เรื่อง : Plan

<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6233

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 14:59

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

armza5895 เขียน:ไม่จู้จี้หรอกครับ กลับกันยังจะดีซะกว่า แถมไอ้ที่ผมเขียนผิดๆถูกๆนั่นก็ได้พวกคุณพี่เตือนนี่ละ ...

แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใครดีเรื่องนิยายแฟนตาซีนะก็มีแต่พวกคุณพี่นี่ละครับ T..Tที่ผมไว้วางใจแนะผมทุกอย่างที่ผมทำมันไม่สมบูรณ์ จริงๆนะครับผมไม่รู้ว่าจะเอาไปให้ใครอ่านเพื่อที่จะแนะนำผมได้ดีนะครับ

ปล: แทบช็อคแนะเห็นคุณพี่แพรพูดซ้า~~



อย่าช็อกไป :e12 ถึงอย่างไรพี่ก็ยินดีแนะนำในทุกเรื่องเสมอจ้า แต่บางเรื่องก็กลัวว่าจะทำได้ไม่เต็มที่เท่านั้น (แต่พี่เซจะถนัดแนวแฟนตาซีกว่าพี่นะ ลองถามพี่เซดูก็ได้)

เอาเป็นว่าน้องลองแต่งออกมาเรื่อย ๆก่อน สรุปเป็นชาร์ทเนื้อเรื่องได้ก็ยิ่งดี แล้วเอาชาร์ทคร่าว ๆนั้นเทียบ ๆดูกับนิยายในท้องตลาดดูว่าตอนนี้ของเรามีเอกลักษณ์หรือยัง ที่แน่ ๆแนวที่ไม่แนะนำเลยคือ แนวโรงเรียนเวทมนต์ แนวเกมออนไลน์ (แต่ของน้องก็ไม่ใช่สองแนวนี้อยู่แล้วเนอะ) แนวผู้กล้าในตำนานที่ถูกเลือก บลา ๆๆ ทำนองนั้นน่ะค่ะ เพราะมันจะซ้ำได้ แต่ถึงทำออกมาเสร็จแล้วรู้สึกว่ายังไม่โดดเด่นก็ไม่ต้องซีเรียสอะไรไป เราค่อย ๆปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆได้ค่ะ เพื่อทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด ยังมีเวลาอีกมากเนอะ :e7

ว่าแต่ตอนนี้น้องวางโครงเรื่องไว้ยาวแค่ไหนคะ แล้ววางไว้จนจบหรือยังเพราะสำหรับนิยายที่เขียนเพื่อขายแล้ว การวางโครงเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าออกทะเลขึ้นมาจะแก้ไขลำบากได้จ่ะ ต้องวางโครงเรื่องไว้แน่น ๆหน่อยน้า


EDIT

v
v
v

ชาร์ทเนื้อเรื่องก็คือการสรุปแผนผังคร่าว ๆค่ะว่าเราจะวางโครงเรื่องไปในทิศทางใด การแต่งไปเรื่อย ๆนี่ไม่แนะนำเลยนะคะ และเป็นจุดอ่อนของนักเขียนหลาย ๆคนด้วย เพราะคิดว่าเอาน่าแต่งไปเรื่อย ๆเดี๋ยวมันก็จบ จริง ๆแล้วไม่ใช่ ยิ่งถ้าน้องอยากให้เรื่องของน้องมีความซับซ้อน หรือมีจุดไว้หักมุมผู้อ่าน ผสานเหตุการณ์ต่าง ๆจากจุดเริ่มต้น หรือกลางเรื่องเข้าสู่จุดจบอย่างลงตัว เป็นเหตุเป็นผลกันแล้วเนี่ย น้องยิ่งต้องวางโครงเรื่อง

เพราะถ้าน้องไม่วางแล้วแต่งเกินไปแล้ว พอมาถึงจุดหนึ่งน้องอาจจะตัน หรือนึกเสียดายที่ไม่ทิ้งปมไว้แต่แรก บางอย่างอาจโผล่มาโผล่ไป แบบไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีการแสดงให้คนอ่านรู้ว่าเราวางแผนไว้ก่อน แบบนั้นจะตกม้าตายเอาได้นะคะ หากอยากที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีคุรภาพต้องเริ่มจากการวางโครงเรื่องค่ะ


ป.ล. จริง ๆพี่เคยแนะนำเรื่องนี้มาหลายรอบมาก เวลาคนถามว่าแต่งนิยายทำยังไง แต่ไม่ยักกะมีใครยอมทำตามสักคน เสียใจอ่ะ แต่แล้วแต่ความถนัดละกัน แต่ถามพี่พี่ก็ทำแบบนี้อ่ะ T_T
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 15:15

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

โอ้ ค่อยโล่งใจหน่อย :e7 เกือบตายแล้วมั้ยละ (ยังไม่ตาย- -)

ส่วนโครเรื่องนั้นผมคิดว่ามันเอ่อ ยังวางไม่จบเลยครับ แต่มันก็รู้สึกว่าเขียนไปได้เรื่อยๆนะครับ แหะๆ ว่าแต่ไอ้สรุปชาร์ทคืออะไรนะครับ - - ...เพราะผมไม่รู้สิ กะจะเขียนยาวจนจบเรื่องที่เว็ปนี้ซะเลยละมั้ง?รึว่าจนกว่าพวกคุณพี่จะคิดว่ามันโอเคแล้วจริงๆนั่นละครับ

ยังไงก็ขอขอบคุณนะครับที่ช่วยแนะนำในทุกๆเรื่อง แต่ขอย่างเดียวช่วยแนะผมทุกๆครั้งที่เขียนด้วยนะครับแล้วผมจะทำตามทุกอย่างครับขอแค่นั้น ...ขอบคุณครับ

EDIT ด้วยเอ้า - -
^
^
^
^

โอ๊ะๆๆเกือบไปแฮะ(ยังทันไหมหว่า - -) ดีที่คุณพี่แพรมาอีดิทให้นิ เพิ่งจะรู้การวางโครงเรื่องมันสำคัญยิ่ง ตอนแรกผมก็บอกกะตัวเองว่าไอ้โครงเรื่องเนี่ยเอาไว้ก่อนมันเยอะปวดหัว (คิดผิดมหันต์เลยแฮะ) โชคดีที่เขียนโครงไว้ในหนังสือบ้างแล้วนะครับ(เกือบๆจะขีดคร่าทั้งนะล่ะ - -) ขอบคุณอีกครั้งที่เตือนนะครับคุณพี่แพรกับคุณ จุ๋มจิ๋ม (รึเปล่า - -) ถ้าเรียกผิดก็ขออภัย :e6 .... ครับ
แก้ไขล่าสุดโดย armza5895 เมื่อ 19 ต.ค. 2009, 18:10, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
<<

JumJim

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2091

ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2008, 16:36

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 17:23

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

Apayin เขียน:ชาร์ทเนื้อเรื่องก็คือการสรุปแผนผังคร่าว ๆค่ะว่าเราจะวางโครงเรื่องไปในทิศทางใด การแต่งไปเรื่อย ๆนี่ไม่แนะนำเลยนะคะ และเป็นจุดอ่อนของนักเขียนหลาย ๆคนด้วย เพราะคิดว่าเอาน่าแต่งไปเรื่อย ๆเดี๋ยวมันก็จบ จริง ๆแล้วไม่ใช่ ยิ่งถ้าน้องอยากให้เรื่องของน้องมีความซับซ้อน หรือมีจุดไว้หักมุมผู้อ่าน ผสานเหตุการณ์ต่าง ๆจากจุดเริ่มต้น หรือกลางเรื่องเข้าสู่จุดจบอย่างลงตัว เป็นเหตุเป็นผลกันแล้วเนี่ย น้องยิ่งต้องวางโครงเรื่อง

เพราะถ้าน้องไม่วางแล้วแต่งเกินไปแล้ว พอมาถึงจุดหนึ่งน้องอาจจะตัน หรือนึกเสียดายที่ไม่ทิ้งปมไว้แต่แรก บางอย่างอาจโผล่มาโผล่ไป แบบไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีการแสดงให้คนอ่านรู้ว่าเราวางแผนไว้ก่อน แบบนั้นจะตกม้าตายเอาได้นะคะ หากอยากที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีคุรภาพต้องเริ่มจากการวางโครงเรื่องค่ะ


ป.ล. จริง ๆพี่เคยแนะนำเรื่องนี้มาหลายรอบมาก เวลาคนถามว่าแต่งนิยายทำยังไง แต่ไม่ยักกะมีใครยอมทำตามสักคน เสียใจอ่ะ แต่แล้วแต่ความถนัดละกัน แต่ถามพี่พี่ก็ทำแบบนี้อ่ะ T_T [/size]

เห็นด้วยค่ะว่าการวางโครงเรื่องสำคัญมาก ยิ่งถ้าน้องฝันอยากจะมีหนังสือของตัวเองสักวัน เรื่องนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เลยนะคะ

ดู ๆแล้วน้องก็มีแววอยู่ เหลือแค่ขัดเกลาฝีมือตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วก็รับคำวิจารณ์ของคนอื่นมาปรับปรุงแก้ไข เชื่อว่าน้องยังสามารถพัฒนาฝีมือตัวเองไปได้อีกไกลค่ะ :e3

ที่แน่ ๆเรื่องคำวิจารณ์นี่ไม่ต้องห่วงเลย มีคอมเม้นเตเตอร์ที่เก่งมาก ๆอย่างแพรกับพี่แบร์อยู่ สองคนนี้สุดยอดค่ะ พี่การันตี 555+
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2747

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2007, 21:56

ที่อยู่: ขั้วโลกเหนือ

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 19:32

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

เอ๋ อ๋า? นี่สรุปว่าน้อง(ชื่ออะไรช่วยแจ้งด้วยนะคะเพราะพี่จะตามฟิคนี้ไปอีกนาน)ต้องการที่จะเขียนส่งพิมพ์สินะคะ พี่จะได้ยกระดับคอมเมนท์ขึ้น:e16 ...

ส่วนเรื่องภาษาพี่ก็พูดไปแล้วและคำผิดต่าง ๆแพรก็บอกไปแล้ว ดังนั้นคงไม่ต้องพูดเรืองนี้ซ้ำนะคะ

ด้านเนื้อเรื่อง

อย่างที่พี่ว่าไปค่ะว่าตอนเปิดเรื่องยังไม่น่าสนใจนัก เรื่องดำเนินมาเรื่อย ๆโดยไร้แก่นสารพอมาถึงตอนสองพี่ก็เิริ่มเห็นว่าน้องจะสื่ออะไร...แต่ทว่าเนื้อเรื่องหลักของน้องยังไม่สามารถเชื่อมเข้ากับTheme ที่น้องจะสื่อเลยแม้แต่น้อย

พี่กำลังจะบอกน้องว่าหากน้องจะเขียนเกี่ยวกับอะไรก็ควรจะเน้นให้ชัดไปเลย อย่าเขียนเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆอย่างนี้โดยเฉพาะเชสซึ่งดำเนินเนื้อเรื่องหลักอยู่

แต่ทั้งนี้พี่ก็ยังพูดเรื่องเนื้อเรื่องไม่ได้เพราะเรื่องแฟนตาซีต้องดูสภาพแวดล้อมให้ครบด้านก่อนน่ะค่ะ

ขอให้โชคดี
ถ้าอยากเขียนตีพิมพ์ขอให้วางโครงให้ชัดว่าตอนนี้จะเขียนยังไงจบยังไงthemeคืออะไรและรีไรท์ตั้งแต่ต้น ตอนนี้ยังไม่สายที่จะรีไรท์นะคะ :e16

JumJim เขียน:ที่แน่ ๆเรื่องคำวิจารณ์นี่ไม่ต้องห่วงเลย มีคอมเม้นเตเตอร์ที่เก่งมาก ๆอย่างแพรกับพี่แบร์อยู่ สองคนนี้สุดยอดค่ะ พี่การันตี 555+


เซไม่เก่งหรอกค่ะ้น้องวาว ตอนนี้ยังงู ๆปลา ๆอยู่เลย :e13 คนที่เมนท์ฟิคแนวแฟนตาซีที่ดีทีุ่สุดในตอนนี้ที่เซคิดถึงอยู่คือคุณ Gloom_Under_Night ค่ะ

EDIT

เซไม่เคยเมนท์ให้คนที่จะตีพิมพ์นะคะ ไม่รู้หรอกว่าเกณฑ์เขามีอะไรบ้าง ดังนั้นอย่าหวังพึ่งอะไรมากแต่ก็จะทำให้ดีที่สุดแล้วกัน > <
สารบัญ Fic ของข้าพเจ้า

รูปภาพ
หนูจะแต่งเข้าตระกูล Wooster แล้วค่ะ !! ได้ทั้งเงิน เอ๊ย!! คุณเบอร์ตี้ ได้ทั้งพ่อบ้านสารพัดประโยชน์ด้วย!!

ใครอยากให้เมนท์ขอให้แจ้งมาด้วยนะคะ และใครอยากให้สับให้ก็เอา Url มาลงกระทู้สับหรือ Pm เช่นเดียวกับเมนท์...
<<

BioKunG

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 2888

ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2008, 00:08

ที่อยู่: BSAA : South East Asia - Special Operation Agents

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 19:44

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

เทคนิคเราคือการตีกรอบโครงเรื่อง

แบบว่าเขียนบทนำเรื่อง และใส่ตอนจบไปเลย ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่าอยากให้จบแบบไหน เพื่อป้องกันเนื้อเรื่องออกนอกมหาสมุทรกลับมาไม่ถูก แล้วเราค่อยใส่ฉากอื่นๆไปตรงกลาง เพื่อเป็นการสร้างโครงเรื่องที่เเข็งเเกร่งมากๆ

อยากแนะนำให้เขียนสารานุกรมเเบบพอเข้าใจลงในกระดาษหรือสมุดอะไรก็ได้ (แค่แผ่นเดียวก็รู้เรื่องเเล้ว) เพื่อ
-ทราบตัวละครทั้งหมดของเรื่อง มีใคร เพศอะไร ทำอะไร คนดีหรือชั่ว เอามาให้หมด
-สถานที่ ฉากที่สำคัญ เหตุการณ์ ฯลฯ ไม่ต้องเรียงก็ได้ แต่ให้แยกออกมา
-ใจความของเรื่อง ว่าเรื่องนี้คือเรื่อง เกี่ยวกับอะไร ใครต้องการอะไร ฯลฯ ให้พอรู้
-อื่นๆ

การเขียนสารานุกรมย่อยๆ พยายามเเยกเป็นหัวข้อด้วยว่า นี่คือตัวละคร นี่คือเหตุการณ์ต่างๆ บลาๆๆๆๆๆ -*-

ก็อยากให้ทำไว้ เช่น วันนี้เราเริ่มต้นเขียนมีตัวละครสิบตัว เขียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึงเราไม่มีเวลาเขียนหรือติดงาน ค้างไว้ สิบกว่าวันหลังจากนั้นกลับมาเขียนใหม่ แล้วลืมหรือคิดไม่ออกว่าใครทำอะไร ยังไง ที่ไหน มีอะไร สารานุกรมฉบับของเรานี้จะสามารถช่วยเราได้เยอะในกรณีนี้

ทั้งนี้ก็เเล้วเเต่เราด้วยว่าเทคนิคยังไง ลองดู ^^

ถ้าเรื่องนี้สามารถเเต่งเสร็จ จะสามารถเเจ้งเกิดได้เร็วมากในที่นี้ จากนั้นให้ลองวางโปรเจ็กใหญ่ๆ (คิดเล่นๆไปก่อน พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยลุย) สร้างหลายภาคดู ชอบอะไรเขียนไปเหอะ อย่าไปสนใจเรื่องจำนวนคอมเม้น สนใจในสิ่งที่เรารักดีกว่า ^^

อย่าลืมไปศึกษาการเเต่งฟิคของหลายๆคนด้วย เผื่อเจอเทคนิคอื่นที่น่าสนใจ เเล้วนั่งอ่านตามใจฉันเลย ส่วนใหญ่ก็มาจากคนที่เม้นมาที่นั่นเเหละ
สารบัญ FICTION ดีเด่นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
รูปภาพ
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 23:00

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

ก่อนอื่นผมชื่อ อาร์ม นะครับ ผมเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจนะครับออกจะขี้อายด้วยแถมยังพูดไม่เก่งอีกตะหาก (ติดลบอย่างเดียวเลย)

แล้วตอนนี้ก็รู้สึกกลัวๆยังไงไม่รู้สิกับคำว่า "พี่จะได้ยกระดับคอมเมนท์ขึ้น" ของคุณพี่เซ

การ รีไรท์ นี่หมายถึงเขียนไหม่ใช่มั้ยครับแล้วถ้าผมจะเขียนไหม่นี่ต้อง EDIT อันเก่าทิ้งรึเปล่าครับรึตั้งกระทู้ไหม่ไปเลย แต่ผมจะใช้ชื่อตัวละครเหมือนเดิมได้รึเปล่านะครับ

ส่วนการเขียนไหม่ให้ดูน่าติดตามนั้นผมน่าจะเขียนได้นะครับแต่ผมมีเรื่องกังวลที่จะเขียนนะครับอย่างเช่น เขียนยังไงให้ไม่ซ้ำใคร เขียนยังไงให้แปลกใหม่ออกไป อะไรประมาณนั้น แล้วความกังวลพวกนั้นมันก็ดันมาคิดพร้อมกันกับตอนแต่งเรื่องทุกครั้ง และไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเขียนออกมาได้ดีกว่าเก่ารึเปล่า อีกอย่างผมคล้ายๆกับคนคิดเล็กคิดน้อยนะครับตรงนั้นก็ปัญหาเหมือนกันดังนั้นเวลาจะเขียนออกมาแต่ละบทสำหรับผมนั้นต้องใช้เวลานานอยู่นะครับ(รึว่าคนอื่นก็เป็น - -) เลยไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่านะครับ :e9

EDIT
^
^
^

ส่วนเทคนิคการเขียนของคุณ ไบโอคุงนี่ก็ผมจะลองนำไปใช้นะครับเผื่ออะไรๆมันจะดีขึ้น ง่ายขึ้น ขอบคุณมากครับ

ปล: สรุปแล้วเริ่มไหม่ก็ดีเหมือนกันครับ จะได้ถือโอกาสปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ขอบคุณทุกคนมากครับ
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
<<

BioKunG

ภาพประจำตัวสมาชิก

B.S.A.A.
B.S.A.A.

โพสต์: 2888

ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2008, 00:08

ที่อยู่: BSAA : South East Asia - Special Operation Agents

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 23:28

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

เนื้อหาไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้นะ เเค่เติมนิดเติมหน่อย แก้คำให้อ่านแล้วไม่รู้สึกขัดกับหูขัดตาตัวเอง และเน้นไปที่การเว้นวรรค ซึ่งจุดนี้มักจะเห็ณบ่อยที่มีการผิดพลาด

การเว้นวรรค ไม่ว่าจะเขียนมาหมายความว่าอย่างนู้อย่างนี้ เเค่เราเว้นวรรคผิด ความหมายก็เปลี่ยนไปหมดเลย เเล้วจะเกิดอาการ งง ตามๆกันมา -*-

ทั้งนี้เมื่อทำเสร็จเเล้วค่อยๆตรวจทานดู หากเราพลาดคำผิดไป เดี๋ยวมีคนช่วยตรวจดูเอง เเล้วรีไรท์งานเอา
รีไรท์ก็ edit เอาไม่ต้องตั้งกระทู้ใหม่ ไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น แค่เปลี่ยนคำผิด เว้นวรรคให้ถูก ไปทำใน word ก่อนละกันเเล้วค่อยมาใส่ (ขั้นตอนนี้คงรู้เนอะ)

เราไบโอคุง คือชื่อนามปากกา ชื่อฉายา ชื่อนามแฝงในโลกไซเบอร์ และไทยไบโอ (รวมถึง FAD ที่พักนี้ไม่ได้เข้าไปเลย -*-) นามจริงชื่อว่ามิ้งค์ (งุงิงุงิ) แก่กว่าApayin เเต่รุ่นราวคราวเดียวกับBear_Killerครับ ^^

ลองกดดูฟิคเราเรื่อง The Mostwanted ดู เรายังเเต่งไปไม่มาก ลองไปดูว่าพอเข้าใจไหมว่าเขียนยังไง เรายังใช้ภาษาง่ายๆไม่ยาก ไปได้เรื่อยๆ กดตรงลายเซ็นได้เลย


ไม่รวยครับ (ไม่เกี่ยวๆ -*-)
รูปภาพ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6233

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 19 ต.ค. 2009, 23:50

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

โหยเรื่อง rewrite ไม่ต้องแต่งใหม่หมดหรอกนะคะ อย่างพี่มิ้งบอก แค่เราแก้ไขคำที่ขัดหูขัดตานิด ๆหน่อย ๆก็พอแล้ว และยังไงตอนนี้เนื่องจากน้องยังไม่ได้วางโครงเรื่องใช่ไหมคะ น้องก็วางโครงเรื่องไปด้วยก็ได้ค่ะ แล้วแก้ไขตอนเก่า ๆเรื่องวรรคตอนหรือคำผิดเสียใหม่ จากนั้นก็ค่อยเริ่มแต่งตอนสามตามโครงเรื่องของน้องค่ะ ^^

Intro หากสุดท้ายอยากจะแก้ไข ก็ตั้งแนวทางคร่าว ๆไว้ก่อนก็ได้ว่าจะเกี่ยวกับอะไร รีไรท์เท่าที่ทำได้ไปก่อน แล้วจากนั้นก็ไปแต่งตอนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ นาน ๆไป หรือพอแต่งจนจบ น้องกลับมารีไรท์ Intro ก่อนส่งพิมพ์อีกที (ซึ่งตอนนั้นฝีมือน้องคงยิ่งพัฒนาขึ้นอีกมากแน่นอน) เท่านี้ก็โอเคแล้วค่า

อย่างนิยายพี่เองเนี่ยถ้าปั่นตอนต่อ ๆไปได้รวดเร็วกลับมาเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิมแล้ว ก็จะกลับไป Rewrite ตอนเก่า ๆน่ะค่ะ แต่พี่ไม่เขียนใหม่ถึงขนาดคนไม่อ่านตอน RE แล้วจะอ่านไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ แค่แก้คำผิด แก้วรรคตอน หรือคำที่ไม่ลงตัว อย่างที่บอกไปเท่านั้นเอง :e3

ป.ล. แต่ถ้าน้อง EDIT ตรงไหนก็บอกไว้หัวกระทู้นะคะ ว่า rewrite ตอน ... แล้วครับ!

ป.ล.2 หากอยากปรึกษาเรื่องโครงเรื่อง หรืออะไรก็ตามที่จะเก็บเป็นความลับกับผู้อ่านส่วนใหญ่ในบอร์ดไว้ก่อน แต่อยากถามพี่ก็ add msn มาได้นะคะ
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2747

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2007, 21:56

ที่อยู่: ขั้วโลกเหนือ

โพสต์ 20 ต.ค. 2009, 00:12

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

ตอบน้องอาร์ม...

ไม่ต้องกังวลค่ะตอนนี้สำนวนของน้องนั้นดีอยู่แล้วเหลือปัญหาที่ตรงเนื้อเรื่องนั่นแหละที่ดูเรื่อยเปื่อยจนไม่รู้ว่าสรุปมันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ พี่เองก็ไม่เคยเมนท์ฟิคให้กับน้องที่อยากจะส่งตีพิมพ์น่ะค่ะก็เลยไม่รู้ว่ามีเกณฑ์อะไรบ้าง ก็อย่างที่บอกว่าจะทำให้ดีที่สุด :e3

ส่วนเรื่องวางโครงกลัวจะซ้ำหรือไม่พี่ขอแนะนำอย่างนี้ค่ะว่า "อย่าซีเรียส"ค่ะ

เวลาที่น้องเขียนนิยาย...น้องเขียนด้วยความสุขใช่ไหมคะ?

ถ้าเครียด ผลงานที่ได้ก็จะออกมาไม่ดี นักเขียนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะเขียนแบบไหนก็ได้ในทุกเวลา จริงไหม?

น้องเขียนในสิ่งที่อยากจะเขียนดีกว่า ให้คิดอยู่เสมอว่า "นี่คือเรื่องของฉัน..." แล้วถ้ามันรู้สึกออกแนวตลาดเกินไปเราค่อย ๆถกกันก็ได้ว่าจะเพิ่มเอกลัษณ์ให้เรื่องของน้องให้มากขึ้นอย่างไรได้บ้าง แบบนี้จะดีกว่า นิยายที่ดีที่สุดไม่ใช่นิยายที่เขียนในครั้งเดียว...

พี่ไม่อยากให้น้องไปนึกข้ามขั้นว่าแก้แล้วจะได้พิมพ์เลยนะคะ อยากให้ทุกอย่างเกิดจากความสุขที่ได้ทำมากกว่าเพราะเราเริ่มต้นทุกอย่างจากตรงนั้น ใช่ไหม?

จริง ๆแล้ว Chapter I เนี่ยพี่ว่าไม่ต้องแก้มาก แต่ที่สมควรจะรีไรท์เนื้อเรื่องหรือเพิ่มเติมควรจะเน้นที่ intro มากกว่า :e16 ไม่ต้องกลัวพี่จะ "ยกระดับคอมเมนท์" หรอกนะคะ พี่แค่จะเข้มงวดมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง

แต่ก็ขอยืมคำพูดน้องแพรแล้วกันค่ะ หากมีเรื่องที่ต้องการปรึกษาอย่างเร่งด่วนหรือไม่กล้าให้คนอื่นรู้ก็ add M มาก็ได้หรือ PM มาก็ได้ค่ะ หวังว่าความรู้เล็ก ๆน้อย ๆทีพี่มีอยู่น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง


E D I T
V
V
V
V
V

ก็แล้วแต่สไตล์ของนักเขียนแต่ละคนนะคะ :e3 บางคนขอให้เขียนไปก่อนแล้วตามรีไรท์ทีหลัง บางคนรีไรท์ไปเลยอะไรอย่างนั้น ข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นก็จะต่างกันคนละแบบเช่นเขียนไปก่อนรีทีหลังก็จะตามรีไรท์ระนาวเลยแต่ก็ไม่ปวดหัวกับปัญหารีไรท์หลาย ๆครั้ง ส่วนรีไรท์ไปก่อนก็ไม่รู้ว่าจะรีไรท์ใหม่อีกไหมแต่ก็จะได้อะไรที่ปัจจุบันที่สุด ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะคะ

ส่วนเรื่องของบทนำเซอยากเห็น Theme เรื่องที่ชัดเจนมากกว่านี้น่ะค่ะ เขียนให้เรารู้ว่าเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ให้ชัดเจนเป็นประเด็นหลักไปเลย :e8
สารบัญ Fic ของข้าพเจ้า

รูปภาพ
หนูจะแต่งเข้าตระกูล Wooster แล้วค่ะ !! ได้ทั้งเงิน เอ๊ย!! คุณเบอร์ตี้ ได้ทั้งพ่อบ้านสารพัดประโยชน์ด้วย!!

ใครอยากให้เมนท์ขอให้แจ้งมาด้วยนะคะ และใครอยากให้สับให้ก็เอา Url มาลงกระทู้สับหรือ Pm เช่นเดียวกับเมนท์...
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 20 ต.ค. 2009, 01:02

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 1 (เริ่มแล้ว)

เข้าใจแล้วครับ ... (ไม่รู้จะพูดอะไรดี แต่ละคนพูดได้ หะหรูหะหรามากเลย) คราวนี้ผมหายข้องใจกับหายกังวลแล้วครับที่เหลือก็การคิดโครงเรื่อง(มั้ง - -) แต่อย่างที่คุณพี่เซว่า แต่ผมคิดว่าผมอยากจะแก้ไอ้บทนำซ้ะเหลือเกินเนี่ยสิ ฮ้า~~~~ อ่านแล้วก็รู้สึกว่า เรียบเกินไปจนไม่ค่อยน่าสนสักเท่าไรนี่สิ ยังไงไม่รู้สิแต่ผมคิดว่างั้นนะครับ

ขอบคุณครับที่ทำให้ผมสบายใจขึ้น แต่? แล้วถ้าวางโครงเรื่องไปแล้วเขียนเสร็จปุ้ปมารีไรท์ Intro ในบทที่ 1 ของผมเนี่ยสิมันจะไม่ยุ่งยากในภายหลังรึครับ? ...
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 09 พ.ย. 2009, 11:35

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 2

ปล2: ยังไงก็ช่วยวิจารด้วยนะครับ ส่วนเรื่องอินโทรนั้น ผมอยากให้มันโผล่มา ทีละนิดๆ นี่ได้รึเปล่าครับ...

รีไรท์ครั้งที่ 1

+++++++++++++++บทที่ 2++++++++++++++++

านต้อนรับเปิดเทอมของโรงเรียน เอ.บี.แอล อัลโนส ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างคึกคักมากกว่าเดิม ตอนนี้ชาวบ้านในเขตสลัมแห่งนี้ดูมีคนเยอะเป็นพิเศษ ทุกคนก็ยังคงดูมีความสุขกว่าทุกทีเมื่อเทียบกับปีอื่นๆที่เคยผ่านมา ช่วงเวลาแห่งความสุข... วินาทีแห่งความสุข... และเสียงแห่งความสุข จากทุกคนดังกระหึ่ม

นี่แค่ช่วงเวลาเปิดภาคเรียนยังคึกคักกันขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นงานเทศกาลล่ะ จะขนาดไหน..

เหตุการณ์ของการจัดงานในเขตสลัมก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างปกติ โดยหารู้ไม่ว่า...

มีอะไรบางอย่างกำลังตกมาจากฟากฟ้า...

วูบ...~~ตูมมมม..!! ทันทีที่สิ่งนั้นดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง พลันเกิดเสียงราวกับมีของขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งตกลงสู่พื้นดินอย่างแรงก็มิปาน

“อะ...โอย~~” เจ้าของบางสิ่งบางอย่างที่ตกลงมานั่นครางอย่างเจ็บปวด ซึ่งนั่นก็บุญแล้วที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะตุ๊กตานุ่มๆ ที่อยู่ด้านหลังร้านขายของกุ๊กกิ๊กแห่งหนึ่ง แถมของก็เตรียมพร้อมที่จะนำไปขายแล้วซะด้วย แต่ดันกลายมาเป็นเบาะรองรับร่างของไอ้คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ที่ดันมาทะลึ่งทำของทำมาหากินของชาวบ้านเขาเสียหาย

ไม่รอช้า.. เด็กหนุ่มค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้น พร้อมกับเดินเลาะกำแพงหลังร้านออกไปจากบริเวณนี้อย่างยากลำบาก แน่ล่ะ.. ขืนมัวชักช้าอยู่แบบนี้ละก็ เกิดช่างทำตุ๊กตามาเจอเข้า มีหวังโดนเจี๋ยนไปทำอะไหล่ตุ๊กตาเอาง่ายๆ

เป็นโชคดีอีก... ที่พอดีเจ้าของร้านขายของกุ๊กกิ๊กนั่นเดินมาดูเหตุการณ์หลังร้านจนลมแทบจับ เมื่อพบว่าของที่จะวางขายพังเรียบ ซึ่งมันพอดีกับที่ไอ้คนทำของพังเดินเลาะออกมาจากหลังร้านอย่างหวุดหวิด..

สถานที่จัดงานภายในเขตสลัมนั้นก็ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก กลิ่นอับจากคนรอบข้างกับควันจากท่อที่ระเหยกลายเป็นไอจางๆที่มันมีมากซะจนรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก กับพวกชาวบ้านกึ่งมนุษย์ที่ตอนนี้เดินกันควัก จนแทบจะรู้สึกน่ารำคาญซะมากกว่าที่จะสนุกสนานไปกับบรรยากาศซะอีก

แต่ความเคยชินกับที่เขาเคยอยู่มาก่อนหน้านี้สัก สองถึงสามเดือนก่อนมันช่างรู้สึก.. คิดถึง และ... อบอุ่นใจที่ได้มาเหยียบที่นี่อีกครั้ง.. ไม่รู้สิ...อาจเพราะที่นี่คือบ้านเกิดของเขาละมั้ง

ตึกรามบ้านช่องรูปทรงแปลกตากับชาวบ้านกึ่งมนุษย์ที่ทำให้ดูไม่น่าเบื่อซึ่งมีหลายหลายพันธ์ มีตั้งแต่ กึ่งสุนัข กึ่งแมว ไปจนถึงสัตว์ใหญ่ๆอย่าง วัว รึว่า กระทิงกล้ามบึ้ก!ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่กว่าหัวหลายเท่านั้น มันทำให้ดูแล้วน่าขำซะมากกว่าหน้าตาที่ดุดันนั่นซะอีก ซึ้งมันจะทำให้เขตสลัมแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่านี้หากมันจะไม่ไปหนักหัวไอ้พวกมนุษย์ที่เกลียดพวกที่อยู่ในสลัมอย่างกับอะไรดี..

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อในอดีตกาลกว่าร้อยปี ผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์จะเหนือกว่าทุกอย่างบนโลกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ...มีมันสมอง ที่เหนือกว่าทุกสิ่ง ความคิด ไปจนถึงการกระทำ และ.... อะไรหลายๆอย่าง

มีอยู่วันหนึ่ง ไอ้พวกกึ่งมนุษย์ ได้ย่างกรายเข้ามาเหยียบถิ่นมนุษย์ แค่พูดภาษาคนได้ก็ริอาจจะเข้ามาอาศัยทำมาหากินกันกับมนุษย์ สมองอันน้อยนิดที่คิดไม่เป็นกับความเป็นสัตว์เดียรัจฉานน่ารังเกียจ นั่น.... ไม่ควรค่าแก่การที่จะขึ้นมาเทียบกับมนุษย์ ที่คิดได้มากกว่าทำอะไรได้มากกว่าพวกกึ่งสัตว์พวกนี้ และพวกมันเป็นได้อย่างมากก็แค่ .....ทาสรับใช้มนุษย์ .... นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ยอมรับพวกกึ่งสัตว์ในฐานะทาสเท่านั้น

และในอีก 10 ปีต่อมาก็มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นพวกกึ่งมนุษย์เขาได้ไปสังหารเจ้าเมืองของเมืองเมืองหนึ่งด้วยเหตุที่ว่า.....

“เรายืนสองขาเหมือนกัน มีชีวิต จิตใจ เหมือนกัน มีสมองและที่สำคัญพวกเราก็มีความรู้สึกเหมือนกับท่าน ...แล้วใยท่านถึงทำกับพวกเราแบบนี้ ..ในเมื่อพวกท่านคิดว่าพวกเราเป็นได้แค่สัตว์เดียรัจฉาน... พวกเราก็จะทำกริยาเยี่ยงสัตว์เดียรัจฉานเช่นกัน!!” และในเวลาอีกไม่กี่วัน ... หลังจากที่ท่านเจ้าเมืองโดนสังหาร ชายคนนั้นก็ถูกนำตัวไปประหารตามกฎของบ้านเมือง ...


ในอีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมาเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นโดยมี กลุ่มของกึ่งมนุษย์มาประท้วงเพื่อสนองเจตนารมณ์ของ “โรเจอร์ การ์ฟ” ที่บรรดากึ่งสัตว์ทุกตัวเห็นด้วยกับคำพูดสุดท้ายของ เขาก่อนที่จะโดนประหาร ...

คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ฮึกโหมกันได้ขนาดนี้ และนี่ละคือผู้ที่เป็นเหมือนกับฮีโร่ เหมือนกับผู้นำ เหมือนกับสิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบรรดากึ่งมนุษย์ทั้งมวล และอีก ปีกว่าๆเหตุการณ์ประท้วงก็สงบลงด้วยคำสั่งจากเบื้องบนที่เห็นด้วยกับคำพูดของ โรเจอร์ การ์ฟ จึงออกคำสั่งให้เลิกทำกับพวกกึ่งมนุษย์เยี่ยงทาสและห้ามทำร้ายซึ่งกันทั้งสองฝ่าย และจะให้ทั้งสองฝ่ายนั้นมีสิทธิเท่าเทียมกันทุกอย่าง ผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษตามเหมาะสม! คำประกาศนั้นออกอากาศและแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ...

พวกกึ่งมนุษย์ได้ยินข่าวสารดังนั้นจึงดีใจกันยกใหญ่ด้วยจิตรใจที่หมายว่าจะได้อยู่ร่วมโลกกับพวกมนุษย์อย่างสันติสุขนั้น…ก็ดับวูบลง.... เมื่อสายตาที่เกียจชังจากมนุษย์กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ที่ยังคงมองว่าพวกกึ่งมนุษย์นั้นก็ยังเป็นแค่ พวกสัตว์ชั้นต่ำน่ารังเกียจ เท่านั้น

มาจนถึง ... ปัจจุบัน ความคิดที่ไร้ที่เหตุผลของพวกมนุษย์ก็ไม่ได้จางลงเลย ....

“ชิ ...ความคิดบ้าๆ..” เด็กหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินอยู่รอบๆตัวเขา และลึกๆแล้ว... ก็อดที่จะนึกสงสารคนเหล่านี้ไม่ได้ ...

ตอนนี้เด็กหนุ่มเดินอยู่บนทางเดินข้างทางที่มีพวกกึ่งมนุษย์ส่วนมากเดินกันขวักไขว่เพื่อที่จะไปทำมาหากินกันตามปกติ ..

“เรา....กลัวความมืดตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ” ความคิดที่ไม่ได้หวังกับคำตอบผุดขึ้นมาในหัวเอาดื้อๆ ..มันทำให้เขานึกเสียวสันหลังไม่ได้ เมื่อนึกถึงความมืดที่เขาเพิ่งจะเผชิญมาเมื่อกี้..

ความรู้สึกกลัวความมืดที่อยู่เบื้องล่าง.... มันบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร... แต่ความรู้สึก...ว่ามันต้องการ อะไร... สักอย่างในตัวเขา

“อาการหนักแฮะ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างเบื่อหน่าย กับความคิดมากของตัวเขาเอง แล้วก็ตัดตัดความคิดไร้สาระนั่นทิ้งทันที เพราะรู้สึกว่าตัวเองจะคิดยาวจนไปถึงเรื่องผีสางบ้าบอคอแตกซะแล้ว

"เด็กหนุ่มผมขาว?..." ความนึกคิดระลอกสองที่เล่นเอาเจ้าตัวหยุดกึก แล้วมุ่นคิ้วลงอย่างครุ่นคิด ...

“ใครกัน.. แต่เหมือนจะเคยเห็น... ที่ไหนกันนะ” ตอนนี้เด็กหนุ่มเริ่มที่จะรู้สึกปวดหัวตุบ กับภาพหนุ่มผมขาวที่เริ่มจะลอยเข้ามาในหัวลางๆ ผิดแต่ว่า... มันไม่ชัดสักกะเหตุการณ์....

ภาพทั้งหมดเริ่มหมุนเร็วขึ้น สลับทุกเหตุการณ์จนมองไม่ทัน ความรู้สึกติดค้างอย่างเจ็บใจนี่มันอะไรกัน... แต่เหมือนว่าจะมีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง มันไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไร แต่เขาก็เห็นมันได้ชัดกว่าภาพเหตุการณ์อื่นๆ....

มันเป็นภาพที่ชายหนุ่มผมขาวนั่งร้องไห้อยู่ที่ไหนสักแห่ง... ข้างกายเขามีคนนอนนิ่ง ไม่รู้สึกถึงแรงหายใจ .. ไม่รู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจ เขารู้เพียงแต่...

นั่นคือร่างที่ไร้ วิญญาณ...

ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งร้องไห้อย่างทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น ด้านหลังเป็นคนอีกสองคนด้วยกันถ้าไม่นับรวมชายหนุ่มผมขาวที่นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ตรงหน้า ทั้งสองคนล้วนใส่ผ้าคลุมฮู้ดสีดำปกปิดใบหน้ามิดชิด เหลือไว้แต่เพียง หนึ่งริมฝีปากเรียวงาม กับอีกหนึ่งริมฝีปากที่ดูแล้วรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก

แต่แล้วสักพัก รอยยิ้มเหี้ยมก็ปรากฏบนริมฝีปากงามนั่น ก่อนที่เธอจะชี้มาทางนี้ แล้วความมืดก็เริ่มที่จะเคลื่อนเข้ามาหาเด็กหนุ่ม และแล้ว ....

ทุกอย่างก็เข้าสู่ความมืดมิด... อีกครั้ง…

ตุบ.. “โอ๊ะ..” ร่างของเด็กหนุ่มเซถอยหลังไปนิดนึง พร้อมๆกับสติของเด็กหนุ่มโดนดึงกลับมาทันทีที่โดนพวกชาวบ้านกึ่งมนุษย์ชนชนเข้าให้

...แทนที่จะหันกลับไปต่อว่าอย่างหัวเสียเพราะหัวไหล่ใหญ่ๆนั่นที่ทำเอาคนโดนชนถึงกับเกือบล้ม กลับกันควรจะวิ่งไปขอบคุณเขาด้วยซ้ำ ที่ทำไม่ให้เขาโดนความมืดนั่นกลืนอีก... ว่าแต่ พวกคนที่เห็นเมื่อกี้คือใครกัน... ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่.....

ช่างมันเถอะ..

เด็กหนุ่มแทบจะฉีกความคิดนี้ทิ้งซะให้รู้แล้วรู้รอด เพราะตอนที่พยายามนึกเรื่องนี้มันรู้สึกว่า โดนดึงเข้าไปอยู่ในอะไรสักอย่าง ที่มันทำให้เขารู้สึกไม่ดี เพราะฉะนั้น.... เลิกคิดถึงมันซะก็สิ้นเรื่อง


พอตัดปัญหาเสร็จ เจ้าตัวก็เดินอย่างกร่างๆไปตามทางเดินจนไปถึงบริเวณที่เป็นจุดหมายของเขาซึ่งเป็นบ้านทรงกลมหลังเล็กๆตั้งอยู่กลางถนนพอดีมีทางเข้าทางออกทางเดียวที่หันไปทางทิศใต้ ส่วนด้านทิศเหนือเป็นประตูใหญ่ที่กั้นระหว่าง เขตสลัมกับในเมือง

แน่นอน.. พวกมนุษย์อาศัยอยู่ด้านในนั้น และโรงเรียน เอ.บี.แอล.อัลโนสก็เช่นกัน

เหนือประตูท้างเข้าขึ้นไปนิดหน่อยมีป้ายที่ทำด้วยไม้สลักไว้ว่า JOB ตัวใหญ่ๆนั่นเป็นจุดสังเกตที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่า “งาน” อยู่ตรงนี้ ...

“อะ อึ้ม~~.” เด็กหนุ่มจงใจส่งเสียงออกมาจากลำคอดังๆ เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของร้านที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มบางอย่างสบายอารมณ์อยู่ ให้รู้สึกตัว ...

ซึ่งมันก็ได้ผล เมื่อเจ้าของร้านค่อยๆลดหนังสือเล่มบางลงช้าๆ อย่างแปลกใจ แล้วมองไปยังต้นเสียงพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งๆดีใจ ...

“อ้าว! เชส กลับมาได้ไงเนี่ย” ชายผมทองใส่แว่นดำโยนหนังสือทิ้งทันทีที่เห็นคนรู้จักตรงหน้า พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่เขานั่งประจำมาเปิดบทสนทนา ..

“พูดงี้แสดงว่าจะหาเรื่องกันรึไงเนี่ย คุณออลัส” นัยน์ตาสีฟ้าใสเป็นประกายค้อนควับไปที่ไอ้คนที่ส่งยิ้มกวนประสาทให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างสนิทสนม

“จะว่าไปก็เปิดเทอมแล้วนี่นา..ว่าแต่แกนี่..ไปเรียนเป็นกะเค้าด้วยรึไง” พูดเสร็จเจ้าตัวก็หัวเราะเสียงดังลั่น จนคนที่เดินอยู่ใกล้ๆ นั้นต้องหันมามองอย่างตกใจ.. นั่นทำให้คู่สนทนาถึงกับหัวหดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทันที

“นี่..เบาๆสิฮะ” เชสกระซิบบอกคนตรงหน้าเบาๆ อย่างเขินอายกับสายตาคนรอบข้างที่จ้องมองมาอย่างกับเขาสองคนเป็นตัวประหลาด... แต่มีอยู่หนึ่งคนถึงจะไม่ใช่แต่ก็คล้ายๆ ล่ะนะ

“จะว่าไป... ผมว่าวันแรกคงไม่มีเรียนอะไรหรอกมั้ง.... โดดดีกว่า” เจ้าตัวว่าเสร็จ ก็โคลงหัวไปมาบ่งอารมณ์รื่น หวังจะแก้เผ็ดกับคำพูดของคนตรงหน้าเมื่อกี้… ผู้เป็นเจ้าของร้านแทบจะสำลักกับคำพูดของคู่สนทนาตรงหน้า พอตั้งตัวได้ก็ยื่นหน้ามาพูดเสียงดุ

“อย่า!! แม้แต่จะคิด แกพูดงี้ทีไรชั้นได้ซวยทุ้กที.. ก่อนปิดเทอมก็ทีนึงล่ะ แกรู้มั้ยว่าชั้นโดนครูทางโรงเรียนต่อว่าขนาดไหนที่ให้เด็กโดดเรียนมาทำงานเนี่ย แย่จริงๆเลยแกนี่” ตอนนี้ออลัสเริ่มชักจะปวดหัวตุบๆ กับคำพูดของไอ้เด็กพาซวยตรงหน้าที่ยังทำหน้าระรื่น

“แกนี่.. หาเรื่องให้ชั้นได้ทุกทีซิน้า” ออลัสพูดอย่างหน่ายๆ พลางเท้าคางอย่างหนักใจ ก่อนที่ไอ้เด็กตรงหน้าจะเห็นว่าเข้าทาง เลยพูดเสริมเข้าไปอีก

“โธ่~~คุณออลัส คิดดูสิฮะ เรียนก็ไม่เรียน แถมยังต้องไปนั่งฟังครูพล่ามอะไรก็ไม่รู้อีก น่าเบื่อจะตาย เห็นใจผมหน่อยนา~~นะ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ปั้นหน้าอ้อนวอนสุดขีด จนคนตรงหน้าเห็นถึงกับต้องคิดหนัก

“.......มันก็จริงอย่างที่แกว่า ” ออลัสพูด พร้อมกับมุ่นคิ้วอย่างครุ่นคิด เมื่อนึกถึงสมัยที่เขายังเรียนอยู่บ้าง ก่อนที่จะเอ่ยประโยคถัดไป

“..... ได้มั้ง” เท่านั้นล่ะ ไอ้คนที่รอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อถึงกับหลุดปากร้องเย็ส ออกมาเบาๆ จนเจ้าของร้านอดที่จะหมันไส้ไอ้เด็กกะล่อนตรงหน้าไม่ได้

“แต่!....แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ชั้นขอเตือนไว้เลยว่า ครั้ง นี้ ครั้ง เดียว เข้าใจรึเปล่า” ออลัสเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย พร้อมกับสายตาที่จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าเดินยิ้มปากฉีกเข้ามาประจบประแจงอย่างน่าหมันไส้

“เอ้อ~ช่างเหอะ..” ออลัสพูดตัดบท แล้วก็ก้มลงไปใต้เค้าเตอร์พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาวาง ตุ้บ ลงตรงหน้าเด็กหนุ่มที่ยืนมองหนังสือนั่นอย่างแปลกใจ

“ไอ้นี่มันเล่มใหม่ เล่มเก่ามันไม่พอ ก็คนมันเยอะนี่น้า~~ เอ้า จะเอางานแบบไหน” ออลัสพูด พลางค่อยๆเปิดหนังสือปกแข็งเล่มหนาอย่างถนุถนอม ..

“เอาไอ้ที่เมื่อก่อนผมชอบทำบ่อยๆ น่ะ” เด็กหนุ่มพูดพลางกระเถิบเข้ามาดูรายการในหนังสือจนหน้าเกือบจะติดกับกระดาษหนังสืออยู่แล้ว จนออลัสต้องไล่ให้ไปยืนอยู่ที่เดิม ..

...เวลาผ่านไปเกือบห้านาทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าออลัสจะพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย จนไอ้คนอยู่ไม่สุขต้องเอ่ยปากถามตลอดเวลา “ได้ยัง ได้ยัง ไหนอะ ได้ยัง?”จริงๆแล้วไอ้ตัวหนังสือมันก็เยอะจนปวดหัวอยู่แล้ว แต่ไอ้เด็กตรงหน้านี่มันเอาแต่พูดว่าได้ยังได้ยังตลอดทุกๆห้าวิฯ เนี่ยสิที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิ ...

จนหมดความอดทน...ต้องหันหนังสือให้มันเลือกเอง

ส่วนตัวเขานั้นก็ต้องไปนั่งรอให้มันเลือกเสร็จ ไอ้ที่เขาต้องไปนั่งรอนะไม่ใช่เพราะอะไรหรอก นอกซะจากไอเด็กหนุ่มตรงหน้ามันจะพิถีพิถันเลือกเฉพาะงานที่ไม่ค่อยได้ออกแรงกับชาวบ้านเค้าบวกกับได้เงินเยอะนั่นล่ะ ประเด็นคือ มันแทบจะไม่มีเลยละไอ้งานที่ได้เงินเยอะโดยไม่ต้องเหนื่อยน่ะ... แถมจะไม่ใช่แทบจะไม่มี มันไม่มีเลยด้วยซ้ำ....

วาลาผ่านไปครู่หนึ่งก่อนที่มีชายร่างสูงเดินแหวกฝูงชนออกมาจากถนนหลักของเขตสลัมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก... และดูเหมือนเขาจะมุ่งมาทางนี้

“คุณออลัส!!..เมื่อกี้ชาวบ้านบอกว่ามีคนโดดลงมาจากประตูใหญ่ทางใต้แน่ะ” ชายผมเรียบนัยน์ตาสีฟ้าดูมีอารมณ์ขัน มองๆดูแล้วแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าเขากำลังตกใจในเหตุการณ์ที่เขาไปพบมาเมื่อครู่นี้...

“อ้าว.. แล้วไอ้คนโดดลงมาศพสวยมะ” ออลัสถามหน้านิ่ง

“ไม่ ... ไม่เจออะไรเลย” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยอาการหอบนิดๆ

“.... แล้วไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์เลยรึไง” ออลัสถาม พร้อมกับมุ่นคิ้วลงเมื่อเห็นสีหน้าของคนตรงหน้าดูเหมือนจะไม่เล่นด้วย

“มี.. แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าพยานดีรึเปล่านะ คือ... เจ้าตัวบอกว่า ตอนที่เขาอยู่ในบ้านเนี่ย เขากำลังเช็ครายชื่อของที่จะเอาไปวางขายอยู่ แล้วก็เกิดเสียงบางอย่าดังขึ้นหลังบ้าน เลยวิ่งออกไปดู แต่ก็พบแค่ว่า ของที่เขาจะนำไปวางขายพังยับ แถมยังไม่เจอใครที่พอจะเป็นผู้ต้องสงสัยอีกเนี่ยสิ...” พอพูดเสร็จ ชายหนุ่มก็มุ่นคิ้วลงอย่างหงุดหงิด

“...ว่าแต่ ทำไมแกดูจริงจังเหลือเกินนะ” ออลัสยิงคำถามอีก เมื่อเห็นสีหน้าที่ชักจะไม่ดีลงทุกทีของชายตรงหน้า

“...ผมก็เป็นคนของ บาราส เหมือนกันนะ แถมยังเป็นคนแถวนี้อีก เลยต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกับองค์กรด้วยนั่นละ มันก็แค่นั้น...... ว่าแต่ นี่หลานคุณออลัสรึเปล่าครับเนี่ย ตัวเล็กจัง” ชายหนุ่มบ่นอย่างหัวเสียเสร็จ ก็เหลือบมาเห็นเด็กคนนึงที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรอยู่กับหนังสือเล่มโตตรงหน้า... และดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะไม่ได้ยินเรื่องที่สองคนพูดกันเมื่อกี้..

“หลาน? ก็นั่นมันเพื่อนแกไม่ใช่รึไง ฟิล อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้เจอกันน่ะ” ออลัสเอ่ยขึ้นอย่างงงๆ ในขณะที่ฟิลกำลังทำหน้าตาแปลกๆ

“เพื่อน?....... เชสน่ะเหรอ” ฟิลยืนมองเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของตนอยู่ครู่นึงอย่างพินิจ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับเรียกชื่อเบาๆ .

“เชส?..”

“อะไร” เชสตอบกลับทันที แต่ก็ไม่มีท่าทีจะสนใจไอ้คนเรียกชื่อสักเท่าไร..

“นะ. นายกลับมาตอนไหนเนี่ย ชั้นไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” ฟิลพูดอย่างแปลกใจกึ่งๆดีใจ เมื่อเห็นหน้าของเพื่อนซี้ตัวเป็นๆ

“มันจะตกใจอะไรนักหนา กะอีแค่ชั้นเปิดเทอมแล้วก็แค่มาเรียนตามปกติเนี่ย” ไอ้คนสมาธิสั้นหันมาแว้ดใส่คนข้างๆ ที่กำลังยิ้มกริ่มเพราะเพื่อนรักกลับมา แต่ในสายตาเชสนั้น มันช่างดูกวนประสาทดีแท้ ..


“ว่าแต่... นายเข้ามาได้ยังไง ทั้งที่ด้านหลังก็ห้ามเด็กเข้า แถมถ้าเข้าด้านหน้าก็เจอพวกในเมืองรุมสาปแช่งอีก... รึว่า ....”

“มีงานมาส่งถึงคุณออลัสคร้าบ~~~” ฟิลพูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงดังมาจากด้านขวามือของเขา ชายในชุดเครื่องแบบสีฟ้า ยืนอยู่บนยานพาหนะที่คล้ายกับเสก็ตบอร์ดไม่มีล้อ แถมยังลอยเหนือพื้นนิดหน่อย สักพักออลัสก็เดินออกไปรับของจากเจ้าหน้าที่คนนั้น ฟิลจึงหันไปสนใจคนส่งงานครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับมาสนทนาต่อ

“.....อืม.ชั้นก็เข้ามาทางด้านหลังนั่นแหละ”

“ด้านหลัง!! ก็แล้วนายเข้ามาได้ยังไง ก็ด้านหลังเขาไม่ให้เด็ก ....”

“และถ้า.......แก...... ยังพูดคำว่า เด็ก กับชั้นอีกล่ะก็นะ...” เป็นคำพูดเรียบๆ ของเด็กหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่นั่งอยู่ข้างๆฟิล แต่ไม่รู้ทำไม.. ฟิลกับรู้สึกถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่เหมือนมันจะแฝงอยู่ในคำพูดเรียบๆ นั่นยังไงชอบกล ซึ่งมันส่งผลให้กับคนส่งงานถึงกับหันมามองควับอย่างตกใจ แน่นอน... ออลัสก็ด้วย

ฟิลหัวเราะออกมาแห้งๆ ก่อนที่จะขอโทษขอโพยไอ้คนที่หายใจฟึดฟัดๆ ราวกับกระทิงคลั่ง สักพักพอฟิลเห็นว่าคู่สนทนาตรงหน้าเย็นลงบ้างแล้ว ก็เริ่มเปิดบทสนทนาต่ออีกครั้ง ...

Next again...

เขียนได้ไม่ค่อยเยอะแฮะบทนี้ :e9
แก้ไขล่าสุดโดย armza5895 เมื่อ 26 ธ.ค. 2009, 16:41, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
<<
ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 2747

ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ธ.ค. 2007, 21:56

ที่อยู่: ขั้วโลกเหนือ

โพสต์ 09 พ.ย. 2009, 21:28

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 2

อ่านไปอ่านมาเหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกันอยากเพิ่มอะไรก็เพิ่มอย่างไรอย่างนั้น :e12 ?!

เซอาจจะคิดไปเองมั้งคะ?!

EDIT

รู้สึกเราจะเคยพูดเรื่องขามารอะไรนี่ใช่ไหมเอ่ย?
เซรู้สึกว่าน้องเอาเรื่องขามารมาเสริมจน theme เรื่องเก่าเริ่มเปลี่ยนนะ
ตอนนี้เลยเหมือนกับเอาเรื่องใหม่มาตัดแปะลงบนเรื่องเก่าอย่างนั้นเลย
กลายเป็นว่า...อ่่านแล้วไม่เข้าใจน่ะค่ะ

ถ้าจะให้แนะนำ น้องรีไรท์ปรับเนื้อเรื่องตั้งแ่ต่ตอน intro เลยน่าจะเวิร์คค่ะ :e16
ไม่งั้นอ่านต่อไปยิ่งอ่านยิ่งงงแน่ ๆเลย
สารบัญ Fic ของข้าพเจ้า

รูปภาพ
หนูจะแต่งเข้าตระกูล Wooster แล้วค่ะ !! ได้ทั้งเงิน เอ๊ย!! คุณเบอร์ตี้ ได้ทั้งพ่อบ้านสารพัดประโยชน์ด้วย!!

ใครอยากให้เมนท์ขอให้แจ้งมาด้วยนะคะ และใครอยากให้สับให้ก็เอา Url มาลงกระทู้สับหรือ Pm เช่นเดียวกับเมนท์...
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 09 พ.ย. 2009, 21:34

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 2

งะ... งั้นเหรอครับ :e1
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
<<

Apayin

ภาพประจำตัวสมาชิก

Moderator
Moderator

โพสต์: 6233

ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2008, 17:09

โพสต์ 09 พ.ย. 2009, 21:36

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 2

คำผิดนะคะ:

พล่าม อนุญาต ระมัดระวัง ปั๊ม

ที่ไม่ต่างอะไรจะแฟนสาวงอลแฟนหนุ่ม
จาก งอน

จากตอนนี้อารมณ์เปลี่ยนนิดหน่อยนะคะ มีรถถังด้วยตอนแรกนึกว่าเป็นแฟนตาซีย้อนยุคอ่า สรุปเรื่องนี้เป็นประมาณยุคไหนหรือคะ?


EDIT

แก้คำผิด ไม่ใช่แฟนตาซีย้อนยุคสิ ต้องให้ภาพว่าเป็นยุคที่อารายะธรรมเสื่อม ๆ ยุคที่ไม่ใช่ยุคปัจจุบันที่เราอยู่กันน่ะค่ะ พบบ่อยตามนิยายวิทยาศาสตร์ พอนึกภาพออกไหม แบบว่าพี่ก็ไม่รู้จะเรียกว่ายุคอะไรดีเหมือนกันน่ะคะ แหะ ๆ
<<

armza5895

ภาพประจำตัวสมาชิก

S.T.A.R.S.
S.T.A.R.S.

โพสต์: 324

ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:21

โพสต์ 10 พ.ย. 2009, 16:18

Re: Gear Bite++ ตอนที่ 2

ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอรีไรท์ตรงอินโทร(บทนำ)อย่างที่พี่เซว่านั่นละครับ (ผมก็อยากอยู่)

เอาเป็นว่ารับทราบครับผ้ม!! :e7

ปล: ไม่เคยอ่านนิยายแนววิทยาศาสตร์ครับ - -(เลยนึกไม่ออก..)
Blood Spatter The Bleed for me ...

รูปภาพ
ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Fan Fiction

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน