ หญิงสาวเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งที่อาจจะตามมาหลังจากจบการประชุมระหว่างองค์กร
หลังจากที่อเล็กซ์ถูกแร็บบิทสั่งให้ไปเป็นตัวแทนของหน่วยในการร่วมประชุมครั้งนี้ จริงอยู่ที่ทุกคนในหน่วยยอมรับว่าอเล็กซ์เป็นช่างเทคนิคและแฮ๊กเกอร์
ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในหน่วย แต่ว่าเป็นนักเจรจาที่ห่วยแตกเข้าขั้นเลวร้าย ซึ่งก็ไม่มีใครเถียงในข้อนี้สักคน


เรื่องมันมีอยู่ว่าในภารกิจหนึ่งในช่วงก่อนที่รันฟาจะเข้าหน่วยได้สักปีนึง มาร์โก้เคยเล่าให้ฟังว่าอเล็กซ์ต้องสวมรอยเป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่จะติดต่อค้าขายกับพ่อค้าอาวุธเถื่อน
แต่ไม่รู้ไปๆมาอีกท่าไหนระหว่างการเจรจาค้าขายก็ดันเกิดเรื่องเข้าซะก่อน แค่อีกฝ่ายพูดจากวนประสาทไม่เข้าหูอเล็กซ์แค่นิดเดียวคุณพี่แกก็ของขึ้นเปิดเกมกราดยิงกระสุน
ใส่พวกกลุ่มพ่อฆ่าอาวุธซะราบคาบ เรื่องเลยโกลาหลขึ้นมานิดหน่อยกว่าจะสงบลงได้ก็ยิงกันไปจนกระสุนเกือบจะหมดชุดทำเอาทั้งทีมวุ่นกันไปจนอเล็กซ์ถูกพักงานเป็นเดือนๆ
จริงอยู่ที่ว่าตอนนี้นิสัยบ้าดีเดือดของอเล็กซ์จะหายไปแล้วแต่วีรกรรมสุดห้าวเป้งในครั้งนั้นยังคงเป็นที่จดจำในฐานะผู้เจรจาที่ห่วยแตกที่สุด


หวังว่าการประชุมในครั้งนี้อเล็กซ์จะใจเย็นพอที่จะไม่ก่อเรื่องอะไรห่ามๆต่อหน้าตัวแทนองค์กรจากทั่วโลกนะไม่งั้น...


“รันฟา... เธอได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย?” เสียงทักของแร๊บบิทปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นจากภวังค์เป็นการด่วน เหมือนเธอจะเหม่อไปในช่วงนี้โดยไม่ทันฟังสิ่งที่แร๊บบิทพูด


“ขอโทษค่ะหัวหน้า... พอดีเมื่อคืนนอนไม่ค่อยพอเท่าไหร่ค่ะก็เลย...” หญิงสาวตอบกลับด้วยอาการสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็แก้ลำได้ทัน


“เกือบสองวันที่ฉันสลบไปนี่คงเกิดเรื่องกับเธอเยอะเลยสินะ... ส่วนเรื่องของมาร์โก้ รี้ดแล้วก็มิกกี้เธอไม่ต้องไปคิดให้มากหรอก มันไม่ใช่ความผิดของเธออยู่แล้ว
ที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น”


“ทำไมหัวหน้าถึงได้รู้ล่ะคะเรื่องนั้น...” รันฟาถามกลับด้วยความสงสัยนิดหน่อย เธอจำได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องของคนที่ตายให้แร๊บบิททราบ


“อเล็กซ์บอกฉันหมดแล้วก่อนหน้าที่เธอจะมาที่นี่ไม่นาน เชื่อเถอะสมัยฉันยังอายุเท่าเธอเพิ่งแหย่เท้าเข้ากองทัพได้ไม่เท่าไหร่ฉันเห็นเพื่อนตายไปในสนามรบ
หลายปีกว่าฉันจะทำใจได้ ฉันไม่โทษเธอหรอกที่ช่วยพวกเขาไม่ได้ฉันรู้ว่าเธอพยายามเต็มที่แล้วแม่หนู...” แร๊บบิทกล่าวด้วยน้ำเสียงราบนิ่ง


“แต่พวกเขาก็ไม่รอด...”


“ฟังนะถ้าเธอจะคิดเรื่องนั้นไว้ค่อยคิดตอนกลับไปพักที่บ้านก็ได้ จะมีใครตายอีกหรือทำไมต้องตายมันไม่สำคัญหรอก นี่มันคือการรบนะไม่มีอะไรขึ้นตรงกับเราทั้งนั้น
รอให้จบเรื่องแล้วเธอค่อยไปนึกย้อนเสียใจภายหลังก็ได้ ตอนนี้เราต้องจัดการยุติเรื่องทั้งหมดนี่ก่อนเข้าใจรึเปล่า”


สิ่งทีรันฟาได้ยินนั้นทำเอาหญิงสาวต้องคิดหนักมากขึ้นไปอีก แต่มันก็จริงในสงครามหรือการต่อสู้ทั้งหลายทุกสิ่งที่อย่างล้วนแต่ไม่ขึ้นตรงกับใครทั้งนั้น
ทุกอย่างที่เราหวังมักจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการเสมอไป ถึงจะฟังดูโหดร้ายแต่เธอก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปช่วยเหลืออะไรคนที่ตายไปแล้ว
นอกจากคนเป็นๆเท่านั้นที่ยังต้องอยู่ให้เธอช่วยเหลือ


และมันก็จริงหากนี่คือคำพูดที่มาจากปากของชายผู้เป็นหัวหน้า ผ่านศึกมาแล้วนับไม่ถ้วนมากกว่าเด็กหน้าละอ่อนแบบเธอ...


“เข้าใจแล้วค่ะ... ขอบคุณนะคะหัวหน้า”


แร๊บบิทพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ หญิงสาวมองดูนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมสี่สิบนาที คงได้เวลาปล่อยให้แร๊บบิทได้พักเป็นการส่วนตัวบ้างแล้ว
หญิงสาวหยิบดาบของเธอขึ้นมาก่อนจะเดินไปที่ประตูทางออก ยังไม่ทันจะคว้ามือถึงลูกบิดประตูห้องก็ชิงเปิดออกก่อน มีใครบางคนกำลังแวะมาเยี่ยมแร๊บบิทพอดี
รันฟามองดูหน้าของคนที่เข้ามาเพียงวูบหนึ่งก็ต้องรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยกับผู้ที่มาเยือน


“ผู้บัญชาการวิลโบสกี้! ท่านปลอดภัยดีเหรอคะ” หญิงสาวร้องลั่นด้วยความดีใจที่เห็นวิลโบสกี้ผู้บัญชาการหญิงที่พลัดหลงกันเมื่อสองวันก่อนยังปลอดภัยดี
แถมยังอยู่ครบสามสิบสองซะด้วย รันฟาและคนอื่นๆต่างคิดว่าเธอจะตายไปแล้วในเหตุการณ์ที่ชิคาโก้ ก็นับว่ายังโชคดีที่อย่างน้อยทางหน่วยคงไม่ต้องมาวุ่นวาย
กับการหาหัวหน้าสาขาคนใหม่มาแทนในตอนนี้ล่ะนะ


“ไงรันฟา ท่าทางจะเป็นห่วงมากเลยสินะ ขอโทษด้วยกับเรื่องนี้พอดีมันมีเหตุอะไรนิดหน่อย ถ้าไม่ว่าอะไรขอฉันคุยกับแร๊บบิทเป็นการส่วนตัวหน่อยจะได้ไหม?”
ผู้บัญชาการกล่าวพลางลูบหัวหญิงสาวอย่างนุ่มนวลทำเหมือนกับเธอยังเป็นเด็กไม่มีผิด


“มะ... ไม่เป็นไรค่ะฉันเองก็จะไปอยู่พอดี ถ้างั้นยังไงก็ขอต้อนรับกลับมานะคะท่าน...” หญิงสาวแสดงความเคารพต่อผู้บัญชาการก่อนจะเดินออกจากห้องไปตามคำขอ
ขณะที่ภายในใจยังคงรู้สึกโล่งอกที่ผู้บัญชาการยังไม่ตาย อย่าน้อยในเวลาแบบนี้มีข่าวดีเพียงเล็กน้อยยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย


ในความคิดแรกของหญิงสาวสิ่งที่เธออยากจะทำในเวลานี้คือการหาอะไรเย็นๆดื่มแล้วก็รอให้อเล็กซ์เสร็จจากการประชุม หากไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
เธออาจจะชวนอเล็กซ์ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยเธอในภารกิจล่าสุด


“คุณคือมิสผิง ใช่ไหมครับ” เสียงชายบางคนทักขึ้นจากด้านหลังของเธอโดยไม่รู้ตัว รันฟารีบเหลียวหลังไปมองก็พบกับทหารร่างเตี้ยท่าทางอายุไม่ต่างกับเธอมากเท่าไหร่นัก


“ใช่คะ มีอะไรคะ?” รันฟาถามกลับไปอย่างระวังเพราะท่าทางทหารนายนี้จะเป็นคนขี้ตื่นกว่าที่เห็น เธอจึงใช้คำพูดที่นุ่มนวลเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตกใจจนเกินไป


ทหารนายนั้นยื่นซองจดหมายบางอย่างให้กับรันฟาฉบับหนึ่ง


“มีคนจ้างผมสองร้อยให้เอาจดหมายนี่มาให้คุณ เขาบอกว่าให้คุณเปิดอ่านทันทีหลังจากได้รับมันครับ...” อีกฝ่ายตอบเสียงสั่นก่อนจะรีบวิ่งจากไปโดยไม่สนว่า
รันฟาจะเรียกเขาไล่หลังหรือไม่ นอกจากจะขี้ตื่นแล้วยังขี้อายอีกแน่ๆสังเกตจากสีหน้าที่เขามองมาและไม่กล้าสบตาเธอแม้แต่นิดเดียว


ถึงจะยังงงว่าทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกันแต่หญิงสาวก็ไหวไหล่ไม่คิดอะไรมากนักคงจะเป็นคนที่ชอบส่งจดหมายรักมาจีบเธอเหมือนที่เคยมีนั่นล่ะ
เห็นอย่างนี้รันฟาเองก็เนื้อหอมพอควรในหมู่ผู้ชายเหมือนกัน ถึงสมัยนี้จะมีเทคโนโลยีอย่างการแช๊ตคุยแบบเห็นหน้าแล้วก็ตาม แต่การส่งจดหมายรักแบบโบราณนี่
ยังคงได้รับความนิยมอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียที่เป็นบ้านเกิดของเธอ บางทีวิธีการแบบนี้อาจจะดีกว่าการเห็นหน้ากันชัดๆพูดคุยแล้วก็จบแค่นั้นเลยก็เป็นได้


หญิงสาวลองเปิดดูจดหมายฉบับนั้นซึ่งก็ผิดจากที่คาดเอาไว้นิดหน่อยมันไม่ใช่จดหมายรัก แต่เป็นจดหมายข้อความบางอย่าง รันฟาลองอ่านเนื้อความในจดหมาย
จนได้ความว่ามีใครบางคนกำลังรอเธออยู่ที่บนดาดฟ้าของที่นี่ ดูจากลายมือและรูปแบบการเขียนแล้วคงจะไม่ใช่ลายมือของพวกหนุ่มๆที่มักจะเขียนจดหมายมาจีบเธอ
อยู่บ่อยๆแน่นอน


ด้วยความสงสัยและความอยากรู้ที่มีอยู่ในตอนนี้รันฟาเลยตัดสินใจจะไปตามนัดในจดหมายนี่ โดยไม่ลืมที่จะพกเอาดาบคู่ใจติดไปด้วย อย่างน้อยสิ่งที่อาจารย์เคยสอนว่า
เป็นสตรีไม่ควรไร้อาวุธเธอก็ยังจำและยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด และมันก็ช่วยได้มากจริงๆในสถานการณ์อันตรายหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยที่มาจากผู้ชาย


รันฟาใช้เวลาวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าไม่นานนักเนื่องจากตึกที่ทำการชั่วคราวของหน่วย แรทส์นั้นเป็นตึงสูงแค่ห้าชั้นและโชคดีที่ตอนนี้เธออยู่ชั้นสาม
หญิงสาวจึงไม่ต้องเสียแรงและเวลาในการวิ่งขึ้นบันใดมากนัก อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการออกกำลังไปด้วยในตัว สักพักใหญ่รันฟาก็เดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าดาดฟ้า
หญิงสาวเปิดประตูเดินเข้ามาบนดาดฟ้าที่ปกติไม่ค่อยจะมีใครมาแถวนี้มากนักถ้าไม่นับเรื่องมาแอบสูบบุหรี่บนนี้


“เอาล่ะ ฉันมาแล้วใครล่ะที่ส่งจดหมายเรียกฉันมาบนนี้” รันฟาพยายามพูดเสียงดังเพื่อให้ใครก็ตามที่อาจจะอยู่บนนี้ได้ยินว่าเธอมาถึงแล้วตามนัด


“ยินดีที่ได้พบ มิส ผิง รันฟา...” เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่ฟังแล้วไม่น่าจะใช่เสียงตามธรรมชาติดังขึ้นเหนือหัวของเธอ รันฟาใช้เวลาเพียงไม่ถึงวินาที
ชักดาบออกจากฝักมาเตรียมเอาไว้แต่พอหันไปอีกทีร่างดังกล่าวก็กระโดดมาอยู่ด้านหลังเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


รันฟาหันไปด้านหลังที่ๆร่างดังกล่าวกำลังยืนรอเธออยู่ด้วยท่าทีนิ่งเฉย เป็นร่างบางที่รูปร่างไม่ต่างอะไรกับเธอมากนักเดาได้ว่าคงจะเป็นผู้หญิง สวมชุดสำดำรูปร่างประหลาด
บางส่วนมีการเสริมด้วยเกราะดูแล้วเหมือนพวกนนินจาในหนังสือการ์ตูนไม่มีผิด ส่วนหัวและใบหน้าทั้งหมดถูกปิกเอาไว้ด้วยหน้ากากโม่งสีดำพร้อมแว่นตารูปร่างประหลาด
ที่ไม่น่าจะมีไว้เพียงแค่กันแดด


ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใครแต่เล่นแต่งตัวประหลาดแบบนี้มาหาเธอถ้าไม่ใช่พวกบ้าเต็มร้อยก็คงจะอันตรายเต็มขั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
รันฟาเลยไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสลงมือก่อนหญิงสาวตวัดดาบเข้าไปที่ฝ่ายตรงข้ามอย่างว่องไวด้วยประสบการณ์ที่ฝึกฝนมา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่จะจัดการได้ง่ายๆ
ร่างของบุคคลลึกลับตีลังกาถอยหลบวิถีดาบของรันฟาไปได้แบบง่ายดาย


“ใจเย็นๆแม่สาวน้อยฉันมีเรื่องจะคุยด้วยเท่านั้น” อีกฝ่ายพยายามอธิบาย


รันฟากัดฟันกรอดพร้อมกระชับดาบในมือแน่น “ไว้ค่อยคุยกันตอนตัดแขนเธอได้แล้ว”


“ดันเจอกับพวกหัวร้อนอีกแล้วเหรอ... ไม่ไหวเลยนะเนี่ย...” อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทีที่ดูจะไม่ยี่หระต่อหญิงสาวที่กำลังถือดาบญี่ปุ่นไล่ฟาดตนเองอยู่อย่างไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก


รันฟารีบบุกเข้าประชิดพร้อมทั้งวาดดาบกลางอากาศเป็นวงกว้างกะจะแยกร่างของอีกฝ่ายให้ขาดเป็นสองซีกในคราวเดียว แต่อีกฝ่ายนั้นกลับอยู่นิ่งรอให้คมดาบพุ่งเข้ามาหา
โดยไม่ขยับตัว ทีแรกในชั่วความคิดรันฟาคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเสียสติไปแล้ว ขณะที่คมดาบกำลังจะเข้าเฉือนร่างและดื่มเลือดของอีกฝ่ายจนขาดเป็นสองท่อน


เคร้ง!!


แต่แล้วคมดาบของดาบที่น่าจะทรงพลังที่สุดเล่มหนึ่งในโลกกลับถูกหยุดเอาไว้ด้วยท่อนแขนเพียงท่อนเดียว อย่าว่าแต่รอยแผลเลย
แค่รอยขาดของเสื้อก็ยังแทบไม่เห็นเสียด้วยซ้ำ รันฟามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสับสนและงุนงงสุดชีวิต


นี่มัน... แข็ง แข็งมาก ร่างของคนๆนี้มันยังไงกัน...


ดาบคาตะนะคูใจที่น่าจะไม่มีอะไรที่ฟันไม่ขาดกลับถูกหยุดเอาไว้ด้วยท่อนแขนที่ไม่มีอะไรรองนอกจากแขนเสื้อบางๆเท่านั้น รันฟาพยายามจะดึงดาบกลับไปแต่ก็ทำไม่ได้
แม้จะออกแรงเต็มที่แต่ดาบก็ไม่ยอมขยับตามที่ต้องการเลย มือของผู้ที่โดนฟันกำลังจับที่คมดาบโดยไม่รู้สึกถึงอะไรด้วยซ้ำ พละกำลังมาหาศาลเกินกว่ารูปร่างของคนผู้นี้
กำลังทำให้รันฟารู้สึกหวั่นเกรงมากขึ้นทีละน้อย


“ตาฉันบ้างล่ะแม่สาวน้อย...”


ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากเมื่ออีกฝ่ายแย่งดาบออกจากมือของรันฟาได้โดยง่าย ดาบของรันฟากระเด็นลอยขึ้นไปเหนือหัวหลายร้อยเมตรอย่างไม่น่าเชื่อ
ขณะที่ร่างบางในชุดสีดำ กำลังเคลื่อนไหวทันใดนั้นสิ่งที่รันฟาไม่คิดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น ที่มือทั้งสองข้างของคนชุดดำจากเดิมที่ไม่มีอะไร ในตอนนี้
กลับมีสิ่งที่เหมือนกับกงเล็บงอกขึ้นมาจากมือทั้งสองข้าง รันฟาไม่ทันคาดคิดว่าจะได้เจออะไรแบบนี้เลยไม่ทันตั้งตัวครั้นคิดจะถอยก็ดันโดนอีกฝ่ายเตะตัดลำตัว
จนกระเด็นติดฝาผนัง อีกฝ่ายพุ่งกงเล็บเข้ามาทางเธอเหมือนเตรียมจะปลิดชีพ หญิงสาวทำได้เพียงหลับตาปี๋รอรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


ฉึก!!


กงเล็บของคนชุดดำแทงเข้ากับอะไรบางอย่างเต็มๆ ทีแรกรันฟาคิดว่าเธอคงตายแน่แล้ว แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไปเมื่อเธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
หญิงสาวเลยลองลืมตาขึ้นหลังจากผ่านไปได้สักพัก กงเล็บที่พุ่งเข้ามานั้นพุ่งเข้าเสียบทะลุเข้าไปในกำแพงห่างจากหน้าเธอไปเพียงไม่กี่มิลเท่านั้น


“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อมีเรื่องกับเธอ...” ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเอ่ยปากขึ้นพร้อมทั้งเอามืออีกข้างรับดาบที่กระเด็นขึ้นไปเมื่อครู่เอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ
“แต่มาเพราะมีบางอย่างจะให้”


หญิงลึกลับดึงกงเล็บออกจากผนังก่อนจะเดินถอยออกมาและโยนดาบคืนให้รันฟาไปพร้อมกับยื่นกระเป๋าอุปกรณ์ขนาดเล็กชิ้นหนึ่งเป็นของแถมให้อีกชิ้น
รันฟาลองรับมันไปด้วยท่าทีระแวงเล็กน้อย เธอลองเปิดมันออกดูก็พบว่ามันคือเครื่องมือบางอย่างรูปร่างไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาเสียเลย แต่ท่าทางการทำงานของมัน
คงซับซ้อนน่าดูสังเกตได้จากช่องเสียบอุปกรณ์ทั้งหลายที่มีอยู่เพียบเต็มไปหมด


ไม่ว่าหญิงสวมหน้ากากคนนี้จะเป็นใครก็ช่างแต่ท่าทางเธอจะไม่ใช่พวกกระจอกงอกง่อย...


“คุณเอาไอ้นี่มาให้ฉันทำไม หน้าตาฉันมันดูเหมือนคนที่ใช้ของแบบนี้เป็นรึยังไงกัน...” รันฟาถามพลางเอาเครื่องที่ว่านั่นใส่กลับเข้ากระเป๋าตามเดิม
และล๊อกมันไว้ที่เข็มขัดตรงเอว


“ก็รู้อยู่ว่าเธอคงใช้ของแบบนี้ไม่เป็นแน่ แต่เธอรู้จักกับคนที่ใช้มันเป็น ช่วยเอาไปให้เขาทีก็แล้วกัน และอีกอย่างที่ฉันให้เธอไปเพราะเธอคือคนที่เราไว้ใจที่สุด...”


“’เรา’ เหรอหมายความว่าไง เธอทำงานให้ใครกันแน่” รันฟาเริ่มเกิดความระแวงขึ้นอีกครั้งภายในใจ อีกฝ่ายพูดถึงกลุ่มคนที่เธอทำงานให้ ที่ไม่น่าจะใช่แรทส์
หรือหน่วยงานของรัฐบาลหน้าไหนในโลกแน่ๆ ดูจากท่าทางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ เรื่องนี้มันคงมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ ถึงคนที่อยู่ตรงหน้าจะไม่ใช่ศัตรู
แต่ท่าทีลับๆล่อๆแบบนี้มันก็ชวนให้น่าสงสัยอยู่ดีนั่นล่ะ


“ไม่จำเป็นที่เธอต้องรู้ตอนนี้ แม่สาวน้อย เธอจะได้รู้เมื่อถึงเวลา และสุดท้ายนี้ระวังคนข้างหลังเธอเอาไว้ด้วย...”


รันฟารีบหันไปด้านหลังทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบแต่ก็ไม่พบอะไร ไม่มีใครอยู่ตรงด้านหลังของเธอเลยแม้แต่คนเดียว


“ไม่เห็นมีใครเลยนี่นาทำไมถึงได้-” หันมาอีกทีหญิงสวมหน้ากากก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว มันก็เป็นแค่ลูกไม้เก่าๆที่ใช้ในหนังหลายเรื่องในเวลาที่ต้องการแยกตัวไป
โดยไม่ให้ใครเห็น


และเธอก็ดันเซ่อซ่าหลงกลตามซะอย่างนั้น...


เมื่อไม่มีธุระอะไรที่นี่ก็ไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะมายืนหายใจบนดาดฟ้านี่อีก รันฟาเก็บดาบของเธอกลับเข้าฝักตามเดิมอย่างที่ควรเป็น ในใจตอนนี้เธอคิดว่า
จะเอาอุปกรณ์ชิ้นนี้ไปให้ใครดีและก็คิดออกว่าการที่อีกฝ่ายเอาของมาให้เธอแบบนี้เหมือนจงใจจะบอกว่าอยากให้เธอเอาไปให้อเล็กซ์เสียอย่างนั้นล่ะ
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ความรู้สึกของเธอมันบอกว่าควรจะเอาไปให้อเล็กซ์และไม่ควรบอกใครนอกจากเขาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ด้วย


มีแต่เรื่องยุ่งเต็มไปหมด น่ารำคาญชะมัดยาดเลยรันฟา...


------------------------------------------------------------------------------------------------------


“แขนนายเป็นยังไงบ้างแร๊บบิท”


แร็บบิทยืนแขนข้างที่เจ็บอยู่ให้วิลโบสกี้ดู เหมือนท่าทางแผลจะไม่ได้ลึกอะไรมากมายพักอีกไม่เกินสองอาทิตย์ก็คงจะหายดีแล้ว เกือบสองวันที่เขาสลบไป
ก็แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ชายแก่รู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้อยู่ช่วยทีมตอนที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ยิ่งต้องมารู้ข่าวเรื่องที่เขาต้องเสียมาร์โก้ กับ มิกกี้
ไปในครั้งนี้อีกมันก็ยิ่งทำให้เข้ารู้สึกหดหู่มากขึ้น แต่ก็น่าแปลกทั้งที่เป็นเรื่องน่าเศร้าขนาดนี้เขากลับรู้สึกเฉยชาต่อมันอาจจะไม่ถึงกับด้านชาจนไร้ความรู้สึก
แต่ความเศร้ามันก็เบางบางเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือนี่จะเป็นความรู้สึกที่กลับมาหลังจากที่ได้รู้ว่ากำลังจะมีสงครามอาวุธชีวภาพเกิดขึ้นอีกครั้งกันแน่


ไม่ว่าจะเป็นยังไงอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือผู้บัญชาการวิลโบสกี้ยังไม่ตาย นี่ก็คงเป็นข่าวดีพอที่จะทำให้เขาลืมข่าวร้ายอื่นๆลงไปบ้างไม่มากก็น้อย


“แล้วท่านหายไปไหนมาครับ ผมนึกว่าท่านตายไปแล้วซะอีกตอนที่พวกเราโดนเล่นงาน” แร๊บบิทถาม


“ก็เกือบไปเหมือนกัน... ตอนที่เราโดนบุกฉันพาพวกฝ่ายข่าวกรองหนีออกไปทางประตูหลังน่ะ ช่วงนั้นบอกเลยว่ามีสวีปเปอร์หลายตัวบุกเข้ามาถึงเขตนั้นไวมาก
เราเลยอพยพไปเรื่อยๆจนไปเจอกับพวกทีมกู้ภัยแถวๆสะพานพอดี หลังจากนั้นฉันก็ถูกประธานาธิบดีเข้าเรียกพบเป็นการส่วนตัวเมื่อวานเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการ
เรื่องทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น ฉันเดาว่าคงมีคำตอบในการเรียกประชุมตัวแทนวันนี้ล่ะ”


“ไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกมันจะกลับมาอีกครั้งหลังผ่านมาสิบปี... หัวหน้าพอจะมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับไอ้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ดิ เซอร์เพนท์ ไหมครับ?”


“ไม่มีเลย เจ้าพวกนี้มันไม่เหมือนพวกที่เราเคยเจอ ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้นับว่าแปลกทีเดียว มันเจาะเข้าระบบของทุกกองทัพทั่วโลกได้โดยที่ไม่มีใครตรวจพบ
แถมยังโจมตีทั่วโลกพร้อมกันได้แบบนี้ แปลว่าพวกมันต้องมีแหล่งเงินทุนมหาศาลและยังมีเส้นสายอยู่ทั่วทุกที่ด้วยเท่าที่ฉันคิดออกนะ”


แร๊บบิทต้องหันมานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปมอีกครั้ง ศึกครั้งนี้ดูท่าจะหนักหนากว่าคราวที่สู้กับพวก North จริงๆ ทุกอย่างเหมือนกำลังเดินไปตามเกมที่พวกมันวางเอาไว้
ตลอดเวลา ยิ่งคิดมันก็ยิ่งร้อนใจ เหลือเวลาอีกไม่ถึงยี่สิบหกชั่วโมงก่อนที่การโจมตีครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้น ถ้าพวกเขาไม่รีบหาเบาะแสว่าเป้าหมายต่อไปของพวก ดิ เซอร์เพนท์
คืออะไร ก็คงไม่ต้องหวังเรื่องที่จะตามจับพวกมันได้เลยในคราวนี้


ก๊อกๆๆ


“หัวหน้าครับผมมีข่าวร้ายมาบอก- ผู้บัญชาการ!!” เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอเล็กซ์ที่เพิ่งจะเสร็จจากการประชุมตัวแทนหน่วย
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยงหลังได้เห็นวิลโบสกี้ยืนอยู่ในห้องพร้อมสภาพที่ครบสามสิบสอง


“สวัสดีอเล็กซ์ ดีใจที่เจอนายอีกนะไอ้หนู แล้วข่าวร้ายที่ว่าคืออะไรกันล่ะ?” วิลโบสกี้เริ่มเข้าประเด็นในทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตรงข้ามกับอเล็กซ์ที่แร๊บบิทเห็นว่า
ในเวลานี้เจ้าหนุ่มไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจก่อนดี เรื่องตอนนี้มันชักจับต้นชนปลายไม่ถูก พอรวบรวมสติได้สักพักชายหนุ่มก็นึกได้ว่ามีเรื่องต้องรีบรายงาน
ไหนๆวิลโบสกี้ก็อยู่ด้วย


“ครับ... ตอนนี้สภาความมั่นคงโลกมีมติให้ใช้มาตรการที่ 523 ทำการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาแล้วครับ แถมนานๆประเทศเกือบทุกองค์กรมีมติเห็นด้วยครับ”


“ท่าจะไม่ดีแล้วสิ...” วิลโบสกี้พูดเสียงเครียดจากเดิมที่ใบหน้าเรียบนิ่งเปลี่ยนเป็นความเครียดที่เข้ามาแทนที่


แร๊บบิทรู้จักมาตรการที่ 523 เป็นอย่างดีเพราะมันคือมาตรการที่นำเขาไปสู่สงครามชี้เป็นชี้ตายกับพวก North ยาวนานถึงสิบปีเต็มและเขายังจำได้ดีว่า
ในระหว่างการใช้มาตรการนั้นเขาต้องเสียลูกทีมไปในภารกิจมากมาย คนดีๆที่อยากจะสู้เพื่อปกป้องประชาชน คนที่กินมาด้วยกัน สู้มาด้วยกัน หลั่งเลือดมาด้วยกัน
เขาจำได้ดีว่าในครั้งนั้นเขาเสียใครไปบ้าง ทั้งผู้พัน เมล สเปด กับตันดิ๊ก เพื่อนสนิทของเขา บอส และรวมถึงเด็กใหม่ที่เพิ่งจบจากศูนย์ฝึกไม่กี่เดือนในเวลานั้นอีกหลายนาย


ทุกคนที่เคยรู้จัก ทั้งเมล ดิ๊ก และบอส รุ่นใหญ่ที่เคยกอดคอกันมาต่างพากันวอดวายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแร๊บบิทคนเดียวที่ยังเหลืออยู่และก็โชคร้ายที่ในเวลานี้
แร๊บบิทเริ่มแก่ตัวเกินกว่าจะรับหน้าที่ทั้งหมดได้เพียงลำพัง...


และถึงจะไม่เห็นด้วยกับมาตรการในครั้งนี้แต่พวกเขาต้องทำตามมตินี้อย่างไม่มีทางเลือก ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าสุดท้ายผลมันจะออกมาเป็นยังไงมันก็ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกคนที่ตายไปในสงครามแต่ละครั้งก็ถูกจดจำในฐานนะจำนวนผู้ที่เสียชีวิตในหน้าที่
ทีแค่การไว้อาลัยวางดอกไม้ให้ที่หน้าหลุมศพตอกตะปูปิดฝาโลงแล้วก็ฝังให้มิคแล้วก็ลืมไปตามกาลเวลา


ถ้าเป็นพี่ยังอยู่พี่จะทำยังไงกันนะ...


ชายแก่หวนนึกถึงพี่ชายของเขาที่ได้ตายจากไปเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่เพิ่งถูกบรรจุเข้าหน่วยลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบกใหม่ๆ วันนั้นก่อนที่พี่จะออกไปทำงาน
แร๊บบิทเมื่อวัยหนุ่มได้มีปากเสียงกับพี่ชายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นไม่มองหน้ากันเป็นอาทิตย์ ชายหนุ่มเมื่อครั้งนั้นไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน
ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะพูดคุยสั่งเสีย ไม่มีการขอโทษ และไม่มีทางย้อนกลับ สิ่งที่เขาได้รับในวันนั้นมีเพียงมีดเล่มเดียวที่เป็นเหมือนของดูต่างหน้า
เขายังคงพกมันมาตลอดสามสิบปี มีดที่แม้จะสึกกร่อนลงไปบ้างตามกาลเวลาก็สามารถซ่อมแซมได้แต่ชีวิตและใจของคนนั้นต่อให้ตายก็ไม่มีวันจะซ่อมมันได้


มีเพียงแค่ใช้ชีวิตและเดินต่อไปหรือไม่ก็ควรตายๆไปเสียให้พ้น...


ชายแก่ทอดถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย ตลอดเวลาสามสิบปีที่สู้มาชั่วชีวิตเขาเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยที่จะต้องมาต่อสู้ให้กับสิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เหนื่อยที่ต้องมาแบกรับหน้าที่สำคัญเพียงลำพัง และเหนื่อยที่จะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆโดยไร้จุดหมายเช่นนี้


------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากมีการพูดคุยหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในห้องพักของแร๊บบิทอเล็กซ์ก็เดินทางกลับมาที่สำนักงานชั่วคราวของหน่วยแรทส์ พูดตามตรงเลยว่า
ไอ้การประชุมระหว่างองค์กรที่เพิ่งไปมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนมันทำให้เขารู้สึกทั้งเหนื่อยและหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก สิ่งเดียวที่ต้องการในเวลานี้คงจะเป็นการพักผ่อน
ไปกับการวิจัยและสร้างอุปกรณ์ใหม่ๆสำหรับใช้ในภารกิจที่กำลังจะมีในอีกไม่นาน


นับว่ายังโชคดีที่หน่วยแรทส์สาขาย่อยที่คลีฟแลนด์ยังมีห้องทำงานช่างให้ทำอะไรแบบนี้อยู่บ้างถึงตอนนี้จะยังทำงานใหญ่ๆไม่ได้เพราะโปรเจคล่าสุดของเขาตอนนี้
ถูกทิ้งเอาไว้ในฐานที่ชิคาโก้ แต่ก็คงพอจะมีเวลาให้หาคำตอบเดี่ยวกับไดรฟ์เก็บข้อมูลตัวปัญหาที่ได้มาจากภารกิจคราวก่อน


นับตั้งแต่ลองถอดรหัสหลายครั้งเมื่อห้าวันที่แล้วชายหนุ่มก็ยังไม่สามารถเปิดดูข้อมูลที่อยู่ในนั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว เจ้าไดรฟ์ตัวนี้นับว่ายังมีสิ่งน่าสงสัยหลายจุด
ที่รอให้เขาเปิดมันดูอยู่ ถ้าไม่สำคัญจริงมันคงไม่ถูกป้องกันเอาไว้ด้วยโปรแกรมสมองกลที่ซับซ้อนแบบนี้แน่


ว่าแล้วอเล็กซ์ก็รีบลงมือหาทางเปิดไฟล์ข้อมูลในไดร์ฟนั่นต่อ และยังไม่ทันจะได้เริ่ม...


“อเล็กซ์อยู่ไหม?” เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะทันได้เริ่มงาน อเล็กซ์จำเสียงนั่นได้นั่นคือเสียงของรันฟา ก็นับว่าน่าแปลกใจที่สมาชิกหญิงเพียงคนเดียวในทีม
จะมาหาเขาถึงที่นี่ ปกติแล้วรันฟาเป็นคนไม่ค่อยสนเรื่องเครื่องยนต์กลไกเท่าไหร่ยิ่งโดยเฉพาะกับอเล็กซ์ที่มักจะทำห้องทดลองระเบิดหรือไฟไหม้อยู่บ่อยๆด้วยแล้ว
ยิ่งไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปอีก


นี่คงเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่รันฟามาหาเขาถึงห้องทำงานช่างซะด้วยซ้ำ


“รันฟาเหรอ เข้ามาก่อนสิ” อเล็กซ์ตะโกนบอกพลางหันมาสนใจกับการถอดรหัสไดร์ฟ


สาวน้อยประจำหน่วยเดินเข้ามาหาเขาพร้อมทั้งแสดงท่าทีระแวดระวังตลอดเวลา อเล็กซ์ก็ไม่ได้แปลกใจมากนักสำหรับคนที่รู้จักกิตติศัพท์ของเขาดี
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปที่รันฟาแสดงออกมานั้นไม่ใช่ความกลัวที่เป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่เหมือนเป็นอย่างอื่นมากกว่าดูจากท่าทางลับๆล่อหันซ้ายหันขวาไปมา
เหมือนอยู่ไม่สุขยังยังชอบกล


“ว่าไงรันฟามีอะไรเหรอ ถ้าจะมาชวนผมไปดินเนอร์ด้วยคงต้องขอปฏิเสธล่ะ ตอนนี้กำลังยุ่งอยู่เลย” อเล็กซ์ลองแหย่เธอเล่นดูเผื่อว่าสีหน้าของเธอจะเปลี่ยนไป
เป็นทางที่ดีบ้างแต่เปล่าเลย เธอยังตีสีหน้าเครียดเหมือนเดิมก็คงมีไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นเธอเป็นแบบนี้


“คือ ฉันมีบางอย่างอยากจะให้คุณช่วยดูให้หน่อยน่ะค่ะ...”


หญิงสาวพูดเสียงต่ำเหมือนมีอะไรลำบากใจที่จะพูดอยู่ อเล็กซ์ละสายตาจากการถอดรหัสชั่วคราว มองไปทางรันฟาที่กำลังกวาดสายตาไปทางโน้นทีทางนี้ที
เหมือนมีอะไรปิดบังเอาไว้ หญิงสาวยื่นกระเป๋าใส่อุปกรณ์ใบเล็กใบหนึ่งให้รันฟาไป เขาจำได้ว่ารันฟาไม่มีกระเป๋าแบบนี้อยู่นี่คงได้มาจากคนอื่นแน่แต่ใครกันล่ะ


“นี่มัน ขอเวลาสักเดี๋ยวนะ!” พอได้เห็นอุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋า สีหน้าของชายหนุ่มก็แสดงออกถึงความสนใจขึ้นมาในทันที “เธอไปได้เจ้าเครื่องนี่มาจากไหนเนี่ย รันฟา!”


“ได้มาจากคนๆนึงฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร แต่เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างเล็ก ใส่เสื้อแปลกๆคล้ายพวกนินจาแถมยังใส่หน้ากากปิดหน้าอีกฉันเลยไม่รู้ว่าเป็นใคร
เธอฝากไอ้มาบอกว่าช่วยเอามาให้คุณหน่อย คุณรู้เหรอคะว่ามันคืออะไร” รันฟาถามขณะที่อเล็กซ์กำลังสวมแว่นแสกนโครงสร้างเพื่อวิเคราะห์เครื่องมือที่รันฟาได้มา
ด้วยความตื่นเต้น


“ก็พอจะรู้อยู่นะ เจ้านี่น่ะมีระบบการทำงานที่ล้ำสมัยเอามากๆเลย หน่วยความจำหนึ่งพันเทอร์ร่าไบท์ เชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียบแบบแยก ระบบการแสดงผลแบบใหม่ล่าสุด
ไฮเทคกว่าอุปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯเป็นสิบเท่าเลยมั้งเนี่ย ถ้าให้เดามันคงเป็นเครื่องมือถอดรหัสแบบใหม่แบบที่ยังไม่เคยมีกองทัพหน้าไหนใช้กันในตอนนี้
ล่ะ”


ชายหนุ่มไม่พูดอะไรมากเขาลองเอาไดร์ฟที่กำลังถอดรหัสอยู่เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องถอดรหัสดังกล่าว ทันทีที่เสียบปลั๊กเชื่อมต่อเข้าไปได้ไม่นาน
เครื่องถอดรหัสก็ขึ้นภาพแสดงผลเป็นแบบโฮโลแกรมสามมิติขึ้นมา ตอนแรกโปรแกรมสมองกลของมันก็เริ่มทำงานเหมือนปกติจนกระทั่ง
เครื่องถอดรหัสนี่จัดการโปรแกรมป้องกันดังกล่าวซะราบคาบ


เจ้าเครื่องถอดรหัสนี้เชื่อต่อเจาะเข้าฐานข้อมูลขององค์กรความมั่นคงทั่วโลกอย่าง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพนทากอน ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำเอาแฮ๊กเกอร์มือเก๋า
อย่างอเล็กซ์ถึงกับอึ้งไปตามๆกัน


ถ้าไอ้เครื่องนี่ตกไปอยู่ในมือของคนผิดล่ะก็คงไม่ต้อบอกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น


เครื่องถอดรหัสใช้เวลาในการถอดรหัสและจัดรูปแบบของไฟล์อยู่นานพักใหญ่ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นไฟล์ข้อมูลจำนวนหนึ่ง อเล็กซ์ลองเลี่อนดูไฟล์แต่ละไฟล์อย่างละเอียด
ทีละไฟล์เป็นเวลากว่าชั่วโมง และก็ต้องพบว่าทั้งหมดนี้อาจจะเปลี่ยนอะไรหลายอย่างไปโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว


ไฟล์ที่อเล็กซ์เพิ่งจะถอดรหัสและอ่านทั้งหมดไปมันคือไฟล์ภารกิจมืดที่ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนหรือตั้งแต่สมัยที่เริ่มสงคราม กวาดล้างที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น
คือทุกไฟล์ที่เห็นนี้คือไฟล์ภารกิจมืดที่สั่งการอนุมัติโดยสภาความมั่นคงโลกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารสมาชิกองค์การสหประชาชาติคนสำคัญหลายคน
การลำเลียงพัสดุอันตรายผ่านองค์กรระหว่างประเทศ แต่ที่เด็ดสุดคงหนีไม่พ้นการแอบนัดติดต่อกับพวก North เรื่องการเจรจาบางอย่างที่ไม่มีการบันทึกเอาไว้


นี่มันเรื่องอะไรกันสภาความมั่นคงโลกแอบทำอะไรแบบนี้ลับหลังพวกเรางั้นเหรอ!


ยิ่งดูข้อมูลก็ชักเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่ดูไปนั้นจะจริงเท็จแค่ไหนแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย อเล็กซ์รีบเชื่อมต่อไดร์ฟ์และตัวถอดรหัสเข้ากับแล็บท๊อป
และทำการคีย์คำสั่งจัดการกับข้อมูลทั้งหมดภายในไดร์ฟ


“นั่นคุณจะทำอะไรคะ?” รันฟาถามด้วยความสงสัย


“ฉันจะก๊อบปี้ข้อมูลส่วนหนึ่งสำรองเอาไว้ ข้อมูลลับระดับนี้ฉันเดาว่าใครก็ตามที่กำลังตามหาย่อมพลิกทั้งแผ่นดินเพื่อมันแน่ หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราอย่างน้อย
เราจะได้มั่นใจว่ามันจะไม่หายไปกับความมืดพร้อมพวกเรา” อเล็กซ์รีบคีย์คำสั่งอย่างเร่งด่วน ในหัวของเขาตอนนี้กำลังคิดว่าคงมีเวลาอีกไม่นานก่อนที่พวกนั้นจะรู้ว่า
ไฟล์ถูกเปิดออก ข้อมูลสำคัญแบบนี้พนันได้เลยว่าไดร์ฟตัวนี้ต้องมีโปรแกรมตามรอยระดับเจ็ด ทันทีที่ไฟล์ถูกเปิดออกคนที่เป็นเจ้าของไดร์ฟตัวนี้จะรู้ตำแหน่งที่ตั้ง
ของไดร์ฟตัวนี้ในทันที


แน่ละ... เพราะถ้าเป็นอเล็กซ์ เขาก็จะทำแบบนี้เช่นเดียวกัน...


ใช้เวลาอีกพักใหญ่อเล็กซ์ก็สามารถคัดลอกไฟล์ได้เป็นผลสำเร็จ ชายหนุ่มรีบปิดเครื่องแล้วดึงไดร์ฟใส่กระเป๋าเสื้อ


“รีบไปกันเถอะเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับหัวหน้าก่อน”


รันฟาพยักหน้ารับเห็นด้วย พวกเขารีบวิ่งไปที่ประตูทางเข้าหวังจะเอาไดร์ฟที่ถอดรหัสเสร็จเรียบร้อยแล้วไปให้แร๊บบิทดูเป็นคนแรก
แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวพ้นประตูก็มีบางอย่างถูกโยนเข้ามาในห้อง มันมีรูปร่างคล้ายกับกระป๋องขนาดเล็กกำลังกลิ่งเข้ามาแทบเท้าของเขากับรันฟา


ระเบิด!!


แต่ก็ช้าไประเบิดเริ่มทำงานทันทีหลังกลิ้งมาถึงแทบเท้าของเขา ทีแรกก็นึกว่าจะโดนฉีกร่างจนพรุนด้วยสะเก็ดระเบิดไปแล้ว แต่ว่ากลับไม่เป็นแบบนั้นเพราะสิ่งที่ออกมานั้น
กลับมีแค่ควันสีเทาจางๆที่ถูกปล่อยออกมา ทั้งคู้มองดูควันสีเทาลอยคว้างขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเริ่มรู้สึกหน้ามืดคลายกับอาการอยากนอนพักจนยากที่จะประคองสติเอาไว้


“น... นี่มัน... แก๊สยาสลบ...” รันฟาพูดได้เพียงไม่กี่คำก็หมดสติลงในทันทีในขณะที่อเล็กซ์ยังประคองสติเอาไว้ได้ แต่คงอีกไม่นานความรู้สึกประสาทสัมผัสทั้งหมด
กำลังค่อยๆหยุดทำงานไปทีละส่วน ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา อเล็กซ์ยังคงคลานไปกับพื้นหวังจะดิ้นรนหาทางรอดทั้งที่ไม่มีประโยชน์ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆหนักอึ้ง
มากขึ้นจนไม่อาจฝืนได้อีก...


วิลโบสกี้ยืนอยู่ด้านนอกของฐานหน่วยแรทส์กำลังมองไปข้างหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉยขณะที่กำลังสำรวมความคิด เธอก็กำลังรอ รอบางสิ่งบางอย่างโดยไม่รีบร้อน
หลังออกมาจากห้องพักของแร๊บบิท เธอก็ได้สัญญาณบางอย่าง เธอจึงต้องมารอที่นี่ตรงจุดที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน จุดที่เธอจะมีความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุด


ครู่เดียวเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ผู้บัญชาการหญิงเอื้อมือไปหยิบเอานิ้วแตะเลื่อนบนหน้าจอเพื่อรับสายดังกล่าว


“...พวกเขาถูกจับแล้วกำลังถูกพาตัวไป...” เสียงปลายสายพูดขึ้นเป็นการรายงานสถานะ


“ดีมากทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ เริ่มกำเนินตามขั้นตอนถัดไปได้...” ผู้บัญชาการหญิงตอบอย่างใจเย็นพร้อมรอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปาก


“ทราบแล้วครับผู้บัญชาการ...”


สายตัดไปพร้อมกับความเงียบที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ผู้บัญชาการหญิงเดินไปตามรายทางอย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ในหัวกำลังเริ่มนึกถึงสิ่งที่จะทำต่อหลังจากนี้
มันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาลและจะให้มีอะไรผิดพลาดไม่ได้ จากนี้คงจะเป็นศึกที่หนักเสียหน่อย


แผนการทุกอย่างที่เธอวางเอาไว้กำลังไปได้สวย และเมื่อมันเริ่มขึ้น ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีกต่อไป...








********************************************************************************************************

เสริมท้ายตอนตัวละคร Easter Eggs

สำหรับตัวละครที่มีการพูดถึงในตอนนี้ ใครที่รู้ตัวว่าเป็นเจ้าของตัวละครพวกนี้ควรต้องทำใจนิดนึงนะครับเพราะพวกเขาได้ตายจากไปแล้วในเวลานี้

ตัวละครแรก

พันโท เมล สเปด

ตัวละครตัวนี้คือหนึ่งในตัวละครที่มีการกล่าวถึงในภาคที่ 2 ในฐานะหัวหน้าหน่วยแบท (Bioterrorism Anti Team) ที่ถูกส่งเข้าไปในฟิลเลอร์กรีนทีมแรกแต่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา

ภารกิจก็ส่อแววดิ่งลงเหว สมาชิกหน่วยต้องกระจัดกระจายหนีเอาตัวรอดกันตามระเบียบ จนสุดท้ายต้องตีฝ่าหาทางเอาตัวรอดจนหลบหนีออกจากเมืองได้เป็นผลสำเร็จ

และจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและถูกโอนสังกัดเข้าทีมแรทส์ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน

เสียชีวิตไปแล้วในปี 2024 ในภารกิจที่ ริโอ เด จาเนโร ระหว่างการจับกุมการซื้อขายอาวุธชีวภาพโดยมือสังหารนิรนาม ด้วยอายุ 42 ปี

ร้อยเอก ดิก...

เป็นตัวละครหัวหน้าหน่วยแรทส์ที่แร๊บบิทได้สังกัดอยู่ด้วยในช่วงปี 2014 รู้จักกันในฐานะหัวหน้าหน่วยที่ใจเย็นที่สุดและเป็นพลซุ่มยิงที่มีฝีมืออีกคนของหน่วย

ในเหตุการณ์ของฟิลเลอร์กรีนเขาต้องนำทีมหน่วยแรทส์จำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยหน่วยแบท ที่ขาดการติดต่อไปจนกระทั่งความช่วยเหลือเริ่มลุกลามกลายเป็น

การเอาตัวรอดคนในหน่วยและกองกำลังทหารต้องติดอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยอาวุธชีวภาพและกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่จ้องจะเก็บทุกคน ภายหลังจากเอาชีวิตรอด

ออกมาจากเมืองได้ก็ถูกบรรจุเข้าหน่วยพิเศษ BEAR ในทันที

ปัจจุบัน

เสียชีวิตไปแล้วในปี 2027 ไม่มีบันทึกในภารกิจอย่างเป็นทางการถึงสาเหตุการตาย

สิบเอก สมเกียรติ 'บอส' ชาติใส

หนึ่งในสามชิกทีมแรทส์ ยุคบุกเบิกร่วมกับแร๊บบิทและยังเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของแร๊บบิทด้วย รู้จักกันในฐานะพลซุ่มยิงที่ฝีมือฉกาจที่สุดของทีม

เป็นหนึ่งในพลซุ่มยิงอารมณ์ร้อนที่ถูกปลูกฝังความเชื่อมาแบบผิดๆ จนมีปัญหากระทบกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความเป็นพวกอินดี้ยึดถือแนวคิดของตัวเอง

ภายหลังจากเกืดเหตุที่ฟิลเลอร์กรีนและเอาตัวรอดมาได้ในครั้งนั้น ก็ได้ถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมและถูกสอบสวนอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งท้ายสุดเป็นคนเดียว

ที่ไม่ได้รับรางวัลหรือเกียรติยศอะไรทั้งสิ้นแม้จะผ่านการรบในภารกิจมาเหมือนคนอื่น

ปัจจุบัน

เสียชีวิตในหน้าที่เมื่อปี 2024 ในภารกิจเดียวกับผู้พัน เมล สเปด ถูกสังหารโดยมือซุ่มยิงของฝ่ายตรงข้ามด้วยอายุเพียง 34 ปี








*******************************************************************************************************
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 425

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 14 พ.ย. 2016, 22:31

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

มาแล้วๆๆ! เรียกว่ามาส่องอ่านอีกตามเคย เพียงแค่ไม่ได้มาเม้นในตอนที่แล้วเท่านั้น(ติดลม)

เรียกว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นสัญญาเตือนที่เรียกว่าการกลับมาของฝั่งความมืดหลังห่างหายไปนานพอสมควร
คราวหน้าถ้าขอเดาล่วงหน้าจากความน่าเชื่อถือของตัวเอง(ตรงไหน?) คงจะได้เห็นการรวมตัวกันของพวกที่ห่างหายไปนานและพวกหน้าใหม่เพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ก็ว่าได้
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 15 พ.ย. 2016, 06:20

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นเจ้าหน้าที่ของพวกนอร์ทที่แฝงตัวมานะ
<<

gunfiction

Zombie
Zombie

โพสต์: 4

ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ย. 2016, 20:23

โพสต์ 18 พ.ย. 2016, 20:27

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

ฝากเว็บบอร์ดนิยายเจ้าค่ะ เอาเรื่องนี้ไปลงใหม่ก็ได้นะคะ

Gunfiction.boards.net เป็นเว็บบอร์ดสำหรับนักเขียนนิยายสมัครเล่น มือใหม่
หรือ สำหรับผู้เขียนที่ต้องการพื้นที่ในการลงนิยายทดสอบ Feedback ของผลงานตน
ทางเราเปิดพื้นที่ให้ทุกท่านได้เขียนนิยายอย่างอิสระเต็มที่ภายใต้กฎระเบียบที่ไม่วุ่นวาย
ไม่มีการกำหนดแนวเนื้อเรื่องว่าต้องเป็นแนวใด ผู้ใช้งานสามารถสมัครสมาชิกได้ง่ายๆ
ติดตั้ง Chat box สำหรับการพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้อย่าง Real-Time
สำหรับบางคนที่คิดว่าลงนิยายไปก็ไม่มีคนอ่าน ที่นี่มีคนอ่านร่วมพูดคุยแน่นอน
หรือสำหรับบางคนเริ่มท้อในการลงนิยายในเว็บใหญ่ๆ ที่ต้องไปนั่งคุ้ยตลอด มาที่นี่เพิ่งเปิดจ้า
หรือจะถือเอาเป็นพื้นที่ลงนิยายเพิ่มอีกสักแห่งก็ยินดีรับเสมอนะคะ
อยู่อย่างกันเองแบบพี่ๆ น้องๆ เพื่อนฝูง ทางเรายินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 452

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 27 พ.ย. 2016, 15:28

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

Episode 6 : Betrayed...



เสียงโครมครามดังกึงกังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในตอนที่รันฟาฟื้นขึ้นมาโดยมีถุงกระสอบสีดำใบหนึ่งคลุมหัวเอาไว้จนมองอะไรรอบตัวแทบไม่เห็นมือและขาทั้งสองข้าง
ถูกมัดเอาไว้เหมือนวัวที่รอการโดนเชือด เท่าที่คาดคะเนได้ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในรถที่กำลังแล่นไปบนถนน เธอรู้สึกว่าตอนนี้อาการเวียนหัว อ่อนเพลีย ขยับร่างกาย
ไม่ค่อยได้ดังใจนั้นคือสิ่งเดียวที่เธอสัมผัสได้ในตอนนี้ มันคืออาการของคนที่เพิ่งจะถูกยาสลบชนิดสูดดมอัดเข้าไปเต็มปอด


หญิงสาวรู้สึกสับสนงุนงงและรู้สึกกลัวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น รันฟาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอกำลังอยู่ในห้องกับอเล็กซ์ก่อนจะมีใครบางคนโยนแก๊สยาสลบเข้ามา
ในห้องรมควันเธอกับอเล็กซ์จนหมดสติจากนั้นเธอก็มาอยู่ตรงนี้มีกระสอบคลุมหัวเอาไว้และแล้วครู่หนึ่งความคิดที่น่ากลัวความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ


นี่มันอย่างกับในหนังไม่มีผิด... โดนรมแก๊สถูกจับคลุมหัวแล้วหลังจากนั้นก็ลากไปฆ่าในที่มืด... ไม่นะฉันยังไม่อยากตายตอนนี้! ตายโดยที่ไม่มีโอกาสบอกลาใคร
ถูกฆ่าหมกศพเอาไว้ในถังขยะข้างทาง!!



รันฟารีบดิ้นหวังจะเผ่นออกจากที่ไหนก็ตามที่เธอถูกจับมา แต่ยังไม่ทนจะได้ขยับตัวครั้งต่อไปก็มีอะไรหนักๆกระแทกเข้าที่หน้าเธอดังปัง ความรู้สึกตรงใบหน้า
มันชาไปครู่หนึ่งก่อนจะตามมาด้วยอาการเจ็บจี๊ดร้อนผ่าวบนใบหน้า ในปากก็เต็มไปด้วยรสชาติสากๆเหมือนกับสนิม เลือดหย่อมเล็กๆไหลกบปากจนแทบไม่รู้รสชาติอะไร
นอกจากนี้


หลังโดนฟาดผัวะเข้าเต็มแรง ก็มีอะไรแข็งๆมาจ่อที่ตรงขมับ และไอ้สัมผัสที่เย็นเฉียบของโลหะนั่นหญิงสาวก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร


“ลองดิ้นอีกทีแกได้มีรูสวยๆประดับบนหัวของแกแน่นังยุ่น!” เสียงทุ้มที่แฝงความเหี้ยมมาเต็มพิกัดประกาศเตือนพร้อมกับปืนไรเฟิลกระบอกโตจะขมับของรันฟาในระยะเผาขน


อีกฝ่ายท่าทางจะเอาจริง ทางที่ดีตอนนี้ควรตามน้ำไปก่อนดีกว่า รันฟาตัดสินใจจะไม่ทำอะไรในตอนนี้ก่อน ไว้รอค่อยมีโอกาสเหมาะๆก่อนแล้วค่อยหาช่องทางหนี
พร้อมกับช่วยอเล็กซ์ไปด้วยก็ยังไม่สาย ขณะที่รถยังคงวิ่งอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด ดูจากลักษณะเส้นทางแล้วเหมือนตอนนี้พวกเขากำลังวิ่งอยู่บนถนนลูกรังไม่มีผิด
เธอไม่รู้ว่าตัวเธอนั้นสลบไปนานแค่ไหนแต่ดูท่าจะไม่นานเท่าไหร่เพราะไม่อย่างนั้นเธอกับอเล็กซ์คงถูกส่งไปถึงจุดหมายก่อนหน้านั้นแล้ว


“อเล็กซ์... นายฟื้นรึยัง...” รันฟาลองกระซิบถามเพื่อนหนุ่มเผื่อว่าเขาจะยังมีสติอยู่


“ตื่นแล้ว...”


ผัวะ!!


“ห้ามพูด!!” เสียงของอะไรหนักๆกระทบเข้ากับร่างของอเล็กซ์อย่างจังแม้จะมองไม่เห็นหญิงสาวก็รู้ว่านั่นมันต้องเจ็บมากแน่ๆ เธอได้ยินเสียงโครมครามดังขึ้นในเวลาถัดมา
เหมือนอเล็กซ์จะทำอะไรสักอย่างกลับไปเพราะเธอได้ยินเสียงของอะไรสักอย่างกระแทกใส่ตัวถังรถอีกรอบก่อนจะตามมาด้วยชุดใหญ่ในภายหลัง


พอเถอะ อเล็กซ์... อย่าให้พวกมันทำร้ายนายไปมากกว่านี้...


หญิงสาวอยากจะตะโกนบอกแต่ก็คงทำไม่ได้ในตอนนี้ เธอรู้ดีว่าอเล็กซ์นั้นเป็นคนใจร้อนแค่ไหน ชายหนุ่มคนนี้มีนิสัยยอมหักแต่ไม่ยอมงอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เธอกำลังกลัว กลัวว่าเขาจะถูกฆ่าตายเพราะคุณสมบัติดังกล่าวนั่นเสียเอง


ก็ไม่รู้ว่ามันจะอีกนานแค่ไหนกว่าทุกอย่างจะจบลง การมองอะไรไม่เห็นโดยที่มีความกลัวรายล้อมอยู่รอบตัวนี้มันช่างเป็นอะไรที่ทรมานเหลือเกิน หญิงสาวจำเป็นต้องนั่งเงียบๆ
โดยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวปุบปับ เวลาที่ผ่านไปทุกวินาทีมันช่างยาวนานเหมือนเป็นชาติ หญิงสาวพยายามคิดหาทางรอดให้ออกแต่ให้ตาย คิดยังไงก็คิดไม่ออกซะที
ฝ่ายตรงข้ามเองก็คงไม่ให้เวลาเธอกับอเล็กซ์อยู่บนโลกนี้นานนักหรอก การที่พวกนั้นกล้าทำถึงขั้นนี้รับประกันเลยว่าไม่ว่าพวกมันต้องการอะไร พอเสร็จเรื่องพวกเธอ
ก็จะกลายเป็นเพียงแค่ ‘ขยะ’ ที่รอการโดนกำจัดทิ้งเท่านั้น


ไม่เอาน่ารันฟา คิดสิ คิดให้ออก... อย่ามาสมองตายเอาตอนนี้เชียวนะ!!


หญิงสาวเริ่มร้อนใจมากขึ้นเมื่อสมองกลับคิดอะไรไม่ออกเลย และเวลาก็เหมือนจะหมดลงแล้วด้วยเมื่อเธอรู้สึกว่ารถกำลังแล่นช้าลง พวกมันหยุดรถในเวลาแบบนี้
มันก็ยิ่งน่าร้อนใจเข้าไปอีก หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าเวลานั้นเหลือน้อยลงแล้ว มันกำลังจะหมดไปพร้อมๆกับความหวังที่ยังเหลืออยู่


ร่างของหญิงสาวถูกโยนออกจากรถไม่ต่างอะไรกับถุงขยะที่มีชีวิตกระแทกเข้ากับพื้นคอนกรีตแข็งๆจนแสบไปหมด ร่างของเธอถูกจับยกขึ้นนั่งลงบนเก้าอี้
ก่อนจะถูกแก้กระสอบออกจากหัว ถึงจะรู้สึกแสบและระบมไปทั้งตัวแต่ก็ยังดีที่ตอนนี้เริ่มมองเห็นอะไรบ้างแล้ว


หญิงสาวมองไปรอบตัวเพื่อดูว่าตอนนี้เธออยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ เท่าที่มองอย่างคร่าวๆ ตอนนี้เหมือนเธอกับอเล็กซ์จะถูกจับมาในห้องอะไรสักอย่างมีแต่สีขาวเต็มไปหมด
ทั้งผนัง เพดาน พื้น มีอเล็กนั่งอยู่ด้านหน้าพร้อมกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากติดอาวุธครบมือพร้อมจะเป่าพวกเขาจนร่างพรุนเป็นรังผึ้งได้โดยไม่ยากเย็นอะไร รันฟามีโอกาสมอง
แค่แป๊บเดียวเท่านั้นเธอก็ถูกพานท้ายปืนของคนที่อยู่ด้านหลังฟาดเอาที่ท้ายทอยอย่างแรงจนรู้สึกเหมือนสมองจะหลุดออกจากร่างยังไงก็ไม่รู้


“ที่นี่ดูเหมือนบ้านแกรึไงนังยุ่น! มองไปข้างหน้า!”


คำพูดที่เรียกว่าเหยียดชาติพันธุ์อย่างคำว่า ‘นังยุ่น’ รันฟาได้ยินมาสองรอบแล้ว นึกแล้วมันก็อดยัวะเป็นไม่ได้ นับว่าเป็นโชคดีของไอ้สารเลวนี่ที่เธอโดนมัดอยู่
ไม่อย่างนั้นล่ะก็เธอคงเล่นไอ้เวรนี่เป็นรายแรกก่อน เก็บไอ้พวกชั่วที่ไม่ต่างกันทั้งหมดนี่กินเป็นของว่าง


รันฟาทำได้เพียงแค่มองไปทางอเล็กซ์ซึ่งอยู่ในสภาพที่ยับเยินยิ่งกว่าเธอ ตามใบหน้ามีร่องรอยของการถูกชก รุมอัด กระทืบ และอีกสารพัดอย่างเท่าที่จะจินตนาการได้
อเล็กซ์นั้นอยู่ในสภาพที่เรียกว่าช้ำเลือดช้ำหนองเต็มแก่ ไม่รู้ว่าช่วงที่โดนปิดตาอยู่ชายหนุ่มโดนอะไรไปบ้าง แต่ถ้าให้เดามันคงจะหนักไม่ใช่น้อย อเล็กซ์แม้จะโดนไปขนาดนั้น
แต่ก็ยังสามารถนั่งอยู่ได้เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเจ็บปวดเพียงแค่นี้


พวกมันเลยยินดีจะสนองความเจ็บเพิ่มเติมให้แก่ชายหนุ่มด้วยการรุมซ้อมอเล็กซ์อีกชุดใหญ่ หญิงสาวพยายามเต็มที่เพื่อจะเข้าไปหยุดพวกสัตว์นรกนี่ไม่ให้ฆ่าอเล็กซ์
ตายคามือ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะเธอถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้จนขยับตัวไปไหนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว


หลังจากรันฟาได้เห็นอเล็กซ์ถูกซ้อมเป็นกระสอบมรายจนสาแก่ใจพวกนรกแล้ว หนึ่งในพวกนั้นก็กระชากคอ อเล็กซ์ขึ้นมาในสภาพที่ร่อแร่เกินเยียวยา


“เอาล่ะคงเตือนความจำกันไปพอสมควรแล้ว บอกมาไฟล์ที่พวกแกได้ไปตอนนี้อยู่ที่ไหนอีกบ้าง?”


“เตือนความจำ... น่าขำว่ะ... สะกิดเบาๆแค่นี้จะปลุกฉันให้หายง่วงยังทำไม่ได้ ไอ้กากเดนของมนุษย์อย่างพวกแก ต้องทำมากกว่าให้ฉันเลือดออกว่ะ...”
อเล็กซ์พูดกวนประสาทพวกชุดดำโดยไม่แย่แสต่อความโกรธใดๆทั้งสิ้นที่พวกชุดดำจะกระทำต่อเขา


“ปากดีนักนะ! สงสัยคงต้องเล่นไม้แข็งซะแล้ว!” หนึ่งในพวกนั้นง้างหมัดเต็มที่กะจะซัดให้ ชายหนุ่มที่ไม่มีทางสู้กะโหลกแหลกคามือ แต่หนึ่งในพวกนั้นกลับห้ามเอาไว้


“อย่า เราต้องการข้อมูลจากมัน ไว้เราได้ข้อมูลนี้มาแล้วค่อยฆ่ามันก็ยังไม่สาย...” น้ำเสียงที่ใจเย็นของหนึ่งในพวกนั้น ช่วยให้อเล็กซ์รอดจากการโดนทุบ
จนกะโหลกแตกมาได้... ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น...


“โอ้... มุขตำรวจดีตำรวจเลวเหรอ... ไม่สิ มุขตัวเชี่ยกับชั่วตัวพ่อมากกว่ามั้ง...” อเล็กซ์พูดกวนประสาทกลับไปทันที เหมือนชายหนุ่มจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า
อีกฝ่ายคงไม่มีทางยอมปล่อยให้เขาตายแน่ๆอยู่แล้วตราบเท่าที่อเล็กซ์ยังมีสิ่งที่พวกนั้นต้องการ


ฝ่ายพวกชุดดำที่โดนกวนประสาทหลายคนมีทีท่าว่าจะเข้าไปรุมอัดอเล็กซ์ให้ตายคาเท้ารันฟาแทบอยากจะหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพที่อเล็กซ์ถูกซ้อมจนน่วมอีกแล้ว
แต่เหมือนหนึ่งในพวกนั้นจะไม่เห็นด้วยยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ โดยไม่มีทีท่าตกใจหรือทำอะไรหุนหันแม้แต่นิดเดียว


“ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว... มีใครบางคนอยากจะคุยกับนายเสียหน่อย บางทีนั่นอาจทำให้นายใจอ่อนก็เป็นได้ไอ้หนู...”


“จะส่งพวกปลายแถวมาหาเราอีกรึไง... บอกเลยว่าไปเรียกหัวหน้าพวกแกมาคุยดีกว่า... ฉันไม่อยากคุยกับพวกสุนัขรับใช้ปลายแถวให้เสียน้ำลายเปล่าๆ”


“ถ้างั้นนายก็โชคดีแล้วไอ้หนู เพราะท่านหัวหน้าอยากจะมาคุยกับแกอยู่พอดี...”


ไม่ทันขาดคำประตูห้องก็เปิดออกกว้างพร้อมร่างบางในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำเดินเชิดตัวตรงเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสง่าแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามเต็มเปี่ยม
ไม่ว่าจะท่าทีน่าเกรงขามหรือเสื้อคลุมยาวนั่นคงไม่ทำให้อเล็กซ์และรันฟาสยองเมื่อเทียบกับการที่ได้เห็นใบหน้าของคนที่เรียกว่าเป็น ‘หัวหน้า’ ของพวกนี้แบบชัดๆ


“สวัสดีอเล็กซ์... รันฟา...”


ที่รันฟาได้เห็นอย่างชัดถนัดตาคือใบหน้าของหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบต้นๆ ผมสีดำประบ่าใบหน้ายังคงมีบางส่วนคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ อีกทั้งบ่งบอกถึงความใจดี
ไม่น่าจะเป็นพวกเดียวกับสัตว์นรกฝูงนี้ได้ ที่สำคัญทั้งรันฟาและเพื่อนหนุ่มของเธอต่างก็รู้จักคนๆนี้ดีเสียด้วย


ไม่จริงน่า... ผู้บัญชาการวิลโบสกี้... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!!


“เป็นอะไร อเล็กซ์... พูดไม่ออกรึยังไง หรือว่าต้องให้พูดอธิบายเพิ่มเติมอีกล่ะ” น้ำเสียงหวานใสแต่ตรงกันข้ามกับคำพูดกระทบเสียดสีนั่นหลุดออกมาจากปาก
ของคนที่ทั้งรันฟาและอเล็กซ์ต่างก็ไว้ใจมากที่สุด และบัดนี้ต้องยอมรับว่าผู้บัญชาการคนนี้เป็นศัตรูของพวกเขาไปแล้วจริงๆ


“เปล่าหรอก... ผมแค่รู้สึกเสียใจที่ไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้ว่าคุณก็เป็นแค่พวกสวะที่ทำงานสกปรกให้กับไอ้นรกพวกนี้ก็เท่านั้นล่ะ...”


ผัวะ!


ส้นเท้าหนักๆมาพร้อมความแข็งของรองเท้าคอมแบ็ทหวดเข้าตรงก้านคอของชายหนุ่มเต็มแรง ร่างของอเล็กซ์ล้มกลิ้งลงกับพื้นต่อหน้าต่อตารันฟา
โดยฝีมือของคนที่เธอเคารพและเทิดทูนที่สุดคนหนึ่ง และความเคารพที่ผ่านมานั้นสูญสลายไปจนหมดสิ้นแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่กำลังสุมอยู่เต็มอก


ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าฉันจะหลงไปเทิดทูนไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอกพรรคนี้...


“ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านายมันเป็นพวกคุมยาก ไอ้เราก็อุตส่าห์พยายามใช้ไม้อ่อนจูงจมูกหลายครั้งแต่นายมันดันดวงดีรอดมาได้ซะทุกครั้ง แต่คราวนี้คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ...”
ผู้บัญชาการโฉดยิ้มเสแสร้งหลังเพิ่งจะเตะอเล็กซ์จนคว่ำไปหยกๆ


ไม่เพียงรันฟาที่รู้สึกโกรธเพียงคนเดียว หญิงสาวสังเกตเห็นในแววตาของอเล็กซ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธและโมโหยิ่งกว่าเธอเป็นทวีคูณ แม้กระทั่งความเจ็บปวด
ก็ไม่อาจลบความแค้นที่มีอยู่ในดวงตาคู่นั้นไปได้ในเวลานี้ แต่น่าเสียดายที่ความแค้นไม่อาจช่วยให้พวกเขาหลุดรอดจากการถูกพันธนาการครั้งนี้ได้ รันฟาต้องรีบหาทาง
หลุดรอดออกไปจากสถานการณ์นี้ให้ได้โดยไวก่อนที่จะพากันโดนฆ่าหมู่เสียหมด


---------------------------------------------------------------------------------------------------------


ไม่รู้สึกถึงรสชาติอะไรเลยในตอนนี้นอกจากรสชาติทื่อสากๆเหมือนกับสนิมเหล็กที่คาอยู่เต็มปาก นี่ยังไม่รวมกับความรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้ารวมกับอาการปวดกะโหลกจี๊ด
เหมือนเป็นโรคไมเกรนอีกเป็นระยะ นั่นคือสิ่งที่อเล็กซ์กำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้หลังโดนพวกบ้าชุดดำที่ไหนก็ไม่รู้ลากมาซ้อมถึงกลางฐานของพวกมันแถมยังถูกวิลโบสกี้
ที่เป็นถึงหัวหน้าสูงสุดเตะก้านคอเข้าอีก


ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าวิลโบสกี้จะทรยศหักหลังพวกเขาแบบนี้ ชายหนุ่มเริ่มคิดถึงสิ่งที่อยากจะทำที่สุดในเวลานี้ และมันก็ง่ายนิดเดียว...


สิ่งแรกที่อยากจะทำก็คือจัดการนังแพศยานี่แล้วลากไส้มันออกมาดูเล่นเป็นอย่างแรก...


ผู้บัญชาการหญิงสุดโฉดเดินย่างเท้าเข้ามาหาร่างของอเล็กซ์ที่กำลังนอนลงกับพื้นเย็นๆโดยที่ขยับตัวไม่ได้ดั่งใจนึก วิลโบสกี้ก็ก้มลงมาก่อนจะเอามือคว้าคอชายหนุ่มเอาไว้


“บอกมาไฟล์ที่อยู่ในไดรฟ์นั่นบอกอะไรนาย...”


“ไป... ตาย... ซะ... นังบ้า...” อเล็กซ์หัวเราะอย่างบ้าคลั่งเหมือนคนเสียสติขณะที่มองดูเครื่องแล๊ปท๊อปซึ่งพวกชุดดำก็ขนมันมาด้วย ราวกับเป็นการชี้ทางท้าทายให้ลองเปิดดู


วิลโบสีกี้เดินไปที่โต๊ะซึ่งมีข้าวของต่างๆกองรวมกันอยู่มากมายนอกจากแล๊บท๊อป มันยังมีเครื่องถอดรหัสที่ได้รับมาจากสาวปริศนา ไดร์ฟเก็บข้อมูลที่ได้มาจากภารกิจครั้งก่อน
ซึ่งพวกชุดดำกำลังลองเปิดมันดูอย่างหัวเสียเพราะข้อมูลในไดร์ฟนั้นโดนลบไปหมดแล้ว วิลโบสกี้ลองเปิดดูแล๊บท๊อปเครื่องเก่าของอเล็กซ์ แต่ก็ต้องพบว่าตอนนี้หน้าจอของ
แล๊บท๊อปกลับมีเคอร์เซอร์ตัวเลขแปดหลักกำลังเคลื่อนไหวตลอดเวลา เหมือนจะเป็นระบบป้องกันข้อมูลชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้สามารถเปิดได้ด้วยรหัสผ่าน
เพียงอย่างเดียว


ซึ่งมันต้องใช้อัลกอริทึมถอดรหัสแบบพิเศษที่อเล็กซ์เป็นคนออกแบบเท่านั้น และมีเพียงเขาที่รู้ว่าต้องทำยังไง...


นั่นเท่ากับว่าไม่มีทางที่ผู้บัญชาการหญิงจอมโฉดรายนี้จะเปิดดูไฟล์ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องได้ และถึงต่อให้ทำได้ก็ต้องเจอกับรหัสผ่านที่ล๊อกไฟล์ข้อมูลนั่นเอาไว้อีกชั้น
และมันยังต้องใช้กุญแจพิเศษในการไขข้อมูลเข้าไปอีกนอกจากรหัสชุดหกตัว ซึ่งมันก็ไม่ใช่กุญแจธรรมดาๆเสียด้วย...


“ได้ความว่ายังไงบ้าง...” วิลโบสกี้ถามคนที่กำลังวุ่นกับการแก้สิ่งที่อเล็กซ์สร้างความยุ่งยากเอาไว้แต่เหมือนจะไร้ผลฟังจากน้ำเสียงของคนที่กำลังแก้ก็รู้เลยว่า
มันเป็นเรื่องที่หนักมากจริงๆ


“ไม่ไหวครับท่าน รหัสพันกันมั่วไปหมด ถ้าไม่มีอัลกอริทึมถอดรหัสแบบเฉพาะทางก็ไม่มีทางแก้มันได้แน่”


“แค่นั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ... พวกแกไม่มีทางได้สิ่งที่ต้องการไปแน่... ต่อให้ฆ่าพวกเราก็เถอะ...” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของอเล็กซ์ดังไล่หลังขึ้นมา
เหมือนเจ้าหนุ่มจะสะใจไม่น้อยที่สามารถปั่นหัวให้พวกชุดดำและผู้บัญชาการชั่วรายนี้วิ่งกันหูตั้งได้ ด้วยโปรแกรมที่เขาเขียนขึ้นมาเท่านั้น


แต่แทนที่วิลโบสกี้จะแสดงท่าทีโมโหโกรธาออกมา เธอกลับนิ่งเฉยพร้อมเดินย่างสามขุมเข้ามาหาอเล็กซ์ด้วยท่าทีสงบเงียบแต่กลับชวนให้รู้สึกหนาวยะเยือกแบบแปลกๆ
อเล็กซ์เองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันกับท่าทีของผู้บัญชาการโฉดคนนี้ แทนที่จะออกอาการตกใจหรือแสดงอารมณ์อะไรออกมาบ้างแต่นี่กลับเฉยสนิท จะใจเย็นเกินไปแล้ว...


“ก็จริงนะหากฉันฆ่านายไปทุกอย่างที่เราลงทุนทำมาคงจบสิ้นแน่... แต่ว่า” ปากกระบอกปืนในมือหันควับจ่อไปทางรันฟาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ถ้าฉันยิงแม่นี่ทิ้งอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าความตายของนายล่ะนะ... เอาล่ะจะว่ายังไง”


คำพูดที่ฟังดูเลือดเย็นหลุดออกมาจากปากของเธอได้แบบหน้าตายเฉยจนแทบไม่เหลือหน้าฉากที่เคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย ทั้งโหดเหี้ยม เลือดเย็น และอำมหิตจนเรียกได้ว่า
ผิดมนุษย์มนาก็ไม่ผิดแต่อย่างใดนัก


ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้สึกเกลียดใครมากขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต...


อเล็กซ์เองรู้ตัวดีว่าการเล่นเกมลักไก่อย่างการเกทับแบบนี้มันคงใช้ไม่ได้ผลกับหญิงคนนี้แน่ แต่เพื่อการนั้นอเล็กซ์จึงต้องจำใจทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำให้มากขึ้นไปอีก
และมันอาจหมายถึงการดึงชีวิตของคนที่เขาไม่อยากจะพาเสี่ยงไปกับเขาด้วยนั่นคือชีวิตของรันฟา แต่ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว


“งั้นก็เอาสิ... ยิงไปเลยยังไงเสียแกคงคิดจะฆ่าเราทั้งคู่อยู่แล้ว จะช้าหรือเร็วไม่ว่าฉันจะช่วยแกหรือไม่ เพราะงั้นอย่าเสียเวลา รีบส่งเราไปโลกหน้ากันทั้งคู่เลยก็ได้...”


อเล็กซ์พูดพลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แสร้งทำเป็นมุ่งมั่นและไม่ทุกข์ร้อนใดๆ พร้อมกับใจที่กำลังเต้นแรงระรัวแบบไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าการยุนี่
จะได้ผลออกมาเป็นยังไงบ้าง สิ่งที่จะตัดสินว่าพวกเขาจะอยู่หรือไป แน่นอนว่าการทำแบบนี้อาจทำให้รันฟามองตัวเขาในทางลบแต่มันก็คงไม่ต่างอะไร
หากหนทางที่รออยู่เบื้องหน้ามันมีแต่ความตายเท่านั้น


ทั้งอเล็กซ์และรันฟากำลังนั่งลุ้นกันถึงผลลัพธ์ที่กำลังจะออกมา หากผลลัพธ์ดันออกมาในรูปแบบที่พวกเขาไม่ต้องการคงไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว...


“ก็ได้... นายต้องการอะไรอเล็กซ์...”


สิ่งที่ได้ยินนั้นทำเอาอเล็กซ์รู้สึกโล่งอกในใจ ตอนนี้สถานการณ์กำลังจะพลิก ชายหนุ่มจึงรีบจัดการขั้นต่อไปเพื่อสร้างช่องทางในการเอาตัวรอดขึ้นมา
อย่างน้อยถึงยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างอิสระก็คงยังดีกว่าไม่มีหนทางที่จะรอดไปจากที่นี่ได้เลยเสียทีเดียว...


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


“หมายความว่าไงที่ว่าพวกเขาหายตัวไปน่ะ!!” เสียงตวาดลั่นที่เต็มไปด้วยความตกใจและโมโหในเวลาเดียวกันของแร๊บบิทดังลั่นไปทั่วทั้งห้องพัก


หลังจากเมื่อชั่วโมงที่แล้วทั้งสองคนได้หายตัวไปจากฐานตอนแรกคูเปอร์คิดว่าทั้งสองคนคงจะออกไปหาอะไรกินกันข้างนอก แต่หลังจากนั้นคูเปอร์ก็ดันไปเห็น
สภาพห้องทำงานชั่วคราวของอเล็กซ์อยู่ในสภาพข้าวของล้มระเนระนาดเต็มไปหมดเหมือนเพิ่งโดนรื้อค้นไปหมาดๆ แสดงว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแน่
เลยรีบมารายงานแร๊บบิทในทันที พอรายงานเท่านั้นแร๊บบิทก็ออกอาการของขึ้นในทันที ชายหนุ่มไม่รู้จะจัดการต่อยังไงเพราะตอนนี้คนในหน่วยที่เหลืออยู่
ก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น


คูเปอร์เป็นเพียงแค่ลูกชาวนาธรรมดาที่สมัครเข้ามาเป็นทหารเพราะความยากจน ก่อนจะถูกเรียกตัวไปประจำการในอิรักอยู่สองปี และเพราะความซวยหรือโชคชะตา
ที่ฝีมือการทำงานของเขาดันไปเข้าตาหน่วยแรทส์เข้าให้ ชายหนุ่มเลยถูกทาบทามให้เข้ามาร่วมงานในครั้งนั้นโดยที่ยังรู้สึกงงกับชีวิตไม่หาย ตั้งแต่ประจำการมาในหน่วยนี้
จวนจะครบแปดปี คูเปอร์ก็รับผิดชอบหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ทางหน่วยถึงประทับใจในตัวเขานักหนา ก็แค่เขาสามารถต่อสัญญาณ
ผ่านเข้ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้โดยใช้วิทยุแค่เครื่องเดียว


ไม่ได้อยากเด่นดังอะไร ก็แค่เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ไปวันๆเท่านั้นเอง...


แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีเหตุให้ปวดหัวได้เสียทุกครั้งเหมือนอย่างตอนนี้ นี่คงเป็นอาทิตย์ที่บัดซบที่สุดของหน่วยเขาเองก็อาจจะไม่ผิดนัก ทั้งโดนโจมตี
เสียคนในทีมไปหลายคน และยังมีอีกสองคนที่ดันมาหายตัวไปแบบไม่มีสาเหตุอีก แถมในตอนนี้โฮลี่ที่บาดเจ็บจากการโดนยิงในภารกิจครั้งก่อนยังไม่หายดีลงท้าย
หวยดันมาออกที่คูเปอร์ที่ดันเป็นคนเดียวในกลุ่ม ณ เวลานี้ที่มีสภาพปกติที่สุด


ซวยชิบเป๋งเลยว่าไหมเนี่ย...


ด้วยความที่เป็นห่วงลูกทีมหลังจากแร๊บบิทรับน้ำเกลือเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าของเขาก็รีบลุกจากเตียงเดินไปที่ประตูมุ่งตรงไปทางห้องทำงานชั่วคราวของอเล็กซ์
โดยไม่ลืมที่จะลากสมาชิกคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างคูเปอร์ไปด้วยกัน และเจ้าหนุ่มเองก็ไม่กล้าขัดใจหัวหน้าด้วยเพราะดูจากสีหน้าและอารมณ์แล้วหากยังมัวดื้อดึงปฏิเสธไป
มีหวังงานเข้าเด้งที่สองอีกแหงๆ


ทั้งคู่เดินผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนห้องแล้วห้องเล่าโดยไม่สนใจสายตานับสิบคู่ที่กำลังมองมาทางนี้ แร๊บบิทเองก็คงไม่ได้ใส่ใจว่าตอนนี้ตนเองกำลังสวมชุดคนไข้
และเดินออกมาในสภาพที่แขนอีกข้างยังขยับไม่ได้ ใจจริงแล้วก็อยากจะค้านอยู่หรอกแต่พอเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายที่ไรใจมันดันไม่สู้ซะอย่างนั้น


สักพักพวกเขาก็เดินมาถึงห้องทำงานช่างที่ว่า แร๊บบิทไม่รอช้ารีบเปิดประตูเข้าไปในห้องก็พบว่าในห้องนั้นไม่มีอะไร แต่ไม่สิที่จริงแล้วมันแปลกมาก ตอนคูเปอร์เข้ามา
ในห้องนี้ช่วงแรกข้าวของในห้องยังกระจัดกระจายไม่เป็นที่เป็นทางอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของความรก
ที่มีในตอนแรก


“เวรแล้วไง... หัวหน้าครับผมสาบานได้ว่าก่อนหน้านี้มัน...”


“ไม่ต้องพูดหรอกไอ้หนู ฉันรู้ว่านายพูดความจริง มีคนมาจัดการทุกอย่างในห้องนี้ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยแต่พวกมันลืมบางอย่างไป...” แร็บบิทเริ่มสำรวจโต๊ะทำงาน
และข้าวของทั้งหลายบนโต๊ะซึ่งถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ


แร๊บบิทเริ่มสำรวจข้าวของทุกชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบทีละชิ้น มีทั้งเลื่อยฉลุ ที่เชื่อมเหล็ก ค้อนทองเหลือง ไม้ฉากเหล็ก ประแจถูกวางอยู่บนโต๊ะ
ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยว่ามันมีอะไรแปลกไปได้ยังไงกันเมื่อทุกอย่างโดนกลบจนหมดแทบไม่มีร่องรอยอะไรเลย


“อเล็กซ์ไม่ใช่คนที่จะมีระเบียบในการจัดของมากขนาดนี้ ฉันรู้จักไอ้หนุ่มนั่นดีโต๊ะของมันจะรกตลอดเวลาจนแทบไม่น่าจะมีเวลาว่างมาจัดได้
และใครก็ตามที่เป็นคนเล่นงานสองคนนั่นคงจะลงมือในห้องนี้ล่ะได้กลิ่นนี่ไหม” แร๊บบิทถามพลางทำจมูกฟิดฟัดเหมือนจะดมกลิ่น


“กลิ่นเหรอครับ?” คูเปอร์ลองดมกลิ่นตาม มันเป็นอย่างที่ว่ามาจริงๆเพราะนอกจากกลิ่นน้ำมันเครื่องแล้วมันยังมีกลิ่นบางอย่างแปลกๆลอยปนอยู่ด้วย


กลิ่นที่ไม่ควรจะมีอยู่ในห้องนี้ในปริมาณที่มากขนาดนี้...


“ไนตรัสออกไซด์... ไม่ใช่ไนตรัสแบบทั่วไป... นี่เป็นไนตรัสแบบที่ใช้ในยาสลบของกองทัพ” แร็บบิทลองเดินไปตรงจุดที่อยู่ใกล้กับประตู “บิงโก! ดูที่รอยตรงนี้ซะก่อน
เหมือนนี้จะเป็นรอยที่เกิดจากการพ่นสารเคมีจำนวนมากออกมา ในกรณีนี้ถ้าให้เดา มันคือระเบิดแก๊สยาสลบ”


แร๊บบิทชี้ไปยังรอยประหลาดที่อยู่ตรงใกล้ๆกับทางออก เป็นรอยขนาดเล็กที่เหมือนจะจางมากจนแทบมองไม่ออกแถมยังเป็นจุดที่มีกลิ่นของไรตรัสออกไซด์แรงที่สุด
มันแรงเสียจนแทบจะหน้ามืดหากสูดเข้าไปนานๆ


คูเปอร์ประหลาดใจอย่างมากพอดูที่ได้ยินแบบนี้ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาก็คิดแบบเดียวกัน ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรกันแน่ แต่การที่สองคนนั้นหายตัวไปรวมถึงการที่
หลักฐานทั้งหมดโดนกลบไปจนหมดก็บอกได้อย่างเดียวว่ามีใครบางคน ลักพาตัวสองคนนั้นไป แต่ด้วยเหตุผลอะไรกันล่ะสองคนนั้นมีอะไรกันแน่ถึงได้โดนเล่นงานแบบนี้
แถมอีกอย่างเรื่องนี้เกิดขึ้นในฐานของแรทส์แต่กลับไม่มีใครรู้ตัวจนกระทั่งเมื่อชั่วโมงที่แล้ว


นรกชัดๆ เหมือนอย่างกับว่ามีข้าศึกแฝงเข้ามาอยู่ที่นี่ซะอย่างนั้นล่ะ...


ชายหนุ่มพยายามนั่งนึกถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนทั้งสองคนที่หายไป แม้ว่ามันจะเป็นไอเดียที่สิ้นคิดหรือไร้สาระปานใดก็ตามแต่ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้เสมอ
การที่ใส่ใจกับทุกย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามคือหนึ่งในสิ่งที่แร๊บบิทสอนเขาเสมอแม้จะไม่เข้าหัวอะไรมากเลยก็ตามที มันคงจะต้องมีร่องรอยอะไรทิ้งเอาไว้อีก
นอกจากนี้


ทุกร่องรอยย่อมมีเบาะแส ทุกเบาะแสย่อมมีเรื่องราว และทุกเรื่องราวย่อมมีสาเหตุ...


แต่แน่นอนเขาไม่ใช่แร๊บบิทเขาไม่ได้เป็นทหารมือเก๋ามากประสบการณ์หรือนักแกะรอยตัวยง เขาเป็นเพียงแค่ทหารหน่วยสื่อสารธรรมดาๆคนนึงเท่านั้น
ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการแกะรอยมากไปกว่าการหาของที่ถูกซ่อนอยู่ในลิ้นชัก ชายหนุ่มเลยทำได้เพียงแค่เออออห่อหมกตามแร็บบิทไปเรื่อย หวังว่า
จะมีอะไรบางอย่างที่เขาพอจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยในเวลานี้


ชายหนุ่มทอดถอนหายใจพลางคิดว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์เสียจริงๆในเวลานี้ คูเปอร์เดินตามหัวหน้าของตนไปเรื่อยๆและช่วยเขาทุกทางเท่าที่จะเป็นไปได้...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------


รันฟาเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าเวลาชีวิตกำลังถูกบีบเข้ามาเรื่อยๆหลังจากอเล็กซ์เพิ่งจะต่อรองกับพวกนั้นจนเสร็จวิลโบสกี้ออกไปข้างนอกได้สักพักพร้อมทั้งสั่งให้พวกมัน
ซ้อมอเล็กซ์ต่อแต่อย่าให้ถึงตาย แน่นอนว่าพวกมันซ้อมเขาจนปางตาย แต่ก็ไม่คิดจะฆ่าเพราะอเล็กซ์ยังมีความจำเป็นอยู่ และอันที่จริงแล้วหญิงสาวก็รู้สึกกลัวในความตาย
อยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เธอกลัวยิ่งกว่าคือการที่ต้องเห็นเพื่อนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า


และมันก็ซวยตรงที่ว่าเธอต้องเห็นเขาถูกทรมานอย่างหนักก่อนจะตายอย่างน่าอนาถนี่ล่ะ...


พวกมันยังคงเล่นสนุกกับอเล็กซ์โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะร่อแร่ขนาดไหน อเล็กซ์เองแม้ว่าจะยังมีลมหายใจและยังสามารถทานทนต่อการถูกรุมอัดได้อย่างเกินความคาดหมาย
แต่คงอีกไม่นานถึงแรงใจจะมีมากมายเหลือเฟือ แต่สังขารนั้นกำลังถึงคราวร่อแร่เต็มทีแล้ว


“หยุดได้แล้ว! พอเถอะเลิกทำแบบนั้นซะทีจะได้ไหม!” หญิงสาวตะโกนลั่นอย่างไร้ความหวัง ตอนนี้เธออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะสู้อะไรได้เลย ขยับตัวก็ไม่ได้
แม้แต่จะลุกก็ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามตอบเธอกลับด้วยฝ่ามือหนักๆที่หวดเข้าตรงใบหน้าของเธออย่างรุนแรง ร่างของรันฟากระเด็นล้มลงกับพื้นตามแรงปะทะของฝ่ามือ
ผิวแก้มเนียนๆเริ่มแดงระเรือ ร้อนผ่าวขึ้นทันตา มีรอยช้ำปรากฏขึ้น ตรงมุมปากมีเลือดหย่อมหนึ่งไหลกบปาก รอบดวงตาของหญิงสาวกำลังเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
ที่ออกมาด้วยความเจ็บใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในเวลานี้


มือทั้งสองข้างของหญิงสาวถูกล๊อกเอาไว้ด้วยกุญแจมือแบบดิจิตอลที่ต้องใช้การสแกนลายนิ้วมือเพื่อทำการปลดล๊อกออกอเล็กซ์เองก็ถูกล๊อกด้วยกุญแจมือแบบนี้
เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีลายนิ้วมือของพวกมันล่ะก็-


แคร๊ก!


เสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกปลดออก หญิงสาวรู้สึกได้เลยว่ามือของเธอกำลังเป็นอิสระอีกครั้ง กุญแจมือที่เป็นอุปสรรคเดียวถูกปลดออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
โดยที่พวกชุดดำนั่นไม่ทันรู้ตัวเพราะกำลังมัวแต่สนใจซ้อมอเล็กซ์เล่นอยู่ จะด้วยเหตุใดก็ช่างแต่นี่คือโอกาสแล้วพวกมันคนหนึ่งไม่สนใจรันฟาซะด้วยหญิงสาวรีบลุกขึ้นมา
และพุ่งปรี่เข้าหาร่างของมันจากด้านหลังและดึงมีดออกจากซองของหนึ่งในพวกมันและทิ่มทะลุคอหอยอย่างไม่ลังเล


ปัง ปัง ปัง!


เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หญิงสาวชักปืนของมันเล็งใส่พวกที่เหลือ กว่าจะรู้ตัวร่างของพวกมันก็ถูกกระสุนลูกตะกั่วเจาะจนพรุนไปทั้งร่าง พวกที่เหลือหันมาสนใจทางรันฟา
ที่เพิ่งจะยิงกราดพวกนั้นดับไปสองศพ อเล็กซ์ที่หลุดจากการถูกล๊อกมือก็รีบฉวยโอกาสเล่นตอนที่เผลอซัดพวกมันที่เหลือด้วยเรี่ยวแรงและกำลังเท่าที่ยังมีอยู่
รันฟาย้ายเป้าหมายไปที่คนถัดไปหญิงสาวพุ่งปะทะชนจนล้มลงพร้อมมีดที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดกระหน่ำแทงเข้าที่คอหอยอย่างไร้ปราณี


มือของรันฟายังคงกระหน่ำแทงที่คอหอยของเหยื่อดวงซวยอย่างไม่หยุดมือแม้อีกฝ่ายจะตายไปแล้ว แต่หญิงสาวยังคงแทงไม่หยุดแทงไปเรื่อยๆ แทงผ่านหลอดลม
ที่โผล่ออกมาอย่างชัดเจน แทงผ่านกระดูสันหลังส่วนคอที่กำลังแตกออกเป็นชิ้นๆ แทงผ่านเนื้อทุกส่วนจนหัวหลุดออกจากบ่า...


เลือดของเหยื่อกระเซ็นเปื้อนร่างของรันฟาจนชุ่ม ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดหย่อมเล็กๆหลายจุดพร้อมทั้งดวงตาเบิ่งออกกว้างเต็มไปด้วยความช๊อก
และตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน


“เป็นอะไรมากไหมอเล็กซ์?” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย พลางเช็ดเลือดออกจากใบหน้ากลิ่นคาวของเลือดติดทั่วทั้งร่างของหญิงสาวจนแทบไม่ได้กลิ่นอะไรนอกจากนี้


“ซี่โครงร้าวสี่ซี่... อาการชาตามใบหน้า... นอกจากเจ็บไปทั้งร่างแล้ว... ก็ยังไหวล่ะ...” อเล็กซ์พูดติดตลกแต่บอกตามตรงว่ารันฟาตอนนี้คงขำไม่ออกเท่าไหร่นัก


รันฟาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นมาอย่างเบามือ ดูสภาพแล้วอเล็กซ์ก็นับว่าอาการหนักพอดู ขนาดแค่เดินให้ได้ก็คงเต็มที่แล้ว หญิงสาวรีบคว้าปืนและกระสุนจากศพ
ของพวกที่ตายแล้วขึ้นมาพร้อมทั้งเอาปืนพกกระบอกหนึ่งให้อเล็กซ์พกติดตัวไปด้วย สภาพเป๋แบบนี้คงยิงปืนยาวไม่ไหวแน่ปืนพกคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสุด
เท่ากับว่างานนี้รันฟาต้องรับหน้าที่สู้ไปเต็มๆอย่างเลี่ยงไม่ได้


เมื่อเป็นแบบนี้เข้ามันก็ช่วยไม่ได้ รันฟารีบพยุงร่างของอเล็กซ์เกาะบ่าของเธอเพื่อจะหนีออกจากสถานที่ที่ทั้งคู่เองก็ไม่รู้ว่าคือที่ไหน รู้อย่างเดียวว่ามันคือรังของศัตรู
ที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะมีกันอีกแค่ไหน


“หยิบวิทยุมาด้วย... เผื่อเราจะได้รู้อะไรจากพวกมันอีก...” อเล็กซ์พูดพลางชี้ไปที่วิทยุของพวกชุดดำที่กำลังนอนไร้วิญญาณอยู่ตามพื้น รันฟารีบหยิบมันขึ้นมา
และทันใดนั้นก็มีเสียงวิทยุแทรกเข้ามา


“ทำได้เยี่ยมมาก... เดินมาที่ประตูทางออกแล้วเลี้ยวขวา... จะมีคนรออยู่ที่นั่น” เจ้าของเสียงที่ปลายสายออกคำสั่งผ่านวิทยุที่เพิ่งเก็บได้ ราวกับว่าอีกฝ่าย
มองเห็นพวกเขาได้แบบชัดเจน


“คุณเป็นใคร ทำไมถึงต้องช่วยเราด้วย!” รันฟาถามกลับไปอย่างระแวง


“คุณต้องไว้ใจเรา... ตอนนี้เราคือทางรอดเดียวของคุณ... รีบมาเร็วเข้า ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวแล้วยกโขยงกันออกมายิงพวกคุณ...” ปลายสายพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุภาพ
รันฟาแม้จะยังรู้สึกไม่ไว้วางใจความช่วยเหลือจากบุคคลนิรนามรายนี้แต่เหมือนว่าเธอกับอเล็กซ์จะไม่มีทางเลือกอื่นเลย ไหนๆก็อุตส่าห์มีคนมาช่วยแล้วลองตามน้ำไปก่อน
คงไม่เสียหายมั้ง


ใช่สิ... สภาพอย่างเราตอนนี้จะมีอะไรให้เสียอีกล่ะรันฟา...


หญิงสาวเดินไปที่ประตูระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเปิดด้วยรหัสผ่านแน่นอนว่าหญิงสาวและอเล็กซ์ย่อมไม่รู้รหัสผ่านที่จะใช้เปิดประตูบานนี้ แต่แล้วไม่กี่อึดใจถัดจากนั้น
ประตูก็เปิดออกเองโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ทำอะไร นี่ต้องเป็นฝีมือของคนที่มาช่วยเธอกับอเล็กซ์แน่ หญิงสาวรีบประคองร่างของอเล็กซ์เดินผ่านประตูเข้าไปและทำตามที่
เสียงปลายสายบอกทุกประการ เดินมาที่ประตูทางออกแล้วก็เลี้ยวขวา


ทันทีที่เลี้ยวมาเธอก็พบว่าพื้นที่รอบๆนั้นเต็มไปด้วยซากศพจำนวนมากมายที่กำลังนอนกองกันอยู่กับพื้น ตามผนังและพื้นเองก็เจิ่งนองท่วมไปด้วยเลือดและเศษเนื้อ
ที่สาดกระเซ็นไปทั่วไม่ต่างอะไรกับโรงฆ่าสัตว์ กลิ่นความเลือดที่ยังสดๆใหม่ๆลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งพื้น จนรันฟาแทบอยากจะอ้วก นี่มันฝีมือใครกันแน่ถึงได้ฆ่าเจ้าพวกนี้
จนเกลี้ยงแทบไม่มีเหลือ


และยังคงไม่มีร่องรอยของ ‘ความช่วยเหลือ’ ที่พวกเขากำลังต้องการเป็นอย่างมากในเวลานี้


“เอาล่ะฉันมาแล้ว นายอยู่ไหน...” หญิงสาวลองเอ่ยปากเรียก ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเงียบ ครู่เดียวหลังจากนั้นแทบจะไม่มีเสียงอะไร
ร่างในชุดดำก็ปรากฏตัวออกมาจากด้านข้างของเธอ ด้วยสภาพที่ราวกับเพิ่งจะออกจากภาวะ ‘ล่องหน’ มาไม่มีผิด


“ขอโทษทีที่ต้องโผล่มาแบบนี้ แค่อยากแน่ใจว่าพวกนายคือคนที่หัวหน้าบอกให้มาช่วย...” มนุษย์ล่องหนพูดส่งเสียงอย่างแผ่วเบาในลำคอเหมือนจะติดเป็นนิสัย


“พวกนาย... เป็นใครกัน...” อเล็กซ์ถามพลางเอามือกดตรงท้องเอาไว้


“ผมคือคาเมเลี่ยนแล้วนั่นก็ ออสเปรย์..” คาเมเลี่ยนชี้ไปที่เพื่ออีกคนที่แกล้งทำเป็นศพที่นอนตายอย่างแนบเนียนกำลังลุกขึ้นมาจากพื้นพร้อมพยักหน้าให้


ในตอนนี้รันฟายังไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของทั้งคู่เป็นเพราะหน้ากากรูปร่างประหลาดที่สวมอยู่ ของคาเมเลี่ยนจะเป็นหน้ากากที่มีเกราะหุ้มแทบทั้งหัวดูคล้ายกับ
หมวกกันน๊อกสำหรับขี่มอเตอร์ไซต์แต่ที่ต่างออกไปคือมีกล้องอินฟาเรดติดอยู่ด้วย ส่วนของออสเปรย์นั้นเป็นหน้ากากโม่งดำธรรมดาที่พ่นลายหน้าของกะโหลกนกเหยี่ยว
เอาไว้ด้วยสีขาว


ถึงจะยังไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นใครแต่ที่แน่ๆพวกนี้ไม่ใช่ศัตรูแถมรันฟายังยืนยันได้เลยว่านี่ไม่ใช่เสียงคนที่ติดต่อพวกเขาผ่านทางวิทยุ


รันฟาเดินพยุงร่างของอเล็กซ์ตามคาเมเลี่ยนที่เดินนำหน้า ส่วนออสเปรย์นั้นก็คอยระวังหลังดูจากรูปแบบการเดินและการใช้อาวุธแล้วบ่งบอกได้ชัดว่าสองคนนี้
เป็นระดับมือพระกาฬ คาเมเลี่ยนนั้นทุกก้าวเดินล้วนแต่ฝีเท้าเบาไร้ซึ่งเสียงแถมเมื่อบวกกับชุดพรางพิเศษที่สวมอยู่ก็แทบจะทำให้ทหารรายนี้เป็นมือสังหารไร้เสียง
ได้เลยทีเดียว ส่วนทางออสเปรย์นั้นที่รันฟาสังเกตได้มากที่สุดคือความคล่องแคล่วและความไวในการเล็งอาวุธไปตามจุดต่างๆดูเหมือนจะเก่งเรื่องการเป็นเสือปืนไวซะด้วย


รันฟาเดินตามผู้ช่วยเหลือทั้งสองไปจนมาถึงบริเวณจุดที่น่าจะเป็นห้องครัว ทุกอย่างดูนิ่งและสงบมากกว่าที่คิดจนกระทั่ง...


“หยุดก่อน!” คาเมเลี่ยนกระซิบเสียงสูงเล็กน้อยพร้อมทั้งให้สัญญาณมือ เหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง


รันฟาหยุดตามที่คาเมเลี่ยนบอก ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดหน้ากากจะรีบส่งสัญญาณมือให้คนที่ตามหลังเข้าไปหลบในห้องข้างๆ รันฟาเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่คาเมเลี่ยนรับรู้ได้คืออะไร
มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังตรงเข้ามาทางนี้ หญิงสาวรีบปิดวิทยุที่เอามาด้วยหากอีกฝ่ายเข้ามาใกล้จะได้ไม่ต้องเสียท่าเพราะเสียงวิทยุดังผิดจังหวะ


กลุ่มคนในชุดเกราะติดอาวุธครบมือเดินผ่านห้องที่พวกเขาอยู่ไปทีล่ะคน รันฟารีบกลั้นหายใจพยายามจะไม่ส่งเสียงโดยไม่จำเป็น หญิงสาวทำได้เพียงภาวนาว่า
อย่าให้พวกมันรู้ตัวตอนนี้เลย ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว จำนวนข้าศึกนั้นนับว่ามีมากกว่าที่คิดเอาไว้หากปะทะกันในนี้ล่ะก็คงได้มีซัลโวกันแหลกเละศพไม่สวยแน่


เงียบไว้รันฟา... เงียบไว้...


ผ่านไปสักพักเสียงฝีเท้าส่วนใหญ่ก็เริ่มเงียบไปแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ คาเมเลี่ยนเงี่ยหูออกไปฟังเสียงและทันใดนั้นรันฟาก็เริ่มเห็นคาเมเลี่ยนส่งสัญญาณมือบอก
ให้เงียบๆเอาไว้ ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรประตูของห้องก็ถูกแง้มเปิดออกอย่างช้าๆพร้อมปากกระบอกปืนที่จ่อลอดเข้ามาเป็นทัพหน้า รันฟารีบหลบเข้ามุมมืด
และขดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะที่เจ้าของปืนกำลังเดินเข้ามาในห้องเพื่อตรวจสอบ


หรือว่าลอยมาเข้าซองเสียเองกันแน่...


“ไม่พบอะไรในห้องเก็บของ มีแต่พวกอุปกรณ์กับของไร้ประโยชน์ครับ กำลังจะกลับไปรวมพล-” เพียงพริบตาเดียวหลังรายงานมีเล่มหนึ่งก็ปักเข้ากลางอก
พร้อมทั้งฝ่ามือที่ตรงเข้ามาอุดปากจนไม่สามารถส่งเสียงได้ เจ้าของกระบอกปืนนั่นกำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างหนักโดยไร้ประโยชน์ เพียงไม่นานก็แน่นิ่งไป


โดยที่ทางปลายสายของอีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ


ออสเปรย์ที่เพิ่งลงมือสังหารข้าศึกแบบเงียบๆลากศพเข้าไปในมุมมืดเพื่ออำพราง ขณะที่คาเมเลี่ยนกำลังถือวิทยุของคนที่โดนฆ่าเอาไว้เพื่อรอฟังปฏิกิริยาตอบสนอง


“ทราบแล้ว... ไปรวมพลกับทีมอื่น... ค้นหาต่อไป...” ปลายสายตอบกลับมาก่อนที่จะเงียบไปหญิงสาวรู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยในตอนนี้ยังไม่ความแตก
คงมีเวลาอีกสักพักกว่าพวกนั้นจะรู้ตัว


เมื่อปลอดคนก็ถึงเวลาเผ่น ทั้งสี่คนรีบมุ่งไปที่ทางออกที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยรันฟานั้นต้องคอยระวังไปด้วย พยุงอเล็กซ์ไปด้วย เธอเดินตามพวกหน่วยพิเศษที่ร่วมทางด้วย
มาจนถึงบริเวณใกล้ๆกับทางออก นับว่ายังโชคดีที่ไม่มีเวรยามอยู่แถวนี้เลยแม้แต่คนเดียว สงสัยคงเป็นเพราะพวกมันทั้งหมดกำลังตรงเข้าไปข้างในเพื่อตามหาพวกเขา
โดยไม่รู้ว่าตอนนี้เป้าหมายกำลังจะหนีรอดออกจากที่นี่แล้ว


เดี๋ยวก่อนนะ... ไม่มีเลยงั้นเหรอ...


ในชั่วขณะนั้นเองที่หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างได้ ถ้าหากตอนนี่เป็นมาตรการฉุกเฉินจริงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเวรยามเฝ้าทางเข้าออก
มันต้องมีอย่างน้อยสักหกคนที่เฝ้าทางออกไว้ แต่นี่กลับไม่มีเลยเหมือนทุกอย่างมันดูง่ายมาก... ง่ายจนเกินไป


“หยุดก่อน... มันเงียบเกินไป...” คาเมเลี่ยนเริ่มรู้สึกแบบเดียวกันกับหญิงสาว เขาหยุดอยู่กับที่ขณะมองไปรอบตัวพร้อมทั้งพ่นลมหายใจดังพรืดออกมาเบาๆ
“เราติดกับแล้ว...”


ไม่กี่อึดใจถัดจากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบตัว ความเงียบที่เคยมีอยู่เมื่อครู่นี้มลายหายไปแทบทั้งหมดกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากติดอาวุธครบมือ
กำลังแห่เข้ามารุมล้อมพวกเขาเอาไว้ รันฟาประเมินกำลังของข้าศึกแล้วคงไม่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบแน่ เลเซอร์ติดปืนจ่อมาทางพวกเขาเหมือนเป็นการเตือนว่าหากทำอะไรไม่เข้าท่า
ห่าฝนลูกตะกั่วร้อนๆจำนวนกว่าพันนัดจะพุ่งออกจากปากกระบอกปืนและเจาะทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้จนพรุน


“ทิ้งอาวุธ เอามือวางไว้เหนือหัว!!” หนึ่งในพวกชุดดำตะโกนสั่งให้รันฟาและทุกคนยอมแพ้แต่โดยดี แน่นอนหญิงสาวไม่มีความคิดจะยอมแพ้ในหัวอยู่แล้ว
ถึงยังไงก็ตายอยู่ดีต่อให้ยอมแพ้ก็เถอะ


แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือกทุกคนในกลุ่มเลยยอมวางอาวุธตามน้ำไปก่อน ระหว่างที่กำลังวางคาเมเลี่ยนก็กระซิบบอกทั้งรันฟาและอเล็กซ์อย่างแผ่วเบา
โดยไม่ให้พวกนั้นรู้ตัว


“พอได้โอกาสลงมือเลยนะ... ฆ่าแม่งให้หมดอย่าให้เหลือ...”


“แต่จะทำยังไงล่ะ?” รันฟาถาม


คาเมเลี่ยนไม่ตอบ พลางเอามือวางไว้บนหัวและพูดกระซิบอีกครั้ง “เอาเลย... อาเชอร์...”


ตูม!!


ไม่ทันขาดคำก็มีอะไรบางอย่างพุ่งทะลุกำแพงเข้ามาในโถงทางเดินก่อนจะตามมาด้วยการระเบิดอย่างรุนแรง ร่างของพวกที่ยืนเล็งอาวุธกันหน้าสลอนเมื่อครู่
ปลิวกระจายกันไปคนละทิศคนล่ะทาง นี่คือโอกาสที่คาเมเลี่ยนพูดถึง รันฟารีบคว้าอาวุธขึ้นมาเพื่อจะฆ่าแต่ยังไม่ทันจะได้ยกขึ้นเล็งเสียงปืนคำรามก็ดังขึ้นข้างกายของเธอ
ปืนพกรุ่น Five Seven กำลังกระหน่ำยิงด้วยความเร็วสูงสุด ยิ่งกว่านั้นความแม่นยำยังเรียกได้ว่าโดนหัวแทบทุกนัด แค่สี่วินาทีกระสุนก็หมดชุดพร้อมกับข้าศึกกว่ายี่สิบคน
ที่ร่วงกันระนาวด้วยฝีมือของออสเปรย์สิงห์ปืนไวลึกลับผู้สวมหน้ากากกะโหลกเหยี่ยวคนนี้


ส่วนพวกที่เหลือก็โดนรันฟาและอเล็กซ์ยิงจนดับอนาถตามไปติดๆ เมื่อไม่เหลือใครให้ยิงก็ได้เวลาชิ่งกันแล้ว


“ขอบใจมากอาเชอร์ แล้วเจอกันเพื่อน...” คาเมเลี่ยนกล่าวของคุณใครบางคนผ่านวิทยุที่ชื่อว่าอาเชอร์ซึ่งเป็นสาเหตุของการระเบิดเมื่อครู่นี้
รันฟามองดูสิ่งที่คนพวกนี้สามารถทำได้ ด้วยความรู้สึกทึ่งไม่น้อย คนพวกนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงแค่สองสามคนก็สามารถจัดการกับข้าศึกจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้
เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ครู่หนึ่งในความคิดก็รู้สึกว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกนี้อยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ


คาเมเลี่ยนเดินนำทั้งคู่ข้ามผ่านกองซากศพที่นอนกองอยู่กับพื้นก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปด้านนอกซึ่งมีรถตู้คนหนึ่งมารอจอดอยู่แล้ว รอบตัวของรันฟานั้นมืดมาก
ดูคล้ายจะเป็นเขตอุตสาหกรรมร้างที่ไหนสักที่เพราะแทบไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย รอบตัวก็ร้างสนิทจนแทบไม่มีอะไรให้ดูมากนัก ประตูที่เพิ่งเดินออกมาก็เป็นประตูลับอำพราง
ที่ทำออกมาได้แนบเนียนมากหากไม่มองดีๆก็จะคิดว่าเป็นแค่ผนังกำแพงส่วนหนึ่งของตึกเท่านั้น


“พาเขาเข้าไปในนั้น ท่าทางกำลังแย่ในรถมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอยู่” ออสเปรย์พูดพลางยืนคุ้มกันด้านหลังเอาไว้


รันฟารีบเปิดท้ายรถเพื่อทำตามที่บอก ประตูท้ายเปิดอ้าออกกว้าแต่หญิงสาวกลับชะงักไปเมื่อได้เห็นหน้าของคนที่รออยู่ในรถพร้อมปืนพหอีกกระบอกหนึ่ง
กำลังเล็งมาทางพวกเขา


คนที่เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นในตอนนี้...


ใบหน้าที่เธอเกลียดเข้ากระดูกดำไปแล้ว...


“สวัสดีรันฟา...”


วิลโบสกี้!








*********************************************************************************************************
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 27 พ.ย. 2016, 19:25

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

แก้งนอร์ทเก่ากลับมาหลอกหลอนคนอีกงั้นเหรอ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 425

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 29 พ.ย. 2016, 18:10

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 13/1

เอาหละสิงานนี้เปิดโปงคนทรยศในกลุ่มแถมยังมีการเชื่อมโยงอีกด้วย ก็ต้องนั่งรอปูเสื่อกันต่อไปว่าจะยังไงกันแน่

ปล.พึ่งสังเกตุเห็นว่าหัวข้อนั้นไม่ได้เปลี่ยนไม่รู้ว่าันนี้รีบลงแล้วออกหรือลืมกันแน่...มันต้องมีพลังงานบางอย่างแน่ๆ(คาตั้งแต่ EP3 แล้ว -3-)
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 452

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 10 ธ.ค. 2016, 21:15

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP3) 29/1

Episode 7 Savior in the Dark


อเล็กซ์ตัวแข็งทื่อพอๆกับรันฟาเมื่อวิลโบสกี้นั้นมารอพวกเขาอยู่ในรถแถมยังจ่อปืนมาทางพวกเขาในระยะเผาขนแบบนี้อีก ในหัวของชายหนุ่มตอนนี้
เต็มไปด้วยความสับสนสุดชีวิต ถ้าคาเมเลี่ยนกับออสเปรย์มาเพื่อช่วยพวกเขาแล้วทำไมวิลโบสกี้ถึงมาอยู่ในรถคันนี้ได้ เรื่องนี้มันคงแปลกพอๆกับที่ว่าทำไม
เธอถึงยังไม่ยิงเขากับรันฟาให้ดับดิ้นไปเสียในตอนนี้ทั้งที่เป็นโอกาสเหมาะ


“วิลโบสกี้! ทำไมแกถึง...”


“อยากจะรู้ตอนนี้...” ปัง! เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดมาจากวิลโบสกี้แต่ไม่ได้ยิงไปที่อเล็กซ์หรือว่ารันฟา หากแต่ยิงไปด้านหลังของพวกเขา
“หรือจะรอให้ไอ้พวกนั้นตามมากฆ่าเราทั้งหมดก่อนล่ะ?”


มีเสียงเหมือนอะไรร่วงลงพื้นดังตุ้บ อเล็กซ์หัไปมองด้านหลังพร้อมกับรันฟาก็พบว่ากลุ่มคนชุดดำฝ่ายข้าศึกที่เหลือรอดอยู่เพิ่งจะร่วงลงมาจากมุมมืดของชั้นสอง
นอนจมกองเลือดในสภาพที่มีลูกตะกั่วขนาด 9 มม. ฝังหัวอยู่ ยิ่งทำให้อเล็กซ์รู้สึกสับสนในท่าทีของผู้บัญชาการคนนี้เป็นอย่างมาก


ตอนแรกก็อยู่ฝ่ายเรา ก่อนหน้านี้ก็ทรยศเรา แล้วคราวนี้กลับมาช่วยเราอีก นี่มันบ้าอะไรกันแน่วะเนี่ย!!


“สวัสดีค่ะหัวหน้า!” ร่างบางในชุดอุปกรณ์สีดำอีกคนเดินออกมาจากความมืดพร้อมอาวุธรูปร่างประหลาดเหมือนหน้าไม้ผสมเข้ากับปืน
อเล็กซ์ประเมินจากภาพรวมด้วยขนาดของไหล่ที่เล็กแคบประกอบกับรูปร่างผอมเพรียวรวมถึงส่วนสูงที่ไม่มากไปกว่ารันฟาเท่าไหร่นัก
แม้จะสวมหน้ากากโม่งประกอบกับแว่นตาอุปกรณ์แบบพิเศษปิดหน้าเอาไว้ทั้งหมดอเล็กซ์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นผู้หญิงไม่ผิดแน่


หญิงสาวกล่าวทักทายพลางทำวันทยาหัตถ์เป็นการแสดงความเคารพต่อวิลโบสกี้ ดูจากสถานการณ์ทั้งหมดเธอคนนี้คงจะเป็นอาเชอร์ลูกทีมอีกคนที่เหลืออยู่


“ไม่ต้องมากพิธีอาเชอร์ เธอพลาดไปคนนึงนะรู้ตัวใช่ไหม” วิลโบสกี้พูดคาดโทษอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ดูจะผิดหวังเล็กน้อยที่หญิงสาวทำงานไม่เรียบร้อยพอ


“ขอโทษค่ะหัวหน้า...” หญิงสาวตอบสั้นๆก่อนจะเดินเข้าไปในรถเพื่อถอดอุปกรณ์ออกบางส่วน


“รีบไปกันได้แล้ว ไม่ช้าก็เร็วพวกมันต้องตามมาอีกแน่ คาเมเลี่ยนได้ทำตามที่บอกรึเปล่า?” วิลโบสกี้หันไปถามชายในชุดพรางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ


“เรียบร้อยแล้วครับ นี่ครับหัวหน้า” คาเมเลี่ยนยื่นรีโมทอันหนึ่งให้วิลโบสกี้ไป อเล็กซ์พอจะมองออกว่ามันคืออะไร มันคือสิ่งที่เขาไม่อยากจะคิดถึงมันเลยในเวลานี้


ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากทั้งการปรากฏตัวของวิลโบสกี้และกลุ่มนักรบปริศนา อเล็กซ์ถูกพาเข้าไปในรถพร้อมๆกับรันฟา ภายในรถมีอุปกรณ์การแพทย์
ที่ล้วนแล้วแต่แปลกตาและดูไม่คุ้นเคยมาก่อนและมันก็ดีมากเสียด้วย อเล็กซ์เริ่มรู้ตัวตอนที่คาเมเลี่ยนเริ่มฉีดยาตัวหนึ่งให้เขา เพียงไม่ถึงนาทีอาการเจ็บปวดทั้งหลาย
ที่เคยรบกวนจิตใจอยู่ในตอนแรกก็พากันทุเลาลง ส่วนรันฟาที่อาการไม่ได้หนักอะไรมากนัก อาเชอร์ที่เป็นผู้หญิงด้วยกันก็เอายาประคบให้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสนใจ
มากไปกว่าวิลโบสกี้ที่กำลังนั่งอยู่ตรงเบาะด้านข้างคนขับโดยมีออสเปรย์คอยขับรถให้ในตอนนี้


วิลโบสกี้ชูรีโมทอันที่ได้จากคาเมเลี่ยนขึ้นมาดู แต่เหมือนเธอจงใจให้ทุกคนในรถเห็นมันเสียมากกว่า


“รู้อะไรไหมสิ่งที่สนุกที่สุดในเวลางานของฉันคืออะไร” รีโมทในมือของหญิงวัยกลางคนถูกกด “นั่นคือจะเจ็บแค่ไหนตอนอยู่ในแรงระเบิดยังไงล่ะ...”


ตูม!!


พูดจบเท่านั้นฐานลับของพวกศัตรูที่เคยมีอยู่ด้านหลังรถก็พากันถล่มลงมาพร้อมกับเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นมา เสียงดังกัมปนาทคำรามลั่นอย่างรุนแรง
จนแก้วหูของทั้งสองคนสะเทือนลั่น ต่างกับพวกหน่วยพิเศษของวิลโบสกี้ ทั้งหมดนั้นกำลังมองดูผลงานที่ทำขึ้นราวกับว่าภาคภูมิใจในสิ่งที่เห็น
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าคนพวกนี้ถ้าไม่สมองเพี้ยนก็คงจะเป็นบ้าไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


เสียงระเบิดที่ดังกลบเสียงอื่นๆที่อยู่โดยรอบไปจนหมดทำเอาอเล็กซ์ไม่ได้ยินอะไรไปครู่หนึ่งเว้นแต่เสียงพูดของวิลโบสกี้ที่เขาบังเอิญได้ยิน
ก่อนที่รถจะเคลื่อนออกจากจุดที่เกิดเหตุ


“มันส์โคตร...”


รถตู้อำพรางยังคงแล่นไปเรื่อยๆตามถนนที่วุ่นวายโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตรงไหน รันฟาเริ่มรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้ประคบรอยช้ำตรงใบหน้า ด้วยยา
ที่อาเชอร์เอามาให้แม้จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่วิลโบสกี้ดันเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ก็เถอะ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าวิลโบสกี้นั้นมีอะไรบางอย่างปกปิดเอาไว้มากกว่าที่เธอรู้
การกระทำของผู้บัญชาการหญิงนั้นเต็มไปด้วยข้อกังขามากมายที่รันฟาเองก็อยากจะรู้ให้ได้ว่าเพราะอะไรวิลโบสกี้ถึงได้ช่วยเธอกับอเล็กซ์กันแน่


ลองถามดูมันก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก รันฟา...


“คงสงสัยล่ะสิว่าทำไมฉันถึงได้ช่วยพวกนาย เดาว่าคงมีอีกหลายคำถามที่อยู่ในใจของพวกนายด้วยใช่ไหมล่ะ” ยังไม่ทันจะถามวิลโบสกี้ก็ดันชิงพูด
สิ่งที่รันฟากำลังอยากจะรู้อยู่พอดี


“แล้วคิดว่ามีคำถามอื่นอีกไหมล่ะ?” อเล็กซ์ย้อนกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ


วิลโบสกี้ยิ้มอย่างมีนัย “ก็ง่ายๆ ฉันแค่ต้องการทำลายฐานของพวกมันก็เท่านั้น เลยต้องการเหตุผลดีๆสักข้อในการจะเข้าไปถึงฉันจะทำงานแฝงตัวก็เถอะ
แต่ในองค์กรของพวกมันตำแหน่งของฉันยังไม่สูงพอที่จะเข้านอกออกในที่นั่นได้โดยสะดวก เพราะงั้นพวกนายเลยเป็นเหตุผลที่มีค่าพอที่จะให้ฉันเข้าไปในฐานนั่นยังไงล่ะ”


“แสดงว่าไอ้เครื่องถอดรหัสนั่นเป็นของคุณเองสินะ และคุณก็รู้ด้วยว่าพอเราถอดรหัสไฟล์นั่นได้พวกมันจะมาไล่ล่าเรา คุณก็เลยรับอาสาพวกมัน
สั่งการให้จับพวกเราไปที่นั่นสินะ” อเล็กซ์คาดเดาสิ่งที่วิลโบสกี้ได้ทำลงไปก่อนหน้านี้ เครื่องถอดรหัสที่มีคนชุดดำอีกคนเอามาให้กับรันฟาก่อนหน้านี้
มันสามารถใช้ถอดรหัสไดรฟ์ข้อมูลที่ยึดมาได้แต่หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมงพวกเขาก็ถูกจับและพาตัวไปที่ฐานของพวกนรกนั่น มันคงไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่
หากหน่วยพิเศษกลุ่มนี้จะไม่บังเอิญตามมาช่วยเธอกับอเล็กซ์เข้าพอดี


ทุกอย่างมันคือการจัดฉากตั้งแต่แรก โดยฝีมือของคนๆเดียวนั่นคือคนที่อเล็กซ์กำลังพูดด้วยในตอนนี้...


ซึ่งเธอก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมาแต่จากท่าทีด้วยแล้วนั่นคงเป็นความจริงและรันฟาก็แบไม่อยากเชื่อว่าวิลโบสกี้จะทำถึงขั้นนั้น หลอกใช้เธอกับอเล็กซ์
เพียงเพื่อให้เป้าหมายของตัวเองสำเร็จลุล่วง โดยไม่มีท่าทีของความสำนึกผิดหรือว่าการขอโทษแม้แต่น้อย


“หมายความว่า... คุณใช้เราเป็นแค่เหยื่อล่อพวกมันงั้นเหรอ...” รันฟาพูดโดยไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง


“ถ้าใช่แล้วจะทำไมล่ะแม่หนูน้อย โลกนี้มันก็โหดร้ายแบบนี้ล่ะ เป็นผู้ดีมันจะชนะสงครามได้รึยังไงกัน ไม่ว่าเธอจะชอบหรือไม่เธอก็เป็นแค่เหยื่อล่อไปแล้ว....”


“ไอ้สารเลวเอ้ย!!” อเล็กซ์พุ่งพรวดเข้าไปกะจะซัดหน้าอีกฝ่ายให้ยับคามือ แต่ก็ถูกคาเมเลี่ยนกับอาเชอร์เอาปืนจ่อหัวไว้ วิลโบสกี้ยังคงไม่ขยับตัว
หรือแสดงอาการอะไรออกมา ยังคงใจเย็นอยู่ได้แม้ในตอนนี้


“คิดดีๆก่อนจะทำอะไรลงไปไอ้หนู เรื่องของนายมันน่าเศร้าเป็นที่เท่าไหร่ของจักรวาลกันล่ะ เท่ากับเหตุการณ์ที่ชิคาโก้รึเปล่า หรือเท่ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลก
หลังจากนี้ไหมล่ะ ถ้าฉลาดก็อยู่เฉยๆแล้วรอดูไปเสีย” ผู้บัญชาการหญิงกล่าวพลางเอนตัวลงนอนโดยไม่สนใจในท่าทีของอเล็กซ์เท่าไหร่นัก


น่าจะเรียกว่าไม่ไยดีเลยคงจะเป็นคำที่เหมาะมากกว่า...


รันฟาถึงแม้อยากจะโมโหแบบอเล็กซ์มากแค่ไหนแต่เธอกลับทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เหมือนจิตใต้สำนึกของเธอมันฟ้องว่า
ถึงวิลโบสกี้จะชั่วหรือเป็นตัวแสบแค่ไหนแต่การกระทำของเธอนั้นมีความหมายบางอย่างซ่อนเอาไว้ ซึ่งเธอก็อยากจะรู้เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ
การกล่อมอเล็กซ์ให้ใจเย็นและรอดูว่าจะมีอะไรอีกนอกจากนี้


ใจเย็นๆรันฟารอดูท่าทีไปก่อน ติดหนี้คราวนี้จะคิดดอกให้เพียบเลยคอยดู...


รถตู้อำพรางยังคงแล่นต่อไปได้เรื่อยๆตามถนนหนทางที่มืดมิดราวกับกำลังมุ่งเข้าสู่ความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด...



--------------------------------------------------------------------------------------------------------



การหาตัวทั้งสองคนยังคงล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากแร๊บบิทตามเบาะแสมาได้บางส่วนขณะที่ความคิดของนายทหารมือเก๋าเชี่ยวศึกผู้นี้
กำลังสับสนไม่เป็นจังหวะ คูปเปอร์เจ้าหนุ่มฝ่ายสื่อสารก็ดันเป็นคนเดียวที่สามารถอยู่ช่วยเขาในเวลานี้ซะด้วยสิ ถึงเจ้าเด็กนี่จะเป็นหน่วยสื่อสารระดับพระกาฬ
ชนิดที่ว่ายากจะหาใครมาเทียบก็เถอะ แต่พอเป็นเรื่องอื่นนอกจากนั้นเจ้าตัวกลับไร้ประโยชน์สิ้นดีเลยจริงๆ แม้แร๊บบิทไม่อยากจะคิดอะไรแบบนั้น
แต่ประสบการณ์ที่เคยทำงานร่วมกันมาตลอดแปดปีก็เป็นเครื่องยืนยันความคิดนี้ได้เป็นอย่างดี


ถ้าไม่นับคูเปอร์ที่กำลังเดินตามเขาต้อยๆเป็นลูกหมาแสนเชื่องอยู่ในตอนนี้ก็เหลือแค่โฮลี่ ที่บัดนี้กำลังนอนเจ็บอยู่ในห้องพยาบาลพร้อมรอยกระสุนถูกยิงที่ขา
ตั้งแต่ภารกิจครั้งก่อน คงอีกนานนับเดือนกว่าเจ้าตัวจะพร้อมออกมาลุยงานภารกิจกับพวกเขาในตอนนี้ ว่าแล้วแร็บบิทก็พลันนึกกล่าวโทษตัวเองขึ้นมาเสียงอย่างนั้น
ว่าในฐานะผู้นำตัวเองดันงี่เง่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงกัน


นี่ถ้าเขาไม่ดันบาดเจ็บเอาในคราวนั้น... ไม่เอาน่านายจะโทษตัวเองแบบที่รันฟาทำรึไง... นายพูดเองนะว่าไม่มีอะไรขึ้นตรงกับเราทั้งนั้น...
หัดเชื่อมั่นในตัวเองอีกหน่อยไอ้พล...



ว่าแล้วชายแก่ก็รีบมองไปรอบๆหาอะไรก็ได้ที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่ารอยสารเคมีกับกลิ่นแก๊สไนตรัสออกไซด์จางๆที่ลอยคลุ้งอยู่เต็มห้อง
บอกตามตรงว่าการใส่ชุดคนป่วยออกมาเดินเท้งเต้งโดยไม่มีแม้แต่กางเกงในแบบนี้มันทำให้รู้สึกหนาวจับใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


แร๊บบิทเพ่งสายตามองหาสิ่งที่ต้องการและแล้วเหมือนสายตาของเจ้าตัวจะไปสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า


“คูเปอร์ เห็นไอ้นั่นไหม” แร๊บบิทชี้ไปที่ตรงมุมหนึ่งของห้องบริเวณด้านบน


“กล้องวงจรปิด? หัวหน้าคิดว่าจะมีภาพอะไรงั้นเหรอครับ” คูปเปอร์ถามขณะมองไปที่กล้องวงจรปิดเก่าๆสภาพทรุดโทรมพอดู
แต่น่าจะยังใช้การได้อยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรให้ดูรึเปล่าแต่อย่างน้อยมันน่าจะเป็นเบาะแสที่ดีสำหรับการตามรอยทั้งสองคนนั้น


ทั้งสองคนเลยรีบมุ่งตรงไปที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยโดยทันที แม้จะต้องเจอกับบรรยากาศชวนอึดอัดจากสายตาของคนรอบข้างที่กำลังมองดูชายแก่ในชุดคนป่วย
ออกมาเดินส่ายอาดๆไปตามทางเดินโดยไม่สนสายตาคนรอบข้างแม้แต่นิดเดียว ทีแรกแร๊บบิทกะจะเดินดุ่ยๆตรงเข้าไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก
แต่เขาก็ดันคิดถึงใครบางคนที่อาจจะช่วยได้เลยต้องแวะไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก่อนและคนๆเดียวที่น่าจะพอช่วยอะไรเรื่องนี้ได้ก็ทำงานอยู่แผนกนี้เสียด้วย


ว่าแล้วแร๊บบิทก็ไม่รอช้ารีบเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ว่านั่นก่อนจะเดินตบเท้าก้าวเข้าไปหาชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดเสื้อเชิร์ทสีฟ้า
แร๊บบิทตรงเข้าไปหาและเริ่มลากคอ (ย้ำว่าลากคอจริงๆ) คนที่ต้องการไปกับตนโดยไม่คิดพูดเจรจาอะไรสักคำ


“อ้าวเฮ้ย! ไอ้พลนี่มันเรื่องอะไรวะเนี่ย อยู่ๆมาลากคอกันแบบนี่ เอ็งจะพาข้าไปไหนวะ!!” ชายที่โดนลากคอถามพลางพยายามดิ้นจากการโดนลากตัวไป
แต่ติดปัญหาที่ว่าเขาดันแกะมือของแร๊บบิทที่เหยี่ยวอย่างกับคีมนี่ไม่ออก


“โทษทีว่ะไอ้ไอซ์ ข้ามีเรื่องอยากจะขอแกช่วยหน่อย เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่คงต้องพึ่งแกอยู่...”


“ถ้าจะมาขอให้ช่วยก็ขอดีๆก็ได้ไม่ต้องลากมาแบบนี้ กูไม่ดื้อหรอก!!” ไอซ์พูดประท้วงพลางออกแรงแกะมือของแร๊บบิทออกอีกรอบหนึ่ง


แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่สุดท้ายแล้วแร๊บบิทก็ยังลากตัวไอซ์ตามมาด้วยอยู่ดี โดยที่มีคูเปอร์คอยเป็นกำลังเสริมช่วยแบกไปอีกแรงหนึ่ง เมื่อมาถึงที่หน้าแผนก
รักษาความปลอดภัยแล้วแร๊บบิทก็ปล่อยไอซ์ลงที่หน้าห้อง แลดูจากสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วคงหงุดหงิดไม่น้อยที่อยู่ๆก็โดนลากเข้ามาร่วมขบวนกับเรื่องที่ยังไม่รู้เลยว่า
มันคืออะไรแบบนี้ แต่เขาก็ไม่สนมากนักสิ่งสำคัญคือตอนนี้เขาอยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรกับลูกทีมของเขาทั้งสองคนที่หายตัวไปกันแน่


“เอ้าว่าไง! มีเรื่องอะไรถึงพามาที่นี่กัน รีบๆด้วยล่ะกูมีงานรออยู่ไม่อยากให้การแกะรอยพวก ดิ เซอร์เพนท์ต้องสูญเปล่า” ไอซ์บ่นพลางปัดเศษฝุ่นบางส่วนออกจากตัว


“ลูกทีมกูหายไปสองคนตอนนี้ เราลองหาทั่วแล้วแต่ไม่เจอพวกมันเลย สงสัยว่าพวกนั้นคงโดนใครบางคนลักพาตัวไปแล้ว เลยอยากให้ช่วยตรวจสอบ
ทางวงจรปิดหน่อยว่ามันเกิดอะไรกันแน่”


“แล้วทำไมต้องมาพึงกูด้วยกับเรื่องแค่นี้วะ ทำเองไม่เป็นรึไงกันกับแค่ดูภาพจากวงจรปิดเนี่ย!” ไอซ์บ่นครางอย่างหนักหลังได้ยินเรื่องที่แร็บบิทขอร้องมา
ก็จริงอย่างว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ต้องถึงมือไอซ์แน่ หากเขาไม่ได้คิดแบบเดียวกัน


“เกรงว่าจะไม่ได้ พวกที่ลักพาตัวลูกทีมกูไปมันลบร่องรอยออกทั้งหมด เดาว่าตอนนี้แม้แต่กล้องวงจรปิดก็คงโดนเล่นไปแล้วเหมือนกัน เลยต้องการแกมาที่นี่
เพื่อจัดการกับอะไรก็ตามที่ไอ้พวกนั้นมันทำดักเอาไว้นี่ล่ะ” แร๊บบิทอธิบายพลางเดินเข้าไปในห้องรักษาความปลอดภัย


ภายในห้องนั้นไม่มีคนเฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียวนั่นเป็นเพราะระบบป้องกันภัยของที่ถูกสั่งการผ่านระบบสมองกลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทบริหารจัดการ
ถือว่าเป็นการดูแลความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากเพราะสามารถทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและสามารถคัดแยก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินภัยอันตรายอีกด้วย
และแน่นอนว่าไอซ์ก็มีส่วนช่วยในการออกแบบโปรแกรมตัวที่ว่านี้ด้วย แร๊บบิทเลยคิดว่าคงเป็นการดีกว่าถ้าหากว่าพาคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับโปรแกรมพวกนี้มาด้วย


ไอซ์ลองนั่งลงที่เก้าอี้ก่อนจะเริ่มขยับมือเลื่อนหน้าปัดสามมิติโฮโลแกรมไปยังเมนูที่ต้องการและเริ่มทำการค้นหา ภาพของกล้องวงจรปิดที่บันทึกเอาไว้ตลอด
ยี่สิบสี่ชั่วโมงเด้งขึ้นมาภาพแล้วภาพเล่า ขณะที่ไอซ์กำลังมองหาจุดบกพร่องในระบบเพื่อหาสิ่งที่น่าสงสัยที่อาจจะซ่อนอยู่ในภาพบันทึกพวกนี้


แต่การจะหาสิ่งที่เกิดขึ้นจากข้อมูลนับล้านๆไบท์นั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทรเลยจริงๆ ในฐานนี้ทุกวันจะมีคนเข้าออกเป็นพันคน
จึงเป็นการยากที่จะตามหาใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้


แต่ไม่ใช่กับไอซ์ที่เป็นคนเขียนและพัฒนาโปรแกรมสมองกลนี่ขึ้นมา...


“เอาล่ะไหนดูซิ... เวลานี้... พิกัดก็ตรงนี้... เอาล่ะเจอแล้ว... นี่มัน..!!”


แร๊บบิทมองเข้าไปในจอภาพแต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากภาพที่เบลอมากจนมองไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในภาพที่บันทึกเอาไว้ ที่พอจะเห็นได้คือกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ทุกครั้งที่คนกลุ่มนี้เดินผ่านจุดที่มีกล้องตรวจการณ์อยู่ก็จะมีคลื่นบางอย่างรบกวนอย่างรุนแรงจนกล้องไม่สามารถบันทึกภาพที่ชัดเจนเอาไว้ได้
แม้แต่ภาพเดียว พวกนั้นสามารถเดินผ่านกล้องไปที่ไหนก็ได้และกลับออกมาโดยที่ไม่มีใครรู้


“นี่มันเป็นห่าอะไรของมันกันวะเนี่ย แบบนี้จะไปดูรู้เรื่องได้ยังไงวะ!!” แร๊บบิทตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อภาพที่บันทึกเอาไว้ถูกรบกวนจนไม่สามารถดูได้อย่างชัดเจน


“ใจเย็นๆ นี่เป็นผลจากการส่งคลื่นรบกวนระบบกล้องตรวจจับ เทคนิคเก่าของพวกสายลับสมัยเหาเป็นพระเจ้าแล้ว” ไอซ์กล่าวห้ามเพื่อนของตนอย่างใจเย็น
พลางคีย์คำสั่งผ่านหน้าจอสามมิติ


“แล้วพอจะทำอะไรได้ไหมครับ?” คูเปอร์ถาม


“คิดว่าฉันเป็นใครกันล่ะกับอีแค่เทคนิคเก่าที่เอามาใช้ใหม่แบบนี้อย่าหวังว่าจะทำอะไรฉันได้เชียว กับคนอื่นคงหมดทางแต่กับฉัน... มันง่ายมากเลยล่ะ”


สักพักไอซ์ก็เริ่มคีย์ข้อมูลทำการดัดแปลงข้อมูลของภาพทั้งหมดจัดการกับคลื่นรบกวนออกไปและปรับโน่นนี่นั่นทั้งหมดในเวลาเพียงห้านาที ภาพจากเดิมที่มีแต่คลื่นรบกวน
ก็ถูกแก้ไขใหม่จนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากกว่าเดิมถึงจะไม่ได้ถึงกับชัดเป๊ะแต่ก็ถือยังดีกว่าเมื่อครู่นี้หลายเท่า ภาพของกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบสีดำที่ดูไม่คุ้นตา
เดินเข้ามาในฐานโดยไม่มีใครสังเกตเห็นหรือไม่ก็ไม่คิดสนใจเสียมากกว่า กลุ่มคนพวกนั้นเดินตรงเข้าไปที่ห้องทำงานช่างที่อเล็กซ์และรันฟาอยู่ และก็เป็นตามคาดพวกนั้น
โยนแท่งอะไรบางอย่างเข้าไปในนั้นก่อนจะมีควันประหลาดสีเขียวลอยฟุ้งไปทั่วทั้งห้องในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ


แร๊บบิทมองเห็นทั้งสองคนล้มลงกับพื้นและหมดสติลงในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจก่อนจะโดนลากออกไปจากห้อง และภาพทั้งหมดก็หยุดไปแค่นั้น


“ไอ้พวกเปรตนี่มันเป็นใครกันวะ!” แร๊บบิทถามด้วยน้ำเสียงเดือดจัดเมื่อได้เห็นภาพทั้งหมด


“เรื่องนั้นกูเองก็ไม่รู้ว่ะไอ้พล แต่คิดว่าคงเป็นพวกที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด เราความแจ้งเรื่องนี้ให้กับทางกองบัญชาการให้พวกเขารู้” ไอซ์เสนอความคิดหนึ่งขึ้นมา
แต่แร๊บบิทกลับทัดทานเอาไว้


“ไม่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้บ้าง พวกมันเดินเข้ามาในฐานได้โดยที่ไม่มีใครห้ามพวกมันเอาไว้ แปลว่ามันต้องมีใครบางคนหนุนหลังอยู่ แถมดูในภาพนั่นด้วยแกจะเข้าใจ”
แร๊บบิทกรอภาพกลับและชี้ไปที่ภาพตรงทางเข้าออกฐาน “บัตรของมันเป็นบัตรผ่านสีแดงระดับสี่ แสดงว่ามันต้องถูกออกให้โดยพวกระดับสูงที่มีอำนาจระดับเดลต้า
ชัดแล้วว่ามีใครบางคนที่เป็นหนอนบ่อไส้อยู่ในหน่วยของเรา...”


“แต่น่าเสียดายที่คนฉลาดแบบนายดันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้นะแร๊บบิท...”


!!?


เสียงของหญิงคนหนึ่งที่พูดขึ้นทำเอาแร๊บบิทสะดุ้งโหยงและก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัววัตถุลึกลับที่พุ่งแหวกอากาศมาอย่างเงียบเชียบก็พุ่งปะทะเข้าที่ต้นคอ
กว่าจะรู้ว่ามันคืออะไรแร๊บบิทก็ล้มลงโดยไม่ทันรู้สึกถึงอาการมึนหัว ตาลายและง่วงอย่างเฉียบพลันที่ตามมาในภายหลัง เช่นเดียวกับทั้งไอซ์และคูเปอร์
ที่ทยอยร่วงตามเขามาติดๆอย่างไม่ทราบสาเหตุ สิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นหลังจากนั้นคือร่างของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาพร้อมมองมาทางเขา แร๊บบิทอยู่ใกล้มากพอ
ที่จะเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจนพอสมควร ใบหน้าของคนที่เขาคุ้นเคยอีกคนหนึ่ง


วิลโบสกี้...


แร๊บบิทพูดอย่างยากลำบากขณะที่สติกำลังดับลงอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนที่เขาต้องหมดสติลงอีกครั้ง และทุกครั้งที่เขาหมดสติแบบไม่คาดฝัน
ก็มักจะมี ‘เรื่องยุ่งยาก’ ตามมาเสียทุกครั้งไป แต่พูดไปก็คงไร้ประโยชน์เพราะชายแก่ไม่อยู่ในสภาพที่จะขัดขืนอะไรได้อีกแล้ว...



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



อเล็กซ์รู้สึกได้ว่ารถตู้กำลังเคลื่อนที่ช้าลง ถ้านั่นไม่ใช่การหยุดแวะปั้มเข้าห้องน้ำอย่างที่คนปกติเขาทำกัน ก็หมายถึงพวกเขามาถึงที่หมายแล้วและในรถตู้คันนี้
เขามองไม่เห็นอะไรที่อยู่ภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว คนพวกนี้ในความคิดของชายหนุ่มยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับวิลโบสกี้ที่คิดว่ายังไงก็หยั่งธาตุแท้ไม่ออก
ขนาดเวลาปกติก็ยังไม่มีใครเคยรู้เลยว่าวิลโบสกี้ชอบอะไรหรือทำอะไรที่ไหนในเวลาว่างแม้เขาจะรู้จักกับผู้บัญชาการหญิงคนนี้มากว่าสามปีแล้วก็ตาม


อะไรจะลึกลับขนาดนั้นกันเชียว... คิดแล้วมันนึกถึงพ่อ-


ครู่เดียวอเล็กซ์ก็พลันไปนึกถึงคนที่เขาไม่อยากจะคิดถึงอะไรมากนักราวกับเป็นคนที่ไม่มีความสำคัญต่อเขาอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ชายหนุ่มนั้น
เรียกได้อย่างไม่เต็มปากว่า ‘พ่อ’


ตั้งแต่จำความได้เขาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับแม่และน้องสาวมาโดยตลอด ซาแมนท่าห์แม่ของเขาและฟิโอน่าน้องสาวของเขาคือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่อเล็กซ์เหลืออยู่
ซึ่งอันที่จริงแล้วอเล็กซ์ยังมีพี่สาวบุญธรรมอีกคนหนึ่งที่พ่อเขาเก็บมาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน จนตอนนี้เธอได้หายสาบสูญไปแบบไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เช่นเดียวกับพ่อของเขา
ที่หายตัวไปร่วมหลายสิบปีแล้ว... ในสนามรบ


ในวัยเด็ก อเล็กซ์ต้องใช้ชีวิตอยู่กับแม่จนทำให้เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะมีพ่อเหมือนอย่างคนอื่น พ่อมักจะกลับมาที่บ้านนานๆครั้งเพื่อมาเยี่ยมแม่และน้องสาว
ก่อนกลับไปทำงานที่กองทัพอีกครั้ง เช่นเดียวกับวิลโบสกี้พ่อเป็นคนเดียวในโลกที่เรียกว่าลึกลับและยากจะหยั่งถึงสำหรับอเล็กซ์เขารู้เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อน้อยมาก
น้อยจนแทบจะเรียกชายที่กลับบ้านเพียงนานๆครั้งได้ไม่เต็มปากว่าพ่อ...


แต่ก็น่าขำที่อเล็กซ์ดันมาเดินเส้นทางชีวิตเดียวกับพ่อในตอนนี้ ทั้งที่เขาเองก็เกลียดการเป็นทหารมากพอๆกับพ่อเขาแท้ๆ...


“คิดมากไปได้เรา... จะไปสนทำไมกับคนพรรคนั้นกัน...” อเล็กซ์ส่ายหัวพลางสลัดความคิดไร้สาระออกไป สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาคำตอบว่า
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ทำไมพวกปลายแถวอย่างเขาถึงได้โดนเพ่งเล็งขนาดนี้กันแน่


อเล็กซ์คิดว่าหากเป็นไปได้เขาคงจะอยู่กับคนพวกนี้สักพักแล้วค่อยหาโอกาสชิ่งหนีออกมาพร้อมกับรันฟาหากทำได้ ขอแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์
แล๊บท๊อฟหรือแท๊บเล็ตสักเครื่อง อเล็กซ์ก็สามารถอัพโหลดไวรัสที่พกมาด้วยเข้าไปในระบบแล้วสร้างช่องทางหนีขึ้นมาได้


มันควรจะง่ายแบบนั้น... แค่นี้ก็หนีออกไปจากที่นี่ได้แล้ว...


สักพักเมื่อรถหยุดแล่นพร้อมกับประตูรถก็ถูกเปิดออกคาเมเลี่ยนและอาเชอร์ที่อยู่ใกล้ประตูก็กระโดดลงจากรถพร้อมแบกอุปกรณ์บางส่วนลงมา อเล็กซ์รีบลงจากรถ
ตามไปอย่างไม่รีรอขณะที่กำลังเดาแทบตายว่าตัวเองอยู่ที่ไหนระหว่างฐานทัพใต้ดิน บนภูเขา หรือว่าโกดังร้างที่ไหนสักที่ตามสูตรสำเร็จของฐานลับระดับองค์กร
แต่ชายหนุ่มกลับลืมคิดถึงบางสิ่งไป บางสิ่งที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นมันอยู่ตรงหน้า ณ เวลานี้เช่นกัน...


วิลโบสกี้เดินออกมาจากรถตู้พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มแฝงเลศนัยเอาไว้มาให้ “ขอต้อนรับ สู่เดอะวูล์ฟเดน...”


อเล็กซ์รู้ตัวทันทีหลังจากที่กำลังยืนอยู่บนลิฟท์ขนาดยักษ์มากพอที่จะขนคนทั้งกองร้อยหรือรถถังหุ้มเกราะสักคัน ทว่าสายตาของอเล็กซ์กลับไม่ได้มองไปที่ลิฟท์
เพราะสายตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มกำลังมองไปที่บรรดาปลา ใช่... ปลาใต้ท้องทะเลที่กำลังแหวกว่ายอยู่ภายนอกของลิฟท์ซึ่งถูกป้องกันเอาไว้ด้วยโพรงกระจก
แบบพิเศษ ลิฟท์กำลังมุ่งลงสู่ใต้มหาสมุทรด้วยความเร็วสูงราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด


เลิกคิดเรื่องหนีออกไปได้เลยอเล็กซ์ นายกำลังเจอกับของจริงแล้ว...


อเล็กซ์มองเห็นรันฟาที่กำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกัน หญิงสาวกำลังอึ้งและตกอยู่ในอาการช๊อกแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถึงจะเคยได้ยินแนวคิดเกี่ยวกับ
ฐานทัพใต้สมุทรมาบ้างแต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริงๆ ชายหนุ่มเริ่มสงสัยหนักมากขึ้นไปอีก คนพวกนี้เป็นใครกันแน่ ดูแล้วคงไม่ใช่กองทัพธรรมดาแม้แต่กองทัพสหรัฐฯ
หรือพวกรัสเซียยังไม่ถึงขั้นนี้แน่ ยิ่งนานเข้าความสงสัยและคำถามทั้งหมดในใจของทั้งสองคนก็ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในหน้าฝนไม่มีผิด


ลิฟท์กำลังเคลื่อนลงมาถึงชั้นล่างสุดมันกำลังลดความเร็วลงหลังจากนั้นไม่นานก่อนจะหยุดลง ประตูกั้นที่ใช้ปิดเพื่อกันน้ำทะเลจากภายนอกเปิดออกพร้อมกับกลุ่มทหาร
ในชุดเครื่องแบบที่ไม่คุ้นตาอีกจำนวนหนึ่งหมู่เข้ามาต้อนรับพวกเขาพร้อมทั้งแสดงความเคารพกันอย่างมีวินัยทุกคนต่างยืนนิ่งอยู่ในท่าวันทยาหัตถ์ราวกับเป็นรูปปั้นทหารไม่มีผิด
อเล็กซ์เริ่มเดาไม่ถูกแล้วว่าตอนนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ จริงอยู่ที่อาทิตย์นี้อาจจะเป็นอาทิตย์ที่บัดซบที่สุดในชีวิตของเขา แต่มันก็มากเกินไปแล้ว ทั้งอาวุธชีวภาพ
กลุ่มคนที่คิดจะล้างโลก สายลับสองหน้า องค์กรลับที่ไม่น่าจะใช่คนของรัฐบาล


ถ้าเขากำลังฝันอยู่ล่ะก็ใครก็ได้ช่วยปลุกทีเถอะเพราะเรื่องมันชักจะมั่วขึ้นทุกทีแล้ว...


“จะยืนอึ้งอยู่ตรงนี้ทั้งวัน หรือจะตามพวกเรามากันล่ะ...” วิลโบสกี้พูดเตือนก่อนจะเดินนำพวกเขาไปล่วงหน้า อเล็กซ์ก็ไม่ลังเลที่จะตามไปในตอนนี้เขามีคำถามมากมาย
ที่อยากจะถามวิลโบสกี้อีกเป็นตันถึงจะยังไม่ไว้วางใจคนๆนี้ก็ตามแต่ดูแล้วคำตอบของคำถามที่อยากได้นั้นกำลังรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า


อเล็กซ์เดินตามกลุ่มของวิลโบสกี้ไปโดยรักษาระยะห่างเอาไว้พอสมควร รั้งท้ายด้วยรันฟาที่เดินตามหลังมาติดๆ สิ่งแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นคือความใหญ่โต
และกว้างขวางของ ‘ฐานทัพใต้สมุทร’ ลานกว้างที่เต็มไปด้วยกำลังคนมากมายคือสิ่งแรกที่อเล็กซ์ได้เห็นหลังย่างเหยียบเข้ามาในฐานทัพ ยานบิน รถถัง
และอาวุธล้ำสมัยจำนวนมากมายชนิดที่ว่าสามารถก่อสงครามโลกขึ้นมาได้อีกครั้ง อเล็กซ์ทำได้เพียงยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก


“ฉันก็เคยทำหน้าแบบนั้นตอนยังสาวอยู่ ตามมาทางนี้...” วิลโบสกี้พูดพลางชวนให้เขากับรันฟาเดินตามมา อเล็กซ์ต้องละสายตาจากสิ่งที่สนใจ
แล้วเดินตามวิลโบสกี้ผ่านเข้าไปในเขตๆหนึ่งที่ถูกแบ่งโซนไว้ใกล้กับบริเวณประตูทางออกที่หก


ผ่านเข้ามาในเขตที่แยกตัวจากความวุ่นวายเมื่อครู่สิ่งที่รับรู้ได้เป็นสิ่งแรกคือเสียงปืนที่ดังออกมาจากห้องฝึกซ้อมขนาดกว้างเท่าหนึ่งในสี่ของสนามฟุตบอล
นับสิบๆห้องถูกกั้นเอาไว้ด้วยกระจกกันกระสุนอย่างหนา ทางเดินที่เขากำลังเดินอยู่ทอดยาวไปเรื่อยผ่านห้องฝึกแทบจะทุกห้อง มีบางคนที่เหลือบมาเห็นวิลโบสกี้
ก็หยุดซ้อมหันมาแสดงความเคารพก่อนจะกลับไปฝึกต่ออย่างแข็งขัน ทุกคนดูจะมุ่งมั่นไปกับการฝึกเพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง แถมรูปแบบการฝึก
ที่เห็นมันช่างต่างกับการฝึกของหน่วยแรทส์ราวกับฟ้าและเหวไม่มีผิด


ในการฝึกนอกจากจะมีการใช้อาวุธขั้นพื้นฐานแล้ว ยังมีแม้กระทั่งการฝึกใช้อุปกรณ์จำพวกชุดพรางตัวแบบเดียวกับที่คาเมเลี่ยนใช้ในภารกิจ การฝึกปีนป่ายไปตามกำแพง
ด้วยมือเปล่า การฝึกยิงเร็วกับเป้าจำลองเสมือนจริงแบบโฮโลแกรม และการฝึกอีกหลายแบบที่ไม่เคยมีกองทัพไหนในโลกเคยทำมาก่อน ทีนี้คงหายสงสัยแล้วว่าทำไม
ทหารพวกนี้ถึงได้มีฝีมือฉกาจนัก ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหรือมีเทคโนโลยีใดๆเข้ามา สำหรับทหารแล้วการฝึกฝนนั้นคือสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ ความชำนาญ
ที่มาจากการฝึกฝนและประสบการณ์คืออาวุธชั้นดีที่จะทำให้อยู่รอดได้ในสนามรบ ซึ่งทหารพวกนี้ยังคงทำสิ่งนี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพักหรือบ่นคร่ำครวญใดๆทั้งสิ้น


“น่าประทับใจจริงๆแต่คุณยังไม่บอกผมเลยนะว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ตั้งแต่เคยเป็นทหาออกรบในสงครามผมไม่เคยเห็นกองกำลังที่ไหนเหมือนแบบนี้มาก่อนเลย...
ผู้บัญชาการ” อเล็กซ์ถามพร้อมทั้งเน้นย้ำคำว่า ‘ผู้บัญชาการ’ เป็นพิเศษ ไม่ว่าวิลโบสกี้จะมีตำแหน่งอะไรในหน่วยงานแรทส์หรือมีผลงานมากแค่ไหนตามที่ได้ยินมา
อเล็กซ์มั่นใจว่าใต้ใบหน้าเสแสร้งของหญิงวัยกลางคนที่ดูเป็นมิตรนั่นต้องซ่อนความลับอะไรอีกมากเอาไว้แน่


ความลับที่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้...


“นั่นสินะไหนๆอุตส่าห์ให้พวกนายเห็นของดีทั้งที จะมัวขี้ตืดอมภูมิมันก็กระไรอยู่...”


ทั้งหมดมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิฟท์ อเล็กซ์ยังคงรอฟังคำตอบที่จะออกมาจากปากของวิลโบสกี้อย่างตั้งใจ เธอหันมาทางเขาก่อนเริ่มพูด


“เมื่อปี 2012 เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดครั้งใหญ่ในเมืองหนึ่งที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันในชื่อ เขตที่ 13 ” วิลโบสกี้อธิบายพลางกดปุ่มเรียกลิฟท์มาและระหว่างที่รอก็พูดต่อไปอีก “หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็เป็นจุดเริ่มของการก่อตั้งหน่วยแบท และ หน่วยแรทส์ขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเหมือนเมื่อปี 2012 แต่จนกระทั่งมีผู้นำบางคนของหน่วยแบท คิดว่าควรจะมีหน่วยตอบโต้ที่ทำงานมืดเบื้องหลังเพื่อผดุงความมั่นคงและสันติภาพของโลกเอาไว้ เลยเป็นที่มาของการก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจไม่เป็นทางการ ที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลไหนในโลกคอยทำงานภารกิจมืดและทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของโลกและนามของหน่วยนั้นคือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 614 หรือชื่อรหัส ‘สเป็กเตอร์’ (Spectre)”


เป็นเวลาเดียวกับที่ลิฟท์มาถึงชั้นที่วิลโบสกี้และอเล็กซ์อยู่พอดี วิลโบสกี้และคนในทีมเดินเข้าไปในลิฟท์ก่อนที่อเล็กซ์จะเดินนำรันฟาเข้าไป ในหัวพลางคิดถึง
สิ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อเล็กซ์ได้ยินชื่อสเป็กเตอร์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะครั้งหนึ่งอเล็กซ์เคยแอบแฮ๊กเข้าไปในฐานข้อมูลของหน่วย Z.S.S. หนหนึ่ง
ระบุชื่อถึงหน่วยภารกิจมืดลับสุดยอดที่เป็นเหมือนตำนานที่ถูกแต่งขึ้นในช่วงสงครามสิบปีในวงการทหารไม่เชื่อว่ากลุ่มคนพวกนี้จะมีอยู่จริง แต่คนที่เชื่อทุกคน
ต่างเรียกชื่อหน่วยนี้เป็นเสียงเดียวกันว่าสเป็คเตอร์


อเล็กซ์ไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมาเจอกับตำนานหรือเรื่องเล่าที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงแบบจะๆตาก็วันนี้ ถึงจะรู้สึกดีใจว่าอย่างน้อยคนพวกนี้ไม่ใช่คนร้ายอย่างที่คิดเอาไว้
แต่กระนั้นก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี อย่าลืมว่าคนพวกนี้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำ ‘ทุกสิ่ง’ ที่จำเป็นเพื่อปกป้องโลก ยังไงเสียภารกิจมืดก็เป็นภารกิจมืดอยู่วันยันค่ำ
ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกหรือทำเรื่องสกปรกอะไรก็ตามพวกนี้คงทำได้ไม่เกี่ยงวิธีการโดยไม่ลังเล


นั่นคงรวมถึงการฆ่าพวกเราสองคนทิ้งเหมือนหมาข้างถนนโดยไม่มีคำว่าลังเลอยู่ในหัวเช่นกัน...


ลิฟท์เคลื่อนที่ลงด้านล่างอย่างเชื่องช้าจนอเล็กซ์รู้สึกได้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเพราะตอนนี้เขากำลังอยู่ในลิฟท์แคบๆนี่กับรันฟาพร้อมกับกองกำลังภารกิจมืดอาวุธครบมือ
กล้ามบึกๆกันทั้งนั้น บอกเลยว่าหากจะรู้สึกสยิวกิ้วในตอนนี้ก็คงรู้สึกไม่ออกเท่าไหร่นัก บอกตามตรงชายหนุ่มรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่ต้องมาอยู่ในสถานที่ๆตัวเองไม่คุ้นเคยแบบนี้
มันเหมือนไม่อาจะเดาได้เลยว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า


แต่ช่วงเวลาของแรงกดดันก็คงอยู่ไม่นานเมื่อประตูลิฟท์เปิดอ้าออกกว้างช่วยอเล็กซ์เอาไว้ได้ทันควัน วิลโบสกี้เดินนำทุกคนออกจากลิฟท์มาสู่ห้องอะไรสักอย่าง
ที่เหมือนจะเป็นห้องประชุม หรือห้องที่มีไว้สำหรับรับแขกอะไรจำพวกนี้ พวกลูกทีมแยกย้ายกันเดินไปคนละทิศทิ้งให้วิลโบสกี้อยู่กับเขาและรันฟาเท่านั้น เขาไม่ชอบ
บรรยากาศของที่นี่เอาเสียเลยทุกอย่างมันดูเงียบมาก เงียบจนเกินไป มันเงียบเสียจนไม่น่าไว้วางใจ


“เวรเอ๊ย... เรามาสายซะแล้ว เข้าไปในห้องนั่นซะ...” วิลโบสกี้บ่นเล็กน้อยพลางเปิดประตูเดินนำชายหนุ่มเข้าไปในห้องที่อยู่ใกล้ๆ


อเล็กซ์รีๆรอๆอยู่นานพักใหญ่ก่อนจะเดินตามวิลโบสกี้เข้าไป พลางในหัวก็คิดหวังว่านี่จะไม่ใช่เป็นการเดินทางทางเข้าไปหาจุดจบของเขาเสียเอง...



-------------------------------------------------------------------------------------------------------



รันฟาเดินตามหลังอเล็กซ์เข้าไปในห้องแต่สิ่งที่รออยู่ในห้องกลับทำให้หญิงสาวต้องบังเกิดความสับสนงุนงงมากถึงสองเรื่องในเวลาเดียวกัน


เรื่องแรก คือเธอเห็นแร๊บบิทกำลังนั่งอยู่ในห้องเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง ส่วนเรื่องที่สองถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดหรือยังเมาฤทธิ์ของยาสลบตกค้างอยู่
เธอกำลังเห็นว่ามีวิลโบสกี้อีกคนกำลังนั่งอยู่กับแร๊บบิทคล้ายกำลังรอให้พวกเธอเข้ามาถึงภายในห้องนี้ดูเหมือนจะเป็นฝาแฝดของวิลโบสกี้ นอกจากจะเจอเรื่องปวดหัว
มาตลอดทั้งวันแล้วนี่ยังต้องมารับมือกับฝาแผดของผู้บัญชาการที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีตัวตนอยู่ด้วยแบบนี้อีก


จะบ้าตาย...


ไม่รู้ว่าวิลโบสกี้จะมีลูกไม้หรือจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่แต่เธอก็ไม่ชอบมันเสียเลย วิลโบสกี้ที่เธอเพิ่งจะรู้จักตอนนี้นอกจากจะลึกลับ น่ากลัว
และหยั่งธาตุแท้ไม่ออกแล้ว เธอยังรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าสัมผัสอะไรจากตัวของผู้บัญชาการหญิงผู้นี้ไม่ได้เลย แม้แต่จิตสังหารหรือความรุนแรงของอารมณ์
ราวกับว่าผู้หญิงคนนี้นิ่งตลอดเวลาเหมือนผืนน้ำที่ไร้การรบกวน และนั่นคือสิ่งที่รันฟากังวล


พวกที่นิ่งๆนี่ล่ะร้ายนัก... ระวังตัวเอาไว้รันฟา...


“ยินดีต้อนรับกลับค่ะนายท่าน...” วิลโบสกี้ในห้องโค้งคำนับต้อนรับวิลโบสกี้ที่อยู่กับรันฟาราวกับว่าเป็นนายและบ่าวรับใช้ไม่มีผิด


“ขอโทษที่มาสายนะแล้วก็ขอบใจที่พาเขามาด้วยเธอกลับไปได้แล้วล่ะ...” วิลโบสกี้ตอบ


“ค่ะ... นายท่าน...”


วิลโบสกี้คนรับใช้โค้งคำนับก่อนที่ร่างของเธอจะสลายไป... ถ้าพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่ากลับคืนร่างเดิมมากกว่า เพราะหลังจากนั้นเจ้าหล่อนก็เปลี่ยนร่าง
กลับเป็นหญิงสาวผมสีน้ำเงินเข้มในชุดเมด สวมหมวกเบเรทต์สีขาว ผมทั้งสองข้างรวบเป็นทรงทวินเทล ใบหน้าดูเด็กกว่าเมื่อครู่นี้มาก ทั้งรันฟาและคนในทีม
อีกสองที่ถูกพามาด้วยถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจจนแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่


เทคโนโลยีจำแลงกาย... ไม่สิมันมากกว่านั้น มันล้ำหน้ากว่านั้นมาก...


ถึงรันฟาจะไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยีมากเท่าไหร่นักแต่บอกได้เลยว่าเทคโนโลยีแบบนี้ไม่ว่ากองทัพไหนในโลกตอนนี้ก็ต้องไม่มีแน่นอน
การเลียนแบบอีกคนได้อย่างสมบูรณ์ทั้งบุคลิกท่าทางการพูดและนิสัยส่วนตัวราวกับเป็นคนเดียวกันได้อย่างแนบเนียนแบบนี้ เท่ากับว่าวิลโบสกี้
ก็สามารถอยู่ได้ในสองที่ในเวลาเดียวกันหรือจะแอบไปไหนมาไหนก็ได้ที่ต้องการโดยไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นและอีกสารพัดเท่าที่จะนึกออก เอาเถอะ!
จะมีอะไรให้อึ้งกว่านี้อีกก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว หญิงสาวชุดเมดที่เพิ่งกลับร่างเดิมออกจากห้องไปเหลือเพียงแค่รันฟา อเล็กซ์ แร็บบิทและวิลโบสกี้เท่านั้น
ทียังคงอยู่ในห้องด้วยบรรยากาศที่เงียบราวป่าช้าไม่มีผิด


“ท่าทางเหมือนพวกนายจะมีคำถามมากมายอยากจะถามฉันล่ะสิ ใจเย็นน่าถ้าเราคิดจะฆ่าพวกนายจริงเราคงฆ่านายแบบหมาข้างถนนไปแล้ว
ไม่เสียเวลาพาพวกนายมาในที่ๆมีเพียงคนนอกไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสรู้แบบนี้หรอก...” วิลโบสกี้ยิ้มมาให้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่รันฟาเห็นมาตลอดทั้งวันนี้
เธอกับพรรคพวกเลยนั่งลงบนเก้าอี้โดยยังไม่ถามอะไรก่อนในตอนนี้ คงต้องขอเวลาตั้งสติไตร่ตรองกันให้ดีๆก่อน


“นี่มันเรื่องอะไรกันวิลโบสกี้ คุณทำอะไรลงไปรู้ตัวไหมคุณเพิ่งทรยศหน่วยของคุณ รู้จักคำว่ากบฏหรือเปล่า หือ... วิลโบสกี้?” แร๊บบิทยิงคำถามที่เหมือนเป็นการยั่วยุ
อีกฝ่ายมากกว่า ทว่าเธอกลับดีมาดนิ่งได้เหมือนเดิมโดยไม่มีท่าทีและอาการใดๆแสดงออกมามากนัก


“พูดแบบนั้นมันเกินไปหน่อยไหม ฉันไม่ได้ทรยศหน่วยของนายเพราะฉันไม่เคยเป็นพวกนายตั้งแต่แรก และอย่างที่สองชื่อของฉันไม่ใช่วิลโบสกี้...”


!!?


คำตอบแรกคงไม่ฟังดูอึ้งเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคำตอบหลังสุด หมายความว่าไงกัน... วิลโบสกี้ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ ถ้างั้นเธอเป็นใครกันแน่...


“แล้วเธอชื่ออะไรกันล่ะคุณป้า...” รันฟาถามกลับไปและไม่ลืมที่จะพูดประชดอีกฝ่ายเล่นเผื่อจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
หญิงผู้ใช้ชื่อปลอมวิลโบสกี้ยิ้มก่อนจะตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาและเยือกเย็นกว่าตอนแรก


“เราไม่มีนโยบายบอกชื่อจริงให้คนนอกอย่างพวกนายแต่ถ้าจะเรียก เรียกฉันว่า ‘ฮอว์คอายส์’ (Hawkeyes) ก็แล้วกัน...”








********************************************************************************************************

ป.ล. สำหรับน้องนุ่นที่แต่ละตอนไม่มีอัพเดทตำแหน่งเพราะในช่วงเวลานั้นตัวละครอยู่ในสถานที่ที่ไม่ได้ระบุตำแหน่งแน่ชัดครับ

หากมีตำแหน่งไหนอัพเดทจะมีการพิมพ์ระบุเอาไวเสมอ
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 11 ธ.ค. 2016, 13:09

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP7) 10/1

คนก่อตั้งสเปคเตอร์มาเองหรือใงฮึ
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 452

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 02 ม.ค. 2017, 14:48

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP7) 10/1

Episode 8 : Spectre way


ทั้งหมดถูกพามาที่ส่วนที่อยู่ลึกลงไปอีกสี่ชั้นจากห้องประชุม แร๊บบิท รันฟา และอเล็กซ์ เดินมาชั้นล่างโดยมีฮอว์คอายส์คอยนำทางให้พวกเขา อเล็กซ์เองก็ต้องใช้เวลา
เรียบเรียงความคิดอีกนานกว่าจะรับมือกับเรื่องทั้งหลายที่ทยอยตามกันออกมาให้แปลกใจแบบไม่ขาดสาย ถ้าเป็นเมื่อสมัยที่ทำงานอยู่ในกองทัพล่ะก็เรื่องประหลาดใจอย่างเดียว
ที่จะได้เจอคือเหตุระเบิดคาร์บอมหรือไม่ก็โดนข้าศึกซุ่มโจมตีเท่านั้น ไม่ใช่เจอเรื่องแปลกใจอย่างเช่นคนที่เคยรู้จักกันมาหลายปีดันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด


โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าฮอว์คอายส์ดันทำงานให้กับองค์กรสายลับระดับพระกาฬ อย่างกับหลุดออกมาจากในหนังย้อนยุคไม่มีผิด...


เรื่องแปลกอีกอย่างก็คือแม้จะเป็นแบบนั้นแต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกแปลกใจที่ฮอว์คอายส์นั้นไม่ได้มีชื่อจริงว่าวิลโบสกี้อย่างที่รู้มา เดิมอเล็กซ์นั้นแปลกใจกับเรื่องนี้
มานานมากแล้ว ในทางตรงกันข้ามเขากลับคุ้นเคยกับเธออย่างน่าประหลาด เหมือนชายหนุ่มจะเคยพบมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว นานเสียจนจำไม่ได้ว่าเคยพบกันตอนไหน
ความคิดทั้งหลายในหัวตอนนี้กำลังต้องการคำตอบที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่าง เช่นเดียวกับทุกคนในทีมที่อเล็กซ์เชื่อว่าพวกเขาต่างก็ต้องการคำตอบที่ดีไม่แพ้กัน


ฮอว์คอายส์พาพวกเขามาจนถึงที่หน้าประตูทางเข้าบานหนึ่งก่อนจะเข้าไปเธอได้หันมาทางแขกผู้มาเยือนทั้งสามคน อเล็กซ์มองดูท่าทีของเธออย่างระแวง
เพราะไม่รู้ว่าสายลับหญิงแก่ๆคนนี้จะมีลูกไม้หรือลูกเล่นอะไรแม้จะยังไม่รู้ว่าความร้ายกาจของฮอว์คอายส์จะมีมาขนาดไหนแต่ยังไงก็ดีหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น
พวกเขาสามคนก็พอจะจัดการกับเธอได้อยู่


“นี่... ไม่ต้องทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นก็ได้ ถึงพวกนายจะยังไม่ไว้ใจฉันก็อย่าระแวงให้มันมากเกินไปสิ...” ฮอว์คอายส์ยิ้มอย่างเป็นมิตรโดยที่อเล็กซ์นั้น
คิดไม่ออกว่านี่เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริงๆหรือว่าเป็นแค่การเสแสร้งปั้นยิ้มเพื่อจะให้ตายใจกันแน่ และทุกคนก็ดูจะยังไม่ไว้วางใจฮอว์คอายส์กันทั้งหมด เพราะงั้น
การระวังตัวเอาไว้ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง


“หลังจากที่เธอทำกับเราแบบนั้นเหรอ ขอปฏิเสธดีกว่า...” แร๊บบิทตอบกลับไปขณะที่ยังคงจ้องไปที่ฮอว์คอายส์โดยไม่วางตา ฮอว์คอายส์ถอนหายใจ
พลางส่ายหัวด้วยความระอา


“จ้า จ้า จะคิดยังไงก็ตามใจนะแต่ว่าก่อนพวกนายจะผ่านประตูนี้เข้าไปจงรับรู้ด้วยว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูบานนี้คือสิ่งที่เป็นความลับต่อพวกเราทุกคน
ถ้าพวกนายปากโป้งหรือคิดเล่นไม่ซื่อล่ะก็...” ฮอว์คอายส์เลิกคิ้วเล็กน้อย “ชื่อของพวกนายและคนในครอบครัวจะกลายเป็นแค่หมายเหตุเล็กๆในประวัติคนหายเข้าใจใช่ไหม?”


คำพูดและกิริยาการวางตัวที่นิ่งเงียบและดูเยือกเย็นจนชวนหนาวสะท้านแบบแปลกๆ อเล็กซ์รับรู้ได้ถึงความจริงจังที่แฝงมาในน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกนั่น
บอกได้เลยว่าเมื่อครู่นี้คำพูดของสายลับหญิงคนนี้เป็นความจริงทุกระเบียดนิ้วทุกพยางค์ของคำพูดแม้จะดูเหมือนกำลังแหย่เขาเล่นก็ตาม แต่การกระทำทุกอย่าง
ล้วนไม่มีคำว่าเล่นล้วนแต่มีเหตุผลแอบแฝงอยู่เสมอ ขืนอเล็กซ์คิดเล่นไม่ชื่ออย่างที่ว่ามาล่ะก็ไม่เพียงแค่ตัวเขาเท่านั้นที่จะหายไป


แต่มันจะรวมถึงแม่และฟิโอ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยกับเรื่องนี้ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย...


รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าของฮอว์คอายส์แฝงไปด้วยนัยที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เธอเอามือแสกนผ่านเครื่องแสกนลายมือรักษาความปลอดภัยพร้อมทั้งกดรหัส
บวกกับแสกนม่านตาอีกชั้น อเล็กซ์ประเมินโดยรวมจากระบบการรักษาความปลอดภัยมันเป็นระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบชีวมิติกล่าวคือมันเป็นระบบรักษาความปลอดภัย
ที่จะแสกนไม่เพียงแค่ลายนิ้วมือแต่จะรวมไปถึงเสียง ม่านตา อุณหภูมิร่างกาย และรวมถึงดีเอ็นเอของผู้ใช้ด้วย ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยแบบนี้เท่าที่อเล็กซ์จำได้
มันถูกใช้อยู่ในระบบรักษาความปลอดภัยของตู้นิรภัยในธนาคารประเทศสวิตเซอร์แลนด์อาจเรียกได้ว่ามันคือระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แม้แต่อเล็กซ์
ก็ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้


ถึงกับต้องใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาขนาดนี้ข้างในด้านหลังประตูบานนั้นเก็บซ่อนหรือขังตัวอะไรเอาไว้กันแน่นะ...


บานประตูเปิดอ้าออกกว้างอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านั้นอเล็กซ์เคยจินตนาการเอาไว้ว่ามันคงจะมีเงิน ทรัพย์สิน หรือไม่ก็อะไรที่สำคัญมากกว่านั้น แต่เมื่อประตูถูกเปิดออก
จนเห็นด้านหลังบานประตูนั้นได้อย่างชัดเจน


“ยินดีต้อนรับกลับครับท่านผู้บัญชาการ!!”


และรออยู่ด้านหลังประตูคือบรรดาทหารจำนวนหลายหมู่ที่มายืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู ทั้งหมดพร้อมใจกันทำความเคารพต่อฮอว์คอายส์โดยพร้อมเพรียงกัน
จนดูน่าเกรงขามแสดงถึงความมีวินัยเป็นอย่างมาก อีกทั้งอเล็กซ์สังเกตเห็นเครื่องแบบสีดำที่คนพวกนี้สวมอยู่เหมือนกันทุกคน คือ ไม่มีแถบ ไม่มีติดยศ มีเพียงป้ายชื่อ
และตราสัญลักษณ์ติดแขนที่ต่างจากของฮอว์คอายส์ กล่าวคือ ของฮอว์อายส์คือตราสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกหมาป่า ขณะที่ทหารกลุ่มนี้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปของ
หมาล่าเนื้อคาบดาบกันทุกคน แต่ก็ยังมีบางแถวที่ใช้ตราสัญลักษณ์ต่างกันออกไป เช่น รูปหมาจิ้งจอกและรูปนกพิราบดำ


นอกจากนั้นอเล็กซ์ยังสังเกตเห็นบรรดาลูกทีมของฮอว์คอายส์ที่มาด้วยกันในตอนแรกก็มายืนรออยู่เช่นเดียวกัน และที่สำคัญคือทุกคนถอดหน้ากากออกจนหมดแล้ว
อเล็กซ์รู้เพราะสังเกตจากตราสัญลักษณ์ที่แขนเป็นแบบเดียวกับฮอว์คอายส์


ไม่ต้องดูก็รู้ ทั้งท่าทางการขยับตัวและการวางตัวทุกอย่างต่อให้เป็นเด็กก็มองออกว่าเป็นใคร...


พรึบ!!


เพียงไม่กี่อึดใจถัดมาพวกทหารชุดดำที่ยืนกันหน้าสลอนอยู่ตรงหน้าก็พร้อมใจกันยกอาวุธขึ้นมาเล็งใส่อเล็กซ์และพรรคพวก ชายหนุ่มกลับมาอยู่ในภาวะคับขันกันอีกรอบ
หลังจากเพิ่งเบาใจได้ไม่นาน แววตาของพวกทหารที่มองมา มีแต่สายตาที่มุ่งจ้องจะเอาชีวิตกันทั้งนั้น แต่พวกนั้นยังไม่ลงมือทำคล้ายจะรออะไรบางอย่าง


“ใจเย็นหนุ่มๆ พวกเขามากับฉัน ไม่ต้องห่วงหรอก...” ฮอว์คอายส์กล่าวพลางสั่งให้ลูกน้องลดอาวุธลง พวกทหารชุดดำทั้งหลายพากันลดอาวุธตามคำสั่ง
พร้อมกลับไปตีหน้าขึงขังตามเดิม “ปกติพวกเขานั่นล่ะ เราไม่ค่อยมีแขกจากภายนอกเข้ามาที่นี่เท่าไหร่ เพราะงั้นระวังด้วยถ้าไม่อยากถูกพวก ‘ฮาวด์’ ขย้ำเอา”


“ฮาวด์ (Hound) เหรอ?” แร๊บบิทถามอย่าสงสัยว่าอะไรคือฮาวด์ที่แปลว่าหมาล่าเนื้อ ยังมีอะไรที่น่ากลัวกว่าคนพวกนี้อีกรึยังไงกัน


ฮอว์คอายส์ยิ้มมุมปากก่อนตอบคำถาม “ฮาวด์ก็คือพวกหน่วยชุดดำที่นายเห็นเมื่อกี้นี้ไง พวกนั้นคือหน่วยทหารกล้าตายที่ถูกฝึกมาเพื่อช่วยกลุ่มสเป็กเตอร์อย่างพวกเรา
ทุกคนก็เป็นเครื่องจักรสังหารดีๆนี่เองทางที่ดีพวกนายอย่าไปลองดีกับพวกนั้นดีกว่านะ ไม่งั้นก็โดนขย้ำไม่เหลือซากแน่”


ฮอว์คอายส์เริ่มเดินเข้าไปถึงส่วนดำเนินการทั้งหมดผ่านกลุ่มของพวกนักรบฮาวด์ ที่กำลังมองมาทางพวกเขาทั้งสามคนด้วยสายตาที่จ้องเขม่งราวกับนักล่าที่จ้องเหยื่ออยู่
ทุกคนที่อเล็กซ์เห็นไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงทุกคนดูโทรมจัด แต่บาดแผลที่อเล็กซ์สังเกตุได้จากใบหน้าและตามร่างกายของทุกคนบ่งบอกได้ถึงความชำนาญที่ไร้ที่ติ


ระวังตัวไว้อเล็กซ์ เห็นแบบนี้ทหารเดนตายที่เนายเห็นผ่านการรบที่นรกแตกมามากกว่านาย อย่าไปมีเรื่องกับพวกนี้จะเป็นการดีที่สุด...


อเล็กซ์พยายามรักษาระยะห่างจากพวกนักรบเดนตายเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ถึงแม้ทางเดินกำลังผ่านนี้จะมีพวกทหารหน่วยหมาล่าเนื้ออยู่เต็มทางเดินอีกทั้งทางเดิน
ก็มีความกว้างไม่มากไปกว่าห้องเก็บของห้องหนึ่งก็ตามที พ้นจากพวกนักรบเดนตายไปไม่นานฮอว์คอายส์ก็นำพวกเขาเดินเข้ามาในห้องประหลาดที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สื่อสาร
ทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องรับส่งสัญญาณแบบสามมิติ เครื่องฉายภาพแบบโฮโลแกรมรุ่นใหม่ล่าสุด และอีกสารพัดอย่างเท่าที่แฮ็กเกอร์อย่างอเล็กซ์จะนึกภาพออก


แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ถูกวางอยู่ในแนวราบมีขนาดเท่ากับโต๊ะพูลตัวหนึ่ง บนหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์นั่นแสดงถึงข้อมูลทั้งหมด
ที่มาจากหน่วยข่าวกรองหลายสำนัก ทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่างโยงเข้าไปถึงกลุ่มที่ทุกคนรู้จักกันดี ณ เวลานี้ พวก ดิ เซอร์เพนท์


“เอาล่ะมานั่งกันตรงนี้ก่อน ทุกคนด้วยเราคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาวเลยทีเดียว” ฮอว์คอายส์กล่าวก่อนจะเรียกให้ทุกคนที่อยู่ในห้องมารวมตัวกันรอบๆจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์
และนั่งลงที่เก้าอี้ อเล็กซ์นั่งอยู่ข้างๆรันฟาที่นั่งอยู่ทางขวาของเขา ส่วนทางซ้ายกลับว่างเปล่าไม่มีเก้าอี้วางอยู่เลยสักตัว


นอกจากเครื่องฉายภาพโฮโลแกรมที่วางอยู่บนพื้นเพียงเครื่องเดียว...


“ไอร์ม่าเธอเองก็ออกมาด้วยเราต้องให้เธอรู้เรื่องที่กำลังจะประชุมในครั้งนี้” ฮอว์คอายส์พูดขณะที่มองดูทุกคนกำลังนั่งลงพร้อมกัน


“ค่ะนายท่าน...”


เครื่องโฮโลแกรมทางซ้ายมือของอเล็กซ์ทำงานขึ้นมาในทันทีพร้อมกับการปรากฏตัวผ่านทางเครื่องฉายภาพของหญิงสาวในชุดเมดที่พวกเขาเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้
คนที่จำแลงกายเป็นฮอว์คอายส์ได้อย่างแนบเนียนจนแม้แต่อเล็กซ์ยังแยกไม่ออก อเล็กซ์สะดุ้งผวาจะเกือบจะเด้งตกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ หญิงในชุดเมด
เอามือทั้งสองข้าจับชายกระโปรงแล้วโน้มตัวลงถอนสายบัวเคารพอย่างสุภาพโดยไม่สนว่าเมื่อครู่เธอเพิ่งทำอเล็กซ์หัวใจแทบวายไปเมื่อครู่


“เอาล่ะในเมื่อมากันครบแล้ว ก็มาเริ่มประชุมกันได้” ฮอว์คอายส์เริ่มกล่าวเปิดการประชุมอย่างไม่มากพิธีอะไร “อย่างที่ทุกคนรู้กันวันนี้เรามีแขกมาเยี่ยมถึงสามคน
ถ้าใครมีข้อสงสัยอยู่ในหัวว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่ฉันจะบอกให้ฟัง"


ฮอว์คอายส์เริ่มประเด็นแรกก่อนการประชุมเป็นคำตอบที่ทุกคนในห้องต่างก็รอที่จะฟังกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นพวกสเป๊กเตอร์หรือพวกแรทส์ที่ถูกลักพาตัวมา ความคิดของ
ผู้นำที่เป็นทั้งสายลับสองหน้าและผู้บัญาชาการสององค์กรในเวลาเดียวกันกำลังจะบอกให้ทุกคนรับรู้โดยทั่วกัน ณ เวลานี้


"พวกเขาคือคนที่จะมาร่วมงานกับพวกเราต่อจากนี้ไป...”


!!?


สิ่งทีฮอว์คอายส์พูดออกมาทำให้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่หน่วยเดียวกับเธอหรือไม่สะดุ้งตกใจไปตามๆกัน ยกเว้นแต่ไอร์ม่าที่ยังคงนิ่งสนิทเหมือนไม่รู้สึกตกใจกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก


อเล็กซ์ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะชวนเขาและคนอื่นในทีมมาร่วมงานเอาดื้อๆแบบนี้ แม้จะยังไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรแต่ว่าเล่นชวนเข้าทีมกันทางอ้อมเอาแบบกะทันหันเสียขนาดนี้
ความคิดของผู้บัญชาการสายลับสองหน้าคนนี้เดาทางไม่ออกเลยจริงๆ


“นี่มันอะไรกัน เธอจับคนของฉันมา หลอกใช้เป็นเหยื่อล่อเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หลอกพวกเราซะหัวปั่นแล้วอยู่ๆจะมาชวนเราร่วมงานแบบนี้มันจะไม่ง่ายไปหน่อยรึไง!!”
แร๊บบิทเริ่มโวยออกมาเป็นคนแรกอย่างที่อเล็กซ์คาดเอาไว้ไม่มีผิด ที่จริงแล้วอเล็กซ์ก็เกือบจะโวยออกมาเหมือนกัน ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับแร๊บบิทในเวลานี้มากนัก
ขณะที่รันฟากำลังนั่งนิ่งอ้าปากค้างเหมือนไม่มีสติทั้งอย่างนั้น


“ก็เข้าใจล่ะนะไอ้ความรู้สึกนี้เพราะงั้นเลยอยากให้นายดูไอ้นี่เสียก่อน ปัญหาของนายน่ะใหญ่กว่าเรื่องพวกนี้ไหมพ่อกระต่าย...”


หน้าจอมอนิเตอร์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นโต๊ะกลายๆแสดงภาพหัวข้อข่าวในช่องทางโทรทัศน์ ทุกสำนักข่าวต่างรายงานไปในทิศทางเดียวกัน อเล็กซ์ฟังข่าวและดูภาพเหตุการณ์
ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานี้ เป็นรายงานการถ่ายทอดสดภาคสนามของนักข่าวและตากล้องกำลังแสดงภาพประชาชนจำนวนมากกำลังวิ่งแตกตื่นผ่านนักข่าวคนนั้นไป


“อย่างที่เห็นนะคะ! ตอนนี้ประชาชนมากมายกำลังวิ่งหนีออกมาจากที่เกิดเหตุ หลังจากที่มีการปรากฏตัวของ... ดิฉันไม่รู้จะพูดยังไงดีแต่คงต้องเรียกว่าสัตว์ประหลาดค่ะ...
เราเห็นตัวของพวกมันไม่ชัด เราพยายามจะเข้าไปให้ใกล้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ... อย่างที่เห็นนะคะ เราเห็นร่างประหลาดกำลังวิ่งอยู่ในเงามืด น่าจะสักหกเจ็ดร่าง...
เดี๋ยวก่อน! นั่นอะไรน่ะ!!”



นักข่าวสาวอุทานออกมาดังลั่นหลังจากที่เห็นร่างของตัวประหลาดกำลังตรงเข้ามาทางนี้แถมไม่ใช่แค่ห้าหรือหกตัวอย่างที่เห็นเมื่อครู่นี้หากแต่มันกำลังตรงเข้ามาทางฝูงชน
ร่วมร้อยกว่าตัวเห็นจะได้ และมันกำลังตรงเข้ามาทางนักข่าวและตากล้องคนนั้น...


“ซวยแล้วค่ะทุกคนต้องรีบเผ่นแล้ว ไปเร็วปิดกล้องมันมาทางนี้แล้ว... ไม่นะ!! กรี๊ด!!!”


มีสัตว์ประหลาดที่อเล็กซ์ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือตัวอะไรพุ่งมาทางตากล้องคนนั้นก่อนที่ภาพทุกอย่างตัดไปหลังจากนั้นไม่นาน โดยที่อเล็กซ์ยังคงได้ยินเสียงกรีดร้อง
อย่างน่าเวทนาของนักข่าวคนนั้นในช่วงวินาทีสุดท้าย บอกไม่ได้ว่าเธอโดนอะไร แต่คงไม่ใช่ภาพที่น่าดูอย่างแน่นอน


“... อย่างที่เห็นครับ... เวลานี้ได้เกิดการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ใช้ชื่อตัวเองว่า ดิ เซอร์เพนท์ ไปทั่วทั้งโลก หัวเมืองใหญ่ทั้งหมดถูกโจมตีโดยพร้อมกัน ล่าสุดทางสภา
ความมั่นคงโลกได้มีการประกาศมาตรการภาวะฉุกเฉินที่ 523 ก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในครั้งนี้ เบื้องต้นกำลังรอรายงานจากสภาความมั่นคงโลก-”



ภาพข่าวถูกตัดไปกะทันหัน อเล็กซ์และอีกสองคนทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออกเพราะทุกอย่างกำลังมีแต่จะแย่ลง สภาความมั่นคงโลกที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด
กำลังจะกลายเป็นฮีโร่ในหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในขณะที่พวก ดิ เซอร์เพนท์เองก็ไม่รู้ว่าร่วมมือกับพวกสภาหรือไม่ก็กำลังออกอาละวาด ทั่วทั้งโลกกำลังจะโดนฉีกออก
เป็นริ้วๆ โดยที่หน่วยแรทส์อย่างเขาก็ทำได้เพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆเท่านั้นเอง


แล้วแบบนี้จะมีหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพอย่างเขาไปทำไม...


“ว่ายังไงตอนนี้เวลาไม่คอยท่า เลือกเอาระหว่างจะรอให้โลกหายนะจนมีคนตายอีก หรือนายจะสลัดความอาฆาตทิ้งไป ทำสิ่งที่จำเป็นในตอนนี้...”


ฮอว์คอายส์ยื่นปืนพกกระบอกหนึ่งมาทางแร๊บบิทเหมือนจะให้พวกเขาเลือกตัดสินใจต่อจากนี้ อเล็กซ์นั้นก็สองจิตสองใจอยู่เหมือนกันแต่ใจก็เอนเอียงมาทางข้อเสนอ
ของฮอว์คอายส์เข้าซะแล้ว เพราะหากเรื่องแบบนี้กำลังเกิดขึ้นบางทีการร่วมมือกับเธออาจเป็นทางออกเดียว แน่ล่ะว่ามันคงฟังดูไม่เข้าท่าแต่เวลานี้เหมือนกลุ่มสเป๊กเตอร์
จะเป็นทางออกเดียวของเขาและทีม อเล็กซ์คิดเช่นนั้นแต่ทั้งนี้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับแร๊บบิทเพียงคนเดียว


“ว่าไงพวกนายทุกคนจะเลือกทางไหน...” ฮอว์คอายส์ถามย้ำอีกครั้ง


แร๊บบิทนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งอเล็กซ์สังเกตเห็นความสับสนที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นความแน่วแน่ในแววตาของหัวหน้าทหารผู้สูงวัยคนนี้ แร๊บบิทผลักปืนของฮอว์คอายส์กลับไป
เป็นคำตอบ ก่อนจะหันมาทางอเล็กซ์ด้วยแววตาที่ปลงตกนิดๆ


“ทางเลือกนี้ขึ้นอยู่กับพวกนายทั้งสองคนนะ อเล็กซ์... รันฟา... ฉันทิ้งคนของฉันไม่ได้แต่พวกนายต้องเลือกทางนี้เอง...”


“แต่หัวหน้าครับ-” อเล็กซ์พยายามจะค้านเมื่อทุกสิ่งไม่เป็นอย่างที่คิดเขาอยากได้ยินการตัดสินใจที่มาจากแร๊บบิทเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่แร๊บบิทกลับยกมือขึ้นปรามเอาไว้
ไม่ให้ชายหนุ่มพูดอะไรไปมากกว่านี้


“เธอพูดถูกแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงเรื่องปัญหาส่วนตัว ตอนนี้เราต้องทำเพื่อช่วยคนก่อน และมันก็ใช่... หน่วยของเราล้มเหลวในหน้าที่แต่มันยังมีหวัง
พวกเขายังต้องการฉันอยู่ฉันต้องกลับไปทำหน้าที่ของฉันที่นั่น...” ชายแก่พูดพลางเอามือตบบ่าของอเล็กซ์เบาๆ อเล็กซ์ไม่สามารถห้ามอะไรเขาได้อีกเลย
ต้องยอมไปอย่างช่วยไม่ได้


เท่ากับว่าเหลือเพียงรันฟากับอเล็กซ์เพียงแค่สองคนเท่านั้น ส่วนตัวแล้วอเล็กซ์อยากให้รันฟาเลือกเส้นทางแบบเดียวกับแร๊บบิทมากกว่า อย่างที่ทุกคนรู้กันดีเส้นทางนี้
เมื่อเลือกไปแล้วก็จะถอยหลังกลับไม่ได้มีแต่ต้องเดินหน้าลูกเดียว อเล็กซ์กำลังรอให้รันฟาตัดสินใจก่อนและภาวนาให้เธอเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง แต่จะพูดไปมันมีเส้นทาง
ที่ถูกต้องด้วยงั้นเหรอ?


“ฉันรับข้อเสนอค่ะ...”


!!


ชั่วขณะที่อเล็กซ์ไม่คิดว่ารันฟาจะเลือกในสิ่งตรงกันข้ามกับที่อเล็กซ์หวังเอาไว้ ทำไมกัน ทำไมผู้ที่ควรจะอยู่ในทางที่สว่างแบบเธอถึงเลือกที่จะเดินเข้ามาในความมืด
ความมืดที่เป็นเรื่องดำมืดเกินกว่าที่เขาหรือใครที่ไหนจะนึกออก เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วทำไมรันฟาถึงเลือกทางนี้กันแน่


“รันฟาทำไมเธอถึง...”


“เราไม่มีทางเลือกแล้วค่ะ มีคนมากมายกำลังล้มตาเพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น... อีกอย่าง ฉันน่ะ.... ไม่อยากอยู่เฉยๆโดยที่ไม่ทำอะไรแบบนี้เต็มทีแล้วค่ะ
หากนี่เป็นการทำเพื่อช่วยคนที่กำลังเดือดร้อนฉันก็ยินดีที่จะทำมันค่ะ”


“แต่...” อเล็กซ์พยายามจะเกลี้ยกล่อมให้เธอคิดใหม่อีกครั้งแต่หญิงสาวก็ยกมือขึ้นทัดทานเธอแบบที่แร็บบิททำก่อนหน้านี้ เหลือเพียงอเล็กซ์ที่ต้องตัดสินใจแล้ว
ทางเลือกที่มีทั้งสองทางการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่มีคำว่าหันหลังกลับหรือลังเลอะไรทั้งสิ้น ความคิดในหัวของชายหนุ่ม ณ เวลานี้มันสับสนไปหมดเขาจะเลือกตามใครดี
ระหว่างแร๊บบิทที่จะไปช่วยหน่วยของเขากอบกู้สิ่งที่เคยเสียไปกลับคืนมาอย่างมีความหวัง หรือรันฟาที่กำลังจะเลือกเดินเข้าไปในเส้นทางดำมืดเส้นทางที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้น
ที่จะรู้ว่ามันคืออะไร


ไม่เอาน่าอเล็กซ์! แกต้องเลือกแล้วคิดสิจะเลือกทางไหน!!


ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจบีบเร่งเวลาเข้ามาอเล็กซ์ต้องเลือกเส้นทางที่ยากลำบากเพียงหนึ่งเดียวและชายหนุ่มกำลังจะเลือกมัน...


“ฉันรับข้อเสนอของเธอฮอว์คอายส์...”


อเล็กซ์ตัดสินใจเลือกเส้นทางเดียวกับรันฟาหลังคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เหตุผลมันก็ง่ายนิดเดียวแร๊บบิทเป็นทหารผ่านศึกที่ออกตะลุยกับศึกเหนือใต้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ขณะที่รันฟาเป็นเพียงหญิงสาวหน้าละอ่อนที่ยังไม่รู้จักโลกของความมืด ความคิดของชายหนุ่มคือหากปล่อยให้รันฟาเดินไปในเส้นทางนี้เพียงลำพังมันคงจะเป็นการส่งผลร้าย
มากกว่าดีต่อตัวเธอเอง สำหรับอเล็กซ์แล้วรันฟายังเป็นยิ่งกว่านั้นมองๆไปแล้วมันก็เหมือนมาก เหมือนมากจริงๆ


เหมือนกับฟิโอ น้องสาวของเขาไม่มีผิด ทั้งสุภาพ เรียบร้อย ซื่อ จนอดที่จะต้องเข้ามาปกป้องไม่ไหว...


“เลือกได้ดี... เอาล่ะต่อไปก็คงถึงเวลาที่ต้องแยกทางกันแล้ว... โอราเคิล (Oracle)” หลังได้คำตอบจากอเล็กซ์ ฮอว์คอายส์ ก็สั่งหญิงผมทองอีกคนที่มีชื่อรหัสเรียก
โอราเคิลทันที หญิงสาวรับคำพลางดึงเอาเครื่องมืออะไรสักอย่างรูปร่างเหมือนโทรศัพท์มือถือจ่อมาที่หน้าของแร๊บบิทและหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจถัดมาก็มีแสงสว่างวาบ
พอๆกับระเบิดแสงพุ่งเข้าใส่ม่านตาของแร๊บบิท ร่างของทหารผ่านศึกกรุ่นเก๋าล้มลงหมดสติแทบจะในเวลาเพียงอึดใจเดียว


รันฟาที่อยู่ใกล้แร๊บบิทมากที่สุดออกอาการสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่ออสเปรย์และคาเมเลี่ยนจะเข้ามาช่วยพยุงร่างของแร๊บบิทออกไปจากห้อง อเล็กซ์ชักรู้สึกสงสัยแล้วว่า
ไอ้เครื่องมือประหลาดเมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเพียงเครื่องฉายแสงความเข้มสูงธรรมดาแน่


“อย่ากังวลไปเขาไม่ตายหรอกแต่ว่าต่อจากนี้คงจำอะไรเกี่ยวกับพวกเราและที่นี่ไม่ได้แล้ว” ฮอว์คอายส์อธิบายเพิ่มเติมให้เขากับรันฟาเข้าใจแบบคร่าวๆ


“จำไม่ได้? หมายความว่าไงกัน” รันฟาถาม


ฮอว์คอายส์ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนตอบ “ที่เธอเห็นเมื่อกี้นี้คือเครื่องป่วนระบบประสาทสมองด้วยคลื่นไฟฟ้ามัน จะช๊อกคลื่นไฟฟ้าในสมองส่วนที่เกี่ยวกับความทรงจำ”


“หรือเรียกง่ายๆว่าเครื่องลบความทรงจำนั่นล่ะ...” โอราเคิลอธิบายเสริมให้เข้าใจอีกรอบ


ทำเอาพวกเขาทั้งคู่เข้าใจเหตุผลเลยว่าทำไมองค์กรนี้ถึงได้ยังคงรักษาความลับของตัวเองเอาไว้ได้เสมอมาโดยที่ไม่มีใครตามรอยได้ ก็ไม่แปลกอะไรหากจะลบความทรงจำ
คนที่คิดว่ามีภัยต่อหน่วยออกไปเสียให้หมดแค่นี้ก็หมดปัญหา การครอบครองเทคโนโลยีระดับนี้แสดงว่านอกจากจะมีอิทธิพลกว้างขวางแล้วยังต้องมีแหล่งเงินทุนมหาศาลมาก
พอที่จะปกปิดตัวเองมาในเงามืดได้เป็นเวลาหลายปี แน่นอน อเล็กซ์คิดในหัวอย่างวิตกว่าใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับพวกนี้ก็นับว่าโชคร้ายเต็มที เว้นแต่ว่าจะมีองค์กรที่มีอำนาจ
และอิทธิพลที่น่ากลัวมากพอๆกับพวกนี้อยู่อีก


และอเล็กซ์ก็หวังเป็นอย่างยิ่งเลยว่าอย่าให้มีอะไรแบบนั้นเสียจะดีกว่า...


----------------------------------------------------------------------------------------------------------



รันฟาต้องรับมือกับสิ่งแปลกใหม่อีกหลายเรื่องหลังจากการตัดสินใจเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว ถัดจากนั้นรันฟาและอเล็กซ์ก็ได้พักผ่อนและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
จากเหล่าสมาชิกทั้งหมดในหน่วยสเป็กเตอร์ที่แท้จริงแล้วพวกนี้เองก็มีส่วนที่น่าคบอยู่บ้างแม้ว่าที่เห็นภายนอกจะดูขึงขังน่ากลัวก็เถอะ แต่หลังจากได้แนะนำตัว
อย่างเป็นทางการแล้วพวกนี้เหมือนจะไม่ปกปิดชื่อจริงอะไรกับเธอและอเล็กซ์อีก อาจจะเรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ไม่ใช่การเรียกที่ผิดไปนักทีเดียว


แม้เพิ่งจะมาเข้าร่วมได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่หญิงสาวก็เริ่มที่จะสนิทสนมกับสมาชิกบางคน เช่น โอราเคิลหรือในชื่อจริง ‘โรห์น่า แพทริกสัน’ ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ
การประสานงานกับทีมภาคสนามเธอมีอายุมากกว่ารันฟาร่วมสิบกว่าปีเห็นจะได้ แต่ถึงจะอายุมากขนาดนั้นแต่ใบหน้าของเธอยังดูเด็กกว่าวัยมากนักด้วยผมสีทอง
ถูกมัดรวบเอาไว้เป็นหางม้าแบบหยาบๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มเป็นประกายดูโดดเด่นแม้ในความมืดสลัวของห้องปฏิบัติการ ผิวขาวสนิทจนเกือบจะซีดเพราะ
ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนมากนักแสดงให้เห็นถึงกิจวัตรและหน้าที่ของเธอได้เป็นอย่างดี


จากที่คุยกับโรห์น่าเธอบอกว่าเธอเข้าร่วมกับหน่วยนี้มาได้เกือบสิบเจ็ดปีเต็มๆแล้วเธอจึงเป็นสมาชิกอาวุโสคนหนึ่งของหน่วยเช่นเดียวกัน หากไม่นับฮอว์คอายส์
และอาร์เชอร์หรือชื่อจริง ‘มาร่า แอมเบอโร่’ ที่มีตำแหน่งเป็นพลซุ่มยิงประจำหน่วย เธอเป็นคนไม่ค่อยพูดจาสุงสิงกับใครมากนักแม้แต่กับฮอว์คอายส์ที่เป็นหัวหน้าก็ตาม
เหมือนจะเก็บความลับอะไรบางอย่างที่บอกไม่ได้เอาไว้และเธอเองก็มองมาทางรันฟาด้วยสายตาแปลกๆในบางครั้งจนหญิงสาวรู้สึกขนหัวลุกแปลกๆยังไงชอบกลก็ไม่รู้


ถัดจากมาร่าไปอีกนิดหน่อยที่กำลังนั่งขัด ถอดประกอบปืนโคลท์ซิงเกิ้ลแอ๊กชั่นอาร์มี่อยู่ตรงโต๊ะอุปกรณ์คือออสเปรย์หรือชื่อจริง ‘สไนป์ แม็คกิฟเวนส์’ หนึ่งในสเป็กเตอร์
ที่เข้าไปช่วยรันฟากับอเล็กซ์ในตอนแรก ดูจากลักษณะท่าทางของสไนป์แล้วเหมือนนายทหารคนนี้จะเป็นพวกจริงจังกับชีวิตมากพอสมควร เห็นแล้วรันฟาก็ยิ่งนึกถึงแร๊บบิท
ไม่ก็พ่อของเธอไม่มีผิด แถมท่าทางการวางตัวและวิธีการพูดที่ออกจะดูเป็นนักเลงเถื่อนนิดๆทำเอานึกถึงพวกคาวบอยในหนังตะวันตกสมัยก่อนเสียจริงๆ


“เฮ้! จะมัวนั่งอยู่ตรงนั้นหาอะไรไม่ทราบแม่สาวน้อย เธอนั่งขวางตู้ฉันอยู่นะ” เสียงเตือนแกมขู่ของหญิงอีกคนดังขึ้นทำเอารันฟาสะดุ้งจนเกือบกระเด็นตกเก้าอี้
สายตาของรันฟาหันไปทางร่างสูงที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเธอ


ผู้หญิง... ไม่สิถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่าทอมบอยมากกว่าเพราะรูปร่างที่เห็นนั้นมีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดดูมาดแมนยิ่งกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก เธอสวมเสื้อกล้ามแขนกุดสีดำ
พร้อมสะพายกระเป๋าอุปกรณ์ขนาดใหญ่ท่าทางหนักไม่ใช่เล่นแต่เจ้าตัวกลับแบกมันเอาไว้ได้อย่างสบายราวกับไม่มีน้ำหนัก เจอแบบนี้เข้าไปหญิงสาวเลยต้องรีบหลีกทางให้
เป็นการด่วน แค่กระดูกก็คนละเบอร์กันแล้วขืนไม่ยอมทำตามที่บอกอีกฝ่ายคงจับเธอขว้างเป็นกระสอบนุ่นได้แบบง่ายๆแหง


หญิงร่างสูงเดินไปที่ตู้ล๊อกเกอร์ก่อนจะลงมือเปิดตู้ “อ้าว.... บ้าจริงประตูติดอีกแล้วเหรอเนี่ย ช่วยไม่ได้แฮะ...”


เช้ง!!


รันฟาตะลึงตาค้างมองอีกฝ่ายหลังจากที่อีกฝ่ายเพิ่งจะ ‘ชัก’ กงเล็บออกมาจากนิ้วมือแล้วข่วนประตูเสียขาดวิ่นในพริบตาเดียว รันฟาจำได้ดี ความสูงแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้
และกงเล็บนั่นให้ตายยังไงก็ลืมไม่ลงนี่ต้องเป็นหญิงชุดดำสวมหน้ากากที่เอาเครื่องถอดรหัสมาให้เธอก่อนหน้านี้ไม่ผิดแน่ แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือกงเล็บที่เธอคนนี้
เพิ่งจะงัดออกมาใช้แบบเกรงใจสายตาคนรอบข้างนี่มันไม่ใช่ความสามารถของมนุษย์ทั่วไปแน่


ผู้หญิงคนนี้เธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา...


“เฮ้! เธอน่ะชื่ออะไรนะ รันฟา ใช่ไหมหัวหน้าเรียกเธอให้ไปคุยด้วยน่ะ...” มีเสียงคนอีกหนึ่งคนทักรันฟาขึ้นหลังจากนั้น เธอมองไปทางด้านหลังก็พบกับ คาเมเลี่ยน
หรือ ‘ฮิคส์ ดเวน’ ทหารตัวสอดแนมประจำทีมที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอขณะที่ผิวหนังของเขากำลังเปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อมไปเรื่อยๆเหมือนพวกปลาหมึกไม่ก็กิ้งก่า
ที่พรางตัวได้ หากจะบอกว่าสเป็กเตอร์คือสถานที่รวบรวมคนที่ไม่ปกติเอาไว้ที่นี่ล่ะก็รันฟาจะไม่สงสัยแม้แต่นิดเดียว


มีทั้งมนุษย์ล่องหน อีสาวเล็บเหล็ก เสือปืนไว ขาดก็แต่ยักษ์ไททั่นเท่านั้น...


รันฟาเดินออกมาจากห้องพักของพวกสเป๊กเตอร์เพื่อไปพบกับฮอว์คอายส์ตามคำเชิญ บรรยากาศภายในส่วนที่พักของสเป๊กเตอร์นับว่าเงียบสงบมากกว่าที่คาดเอาไว้
หากมองเผินๆส่วนนี้ก็ดูไม่ต่างอะไรกับโรงแรมทั่วไปมากนัก มีห้องพักถูกจัดแยกเอาไว้อย่างเป็นระบบและดูเรียบง่าย ทุกคนที่นี่คล้ายจะยังไม่ชินกับการที่เธอกับอเล็กซ์
ได้เข้ามาร่วมงานที่นี่เสียเท่าไหร่สังเกตจากสายตาที่มองมาทางเธอเหมือนเป็นแกะดำหรือตัวประหลาดเสียอย่างนั้น นับว่ายังดีที่พวกนั้นแค่มองเธอแป๊บเดียว
ก่อนจะหันไปสนใจกับเรื่องอื่นต่อ


เหมือนประตูห้องของฮอว์คอายส์จะไม่ได้ล๊อกเอาไว้รันฟาเลยรีบเปิดเข้าไปหลังจากเคาะประตูเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเปิดเข้าไปก็พบกับห้องที่มีขนาดเท่ากับ
อพาร์ทเมนท์ทั่วๆไปเหมือนที่เธอเคยเช่าอยู่ที่ชิคาโก้ มีโต๊ะทำงานหัวใหญ่ถูกวางอยู่กลางห้องซึ่งฮอว์คอายส์กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะมองดูรูปถ่ายในกรอบไม้อันเล็ก
ดูเก่าพอควร หลังรันฟาเดินเข้ามาฮอว์คอายส์ก็วางกรอบรูปลงบนโต๊ะก่อนจะกลับมาตีหน้าเข้มแบบเดิม ไม่รู้ว่าคุณป้าแก่ๆคนนี้จะมีแผนอะไรอีกกันแน่


“ขอบใจที่มานะรันฟาแล้วก็... นายด้วยนะอเล็กซ์” ฮอว์คอายพูดพร้อมทั้งมองข้ามไหลรันฟาไปเล็กน้อย เห็นอเล็กซ์กำลังเดินเข้ามาในห้องพอดี


“คุณเรียกพวกเรามาแบบนี้คงมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพวกเราใช่ไหมครับ...” อเล็กซ์ถาม


“ก็น่าจะเดาได้นะอเล็กซ์ ที่จริงมันก็ไม่เชิงว่าเป็นการคุยกันเสียทีเดียวหรอก พวกนายจำเป็นต้องรู้บางอย่างเกี่ยวกับเรื่องเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เรื่องบางอย่างที่พวกนายยังไม่เคยรู้
ความจริงก่อนหน้าที่จะเกิดสงคราม...”


ฉับพลันไฟทั้งห้องก็มืดลงก่อนที่เครื่องฉายภาพโฮโลแกรมสามมิติจะทำงานขึ้นฉายภาพเป็นรายชื่อไฟล์ข้อมูลบุคคลขึ้นมากลางอากาศเป็นรายชื่อจำนวนห้ารายชื่อ
รันฟาไม่รู้ว่าบุคคลพวกนี้เป็นใครกันแต่ท่าทางจะสำคัญไม่ใช่เล่นเพราะถึงกับมีในฐานของมูลของฮอว์คอายส์ด้วยแบบนี้


“พวกนายอาจจะเคยรู้มาบ้างแล้วว่าพวก North เป็นตัวการที่ทำให้เกิดสงครามการกวาดล้างอาวุธชีวภาพขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่พวกนายอาจจะยังไม่รู้ว่า North ถูกก่อตั้งขึ้น
โดยคนเพียงแค่ห้าคนเท่านั้นโดยการใช้อักษรนำหน้าชื่อของแต่ละคนตั้งเป็นชื่อองค์กร N O R T H”


ฮอว์คอายส์เริ่มอธิบายขณะที่เลือนแฟ้มข้อมูลประวัติของหนึ่งในผู้ก่อตั้งคนแรกขึ้นมาเป็นชายสวมหน้ากากรูปร่างประหลาดไม่เผยหน้าจริงออกมาให้เห็นแม้แต่ภาพเดียว


“เฮกเตอร์ เซอร์เกโน หรือที่เราเรียกว่า ‘Knight H’ หมอนี่เรียกได้เลยว่าเป็นตัวแทนของสงครามในโลกมืดเลยก็ไม่ผิดนัก เติบโตมาในประเทศสวาซีแลนด์ท่ามกลางสงครามกลางเมืองก่อนจะเริ่มอาชีพทหารรับจ้าง ขยายอิทธิพลไปทั่วจนมีกองทัพเป็นของตัวเอง ขึ้นชื่อในเรื่องของการทำชั่วทุกรูปแบบ ทั้งค้าอาวุธ ยาเสพติด
รับจ้างก่อสงครามรวมไปถึงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่เลือกหน้า ทุกบาททุกสตางค์ของมันที่ได้มาแลกมากับเลือดของคนมากมายทั้งนั้น หลังจากนั้นก็ได้มาร่วมงานกับผู้ก่อตั้ง
อีกสี่คนที่เหลือคอยเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญให้กับองค์กร รวมถึงคอยรับทำงานสกปรกเบื้องหลังให้พวก North อีกที”


“ง่ายๆถ้าจะให้พูดก็คือชั่วบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเจือปนนั่นล่ะค่ะ”


ภาพโฮโลแกรมอีกหนึ่งภาพฉายขึ้นในห้องพร้อมกับการปรากฏตัวของไอร์ม่าหญิงสาวในชุดเมดคนใช้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินที่พูดไปถึงไหนแล้ว แต่พูดตามตรงว่ารันฟา
รู้สึกสงสัยในตัวเธออยู่นิดๆเหมือนกัน ทั้งเรื่องที่ว่าเธอสามารถจำแลงกายเป็นฮอว์คอายส์ได้รวมถึงเหตุผลที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไม่เธอถึงเรียกฮอว์คอายส์ว่า ‘นายท่าน’
กันแน่หรือนี่อาจจะเป็นธรรมเนียมของพวกเมดสาวใช้ไปแล้ว


แต่ที่แปลกก็คือทั้งที่เธอน่าจะอยู่ใกล้ๆเธอกลับเลือกที่จะใช้ภาพโฮโลแกรมในการพูดคุยสื่อสาร ไม่ยอมมาพูดคุยกันแบบตรงๆ หรือจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่
ไม่สามารถมาพบได้ในตอนนี้


“เธอมาก็ดีแล้วไอร์ม่า อเล็กซ์ รันฟา นี่คือไอร์ม่า เลขาส่วนตัวของฉัน เธอเป็นผู้ดูแลเรื่องข้อมูลบริหารจัดการภายในฐานทัพ...” หญิงแก่กล่าวแนะนำขณะที่เลขาในชุดเมด
กำลังโค้งตัวคำนับทั้งสองคนอย่างสุภาพ


“ยินดีที่ได้รู้จักนะไอร์ม่าเธอเป็นคนที่ไหนเหรอ” รันฟาถาม


“ฉันมาจากที่นี่ค่ะ ฉันถูกสร้างขึ้นที่นี่” สาวชุดเมดตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ

“เดี๋ยวก่อนนะถูกสร้างขึ้นเหรอ? หมายความว่าไงกันเธอจะบอกว่า-”


“Artificial Intelligent Management Agent หรือ ไอร์ม่า (A.I.M.A.) นั่นคือชื่อเต็มของเธออเล็กซ์... นายคิดถูกแล้วล่ะ... ไอร์ม่าเธอไม่ใช่มนุษย์อย่างพวกเรา”


ฮอว์คอายส์ตอบข้อสงสัยแก่ชายหนุ่มในทันที รันฟาสังเกตว่าอเล็กซ์กำลังอ้าปากค้างมากพอกับเธอในเวลานี้เหมือนกัน นี่จะบอกว่าหญิงสาวในชุดเมดท่าทางสุภาพ
และมีท่าทางแบบคนทั่วๆไปนี่ไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็น A.I. ปัญญาประดิษฐ์งั้นหรือ


“ดิฉันคือโปรแกรมสมองกลบริหารจัดการที่ถูกออกแบบแล้วสร้างขึ้นด้วยฝีมือของ ด๊อกเตอร์ นุสรา ผิวทอง และ คุณ ปวีณา ผิวทอง นี่ร่างจำลองสามมิติแบบรูปธรรม
ของดิฉันเองค่ะ”


รอยยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติช่างแตกต่างกับสิ่งที่เธอเป็นยิ่งนัก รันฟาไม่เคยเจอโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเป็น ‘มนุษย์’ มากขนาดนี้มาก่อนหากฮอว์คอายส์
ไม่บอกเธอก็คงเชื่ออยู่อย่างนั้นว่าปัญญาประดิษฐ์ในรูปลักษณ์ของหญิงสาวที่เห็นนี่จะเป็นมนุษย์จริงๆ


ไอร์ม่ายังคงแสดงสีหน้าแบบปกติได้เหมือนมนุษย์เช่นเดิมโดยไม่สนใจในท่าทีตื่นตะลึงของเธอกับอเล็กซ์มากนัก ก่อนที่ไอร์ม่าจะขยับมือดึงเอาข้อมูลส่วนถัดไป
มาไว้บนมือราวกับเป็นเอกสารที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่สามารถจับต้องมันได้ ข้อมูลถูกดึงแผ่ออกเป็นวงกว้างเป็นใบหน้าของชายสูงอายุในชุดนักโทษสีขาวที่กำลังอยู่ในสภาพ
ที่ถูกมัดด้วยผ้าทั้งตัวราวกับผู้ป่วยวิกลจริตในโรงพยาบาลบ้าไม่มีผิด ไอร์ม่าไม่รีรอที่จะเริ่มแนะนำตัวบุคคลรายนี้ต่อ


“โทนี่ ไบลน์สมิธ หรือที่เรียกในในชื่อ ‘มิสเตอร์ที’ เขาคืออดีตสมาชิกของสุดยอดหน่วยจารชนของรัฐบาลเยอรมนีทำงานขึ้นตรงกับหน่วย BND ทั้งการจารกรรมข้อมูล
ลอบสังหาร ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก หรือโค่นล้มรัฐบาล ทำงานอยู่ในหน่วยข่าวกรองนานหลายสิบปีก่อนจะเกิดละโมบวางยาพิษในระบบน้ำประปาคนทั้งกองบัญชาการ
ของตัวเอง ชิงข้อมูลลับทั้งหมดที่มีไปขายให้กับชาติอื่น ทำกำไรได้มหาศาลในตลาดมืด จนได้มาเข้าร่วมกับผู้ก่อตั้งอีกสี่คนที่เหลือ รับผิดชอบเรื่องข่าวกรองลับ
ให้แก่พวก North ปัจจุบันถูกจับกุมตัวและอยู่ในการดูแลอย่างเข้มงวด”


“แล้วตอนนี้เขาถูกขังอยู่ไหนล่ะ?” อเล็กซ์ถามเพิ่มด้วยความสงสัย


“ข้อมูลลับสุดยอด ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ระดับต่ำกว่าขั้นสี่เข้าถึงได้ค่ะ”


คำตอบของไอร์ม่ามันก็ทำให้อเล็กซ์เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย ดูท่าชายหนุ่มจะรู้สึกเซ็งในคำตอบที่ได้รับแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามาก ในตอนนี้พวกเขายังเป็นแค่เด็กใหม่ยังไม่มีสิทธิอะไรมากนักมันก็ช่วยไม่ได้คงต้องอดทนรอกันไปก่อน


ถัดจากนั้นไอร์ม่าก็เลื่อนเอาข้อมูลอีกชุดมาให้ดู แต่ยังไม่ทันได้เปิดข้อมูลสัญญาณเรียกภายในห้องก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏขึ้นของภาพโฮโลแกรมที่โรห์น่าติดต่อเข้ามา
สีหน้าของเธอดูตื่นตระหนกพอควรเหมือนมีเรื่องสำคัญที่กำลังจะแจ้งให้ทราบในตอนนี้


“หัวหน้าคะได้ความแล้วค่ะ หน่วย ฟอกซ์ เพิ่งได้รับข่าวกรองแจ้งว่าพบเบาะแสบางอย่างค่ะ...”


“ได้ความว่ายังไงโอราเคิล?” ฮอว์คอายส์ถาม


“สายข่าวของหน่วย ฟอกซ์ ที่กบดานอยู่ในโซมาเลียรายงานมาเรื่องการขนสินค้าบางอย่างจดทะเบียนผ่านบริษัทขนส่งเถื่อนในเขตน่านน้ำสากล
คาดว่าเป็นพวกกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงในโซมาเลีย ผู้ส่งไม่ระบุรายชื่อแต่ทางผู้รับปลายทางเป็นชื่อปลอม เราเลยลองตรวจสอบอย่างละเอียดดู”


“ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าเราเจอข่าวดี”


“พอตรวจสอบเราก็พบชื่อจริง ชื่อ โบโรดิน คาชังก้า พอจะมีความหมายไหมคะ?” โรห์น่าถามกลับมาฟังจากน้ำเสียงเหมือนเจ้าตัวจะรู้อยู่แล้วว่าชื่อที่เพิ่งพูดไปคือใคร
แต่แค่แกล้งกวนประสาทถามไปอย่างนั้น


“ก็พอจะรู้อยู่นะ... คาชังก้าคือพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดในตลาดมืดแถบยุโรปตะวันออก ทางหน่วยเราเคยจับตาเอาไว้อยู่พักหนึ่ง จนตอนนี้ได้กลายเป็นเป้าหมาย
ในแบล็คลิสต์ของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลกไปแล้ว...”


“รวมถึงในหน่วยแรทส์ด้วย... พวกของเราหลายคนเคยตายเพราะอาวุธที่มันขายนี่ล่ะ มัวรอช้าไม่ได้แล้วรีบไปจับมันดีกว่า...” อเล็กซ์รีบลุกขึ้นเตรียมจะออกไปข้างนอก
เพื่อเตรียมตัว ขณะที่รันฟาได้แต่นั่งอึ้งเพราะยังจัดระเบียบความคิดไม่ทัน


รันฟาพยายามคิดตามที่ฮอว์คอายส์อธิบายให้เข้าใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน มันน่าจะเป็นชื่อที่เธอเคยได้ยินเมื่อตอนเข้าหน่วยได้แค่สองอาทิตย์เท่านั้น
ไม่มีใครในหน่วยไม่รู้จัก โบโรดิน คาชังก้า หรือฉายา ‘มัชจุราชแดงเดือด’ เป็นหนึ่งในพ่อค้าอาวุธตัวเอ้ที่ค้าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสงครามให้กับพวกกลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดน
ทั้งหลายทั่วโลก เคยมีข่าวลือหนาหูอยู่เหมือนกันว่าพ่อค้าอาวุธรายนี้ขายอาวุธให้กับทั้งสองฝ่ายคู่สงคราม และนั่นคงไม่แปลกหากโบโรดินจะขายอาวุธชีวภาพด้วย
ซึ่งมันก็ทำให้หน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายจ้องจะจับมาหลายปีไม่เว้นแม้แต่หน่วยแรทส์


ก็ไม่แปลกนักหากอเล็กซ์มีท่าทีอยากจะจัดการกับพ่อค้าอาวุธรายนี้ รันฟาคิดว่ามันคงเป็นเหมือนเรื่องแค้นส่วนตัวสำหรับอเล็กซ์


“ช้าก่อนอเล็กซ์นายยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นในตอนนี้...” ฮอว์คอายส์รีบห้ามอเล็กซ์เอาไว้ก่อนที่เขาจะก้าวขาผ่านประตูไป แม้ไม่อยากจะหยุดแต่อเล็กซ์ก็ดูจะใส่ใจ
ฟังฮอว์คอายส์อยู่ เลยไม่ได้ขยับตัวออกไปหลังจากนั้น


“ทำไมกันล่ะ! ไอ้เวรนี่คือฆาตกรที่เราต้องจับมันมาลงโทษ จะปล่อยให้มันลอยนวลอยู่อย่างนี้ไม่ได้!”


“ฉันเข้าใจว่านายคิดอะไรอเล็กซ์ แต่หัดมองในภาพรวมให้กว้างกว่าการใช้อารมณ์ของนายหน่อยจะได้ไหม” ฮอว์คอายส์พูดพลางยกแก้วบรั่นดีขึ้นมาจิบ
“จริงอยู่ที่นายโบโรดินคนนี้สมควรโดนลงโทษ แต่มันไม่ใช่เวลานี้ หมอนี่มันเป็นแค่หมากตัวนึงที่ถูกใช้งานโดยใครบางคน ถ้ามองให้กว้างหมอนี่ก็เป็นแค่ปลาซิวตัวเล็กเท่านั้น ทำไมนายไม่คิดบ้างล่ะว่าควรเอาปลาซิวตัวนี้มาตกให้ได้ปลาตัวใหญ่กว่ากันล่ะ”


บรรยากาศในห้องเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดในทันทีจนรันฟาเริ่มรู้สึกได้ ถึงจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ความรู้สึกที่ขัดแย้งของทั้งคู่นั่นมันปรากฏออกมาชัดเจนมาก
จนรันฟาสัมผัสได้ ถ้าจะให้พูดมันก็คงประมาณเหมือนความรู้สึกตอนหายใจไม่ออกโดยที่มีอะไรบางอย่างหนักๆมาถ่วงเอาไว้ที่หัว


แถมยังหนักมากๆเสียด้วยสิ...


หลังเงียบไปสักพักอเล็กซ์ก็เป็นฝ่ายพูดก่อนบ้าง “ยิ่งปล่อยเอาไว้นานแค่ไหนก็ยิ่งมีคนตายมากขึ้นเท่านั้น ถามหน่อยสิระหว่างที่คุณรอโอกาส มีคนบริสุทธิ์ต้องตายไป
เท่าไหร่แล้วเคยคิดบ้างไหม!”


“หัดคิดอะไรให้มันยาวๆหน่อยอเล็กซ์ นายแค่อยากจะหักตรงกิ่งของพวกมัน แต่ฉันอยากจะเล่นให้ถึงรากถึงโคน มันก็ใช่ยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งมีคนตาย
แต่ถ้าทำแบบที่นายว่ามามันจะยิ่งยืดเยื้อและมีคนตายมากกว่า แล้วอีกอย่างถึงนายไปตอนนี้นายจะไปทำอะไรได้แค่นายคนเดียวกับรันฟาอีกคน ทุกคนที่นี่
ฟังคำสั่งจากฉันทั้งนั้น โลกที่พวกเราอยู่มันไม่เหมือนโลกที่นายเคยอยู่หรือกนะจำเอาไว้ด้วย...”


เหตุผลของผู้บัญชาการหญิงมากพอที่จะทำให้อเล็กซ์นิ่งเงียบไปได้ ส่วนรันฟานั้นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ท่ามกลางสงครามจิตวิทยาและที่แย่ที่สุดคงจะเป็นการที่เธอนั้น
ไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นมาสอดกลางวงสนทนาของทั้งคู่แบบนี้เลย รู้สึกเหมือนตัวเองช่างดูไร้ประโยชน์ยังไงก็ไม่รู้...


“อเล็กซ์ รันฟา พวกนายเป็นทหารที่ดีแต่พวกนายยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกมาก คุณสมบัติของพวกนายก็ผ่านการทดสอบแต่พวกนายยังต้องทำอีกอย่างถึงจะได้ชื่อว่า
เป็นพวกเราอย่างแท้จริง...”


อเล็กซ์มองดูท่าทีของฮอว์คอายส์ที่ดูแปลกไปอย่างสงสัย “คุณหมายถึงอะไรกันแน่?”


“อเล็กซ์... รันฟา... พวกนายทั้งสองคนต้องไปฝึกกับหน่วย ฮาว์ด...”








*******************************************************************************************************







สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังครับ!! หวังว่าปีใหม่ที่ผ่านมาผู้อ่านทุกท่านจะได้ครื้นเครงและได้สิ่งที่หวังไว้ในปีนี้นะครับ

สำรับวันนี้เราจะมาว่ากันในเรื่องของตัวละครหลักอีกหนึ่งตัวที่มีความสำคัญมากจากภาคก่อนนั่นคือสมาชิกหญิงเพียงคนเดียวของ Spectre



มิชเชล 'ฮอว์คอายส์' ลอนนาเวย์



หรือในชื่อแฝง ออร์เซีย 'ชาร์แมน' วิลโบสกี้ อดีตทหารหน่วย S.A.S.R. ของออสเตเรียที่ถูกคัดเลือกเข้ามาอยู่ในทีมสุดยอดภารกิจดำ Spectre ในปี 2014

ด้วยวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น ปัจจุบันเธอมีอายุได้ 52 ปีและได้ควบตำแหน่งผู้บัญชาการถึงสองหน่วยได้แก่ผู้บัญชาการหน่วยแรทส์สาขาชิคาโก้ (ในฐานะสายลับอีกที)

และตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วย Spectre คนปัจจุบันมีอำนาจควบคุมเครื่อข่ายข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลใดในโลก เคยเป็นหนึ่งในลูกทีม Spectre

รุ่นบุกเบิกชุดแรกภายใต้การนำของ Redwolf ผู้บัญชาการหน่วย Spectre คนก่อน ในภาคที่แล้วเราอาจจะได้เห็นเธอในฐานะสาวน้อยหน้าใหม่ที่เข้ามาร่วมกับหน่วยในตำแหน่ง

พลจู่โจมควบนักแม่นปืนอีกทีหนึ่ง (และก็ดวงซวยตั้งแต่ภารกิจแรกซะด้วย)


ณ เวลานี้ และยังไม่มีการกล่าวหรือพูดถึงสมาชิกคนอื่นในทีมของเธอ ณ เวลาปัจจุบันมากนัก และทำไมจากหญิงที่ท่าทางร่าเริงไม่น่าจะมีแววของการเป็นผู้นำหน่วยลับ

ถึงได้ก้าวมาสู่จุดนี้ได้ เกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกรุ่นบุกเบิกทั้งสามคนในปัจจุบัน อดีดที่ผ่านมาตลอดสามสิบปีมันคืออะไรกันแน่ ขอให้โปรดติดตามในตอนหน้า จะเป็นการเริ่มต้น

ของเรื่องราวในอดีตเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา...




To be continued...
<<

230336

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 462

ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 15:38

โพสต์ 05 ม.ค. 2017, 05:48

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP8) 2/1/

ยังคงติดตามงานอยู่นะครับ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 425

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 05 ม.ค. 2017, 18:39

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP8) 2/1/

ว้าวไม่อยากจะเชื่อว่าเจ๊มิชเชลยังอยู่ถึงในภาคนี้ได้เรียกว่าน่าสนใจทีเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมาคงได้ทำการขัดเจียรไนมาอย่างดีจนมาเป็นแบบนี้ได้

ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ด้วยนะคะ
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
<<

pug005da

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 452

ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2009, 18:26

ที่อยู่: 18 ถนน สิโรรส ซอยกญจนา 2 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000

โพสต์ 23 ม.ค. 2017, 21:02

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP8) 2/1/

Episode 9 : Brotherhood



หกเดือนต่อมา...

แร๊บบิทยังคงนั่งอยู่ภายในกองบัญชาการของหน่วยเฉพาะกิจที่ 523 มาตั้งแต่เช้า หลังจากที่เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้คุมกองบัญชาการอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่แล้วถึงจะบอกว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งก็เถอะ อันที่จริงงานแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับงานนั่งโต๊ะดีๆนี่เอง จึงไม่แปลกนักที่ชายแก่จะรู้สึกเบื่อหน่าย
กับหน้าที่แบบนี้เป็นอย่างมาก มันก็เป็นเรื่องธรรมดาหลังจากที่เคยเป็นแนวหน้าออกรบมาเกือบตลอดทั้งชีวิต พอมาตอนนี้กลับต้องมานั่งทำงานเอกสารและนั่งโต๊ะ
คอยออกคำสั่งแทนมันก็ต้องมีอาการแบบนี้กันบ้างไม่มากก็น้อย


และเหมือนหน่วยของเขาเองก็จะเงียบเหงาลงทันตาหลังจากเมื่อหกเดือนที่แล้วเขาต้องเสียสมาชิกในทีมไปถึงสามคนภายในอาทิตย์เดียวจากเหตุการณ์การโจมตี
ที่ชิคาโก้ แม้ตอนนี้ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแต่ว่าอเล็กซ์กับรันฟาสมาชิกอีกสองคนก็ดันถูกเรียกตัวเข้าไปประจำการที่หน่วยพิเศษอีกหน่วยใต้สังกัดกองกำลังของ
สภาความมั่นคงโลก มันก็ยิ่งทำให้หน่วยเงียบลงหนักกว่าเก่า จะมีนานๆครั้งที่สองคนนั้นจะติดต่อกลับมาบ้าง แต่เหมือนทั้งคู่เองก็จะมีเรื่องยุ่งพอกันให้รับผิดชอบอยู่แร๊บบิท
เลยไม่ได้ถามอะไรให้มันมากความมากนักตอนคุยกันแต่ท่าทางพวกเขากำลังรับผิดชอบงานที่สำคัญบางอย่างอยู่ซะด้วย


ก็เท่ากับว่าคนที่เหลืออยู่ในทีม ณ เวลานี้ก็มีเพียงคูปเปอร์และโฮลี่เท่านั้นและเวลานี้ทั้งสองคนก็ต้องออกไปทำภารกิจจนยุ่งอีกตามเคย...


ชายแก่ค่อยๆล้มตัวลงบนเก้าอี้หลังจากเพิ่งเคลียร์กองเอกสารกองมหึมาไปได้ส่วนหนึ่ง เขาหลังตาลงเพื่อเป็นการพักสายตาชั่วคราวหลังจากต้องตาลายเพราะตัวอักษร
มากมายที่ต้องอ่านมาตั้งแต่ช่วงเช้าจนตอนนี้จะย่างเข้าช่วงเที่ยงแล้ว ตั้งแต่มีการก่อตั้งหน่วยเฉพาะกิจนี่ขึ้นมาทั้งหน่วยก็ตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ มีภารกิจมากมาย
ผุดขึ้นจนทางหน่วยไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด


“เสียเวลาเปล่าชะมัด...”


แร๊บบิทบ่นอย่างหัวเสียเล็กน้อยหลังจากหกเดือนที่ผ่านมาแร๊บบิทพยายามหาทางสืบเรื่องราวของพวก ดิ เซอร์เพนท์ ว่าเป็นพวกไหนและมีที่มาเป้าหมายยังไงกันแน่
แทนที่กลุ่มพวกนี้จะตามตัวง่ายเพราะก่อการใหญ่ขนาดนี้ต้องมีเบาะแสอะไรทิ้งเอาไว้บ้าง แต่คนพวกนี้กลับเป็นเหมือนผีที่ไม่สามารถตามตัวได้ ทุกอย่างที่ทำมาตลอดหกเดือน
ล้วนแต่ประสบความล้มเหลวทั้งหมด


และตอนนี้ก็ต้องมาทำงานนั่งโต๊ะติดแหงกอยู่กับกองเอกสารบ้าบอแทนที่จะได้ออกไปลุยอย่างที่เคย ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว...


กริ๊ง!!


ช่วงก่อนจะทันได้หลับตาสักงีบเพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากกองงานเอกสารที่เพิ่งจัดการไป เสียงโทรศัพท์ของแร๊บบิทก็ดังขึ้นปลุกเขาให้ตื่นจากช่วงเวลาผ่อนคลายเสียในทันที
แร๊บบิทพ่นลมออกทางจมูกอย่างหัวเสียพลางนึกด่าทอคนที่โทรมาในเวลานี้ขึ้นมาจับใจ แค่ต้องอยู่กับกองเอกสารพวกนี้ก็แย่พอแล้วนี่ยังต้องมาโดนรบกวนระหว่างช่วงพัก
อะไรแบบนี้อีก ชายแก่รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมที่จะตวาดใส่ปลายสายเป็นการระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ ว่าแล้วก็กดรับโทรศัพท์เตรียมทำอย่างที่คิดเอาไว้


“โทรมาหาใครกันเวลาแบบนี้ ไม่รู้รึไงว่า-”


“แร๊บบิท...”


เสียงหวานใสที่ปลายสายดังขึ้นทำเอาแร๊บบิทเกือบจะหยุดไม่ทัน เสียงปลายสายนี่เป็นเสียงของคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้คุยกันอีกแล้วในชาตินี้ แน่ล่ะใครจะลืมได้ลงกัน...


“ซาร่าห์... ไม่ได้คุยกันนานเลยนะกี่ปีมาแล้วเนี่ยตั้งแต่เราเจอกันครั้งที่แล้ว... ห้าปี... หกปี”


“แปดปีกับอีกสามเดือนพ่อกระต่ายน้อย... ท่าทางนายเองก็ดูยุ่งน่าดูนะตั้งแต่ต้องมาเป็นผู้บังคับการทีมจู่โจมเมื่อคราวนั้น...” หญิงปลายสายนามซาร่าห์กล่าวกับแร๊บบิท
อย่างคุ้นเคยและเป็นกันเอง และแร๊บบิทก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้โทรมารบกวนหรือเอาปัญหาอะไรมาให้เขาอย่างที่คิด ชายแก่เอนหลังพิงเก้าอี้
เป็นการผ่อนคลายอีกเล็กน้อย


หากพูดถึงซาร่าห์แล้วแร๊บบิทได้พบกับเธอครั้งแรกเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เธอคือเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ Z.S.S. หน่วยยานเกราะพิเศษ แม้ทั้งคู่จะพบกันด้วยเหตุผลทางเรื่องงาน
กับทางราชการแต่ในระยะเวลาสั้นๆทั้งแร๊บบิทและซาร่าห์ก็สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว จนอาจจะเรียกได้ว่าเธอคือผู้หญิงคนแรกที่แร๊บบิทเคยเดินควงด้วยเมื่อหลายสิบปีก่อน
อันที่จริงเขากับเธอแทบจะมีความสัมพันธ์แบบคู่รักกันเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทั้งคู่ต้องรับผิดชอบทำให้ความสัมพัทธ์ของทั้งคู่ต้องหยุดชะงักลง
และไม่ก้าวหน้าไปถึงไหนอีกเลยนับจากนั้น


แม้เส้นทางของพวกเราจะขนานกันแต่มันก็ไม่เคยบรรจบกันจริงๆเสียที...


“ก็หน้าที่ของฉันมันมีเยอะนี่นา นับวันฉันก็ยิ่งจะถูกคาดหมายมากขึ้นทุกทีจนน่ารำคาญ... ว่าแต่เธอล่ะตั้งแต่ Z.S.S. สลายตัวไปฉันก็ไม่ค่อยได้ข่าวอะไรอีกเลย
เธอคงสบายดีนะ...” แร๊บบิทถามสารทุกข์สุกดิบอีกฝ่ายบ้าง คงเป็นเพราะยังรู้สึกห่วงกับอาลัยอาวรณ์ในตัวเธออยู่เหมือนกัน


“อืม... ช่วงแรกก็ลำบากนิดหน่อยนะ แต่หลังๆพอปรับตัวได้ก็เริ่มทำใจได้แล้วล่ะ บางทีการเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเป็นคนงานยกเครนที่ท่าเรือ มันก็ไม่เลวหรอกนะว่าไหม...”
อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆแต่มากพอที่แร๊บบิทจะได้ยิน อย่างน้อยคงเบาใจได้ที่เธอยังคงมีความสุขดี


“ถ้ามันเป็นงานที่ดีเธอก็ทำไปเถอะ บางทีมันอาจจะดีกว่าก็ได้ถ้าเธอไม่ต้องมาเจอกับเรื่องที่ฉันเจออยู่ในตอนนี้...” แร๊บบิทตอบเสียงเศร้าพลางถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
อย่างเหนื่อยล้า


“... แร็บบิท นายเพิ่งเสียใครไปใช่ไหม...”


คำพูดน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แทงใจดำของชายแก่ผู้นี้อย่างชัดเจนเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าตรงท้องทำเอาเขาพูดอะไรไม่ออกอยู่หลายวินาที
จริงอยู่แม้เรื่องนั้นจะผ่านมาได้หกเดือนแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังคงฝังรากเกาะกินใจเขาอยู่เนื่องๆทุกคืนและทุกวันไม่เคยหายไปไหน


“ใช่... หกเดือนที่แล้วฉันเสียคนไปสามคน ทั้งมาร์โก้ มิกกี้และรี้ด ฉันยังจำเรื่องราวของพวกเขาได้ดี พวกเขาคือทหารชั้นยอด... เป็นพ่อคน เป็นพี่น้องที่ดี
เป็นเพื่อนและครอบครัวของเรา... ฉันแทบอยากจะร้องไห้ตอนที่ต้องไปบอกครอบครัวพวกเขาและเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าของพวกเขาเอง...”


“ยังคิดมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ... ” ซาร่าห์พูดขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะนิดๆ


“ใช่... ไม่รู้ฉันเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน เมื่อก่อนฉันก็เป็นแค่คนเดนตายคนนึงสนุกกับการใช้ชีวิตแบบไม่คิดอะไรไปวันๆ จนวันที่พี่ฉันตายไปนั่นล่ะมั้งที่ทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้
ไป....”


“นายเองก็ไม่เคยเปลี่ยนไปสำหรับฉันหรอกนะ ถึงแม้ว่านายจะแก่ขึ้นแค่ไหน นายก็ยังเป็น ‘กระต่ายน้อย’ ของฉันเสมอนะแร๊บบิท”


แร๊บบิทถึงกับหลุดขำออกมานิดๆในมุขแหย่ของซาร่าห์น่าแปลกที่ความทุกข์ทั้งหลายที่กัดกินจิดใจอยู่เมื่อครู่นี้มันกำลังค่อยๆหายไปชั่วคราวแต่มันก็ช่วยได้จริงๆ
บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการก็เป็นได้ การที่มีใครสักคนที่เขาไว้ใจและสามารถพูดระบายความทุกข์ได้อย่างไร้กังวล


แร๊บบิทยิ้มแป้นก่อนตอบกลับ “เธอเองก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะซาร่าห์ เธอยังคงเป็นหญิงเจ้าเสน่ห์ที่ทำให้ฉันหัวเราะได้เหมือนเดิมนะซาร่าห์”


“ดีใจที่เป็นอย่างนั้นนะแร๊บบิท ไว้ว่างๆเราค่อยไปหาอะไรกินด้วยกันดีไหม จะได้ลำลึกความหลังของเราไง”


“เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่จะว่าไปทุกอย่างมันก็ผ่านมานานมากแล้วสินะเมื่อก่อนเรายังเป็นแค่คนหนุ่มคนสาวที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วมาดูตอนนี้สิพวกเรากลายเป็นแค่
คุณลุงคุณป้ากันหมดแล้ว วันหนึ่งพวกเราคงทำได้เพียงแค่ฝากทุกอย่างเอาไว้กับคนรุ่นหลังต่อไปอีก ฉันหวังให้ฉันได้มีวันแบบนั้นบ้างก็คงจะดีนะ...” ชายแก่พูดอย่างเลื่อนลอย
พลางมองดูกรอบรูปที่วางอยู่ข้างโต๊ะด้วยสายตาอ้างว้างอย่างน่าประหลาด


“ฉันเองก็หวังแบบนั้นเหมือนกันนะ... เอาล่ะถ้าไม่ว่าอะไรขอตัวก่อนนะได้เวลาเปลี่ยนกะทำงานแล้วสิ...”


“อืม... โชคดีแล้วเจอกันนะซาร่าห์...” ปลายสายตัดไปหลังจากนั้นแร๊บบิทวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะตามเดิมก่อนส่งสายตามองไปบนฝ้าเพดานอีกเป็นนาที


ผ่านมานานแล้วงั้นเหรอ... นั่นสิเราเองก็จะมัวมานั่งเศร้าแบบนี้ไม่ได้แล้ว...


แร๊บบิทยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ ว่าแล้วก็รีบตรงเข้าจัดการกับกองงานเอกสารมหึมาที่กำลังวางรออยู่บนโต๊ะด้วยพลังใจที่มากเต็มเปี่ยมอีกครั้ง...



---------------------------------------------------------------------------------------------------------



“ยิงอีกชุดไม่โดนห้ามพัก!!”


เสียงตวาดลั่นของครูฝึกร่างใหญ่กำลังดังกึกก้องแข่งกับเสียงปืนที่ดังสนั่นปานฟ้าผ่าพอๆกันของอเล็กซ์กับรันฟา ที่กำลังวิ่งไปยิงไปด้วยความเร็วที่แทบจะประคองปืนนิ่งๆ
แทบไม่ได้ เสียงหายใจหอบด้วยความเหนื่อยแทบขาดใจตายของเขากับรันฟาไม่อาจส่งไปถึงครูฝึกจอมเฮี้ยบร่างยักษ์คนนี้ได้เลย


เป็นเวลากว่าหกเดือนแล้วที่ทั้งคู่ถูกส่งให้มาฝึกกับหน่วยฮาวด์ตามคำสั่งของฮอว์คอายส์และก็อีกหนึ่งเดือนเต็มๆกว่าเขากับรันฟาจะได้รู้ชื่อจริงของเธอว่า ‘มิชเชล วิลโบสกี้’
จากปากของ ‘คอนเนอร์ ดับเบิ้ลยู ฮันเตอร์’ ครูฝึกสุดโหดที่กำลังฝึกทั้งคู่อยู่ในเวลานี้ อเล็กซ์ต้องทนกับบททดสอบสุดโหดที่จริงควรจะเรียกว่าการทรมานอย่างทารุณ
ก็คงไม่ผิดนัก วันแรกที่ทั้งสองคนเจอกับคอนเนอร์พวกเขาก็ต้องหมดแรงล้มพับกันไปตามระเบียบกับการวิ่งหนีสวีปเปอร์ตัวเป็นๆมือเปล่าในห้องที่มีขนาดเพียงครึ่งสนาม
บาสเก็ตบอลเท่านั้น บอกได้เลยว่าถึงจะรอดมาได้แบบหวุดหวิดแต่พวกเขาก็ต้องเจอกับการทดสอบที่โหดหินไม่แพ้กันหลังจากนั้นมาตลอดหกเดือนเต็ม


จะว่าซาดิสม์นิยมหรือว่าชอบความรุนแรงยังไงก็ช่าง การฝึกที่ผ่านมาตลอดหลายเดือนทำเอาพวกเขาเฉียดตายมาหลายต่อหลายครั้ง อเล็กซ์เริ่มรู้สึกว่าการฝึกที่ตัวเองคิดว่า
โหดในสมัยอยู่ในหน่วยนาวิกโยธินมันกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆไปเลยเมื่อเทียบกับการฝึกของที่นี่ ทั้งโหด หิน และยากลำบากเสียงตายเอามากๆ จนเขาและรันฟาเริ่มรู้สึกว่าตัวเอง
คิดถูกรึเปล่าที่ตัดสินใจเข้ามาร่วมหน่วยแบบนี้


ปัง! ปัง! ปัง!


เป้าซ้อมเคลื่อนที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงเมื่อกระสุนที่ยิงออกจากปากกระบอกปืนของผู้ฝึกทั้งสองรายเจาะเข้าเป้าอย่างจัง เสียงนกหวีดดังขึ้นตามหลังจากนั้นเป็นสัญญาณ
ให้หยุดพักของคอนเนอร์ ทั้งอเล็กซ์และรันฟาล้มทรุดลงกับพื้นนอนอ้าปากพะงาบๆเหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้ทันทีที่ได้ยินเสียงสวรรค์ของนกหวีด


“ดีมาก! เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อนไปพักได้พรุ่งนี้มาเจอกันใหม่!” เสียงครูฝึกคอนเนอร์พูดอย่างพึงพอใจดังขึ้นแต่จะพูดไปตอนนี้อเล็กซ์กับรันฟาก็ไม่ได้ยินอยู่ดี
เพราะตอนนี้พวกเขาเหนื่อยกันมากจนไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นระรัวอย่างไม่หยุดหย่อน


หลังครูฝึกจอมเฮี้ยบเดินออกจากห้องฝึกไปแล้วอเล็กซ์ยังคงนอนหายใจหอบอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหนอีกหลายนาที ก็จริงอยู่ที่ตอนนี้เขากับรันฟาเริ่มจะชินกับการฝึก
อะไรแบบนี้แล้วแต่ทำให้ตายยังไงก็ไม่พ้นหมดสภาพทุกครั้งหลังการฝึกอย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้จะฝึกโหดไปถึงไหนกัน


“เอ้า! จะมัวสำออยอยู่อย่างนั้นไปถึงเมื่อไหร่ สเป็กเตอร์อย่างเราไม่ต้องการคนแบบนี้หรอกนะ...” เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงที่ฟังดูห้าวอย่างน่าประหลาดดังขึ้น
พร้อมกับรองเท้าคอมแบทเตะกระแทกเข้าใส่ที่สีข้างของชายหนุ่มดังแอ๊ก


ร่างสูงของหญิงในชุดเสื้อกล้ามสีดำมาพร้อมกับกาแฟจำนวนสองกระป๋องในมือกำลังยื่นมาทางอเล็กซ์และรันฟา ชายหนุ่มจำเธอคนนี้ได้ดีเธอคือหญิงชุดดำ
เจ้าของกงเล็บเหล็กที่เขาหวาดหวั่นที่สุดคนหนึ่ง อเล็กซ์มารู้ภายหลังว่าคนในหน่วยทุกคนเรียกชื่อเธอว่า ‘คลอว์’ เป็นหนึ่งในสมาชิกสเป็กเตอร์ทีมบราโว่หน่วยลอบสังหาร
และนอกจากชื่อที่มีความหมายว่ากงเล็บแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอคนนี้เลย ไม่มีทั้งนามสกุล ประวัติภูมิหลังหรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆยิบย่อยที่น่าจะมีความสำคัญ
เลยแม้แต่นิดเดียว


ชายหนุ่มรับกาแฟที่อีกฝ่ายเสนอมาให้อย่างว่องไวในตอนนี้เขารู้สึกกระหายน้ำอย่างมากเรียกได้เลยว่าดื่มได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นน้ำร้อนหรือเย็นแค่ไหนก็ไม่เกี่ยง
ขอแค่ได้ดื่มสักอึกก็เป็นพอ ใช้เวลาเพียงไม่นานกาแฟกระป๋องก็ถูกซดจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว


“คุณพี่คลอว์ มาทำอะไรที่นี่กันคะเนี่ย...” รันฟาถามเสียงหอบขณะที่กำลังค่อยๆจิบกาแฟกระป๋องอย่างช้าๆ


“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่มาออกกำลังเฉยๆพอดีเห็นพวกนายฝึกอยู่ก็เลยเอากาแฟมาให้เท่านั้นล่ะ อ้อ! เกือบลืมค่ากาแฟทั้งหมดยี่สิบเหรียญห้าสิบเซนต์นะ”


พรวด!!


พริบตาเดียวอเล็กซ์ก็พ่นสำลักกาแฟออกมาแทบจะในทันที ที่แรกคิดว่าอีกฝ่ายจะมีน้ำใจเอากาแฟมาให้แต่ที่ไหนได้กลับเอามาขายแบบมัดมือชกซะอีก
แถมรสชาติกาแฟก็งั้นๆแต่กลับขายกระป๋องตั้งสิบเหรียญ นอกจากจะงกแล้วยังขูดเลือดขูดเนื้อกันเห็นๆเลยอีแบบนี้


ตามจริงแล้วอเล็กซ์อยากจะท้วงเรื่องแบบนี้แทบตาย แต่พระเจ้า! เขาไม่กล้าทำแบบนั่นกับอีสาวเล็บเหล็กร่างล่ำที่เอาเขาถึงตายแน่หากคิดเถียง
อเล็กซ์จำใจไม่มีทางเลือกเลยต้องยอมจ่ายค่ากาแฟตามที่อีกฝ่ายเรียกมา คนอะไรเคี่ยวซะเหลือเกิน...


หลังซดกาแฟกระป๋องรสชาติห่วยๆราคากระเป๋าฉีกจนหมดเรียบร้อยแล้วอเล็กซ์กับรันฟาก็ออกจากห้องฝึกเพื่อแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว ในตอนนี้ใครจะคิดยังไงก็ช่าง
แต่เขาอยากอาบน้ำเต็มทีแล้วกลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นเขม่าควันฝุ่นและอีกสารพัดอย่างเกาะตามตัวจนแทบไม่เหลือที่ว่างเป็นผลมาจากการโหมฝึกตลอดวันนี้ เท่าที่จำได้ตอนนี้
ก็เวลาเกือบสี่โมง ตอนเริ่มฝึกก็น่าจะเป็นช่วงสิบโมงเช้าไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปเร็วหรือว่าเขาเริ่มชินกับการฝึกแบบลุยนรกนั่นมาตลอดหกเดือนแล้วกันแน่นะ จะยังไงก็แล้ว
แต่หกเดือนที่ผ่านมาในการฝึกมันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ลุยงานภาคสนามของจริง’ ซึ่งอเล็กซ์ก็กำลังรอเวลานั้นอยู่


หกเดือนที่ผ่านมาหน่วยสเป๊กเตอร์ได้ออกไล่ล่าตามสืบเรื่องราวของกลุ่ม ดิ เซอร์เพนท์ กันอย่างหนักออกไล่ล่าและตามทลายแหล่งต่างๆของพวกมันจนราบคาบ
แม้ในตอนแรกอเล็กซ์ออกจะไม่เห็นด้วยเรื่องที่เขาไม่ได้ออกไปลุยเพื่อลากตัวไอ้พวกนรกที่เป็นต้นเหตุของความสูญเสียทั้งหลายที่เกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อน
แต่พอมาย้อนนึกดูทีหลังแล้วสิ่งที่ฮอว์คอายส์พูดเอาไว้มันก็ถูกจริงๆนั่นล่ะ พวกเขายังไม่พร้อมที่จะออกไปล่าพวกนั้นในเวลานี้ แม้แต่หน่วยงานลับสุดยอดฝีมือระดับพระกาฬ
ที่สั่งสมประสบการณ์มาหลายปีจนเพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง ยังกลับมาในสภาพที่สะบักสะบอมในบางครั้ง แล้วกับเด็กใหม่ร้อนวิชาที่ฝึกมาเพียงแค่หกเดือนอย่างเขา
จะไปทำอะไรได้ ในหน่วยเก่าเองวันๆก็ไม่มีอะไรทำนอกจากซ่อมเครื่องไม้เครื่องมือหายใจรดทิ้งไปวันนึง นี่คือการต่อสู้ที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตมันคงเป็นการดีกว่า
ถ้าหากว่าจะไปตอนที่ทุกอย่างเพียบพร้อมแล้ว


ตราบเท่าที่โลกนี้ยังไม่ล่มสลาย โอกาสที่จะได้ล่าพวกมันก็ยังมีอยู่เพราะงั้นใจเย็นไว้อเล็กซ์...


ชายหนุ่มคิดอย่างใจเย็นก่อนจะตรงไปที่ห้องอาบน้ำ อย่างน้อยในเวลานี้ถึงจะยังไม่มีงานเข้ามาแบบเป็นชิ้นเป็นอันก็ขอใช้เวลาผ่อนคลายเสียหน่อยก็แล้วกันนะ...


หลังอาบน้ำเสร็จอเล็กซ์ก็รีบเดินกลับมาที่ห้อง อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ห้องส่วนตัวเสียทีเดียว ในห้องนี้เขายังต้องแบ่งใช้กับสมาชิกหน่วยอีกสองคน
คนแรกก็อย่างที่เดาได้ สิงห์ปืนไวเจ้าของสถิติยิงไวที่สุดในหน่วยสเป็คเตอร์ สไนป์ ‘ออสเปรย์’ แม็คกิฟเวนส์หกเดือนที่ผ่านมาอเล็กซ์เคยดวลปืนกับเขามาแล้วหลายครั้ง
แต่ก็ไม่เคยชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรอีกฝ่ายยิงได้ไวและแม่นยิ่งกว่าเขาหลายเท่านักหากจะให้เทียบล่ะก็ คงมีแต่แสงล่ะที่ไวยิ่งกว่าหมอนี่


หากจะกล่าวถึงอีกคนก็คงเป็นคนที่อเล็กซ์ไม่อยากจะพูดถึงมากนักที่จริงแล้วน่าจะพูดว่าลืมไปได้เสียก็คงดี สาเหตุก็คงเป็นเพราะ...


“อ-า เล็ก!! มาแย้วเหยอ!!” มีเสียงสูงๆที่ฟังดูหลุดโลกแบบคุ้นเคยดังขึ้นทันทีที่อเล็กซ์กลับมาถึงห้อง โดยที่เจ้าตัวอยากจะกุมขมับและเตะเข้าที่สีข้างของอีกฝ่าย
เข้าสักเปรี้ยง


“เออ... กลับมาแล้วไอ้เพี้ยน เลิกมาเกาะที่ขาเป็นปลิงแบบนี้ได้แล้ว ‘วิง’”


อเล็กซ์พูดอย่างรำคาญขณะที่พยายามแกะมือที่เหนียวอย่างกับมือตุ๊กแกของ ‘วิง’ ชายหนุ่มหน้าใสท่าทางซื่อ (และบื้อ) ผมสีทรายสวมอุปกรณ์แปลกๆเกาะติดหลัง
อยู่ตลอดเวลาเหมือนมีความสำคัญบางอย่างอเล็กซ์จำได้ดีว่ามันคืออุปกรณ์สำหรับกางปีกเพื่อช่วยในการบินเหมือนกับในการ์ตูนที่เคยเห็นสมัยเด็กไม่มีผิด วิงคือกำลังเสริม
ทางอากาศในรูปแบบบุคคลเพียงคนเดียวในกลุ่มอเล็กซ์เคยเห็นเจ้าหนุ่มนี่บินโฉบไปมาได้อย่างคล่องแคล่วราวกับนกอินทรีที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมคมกระสุนที่ยิงสาด
ลงมาใส่ข้าศึกจนสิ้นชีวีในอึดใจเดียว


ซึ่งคนที่อเล็กซ์กล่าวชื่นชมในใจนั้นกำลังกอดขาอเล็กซ์อย่างแนบแน่นเหมือนกับไม่ได้เจอกันมาเป็นแรมปีเสียอย่างนั้น และก็เหมือนกับคลอว์คือเจ้าหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีนามสกุล
เช่นเดียวกัน เป็นเพราะอะไรก็ไม่อาจทราบได้ เหมือนสมาชิกในหน่วยนี้จะมีแต่พวกผ่าเหล่าไม่งั้นก็พวกแปลกๆที่ไม่มีแม้กระทั่งนามสกุลให้ได้รับรู้ จะยังก็ก็เถอะรู้สึกเหมือน
เป็นคนเดียวที่ผิดแปลกกว่าชาวบ้านเขายังไงก็ไม่รู้...


ในเมื่อพูดดีๆไม่รู้เรื่องอเล็กซ์เลยจัดการหวดส้นเท้าให้อีกฝ่ายตามที่ต้องการไปหนึ่งเปรี้ยงจนอีกฝ่ายยอมปล่อยแต่โดยดีไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันอเล็กซ์รู้สึกว่า
ร่างของเจ้าหนุ่มท่าทางผอมบางรูปร่างไม่ได้ใหญ่ไปกว่าเขามากนักจะตัวหนักมากกว่าที่เห็นเยอะ เป็นคนธรรมดาโดนอเล็กซ์ถีบแบบนั้นเป็นได้กระเด็นตัวลอยติดฝาไปแล้ว
สงสัยจังว่าไปกินอะไรมากันแน่


“ใจร้ายอ๊ะ!! ตัวเองทำกับเค้าอย่างนี้ได้ยังไง เค้าอุตส่าห์รั-”


“ขืนพูดเล่นอีกคำเดียวฉันยิงเจาะกบาลแกด้วยลูกซองแน่วิง จะเล่นก็ให้มันน้อยๆหน่อยคนยิ่งเหนื่อยมานะ!” อเล็กซ์ล้วงเอาปืนลูกซองสั้นที่เหน็บเอาไว้ข้างเอว
จ่อประชิดหน้าอีกฝ่ายให้หยุดพูด เพียงเท่านั้นเจ้าหนุ่มหน้าใส่สุดไฮเปอร์ก็ออกอาการเงียบสนิทก่อนจะเผ่นย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ตรงมุมข้างๆอย่างไวพร้อมทั้งตัวสั่นงกๆ
มองอเล็กซ์ตาปริบๆอยู่อย่างนั้น


ให้ตาย...


เมื่อหมดตัวกวนอเล็กซ์ก็หันไปสนใจกับการทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียง อีกตั้งชั่วโมงกว่าห้องครัวจะเปิดให้ไปหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นได้ คงต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาไปพลางๆ
ก่อน คิดแล้วอเล็กซ์ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีไฟล์ขอมูลอีกจำนวนหนึ่งที่เคยยื่นเรื่องขอฮอว์คอายส์ไปเมื่อคราวก่อนเพิ่งส่งมาถึงเมื่อวาน คงพอจะเอามาอ่านฆ่าเวลาได้สักพักก่อนถึง
เวลาอาหารเย็น


อเล็กซ์เปิดไฟล์ข้อมูลผ่านแทบเล็ตขนาดเล็กที่ได้รับมาเมื่อเดือนก่อนสักพักไฟล์ข้อมูลที่ต้องการก็ถูกเปิดออกและแสดงออกมาเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติ
ไฟล์พวกนั้นเป็นรายชื่อของบุคคลจำนวนสามคนบุคคลที่อเล็กซ์จำเป็นต้องรู้จักเอาไว้


เพราะมันคือรายชื่อของผู้ก่อตั้ง North อีกสามคนที่ยังเหลืออยู่...


ชายหนุ่มเปิดดูข้อมูลของคนที่อยู่ใกล้ที่สุดและภาพของชายแก่หัวล้านในชุดนักวิจัยสีขาวก็เด้งขึ้นมาเป็นภาพจำลองสามมิติ เผยให้เห็นข้อมูลและประวัติของบุคคลผู้นี้
อย่างชัดเจน อเล็กซ์อ่านชื่อส่งเสียงลอดผ่านลำคอเบาๆ


“โรเบิร์ต เคเซอร์ ที่สาม A.K.A. ‘ด๊อกเตอร์ R’...”



--------------------------------------------------------------------------------------------------------




ภายในห้องเล็กๆของผู้บัญชาการหน่วยลับขณะที่เวลานี้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่มีใครทราบได้ แต่เหมือนเวลาในห้องนี้ถูกหยุดเอาไว้เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ความเงียบเหงาคือเพื่อเพียงอย่างเดียว ขณะที่เธอกำลังทอดสายตามองผ่านรูปถ่ายเพียงรูปเดียวที่ถูกใส่กรอบวางเอาไว้ ภาพของกลุ่มหนุ่มสาวที่กำลังยืนยิ้มอย่างเป็นกันเอง
มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ทำให้ภาพที่ดูเคร่งเครียดเช่นนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดมากที่สุด ภาพชายหนุ่มผมดำกำลังยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมทั้งลูบหัวหญิงสาว
ในเสื้อกั๊กสีดำแขนกุดที่มีท่าทีต่อต้านเล็กน้อยกับการกระทำของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด



รูปภาพ



มิชเชลมองดูจุดนั้นของภาพซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกำลังย้ำคิดถึงบางสิ่งที่มีความสำคัญมาก สำคัญเสียจนทำให้เธอยิ้มออกมาได้ทุกครั้งที่ได้ดู


แอ๊ด!


เสียงประตูห้องเปิดออกอย่างช้าๆปลุกให้ผู้บัญชาการหญิงต้องหยุดคิดถึงสิ่งที่เป็นอยู่ชั่วคราว ร่างบางของหญิงในชุดเสื้อคอกลมสีส้มสวมทับด้วยแจ๊คเก็ตผ้ายีนแขนกุดสีฟ้า
เก่าๆสภาพเลอะน้ำมันเครื่องมาหมาดๆ ผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าเอาไว้อย่างลวกๆ ใบหน้าที่เลอะน้ำมันเครื่องตรงแก้มดูมีอายุเล็กน้อยบ่งบอกว่าน่าจะอ่อนกว่ามิชเชล
ไม่มากอาจจะสักสองสามปีเป็นอย่างน้อย ตรงคอก็ห้อยแว่นตาเชื่อมเหล็กสภาพเลอะเขม่าควันจากการเชื่อมติดมาด้วยอีกหย่อมมาพร้อมถุงมือช่างคู่ใหญ่ที่สวมอยู่และถือประแจ
ติดมาด้วย บ่งบอกว่าผู้หญิงคนนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานช่างแถมท่าทางจะเป็นงานใหญ่เสียด้วย


“ผู้บัญชาการคะฉันเอารายงานเรื่องโปรเจค ‘Ravager MK 62’ มาส่งค่ะ” นายช่างหญิงพูดรายงานพลางยื่นเอกสารรายงานที่มีรอยเลอะเขม่าและคราบน้ำมันเครื่องอีกเล็กน้อย
ให้มิชเชล


“ขอบใจมากนุส แล้วฉันจะอ่านอีกทีก็แล้วกัน ว่าแต่หายากนะที่นายช่างใหญ่ของเราจะโผล่ออกมานอกห้องแบบนี้ได้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” มิชเชลถามพลางวางกรอบรูป
ลงบนโต๊ะ นุสเก็บประแจเข้ากระเป๋าเครื่องมือตรงเอวก่อนจะพูด


“ก็นิดหน่อยค่ะ พอดีกำลังจะออกไปอาบน้ำแล้วก็หาอะไรกินซะหน่อย ฉันคิดว่าอยากจะขอลาพักสักอาทิตย์ด้วยค่ะ”


“ตามสบายเลยนะ เธออยู่ในห้องทำงานมาเป็นเดือนๆก็ควรพักบ้าง แล้วก็... ขอบใจสำหรับเครื่องแกะรอยที่เธอสร้างนะนุสมันช่วยได้เยอะเลย...”


มิชเชลตอบขณะที่สายตายังคงชำเลืองมองไปทางรูปหมู่ที่วางอยู่บนโต๊ะแม้จะดูไม่มีอะไรมากแต่แววตาที่เรียบนิ่งนั่นกลับซ่อนความเศร้าและความทุกข์ใจบางอย่างเอาไว้
และนายช่างหญิงอย่างนุสก็สายตาไวพอที่จะมองท่าทีของผู้บัญชาการออกว่ามันหมายถึงอะไร


“มิชเชล... เธอยังคิดถึง ‘เรื่องนั้น’ อยู่อีกใช่ไหม เธอไม่ผิดหรอกนะเรื่องนั้น เราทุกคนก็เจอเรื่องแย่ๆมาด้วยกันทั้งนั้นล่ะ...”


“...มันเป็นความผิดฉันนุส... ถ้าตอนนั้นฉันไม่เผลอเรอ เขาก็คงไม่ต้องมาตาย พี่เธอก็คง...”


“เลิกโทษตัวเองซะทีเถอะ เราทุกคนต่างก็สูญเสียกันมามาก ไม่มีใครที่จะอยู่ตลอดรอดฝั่งในโลกแบบนี้ บางทีทางดีที่สุดสำหรับเราคือการเดินไปข้างหน้านะมิชเชล
ทุกคนในที่นี้หวังพึ่งเธอเพราะเชื่อในตัวเธอ ฉันเองก็เชื่อแบบนั้นเพราะงั้นเลิกโทษตัวเองซะ...” สิ้นคำพูดนายช่างหญิงก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้มิชเชลอยู่กับความเงียบ
เช่นเดิม ไม่ว่าจะพยายามยังไงเธอก็ไม่สามารถสลัดความคิดถึง ‘เรื่องนั้น’ ออกไปจากหัวได้เลย มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอมานานถึงสิบปีเต็มภาพของคนๆเดียว
ที่เธอไม่สามารถลืมได้แม้ว่าอยากจะลืมมากแค่ไหนก็ตาม


“ริโก้....”



--------------------------------------------------------------------------------------------------------



4 ตุลาคม ปี 2013


รถคาดิลแลคสีดำสนิทตัวถังภายนอกสภาพมันวาวใสเหมือนกระจกกำลังแล่นผ่านถนนภายในมหานครชิคาโก้ โดยที่ภายในนั้นมีผู้โดยสารมาด้วยเพียงสามคน
สองคนแรกเป็นชายในชุดทหารที่ไม่ใช่แบบทางการเท่าไหร่นักดูแล้วน่าจะออกไปทางกลุ่มทหารนอกราชการหรือไม่ก็พวกทหารรับจ้างเสียงมากกว่า ขณะที่เบาะหลัง
กลับมีหญิงสาวผมสีน้ำตาลแก่กำลังนั่งมองออกไปยังนอกกระจกด้วยท่าทางสนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ มิชเชล ลอนนาเวย์ รู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดในรอบหลายปีนี่เป็นครั้งแรก
ที่เธอได้มาอเมริกา และเธอเองก็ได้มาที่นี่เพื่อหน้าที่การงาน และที่สำคัญเธอต้องมาอยู่ที่นี่ในฐานะ ‘ผู้ลี้ภัย’


สำหรับหญิงสาวอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปีอย่างเธอก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับคนภายนอกเรื่องการได้รับสถานะของผู้ลี้ภัยมายังอเมริกา แต่นั่นคงไม่แปลกอะไรนัก
หากมันเป็นสิ่งที่เป็นผลมาจากเส้นทางชีวิตในอาชีพทหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หญิงสาวที่สอบเขาหน่วยรบพิเศษของออสเตเรียได้ตั้งแต่อายุสิบเก้าอย่างเธอ และการที่ต้องย้าย
เข้ามาในหน่วยนี้อีกทีหลังมีเรื่องภายในกับทางการที่เธอไม่อยากจะพูดถึงมันมากนัก สำหรับเธอแล้ววงการทหารไม่ว่าอยู่ที่ไหนมันก็เหมือนกันทั้งนั้น...


รถหรูสีดำที่ถูกส่งมาเพื่อรับตัวเธอไปส่งในที่เป้าหมายกำลังลดความเร็วลงเรื่อยๆขณะที่กำลังตรงเข้าไปภายในโรงจอดรถที่ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรพิเศษไปกว่า
โรงจอดรธรรมดาที่อยู่ภายในย่านการค้าของที่นี่มากนัก เธอมองไปรอบตัวด้วยความสับสนและงุนงงขณะที่ขยับกรอบแว่นที่สวมอยู่ให้เข้าที่เข้าทาง ก็ไม่รู้หรอกนะว่า
มาที่นี่ทำไมแต่ว่ามันชักจะมีอะไรแปลกๆซะแล้วสิ...


“เอาล่ะลงมาแม่สาวน้อยถึงที่แล้ว...” ทหารที่นั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับพูดขณะที่เปิดประตูคว้าปืนไรเฟิลคู่กายเตรียมลงจากรถ


“ถึงที่? แน่ใจเหรอคะ ที่นี่มันแค่โรงจอดรถเองนะคะ” หญิงสาวแย้งขณะมองไปรอบๆอย่างสงสัย


“เฮ้อ... พวกเด็กใหม่...”


คนขับรถบ่นเหมือนจะเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของหญิงสาวพอสมควรเป็นไปได้ว่าก่อนที่เธอจะเข้ามาพวกเขาคงส่งคนมาแล้วหลายคน
มิชเชลทำได้แค่ลงจากรถพร้อมทั้งคว้าสัมภาระส่วนตัวลงมาด้วย จะบอกว่าตอนนี้เธอยังมองข้ามอะไรบางอย่างไปอย่างนั้นหรือ?


ครืน...


ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะถึงพื้น อยู่ๆรอบตัวของหญิงสาวก็บังเกิดแรงสั่นสะเทือนมาพร้อมกับ กำแพงทึบที่อยู่ตรงหน้ากำลังเปิดอ้าออกราวกับประตูบานใหญ่
มากพอจะให้รถถังเบาสักคันผ่านเข้าไปได้ มิชเชลไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนแม้แต่ในช่วงที่ทำงานอยู่ในหน่วย S.A.S.R. ไม่รู้ว่าเธอต้องเจอกับอะไรที่อยู่ข้างหน้า
บ้างหลังจากนี้แต่เท่าที่รู้คือ มันต้องไม่ใช่เรื่องพื้นๆที่เธอกำลังคิดอยู่ อย่างหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่ก็หน่วยข่าวกรองแบบที่เห็นกันในหนังหลายเรื่อง


เมื่อประตูถูกเปิดออกกว้างทหารสองนายที่มาด้วยกันก็เดินนำหน้าเข้าไปก่อน มิชเชลยืนอึ้งอยู่นานพอดูก่อนจะหอบสัมภาระเดินตามไปติดๆด้วยความสงสัยและระแวง
ในเวลาเดียวกัน เหมือนทางนี้จะเป็นอุโมงค์ที่ถูกขุดและอำพรางซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่เพื่ออะไรกันมีอะไรถึงกับต้องซ่อนเอาไว้ในที่ลึกลับซะแบบนี้กันแน่ และความสงสัย
ก็ดูจะได้รับการเติมเต็มค่อนข้างไวทันใจพอสมควรเมื่อคราวนี้มีประตูอีกบานหนึ่งรอเธออยู่ทำไมไม่แปลกใจเลยนะ-


พบผู้บุกรุก! พบผู้บุกรุก!


คราวนี้ยังไม่ทันได้ตั้งสติก็มีเหตุให้ต้องสะดุ้งฉับพลันจนได้ หญิงสาวรีบขยับตัวเตรียมจะชักปืนออกมาแต่แล้วก็พบว่าตอนนี้เธอกำลังโดนปืนรักษาการณ์จำนวน
หลายสิบกระบอกจ่อเข้าให้ อย่าว่าแต่มือจะแตะถึงไกปืนเลย แค่ขยับเบาๆเท่านั้นร่างเธอคงจะพรุนไปด้วยรูกระสุนขนาด 7.62X51 ของปืน M240 ที่กำลังจ่อเธออยู่
นับสิบกระบอกพวกนี้แน่


มิชเชลไม่มีทางเลือกเลยต้องอยู่เฉยๆและยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว เธอรอจนกระทั่งทหารสองนายป้อนรหัสผ่านและยืนยันตัวเธอเสร็จเรียบร้อย
ปืนรักษาการณ์ทั้งหมดก็พากันถอนออกไปประจำที่ของมันตามเดิม แค่เริ่มมาก็มีเรื่องแล้ว เยี่ยมเลยมิชเชลเธอต้องชอบที่นี่แน่...


ประตูบานที่สองถูกเปิดออกกว้างราวกับเป็นการต้อนรับเธอเข้าสู่ถ้ำสิงโต หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะต้องมองไปข้างหน้าตาค้างด้วยความตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น
กองบัญชาการ... ถ้าจะเรียกให้ถูกมันน่าจะเป็นฐานทัพของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมากกว่า ทั้งกองกำลังทหาร รถหุ้มเกราะติดอาวุธ เฮลิคอปเตอร์ ยันเครื่องบินเจ็ท
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มากพอจะก่อสงครามโลกครั้งที่สามได้เลยเสียด้วยซ้ำ มิชเชลชักนึกไม่ออกว่าเธอกำลังพาตัวเองมาเจอกับเรื่องอะไรกันแน่


“ทางนี้เด็กใหม่...” ทหารที่เดินนำหน้าเธอไป เรียกหญิงสาวให้ตามมาหลังจากที่เธอมัวยืนนิ่งอยู่นานพักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มีอะไรมาก
ทหารนายนี้ก็คงมีอาการแบบเดียวกับเธอมาก่อนเมื่อนานมาแล้ววันที่เขาได้มาเห็นอะไรแบบนี้ครั้งแรก มิชเชลมองดูภาพที่เห็นนั่นเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนเดินตามต้อยๆไปเหมือนลูกสุนัขที่เดินตามเจ้าของไม่มีผิด เมื่อเดินผ่านโรงเก็บอาวุธไปได้ก็มาถึงส่วนที่น่าจะเป็นส่วนบริหารบุคลากรหรือไม่ก็ส่วนที่พักซะมากกว่า
ทางเดินที่ทอดยาวไปเรื่อยราวกับจะไม่สิ้นสุดและประตูห้องที่ไม่มีอะไรโดดเด่นมองไม่ออกว่าข้างในห้องจะมีอะไรอยู่บ้าง ไม่มีป้ายชื่อห้อง ไม่มีของประดับหน้าห้อง
ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง


แถมทุกคนในที่นี้เท่าที่เธอสังเกตเห็นเดินผ่านไปมาบ้างเดินสวนกันระหว่างทางบ้าง ทุกคนดูนิ่งมีลับลมคมนัยแบบแปลกๆ แต่พวกเขาก็ดูมีวินัย
ทุกคนมีรอยแผลเป็นและที่เหมือนกันคือทุกคนมีแววตาที่เธอรู้จักมันเป็นอย่างดี มันมักโผล่มาให้เห็นในหน่วยทหารอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กับทหารที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน พวกครูฝึกในหน่วยเก่าของเธอเรียกแววตานี้ว่าแววตาของ ‘หมาบ้าจากนรก’ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความโหดเหี้ยมที่เคยเผชิญมา
จนทหารนายนั้นๆต้องผจญกับสิ่งที่กระทบจิตใจจนเรียกได้ว่าคนๆนั้นได้ตายไปแล้ว


เพียงแค่ยังมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับผี...


“เขาไปข้างในซะ ห้องนี้ล่ะ” ทหารนำทางทั้งสองคนชี้ไปที่ห้องที่เพิ่งเดินมาถึงมันก็ไม่ได้ต่างจากห้องที่ผ่านมานัก มิชเชลจับที่ลูกบิดเตรียมจะเปิดเข้าไป
“โชคดีนะเด็กใหม่...”


นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้น สิ่งแรกที่เห็นหลังเข้ามาในห้องคือห้องกว้างๆโล่งพื้นที่ขนาดไม่เกินไปกว่าห้องเก็บของเล็กๆในบ้านห้องหนึ่ง
มีเฟอร์นิเจอร์เพียงโต๊ะกับเก้าอี้อีกสองตัวและที่สำคัญหนึ่งในเก้าอี้สองตัวนั้นมีคนกำลังนั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว...


“เชิญนั่งครับ...” ชายหนุ่มที่ท่าทางอายุไม่ต่างกับเธอมากนักบอกให้เธอนั่งลงอย่างสุภาพ มิชเชลนั่งลงตามที่ว่า


หญิงสาวมองดูชายที่เธอเจอเพียงคนเดียวในห้องนี้อย่างละเอียด ดูจากภายนอกโดยรวมเป็นชายหนุ่มอายุไม่ห่ากับเธอเท่าไหร่อาจจะห่างกันสักห้าปีได้
ใบหน้าดูหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนเคยตากแดดมาเป็นเวลานาน แม้ที่หน้าจะไม่มีรอยแผลเป็นหากแต่ว่าที่แขนและมือของเขาทั้งสองข้างมีร่องรอยของบาดแผลมากมาย
ปรากฏ มือหยาบกร้านเหมือนผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก รอยแผลเป็นตามแขนอีกหลายจุดทั้งรอยเชือดจากมีด รอยไหม้รูปวงกลมที่เกิดจากรอยกระสุนปืน ถ้าชายคนนี้
สวมเสื้อแขนยาวเธอคงมองไม่ออกว่าเขาเป็นทหารมาก่อน แต่ที่เธอแปลกใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นท่าทางและแววตาของเขา


ทั้งที่สภาพร่างกายบ่งบอกว่าเคยลุยนรกมาเยอะ แต่กลับไม่แสดงแววตาหรือสีหน้าของทหารผ่านศึกเหมือนนายอื่นๆเลยแม้แต่นิดเดียว เขาดูแตกต่างจากทุกคนแถม...
ยังหล่อไม่เบาด้วยแฮะ



“มีอะไรเหรอครับ... หน้าผมมีอะไรติดรึเปล่าหรือว่าดูแปลกไป?” ชายหนุ่มถามปลุกมิชเชลให้หลุดออกจากห้วงความคิดได้โดยพลัน มิชเชลรีบวางท่าทีใหม่
จนเกือบจะหลุดฟอร์มไปแล้วแต่น่าแปลกที่เขากลับยิ้มออกมาได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“ปะ... เปล่าค่ะ...”


“ดีครับถ้างั้น... เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า”


สิ่งที่เป็นเหมือนการสัมภาษณ์งานและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดนับตั้งแต่ตอนนั้นวันที่เธอได้รู้จักกับผู้ชายคนนี้ ชายที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล
‘ริโก้ วิลโบสกี้’ คือชื่อของเขาคนนั้น...



---------------------------------------------------------------------------------------------------------



ปัง! ปัง! ปัง!


เสียงปืนที่ยังคงดังต่อเนื่องอยู่หลายนัดและมันก็ดังอย่างนี้มาตั้งแต่เช้าที่ริโก้และมิชเชลฝึกฝนด้วยกัน การฝึกที่ทั้งคู่กำลังเริ่มนี้คือการฝึกยิงเร็วแบบฉับพลันที่มิชเชล
ก็ไม่ค่อยถนัดนัก ริโก้กำลังสนให้เธอใช้ปืนรีโวลเวอร์ซิงเกิ้ลแอ๊คชั่นในการยิงสองนัดให้เสียงออกมาเหมือนเป็นการยิงเพียงครั้งเดียวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำแบบนั้น
ได้ในเวลาสั้นๆและเธอก็ประหลาดใจมากที่ริโก้สามารถทำแบบนี้ได้เหมือนเป็นเรื่องปกติ


การเรียนกับริโก้นั้นต้องเรียนรู้ให้ไวไม่งั้นรับรองว่าตายแน่ การฝึกทุกอย่างที่ชายหนุ่มสอนให้เธอล้วนแต่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่มีในตำราการสอนที่ไหนทั้งนั้น
หากไม่เรียนรู้ให้ไวรับรองว่าแค่เจ็บตัวยังกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย


ตลอดเวลาสองเดือนที่ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกัน ทั้งฝึกด้วยกัน พูดคุยด้วยกัน คอยช่วยเหลือกันในฐานะเด็กใหม่กับรุ่นพี่ ทีแรกที่เจอกันมิชเชลคิดว่าริโก้จะเป็นคนเงียบๆ
ไม่ค่อยพูดอะไรนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ค่อยจะหัวเราะเนื่องจากสงครามโหดร้ายที่เคยผ่านมาในอดีตจะทำให้ชายหนุ่มมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่จนไม่สามารถเข้ากับใครได้อีก
แต่สิ่งที่มิชเชลเจอกลับเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับที่เธอคิดโดยสิ้นเชิง เมื่อริโก้เป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์แบบแปลกๆกว่าที่เธอคาดเอาไว้มาก เขาทำให้เธอหัวเราะได้เสมอ
แม้ว่าจะเป็นช่วงที่เลวร้ายก็ตาม (หนึ่งในนั้นคือช่วงที่ริโก้เคี่ยวฝึกเธออย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสำหรับการคัดเลือกเข้าหน่วย) มีแนวคิดและมุมมองการใช้ชีวิตที่เรียกได้ว่า
มองโลกในแง่ดีเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น จากรุ่นพี่รุ่นน้องก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท และจากเพื่อสนิทก็กำลังจะพัฒนาไปได้มากกว่านั้น
ในอีกไม่ช้า


เท่าที่มิชเชลจำได้ริโก้เคยบอกว่าเขาเคยถูกเสนอชื่อให้เข้าร่วมทีมสเป๊กเตอร์มาก่อนเมื่อปีที่แล้วแต่ทว่าเขากลับบอกปัดไปด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเห็นเรื่องสกปรกในความมืด
มาเยอะพอแล้วแถมเขายังพอใจกับงานที่มีอยู่ในตอนนี้จึงไม่มีความคิดที่จะไปทำงานอะไรแบบที่มิชเชลกำลังจะไปมากนัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรมิชเชลรู้ตัวดีว่า
หากริโก้สมัครเข้าร่วมกับทีมสเป๊กเตอร์ล่ะก็เขาคงเข้าหน่วยได้อย่างสบายโดยไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใด


กว่าสองเดือนที่ผ่านมามิชเชลต้องฝึกกับริโก้ทั้งเทคนิค กลยุทธ์ การใช้อาวุธ ทักษะการต่อสู้ และอื่นๆอีกมากมายที่ริโก้สอนให้กับมิชเชลเคี่ยวเข็ญอย่างหนักจน
แทบจะกลายเป็นเนื้อเปื่อย จนบางครั้งแทบจะกระอักเลือดปางตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด ถึงจะบอกว่าริโก้จะไม่เหมือนกับทหารผ่านศึกรายอื่นที่เคยเจอมาแต่พอมาเรื่องการฝึก
เจ้าตัวก็ดันเข้มงวด โหด หินกว่าการฝึกทั้งหลายที่เธอเคยเจอมาเธอหวังเพียงว่าความพยายามทั้งหลายที่ริโก้อุตส่าห์ลงทุนเคี่ยวเข็ญฝึกฝนเธออย่างหนักจะบรรลุผล
ที่เธอต้องการในท้ายสุด


ไม่ใช่เพื่อตัวเธอเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อตัวเขาด้วยมิชเชล...


และจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่วันนั้นมันก็ดันมาถึงแล้วซะด้วย


ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ราวกับเป็นห้องพักของพวกผู้จัดการตามบริษัททั่วๆไป แต่ความคิดของมิชเชลมันกลับไม่ได้คิดแบบนั้น หญิงสาวรู้ดีว่าห้องนี้คือห้องของใคร
หลังจากที่อยู่มาร่วมสองเดือน เธอเคยมีโอกาสได้เข้ามาที่ห้องนี้สองถึงสามครั้ง และผู้ร่วมทดสอบทุกคนอีกกว่ายี่สิบชีวิตต่างก็เคยเข้ามาในนี้กันแล้วทั้งสิ้น


“ขอโทษที่ให้รอพอดีมีงานยุ่งนิดหน่อย...” เสียงทุ้มต่ำที่ฟังแล้วมีอำนาจอย่างน่าประหลาดดังขึ้นจากทางด้านหลังของมิชเชล หญิงสาวพอจะเดาออกว่าเป็นใคร


ร่างสูงของชายอเมริกันอายุประมาณสามสิบปลายๆ ผมสีดำขลับน้ำตาลไหม้ดูยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้ใส่ใจที่จะจัดมันให้เรียบเหมือนที่คนทั่วไปทำกันเท่าไหร่นัก
ใบหน้าหยาบกร้านเหมือนมีรอยแผลเป็นจางๆอยู่ที่แก้มคล้ายจะผ่านมานาน รูปร่างกำยำที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อโค้ทหนังสีดำขลับตัวยาวยังพอให้เห็นกล้ามเนื้อหรืออะไรพวกนี้
ยังพอมีเหลือให้เห็นบ้างแต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษคนๆนี้คงจะเคยเป็นทหารแนวหน้ามาก่อนแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นมานานพักใหญ่แล้ว


มิชเชลรู้เรื่องนี้ดีเมื่อเธอกำลังอยู่ในห้องกับ ‘โลแกน ‘เจฟเฟอรี่’ บริกซ์’ ผู้บัญชาการหน่วยแบทสังกัดสเป็คเตอร์ เขาคือคนที่มีอำนาจสูงสุดในองค์กรความมั่นคง
ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ถ้าจะเรียกอย่างง่ายๆว่าเขาคือชายที่คุมอำนาจหน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้ในกำมือมันก็คงไม่ใช่การพูดที่เกินเลยไปนัก


โลแกนถอดเสื้อโค้ทหนังสีดำที่สวมอยู่ออกพลางนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าของมิชเชล ท่าทีของอีกฝ่ายอาจจะดูสบายๆไม่มีความเครียดแต่ถ้าหากได้รู้ภูมิหลังของชายคนนี้
จะทราบดีว่าเมื่อก่อนชายคนนี้ผ่านเรื่องระห่ำมามากแค่ไหนชนิดที่ว่าแค่นึกก็ยังรู้สึกหนาวไม่หาย


ใครจะว่ายังไงก็เถอะ ถึงโลแกนไม่เครียดแต่ตอนนี้เธอเครียดชะมัดเลยว่ะ...


ผู้บัญชาการโลแกนยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดกล่าว “เป็นไงบ้างมิชเชลเธอมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว?”


“เกือบจะสองเดือนแล้วค่ะ”


“เยี่ยม... การฝึกคงเป็นไปได้ด้วยดีได้ข่าวว่าเธอทำคะแนนยิงปืนได้สูงที่สุดในบรรดาผู้สมัครทุกคน เธอเป็นคนมีพรสวรรค์ ใครที่เป็นคู่ฝึกของเธอกันล่ะมิชเชล...”
โลแกนถามถึงริโก้ที่เป็นคู่ฝึกให้กับเธอ


“วิลโบสกี้ค่ะ...”


“อืม... ริโก้เหรอ ไม่เลวเขาเป็นทหารที่ดีอาจจะดีที่สุดของที่นี่เลยเสียด้วยซ้ำ เธอโชคดีที่ได้เขาเป็นครูฝึกให้แต่น่าเสียดาย...”


“น่าเสียดาย? เสียดายเรื่องอะไรคะ” หญิงสาวเอ่ยปากถามอย่างสงสัยหรือว่าริโก้จะไปก่อเรื่องอะไรเข้า ในใจเธอคิดว่ามีอะไรที่คนอย่างโลแกนจะต้องกังวล
เกี่ยวกับริโก้หรือไงกัน ถึงริโก้อาจจะดูบ้าๆบอๆในบางครั้งแต่เขาก็ไม่น่าจะใช่ทหารที่จะไปทำเรื่องอะไรไม่ดีจนโลแกนถึงกับพูดออกมาแบบนี้


“เสียดายที่เขา... ดันทรยศพวกเรา เอาตัวเข้ามา”


โลแกนดีดนิ้วดังเป๊าะก่อนที่จะมีผู้ชายอีกสองสามคนรีบรุดเดินเข้ามาพร้อมทั้งช่วยกันลากตัวใครบางคนที่กำลังออกตัวขัดขืนอย่างสุดกำลัง มิชเชลแทบจะช๊อก
เธอนั่งตัวแข็งพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ถูกลากคอเข้ามาในห้องถึงจะมีรอยช้ำประกอบกับเลือดที่อาบหน้าไปหลายจุดแต่เธอก็มองออกว่า
นั่นคือริโก้ไม่ผิดแน่ นี่มันหมายความว่ายังไงกันริโก้ทรยศงั้นเหรอ...


“เขาคือคนของพวก North ที่ถูกส่งเข้ามาเป็นหนอนบ่อนไส้ในหน่วยเราโชคดีที่มีคนจับเขาเอาไว้ได้ตอนกำลังติดต่อกับศัตรู ไม่อย่างนั้นทางเราคงลำบากแน่”
โลแกนกล่าวอย่างใจเย็นพลางเอาแท๊บเล็ตแสดงภาพบันทึกวิดีโอของริโก้ที่กำลังติดต่อกับศัตรูอย่างที่พูดมารวมทั้งมีเสียงที่บันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน


ขณะที่มองดูทหารร่างยักษ์สองนายกำลังซ้อมชกอย่างหนักไม่ให้ริโก้ขัดขืนหรือดิ้นมากจนเกินไป ร่างของริโก้หมดสภาพอย่างหนักขณะที่นัยน์ตาทั้งสองข้าง
กำลังมองมาทางมิชเชลอย่างเลื่อนลอยไร้เรี่ยวแรง ถึงจะบอกว่าเป็นคนทรยศซึ่งเธอก็ไม่อยากจะเชื่อก็ตามแต่จากภาพที่เห็นมันคงไม่ใช่การพูดส่งเดช
หรือปั้นน้ำเป็นตัวแต่อย่างใด


“....”


โลแกนหันกลับมาทางมิชเชลที่กำลังนั่งมองริโก้อย่างนิ่งเฉยไม่มีท่าทีหรือคิดจะเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขายิ้มส่งมาให้มิชเชลแบบมีนัยแปลกๆ
ก่อนจะดึงเอาปืนโคลท์ไพธ่อน .44 ประจำตัวเล็งมาทางมิชเชล หญิงสาวนึกหวาดกลัวในใจกังวลว่าตนเองกำลังจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ ในห้องทำงานของ
ผู้บัญชาการหน่วยงานลับสุดยอด โดนยิงหัวกระจายก่อนนำศพไปฝังหมกเอาไว้ในทะเลทรายแถวเนวาดาไม่มีบันทึกไม่มีพยานหรือหลักฐานแน่ชัด


“และนี่คือสิ่งที่เธอต้องทำ... การทดสอบครั้งสุดท้าย...”


แต่แล้วโลแกนกลับพลิกปากกระบอกปืนหันด้ามปืนส่งไปให้มิชเชล และหญิงสาวรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไรนี่คือสิ่งที่เธอไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลยจริงๆ


เขากำลังจะให้ฉันฆ่าเขาทิ้ง!


“ฆ่าเขาซะ... แสดงให้เห็นถึงความภักดีที่เธอมีต่อเรา...”


มิชเชลไม่อยากได้ยินคำพูดเช่นนี้เลยเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มือของเธอจะเอื้อมไปหยิบปืนจากมือของโลแกนราวกับว่าร่างกายถูกบังคับให้ขยับไปเองโดยอัตโนมัติ
ปืนลูกโม่ที่อยู่ในมือมันราวกับจะหนักเป็นตันแต่เธอก็ต้องยกขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแต่สุดท้ายปากกระบอกปืนก็ต้องมาจ่อที่หน้าของริโก้อย่างจนปัญญา นกปืนถูกง้างขึ้นเต็มที่
เตรียมจะกระแทกเข้ารังเพลิงเพื่อส่งกระสุนยิงออกไป มิชเชลยกปืนค้างเอาไว้อยู่อย่างนั้นนานเป็นนาทีนานพอที่โลแกนจะต้องพูดขึ้น


“เป็นอะไรไปมิชเชล... ลังเลอะไรอีกรึไง... หรือว่าเธอคิดจะทรยศเราอีกคน” โลแกนพูดประชดเหมือนต้องการกระตุ้นหญิงสาว แม้เธอจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่นัก
แต่ในใจก็คิดว่ามันปางอย่างไม่ถูกต้อง เธอคิดอยู่อีกนานครู่หนึ่งก่อนที่ความคิดหนึ่งจะแว๊บเข้ามาในหัวของเธอ


“ไม่... ฉันไม่ลังเลค่ะ...”


ปัง!!


เฮือก!!!


เครื่องอ๊อบแซ๊ทตรงข้อมือของมิชเชลสั่นระรัวพร้อมทั้งแผดเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งห้องปลุกมิชเชลให้ตื่นขึ้นมาแทบจะในทันที ก่อนหน้านี้เธอคงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
หญิงแก่พยายามรวมรวมสติพลางขยี้ตาก่อนกดรับสายที่ส่งตรงจากโอราเคิลในห้องปฏิบัติการฝ่ายข้อมูลภาคสนาม การที่อีกฝ่ายติดต่อมาแบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะ
โทรมากวนประสาทเล่นๆก็แปลว่าต้องมีเรื่องอะไรน่าดูแน่


“ฮอว์คอายส์พูด...”


“หัวหน้าคะเราเจอตัวเขาแล้วค่ะ!”


“ใจเย็นๆโอราเคิล เธอเจอใครบอกมาให้ชัดๆสิ” มิชเชลถามพลางอ้าปากหาวหวอดๆด้วยความเพลีย เธอไม่สนหรอกว่าโอราเคิลจะมองเธอผ่านจอโฮโลแกรมยังไงในตอนนี้
อย่างน้อยก็ขออ้าปากหาวสักนิดจะเป็นอะไรไป


“หน่วยฟอกซ์ที่เราส่งไปแถวๆเยเมนเมื่อสี่วันที่แล้วรายงานเข้ามาเมื่อครู่... ‘เร้ดอายส์’ ปรากฏตัวแล้วค่ะ....”









*******************************************************************************************************

คุยกันท้ายตอน


เอาล่ะครับสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน (ที่ยังติดตามอยู่) วันนี้ผมจะมาพูดคุยและกล่าวแนะนำหนึ่งในตัวละครที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตัวหนึ่งและที่สำคัญเธอยังเคยปรากฏตัว

ในภาคแรกมาแล้วด้วย และตัวละครที่เราจะทำการพูดถึงในวันนี้คือ ช่างกลอัจฉริยะผู้เป็นจุดกำเนิดของไวรัสมรณะในเรื่องนี้ทั้งหมด 'นุส' หรือในชื่อเต็ม

'นุสรา ผิวทอง'

นุสเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวในภาคแรกสุดในฐานนะเด็กสาวผู้รอดชีวิตในโรงเรียนของเขต 13 ในเนื้อเรื่องเธอกับพี่สาว 'ฟาง' พร้อมกับเพื่อนชายอีกสองคนได้ขังตัวเอง

เอาไว้ในโรงยิมระหว่างที่มีการแพร่ระบาดรอความช่วยเหลือที่จะมาถึงอย่างไม่รู้ชะตากรรมในเวลานั้น และก็เป็นโชคของเธอที่ได้มาเจอกับทีมทหารรับจ้างกลุ่มของ 'เร้ดวูลฟ์'

เข้ามาช่วยไว้ในเวลาต่อมา

แต่การช่วยเหลือกลับกลายเป็นการร่วมมือกันเอาตัวรอดไปในที่สุด เด็กสาวขี้อายผู้ไม่มีความเชื่อมั่นทำได้เพียงแค่ติดตามกลุ่มทหารรับจ้างไปพร้อมกับพวกเพื่อนๆ

อย่างช่วยไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่าเธอคือเด็กสาวที่เรียกว่าอ่อนแอที่สุดในกลุ่มแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าเธอคือผู้ที่ครอบครอง 'จุดกำเนิด' ของไวรัสมรณะที่เป็นต้นเหตุของ

การแพร่ระบาดทั้งหมดในซีรี่ย์ Dead epidemic เธอคือหนึ่งในเด็กฝาแฝดที่เกิดจากการทดลองสังเคราะห์ไวรัสฝ่าเหล่า การทดลองส่งผลต่อดีเอ็นเอของทั้งสองพี่น้อง

จนเกิดการกลายพันธุ์ชนิดพิเศษ ฟาง ผู้เป็นพี่สาวได้กลายเป็นเด็กที่มีสติปัญญาล้ำเลิศเข้าขั้นอัจฉริยะ ขณะที่นุสได้กลายเป็นมนุษย์ผู้มิภูมิคุ้มกันที่พิเศษมาก ชนิดที่ว่า

สามารถเอาชนะไวรัสร้ายแรงทุกชนิดที่มีอยู่บนโลกได้ (และภูมิคุ้มกันที่แปลกประหลาดนี้เองคือสิ่งที่พวก North ได้ใช้ในการสังเคราะห์ไวรัสมรณะ 'N4' ขึ้นมาได้ในภายหลัง)


หลังเหตุการณ์ในเขต 13

ในเนื้อเรื่องภาคที่ผ่านมาไม่ได้มีการกล่าวเอาไว้แต่จะมาอธิบายกันในช่องนี้แทน หลังเหตุการณ์สยองในเขต 13 ทั้งเธอและพี่สาวก็ถูกส่งเข้ามาอยู่ในความดูแลของกลุ่มองค์กร

หน่วยข่าวกรองลับภายใต้การควบคุมของ 'โลแกน เจฟเฟอรี่ บริกซ์' (ซึ่งภายหลังเขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Spectre อีกด้วย) เพื่อไม่ให้พวก North ที่กำลังตามหาตัว

เด็กทั้งสองพบตัวพวกเธอและนำไปใช้ประโยชน์ในทางหายนะอีก ชีวิตของสองพี่น้องจึงต้องเปลี่ยนไปนับแต่นั้นดังชะตากรรมที่ไม่มีทางเลี่ยง


รูปภาพ

(ฟาง - คนซ้ายมือสุด , นุส - ขวาบน)

ปัจจุบัน

เธอมีอายุได้ 50 ปี โดยที่ร่างกายนั้นไม่ได้แก่ตามวัยไปด้วยมากนัก (เป็นผลจากเซลล์ภูมิคุ้มกันที่แปลกประหลาด) และทำงานเป็นวิศวกรรับผิดชอบเรื่องการสร้างอุปกรณ์ทุกอย่าง

รวมถึงงานซ่อนแซมภายในองค์กรอีกด้วย แต่งงานกับทหารอีกคนในองค์กรที่จะมีการกล่าวถึงในโอกาสต่อไป...


ป.ล. ขอบคุณน้องนุ่นสำหรับตัวละคร 'ซาร่า' มา ณ ที่นี้ตัวนะครับ
<<

noon224

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 425

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2010, 15:13

ที่อยู่: Somewhere in the world.

โพสต์ 26 ม.ค. 2017, 01:07

Re: The Future of the world : ภารกิจลับวันกู้อนาคต(EP9) 23/1

โอ้วพระเจ้าช่วยรูปถ่ายที่มีความชัดเจนเลยว่านางแต่งงานกับริโก้ แต่มันก็ยังมีภูมิเบื้องหลังอย่างที่เนื้อเรื่องกล่าวไปคือ เกิดอะไรขึ้นกับเขา?

ปล.เหมือนจะยังมีอีกคนที่ยังไม่เกริ่นนำออกมาในรูปถ่ายใบนั้น รอลุ้นอยู่ว่าจะเป็นใครอีกคน
รูปภาพ

That nightmare,my family,and this mysterious bitten.Those bandits are gonna pay for this!
- Axel Austin.
-----------------------------
Happy RPing.:)
ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน